ที่มา Voice TV
ปัญหาภายในพรรคเพื่อไทยกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลังจากเรื่องของผู้นำคนใหม่ยังไม่ได้ข้อยุติ ก็เกิดประเด็นการไหลออกของแกนนำพรรคคนสำคัญอย่าง พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ที่ไม่พอใจในบทบาทของ แกนนำ นปช.ต่อพรรคเพื่อไทย ทำให้ทุกฝ่ายต้องหาวิธีการรักษาสมดุลระหว่าง กลุ่ม นปช. และ พรรคเพื่อไทย เพื่อเกื้อหนุนต่อการสู้ศึกเลือกตั้งที่จะมีขึ้น ติดตามจากคุณดวงพร มะโน่เเจ่ม
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, April 19, 2011
การรักษาสมดุลระหว่างเพื่อไทยกับ นปช.เพื่อเตรียมเลือกตั้ง
คนไทย จำเป็นหรือไม่ ต้องมี 'บัตรประชาชน'
ที่มา Voice TV
ในบรรดารัฐต่างๆ ที่มีอยู่ราวสองร้อยรัฐทั่วโลกในปัจจุบัน ต่างก็มีนโยบายเกี่ยวกับบัตรประจำตัวประชาชนที่สรุปได้ออกมาเป็นสามกลุ่ม
กลุ่มแรกคือกลุ่มที่บังคับให้ประชาชนมีบัตรประจำตัว ตัวอย่างประเทศที่เป็นสมาชิกของกลุ่มนี้ได้แก่ เบลเยียม เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ รัสเซีย บราซิล อาร์เจนตินา เปรู เกาหลีใต้ มาเลเซีย สาธารณรัฐประชาชนจีน รวมไปถึงประเทศไทยด้วย
กลุ่มที่สองคือกลุ่มที่มีการออกบัตรประจำตัว แต่ไม่บังคับว่าต้องมี ตัวอย่างประเทศในกลุ่มนี้ได้แก่ ฝรั่งเศส ฟินแลนด์ สวีเดน สหรัฐอเมริกา แคนาดา เป็นต้น ลักษณะนโยบายของประเทศในกลุ่มนี้ก็คือ ประชาชนสามารถขอมีบัตรประจำตัวไว้แสดงตนได้ แต่ไม่จำเป็น เพราะอาจจะใช้เอกสารราชการรูปแบบอื่นแทนได้อยู่แล้ว เช่น ใบขับขี่ บัตรประกันสุขภาพ หรือหนังสือเดินทาง ซึ่งประชากรจำนวนมากในประเทศก็จะมีเอกสารอย่างน้อยหนึ่งรูปแบบ ทำให้ไม่จำเป็นต้องออกบัตรประจำตัวมาใช้แสดงตัวเป็นการเฉพาะอีก
กลุ่มที่สามคือกลุ่มที่ไม่มีการใช้บัตรประจำตัวเลย ตัวอย่างประเทศในกลุ่มนี้ได้แก่ นอร์เวย์ เดนมาร์ก สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น เป็นต้น (ในกรณีของสหราชอาณาจักร เคยมีนโยบายที่จะมีบัตรประจำตัว แต่ก็ยกเลิกไป ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยหรือความเป็นส่วนตัวของข้อมูล
ทางแพร่ง
ที่มา มติชน
โดย ฐากูร บุนปาน
(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 19 เมษายน 2554)
ถ้าเป็นคติโบราณของไทย ผู้หลักผู้ใหญ่ก็สอนไว้ว่าอะไรที่มีคุณอนันต์ ก็มีโทษมหันต์อยู่ในตัว
หรือถ้าเป็นหลักเศรษฐศาสตร์ เขาก็สอนไว้แทบทุกตำราว่า "There is no such thing as a free lunch." หรือ โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี
แปลไทยเป็นไทยอีกทีก็คือ ทุกอย่างในโลกนี้มีต้นทุนทั้งนั้น มีรายรับก็ต้องมีรายจ่าย มีได้ก็ต้องมีเสีย
จะได้อยู่ข้างเดียวฝั่งเดียวได้อย่างไร
สถานการณ์ก็คงจะคล้ายๆ กับที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กำลังประสบอยู่ในเวลานี้
นั่นคือหลังจากสิ้นอำนาจ ต้องหนีคดีออกไปอยู่ในต่างประเทศ แม้จะยังไม่พ่ายแพ้ชนิดเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
แต่อาการก็หนักหนาสาหัสเต็มที
ที่ช่วยพลิกฟื้นสถานการณ์ (และอำนาจต่อรองทางการเมือง) ให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณนั้นมีสามสี่ปัจจัยด้วยกัน
อำนาจเงินและผลงานเก่าๆ ที่ยังติดตรึงใจประชาชนจำนวนไม่น้อยนั้นก็ส่วนหนึ่ง
แต่ที่ออกแรงและมีบทบาทมากก็คือสององค์กรการเมืองที่ทำงานคู่ขนานกันอย่าง พรรคเพื่อไทย และ กลุ่มคนเสื้อแดง
ในภาวะที่ผลประโยชน์ยังสอดคล้องต้องตรงกัน คืออยู่ในฐานะผู้ถูกกระทำ จะต้องร่วมแรง ร่วมใจ และร่วมมือกันป้องกันตัว (และตอบโต้)
ความผิดแผกแตกต่างระหว่างสองส่วนนี้อาจจะยังไม่มากเท่าไหร่
แต่ในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป คือเห็นโอกาสที่จะพลิกกลับมาเป็นฝ่ายชนะอยู่ข้างหน้าไม่ไกล
ความต่างระหว่างสองส่วน คือขบวนการประชาชน (และนักการเมืองที่เกาะอยู่กับซีกนี้) กับนักการเมืองประเภทนักเลือกตั้งอาชีพ ก็เห็นได้อย่างชัดเจนมากขึ้น
เพราะไม่ว่าข่าวเรื่อง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ นายเสนาะ เทียนทอง หรือ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ กำลังเกาะกลุ่มกันบ้าง หรือจะลาออกไปตั้งพรรคใหม่บ้าง จะเป็นจริงหรือไม่
แต่การออกมาเขย่ากันบ่อยๆ ว่าไม่พอใจหรือไม่สบายใจที่อีกฝ่าย ′ล้ำเส้น′ นั้นสะท้อนปรากฏการณ์นี้ชัดเจนในตัวอยู่แล้ว
ส่วนการออกมาเขย่ากัน จะเป็นแค่กลยุทธ์เพื่อเรียกค่าตัวเพิ่มหรือไม่ ต้องให้ข้อเท็จจริงในระยะต่อไปเป็นเครื่องพิสูจน์
สถานการณ์แบบนี้แหละที่จะเป็นเครื่องทดสอบว่า พ.ต.ท.ทักษิณยังเป็นนักบริหารอยู่หรือไม่
จะจัดการกับความแตกต่างที่เกิดขึ้น ซึ่งไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะหน้า แต่ว่าจะผูกพันไปถึงหลังการเลือกตั้งแล้วอย่างไร
มีข้อมูลเต็มมือจนกระทั่งตัดสินใจได้แน่นอนว่าจะเลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
หรือจะสามารถประสานจัดการกับความแตกต่างนี้ให้ทุเลาลงชั่วคราว เพื่อซื้อเวลาไปจนกว่ามีอำนาจรัฐในมือ แล้วค่อยว่ากันอีกที
หรือมีทางออกทางอื่นที่ ′เซอร์ไพรส์′ กว่านี้
ซึ่งไม่ว่าจะเป็นทางไหนก็ไม่ง่าย
เพราะทุกทางล้วนแต่มีเดิมพันสูงลิบลิ่ว
ทั้งของ พ.ต.ท.ทักษิณเองและคนอื่นๆ
เข้าตัว!?
ที่มา ข่าวสด
เหล็กใน
สมิงสามผลัด
คนเราก็ช่างใจร้าย ตอนนี้วิพากษ์วิจารณ์กันอย่าง กว้างขวางว่า การไปเยี่ยมอาการดาบตำรวจและแพทย์หญิงเหยื่อหนุ่มคลั่งยาบ้าไล่ฆ่า 2 ศพ กลางกรุงช่วงสงกรานต์ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะไม่เกิดขึ้นเลย
ถ้าจะไม่มีการยุบสภา-เลือกตั้งใหม่ในเร็วๆ นี้
เพราะภาพพจน์ของนายอภิสิทธิ์ที่ผ่านมา มักอืด อาดล่าช้า (มากๆ) กับเรื่องแบบนี้
ผู้วิจารณ์อ้างว่า มีตัวอย่างเห็นกันอยู่
ยกตัวอย่าง เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่ภาคใต้ที่เพิ่งเกิดขึ้นหมาดๆ
นายอภิสิทธิ์คิดช้าทำช้า กว่าจะยอมลงไปลุยน้ำพบปะชาวบ้านผู้เดือดร้อนก็ปล่อยให้ล่วงเลยไป 4-5 วัน
ถ้าไม่โดนกระตุ้นเตือนว่าภาคใต้เป็นฐานเสียงของ พรรคประชาธิปัตย์
ก็ไม่รู้ว่าจะยอมลงไปหรือเปล่า !?
ที่สำคัญการช่วยเหลือจากรัฐบาลยังไม่ทั่วถึงทุกพื้นที่
แม้ว่าน้ำจะลดเกือบหมดแล้วก็ตาม
ล่าสุดยังมีข้อมูลใหม่ว่าผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปีཱ จนถึงบัดนี้มีหลายหมู่บ้านที่อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช ยังไม่ได้รับเงินเยียวยาเลย
สะท้อนความอืดอาดยืดยาดของรัฐบาลชุดนี้ได้เป็นอย่างดี
เช่นเดียวกับกรณี 2 เหยื่อหนุ่มคลั่ง ที่นายอภิสิทธิ์ยอมไปเยี่ยมอาการก็คงเพราะใกล้ยุบสภาแล้ว
ฟังไปฟังมาชักคล้อยตามข้อวิจารณ์นี้
เพราะการไปเยี่ยมก็ยังเชื่องช้าอยู่ดี เกิดเรื่องตั้ง 2-3 วันแล้วถึงไป
จากนั้นก็ออกทีวีประโคมข่าวใหญ่โตว่าต้องปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจังเสียที
เพิ่งคิดได้หรือไง!?
ยาเสพติดที่ระบาดหนักตอนนี้ส่งผลร้ายแรงต่อสังคมไทยอย่างรุนแรง
คดีหนุ่มคลั่งยาบ้าไล่ฆ่ากลางกรุงตอบโจทย์ตรงนี้ได้ดี
สะท้อนให้เห็นว่ายุทธศาสตร์ 5 รั้วป้องกัน สกัดกั้นยาเสพติดที่รัฐบาลชุดนี้ประกาศเมื่อ 2 ปีก่อน
พังครืนไม่เป็นท่า !!
ไม่อยากเปรียบเทียบ "การแก้ปัญหาน้ำท่วม-การปราบปรามยาเสพติด" ของนายอภิสิทธิ์กับอดีตนายกฯ คนอื่นๆ เลย
เพราะผลงานมันต่างกันลิบลับจริงๆ
ยิ่งนายอภิสิทธิ์สร้างภาพหาเสียงกับผู้ตกทุกข์ได้ยากมากเท่าไหร่
ยิ่งตอกย้ำความล้มเหลวของรัฐบาลเสียเอง
ล่าสุด! ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มมีเสรีภาพในการใช้งานอินเตอร์เนทน้อยที่สุดในโลก
ที่มา thaifreenews
โดย bozo
โดย narutojung
ไทยถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีการจำกัดเสรีภาพทางอินเตอร์เนทมากที่สุดในโลก
อยู่ในกลุ่มประเทศเดียวกับเผด็จการ และสังคมนิยม
รายงานระบุไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีแนวโน้มว่าจะเสรีภาพจะแย่ลงไปกว่านี้
+++++
ตามแผนภาพ
รายละเอียดทั้งหมดจาก link ครับ
www.freedomhouse.org/template.cfm
http://www.prachatalk.com/board/สังคม-การเมือง/ล่าสุด-ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มมีเสรีภาพในการใช้งานอินเตอร์เนทน้อยที่สุดในโลก
"แม้ว"วีดีโอลิงค์ที่ประชุม ส.ส.พท. ดักคอ"บิ๊กจิ๋ว"อย่าทำร้ายพรรค คิดไม่ตกส่งใครลงปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1
ที่มา มติชน รายงานข่าวจากพรรคเพื่อไทยแจ้งว่า เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 18 เมษายน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้วิดีโอลิงก์มายังการประชุม ส.ส.พรรคเพื่อไทย โดยเริ่มต้นด้วยการอวยสงกรานต์สมาชิกพรรค ก่อนระบุว่าได้น้ำล้างซวยมาแล้ว ปีนี้จะมีแต่เรื่องดีๆ ประชาชนจะลงคะแนนให้ชนะเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้ใกล้เลือกตั้งหลายคนก็โดนกดดัน โดนบีบให้ลาออกเพื่อสร้างแรงกระเพื่อมก่อนเลือกตั้ง แต่ไม่ต้องหนักใจ เพราะโพลบอกว่าเราชนะ วันนี้มีการกล่าวหามากมาย แต่ประชาชนเขารู้ความจริง พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า ในการแข่งขันเลือกตั้งครั้งนี้ ให้เอาตนเป็นตัวแทน คนที่จะชูเป็นผู้นำให้มาอยู่ข้างหลังตน เพราะถ้าให้เขาตีไปเรื่อยๆ ก็เข้าใจว่าจะแย่ ปล่อยให้ผมชนคนเดียว เพราะเจอมามากแล้วเจอมาทุกอย่าง ยืนยันว่าเรายังต้องใช้ "นายห้างตราดูไบห่อ" ในการปราศรัยก็อยากให้ไปสื่อเรื่องเหล่านี้ให้ประชาชนรับทราบ ตนพร้อมที่จะให้คำปรึกษา อย่าเป็นกังวล ใครขู่มาให้ขู่กลับไปและขออย่าไปพูด เรื่องบางเรื่องที่ยังไม่ได้ข้อยุติอย่าไปพูดให้สื่อฟังมากนักเพราะจะเป็นประเด็น
พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า ไม่เคยหักหลังใคร มีแต่ถูกหลังจนหลังเดาะแต่ไม่เป็นไร ตนไม่อาฆาตแค้นใคร ดูอย่างนายบรรหาร ศิลปอาชา แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา อายุ 78 ปี ยังทำงานการเมืองได้ ตนก็ยังเหลืออีกตั้ง 20 ปี ส่วนใครที่อยู่แล้วไม่สบายใจจะถอนตัว ตนไม่โกรธ แต่ขอให้จากกันด้วยดี อย่าทำร้ายพรรคไปแล้วถีบหัวส่ง ใครไปประชุมกันที่ไหนอย่างไรตนรู้หมด แต่ที่พูดนี้ไม่ได้กังวล เชื่อว่ามีไม่เกิน 5 คนหรอก ก็ไม่รู้จะบอกยังไงนอกจากบอกว่าโชคดี
พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวด้วยว่า ตนพร้อมจะคอยดูแลให้คำปรึกษาและไม่คิดทิ้งใคร แต่เมื่อใกล้เลือกตั้งอย่าอ่อนไหว เพราะจะมีการทำทุกวิถีทางทั้งข่มขู่ เช่น บอกว่าชนะไปก็ไม่ได้เป็นรัฐบาล จึงขอให้เป็นตัวของตัวเอง และให้จิตใจเข้มแข็ง เราเป็นนักการเมืองต้องยึดหลักการประชาธิปไตย กฎหมายและเอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง ทำสิ่งที่ถูกต้องเมื่อได้รับเสียงข้างมากจะได้เป็นรัฐบาลแน่ ไม่มีเหตุอะไรให้เขาทำเหมือนเดิมได้ จึงขอพวกเราอย่าหวั่นไหว
พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวต่อว่า วันนี้พวกถือโอกาสทางการเมืองก็ออกมาบอกว่าตัวเองปกป้องสถาบัน เปรียบเหมือนคนกลุ่มหนึ่งขับรถติดสติ๊กเกอร์เรารักในหลวงแต่คนขับๆ ไม่ดี ขับไปชนคนตายซึ่งความจริงแล้วเป็นผู้ที่ปกป้องสถาบัน ก็เปรียบเหมือนการเมืองไทยปัจจุบันเอาสถาบันมาเล่นจนแย่ ตนขอเรียกร้องทุกฝ่ายอย่าใช้สถาบันมาเกี่ยวข้องกับการเมือง ซึ่งเป็นการแข่งขันทำความดีให้ประชาชน เมื่อไม่มีปัญญาทำความดีให้ประชาชนแล้วอ้างสถาบันอย่างนี้แย่
"ขอให้ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. และคนที่อาสาลงสมัครรับเลือกตั้งระบบบัญชีรายชื่อทุกคนไปปรากฏตัวในการเปิดนโยบายพรรค 23 เมษายนนี้ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต ผมจะแนะนำนโยบายให้ อย่าไปตกใจว่าผิดจะถูกร้องยุบพรรค ไม่ใช่ว่าผมไม่รู้กฎหมาย แหม มันขวัญอ่อนกันจริง บางคนขวัญอ่อนก็ต้องรับขวัญกันหน่อย ขวัญเอ๋ยขวัญมาอย่าตกใจนะลูก เป็นนักการเมืองอย่าตกใจง่าย" พ.ต.ท.ทักษิณกล่าว
รายงานข่าวแจ้งว่า ส.ส.ในที่ประชุมได้เสนอให้มีการเปิดตัวผู้สมัครและผู้ที่สมัครบัญชีรายชื่อเท่าที่จะเปิดได้ ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า ในวันที่ 23 เมษายน จะเชิญว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ขึ้นเวทีทั้งหมดประมาณ 400 คน แต่ยืนยันว่ายังไม่ได้จัดลำดับปาร์ตี้ลิสต์และไม่เคยจัดเป็นการพิจารณาร่วมกันของผู้ใหญ่ตามความเหมาะสม ตอนนี้ปาร์ตี้ลิสต์เบอร์หนึ่งเป็นใครยังคิดไม่ตก คุณสมบัติสำคัญคือเป็นแล้วต้องชนะ และชนะแล้วจะต้องไม่เสียของ อยากให้ทุกคนช่วยคิด ตอนนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็อยู่กับตน ยังปรึกษากันอยู่เลยว่าจะเอาอย่างไร นี่คือเรื่อง จริงสาบานเลยว่าตอนนี้ยังไม่ได้ตัดสินใจ แต่ยืนยันตนจะทำให้ดีที่สุด เพราะพวกท่านลงเรือมากับตนจะจมไม่ได้ ไม่เช่นนั้นจะเอากำลังที่ไหน ต้องให้ท่านลอยคอเหนือน้ำ
ข่าวแจ้งว่ามี ส.ส.ได้แจ้งข่าวว่า พล.อ.ชวลิต ลาออกจากพรรคเพื่อไทย ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า ไม่มีปัญหาคุยกันได้ วันนี้อยากให้เน้นเรื่องของประชาชนเป็นศูนย์กลาง เราต้องทำให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าถ้าเรากลับมาแล้วจะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ยุติความขัดแย้งได้อย่างไร ทั้งนี้ ตนขอให้แยกแยะระหว่างการเป็นผู้สมัคร ส.ส.และการเคลื่อนไหวในฐานะคนเสื้อแดง
พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวด้วยว่า จะมีการจัดทีมปราศรัยเพื่อช่วยหาเสียงในทุกๆ ภาค โดยตนจะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา ซึ่งจะเริ่มในวันที่ 25 มิถุนายนนี้ แต่สิ่งสำคัญอย่าอ้างสถาบัน เพราะสถาบันต้องอยู่เหนือการเมืองและความขัดแย้ง ใครจะพูดอะไรพาดพิงต้องระวัง เพราะเขากำลังสร้างเรื่องให้เราอยู่ ต้องทำให้เห็นว่าเราเทิดทูนและจงรักภักดี ส่วนข้อกล่าวหาต่างๆ วันหนึ่งความจริงจะปรากฏ
รายงานข่าวแจ้งอีกว่า ส.ส.ได้ลุกอภิปรายว่า ขณะนี้พรรคการเมืองบางพรรคมีการใช้เงินกันมากในช่วงเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยจะทำอย่างไร พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า ก็ยุให้รับเงินไปเลยแล้วบอกว่าเป็นเงินที่โกงมาจากเงินภาษีประชาชน โดยเฉพาะภาคเหนือและอีสาน เพราะเงินพวกนี้ได้มาจากการโกงทั้งนั้นชาวบ้านเขาเข้าใจ แต่เราต้องไม่ซื้อเหมือนเขาเพราะซื้ออย่างไรก็ไม่ชนะ แต่ไม่ต้องห่วงใจประชาชนอยู่กับเรา เขารู้ว่าถ้ารับเงินแล้วรวยแค่ 1 วัน แต่จนไป 4 ปี แต่ขอให้ ส.ส.ประสาทแข็งไม่วอกแวก ไม่ว่าเขาจะโจมตีอย่างไรก็เชื่อว่าเราจะชนะ
บิ๊กจิ๋ว/มิ่งขวัญ อยากออกไปตั้งพรรคใหม่ก็ไปเลยครับ ไม่ง้อเหมือนกัน
บทความโดย...ลูกชาวนาไทย
"เด็ก"บิ๊กจิ๋ว"เปรยตั้งพรรคใหม่ สะพัดพ่อใหญ่แถลงลาออกหลังเปิดนโยบายเลือกตั้ง หึ่ง"เสนาะ"อาจไปด้วย"
--------------

อ่านข่าวหนังสือพิมพ์ เห็นข้อความนี้แล้วผมมีความเห็นว่า หากบิ๊กจิ๋ว พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อยากออกไปตั้งพรรคใหม่ จะเป็นพรรคความหวังใหม่หรือพรรคอะไรก็ตามก็ไปเลยครับ หากคิดว่าการตั้งพรรคใหม่แล้วจะได้เสียงเป็นกอบเป็นกำก็ลองดูนะครับ เพราะจะเป็นการพิสูจน์กันไปเลยว่า เมืองไทยได้พัฒนาทางการเมืองไปแล้วหรือยัง คนเสื้อแดงในภาคอีสาน และภาคเหนือ นั้นได้ "มีจิตสำนึกทางการเมือง" ขึ้นหรือไม่ หลังจากมีวิกฤติการณ์ทางการเมืองครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย ยาวนานมาแล้วเกือบ 5 ปี หากคิดว่าเมืองไทยจะย้อนกลับไปในวังวนเก่าๆ แล้ววนเวียนอยู่ตรงนั้น ประชาชนไม่ยอมเรียนรู้ ก็ออกไปได้เลย จะได้พิสูจน์กัน
หากประชาชนยังไม่มีจิตสำนึกทางการเมือง และหันกลับไปเลือกตัวบุคคลมากกว่าเลือกพรรคการเมือง ก็แสดงว่าเรายังไม่พัฒนาได้มากพอ ซึ่งก็คงช่วยอะไรไม่ได้ การเมืองไทยก็จะเข้าสู่ระบบการเมืองแบบเดิม "ก่อนปี 2540" ที่มีระบบหลายพรรค มี "เจ้าพ่อท้องถิ่นต่างๆ " เหมือนเดิม พวกเสนาะ เนวิน ยังแสดงอิทธิฤทธิ์ได้เหมือนเดิม เราก็คงเห็นบุฟเฟ่ค์คาบิเนตแบบรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ก็อบปีระบอบการเมืองแบบก่อนปี 2540 มาฉายซ้ำให้คนรุ่นใหม่ได้เพื่อทบทวนความหลังที่เหลวแหลกของการเมืองไทย ระบบการเมืองแบบยุคทักษิณที่มีพรรคเดียวบริหารประเทศ และมุ่งทำตามนโยบายที่สัญญาไว้กับประชาชน จนเราเป็นประโยชน์จากระบอบประชาธิปไตยกินได้ ก็จะกลายเป็นแค่ความฝันที่เราเคยฝันไปแค่ 5 ปีกันเท่านั้น
ผมมีข้อสมมุติฐานที่ผมต้องการพิสูจน์ เหมือนกัน ที่ว่า "คนไทยได้พัฒนาการเลือกตั้งเป็นเลือกพรรคมากกว่าตัวบุคคล" โดยผมใช้ข้อมูลการเลือกตั้งใหญ่ระดับชาติ ตั้งแต่พรรคไทยรักไทยเข้ามาในสนามการเมือง ที่คนมีแนวโน้มเลือกระบบพรรคมากกว่าตัวบุคคล แม้การเลือกตั้งปี 2550 ที่คุณสมัครเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ท่ามกลางการรุมของฝ่ายอำมาตย์ คนก็ยังเลือกพรรคมากกว่าตัวบุคคล
หากผมสันนิษฐานผิด ก็แสดงว่าเรายังไม่พัฒนาอะไรเลย และขบวนการคนเสื้อแดงที่เกิดขึ้น ก็เป็นการเกิดขึ้นอย่างลอยๆ ไร้รากฐานทางอุดมการณ์ที่มั่นคง
แต่ หากข้อสันนิษฐานของผมถูกต้อง การลงทุนลงแรงของพวกอำมาตย์ที่ผ่านมา ถึงกับแลกความศรัทธาต่างๆ ที่เคยมีล้นพ้น ก็สูญเปล่า เพราะคนไทยไม่กลับไปเหมือนเดิมอีกแล้ว เปลี่ยนพฤติกรรมการเลือกตั้งไปอย่างสมบูรณ์แล้ว การล็อบบี้ทางการเมืองจากพวกรอยัลลิสต์ต่างๆ จะไม่มีพลังเทียบเท่ากับเสียงของประชาชน เหมือนในยุคของทักษิณเป็นรัฐบาล
และเมื่อมีเลือกตั้งประชาชนก็เลือกแค่สองพรรคคือ ประชาธิปัตย์ กับ พรรคของคนเสื้อแดงเท่านั้น ซึ่งไม่ว่าพรรคใดจะชนะ ก็หมายถึงเสียงของประชาชนจะมีน้ำหนักมากกว่าเสียงของอำมาตยาธิปไตย
หากเป็นแบบนี้อิทธิพลของระบบราชการ ระบบอำมาตย์ก็หายไปในที่สุด
แต่หากการเมืองไทยย้อนกลับไปเหมือนก่อนปี 2540 ที่คนเลือกตัวบุคคล ระบบอุปถัมภ์ยังคงมีอิทธิพลอยู่ พวกอำมาตย์ก็ชนะในวิกฤติการณ์ทางการเมืองครั้งนี้อย่างสมบูรณ์ เมืองไทยก็กลับเข้าสู่ยุคของการซาบซึ้งต่อไป และอยู่กันอย่างไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินมากกว่าที่จะเป็นพลเมืองที่มีสิทธิมีเสียงอย่างสมบูรณ์ในประเทศนี้
ขนาดสู้กันมา 5 ปีแล้ว คนไทยยังไม่พัฒนา ไม่มีจิตสำนึกทางการเมืองอะไรเลย ก็คงช่วยไม่ได้
จากข่าวนี้ ผมทราบมาว่าเบื้องหลังคือ พวกนักการเมืองรุ่นเก่า ต้องการประนีประนอม และคิดว่าทักษิณ อินกับ "เสื้อแดงมากเกินไป" ปล่อยให้แกนนำเสื้อแดงมีสิทธิ์ที่จะจัดคนลงเลือกตั้งได้ทั่วประเทศ ลดบทบาทของนักการเมืองเก่าๆ ลง พวกนักการเมืองเดิมต้องการที่จะประนีประนอมกับระบอบเดิม และคิดว่าหากเอาคุณยิ่งลักษณ์ขึ้นมาเป็นแคนดิเดทนายกรัฐมนตรี คุณยิ่งลักษณ์เป็นคนในตระกูลชินวัตร ความขัดแย้งทางการเมืองก็ไม่จบ ฝ่ายอำมาตย์ก็จะไม่หยุดที่จะขัดขวางเจตนารมณ์ของประชาชน ดังนั้นการประนีประนอมของพวกเขาคือ คุณทักษิณและตระกูลชินวัตร จะต้องอยู่ห่างจากการเมืองเอาไว้ สนับสนุนอย่างเดียวก็พอ
ผมคิดว่าแนวคิดของคนพวกนี้คือ ต้องการให้การเมืองกลับสู่สภาพเดิมก่อนปี 2540 คำว่าจบของ "ชงลิต ยงใจยุทธ เสนาะเทียนทอง และนักการเมืองเก่าคือ "พวกเขาได้มีสนามเล่นต่อไปแบบเดิม" เล่นการเมืองในแบบเดิมๆ เหมือนยุคก่อนที่คุณทักษิณจะเข้ามาเล่นการเมืองช่วงพรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาล
หากตีความแนวความคิดของคนพวกนี้ให้ถึงที่สุด คือ "ทักษิณจะต้องอยู่นอกการเมืองตลอดไป" เพราะไม่อย่างนั้นมันไม่จบแน่นอน ปล่อยให้การเมือง อยู่ในมือนักการเมืองเก่าๆ ก่อนที่ "พรรคไทยรักไทย" จะเข้ามา
ผมว่า คุณทักษิณต้องเลือกแล้วครับ หากยอมคนพวกนี้ คุณทักษิณคงไม่ได้อะไร และคงต้องอยู่ต่างประเทศไปจนตาย เพราะคำว่าประนีประนอมของพวกอำมาตย์คือ ทักษิณต้องไม่มีอำนาจหรืออิทธิพลทางการเมืองอีก ปล่อยให้การเมืองเป็นแบบก่อนปี 2540 คือระบบบุฟเฟต์คาร์บิเนต
แต่หากคิดให้จบ ลุยไปข้างหน้า ก็ต้องจับมือกับเสื้อแดง ลุยต่อไปจนกว่าจะได้ผลสรุป ถึงอย่างไรคนเสื้อแดงก็ไม่แพ้อยู่แล้ว เพราะคนเสื้อแดงคือคนส่วนใหญ่ของประเทศ ในที่สุดความขัดแย้งใดๆ หากต่อสู้กับประชาชน ผลที่สุดแล้วประชาชนจะชนะในที่สุด เพราประชาชนฆ่าไม่ตาย เกิดขึ้นมาใหม่ เสริมได้ตลอดเวลา ส่วนพวกอำมาตย์ตายไปก็หลุดจากเกมไปเรื่อยๆ
คุณทักษิณควรเลิกยืมมือพวกนักการเมืองเก่า ๆ ได้แล้ว พวกนี้หมดยุคหมดสมัยแล้ว ควรสร้างการเมืองใหม่ขึ้นมาดีกว่า เราสู้กันมากว่า 5 ปี นี้ ก็เพื่อการพัฒนาไปข้างหน้าไม่ใช่ย้อนหลังกลับ หากไปตกหลุมคำว่า "ประนีประนอม" ก็ต้องยอมเขาตลอดไป จะทำอะไรก็กลัวเสียการประนีประนอม ทั้งคุณทักษิณและคนเสื้อแดงก็จะไม่ได้อะไรเลย ปล่อยให้สังคมอยู่ในเมฆหมอกเก่าๆ ต่อไป
ดังนั้น หากพวกนี้จะแยกตัวออกไปตั้งพรรคใหม่ก็ปล่อยพวกเขาไปเถอะครับ เอาแกนนำเสื้อแดงเข้าไปทดแทน ลุยกันต่อไป
พวกนี้ต้องการเกาะกระแสคุณทักษิณและคนเสื้อแดงมากกว่า ที่เราต้องไปพึ่งชื่อเสียงเก่า ๆ รวม สส.เก่าของพวกเขา
ประเทศไทยเปลี่ยนไปแล้ว เราต้องสู้เพื่ออนาคต ไม่ใช่เพื่ออดีต
กรณีกลุ่มคุณมิ่งขวัญก็เหมือนกัน ได้ข่าวว่าจะย้ายออกไปหากไม่ได้เป็นแคนดิเดทนายกรัฐมนตรี ผมคิดเหมือนกันว่าหากอยากจะออกไป ก็ให้ออกไปครับ ไปแย่งตลาดส่วนที่ไม่ใช่เสื้อแดง หากคิดว่าจะลุยไปได้ ไปหาเสียงแบบทางเลือกใหม่ ก็ให้ออกไปครับ
วันนี้การต่อรองด้วยวัตถุประสงค์ส่วนบุคคล ควรปล่อยไปได้แล้ว หากคิดว่าตัวเอง "มีชื่อเสียงและบารมีพอ" ไม่สนใจพรรค อยากออกไปก็ออกไปเลย
ผมว่าวันนี้ มันมีสองทางเลือกคือ อนุรักษ์นิยม หรือ ก้าวหน้าแบบเสื้อแดง
ทางเลือกที่สามคือ "ระบบอุปถัมภ์ท้องถิ่น นิยมตัวบุคคล" ก็ให้ลองออกไปเสี่ยงภัยดู
ไปไม่รอดก็เลิกเล่นการเมืองไปเลย
นิติราษฎร์ฉบับ 19: โต้ข้ออ้างในการสนับสนุนมาตรา 112
ที่มา ประชาไท
“แม้ผู้ประเสริฐที่สุด ภายหลังจากที่เขาตายแล้ว เขาก็ยังไม่อาจได้รับการสรรเสริญเกียรติคุณได้ จนกว่าทุกเรื่องราวที่บรรดาปีศาจได้กล่าวโจมตีเขานั้นจะเป็นที่รับรู้โดย ทั่วกัน และได้รับการพิจารณาวินิจฉัยเสียก่อน”
John Stuart Mill, On Liberty, 1859.
- 1 -
ท่ามกลางข้อเสนอให้มีการยกเลิกหรือแก้ไขบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยความ ผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตามมาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญา เรามักพบเห็นข้ออ้างของฝ่ายที่สนับสนุนให้คงมาตรา 112 ไว้ดังเดิม ข้าพเจ้าพอจะรวบรวมข้ออ้างเหล่านั้นได้ 9 ประการ และขออนุญาตโต้ข้ออ้างทั้ง 9 ดังนี้
ข้ออ้างที่ 1
มาตรา 112 ไม่ใช่เรื่องแปลก ประเทศอื่นๆที่เป็นประชาธิปไตยก็มีกฎหมายลักษณะเดียวกันนี้
กฎหมายว่าด้วยความผิดฐานหมิ่นประมาทประมุขของ รัฐมีอยู่จริงในหลายประเทศ สำหรับประเทศที่เป็นสาธารณรัฐ ก็มีความผิดฐานหมิ่นประมาทประธานาธิบดี สำหรับประเทศที่มีประมุขเป็นกษัตริย์ ก็มีความผิดฐานหมิ่นประมาทกษัตริย์ แต่กฎหมายของประเทศเหล่านั้นแตกต่างจากมาตรา 112 อย่างสิ้นเชิง บางประเทศมีกฎหมายความผิดเกี่ยวกับหมิ่นประมาทกษัตริย์ แต่ไม่เคยนำมาใช้หรือไม่นำมาใช้นานแล้ว บางประเทศอาจนำมาใช้เป็นครั้งคราว แต่ก็เพียงลงโทษปรับ และทุกประเทศที่มีกฎหมายลักษณะนี้ล้วนแล้วแต่กำหนดโทษต่ำกว่ามาตรา 112 มาก1
ข้ออ้างที่ 2
นำมาตรา 112 ไปเปรียบเทียบกับกฎหมายต่างประเทศไม่ได้ เพราะสถาบันกษัตริย์ของเรามีบารมีและลักษณะพิเศษ
คนส่วนใหญ่ในประเทศนี้อาจเห็นกันว่า สถาบันกษัตริย์ไทยได้รับความเคารพอย่างสูง เปี่ยมด้วยบารมี เมตตาและคุณธรรม มีพระราชกรณียกิจและพระราชจริยวัตรที่ดีงาม และพสกนิกรชาวไทยล้วนแล้วแต่จงรักภักดี คนส่วนใหญ่ในประเทศนี้จึงยืนยันว่าสถาบันกษัตริย์ไทยมีลักษณะพิเศษ ไม่อาจนำไปเปรียบเทียบกับสถาบันกษัตริย์ของประเทศอื่นได้ ต่อให้เรายอมรับว่าจริง แต่ความพิเศษเช่นว่าก็ไม่อาจนำมาเป็นเหตุให้กำหนดโทษสูงในความผิดฐานหมิ่น ประมาทกษัตริย์ หรือนำกฎหมายนี้มาใช้เพื่อทำลายล้างกัน นอกจากนี้ ในเมื่อยืนยันว่าสถาบันกษัตริย์ไทยได้รับความเคารพอย่างสูง และคนไทยจงรักภักดีอย่างถึงที่สุดจนยากจะหาที่ใดมาเสมอเหมือนแล้วล่ะก็ กฎหมายแบบมาตรา 112 ยิ่งไม่มีความจำเป็น
ข้ออ้างที่ 3
บุคคลทั่วไปมีกฎหมายความผิดฐานหมิ่นประมาทคุ้มครองเกียรติยศและชื่อเสียง แล้วจะไม่ให้กษัตริย์มีกฎหมายคุ้มครองเช่นนี้บ้างหรือ?
ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นใคร ดำรงตำแหน่งใด ย่อมมีสิทธิในการปกป้องรักษาเกียรติยศและชื่อเสียงของตน แน่นอนว่าต้องมีกฎหมายความผิดฐานหมิ่นประมาทเพื่อคุ้มครองเกียรติยศและชื่อ เสียงของกษัตริย์ในฐานะประมุขของรัฐ แต่กฎหมายเช่นว่านั้นต้องไม่มีความพิเศษหรือแตกต่างจากกฎหมายความผิดฐาน หมิ่นประมาทบุคคลธรรมดา หรือหากจะแตกต่างก็ต้องไม่แตกต่างมากจนเกินไป แต่กรณีมาตรา 112 นั้น ลักษณะของความผิด (พูดทำให้ผู้อื่นเสียหาย) ไม่ได้สัดส่วนกับโทษ (จำคุก 3 ปี ถึง 15 ปี) อยู่ในลักษณะความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ไม่มีเหตุยกเว้นความผิดและเหตุยกเว้นโทษ
ข้ออ้างที่ 4
ต่อให้มีบุคคลใดถูกลงโทษตาม 112 แต่ก็ได้รับพระราชทานอภัยโทษอยู่ดี
มีหลายคดีที่จำเลยรับโทษจำคุก ต่อมาได้ขอพระราชทานอภัยโทษและในท้ายที่สุดก็ได้รับพระราชทานอภัยโทษ แต่ก็มีอีกหลายคดีที่จำเลยไม่ได้รับพระราชทานอภัยโทษหรือได้รับพระราช ทานอภัยโทษเมื่อเวลาล่วงผ่านไปนานแล้ว เคยมีข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยเป็นชาวต่างชาติและขอพระราชทานอภัยโทษ เวลาผ่านไปไม่นานนัก ก็ได้รับพระราชทานอภัยโทษ (เช่น กรณีนายโอลิเวอร์ จูเฟอร์และนายแฮร์รี่ นิโคไลดส์) แต่กรณีอื่นๆ ต้องใช้เวลานานพอสมควรถึงจะได้รับพระราชทานอภัยโทษ (เช่นกรณีนายสุวิชา ท่าค้อ) ซึ่งอาจให้เหตุผลได้ว่าแต่ละกรณีมีข้อเท็จจริงที่แตกต่างกันไป แต่ถึงกระนั้น นั่นก็หมายความว่า จำเลยจะได้รับพระราชทานอภัยโทษหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องแน่นอนและเสมอกันทุกกรณี ยิ่งไปกว่านั้น การที่จำเลยถูกตัดสินว่าไม่มีความผิด, การที่จำเลยถูกตัดสินว่าผิด ต้องโทษจำคุก แต่รอลงอาญา, การที่จำเลยถูกตัดสินว่าผิดและต้องโทษจำคุก ต่อมาได้รับการพระราชทานอภัยโทษ ทั้ง 3 กรณีนี้มีผลทางกฎหมายไม่เหมือนกัน
นอกจากนี้ นักวิชาการยังได้หยิบยกสถิติจำนวนคดีแล้วสรุปว่าจำนวนคดีเกี่ยวกับความผิดตามมาตรา 112 มีน้อยว่า “ตั้งแต่ มีกฎหมายลักษณะอาญา พ.ศ.2451 มาจนถึงการใช้ประมวลกฎหมายอาญา ฉบับปัจจุบัน ตลอดเวลากว่า 100 ปี มีคำพิพากษาศาลฎีกาเพียง 4 เรื่อง...”2 ข้อสรุปนี้ก็ไม่ถูกต้อง เพราะตัวเลขนั้นเป็นจำนวนคดีที่ศาลฎีกาตัดสิน ต้องเข้าใจว่า คดีเกี่ยวกับความผิดตามมาตรา 112 นี้ ในหลายกรณี จำเลยไม่ต้องการต่อสู้คดี เพราะประเมินว่าสู้ไปจนถึงชั้นศาลฎีกา ผลของคดีคงไม่ต่างกัน จำเลยจึงตัดสินใจยอมรับโทษตั้งแต่คำพิพากษาศาลชั้นต้น เพื่อให้คำพิพากษาถึงที่สุด และขอพระราชทานอภัยโทษต่อไป ด้วยเหตุนี้จำนวนคดีเกี่ยวกับความผิดตามมาตรา 112 ที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาจึงมีจำนวนน้อย แต่หากลงไปตรวจสอบจำนวนคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ หรือจำนวนคดีที่อยู่ในชั้นตำรวจหรืออัยการ หรือจำนวนผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยถูกจับกุมคุมขังเพื่อรอการพิพากษาของศาล แล้ว จะเห็นได้ว่ามีจำนวนมาก และมีมากขึ้นนับแต่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549
ข้ออ้างที่ 5
ความผิดตามมาตรา 112 เกี่ยวพันกับความมั่นคงของรัฐ
โดยลักษณะของความผิดตามมาตรา 112 ไม่มีสภาพร้ายแรงถึงขนาดกระทบกระเทือนต่อการดำรงอยู่ ต่อบูรณภาพ และต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ความผิดตามมาตรา 112 เป็นกรณีที่เกิดจากการพูดแล้วทำให้กษัตริย์เสียหาย ไม่ได้กระทบกระเทือนถึงการดำรงอยู่ของกษัตริย์ ไม่ใช่กรณีประทุษร้ายหรือปลงพระชนม์กษัตริย์ และไม่ใช่การเปลี่ยนรูปแบบของราชอาณาจักร ความผิดตามมาตรา 112 จึงไม่เกี่ยวพันกับความมั่นคงของรัฐ
ข้ออ้างที่ 6
ในเมื่อรู้ผลร้ายของการกระทำความผิดตามมาตรา 112 แล้ว ก็จงหลีกเลี่ยงไม่ทำความผิดหรือไม่เสี่ยงไปพูดถึงกษัตริย์เสียก็สิ้นเรื่อง
เมื่อกฎหมายเกี่ยวกับความผิดตามมาตรา 112 นี้เป็นกฎหมายที่มีปัญหาในตัวมันเอง ทั้งในทางตัวบทและทั้งในการบังคับใช้ เป็นกฎหมายที่ละเมิดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอย่างยิ่ง ก็ต้องยกเลิกหรือแก้ไขมาตรา 112 ไม่ใช่เห็นว่ามาตรา 112 มีโทษร้ายแรง ก็จงอย่าไปเสี่ยง เลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยง ข้ออ้างแบบนี้ ไม่ต่างอะไรกับการบอกว่า ไฟนั้นร้อน อาจลวกมือได้ ก็จงอย่าใช้ไฟนั้น
ข้ออ้างที่ 7
ในทุกประเทศล้วนแล้วแต่มีเรื่องต้อง ห้าม เรื่องอ่อนไหวที่ห้ามพูดถึงหรือไม่ควรพูดถึง ซึ่งเรื่องต้องห้ามนั้นก็แตกต่างกันไป ของไทยก็คือเรื่องสถาบันกษัตริย์
จริงอยู่ที่แต่ละประเทศก็มีเรื่องต้องห้าม แต่หากสำรวจเรื่องต้องห้ามในประเทศเสรีประชาธิปไตยทั้งหลายแล้ว จะเห็นได้ว่าเรื่องต้องห้ามเหล่านั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของศักดิ์ศรีความเป็น มนุษย์ สิทธิและเสรีภาพ เช่น กรณีในเยอรมนีและหลายประเทศในยุโรป บุคคลไม่อาจพูดหรือแสดงความเห็นไปในทิศทางสนับสนุนฮิตเลอร์หรือนาซี หรือให้ความชอบธรรมแก่การกระทำของนาซีได้มากนัก กรณีหลายประเทศ บุคคลไม่อาจพูดหรือแสดงความเห็นไปในทางเหยียดผิว เหยียดเชื้อชาติ เหยียดศาสนาได้ แต่กรณีของไทย เรื่องห้ามพูด คือ กรณีสถาบันกษัตริย์ วิญญูชนโปรดพิจารณาว่าเป็นเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือไม่
ข้ออ้างที่ 8
ความผิดตามมาตรา 112 เป็นเรื่องอ่อนไหว กระทบจิตใจของคนไทยทั้งชาติ สมควรให้กระบวนการยุติธรรมจัดการดีกว่า หากไม่มีกระบวนการยุติธรรมจัดการแล้ว อาจส่งผลให้คนในสังคมลงโทษกันเอง
หากจะมีการประชาทัณฑ์หรือสังคมลงโทษอย่าง รุนแรง ก็เป็นหน้าที่ของกระบวนการยุติธรรมที่ต้องเข้าไปป้องกันและจัดการให้เป็น ระเบียบเรียบร้อย ไม่ใช่เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามมาตรา 112 จะโดนรุมประชาทัณฑ์ เลยช่วยเอาผู้ถูกกล่าวหาไปขังคุกแทน
ข้ออ้างที่ 9
มาตรา 112 สัมพันธ์กับมาตรา 8 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
มาตรา 8 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติว่า “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้” บทบัญญัติในลักษณะดังกล่าวปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญหลายประเทศ เป็นบทบัญญัติในลักษณะประกาศ (declarative) เพื่อให้สอดรับกับหลัก The King can do no wrongไม่ใช่เป็นบทบัญญัติในลักษณะวางกฎเกณฑ์ปทัสฐาน (normative) การอ่านมาตรา 8 ของรัฐธรรมนูญ และมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา ต้องอ่านแบบประชาธิปไตย ไม่ใช่อ่านแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หากอ่านแบบประชาธิปไตย จะเข้าใจได้ทันทีว่า มาตรา 8 มีเพื่อเทิดกษัตริย์ไว้เป็นประมุขของรัฐ ซึ่งไม่ทำอะไรผิด เพราะไม่ได้ทำอะไรเลย เมื่อไม่ได้ทำผิด และไม่ได้ทำอะไรเลย จึงไม่มีใครมาละเมิดได้ คำว่า “เคารพสักการะ” ก็เป็นการเขียนเชิงประกาศเท่านั้น ไม่ได้ส่งผลทางกฎหมายในลักษณะมีโทษแต่อย่างใด
นอกจากนี้ ในระบอบประชาธิปไตย เอกสิทธิ์และความคุ้มกันต่างๆที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นๆมอบให้แก่กษัตริย์ ก็เป็นการมอบให้แก่กษัตริย์ในฐานะตำแหน่งกษัตริย์ที่เป็นประมุขของรัฐ ไม่ได้มอบให้แก่บุคคลที่มาเป็นกษัตริย์ หากกษัตริย์ปฏิบัติหน้าที่นอกกรอบของรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตย เอกสิทธิ์และความคุ้มกันต่างๆก็ต้องหมดไป
การแก้ไขมาตรา 112 ให้โทษต่ำลงก็ดี การกำหนดเหตุยกเว้นความผิดตามมาตรา 112 ก็ดี การกำหนดเหตุยกเว้นโทษตามมาตรา 112 ก็ดี ไม่ได้ขัดหรือแย้งกับมาตรา 8 ของรัฐธรรมนูญ การแก้ไขมาตรา 112 ไม่ได้ทำให้กษัตริย์ไม่เป็นที่เคารพสักการะ กฎหมายแบบมาตรา 112 ยังคงมีอยู่ เพียงแต่ปรับปรุงให้ทันสมัยและสอดคล้องกับสังคมประชาธิปไตยเท่านั้น และหากสมมติว่ามีการยกเลิกมาตรา 112 จริง หากมีผู้ใดหมิ่นประมาทกษัตริย์ ก็ยังมีกฎหมายหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดาให้ใช้ได้
ณ เวลานี้ มีความเข้าใจผิดกันในหมู่ผู้สนับสนุนมาตรา 112 และผู้เลื่อมใสอุดมการณ์กษัตริย์นิยมว่า การรณรงค์เสนอให้มีการแก้ไขหรือยกเลิกมาตรา 112 เป็นการกระทำที่มีความผิดฐาน “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” และเป็นพวก “ล้มเจ้า” ข้าพเจ้าขอยืนยันว่า การรณรงค์เช่นว่าไม่มีความผิดใดเลย เป็นการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นว่าไม่เห็นด้วยกับมาตรา 112 ไม่ต่างอะไรกับการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นว่าไม่เห็นด้วยกับรัฐ ธรรมนูญ กฎหมายความมั่นคง กฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือกฎหมายอื่นใด มาตรา 112 เป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมาย มิใช่สถาบันกษัตริย์ สมมติว่ามาตรา 112 ถูกแก้ไขหรือยกเลิกจริง สถาบันกษัตริย์ก็ยังคงดำรงอยู่ต่อไป ไม่ได้ถูกยกเลิกตามมาตรา 112 ไปด้วย
หากความเห็นของข้าพเจ้าไม่มีน้ำหนักเพียงพอ ข้าพเจ้าขอยกเอาความเห็นของข้าราชการผู้หนึ่ง นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เขาผู้นี้เคยให้ความเห็นไว้ ณ ห้องแอลที 1 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2552 ในการเสวนาหัวข้อ “กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกับความมั่นคงของรัฐ” ว่า “ใน เรื่องการแสดงความเห็นหรือรณรงค์อะไร ผมคิดว่าทำได้นะ แต่ก็ต้องอยู่ในกรอบที่จะไม่ไปผิดกฎหมายด้วย คงขึ้นอยู่กับวิธีการนำเสนอและรายละเอียดของการรณรงค์ว่ามีความเห็นให้เลิก มาตรา 112 เพราะอะไร ถ้าเป็นความเห็นที่ไม่ได้เป็นความผิดตามมาตรา 112 เสียอีก ก็ทำได้”3 นอกจากนี้นายธาริตฯคนเดียวกันนี้ยังอภิปรายในงานเดียวกันว่า "...ขณะ นี้มาตรา 112 ได้กลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง ซึ่งขอเสนอต่อจาก อ.วรเจตน์ ว่า ต้องจัดการพวกที่เยินยอเกินเหตุนั้น ซึ่งต้องต่อท้ายด้วยว่า หาประโยชน์จากการเยินยอโดยการไปใส่ร้ายฝ่ายตรงข้าม ผมไม่ทราบว่าจะตั้งบทบัญญัติอย่างไร แต่เรารับรู้และรู้สึกได้ว่า พวกนี้แอบอ้างสถาบันฯ แล้วใช้เป็นเครื่องมือหรือเพื่อประโยชน์ทางการเมืองในการจัดการฝ่ายตรงข้าม พวกนี้จะต้องรับผิดเพราะโดยเจตนาส่วนลึกแล้วก็คือการทำลายสถาบันฯ นั่นเอง..."4
อ่านฉบับเต็ม (ช่วงที่ 2 และ 3) ได้ที่เว็บไซต์ติราษฏร์ คลิก! ที่นี่
............................................................
1. ในส่วนของกฎหมายต่างประเทศเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาทกษัตริย์ โปรดดู ปิยบุตร แสงกนกกุล, “ความผิดฐานหมิ่นประมาทกษัตริย์ขัดกับเสรีภาพในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็น : กรณีหมิ่นประมาทกษัตริย์สเปน”, http://www.enlightened-jurists.com/page/193 และสามารถฟังคลิปบันทึกเสวนาเรื่อง “กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” จัดโดยคณะนิติราษฎร์ วันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๔ ในส่วนการอภิปรายของปิยบุตร แสงกนกกุล และบางส่วนจากการอภิปรายในหัวข้อ "บทวิพากษ์ขบวนการล้มเจ้า ฉบับ ศอฉ." เนื่องในโอกาสเปิดตัวหนังสือหลากมิติกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เมื่อวันที่๖เมษายน๒๕๕๓คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ที่ http://archive.voicetv.co.th/content/12710
2. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ “ความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ : เอกลักษณ์ประชาธิปไตยไทยในกระแสประชาธิปไตยโลก” และ “วัฒนธรรมไทยกับความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ : เอกลักษณ์ประชาธิปไตยไทยในกระแสประชาธิปไตยโลก” , มติชนรายวัน ฉบับวันที่ ๖ และ ๗ เมษายน ๒๕๕๒ ตีพิมพ์ซ้ำอีกครั้งใน จันทจิรา เอี่ยมมยุรา (บรรณาธิการ), หลากมิติกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ, โครงการประกาศนียบัตรบัณฑิตทางกฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ , คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ , สำนักงานสิทธิมนุษยชนศึกษาและการพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล , ภาควิชาปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๓, หน้า หน้า ๒๑๐
3. จันทจิรา เอี่ยมมยุรา (บรรณาธิการ), หลากมิติกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ, โครงการประกาศนียบัตรบัณฑิตทางกฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ , คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ , สำนักงานสิทธิมนุษยชนศึกษาและการพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล , ภาควิชาปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๓, หน้า ๑๐๑.
4. เพิ่งอ้าง, หน้า ๙๒.
สัมภาษณ์ อรพิณ ยิ่งยงพัฒนา: ทำไมต้องต้าน พ.ร.บ. คอมฯ ฉบับใหม่
ที่มา ประชาไท
โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ ไอลอว์ (iLaw) http://ilaw.or.th ซึ่งดำเนินการรณรงค์ให้เกิดการเสนอกฎหมายใหม่ หรือแก้ไขกฎหมายโดยประชาชนมีส่วนร่วม กำลังรณรงค์เรียกร้องและเผยแพร่จดหมายเปิดผนึกถึงประชาชนและผู้ใช้อินเทอร์เน็ตให้ร่วมกันแสดงออกเพื่อหยุดการนำร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฉบับใหม่เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี
อย่างไรก็ตาม ความพยายามนี้อาจจะล่าช้าเกินไป เมื่อมีกระแสข่าวว่า ร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวกำลังจะเข้าสู่การพิจารณาหลักการโดยคณะรัฐมนตรีในการประชุมคณะรัฐมนตรีที่จะมีขึ้นในวันพุธที่จะถึงนี้
ประชาไทสัมภาษณ์ อรพิณ ยิ่งยงพัฒนา ผู้จัดการไอลอว์ ถึงสิ่งที่ไอลอว์จะดำเนินการต่อ และเหตุผลที่ต้องออกมาคัดค้านการนำ ร่าง พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฉบับใหม่เข้าสู่การพิจารณา โดยเธออธิบายเหตุผลหลักๆ คือ กฎหมายนี้จะกระทบกับเสรีภาพของประชาชนทั่วไป และเป็นกฎหมายที่ขาดการมีส่วนร่วมจากประชาชน
อรพิณ ยิ่งยงพัฒนา ผู้จัดการ iLaw
พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์นี้มีความสำคัญอย่างไร ถึงได้มีการรณรงค์ต่อต้านเกิดขึ้นในอินเทอร์เน็ต?
ตอนนี้เรามีร่าง พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฉบับหนึ่งใช้อยู่ คือ ฉบับปี พ.ศ. 2550 ซึ่ง พ.ร.บ. ฉบับนี้ หลายๆฝ่ายต่างพูดว่ามีปัญหามาก ทั้งในแง่ของโทษที่เอาผิดได้อย่างกว้างขวาง การให้อำนาจเจ้าหน้าที่ที่มากล้น หลายฝ่ายเล็งเห็นว่าจะต้องมีการแก้ไข รวมทั้งกระทรวงไอซีทีเองด้วย และโดยไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย มีข่าวออกมาว่าไอซีทีได้จัดทำร่างฉบับใหม่ออกมาแล้ว และเมื่อเราไปดูรายละเอียดในร่าง พบว่าเนื้อหาที่เป็นปัญหาทุกอย่างที่อยู่ในฉบับเก่าไม่ได้หายไป แสดงว่ายังไม่ได้เกิดการแก้ไข ร่างฉบับใหม่เพียงแต่เพิ่มจำนวนมาตราขึ้นเท่านั้น ของเดิมน่ากลัวอยู่แล้ว ก็มีการเพิ่มความน่ากลัวเข้าไปอีก ล้วนเป็นการกระทบพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตทั่วๆไป
อะไรบ้างที่น่ากลัว?
มีมาตราที่พูดถึงการสำเนาข้อมูลคอมพิวเตอร์ ระบุว่าการสำเนาข้อมูลคอมพิวเตอร์มีความผิด ในกฎหมายใช้คำว่าการสำเนาข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยประการที่อาจจะก่อให้เกิดความเสียหาย ถือว่ามีความผิด แล้วมันแปลว่าอะไร? ถ้าเราอ่านเราคงจะตีความว่าเป็นมาตราที่จะจัดการเรื่องลิขสิทธิ์ มีคนพูดๆกันว่า ที่มาของมาตรานี้มาจากการผลักดันจากค่ายเพลงใหญ่ค่ายหนึ่ง
อีกมาตราหนึ่งก็คือ มาตราที่พูดถึงการแฮก (Hack-การเข้าสู่ระบบโดยไม่ได้รับอนุญาต) บอกว่าถ้าคุณครอบครองโปรแกรมที่มีประสิทธิภาพที่จะทำสิ่งเหล่านี้ได้ คุณก็มีความผิดในทันที แม้ว่าเราจะยังไม่ได้แฮกก็ตาม ถ้าเปรียบเทียบในโลกความจริง ถ้าคุณมีมีดแต่ยังไม่ได้อะไร คุณก็มีความผิดแล้ว นี่มันเกินไปหรือเปล่า?
มองจากตัวกฎหมายแล้วเราสามารถตีความได้กว้างมาก การใช้พร็อกซี (Proxy) ก็อาจจะเข้าข่ายนิยามตามกฎหมายก็ได้อีกข้อหนึ่งที่น่าจะผิดก็คือ การมีโปรแกรมบิตทอร์เรนต์ (BitTorrent) คุณจะโหลดหรือยังไม่รู้ แต่คุณมีโปรแกรมที่มีประสิทธิภาพในการสำเนาข้อมูลคุณก็ผิดแล้ว ทำไมแค่การครอบครองก็มีความผิดได้ในเมื่อคุณยังไม่ได้ลงมือกระทำ? กฎหมายอาญาน่าจะดูเจตนากับการกระทำไม่ใช่หรือ?
อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องคณะกรรมการ ที่ผ่านมาอำนาจต่างๆจะอยู่ที่กระทรวงไอซีที จะมีตำแหน่งเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่ ค้นหาข้อมูล ขอสำเนาไฟล์คอมพิวเตอร์ ฯลฯ แต่ในร่างกฎหมายใหม่นี้เพิ่มกลไกหนึ่งขึ้นมา ให้มีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ มีหน้าที่แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ และมีอำนาจหน้าที่ในการขอสำเนาข้อมูลทางคอมฯ มันอาจจะดีก็ได้ที่มีคณะกรรมการชุดนี้ที่อาจจะมีช่องทางที่ประชาชนสามารถตรวจสอบได้มากกว่าเดิม แต่ว่าที่มาของคณะกรรมการฯ ก็ไม่มีสัดส่วนใดที่เชื่อมโยงกับประชาชนเลย
ที่ผ่านมาจะเป็นกระทรวงไอซีที สำนักกำกับเทคโนโลยี ที่จะทำหน้าที่ตรงนี้ เรามีความเชื่อว่าการมี ป.ป.ค.อาจจะดีขึ้น แต่อาจจะต้องเพิ่มสัดส่วนที่มาจากประชาชน และตั้งคำถามถึงที่มาของคณะกรรมการฯ ด้วย
อีกประเด็นหนึ่งคือ พ.ร.บ. คอมฯ ไม่ควรพูดถึงการเอาผิดในเชิงเนื้อหา นี่เป็นข้อเสนอของเราตั้งแต่ พ.ร.บ.ฉบับเดิม เพราะกฎหมายอาญาก็ครอบคลุมอยู่แล้ว มีข้อหนึ่งที่เราคิดว่าน่าเกลียดกว่า พ.ร.บ. ฉบับเดิมคือ การใช้คำที่ว่า การนำเสนอข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง ถือว่าเป็นความผิด ซึ่งเรารู้สึกว่ามันฟังดูการเมืองมากๆ สมมติว่า มีคนพูดว่า “ทหารยิงประชาชน” ใครจะเป็นคนพูดว่าอะไรคือความจริง และที่ผ่านมารัฐก็อาศัยการบล็อกเว็บตลอด รัฐเป็นผู้ครอบครองความจริง การแสดงความคิดเห็นไม่ควรจะต้องถูกควบคุม ทำไมจะต้องอยู่ในกรอบที่เขากำหนด? ถ้าอย่างนั้นเราไม่สามารถพูดอะไรได้เลย เราคงพูดได้แค่ว่า “พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก”
ถ้าอย่างนั้น หากมีโปรแกรมเวิร์ดก็เป็นความผิดได้สิ?
(หัวเราะ) เราไม่สามารถตีความแทนศาลหรือผู้ร่างกฎหมายได้ เห็นไหม มันกว้างมาก เกิดคำถามอย่างมากมายในอินเทอร์เน็ต มีโปปรแกรมมากมายที่เป็นโปรแกรมพื้นฐานที่เราสามารถทำอะไรก็ได้ มีคนพูดว่า ถ้าอย่างนั้นไปดูที่เจตนาสิ หากไม่ตั้งใจให้เกิดความเสียหายหรอก คำถามคือ แล้วทำไมไม่เขียนกฎหมายให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น?
คนกลุ่มไหนที่จะได้รับผลกระทบจาก พ.ร.บ.นี้?
ทุกคน แม้แต่คนที่ไม่ใช้อินเทอร์เน็ต เพราะการสร้างบรรยากาศให้ประชาชนไม่สามารถแสดงความคิดเห็นทางการเมือง การเมืองก็ไม่สามารถพัฒนาได้ “อุ๊ย พูดอย่างนี้ก็กลายเป็นเรื่องการเมืองทันที” และยังกระทบไปถึงวงการอื่นๆ ด้วย เช่น วงการการศึกษา การค้นหาข้อมูล การเสพสื่อศิลปะทางอินเทอร์เน็ต ก็คงต้องเปลี่ยนไปแน่ๆ
หากเรายับยั้งร่างนี้ไม่ได้ เราอาจจะต้องทำร่างคู่ขนาน ซึ่งเมื่อสภาพิจารณาก็จะได้พิจารณาหลายๆร่างไปพร้อมๆกัน คือ ล่ารายชื่อ 10,000 ชื่อ เพื่อทำร่างแก้ไขจากฉบับปี พ.ศ. 2550
ในต่างประเทศ กฎหมายการป้องกันการสำเนาข้อมูลเข้มงวดแบบนี้ไหม?
กฎหมายลิขสิทธิ์ไม่ได้เขียนเข้มแบบนี้ แต่เต็มไปด้วยข้อยกเว้น เช่น หากนำไปใช้ในการสร้างสรรค์ ก็ไม่มีความผิด หรือว่านำข้อมูลนี้ไปใช้กี่เปอร์เซ็นจากข้อมูลทั้งหมด ก็ไม่มีความผิด แต่ว่ามาตราใน พ.ร.บ.คอมฯ นี้ มันตีขลุมมากๆ
เวลาที่มีการต่อต้านกฎหมายฉบับใดๆ ก็ตาม คำถามที่มักจะถูกถามก็คือ คนที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านกฎหมายนั้นเดือดร้อนอะไร?
สังคมประชาธิปไตย คือ สังคมที่มีความขัดแย้ง ถูกไหม? สิ่งที่ดีที่สุด คือ เราจะต้องอยู่บนความขัดแย้งได้ อยู่กับความคิดเห็นที่หลากหลายได้ แต่ก่อนที่เราจะมีโลกแบบนั้นได้ เราจะต้องมีเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและแสดงความคิดเห็นก่อน
ที่ต่อต้าน พ.ร.บ.นี้ เพราะมองมันเป็นเรื่องการเมืองหรือเปล่า?
เพราะเราเห็นประสบการณ์จาก พ.ร.บ. ฉบับเก่า ที่ชัดเจนว่าถูกนำมาใช้ในการเมือง เราไม่ได้เริ่มต้นต่อต้านจากจุดยืนทางการเมืองของเรา แต่เราเห็นว่ามีคนที่ถูกละเมิดจากฉบับเก่า และเห็นว่าการแก้ครั้งใหม่ ทำให้ทุกอย่างมันหนักข้อไปกว่าเดิม เราไม่รู้ว่าจะปล่อยให้ประวัติศาสตร์มันซ้ำซากทำไม
คิดว่าร่างใหม่ที่ออกมามีเป้าประสงค์ทางการเมือง?
หนีไม่พ้นที่เราจะต้องสงสัย เพราะไม่มีเหตุจำเป็นอะไรที่จะต้องรีบผลักดันร่างกฎหมายนี้อย่างเร่งด่วนและเงียบเชียบ เรามีกลไกหนึ่งใช้อยู่แล้ว ซึ่งก็คือ พ.ร.บ.ฉบับเดิม แทนที่เราจะค่อยๆศึกษา แก้ปัญหา และพัฒนาจากฉบับเดิม ทำไมถึงต้องรีบร้อนอะไรขนาดนั้น
iLaw ทำอะไร หลังจากมีข่าวว่า พ.ร.บ.นี้ กำลังถูกผลักดันเข้าสู่กระบวนการครม.?
เรารู้ว่ามันกำลังเข้าสู่กระบวนการแล้ว และถ้าผ่านการรับหลักการไปแล้ว การจะแก้ไขอะไรจะทำได้ยากขึ้น คนในภาครัฐจะพูดว่า ไม่ต้องห่วง สบายใจได้ ยังมีอีกหลายขั้นตอน คุณไปแก้ในชั้นสภาก็ได้ หาคนมาเป็นตัวแทนกรรมาธิการก็ได้ แต่คำถามคือทำไมเราต้องรอไปถึงขั้นนั้น? ในเมื่อถ้าเราเอาประชาชนคนไทยที่เล่นอินเตอร์เน็ตมาช่วยกันร่างกฎหมาย อาจจะร่างได้ดีกว่านั้นก็ได้
เราพยายามหาทางยื่นหนังสือที่สำนักนายกฯ เนื้อหาคือ หยุด อย่าเพิ่งพิจารณา ใจเย็นๆ ให้ประชาชนได้ร่วมกันคิด และหวังว่าจะมีการพิจารณาสิ่งที่เรานำเสนอ และเลื่อนการเสนอร่างนี้ออกไปด้วย
มีอะไรทีประชาชนที่ใช้อินเทอร์เน็ตควรทำ?
เรื่องนี้ไม่ควรเงียบหลังจากที่รู้ว่า ครม.จะพิจารณาหรือไม่พิจารณา ถ้าครม.จะพิจารณาต่อก็จะเป็นประเด็นที่ลากยาว หากนายกฯประกาศยุบสภา หลังจากนี้ก็จะมีการเลือกตั้ง สภาจะปิด มีการหาเสียงเลือกตั้ง เราคงต้องทวงถามนักการเมืองที่จะเข้าสู่สนามเลือกตั้ง คุณจะทำให้กฎหมายฉบับนี้สนองประโยชน์ต่อประชาชนหรือเปล่า?
จากที่ไอลอว์ได้ศึกษารวบรวมข้อมูลคดีตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตราที่ใช้บ่อยมาที่สุด คือมาตราไหน?
มาตรา 14 มาตรา 15 และมาตรา 20
มาตรา 14 คือ มาตราที่เป็นการเอาผิดกับเนื้อหา เช่น การกล่าวข้อมูลอันเป็นเท็จ การละเมิดความมั่นคง การมีภาพโป๊
มาตรา 15 คือ มาตราเกี่ยวกับผู้ให้บริการ ผู้ดูแลระบบ ในแง่ของจำนวนคดีมีไม่มาก แต่มีผลกระทบในแง่ของสังคมแน่ๆ เพราะทุกคนต้องปรับตัว
มาตรา 20 คือ มาตราเป็นเรื่องการบล็อกเว็บ มีการยื่นต่อศาลทุกเดือน เดือนละหลายๆครั้ง ครั้งหนึ่งก็ 400-500 url
โดยสรุปแล้ว พ.ร.บ.คอมฯ เน้นไปที่ตัวเนื้อหา ทั้งๆที่น่าจะเป็นกฎหมายที่มุ่งประเด็นไปที่เทคนิค เพราะว่านั่นเป็นอาชญากรรมที่น่ากลัวกว่าจริงๆ
ข้อ เสนอในการหาเสียงเลือกตั้ง : สร้างประชาธิปไตย เรียกร้องความเป็นธรรม โค่นล้มระบอบเผด็จการอำมาตย์ ด้วยการยกเลิกคณะองคมนตรีและให้สัตยาบันต่อศาลโลก
ที่มา Thai E-News
แนวทางนี้ไม่สุดโต่ง ไม่ล่องลอย ไม่ล้าหลังหวังเอาแต่การเป็นรัฐบาลหรือได้เป็น ส.ส.เท่านั้น พรรคเพื่อไทยและ นปช.ควรมีนโยบายเพียงสองประเด็นเท่านั้นที่จำเป็นในทางการเมืองขณะนี้คือ แก้ไขรัฐธรรมนูญยกเลิกองคมนตรี และการให้สัตยาบันต่อธรรมนูญกรุงโรม เพื่อเอาผิดผู้สังหารหมู่ประชาชน
โดย Pegasus
19 เมษายน2554
ได้ฟัง ดร.ทักษิณ ชินวัตร พูดถึงเป้าหมายของการหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ว่า “ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ” แนวทางนี้ถูกต้องแน่แท้อย่างยิ่ง
เพราะปัญหาของประเทศไทยไม่ใช่เรื่องปากท้องหรือการเมืองอะไร แต่เป็นเรื่องที่กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งอาศัยอำนาจทางรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นเผด็จการซ่อนรูป ปกครองประเทศด้วยการกดขี่ขูดรีดประชาชนอย่างโหดเหี้ยม ไร้เมตตา ปราณีต่างหาก
หากไล่ปัญหาทุกชนิดในประเทศไทย ตั้งแต่ เรื่องยาเสพย์ติด ธุรกิจผิดกฎหมาย ราคาผลิตผลการเกษตรตกต่ำ ระบบการศึกษาที่ไม่เท่าเทียมกัน การทำนาเท่าไรก็ยังยากจน จนถึงการฆ่าประชาชนจำนวนมาก ก็เพราะระบอบเผด็จการที่คอยกดหัว ปล้นสะดมภ์ประชาชนไปทุกหย่อมหญ้า ไม่ยอมให้มีเงิน ไม่ยอมให้โงหัว ไม่ยอมให้มีความรู้ ความฉลาด
เรียกได้ว่าเป็นการล้างสมองแล้วฆ่าให้ตายทั้งเป็นอย่างเลือดเย็น รูปแบบก็เป็นแบบฟาสซิสต์นาซีอาศัยอำนาจข้าราชการได้แก่ ทหาร กระบวนการยุติธรรมและสื่อของรัฐในการโฆษณาชวนเชื่อติดต่อกันเป็นเวลายาวนาน ตั้งแต่ก่อนยึดอำนาจจากคณะราษฎร โดยความร่วมมือของพรรคการเมืองเก่าแก่ ทหารและสื่อมวลชนย้อนหลังไปถึงปี พ.ศ.2490 โน่น
แม้แต่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 16 ก็เป็นเพียงการโค่นล้มรัฐบาลของ ถนอม-ประภาสที่ขัดขวางธุรกิจของกลุ่มผูกขาด
เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 19 ก็เป็นการปราบนักศึกษากลุ่มอื่นๆที่ไม่ใช่พวกของตนให้ราบคาบไป
และอีกหลายครั้งหลายหนมาจนปัจจุบันนี้เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาของทุกคนโดยไม่ต้องกลับไปอ่านหนังสือหรือประวัติศาสตร์ที่บิดเบือนตรงไหนได้อีก เหมือนที่กลุ่มโรงเรียนคาธอลิค หรือแม้แต่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาบางแห่งที่เป็นผู้รับใช้เผด็จการผลิตขึ้นก็ตาม
มีคำพูดว่า รัฐธรรมนูญปี 40 เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด คำถามคือรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดนี้ป้องกันการรัฐประหารได้หรือไม่
คำตอบชัดอยู่กับตัวแล้วดังนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเลียนแบบรัฐธรรมนูญปี 40 หรือรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนของนายแพทย์เหวงฯ ไม่ใช่คำตอบแน่นอน เพราะยังติดยึดกับรูปแบบกรอบเดิมของเผด็จการซ่อนรูป
ความคิดในการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องออกนอกกรอบเหมือนที่ ดร.ทักษิณฯ พูดอยู่บ่อยๆว่าต้องคิดนอกกรอบ
การจะทำอะไรจึงต้องมองทะลุให้ตลอดทางที่เรียกว่าวิสัยทัศน์ ต้องวางให้ชัดเจนจากนั้นจึงเดินหน้าแก้ปัญหาให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่รองรับวิสัยทัศน์นั้นผลที่ต้องการจึงจะได้ตามที่หวัง คุ้มค่ากับสูญเสียชีวิตของพี่น้องประชาชน
ไม่ใช่แค่ครั้งนี้แต่ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ 14 ตุลาคม 16 โน่นเลย
นี่ยังไม่รวมการไล่กวาดล้างฝ่ายประชาธิปไตยของคณะราษฎรอย่างโหดเหี้ยมทารุณเหมือนสัตว์ป่าอีกจำนวนมาก ต้นเหตุก็เพียงคำพูดในสมัยนั้นของ ดร.ปรีดีฯช่วงที่รัฐบาลหลวงธำรงค์ฯซึ่งเป็นสายคณะราษฎรถูกยึดอำนาจปี พ.ศ.2490 แล้วนายเตียง ศิริขันท์ซึ่งมีกำลังของเสรีไทยอยู่ในมือที่พร้อมจะเข้ามาต่อสู้กับฝ่ายยึดอำนาจ แต่ดร.ปรีดีฯด้วยความอ่อนประสบการณ์ในขณะนั้นได้บอกว่าไม่อยากให้พี่น้องประชาชนต้องเสียเลือดเนื้อ
แต่แล้วในที่สุด ดร.ปรีดีฯนั้นเองก็กลับมาสรุปบทเรียนในช่วงหลัง 14 ตุลาคม 16 ว่า ถ้ามีการต่อสู้เกิดขึ้นแล้ว แต่ยอมแพ้เพราะกลัวพี่น้องจะสูญเสียนั้นเป็นความคิดที่เหลวไหลที่สุด
แนวทางต่อสู้ขณะนี้ไม่มีทางเลือกนอกจากเป็นทางสองแพร่ง ระหว่างความพยายามรักษาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขไว้ โดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญในรัฐสภา ถ้าฝ่ายเผด็จการไม่ยินยอม และใช้กำลังหรือการยึดอำนาจเงียบแบบว่ามีนายกฯพระราชทานด้วยการสร้างเงื่อนไขจอมปลอมขึ้นมา เป็นเหตุให้ใช้พันธมิตรกับทหารเข้ายึดอำนาจการปกครองแล้วให้ทหารนอกเครื่องแบบติดอาวุธเข่นฆ่าประชาชน
หรือ อาจรอยุบสภาแล้วอ้างว่าเป็นช่วงเลือกตั้งจ ากนั้นส่งมือปืนรับจ้างควบคุมด้วยหน่วยงานของรัฐออกกวาดล้างแกนนำระดับย่อยของฝ่ายประชาธิปไตย โดยอ้างว่าเป็นเหตุการณ์ทางการเมืองปกติแล้วละก็ น่าคิดว่าการลุกฮือโดยไม่ต้องอาศัยแกนนำจะเกิดขึ้นค่อนข้างแน่นอน
และถ้าเป็นอย่างนั้น ก็อาจเป็นทางออกอีกหน้าหนึ่งว่าจะเหมือนกรณี อย่างเบาก็อียิปต์ อย่างหนักก็ลิเบีย อย่างกลางๆก็ไอเวอร์รีโคสต์ ตั้งแต่ประชาชนสู้ด้วยมือเปล่า ไปจนติดอาวุธ หรือในที่สุดเป็นสงครามกลางเมือง มีการประกาศรัฐบาลอีกรัฐบาลขึ้น และน่าจะมีต่างประเทศรับรองมากมาย
ต่อให้ฝ่ายเผด็จการไปตกลงมอบน้ำมันทั้งหมดทั้งประเทศให้กับประเทศตะวันตกก็ตามที ใครจะไปทานต่อมติชุมชนระหว่างประเทศได้
หมายเหตุไว้ตรงนี้ว่า การจับอาวุธของประชาชนในอาฟริกาไม่ได้มีการเตรียมตัวกันมาแต่แรก แต่เกิดจากเข่นฆ่าอย่างโหดร้ายจากฝ่ายปกครอง แล้วทหาร ตำรวจ บางส่วนหันมาให้การช่วยเหลือ และประกาศแยกตัวออกมาสนับสนุนรัฐบาลที่สองต่างหาก ที่เกิดขึ้นจริงในขณะนี้
ตรงนี้ต่างจากการจับอาวุธก่อการร้ายในประเทศต่างๆหรือทางใต้ของไทยที่ไม่ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ
อย่างไรก็ตามสำหรับไทยก็นับว่า ฉลาดที่ฝ่ายเผด็จการรีบปล่อยแกนนำ นปช. ออกมาหยุดอารมณ์ประชาชนไว้ได้ นับว่าซื้อเวลาออกไปได้เหมาะเจาะ
แต่ปัญหาคือประชาชนจะยอมสงบลงและถูกตลบหลังกวาดล้างอย่างที่คนวางแผนหวังไว้ได้หรือไม่ แม้ว่าตอนนี้จะมีการออกไล่สังหารบ้างแล้วก็ตาม แต่ในที่สุดแกนนำ นปช. ก็คงทานอารมณ์มวลชนไม่ได้แน่นอน ใครจะไปเข้าข้างเผด็จการได้ ในเมื่อกระแสโลกไปกันไกลแล้ว นี่คือคำตอบที่ฝ่ายเผด็จการนั่งนอนไม่หลับอยู่จนบัดนี้
ละแนวทางการต่อสู้แบบหลังเสียมาดูเฉพาะแนวทางการเลือกตั้ง แน่ละการเลือกตั้งจะไม่เกิดขึ้นแน่นอนหากฝ่ายเผด็จการไม่มั่นใจว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะไม่ได้กลับมาปกครอง
ขณะที่เขียนบทความนี้ก็มีแต่ข่าวยึดอำนาจทุกวัน เพราะฝ่ายเผด็จการเดินหมากหลายชั้นหลายกลุ่มเหลือเกิน จนตัวเองก็งงไปหมด แต่ไม่เป็นไร ลองมาคิดดูว่าเราควรจะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่นๆหากจะมีได้อย่างไร โดยมีสมมติฐานว่าจะรักษาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขไว้ ขอย้ำว่าถ้าฝ่ายเผด็จการไม่ยอมถอยก็ตัวใครตัวมันแล้วล่ะ
แนวทางที่เหมาะสมในการหาเสียงเลือกตั้งรวมถึงการปราศรัยบนเวทีของ นปช.และกลุ่มอื่นๆก็คือ
สร้างประชาธิปไตย เรียกร้องความเป็นธรรม โค่นล้มระบอบเผด็จการอำมาตย์ ไม่ใช่โค่นล้มสถาบันจารีต ด้วยการยกเลิกคณะองคมนตรีและให้สัตยาบันต่อศาลโลก
ในเรื่องการรักษาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ตอนนี้ความรู้แพร่กระจายชัดเจนว่าต้องมีการแก้ไขหลายประเด็นในหมวดพระมหากษัตริย์ แต่การแก้ไขให้ครบถ้วนนั้นแม้ว่าจะดีสามารถสร้างประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ได้เหมือนประเทศในยุโรป แต่ความรู้ของประชาชนทั่วไปในเรื่องกฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯและเมืองใหญ่ที่ถูกล้างสมองง่าย และสาละวนติดอยู่กับการทำมาหากินที่มีความรู้ทางการเมืองต่ำนั้นต้องอาศัยระยะเวลา
ทางออกที่เรียบง่ายและไม่กระทบกระเทือนต่อระบบทั้งหมดก็คือ การปราศรัยสืบสาวที่มาของการมีคณะองคมนตรีที่พบว่ามีการเข้ามาเกี่ยวข้องทางการเมืองมากมายตั้งแต่สมัยเริ่มยึดอำนาจโดยพรรคประชาธิปัตย์ร่วมมือกับทหารและสื่อมวลชนในปี พ.ศ.2490 (น่าแปลกใจว่าทำไมเกิดเหตุเหมือนเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาจนทุกวันนี้) แล้วเพียงนำเสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อยกเลิกคณะองคมนตรี ทุกเรื่องก็จะจบ
คำโต้แย้งอาจมีว่าการยกเลิกคณะองคมนตรีเป็นการก้าวล่วงพระราชอำนาจ คำตอบง่ายๆคือคณะองคมนตรีเกิดขึ้นมาจากการยึดอำนาจจากคณะราษฎรที่อภิวัฒน์ประชาธิปไตยไม่ได้เกิดขึ้นมาจากการพระราชทานหรือเป็นราชประเพณีสืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราช
และแม้กระนั้นก็ไม่สมควรที่จะมีอำนาจเหนือกว่าประชาชนเข้าของอำนาจอธิปไตย การแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย ฝ่ายประชาธิปไตยหาเสียงขอรับประชามติจากประชาชน ใครที่ต้องการรักษามาตราเกี่ยวกับคณะองคมนตรีไว้ก็เลือกพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเล็กพรรคน้อยที่สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์
ส่วนใครที่เห็นว่าคณะองคมนตรีนั้นไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ของประเทศไทยในปัจจุบันด้วยประเทศไทยเจริญก้าวหน้าไปมากแล้ว ทั้งที่ปรึกษาของสถาบันพระมหากษัตริย์ก็ยังคงเป็นคณะรัฐมนตรี และรัฐสภาได้เช่นเดียวกับประเทศในยุโรป ส่วนอื่นที่เป็นพระราชกรณียกิจส่วนพระองค์นั้น สำนักราชเลขาธิการหรือสำนักพระราชวังก็ยังเป็นองค์กรที่รองรับได้อยู่แล้ว
เพื่อเป็นการเตือนความจำ ประเทศฝรั่งเศสก็เคยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขมาแล้วแต่ด้วยเหล่ากลุ่มสนับสนุนให้ถวายคืนพระราชอำนาจ สร้างปัญหาให้กับประเทศฝรั่งเศสมากมายสุดที่จะทนทานกัน ในที่สุดรัฐสภาฝรั่งเศสจึงมีการลงมติยกเลิกระบอบกษัตริย์ไปในที่สุด
ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไรในระบอบประชาธิปไตย ดังนั้นลำพังการยกเลิกคณะองคมนตรีคงไม่เหลือบ่ากว่าแรงแต่ประการใด
ประเทศฝรั่งเศสก็ไม่เห็นจะล่มจม เสียหาย ตรงกันข้ามกลับเจริญรุ่งเรืองไม่แตกต่างจากประเทศอื่นๆ และเป็นหนึ่งในประเทศมหาอำนาจด้วยซ้ำไป
ถ้าใครสงสัยว่าคนฝรั่งเศสคิดอย่างไรกับประเทศของตัวเองก็ขอให้ไปฟังเพลงชาติฝรั่งเศสแล้วจะเข้าใจ ถ้าไม่ได้เรียนภาษาฝรั่งเศสมา เพลงชาติฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการที่แปลและเผยแพร่โดยสถานทูตฝรั่งเศสก็ยังมี แนะนำให้ไปอ่านกันมากๆ
มุมมองที่กล่าวมานี้เป็นมุมมองของฝ่ายประชาชน แต่อยากจะเสนอมุมมองที่เป็นประโยชน์ให้กับฝ่ายที่รักและอยากรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้เช่นเดียวกับผู้เขียนว่า การที่มีคนธรรมดาสามัญบางกลุ่มพูดกับทูตต่างประเทศถึงเรื่องสถาบันฯในทางที่เสียหายร้ายแรงขนาดนั้นแล้วไม่สามารถมีใครทำอะไรได้ มองในมุมกลับแล้วเป็นสิ่งน่ากลัวสำหรับสภาบันฯเป็นอย่างมาก แสดงว่าไม่ได้มองเห็นว่าสถาบันฯเป็นสิ่งที่ควรเคารพ บูชา แต่กลับมองเป็นเรื่องของอำนาจไปเสีย สะกิดเตือนเท่านี้หวังว่า คงพอเข้าใจถ้าไม่งมงายเกินไป
ปกติผู้ที่รักและหวงแหนสิ่งใดสิ่งหนึ่งจะต้องยอมเสียสละเพื่อสิ่งที่รักและหวงแหนนั้น เช่น กรณีแม่ปกป้องลูกน้อยจากอันตราย ถ้าใครที่พบว่าการกระทำของตน ยิ่งทำมากเท่าไร สิ่งที่รักและหวงแหนยิ่งบอบช้ำและเสียหายมากขึ้นเท่านั้น ที่จริงและสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องเสียสละตนเองเพื่อป้องกันสิ่งที่รักและหวงแหนนั้น ...หากว่ารักและหวงแหนสิ่งที่พูดนั้นจริงไม่ใช่ตัวเอง
กรณีของทหารก็เห็นได้ชัดว่า สร้างเรื่องเพื่อหาเหตุยึดอำนาจหรือให้เกิดสุญญากาศให้มีรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง
ทีนี้แทนที่จะสร้างเรื่องใดๆที่ห่างไกลต่อการกระทบหรือวิพากษ์ วิจารณ์เกี่ยวกับสภาบันฯ การกลับเป็นว่าเพื่อให้สามารถทำเรื่องที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เพื่อใช้กำลังสังหารประชาชนอีกรอบหนึ่งและยึดอำนาจ กลับดึงเอาสถาบันฯมาเกี่ยวข้องอีกจนได้
และขอแนะนำให้ปรึกษานายทหารพระธรรมนูญคนที่มาฟ้องร้องให้ชัดๆว่า คำพูดของแกนนำ นปช. ผิดข้อหาหมิ่นประมาทหรือไม่ ไม่ต้องมาตรา 112 แม้การหมิ่นประมาทปกตินั้นก็ไม่เข้าองค์ประกอบกฎหมายทั้งนั้น เพราะไม่ได้มีการเอ่ยอ้างถึงสถาบันฯและองค์ประกอบความผิดเกี่ยวเนื่องกับสถาบันทั้ง 4 ประการเลย (คือคุณจตุพรกับแกนนำนปช.ไม่ได้กล่าวหมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้ายพระหไมกษัตริย์,พระราชินี,องค์รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการเลย)
คำถามคือทหารคิดอย่างนี้เพราะอะไร คำตอบก็คงไม่แตกต่างจากเหตุของการมีคณะองคมนตรี เรื่องเหล่านี้สามารถประยุกต์กับข้าราชการฝ่ายต่างๆได้หมด โดยเฉพาะข่าวลือที่ว่า เพราะอยากเป็นองคมนตรีถึงทำเรื่องเลวร้ายต่างๆเหล่านั้นได้
การเสนอให้มีการยกเลิกคณะองคมนตรีด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงเป็นสิทธิของประชาชนโดยแท้ และสามารถพิสูจน์ได้จากมติเสียงของประชาชน ไม่ว่าพรรคเพื่อไทยจะได้จัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ ฝ่ายที่รักและเทิดทูนสถาบันฯก็จะเกิดความชัดเจนว่า พรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงต้องการเพียงยกเลิกระบอบอำมาตย์ซึ่งที่จริงแล้วเป็นภัยต่อสถาบันฯเสียด้วยซ้ำ ไม่ได้มีความต้องการโค่นล้มหรือยกเลิกระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเปลี่ยนไปเป็นแบบสาธารณรัฐหรือประธานาธิบดีที่พรรครัฐบาลโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พรรคประชาธิปัตย์และพันธมิตรฯ กล่าวซ้ำซากอยู่ตลอดเวลาไม่
เมื่อไม่มีคนคอยบงการข้าราชการ กับพรรคการเมืองในสังกัด ปัญหาเส้นสายก็หมดไป ทหาร ตำรวจ ตุลาการ หรือกลุ่มเอกชนก็จะทำหน้าที่ ทำงาน ทำมาหากินกันอย่างเป็นปกติสุข
ที่สำคัญคือ นักการเมืองก็จะไม่สามารถโกงกินให้เห็นได้เนื่องจากต้องพึ่งพาประชาชนผู้เสียภาษี ไม่ใช่กลุ่มอำมาตย์อีกต่อไป ข้อโจมตีว่านักการเมืองเลวก็จะจบลง เพราะนักการเมืองที่เลวอยู่ในปัจจุบันก็เพราะรู้ดีกันว่า ทำอะไรเพื่อประชาชนไปก็เท่านั้น ระบบเดิมไม่ดี ไม่เอื้อต่อการทำงานให้ประชาชน ดู ดร.ทักษิณฯ เป็นอุทธาหรณ์ได้
แต่ฝ่ายอำมาตย์ที่เป็นคนออกแบบรัฐธรรมนูญให้เละเทะนั่นเองกลับมาโทษนักการเมืองว่าเลว ต้องหวนกลับไปเป็นระบอบราชาธิปไตย อาศัยการแต่งตั้งทางการเมืองจึงจะดี พูดแค่นี้ก็รู้แล้วว่าทำเอง โทษเองกับมือ ใครเชื่ออีกก็ไร้ปัญญาเต็มทน
ประเด็นที่สองคือ การเรียกร้องความยุติธรรมด้วยการให้สัตยาบันต่อธรรมนูญกรุงโรมเพื่อให้ศาลอาญาระหว่างประเทศหรือที่เรียกกันภาษาพูดว่าศาลโลกเข้ามาสอบสวนข้อเท็จจริงในการสังหารประชาชน เหตุผลก็ง่ายๆ กล่าวคือ กระบวนการยุติธรรมที่เป็นสากล เป็นมาตรฐาน จะได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย ตัดสินอย่างไรก็จะยอมรับกันไปตามนั้น
ฝ่ายทหารกล่าวหาว่าเสื้อแดงยิงกันเอง ก็ให้หาหลักฐานมายืนยัน ฝ่ายเสื้อแดงบอกว่าทหารยิงก็หาหลักฐานมายืนยัน ฝ่ายสลิ่มเสื้อหลากสีได้เข้าไปช่วยล้างพื้นที่ กลบเกลื่อนหลักฐานไว้แล้ว ดังนั้นฝ่ายทหารเองไม่น่าจะหนักใจ
ปัญหากลับมาอยู่ที่ผลการสืบสวนของพวกเดียวกันเอง คือการสั่งการของรัฐบาลจากบางคนให้กรมสอบสวนคดีพิเศษทำการดังที่ให้สัมภาษณ์แปลกๆเพียงแค่วันหรือสองวันแรกหลังการสลายและสังหารประชาชน รวมถึงคำสารภาพที่เกิดตามมาจากเหตุนี้
อย่างไรก็ตามทหารควรจะสบายใจเพราะว่า ไม่ใช่ทหารทั้งกองทัพที่จะโดนคดี มีเพียงชุดล่าสังหารที่รัฐบาลให้ ดีเอสไอ ทำคดีที่เกิดการรั่วไหลเป็นข่าวนั้นแหละที่จะต้องถูกขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ และผู้ควบคุมซึ่งก็คงเป็นพวกนายพัน นายพล ไม่กี่คนที่เกี่ยวข้องกับคนยิงนั้น
ถ้าทหารเข้าใจตัวเองว่าเป็นลูกผู้ชายจริงไม่ใช่เพศอื่น และการหักหลังนี้ก็มาจากรัฐบาลเอง ไม่ได้มาจากฝ่ายเสื้อแดงแต่ประการใด ถ้าทหารอ้างว่า ตัวเองรักชาติจริง ไม่ได้รักรัฐบาลเพราะผลประโยชน์จากเงินที่เขาจ้างให้มาสังหารประชาชน ทั้งที่เป็นเบี้ยเลี้ยงพิเศษและเงินพิเศษที่ไม่ทราบแหล่งที่มา ก็ไม่ควรที่จะเดือดร้อนอะไร
ที่สำคัญคือคดีแบบนี้ไม่สามารถอภัยโทษได้ด้วยกฎหมายภายในประเทศ และรัฐบาลก็ไม่มีสิทธิที่จะยับยั้งถ้าได้มีการดำเนินการไปแล้ว ทั้งอายุความก็ยาวนานตลอดชีวิต ไม่ใช่ 20 ปี หรือมีการอภัยโทษใดๆได้
ดังนั้นการยอมรับสิ่งเหล่านี้จะทำให้เกิดความสงบได้อย่างรวดเร็ว ไม่เสียหายมากและประชาธิปไตยก็จะเดินหน้าไป ผู้มีความผิดไล่เรียงแล้วก็คือพรรคพวกของเหล่าองคมนตรีเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับทหารอื่นๆแต่ประการใด
คำถามคือ ทหารรักชาติหรือเปล่า ทหารเป็นคนไทยหรือเปล่า ทหารยังเป็นคนอยู่หรือเปล่าต่างหาก ที่ต้องพูดจากันให้ชัด และมีการแสดงออกของมนุษยธรรมใช้ชัด
อย่าลืมว่า กลุ่มบุคคลที่ทหารรับใช้อยู่ไม่ใช่ชาติ ชาติตามนิยามที่เรียนกันในชั้นประถมคือ ดินแดน อำนาจอธิปไตย รัฐบาลและประชาชน 4 ประการนี้ ทหารมีหน้าที่พิทักษ์ รักษา รัฐบาลไม่ว่าจะมาจากพรรคการเมืองไหน ไม่มีสิทธิไปยึดอำนาจ ทหารต้องปกป้องรักษาดินแดนไม่ใช่สมรู้ ร่วมคิดกับรัฐบาลให้ประเทศอื่นได้ดินแดนไทยไป
ทหารต้องไม่ไปยึดอำนาจอธิปไตยมาจากประชาชน และที่สำคัญทหารต้องรัก และปกป้องประชาชนเหมือนทหารในประเทศที่เจริญแล้ว
ทหารพึงรู้ว่า ในสงครามโลกนั้น แม้แต่พลเรือนของประเทศคู่สงครามทหารยังไม่ยิงถ้าไม่ใช่กองกำลังใต้ดินติดอาวุธ แต่ทหารไทย อนิจจา หลายครั้ง หลายหน เพียงเป็นเครื่องมือทางอำนาจเท่านั้น สละทิ้งทุกอย่างแม้ความเป็นมนุษย์ ครั้งนี้น่าจะเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะแสดงให้ประชาชนเห็นว่า ทหารยังเป็นที่พึ่งได้ โดยแยกตัวออกมาเสียจากเรื่องของอำนาจ กลับเข้ากรมกอง ใครผิดก็ว่าไปตามผิด จะอ้างว่าไม่รู้กฎหมายทำไปตามนายสั่งคงไม่ได้ ถ้าคิดได้ตกอย่างนี้ ประเทศชาติก็จะเป็นหนี้บุญคุณการกลับใจครั้งนี้ของทหาร
ดังนั้นจึงอยากจะแนะนำแนวทางการหาเสียงและการปราศรัยของ พรรคเพื่อไทยและ นปช.ว่า มีเพียงสองประเด็นเท่านั้นที่จำเป็นในทางการเมืองขณะนี้คือ การสร้างประชาธิปไตยด้วยการยกเลิกคณะองคมนตรี ซึ่งแน่ละกฎหมายที่เกี่ยวข้องก็ควรแก้ไขตามไป ส่วนประเด็นมาตรา 112 นั้นแทบจะหมดความหมาย ถ้าแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวดพระมหากษัตริย์ในเรื่องคณะองคมนตรีได้ ส่วนเรื่องความยุติธรรมนั้นไม่ต้องกล่าวถึงรุ่งอรุณแห่งความยุติธรรมใดๆได้เลย ถ้าไม่ใช่การให้รัฐสภาให้สัตยาบันต่อธรรมนูญกรุงโรม นั่นแหละ ประชาชนจึงจะได้ความยุติธรรมคืนมา
แนวทางนี้ไม่สุดโต่ง ไม่ล่องลอย ไม่ล้าหลังหวังเอาแต่การเป็นรัฐบาลหรือได้เป็น ส.ส.เท่านั้น และเห็นได้ชัดเจนว่า ศัตรูของประชาธิปไตยคือคณะองคมนตรี การยกเลิกกฎหมายก็ชัดเจน ปฏิบัติได้ไม่คลุมเครือ เป็นการโค่นล้มอำมาตย์โดยตรง ไม่ใช่สถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักของคนอีกจำนวนมาก ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถวัดได้ว่าแค่ไหนก็ตาม แต่ก็ไม่ควรที่จะไปเสียเวลา หรือสร้างการปะทะกันระหว่างประชาชนกันเอง
ส่วนทหารนั้นน่าจะถูกกวาดล้างไปตั้งแต่แรกที่ใช้กำลังเพื่อปกป้องฝ่ายอำมาตย์ หรือเมื่อสหประชาชาติเข้าแทรกแซงแล้ว เพราะประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ รวมถึงประชาชนผู้รักและเทิดทูนสถาบันฯเองก็จะต่อต้านการคงอยู่ของกลุ่มอำมาตย์ที่เกาะกินสถาบันฯเช่นกัน
เพียงแต่หวังว่า การให้สัญญาของพรรคเพื่อไทยและกลุ่มเสื้อแดงต่างๆจะมาร่วมใจกัน ต่อสู้เพื่อประเด็นประชาธิปไตยและความยุติธรรมนั้น จะพิจารณานำแนวทางสองประเด็นนี้ไปใช้ ผู้เขียนเชื่อว่าจะได้ใจของคนรักประชาธิปไตยจากทุกฝ่ายมาร่วมกันเพื่อตัดสินอนาคตประเทศไทยในการเลือกตั้งครั้งนี้....หากมี
สรุปไว้เพียงสั้นๆว่า ถ้าหากกลุ่มอำมาตย์ไม่เสียสละตัวเองเพื่อส่วนรวมและผลักทหารหรือองค์กรอิสระต่างๆให้สกัดกั้นประชาธิปไตยด้วยการมีนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง หรือยึดอำนาจโดยตรงเพราะจะซ่อนรูปอย่างไรคนก็รู้ทันแล้วละก็ ... อิยิปต์ ไอเวอรีโคสต์ ลิเบีย เยเมน หรือแม้แต่ บาห์เรน คงเป็นบทเรียนเตือนใจได้เป็นอย่างดี
อย่าคิดว่า มหาอำนาจจะเข้าข้าง เปรียบเทียบไทยกับ อิยิปต์ ซาอุดิอารเบีย บาห์เรน ฯลฯ เหล่านี้ ไทยเราคงไม่มีเสียงหรือความสำคัญเท่ากับมิตรสนิทของมหาอำนาจเหล่านั้น การเจรจายกน้ำมัน หรือยกผลประโยชน์ประดามีให้กับต่างชาติ หรือเรียกว่าขายชาติเอาชีวิตรอดนั้น
ถึงเวลาจริงๆ ทุกประเทศก็เข้าข้างผู้ชนะคือประชาชนทั้งนั้น
**************
