ที่มา มติชน ที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) วันที่ 19 เมษายน พล.ต.กัมปนาท รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (พล.1 รอ.) ได้เดินทางตรวจเยี่ยมความพร้อมรบของกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) โดยที่ พ.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ร.11 รอ. ได้จัดกำลังทหารจำนวน 1 กองพัน เพื่อแสดงความพร้อมรบในครั้งนี้ พล.ต.กัมปนาท กล่าวให้โอวาทกับกำลังพลที่ยืนท่ามกลางสายฝนว่า การเดินทางมาในครั้งนี้ เพื่อดูความพร้อมรบและทดสอบระบบของ พล.1 รอ. ในฐานะที่เป็นหน่วยกำลังหลักของกองทัพภาคที่ 1 ที่มีภารกิจมากมาย ทั้งภัยคุกคามภายนอก และความมั่นคงภายในประเทศ โดยเฉพาะความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ที่สำคัญคือ ภารกิจในฐานะที่พวกเราเป็นทหารรักษาพระองค์ ขอให้พวกท่านนายทหาร นายสิบ และพลทหารทุกคนที่อยู่ใน พล.1 รอ. จงตระหนักและภาคภูมิใจในฐานะที่เป็นทหารรักษาพระองค์ อาชีพทหารเป็นอาชีพที่แตกต่างจากอาชีพอื่นๆ เป็นอาชีพที่อื่นทำแบบเราไม่ได้ เป็นอาชีพที่มีความท้าทาย โดยเฉพาะในเรื่องความอดทนและความเสียสละ เหมือนอย่างเช่น พวกท่านที่ยืนตากฝนอยู่ตอนนี้ ไม่มีคนบ้าที่ไหนมายืนหรอกนอกจากทหาร ฉะนั้น พวกท่านจงภูมิใจในความเสียสละของพวกเรา เราพร้อมแม้กระทั่งสละชีวิตเพื่อความมั่นคงของประเทศชาติ และความผาสุกของพี่น้องประชาชน นั่นคืออาชีพของทหาร พล.ต.กัมปนาทกล่าวอีกว่า ขอให้พวกท่านรักษาเกียรติ และศักดิ์ศรีของทหาร ที่ยึดถือมาอย่างยาวนาน ตามที่รัชกาลที่ 5 ทรงพระราชทานให้พวกเรา ยึดถือมาโดยตลอดว่า ทหารคือผู้ที่ได้รับเกียรติสูงสุดจากประชาชนให้เป็นสุภาพบุรุษเพื่อปกป้องประเทศ ทหารคือผู้ที่สละประโยชน์ส่วนตน เพื่อความผาสุกของประชาชนและความอยู่รอดของบ้านเมือง ทหารคือผู้ที่บูชารักษาเกียรติยศมากกว่าเงินตรา นอกจากนั้น ที่สำคัญต้องการให้ทุกคนได้ยึดมั่นในสัจจะวาจา ที่พวกเราไปถวายต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทุกวันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี ที่เป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะยอมตายเพื่อรักษาไว้ซึ่งพระบรมเดชานุภาพในพระมหากษัตริย์เจ้า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดี และถวายความปลอดภัยต่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทกว่าชีวิตจะหาไม่
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, April 20, 2011
ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รอ.ฮึ่ม! ปลุก"ทหารรักษาพระองค์"แสดงพลังปกป้องสถาบัน
มาร์ครีเทิร์น?
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ เหล็กใน
สมิงสามผลัด
"ผมจะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ภายในสัปดาห์แรกของเดือน พ.ค."
เป็นคำตอบจาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หลังนักข่าวจี้ถามถึงวันยุบสภา และวันประกาศพระราชกฤษฎีกายุบสภา
นายอภิสิทธิ์ยังบอกว่าเดือนส.ค.นี้คงจะมีรัฐบาลใหม่
ยังคุยฟุ้งด้วยว่าหากประชาธิปัตย์กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง
ก็จะใช้นโยบายเดิมบริหารประเทศ!?
พอฟังถึงตอนนี้ก็ชักหวั่นๆ
แสดงว่า 2 ปีที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์ไม่รู้ตัวเลยว่าบริหารประเทศผิดพลาดอะไรไปบ้าง
ต้องถามกลับนายอภิสิทธิ์ว่า ถ้าเป็นรัฐบาลอีกครั้งจะแก้ปัญหาความแตกแยกในสังคมอย่างไร ?
เพราะที่ผ่านมา 2 ปีถือว่าล้มเหลว
หลังเหตุการณ์สลายม็อบแดง 91 ศพยิ่งหนักหน่วงขึ้น
เพราะนายอภิสิทธิ์ยึดถือคนเสื้อแดงเป็นศัตรู
ตีค่าเป็นแค่พลเมืองชั้น 2!?
และถ้าได้นายกฯ ชื่ออภิสิทธิ์อีกครั้ง คดี 91 ศพจะสืบสาวจนถึงตัวคนสั่งการฆ่าประชาชนได้หรือไม่!?
ต้องถามต่อไปว่ายังจะชูนโยบาย 99 วันทำได้จริงอีกหรือเปล่า
เพราะตอนนี้ก็เกิน 800 วันแล้วยังแก้อะไรไม่ได้สักอย่าง
ปัญหาไฟใต้ไม่ได้ผ่อนเบาลง คาร์บอมบ์ยังตูมสนั่นต่อเนื่อง
แล้วยังมีหน้ามาบอกอีกว่ายุคอภิสิทธิ์มีเหยื่อไฟใต้แค่ 900 ศพเอง
ถามต่อไปว่า น้ำมันปาล์ม ไข่ น้ำมันเบนซิน ยังจะแพงแบบนี้อีกหรือ
ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากจะเกิดขึ้นอีกมั้ย
น้ำท่วมเป็นเรื่องใหญ่ บทเรียนมีให้เห็นกันอยู่
น้ำท่วมใหญ่ทั่วประเทศปีཱ ตามติดๆ ด้วยน้ำท่วมใหญ่ที่ภาคใต้เมื่อเดือนก่อนนี่เอง
พอเกิดอุทกภัยก็โทษดินฟ้าอากาศอย่างเดียว
หลังน้ำท่วมปีཱ หากรัฐบาลใส่ใจ บูรณาการทุกหน่วย วางแผนป้องกันให้เป็นรูปธรรม
คงไม่ต้องสูญเสียและเสียหายแบบทุกวันนี้
ไม่ป้องกันไม่ว่า แต่การเยียวยาก็ยังล่าช้า
เหยื่อน้ำท่วมปีཱ ที่นครศรีธรรมราช หลายหมู่บ้านยังไม่ได้รับเงินชดเชย
ไม่รู้ตกสำรวจได้อย่างไร
สุดท้ายปัญหายาเสพติดยังจะยึดนโยบาย 5 รั้วสกัดยาเสพติดอีกหรือเปล่า
ความจริงเป็นโครงการที่ดี แต่ขาดการเอาใจใส่ดูแลจากหัวหน้ารัฐบาล
จนยาเสพติดระบาดหนัก
ทุกวันนี้ก็ใช้วิธีไล่จับไปวันๆ
พอเกิดคดีหนุ่มคลั่งยาบ้าไล่ฆ่ากลางกรุงก็เพิ่งนึกได้
ประโคมข่าวเร่งปราบยาเสพติดเสียยกใหญ่
ทำให้สรุปได้ว่า 2 ปีที่ผ่านมา นโยบายรัฐบาลอภิสิทธิ์ล้มเหลวสิ้นเชิง
คนไทยคงต้องลุ้นกันเองว่า
เดือนส.ค.นี้ หากนายอภิสิทธิ์กลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้งจริงๆ
บ้านเมืองยังระส่ำเหมือนเดิมหรือเปล่า!?
"ก่อแก้ว"จวก"จิ๋ว" แก่อกหัก ที่ไม่ได้หน.พรรค
ที่มา ข่าวสด
ไม่เกี่ยวปมแดง ลายจุดจัดรำลึก ร้องปปช.สอบ อภิสิทธิ์-เทือก คดี89ศพไม่คืบ
เสื้อแดงยื่น "ป.ป.ช." สอบ "มาร์ค-เทพเทือก -ดีเอสไอ" สลายม็อบ 89 ศพผ่านมา 10 เดือนคดีไม่คืบ ทั้งที่ควรจะรู้แล้วใครผิด "จตุพร" ชี้ "บิ๊กจิ๋ว" ลาออกพิสูจน์มิตรแท้ ลั่นถ้าหมิ่นสถาบัน ไม่ขออยู่เป็นปัญหาของพรรค ขณะที่ "ก่อแก้ว" ยันการต่อสู้ของเสื้อแดงต้องเดินควบคู่กับเพื่อไทย ระบุเหตุจิ๋วไขก๊อก คนแก่อกหัก ผิดหวังตำแหน่งนายกฯ ที่ทักษิณไม่สนับสนุน "อภิวันท์" หนุนส.ส.ต้องแยกนปช. แต่คงไม่ถึงขั้นโดดเดี่ยว เพราะมีจุดประสงค์เดียวกัน "ธาริต" ออกหมายเรียก 18 นปช.มารับข้อกล่าวหาแล้ว พร้อมทั้งยื่นถอนประกัน "พายัพ-สุภรณ์" ด้าน "บ.ก.ลายจุด" นำผูกผ้าแดงสี่แยกราชประสงค์ ที่นี่มีคนตาย รำลึกเม.ย.-พ.ค.อำมหิต
11 เดือน - นายสมบัติ บุญงามอนงค์ บ.ก.ลายจุด นำมวลชนคนเสื้อแดงทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ รำลึก 11 เดือน 19 พ.ค. 91 ศพ บริเวณแยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 19 เม.ย.
ยื่น"ป.ป.ช."สอบมาร์ค 89 ศพ
เมื่อวันที่ 19 เม.ย. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำแนวร่วมประชาธิป ไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) พร้อมด้วยนายสมหวัง อัสราษี นางพะเยาว์ อัคฮาด และนายณัทพัช อัคฮาด แม่และน้องชายของ น.ส.กมนเกด อัคฮาด หรือน้องเกด พยาบาลอาสาที่ถูกยิงเสียชีวิตภายในวัดปทุมวนาราม เดินทางเข้ายื่นหนังสือกล่าวโทษ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และพนักงานสอบสวนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรณีการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จากกรณีชันสูตรพลิกศพผู้เสียชีวิต 89 ศพ จากเหตุการณ์ชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ในเดือนเม.ย.-พ.ค. 2553 โดยมีนายอภินันท์ อิศรางกูร ณ อยุธยา เลขาธิการป.ป.ช. เป็นผู้รับเรื่อง
นายจตุพรกล่าวว่า ขณะนี้ดีเอสไอยุติการสอบสวนคดีสลายม็อบเสื้อแดงแล้ว ในส่วนที่ไม่ทราบตัวผู้กระทำความผิด ทั้งที่คดีผ่านมา 10 เดือนแล้ว ควรจะต้องทราบแล้วว่าใครเป็นผู้กระทำความผิด เชื่อว่าคดีนี้มีการถ่วงเวลา จึงขอให้ป.ป.ช.เข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริง
"ตู่"ชี้"จิ๋ว"ออกพิสูจน์มิตรแท้
นายจตุพรกล่าวถึงการลาออกของพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย ว่าถือเป็นดุลพินิจส่วนตัว และก็ไม่ได้ให้เหตุผลลาออก ที่ผ่านมา พล.อ.ชวลิตเป็นผู้ที่มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี โดยเฉพาะกับพวกตน และข้อกล่าวหาที่ดีเอสไอดำเนินการก็เป็นเท็จทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม การยื่นใบลาออกของพล.อ.ชวลิต น่าจะเกิดจากหลายปัจจัย เพราะหากมีข้อสงสัยใดๆ พล.อ. ชวลิต ก็สามารถสอบถามกับตนได้ทุกเรื่องอยู่แล้ว เนื่องจากเป็นคณะทำงานกำหนดยุทธศาสตร์ของพรรคร่วมกัน
"ผมเคารพในการตัดสินใจของพล.อ.ชวลิต และพรรคเพื่อไทยก็ต้องเดินหน้าต่อไป เพื่อจะต่อสู้กันในสนามการเลือกตั้ง เชื่อว่าหลังวันที่ 23 เม.ย. เมื่อประกาศนโยบาย และผู้สมัครอย่างชัดเจน ทุกอย่างจะนิ่ง เพราะเราได้ผ่านมรสุมต่างๆ มามากแล้ว ต่อไปพรรคก็จะเหลือเลือดแท้ และมิตรแท้ที่จะต่อสู้ในสนามเลือกตั้ง โดยหลังจากวิกฤตครั้งนี้ก็จะรู้ว่าใครเป็นมิตรแท้" ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทยกล่าว
ยันถ้าหมิ่นจริง-ไม่ขออยู่"พท."
แกนนำนปช.กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีกกต.จะออกกฎหมายบังคับพรรคการเมือง ห้ามนำสถาบันมาใช้ประโยชน์ในการหาเสียงนั้น ถ้าจะเอากันจริงๆ พรรคเพื่อไทยไม่เดือดร้อน แต่พรรครัฐบาลจะเดือดร้อนมากกว่า เพราะพรรคภูมิใจไทยก็ออกมาคัดค้านแล้วว่าไม่เห็นด้วย และนายชุมพล ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ก็ทักท้วงกรณีพรรคการเมืองพรรคหนึ่งนำพระ บรมฉายาลักษณ์มาแจก โดยอ้างว่าได้รับพระบรมราชานุญาต แต่ทางสำนักราชเลขาธิการมีหนังสือแจ้งมายังครม.ว่า ไม่ได้มีการขออนุญาต แล้วกรณีดังกล่าวเคยเกิดขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2544 กกต.แจกใบเหลืองให้ผู้สมัครของพรรคการ เมืองหนึ่งที่ถ่ายรูปคู่กับพระบรมฉายาลักษณ์ และนำมาใช้ในการหาเสียง
นายจตุพรกล่าวว่า ดังนั้น เรื่องที่นายชุมพลยกตัวอย่าง หากมีการดำเนินการจริงจัง ก็จะนำไปสู่การยุบพรรคได้แน่นอน จึงอยากเรียกร้องนายอภิสิทธิ์ ออกมาเปิดเผยหนังสือจากสำนักราชเลขาธิการด้วย และยืนยันว่าในส่วนของพรรคเพื่อไทย และแกนนำนปช.ที่ออกมาพูด ไม่ได้หมิ่น เพียงต้องการออกมาตักเตือนให้พรรคการเมืองระมัดระวังในการนำสถาบันไปใช้ในการหาเสียง อย่างไรก็ตาม หากตนเองผิดจริงก็จะไม่ขออยู่เป็นปัญหาในพรรค และเป็นภาระของเพื่อน
หัวเราะ"ดีเอสไอ"ถอนประกัน
นายจตุพรกล่าวต่อกรณีดีเอสไอยื่นถอนประกันว่า ก็เรียนกฎหมายมาเหมือนกัน เป็นไปไม่ได้ที่ดีเอสไอจะนำคดีความผิดกรณีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ไปถอนประกันคดีก่อการ ร้าย เพราะเป็นคนละเรื่องกัน และไม่ว่าใครพอเห็นลีลาการยื่นประกันแบบนี้ก็ต้องหัวเราะ ยิ่งไปกว่านั้นยังเตรียมแจ้งข้อกล่าวหากับคนที่ยืนล้อมรอบ ทั้งที่หลายคนไม่ได้พูดอะไรเลย แต่ต้องโดนแจ้งข้อกล่าวหาไปด้วย เพราะมายืนรอบข้างตน
"สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ทำให้พรรคเพื่อไทยระส่ำระสาย และในที่ประชุมพรรคเพื่อไทย ผมก็ได้ชี้แจงว่าไม่ได้กล่าวปราศรัยหมิ่นสถาบัน แม้ว่าเมื่อวันที่ 10 เม.ย. ผมไม่ได้กล่าวปราศรัย แต่ที่ผ่านมาก็โดนนายสุเทพกล่าวหาผม และพ.ต.ท. ทักษิณทุกวันว่าล้มเจ้า ล้มสถาบัน ดังนั้น ผมจึงไปแจ้งความกลับทั้งในคดีหมิ่นประมาท แจ้งความเท็จ และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ผมพูดชัดว่าขอร้องไม่ให้รัฐบาลนำทหารรักษาพระองค์ และทหารเสือราชินี มาเข่นฆ่าประชาชน เพราะทหารทั้ง 2 หน่วยขึ้นกับรัฐบาล รัฐบาลเป็นคนสั่ง ไม่อยากเชื่อว่า การเตือนและคนที่เตือนจะต้องถูกดำเนินคดีเสียเอง" นายจตุพรกล่าว และเมื่อถามว่า หากถูกถอนประกันจะหาเสียงอย่างไร นายจตุพร กล่าวสั้นๆ ว่า ก็หาเสียงในคุก
"ก่อแก้ว"ยันแดงเดินคู่เพื่อไทย
ด้านนายก่อแก้ว พิกุลทอง หนึ่งในแกนนำนปช. กล่าวถึงพล.อ.ชวลิต ลาออกจากพรรค เนื่องจากไม่สบายใจในเนื้อหาการปราศรัยของนปช.ว่า นั่งฟังการปราศรัยเมื่อวันที่ 10 เม.ย. ไม่เห็นว่ามีจุดไหนพาดพิง หรือหมิ่นสถาบัน แต่ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างนปช.กับทหาร เพราะทหารเข้ามายุ่งกับการเมือง และหาทางช่วยเหลือพรรคประชาธิปัตย์ โดยโจมตีจุดอ่อน ของพรรคเพื่อไทย แต่เมื่อเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้านก็มีจุดอ่อนน้อย จึงมุ่งที่จุดอ่อนของคนเสื้อแดงมากกว่า
นายก่อแก้วกล่าวว่า จริงๆ แล้วการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยครั้งนี้ ต้องเดินควบคู่กันระหว่างเสื้อแดงกับพรรคเพื่อไทย เพราะเห็นแล้วว่ากลไกในสภาไม่สามารถตอบสนองกับการแก้ปัญหาได้ แต่เมื่อแกนนำเสื้อแดงจะไปลงสมัครส.ส. ต้องยึดเวทีของพรรคเป็นหลัก เพราะเวทีของเสื้อแดงมีการร้องรำทำเพลง อาจหมิ่นเหม่ผิดกฎหมายเลือกตั้งได้ ส่วนหลังเลือกตั้งเมื่อผลออกมาเป็นอย่างไร เป็นดุลพินิจของแกนนำที่ได้เป็นส.ส. ว่าจะขึ้นเวทีอย่างไรไม่ให้กระทบกับพรรค
ชี้เหตุจิ๋วออก-คนแก่อกหัก
"มวลชนคนเสื้อแดง เป็นมวลชนของพรรคเพื่อไทย ดังนั้น อย่าเหนียมกันอีกเลย เพราะหากต่อต้านหรือไม่เห็นด้วยกับแกนนำเสื้อแดง เท่ากับไม่เอามวลชนคนเสื้อแดงเหมือนกัน จริงๆ แล้วเมื่อเราถูกฝ่ายตรงข้ามเล่นงาน หากเป็นพวกเดียวกันก็ควรออกมาช่วยเหลือ ปกป้อง ไม่ใช่มากระทืบซ้ำ เมื่อเป็นอย่างนี้เป็นภาพที่ไม่ดี ไม่น่าเกิดขึ้น พรรคเพื่อไทยควรขอบคุณนาย จตุพร ที่ยืนเป็นหัวหมู่ทะลวงฟันมาตลอด ถ้าไม่มีนายจตุพร ไม่รู้ว่าพรรคเพื่อไทยถูกยุบไปกี่ครั้งแล้ว ส่วนที่พล.อ.ชวลิตลาออก คงเป็นเรื่องบังเอิญที่มาลาออกตอนนี้ แต่สาเหตุที่แท้จริงน่าจะเป็นเรื่องตำแหน่งนายกฯ ที่พล.อ.ชวลิตหวังไว้ เพราะพ.ต.ท.ทักษิณ มีทีท่าชัดเจนสนับสนุนคนใกล้ตัว จึงเข้าข่ายคนแก่อกหักมากกว่า" นายก่อแก้วกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าจะทำความเข้าใจกับพรรคเพื่อไทยอย่างไร นายก่อแก้วกล่าวว่า เข้าใจว่าส.ส.ส่วนใหญ่เข้าใจ เพราะยังเชิญแกนนำคนเสื้อแดงไปปราศรัยในพื้นที่อยู่ตลอด เรื่องนี้ถ้าพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส น่าจะรู้ว่าเวลาที่พ.ต.ท. ทักษิณ ใครกันแน่ที่ยืนอยู่เคียงข้างมาตลอด และนักการเมืองคนไหนที่เวลา พ.ต.ท.ทักษิณ เพลี้ยงพล้ำก็ถอยห่างออกไป หรือไปยืนอยู่ฝั่งตรงกันข้าม จึงอยากให้รอดูกันว่าหากพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งแล้วได้จัดตั้งรัฐบาล คนที่ไม่เคยโผล่หน้าออกมาเลยจะออกกันมาสลอน ขอให้ดูให้ดีว่าใครกันแน่ที่ยืนอยู่เคียงข้างพรรคมาตลอด
"อภิวันท์"ย้ำแยกส.ส.-แดง
ที่รัฐสภา พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร และ ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการลาออกจากประธานพรรคเพื่อไทยของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ว่า พล.อ.ชวลิตไม่ได้ให้เหตุผลการลาออก และก็ไม่เห็นใบลาออก ส่วนตัวรู้สึกเสียดาย เพราะเคยร่วมงานกันมาก เมื่อถามว่าหากเข้าสู่การเลือกตั้งแล้ว จะต้องแยกบทบาทพรรคเพื่อไทย ออกจากกลุ่มเสื้อแดงหรือไม่ พ.อ.อภิวันท์ กล่าวว่า นปช.กับพรรคเพื่อไทย เป็นคนละส่วนกัน เมื่อวันที่ 18 เม.ย.ที่ผ่านมา ได้คุยกับนาย จตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำนปช. ยอมรับว่าคนส่วนใหญ่เห็นว่าภายหลังพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง ผู้สมัคร ส.ส. ควรขึ้นเวทีปราศรัยที่กกต.จัดให้
ผู้สื่อข่าวถามว่า แสดงว่าผู้สมัครส.ส.พรรคเพื่อไทยไปขึ้นเวทีนปช.ไม่ได้ พ.อ.อภิวันท์ กล่าวว่า ต้องแยกกันให้เด็ดขาด ในการประชุมพรรคเพื่อไทย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ พูดชัดเจนว่า กลุ่มเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทยต้องแยกกันให้เด็ดขาด แต่เรามีจุดร่วมอย่างเดียวกันคือ เรียกร้องประชาธิปไตย และ ความยุติธรรมที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน
แต่มีจุดประสงค์เดียวกัน
ต่อข้อถามว่ามีความชัดเจนหรือยัง กรณี ผู้สมัครส.ส.ที่เป็นแกนนำคนเสื้อแดง จะถูกส่งลงสมัครรับเลือกตั้ง พ.อ.อภิวันท์ กล่าวว่า ไม่ทราบ เพราะไม่ได้เกี่ยวข้องกับการคัดเลือกตัวผู้สมัคร หรือเป็นกรรมการบริหารพรรค ต้องถามนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ผอ.คัดเลือกผู้สมัคร ส่วนตัวเห็นว่าพรรคต้องเลือกบุคลากรที่มีคุณภาพ และมีความเสียสละ พร้อมทำหน้าที่รับใช้ประชาชน ส่วนผู้สมัครเป็นแกนนำเสื้อแดงจะแยกบทบาทออกจากพรรคเพื่อไทยได้อย่างไรนั้น ต้องขึ้นอยู่กับตัวผู้สมัครเองว่าหากลงสนามเลือกตั้งแล้วต้องปฏิบัติตนอย่างไร ต้องแยกแยะให้ได้ เชื่อว่าไม่น่ามีปัญหา
ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังจากที่พ.ต.ท.ทักษิณสั่งให้แยกบทบาทของพรรคเพื่อไทยออกจากกลุ่มเสื้อแดง จะเกิดความขัดแย้งหรือไม่ เพราะเหมือนกับให้พรรคเพื่อไทยโดดเดี่ยวคนเสื้อแดง พ.อ.อภิวันท์ กล่าวว่า คงไม่ใช่ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้บอกว่าให้แยกกันเด็ดขาด แต่บอกว่าเป็น กลุ่มคนที่ประสงค์อย่างเดียวกัน คือความยุติธรรมที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ดังนั้น ต้องทำงานคู่ขนาน แต่ต้องแยกบทบาทให้ดี อย่างไรก็ตาม ความเป็นจริงคนเสื้อแดงแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ครึ่งหนึ่งเรียกร้องประชาธิปไตยไม่เกี่ยวข้องกับพ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งมีคนทุกสาขาอาชีพ และอีกครึ่งสนับสนุนพรรคเพื่อไทย
ส.ส.เชื่อไม่กระทบเลือกตั้ง
ส่วนนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ ส.ส.เชียง ใหม่ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการลาออกของพล.อ.ชวลิต ว่า คงไม่มีเจตนาทำร้ายพรรคเพื่อไทย หากพูดในแง่เลือกตั้งก็ไม่มีอะไร เพราะพล.อ.ชวลิตไม่ได้เป็นส.ส. หรือกรรมการบริหารพรรค แต่มีสถานะคือประธานพรรค ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับตัวของหัวหน้าพรรค ว่าต้องไปหาประธานพรรคคนใหม่หรือไม่ ส่วนการจัดตัวผู้สมัครส.ส. เมื่อยังไม่ได้ประกาศก็ถือว่ายังไม่มีผลกระทบ แต่ยอมรับว่าการลาออกมีผลกระทบในแง่ความรู้สึกต่อกันเล็กน้อย เพราะพล.อ. ชวลิตเข้ามาช่วยงานพรรคพอสมควร
ผู้สื่อข่าวถามว่าต่อไปนี้พรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดง จะแยกบทบาทออกจากกันอย่างไร ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า คงเหมือนเดิม แต่ขอไม่ให้พูดพาดพิง เพราะเป็นเรื่องรายละเอียด เชื่อว่าสมาชิกจะเข้าใจ เพราะจะเข้า สู่เลือกตั้งแล้ว เมื่อถามว่าในการเลือกตั้งพรรคจะมีมาตรการรัดกุม ไม่ให้เกิดการปราศรัยพาดพิงสถาบันอย่างไร นายบุญทรงกล่าวว่า กำลังหาวิธีการเกี่ยวกับเรื่องนี้ อาจออกเป็นหนังสือ และสมาชิกพรรคต้องระมัดระวังมากขึ้น โดยเฉพาะหลังประกาศพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งแล้ว
เรียก 18 นปช.รับทราบข้อหา
ด้านนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ เปิดเผยว่า ในวันที่ 19 เม.ย.นี้ ดีเอสไอออกหมายเรียกแกนนำนปช. กรณีกล่าวปราศรัยล่วงละเมิดสถาบัน ในการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาแล้ว สำหรับรายชื่อแกนนำกลุ่มนปช.ที่ถูกกำหนดให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาชุดแรก ในวันที่ 2 พ.ค. ประกอบด้วย น.พ.เหวง โตจิราการ, นางธิดา โตจิราการ, นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์, นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์, นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ และ จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศีรษะ
อธิบดีดีเอสไอ กล่าวต่อว่า ส่วนชุดที่ 2 ในวันที่ 3 พ.ค. ประกอบด้วย นายสมชาย ไพบูลย์, นายขวัญชัย ไพรพนา, นายวิเชียร ขาวขำ, นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย, นายการุณ โหสกุล, นายก่อแก้ว พิกุลทอง และชุดที่ 3 ในวันที่ 4 พ.ค. ได้แก่ นายจตุพร พรหมพันธุ์, นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นายชินวัฒน์ หาบุญพาด, นายนิสิต สินธุไพร, นายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก และนายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ
ยื่นถอนประกัน"พายัพ-สุภรณ์"
นายธาริต กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังมีคำสั่งให้พ.ต.ท.ถวัลย์ มั่งคั่ง หัวหน้าชุดปฏิบัติการที่ 1 คดีก่อการร้าย ส่งหนังสือถึงนายประกัน และทนายความของนายพายัพ ปั้นเกตุ และนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ แกนนำนปช. ที่ได้รับการประกันตัวในชั้นสอบสวนจากดีเอสไอ เพื่อแจ้งถอนประกันทั้ง 2 คน เนื่องจากทำผิดเงื่อนไขประกันตัวในชั้นสอบสวน ที่ห้ามไม่ให้เข้าร่วมชุมนุมกับบุคคล หรือกลุ่มบุคคลตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป อันมิชอบด้วยกฎหมาย โดยนัดให้นายพายัพและนายสุภรณ์มาพบพนักงานสอบสวน ดีเอสไอ วันที่ 25 เม.ย. เพื่อนำตัวส่งอัยการ ซึ่งดีเอสไอจะส่งตัวผู้ต้องหาพร้อมสำนวนคดีก่อการร้ายต่อพนักงานอัยการ หากผู้ต้องหาทั้ง 2 คนไม่มาพบพนักงานสอบสวนตามกำหนด จะถูกยึดเงินประกัน 600,000 บาท และจะขอหมายจับต่อไป
ขณะที่ พ.ต.ท.ถวัลย์ กล่าวว่า ดีเอสไอประสานนายชินวัฒน์ หาบุญพาด ผู้ต้องหาคดีก่อการร้าย ที่เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน ให้มาพบพนักงานสอบสวนดีเอสไอ วันที่ 25 เม.ย.นี้ด้วยพร้อมกัน เพื่อนำตัวส่งอัยการพร้อม กัน 3 คน
"ลายจุด"ผูกผ้าแดงราชประสงค์
วันเดียวกัน เวลา 16.00 น. นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือบ.ก.ลายจุด แกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง พร้อมด้วยสมาชิกร่วมกันจัดกิจกรรมผูกผ้าแดงที่สี่แยกราชประสงค์ เพื่อ รำลึกเหตุการณ์สลายการชุมนุมมีผู้เสียชีวิต 91 ศพ จากนั้นในเวลา 19.00 น. ร่วมกันจุดเทียนไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิต ก่อนสลายการชุมนุม
นายสมบัติ เปิดเผยว่า กิจกรรมครั้งต่อไปจะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 24 เม.ย. เวลา 16.00 น. ที่สวนลุมพินี ใช้ชื่อกิจกรรมว่า "ปิกนิก คิกออฟของคนเสื้อแดง" นัดหมายคนเสื้อแดงมานั่งพูดคุยกินข้าวแดงกัน และหารือเรื่องเตรียมความพร้อมในวันเลือกตั้ง โดยนับจากนี้เหลือเพียง 10 สัปดาห์ ก็จะถึงวันเลือกตั้งใหญ่ จึงอยากเชิญชวนสมาชิกสวมเสื้อแดงทุกวันอาทิตย์จนกว่าจะถึงวันเลือกตั้ง และเมื่อถึงวันเลือกตั้ง ขอให้สมาชิกเสื้อแดงทั่วประเทศสวมเสื้อแดงเข้าคูหาอย่างพร้อมเพรียงกัน
เพื่อไทยไม่ต้องห่วงเสื้อแดง
แกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง กล่าวแสดงความเห็นถึงกรณี พล.อ.ชวลิต ลาออกจากประธานพรรคเพื่อไทย ซึ่งหวั่นเกรงกันว่าจะทำให้เกิดความระส่ำระสายในกลุ่มคนเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทยว่า ในความคิดเห็นส่วนตัวมองว่าคนลาออกคนเดียวจะทำให้สะเทือนมัน ก็เกินไป ขอฝากไว้ว่าไม่อยากให้มาเป็นห่วงคนเสื้อแดงมากนัก พรรคเพื่อไทยควรไปนั่งคิดหานโยบายในการหาเสียงเลือกตั้งที่จะถึง เพื่อเอาชนะใจคนชั้นกลางให้ได้ และจะได้เข้ามาแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน รวมทั้งปัญหายาเสพติดที่ระบาดหนักอยู่ทุกวันนี้
นายสมบัติ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีนายจตุพร ออกมาพูดถึงทหาร 2 หน่วยที่รัฐบาลส่งมาปราบปรามคนเสื้อแดงนั้น นายจตุพรมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการสื่อไปยังนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ว่าไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะส่งทหาร 2 หน่วยนี้ออกมาทำร้ายประชาชนเท่านั้น นาย จตุพรพูดเพราะความหวังดีต่อสถาบัน และตำหนิผู้สั่งการเท่านั้น
มาร์คย้ำห้ามอ้างสถาบัน
ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ให้สัมภาษณ์ถึงนายชุมพล ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ระบุกฎของกกต. ที่ห้ามพรรค การเมืองดึงสถาบันมาเกี่ยวกับการเมือง เนื่องจากสำนักราชเลขาธิการได้ทำหนังสือมาถึงนายกฯ หลังจากมีพรรคการเมืองพิมพ์เอกสารขึ้นมาแล้วอ้างว่าได้รับพระบรมราชานุญาตว่า ไม่ได้เขียนอย่างนั้นๆ แต่มีความคิดที่เคยเล่าให้ฟังไปแล้วว่า เรื่องที่เกี่ยวข้องกับสถาบันทั้งหมด ว่าต้องการให้สถาบันอยู่เหนือความขัดแย้งทั้งปวง อยู่เหนือการเมือง เป็นเหตุผลที่ได้บอกให้สำนักเลขาธิ การครม. ทำหนังสือถึงกกต. ซึ่งเป็นเนื้อความที่ไปเกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ทุกเรื่อง
ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคภูมิใจไทยชูเรื่องปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ออกมาค้านเรื่องนี้ นายกฯ กล่าวว่า คิดว่ากกต.จะดำเนินการ แต่คงให้มีความชัดเจนขึ้น เพราะเราไม่ต้องการให้เพราะใกล้การเลือกตั้งแล้ว ต้องยอมรับว่าในทางการเมืองตอนหลังมีการเคลื่อนไหว มีเรื่องของสถาบันถูกหยิบยกเข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น ไม่ต้องการให้ปัญหานี้ลุกลามออกไป ฉะนั้น กกต.ทำได้เร็วเท่าไหร่ก็เป็นเรื่องที่ดี
มั่นใจกกต.เร่งออกกฎคุม
ต่อข้อถามว่าจะคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลให้เดินตามแนวทางนี้หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า "ผมได้พูดชัดในครม.ว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ต้องอยู่เหนือการเมือง" เมื่อถามว่าท่าทีของพรรคภูมิใจไทยในครม.เป็นอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า ตอนที่อยู่ ครม.ไม่มีปัญหา เมื่อถามต่อว่าพรรค การเมืองที่ไปขึ้นป้ายจะทำอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า ได้บอกไปแล้วว่าให้ระมัดระวัง คิดว่าดีที่สุดเพื่อให้เกิดความชัดเจน และเป็นกติกา คือ ถ้ากกต.ทำก็จะเหมาะสมที่สุด
"เราต้องยอมรับว่ามีพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือการเคลื่อนไหว หรือการพูดจา หรืออะไรก็ตาม หลายเรื่องมันไม่ผิดกฎหมาย แต่ผมไม่ต้องการให้เกิดขึ้น เพราะมันไม่เหมาะสม ถ้าหากว่ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง ฉะนั้น กกต.อยู่ในฐานะที่ดีมาก และผมก็ขอบคุณที่กกต.ได้ดำเนินการเรื่องนี้อยู่ก่อนแล้ว เพราะเห็นว่ากกต.ให้สัมภาษณ์ว่าทำอยู่ก่อนแล้ว แต่อยากให้เร่งรัดออกมาจะได้ชัดเจน" นายกฯ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าล่าสุดพรรคภูมิใจไทยออกมาต่อว่ากกต. นายกฯ กล่าวว่า เป็นความคิดเห็นของพรรคภูมิใจไทย แต่คิดว่าที่กกต.ดำเนินการอยู่น่าจะเป็นเรื่องที่ดี
ไก่อูแจงฟ้องแกนนำนปช.
ส่วนพ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก ให้สัมภาษณ์ว่า เป็นหน้าที่ทหารและคนไทยทุกคน หากมีใครมาจาบจ้วงสถาบันก็ทนไม่ได้ หากมีใครพบเห็นการกระทำที่มีผลต่อสถาบันหลักของชาติ ก็มีสิทธิ์ร้องทุกข์กล่าวโทษให้เจ้าพนักงานดำเนินคดีต่อบุคคล หรือกลุ่มที่กระทำได้ การร้องทุกข์แกนนำกลุ่มนปช. ในครั้งนี้ กองทัพบกทำหน้าที่เป็นตัวแทนของข้าราชการกระทรวงกลาโหม ทำในนามทุกเหล่าทัพทั้งหมด ในการแสดงจุดยืนว่ากองทัพจะไม่ยอมให้ใครมาล่วงละเมิดต่อสถาบันที่เป็นศูนย์รวมดวงใจคนไทยเป็นอันขาด
พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า กองทัพทำตามหน้าที่ความเป็นทหาร ข้าราชการ เป็นพลเมืองไทย ไม่ได้คิดสิ่งใดแอบแฝง เมื่อมีการกระทำอันมิบังควรของพรรคใด สีใดเกิดขึ้น กองทัพจำเป็นต้องปกป้องสถาบัน กองทัพไม่ได้ออกมาเพราะใกล้เลือกตั้งเพื่อสนับสนุนพรรคใดหรือกีดกันขัดขวางคะแนนอีกพรรค
จี้หัวหน้าต้องตำหนิลูกพรรค
โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า การที่พรรคบางพรรคระบุไม่ได้เกี่ยวข้องกับความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง หรือคนที่ในพรรคที่พูดล่วงละเมิดจาบจ้วงสถาบัน ยังไม่พอ ต้องออกมาตำหนิ หรือปรามคนของตนเองที่ทำสิ่งที่ไม่เหมาะสม เพราะวันนี้ผู้ใหญ่ในพรรคได้แสดงจุดยืนแล้ว เป็นสัญญาณที่ดีให้สังคมเกิดความสบายใจได้ส่วนหนึ่งว่า ผู้ใหญ่ในพรรคไม่เห็นด้วย แต่การที่คนในพรรค หรือหัวหน้าพรรคให้สัมภาษณ์ว่าไม่ได้เกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าวคงไม่พอ ต้องออกมาปรามและตำหนิบุคคลในพรรคที่ทำผิดว่าไม่ควรทำ อย่าเกรงใจบุคคลในพรรคทำสิ่งไม่ดี เพื่อให้สังคมสบายใจว่าพรรคนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องจาบจ้วงสถาบัน
"ท่านจะตำหนิกองทัพ จะหาเสียง หาวิธีแก้ไขปัญหาให้บ้านเมืองก็ทำไป เราจะไม่ยุ่ง กอง ทัพขอเรื่องเดียวอย่าจาบจ้วงสถาบันอันเป็นที่รักของคนไทย ส่วนที่กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ ฝึกเตรียมพร้อมรบของหน่วยตามปกติแล้ว แสดงให้เห็นว่า ไม่ต้องการให้ใครมาจาบจ้วงสถาบัน เป็นสิทธิ์ที่อยู่ในกฎหมาย สามารถทำได้ อยู่ในกฎกติกากองทัพ เขาไม่ได้อะไรผิด ส่วนจะมีหน่วยอื่นทำตามหรือไม่ เราไม่ทราบแต่เป็นสิทธิ์ที่อยู่ในขอบเขตที่ทำได้" โฆษกกองทัพบก กล่าว
อำมาตย์อาจยุบพรรคเพื่อไทยได้ แต่ยุบ "พรรคเสื้อแดง" ไม่ได้ แล้วเสื้อแดงก็ตั้งพรรคใหม่
ที่มา thaifreenews
โดย ลูกชาวนาไทย
หากพูดตรงๆ คือ พรรคเพื่อไทยไม่ได้เป็นเจ้าของคนเสื้อแดง แต่คนเสื้อแดงต่างหากที่เป็นเจ้าของพรรคเพื่อไทย เพราะหากไม่มีคนเสื้อแดงเป็นฐานเสียงค้ำจุนที่สำคัญ พรรคเพื่อไทย หรือ พรรคพลังประชาชน ก็๋ล่มสลายแตกกระสานซ่านเซ็นไปนานแล้ว ส่วนหนึ่งก็คงไปอยู่กับไอ้ห้อย ส่วนหนึ่งไปเพื่อแผ่นดิน ส่วนหนึ่งไปรวมใจไทยชาติพัฒนา อะไรประมาณนั้น
แต่ที่รวมกันอยู่ได้แม้ จะต้องเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนกรรมการบริหารมา 3 ครั้งแล้ว ก็เพราะว่า "ฐานเสียงคือ คนเสื้อแดงยังอยู่"
พูดตรงๆ พรรคนี้ กลุ่มนี้คือ "พรรคเสื้อแดง" นั่นเอง แต่การลงเล่นการเมืองในระบบของไทย ก็คือ ต้องมีการจดทะเบียน มีระบบ ก็จดในชื่อพรรคอะไรก็ได้ พลังประชาชน เพื่อไทย เป็นต้น
วันข้างหน้าอาจโดนยุบ "ทะเบียน" อีก แต่ก็คงเกิดพรรคการเมืองของคนเสื้อแดงชื่ออื่นอีก
หากขบวนการคนเสื้อแดงยังอยู่ และวันนี้เข็มแข็งมากขึ้นกว่าเดิมมาก มีกรรมการจังหวัง อำเภอ ระดับภาค และระดับประเทศ การจะจดทะเบียนพรรคใหม่แล้วโตเท่าเดิมเป็นเรื่องธรรมดาๆ
สส.ที่ย้ายพรรคไป ก็จะเจอกับอนาคตทางการเมืองที่ไม่แน่นอน เพราะไม่มีฐานเสียงที่หนาแน่น ต้องวัดดวงเอาว่่า "ระบบอุปถัมป์ท้องถิ่น" แบบเดิมยังจะใช้ได้อยู่หรือไม่ หากใช้ไม่ได้ พฤติกรรมการเลือกตั้งของประชาชนเป็๋นเลือกพรรคมากกว่าตัวบุคคล พวกนั้นก็จบอนาคตทางการเมือง
ทางแก้ของพรรคเพื่อไทยคือ กรรมการบริหารก็ต้องหาคนโนเนมเข้ามาเป็น ยุบไปก็ตัดสิทธิ์คนเหล่านั้น และเชื่อว่า การยุบข้างหน้าไม่มีความหมาย เพราะพวกที่โดนตัดสิทธิ์ 111 คน ก็จะถึงเวลากลับเข้ามาได้แล้ว ภายใต้ยุทธศาสตร์ใหม่ เอากรรมการบริหารจากคนที่โนเนมมาเป็๋น การยุบพรรคของคนเสื้อแดงจะไม่มีผลต่อคนเสื้อแดงมากนัก
แต่มีผลต่อภาพรวมของอำมาตย์เรื่องสองมาตรฐาน และกลายเป็นเชื้อเพลิงให้่กับคนเสื้อแดงที่เอาไปใช้่ในการปราศรัยทางการเมืองได้อย่างเต็มที่
ดังนั้น จะไปกลัวยุบพรรคทำไม
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 20/04/54
ที่มา thaifreenews
โดย blablabla
หน้าเทศกาล มาคุยเขื่อง เรื่องอุจาด
ช่วยเติมวาด ความจริง ทุกสิ่งสร้าง
จะด้วยใจ หรือเล่ห์กล คนอำพราง
คือรอยด่าง ตอกย้ำ ทำไม่ดี....
อุจาดใจ ใยเศร้า เราถูกฆ่า
หวังเพียงว่า จะช้อบปิ้ง ได้สิ่งนี้
อยากสนุก สำราญ เบิกบานมี
จึงบดขยี้ สั่งฆ่า ประชาชน....
อุจาดปาก ยากแท้ จะแก้ไข
พวกจัญไร แสนชั่ว มั่วกี่หน
ทั้งใสร้าย ป้ายสี อัปรีย์คน
หวังยกตน ข่มท่าน สุดมารยา....
อุจาดตา พาเตลิด เปิดหน้าอก
ดั่งลูกนก บินเพลิน เกินหรรษา
ก็หมดสิ้น ศักดิ์ศรี เคยมีมา
ถูกตราหน้า ว่าอุจาด ขาดศีลธรรม....
สมเป็นยุค มืดมน คนอุบาทว์
ยิ่งสับสน ปนขยาด อนาถซ้ำ
สองตาเห็น เป็นไป ใครระยำ
คนชี้นำ แสนโสมม สังคมเลว....
๓ บลา / ๒๐ เม.ย.๕๔
http://3blabla.blogspot.com
การเดินทางครั้งใหม่ของโลกอาหรับ
ที่มา ประชาไท
มูฮัมหมัดอิลยาส หญ้าปรัง
ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาอิสลามและโลกมุสลิม
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ถึงคราวที่ผู้นำชาติอาหรับต้องตกเป็นเหยื่อของอภิตำนาน (Meta-Narrative) ที่ตัวเองมีส่วนสำคัญในการวางplot และดำเนินเรื่องตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมาหลังปลดปล่อยตัวเองเป็นอิสระจากจักรวรรดินิยมตะวันตก อภิตำนานดังกล่าวถูกทำให้ดูเสมือนจริงเสียจนผู้สร้างมันเองมากับมือก็คิดว่ามันเป็นเรื่องจริง
อภิตำนานเรื่องนี้กล่าวว่า โลกอาหรับไม่เหมาะกับประชาธิปไตย วัฒนธรรมประเพณี วิถีชีวิต และโดยเฉพาะอย่างยิ่งศาสนาอิสลาม ซึ่งเป็นระบอบการดำเนินชีวิตของมุสลิมในโลกอาหรับ เข้ากันไม่ได้กับระบอบประชาธิปไตยซึ่งเป็นผลผลิตของระบบคิดตะวันตก อิสลามกับประชาธิปไตยเป็นความคิดขั้วตรงข้ามที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง อภิตำนานเรื่องนี้ตอกย้ำ “ความไม่เหมาะสม” ของประชาธิปไตยในโลกอาหรับ และเลยเถิดไปจนกระทั่งประณามและผลักไสผู้ที่มีแนวคิดประชาธิปไตยและพยายามต่อสู้เพื่อเสรีภาพในการแสดงออกซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ให้เป็นพวกนอกรีต (heresy) และเป็นพวกสมคบคิดกับตะวันตกเพื่อทำลายล้างอิสลาม
บรรดาผู้นำ กลไกของรัฐ ตลอดจนนักวิชาการศาสนาซึ่งได้รับเงินเดือนและผลประโยชน์อย่างอื่นจากรัฐ หรือที่เรียกรวมๆ ว่านักวิชาการศาสนาจัดตั้ง (Religious Establishment) เป็นผู้สร้างอภิตำนานนี้ โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาอำนาจของตัวเองเอาไว้ให้ยาวนานที่สุด
ในอีกด้านหนึ่ง พวกนักบูรพาคดี (Orientalists) ตลอดจนนักวิชาการด้านความมั่นคงและผู้เชี่ยวชาญด้านก่อการร้าย ได้สร้างภาพให้คนอาหรับ (มุสลิม) เป็นพวกลึกลับ เข้าใจยาก ชอบใช้ความรุนแรงและไม่อดทนต่อความคิดเห็นที่แตกต่าง (Intolerance) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตย “พวกเขา (คนอาหรับ/มุสลิม)” ไม่เหมือน “เรา” ซึ่งยึดคุณค่าบางอย่างเฉพาะ (A particular Values) ของเรา และเรามีอารยธรรมสูงสุดในกระบวนการวิวัฒนาการของสังคมมนุษย์ อภิตำนานเรื่องนี้ฟังดูสมจริงมากขึ้นเมื่อมันถูกขยายความโดย นักวิชาการรัฐศาสตร์ระดับโลกอย่างศาสตราจารย์ แซมมวล ฮันติงตัน ซึ่งชี้ว่าอารยรธรรมอิสลามเข้ากันไม่ได้กับอารยธรรมตะวันตกที่มีระบอบประชาธิปไตยเป็นแรงขับเคลื่อน และท้ายที่สุดมันจะ “ปะทะ (clash)” กัน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เหตุการณ์โจมตีตึกเวิร์ลเทรดในเดือนกันยายน 2001 หรือที่รู้จักกันในนามเหตุการณ์ 9/11 และเรื่องราวตามมาทั้งสงครามในอีรัก อัฟกานิสถาน และการตอบโต้จากกลุ่มมุสลิม เป็นข้อพิสูจน์คำพูดของฮันติงตัน มีผลทำให้เขากลายเป็นศาสดาไปในชั่วข้ามคืน
คำพูดและท่าทีของผู้นำโลกอาหรับผู้ที่ถูกขับไล่ออกไปแล้ว (มูบาร๊อค/อียิปต์ และเบน อาลี/ตูนีเซีย) และผู้ที่กำลังจะพ่ายแพ้ต่อพลังของประชาชน (อับดุลเลาะห์ ซอและห์/เยเมน กัดดาฟี/ลิเบีย กษัตรย์ อะห์หมัดอีซา อัล-คอลีฟะฮ์/บาเรน ) สะท้อนให้เห็นว่าพวกเขามุ่งมั่นและเชื่อจริงๆว่าพลังประชาธิปไตย เป็นแค่ปฏิกิริยา (Reaction) ของพวกชนชั้นล่างที่ขาดโอกาสทางเศรษฐกิจอันเกิดจากการบริหารงานทางด้านเศรษฐกิจที่ล้มเหลวของคณะรัฐมนตรี “พวกชาวบ้านว่างงาน ข้าวของแพง จึงโกรธแค้นและรวมตัวกันประท้วงรัฐบาล” มาตรการการแก้ไขปัญหาจึงเพียงแค่เพิ่มการจ้างงาน หรือไม่ก็ปลดรัฐมนตรีทั้งคณะ ดังที่ผู้นำอียิปต์ จอร์แดน เยเมน และบาเรน นำมาใช้ในช่วงต้นๆของการรับมือกับการประท้วงของประชาชน
พวกผู้นำชาติอาหรับมิได้ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงที่ก่อตัวอย่างรวดเร็วในรอบสิบปีที่ผ่านมา เนื่องจากติดกับดักของอภิตำนานข้างต้น พวกเขาคิดว่าสังคมในขณะนี้ยังคงเหมือนสังคมอาหรับในช่วงทศวรรษ 60s และ70s ที่โลกอาหรับรวมตัวกันทำสงครามต่อต้านอิสราเอล หรือช่วง 80s และ 90s ที่ภัยจากการปฏิวัติของพวกชีอะฮ์ในอิหร่านและสงครามอ่าวได้ตรึงผู้คนเอาไว้อย่างเหนียวแน่น มันเป็นช่วงเวลาที่สังคมอยู่ในภาวะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว โดยมีผู้นำอยู่สูงสุด ขนาบข้างด้วยอำนาจทางทหารและผู้นำศาสนา มันเป็นช่วงเวลา “เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย” หรือ ช่วงเวลา “คุณพ่อรู้ดีที่สุด (Father know best)” แต่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของพวกเขา ได้ผ่านพ้นไปแล้ว
พวกผู้นำโลกอาหรับไม่ได้สังเกตการเปลี่ยนแปลงด้านประชากรที่คนวัยหนุ่มมีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและคิดเป็นสัดส่วนมากที่สุดในสังคม (โครงสร้างประชากรในสังคมมุสลิมแตกต่างอย่างมากกับสังคมอื่นเนื่องจากทัศนคติด้านส่งเสริมการแต่งงานและต่อต้านการคุมกำเนิด) พวกเขาเข้าถึงอินเตอร์เน็ต ส่งทวีตเตอร์ เล่น เฟซบุค สร้างเครือข่ายสังคมออนไลน์ พวกเขาเริ่มไม่เชื่อฟัง “ผู้ใหญ่” และนักวิชาการ “อาวุโส” ทางศาสนา อำนาจทางสังคมจากที่เคยหลอมรวม และมีลำดับชั้น (Hierarchy) เริ่มแตกกระจาย (Fragmented) อย่างยากที่จะควบคุมได้อีกต่อไป ความรู้ทั้งทางโลกและศาสนา สามารถเข้าถึงได้อย่างง่ายดายจากอินเตอร์เนต ปัจจุบันหากต้องการอ่านงานเขียนอย่าง อิห์ยา อูลูม อัดดีน (การฟื้นตัวขึ้นใหม่ของศาสนศาสตร์) ของอิหม่ามฆอซาลี นักเทววิทยาผู้โด่งดังในศตวรรษที่ 10 รวมทั้งบทวิจารณ์หนังสือ (commentary) ดังกล่าว เพียงแค่คริ๊กก็สามารถศึกษาได้ด้วยตัวเอง จากที่ในอดีตจะต้องเดินทางหลายร้อยหรือหลายพันไมล์ไปศึกษากับผู้รู้ซึ่งมีอยู่เพียงไม่กี่คน การผูกขาดความรู้โดยรัฐ ผู้อาวุโส นักวิชาการศาสนา ทั้งที่เป็นลูกคู่ของรัฐและผู้ที่สถาปนาตัวเองเป็นผู้รู้ ได้ถูกทำลายลงอย่างย่อยยับโดยสังคมสมัยใหม่
เห็นได้ชัดว่าภาวะดังกล่าวข้างต้นไม่อาจแก้ไขได้เพียงแค่ปลดหรือปรับคณะรัฐมนตรี หรือเพิ่มการจ้างงาน หากแต่เป็นภาวะบังคับให้รัฐ จะต้องมองในเรื่องอำนาจเสียใหม่ นั่นคืออำนาจมิได้ผูกขาดอยู่กับตัวอีกต่อไป และอำนาจของตัวจะมีความชอบธรรมได้ก็ต่อเมื่อผ่านการถกเถียง เจรจา ต่อรอง ของผู้คนในสังคม ความเข้าใจเรื่องอำนาจอันใหม่นี้ มิใช่เพียงแค่การ “เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม” เท่านั้น หากแต่เป็นการ “ยอมรับ” การมีตัวตนอยู่จริงของสิทธิของผู้คน ในอันที่จะพูด เขียน โต้แย้ง กำหนด ปริมลฑลส่วนตัว (Private Sphere) และปริมลฑลสาธารณะ (Public Sphere)
ก่อนหน้านั้นสิทธิอันนี้ถูกปิดบัง หรือบดบัง ด้วยอภิตำนานเรื่องความไม่เหมาะสมของแนวคิดประชาธิปไตยที่เน้นสิทธิเสรีภาพ แต่เมื่ออภิตำนานดังกล่าวถูกทุบแตกกระจายด้วยภาวะทางสังคมแบบใหม่ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น พลังของมันจึงโชว์ออกมา รวมทั้งพิสูจน์ให้โลกเห็นอีกครั้ง (หลังจาก เอ็ดวาร์ด ซาอิด ได้พิสูจน์ในหนังสือ Orientalism อันโด่งดังของเขา) ว่า “พวกเขาเหมือนเรา” คนอาหรับ/มุสลิม เหมือนเรา พวกเขาช้อบปิ้ง กินแม็คโดนัล ดูหนัง บ้าดารา ดูซีเอ็นเอ็น(CNN) อัลจาซีเราะห์(Al-Jazeerah) เล่นเฟซบุ๊ค ส่ง ทวิตเตอร์ รักเสรีภาพ เคารพในสิทธิของผู้อื่น ฯลฯ เหมือนกับเรา
ดูเหมือนท้ายที่สุด อดีตประธานาธิบดี ฮอสนี่ มูบาร๊อคและเหล่านายทหารที่ยืนเคียงข้างเขา พอที่จะเข้าใจความเปลี่ยนแปลงอันนี้ อียิปต์จึงสามารถหลีกเลี่ยงสงครามกลางเมืองมาได้อย่างหวุดหวิด แต่พันเอก มูฮัมมัด กัดาฟี ผู้นำลิเบียยังคงอยู่ในโลกแบบเก่า โลกที่ตัวเองสร้างขึ้น เขาจึงทำทุกวิถีทางที่จะรักษาอำนาจตัวเองเอาไว้แม้จะเป็นการนำประเทศเข้าสู่สงครามกลางเมือง และสร้างเงื่อนไขเชื้อเชิญมหาอำนาจให้มารุมกินโต๊ะ ดังเช่นที่ อดีตประธานาธิบดี ซัดดัม ฮุซเซน แห่งอิรักได้กระทำกับประเทศและประชาชนของตัวเองไว้ก่อนหน้านั้นแล้ว ท้ายที่สุด ลิเบียจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆจากสงครามและความขัดแย้งและต้องใช้พลังทางเศรษฐกิจและพลังทางสังคมอย่างมหาศาลในการฟื้นฟูให้ประเทศกลับสู่สภาพเดิมอีกครั้ง จากบทเรียนของอิรักและอัฟกานิสถานกระบวนการฟื้นฟูจะกินเวลาครึ่งศตวรรษหรือมากกว่านั้น
โลกอาหรับได้ผ่านการเดินทางมาหลายครั้งตลอดช่วงเวลาของประวัติศาสตร์ หลังจากปิดเส้นทางการปกครองในระบอบคอลีฟะฮ (กาหลิบ)ในปี 1924 โลกอาหรับได้สำรวจเส้นทางใหม่ๆ เพื่อนำสังคมของพวกเขาไปสู่สันติภาพและความรุ่งเรือง ทั้งเส้นทางของระบบสังคมนิยมที่อิงอยู่กับอดีตสหภาพโซเวียต เส้นทางชาตินิยมอาหรับ (Pan-Arabism) เส้นทางอิสลามนิยม (Islamism) แบบอนุรักษ์ของซาอุดิอารเบีย หรือเส้นทางอิสลามนิยมแบบปฎิวัติของอิหร่าน แต่ดูเหมือนครั้งนี้โลกอาหรับกำลังถูกซัดเข้าสู่เส้นทางที่พวกผู้นำมีอำนาจผูกขาดน้อยลงเรื่อยๆ ในการกำหนดชะตากรรมของสังคม
หากพวกผู้นำและเหล่าทหารซึ่งกุมอำนาจอยู่ในขณะนี้ไม่ตระหนักถึงข้อเท็จจริงของสภาวะสังคมดังที่กล่าวไว้ข้างต้น เราจะได้เห็นสงครามกลางเมืองเกิดขึ้นในอีกหลายประเทศในโลกอาหรับ
มูฮัมหมัดอิลยาส หญ้าปรัง
ธาตุแท้
ที่มา Thai E-News
โดย ทรายคำ ลูกน้ำปิง
อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่
เพียงอยากได้อำนาจวาสนา
เป็น สส. รมต.หน่อเนื้อเจ้าพระยา
สูงสุดเสวยศักดิ์เสนาบดี
ก็มีมากแล้วไม่รู้พอ
ขอเสียง หาเสียง สร้างคะแนนผี
เอาไว้คุ้มกันธุรกิจประดามี
กราบกรานคนมีสีสร้างอิทธิพล
แจกห้าร้อยหวังร้อยล้านหน้าด้านแท้
ยกมือแก้กฎหมายสักหลายหน
ทุนที่หว่านคืนมาได้ไม่ร้อนรน
เพียงอยู่พรรคที่หน้าทนปล้นแผ่นดิน
เป็นสันดานนักเลือกตั้ง
ข้ามศพไพร่ไม่แลหลังใดทั้งสิ้น
จะเพื่อไท เพื่อใครไม่ยลยิน
อุดมการณ์ กินได้ไม่อิ่มท้อง
อ้างถูกบีบ บังคับ ให้กลับหลัง
ปรองดองหวัง ดับเสียงปืน ฝืนสนอง
ด้วยสูงวัยเป็นเสาหลักจักประคอง
สู่ครรลองนิติธรรม นิติรัฐ
จำต้องย้าย ขายผ้า เอาหน้ารอด
ฝืนใจกอดทวยมารประสานหัตถ์
หน้ายังไหว้ หลังยังหลอกบอกชัดชัด
โถ..ไอ้...ตว์ ไปให้ไกล ไอ้ใจมด
ประชาชนเป็นเพียงแค่คำอ้าง
เขาล้มตายลงกี่ร่าง ช่างโศกสลด
ปูเป็นทาง สว่างไสวให้คนคด
ไปรับบท ผู้แทน ในสภา
อ้าปากก็เห็นกากเดนอำมาตย์
สักพันชาติจักจองเวรไม่เว้นหน้า
ไพร่จงจำสำนึกแน่นแผ่นพสุธา
ทวงอำนาจเราคืนอย่ากลัวมัน.
ภาพกิจกรรมรำลึก11เดือน19พฤษภาฯที่ราชประสงค์ การกลับมาของชุมนุมไร้แกนนำมีแต่แกนนอน
ที่มา Thai E-News











ดูภาพเพิ่มเติมที่
-ประชาทอล์ก
-คนไทยูเค
-คำเกิ่ง ทุ่งหมาหลง
-อินเตอร์เน็ตฟรีด้อม
-Internet Freedom
-ภาพข่าวประชาไท
แกนนอน นปช. ชุมนุมระลึก 'วันที่ 19' รัฐประหาร ก.ย. 49-สลายชุมนุม พ.ค.53
19 เมษายน พ.ศ. 2554 กลุ่มผู้ชุมนุมแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือคนเสื้อแดง นำโดย สมบัติ บุญงามอนงค์ ชุมนุมหน้าห้างเซ็นทรัลเวิลด์ แยกราชประสงค์ เพื่อรำลึกการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ซึ่งเป็นกิจกรรมที่คนเสื้อแดงกลุ่มนี้จัดเป็นประจำทุกวันที่ 19 ของทุกเดือน โดยมีกิจกรรมถือป้าย ผูกเชือก เปิดเพลง เต้นรำ แต่ไม่มีการตั้งเวทีปราศรัย เริ่มขึ้นในเวลา 14.00 น..
คลิปที่นี่ความจริงจาก3อาจารย์สาว:ความเสื่อมของรัฐเผด็จการกับเหยื่อสาวโชว์นม
ที่มา Thai E-News
ที่ว่าพวกเสื้อชมพูเมื่อวันอาทิตย์ดูห่อเหี่ยวนั้น ที่จริงไม่ใช่แต่คนเสื้อชมพู แต่ตำรวจก็ดูไม่ค่อยได้อยากทำคดีทำนองนี้เท่าไหร่ ดิฉันว่าอำนวย นิ่มฯ ออกจะจ๋อยๆ เช่นกัน ...หลังจตุพรมอบอำนาจให้ทนายดำเนินการต่อ อ.ตุ้ม ได้ปรี่เข้าไปประชิดนวยนิ่ม และเตือนลูกศิษย์นวยนิ่มว่า "ประชาชนต้องได้รับความเป็นธรรมนะ นวย!"...ที่สอนไปน่ะ หวังว่าคงยังไม่ได้คืนความรู้ให้ครูหมดนะ นวยนิ่ม!(ที่มา:เฟซบุ๊คดร.สุดา)
ที่มา รายการที่นี่ความจริง Asia update
19 เมษายน 2554
รายการที่นี่ความจริง ทางโทรทัศน์ Asia Update-DNN ประจำวันจันทร์ที่ 18 เมษายน 2554 ดำเนินรายการโดย 3 นักวิชาการสาว ผศ.ดร.สุดา รังกุพันธ์ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อาจารย์หวาน) ,รศ.สุดสงวน สุธีสร อาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อาจารย์ตุ้ม) และ ผศ.ดร.จารุพรรณ กุลดิลก อาจารย์พิเศษคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (อาจารย์จา)
ประเด็นสำคัญ:ประเด็นที่ 1 ความเสื่อมของสังคมเผด็จการ
การที่รัฐบาลพยายามสร้างภาพใหม่ให้ราชประสงค์โดยการให้กินเนส บุ๊คส์มาทำเรื่องฉีดน้ำนานที่สุดในโลกโดยใช้เงินกว่า 4 ล้านบาท แต่สื่อต่างประเทศไม่สนใจ กลับไปสนใจคนเสื้อแดงที่จัดกิจกรรมนอนตายที่ราชประสงค์ และข่าวเด็กเปลือยอกเต้นที่สีลม
ซึ่งการจัดงานของรัฐบาลแบบนี้ก็เป็นการละเลยประเพณีแบบดั้งเดิมเช่นการรดน้ำดำหัว ขอพรผู้ใหญ่ แล้วรัฐบาลก็ออกมาตามล่าตัวเด็กที่เต้นเปลือยอก ทั้งที่ความจริงเด็กเหล่านี้เป็นเพียงเหยื่อจากความผิดพลาดในนโยบายของรัฐบาลที่ไม่ได้ให้ความรู้ความเข้าใจต่อกลุ่มเด็ก
ซึ่งเชื่อมโยงได้ไปถึงการออกกฎหมายให้เด็กที่ท้องสามารถเรียนหนังสือต่อได้ ซึ่งเหมือนเป็นการยอมรับให้เด็กส่วนใหญ่ในสังคมท้องได้ ซึงต่างจากในสังคมประชาธิปไตย ที่คนจะสมบูรณ์พร้อมทั้งจิตใจ ร่างกายและความรู้ รัฐบาลเผด็จการในประเทศไทยแก้ไขปัญหาไม่ได้ ได้แต่โยนความผิดให้คนอื่นแล้วเอากฎหมายไปกดขี่ผู้คนแทน
ประเด็นที่ 2 : รัฐเผด็จการ
ประเทศไทยอยู่ในภาวะของรัฐเผด็จการทหารหรือ Junta State ที่มีการปกครองที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย ที่สังเกตเห็นได้ชัดหลายประเด็น เช่นการที่ทหารตำรวจต้องเข้าขอพรประธานองคมนตรีในช่วงสงกรานต์ และการที่ทหารพระธรรมนูญไล่เอาผิดแกนนำเสื้อแดงในกรณีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามมาตรา 112 ทั้ง ๆ ที่คำพูดของแกนนำนปช.ไม่เข้าข่ายหมิ่นแต่อย่างใด
ขณะที่พลเอกเปรม ประธานองคมนตรีที่พวกทหารยกย่องเอง เคยกล่าวร้ายองค์รัชทายาทกับทูตสหรัฐฯและถูกเปิดเผยออกทางวิกิลีกส์
และการที่พยายามเอาคนเสื้อชมพูมาขัดขวางไม่ให้คนเสื้อแดงฟ้องกลับทหารพระธรรมนูญในกรณีแจ้งความเท็จ แต่เนื่องจากจ้างมาด้วยเงินไม่เท่ากัน คนเหล่านี้เลยทะเลาะกันเองและกลับไปบางส่วน ไม่สามารถขัดขวางคนเสื้อแดงได้
สำหรับการฟ้องของคนเสื้อแดงเอง เมื่อฟ้องทหารก็กลับต้องตัดสินโดยศาลทหาร ที่เป็นทหารที่ไม่ได้จบวุฒินิติศาสตร์บัณฑิตแต่อย่างใด และเนื่องจากที่เป็นทหาร การตัดสินจึงน่ากลัวว่าจะเอนเอียงเข้าข้างทหารด้วยกันเอง ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงความเป็นรับเผด็จการของประเทศไทยในเวลานี้
นิธิ:สถาบันฯสูญเสียความชอบธรรมไปไม่น้อย จากการใช้เป็นเครื่องมือการเมืองและใช้112พร่ำเพรื่อ
ที่มา Thai E-News
ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ให้สัมภาษณ์รายการตอบโจทย์ทางโทรทัศน์TPBSหลายเรื่อง เช่น การที่ชนชั้นนำต้องปรับตัวแบ่งสรรปันอำนาจให้กับสามัญชนอย่างเท่าเทียม เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะกัน
รวมทั้งกรณีการนำสถาบันกษัตริย์มาเป็นเครื่องมือทำลายล้างการเมืองกัน ผลสะท้อนต่อสถาบันฯเอง กรณีม.112 และแนวทางแก้ไขใช้บังคับ รวมทั้งกรณีThe King can do no wrong
"พวกที่บอกว่าจงรักภักดีสถาบันกษัตริย์ต้องตระหนักว่า การใช้สถาบันกษัตริย์เป็นเครื่องมือ การใช้มาตรา112อย่างพร่ำเพรื่อยิ่งเป็นการทำลายสถาบันมากขึ้น ทำให้ความชอบธรรมของสถาบันกษัตริย์ลดลง หรือสูญเสียไปไม่ใช่น้อยทีเดียว ทางออกคือต้องทำให้สถาบันกษัตริย์อยู่เหนือการเมืองอย่างแท้จริง ทุกรูปแบบ ทั้งทางวัฒนธรรมที่ต้องอยู่นอกเหนือการเมืองอย่างชัดเจน"