WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, April 22, 2011

ทหารไทย-กัมพูชาปะทะกันที่ปราสาทตาควาย

ที่มา ประชาไท

โฆษกกองทัพบกแถลงทหารไทย-กัมพูชาปะทะกันเช้านี้ที่ชายแดนด้าน จ.สุรินทร์ บริเวณปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควาย โดยขณะนี้มีการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ปะทะแล้ว ล่าสุดเมื่อ 11.00 น. มีการหยุดยิงแล้วทหารไทยเสียชีวิตอย่างน้อย 4 นาย เจ็บ 13

เมื่อเวลา 06.00 น.วันนี้ (22 เม.ย.) ที่ชายแดน จ.สุรินทร์ เกิดการประทะกันระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชา ที่ปราสาทตาเมือน ปราสาทตาควาย บ้านไทยสันติสุข อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ โดยบริเวณดังกล่าวเป็นที่ตั้งของกองร้อยทหารพรานที่ 23 โดยมีรายงานการระดมยิงใส่กันด้อย่างต่อเนื่อง และถึงขณะนี้ (07.30 น.) ก็ยังมีการปะทะกันอยู่ เบื้องต้นยังไม่ทราบความเสียหาย

ล่าสุดในเว็บไซต์เอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์ ได้รายงานเมื่อเวลา 07.46 น. ว่า พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก ได้แถลงยอมรับว่ามีการปะทะเกิดขึ้นจริงบริเวณใกล้ปราสาทตาควาย ปราสาทตาเมือนธม มีกระสุนปืนเล็ก และกระสุนปืนใหญ่ ยิงเข้ามาตกใกล้ปราสาทตาควาย ปราสาทตาเมือน

ทั้งนี้เสียงปืนใหญ่ดังติดต่อเป็นระยะ ได้ยินไปถึงอำเภอ และจังหวัดใกล้เคียง มีการอพยพชาวบ้าน หมู่บ้านไทยสันติสุข ต.บักได อ.พนมดงรัก ไปยังบ้านตาลวก อำเภอเดียวกัน ขณะที่ชาวบ้านระบุว่า เห็นเจ้าหน้าที่ทหารบาดเจ็บ 3-4 นาย

นอกจากนี้เมื่อเวลา 07.49 น. กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ ได้รายงานสถานการณ์ปะทะดังกล่าวเพิ่มเติมด้วย โดยรายงานว่าทาง อบต.บักได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ได้ประกาศเสียงตามสายให้ประชาชนเตรียมพร้อมอพยพถ้าจำเป็น

สำหรับสถานการณ์ล่าสุดนั้น เมื่อเวลา 11.00 น. เสียงปืนใหญ่ที่ยิงโต้ตอบจากฝ่ายไทยเข้าไปยัง ฝ่ายกัมพูชาได้เงียบลง ขณะที่มีทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบครั้งนี้จำนวน 13 นาย และเสียชีวิต 4 นาย โดยรายชื่อทหารไทยที่เสียชีวิต ประกอบด้วย 1.จ.ส.อ.วิทยะ สวนชูผล สังกัด กองร้อยทหารพรานจู่โจม ที่ 960 ฐานปฏิบัติการปราสาทตาเมือนธม บ้านหนองคันนา ต.เมียง อ.พนมดงรัก 2.จ.ส.อ.บุญรัตน์ สุขจิตร กองร้อยทหารพราน ที่ 2606 ชุดเฉพาะกิจ กรมทหารพรานที่ 26 กรมทหารราบที่ 23 พัน 4 3.พลทหาร บุญฤทธิ์ ชางาม กองร้อยทหารพราน 2606 และ 4.ส.อ.ประเวช หาราช กองร้อยทหารพราน ที่ 2606 ชุดเฉพาะกิจ กรมทหารพรานที่ 26 กองกำลังสุรนารี กองทัพภาคที่ 2

ข่าวตื่นปฏิวัติ และข้อคิดของข่าวลือจากกาหลิบ

ที่มา Thai E-News



ทหารขยับ-ทีวีจอดับทั่วปท. ตื่นปฏิวัติ! ดาวเทียมไทยคม5ทำป่วน
มาร์คสะดุ้งเช็คข่าวราบ.11 แดงไวไฟเตรียมลุกฮือต้าน
บูรพาพยัคฆ์อึ่มรอรับคำสั่ง นปช.ปูดเตรียมยึด"อำนาจ"

แนวหน้า, 22 เมษายน 2554

ตบเท้าจอมืดตื่นปฏิวัติ สุดท้ายแค่‘ไทยคม’ขัดข้อง/
‘มาร์ค-นปช.’เช็กข่าววุ่น

ไทยโพสต์, 22 เมษายน 2554

'ไทยคม5'ขัดข้องทีวีล่มนปช.ตื่นปฏิวัติ-อุดรฯเปิด'ตำบลเสื้อแดง'
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์, 21 เมษายน 2554



ข้อคิดของข่าวลือ
ที่มา คอลัมน์ เมืองไทยหรือเมืองใคร?
โดย กาหลิบ
22 เมษายน 2554

มีข่าวลือมากมายตลอดวันพฤหัสบดีที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๕๔ โดยเฉพาะข่าวลือเรื่องทหารบกกำลังจะก่อการยึดอำนาจหรือรัฐประหาร มีข่าวการเคลื่อนกำลังพล รถถัง รถเกราะ และอื่นๆ จุดนั้นบ้างจุดนี้บ้าง และไปรวมกันที่ ร.๑๑ รักษาพระองค์ มีข่าวลือเกี่ยวกับการยึดสถานีโทรทัศน์ เพราะสัญญาณหายไปหลายชั่วโมง และมีข่าวลือเกี่ยวกับอาการป่วยไข้ของบุคคลสำคัญ ซึ่งทำให้ความเชื่อเรื่องยึดอำนาจทวีความเข้มข้นขึ้น

สุดท้ายก็เกิดการปะทะกันที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะที่ปราสาทตาควาย ซึ่งเป็นเหตุที่เกิดขึ้นจริง มีทหารตายและบาดเจ็บจริงไม่ใช่ข่าวลือ

ทั้งหมดนี้นอกจากจะชี้ว่า เมืองไทยทั้งเมืองกำลังอยู่บนปากเหว ความขัดแย้งลึกซึ้งทางการเมืองที่ยกระดับขึ้นไปสู่ระดับระบอบทำให้เกิดสภาพ การขาดความไว้วางใจในกันและกันอย่างรุนแรง สภาพเช่นนี้ถือกันในทางการทูตและทางทหารว่า มีอันตรายสูง เพราะเหตุเล็กน้อยในลักษณะน้ำผึ้งหยดเดียวก็สามารถจุดชนวนการใช้กำลังและความรุนแรงได้

เหมือนมหาอำนาจนิวเคลียร์ในทศวรรษที่ ๑๙๖๐-๑๙๙๐ ซึ่งหวาดระแวงสูงถึงขั้นวิตกจริต ขนาดจ่อนิ้วไว้ที่ปุ่มปล่อยอาวุธนิวเคลียร์ตลอดเวลา ในสภาพจิตเช่นนั้นใครทำอะไรปังขึ้นมาก็ผวาตกใจและอาจปล่อยอาวุธล้างโลกออกมาได้ทุกเมื่อ

แต่เราล้วนมีสติปัญญา แม้กระทั่งข่าวลือที่ไร้มูลความจริงหรือมีจินตนาการเสริมแต่งอยู่มาก เราก็นำมาใช้ประโยชน์ได้หากวิเคราะห์ได้ถูกต้องและรอบคอบ ที่สำคัญคือนำมาใช้เป็นการ ซ้อมใหญ่ที่มีประสิทธิภาพสำหรับฝ่ายประชาชนได้

ผู้บัญชาการทหารบกคนนี้มีสภาพจิตใจที่เหมือนน้ำเดือดอยู่ในกาตลอดเวลา ความหลุกหลิกและแปรปรวนไปได้ตามสั่งจากที่สูงทำให้เกิดความเครียดทั้งต่อตัว เองและองค์กรภายใต้บังคับบัญชา เราก็คงจะประมาทมิได้ แต่ขณะเดียวกันไอความร้อนที่ล้นออกมาให้เห็น ก็ใช้เป็นมาตรวัดอุณหภูมิในสิ่งที่เรามองด้วยตาเปล่าไม่เห็นได้และเราก็ควรใช้

ความไม่มั่นใจในตัวเองอันเนื่องมาจากปัญหา ทหารเสือราชินีและ วงศ์เทวัญตลอดจนทหารอื่นๆ ที่คลื่นเหียนวิงเวียนกับการเมืองในกองทัพประเภทนี้ ล้วนเป็นปัจจัยทำให้ผู้บัญชาการทหารบกคนนี้มีแนวโน้มที่จะ เกินหรือ “over-react” อยู่เป็นประจำ การเป่าหูจากบทบาทของ ฝ่ายในซึ่ง เป็นผู้มีความรู้ แต่ใช้ความรู้นั้นปั่นให้เกิดความคิดแบ่งแยกระหว่างฝ่ายอนุรักษ์นิยมและ เสรีนิยมผ่านสามีที่ตื้นเขินกว่า ก็ยิ่งทำให้ การเมืองวงไพ่ครอบงำการเมืองไทยเป็นอย่างสูงขนาดมองไม่เห็นทางออก

ข้อคิดจากการฟังคำให้สัมภาษณ์หรือสีหน้าท่าทีกิริยาของพลเอกประยุทธ์ฯ คือเราอาศัยสิ่งเหล่านี้ไปวัดประเมินข่าวสารต่างๆ ที่ไหลเข้ามาได้ ประโยชน์ไม่ได้อยู่ที่สาระหรือเขาพูดอะไร แต่อยู่ที่เขาพูดอย่างไร เมื่อไหร่ และ น็อตหลุดกับคำถามประเภทใด

ถึงผู้บัญชาการทหารบกในวันนี้ไม่ใช่ ผู้สั่งการอิสระเป็นเพียงผู้รับคำสั่งหรือสัญญาณให้เตรียมลงมือปฏิบัติการ แต่การสังเกตวิธีปฏิบัติการในบางครั้งก็ช่วยเราได้มาก

การตัดสัญญาณโทรทัศน์และปิด gateway อินเตอร์เน็ตโดยอ้างว่า ดาวเทียมหลุดวงโคจรเราถือได้เลยว่าเป็นการซ้อมใหญ่ของนโยบาย จอมืดหรือ “blackout” อัน เป็นวัตรปฏิบัติปกติในยามยึดอำนาจ สิ่งที่เราต้องคิดคือการสื่อสารระหว่างกลุ่มพลังต่างๆ ในฝ่ายประชาชนจะทำอย่างไร วันนั้นหายไปเพียงสามชั่วโมงเราก็งุ่นง่านและสับสนกันแล้ว ใครที่มีประสบการณ์และพลังสมองในแง่นี้ ได้โปรดชี้ทางสว่างให้กับมวลมหาประชาชนด้วย

โลกปัจจุบันถูกชักจูงให้เดินตามกระแส “hi-tech” โดยทำให้รู้สึกว่าทันสมัยกว่าและ ดีกว่าเดิม แต่การรักษาวิธีสื่อสาร “low-tech” ก็อาจมีประโยชน์ในยามที่อำนาจรัฐเข้าเกาะกุมและครอบงำสื่อ hi-tech ได้

เรื่องนี้ก็ควรคิดต่อกันให้มาก

ข่าวเรื่องสุขภาพบุคคลก็เป็นข้อคิด มวลชนต้องทำใจล่วงหน้าว่าเราจะเป็นกลุ่มสุดท้ายที่เขาจะยอมให้รู้ว่าเกิด อะไรขึ้นจริง กลุ่มอำนาจที่กำลังยื้อแย่งกันอย่างชุลมุนจะต้องรู้ก่อนและเคลื่อนตัวก่อน เพื่อความลงตัวในอำนาจของฝ่ายเขา โอกาสที่เราจะรู้ข่าวพร้อมกับฝ่ายเขามีน้อยถึงน้อยที่สุด ความสับสนก็จะมีมากจนถึงขั้นลงมือปฏิบัติใดๆ ไม่ได้เพราะขาดความมั่นใจ

ผู้นำฝ่ายประชาธิปไตยผู้มีฐานข้อมูลปิดลับและเปิดเผยดีกว่าประชาชนทั่วไป จะต้องออกมาทำหน้าที่นี้ ข่าวไทยไม่จำเป็นต้องออกมาจากเมืองไทย แต่ส่งผลกลับไปที่เมืองไทยได้มากมาย

หากเรามีแนวทางการเมืองที่ชัดเจนเสียอย่าง แม้แต่ข่าวลือยังมีประโยชน์.

-----------------------------------------------------------------------------------

สนับสนุน "กาหลิบ" และทีมงาน สมัคร SMS-TPNews พิมพ์ PN กดส่งมาที่เบอร์4552146 สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน รายได้เป็นค่าใช้จ่ายในการทำงานต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย Call center : 084-4566794-5 (จ.- ศ.10.00-18.00น.)/e-mail : tpnews2009@gmail.com/บล็อก :http://wwwthaipeoplenews.blogspot.com/

1ปี ต่อมา...ฝรั่งเสื้อแดงให้สัมภาษณ์นสพ.ออสซี่ที่มียอดผู้อ่านครึ่งล้าน : มันน่าสพรึงกลัว แต่ก็เป็นภารกิจที่ผมต้องร่วมต่อสู้กับคนเสื้อแดง

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา หนังสือพิมพ์ The West Austalian

หมายเหตุไทยอีนิวส์:หนังสือพิมพ์ The West Austalian รายสัปดาห์ได้ตีพิมพ์เผยแพร่รายงานสัมภาษณ์นายเดวิด โคเนอร์ เพอร์เซล ชาวออสเตรเลีย ที่เคยถูกยิงบาดเจ็บในการร่วมประท้วงในไทยเมื่อปีกลาย และเข้าร่วมการต่อสู้กับคนเสื้อแดง จนถูกจับกุมนาน 89 วัน ก่อนจะเดินทางกลับประเทศ ในหัวข้อข่าวเรื่อง BANGED UP IN BANGKOK : Romance pulls WA Red Shirt follower

มีผู้อ่านหนังสือพิมพ์ฉบับนี้มากกว่าครึ่งล้านคน รายละเอียดของรายงานข่าวมีดังต่อไปนี้


ชายชาวออสเตรเลียตะวันตกซึ่งถูกยิง 2 นัด แล้วจับขังคุกที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯนานถึง 89 วัน ได้ทบทวนหวนรำลึกว่า เขาได้กลายเป็นชาวต่างชาติที่มีชื่อเสียงในหมู่คนเสื้อแดงของประเทศไทยขึ้นมาได้อย่างไร พร้อมทั้งเตรียมการต่อสู้อย่างไรในการเลือกตั้งครั้งใหม่ที่ใกล้เข้ามาถึง

เขากลับมาที่เมืองเพิร์ธเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ถูกปล่อยตัวออกจากเรือนจำคลองเปรมเมื่อเดือนสิงหาคมปีก่อน ,โคเนอร์ เพอร์เซล วัย 30 ปีเข้าร่วมการชุมนุมประท้วง ซึ่งทำให้กรุงเทพฯเป็นอัมพาตเมื่อปีที่แล้ว

การโดดเข้าร่วมทำหน้าที่เป็นปากเสียงให้ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 เมื่อชายผู้ซึ่งจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยออสเตรเลียตะวันตกกล่าวว่า ในวันนั้นกองกำลังทหารยิงสังหารผู้ประท้วงที่ปราศจากอาวุธไปอย่างน้อย 12 ศพ

"กองทัพใช้พลซุ่มยิงในตำแหน่งรอบๆบริเวณผู้ประท้วงและสุ่มยิงไปยังประชาชน"เขากล่าว"ทหารยิงทั้งเด็ก,ผู้หญิง,หน่วยแพทย์พยาบาล ขณะที่มีการออกข่าวทางราชการว่าไม่ได้ใช้กระสุนจริง แต่ผมเห็นพลซุ่มยิง(sniper)เต็มไปหมด"

สำหรับตัวเขาโดนยิงด้วยแก๊สน้ำตา และกระสุนยาง 2 นัดที่สะโพก เป็นเหตุให้เสียเลือดไปมาก นายเพอร์เซลเลยถูกหามออกจากพื้นที่ประท้วงไปใส่รถพยาบาล

วันต่อมาผู้จัดการการประท้วง ได้มาพบเขา และชักชวนให้เขาขึ้นเวทีเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวเขาสู่สาธารณชน

นั่นเป็นเหตุให้เวลาต่อมาในวันที่ 22 เมษายน 2553 เขาได้ไปปรากฎตัวบนเวทีผู้ชุมนุมประท้วงที่ราชประสงค์ (ดูรายงานข่าวBangkok Post:Wounded Australian on handouts takes to red shirt stage)

เรื่องที่เขากล่าวปราศรัยถูกแปลถ่ายทอดไปยังผู้ชุมนุมประท้วงราว 200,000 คน "ผมว่ามันน่าสพรึงกลัวมากทีเดียว แต่มันเป็นภารกิจที่ผมจำเป็นต้องทำ และเมื่อหวนกลับไปถึงวันนั้นผมก็ยังดีใจที่ได้ทำมันลงไป"









น่าอัศจรรย์ที่ว่าเสียงของเขาบนเวทีตรึงฝูงชนผู้ประท้วง ซึ่งก็รวมทั้งหญิงอายุ 35 ปีที่ได้เข้ามาขอจับมือเขาหลังจบการปราศรัย "หลังการปราศรัยหนแรกบนเวทีของผม จันทร์เพ็ญก็ตามหาตัวผม และเธอแสดงความชื่นชมเขามาก

ในท่ามกลางการประท้วงอันดุเดือด เรื่องราวสายสัมพันธ์ของเขากับมิตรสหายเสื้อแดงชาวไทยก็งอกงามขึ้นตามลำดับ

ในเดือนพฤษภาคม 2553 เขาได้ขึ้นเวทีปราศรัยอีก2ครั้ง และได้กล่าวในฐานะประจักษ์พยานเห็นสไนเปอร์ยิงสังหารผู้ประท้วง

"มันเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และหากคุณรู้คุณเห็นแล้วไม่พูดออกมา อาชญากรรมนี้ก็จะเกิดขึ้นอีกต่อไป"เพอร์เซลกล่าวตอบข้อซักถามว่า ในฐานะชาวต่างชาติเขาต้องไปยุ่งเกี่ยวกับเหตุการณ์การเมืองในประเทศไทยทำไมด้วย?

ต่อมาในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ผู้นำการประท้วงยอมเข้ามอบตัวต่อรัฐบาล หลังเหตุการณ์ไม่สงบยุติลง มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 90 ศพ เจ้าหน้าที่รัฐบาลมาหาตัวนายเพอร์เซลและจับกุมไปเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2553

ในวันแรกของการคุมขัง สภาพเรือนจำเป็นไปอย่างทารุณ เขาถูกโยนเข้าไปอยู่อย่างยัดเยียดร่วมกับผู้ต้องขังรายอื่นๆอีก 31 คน
ข้อหาที่เขาถูกจับกุมคือการละเมิดพระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉินมีโทษจำคุก 2 ปี ซึ่งนายเพอร์เซลปฏิเสธข้อกล่าวหา และร้องขอให้นำเขาขึ้นสู่กระบวนการพิจารณาของศาล

ทว่าท้ายสุดแล้ว คนเสื้อแดงระดับอาวุโสกับจันทร์เพ็ญได้โน้มน้าวให้เขาสารภาพ

"เพื่อนมิตรเสื้อแดงที่มาเยี่ยมในเรือนจำทุกคนโน้มน้าวผมว่า ให้คุณทำใจกล่าวรับสารภาพข้อกล่าวหาไปเถอะ เพราะพวกเราอยากให้คุณได้ออกจากคุก"เขากล่าว"พวกเขาบอกผมว่าคุณอยู่ในคุกไปก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร แต่หากคุณได้ออกมาเป็นอิสระ คุณจะได้ออกไปเป็นปากเป็นเสียงให้พวกเราคนเสื้อแดงได้"

เขาได้เดินทางกลับออสเตรเลียเมื่อเดือนกันยายนปี2553 และได้อุทิศตัวเป็นปากเสียงให้คนเสื้อแดงในประเทศไทย และถือโอกาสเยียวยาความป่วยไข้จากโรคเครียดของเขาที่ได้รับมาจากเมืองไทย

โฆษกของทางการไทยเปิดเผยว่าเหตุการณ์รุนแรงทางการเมืองในปีที่แล้วยังอยู่ในระหว่างการสอบสวน

******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:
-สื่อออสซี่เปิดสายใยมิตรร่วมรบหมอเสื้อแดงกับหนุ่มจิงโจ้ ก่อนกลับออสเตรเลียแฉความจริงในแดนเถื่อน


-Conor Purcell:Be Strong Be United You will win.



-คลิปวิดิโอ ดร.จิม เทเลอร์ และแกนนำThai Red Australia







-คารวะหัวใจThai Red Australia

-ดร.จิม เทเลอร์ บทความวิชาการ:สำคัญกว่าชีวิตคน:ความตายของ'Central World'และการก่อกำเนิดใหม่ -เสื้อแดงกับการสร้างตำนานทางวัฒนธรรมของกฎุมพีชาวกรุง

มองญี่ปุ่น มองไทย

ที่มา Thai E-News





จะเห็นได้ว่าญี่ปุ่นเป็นรัฐเดี่ยวเหมือนกับเรา มีสถาบันกษัตริย์เช่นเดียวกับเรา ใช้ระบบรัฐสภาเช่นเดียวกับเรา แต่ที่แตกต่างจากของเราคือ ญี่ปุ่นไม่มีการบริหารราชการส่วนภูมิภาคเช่นเรา การแก้ไขปัญหาต่างๆสามารถแก้ไขได้อย่างฉับไว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติ

โดย ชำนาญ จันทร์เรือง

ในฐานะที่เคยศึกษาหาความรู้และใช้ชีวิตอยู่ในญี่ปุ่นระยะหนึ่ง ผมมองการกู้ภัยของญี่ปุ่นภายหลังจากการประสบภัยแผ่นดินไหวและสึนามิเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เปรียบเทียบกับการกู้ภัยจากน้ำท่วมภาคใต้ของไทยแล้วให้ห่อเหี่ยวใจเป็นยิ่งนัก

แน่นอนว่า นอกจากความเป็นเลือดบูชิโดที่ทรหดอดทน และมีความเป็นระเบียบวินัยแล้ว อย่างอื่นญี่ปุ่นแทบจะไม่มีอะไรเหนือกว่าไทยเลย นอกจากการมีการปกครองท้องถิ่นที่เข้มแข็งโดยไม่มีราชการส่วนภูมิภาค

อีกทั้งการเปิดประเทศของญี่ปุ่นยังเปิดทีหลังไทยเสียอีก รถไฟก็เข้ามาพร้อมๆกัน มิหนำซ้ำญี่ปุ่นยังตกเป็นประเทศแพ้สงครามโลก โดนระเบิดปรมาณูถล่มที่ฮิโรชิมาและนางาซากิเสียหายอย่างยับเยิน

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่อยู่ในทวีปเอเชีย มีรูปแบบของรัฐเป็นรัฐเดี่ยว และปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา มีองค์พระจักรพรรดิหรือกษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำในการบริหารประเทศ เช่นเดียวกับประเทศไทย

ญี่ปุ่นจัดโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินออกเป็น 2 ส่วน คือ การบริหารราชการส่วนกลาง และการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งแตกต่างจากไทยที่มีการบริหารราชการส่วนภูมิภาครวมอยู่ด้วย

การบริหารราชการส่วนกลาง

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ปกครองระบอบประชาธิปไตยในรูปแบบรัฐสภา มีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำในการบริหารประเทศ รัฐสภาเป็นระบบ 2 สภา ประกอบด้วยวุฒิสภา (House of Councilor) และสภาผู้แทนราษฎร (House of Representative)

สภาผู้แทนราษฎรมีจำนวนสมาชิกทั้งสิ้น 480 คน โดยมาจากการเลือกตั้งแบบเขตละ 1 คน จำนวน 300 คน อีก 180 คน มาจากการเลือกตั้งในระบบสัดส่วน มีวาระในการดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี

ฝ่ายบริหาร มีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้า ซึ่งมาจากหัวหน้าพรรคเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้รับผิดชอบในการบริหารประเทศร่วมกับคณะรัฐมนตรี ดูแลรับผิดชอบกระทรวงและหน่วยงานต่างๆที่มีฐานะเทียบเท่ากระทรวงทั้งหมด 11 กระทรวง

การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น

การปกครองท้องถิ่นของญี่ปุ่นได้รับการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปี 1947 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นโดยคณะผู้ยึดครองของสหรัฐฯ ที่เข้ามาจัดระเบียบทางการเมือง การบริหาร และระบบเศรษฐกิจ หลังจากญี่ปุ่นพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ต่อฝ่ายสัมพันธมิตร

ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้บัญญัติให้การปกครองท้องถิ่นเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของระบบการปกครองของรัฐ และยังมีการออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับท้องถิ่นเป็นการเฉพาะอีกด้วย คือกฎหมายปกครองตนเองของท้องถิ่น(Local Autonomy Law) ซึ่งประกาศใช้ในปีเดียวกับรัฐธรรมนูญ

กฎหมายปกครองตนเองส่วนท้องถิ่น จัดระดับชั้นการปกครองท้องถิ่นของญี่ปุ่นออกเป็น 2 ชั้น (Two-Teir System) คือ ระดับบน (Upper Tier) ได้แก่ จังหวัด (Prefecture) และ ระดับล่าง (Lower Tier) ได้แก่ เทศบาล (Municipal) จึงมีผลทำให้จังหวัดมีพื้นที่ในการดำเนินงานครอบคลุมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับเทศบาลทั้งหมดที่ขึ้นตรงต่อจังหวัด

อย่างไรก็ตาม จังหวัดและเทศบาลมีสถานะเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เท่าเทียมกัน ไม่ได้หมายความว่า เทศบาลเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่อยู่ภายใต้สังกัดจังหวัดเพียงแต่แบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบกัน ดังนั้น จังหวัดจึงมีอำนาจเพียงให้คำแนะนำและแนวทางแก่เทศบาลเท่านั้น ไม่สามารถใช้อำนาจสั่งการเทศบาลได้

อำนาจหน้าที่ของจังหวัด มีในเรื่องที่เกี่ยวกับ กิจการตำรวจซึ่งบริหารงานโดยคณะกรรมการความปลอดภัยสาธารณะ / การควบคุมดูแลโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การวางผังเมือง ถนนทางหลวง แม่น้ำ เคหะชุมชน ฯลฯ

ซึ่งผังเมืองเชียงใหม่หมดอายุไปตั้ง 5 ปีแล้วยังประกาศใช้ใหม่ไม่ได้เลยเพราะติดอยู่ที่กรมโยธาธิการและ ผังเมืองที่นั่งเขียนอยู่ที่กรุงเทพฯ/ บริหารจัดการโรงเรียนมัธยมปลาย การจัดสรรเงินเดือนและสวัสดิการของครู/ สวัสดิการสังคม ได้แก่ สวัสดิการเด็ก สวัสดิการผู้สูงอายุ/ การสาธารณสุขและอนามัย / การพาณิชย์และการอุตสาหกรรม เช่น การสร้างศูนย์อุตสาหกรรมเพื่อดึงดูดการลงทุน ฯลฯ

หัวหน้าฝ่ายบริหารของจังหวัด คือ ผู้ว่าราชการจังหวัด (Governor) ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชน มีวาระในการดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี สามารถแต่งตั้งรองผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อช่วยเหลือในการปฏิบัติงานได้ โดยต้องให้สภาจังหวัดให้การรับรองก่อนเข้ารับตำแหน่ง

อำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัด มีในเรื่องที่เกี่ยวกับการเสนอร่างกฎหมายต่างๆเพื่อให้สภาจังหวัดพิจารณา/การเสนอร่างข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีเพื่อให้สภาจังหวัดอนุมัติและบริหารงบประมาณตามที่ได้รับการอนุมัติ/ จัดเก็บภาษี ค่าธรรมเนียม และค่าปรับต่างๆแล้วส่งส่วนกลาง 40.3 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือ 59.7 เปอร์เซ็นต์เก็บไว้บริหารจังหวัด ซึ่งตรงกันข้ามกับของไทยที่กรมสรรพากรเป็นผู้เก็บแล้วส่งกลับมาตามแต่ใครจะมีฝีมือในการล็อบบี้ โดยเหลือภาษีเล็กๆน้อยๆให้ท้องถิ่นไว้แทะกระดูก เช่น ภาษีบำรุงท้องที่ ภาษีโรงเรือน ฯลฯ

แม้ว่ารัฐธรรมนูญปี 40 จะเคยบัญญัติให้ตั้งงบประมาณแผ่นดินให้ท้องถิ่นร้อยละ 35 แต่ รัฐธรรมนูญปี 50 ก็แกล้งลืมไปเสีย

ปัจจุบันงบประมาณที่ให้ท้องถิ่นของไทยเราอยู่ที่ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น น่าอายจีนที่ถึงแม้นว่าจะเป็นสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ยังคืนให้ท้องถิ่นถึง 69 เปอร์เซ็นต์ ส่วนกลางเอาไปเพียง 31 เปอร์เซ็นต์

นอกจากนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดยังมีอำนาจในการอนุมัติสัญญา จัดตั้ง บริหารกิจการสาธารณะและยุบเลิกกิจการสาธารณะ/ แต่งตั้งและปลดรองผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งไทยเราทำไม่ได้ อย่าว่าแต่แต่งตั้งหรือปลดรองผู้ว่าฯเลย ย้ายยังทำไม่ได้เลย

ที่เชียงใหม่สมัย 10 กว่าปีมาแล้ว ผู้ว่ากับรองผู้ว่าไม่ถูกกัน ต่างคนต่างเส้นใหญ่ทั้งคู่ ย้ายก็ไม่ได้ ผู้ว่าเลยไม่มอบงานให้ทำเสียอย่างนั้น รองผู้ว่าก็เลยกินเงินเดือนฟรีโดยไม่มีงานทำ/ แต่งตั้งและบริหารเจ้าหน้าที่ของท้องถิ่น/ อำนาจในการยุบสภาจังหวัด ซึ่งบ้านเราต้องรายงานกระทรวงมหาดไทย

ที่สำคัญที่ข้าราชการภูมิภาคทั้งหลายในปัจจุบันที่กังวลว่า เมื่อมีการรณรงค์ให้ยกเลิกราชการส่วนภูมิภาคก็คือจะเอาข้าราชการส่วนภูมิภาคไปไว้ไหน

ซึ่งในเรื่องนี้อำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดของญี่ปุ่นจะดูแลข้าราชการที่สังกัดส่วนกลาง(ซึ่งน้อยมาก ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นหน่วยงานด้านวิชาการ)ที่ทำงานอยู่ในจังหวัด โดยผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะเป็นตัวแทนรัฐบาลกลางเพื่อดำเนินกิจการแทนให้สำเร็จลุล่วงตามกฎระเบียบและแนวทางที่รัฐบาลกลางวางไว้ เพราะจังหวัดมิใช่รัฐอิสระแต่อย่างใด

ส่วนข้าราชการที่เหลือทั้งหลายทั้งปวงก็เป็นข้าราชการที่สังกัดจังหวัด ขึ้นการบังคับบัญชากับผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ต้องวิตกกังวลว่าจะถูกกลั่นแกล้งโยกย้ายข้ามประเทศเหมือนไทยเรา

จะเห็นได้ว่าญี่ปุ่นเป็นรัฐเดี่ยวเหมือนกับเรา มีสถาบันกษัตริย์เช่นเดียวกับเรา ใช้ระบบรัฐสภาเช่นเดียวกับเรา แต่ที่แตกต่างจากของเราคือ ญี่ปุ่นไม่มีการบริหารราชการส่วนภูมิภาคเช่นเรา การแก้ไขปัญหาต่างๆสามารถแก้ไขได้อย่างฉับไว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติ

ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับของไทยเราแล้วจะเห็นได้ว่า ประธานคณะกรรมการอำนวยการกำกับติดตามการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย(คชอ.) คือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งรวบอำนาจการช่วยเหลือและงบประมาณอยู่ที่ส่วนกลาง ซึ่งต้องพึ่งพาการรายงานข้อมูลของข้าราชการ เช่น มีผู้เข้าเกณฑ์ได้รับการช่วยเหลือกี่ครัวเรือนในแต่ละพื้นที่ ฯลฯ

ที่แย่กว่านั้นผู้ประสบภัยปีที่แล้วยังไม่ได้รับเงินช่วยเหลือเลย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไร้ประสิทธิภาพของการรวมศูนย์อำนาจที่แตกต่างจากญี่ปุ่นโดยสิ้นเชิง ที่ท้องถิ่นสามารถจัดการตนเองได้ในระดับที่เป็นที่น่าพอใจ มิใช่รอ การสั่งการส่วนกลางโดยผ่านราชการส่วนภูมิภาคเช่นนี้

ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยเราจะต้องขับเคลื่อนไปข้างหน้า แทนที่จะรวมศูนย์อำนาจอยู่แต่ในส่วนกลาง เพราะการรวมศูนย์อำนาจก็คือการรวมปัญหาเข้ามา หากเราแก้ปัญหาการรวมศูนย์อำนาจนี้ได้ ผลพลอยได้อีกอย่างหนึ่งก็คือการป้องกันการรัฐประหารได้อย่างชะงัด เพราะไทยเราที่ผ่านมาหากสามารถเคลื่อนรถถังเก่าๆไม่กี่คันยึดสถานีวิทยุโทรทัศน์ ก็สามารถยึดอำนาจได้แล้วเพราะอำนาจมันรวมศูนย์อยู่ที่ส่วนกลาง แต่หากเราให้อำนาจไปอยู่ที่ท้องถิ่นทั่วประเทศดังที่ว่าแล้ว ย่อมไม่สามารถที่จะยึดอำนาจได้โดยง่าย

ดังตัวอย่างของญี่ปุ่นที่ผมยกขึ้นมาให้เห็นว่าตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมาเมื่อมีการประกาศใช้กฎหมายให้อำนาจแก่ท้องถิ่น ญี่ปุ่นไม่เคยมีการยึดอำนาจเลย เพราะอำนาจไม่ได้รวมศูนย์อยู่ที่เมืองหลวงที่เดียวเหมือนของไทย

ขณะนี้ที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยเครือข่ายบ้านชุ่มเมืองเย็นกับโครงการจังหวัดจัดการตนเองร่วมกับอีก 25 จังหวัดเป็น 26 จังหวัดประกอบไปด้วย 8 จังหวัดภาคเหนือ 8 จังหวัดภาคอีสาน 5 จังหวัดภาคกลางและ 5 จังหวัดภาคใต้ พร้อมแล้วในการขับเคลื่อนเสนอร่างกฎหมายในปี 2555 เพื่อยกเลิกการบริหาราชการส่วนภูมิภาค โดยให้มีเฉพาะราชการส่วนกลางกับราชการส่วนท้องถิ่นเต็มพื้นที่จังหวัด โดยใช้ญี่ปุ่นเป็นต้นแบบ คือมีทั้งจังหวัดและเทศบาลที่เป็นท้องถิ่นอยู่ด้วยกัน ซึ่งแตกต่างจาก กทม.ที่มีท้องถิ่นเพียงระดับเดียวคือระดับจังหวัดเท่านั้น

แล้วจังหวัดคุณล่ะพร้อมหรือยัง
********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:เพื่อไทยแฉอมเงินช่วยน้ำท่วมใต้



DSI อยู่ที่ไหน? ผู้ก่อการร้ายตัวจริงรออยู่ที่นี่

ที่มา Thai E-News




โดย ปาแด งา มูกอ
22 เมษายน 2554

ขณะที่ทางสามจังหวัดชายแดนใต้ กำลังร้อนระอุไปด้วย คาร์บอมบ์ มอเตอร์ไซด์บอมบ์ ยิงถล่มด้วยระเบิดเอ็ม 79 ที่เกิดจากการกระทำของบรรดากลุ่มผู้ที่ รัฐบาลให้เกียรติเป็นอย่างยิ่งที่เรียกท่านเหล่านั้นว่า “กลุ่มก่อความไม่สงบ” เยี่ยมมากครับ อ้ายห่วย

แต่พอกลุ่มเสื้อแดงปิดถนน ปราศรัยร้องเพลง แกล้มด้วยด่ารัฐบาล แค่นั้น.. รัฐบาลขี้เท่อถึงกับตั้งข้อหาว่าเป็น “กลุ่มก่อการร้าย” ทั้งที่ไม่เห็นจะมีคาร์บอมบ์ เมอร์เตอร์ไซด์บอมบ์ ตูมตามที่ไหนซักแห่ง (ยกเว้นกลุ่มเสื้อเหลือง ที่มีนายตำรวจเสล่อบรรทุกระเบิดมาเอง ต่อสายชนวนระเบิดผิดเอง ก็เลยต้องตายเอง คารถของตัวเอง)

อ้าว...ล้อมวงเข้ามาบรรดารัฐมนตรีขี้เท่อทั้งหลาย มาฟังผมบรรยาย ถึงข้อเท็จจริงในสามจังหวัดชายแดนใต้ว่า ไอ้พวกที่มันวางระเบิดทุกวี่ทุกวัน พวกมันเป็น “กลุ่มก่อความไม่สงบ” หรือเป็น “กลุ่มก่อการร้าย” เพื่อประดับสติปัญญาเอาไว้ เผื่อตายไปจะได้ไปเล่าให้ท่านยมทูติได้ถูก ท่านรัฐมนตรีขี้เท่อทั้งหลาย

ผมขออนุญาตท่านผู้อ่านบรรยายด้วยภาพน่ะครับ นึกว่าผมกำลัง พรีเซ้นต์ให้ท่านฟังก็แล้วกัน แล้วท่านจะนึกภาพออกทันที ว่าที่ผมพูดมานั้น มันน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน เชิญเลยครับ

ต้องขออนุญาตเปลืองเนื้อที่ ไทยอีนิวส์ ซักนิดนึงน่ะครับ คงไม่ว่ากัน
ภาพที่ปรากฏเหล่านี้ เป็นระเบิดชนิดแสวงเครื่อง ของ “กลุ่มก่อการร้ายสากล” กับระเบิดแสวงเครื่องของ “กลุ่มก่อความไม่สงบ” ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยเรา
เป็นระเบิดแสวงเครื่องสารพัดชนิดแล้วแต่ใครจะดีไซน์ออกแบบอย่างไร เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่จับได้
- ถังแก๊สปิกนิก ตอนนี้กำลังมาแรง แซงทางโค้งถังดับเพลิง เพราะหาง่ายราคาถูก
- แกลลอนน้ำมันเครื่อง
- ขวดน้ำพลาสติค
- ระเบิดขว้างหรือ [Pipe Bomb]

คาร์บอมบ์
ของเมืองนอกที่ลอนดอนครับ ดีที่เจ้าหน้าที่ EOD เก็บกู้ทันไม่งั้นเละแน่ ระเบิดผมไม่เสียดาย แต่ผมเสียดายรถครับ Benz น่ะครับ ไม่ใช่ Honda รุ่น Civic เห็นเจ้าเทพเทือกขอร้องสื่ออย่าให้ลงว่ารถคาร์บอมบ์เป็นรุ่นอะไร แล้วมันเกี่ยวอะไรตรงไหนของมันว่ะ

-ท่านผู้อ่านสังเกตน่ะครับ “กลุ่มก่อการร้ายสากล” มันใช้ถังแก๊ส “กลุ่มก่อความไม่สงบ” ของเราก็ใช้ถังแก็สเหมือนกัน

- “กลุ่มก่อการร้ายสากล” มันใช้ตัวจุดชนวนระเบิดด้วยโทรศัพท์มือถือยี่ห้อ Nokia 3310 สุดยอด TOP TEN “กลุ่มก่อความไม่สงบ” ทางชายแดนใต้ มันก็ใช้ยี่ห้อนี้ รุ่นนี้เหมือนกัน

มอร์เตอร์ไซด์บอมบ์
การติดตั้งอุปกรณ์ระเบิดเหมือนกันอย่างกับแพะ ระหว่าง “กลุ่มก่อการร้ายสากล” กับ “กลุ่มก่อความไม่สงบ” ชายแดนใต้

สุดท้าย เป็นระเบิดแสวงเครื่องชนิดต่างๆ
- วิทยุมือถือ ที่ชายแดนใต้กำลังมาแรง ใช้เป็นตัวจุดชนวนระเบิด แทนโทรศัพท์มือถือ ครับ กรณีที่เจ้าหน้านำเครื่องตัดสัญญาณโทรศัพท์(โคตรแพง)มาใช้ ในการเก็บกู้วัตถุต้องสงสัย พ่อนักวางระเบิดมันก็สับเปลี่ยนไปใช้สัญญาณเป็นวิทยุมือถือซ่ะ

ระเบิดบางอันพวกมันเล่นประกอบ ตัวจุดชนวนเข้าไปถึง 4 แบบในภาชนะระเบิดเดียวกัน คือ มีทั้งโทรศัพท์มือถือ วิทยุมือถือ นาฬิกาดิจิตอล และ บีพบึ้ม (รีโมทร์รถยนต์ไงครับ) ยังไง ยังไง มันก็ต้องระเบิด ไม่มีทางเก็บกู้ได้

แต่มาระยะหลังเจ้าหน้าที่เก็บกู้ของเราชักจะฉลาดขึ้น หลังจากที่ต้องสูญเสียวีรบุรุษชุดเก็บกู้ระเบิดไปหลายท่านไม่ต่ำกว่า 10 โดยการใช้ปืนแรงดันน้ำยิงเข้าไปที่ภาชนะหรือวัตถุต้องสงสัยก่อนเพื่อให้วงจรมันพังพินาศ พอนำมาพิสูจน์ตรวจสอบถึงได้รู้ว่า ไอ้บ้า มันเล่นตัวชุดชนวนตั้ง 4 แบบติดตั้งเอาไว้

- ระเบิดแสวงเครื่องที่ประกอบลงในหนังสือเล่มใหญ่ๆหนาๆเจาะช่องตรงกลาง “กลุ่มก่อการร้ายสากล”มันประดิษฐ์ขึ้นมา ที่เบตง จ.ยะลา ก็มีครับ มันไปวางไว้ในธนาคาร 3 แห่งระเบิดพร้อมกัน สร้างความสูญเสียพอสมควร

- ระเบิดภาชนะกระป๋อง ใช้ได้สารพัดครับ ทางชายแดนใต้เจอมาแล้วครับทั้งเป๊ปซี่เอย ปลากระป๋องเอย กาแฟเบอดี้เอย

- ภาพสุดท้ายขอคารวะต่อดวงวิญญาณท่านผู้เสียชีวิตด้วยครับ (และเพื่อเป็นการเคารพต่อผู้วายชนม์เราจึงปิดบังใบหน้าไว้)

“กลุ่มก่อการร้ายสากล” เขามีการฆ่าตัดหัว ของเราก็มี และก็มีหลายท่านที่ต้องเสียชีวิตไปไม่ต่ำกว่า 10 ท่าน รวมทั้งทหารหาญท่านหนึ่งด้วย

เป็นยังไงบ้างบรรดาท่านรัฐมนตรี และ นายธาริต... เมื่อเห็นภาพเหล่านี้แล้ว ยังดื้อด้านที่จะเรียกกลุ่มมหาโหดเหล่านี้ว่า เป็น “กลุ่มก่อความไม่สงบ” อีกหรือเปล่า

คุณต้องลงมาสะสางคดีเหล่านี้ได้แล้ว นายธาริต เพ็งดิษฐ์ ไม่ใช่ไปมัวแต่เชลียส์นั่งห่อไหล่อยู่แต่ในเมืองกรุง ประเทศไทยไม่ใช่มีกรุงเทพฯที่เดียวน่ะโว๊ย นายธาริต วันๆคิดแต่ยื่นร้องขอถอนประกันพวกแกนนำบ้างล่ะ ยัดเยียดข้อหารุนแรงที่สุดในโลกให้พวกเสื้อแดงบ้างล่ะ โอย ไอ้บ้า...เอ๊ย ถ้าไม่กล้าลงมาสะสางคดีในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ คุณมึง...ก็ไม่สมควรมานั่งในตำแหน่งนี้ อายฟ้าอายดินบ้าง

ผมท้าได้เลยว่า นายธาริต ไม่กล้าลงมาทำคดีที่ชายแดนใต้ ผมกลัวว่าพอได้ยินเสียงระเบิดเท่านั้น ขี้จะแตกเต็มกางเกงเสียก่อน พร้อมตะโกนหาแม่จ๋าพ่อจ๋า ช่วยหนูริตที ไม่เชื่อลงมาใต้ได้เลย นายธาริต...

วันหน้าผมจะนำรายละเอียดมาฝากท่านผู้อ่านได้ทราบว่า ใคร? ที่นำเอาปัญหา “การก่อการร้าย” มาแหมะไว้ที่ชายแดนใต้ รับรองว่าสนุกครับ ไหนๆก็ไหนๆ เปิดโปงแม่ง...ให้ชาวโลกได้รับรู้ไปเลย

ขอโทษครับ ผมหมั่นใส้และเหม็นขี้หน้านายธาริต เหลือเกิน

ไปสู่ “รัฐไทยใหม่ รัฐประชาธิปไตย”

ที่มา Thai E-News


การต่อสู้ให้ได้ชัยชนะของประชาธิปไตยนั้นต้องเปลี่ยนดุลกำลังอำนาจรัฐจากปัจจุบันที่ฝ่ายเผด็จการเป็นหลัก ให้ฝ่ายประชาธิปไตยมาเป็นด้านหลัก แต่การเปลี่ยนดุลกำลังดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ ต้องเปลี่ยนดุลกำลังอำนาจทางความคิดก่อน นั่นคือ ฝ่ายประชาธิปไตยต้องชนะศึกทางความคิด ให้ประชาชนส่วนข้างมากของสังคม “รู้ความจริง” อันเป็นเนื้อแท้ภายใต้หน้ากากนักบุญของพวกเผด็จการ กระทั่งในวันหนึ่ง เมื่อ “ความจริง” ทั้งหมดได้ไปสู่ประชาชนเป็นจำนวนส่วนข้างมากพอแล้ว ความชอบธรรมของระบอบปกครองเผด็จการก็จะสิ้นสุดลง

โดย รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์
22 เมษายน 2554

ขบวนประชาธิปไตยที่ก่อตัวมาตั้งแต่กลางปี 2549 ก่อนรัฐประหาร 19 กันยายน ได้ขยายตัวเติบใหญ่ จนปัจจุบัน กลายเป็นขบวนประชาธิปไตยเสื้อแดงที่มีจำนวนนับล้านคนทั่วประเทศ

ได้ผ่านบทเรียนการต่อสู้อันยากลำบาก กระทั่งต้องสูญเสียอย่างสาหัสในการเคลื่อนไหวเมษายน-พฤษภาคม 2553

ประสบการณ์อันนองเลือด และเจ็บปวดทำให้ขบวนประชาธิปไตยยกระดับขึ้นสู่ขั้นตอนใหม่ เกิดการถกเถียงอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง ค่อย ๆ ตกผลึกทางความคิด ชัดเจนถึงเป้าหมายและยุทธศาสตร์ของขบวนว่า จะเดินต่อไปอย่างไรเพื่อไปบรรลุประชาธิปไตยที่แท้จริง

1. เป้าหมายคือ “รัฐประชาธิปไตย”

บทเรียนที่ผ่านมา ทำให้รู้ชัดว่า ประเทศไทยยังคงล้าหลังในทางเศรษฐกิจและการเมือง ประชาชนส่วนข้างมากของสังคมยังยากจน มิใช่เพราะโง่หรือ “ขี้เกียจ” แต่เป็นเพราะขาดโอกาสในการศึกษา บริการทางการแพทย์ อาชีพ และแหล่งเงินทุน อันเนื่องมาจากระบอบการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย

หากแต่มีเนื้อในที่เป็นระบอบเผด็จการจารีตนิยมที่รวมศูนย์อำนาจและโภคทรัพย์ไปยังผู้ปกครองจำนวนหนึ่ง มีเปลือกนอกที่สลับกันเป็นช่วง ๆ ระหว่างเผด็จการทหารที่เปิดเผยกับระบอบรัฐสภาและรัฐบาลเลือกตั้งที่อ่อนแอ ระบอบนี้มีรัฐประหารและตุลาการเป็นเครื่องมือสำคัญ เคลือบคลุมด้วยการครอบงำทางความคิดของลัทธิเทวสิทธิ์

หนทางที่จะให้ประเทศไทยบรรลุความเจริญก้าวหน้า เศรษฐกิจรุ่งเรือง ประชาชนมั่งคั่งก็คือ ต้องทำให้การเมืองเป็นประชาธิปไตย ไปบรรลุเป้าหมายที่ สร้างระบอบประชาธิปไตยที่ปวงประชามหาชนชาวไทยเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างแท้จริง

ที่ผ่านมา ขบวนประชาธิปไตยได้มีคำขวัญว่า สร้าง “รัฐไทยใหม่” ซึ่งในเบื้องต้นหมายถึง “รัฐไทยที่ทุกคนเท่าเทียมกัน มีความยุติธรรมและไม่เป็นสองมาตรฐาน” สะท้อนถึงความเรียกร้องต้องการของคนเสื้อแดงที่เจ็บแค้นจากความอยุติธรรม และการเลือกปฏิบัติที่ได้รับจากผู้ปกครองตลอดหลายปีมานี้

รัฐไทยใหม่ที่ว่านี้ในทางรูปธรรมคืออะไร? คำตอบคือ เป็นรัฐไทยที่มีระบอบการเมืองการปกครองที่เป็นประชาธิปไตย เศรษฐกิจทุนนิยมเสรีและทันสมัย ดังที่มีอยู่แล้วในบรรดาประเทศอารยะ เช่น ญี่ปุ่น อังกฤษ ยุโรปเหนือ และสแกนดิเนเวีย ออสเตรเลีย สเปน ฝรั่งเศส คานาดา สหรัฐอเมริกา เป็นต้น

นัยหนึ่ง รัฐไทยใหม่ก็คือรัฐประชาธิปไตยเสรีนิยม นั่นเอง

การไปบรรลุเป้าหมายดังกล่าวจำต้องมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจการเมืองและเศรษฐกิจ เพื่อสร้างประชาธิปไตยที่ให้ความเสมอภาคทางการเมืองแก่ประชาชน และมีการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจสังคมไปยังประชาชนอย่างถ้วนหน้า เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจการเมืองและเศรษฐกิจอย่างไม่เคยมีมาก่อน

การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในวันนี้จึงมี “ลักษณะปฏิวัติสังคม” นัยหนึ่ง ขบวนประชาธิปไตยจะต้องเดินแนวทาง “ปฏิวัติประชาธิปไตยเสรีนิยม”

รัฐไทยใหม่ที่เป็นรัฐประชาธิปไตยนั้น มีลักษณะพื้นฐานสามประการคือ

1. ความเห็นชอบจากประชาชน ผู้ที่เข้าสู่อำนาจการเมืองต้องได้รับความเห็นชอบจากประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตย และการใช้อำนาจนั้นในการปกครองบ้านเมืองต้องได้รับฉันทานุมัติจากประชาชน

ในทางรูปธรรมคือ อำนาจอธิปไตยทั้งสาม ได้แก่ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ต้องมาจากการใช้อำนาจอธิปไตยของปวงชนผ่านระบบเลือกตั้งตัวแทนที่เสมอภาคและยุติธรรม

2. สิทธิพื้นฐานสามประการของประชาชน รัฐที่มาจากความเห็นชอบของประชาชนมีหน้าที่สำคัญในเบื้องต้นคือ ให้การปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษย์ขั้นพื้นฐานสามประการของปัจเจกชน ได้แก่

• สิทธิในชีวิตและร่างกายที่ไม่อาจละเมิดโดยผู้อื่นและโดยรัฐ
• สิทธิในการพูด แสดงความคิดเห็น และจัดตั้งสมาคมหรือพรรคการเมือง ที่เจตนาสุจริตและไม่ถูกจำกัดโดยรัฐ
• สิทธิในทรัพย์สินส่วนบุคคล ที่จะแสวงหาโอกาส ประกอบอาชีพ ทำธุรกรรม สะสมและสืบทอดแก่ทายาท

3. การจำแนกและตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างอำนาจอธิปไตยทั้งสาม เพื่อจำกัดการใช้อำนาจรัฐมิให้เป็นอันตรายต่อสิทธิเสรีภาพของปัจเจกบุคคล เพื่อป้องกันการรวมศูนย์อำนาจการเมืองที่อาจเป็นอันตรายต่อระบอบประชาธิปไตย

อุปสรรคขัดขวางประชาธิปไตยที่สำคัญที่สุดในเศรษฐกิจการเมืองไทยปัจจุบันคือ ระบอบเผด็จการจารีตนิยม ซึ่งหลายสิบปีมานี้ ได้ตั้งหน้าบ่อนทำลายการเติบโตของหน่ออ่อนประชาธิปไตยครั้งแล้วครั้งเล่า และลงเอยเป็นการใช้กำลังปราบปรามประชาชนหรือรัฐประหารทุกครั้ง

หนทางไปสู่เป้าหมายของขบวนประชาธิปไตยจึงต้องเป็นการ “ขจัดระบอบเผด็จการจารีตนิยม” ริดรอนและขจัดอำนาจเผด็จการทางการเมืองทั้งที่แฝงเร้นและเปิดเผย ทำการ “ปฏิวัติประชาธิปไตย” ให้อำนาจอธิปไตยมาอยู่ในมือของปวงประชามหาชนชาวไทยอย่างแท้จริง

โดยหลังจากการเปลี่ยนผ่านอำนาจในทางปฏิบัติแล้ว ต้องทำให้เป็นรูปแบบระบอบการเมืองที่ยั่งยืนและชอบธรรมด้วยการปฏิรูปรัฐธรรมนูญตามหลักการประชาธิปไตยข้างต้นให้สมบูรณ์

2. ยุทธศาสตร์ “เผยแพร่ความจริง ขยายปริมาณ สร้างคุณภาพ”

การปกครองของกลุ่มเผด็จการทั้งหลายประกอบด้วย อำนาจสองด้านคือ อำนาจทางวัตถุ กับอำนาจทางความคิด

อำนาจทางวัตถุคือการใช้กำลังรุนแรงของอำนาจรัฐข่มขู่ จับกุมคุมขัง กระทั่งเข่นฆ่าผู้ที่ต่อต้าน

เครื่องมือนี้ประกอบด้วย กลไกตำรวจ ศาล คุกตะราง และกองทัพ

ส่วนอำนาจทางความคิด คือการครอบงำทางความเชื่อและอุดมการณ์ ใช้ข้ออ้างทางศีลธรรมคุณความดี ความเชื่อทางศาสนา และไสยศาสตร์ มาสร้างความชอบธรรมของตนในจิตใจประชาชน

นัยหนึ่ง อำนาจทางวัตถุเป็นการปกครองทางร่างกาย อำนาจทางความคิดเป็นการปกครองทางจิตใจ

การปกครองเผด็จการทั่วโลกที่อยู่ได้ต่อเนื่องยาวนานนั้น ต้องอาศัยการครอบงำทางความคิดจิตใจเป็นด้านหลัก ใช้กลไกการโฆษณาชวนเชื่อทั้งทางตรงและทางอ้อม ในภาครัฐ การศึกษา ศาสนา และสื่อมวลชนกระแสหลัก

เพื่อเคลือบคลุมให้ระบอบปกครองมีภาพของความดีงามสูงส่ง มีความถูกต้องชอบธรรม เพื่อสร้าง “ความยินยอมพร้อมใจ” ในหมู่ประชาชน จากนั้นจึงเสริมด้วยการใช้อำนาจทางวัตถุ คือกลไกอำนาจรัฐ ทหาร ตำรวจ ศาล คุกตะราง เจาะจงปราบปรามบุคคลเฉพาะรายที่ไม่สวามิภักดิ์

การล่มสลายของระบอบเผด็จการทั้งหลายจึงเริ่มจากการเสื่อมของอำนาจครอบงำทางความคิด เมื่อผู้ปกครองค่อย ๆ สูญเสียการควบคุมทางความคิด จิตใจและอุดมการณ์ในหมู่มวลชน พวกเขาก็จะสูญเสียสถานะความเป็นผู้ปกครองอันชอบธรรมในสายตาประชาชนไปด้วย

ยิ่งผู้ปกครองสูญเสียพลังครอบงำทางความคิดในหมู่ประชาชนไปมากเท่าใด พวกเขาก็จำต้องหันมาใช้อาวุธทางอำนาจรัฐที่เพิ่มระดับความรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น จากข่มขู่คุกคาม เป็นจับกุมคุมขัง เป็นการเข่นฆ่าอย่างเปิดเผย ซึ่งกลับยิ่งเป็นการเผยโฉมหน้าอัปลักษณ์ของตนออกมามากขึ้นเรื่อย ๆ การปกครองใดที่ต้องใช้อำนาจและกำลังรุนแรงในการกดขี่ประชาชนเป็นด้านหลัก การปกครองนั้นก็ไม่อาจอยู่ได้นาน เมื่อฝ่ายประชาชนสามารถรวมตัวจัดตั้ง ต่อสู้ต่อต้าน ก็จะนำไปสู่การล่มสลายของเผด็จการในที่สุด

นับแต่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 พวกเผด็จการจารีตนิยมของไทยได้สูญเสียฐานะครอบงำทางความคิดจิตใจในหมู่ประชาชนไปอย่างรวดเร็ว และจำต้องหันมาใช้กลไกอำนาจรัฐที่เป็นความรุนแรงอย่างเปิดเผยเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงการฆ่าหมู่ประชาชนเมื่อเมษายน-พฤษภาคม 2553

ทั้งยกระดับคุณภาพด้วยการรวมตัวจัดตั้งและเคลื่อนไหวตามสภาพการณ์ เมื่อปริมาณและคุณภาพของประชาชนที่ “รู้ความจริง” มีมากขึ้นถึงจุดที่เปลี่ยนดุลกำลังทางความคิดได้ การเปลี่ยนผ่านดุลกำลังในอำนาจรัฐก็จะเกิดขึ้นในรูปแบบ วิธีการ และเงื่อนไขเฉพาะในขณะนั้น

ยุทธศาสตร์การเอาชนะเผด็จการในขั้นตอนปัจจุบันจึงเป็นการ “เผยแพร่ความจริง ขยายปริมาณ สร้างคุณภาพ”

Thursday, April 21, 2011

"ณัฐวุฒิ"ปูดปฏิบัติการ"ถอน ยุบ ยึด" ชี้ทหารตบเท้าทำกิจกรรมที่แท้เช็คกำลังเตรียมการรัฐประหาร

ที่มา มติชน

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 21 เมษายน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำคนเสื้อแดง แถลงที่ห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียล ลาดพร้าว ถึงกรณีที่มีการตบเท้าของทหารในกองทัพหลายหน่วยงานว่า จากสถานการณ์การเมืองและข้อมูลเชิงลึกที่ได้รับจากผู้หวังดี ทำให้จำเป็นต้องแจ้งว่าเหตุการณ์ตบเท้าของเหล่าทหารในกองทัพ แล้วอ้างว่าเพื่อปกป้องสถาบันนั้น ตนได้ข้อมูลมาว่าความเคลื่อนไหวเหล่านี้นั้นมีเนื้อแท้เป็นการเช็คแถวเตรียมความพร้อมสำหรับการทำรัฐประหารของคนในกองทัพ โดยมีนายทหารบกยศนายพลในราชการ แจ้งกับตนว่ามีการคิดอ่านเตรียมการใหญ่โตที่จะสกัดการเลือกตั้ง เนื่องจากทุกกระแส ทุกผลสำรวจ ทุกโพลสรุปตรงกันว่าพรรคการเมืองที่จะชนะการเลือกตั้งคือพรรคเพื่อไทย จึงมีการแสดงพลังของกองกำลังทหารที่ใกล้ชิดกับนายทหารใหญ่ที่กุมอำนาจอยู่ในปัจจุบัน เพื่อโชว์ตัวว่าพร้อมที่จะเคลื่อนกำลังออกมาทำรัฐประหาร เพื่อให้ผู้นำเหล่าทัพมั่นใจว่ามีความพร้อม

“สถานการณ์ที่เป็นไปในวันนี้เกี่ยวโยงกันทั้งหมด โดยจะมีการหาเรื่องให้มีการถอนประกันแกนนำคนเสื้อแดง จากนั้นก็จะรอให้มีการยุบสภา แล้วค่อยลงมือ โดยมีชื่อเรียกปฏิบัติการณ์นี้ว่า ′ถอน ยุบ ยึด′ ซึ่งได้ข่าวมาว่าจะเริ่มต้นในสัปดาห์หน้าที่จะมีการถอนประกัน แล้วรอให้ยุบสภาต้นเดือนพฤษภาคมและยึดอำนาจ แต่ถ้ากระบวนการยุติธรรมพิจารณาแล้วให้ความเป็นธรรม และเมตตาคนเสื้อแดง ไม่ถอนประกันแกนนำคนเสื้อแดง สิ่งที่จะทำในปฏิบัติการครั้งนี้คือเมื่อมีการยุบสภาก็จะมีการยึดอำนาจทันที โดยจะบุกควบคุมตัวแกนนำคนเสื้อแดงให้แล้วเสร็จก่อนที่จะดำเนินการกับผู้นำในรัฐบาล ซึ่งจะเป็นการยึดอำนาจที่ประหลาดที่สุดในโลก” นายณัฐวุฒิกล่าว

นายณัฐวุฒิกล่าวว่า ล่าสุด ในวันที่ 21 เมษายน นางธิดา ถาวรเศรษฐ รักษาการประธาน นปช. และนายสมหวัง อัศราศรี รักษาการรองประธาน นปช. ได้เดินทางไปมาเลเซีย เพื่อพบกับนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความเจ้าของสำนักงานกฎหมายอัมสเตอร์ดัมแอนด์เปรอฟ เพื่อหารือถึงการนำเรื่องการสังหารหมู่ในกรุงเทพฯ เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของศาลอาญาระหว่างประเทศ และหารือถึงขบวนการต่อต้านการรัฐประหารที่อาจจะเกิดขึ้นในประเทศไทย เพื่อที่จะดำเนินการยกระดับการต่อต้านการรัฐประหารในประเทศไทยสู่ในระดับนานาชาติ โดยคนเสื้อแดงมอบหมายให้นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม เป็นตัวแทนของคนเสื้อแดงในการเรียกร้องต่อต้านรัฐประหารต่อสหประชาชาติและทุกองค์กรทั่วโลก

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 21/04/54

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla





กระโดดหนี ครั้งที่ เท่าไหร่แล้ว
เสียงเจือยแจ้ว นุ่มเพราะ เสนาะหู
ชายชื่อจิ๋ว หวานเจี้ยบ ลองเทียบดู
จะได้รู้ ตัวตน คนอย่างไร....

นามขงเบ้ง เซ็งแซ่ ก็แค่นั้น
ยังดึงดัน เลอะเลือน เหมือนจับไข้
พอจวนตน ก็หลบฉาก แล้วจากไป
"ความจริงใจ" นั้นหนา อย่าถามเลย....


ฤ โลก ขีดเส้นไว้ ให้หนีปัญหา
สมชายชาติ เกิดมา พาเฉลย
อย่าถามหา ไออุ่น คนคุ้นเคย
ไม่มีเลย ทำแค่เพียง ชื่อเสียงตน....

ปล่อยซาตาน บดขยี้ ไล่บี้แหลก
หวังชำแรก เพื่อไทย ให้ปี้ป่น
คือแผนชั่ว สามานย์ สันดานคน
คิดสัปดน มุ่งร้าย ทำลายกัน....

เขาสร้างเรื่อง ป้ายสี คดีหมิ่น
ด้วยเล่ห์ลิ้น เลวทราม ตามเห็นนั้น
เสียงตบเท้า ฮึกเหิม เป็นเดิมพัน
แล้วปลุกปั่น กลบเรื่องฆ่า ประชาชน....


บนเส้นทาง ต่อสู้ "คือผู้ให้"
พิสูจน์ใจ เพื่อน-มิตร จิตสับสน
เรือยังลอย ไม่ถึงฝั่ง ยังวกวน
หรือเล่ห์กล หรือใจเสาะ เพราะหลงทาง....

๓ บลา / ๒๑ เม.ย.๕๔
http://3blabla.blogspot.com

ข่าวสด รายงาน“ธิดา"เตือน"ผบ.เหล่าทัพ”อย่าผลักไส“ประชาชน” ยิ่งส่งผลลบต่อ“สถาบัน"

ที่มา thaifreenews

โดย lovethai

@ แกนนำแดงแถลงพร้อมหน้า

เมื่อเวลา 13.00 น. ที่ห้างอิมพีเรียลเวิลด์ ลาดพร้าว แกนนำนปช. แดงทั้งแผ่นดิน นำโดย นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ โตจิราการ รักษาการประ ธานนปช. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายจตุพร พรหมพันธุ์ น.พ.เหวง โตจิราการ ร่วมกันแถลงข่าว

นายณัฐวุฒิ แถลงว่า นปช.ประกาศต่อสู้กับระบอบอำมาตย์ ตั้งแต่ปี 2549 หลังเกิดรัฐประหาร เพื่อให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยแท้จริง ยืนยันว่าการต้อสู้ไม่เกี่ยวข้องกับสถาบัน จากนี้เราพร้อมพิสูจน์ตามกระบวนการยุติธรรม ขอให้ทุกฝ่ายใช้ความยุติธรรมด้วยความเสมอภาค จากนี้จะไม่ขอตอบโต้วาทกรรมไปมาเกี่ยวกับสถาบันเบื้องสูงอีกต่อไป ถ้ามีการกล่าวหาใส่ร้ายฝ่ายกฎหมายของนปช.จะดำเนินการทางกฎหมายกับบุคคลหรือองค์กรนั้นทันที

@ แม้แต่เรื่องสถาบันยัง 2 มาตรฐาน

"อยากให้รัฐบาลและกองทัพเข้าใจว่า การปกป้องสถาบันต้องทำโดยพฤติกรรม ไม่ใช่วาทกรรม ที่ผ่านมากล่าวหาเราอย่างรุนแรง แต่ไม่คิดดำเนินการกับพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และคณะ ที่สนทนากับทูตอเมริกา ที่เผยแพร่โดยเว็บไซต์วิกิลีกส์ และหนังสือพิมพ์การ์เดียน เรื่องนี้ไม่สามารถทำให้ประชาชนเข้าใจว่าดำเนินการโดยบริสุทธิ์ใจ และตอกย้ำให้เห็นว่าแม้แต่เรื่องสถาบันก็ยังสองมาตรฐาน" นายณัฐวุฒิ กล่าวและว่า ยืนยันว่า บทสนทนาระหว่างทูตสหรัฐ พล.อ.เปรม และคณะ จาบจ้วงอย่างร้ายแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา หากใครได้ยินไม่สามารถรับได้แน่ ถามว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ยังเพิกเฉยได้อย่างไร

@ ตอบโต้สาสมด้วยเลือกตั้ง

นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า ขอส่งสัญญาณไปยังพี่น้องเสื้อแดงทั่วประเทศว่า เราต้องหนักแน่น เผชิญอย่างสุขุม พร้อมเผชิญหน้าทุกฝ่ายอย่างสันติ 10 เม.ย. ปีที่แล้วเขาฆ่าเราด้วยกระสุน พอมา 10 เม.ย. ปีนี้เขาฆ่าเราด้วยกระแส หาว่าเราหมิ่นและจาบจ้วงสถาบัน ยืนยันว่า นายจตุพร นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ นายวิเชียร ขาวขำ ไม่มีเจตนาหมิ่นสถาบันแต่อย่างใด การกล่าวหาลักษณะนี้ที่ผ่านมาได้ทำลายบุคคลที่ล้ำค่าของประเทศมากมาย ถึงเวลาแล้วที่เราจะเขียนประวัติศาสตร์ด้วยตนเอง ตอบโต้พวกเผด็จการอ้างเรื่องสถาบันอย่างสาสม ด้วยการเลือกตั้ง เพราะการใส่ร้ายหาว่าเราจาบจ้วงสถาบัน ถือเป็นหมากสุดท้ายของพวกเขาแล้ว และขอให้พี่น้องประชาชนยุติความอัปยศนี้ โดยสนับสนุนการเลือกตั้ง ต่อจากนี้เราจะขอตรวจสอบดูแล การเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ ยุติธรรม เพื่อไม่ให้เกิดการล้มเลือกตั้ง ที่มีความพยายามดึงสถาบันมาเกี่ยวข้องอย่างที่ทำกันอยู่ขณะนี้

@ พท.เดินหน้า-แดงเคียงข้าง

นายณัฐวุฒิกล่าวอีกว่า กรณีพล.อ.ชวลิตลาออกจากประธานพรรคเพื่อไทย เรื่องนี้ไม่ได้สร้างความขุ่นข้องหมองใจระหว่างกัน และเราก็ไม่เคยปิดประตูหัวใจใส่กัน แต่จากนี้พรรคเพื่อไทยต้องเดินหน้าต่อ และคนเสื้อแดงก็พร้อมยืนเคียงข้าง เพื่อต่อสู้กับอำนาจนอกระบบ จากนี้ขอให้พรรคเพื่อไทยอย่าหวั่นไหวฝ่ายตรงข้ามที่กรรโชกเข้ามา ขอให้มีสติ สมาธิ ที่ต้องทำนโยบายอย่างไรให้พี่น้องประชาชนลืมตาอ้าปาก เหมือนสมัยพรรคไทยรักไทย ประเด็นการกล่าวหานี้ ไม่ใช่พายุลูกใหม่ แต่เป็นลมบ้าหมูเหมือนเดิม ที่เผด็จการพยายามใช้เรื่องนี้ตลอด ต่อจากนี้ถ้ามีอะไรแหลมขึ้นมา ใส่ร้ายเราอีกเมื่อไหร่ จะดำเนินการทางกฎหมายทันที

ด้านนางธิดา กล่าวว่า ขณะนี้เราเข้าสู่หัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ มาถึงทางแยกท่ามกลางความขัดแย้งในสังคม จากนี้จึงขึ้นอยู่กับรัฐบาล ที่ถือว่ามีอำนาจรัฐในมือ และเป็นผู้กำหนดชะตากรรม จะเลือกทางแยกไหน จะเลือกไปยังเส้นทางเลือกตั้ง หรือจะใช้วิธีตบคอมแบตขู่ประชาชน เราในฐานะผู้ถูกกระทำไม่สามารถเลือกได้ การผลักประชาชนไปอีกด้าน แล้วบอกว่าไม่รักสถาบัน ตรงนี้มีความเหมาะสมหรือไม่ ขอให้ไปคิดดู ถ้ายิ่งทำเช่นนี้จะยิ่งเป็นการผลักประชาชนออกห่าง ตรงนี้เราขอเตือน สุดแล้วแต่ท่านจะรับฟังหรือไม่ การที่บอกว่า เราสู้แบบสองขาคือ ขานปช.และขาเพื่อไทย เราไม่ได้มีแค่ 2 ขา แต่เรามี 2 แขน และ 5 เขตยุทธศาสตร์ของเสื้อแดงล้วนๆ ถ้าพรรคเพื่อไทยกลับกลายเป็นพรรคในระบอบอำมาตย์เผด็จการ เราก็ไม่สนับสนุน เพราะเรามีสิทธิ์สนับสนุนพรรคการเมืองใดก็ได้

@ ทำไมไม่จัดการเปรม-วิกิลีกส์

นายจตุพร กล่าวว่า การที่พล.อ.ประยุทธ์ล็อกเป้ามาที่ตนโดยใช้ข้อกล่าวหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเคยเกิดขึ้นในประเทศนี้หลายครั้งแล้ว ที่ผ่านๆ มาทหารจะเข้ายึดอำนาจด้วยการใช้คำพูดไม่กี่คำของคนอื่นมาปลุกทหารด้วยกันเข้าใจผิดว่ามีการหมิ่นสถาบัน เหมือนกำลังเกิดกับตนตอนนี้ สำหรับเหตุที่มาล็อกเป้าตน เพราะหลังทหารสลายการชุมนุม ตนเหมือนเป็นขวากหนามที่ชี้เป้าตลอดว่าใครเป็นคนกระทำกับคนเสื้อแดง จึงเกิดความพยายามเสี้ยม เพื่อแบ่งแยกและทำลาย เพราะรู้ว่าถ้าพรรคเพื่อไทยไม่มีคนเสื้อแดง คงจะถูกจัดการอย่างง่ายดาย จึงฝากพล.อ.ประยุทธ์ว่าถ้าเป็นนักเลงก็ควรจะเล่นงานตนคนเดียว อย่าเอาคนอื่นมาเดือดร้อนด้วย

นายจตุพร กล่าวอีกว่า ถามผบ.ทบ.ด้วยว่าที่ทำตอนนี้ปกป้องตัวเองหรือปกป้องสถาบันกันแน่ เพราะกรณีเว็บไซต์วิกิลีกส์ที่อ้างถึงพล.อ. เปรมกับสถาบันเบื้องสูง แต่กองทัพไม่ดำเนินการอะไร หรือกรณีพรรคการเมืองบางพรรคนำภาพพระบรมฉายาลักษณ์มาใช้หาเสียง โดยไม่ได้รับอนุญาต ทหารก็ยังเฉย ตนไม่รู้วันข้างหน้าชีวิตจะอยู่ถึงไหนแต่จะไม่ยอมจำนนกับอันธพาล ยืนยันว่าไม่ได้หมิ่นสถาบัน สิ่งที่ถูกกล่าวหานั้น คือแนวทางที่จะนำไปสู่การล้มเลือกตั้ง และการรัฐประหาร ขอบอกไปยังผู้มีอำนาจว่า อย่านำสถาบันมาเป็นแนวทางเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เพราะประเทศนี้ใช้ข้อหานี้กับคนดีๆ มามากแล้ว

@ แจ้งกลับ"ธาริต"แจ้งความเท็จ

ขณะที่น.พ.เหวง กล่าวว่า แกนนำนปช.ทั้ง 18 คนที่ถูกแจ้งข้อหาหมิ่นเบื้องสูง เตรียมฟ้องกลับอธิบดีดีเอสไอ ข้อหาแจ้งข้อหาเท็จ แต่กำลังรอรายละเอียดของหมายเรียกดีเอสไอก่อนว่า ใช้หลักฐานอะไรกล่าวหา ส่วนข้อหาก่อการร้ายก็เช่นกันจากการตรวจสอบพบว่าดีเอสไอตรวจสอบหลักฐานไม่ครบถ้วน ทางนปช.ก็จะแจ้งความกลับด้วย และขอถามกองทัพด้วยว่าสมัยพันธมิตรยึดทำเนียบจนต้องเปลี่ยนเส้นทางขบวนเสด็จฯ รวมทั้งการที่แกนนำพันธมิตรอวดอ้างว่านำผ้าอนามัยใช้แล้วไปป้ายฐานพระบรมรูปทรงม้า ตอนนั้นกองทัพไปอยู่ที่ไหน

@ ไม่กระทบลงส.ส.พท.

นายณัฐวุฒิ ให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่า ขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันอะไรจากพรรคเพื่อไทยว่าจะส่งตนลงสมัครส.ส.หรือไม่ หลังจากมีการกล่าวหาแกนนำคนเสื้อแดงปราศรัยหมิ่นสถาบัน ต้องรอคณะกรรมการบริหารพรรคยืนยันและคิดอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ก่อน แต่คาดว่าตนได้ลงส.ส.ในนามพรรคเพื่อไทยแน่นอน ส่วนจะลงเขตหรือบัญชีรายชื่อ ต้องรอคณะกรรมการบริหารพรรคพิจารณาอีกครั้ง ยืนยันว่าการใส่ร้ายกล่าวหาว่าจาบจ้วงสถาบัน ไม่กระทบต่อการจัดตัวผู้ลงสมัครเลือกตั้ง มันไม่เกี่ยวกัน พรรคเพื่อไทยหนักแน่นพอ ที่ผ่านมาพรรคเผชิญเรื่องทำนองนี้มาเยอะแยะ เข้าใจและอ่านเกมออกว่าเป็นการหวังผลทำลายความแข็งแรงของพรรค


(ที่มา ข่าวสดรายวัน , 21 เมษายน 2554)

ลมเปลี่ยนทิศไทยรัฐ อัด พรรคห้อย“สถาบัน”อ้างโดยเสด็จพระราชกุศลดูดเงินเข้ากระเป๋า

ที่มา thaifreenews

โดย lovethai

ห้ามดึง"สถาบัน"ยุ่งการเมือง


วันอาทิตย์ที่ผ่านมา นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ประกาศยืนยันอีกครั้งในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์ว่า จะนำเรื่องการยุบสภาขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายภายในสัปดาห์แรกของเดือนพฤษภาคม เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในทุกๆด้าน เมื่อได้ยินนายกฯพูดจาหนักแน่นเช่นนี้ ก็เป็นอันเชื่อมั่นได้ว่า จะเดินหน้าสู่การเลือกตั้งแน่นอน

ส่วนจะ ยุบสภาวันไหน ในสัปดาห์แรกของเดือนพฤษภาคม ผมเดาใจ นายกฯอภิสิทธิ์ ว่าน่าจะเป็น วันศุกร์ที่ 6 พฤษภาคม หลัง วันฉัตรมงคล เพราะวันศุกร์ปีนี้ถือเป็น วันดับเบิลดี เป็นทั้ง วันอธิบดี และ วันธงชัย

ผมเห็นด้วยกับ นายกฯอภิสิทธิ์ ว่า การเลือกตั้งไม่ใช่คำตอบในทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ได้หมายความว่าปัญหาทุกอย่างจะหมดไป แต่การเลือกตั้งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาคมโลก ทุกวันนี้ ความเชื่อมั่นของสังคมโลก ถือเป็น ปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้ เศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่งอยู่ ทั้งๆที่ระบบการเมืองไทยอ่อนและเหลวแหลกจนไม่รู้ว่าจะเปรียบกับอะไรดี

อีกประเด็นหนึ่งที่ผมเห็นด้วยกับ นายกฯอภิสิทธิ์ ที่เสนอไว้ในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยฯก็คือ การห้าม นักการเมือง และพรรคการเมือง ดึงเอา สถาบันพระมหากษัตริย์ เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมือง ไม่ว่าในด้านหนึ่งด้านใด หากผู้ใดละเมิด ไม่ว่าจะเป็นการละเมิดกฎหมายทั่วไป หรือการเคลื่อนไหวทางการเมือง จะต้องถูกดำเนินการ ดังเช่นที่ดำเนินการอยู่

นายกฯอภิสิทธิ์ ได้ให้ สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทำหนังสือถึง คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. เสนอให้ออกเป็น กฎ ระเบียบ และแนวทางปฏิบัติ เพื่อให้นักการเมืองและพรรคการเมืองปฏิบัติกันอย่างเสมอภาค ไม่ให้มีการดึงเอา สถาบันพระมหากษัตริย์ เข้ามาเกี่ยวข้องกับการแข่งขันทางการเมือง หรือการโจมตีกันทางการเมือง เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่เหนือความขัดแย้งในทุกเรื่อง

ผมดีใจที่ นายกฯอภิสิทธิ์ หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาดำเนินการ เพื่อให้ กกต. ออกเป็นระเบียบและกฎกติกาที่ชัดเจน ป้องกันการละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือใช้สถาบันพระมหากษัตริย์เพื่อหาเสียงทางการเมือง ซึ่งไม่ยุติธรรมต่อสถาบันเป็นอย่างยิ่ง ผมเชื่อว่าพสกนิกรทุกคนก็คิดอย่างเดียวกัน

ไหนๆ นายกฯอภิสิทธิ์ ก็เสนอให้ กกต. ออกกฎระเบียบ ห้ามนักการเมืองและพรรคการเมืองดึงสถาบันเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องแล้ว

ผมก็อยากเสนอ นายกฯอภิสิทธิ์ เพิ่มเติมไว้ตรงนี้ว่า ท่านน่าจะใช้โอกาสนี้ ออกกฎระเบียบในนามรัฐบาล ห้าม “หน่วยราชการ” และ “เอกชน”   ใช้ “สถาบันพระมหากษัตริย์” มาอ้างอิงในการจัดงานการกุศลต่างๆ โดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการ เพื่อปกป้องสถาบันอีกทางหนึ่งด้วย

ผมเชื่อว่า นายกฯอภิสิทธิ์ ก็รู้ดี ทุกวันนี้มี หน่วยราชการ และ เอกชน มักจะจัดงานกิจกรรมการกุศลโดยอ้าง การเทิดพระเกียรติ เพื่อให้ขอเงินบริจาคได้ง่ายขึ้น และขอเงินงบประมาณแผ่นดินได้ง่ายขึ้น เพราะเป็นที่รู้กันว่าการจัดกิจกรรมใด ถ้ามีการอ้างอิงสถาบัน ก็จะไม่มีใครกล้าทักท้วง หรือตัดทอนงบประมาณการจัดงาน ซึ่งส่วนใหญ่จะตั้งงบประมาณจัดงานไว้ค่อนข้างสูง แล้วก็มีบริษัทเอกชนเจ้าประจำมารับงานไป

พฤติกรรมเช่นนี้ ก็สร้างความเสียหายต่อสถาบันเช่นกัน เหมือนนักการเมืองและพรรคการเมือง ที่ดึงสถาบันไปเกี่ยวข้องกับการเมือง

เมื่อ นายกฯอภิสิทธิ์ มีความคิดที่ดี ห้ามนักการเมืองและพรรคการเมืองดึงสถาบันลงไปยุ่งการเมือง เพราะปรารถนาที่จะเห็น สถาบันพระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือความขัดแย้งใดๆ ก็น่าจะ ห้ามหน่วยราชการและเอกชน   ไม่ให้นำสถาบันไปอ้างอิงเพื่อจัดงานการกุศลต่างๆ


“ลม เปลี่ยนทิศ”


(ที่มา ไทยรัฐ , 19 เมษายน 2554)