WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, April 18, 2011

บทต่อไปของ ‘คนเสื้อแดง’: ชายผู้หนีหมายจับ “เสื้อแดงกำลังปฏิรูปโครงสร้าง”

ที่มา ประชาไท

ซีรีย์สัมภาษณ์ สำรวจสภาพและแนวคิดคนเสื้อแดงต่อสังคมการเมืองไทย ตอนที่ 1 เป็นเรื่องชายผู้หลบหนีหมายจับชุมนุมเกิน 5 คน เขาเคยเป็นอดีตชาวบ้านในสมัชชาคนจน และกระทั่งกระโดดเข้าร่วมเสื้อแดงเพราะเห็นว่าเป็นการปฏิรูปโครงสร้างสังคม เพิ่มอำนาจประชาชน แก้ปัญหาที่ต้นตอ

การชุมนุมประท้วงของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดงในห้วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2553 เป็นหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ต้องบันทึกไว้ ทั้งในแง่จำนวน ความยาวนาน และ ‘การสูญเสีย’ จนกระทั่งพวกเขาที่ยังเหลือพากันแตกสานซ่านเซ็น หอบหิ้วสัมภาระกลับบ้านอย่างทุลักทุเลในวันที่ 20 พฤษภาคมปีที่แล้ว ผ่านมาแล้ว 1 ปี พวกเขาอยู่ที่ไหน ทำอะไร ยังสู้อยู่หรือไม่ และอย่างไร

ต่อไปนี้เป็นเรื่องราวของคนเล็กๆ ที่มีสีสันหลากหลาย เป็นบทสัมภาษณ์ที่มีจุดประสงค์เพื่อรวบรวมเป็นหนังสือขององค์กรแห่งหนึ่ง แต่ไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ได้ด้วยเหตุผลบางประการ “ประชาไท” จึงขอทยอยนำเสนอในโอกาสครบรอบ 1 ปี ของการชุมนุมเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 53

เลื่อน ศรีสุโพธิ์ วัย 46 ปี ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย เขาเข้าร่วมการต่อสู้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมเรื่องปากท้องกับพี่น้องคนยากคนจนในอีสานมาตั้งแต่โครงการ คจก.ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในที่ได้รับการอนุมัติจากรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย จนมาถึงสมัชชาคนจน เมื่อคนเสื้อแดงประกาศเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยในปี 2553 “เลื่อน”ตัดสินใจเข้าร่วมอย่างไม่ลังเลในฐานะไพร่ซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ทั้งเข้าร่วมการชุมนุมในกรุงเทพฯ และจัดการชุมนุมย่อยๆ ร่วมกับพี่น้องเสื้อแดงในพื้นที่บ้านเกิด จนถูกออกหมายเรียกจนกระทั่งหมายจับด้วยข้อกล่าวหา ชุมนุมหรือมั่วสุมกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป อันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย ในพื้นที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง โดยปิดกั้นทางหลวงและกีดขวางทางจราจร

ในวันที่“เลื่อน”ยังต้องหลบหนีหมายจับ เราได้มีโอกาสพูดคุยกับเขาถึงเรื่องราวต่างๆ “เลื่อน”ถ่ายทอดประสบการณ์ ในการเข้าร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดง “ผมเข้าร่วมชุมนุมกับ นปช.ที่กรุงเทพฯ 3 ครั้ง แต่ไม่เคยอยู่ตอนที่รัฐบาลสลายการชุมนุม แต่ละครั้งจะอยู่ 10 วัน โดยเดินทางโดยรถกระบะ ไปพร้อมกับพี่น้องในหมู่บ้าน พวกเราจัดทำผ้าป่าประชาธิปไตยในพื้นที่ ใช้รถกระจายเสียงประกาศขอรับจากพี่น้อง ใครมีมากให้มาก มีน้อยให้น้อย 5 บาท 10 บาทเราไม่ว่ากัน บางคนก็บริจาคเป็นข้าวสาร ใครมีอะไรก็ให้มา เป็นเรื่องธรรมชาติ เป็นหลักการธรรมดาของ นปช.ใครมีอะไรก็ให้ช่วยเหลือกัน ส่วนตัวเองตั้งแต่ร่วมต่อสู้กับพี่น้อง นปช.อย่างเข้มข้นมาตั้งแต่เดือนมีนาคม ผมขายวัวไป 2 ตัวแล้ว”

เรื่องแรงจูงใจในการเข้าร่วม “เลื่อน”อธิบายว่า “แต่ก่อนเราก็เคลื่อนไหวปัญหาพื้นฐาน ป่าไม้-ที่ดิน แต่เราได้ข้อสรุปว่า ถ้าเราเคลื่อนไหวเฉพาะปัญหาพื้นฐาน มันไม่สามารถแก้ปัญหาได้ พอคนเสื้อแดงเคลื่อนไหวปัญหาในเชิงโครงสร้างเราก็คิดว่า มันน่าจะเป็นทางออกของการแก้ปัญหาในระยะยาว ก็เลยเข้าร่วม ก่อนหน้าการเคลื่อนไหวในปี 53 ผมก็เข้าร่วมกับเครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหาร อยู่ คัดค้านการร่างรัฐธรรมนูญ 50 แต่ก็ยังไม่ได้เข้าร่วมกับคนเสื้อแดง ช่วงนั้นที่เข้าร่วมไม่ใช่เพราะเราเป็นคนเสื้อแดง แต่เคยเคลื่อนไหวปัญหาทางสังคมแล้วเห็นว่าเรื่องนี้มันเป็นทางที่ไม่ถูกต้อง เรื่องรัฐประหาร แล้วก็ยังคิดว่า เราสู้ด้วยพลังบริสุทธิ์ ใช้พลังของมวลชนเข้าสู้ แต่ นปก.เป็นการต่อสู้ของฝ่ายการเมือง แต่พอหลังๆ มานี่ เรามาดูข้อเสนอของ นปช. คิดว่าเป็นข้อเสนอที่มันหลุดพ้นเรื่องการเมืองการเลือกตั้งไปแล้ว มันเป็นข้อเสนอเพื่อเปลี่ยนแปลงจากสังคมเก่าเป็นสังคมใหม่ ผมไม่ได้คัดค้านการเลือกตั้ง การเลือกตั้งมันต้องมีแต่นักเลือกตั้งต้องให้ความสำคัญกับประชาชนให้มากกว่าเดิม แทนที่จะมาขายความคิด แบบกรรมการบริหารพรรคคิดนโยบาย แล้วมาเสนอให้ชาวบ้าน ให้ประชาชนเลือก ต่อไปอาจจะต้องมาระดมความคิดเห็นจากมวลชนพื้นฐานว่าเขาต้องการอะไร แล้วนำไปทำเป็นนโยบาย”

มาถึงตรงนี้เราก็ตั้งคำถามว่าที่ผ่านมามีกระบวนการแบบนี้มั้ย “เลื่อน”ให้ข้อมูลว่า “ประสบการณ์ตรงที่เราได้เจอ วิธีการนี้เป็นวิธีการที่พรรคไทยรักไทยทำมา คือ ช่วงนั้น เราเคลื่อนไหวปัญหาพื้นฐาน คือปัญหาหนี้สิน ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ได้รับมอบหมายจากพรรคให้ลงมาระดมความคิดจากประชาชนในภาคอีสาน มีการจัดเวทีที่โคราช อุบล อุดร ขอนแก่น ระดมความคิดเห็นว่าประชาชนมีปัญหาอะไร ต้องการอะไร จากการระดมแบบนี้ทำให้มีนโยบายเรื่องกองทุนหมู่บ้าน เรื่องพักหนี้เกษตรกร ก็เห็นว่ามีพรรคไทยรักไทยนี่แหละที่มีการระดมจากข้างล่าง เพื่อกำหนดเป็นนโยบาย พอเขาได้รับเลือกตั้ง จะเห็นว่าส่วนใหญ่ก็ทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้ได้”

จากประสบการณ์ที่เคยเคลื่อนไหวปัญหาพื้นฐาน เรื่องป่าไม้-ที่ดิน ทำให้“เลื่อน”เห็นว่าปัญหาความไม่เป็นธรรมหรือสองมาตรฐาน หรือความหมายเดียวกับการเลือกปฏิบัติมีคู่กับสังคมไทยมานานแล้ว “คนที่มีอำนาจวาสนา มีอันจะกินหน่อยทำเหมือนกันกับประชาชนคนธรรมดาเนี่ย ส่วนใหญ่ชาวบ้านจะโดนโทษตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดมาก แต่คนที่อยู่ใกล้ๆ ศูนย์อำนาจก็จะไม่โดน แต่มันเห็นชัดมากช่วงนี้ คนเสื้อแดง คนเสื้อเหลือง เป็นคนเปิดให้เราเห็นความไม่เป็นธรรมในสังคม ทำในลักษณะเดียวกันนี่ กลุ่มหนึ่งผิด อีกกลุ่มไม่ผิด เยอะมาก แม้แต่นโยบายที่มีต่อประชาชนก็ยังเลือกปฏิบัติ อย่างเงินกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลนี้ เขาให้เดือนละ สองพันกับคนที่มีเงินเดือนไม่เกินหมื่นห้า พวกมีเงินเดือน พวกมีรายได้อยู่แล้วก็จะได้รับการช่วยเหลือจากรัฐ แต่คนที่ไม่มีรายได้อะไรเลยในภาคเกษตรก็ไม่ได้รับการดูแลอะไรจากรัฐเลย ถ้าไปเทียบดูกับรัฐบาลพรรคไทยรักไทยอย่างกรณีเรื่อง 30 บาทรักษาทุกโรคนี่ ก็ได้รับการรักษาด้วยกันหมด กองทุนหมู่บ้านอย่างเนี้ย ผมว่ามันค่อนข้างได้ทั่วถึง”

ดังนั้นการเข้าร่วมเคลื่อนไหวกับคนเสื้อแดงเพื่อยุติระบบอำมาตย์ อันเป็นที่มาของสองมาตรฐาน จึงเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นตอในความเห็นของ“เลื่อน” “ตอนนี้ผมมองว่าปัญหาเฉพาะหน้าพับไปก่อน เรามาแก้ไขปัญหาต้นตอในเชิงโครงสร้าง ผมคิดว่าถ้าโครงสร้างมันดี มันก็จะเอื้อต่อการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า พื้นที่ไหนที่ปัญหาเฉพาะหน้ายังรุมเร้าอยู่ พวกในพื้นที่ก็ยันกันไป แต่เราให้น้ำหนักการแก้ไขปัญหาในเชิงโครงสร้างมากขึ้น คือพยายามเชื่อมโยงปัญหาพื้นที่กับปัญหาโครงสร้างด้วย ภารกิจของเราก็ต้องทำให้พี่น้องเห็นว่าต้นตอของปัญหาจริงๆ มันเกิดจากอะไร เกิดจากระบบคิด เกิดจากวัฒนธรรม เกิดจากตัวกฎหมาย ตัวนโยบาย ที่คนกลุ่มน้อยเป็นคนกำหนดขึ้นมาเพื่อกลุ่มของเขาเอง แต่เขาไม่ได้คำนึงถึงคนส่วนใหญ่ซึ่งเป็นพวกเรา ประสบการณ์การเคลื่อนไหวเรื่องที่ดิน เรื่องป่าไม้ 20 ปีที่ผ่านมานี่ พอไปแตะโครงสร้างส่วนบน แตะเรื่องกฎหมายเรื่องอะไรนี่ไม่ได้ เราสู้มาตั้งแต่สมัชชาชาวนาชาวไร่ สมัชชาเกษตรกรรายย่อย มาสมัชชาคนจน จนมาถึงเครือข่ายปฏิรูปที่ดิน ยังไม่มีกลุ่มไหนที่สู้แล้วสามารถยกเลิกกฎหมายอุทยานได้ คือกฎหมายพวกนี้เป็นกฎหมายที่มันยึดอำนาจจากประชาชนไปให้รัฐเป็นคนจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ดิน น้ำ ป่า พี่น้องอยากได้ที่ทำกินโดยถูกต้องตามกฎหมายนี่ไม่ได้ สมัชชาคนจนในช่วงปีทอง ช่วงการชุมนุม 99 วัน เราก็ได้เฉพาะปัญหาที่มันไม่กระทบกับโครงสร้าง ปัญหาแนวเขตอุทยานทับที่ทำกินของชาวบ้านไม่ได้รับการแก้ไขแม้แต่พื้นที่เดียว ทั้งภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคใต้”

แล้วประชาธิปไตยระบบรัฐสภามันจะเปลี่ยนแปลงสังคม เปลี่ยนแปลงโครงสร้างได้อย่างที่ นปช.คิดหรือเปล่า “เลื่อน”ตอบคำถามนี้ว่า “ถ้าดูจากปรากฏการณ์ของคนเสื้อแดง เราเอาข้อมูล เอาเหตุผล เอาความจริงมาเสนอ เราใช้ในแนวทางสันติวิธี แต่ฝ่ายที่กุมอำนาจรัฐอยู่ มันก็ใช้ทุกวิถีทางในการที่จะรักษาอำนาจไว้ ใช้กลไกคุก ศาล ทหาร ตำรวจมาจัดการเรา ณ วันนี้ ผมว่าเขาใช้ครบแล้ว สลายการชุมนุม ก็สั่งทหารมายิงพี่น้องคนเสื้อแดง ยิงเสร็จก็ตามมาด้วยหมายเรียกหมายจับ หมายศาล ซึ่งถ้าเราจะเปลี่ยนแปลงสังคมจริงๆ นี่ ก็ต้องคิดถึงเรื่องระบบการป้องกันตัวเองให้ได้ ไม่ยังงั้นก็จะเกิดการสูญเสียอย่างที่ผ่านมา เราอาจไม่ต้องคิดถึงขั้นสร้างกองกำลังไปสู้กับกองทัพ แต่จะทำอย่างไรให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของคนส่วนใหญ่สามารถที่จะทำความเข้าใจกับกองทัพได้ ถ้าเมื่อไหร่ฝ่ายกุมอำนาจสั่งทหารให้มาเข่นฆ่าประชาชนที่ไม่เห็นด้วย ถ้าทหารไม่ยอมทำตาม พวกนั้นก็หมดทาง พรรคเพื่อไทยตั้งรัฐบาลพรรคเดียวเสียงข้างมาก แต่สุดท้ายก็โดนทหารมาแย่งอำนาจ โดนฝ่ายกุมอำนาจใช้อำนาจเก่าที่พวกเขามีอยู่มายึดอำนาจไป ซึ่งผมคิดว่า นอกจากคิดเรื่องการเมืองที่เป็นเอกภาพแล้วเนี่ย มันต้องคิดเรื่องว่าทำยังไงจะทำความเข้าใจกับฝ่ายกองทัพให้ได้ด้วย ไม่ให้กองทัพเห็นด้วยกับฝ่ายที่ชอบใช้ความรุนแรง”

เขาเห็นว่าการชุมนุมของคนเสื้อแดงในครั้งนี้ กองทัพมีนิมิตหมายที่ดีให้เห็น “ที่ผ่านมา จะเห็นว่าพอเกิดการปฏิวัติรัฐประหารก็จะมีทหารกลุ่มเดียวที่จะทำตามคำสั่งซึ่งคนที่อยู่เหนือกองทัพสั่งมาอีกที สั่งให้สลายการชุมนุม สั่งให้ฆ่าประชาชนที่ไม่เห็นด้วย แต่พอมาถึงช่วงการต่อสู้ของคนเสื้อแดงคราวนี้ มันจะมีทหารอยู่กลุ่มหนึ่งที่ไม่เห็นด้วย ซึ่งผมคิดว่าถ้าต่อไปเราให้น้ำหนักในการทำความเข้าใจกับกองทัพ มันมีความเป็นไปได้ที่กองทัพจะยืนข้างประชาชน สู้กับระบบอำมาตย์ แล้วเปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นประชาธิปไตย”

ในทัศนะของ”เลื่อน”ประชาชนเองก็มีภารกิจที่จะต้องเพิ่มความเข้มข้นให้มากขึ้นในอันที่จะสร้างสังคมประชาธิปไตยอย่างที่คาดหวัง “อันแรกคือ ต้องทำความเข้าใจกับชนชั้นนำ คนชั้นกลาง กองทัพ อันที่สอง ผมคิดว่า การกำกับดูแลนักการเมือง เราต้องยกระดับให้มันมีความเข้มข้นมากกว่านี้ คือถ้าเป็นไปได้ผมคิดว่า นโยบายของรัฐบาลมันน่าจะเกิดจากข้างล่างขึ้นไป คือการมาระดมความคิดเห็นจากประชาชนคนชั้นล่างขึ้นไปกำหนดนโยบาย แต่ถ้าคุณจะเปลี่ยนแปลงจุดยืน ก็ต้องได้รับความเห็นชอบจากประชาชนที่เลือกไป ไม่ใช่อยากจะทำอะไรก็ทำ อย่างเช่น นาย ก อยู่พรรคเพื่อไทย ได้รับเลือกตั้ง ถ้าคุณจะเปลี่ยนขั้วการเมืองไปอยู่ขั้วอื่น ก็ต้องได้รับความเห็นชอบจากคนที่เลือกคุณไปก่อน ไม่ใช่ว่าคุณอยากจะไปอยู่พรรคไหนคุณก็ไป”

ตามที่เขาคิด คณะกรรมการปฏิรูปการเมืองทั้งหลายไม่มีความหมายเลย “พวกนี้ไม่คิดเรื่องการปฏิรูป คือถ้าดูตัวคนนี่นะ บางคนก็สนับสนุนการกดขี่ สนับสนุนระบบเก่า ณ วันนี้ผมคิดว่า มันทำขัดแย้งกัน ปากก็ว่าปฏิรูป แต่ในขณะที่ พวกนี้ก็เห็นความไม่เป็นธรรมที่รัฐทำกับประชาชน คนกลุ่มที่คิดต่าง โดยใช้มาตรการทางกฎหมายบ้าง มาตรการเถื่อนบ้าง แต่พวกนี้ก็ไม่ทำอะไร ถ้าคิดจะปฏิรูป ถ้าคิดจะสมานฉันท์ คิดจะปรองดองนี่ ผมว่ามันก็ต้องดูเรื่องนี้ด้วย แต่ผมไม่เห็นว่าคณะกรรมการพวกนี้เรียกร้องให้รัฐหยุดกระทำการ ผมว่ามันเป็นแค่การสร้างองค์กรขึ้นมาเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการใช้อำนาจรัฐกระทำการกับคนที่เห็นต่าง”

การเข้าร่วมเคลื่อนไหวทางการเมืองของ"เลื่อน"ที่ผ่านมา ก่อให้เกิดผลในทางบวกก็คือ การที่ประชาชนมีพลัง มีอำนาจต่อรองมากขึ้น ได้รับการแก้ปัญหาในระดับหนึ่ง แต่ก็เป็นเพียงปัญหาเฉพาะหน้าที่รอวันที่จะปะทุขึ้นมาใหม่ แต่ผลลบที่เกิดขึ้นก็ย่อมมีตามมาอย่างแน่นอน “ในเมื่อเราไปแตะอำนาจรัฐ คัดค้านการใช้อำนาจรัฐ เขาก็ใช้อำนาจรัฐมาจัดการ การโดนข่มขู่คุกคาม การมีหมายเรียกหมายจับ ก็มีมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ข้อหายุยงส่งเสริมให้ชาวบ้านบุกรุกพื้นที่ป่า ข้อหาปิดถนน ข้อหาหมิ่นประมาท อะไรพวกนี้ มันก็เป็นกลไกที่รัฐใช้มากระทำกับคนที่ต่อต้านอำนาจรัฐ ชีวิตก็ไม่ปกติเหมือนคนที่ว่านอนสอนง่าย ทำตามที่รัฐสั่ง”

โดยเฉพาะการเข้าร่วมเคลื่อนไหวกับคนเสื้อแดง ทำให้”เลื่อน”ถูกออกหมายจับ แต่เขาก็เลือกที่จะหลบหนี ไม่ยอมเข้ามอบตัว “ผมคิดว่า เราต้องสู้ เราเห็นว่า ตัว พรก.ฉุกเฉิน ที่มันใช้เนี่ย เราไม่ยอมรับ เป็นกลไกที่รัฐใช้จัดการกับผู้เห็นต่าง ฉะนั้น เราก็ต้องไม่เข้าไปสู่กระบวนการ และไม่มีอะไรต้องร้องขอด้วย มีอย่างเดียวว่าเราต้องเสียสละ ต้องใช้ความอดทนมาก”

หลังถูกออกหมายจับ ชีวิตของ”เลื่อน”ต้องเปลี่ยนแปลงอย่างมาก เขาต้องระเหเร่ร่อน ไม่สามารถกลับไปทำงานเกษตรที่เขารัก ไม่สามารถกลับไปอยู่พร้อมหน้ากับครอบครัว ไม่สามารถโอบกอดลูกๆ อันเป็นที่รักยิ่งทั้งสามได้ ภรรยาและลูกๆ เองก็ประสบกับความยากลำบาก ขาดเสาหลักของครอบครัว ก่อนจากกันในวันนั้น เราจึงถามเขาว่าเสียใจมั้ย ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เขายังจะเลือกเข้าร่วมต่อสู้กับคนเสื้อแดงหรือเปล่า คำตอบของเขาก็คือ “ณ วันนี้ ผมคิดว่าเราต้องเพิ่มความเข้มข้นขึ้นอีก มันต้องเรียกร้องกันว่า เราต้องเสียสละมากขึ้น คือถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์ในร้อยกว่าปีมานี่ ผมคิดว่า เรายังไม่ได้เศษเสี้ยวของนักเคลื่อนไหวที่เคลื่อนไหวเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม เรายังเสียสละน้อยกว่าคนที่เขาเคยทำมา ผมคิดว่าแนวทางที่เราเข้าร่วมเคลื่อนไหวเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมนี่เป็นแนวทางที่ถูกต้องแล้ว มีแต่เราต้องยกระดับการเคลื่อนไหวให้มันมีความเข้มข้นมากกว่านี้ เรียกร้องตัวเองว่า เราต้องเสียสละมากขึ้น”

สัมภาษณ์เมื่อเดือนตุลาคม 2553

สนธิลั่น พธม. จะไม่ยุ่ง ถึงเวลาที่ “อำมาตย์ - ทหาร - ปชป.” ต้องเผชิญ “ทักษิณ” เอง

ที่มา ประชาไท

สนธิให้สัมภาษณ์เอเอสทีวีในโอกาสครบ 2 ปี ที่ถูกลอบสังหาร แฉเป็นฝีมือหน่วยเฉพาะกิจของกองทัพ คนในรัฐบาลมีส่วนรู้เห็น ทำให้คดีไม่คืบ ชี้ พธม. เคลื่อนไหวรอบนี้ทำให้เสื้อแดงหันมาดูเอเอสทีวีมากขึ้น เชื่อจะมีโหวตโนเกิน 3 ล้านคนรวมกับคนไม่ไปเลือกตั้งจะเกิน 50% ลั่นพ่อยกแม่ยกจะได้เห็นธาตุแท้ถ้า ปชป. กลับมาจับมือเพื่อไทยตบหน้าอำมาตย์

มีรายงานว่า เมื่อวานนี้ (17 เม.ย.) นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ให้สัมภาษณ์รายการพิเศษ ออกอากาศเมื่อเวลา 20.30 น. ทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเอเอสทีวี โดยนายสนธิให้สัมภาษณ์ในโอกาสครอบรอบ 2 ปี ที่ถูกลอบยิงใกล้สี่แยกบางขุนพรหม

สนธิแฉหน่วยทหารเป็นคนลอบสังหาร คนในรัฐบาลมีส่วน

นายสนธิได้กล่าวพาดพิงว่ามือสังหารที่ลงมือปฏิบัติการในวันนั้นเป็นทหารเฉพาะกิจหน่วยหนึ่งที่ขึ้นตรงต่อผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งมีชื่อเรียกไม่เป็นทางการว่า ทีมสัตว์สงคราม เพราะไม่รู้สึกผิดชอบชั่วดี แล้วแต่นายสั่งให้กำจัดเป้าหมาย ไม่สนใจว่าคนๆ นั้นเป็นใครมีคุณธรรมหรือไม่ รู้แต่ว่าต้องกำจัด อย่างไรก็ตาม ตนไม่ได้ว่าทหารทุกคน เป็นบางคนเท่านั้นที่มีอำนาจและสายสัมพันธ์กับคนในรัฐบาล ซึ่งคนที่ลงมือบางคนถูกย้ายออกไปล่วงหน้าจากหน่วยดังกล่าวก่อนลงมือ ปฏิบัติการ โดยเสนาธิการทหารบกขณะนั้นคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์อาจจะไม่รู้เรื่องก็ได้ แต่กระบวนการลอบสังหารเป็นกระบวนการใหญ่ มีการสร้างเรื่องเพื่อกลบเกลื่น เช่น บอกว่าย้ายไปปฏิบัติการในภาคใต้ แต่ก็ย้ายไปแต่ชื่อ

นายสนธิ กล่าวต่อว่า พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ อดีตรักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้ทำคดีนี้ไว้ลึกซึ้งพอสมควร และทยอยออกหมายจับได้ 3 คน แต่ยังจับตัวไมได้ เพราะบางคนหลบเข้าไปอยู่ในค่ายทหาร อีกประการหนึ่งทีมงานที่ทำงานนั้นถูกเส้นสายทางการเมืองบังคับตลอด ทีมงานที่มาทำคดีทีแรกก็ดี แต่ช่วงหลังก็เป็นคนของพรรคประชาธิปัตย์ เช่น พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ซึ่งถ้าโอนคดีให้ พล.ต.อ.อัศวินมาทำ คดีก็จะไม่ไปไหน มีการทำให้คดีชะงัก เพราะรัฐบาลนี้ยังคงมีอำนาจอยู่ คนที่อยู่เบื้องหลังและเกี่ยวข้องล้วนเป็นคนที่มีอำนาจในรัฐบาลนี้ทั้งสิ้น

ไม่คาดหวังความคืบหน้าคดี เชื่อยังมีคนตามล่าสังหาร

นายสนธิกล่าวด้วยว่า ช่วงแรกๆ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีคงไม่คิดว่าเรื่องราวจะเกี่ยวข้องกับคนในรัฐบาล คิดว่ายังอินโนเซนต์อยู่ แต่ทำไปทำมานายอภิสิทธิ์ก็เริ่มเห็นว่ามันโยงกับใครในรัฐบาล เมื่อ พล.ต.อ.ธานีเกษียณอายุราชการก็เลยดึงเรื่องไว้ ไม่มีการแต่งตั้งใครมาทำคดีต่อ และพยายามโยนเรื่องไปให้ดีเอสไอหวังว่าจะกลบเรื่อง เพราะฉะนั้นถ้ารัฐบาลนี้ยังมีอำนาจอยู่ คดีจะไม่ไปไหน เพราะคนที่สั่งการอยู่ในรัฐบาลเอง และเรื่องนี้สะท้อนความล้มเหลวของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ในเรื่องการรักษาความ ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทั้งที่ตนเป็นสื่อมวลชนอาวุโส และคนร้ายลงมือในภาวะที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน มีการตั้งด่านทหารประจำตามสี่แยกต่างๆ แต่กลับไม่มีเจ้าหน้าที่อยู่ กล้องวงจรปิดก็ถูกทำลาย คนที่ดูแลกล้องวงจรปิดก็คือตำรวจ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.ขณะนั้นรู้เรื่องหรือไม่ มีใครรายงานเรื่องกล้องเสียหรือไม่

นายสนธิ กล่าวด้วยว่าไม่คาดหวังเรื่องความคืบหน้าของคดี และเชื่อว่ายังมีขบวนการตามล่าสังหารตนอยู่ต่อไป ตราบใดที่มีการโกงกินและคนพวกนั้นคิดว่านายสนธิขัดขวางการเข้าสู่อำนาจของ พวกเขา ตนเป็นสื่อมวลชนอาวุโสหนึ่งในไม่กี่คนที่เหลืออยู่ แต่สื่อด้วยกันก็ไม่สนใจ เห็นอาชีพตัวเองถูกคุกคามเป็นเรื่องตลก พากันเงียบ เพราะรู้ว่าเบื้องหลังคือคนมีอำนาจ และสื่อหลายคนก็ร่วมมือกับผู้มีอำนาจ

ผมผ่านความตายมาแล้ว เลยกลายเป็นเรื่องเฉยๆ ถ้าเราเอาหลักธรรมเข้ามาตอบ ข้อแรก ถ้าเราทำกรรมไว้ให้กับชาติบ้านเมือง มันคงตายไปแล้ว ผมโดนยิง 200 นัด กับเอ็ม 79 อีก 2 ลูก แต่มีแค่กระสุนถากหัว แต่ เสธ.แดงถูกยิงลูกเดียวตาย ถ้าเวรกรรมยังมาไม่ถึง และไม่ถูกกำหนดให้ตายก็คงไม่ตาย แต่ผมห่วงคนใกล้ตัวที่มาดูแลผม อาจจะทำให้เขาบาดเจ็บหรือสูญเสีย ซึ่งผมไม่ต้องการ”

เชื่อการเมืองไทยไปไม่รอด แฉทหาร-อำมาตย์หนุนอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ

นายสนธิ กล่าวถึงการเมืองไทยปัจจุบันว่า ตนมองว่าการเมืองไปไม่รอดอยู่แล้ว สมัยก่อนพวกทหาร พวกอำมาตย์มองว่า เป็นเพราะว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีอำนาจการเมืองถึงไม่ดี ถ้าพวกเราได้พรรคการเมืองที่ดีมีคุณธรรมมาเป็นรัฐบาล การเมืองจะดีขึ้น จึงสนับสนุนนายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ โดยเอาทหารไปข่มขู่พรรคร่วมให้มาตั้งรัฐบาล

แต่ 2 ปีกว่าที่ผ่านมาเป็นบทพิสูจน์แล้วว่านักการเมืองไม่ว่าใครก็ตาม นายอภิสิทธิ์ก็ไม่มีข้อยกเว้น เมื่อเข้ามาแล้วก็ชั่วเหมือนกันหมด การทุจริตสมัยนายอภิสิทธิ์รวมแล้วยังมากกว่าสมัยทักษิณอีก การแต่งตั้งข้าราชการไม่เป็นธรรมยุคนายอภิสิทธิ์ก็ไม่ด้อยไปกว่ายุคทักษิณ แม้ว่าจะทำในนามพรรคร่วมรัฐบาลแต่นายอภิสิทธิ์ต้องรับผิดชอบด้วย เรื่องความปลอดภัยสมัยทักษิณตนไม่ถูกลอบยิงแต่ยุคนายอภิสิทธิ์ตนถูกยิง เรื่องความมั่นคงเกี่ยวกับการจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์ ยุคนายอภิสิทธิ์มีแต่พูดไม่ทำอะไร ปล่อยให้เกิดต่อเนื่อง พล.อ.ประยุทธ์ ก็ดีแต่พูดว่า “ใครจาบจ้วงเจอผม” แล้วให้ช่อง 5 เอาพระราชกรณียกิจมาเผยแพร่ นายเนวิน ชิดชอบ ก็คิดแค่ว่าการจงรักภักดีคือการจัดงาน นี่คือสติปัญญาของข้าราชการและนักการเมือง

ชี้ยุคอภิสิทธิ์ไม่ต่างจากทักษิณ แถมไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับการเสียแผ่นดิน

การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กันในสภาก็ไม่ต่างจากยุคทักษิณ การโกหกพกลมก็เหมือนกัน นายอภิสิทธิ์โกหกมากกว่าด้วยซ้ำ เพราะสมัยนี้โกหกอย่างหน้าด้าน โกหกหน้าตาย ที่สำคัญคือไม่รู้สึกร้อนหนาวกับการที่ประเทศชาติสูญเสียแผ่นดิน กรณีเขมรสะท้อนถึงความล้มเหลวของทุกสถาบันโดยเฉพาะทหาร ซึ่งทหารยุคนี้ไม่ถูกฝึกและหล่อหลอมให้ปกป้องประเทศชาติ ลูกเมียทหารก็เอาแต่โชว์ฟอร์มเล่นเฟซบุ๊ก ถือกระเป๋าราคาแพง ไปเที่ยวยุโรป ส่งลูกไปเรียนเมืองนอก ประเทศชาติเป็นอย่างไรช่างมันขอให้เขาอยู่ได้

ส่วนนักการเมือง การเลือกตั้งคือการสลับเปลี่ยนขั้วกันไปมา เราออกมาสู้กับทักษิณด้วยหลักการ เมื่อนายอภิสิทธิ์เข้ามา หลักการของเราก็ไม่ต่างจากยุคทักษิณ เราจึงต้องออกมาประท้วง เพราะอภิสิทธิ์กับทักษิณไม่ต่างกัน เลวกว่าด้วยซ้ำ แต่โกหกแนบเนียนกว่า

เชื่อประชาชนจะเบื่อและโหวตโนถึง 3 ล้านคน รวมกับคนไม่ไปใช้สิทธิน่าจะเกิน 50%

นายสนธิกล่าวต่อว่า ความเบื่อหน่ายของประชาชนจะทำให้มีการกาช่องไม่เลือกใคร หรือ โหวตโนมากขึ้นในการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ ครั้งที่แล้วมีการโหวตโน 1.5 ล้านคน คาดว่างวดนี้น่าจะมี 3 ล้านคน บวกกับคนที่ไม่ออกไปเลือกตั้งเพราะเบื่อการเมือง รวมแล้วน่าจะเกิน 50 เปอร์เซ็นต์ แสดงว่าเราถูกคนกลุ่มน้อยมัดมือชกเพื่อเข้าไปมีอำนาจปกครองประเทศเพื่อ ประโยชน์ของคนกลุ่มน้อยพวกนี้ การโหวตโนที่จะมากกว่าทุกครั้งทำให้พรรคประชาธิปัตย์กลัวมาก และกระแสไม่เอาการเลือกตั้งมีมากขึ้น อยากให้นักการเมืองหยุดสัก 3-5 ปี แล้วมาปฏิรูปการเมืองอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการปกครองประเทศชาติให้มีคุณธรรมจริยธรรมจริงๆ ไม่ให้มีการปล้นชาติบ้านเมือง สร้างหลักจริยธรรมในการปกครองบ้านเมืองอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นกระแสมากขึ้น แต่ถ้านักการเมืองไม่ยอมก็เป็นจุดจบของประเทศชาติ

ลั่นถึงเวลาที่อำมาตย์-ทหาร-ปชป. ต้องเผชิญกับทักษิณเอง โดยที่ พธม. จะไม่ยุ่ง

นายสนธิกล่าวว่า ข้อเรียกร้องของพวกเรานั้นถูกต้อง พิสูจน์ชัดแล้ว แต่ถ้าเราทำอะไรไม่ได้ ก็คงต้องอยู่เฉยๆ ให้เขารบกันเอง อาจถึงเวลาที่กลุ่มอำมาตย์ พรรคประชาธิปัตย์ หรือทหารบางคนต้องเผชิญกับกลุ่มอำนาจใหม่คือทักษิณ ชินวัตร โดยที่เราไม่ต้องเข้ายุ่ง ให้เขารบกันเอง แต่สิ่งที่เราสู้มาประเด็นไม่ได้อยู่ที่จำนวนคนที่มาชุมนุม คนที่ดูการชุมนุมผ่านเอเอสทีวีมีเป็นจำนวนมาก และขณะนี้มีคนที่เคยคิดตรงข้ามกับเราคือเสื้อแดงที่หันมาดูเรา แท็กซี่ที่เคยเป็นศัตรูเราก็ฟังเรามากขึ้น ตรงนี้ถือว่าได้ผล อันที่สอง การที่เราออกมาครั้งนี้ เราไม่ได้ชุมนุมเพื่อตัวเราเอง แต่เราชุมนุมเรื่องชาติบ้านเมืองเรื่องการเสียดินแดนให้เขมร เพราะฉะนั้นเรายืนอยู่บนหลักการที่ถูกต้องชอบธรรมที่สุด สิ่งที่เราสู้มา เริ่มได้ผล วันนี้ความจริงเริ่มปรากฏ รัฐบาลยิ่งอยู่ไป ความจริงยิ่งโผล่ออกมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเจบีซี หรือที่เราพูดมาตลอดว่าระวังรัฐบาลทำเช่นนี้จะเข้าทางเขมรที่ทำให้เรื่อง พรมแดนกลายเป็นเรื่องพหุภาคี นายอภิสิทธิ์ก็บอกไม่มีทาง วันนี้นายอภิสิทธิ์ก็พูดไม่ออก ซึ่งตอนนี้ก็มีอินโดนีเซียเข้ามาแล้ว เรื่องพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรที่นายอภิสิทธิ์เคยบอกว่าเป็นของไทย ตอนนี้ก็ไม่พูดแล้ว บอกแค่ว่าเป็นพื้นที่ทับซ้อน นายอภิสิทธิ์โกหกอะไรมาจึงถูกจับได้ตลอด คำถามคือนายอภิสิทธิ์ จะโกหกต่อไปได้อีกนานแค่ไหน

เชื่อพ่อยกแม่ยกจะเห็นธาตุแท้ เมื่อท้ายสุดเพื่อไทย-ปชป. จะจับมือกันตบหน้าอำมาตย์

ที่สำคัญคือคนที่เชื่อคุณอภิสิทธิ์อยู่ จะทนให้คุณอภิสิทธิ์โกหกต่อไปอีกนานแค่ไหน ถ้าทนได้ตลอดไปก็แสดงว่าอนาคตสังคมไทยมันไม่มีแล้ว” นายสนธิกล่าว

นายสนธิ กล่าวว่า ยังไม่สามารถบอกได้ว่า การชุมนุมจะยุติลงเมื่อใด แม้ว่าโดยส่วนตัวอยากจะให้พี่น้องได้พัก เพื่อหยุดดูการต่อสู้กันของพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทย และเชื่อว่าท้ายที่สุด 2 พรรคนี้จะจับมือกันและร่วมกันตบหน้าอำมาตย์ที่สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ และถึงเวลาแล้วที่จะให้กลุ่มอำมาตย์เผชิญหน้ากับอำนาจใหม่คือทักษิณ ชินวัตรเอาเอง เมื่อถึงตอนนั้นพ่อยกแม่ยกจะเห็นธาตุแท้และได้รู้ว่าใครอยู่ฝ่ายไหน ประชาชนไม่ว่าสีอะไร เมื่อได้เห็นการโกงกินแล้วจะออกมาร่วมกันต่อสู้อย่างแน่นอน และตราบใดที่ยังมีความถูกต้อง พันธมิตรฯ จะยังรวมตัวกันต่อไป และหากประเทศชาติต้องการความถูกต้อง ก็จะยังมีพันธมิตรฯ อยู่ต่อไป

ที่มา: เรียบเรียงจาก เอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์

คารวะหัวใจThai Red Australia

ที่มา Thai E-News







เมื่อวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา กลุ่มไทยเรดออสเตรเลีย ร่วมกับ ดร.จิม เทลเลอร์ (อาจารย์มหาวิทยาลัย อดิเลด ในออสเตรเลีย-อ่านบทความของเขาเรื่อง สำคัญกว่าชีวิตคน:ความตายของ'Central World'และการก่อกำเนิดใหม่ -เสื้อแดงกับการสร้างตำนานทางวัฒนธรรมของกฎุมพีชาวกรุง ) ได้จัดกิจกรรมรำลึกครบรอบ 1 ปี เหตุการณ์สังหารผู้เรียกร้องประชาธิปไตยในประเทศไทย พร้อมทั้งกิจกรรมรณรงค์ให้ยกเลิกกฎหมายมาตรา 112 ณ สวนสาธารณะ เบลมอร์ปาร์ค นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย

ทั้งนี้กิจกรรมดังกล่าวได้รับความสนใจจากทั้งชาวไทย และชาวออสเตรเลีย โดยทางกลุ่มฯ ได้มีการเผยแพร่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นกับแนวทางประชาธิปไตยในประเทศไทย พร้อมทั้งจัดฉายภาพเหตุการณ์เรียกร้องประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว อันเป็นเหตุให้ผู้ที่ออกมาเรียกร้องถูกสังหารกว่า 93 ราย และได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 2,000 คน

นอกจากนี้ ทางกลุ่มไทยเรดออสเตรเลีย ได้ร่วมรณรงค์เรียกร้องการยกเลิกกฎหมายมาตรา 112 เนื่องจากข้อกฎหมายดังกล่าวขัดต่อหลักการประชาธิปไตยอันแท้จริง โดยได้มีการนำเสนอข้อมูลด้านกฎหมาย รวมทั้งนำเสนอกรณีตัวอย่างนักโทษทางการเมือง ผู้ซึ่งได้รับผลกระทบจากกฎหมายมาตราดังกล่าว



โดย "poopa ..."
18 เมษายน 2554

หลังจากเข้าไปเยือนเว็ปไซต์ของ Thai Red Australia ตามข้อมูลที่อ้างอิง จากที่ทุกครั้งนานๆ เข้าไปอ่าน หรือร่วมลงชื่อที่ทางกลุ่มขอความร่วมมือ เมื่ออ่านข้อมูลอย่างละเอียดทุกส่วนในเว็ปไซด์แล้ว และเห็นภาพกิจกรรมครั้งล่าสุดเมื่อ 10 เมษายน 2554 ต้องยอมรับว่า ทึ่งในศักยภาพของกลุ่มคนไทยที่รักประชาธิปไตยกลุ่มหนึ่งในประเทศออสเตรเลียเป็นอย่างยิ่ง ...

Thai Red Australia หรือ พลังประชาธิปไตยไทยออสเตรเลีย ก่อตั้งเมื่อ 20 กรกฎาคม 2552 แม้เพียงระยะเวลาไม่ถึง 2 ปี แต่กลุ่มพลังประชาธิปไตยฯ กลุ่มนี้ ได้เติบโต เคลื่อนไหว ขับเคลื่อนต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเคียงบ่าเคียงไหล่กับพี่น้องเสื้อแดงในประเทศไทย และพี่น้องเสื้อแดงทั่วโลกมาโดยตลอด

แม้อยู่ไกลแสนไกล ... อยู่สุขสบายในประเทศอารยะที่เจริญมีประชาธิปไตยเบ่งบาน

พวกเขาก็ไม่ลืมพี่น้องเสื้อแดงที่อยู่ในบ้านเกิดเมืองนอน

ในคราวที่พี่น้องเสื้อแดง ถูกรังแกเข่นฆ่าในเหตุการณ์สงกรานต์เลือด ปี'52 ..

10 เมษาฯ และ 19 พฤษภาฯ 53 จากรัฐบาลทรราชย์อภิสิทธิ์อย่างโหดเหี้ยม ทารุณ

พี่น้องเหล่านี้ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด ต่างเจ็บปวด รันทด ...

ไม่แพ้พี่น้องที่อยู่ในเมืองไทย



Thai Red Australia ที่ผ่านมาได้ทำกิจกรรมต่างๆ คู่ขนานกับทางเมืองไทย อาทิ

- ทำจดหมายประท้วง บทบาทพลเอกเปรม เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2009
- จัดงานเสวนาทางการเมือง เรื่อง "ปัญหาการพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศไทย"
- ชุมนุมขับไล่รัฐบาลอำมาตย์ร่วมกับการชุมนุมที่เมืองไทย เมื่อ 22 มีนาคม 2010
- ยื่นจดหมายประท้วงรัฐบาลทรราช สั่งฆ่าประชาชน หน้ากงศุลไทย ซิดนีย์ เมื่อ 12 เมษายน 2010
- ร่วมกับทาง Socialist Alliance เดินขบวนเรียกร้องให้รัฐบาลคืนอำนาจให้ประชาชน
ในวันแรงงานโลก เมื่อ 1 พฤษภาคม 2010
- กิจกรรมคู่ขนาน "ที่นั่นมีคนตาย" ที่ Sydney Town Hall 1 สิงหาคม 2010
- 19 กันยายน 2010 จัดกิจกรรม 4 ปีปล้น 4 เดือนฆ่า เพื่อเป็นการรำลึกถึงการรัฐประหาร
และการเข่นฆ่าคนเสื้อแดง

ฯลฯ

Thai Red Australia มีจุดยืนและเจตนารมย์ที่ชัดเจนในการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย และความเป็นธรรม เช่น ออกมาประกาศร่วมรณรงค์คว่ำบาตร์สินค้าที่สนับสนุนเผด็จการอำมาตย์ (มาม่า) ร่วมกับ 36 องค์กรทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ..

ล่าสุด ... เมื่อ 10 เมษายน 2554 จัดงานรำลึก 1 ปี วีรชนประชาธิปไตย ณ Belmore Park Sydney ในโอกาสนี้ทางกลุ่มฯ ได้ประกาศเจตนารมณ์ร่วมรณรงค์ยกเลิกกฎหมายอาญามาตรา 112 อย่างชัดเจนตามแนวทาง "แดงสยาม"

จากนี้ไป กิจกรรมของ Thai Red Australia ยังคงจัดอย่างต่อเนื่อง เข้มข้น เน้นการเผยแพร่ข้อมูล และความรู้เพื่อพี่น้องชาวไทยทั่วโลก "ตาสว่าง" ควบคู่การต่อสู้เรียกร้อง


เบื้องหลังการจัดงานหรือกิจกรรม คือความเสียสละ เหน็ดเหนื่อย ของมวลสมาชิกที่ทุกคนที่ต่างมีภารกิจในการทำงานหาเลี้ยงชีพเพื่อปากท้อง เพื่อความอยู่รอดของครอบครัว

การประชุมพบปะกัน หรือการจัดกิจกรรมในแต่ละครั้ง อาจหมายถึงการสูญเสียรายได้ของสมาชิกบางท่านในวันนั้นถึง 100 - 200 เหรียญ ...

หลายท่านอาจรับรู้ถึงข่าวการจัดกิจกรรมต่างๆ ของกลุ่มพลังประชาธิปไตยกลุ่มนี้จากสื่อต่างๆ

แต่อาจไม่มีใครรู้ว่า ... ภายหลังจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อ 19 พฤษภาฯ 53 บรรดาการ์ด และพี่น้องเสื้อแดงคนรากหญ้าของเราถูกจับกุมทั่วประเทศร่วมสองร้อยคน มวลสมาชิก Thai Red Australia ได้ร่วมกันเสียสละบริจาคเงินลงขันกันคนละเล็กคนละน้อย คนละ 5-10 เหรียญต่อเดือน แล้วรวบรวมส่งมาให้ผู้ประสานงานทางเมืองไทยนำเงินเหล่านี้ไปให้การ์ด และพี่น้องเสื้อแดงที่ถูกคุมขังในคุกที่ยากจนขาดคนดูแลไว้ใช้จ่าย เป็นค่าบุหรี่ ค่าขนม เป็นประจำสม่ำเสมอมิได้ขาด ...

น้ำใจของท่านที่มีต่อพี่น้องเสื้อแดงช่างงดงาม ยิ่งใหญ่นัก ...

ขอคารวะแด่ Thai Red Australia ทุกท่านด้วยความขอบคุณยิ่ง สิ่งที่ท่านทำอยู่ในขณะนี้เป็นเสมือนน้ำทิพย์อันเย็นฉ่ำหลั่งมาชโลมหัวใจพี่น้องเสื้อแดงในเมืองไทยให้มีกำลังใจลุกขึ้นสู้ อย่างไม่ย่อท้อ แม้บางครั้ง พวกเราท้อแท้ ... เหนื่อยแสนเหนื่อย ....

วันนี้ Thai Red Australia ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า

"คนเสื้อแดงไม่ทอดทิ้งกัน ..."


หาใช่วาทะกรรมสวยหรู ที่เสกสรรปั้นแต่งขึ้นมาไม่ ... แต่เกิดขึ้นจริง

มาตรฐานจริยธรรม ตอแหลแลนด์

ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
17 เมษายน 2554


สังคม ชาวไซเบอร์มีเรื่องให้แชร์กระจายกันอีกรอบกับสงกรานต์ปี 2554 จากกรณีต่อมมาตรฐานจริยธรรมของพวกผู้ดีหน้าไหว้หลังหลอกถูกกระตุ้นด้วย สาวสีลม ที่สนุกสนานกับสงกรานต์ด้วยการทำบุญโชว์นมให้เป็นขวัญตากับนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและชาวเทศ

Pruay Salty Head ได้ทำภาพคู่ขนานเปรียบเทียบอาชญากรรม "โชว์นม" กับ "ยิงปืนฆ่าคน" เพื่อตั้งคำถามกับสังคม อะไรมันเลวร้ายกว่ากันระหว่าง "การโชว์นม" กับ "การสั่งสไนเปอร์ยิงผู้ประท้วง" เมื่อพฤษภาฯ ที่ผ่านมา



เฟสบุคของ Tewarit Bus Maneechay

ฮา มั้ยล่ะพ่อแม่พี่น้อง สังคมฮีตทรีเลียทางศีลธรรม แต่เฟอร์เบี่ยความจริง สังคมที่กระทรวงวัฒนธรรมนิยาม "วัฒนธรรมอันดีงงดีงาม = จารีตอนุรักษ์(ที่เอาเข้าจริงก็รับความคิดยุควิคตอเรียเขามาอีกที) เบื้องต้นอยากให้กระทรวงวัฒนธรรมไปศึกษาความหมายของ วัฒนธรรมใหม่เหอะ

และ อยากจะบอกว่าการท่องเที่ยวถ้าไม่ได้อย่างที่ ผอ.ศูนย์เฝ้าระวังทางวัฒนธรรม(ตามข่าว...ดั้นล่าง) ที่กล่าวหาคนที่เปลือยอกที่สีลมว่า "..อาชีพเป็นผู้หญิงขายบริการ.." นั้น ถ้าไม่มีคนเหล่านนี้อยากรู้ว่าถ้าเราขายวัฒนธรรมอัตาลักษณ์ที่พึ่งสร้าง อย่างเดียวจะมีใครมาท่องเที่ยวขนาดนี้มั้ย ในสถานบันเทิงเข้าไปถึงไหนแล้ว นางอัปศรนางฟ้าแบบที่หน้าเวปกระทรวงเอง ก็มีเขียนเพียบตามวัด

เกลียดตัวกินไข่จริงๆสังคมนี้

ภาพจากหน้าเวปกระทรวงวัฒนธรรม สืบค้นเมื่อ 16.00 น. 17 เมษา 54 http://www.m-culture.go.th/

ทั้งนี้ตำรวจบ้าจี้ตามไปด้วย มติชน รายงาน

พล.ต.อ. วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าววันที่ 17 เมษายนถึงการดำเนินคดีกับสาวเต้นโชว์เปลือย เทศกาลสงกรานต์ บนถนนสีลมว่า ให้ตำรวจท้องที่ไปสืบสวนหาตัวหญิงสาวที่เต้นเปลือยอกที่สีลม ช่วงเทศกาลสงกรานต์แล้ว เพื่อนำมาดำเนินคดีในข้อหากระทำการอนาจาร รวมทั้งให้เอาผิดกับผู้ที่ให้การสนับสนุน และกลุ่มกองเชียร์ด้วย

สำหรับ โทษของเด็กสาวทั้งหมดไม่ได้หนักหนาอะไร ถ้ารู้ตัวว่าเป็นคนในคลิปวิดีโอก็ขอให้เดินทางมามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อกล่าวคำขอโทษกับประชาชนทั้งประเทศถึงสิ่งที่ทำลงไป ซึ่งสังคมพร้อมให้อภัยกับเหตุการณ์ทั้งหมด


ใจ อึ้งภากรณ์ เขียนวิจารณ์ถึงกระแสต่อมจริยธรรมของสังคมไทยถูกกระตุ้นด้วยสาวโชว์นม ทันทีในโพสต์ "ประเด็นสำคัญจริงๆ จากสงกรานต์ปีนี้ และแง่ของกฏหมาย 112"

ในขณะที่พวกตอแหลอนุรักษ์นิยมตื่นตูมกับการสนุกสนานถอดผ้าเต้นที่สีลม ประเด็นหลักเรื่องสงกรานต์ปีนี้และปีก่อนๆ คือยอดคนตายจากอุบัติเหตุบนท้องถนน ปีนี้คงจะถึง 190 คน และเรายังไม่ได้พิจารณาคนบาดเจ็บอีกด้วย สาเหตุหลักคือสังคมไทยไม่ใช้ทรัพยากรที่มีมากมายในการพัฒนาระบบคมนาคม และการขนส่งมวลชนที่ปลอดภัย ขาดการลงทุนอย่างเป็นระบบในรถไฟ และถนนหนทาง ขาดการบริการรถทัวร์ที่มีมาตรฐาน และจำนวนวันหยุดก็น้อยเกินไป ซึ่งทำให้คนเร่งรีบในการเดินทางมากเกินไป ในประเทศที่พัฒนาจะไม่มียอดคนตายถึงระดับนี้ในวันเทศกาล

สำหรับคนที่ สงสัยว่าไทยจะเอาเงินมาจากไหนในการลงทุนพัฒนาระบบขนส่งมวลชนสมัยใหม่ มีคำตอบง่ายๆ คือ ต้องตัดงบประมาณทหารแบบถอนรากถอนโคน ซึ่งจะช่วยลดบทบาททหารเลวในสังคม และช่วยไม่ให้ทหารนำอุปกรณ์ต่างๆ มาเข่นฆ่าประชาชนอีกด้วย นอกจากนี้ต้องเก็บภาษีจากคนรวยและอภิสิทธิ์ชนชั้นสูงทุกคนโดยไม่มีการยกเว้น ใคร ถ้าเขาต้องขายเพชรต้องขายที่ดินก็ต้องขายไป และในที่สุดการลงทุนในการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนจะช่วยลดก๊าซที่ทำให้โลกร้อน และจะสร้างงานให้ประชาชนอีกด้วย

สำหรับคนที่ตอแหลวิจารณ์คนหนุ่มสาว ที่สนุกกับสงกรานต์ด้วยการแก้ผ้า ในประการแรกอย่ามาอ้าง “ศีลธรรมอันดีงามของไทยเลย” ศีลธรรมกระแสหลักของประเทศไทยคือการเข่นฆ่าประชาชนมือเปล่าที่เรียกร้อง ประชาธิปไตย คือการบังคับให้พลเมืองคลานบนพื้นเหมือนสัตว์ คือการดูถูกคนจน คือการใช้สองมาตรฐาน และกฏหมาย 112 มีส่วนสำคัญในการสร้างสองมาตรฐานตรงนี้ด้วย

เวลาคุณสุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิสตรี มูลนิธิเพื่อนหญิง ออกมาวิจารณ์สาวๆ ที่โชว์หน้าอก และวิจารณ์ตำรวจที่สีลม เราต้องตั้งคำถามว่า ถ้าสาวๆ เหล่านั้นสมัครใจทำ และสนุกกับการทำ และมันไม่นำไปสู่ความรุนแรงหรืออะไรแบบนั้น มันผิดตรงไหน? ร่างมนุษย์น่าเกลียดจริงหรือ? หรือร่างมนุษย์เป็นสิ่งงดงาม? ถ้าจะมาอ้างประเพณีเก่าจริงๆ แล้ว เราจะเห็นว่าในสังคมไทยเมื่อสองร้อยปีก่อน ทั้งชายและหญิงเปลือยหน้าอกเป็นธรรมดา ที่มารณรงค์ให้ปิดมิดชิดในตอนหลังนั้นมาจากการลอกแบบความคิด “วิคตอเรียน” จากอังกฤษและที่อื่น

แต่ที่สำคัญกว่านั้นมากคือ ทำไมคุณสุเพ็ญศรี ไม่ออกมาประณามทหารที่ยิงผู้หญิงและผู้ชายในช่วงเมษายนและพฤษภาคมปีที่แล้ว ทำไมไม่ “พิทักษ์สิทธิสตรีเสื้อแดง”? และอะไรสำคัญกว่า การเต้นเปลือย หรือการฆ่าประชาชน? เราอาจถามพ่วงต่อไปด้วยอีกว่าอะไรสำคัญกว่า การเผาตึกหรือการฆ่าประชาชน?

กฏหมาย 112 สร้างสองมาตรฐานในเรื่องเพศอย่างเห็นได้ชัด เพราะเวลาคุณสุเพ็ญศรี หรือนายอิสสระ สมชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (จากรัฐบาลที่ฆ่าสตรี) ออกมาวิจารณ์การเต้นแก้ผ้าที่สีลม และเตือนตำรวจให้ทำหน้าที่ ทำไมสองคนนี้ไม่วิจารณ์การที่ “ผู้มีอิทธิพล” บังคับให้นางสนมของตนเองแก้ผ้าหมดทั้งตัว เพื่อถ่ายรูปแล้วนำมาขึ้นอินเตอร์เน็ท? เพราะผู้หญิงเหล่านั้นเป็นเหยื่อจริงๆ และการแก้ผ้าถ่ายรูปที่ใครๆ เคยเห็นนั้นมีรายละเอียดพอๆ กับรูปถ่ายสำหรับตำรานรีเวชวิทยา นั้นคือการไม่เคารพสตรีที่แท้จริงในสังคมไทย แล้วทำไมไม่พูด?

ประเทศ ไทยเป็นประเทศตอแหล เรื่องเล็กน้อยๆ กลายเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องสำคัญถูกมองข้าม และในสังคมเราไม่มีมาตรฐานเลย บางคนทำทุกอย่างได้ ทำรัฐประหารก็ได้ ฆ่าประชาชนก็ได้ ปิดสนามบินก็ได้ แต่ประชาชนธรรมดาแค่อ้าปากแสดงความเห็นก็มีสิทธิ์ติดคุกด้วยกฏหมายเผด็จการ


* * * * * * * * *


สม กับมาตรฐานจริยธรรมของประเทศตอแหลแลนด์ ที่อาจารย์ใจ และปรวย Salty Head ว่าจริงๆ ความเป็นความตายของผู้คน 93 ศพ หรือ 188 ศพจากสงกรานต์ ไม่มีความหมายเท่ากับต่อมจริยธรรม "หน้าไหว้หลังหลอก" ของกระทรวงวัฒนธรรม ที่แม้แต่กระทรวงเองก็ยังใช้ภาพวาดอกเปลือยเป็นภาพประกอบ

การเปลือย อกในประเทศไทย ทำได้เฉพาะชนชั้นสูงเท่านั้น ชาวบ้านอย่ามาสะเออเทียบชั้น ถ้าใครบังอาจมาแข่งเปลือยอกกับบรรดาผู้หญิงของชนชั้นสูงเข้าละก็ จะต้องถูกตามล่าตัวมากราบขอขมาคนทั้งประเทศ

บอกแล้วจะหาว่าไม่เตือน . .

ILAW เชิญชวนช่วยกันลงชื่อคัดค้าน พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์

ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์

17 เมษายน 2554

ไทยอีนิวส์ร่วมเชิญชวนผู้อ่านทุกท่านที่รักในเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ร่วมกันปกป้องพื้นที่อันน้อยนิดในสื่อที่พวกเรามี ร่วมกันต่อต้านและหยุด พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ที่ลักไก่เขียนและผลักดันโดยรัฐบาลเผด็จการอภิสิทธิ์


จดหมายเปิดผนึกถึงประชาชนและผู้ใช้อินเทอร์เน็ต

เรื่อง ขอให้ร่วมกันแสดงออกเพื่อ “หยุด” การนำร่างพ...ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฉบับใหม่เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี โดยขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน


วันที่ 18 เมษายน 2554

เรียน ประชาชนและผู้ใช้อินเทอร์เน็ต

สำเนาถึง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.กระทรวงเทคโนโลยีและการสื่อสาร


เรื่อง ขอให้ร่วมกันแสดงออกเพื่อร่วมกัน “หยุด” การนำร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี โดยไม่ฟังเสียงประชาชน

เนื่อง ด้วยกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ กระทรวงไอซีที ได้จัดทำร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ขึ้นมาใหม่ โดยมีแนวโน้มว่าจะเสนอร่างกฎหมายนี้เข้าสู่วาระที่หนึ่ง ซึ่งเป็นการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีให้ทันก่อนยุบสภา

ประเด็นสำคัญในร่างกฎหมายดังกล่าวถูกนำเสนอในสื่อมวลชนและเว็บไซต์ต่างๆ [ http://ilaw.or.th/node/857 ] พบว่าสาระสำคัญของร่างกฎหมายสร้างความหวาดกลัวให้แก่ผู้เล่นอินเทอร์เน็ตและ ผู้ให้บริการที่อาจได้รับผลกระทบจากกฎหมาย มีเนื้อหาที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพเกินความจำเป็น นอกจากจะไม่ได้แก้ไขปัญหาเดิมที่เคยเกิดขึ้นในพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิด เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 แล้ว ยังเพิ่มสาระสำคัญที่ยิ่งสวนทางกับการแก้ปัญหาอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์

ปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ฉบับปัจจุบัน ได้แก่ ความพยายามเอาผิดกับตัวกลางผู้ให้บริการ ซึ่งส่งเสริมวัฒนธรรมการจับแพะและการเซ็นเซอร์ตัวเอง การวางกรอบให้เจ้าหน้าที่ตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ไม่ต้องมีความรู้ความสามารถแต่มีอำนาจสูง และมีอำนาจควบคุมข่าวสารและการแสดงความคิดเห็นของประชาชน นอกจากนี้ยังมีหลายมาตราที่เขียนไม่ชัดเจน เปิดช่องให้ตีความได้กว้างขวาง

เมื่อ พิจารณาในร่างกฎหมายฉบับใหม่ พบว่าปัญหาเดิมเหล่านั้นไม่ได้รับการแก้ไข แต่กลับยิ่งเพิ่มเนื้อหาหลายมาตราอันจะส่งผลให้ผู้ดูแลระบบซึ่งเป็นตัวกลาง มีความเสี่ยงต่อโทษอาญาสูงขึ้น โปรแกรมหลายชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาและเข้าถึงข้อมูลอาจกลายเป็น โปรแกรมผิดกฎหมาย การสำเนาข้อมูลก็เสี่ยงต่อการถูกตีความว่าผิดกฎหมาย คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ก็ไม่มีสัดส่วนและที่มาที่เชื่อมโยงกับประชาชนเลยแม้แต่น้อย ฯลฯ จนสามารถกล่าวได้ว่า ตามวิธีการเขียนกฎหมายเช่นนี้ ทุกคนมีโอกาสทำผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัว เพราะกฎหมายหลายมาตราไม่ชัดเจน เปิดช่องให้ตีความได้กว้างขวางตามดุลยพินิจของผู้บังคับใช้กฎหมายฝ่ายเดียว

กฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เป็นกฎหมายสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชน ไม่ควรดำเนินการอย่างเร่งรีบโดยไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม หากไม่เปิดพื้นที่ให้เกิดการมีส่วนร่วม ความเร่งรีบนี้ก็ชวนให้ตั้งคำถามถึงความไม่ชอบมาพากลว่า ผลประโยชน์ที่แท้จริงตกแก่ฝ่ายใด การสร้างความชอบธรรมในกฎหมายสามารถทำได้โดยเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมแก้ไข กฎหมายอย่างเต็มที่

แม้อาจกล่าวได้ว่า กว่ากฎหมายจะออกมาได้ต้องผ่านอีกหลายขั้นตอนที่อาจเปิดโอกาสให้ประชาชนมี ส่วนร่วมได้ก็ตาม แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการแล้วก็ไม่สามารถแก้ไขในหลักการและสาระสำคัญได้ การสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่วมเสนอแก้ไขกฎหมาย สามารถทำได้ตั้งแต่วันนี้ โดยไม่ต้องผัดวันประกันพรุ่งให้เป็นภาระของอนาคต

บุคคลและองค์กรซึ่งมีรายชื่อลงนามในท้ายจดหมายฉบับนี้ ขอเรียกร้องให้ยุติการเสนอร่างพ...ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์พ.....เข้าสู่กระบวนการ ทั้งนี้ ต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมเสนอข้อแก้ไขหรือทำประชาพิจารณ์

ร่วมลงชื่อเพื่อแสดงจุดยืนในฐานะผู้ใช้อินเทอร์เน็ต

เพื่อ “หยุด” ร่างพ...คอมพิวเตอร์ฯ

จอน อึ๊งภากรณ์ โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw)

อรพิณ ยิ่งยงพัฒนา โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw)

ฐิตินบ โกมลนิมิ นักข่าวพลเมือง

พฤษภ์ บุญมา อ.ประจำภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ นักพัฒนาซอฟท์แวร์อิสระ

ประทับจิต นีละไพจิตร นิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สฤณี อาชวานันทกุล เครือข่ายพลเมืองเน็ต

จีรนุช เปรมชัยพร หนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท

สัณห์ชัย โชติรสเศรณี พลเมือง

ธัญ รัษฎานุกูล พลเมือง

อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ เว็บไซต์ Blognone

ธนกฤต เปี่ยมมงคล โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw)

จุลศักดิ์ แก้วกาญจน์ พลเมือง

คิม ไชยสุขประเสริฐ นักข่าวพลเมือง

เยาวลักษณ์ ศรณ์เศรษฐกุล นักพัฒนาเว็บไซต์

ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์ พลเมือง

อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล เครือข่ายพลเมืองเน็ต

จรรยา ยิ้มประเสริฐ Action for People's Democracy in Thailand

ดวงฤทัย เอสะนาชาตัง พลเมือง

ปิยศักดิ์ อู่ทรัพย์ พลเมือง

ธนพล พงศ์อธิโมกข์ นิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาคอมพิวเตอร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อภิรัฐ เจะเหล่า พลเมือง

ณิชนันท์ ตัญธนาวิทย์ พลเมือง

วรจิตต์ โชติเสวตร พลเมือง

ศรีสมร กิจภู่สวัสดิ์ พลเมือง

เอกชัย ซ่อนกลิ่น พลเมือง

ภิรมย์ ภึ่งแย้ม พลเมือง

วีรุทัย อยู่เหลือสุข พลเมือง

ชัยธวัช ตุลาธน พลเมือง

อภิชน รัตนาภายน พลเมือง

* * * * * * * * *

ช่วยกัน “หยุด” ร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ โดย

  • ช่วยกันลงชื่อด้วยการแจ้งชื่อสกุล มาได้ที่ ilaw@ilaw.or.th
  • สำหรับผู้ที่มีเฟสบุ๊ค สามารถเข้าไปลงชื่อได้ที่หน้าเพจ "หยุด" ร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
  • ช่วยกันบอกต่อและรวบรวมรายชื่อจากเพื่อนๆ และช่วยกันแชร์ note นี้ให้เพื่อนของเพื่อนรับรู้
  • เสนอไอเดียสร้างสรรค์อื่นๆ เพื่อแสดงออกถึงจุดยืนที่มีต่อร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ;)

Sunday, April 17, 2011

ตู่แจ้งจับเหล่หมิ่นประมาทหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แดงนับพันให้กำลังใจ-สลิ่มหยิบมือถอยกรูด

ที่มา Thai E-News



เสื้อแดงนับพันคนไปให้กำลังใจจตุพร พรหมพันธุ์ อย่างสงบ หลังได้ข่าวม็อบสลิ่มจะไปขัดขวางจตุพร แต่ในที่สุดไม่มีเหตุร้ายใดๆ

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา สำนักข่าวเนชั่น และ ประชาทอล์ก
17 เมษายน 2554


ช่วงเวลาปะมาณ 13.00น.วันนี้ นายจตุพร พรหมพันธ์ แกนนำนปช.เดินทางมาที่สน.สำราญราษฎร์ เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ในข้อหาหมิ่นประมาท กรณีพลเอกประยุทธ์ แจ้งความดำเนินคดีกับนายจตุพร ข้อหาหมิ่นสถาบัน โดยกลุ่มคนเสื้อแดงประมาณ 1,000 คน เดินทางมารวมตัวที่หน้าสน.สำราญราษฎร์ เพื่อให้กำลังใจ ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ตั้งแต่เสาชิงช้า มาถึงแยกถนนสำราญราษฎร์ เจ้าหน้าที่ต้องปิดการจราจรบริเวณดังกล่าว

ม็อบสลิ่มที่ลานคนเมือง

ขณะที่ได้มีกลุ่มคนเสื้อสีชมพู ใช้ชื่อ กลุ่มสหพันธ์คนไทยปกป้องสถาบัน นำโดย นายราเชน ตระกูลเวียง ประธานกลุ่มฯพร้อมประชาชนกว่า 300 คน รวมตัวอยู่ลานคนเมือง หน้าศาลากลางกรุงเทพมหานคร เพื่อมาแสดงเจตนารมณ์ป้องป้องสถาบัน โดยเจ้าหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยเพื่อไม่ให้ทั้งสองกลุ่มมีการปะทะกันเกิดขึ้นและอยู่ในความสงบเรียบร้อยโดยยังไม่มีเหตุรุนแรงต่อย่างใด

มีรายงานจากวิทยุชุมชน FM 89.85 กล่าวหาว่า ม็อบสลิ่มยุติลง หลังจากคนเสื้อแดงมาให้กำลังใจนายจตุพรจำนวนมาก ประกอบกับแบ่งผลประโยชน์ไม่ลงตัว บางคนได้แค่ 150 บาท แต่บางคนได้ 500 บาท บางคนได้แค่ข้าวกล่อง

ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ วิพากษ์เสื้อแดง-วิจัยเพื่อไทย-ล้วงไส้ประชาธิปัตย์

ที่มา มติชน




เป็นเวลานานกว่า 8 เดือน ที่ "อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์" เดินเข้า-ออกบ้านพิษณุโลก

ในฐานะ 1 ใน 20 อรหันต์กรรมการปฏิรูปประเทศไทย

ต้นทุน-องค์ความรู้ และวัตรปฏิบัติ ของ "นักเรียนประวัติศาสตร์" และนักวิจัย ที่ใช้สังคมไทยเป็น "ห้องปฏิบัติการ" ถูกนำมาผลิตเป็นข้อเสนอ แนวทางแก้ปัญหาประเทศเชิงโครงสร้าง

"ประชาชาติธุรกิจ" สนทนาต่อยอดข้อเสนอ เพื่อการปฏิรูป ไปสู่แคมเปญการหาเสียงเลือกตั้ง และย้อนมองปฏิกิริยา-ตัวละครการเมือง ทั้งฝ่ายเสื้อแดง-ทักษิณ-อภิสิทธิ์ และชวน หลีกภัย

คลิกอ่านรายละเอียด

ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ วิพากษ์เสื้อแดง-วิจัยเพื่อไทย-ล้วงไส้ประชาธิปัตย์

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ










เป็นเวลานานกว่า 8 เดือน ที่ "อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์" เดินเข้า-ออกบ้านพิษณุโลก

ในฐานะ 1 ใน 20 อรหันต์กรรมการปฏิรูปประเทศไทย

ต้นทุน-องค์ความรู้ และวัตรปฏิบัติ ของ "นักเรียนประวัติศาสตร์" และนักวิจัย ที่ใช้สังคมไทยเป็น "ห้องปฏิบัติการ" ถูกนำมาผลิตเป็นข้อเสนอ แนวทางแก้ปัญหาประเทศเชิงโครงสร้าง

"ประชาชาติธุรกิจ" สนทนาต่อยอดข้อเสนอ เพื่อการปฏิรูป ไปสู่แคมเปญการหาเสียงเลือกตั้ง และย้อนมองปฏิกิริยา-ตัวละครการเมือง ทั้งฝ่ายเสื้อแดง-ทักษิณ-อภิสิทธิ์ และชวน หลีกภัย

หลักปฏิรูปที่อาจารย์เสนอ เหมือนหรือคล้ายกับข้อเสนอเสื้อแดงอย่างไร

เท่าที่ผมติดตามคนกลุ่มนี้มา สิ่งที่น่าเสียดาย คือคุณ (เสื้อแดง) ไม่สนใจประเด็นอื่นเลย นอกจากการเมือง ซึ่งผมไม่ได้บอกว่าประเด็นทางการเมืองไม่สำคัญ แต่มันไม่พอ

เสื้อแดงยังไม่เข้ามาร่วมกับพีมูฟเลย ถ้าคุณต้องการพันธมิตร คุณต้องเข้ามาร่วมคนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมอื่น ๆ เช่น คนงานที่ถูกปลดออกจากงานและไม่ได้รับการชดเชยค่าจ้าง ซึ่งจะทำให้คนเสื้อแดงมีพลังมากกว่านี้ 10 เท่า ถ้าคุณมาสนใจเรื่องพวกนี้บ้าง ไม่ใช่มุ่งแต่เรื่องของการเมืองเพียงอย่างเดียว

ที่ผ่านมา ธงของเสื้อแดงมีอยู่อย่างเดียว คือธงทางการเมือง

ใช่...ซึ่งผมก็เสียดายแทนเขาเหมือนกัน แล้วถ้าวันหนึ่งเกิดพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลขึ้นมา มันจะต่างอะไรกับพรรคประชาธิปัตย์ ผมก็ไม่รู้ว่ามันจะต่างกันอย่างไร

ถ้าเขาไม่เคยเคลื่อนไหวเรื่องโครงสร้างประเทศ ทำให้เป้าหมายเขาแคบลง

ที่ผมว่าเล็กลง เพราะแกนนำบอกว่าจะเข้าไปสมัคร ส.ส.ในนามพรรคเพื่อไทย ซึ่งมันทำให้เป้าหมายทางการเมืองชัดเจน แต่มันทำให้อะไรหลาย ๆ อย่างที่มีดีในกลุ่มเสื้อแดง เช่น ช่วงที่แกนนำติดคุก มันทำให้กลุ่มเสื้อแดงเคลื่อนไหวกันเอง ซึ่งทำให้เสื้อแดงไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่กลายเป็นมีประเด็นอื่น ๆ เพิ่มขึ้น

แต่มันก็ยังไม่พอ เพราะเสื้อแดงยังไม่เชื่อมโยงมันเข้าด้วยกัน แต่ก็มีด้านดี เพราะมันทำให้การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงไม่กลายเป็นเพียงการเคลื่อนไหวเพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

ผมคิดว่าการเคลื่อนไหวภาคประชาชนช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา มันมีลักษณะของแกนนอนมากกว่าแกนตั้ง

แนวทางเสื้อแดงมีหลายสาย บางสายชูเพื่อไทยเป็นรัฐบาล

ผมกลับมองว่า หากแกนนำเสื้อแดงออกมาห้ามไม่ให้ต่อต้านพรรคเพื่อไทยเมื่อเป็นรัฐบาล ผมคิดว่า แบบนี้ยิ่งจะทำให้สมาชิกพรรคเสื้อแดงลดลง และผมกลับคิดว่า คนอย่างณัฐวุฒิ ใสเกื้อ (แกนนำ นปช.) ไม่ได้โง่ขนาดนั้น เพราะขืนทำแบบนั้น ยิ่งจะทำให้เขาเสียฐานเสียงของเขาที่เคยมี ผมจึงคิดว่า เขาไม่มีวันทำแบบนั้นเด็ดขาด

เขาก็จะปล่อยให้มีการเคลื่อนไหวในนามเสื้อแดง แต่อาจจะเป็นศัตรูของพรรคเพื่อไทยก็ได้ ยิ่งวันไหนที่เสื้อแดงตัดขาดจากทักษิณเด็ดขาด ผมรู้สึกว่า จะทำให้เสื้อแดงมีพลังมากขึ้น เพราะจะมีคนเข้ามาสนับสนุนอีกมาก แต่ตอนนี้ยังกลัวว่าจะเป็นการเข้าไปต่อท่อกับทักษิณ คุณทักษิณเขาก็รู้ว่าคนเสื้อแดงนั้นควบคุมไม่ได้

การที่เขาเคลื่อนไหวที่ราชประสงค์ได้โดยไม่ใช้เงินของคุณทักษิณ นั่นแปลว่าเขาถูกข้ามไปแล้ว

มีแนวโน้มที่คุณทักษิณจะมาควบคุมคนเสื้อแดงให้หนุนพรรคเพื่อไทย

คือพรรคเพื่อไทยยังอยู่ในมือของคุณทักษิณ แต่ผมไม่แน่ใจว่าเสื้อแดงจะอยู่ในมือเขา เพราะครั้งสุดท้ายที่เขาเคยพูดว่าเขาก็รับรู้ว่าเขาก็เป็นผู้สนับสนุนคนหนึ่ง คือเขาก็ไม่ได้พูดแบบเดิมที่เขาเคยพูด ซึ่งแปลว่าเขาก็รู้ตัวว่าเสื้อแดงก็ไม่ใช่พันธมิตรที่อยู่ภายใต้การนำของเขา

แปลว่าต่อไปนี้คุณทักษิณก็อาจไม่ใช่ผู้ถือหุ้นใหญ่ของกระดานหุ้นแดง

เป็นพาร์ตเนอร์ไง ไม่ใช่ผู้นำอีกแล้ว ซึ่งก็เป็นสัญญาณที่พรรคเพื่อไทยส่งถึงคุณทักษิณ

ความก้าวหน้าเชิงนโยบายของพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ ใกล้เคียงหรือห่างชั้นกันอย่างไร

ไม่ห่างเลยครับ คือพรรคเพื่อไทยยังยึดติดกับนโยบายประชานิยมแบบทักษิณอยู่มาก แต่แทนที่จะพูดว่าเป็นประชานิยม ถ้าเอามาพูดใหม่ มันก็คือสวัสดิการ และเป็นสวัสดิการในทรรศนะของผมที่เจาะเข้าไปในปัญหาของสังคมจริง ๆ มากกว่า

การให้กองทุนหมู่บ้าน หมู่บ้านละ 1 ล้าน มันเป็นการ attack-ลงมือสิ่งสำคัญ 2 อย่าง คือภาคการเกษตรไม่มีรายได้เข้าถึงทุน ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าคุณทักษิณคิดอะไรอยู่ แต่เขาตอบปัญหาได้ตรงใจคนไทยในตอนนั้นมากที่สุด

ข้อ 2 คือคุณทักษิณไม่ยอมให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านเข้ามาเป็นกรรมการกองทุน ซึ่งเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ไม่กล้าทำ คุณทักษิณเขาไม่ได้คิดว่ารักษาหัวคะแนนเก่า แต่ต้องการสร้างหัวคะแนนใหม่เป็นของตัวเอง เขาได้ตอบโจทย์ของสังคมพอดี

นโยบายประชาธิปัตย์ขึ้นค่าแรง 25% เป็นความพยายามตอบโจทย์ของสังคมได้หรือไม่

จะว่าตอบก็ได้ ในแง่ความเป็นจริงที่ว่า ไม่ช้าก็เร็ว คุณต้องให้ค่าแรงเพิ่มขึ้น แต่คุณกำลังพูดเรื่องการเพิ่มค่าจ้างแรงงาน โดยไม่เพิ่มศักยภาพการผลิตของแรงงานไทย ซึ่งมันทำไม่ได้ เพราะทั้งสองข้อนี้มันต้องไปพร้อม ๆ กัน แต่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ทำให้เป็นเรื่องเดียวกัน

ผมมองว่ามันเป็นด้านเดียวของเหรียญ คุณต้องเพิ่มความสามารถคนงานด้วย เช่น ทำให้มีผลผลิตมากกว่าเดิม 4 เท่า แล้วเอา 4 ไปคูณกับค่าแรง แบบนี้มันถึงจะเพิ่มได้ การที่คุณพูดแค่ด้านเดียวแบบนี้ มันทำไม่ได้ เหมือนคุณกำลังหาเสียงไปวัน ๆ

ทำไมประชาธิปัตย์ไม่เคยคิดแก้เรื่องโครงสร้าง

เท่าที่ผมจำได้ พรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยทำอะไรที่เป็นเรื่องโครงสร้าง

นโยบายภาษีมรดก ภาษีที่ดินก็ไม่เคยทะลุปัญหาเชิงโครงสร้าง

ใช่...มันไม่เคยทะลุไปไหนเลย อย่างเรื่องภาษีที่ดิน เขาพูดประหนึ่งว่า เป็นการทำให้รายได้รัฐเพิ่มขึ้น ไม่พูดเรื่องความเป็นธรรม หรือประโยชน์ในระยะยาวที่คนจะได้รับการเข้าถึง ปัจจัยการผลิตที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเขาไม่เคยพูดเลย

ทำไมพรรคการเมืองอายุ 65 ปี ถึงแทงทะลุโครงสร้างนี้ไม่ได้

พรรคการเมืองส่วนใหญ่ไม่มีใครทะลุเรื่องโครงสร้างได้ รวมทั้งคุณทักษิณด้วย ผมก็ไม่เห็นคุณทักษิณพูดเรื่องโครงสร้าง แต่ผมเดาเอาว่า เขาอ่านออกว่าคนไทยในเวลานั้นต้องการอะไร ซึ่งผมเห็นด้วยกับนโยบายของเขา แต่ว่าเขาเป็นคนหยาบ ทำให้นโยบายดี ๆ หลายตัวไม่มีการติดตามผล

ข้อเสนอกรรมการปฏิรูปจะแทรกเข้าไปในนโยบายของพรรคการเมืองอย่างไร

เราไม่คิดจะเอาข้อเสนอของเราไปแทรกในนโยบายของพรรคการเมือง แต่เราหวังที่จะให้ข้อเสนอของเราเข้าไปอยู่ในความเห็นของสังคม ซึ่งมีความสำคัญมากกว่า คือถ้าสังคมเห็นด้วยกับคณะกรรมการปฏิรูป มันก็จะเกิดแรงกดดันขึ้นมา อย่างเช่นเรื่องการปฏิรูปที่ดิน ถ้าสังคมเห็นด้วยกับเราที่บอกว่าจะทำให้สถานการณ์ที่ดินในสังคมไทยเป็นแบบนี้ไม่ได้ ก็จะเกิดการกดดันพรรคการเมืองโดยอัตโนมัติว่า "คุณจะต้องปฏิรูปที่ดิน ถ้าไม่ทำ เราไม่เลือกคุณ"

ถ้าใช้นโยบายที่เป็นโครงสร้างการปฏิรูป ทำให้พรรคการเมืองหาเสียงยากหรือเปล่า

ผมไม่เชื่อเรื่องนี้ ผมคิดว่านักการเมืองไทยไม่มีกึ๋น คือคุณสามารถทำให้ประชาชนเชื่อในสิ่งที่อาจจะขัดต่อผลประโยชน์ของเขาเอง ซึ่งสิ่งนี้ คุณชวน (หลีกภัย) ก็ไม่เคยทำ วันหนึ่งอาจจะมีความจำเป็นเด็ดขาดว่าเราไม่ควรมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ซึ่งมันจะขัดต่อผลประโยชน์ของใครต่อใครไปหมด แต่นักการเมืองที่เก่ง คือทำให้คนรู้ถึงประโยชน์ที่คุณจะได้

คุณต้องไม่ลืมว่า เราเคยมีนักการเมืองที่เก่ง ๆ อย่างเชอร์ชิลล์ ในช่วงที่ทำสงครามโลกครั้งที่ 2 ฮิตเลอร์พร้อมจะทำสัญญาสงบศึกกับอังกฤษเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะฮิตเลอร์ไม่ต้องการรบกับอังกฤษ เพื่อจะได้นำกองกำลังไปรบกับรัสเซียฝ่ายเดียว แต่อังกฤษภายใต้การนำของเชอร์ชิลล์ สามารถทำให้คนอังกฤษเชื่อว่าจะต้องรบกับฮิตเลอร์ ไม่ว่าจะลำบากแค่ไหน ก็ต้องรบให้ได้ ซึ่งนี่เป็นความสามารถทางการเมือง ที่ทำอย่างไรให้คนยอมรับความลำบากมากกว่าความสุขสบาย เพื่อเอาชนะสงคราม

มีบางนโยบายขัดกับผลประโยชน์ ของนายทุนพรรคหรือเปล่าประชาธิปัตย์จึงไม่ทำ

คือผมคิดว่า ถ้าคุณอภิสิทธิ์พูด...คนที่จะเล่นงานเขามากที่สุด คือคนในพรรคประชาธิปัตย์ เพราะกลัวจะเสียคะแนน ถึงผมจะไม่รู้จักใครในพรรคประชาธิปัตย์จริง ๆ จัง ๆ แต่ผม รู้สึกว่า พวกประชาธิปัตย์คิดแค่ว่า แค่เป็นประชาธิปัตย์ บ้านเมืองก็ดีแล้ว (หัวเราะ) ก็อย่างที่บอก การที่คุณอภิสิทธิ์ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคโดยไม่แลกอะไรเลย แค่คุณชวนอุ้มขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค มันเป็นไปไม่ได้

คุณอภิสิทธิ์ก็ต้องแลกอะไรบางอย่างกับคุณชวนเหมือนกัน และไม่ใช่แค่คุณชวนคนเดียว ยังมีบริวารของคุณชวนอีก ที่คุณอภิสิทธิ์ต้องแลก

มีความเป็นไปได้ไหมที่จะผลักดันแนวทางปฏิรูปผ่านนักการเมืองที่ไม่สังกัดพรรคการเมืองใหญ่

คือถ้าคุณเข้าไปหาสมาชิกพรรคที่เป็นคนดี แต่บังเอิญว่าเขายังเป็นคนตัวเล็ก ๆ อยู่ ถึงวันหนึ่ง เขาจะขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคได้ แต่การที่เขาจะขึ้นมาถึงจุด ๆ นั้นได้ มันต้องแลก ไม่มีใคร หรือมนุษย์คนไหนที่ขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งโดยไม่แลกอะไรเลย

คนที่ขึ้นมาโดยไม่แลกอะไรเลยมันอยู่ในหนังสือการ์ตูน เรื่องจริง คือ มันต้องมีการแลกเปลี่ยน ถ้ากลุ่มคุณสกปรก คุณก็สกปรกไปด้วย ในสังคมที่สกปรก คุณจะบอกว่ามีคนดีแสนดี มันเป็นเรื่องหลอกเด็ก

แปลว่าเราไม่สามารถสร้างสังคมที่ดีขึ้นมาได้

มีสิ จากการปฏิรูปไง โดยมีสังคมเป็นตัวผลักดัน คนที่เป็นพระเอก คือประชาชน คือสังคม ไม่ใช่นักการเมือง

ยังมีความหวังกับสังคมที่ปราศจากขั้วหรือไม่

ไม่มีทาง คืออย่างนี้ การมีความแตกแยก มีความแตกต่าง ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่มันต้องแตกต่างกันได้ในหลาย ๆ เรื่อง การที่เราแตกต่างกันอยู่เรื่องเดียว มันมีปัญหามาก ๆ ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็เรื่องที่ว่า ใช่คุณทักษิณ หรือไม่ใช่คุณทักษิณ พอมาตอนนี้ก็กลายเป็นว่า คุณแดง หรือคุณไม่แดง แทนที่คุณจะมาแตกต่างว่า คุณไม่ชอบประชาธิปัตย์ แต่คุณก็เห็นด้วยกับพรรคในเรื่องนั้นเรื่องนี้ คือเราต้องมีหลายมิติ แต่ตอนนี้เรามีแค่มิติเดียว

อาจารย์เอาต้นทุนของตัวเองมาทิ้งในคณะกรรมการชุดนี้มากเกินไปหรือไม่

ก็ทิ้งหมดเลย...เพราะคณะกรรมการชุดนี้เกิดขึ้นโดยนายอภิสิทธิ์ เพื่อกลบเกลื่อน กรณีฆ่าคนตายของตัวเอง ซึ่งผมมองว่า เขาทำถูกเลย แต่คำถาม คือเมื่อคุณเข้าไปอยู่ในคณะกรรมการชุดนี้ ทำไมต้องไปเป็นเครื่องมือให้รัฐบาลด้วย

หากมีรัฐบาลใหม่ อาจารย์คิดจะกลับมาทำหรือไม่

ผมว่ามี 3 เงื่อนไข 1) คือถ้ากรรมการชุดนี้จะกลับมาอีก เขาก็ต้องตั้งคุณอานันท์เป็นประธานอีก 2) คือคุณอานันท์ก็พร้อมที่จะเอาชุดกรรมการเดิมกลับมาอีก 3) คือผมจะต้องประเมินตัวเองก่อนว่า ผมจะมีน้ำยาพอที่จะขับเคลื่อนคณะกรรมการให้ทำงานตามที่ผมวางไว้หรือเปล่า แต่ถ้าคณะกรรมการชุดนี้กลับมาแล้วยังทำงานในรายละเอียดแบบเดิม ผมก็ว่าเป็นการเสียเวลาผม และก็คงเป็นการเสียเวลาพวกเขาด้วย เพราะผมอาจจะต้องคอยค้านเขา ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ ผมคงไม่กลับ

วันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 21 ฉบับที่ 7444 ข่าวสดรายวัน ปชป.หนีตาย ทิ้งไพ่อันตราย

ที่มา ข่าวสด



บรรยากาศการเมืองในช่วงนับถอยหลังยุบสภา

แน่ชัดแล้วว่าในสนามเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นเร็วๆ นี้ คือพื้นที่ต่อสู้ระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทย ที่ต่างฝ่ายต่างอยู่ในสถานะแพ้ไม่ได้ ต้องชนะสถานเดียว

โดยมีพรรคขนาดกลางและขนาดเล็กที่แพ็กกันไว้เรียบร้อยแล้วยืนดูอยู่บนภู พร้อมเข้าร่วมกับผู้ชนะ

ในช่วงปลายยกสุดท้าย พรรคประชาธิปัตย์เพลี่ยงพล้ำหลายเรื่อง

จากวิกฤตสวาปาล์ม ลามไปสู่ภาวะข้าวยากหมากแพง และล่าสุดกรณีน้ำท่วมใหญ่ภาคใต้ พื้นที่ฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์เองแต่กลับทำคะแนนหลุดมือไปดื้อๆ

ขณะที่พรรคเพื่อไทยคู่แข่งตัวฉกาจ ถึงยังไม่ชัดเจนว่าจะชูใครเป็น "ผู้นำ" ลงชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรี

แต่จากการที่ "นายใหญ่" แห่งดูไบ กลับมามีบทบาทในการชี้นำพรรคอย่างเปิดเผยเต็มตัว ก็สร้างความครั่นคร้ามให้กับพรรคประชาธิปัตย์ไม่น้อย

นั่นเพราะมีตัวอย่างมาแล้วในการเลือกตั้งเมื่อเดือนธ.ค.2550

ตอนนั้นพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเพียบพร้อมไปด้วยกองหนุน ไม่ว่าจะเป็นมือที่มองไม่เห็น คมช. กองทัพ และกลุ่มพันธมิตรฯ รวมถึงความเอื้อเฟื้อจากกลไกอำนาจรัฐในยุค "รัฐบาลขิงแก่"

แต่ผลที่ออกมาคือเป็นฝ่ายพ่ายแพ้อย่างราบคาบให้กับพรรคพลังประชาชนของนายสมัคร สุนทรเวช ซึ่งเป็นที่รับรู้โดยทั่วกันว่าคือ "นอมินี" ของพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร

ความพ่ายแพ้ของพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนั้นได้ทำให้เกิดปรากฏการณ์ "วิ่งราวอำนาจ" จากรัฐบาลสมัคร และรัฐบาลสมชาย ในเวลาต่อมา

กระทั่งนำมาสู่เหตุการณ์ "สงกรานต์เลือด" ในปี 2552 และการชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อ แดงเพื่อขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ในเดือนมี.ค.-พ.ค.2553

ที่ลงเอยด้วยการถูกฝ่ายรัฐบาลในนามศอฉ. ออกคำสั่งปราบปรามด้วยความรุนแรง จนมีคนตาย 91 คน บาดเจ็บอีกเกือบ 2,000 คน

ท่ามกลางคำถามตามมาว่า "ต้นทุน" การอยู่รอดของรัฐบาลประชาธิปัตย์สูงเกินไปหรือไม่

เป็นเพราะการเข้าสู่อำนาจด้วยวิธีพิเศษ

ทำให้รัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประสบปัญหาเรื่องเสถียรภาพทั้งภาย ในและภายนอก มาตลอดระยะเวลา 2 ปีกว่า

แต่ด้วยพลังอำนาจ "มือ" และ "เท้า" วิเศษ ตามที่นายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ อดีตเลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญนำมาเปิดโปงบนเวทีชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา

ก็ช่วยให้พรรคประชาธิปัตย์รอดพ้นภยันตรายทั้งปวงมาได้

โดยเฉพาะคดี "ยุบพรรค" ที่ความอยู่ยงคงกระพัน ของประชาธิปัตย์ ต้องแลกมาด้วยชื่อเสียงเกียรติภูมิของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมการการเลือกตั้ง

กระนั้นก็ตาม กระแสทรงๆ ทรุดๆ ของรัฐบาลอภิสิทธิ์เริ่มปักหัวลงอย่างถาวร

โดยมีสัญญาณมาตั้งแต่กรณีวิกฤตน้ำมันปาล์ม ปัญหาราคาสินค้า ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น การอภิปรายไม่ไว้วางใจ การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงในวาระครบรอบ 1 ปีเหตุการณ์เดือนเม.ย.-พ.ค.53 การเสียชีวิตของช่างภาพรอยเตอร์ชาวญี่ปุ่นที่ไม่มีอะไรคืบหน้า และล่าสุดอุทกภัยครั้งใหญ่ทางภาคใต้

ปัญหาต่างๆ เหล่านี้รุมกระหน่ำรัฐบาลประชาธิปัตย์จนโงหัวไม่ขึ้น ซึ่งเป็นรูปการณ์สอดคล้องกับที่บรรดาเซียนการเมืองเชื่อว่าเมื่อบวกกับ "พลังคนเสื้อแดง" และ "กระแสทักษิณ" แล้ว

พรรคเพื่อไทยน่าจะได้กลับมาผงาดอีกครั้งหลังการเลือกตั้ง

กระแสที่เทกลับไปอยู่กับฝั่งตรงข้ามนี้เอง

ทำให้พรรคประชาธิปัตย์และกลุ่มผู้สนับสนุน จำเป็นต้องทิ้ง "ไพ่ตาย" เพื่อหยุดยั้งพรรคเพื่อไทย คนเสื้อแดงและทักษิณให้ได้

ไพ่ตายดังกล่าวไม่ใช่กรณีการคัดกรอง 73 ส.ว.สรรหาชุดใหม่ ที่ได้คนของคมช. ประชาธิปัตย์ และกลุ่มพันธมิตรฯ เข้าไปเดินกันให้ควั่ก

เพราะนั่นเป็นแค่ "ไพ่ธรรมดา" ที่เล่นประจำอยู่แล้ว

แต่ไพ่ตายคือการปลุกกระแส "คอมมิวนิสต์" และ "การล้มล้างสถาบัน"

ไม่ว่าในหนังสือ "ประเทศไทยของเรา อย่าให้ใครเผาอีก" หรือในวงสัมมนาพรรคประชาธิปัตย์ ที่เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กล่าวโจมตีพรรคเพื่อไทยและพ.ต.ท. ทักษิณ รวมถึงโรงเรียนคนเสื้อแดงว่า เป็นความพยายามปลุกระดมมวลชนโดยใช้แนวคิดเหมือนสมัยพรรคคอมมิวนิสต์

นอกจากนี้ ยังไม่ใช่เรื่องแปลกที่คำให้สัมภาษณ์ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ที่ออกมาเตือนกลุ่มคนที่จาบจ้วงสถาบันด้วยท่าทีแข็งกร้าว

และกรณีนายทหารพระธรรม นูญ กองทัพบก เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับ 3 แกนนำคนเสื้อแดง ในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ อันเนื่องมาจากถ้อยคำปราศรัยบนเวทีเสื้อแดง เมื่อวันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา

จะถูกคนในรัฐบาลและบางคนในกองทัพนำมาขยายผลโดยไม่รีรอ

นายสุเทพพุ่งเป้าไปยังพ.ต.ท. ทักษิณทันที

"คุณทักษิณน่ะตัวดี ต้องหยุดสั่งซะที ทำอะไรที่เป็นความผิดในประเทศหลายเรื่องแล้ว มีบันทึกมาผมก็เห็นอยู่ เวลาโทรศัพท์ไปพูดกับเสื้อแดงประเทศนั้นประเทศนี้ใช้คำก็ไม่เหมาะสม ทั้งหมดคุณทักษิณต้องเลิกสั่งการเสียที"

ขณะที่พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบกและอดีตโฆษก คมช. รับหน้าที่เปิดประเด็นเชื่อมโยงเข้าหาพรรคการเมือง

"มองให้ลึกว่ากลุ่มคนเหล่านี้ทำงานเพียงลำพัง หรือมีกลุ่มการเมือง พรรค การเมืองหรืออะไรก็แล้วแต่ที่มีการทำงานที่สอดคล้องกับบุคคลที่พยายามจาบจ้วงหรือไม่"

"อีกไม่นานจะเข้าสู่การเลือกตั้ง หวังว่าคนไทยคงคิดได้ว่าจะเลือกใครมาเป็นผู้แทน ที่จะทำให้บ้านเมืองสงบและรักษาสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ได้ การที่จะเลือกใครเป็นดุลพินิจของประชาชน"

ไม่ว่าจะเป็นการทิ้งไพ่ของนายสุเทพ หรือ พ.อ.สรรเสริญ การเล่นเกมนี้ถือเป็นอันตรายอย่างยิ่ง อันตรายทั้งต่อตัวรัฐบาลและกองทัพเอง

เพราะสถาบันที่คนไทยเคารพรักหวงแหนนั้น ควรเทิดทูนไว้สูงสุด อยู่เหนือการเมือง

นั่นทำให้สถานการณ์กลับสู่คำถามเดิมๆ ว่าเพื่อความอยู่รอดของพรรคประชาธิปัตย์

ต้องลงทุนหนักขนาดนี้เชียวหรือ

สังคมบาดทะยัก กล่าวหา! ทำลายล้าง!

ที่มา บางกอกทูเดย์





ใส่ร้ายทุกรูปแบบไม่ยอมเลิก
แค่เรื่องเดิมๆ-ไม่มีอะไรใหม่!!
บรรยากาศเทศกาลสงกรานต์ของไทยในปี 2554 ต้องถือว่ากลับมามีสีสันมากขึ้น
หลังจากที่ 2 ปีก่อนหน้า สถานการณ์การเมืองได้ทำให้สีสันลดทอนไป

ในปีนี้ บรรดากลุ่มผู้เรียกร้องประชาธิปไตยที่แท้จริง มีบทเรียนแล้วว่า
การต่อสู้ตามวิถีประชาธิปไตยกับรัฐบาล
ที่ได้รับการอุ้มชูหนุนหลังจากขั้วอำนาจพิเศษต่างๆ นั้น ใช่เรื่องง่าย

ขณะเดียวกันก็ยังต้องระมัดระวังความรู้สึกของสังคมอีกด้วย
ซึ่งกลุ่มคนเสื้อแดงสามารถนำประสบการณ์เลือดและความสูญเสีย
มาสร้างพัฒนาการที่ดีในการเรียกร้องประชาธิปไตยได้มากขึ้น
จึงทำให้ความรู้สึกต่อต้านจากสังคมลดลง

การชุมนุมแต่ละครั้งไม่ยืดเยื้อจนเกิดผลกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวันของผู้คนในสังคม
จึงทำให้ในการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงแต่ละครั้ง
มีประชาชนเข้ามาร่วมชุมนุมมากขึ้นเรื่อยๆเป็นเรือนหมื่นเหยียบเรือนแสน

แม้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ต้องดูแลการชุมนุม อาจจะไม่รู้สึกกดดัน
เพราะสามารถพูดคุยกับแกนนำรู้เรื่อง ทั้งเรื่องของระยะเวลา และการใช้พื้นที่

แต่สำหรับเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานเกี่ยวกับความมั่นคง
และหน่วยงานอำนาจรัฐของขั้วรัฐบาล กลับรู้สึกอึดอัดมากขึ้น
เพราะจำนวนผู้ชุมนุมที่มากขึ้น ได้สร้างแรงกดดันทางการเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ

แม้จะเป็นการชุมนุมที่สงบตามวิถีทางประชาธิปไตย และปราศจากอาวุธก็ตาม

การจับตามองการเคลื่อนไหวของการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยของกลุ่มคนเสื้อแดง
ทั้งจากหน่วยงานความมั่นคงภายใน จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ
และจากกองทัพ จึงยังตึงเครียดต่อเนื่อง

แม้ว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
จะพูดแล้วพูดอีกในเรื่องของการปรองดองก็ตาม

ดังนั้นแม้ว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเป็นช่วงบรรยากาศรื่นเริง
และแม้แต่กระทั่งพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
ก็ยังมีการโพสข้อความในเว็บไซต์ทวิตเตอร์ เนื่องในเทศกาลสงกรานต์ ว่า

ผมขอส่งความสุขและความปรารถนาดีมายังพี่น้องคนไทยทุกคน
เนื่องในวันสงกรานต์ด้วยความเคารพรัก+คิดถึงด้วยครับ
ขอให้พักผ่อนให้สนุกและปลอดภัยครับ

หลังสงกรานต์อยากขอร้องให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากันในฐานะคนไทยด้วยกัน
สาดน้ำเสร็จก็สะอาดแล้ว หยุดสาดโคลนการเมืองกันเถอะ บ้านเมืองจะได้เดินต่อไปได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกล่าวถึงหรืออ้างอิงสถาบันฯเพื่อประโยชน์ทางการเมือง
ผมขอร้องทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นแดง เป็นเหลือง เป็นพรรคการเมือง หรือกองทัพ

ประเทศไทยจะต้องเป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเท่านั้น
และทรงอยู่เหนือการเมือง นักการเมืองจะเล่นกันอย่างไรก็อย่าบังอาจ

ระบอบประชาธิปไตยดีกว่า และทุกฝ่ายต้องยกสถาบันฯไว้เหนือความขัดแย้งทางการเมือง
ก็จะเป็นการแสดงความจงรักภ้กดีโดยไม่ต้องโอ้อวดว่าเหนือกว่าคนอื่น

เอาไว้วันที่ 23ที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต ผมจะแนะนำนโยบายให้พรรคเพื่อไทย
เพื่อจะได้พิจ่ารณานำไปปฏิบัติเมื่อเป็นรัฐบาลและจะเล่าอะไรให้ฟัง

ก็เป็นข้อเรียกร้องที่ไม่รู้ว่าจะได้ผลหรือไม่ เพราะคำว่าปรองดองจนถึงวันนี้
เป็นวลีที่ “ดีแต่พูด”กันเท่านั้น ไม่ได้มีผลในทางปฏิบัติอย่างจริงๆจังๆเลย

เพราะยังมีข้อกล่าวหาว่อนเทศกาลสงกรานต์ไปหมด
โดยที่กลุ่มคนเสื้อแดง และแกนนำ เป็นเป้าหมาย

นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)
กำลังโดนมรสุมข้อกล่าวหาอีกครั้ง
โดยเฉพาะข้อกล่าวหาในเรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

นายจตุพร ยอมรับว่าได้โทรศัพท์หานายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ จริง
เนื่องจากมีข่าวว่าจะแจ้งข้อกล่าวหาเรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
ซึ่งขณะนั้นอยู่ที่ จ.อุบลราชธานี จึงได้โทรศัพท์ไปถามว่า
จะแจ้งข้อหาเลยหรือไม่ จะได้มารายงานตัว

เพราะไม่เช่นนั้นหากมีข่าวออกไปว่าแจ้งข้อหาแล้วนายจตุพรไม่อยู่
ก็จะกลายเป็นหนีคดีไป จึงต้องสอบถามไว้เท่านั้น

นายจตุพรกล่าวว่า สำหรับการแจ้งความคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ขอยืนยันว่า
คนเสื้อแดงไม่เคยมีความคิดจะล้มล้างสถาบัน
โดยในวันที่ 17 เมษายน เวลา 13.00 น. ตนและพวกจะเดินทางไปที่ สน.สำราญราษฎร์
เพื่อแจ้งความกลับทหารที่แจ้งความดำเนินคดีกับตน
ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ว่าเป็นการแจ้งความเท็จ

และต่อจากนี้ตนจะไปแจ้งความดำเนินคดีกับหลายบุคคลที่เคยให้สัมภาษณ์
ที่เข้าข่ายข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

"ขอฝากไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ ที่บอกให้ผมระวังตัวไว้
อยากถามว่านี่คือคำขู่ใช่หรือไม่ ผมเป็น ส.ส. เป็นประชาชน
คุณเป็นเจ้าหน้าที่แล้วมาขู่ผมอย่างนั้นเหรอ หมายความว่าจะฆ่าผมใช่ไหม
ถ้าจะฆ่ากันก็บอกกันมาตรงๆ จะเดินไปให้ฆ่าเอง
และอยากเตือนสติ พล.อ.ประยุทธ์ว่าพวกที่หมิ่นสถาบันนั้นก็คือ
พวกนักการเมืองที่เอาชื่อสถาบันไปแอบอ้าง ไม่ใช่คนเสื้อแดง" นายจตุพรกล่าว

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่ม นปช. กล่าวว่า
อยากให้ที่ปรึกษาหรือใครก็ตามที่มีสติไปเตือน
พล.อ.ประยุทธ์ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ รวมถึงนายอภิสิทธิ์ ว่า
ความพยายามหยิบฉวยเรื่องสถาบันมาเป็นประเด็นเคลื่อนไหว
เพื่อทำลายคู่ต่อสู้ทางการเมืองและประชาชนนั้น เป็นเรื่องละเอียดอ่อน

ที่ผ่านมาคนเสื้อแดงเป็นฝ่ายถูกกระทำมาตลอด
ทั้งบาดเจ็บ ล้มตาย และถูกคุมขังอีกเป็นจำนวนมาก
ด้วยการยัดเยียดข้อกล่าวหาก่อการร้าย ป้ายสีว่าเป็นคอมมิวนิสต์

และล่าสุดกำลังถูกป้ายว่าเป็นพวกโค่นล้มสถาบัน

ซึ่งสิ่งที่ผู้มีอำนาจกำลังกระทำอยู่นี้ไม่เป็นผลดี
เพราะประชาชนถูกใส่ร้ายมามาก และความอดทนของประชาชนก็มีขีดจำกัด
อย่าบีบคั้นจนเรากลายเป็นประชาชนนอกรัฐขึ้นมาอีก เพราะที่ไหนมีแรงกดที่นั้นก็มีแรงต้าน

“ดังนั้นอย่าบีบคั้นประชาชนมากเกินไป อย่าคิดว่าเอาปืนมาจี้แล้วประชาชนจะก้มหัวให้”

นายณัฐวุฒิ ระบุด้วยว่า ในวันที่ 18 เมษายนนี้ ทางแกนนำ
จะมอบหมายให้ทีมทนายความไปยื่นเอกสารและหลักฐานต่ออัยการ
เพื่อขอคัดค้านการถอนประกันและทางแกนนำพร้อมเข้าให้ปากคำต่อผู้รับผิดชอบคดี
แต่ขอให้ได้ดำรงความเป็นอิสระปฏิบัติหน้าที่อย่างสง่างาม
ให้กระบวนการยุติธรรมเป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริง

เพราะเรื่องราวจะไปกันใหญ่หากประเทศเป็น 2 มาตรฐานทุกมิติ
ไม่เว้นแม้แต่เรื่องปกป้องสถาบัน
พักเทศกาลสงกรานต์ได้แค่วูบเดียว หลังเทศกาล อุณหภูมิการเมืองก็ร้อนต่อจริงๆ

เปรียบสถานะการณ์ในประเทศไทยวันนี้ น่าจะพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า
สังคมในบ้านเมืองไทยยังเต็มไปด้วย”พิษร้ายของบาดทะยัก” ใครโดนเข้าก็รอดยาก!!

มีแต่การจ้องทำลายล้างซึ่งกันและกัน!!
ไม่มีการลดราวาศอก!!
ไม่มีคำว่า”ปรองดอง”!! เป็นปัญหาที่ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย
ไม่ว่า พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา- ธาริต เพ็งดิษฐ์
–จตุพร พรหมพันธ์ และ ณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ
รวมไปถึง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะต้องหา”คำตอบ”ร่วมกัน
เพราะเมืองไทย ประเทศไทย ไม่ใช่”สมบัติส่วนตัว”ของใครคนเดียว!!