WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, April 18, 2011

วาทกรรมอำพราง

ที่มา thaifreenews

โดย prainn

วาทกรรมอำพราง
โดย:รฤธา


ข้อกล่าวหาโดยใช้วาทกรรม “ล้มเจ้า” มันมีอะไรซ้อนทับกับความป็นจริงของความรู้สึกกับภาษาที่ใช้สื่อออกมาโดยหวังผลทางอารมณ์ของผู้รับการสื่อสาร ทั้งที่ในความเป็นจริงของข้อกล่าวหานั้นมันคือข้อกฎหมาย ป.วิอาญามาตรา 112 ซึ่งใช้คำว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นภาษาที่ใช้ในข้อกฎหมายนั้น

ประเด็นสำคัญ คือ ต้องการหวังผลอะไรและผลที่หวังนั้นเป็นประโยชน์ต่อสังคมและสถาบันมากน้อยขนาดไหน ทั้งๆที่ผ่านมาก็รู้ๆกันอยู่ว่าข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้นเป็นข้อหาและข้ออ้างในการทำลายล้างกันทางการเมือง และเป็นเพียงเครื่องมือในการกล่าวอ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมในการทำรัฐประหารทุกครั้งที่ผ่านมาไม่รู้ต่อกี่ครั้ง

เป็นเรื่องน่าแปลก คนที่ถูกกล่าวหาโดยวาทกรรม “ล้มเจ้า” กับคนที่ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้น การรับรู้ในอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง วาทกรรม “ล้มเจ้า” เป็นวาทกรรมที่สร้างความขัดแย้งแบ่งแยกแทรกซึมลงไปในความรู้สึกอย่างแยบยล สร้างสิ่งที่มากกว่าความเข้าใจเข้าไปในอารมณ์คนอย่างไม่รู้ตัว

ด้วยวาทกรรมที่สร้างความแบ่งแยกชิงชังยิ่งกลับทำให้ผู้คนมีจิตใจคับแคบ และสื่อซึ่งเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการนำเสนอข่าวสารกลับยิ่งตอกย้ำวาทกรรมนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไม่แยแสใยดี ทำให้สถานการณ์ที่ย่ำแย่อยู่แล้วกลับยิ่งเลวร้ายลง ซึ่งมิใช่วิสัยและจิตวิญญาณของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนแม่แต่น้อย เป็นได้เพียงกระบอกเสียงของเผด็จการเท่านั้น

วาทกรรมพล่อยๆ ที่หลุดออกจากปากพล่อยๆ ของผู้นำทางหทารบางคนรวมถึงนักการเมืองอีกหลายคน กลายเป็นวาทกรรมอุบาทว์ที่พยายามสร้างสรรค์ปั้นแต่งขึ้นเป็นชุดวาทกรรมต่างๆ อย่างไม่หยุดยั้ง ไม่ว่าจะเป็น “ผู้ก่อการร้าย” “ขอพื้นที่คืน” หรือ “กระชับพื้นที่” ซึ่งสามารถทำให้คนมือเปล่าตายได้ร่วม 100 ศพ และบาดเจ็บอีกไม่น้อยกว่าสองพันคน

วาทกรรมอำพรางเหล่านี้ทำให้เกิดบาดแผลร้าวลึกยิ่งขึ้นในสังคมไทย รวมถึงสร้างความขัดแย้งแบ่งแยกให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น ภาระของกระบวนการยุติธรรมหลายฝ่ายไม่ว่าจะเป็นตำรวจ อัยการและศาล ที่มีหน้าที่เป็นกลไกเพื่อสร้างความกระจ่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ กลับไม่สามารถนำตัวคนทำผิดมาลงโทษได้ เพราะตัวละครที่เกี่ยวข้องมีอำนาจอภินิหารมากมายเหลือคณานับ

วาทกรรม “ล้มเจ้า” มิใช่เป็นเพียงแค่ข้อกล่าวหาเท่านั้น แต่มันเป็นอาวุธที่ใช้ทำลายฝ่ายตรงข้ามได้อย่างมีประสิทธิภาพ และอีกเหตุผลสำคัญ คือ เป็นการควบคุมอำนาจประชาชนอย่างแนบเนียนแล้วผ่องถ่ายอำนาจนั้นสู่กลุ่มขุนนางศักดินาโดยอาศัยเทคนิคทางกฎหมายโดยเฉพาะกฎหมาย ป.วิอาญามาตรา 112

ผังล้มเจ้าของ ศอฉ. บอกแค่เป็นการวิเคราะห์ แต่กลับบอกว่าไม่มีหลักฐาน


ขบวนการล้มเจ้านั้นไม่เคยมีเกิดขึ้นจริงเป็นเพียงวาทกรรมที่ ศอฉ. นำมาใช้เพื่อผลปฎิบัติการทางด้านจิตวิทยา เป็นเรื่องที่ ศอฉ. กุขึ้นล้วนๆ เพราะในความเป็นจริงมีเพียงประชาชนไทยจำนวนมากต้องการให้มีการ “ล้มเลิกสถานะและอำนาจที่ขัดแย้งกับหลักการประชาธิปไตยของเจ้า” (สถาบันกษัตริย์)

ตามหลักการประชาธิปไตยนั้นพระมหากษัตริย์จะต้องไม่มีอำนาจใดๆ เพราะถือว่าหากจะให้มีอำนาจใดๆ แม้แต่เรื่องการแต่งตั้งถอดถอนบุคคลาการต่างๆ พระมหากษัตริย์ก็จะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมตรวจสอบเอาผิดจากสาธารณะ หรือประชาชนได้ เพราะอำนาจสาธารณะในสังคมประชาธิปไตยทุกอำนาจ (อำนาจการแต่งตั้งถอดถอนบุคคลากรของรัฐไม่ว่าองคมนตรีข้าราชการในราชสำนัก ฯลฯ ล้วนเป็นอำนาจสาธารณะทั้งสิ้น) เป็นอำนาจของประชาชนจึงต้องอยู่ใต้การควบคุมตรวจสอบเอาผิดจากประชาชนได้ ในเมื่อไม่ต้องการให้พระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้การควบคุมตรวจสอบเอาผิดก็จะต้องไม่ให้ทรงมีอำนาจสาธารณะใดๆ ด้วย

เพราะตามหลักการประชาธิปไตย "แผ่นดินนี้ประเทศนี้" หาได้เป็นของพระมหากษัตริย์ แต่อย่างใดไม่ แต่เป็นของประชาชน อำนาจในการควบคุม "แผ่นดินนี้ประเทศนี้" กำหนดทิศทางต่างๆ ของ "แผ่นดินนี้ประเทศนี้" อยู่ที่ประชาชนหาใช่อยู่ที่สถาบันกษัตริย์แต่อย่างใด


หมายเหตุ: ตัวหนังสือสีแดงยืมมาจาก อ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

วาทกรรมอำพรางที่ซ่อนความรุนแรงเดินหมากผ่านความคลุมครือให้เกิดความหวาดระแวงในหมู่ประชาชน วาทกรรมนั้นจะข้ามขั้นไปสู่การเข่นฆ่าอาฆาตแค้นและรุนแรงยิ่งขึ้น ฤาจะต้องรอสวรรค์ลิขิตและข้ามศพอีกกี่ศพ จึงจะมองเห็นหัวประชาชน

รฤธา

ที่มา:http://sewanaietv.blogspot.com/2011/04/blog-post_16.html

เด็กบิ๊กจิ๋วเปรยตั้งพรรคใหม่ สะพัดพ่อใหญ่แถลงลาออกหลังเปิดนโยบาย <-ไปเลยไม่ง้อ

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย


จากข่าวมติชน

"เด็ก"บิ๊กจิ๋ว"เปรยตั้งพรรคใหม่ สะพัดพ่อใหญ่แถลงลาออกหลังเปิดนโยบายเลือกตั้ง หึ่ง"เสนาะ"อาจไปด้วย"
--------------

ผมมีความเห็นว่า อยากไปก็ไปเลยครับ คิดว่าตั้งพรรคใหม่แล้วจะได้เสียง ก็ลองดูนะครับ เพราะจะเป็นการพิสูจน์กันไปเลยว่า เมืองไทยได้พัฒนาทางการเมืองไปแล้วหรือยัง คนเสื้อแดงในอีสาน และเหนือ นั้นได้ "มีจิตสำนึกทางการเมือง" ขึ้นหรือไม่

หากยังไม่มี ก็แสดงว่าเรายังไม่พัฒนาได้มากพอ ก็ช่วยอะไรไม่ได้ การเมืองไทยก็จะเข้าสู่ระบบการเมือง "ก่อนปี 2540" ที่มีระบบหลายพรรค มี "เจ้าพ่อท้องถิ่นต่างๆ " เหมือนเดิม พวกเสนาะ เนวิน ยังแสดงอิทธิฤทธิได้เหมือนเดิม

ผมมีข้อสมมุติฐานที่ผมต้องการพิสูจน์เหมือนกัน ที่ว่า "คนไทยได้พัฒนาการเลือกตั้งเป็นเลือกพรรคมากกว่าตัวบุคคล" โดยผมใช้ข้อมูลการเลือกตั้งใหญ่ระดับชาติ ตั้งแต่พรรคไทยรักไทยเข้ามา ที่คนมีแนวโน้มเลือกระบบพรรคมากกว่าตัวบุคคล แม้การเลือกตั้งปี 2550 ที่คุณสมัครเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ท่ามกลางการรุมของฝ่ายอำมาตย์ คนก็ยังเลือกพรรคมากกว่าตัวบุคคล

หากผมสัณนิษฐานผิด ก็แสดงว่าเรายังไม่พัฒนาอะไรเลย

แต่หากข้อสัณนิษฐานของผมถูกต้อง การลงทุนลงแรงของพวกอำมาตย์ที่ผ่านมา ถึงกับแลกความศรัทธาต่างๆ ที่เคยมีล้นพ้น ก็สูญเปล่า เพราะคนไทยไม่กลับไปเหมือนเดิม

มีเลือกตั้งคนก็เลือกแค่สองพรรคคือ ประชาธิปัตย์ กับ พรรคของคนเสื้อแดง

หากเป็นแบบนี้อิทธิพลของระบบราชการ ระบบอำมาตย์ก็หายไปในที่สุด

แต่หากการเมืองไทยย้อนกลับไปเหมือนก่อนปี 2540 ที่คนเลือกตัวบุคคล ระบบอุปถัมป์ยังคงมีพลังมหาศาล พวกอำมาตย์ก็ชนะ

ขนาดสู้กันมา 5 ปีแล้ว คนไทยยังไม่พัฒนา ก็ช่วยไม่ได้

Re:

ไปอ่านในหนังสือพิมพ์แล้ว เห็นว่าพวกนักการเมืองเก่า ต้องการประนีประนอม และคิดว่าทักษิณ เป็น "เสื้อแดงเกินไป" ปล่อยให้แกนนำเสื้อแดงมีสิทธิ์ที่จะจัดคนลงเลือกตั้งได้ทั่วประเทศ

พวกนักการเมืองเดิมต้องการที่จะประนรประนอมกับระบอบเดิม และคิดว่าหากเอายิ่งลักษณ์ขึ้น สถานการณ์ก็ไม่จบ

ผมว่าแนวคิดของคนพวกนี้คือ ต้องการให้การเมืองกลับสู่สภาพเดิมก่อนปี 2540 คำว่าจบของ "ชงลิต ยงใจยุทธ เสนาะเทียนทอง และนักการเมืองเก่าคือ "พวกเขาได้มีสนามเล่นต่อไปแบบเดิม"

ซึ่งหากตีความให้ถึงที่สุดคือ "ทักษิณจะต้องอยู่นอกการเมืองตลอดไป" เพราะไม่อย่างนั้นมันไม่จบแน่ ปล่อยให้การเมือง อยู่ในมือนักการเมืองเก่าๆ ก่อนที่ "พรรคไทยรักไทย" จะเข้ามา

ผมว่า คุณทักษิณต้องเลือกแล้วครับ หากยอมคนพวกนี้ คุณทักษิณคงไม่ได้อะไร และคงต้องอยู่ต่างประเทศจนตาย

แต่หากคิดให้จบ ลุยไปข้างหน้า ก็ต้องจับมือกับเสื้อแดง ลุยต่อไปจนกว่าจะได้ผลสรุป ถึงอย่างไรคนเสื้อแดงก็ไม่แพ้อยู่แล้ว

เลิกยืมมือพวกนักการเมืองเก่า ๆ ได้แล้ว พวกนี้หมดยุคหมดสมัยแล้ว

และหากไปตกหลุมคำว่า "ประนีประนอม" ก็ต้องยอมเขาตลอดไป จะทำอะไรก็กลัวเสียการประนีประนอม ทั้งคุณทักษิณและคนเสื้อแดงก็จะไม่ได้อะไรเลย ปล่อยให้สังคมอยู่ในเมฆหมอกเก่าๆ

ดังนั้น หากพวกนี้จะแยกตัวออกไปตั้งพรรคใหม่ก็ปล่อยพวกเขาไปเถอะครับ เอาแกนนำเสื้อแดงเข้าไปทดแทน ลุยกันต่อไป

พวกนี้ต้องการเกาะกระแสคุณทักษิณและคนเสื้อแดงมากกว่า ที่เราต้องไปพึ่งชื่อเสียงเก่า ๆ รวม สส.เก่าของพวกเขา

ประเทศไทยเปลี่ยนไปแล้ว เราต้องสู้เพื่ออนาคต ไม่ใช่เพื่ออดีต

Re:

กลุ่มมิ่งขวัญ หากอยากจะออกไป ก็ให้ออกไปครับ ไปแย่งตลาดส่วนที่ไม่ใช่เสื้อแดง หากคิดว่าจะลุยไปได้ ไปหาเสียงแบบทางเลือกใหม่ ก็ให้ออกไปครับ

คือ วันนี้การต่อรองด้วยวัตถุประสงค์ส่วนบุคคล ควรปล่อยไปได้แล้ว หากคิดว่าตัวเอง "มีชื่อเสียงและบารมีพอ" ไม่สนใจพรรค อยากออกไปก็ออก

ผมว่าวันนี้ มันมีสองทางเลือกคือ อนุรักษ์นิยม หรือ ก้าวหน้าแบบเสื้อแดง

ทางเลือกที่สามคือ "ระบบอุปถัมป์ท้องถิ่น นิยมตัวบุคคล" ก็ให้ลองออกไปเสี่ยงภัยดู

ไปไม่รอดก็เลิกเล่นการเมืองไปเลย

ฝ่ายความมั่นคงยุคนี้ทำไมกระจอกจัง เอาม็ฮบมาได้ไม่เกิน 200 คน น่าขายหน้า

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย



ผมเห็นกระทู้ที่คุณ prainn ถ่ายภาพม็อบหลากสี ในการชุมนุมต่อต้านการเข้าแจ้งความของคุณจตุพรที่สถานีตำรวจสำราญราษฎร์แล้ว ผมรู้สึกอเน็จอนาถใจกับประสิทธิภาพของฝ่ายความมั่นคงจัง เรื่องใหญ่ขนาดนี้ ขนาด ผบ.ทบ. ฯพณฯ ท่าน พล.อ.ประยุทธ จันโอชา เป็นตัวนำ แสดงเองแล้ว และการแจ้งความของคุณจตุพรก็เป็นการ "เล่นงาน ผบ.ทบ." โดยตรง แต่ฝ่ายกองทัพสามารถระดมคนมาปกป้องสถาบัน (อย่างที่พวกเขาโฆษณาประกาศไว้" ได้แค่นี้เอง ตอนท้ายคุณ prainn บอกว่ามีม็อบหัวเกรียนมาอีกประมาณ 200 คน เดาได้ว่าคงเป็นพวกทหารเกณฑ์นอกเครื่องแบบ

ทหารเกณฑ์นอกเครื่องแบบไม่มีอาวุธ เอามาชนม็อบต่อให้ยกมาเป็นกองพล ก็ไม่เหลือครับ ทหารความน่ากลัวอยู่ที่การติดอาวุธ หากปลดอาวุธมือเปล่า ก็ไม่มีความหมายอะไร กองพันหนึ่งมีแค่ไม่ถึง 500 คน มาชนกับม็อบเสื้อแดงหลักแสน (เทียบเท่ากองทัพเต็มจำนวนเลยทีเดียว) มันจะมีความหมายอะไร

สมัยก่อนการเกณฑ์ลูกเสือชาวบ้านมาชนกับม็อบนักศึกษา นั้นเขาสามารถเกณฑ์มาได้หลายหมื่นคนภายในเวลาไม่นานนัก แต่ทุกวันนี้ฝ่ายความมั่นคงไทย "ขาดศักยภาพ" ในระดับนั้นไปแล้ว จากเหตุการณ์นี้ บอกได้เลยว่า พวกเขาสูญเสียศักยภาพในงานด้านมวลชนไปแล้ว ม็อบเสื้อเหลืองที่เคยเกณฑ์กันได้ถึงหลัก 3-4 หมื่นคน ในช่วงที่ Peak ที่สุด ในวันนี้ทำไม่ได้แล้ว ระดมม็อบ "เสื้อหลากสี" ได้แค่ 200 คน นี่ น่าอเน็จอนาถแท้

คำว่า ม็อบหลากสีของหมอตุลย์ จึงเป็นแค่ราคาคุย สร้างภาพที่ใหญ่เกินจริง กำลังจริงๆ รวมได้ไม่เกิน 200-300 คน ม็อบแบบนี้ในยุคนี้ไม่มีความหมายอะไรแล้ว แค่เสื้อแดงไปเดินเล่น ไม่ได้นัดหมายอะไรแบบที่หน้า สถานีสำราญราษฎร์ก็เต็มถนนหลักหลายพันคนแล้ว นี่มาโดยไม่ได้นัดหมาย และอยู่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ที่คนส่วนใหญ่กลับบ้านหมดนะครับ ยังมาได้ขนาดนี้ ศักยภาพยิ่งใหญ่สุดประมาณ

ฝ่ายอำมาตย์ วันนี้ ฐานกำลังที่แท้จริงมีแต่ คนในกองทัพ พูดให้ตรงๆ ลงไปคือ พวก "บูรพาพยัคฆ์" ไม่กี่คนเท่านั้นเอง น่าจะไม่ถึง 100 คน แค่พวกนี้มีอำนาจใช้กำลังทหารของ "ประเทศชาติ" เท่านั้นเอง แต่เนื่องจากกองทัพก็ไม่ได้เป็นเอกภาพ การทำอะไรจึงไม่ได้มีประสิทธิภาพสูงนัก

ยันเสื้อแดงคงได้เวลาหนึ่ง เพราะอาศัยโครงสร้างอำนาจในองค์กรรัฐที่เป็นของสังคมเท่านั้น แต่การยันในระยะยาว คงทานไม่ไหว

การสูญเสีย "ฐานอำนาจของรอยัลลิสต์" ในชนบท เท่ากับเป็นการสูญเสีย "เสาหลัก" ที่สำคัญทางการเมืองไป แทบจะเรียกได้ว่าสูญเสียงานด้านมวลชนไปแทบหมดเลยทีเดียว การอาศัยฐานทหารแค่ "บูรพาพยัคฆ์" นั้น ไม่ใช่หลักพิงที่มั่นคงอะไร เพราะบูรพาพยัคฆ์ ได้ตำแหน่งแต่ฝ่ายเดียว โดยระบบอุปถัมป์ ขาดรากฐานทางระบบคุณธรรมที่คนอื่นๆ ที่มีศักยภาพในกองทัพไม่สามารถเติบโตได้ สภาพเช่นนี้มีแต่บั่นทอนกองทัพให้เกิด กบถในกองทัพ (Mutiny) ไม่วันใดก็วันหนึ่งอย่างแน่นอน หากขาด Super Power ที่คนในกองทัพเกรงบารมีไปแล้ว

ฝ่ายอำมาตย์นั่น ยังมีพลัง แต่ไม่ได้แข็งแกร่งดุจภูผาหิน อย่างแต่ก่อน มีจุดอ่อนที่สามารถพิชิตได้ แต่ก็ไม่ได้รวดเร็วอย่างใจเราต้องการนัก

จุดสำคัญในสงครามครั้งนี้คือ "สงครามบยืดเยื้อ" คือยุทธศาสตร์ที่จะต้องใช้ในการให้ได้ชัยชนะในที่สุด

ยุทธศาสตร์สำคัญคือ "การทอนกำลังของข้าศึก" (ทอนกำลังคือ ทำให้อ่อนลง เช่น บั่นทอนความนิยม ความน่าเชื่อถือแบบที่ทำกันอยู่ปัจจุบัน)

ธาริตอีกแล้ว

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน



ไม่ได้เหนือความคาดหมายเลยที่นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เตรียมยื่นถอนประกัน 9 แกนนำนปช.อีกครั้ง

เพราะก่อนหน้านี้จะเห็นได้ว่านายธาริตเอาเป็นเอาตายกับการยื่นถอนประกันแกนนำคนเสื้อแดงมาตลอด

ราวกับเป็นผลงานเด่น เป็นความดีความชอบใหญ่หลวง

นายธาริตระบุว่าในการชุมนุมใหญ่เสื้อแดงรำลึกครบ 1 ปีเหตุการณ์สลายม็อบที่คอกวัว

อ้างว่าตรวจสอบคำพูดของบุคคลที่ร่วมปราศรัยแล้ว เบื้องต้นมีผู้เข้าข่ายน่าจะถูกดำเนินคดีหมิ่นสถาบัน และยุยงปลุกปั่นให้มีการล่วงละเมิดกฎหมายจำนวน 18 คน

โดยบุคคลที่อยู่ในข่ายต้องถอนประกัน(อีกแล้ว) 9 คน ล้วนคู่แค้นคู่อาฆาตทั้งนั้น

อาทิ นายจตุพร พรหมพันธุ์, นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, น.พ.เหวง โตจิราการ, นายยศวริศ ชูกล่อม, นายก่อแก้ว พิกุลทอง, นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์, นายนิสิต สินธุไพร, นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย และนายขวัญชัย ไพรพนา

หากมีข้อมูลชัดเจนว่าแกนนำแดงทำผิดจริง ก็ต้องว่ากันไปตามกฎหมาย

แต่ก็มีข้อสงสัยถึงมาตรฐานของนายธาริต

เพราะคดีที่คนเสื้อแดงเป็นฝ่ายแจ้งความให้ดำเนินคดีหมิ่นสถาบัน

ไม่เห็นนายธาริตกระตือรือร้นเลย

ตอนนั้นนปช.และพรรคเพื่อไทยแจ้งจับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เพราะไม่ดำเนินคดีกับกลุ่มคนที่จาบจ้วงสถาบัน

ไม่เห็นนายธาริตจะรับเป็นคดีพิเศษ ไม่เห็นใส่ใจอะไรเลย

ต่างกันราวฟ้ากับดิน !?

นอกจากนี้คดีที่สำคัญที่ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของประเทศชาติ

นายธาริตกลับวางเฉย ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน

ยกตัวอย่างง่ายๆ คดีนายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ ช่างภาพรอยเตอร์ชาวญี่ปุ่น และนายฟาบิโอ โปเลงกี ช่างภาพอิสระชาวอิตาลี ซึ่งถูกยิงเสียชีวิตในเหตุการณ์สลายม็อบแดง 10 เมษา และ 19 พฤษภา

ความอืดอาดล่าช้า คดีพลิกไปพลิกมา กลายเป็นข่าวกระหึ่มไปทั่วโลก

ทำให้ชาติเสื่อมเสียชื่อเสียงในสายตาชาวโลก

นายธาริตโดนวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วงว่าเตะถ่วงคดี

ทั้งที่มีพยานและหลักฐานชัดเจนอยู่แล้ว

กลับทำให้เป็นเรื่องยากๆ ทำให้ยุ่งเหยิงไปหมด

นี่แหละคือมาตรฐาน'ธาริต'

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 18/04/54

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla





ถึงฤดู ตามล่า หาคะแนน
ทุกเขตแคว้น เตรียมท่า เพื่อหาเสียง
ล้วนถ้อยคำ ไพเราะ เสาะสำเนียง
ความหวังเพียง ก่อเกิด ได้เชิดคอ....

ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ ร่ำรวย-สุข
หมดสิ้นทุกข์ ล้ำเลิศ ให้เกิดก่อ
ความร่มเย็น สว่างไสว สมใจรอ
ร่วมถักทอ ตามฝัน อันแสนดี....


เลือกอำมาตย์ ชาติทราม เห็นตามนั้น
ได้พวกมัน มาระยำ ทำบัดสี
เลือกมาพูด สับปลับ แล้วอัปรีย์
หวังย่ำยี ไพร่ฟ้า ประชาชน....

สุเทพคิด อภิสิทธิ์ทำ ระยำกว่า
ก็เพราะชั่ว ดีแต่พูด สุดสับสน
แถมยังทำ ตีหน้า ท่าสัปดน
พูดวกวน ยียวน กวนบาทา....

เลือกพวกเลว โหดร้าย ทำลายบ้าน
พวกสันดาน โสมม สมปากหมา
หวังสืบสาน อำนาจ อำมาตยา
แล้วเข่นฆ่า คนเห็นต่าง อย่างเลือดเย็น....

เลือกสิ่งดี-เลวนั้น ตามท่านคิด
มันคือสิทธิ เสรี ที่ได้เห็น
เลือกแบบไหน ได้แบบนั้น เพราะท่านเป็น
คนขีดเส้น ประเทศไทย ให้ก้าวเดิน....


๓ บลา / ๑๘ เม.ย.๕๔
http://3blabla.blogspot.com

ลุ้นระทึก!ถอนประกัน 3 แกนนำนปช. จะไปรอดหรือไม่

ที่มา thaifreenews

โดย bozo





เริ่มต้นการทำงาน หลังจากหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์
วันนี้อุณหภูมิการเมืองกลับร้อนทะลุจุดเดือดอีกครั้ง
เมื่อกลุ่มแกนนำนปช. นำโดย
นายจตุพร วิเชียร และ สุภรณ์ 3 แกนนำนปช.จะต้องลุ้นระลึก
เมื่อดีเอสไอแตะมือกับกองทัพ ยื่นถอนประกัน แกนนำนปช.ต่อศาลอาญา
หลังจากเมื่อวานแกนนำแก้เกมด้วยการบุกไป สน.สำราญราษฎร์
แจ้งความผบ.ทบ. ข้อหาแจ้งความเท็จ...

กลายเป็นประเด็นร้อนๆ ที่เกิดขึ้นในวันครบรอบ 1 ปี 10เม.ย. 2554 พอดิบพอดี
จากเหตุการณ์ปฏิบัติการขอคืนพื้นที่จากฝากฝั่งนายทหารท๊อปบูทสีเขียว
เมื่อนายจตุพร พรหมพันธ์ุ นายวิเชียร ขาวขำ และนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์
แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช.
ขึ้นปราศรัยบนเวทีของกลุ่มคนเสื้อแดง ด้วยท่าทีที่ดุเดือด พร้อมกับวิวาทะ ต่าง ๆ

จนล่าสุด บุคคลผู้ทรงอิทธิพล และถืออำนาจ ต้องออกโรง ขอคืนพื้นที่อีกครั้ง
เนื่องจากให้เหตุผลว่า ถ้อยคำที่แกนนำ นปช. ได้พูดบนเวทีปราศรัย
ส่อเค้าหมิ่นเหม่ต่อสถาบันฯ โดยเริ่มจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.
พล.อ.อ.อิทธิพร ศุภวงศ์ ผบ.ทอ.
พล.ท.อุดมเดช สีตบุตร แม่ทัพภาคที่ 1
พล.ท.ธวัชชัย สมุทรสาคร แม่ทัพภาคที่ 2
ต่างตบเท้าออกมาปกป้องสถาบันกันให้พรึบ และที่ขาดไม่ได้ นั่นคือ
รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส่งสัญญาณสนับสนุน
ให้ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เร่งดำเนินการถอดถอนประกัน
แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงที่เข้าข่ายทันที ดังนั้นไม้เบื่อไม้เมา
อย่างนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ จึงรับลูกส่งซิก เป็นนัยยะ
เตรียมยื่นอัยการรอขอถอนประกัน แกนนำนปช. ทั้ง 9 ราย ประกอบด้วย
นายจตุพร พรหมพันธุ์,
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ,
นพ.เหวง โตจิราการ,
นายยศวริศ ชูกล่อม (เจ๋ง ดอกจิก),
นายก่อแก้ว พิกุลทอง,
นายวีระกานต์ มุสิกพงษ์,
นายนิสิต สินธุไพร,
นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย และ
นายขวัญชัย ไพรพนา

รวมไปถึงเตรียมออกหมายเรียก แนวร่วมฯ นปช.อีก ถึง 18 คน เข้ารายงานตัว
ทั้งหมดเกิดขึ้นหลังจากหยุดยาวฉลองเทศกาลสงกรานต์
นับเป็นปีแรกที่ได้เฉลิมฉลองกันอย่างเต็มที่
ไม่มีเหตุการณ์ความรุนแรงและวุ่นวายอย่างที่เคยเกิดขึ้น เหมือนปี 2552-2553)
โดยขอดึงสำนวนจากทางกองบัญชาการตำรวจนครบาล
ซึ่งพล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น. ผู้ดูแลสำนวนคดีนี้ อย่างรวดเร็ว



สลับฉากกลับมา ควันยังไม่ทันจางหาย ฝ่ายคนเสื้อแดงรุกกลับ ประกาศเสียงดังฟังชัด
วันอาทิตย์ที่ 17 เม.ย. 2554 ถึงเวลา 13.00น. นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช.
และ ส.ส.สัดส่วน เพื่อไทย เป็นหัวขบวนพร้อมนายวิเชียร ขาวขำ ส.ส. อุดรธานี
นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ และ นพ.เหวงโตจิราการ แกนนำเสื้อแดง มาตามนัด
ลุยแจ้งความกลับดำเนินคดี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.
ที่ไปแจ้งความข้อหาหมิ่นฯสถาบัน ระบุ ว่า เป็นการแจ้งความเท็จ
ทั้งยังอ่านแถลงการณ์จำนวน 3 ข้อ ต่อหน้า
พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาลที่มารออยู่
ขณะเดียวกันยังได้ท้าทาย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง
และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ยอมถูกตัดคอหากพรรคปชป.ชนะการเลือกตั้ง
ทั้งนี้เป็นที่สังเกตว่า มีกลุ่มผู้ชุมนุม นปช. เดินทางไปรอให้กำลังใจแกนนำ
อย่างอุ่นหนาฝาคั่งที่บริเวณหน้า สน. สำราญราษฎร์



ยิ่งช่วงนี้แคมเปญเลือกตั้งกำลังจะคิกออฟ หลังจากที่นายกฯ รูปหล่อ
อย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ประกาศออกมา ว่า
สัปดาห์แรก ของเดือนพฤษภาคม กดปุ่มยุบสภาแน่นอน
ยิ่งทำให้งานนี้เหมือนเป็นการสร้างกระแสให้กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือไม่
เพราะถ้าหากกลุ่มคนเสื้อแดงพลาดพลั้ง ติดกับดักของตัวเองขึ้นมา
งานนี้กระแสสังคมอาจเทใจกากบาทเลือกฝั่งที่อยู่ตรงกันข้ามหรือไม่
เพราะปฏิเสธไม่ได้ ว่า กลุ่มคนเสื้อแดง นปช.กับ พรรคเพื่อไทย ก็คือ
มวลชนที่มีแนวทางเดียวกัน แต่หากจะมองดูอีกมุม
งานนี้้อาจเป็นการปลุกกระแสมวลชนให้กลับมาฮึกเหิมอีกครั้งก็เป็นได้
เนื่องจากแกนนำถูกควบคุมตัว หมากเกมนี้จึงเปรียบเสมือนทางสองแพร่ง
ที่ใช้อำนาจ หรือ มวลชน มาค้ำยัน ค้ำคอ กันอยู่





อย่างไรก็ตาม วันที่ 18 เม.ย.นี้ ต้องวัดใจอธิบดีหัวใจเหล็ก ว่าการยื่นถอนประกัน
นายจตุพร พรหมพันธ์ุ ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย
นายวิเชียร ขาวขำ ส.ส.อุดรธานี เพื่อไทย
นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์
และแกนนำ นปช.รวมทั้งสิ้น 9 คน ครั้งนี้ จะสัมฤทธิ์ผลหรือไม่
เพราะเท่าที่ผ่านมา แกนนำ โดยเฉพาะ อย่าง นายจตุพร มักจะรอดปากเหวไปได้ทุกครั้ง
เชื่อว่าวันนี้จะเป็นอีกวัน ที่สังคมไทยจะต้องเฝ้าติดตามและให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง...



http://www.thairath.co.th/content/pol/164572

วุฒิสภาต่างระบอบ โดย กาหลิบ

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

เรียบเรียงโดย Nangfa




คอลัมน์ เมืองไทยหรือเมืองใคร?
เรื่อง วุฒิสภาต่างระบอบ
โดย กาหลิบ

นักปรองดองทั้งหลายเห็นรายชื่ิอสมาชิกวุฒิสภาประเภทแต่งตั้งชุดใหม่แล้ว
รู้สึกอะไรกันบ้างหรือไม่ก็ไม่รู้ จะเริ่มได้สติว่า
ขบวนการหลอกล่อและหลอกลวง
ฝ่ายประชาธิปไตยยังคงเข้มข้นรุนแรงขนาดชี้เป้าฆ่า
หรือจะลุ่มหลงว่าตัวเองมีเวลา
ที่จะลับลวงพรางฝ่ายตรงข้ามแล้วไปหักหลังเขาทีหลัง
หรือเชื่อใจเขาจริงๆ ว่าบัดนี้ดวงตาเขาเริ่มเห็นธรรม
หรือไม่ก็ “ใจอ่อน” ลงแล้ว
พวกหลังนี่ก็กลับมาเล่นเกมเรื่องผัวไม่รู้ไม่ชี้-เมียเป็นคนทำ
ฉายซ้ำอีกรอบหนึ่ง คงเผื่อจะให้อภัยผัวเขาได้ในภายหลัง

สมาชิกวุฒิสภา (หรือพฤฒิสภา) ประเภทแต่งตั้ง
เป็นผลสืบเนื่องทางประวัติศาสตร์อย่างหนึ่ง
มาตั้งแต่การปฏิวัติประชาธิปไตย พ.ศ.๒๔๗๕
ในขณะที่ระบอบประชาชนกำลังก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ
เพื่อใช้อำนาจผ่านกระบวนการเลือกตั้ง
ผู้กุมอำนาจเดิมจะแต่งตั้งตัวแทนของตนมาปะปนอยู่ในรัฐสภา
นัยว่าเป็น “พี่เลี้ยง” ให้กับกลุ่มที่ประชาชนเลือกตั้งเข้ามา
โดยมักสัญญาว่า ถึงวันหนึ่งเมื่อประชาชน “พร้อม”
สมาชิกประเภทแต่งตั้งเหล่านี้จะถูกลดอำนาจไปเรื่อยๆ จนหมดสิ้นไป
รัฐสภาก็จะเหลือแต่ตัวแทนของประชาชนที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาเท่านั้น

แต่ทุกครั้งที่เจ้าของระบอบโบราณเกิดหวงอำนาจ
และให้สั่ง “กระชับพื้นที่” ทางการเมือง
จะใช้วิธีรัฐประหารโฉ่งฉ่างหรือรัฐประหารเงียบ
จะหลบอยู่หลังประชาชนอย่าง ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖
หรือออกมาเป็นกรรมการกลางอย่างในช่วงวิกฤติแห่งเดือนพฤษภาคม ๒๕๓๕ ก็ตาม
อำนาจที่เริ่มไหลสู่ประชาชนเหล่านี้ก็จะไหลย้อนกลับ
วุฒิสภาก็จะเกิดมีอำนาจถ่วงดุลกับสภาผู้แทนราษฎรขึ้นมา
กองทัพเริ่มแสดงบทบาทชี้นำนั่นนี่
ทั้งที่กินเงินเดือนจากประชาชนเหมือนกับข้าราชการเหล่าอื่นๆ
โดยไม่ได้สูงส่งไปกว่าเขา
สุดท้ายรัฐบาลของประชาชนก็จะถูกโจมตีว่าชั่ว โกง
คิดล้มล้างสถาบันกษัตริย์ ครบชุด
แล้วก็จะถูกโค่นล้มด้วยกำลังอาวุธที่ประชาชนเป็นคนออกเงินซื้ออีกนั่นแหละ

เพราะฉะนั้นชื่อของสมาชิกวุฒิสภาในยามปิศาจสยายปีกครองเมืองอีกครั้ง
ย่อมมีความสำคัญและควรพิจารณาอย่างใกล้ชิด เช่นในขณะนี้

ยกบางชื่อขึ้นมาก็คงพอ
เพราะยกมาทั้ง ๗๓ ชื่ออาจทำให้เมืองไทยดูเหมือนสงครามกลางเมืองมากเกินไป

นายคำนูณ สิทธิสมาน, พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์, นายจักรธรรม ธรรมศักดิ์,
พล.อ.ต.เฉลิมชัย เครืองาม, พล.อ.อ.ชาลี จันทร์เรือง, พล.อ.ชูชาติ สุขสงวน,
นายเดชอุดม ไกรฤทธิ์, ศ.เกียรติคุณตรึงใจ บูรณสมภพ, นายตวง อันทะไชย,
นายถาวร ลีนุตพงษ์, รศ.ทัศนา บุญทอง, พล.อ.ธีรเดช มีเพียร,
นายประสงค์ศักดิ์ บุญเดช, ม.ล.ปรียพรรณ ศรีธวัช, นายพิเชต สุนทรพิพิธ,
พล.ต.ท.ยุทธนา ไทยภักดี, นางยุวดี นิ่มสมบุญ, พล.อ.รัชกฤต กาญจนวัฒน์,
พล.อ.เลิศฤทธิ์ เวชสวรรค์, นายวันชัย สอนศิริ, นายวิบูลย์ คูหิรัญ,
พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์, ม.ร.ว.วุฒิเลิศ เทวกุล, พล.ร.อ.ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ,
ศ.สม จาตุศรีพิทักษ์, พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม, นายสมชาย แสวงการ,
พล.ต.ท.สมยศ ดีมาก, นายสัก กอแสงเรือง, พล.ร.อ.สุรศักดิ์ ศรีอรุณ ฯลฯ

ถ้าจะแยกแต่ละชื่อออกมาวิเคราะห์
คงจะเขียนสายสัมพันธ์และพฤติกรรมทางการเมืองได้เป็นเล่มๆ
โดยเฉพาะในช่วงจ้องทำลายระบอบประชาธิปไตยของประชาชน
ภายใต้คำว่าการต่อต้านอดีตนายกรัฐมนตรี ดร.ทักษิณ ชินวัตร
และขบวนประชาธิปไตยที่พัฒนาขึ้นหลังจากนั้น

แต่ในภาพรวมก็พอเห็นได้ว่าอะไรเป็นอะไร
ขบวนการฝั่งตรงข้ามกับระบอบประชาธิปไตย
เขายังเกาะกลุ่มกันเหนียวแน่นไม่เปลี่ยนแปลง
ทั้งตัวแทนนายพลเกษียณอายุ
นักกฎหมายเอกชนที่ผูกตัวเองเข้ากับอำนาจรัฐของระบอบโบราณ
สื่อมวลชนที่เป็นตัวแทนของสัมปทานสื่อผูกขาด
ข้าราชการและนักวิชาการเกษียณที่คอยบอกสังคมว่า
ระบอบประชาธิปไตยไม่ดีอย่างไร ฯลฯ

วันดีคืนดีหรือวันร้ายคืนร้าย พอปั่นสถานการณ์เข้าทางตัวเองเต็มที่
วุฒิสภาสายพันธุ์นี้แหละ
ที่จะเชิดชูนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งขึ้นมาแทนนายกรัฐมนตรีเลือกตั้ง
โดยมีจุดประสงค์เพื่อค้ำยันระบอบวิปริต
ที่ใกล้จะล่มสลายลงด้วยความชั่วร้ายของตัวเอง
วิธีการก็สารพัด ใช้มาตรา ๗ บ้าง
แก้รัฐธรรมนูญให้ผู้ที่มาจากการเลือกตั้งรวมเสียงกันไม่ติดบ้าง
(โดยเฉพาะให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรออกเสียง
เลือกตัวนายกรัฐมนตรีได้โดยไม่ต้องฟังมติพรรคของตน) เป็นอาทิ

จึงขอให้นัก “ปรองดอง” ทั้งหลายลองมองโลกตามความเป็นจริง
อย่ามองตามฝันที่สลายมาแล้วไม่รู้จักกี่หนกี่ครั้งในรอบ ๕ ปี
บางทีจะเห็นเองว่าระบอบเผด็จการศักดินา
-อำมายาธิปไตยผู้เป็นฝ่ายตรงข้ามกับประชาชน
เขามิได้แสดงท่าทีที่ดีขึ้นกับฝ่ายประชาชนเลย
ตรงกันข้าม
เขากำลังเตรียมยึดอำนาจจากประชาชนอย่างเบ็ดเสร็จด้วยซ้ำไป
เมื่อได้คืบแล้วเขาคงจะเอาศอก
และการสังหารผลาญชีวิตอย่าง ๑๐ เมษายน ๒๕๕๓
และ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ก็คงจะเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อมีจังหวะ

วุฒิสภาย้อนยุคจึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของปิศาจแห่งระบอบเก่าเท่านั้น.


http://democracy100percent.blogspot.com/2011/04/blog-post_17.html

จดหมายเปิดผนึกถึง 'นิธิ' กรณีให้สัมภาษณ์ประชาชาติฯ (แนบพร้อมบทสัมภาษณ์ 'นิธิ' วิพากษ์เสื้อแดง)

ที่มา ประชาไท

กฤดิกร วงศ์สว่างพานิช

ชื่อบทความเดิม: จดหมายเปิดผนึกถึงนิธิ กรณีให้สัมภาษณ์กับประชาชาติฯ : นิธิยิ่งแก่ ยิ่งเลอะเลือน?

เมื่อวานนี้ [17 เมษายน 2554] ผมได้มีโอกาสอ่านบทสัมภาษณ์ของ “ศาสตราจารย์ ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์” ที่นำเสนอไว้ในประชาชาติธุรกิจ และพบว่าตัวผมเองนั้น มีปัญหาอย่างมาก กับบทสัมภาษณ์ดังกล่าวของนิธิ อันเป็นที่มาของจดหมายฉบับนี้

ในส่วนต้นของบทสัมภาษณ์นั้น ผู้สัมภาษณ์ได้ถามถึงบทบาท และเป้าหมายของการเคลื่อนไหวของเสื้อแดง ที่นิธิได้ตอบไปว่า;

“เท่าที่ผมติดตามคนกลุ่มนี้มา สิ่งที่น่าเสียดาย คือคุณ (เสื้อแดง) ไม่สนใจประเด็นอื่นเลย นอกจากการเมือง”

นอกจากนี้นิธิยังได้ชี้ต่อไปถึงว่าเสื้อแดงควรจะเพิ่มเป้าหมายเข้าไปคือ “การปฏิรูปโครงสร้าง”!!!

ณ จุดนี้เอง ผมก็อยากใคร่ถามคุณนิธิหน่อยว่า “ปฏิรูปโครงสร้างมันคือยังไง?” และ “เสื้อแดงไม่ได้ปฏิรูปโครงสร้างอย่างไร?” แน่นอน ผมไม่คิดว่า “เป้าหมาย” ของเสื้อแดงจะเหมือนกันหมด (มันมีความหลากหลายที่สูงมากภายในขบวนการเคลื่อนไหวนี้) และผมก็คิดด้วยเช่นกันว่าข้อเสนอ และเป้าหมายของเสื้อแดงนั้นสามารถผลักดันไปให้ไกลกว่าที่เป็นอยู่นี้ได้ แต่นั่นมันคนละเรื่องกันกับที่นิธิได้พูดไว้ครับ

ผมคิดว่านิธิเองก็ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่า “กลุ่มคนที่มีมวลชนขนาดใหญ่ที่สุด ที่กำลังเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลง หรือปฏิรูปโครงสร้าง ทั้งโครงสร้างอำนาจทางการเมือง และสังคมนั้นเป็นคนเสื้อแดง” (หรืออย่างน้อยที่สุดก็ได้ “สมาทานตนเองเป็นส่วนหนึ่งของคนเสื้อแดง”) การเคลื่อนไหวของคนกลุ่มนี้ ในหลายบริบทนั้น อาจจะเป็นดังที่ผมได้กล่าวไปคือ ยังอาจจะสามารถผลักดันให้ไปไกลกว่าที่เป็นอยู่ได้ แต่อย่างน้อยที่สุดเท่าที่พวกเขาได้ทำอยู่นี้ ก็มากกว่าที่ผม ตัวนิธิเอง หรือนักวิชาการแทบทั้งประเทศไทย “กล้าที่จะทำ” แล้ว ผมจึงคิดว่าเป็นเรื่องที่สกปรกมากที่นิธิจะ “กล้าพูด” เช่นนี้ออกมา

ไม่เพียงเท่านั้น ผมอยากให้ลองกลับไปพิจารณาดูถึงข้อเท็จจริงของการเรียกร้องสักหน่อยว่ามัน “ไม่ปฏิรูปโครงสร้าง” อย่างไร?

ผมคิดว่าเป็นที่เข้าใจกันดีว่าในการปกครองของสมัยใหม่ ที่มีระบอบประชาธิปไตยเป็นศูนย์กลางทางความคิดนั้น มีความสัมพันธ์ทางอำนาจในลักษณะ

"ราษฎร์บันดาลรัฐ รัฐประทานราช"

ซึ่งตรงกันข้ามกับความสัมพันธ์ทางอำนาจในยุคก่อนประชาธิปไตยโดยสิ้นเชิง ที่มีลักษณะ

"ราชบันดาลรัฐ รัฐประทานราษฎร์"

อันยังผลให้ประชาชน (ราษฎร์) กลายเป็น "วัตถุตามปราถนา (Object of Desire)" โดยสัมบูรณ์ของรัฐ และราช ซึ่งปัญหาสำคัญของการเมืองไทยนั้นก็ไม่พ้นที่จะอธิบายว่า มันคือรัฐที่มีโครงสร้างอำนาจแบบ "ก่อนประชาธิปไตย" แทบจะโดยสมบูรณ์ แต่พยายามจะสวมทับร่างกาย (โครงสร้าง) นั้นเข้าไปด้วยเสื้อผ้าที่เรียกว่าประชาธิปไตย กระนั้น แม้การสวมเสื้อผ้าอาจจะกระทำได้สำเร็จ จากภายนอกมองกราดกลับมา แล้วก็แลดูคล้ายกับคนทั่วๆ ไปในสังคมโลก ที่สวมเสื้อผ้าแบบนี้ แต่ร่างกายเนื้อใน อันเป็นตัวตนที่แท้จริงนั้นแหละ คือแก่นแท้ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย ไม่ว่าเสื้อผ้าที่สวมใส่จะใหม่เพียงใดก็ตามที ซึ่งกฏหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ คงจะไม่เกินเลยนัก หากจะกล่าวว่าเป็นหลักฐานชั้นเยี่ยมในการสนับสนุนประเด็นนี้

แล้วข้อเรียกร้องของเสื้อแดงที่พยายามจะทำใหโครงสร้างอำนาจมันพลิกกลับข้าง ไปเป็นโครงสร้างอำนาจแบบการปกครองประชาธิปไตยตามสมัยใหม่นั้น “มันมีตรงไหนครับ ที่ไม่ใช่การปฏิรูปโครงสร้าง?” ผมมองอย่างไร ก็เห็นอย่างชัดเจนว่า “นี่แหละคือโคตรแห่งการปฏิรูปโครงสร้าง” เลยครับ

ไม่เพียงแต่โครงสร้างอำนาจทางการเมือง แต่ในแง่ของโครงสร้างอำนาจทางสังคมนั้น หากไม่ได้แกล้งตามืดบอด (หรืออาจจะตามืดบอดจริงๆ) ก็คงจะทราบได้ครับว่า การปฏิรูปอำนาจ และสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น “เกี่ยวข้องอย่างถึงที่สุดกับโครงสร้างอำนาจในทางสังคม” โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสังคมที่นอกจากจะมีกฏหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ (ม.112 ป.อาญา) ที่ใช้กันอย่างเอกเกริกแล้ว ยังรวมไปถึงการบ่มเพาะจากการศึกษาภาคบังคับ, ข่าวในพระราชสำนัก, รายการโทรทัศน์มากมาย, ฯลฯ ฯลฯ ชนิดที่เรียกได้ว่า กล่อมเกลาสังคมตลอด 24 ชั่วโมงไม่มีหยุดหย่อน (และหาก 1 วันมี 30 ชั่วโมง ก็คงจะกล่อมทั้ง 30 ชั่วโมง)

การส่งอิทธิพล และอำนาจลงมาสู่สังคมนั้นมันไม่ได้จบเพียงแค่การศึกษา หรือข่าวเวลา 2 ทุ่มเท่านั้นด้วย คุณนิธิย่อมทราบดีว่าในสถานการณ์ปัจจุบันนั้น อำนาจทางวัฒนธรรมเหล่านี้ มันได้ชอนไชมาสู่ทุกซอกหลืบของสิ่งที่เราเรียกได้ว่าเป็น “องค์ประกอบของสังคม” แล้ว ตั้งแต่ การดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมแอลกอฮอล์ ที่อำนาจ และสิทธิเหนือร่างกายของเราเองก็โดนอำนาจทางวัฒนธรรมเหล่านี้ตามหลอกหลอน และสกัดกั้นเสมอมา อย่าง “เลิกเหล้าเพื่อพ่อ!” หรือแม้แต่การตัดสินใจจะโกนผมของตนเอง เพื่อออกบวช ก็ยังมิวายโดนกำกับด้วยอิทธิพลแห่งภาษา และวัฒนธรรม อย่าง “อุปสมบทหมู่เฉลิมพระเกียรติ์”

ซึ่งสิ่งเหล่านี้นำไปสู่โครงสร้างทางสังคม ที่คนในสังคมถูกโครงสร้างกำหนดบทบาทให้เป็นดั่งเกสตาโป (ตำรวจลับ) ของนาซี ที่คอยไล่ล่าผู้เห็นต่างกันเอง

นิธิไม่มีทางไม่รับทราบ และไม่เข้าใจประเด็นเหล่านี้ ซึ่งนั่นยิ่งทำให้ผมฉงนกับบทสัมภาษณ์ของคุณที่บอกว่าเสื้อแดงไม่มีข้อเสนอปฏิรูปโครงสร้าง!

จริงๆ แล้ว ตัว “บท (text) สัมภาษณ์ของนิธิในประชาชาติ” นี้เองนี่แหละ ก็เป็น “หลักฐานชั้นเยี่ยม” ของสิ่งที่ผมพล่ามเป็นวรรคเป็นเวรมาจนถึงจุดนี้

หากกลับไปดูที่ตัวบทสัมภาษณ์จะเห็นการร่ายด่านักการเมืองมากมายของนิธิ (ทั้งเพื่อไทย และประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะพรรคหลัง)

คำถามง่ายๆ ก็คือ “ทำไมคุณถึงด่าได้แค่นักการเมืองล่ะครับนิธิ?” คุณพูดมากมายถึงคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่ากว่าจะก้าวมาถึงจุดนี้ได้ นั้น (น่าจะ) ต้องแลกมาด้วยสิ่งต่างๆ มากมาย แน่นอนครับ ผมเชื่อเช่นกันว่าเป็นเช่นนั้น แต่ในทำนองเดียวกันกับคำถามเมื่อครู่คือ ทำไมตัวคุณถึงพูดได้แค่ “ตำแหน่งของคุณอภิสิทธิ์” ล่ะครับ? แล้วการได้มาซึ่งสถานะ และอำนาจที่เกินกว่าขอบเขตของรัฐธรรมนูญของสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างที่เป็นอยู่ในประเทศไทยตอนนี้ มั่นคง แน่นิ่ง และสงัดเงียบอย่างที่เป็นอยู่นี้ ทำไมคุณพูดไม่ได้? ของแลกเปลี่ยนทั้งที่เรารู้ อย่าง 6 ตุลา 2519, พฤษภาทมิฬ, 19 กันยา 2549, หรือใกล้ๆ นี้ อย่างเหตุการณ์วันที่ 10 เมษา 2553, ฯลฯ และอีกมากมายเกินกว่าที่เราจะรู้ และจินตนาการได้ เพื่อสร้างสถานะทางอำนาจที่มั่นคงดั่งกล่าวนั้น ย่อมเป็นข้อแลกเปลี่ยน ที่หนักหนา และมากมายกว่ากรณีอภิสิทธิ์เหลือจะนับได้นั้น ทำไมคุณไม่มีปัญญาจะพูดล่ะครับ?

นั่นไม่ใช่เพราะโครงสร้างอำนาจทางการเมือง สังคม และวัฒนธรรม อย่างที่ประเทศไทยเป็นอยู่ตอนนี้มัน “กำกับ และบังคับ” ตัวคุณเอาไว้หรอกหรือ? และการที่เสื้อแดงพยายามจะเข้าไปพยายามเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเหล่านี้ (แม้จะยังต้องแก้ไข ปรับปรุงบ้าง) มากขนาดที่ตัวคุณเอง (และผมเอง) ไม่แม้แต่จะมีความกล้าที่เริ่มคิดจะทำนั้น คุณยังกล้าออกมาพูดได้อีกหรือครับว่า พวกเค้าไม่คิดปฏิรูปโครงสร้าง? หากขนาดพวกเขาไม่เรียกว่าคิดถึงเรื่องนี้ แล้วอย่างคุณเนี่ยผมควรจะต้องเรียกว่าอะไรดี?

สิ่งสุดท้ายที่ผมอยากจะพูดในจดหมายเปิดผนึกนี้ก็คือ เรื่องที่คุณพยายามพูดอ้างว่า การทำงานกับ “คณะกรรมการชุดนี้ (ที่) เกิดขึ้นโดยนายอภิสิทธิ์ เพื่อกลบเกลื่อนกรณีฆ่าคนตายของตัวเอง ซึ่งผมมองว่า เขาทำถูกเลย แต่คำถามคือเมื่อคุณเข้าไปอยู่ในคณะกรรมการชุดนี้ทำไมต้องไปเป็นเครื่องมือให้รัฐบาลด้วย”

การกล่าวอ้างแบบนี้ ถึงกับมาจากคนอย่างคุณเชียวหรือครับ? ผมไม่เชื่อว่าคนอย่างนิธิ เอียวศรีวงศ์จะไม่เข้าใจว่า ต่อให้คุณอยู่ในคณะกรรมการชุดดังกล่าว แล้ว “พยายามขัด, แย้ง, ออกมาด่า, วิพากษ์รัฐบาลอภิสิทธิ์, ฯลฯ” จนเอ็นคอคุณแตก คุณก็ยังคงเป็นเครื่องมือของรัฐบาลอยู่ดีครับ แค่การมีชื่อของคุณอยู่ในโผรายชื่อคณะกรรมการว่า “อ๊ะ นี่ไงมีนิธิอยู่ด้วย เห็นป่าวผมตั้งคณะกรรมการอย่างเป็นกลางและเป็นธรรมนะ ฮุฮุฮุ” มันก็เพียงพอแล้วที่ตัวคุณเองจะเป็นเครื่องมือ เป็นข้ออ้างทางการเมืองในการสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลประชาธิปัตย์ ที่ยังคงอยู่ในอำนาจอย่างไร้ซึ่งความรับผิดชอบทางการเมือง (ไม่ว่าจะวัดด้วยมาตราฐานใดๆ) นี้ (และนี่ยังไม่ได้พูดไปถึง “ผู้ซึ่งอยู่เบื้องหลังรัฐบาลประชาธิปัตย์” ด้วย) ไม่เพียงเท่านั้น ยิ่งคุณออกมาด่า, มาวิพากษ์, แย้ง, ฯลฯ การทำงานของคณะกรรมการชุดนี้เพียงใด แต่ตัวคุณเองยังเป็นส่วนหนึ่งในคณะกรรมการดังกล่าวอยู่ คุณก็ไม่มีทางก้าวพ้น และอ้างได้ว่าตนไม่ได้เป็นเครื่องมือของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เพราะตัวคุณนั้นคือ เครื่องรางสร้างความชอบธรรมชั้นเลิศให้กับรัฐบาลอภิสิทธิ์ และคณะกรรมการปฏิรูปฯ ครับ หากคุณยังอยู่ในนั้น หน้าที่คุณในฐานะเครื่องอ้าง และต่อรองทางการเมืองย่อมไม่มีทางหมดไป หรือลบล้างในทางใดๆ ได้ และยิ่งหากพิจารณาถึงสิ่งที่อยู่เบื้องหลังรัฐบาลอภิสิทธิ์ และคณะกรรมการชุดนี้ กับการตกเป็นเครื่องมือของคุณเอง มันออกจะน่าหัวร่อกับการพ่นออกมาของคุณถึงคำว่า “ปฏิรูปโครงสร้าง” ในเมื่อตำแหน่งแห่งที่ของบทบาทของคุณเองในขณะนี้กำลังช่วยรักษาให้ “โครงสร้าง” นั้นคงอยู่อย่างสถิตย์สถาพรต่อไปได้

หรือจะจริงอย่างที่ผมเห็นบางท่านใน facebook เขียนในสเตตัสว่า “นิธิยิ่งแก่ยิ่งเลอะเลือน”?



เป็นเวลานานกว่า 8 เดือน ที่ "อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์" เดินเข้า-ออกบ้านพิษณุโลก

ในฐานะ 1 ใน 20 อรหันต์กรรมการปฏิรูปประเทศไทย

ต้นทุน-องค์ความรู้ และวัตรปฏิบัติ ของ "นักเรียนประวัติศาสตร์" และนักวิจัย ที่ใช้สังคมไทยเป็น "ห้องปฏิบัติการ" ถูกนำมาผลิตเป็นข้อเสนอ แนวทางแก้ปัญหาประเทศเชิงโครงสร้าง

"ประชาชาติธุรกิจ" สนทนาต่อยอดข้อเสนอ เพื่อการปฏิรูป ไปสู่แคมเปญการหาเสียงเลือกตั้ง และย้อนมองปฏิกิริยา-ตัวละครการเมือง ทั้งฝ่ายเสื้อแดง-ทักษิณ-อภิสิทธิ์ และชวน หลีกภัย

หลักปฏิรูปที่อาจารย์เสนอ เหมือนหรือคล้ายกับข้อเสนอเสื้อแดงอย่างไร

เท่าที่ผมติดตามคนกลุ่มนี้มา สิ่งที่น่าเสียดาย คือคุณ (เสื้อแดง) ไม่สนใจประเด็นอื่นเลย นอกจากการเมือง ซึ่งผมไม่ได้บอกว่าประเด็นทางการเมืองไม่สำคัญ แต่มันไม่พอ

เสื้อแดงยังไม่เข้ามาร่วมกับพีมูฟเลย ถ้าคุณต้องการพันธมิตร คุณต้องเข้ามาร่วมคนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมอื่น ๆ เช่น คนงานที่ถูกปลดออกจากงานและไม่ได้รับการชดเชยค่าจ้าง ซึ่งจะทำให้คนเสื้อแดงมีพลังมากกว่านี้ 10 เท่า ถ้าคุณมาสนใจเรื่องพวกนี้บ้าง ไม่ใช่มุ่งแต่เรื่องของการเมืองเพียงอย่างเดียว

ที่ผ่านมา ธงของเสื้อแดงมีอยู่อย่างเดียว คือธงทางการเมือง

ใช่...ซึ่งผมก็เสียดายแทนเขาเหมือนกัน แล้วถ้าวันหนึ่งเกิดพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลขึ้นมา มันจะต่างอะไรกับพรรคประชาธิปัตย์ ผมก็ไม่รู้ว่ามันจะต่างกันอย่างไร

ถ้าเขาไม่เคยเคลื่อนไหวเรื่องโครงสร้างประเทศ ทำให้เป้าหมายเขาแคบลง

ที่ผมว่าเล็กลง เพราะแกนนำบอกว่าจะเข้าไปสมัคร ส.ส.ในนามพรรคเพื่อไทย ซึ่งมันทำให้เป้าหมายทางการเมืองชัดเจน แต่มันทำให้อะไรหลาย ๆ อย่างที่มีดีในกลุ่มเสื้อแดง เช่น ช่วงที่แกนนำติดคุก มันทำให้กลุ่มเสื้อแดงเคลื่อนไหวกันเอง ซึ่งทำให้เสื้อแดงไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่กลายเป็นมีประเด็นอื่น ๆ เพิ่มขึ้น

แต่มันก็ยังไม่พอ เพราะเสื้อแดงยังไม่เชื่อมโยงมันเข้าด้วยกัน แต่ก็มีด้านดี เพราะมันทำให้การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงไม่กลายเป็นเพียงการเคลื่อนไหวเพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

ผมคิดว่าการเคลื่อนไหวภาคประชาชนช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา มันมีลักษณะของแกนนอนมากกว่าแกนตั้ง

แนวทางเสื้อแดงมีหลายสาย บางสายชูเพื่อไทยเป็นรัฐบาล

ผมกลับมองว่า หากแกนนำเสื้อแดงออกมาห้ามไม่ให้ต่อต้านพรรคเพื่อไทยเมื่อเป็นรัฐบาล ผมคิดว่า แบบนี้ยิ่งจะทำให้สมาชิกพรรคเสื้อแดงลดลง และผมกลับคิดว่า คนอย่างณัฐวุฒิ ใสเกื้อ (แกนนำ นปช.) ไม่ได้โง่ขนาดนั้น เพราะขืนทำแบบนั้น ยิ่งจะทำให้เขาเสียฐานเสียงของเขาที่เคยมี ผมจึงคิดว่า เขาไม่มีวันทำแบบนั้นเด็ดขาด

เขาก็จะปล่อยให้มีการเคลื่อนไหวในนามเสื้อแดง แต่อาจจะเป็นศัตรูของพรรคเพื่อไทยก็ได้ ยิ่งวันไหนที่เสื้อแดงตัดขาดจากทักษิณเด็ดขาด ผมรู้สึกว่า จะทำให้เสื้อแดงมีพลังมากขึ้น เพราะจะมีคนเข้ามาสนับสนุนอีกมาก แต่ตอนนี้ยังกลัวว่าจะเป็นการเข้าไปต่อท่อกับทักษิณ คุณทักษิณเขาก็รู้ว่าคนเสื้อแดงนั้นควบคุมไม่ได้

การที่เขาเคลื่อนไหวที่ราชประสงค์ได้โดยไม่ใช้เงินของคุณทักษิณ นั่นแปลว่าเขาถูกข้ามไปแล้ว

มีแนวโน้มที่คุณทักษิณจะมาควบคุมคนเสื้อแดงให้หนุนพรรคเพื่อไทย

คือพรรคเพื่อไทยยังอยู่ในมือของคุณทักษิณ แต่ผมไม่แน่ใจว่าเสื้อแดงจะอยู่ในมือเขา เพราะครั้งสุดท้ายที่เขาเคยพูดว่าเขาก็รับรู้ว่าเขาก็เป็นผู้สนับสนุนคนหนึ่ง คือเขาก็ไม่ได้พูดแบบเดิมที่เขาเคยพูด ซึ่งแปลว่าเขาก็รู้ตัวว่าเสื้อแดงก็ไม่ใช่พันธมิตรที่อยู่ภายใต้การนำของเขา

แปลว่าต่อไปนี้คุณทักษิณก็อาจไม่ใช่ผู้ถือหุ้นใหญ่ของกระดานหุ้นแดง

เป็นพาร์ตเนอร์ไง ไม่ใช่ผู้นำอีกแล้ว ซึ่งก็เป็นสัญญาณที่พรรคเพื่อไทยส่งถึงคุณทักษิณ

ความก้าวหน้าเชิงนโยบายของพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ ใกล้เคียงหรือห่างชั้นกันอย่างไร

ไม่ห่างเลยครับ คือพรรคเพื่อไทยยังยึดติดกับนโยบายประชานิยมแบบทักษิณอยู่มาก แต่แทนที่จะพูดว่าเป็นประชานิยม ถ้าเอามาพูดใหม่ มันก็คือสวัสดิการ และเป็นสวัสดิการในทรรศนะของผมที่เจาะเข้าไปในปัญหาของสังคมจริง ๆ มากกว่า

การให้กองทุนหมู่บ้าน หมู่บ้านละ 1 ล้าน มันเป็นการ attack-ลงมือสิ่งสำคัญ 2 อย่าง คือภาคการเกษตรไม่มีรายได้เข้าถึงทุน ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าคุณทักษิณคิดอะไรอยู่ แต่เขาตอบปัญหาได้ตรงใจคนไทยในตอนนั้นมากที่สุด

ข้อ 2 คือคุณทักษิณไม่ยอมให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านเข้ามาเป็นกรรมการกองทุน ซึ่งเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ไม่กล้าทำ คุณทักษิณเขาไม่ได้คิดว่ารักษาหัวคะแนนเก่า แต่ต้องการสร้างหัวคะแนนใหม่เป็นของตัวเอง เขาได้ตอบโจทย์ของสังคมพอดี

นโยบายประชาธิปัตย์ขึ้นค่าแรง 25% เป็นความพยายามตอบโจทย์ของสังคมได้หรือไม่

จะว่าตอบก็ได้ ในแง่ความเป็นจริงที่ว่า ไม่ช้าก็เร็ว คุณต้องให้ค่าแรงเพิ่มขึ้น แต่คุณกำลังพูดเรื่องการเพิ่มค่าจ้างแรงงาน โดยไม่เพิ่มศักยภาพการผลิตของแรงงานไทย ซึ่งมันทำไม่ได้ เพราะทั้งสองข้อนี้มันต้องไปพร้อม ๆ กัน แต่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ทำให้เป็นเรื่องเดียวกัน

ผมมองว่ามันเป็นด้านเดียวของเหรียญ คุณต้องเพิ่มความสามารถคนงานด้วย เช่น ทำให้มีผลผลิตมากกว่าเดิม 4 เท่า แล้วเอา 4 ไปคูณกับค่าแรง แบบนี้มันถึงจะเพิ่มได้ การที่คุณพูดแค่ด้านเดียวแบบนี้ มันทำไม่ได้ เหมือนคุณกำลังหาเสียงไปวัน ๆ

ทำไมประชาธิปัตย์ไม่เคยคิดแก้เรื่องโครงสร้าง

เท่าที่ผมจำได้ พรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยทำอะไรที่เป็นเรื่องโครงสร้าง

นโยบายภาษีมรดก ภาษีที่ดินก็ไม่เคยทะลุปัญหาเชิงโครงสร้าง

ใช่...มันไม่เคยทะลุไปไหนเลย อย่างเรื่องภาษีที่ดิน เขาพูดประหนึ่งว่า เป็นการทำให้รายได้รัฐเพิ่มขึ้น ไม่พูดเรื่องความเป็นธรรม หรือประโยชน์ในระยะยาวที่คนจะได้รับการเข้าถึง ปัจจัยการผลิตที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเขาไม่เคยพูดเลย

ทำไมพรรคการเมืองอายุ 65 ปี ถึงแทงทะลุโครงสร้างนี้ไม่ได้

พรรคการเมืองส่วนใหญ่ไม่มีใครทะลุเรื่องโครงสร้างได้ รวมทั้งคุณทักษิณด้วย ผมก็ไม่เห็นคุณทักษิณพูดเรื่องโครงสร้าง แต่ผมเดาเอาว่า เขาอ่านออกว่าคนไทยในเวลานั้นต้องการอะไร ซึ่งผมเห็นด้วยกับนโยบายของเขา แต่ว่าเขาเป็นคนหยาบ ทำให้นโยบายดี ๆ หลายตัวไม่มีการติดตามผล

ข้อเสนอกรรมการปฏิรูปจะแทรกเข้าไปในนโยบายของพรรคการเมืองอย่างไร

เราไม่คิดจะเอาข้อเสนอของเราไปแทรกในนโยบายของพรรคการเมือง แต่เราหวังที่จะให้ข้อเสนอของเราเข้าไปอยู่ในความเห็นของสังคม ซึ่งมีความสำคัญมากกว่า คือถ้าสังคมเห็นด้วยกับคณะกรรมการปฏิรูป มันก็จะเกิดแรงกดดันขึ้นมา อย่างเช่นเรื่องการปฏิรูปที่ดิน ถ้าสังคมเห็นด้วยกับเราที่บอกว่าจะทำให้สถานการณ์ที่ดินในสังคมไทยเป็นแบบนี้ไม่ได้ ก็จะเกิดการกดดันพรรคการเมืองโดยอัตโนมัติว่า "คุณจะต้องปฏิรูปที่ดิน ถ้าไม่ทำ เราไม่เลือกคุณ"

ถ้าใช้นโยบายที่เป็นโครงสร้างการปฏิรูป ทำให้พรรคการเมืองหาเสียงยากหรือเปล่า

ผมไม่เชื่อเรื่องนี้ ผมคิดว่านักการเมืองไทยไม่มีกึ๋น คือคุณสามารถทำให้ประชาชนเชื่อในสิ่งที่อาจจะขัดต่อผลประโยชน์ของเขาเอง ซึ่งสิ่งนี้ คุณชวน (หลีกภัย) ก็ไม่เคยทำ วันหนึ่งอาจจะมีความจำเป็นเด็ดขาดว่าเราไม่ควรมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ซึ่งมันจะขัดต่อผลประโยชน์ของใครต่อใครไปหมด แต่นักการเมืองที่เก่ง คือทำให้คนรู้ถึงประโยชน์ที่คุณจะได้

คุณต้องไม่ลืมว่า เราเคยมีนักการเมืองที่เก่ง ๆ อย่างเชอร์ชิลล์ ในช่วงที่ทำสงครามโลกครั้งที่ 2 ฮิตเลอร์พร้อมจะทำสัญญาสงบศึกกับอังกฤษเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะฮิตเลอร์ไม่ต้องการรบกับอังกฤษ เพื่อจะได้นำกองกำลังไปรบกับรัสเซียฝ่ายเดียว แต่อังกฤษภายใต้การนำของเชอร์ชิลล์ สามารถทำให้คนอังกฤษเชื่อว่าจะต้องรบกับฮิตเลอร์ ไม่ว่าจะลำบากแค่ไหน ก็ต้องรบให้ได้ ซึ่งนี่เป็นความสามารถทางการเมือง ที่ทำอย่างไรให้คนยอมรับความลำบากมากกว่าความสุขสบาย เพื่อเอาชนะสงคราม

มีบางนโยบายขัดกับผลประโยชน์ ของนายทุนพรรคหรือเปล่าประชาธิปัตย์จึงไม่ทำ

คือผมคิดว่า ถ้าคุณอภิสิทธิ์พูด...คนที่จะเล่นงานเขามากที่สุด คือคนในพรรคประชาธิปัตย์ เพราะกลัวจะเสียคะแนน ถึงผมจะไม่รู้จักใครในพรรคประชาธิปัตย์จริง ๆ จัง ๆ แต่ผม รู้สึกว่า พวกประชาธิปัตย์คิดแค่ว่า แค่เป็นประชาธิปัตย์ บ้านเมืองก็ดีแล้ว (หัวเราะ) ก็อย่างที่บอก การที่คุณอภิสิทธิ์ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคโดยไม่แลกอะไรเลย แค่คุณชวนอุ้มขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค มันเป็นไปไม่ได้

คุณอภิสิทธิ์ก็ต้องแลกอะไรบางอย่างกับคุณชวนเหมือนกัน และไม่ใช่แค่คุณชวนคนเดียว ยังมีบริวารของคุณชวนอีก ที่คุณอภิสิทธิ์ต้องแลก

มีความเป็นไปได้ไหมที่จะผลักดันแนวทางปฏิรูปผ่านนักการเมืองที่ไม่สังกัดพรรคการเมืองใหญ่

คือถ้าคุณเข้าไปหาสมาชิกพรรคที่เป็นคนดี แต่บังเอิญว่าเขายังเป็นคนตัวเล็ก ๆ อยู่ ถึงวันหนึ่ง เขาจะขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคได้ แต่การที่เขาจะขึ้นมาถึงจุด ๆ นั้นได้ มันต้องแลก ไม่มีใคร หรือมนุษย์คนไหนที่ขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งโดยไม่แลกอะไรเลย

คนที่ขึ้นมาโดยไม่แลกอะไรเลยมันอยู่ในหนังสือการ์ตูน เรื่องจริง คือ มันต้องมีการแลกเปลี่ยน ถ้ากลุ่มคุณสกปรก คุณก็สกปรกไปด้วย ในสังคมที่สกปรก คุณจะบอกว่ามีคนดีแสนดี มันเป็นเรื่องหลอกเด็ก

แปลว่าเราไม่สามารถสร้างสังคมที่ดีขึ้นมาได้

มีสิ จากการปฏิรูปไง โดยมีสังคมเป็นตัวผลักดัน คนที่เป็นพระเอก คือประชาชน คือสังคม ไม่ใช่นักการเมือง

ยังมีความหวังกับสังคมที่ปราศจากขั้วหรือไม่

ไม่มีทาง คืออย่างนี้ การมีความแตกแยก มีความแตกต่าง ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่มันต้องแตกต่างกันได้ในหลาย ๆ เรื่อง การที่เราแตกต่างกันอยู่เรื่องเดียว มันมีปัญหามาก ๆ ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็เรื่องที่ว่า ใช่คุณทักษิณ หรือไม่ใช่คุณทักษิณ พอมาตอนนี้ก็กลายเป็นว่า คุณแดง หรือคุณไม่แดง แทนที่คุณจะมาแตกต่างว่า คุณไม่ชอบประชาธิปัตย์ แต่คุณก็เห็นด้วยกับพรรคในเรื่องนั้นเรื่องนี้ คือเราต้องมีหลายมิติ แต่ตอนนี้เรามีแค่มิติเดียว

อาจารย์เอาต้นทุนของตัวเองมาทิ้งในคณะกรรมการชุดนี้มากเกินไปหรือไม่

ก็ทิ้งหมดเลย...เพราะคณะกรรมการชุดนี้เกิดขึ้นโดยนายอภิสิทธิ์ เพื่อกลบเกลื่อน กรณีฆ่าคนตายของตัวเอง ซึ่งผมมองว่า เขาทำถูกเลย แต่คำถาม คือเมื่อคุณเข้าไปอยู่ในคณะกรรมการชุดนี้ ทำไมต้องไปเป็นเครื่องมือให้รัฐบาลด้วย

หากมีรัฐบาลใหม่ อาจารย์คิดจะกลับมาทำหรือไม่

ผมว่ามี 3 เงื่อนไข 1) คือถ้ากรรมการชุดนี้จะกลับมาอีก เขาก็ต้องตั้งคุณอานันท์เป็นประธานอีก 2) คือคุณอานันท์ก็พร้อมที่จะเอาชุดกรรมการเดิมกลับมาอีก 3) คือผมจะต้องประเมินตัวเองก่อนว่า ผมจะมีน้ำยาพอที่จะขับเคลื่อนคณะกรรมการให้ทำงานตามที่ผมวางไว้หรือเปล่า แต่ถ้าคณะกรรมการชุดนี้กลับมาแล้วยังทำงานในรายละเอียดแบบเดิม ผมก็ว่าเป็นการเสียเวลาผม และก็คงเป็นการเสียเวลาพวกเขาด้วย เพราะผมอาจจะต้องคอยค้านเขา ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ ผมคงไม่กลับ


ที่มา:

ประชาชาติธุรกิจ

บทต่อไปของ ‘คนเสื้อแดง’: ชายผู้หนีหมายจับ “เสื้อแดงกำลังปฏิรูปโครงสร้าง”

ที่มา ประชาไท

ซีรีย์สัมภาษณ์ สำรวจสภาพและแนวคิดคนเสื้อแดงต่อสังคมการเมืองไทย ตอนที่ 1 เป็นเรื่องชายผู้หลบหนีหมายจับชุมนุมเกิน 5 คน เขาเคยเป็นอดีตชาวบ้านในสมัชชาคนจน และกระทั่งกระโดดเข้าร่วมเสื้อแดงเพราะเห็นว่าเป็นการปฏิรูปโครงสร้างสังคม เพิ่มอำนาจประชาชน แก้ปัญหาที่ต้นตอ

การชุมนุมประท้วงของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดงในห้วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2553 เป็นหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ต้องบันทึกไว้ ทั้งในแง่จำนวน ความยาวนาน และ ‘การสูญเสีย’ จนกระทั่งพวกเขาที่ยังเหลือพากันแตกสานซ่านเซ็น หอบหิ้วสัมภาระกลับบ้านอย่างทุลักทุเลในวันที่ 20 พฤษภาคมปีที่แล้ว ผ่านมาแล้ว 1 ปี พวกเขาอยู่ที่ไหน ทำอะไร ยังสู้อยู่หรือไม่ และอย่างไร

ต่อไปนี้เป็นเรื่องราวของคนเล็กๆ ที่มีสีสันหลากหลาย เป็นบทสัมภาษณ์ที่มีจุดประสงค์เพื่อรวบรวมเป็นหนังสือขององค์กรแห่งหนึ่ง แต่ไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ได้ด้วยเหตุผลบางประการ “ประชาไท” จึงขอทยอยนำเสนอในโอกาสครบรอบ 1 ปี ของการชุมนุมเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 53

เลื่อน ศรีสุโพธิ์ วัย 46 ปี ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย เขาเข้าร่วมการต่อสู้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมเรื่องปากท้องกับพี่น้องคนยากคนจนในอีสานมาตั้งแต่โครงการ คจก.ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในที่ได้รับการอนุมัติจากรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย จนมาถึงสมัชชาคนจน เมื่อคนเสื้อแดงประกาศเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยในปี 2553 “เลื่อน”ตัดสินใจเข้าร่วมอย่างไม่ลังเลในฐานะไพร่ซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ทั้งเข้าร่วมการชุมนุมในกรุงเทพฯ และจัดการชุมนุมย่อยๆ ร่วมกับพี่น้องเสื้อแดงในพื้นที่บ้านเกิด จนถูกออกหมายเรียกจนกระทั่งหมายจับด้วยข้อกล่าวหา ชุมนุมหรือมั่วสุมกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป อันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย ในพื้นที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง โดยปิดกั้นทางหลวงและกีดขวางทางจราจร

ในวันที่“เลื่อน”ยังต้องหลบหนีหมายจับ เราได้มีโอกาสพูดคุยกับเขาถึงเรื่องราวต่างๆ “เลื่อน”ถ่ายทอดประสบการณ์ ในการเข้าร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดง “ผมเข้าร่วมชุมนุมกับ นปช.ที่กรุงเทพฯ 3 ครั้ง แต่ไม่เคยอยู่ตอนที่รัฐบาลสลายการชุมนุม แต่ละครั้งจะอยู่ 10 วัน โดยเดินทางโดยรถกระบะ ไปพร้อมกับพี่น้องในหมู่บ้าน พวกเราจัดทำผ้าป่าประชาธิปไตยในพื้นที่ ใช้รถกระจายเสียงประกาศขอรับจากพี่น้อง ใครมีมากให้มาก มีน้อยให้น้อย 5 บาท 10 บาทเราไม่ว่ากัน บางคนก็บริจาคเป็นข้าวสาร ใครมีอะไรก็ให้มา เป็นเรื่องธรรมชาติ เป็นหลักการธรรมดาของ นปช.ใครมีอะไรก็ให้ช่วยเหลือกัน ส่วนตัวเองตั้งแต่ร่วมต่อสู้กับพี่น้อง นปช.อย่างเข้มข้นมาตั้งแต่เดือนมีนาคม ผมขายวัวไป 2 ตัวแล้ว”

เรื่องแรงจูงใจในการเข้าร่วม “เลื่อน”อธิบายว่า “แต่ก่อนเราก็เคลื่อนไหวปัญหาพื้นฐาน ป่าไม้-ที่ดิน แต่เราได้ข้อสรุปว่า ถ้าเราเคลื่อนไหวเฉพาะปัญหาพื้นฐาน มันไม่สามารถแก้ปัญหาได้ พอคนเสื้อแดงเคลื่อนไหวปัญหาในเชิงโครงสร้างเราก็คิดว่า มันน่าจะเป็นทางออกของการแก้ปัญหาในระยะยาว ก็เลยเข้าร่วม ก่อนหน้าการเคลื่อนไหวในปี 53 ผมก็เข้าร่วมกับเครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหาร อยู่ คัดค้านการร่างรัฐธรรมนูญ 50 แต่ก็ยังไม่ได้เข้าร่วมกับคนเสื้อแดง ช่วงนั้นที่เข้าร่วมไม่ใช่เพราะเราเป็นคนเสื้อแดง แต่เคยเคลื่อนไหวปัญหาทางสังคมแล้วเห็นว่าเรื่องนี้มันเป็นทางที่ไม่ถูกต้อง เรื่องรัฐประหาร แล้วก็ยังคิดว่า เราสู้ด้วยพลังบริสุทธิ์ ใช้พลังของมวลชนเข้าสู้ แต่ นปก.เป็นการต่อสู้ของฝ่ายการเมือง แต่พอหลังๆ มานี่ เรามาดูข้อเสนอของ นปช. คิดว่าเป็นข้อเสนอที่มันหลุดพ้นเรื่องการเมืองการเลือกตั้งไปแล้ว มันเป็นข้อเสนอเพื่อเปลี่ยนแปลงจากสังคมเก่าเป็นสังคมใหม่ ผมไม่ได้คัดค้านการเลือกตั้ง การเลือกตั้งมันต้องมีแต่นักเลือกตั้งต้องให้ความสำคัญกับประชาชนให้มากกว่าเดิม แทนที่จะมาขายความคิด แบบกรรมการบริหารพรรคคิดนโยบาย แล้วมาเสนอให้ชาวบ้าน ให้ประชาชนเลือก ต่อไปอาจจะต้องมาระดมความคิดเห็นจากมวลชนพื้นฐานว่าเขาต้องการอะไร แล้วนำไปทำเป็นนโยบาย”

มาถึงตรงนี้เราก็ตั้งคำถามว่าที่ผ่านมามีกระบวนการแบบนี้มั้ย “เลื่อน”ให้ข้อมูลว่า “ประสบการณ์ตรงที่เราได้เจอ วิธีการนี้เป็นวิธีการที่พรรคไทยรักไทยทำมา คือ ช่วงนั้น เราเคลื่อนไหวปัญหาพื้นฐาน คือปัญหาหนี้สิน ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ได้รับมอบหมายจากพรรคให้ลงมาระดมความคิดจากประชาชนในภาคอีสาน มีการจัดเวทีที่โคราช อุบล อุดร ขอนแก่น ระดมความคิดเห็นว่าประชาชนมีปัญหาอะไร ต้องการอะไร จากการระดมแบบนี้ทำให้มีนโยบายเรื่องกองทุนหมู่บ้าน เรื่องพักหนี้เกษตรกร ก็เห็นว่ามีพรรคไทยรักไทยนี่แหละที่มีการระดมจากข้างล่าง เพื่อกำหนดเป็นนโยบาย พอเขาได้รับเลือกตั้ง จะเห็นว่าส่วนใหญ่ก็ทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้ได้”

จากประสบการณ์ที่เคยเคลื่อนไหวปัญหาพื้นฐาน เรื่องป่าไม้-ที่ดิน ทำให้“เลื่อน”เห็นว่าปัญหาความไม่เป็นธรรมหรือสองมาตรฐาน หรือความหมายเดียวกับการเลือกปฏิบัติมีคู่กับสังคมไทยมานานแล้ว “คนที่มีอำนาจวาสนา มีอันจะกินหน่อยทำเหมือนกันกับประชาชนคนธรรมดาเนี่ย ส่วนใหญ่ชาวบ้านจะโดนโทษตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดมาก แต่คนที่อยู่ใกล้ๆ ศูนย์อำนาจก็จะไม่โดน แต่มันเห็นชัดมากช่วงนี้ คนเสื้อแดง คนเสื้อเหลือง เป็นคนเปิดให้เราเห็นความไม่เป็นธรรมในสังคม ทำในลักษณะเดียวกันนี่ กลุ่มหนึ่งผิด อีกกลุ่มไม่ผิด เยอะมาก แม้แต่นโยบายที่มีต่อประชาชนก็ยังเลือกปฏิบัติ อย่างเงินกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลนี้ เขาให้เดือนละ สองพันกับคนที่มีเงินเดือนไม่เกินหมื่นห้า พวกมีเงินเดือน พวกมีรายได้อยู่แล้วก็จะได้รับการช่วยเหลือจากรัฐ แต่คนที่ไม่มีรายได้อะไรเลยในภาคเกษตรก็ไม่ได้รับการดูแลอะไรจากรัฐเลย ถ้าไปเทียบดูกับรัฐบาลพรรคไทยรักไทยอย่างกรณีเรื่อง 30 บาทรักษาทุกโรคนี่ ก็ได้รับการรักษาด้วยกันหมด กองทุนหมู่บ้านอย่างเนี้ย ผมว่ามันค่อนข้างได้ทั่วถึง”

ดังนั้นการเข้าร่วมเคลื่อนไหวกับคนเสื้อแดงเพื่อยุติระบบอำมาตย์ อันเป็นที่มาของสองมาตรฐาน จึงเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นตอในความเห็นของ“เลื่อน” “ตอนนี้ผมมองว่าปัญหาเฉพาะหน้าพับไปก่อน เรามาแก้ไขปัญหาต้นตอในเชิงโครงสร้าง ผมคิดว่าถ้าโครงสร้างมันดี มันก็จะเอื้อต่อการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า พื้นที่ไหนที่ปัญหาเฉพาะหน้ายังรุมเร้าอยู่ พวกในพื้นที่ก็ยันกันไป แต่เราให้น้ำหนักการแก้ไขปัญหาในเชิงโครงสร้างมากขึ้น คือพยายามเชื่อมโยงปัญหาพื้นที่กับปัญหาโครงสร้างด้วย ภารกิจของเราก็ต้องทำให้พี่น้องเห็นว่าต้นตอของปัญหาจริงๆ มันเกิดจากอะไร เกิดจากระบบคิด เกิดจากวัฒนธรรม เกิดจากตัวกฎหมาย ตัวนโยบาย ที่คนกลุ่มน้อยเป็นคนกำหนดขึ้นมาเพื่อกลุ่มของเขาเอง แต่เขาไม่ได้คำนึงถึงคนส่วนใหญ่ซึ่งเป็นพวกเรา ประสบการณ์การเคลื่อนไหวเรื่องที่ดิน เรื่องป่าไม้ 20 ปีที่ผ่านมานี่ พอไปแตะโครงสร้างส่วนบน แตะเรื่องกฎหมายเรื่องอะไรนี่ไม่ได้ เราสู้มาตั้งแต่สมัชชาชาวนาชาวไร่ สมัชชาเกษตรกรรายย่อย มาสมัชชาคนจน จนมาถึงเครือข่ายปฏิรูปที่ดิน ยังไม่มีกลุ่มไหนที่สู้แล้วสามารถยกเลิกกฎหมายอุทยานได้ คือกฎหมายพวกนี้เป็นกฎหมายที่มันยึดอำนาจจากประชาชนไปให้รัฐเป็นคนจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ดิน น้ำ ป่า พี่น้องอยากได้ที่ทำกินโดยถูกต้องตามกฎหมายนี่ไม่ได้ สมัชชาคนจนในช่วงปีทอง ช่วงการชุมนุม 99 วัน เราก็ได้เฉพาะปัญหาที่มันไม่กระทบกับโครงสร้าง ปัญหาแนวเขตอุทยานทับที่ทำกินของชาวบ้านไม่ได้รับการแก้ไขแม้แต่พื้นที่เดียว ทั้งภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคใต้”

แล้วประชาธิปไตยระบบรัฐสภามันจะเปลี่ยนแปลงสังคม เปลี่ยนแปลงโครงสร้างได้อย่างที่ นปช.คิดหรือเปล่า “เลื่อน”ตอบคำถามนี้ว่า “ถ้าดูจากปรากฏการณ์ของคนเสื้อแดง เราเอาข้อมูล เอาเหตุผล เอาความจริงมาเสนอ เราใช้ในแนวทางสันติวิธี แต่ฝ่ายที่กุมอำนาจรัฐอยู่ มันก็ใช้ทุกวิถีทางในการที่จะรักษาอำนาจไว้ ใช้กลไกคุก ศาล ทหาร ตำรวจมาจัดการเรา ณ วันนี้ ผมว่าเขาใช้ครบแล้ว สลายการชุมนุม ก็สั่งทหารมายิงพี่น้องคนเสื้อแดง ยิงเสร็จก็ตามมาด้วยหมายเรียกหมายจับ หมายศาล ซึ่งถ้าเราจะเปลี่ยนแปลงสังคมจริงๆ นี่ ก็ต้องคิดถึงเรื่องระบบการป้องกันตัวเองให้ได้ ไม่ยังงั้นก็จะเกิดการสูญเสียอย่างที่ผ่านมา เราอาจไม่ต้องคิดถึงขั้นสร้างกองกำลังไปสู้กับกองทัพ แต่จะทำอย่างไรให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของคนส่วนใหญ่สามารถที่จะทำความเข้าใจกับกองทัพได้ ถ้าเมื่อไหร่ฝ่ายกุมอำนาจสั่งทหารให้มาเข่นฆ่าประชาชนที่ไม่เห็นด้วย ถ้าทหารไม่ยอมทำตาม พวกนั้นก็หมดทาง พรรคเพื่อไทยตั้งรัฐบาลพรรคเดียวเสียงข้างมาก แต่สุดท้ายก็โดนทหารมาแย่งอำนาจ โดนฝ่ายกุมอำนาจใช้อำนาจเก่าที่พวกเขามีอยู่มายึดอำนาจไป ซึ่งผมคิดว่า นอกจากคิดเรื่องการเมืองที่เป็นเอกภาพแล้วเนี่ย มันต้องคิดเรื่องว่าทำยังไงจะทำความเข้าใจกับฝ่ายกองทัพให้ได้ด้วย ไม่ให้กองทัพเห็นด้วยกับฝ่ายที่ชอบใช้ความรุนแรง”

เขาเห็นว่าการชุมนุมของคนเสื้อแดงในครั้งนี้ กองทัพมีนิมิตหมายที่ดีให้เห็น “ที่ผ่านมา จะเห็นว่าพอเกิดการปฏิวัติรัฐประหารก็จะมีทหารกลุ่มเดียวที่จะทำตามคำสั่งซึ่งคนที่อยู่เหนือกองทัพสั่งมาอีกที สั่งให้สลายการชุมนุม สั่งให้ฆ่าประชาชนที่ไม่เห็นด้วย แต่พอมาถึงช่วงการต่อสู้ของคนเสื้อแดงคราวนี้ มันจะมีทหารอยู่กลุ่มหนึ่งที่ไม่เห็นด้วย ซึ่งผมคิดว่าถ้าต่อไปเราให้น้ำหนักในการทำความเข้าใจกับกองทัพ มันมีความเป็นไปได้ที่กองทัพจะยืนข้างประชาชน สู้กับระบบอำมาตย์ แล้วเปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นประชาธิปไตย”

ในทัศนะของ”เลื่อน”ประชาชนเองก็มีภารกิจที่จะต้องเพิ่มความเข้มข้นให้มากขึ้นในอันที่จะสร้างสังคมประชาธิปไตยอย่างที่คาดหวัง “อันแรกคือ ต้องทำความเข้าใจกับชนชั้นนำ คนชั้นกลาง กองทัพ อันที่สอง ผมคิดว่า การกำกับดูแลนักการเมือง เราต้องยกระดับให้มันมีความเข้มข้นมากกว่านี้ คือถ้าเป็นไปได้ผมคิดว่า นโยบายของรัฐบาลมันน่าจะเกิดจากข้างล่างขึ้นไป คือการมาระดมความคิดเห็นจากประชาชนคนชั้นล่างขึ้นไปกำหนดนโยบาย แต่ถ้าคุณจะเปลี่ยนแปลงจุดยืน ก็ต้องได้รับความเห็นชอบจากประชาชนที่เลือกไป ไม่ใช่อยากจะทำอะไรก็ทำ อย่างเช่น นาย ก อยู่พรรคเพื่อไทย ได้รับเลือกตั้ง ถ้าคุณจะเปลี่ยนขั้วการเมืองไปอยู่ขั้วอื่น ก็ต้องได้รับความเห็นชอบจากคนที่เลือกคุณไปก่อน ไม่ใช่ว่าคุณอยากจะไปอยู่พรรคไหนคุณก็ไป”

ตามที่เขาคิด คณะกรรมการปฏิรูปการเมืองทั้งหลายไม่มีความหมายเลย “พวกนี้ไม่คิดเรื่องการปฏิรูป คือถ้าดูตัวคนนี่นะ บางคนก็สนับสนุนการกดขี่ สนับสนุนระบบเก่า ณ วันนี้ผมคิดว่า มันทำขัดแย้งกัน ปากก็ว่าปฏิรูป แต่ในขณะที่ พวกนี้ก็เห็นความไม่เป็นธรรมที่รัฐทำกับประชาชน คนกลุ่มที่คิดต่าง โดยใช้มาตรการทางกฎหมายบ้าง มาตรการเถื่อนบ้าง แต่พวกนี้ก็ไม่ทำอะไร ถ้าคิดจะปฏิรูป ถ้าคิดจะสมานฉันท์ คิดจะปรองดองนี่ ผมว่ามันก็ต้องดูเรื่องนี้ด้วย แต่ผมไม่เห็นว่าคณะกรรมการพวกนี้เรียกร้องให้รัฐหยุดกระทำการ ผมว่ามันเป็นแค่การสร้างองค์กรขึ้นมาเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการใช้อำนาจรัฐกระทำการกับคนที่เห็นต่าง”

การเข้าร่วมเคลื่อนไหวทางการเมืองของ"เลื่อน"ที่ผ่านมา ก่อให้เกิดผลในทางบวกก็คือ การที่ประชาชนมีพลัง มีอำนาจต่อรองมากขึ้น ได้รับการแก้ปัญหาในระดับหนึ่ง แต่ก็เป็นเพียงปัญหาเฉพาะหน้าที่รอวันที่จะปะทุขึ้นมาใหม่ แต่ผลลบที่เกิดขึ้นก็ย่อมมีตามมาอย่างแน่นอน “ในเมื่อเราไปแตะอำนาจรัฐ คัดค้านการใช้อำนาจรัฐ เขาก็ใช้อำนาจรัฐมาจัดการ การโดนข่มขู่คุกคาม การมีหมายเรียกหมายจับ ก็มีมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ข้อหายุยงส่งเสริมให้ชาวบ้านบุกรุกพื้นที่ป่า ข้อหาปิดถนน ข้อหาหมิ่นประมาท อะไรพวกนี้ มันก็เป็นกลไกที่รัฐใช้มากระทำกับคนที่ต่อต้านอำนาจรัฐ ชีวิตก็ไม่ปกติเหมือนคนที่ว่านอนสอนง่าย ทำตามที่รัฐสั่ง”

โดยเฉพาะการเข้าร่วมเคลื่อนไหวกับคนเสื้อแดง ทำให้”เลื่อน”ถูกออกหมายจับ แต่เขาก็เลือกที่จะหลบหนี ไม่ยอมเข้ามอบตัว “ผมคิดว่า เราต้องสู้ เราเห็นว่า ตัว พรก.ฉุกเฉิน ที่มันใช้เนี่ย เราไม่ยอมรับ เป็นกลไกที่รัฐใช้จัดการกับผู้เห็นต่าง ฉะนั้น เราก็ต้องไม่เข้าไปสู่กระบวนการ และไม่มีอะไรต้องร้องขอด้วย มีอย่างเดียวว่าเราต้องเสียสละ ต้องใช้ความอดทนมาก”

หลังถูกออกหมายจับ ชีวิตของ”เลื่อน”ต้องเปลี่ยนแปลงอย่างมาก เขาต้องระเหเร่ร่อน ไม่สามารถกลับไปทำงานเกษตรที่เขารัก ไม่สามารถกลับไปอยู่พร้อมหน้ากับครอบครัว ไม่สามารถโอบกอดลูกๆ อันเป็นที่รักยิ่งทั้งสามได้ ภรรยาและลูกๆ เองก็ประสบกับความยากลำบาก ขาดเสาหลักของครอบครัว ก่อนจากกันในวันนั้น เราจึงถามเขาว่าเสียใจมั้ย ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เขายังจะเลือกเข้าร่วมต่อสู้กับคนเสื้อแดงหรือเปล่า คำตอบของเขาก็คือ “ณ วันนี้ ผมคิดว่าเราต้องเพิ่มความเข้มข้นขึ้นอีก มันต้องเรียกร้องกันว่า เราต้องเสียสละมากขึ้น คือถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์ในร้อยกว่าปีมานี่ ผมคิดว่า เรายังไม่ได้เศษเสี้ยวของนักเคลื่อนไหวที่เคลื่อนไหวเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม เรายังเสียสละน้อยกว่าคนที่เขาเคยทำมา ผมคิดว่าแนวทางที่เราเข้าร่วมเคลื่อนไหวเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมนี่เป็นแนวทางที่ถูกต้องแล้ว มีแต่เราต้องยกระดับการเคลื่อนไหวให้มันมีความเข้มข้นมากกว่านี้ เรียกร้องตัวเองว่า เราต้องเสียสละมากขึ้น”

สัมภาษณ์เมื่อเดือนตุลาคม 2553

สนธิลั่น พธม. จะไม่ยุ่ง ถึงเวลาที่ “อำมาตย์ - ทหาร - ปชป.” ต้องเผชิญ “ทักษิณ” เอง

ที่มา ประชาไท

สนธิให้สัมภาษณ์เอเอสทีวีในโอกาสครบ 2 ปี ที่ถูกลอบสังหาร แฉเป็นฝีมือหน่วยเฉพาะกิจของกองทัพ คนในรัฐบาลมีส่วนรู้เห็น ทำให้คดีไม่คืบ ชี้ พธม. เคลื่อนไหวรอบนี้ทำให้เสื้อแดงหันมาดูเอเอสทีวีมากขึ้น เชื่อจะมีโหวตโนเกิน 3 ล้านคนรวมกับคนไม่ไปเลือกตั้งจะเกิน 50% ลั่นพ่อยกแม่ยกจะได้เห็นธาตุแท้ถ้า ปชป. กลับมาจับมือเพื่อไทยตบหน้าอำมาตย์

มีรายงานว่า เมื่อวานนี้ (17 เม.ย.) นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ให้สัมภาษณ์รายการพิเศษ ออกอากาศเมื่อเวลา 20.30 น. ทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเอเอสทีวี โดยนายสนธิให้สัมภาษณ์ในโอกาสครอบรอบ 2 ปี ที่ถูกลอบยิงใกล้สี่แยกบางขุนพรหม

สนธิแฉหน่วยทหารเป็นคนลอบสังหาร คนในรัฐบาลมีส่วน

นายสนธิได้กล่าวพาดพิงว่ามือสังหารที่ลงมือปฏิบัติการในวันนั้นเป็นทหารเฉพาะกิจหน่วยหนึ่งที่ขึ้นตรงต่อผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งมีชื่อเรียกไม่เป็นทางการว่า ทีมสัตว์สงคราม เพราะไม่รู้สึกผิดชอบชั่วดี แล้วแต่นายสั่งให้กำจัดเป้าหมาย ไม่สนใจว่าคนๆ นั้นเป็นใครมีคุณธรรมหรือไม่ รู้แต่ว่าต้องกำจัด อย่างไรก็ตาม ตนไม่ได้ว่าทหารทุกคน เป็นบางคนเท่านั้นที่มีอำนาจและสายสัมพันธ์กับคนในรัฐบาล ซึ่งคนที่ลงมือบางคนถูกย้ายออกไปล่วงหน้าจากหน่วยดังกล่าวก่อนลงมือ ปฏิบัติการ โดยเสนาธิการทหารบกขณะนั้นคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์อาจจะไม่รู้เรื่องก็ได้ แต่กระบวนการลอบสังหารเป็นกระบวนการใหญ่ มีการสร้างเรื่องเพื่อกลบเกลื่น เช่น บอกว่าย้ายไปปฏิบัติการในภาคใต้ แต่ก็ย้ายไปแต่ชื่อ

นายสนธิ กล่าวต่อว่า พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ อดีตรักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้ทำคดีนี้ไว้ลึกซึ้งพอสมควร และทยอยออกหมายจับได้ 3 คน แต่ยังจับตัวไมได้ เพราะบางคนหลบเข้าไปอยู่ในค่ายทหาร อีกประการหนึ่งทีมงานที่ทำงานนั้นถูกเส้นสายทางการเมืองบังคับตลอด ทีมงานที่มาทำคดีทีแรกก็ดี แต่ช่วงหลังก็เป็นคนของพรรคประชาธิปัตย์ เช่น พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ซึ่งถ้าโอนคดีให้ พล.ต.อ.อัศวินมาทำ คดีก็จะไม่ไปไหน มีการทำให้คดีชะงัก เพราะรัฐบาลนี้ยังคงมีอำนาจอยู่ คนที่อยู่เบื้องหลังและเกี่ยวข้องล้วนเป็นคนที่มีอำนาจในรัฐบาลนี้ทั้งสิ้น

ไม่คาดหวังความคืบหน้าคดี เชื่อยังมีคนตามล่าสังหาร

นายสนธิกล่าวด้วยว่า ช่วงแรกๆ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีคงไม่คิดว่าเรื่องราวจะเกี่ยวข้องกับคนในรัฐบาล คิดว่ายังอินโนเซนต์อยู่ แต่ทำไปทำมานายอภิสิทธิ์ก็เริ่มเห็นว่ามันโยงกับใครในรัฐบาล เมื่อ พล.ต.อ.ธานีเกษียณอายุราชการก็เลยดึงเรื่องไว้ ไม่มีการแต่งตั้งใครมาทำคดีต่อ และพยายามโยนเรื่องไปให้ดีเอสไอหวังว่าจะกลบเรื่อง เพราะฉะนั้นถ้ารัฐบาลนี้ยังมีอำนาจอยู่ คดีจะไม่ไปไหน เพราะคนที่สั่งการอยู่ในรัฐบาลเอง และเรื่องนี้สะท้อนความล้มเหลวของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ในเรื่องการรักษาความ ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทั้งที่ตนเป็นสื่อมวลชนอาวุโส และคนร้ายลงมือในภาวะที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน มีการตั้งด่านทหารประจำตามสี่แยกต่างๆ แต่กลับไม่มีเจ้าหน้าที่อยู่ กล้องวงจรปิดก็ถูกทำลาย คนที่ดูแลกล้องวงจรปิดก็คือตำรวจ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.ขณะนั้นรู้เรื่องหรือไม่ มีใครรายงานเรื่องกล้องเสียหรือไม่

นายสนธิ กล่าวด้วยว่าไม่คาดหวังเรื่องความคืบหน้าของคดี และเชื่อว่ายังมีขบวนการตามล่าสังหารตนอยู่ต่อไป ตราบใดที่มีการโกงกินและคนพวกนั้นคิดว่านายสนธิขัดขวางการเข้าสู่อำนาจของ พวกเขา ตนเป็นสื่อมวลชนอาวุโสหนึ่งในไม่กี่คนที่เหลืออยู่ แต่สื่อด้วยกันก็ไม่สนใจ เห็นอาชีพตัวเองถูกคุกคามเป็นเรื่องตลก พากันเงียบ เพราะรู้ว่าเบื้องหลังคือคนมีอำนาจ และสื่อหลายคนก็ร่วมมือกับผู้มีอำนาจ

ผมผ่านความตายมาแล้ว เลยกลายเป็นเรื่องเฉยๆ ถ้าเราเอาหลักธรรมเข้ามาตอบ ข้อแรก ถ้าเราทำกรรมไว้ให้กับชาติบ้านเมือง มันคงตายไปแล้ว ผมโดนยิง 200 นัด กับเอ็ม 79 อีก 2 ลูก แต่มีแค่กระสุนถากหัว แต่ เสธ.แดงถูกยิงลูกเดียวตาย ถ้าเวรกรรมยังมาไม่ถึง และไม่ถูกกำหนดให้ตายก็คงไม่ตาย แต่ผมห่วงคนใกล้ตัวที่มาดูแลผม อาจจะทำให้เขาบาดเจ็บหรือสูญเสีย ซึ่งผมไม่ต้องการ”

เชื่อการเมืองไทยไปไม่รอด แฉทหาร-อำมาตย์หนุนอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ

นายสนธิ กล่าวถึงการเมืองไทยปัจจุบันว่า ตนมองว่าการเมืองไปไม่รอดอยู่แล้ว สมัยก่อนพวกทหาร พวกอำมาตย์มองว่า เป็นเพราะว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีอำนาจการเมืองถึงไม่ดี ถ้าพวกเราได้พรรคการเมืองที่ดีมีคุณธรรมมาเป็นรัฐบาล การเมืองจะดีขึ้น จึงสนับสนุนนายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ โดยเอาทหารไปข่มขู่พรรคร่วมให้มาตั้งรัฐบาล

แต่ 2 ปีกว่าที่ผ่านมาเป็นบทพิสูจน์แล้วว่านักการเมืองไม่ว่าใครก็ตาม นายอภิสิทธิ์ก็ไม่มีข้อยกเว้น เมื่อเข้ามาแล้วก็ชั่วเหมือนกันหมด การทุจริตสมัยนายอภิสิทธิ์รวมแล้วยังมากกว่าสมัยทักษิณอีก การแต่งตั้งข้าราชการไม่เป็นธรรมยุคนายอภิสิทธิ์ก็ไม่ด้อยไปกว่ายุคทักษิณ แม้ว่าจะทำในนามพรรคร่วมรัฐบาลแต่นายอภิสิทธิ์ต้องรับผิดชอบด้วย เรื่องความปลอดภัยสมัยทักษิณตนไม่ถูกลอบยิงแต่ยุคนายอภิสิทธิ์ตนถูกยิง เรื่องความมั่นคงเกี่ยวกับการจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์ ยุคนายอภิสิทธิ์มีแต่พูดไม่ทำอะไร ปล่อยให้เกิดต่อเนื่อง พล.อ.ประยุทธ์ ก็ดีแต่พูดว่า “ใครจาบจ้วงเจอผม” แล้วให้ช่อง 5 เอาพระราชกรณียกิจมาเผยแพร่ นายเนวิน ชิดชอบ ก็คิดแค่ว่าการจงรักภักดีคือการจัดงาน นี่คือสติปัญญาของข้าราชการและนักการเมือง

ชี้ยุคอภิสิทธิ์ไม่ต่างจากทักษิณ แถมไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับการเสียแผ่นดิน

การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กันในสภาก็ไม่ต่างจากยุคทักษิณ การโกหกพกลมก็เหมือนกัน นายอภิสิทธิ์โกหกมากกว่าด้วยซ้ำ เพราะสมัยนี้โกหกอย่างหน้าด้าน โกหกหน้าตาย ที่สำคัญคือไม่รู้สึกร้อนหนาวกับการที่ประเทศชาติสูญเสียแผ่นดิน กรณีเขมรสะท้อนถึงความล้มเหลวของทุกสถาบันโดยเฉพาะทหาร ซึ่งทหารยุคนี้ไม่ถูกฝึกและหล่อหลอมให้ปกป้องประเทศชาติ ลูกเมียทหารก็เอาแต่โชว์ฟอร์มเล่นเฟซบุ๊ก ถือกระเป๋าราคาแพง ไปเที่ยวยุโรป ส่งลูกไปเรียนเมืองนอก ประเทศชาติเป็นอย่างไรช่างมันขอให้เขาอยู่ได้

ส่วนนักการเมือง การเลือกตั้งคือการสลับเปลี่ยนขั้วกันไปมา เราออกมาสู้กับทักษิณด้วยหลักการ เมื่อนายอภิสิทธิ์เข้ามา หลักการของเราก็ไม่ต่างจากยุคทักษิณ เราจึงต้องออกมาประท้วง เพราะอภิสิทธิ์กับทักษิณไม่ต่างกัน เลวกว่าด้วยซ้ำ แต่โกหกแนบเนียนกว่า

เชื่อประชาชนจะเบื่อและโหวตโนถึง 3 ล้านคน รวมกับคนไม่ไปใช้สิทธิน่าจะเกิน 50%

นายสนธิกล่าวต่อว่า ความเบื่อหน่ายของประชาชนจะทำให้มีการกาช่องไม่เลือกใคร หรือ โหวตโนมากขึ้นในการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ ครั้งที่แล้วมีการโหวตโน 1.5 ล้านคน คาดว่างวดนี้น่าจะมี 3 ล้านคน บวกกับคนที่ไม่ออกไปเลือกตั้งเพราะเบื่อการเมือง รวมแล้วน่าจะเกิน 50 เปอร์เซ็นต์ แสดงว่าเราถูกคนกลุ่มน้อยมัดมือชกเพื่อเข้าไปมีอำนาจปกครองประเทศเพื่อ ประโยชน์ของคนกลุ่มน้อยพวกนี้ การโหวตโนที่จะมากกว่าทุกครั้งทำให้พรรคประชาธิปัตย์กลัวมาก และกระแสไม่เอาการเลือกตั้งมีมากขึ้น อยากให้นักการเมืองหยุดสัก 3-5 ปี แล้วมาปฏิรูปการเมืองอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการปกครองประเทศชาติให้มีคุณธรรมจริยธรรมจริงๆ ไม่ให้มีการปล้นชาติบ้านเมือง สร้างหลักจริยธรรมในการปกครองบ้านเมืองอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นกระแสมากขึ้น แต่ถ้านักการเมืองไม่ยอมก็เป็นจุดจบของประเทศชาติ

ลั่นถึงเวลาที่อำมาตย์-ทหาร-ปชป. ต้องเผชิญกับทักษิณเอง โดยที่ พธม. จะไม่ยุ่ง

นายสนธิกล่าวว่า ข้อเรียกร้องของพวกเรานั้นถูกต้อง พิสูจน์ชัดแล้ว แต่ถ้าเราทำอะไรไม่ได้ ก็คงต้องอยู่เฉยๆ ให้เขารบกันเอง อาจถึงเวลาที่กลุ่มอำมาตย์ พรรคประชาธิปัตย์ หรือทหารบางคนต้องเผชิญกับกลุ่มอำนาจใหม่คือทักษิณ ชินวัตร โดยที่เราไม่ต้องเข้ายุ่ง ให้เขารบกันเอง แต่สิ่งที่เราสู้มาประเด็นไม่ได้อยู่ที่จำนวนคนที่มาชุมนุม คนที่ดูการชุมนุมผ่านเอเอสทีวีมีเป็นจำนวนมาก และขณะนี้มีคนที่เคยคิดตรงข้ามกับเราคือเสื้อแดงที่หันมาดูเรา แท็กซี่ที่เคยเป็นศัตรูเราก็ฟังเรามากขึ้น ตรงนี้ถือว่าได้ผล อันที่สอง การที่เราออกมาครั้งนี้ เราไม่ได้ชุมนุมเพื่อตัวเราเอง แต่เราชุมนุมเรื่องชาติบ้านเมืองเรื่องการเสียดินแดนให้เขมร เพราะฉะนั้นเรายืนอยู่บนหลักการที่ถูกต้องชอบธรรมที่สุด สิ่งที่เราสู้มา เริ่มได้ผล วันนี้ความจริงเริ่มปรากฏ รัฐบาลยิ่งอยู่ไป ความจริงยิ่งโผล่ออกมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเจบีซี หรือที่เราพูดมาตลอดว่าระวังรัฐบาลทำเช่นนี้จะเข้าทางเขมรที่ทำให้เรื่อง พรมแดนกลายเป็นเรื่องพหุภาคี นายอภิสิทธิ์ก็บอกไม่มีทาง วันนี้นายอภิสิทธิ์ก็พูดไม่ออก ซึ่งตอนนี้ก็มีอินโดนีเซียเข้ามาแล้ว เรื่องพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรที่นายอภิสิทธิ์เคยบอกว่าเป็นของไทย ตอนนี้ก็ไม่พูดแล้ว บอกแค่ว่าเป็นพื้นที่ทับซ้อน นายอภิสิทธิ์โกหกอะไรมาจึงถูกจับได้ตลอด คำถามคือนายอภิสิทธิ์ จะโกหกต่อไปได้อีกนานแค่ไหน

เชื่อพ่อยกแม่ยกจะเห็นธาตุแท้ เมื่อท้ายสุดเพื่อไทย-ปชป. จะจับมือกันตบหน้าอำมาตย์

ที่สำคัญคือคนที่เชื่อคุณอภิสิทธิ์อยู่ จะทนให้คุณอภิสิทธิ์โกหกต่อไปอีกนานแค่ไหน ถ้าทนได้ตลอดไปก็แสดงว่าอนาคตสังคมไทยมันไม่มีแล้ว” นายสนธิกล่าว

นายสนธิ กล่าวว่า ยังไม่สามารถบอกได้ว่า การชุมนุมจะยุติลงเมื่อใด แม้ว่าโดยส่วนตัวอยากจะให้พี่น้องได้พัก เพื่อหยุดดูการต่อสู้กันของพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทย และเชื่อว่าท้ายที่สุด 2 พรรคนี้จะจับมือกันและร่วมกันตบหน้าอำมาตย์ที่สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ และถึงเวลาแล้วที่จะให้กลุ่มอำมาตย์เผชิญหน้ากับอำนาจใหม่คือทักษิณ ชินวัตรเอาเอง เมื่อถึงตอนนั้นพ่อยกแม่ยกจะเห็นธาตุแท้และได้รู้ว่าใครอยู่ฝ่ายไหน ประชาชนไม่ว่าสีอะไร เมื่อได้เห็นการโกงกินแล้วจะออกมาร่วมกันต่อสู้อย่างแน่นอน และตราบใดที่ยังมีความถูกต้อง พันธมิตรฯ จะยังรวมตัวกันต่อไป และหากประเทศชาติต้องการความถูกต้อง ก็จะยังมีพันธมิตรฯ อยู่ต่อไป

ที่มา: เรียบเรียงจาก เอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์