WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, April 25, 2011

ด้ามขวานหักหาย จากวิทยาศาสตร์ล้ำลึก หรือ ไสยศาสตร์เร้นลับ

ที่มา Thai E-News



โดย ปาแด งา มูกอ
24 เมษายน 2554

บทความครั้งนี้ออกจะไปแนว ทางไสยศาสตร์บวกกับวิทยาศาสตร์มากหน่อย แต่ทั้งสองศาสตร์ดังกล่าว มันกำลังจะทำลายด้ามขวานของประเทศ 14 จังหวัดภาคใต้ ให้หายไปจากแผนที่โลก...!!!!

เรื่องราวเป็นอย่างไร มีความเป็นไปได้หรือไม่ ท่านผู้อ่านทุกท่านเรามาช่วยกันวิเคราะห์ดู ตามที่ผมจะบรรยายและอธิบาย ให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบ ดังนี้ครับ

ขอเริ่มภาคแรกจากเรื่อง “ไสยศาสตร์เร้นลับ” กันก่อนน่ะครับ เริ่มกันตั้งแต่สมัยอาณาจักรดั้งเดิมของภาคใต้ เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า บรรพบุรุษชาวใต้ ท่านเหล่านั้น ท่านเชื่อในศาสตร์เร้นลับเหล่านี้อย่างไร และทำไมมันถึงได้เกิดภัยพิบัติที่เพิ่มความรุนแรง,เพิ่มความถี่ของเหตุการณ์ และเพิ่มปราฏกการณ์ใหม่ๆ จนสร้างความสูญต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างมากมายในปัจจุบันนี้

อาณาจักรดั้งเดิมของภาคใต้


อาณาจักรตามพรลิงค์ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็น อาณาจักรนครศรีธรรมราชนั้น เป็นอาณาจักรโบราณที่มีมาตั้งแต่ก่อนสมัยพุทธศตวรรษที่ 7 มีศูนย์กลางอยู่ที่นครศรีธรรมราชในปัจจุบัน(อาจจะเป็นบริเวณบ้านท่าเรือ หรือบ้านพระเวียง) อยู่ทางด้านเหนือ ของอาณาจักรลังกาสุกะ(บริเวณปัตตานี) มีอาณาเขตทางตะวันออก และตะวันตกจรดทะเลอันดามันถึงบริเวณที่เรียกว่าทะเลนอก ซึ่งเป็นบริเวณจังหวัดกระบี่ในปัจจุบัน

คำว่า "ตามพ" เป็นภาษาบาลี แปลว่า ทองแดง ส่วน "ลิงค์" เป็นเครื่องหมายบอกเพศ เขียนเป็นอักษรภาษาอังกฤษว่า Tambalinga หรือ Tanmaling หรือ Tamballinggam

จีนเรียก ตันเหมยหลิง หรือโพ-ลิง หรือโฮลิง(แปลว่าหัวแดง) บางทีเรียกว่า เชียะโท้ว (แปลว่าดินแดง)

อาณาจักรตามพรลิงค์ มีกษัตริย์สำคัญคือพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช และพระเจ้าจันทรภาณุศรีธรรมราช

อาณาจักรตามพรลิงค์ นี้เป็นเส้นทางการเผยแพร่พระพุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์ ไปยังอาณาจักรสุโขทัยและดินแดนทั่วแหลมมลายูเนื่องจากอาณาจักรตามพรลิงค์กับศรีลังกามีความสัมพันธ์แบบบ้านพี่เมืองน้องมาแต่สมัยโบราณ

ความสัมพันธ์กับอาณาจักรอื่น

อาณาจักรฟูนัน

อาณาจักรตามพรลิงค์ เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรฟูนัน ต่อมาใน พ.ศ. 1318 อาณาจักรตามพรลิงค์และเมืองไชยาได้กลายมาเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรศรีวิชัย และพ.ศ. 1568 ได้ถูกอาณาจักรโจฬะยกกองทัพเรือเข้ายึดครอง ในปีพ.ศ. 1658 ได้มีการส่งคณะทูตไปเฝ้าฮ่องเต้จีนราชวงศ์ซ้อง ที่เมืองไคฟง

อาณาจักรเขมร

อาณาจักรตามพรลิงค์ ได้ส่งไพร่พลไปช่วยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 สร้างเมืองนครธม พ.ศ. 1813อาณาจักรตามพรลิงค์ได้ตกอยู่ใต้อิทธิพลของอาณาจักรลังกาสุกะ

และ พ.ศ. 1893 เมืองนครศรีธรรมราชได้ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอยุธยา

เมืองนครศรีธรรมราชในระยะแรก ประกอบด้วยเมืองสำคัญ 12 เมือง คือ สายบุรี ปัตตานี กลันตัน ปาหัง ไทรบุรี พัทลุง ตรัง ชุมพร บันทายสมอ สงขลา ตะกั่วป่า และครหิหรือกระบุรี

ใช้สัตว์ประจำปีเป็นตราประจำเมือง เช่น สายบุรีใช้ตราหนู ปัตตานีใช้ตราวัว กลันตันใช้ตราเสือ ปาหังใช้ตรากระต่าย เรียงลำดับไป สำหรับเมืองบันไทสมอ ซึ่งใช้ตราลิงนั้น นักโบราณคดีบางท่าน เช่น หม่อมเจ้าจันทร์จิรายุ รัชนี สันนิษฐานว่าอยู่ที่เมืองกระบี่ ซึ่งอาจเป็นที่มาของชื่อเมืองกระบี่ในปัจจุบัน

จีน

ในจดหมายเหตุจีน ระบุว่า นครโฮลิง(ตามพรลิงค์) ส่งทูตไปเฝ้าฮ่องเต้จีนใน พ.ศ. 1291,1310,1311,1356,1358 และ พ.ศ. 1361 ต่อมาได้มีการเรียกชื่ออาณาจักรตามพรลิงค์ใหม่ว่า อาณาจักรศิริธรรม ภายหลังเมื่ออยู่ในอำนาจอาณาจักรสุโขทัยได้เปลี่ยนมาเป็น เมืองศรีธรรมราช จากหลักฐานทางโบราณคดีสันนิษฐานว่านิกายเถรวาทนับถือกันมากที่สุด

เมื่อท่านผู้อ่านทราบถึงความเป็นมาของอาณาจักรดั้งเดิมพื้นที่ด้ามขวานนี้แล้ว เราก็จะมาพูดถึงเหตุการณ์ในปัจจุบันที่เชื่อมต่อทางความคิดในเรื่องของศาสตร์เร้นลับ กันบ้าง

ถ้าผมพูดถึง “จตุคาม” ท่านผู้อ่านโดยเฉพาะนักเล่นพระทั่วประเทศไทยและชาวต่างประเทศ ไม่ว่า มาเลย์เซีย,สิงคโปร์,ใตัหวัน และฮ่องกง (ตัวการที่ทำให้พระจตุคาม ที่ทำบุญครั้งแรกใน พ.ศ.2530 องค์ละ 39 บาท พุ่งพรวดไปถึงองค์ละ 800,000 บาท ในระยะเวลาเพียง 10 กว่าปี)

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับ “จตุคาม” ?

สาเหตุที่องค์ “จตุคาม” ( สร้างครั้งแรกในปี พ.ส.2530 มีชื่อว่า พระสุริยัน-จันทรา) เข้ามาเกียวข้องกับเหตุการณ์ ก็เพราะเหตุว่า

ในปี พ.ศ.๒๕๒๘ พล.ต.ท.สรรเพชญ ธรรมาธิกุล (ขณะนั้นมียศเป็น พ.ต.อ.)ได้มารับตำแหน่งผู้กำกับการตำรวจภูธร จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้รู้จักกับกลุ่มพ่อค้าชาวจีน ๔-๕ คน ซึ่งนิยมชมชอบในการเสี่ยงโชคลาภต่าง ๆ หนึ่งในนั้นเป็นร่างทรง คือ นายอะผ่อง สกุลอมร และมักทำพิธีอัญเชิญเจ้าเข้าทรงเป็นประจำในยามค่ำคืน และสถานที่อัญเชิญร่างทรงนั้น คือ วัดนางพระยา

คืนหนึ่ง พล.ต.ท.สรรเพชญ ได้ติดตามกลุ่มพ่อค้าชาวจีนนี้ไปยังวัดนางพระยาด้วย และคืนนั้นร่างทรงที่ประทับได้กล่าวว่า "กูคือพระยาชิงชัย เป็นแม่ทัพรักษาเมืองด้านทิศตะวันออก" ท่านพล.ต.ท.สรรเพชร มีความเคลือบแคลงสงสัย จึงได้ใช้ธูปจุดไฟหนึ่งกำมือ จี้ไปที่ร่างของคนทรง แต่ไม่ปรากฏอาการอย่างใดเกิดขึ้นกับร่างทรงนั้น และร่างทรงได้พูดขึ้นว่า "เออ มึงไม่เชื่อ เอาอย่างนี้ดีกว่า มึงไปเอาดาบที่กุฏิท่านสมภารมา กูจะสักกระหม่อมให้ดู"

หนึ่งในคณะได้ไปเอาดาบที่กุฏิเจ้าอาวาสวัดตามที่ร่างทรงบอก ทั้งที่ไม่เคยมีใครทราบมาก่อนว่า มีดาบเล่มนี้อยู่ที่กุฏิเจ้าอาวาสมาก่อน เมื่อได้ดาบมาแล้ว ร่างประทับทรงได้จับดาบชูขึ้น แล้วเอาปลายดาบลงทิ่มบนศีรษะของร่างทรงเอง อย่างแรงหลายครั้ง เสียงดังฉึกๆ หากแต่ไม่ระคายผิวหนังแต่อย่างใด เป็นที่อัศจรรย์ต่อสายตาทุกคู่ที่จับตามองอยู่ในขณะนั้น

ในคืนต่อมา ได้มีการประทับทรงอีก โดยกลุ่มพ่อค้าชาวจีนกลุ่มเดิม หากแต่ที่ประทับร่างทรงนั้นกลับไม่ใช่พระยาชิงชัย แต่ก็มีเสียงบอกจากร่างคนทรงว่า "กูใหญ่กว่าอ้ายชิงชัย มันมาโม้ให้พวกสูฟัง กูนี่แหละใหญ่กว่า มึงไปหากระดาษมาวาดใบหน้ากู กูจะบอกลักษณะ แล้วพวกสูพาไปถามอ้ายหนวดดู อ้ายหนวดรู้จักกูดี"

พล.ต.ท.สรรเพชญ ได้ถามร่างประทับทรงนั้นว่า อ้ายหนวดคือใคร ร่างประทับทรงได้ตอบกลับไป "มึงผันหน้าตอนนั่งทำงานไปทางไหน บ้านมันก็อยู่ทางนั้นแหละ ไปหามันได้"

เมื่อร่างประทับทรงตอบกลับมาเช่นนั้น ทุกคนก็ทราบได้ทันทีว่า "อ้ายหนวด" ที่ร่างประทับทรงนั้นบอก คือ พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช อดีตผู้บังคับการตำรวจภูธร เขต ๘ ผู้เป็นที่รู้จักกันดีว่า มีวิชาอาคมแข็งกล้า เป็นศิษย์ฆราวาสของสำนักวัดเขาอ้อ ตักสิลาแห่งพุทธาคมอันเลื่องชื่อของภาคใต้

วันต่อมา กลุ่มพ่อค้าชาวจีน และพล.ต.ท.สรรเพชญ ได้เดินทางไปพบ พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช ที่บ้านพักเลขที่ ๗๖๔/๕ ภายในซอยราชเดช ถนนราชดำเนิน ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ก็พบว่า พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช ได้คอยท่าอยู่แล้วคล้ายกับจะรับรู้ว่าจะมีผู้ไปหา

เมื่อทำความเคารพต่อ พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช เป็นที่เรียบร้อยแล้ว พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช ได้ถามถึงกิจธุระที่มาพบในครั้งนี้ พล.ต.ท.สรรเพชญ จึงได้ยื่นภาพวาดใบหน้าของดวงวิญญาณที่ได้บอกรูปลักษณะผ่านร่างทรงให้ พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดชดู

เมื่อ พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช ได้ดูภาพใบหน้านั้น ก็ได้ถาม พล.ต.ท.สรรเพชญ อย่างตื่นเต้นว่า "ท่านผู้กำกับนำรูปนี้มาจากไหน รูปนี้เป็นอดีตกษัตริย์แห่งอาณาจักรศรีวิชัย มีพระนามว่า จตุคามรามเทพ หรือ จันทรภาณุ"

พล.ต.ท.สรรเพชญ จึงได้เล่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ณ วัดนางพระยา ให้ พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช ทราบ

ต่อมาในคืนที่ ๓ นั้น กลุ่มพ่อค้าชาวจีน และ พล.ต.ท.สรรเพชญ ได้ทำการเชิญประทับร่างทรงอีกครั้ง ที่วัดนางพระยา หากคราวนี้ องค์จตุคามรามเทพที่ประทับทรง มีกิริยาอาการที่ดุมาก แล้วบอกว่า "บ้านเมืองลุกเป็นไฟ กูรอมึงมาเป็นพันปีแล้ว กูอยากให้ช่วยสร้างหลักเมือง ทำจากไม้ตะเคียนทอง งอกอยู่ทางทิศเหนือของเมืองนครศรีฯ บัดนี้มันรอมึงอยู่"

นอกจากนั้น องค์จตุคามรามเทพ ยังได้บอกผ่านร่างทรง ถึงขั้นตอนของพิธีต่าง ๆ ที่จะต้องทำกัน ซึ่งมีหลายพิธีที่ต้องใช้เวลา เช่น พิธีกรรมชุมนุมตัดชัย ทำในวิหารหลวง ให้ปักธงศรีวิชัยขึ้นหมู่พระธาตุ เป็นนัยว่า เราเปิดธงรบกับ พวกเหล่าร้าย เช่น พวกโจร หรืออาถรรพ์จัญไรต่าง ๆ ที่รบกวนเมืองนครศรี ฯ พิธีเผาดวงชะตาเมืองเก่า พิธีลอยชะตาเมือง พิธีกรรมสะกดหินหลัก ฯลฯ รวมพิธีกรรมที่จะเป็นทั้งสิ้น ๑๒ พิธี

ทีนี้เรามาช่วยกันวิเคราะห์ดูว่า อาณาจักรนครศรีธรรมราช ที่ครอบครองพื้นที่ภาคใต้ทั้งหมดตั้งแต่โบราณกาลมาจนถึงยุคปัจจุบัน (ตามความเชิ่อทางไสยศาสตร์) ดังนั้น องค์จตุคามรามเทพ (ที่ประทับทรง) ท่านคงเห็นถึงภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ ไม่ว่าภัยพิบัติทางธรรมชาติ หรือการแบ่งแยกดินแดน แบบทะลุปรุโปร่ง (แต่ท่านองค์จตุคามรามเทพ ท่านคงลีมบอกว่า พวกเหล่าร้าย พวกโจร หรืออาถรรพ์จัญไร ให้หมายรวมไปถึงพวกนักการเมือง และมวลหมู่ข้าราชการเลวๆ ด้วย )

ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า หรือจะมีบุคคล,กลุ่มบุคล,ไอ้,อี ตนใด ที่คิดร้ายต่อ “อาณาจักรนครศรีธรรมราช” ทั้งทางตรงและทางอ้อม มันถึงได้เกิดเหตุเภทภัยไปทุกหย่อมหญ้าในปัจจุบัน

ก่อนที่จะปิดท้ายเรื่อง “ไสยศาสตร์เร้นลับ” ผมมีเรื่องเล่ามาบอกฝากท่านผู้อ่านได้รับทราบว่า ผมเชื่อว่าศาสตร์แขนงนี้มีจริงในผืนแผ่นดินนี้ เรื่องของเรื่องก็คือ ผมได้รับฟังจากปากของคุณตาบุศร์ (ท่าน พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช) ที่ผมได้ไปกราบคารวะขอพรท่านในเดือนเมษาทุกปี (โดยเฉพาะในช่วงระยะเวลาของ “จตุคามฟีเวอร์” ปี 2548- 50 ที่มีการสร้างพระจตุคามกันอย่างแพร่หลายทั่วประเทศ จนกระทั่งล่มสลายในที่สุดในปี 2551 ปิดฉากตำนานองค์จตุคามในทันที)

ท่านได้พูดว่า “การสร้างองค์จตุคามรามเทพ” ใครๆก็สร้างกันได้ หากสามารถปฏิบัติใน ๓ ประการ นี้ได้ ประการแรก วัตถุประสงค์ในการสร้าง สร้างทำไม และ สร้างเพื่ออะไร

ประการที่สองมวลสารศักดิ์สิทธิ์ที่นำมาสร้างเป็นองค์พระ

ประการสุดท้าย พิธีกรรมในการปลุกเศก

หากไม่สามารถปฏิบัติได้เพียงข้อใดข้อหนึ่ง องค์จตุคามที่สร้างขึ้นมาก็เปรียบเสมือนก้อนดินก้อนทรายเท่านั้น ไม่มีประโยชน์อันใดเลย สิ่งสำคัญมันจะพบกับความวิบัติฉิบหายทันตาเห็น องค์จตุคามรามเทพ ไม่ใช่มีไว้เพื่อความร่ำรวยเงินทอง หากไม่รู้จักทำมาหากิน และก็ไม่สามารถทำให้หนังเหนียวหรือไม่ตาย เพราะแม้แต่คนที่สร้าง ก็จะต้องตายในวันใดวันหนึ่ง

องค์จตุคามรามเทพ จึงมีไว้สำหรับให้คนยึดมั่นในพระพุทธศาสนา ยึดมั่นในพระธรรม ยึดมั่นในพระสงฆ์ที่ท่านปฏิบัติดีแล้ว พร้อมหมั่นประกอบความดี ไม่ประพฤติชั่ว เท่านั้น พลังองค์จตุคามรามเทพ ก็จะศักดิ์สิทธิ์ตลอดไป”


ท่านผู้อ่านโปรดติดตามเรื่อง “วิทยาศาสตร์ล้ำลึก” ว่ามันจะเชื่อมโยงกันอย่างไร กับ “ไสยศาสตร์เร้นลับ” จนสามารถทำให้ด้ามขวานทองของไทย จักต้องมลายหายไปจากแผนที่โลก ในตอนต่อไปน่ะครับ ไม่นานเกินรอ

Sunday, April 24, 2011

YT 2011-04-23 มหาบุรุษกู้แผ่นดินนายกรัฐมนตรียิ่งใหญ่เกรียงไกรทักสินมหาราษฎร์

ที่มา thaifreenews

โดย Tuxedo



สมัชชาสังคมก้่าวหน้า:สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา 112

ที่มา ประชาไท

จากกรณีที่กลุ่มนิติราษฎร์ได้แจ้งสารถึงผู้อ่านว่าจะมีการแถลงข่าวเรื่อง "ผลกระทบต่อเสรีภาพทางวิชาการ : กรณีการอภิปรายเรื่อง สถาบันกษัตริย์ – รัฐธรรมนูญ – ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2553 ของ ดร. สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล" โดยจัดขึ้นในวันที่ 24 เมษายน 2554 ณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็คงชวนให้หลายคนที่ได้รับข่าวรู้สึกตระหนก และตั้งคำถามว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับอาจารย์สมศักดิ์และแวดวงวิชาการกันแน่?

เมื่อทบทวนถึงหัวข้อที่จะมีการแถลงข่าว ในไม่ช้าก็พอจะคาดเดาได้ว่าคงเป็นเรื่องเกี่ยวกับการอภิปรายทางวิชาการเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ แต่จะถึงขั้นถูกเล่นงานด้วยกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา 112 หรือไม่นั้น ยังคงต้องรอฟังการแถลงข่าวจากกลุ่มนิติราษฎร์และอาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลในวันพรุ่งนี้ แม้ว่าในการอภิปรายครั้งนั้นจะอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย และเป็นการพูดที่เป็นไปตามหลักเสรีภาพทางวิชาการตามที่รัฐธรรมนูญรองรับไว้ก็ตาม

หากแต่ในบริบทของสังคมไทย ซึ่งอบอวลไปด้วยกลิ่นอุดมการณ์แบบรอยัลลิสต์ ดังที่นักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ได้อภิปรายในงานเสวนาครั้งก่อนว่า แม้บางครั้งกฎหมายจะเขียนไว้ดีเพียงใดก็ตาม หาก ‘ผู้ใช้กฎหมาย’ ยังคง ‘ตีความ’ ด้วยอุดมการณ์แบบที่ไม่เป็นประชาธิปไตย การใช้กฎหมายนั้นก็จะยังคงทำให้เกิดปัญหาการละเมิดสิทธิ เสรีภาพของประชาชนผู้บริสุทธิ์อยู่ดี

กรณีครั้งนี้ ก็คงจะไม่ต่างกันนัก แม้ว่าการอภิปรายเรื่องสถาบันกษัตริย์จะทำอย่างรัดกุมภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญที่รองรับสิทธิเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพทางวิชาการ หากแต่ตัวกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ม. 112 ก็มีปัญหาในตัวเองอยู่แล้ว เพราะใครก็สามารถเป็นผู้ฟ้องร้องก็ได้ รวมไปถึงบรรยากาศทางสังคมที่ฝ่ายรัฐ อย่างประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกและพลพรรคทหารในสังกัดที่ดาหน้าตบเท้าออกมาสำแดงอำนาจอ้างว่าปกป้องสถาบัน โดยวิธีการข่มขู่กล่าวหาหลายฝ่ายว่าเป็นผู้ไม่จงรักภักดี และพร้อมจะปฏิบัติการใช้อำนาจได้ทุกเมื่อ ภายใต้บรรยากาศเช่นนี้ จึงดูเหมือนว่าจะยิ่งหนุนส่งให้การกล่าวหาต่อนักวิชาการที่อภิปรายถึงสถาบันกษัตริย์อยู่ในข่ายการกล่าวหาดังกล่าวได้ง่ายยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม บทบาททหารในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของไทย การใช้อำนาจข่มขู่กล่าวหาประชาชนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเสมอจนคิดได้ว่าพฤติกรรมดังกล่าวได้กลายเป็นแบบแผนวัฒนธรรมอันดีงามของไทยไปเสียแล้ว ซึ่งเราคงไปหวังให้ทหารไทยมีสำนึกเคารพประชาชนอันเป็นที่มาของอำนาจอธิปไตย และเลิกพฤติกรรม ‘เบ่ง’ ดังที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ไม่ได้ เพราะมันคงเป็นสันดานอย่างหนึ่งของฝ่ายที่มีอาวุธอยู่ในมือ

แต่ที่เราต้องการเรียกร้องต่อกรณี ผลกระทบต่อเสรีภาพทางวิชาการที่เกิดขึ้นล่าสุดกับสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ไม่ว่าผลที่เกิดขึ้นในอนาคตจะเป็นอย่างก็ตาม คือ การเรียกร้องกับ ‘ประชาคมวิชาการ’ ด้วยกัน ไม่ว่าเขา/เธอจะสังกัดในศาสตร์สาขาใด สังคมศาสตร์ มนุษย์ศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และอื่นๆ ประชาคมวิชาการควรจะต้องร่วมยืนยันถึงสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เพราะหากปล่อยให้เกิด ‘การคุกคาม’ แม้แต่ในการแสดงความคิดเห็นที่เป็นวิชาการอย่างยิ่งแล้ว เราคงไม่อาจคาดหวังได้เลยว่าสิทธิเสรีภาพของประชาชนทั่วไปจะไม่ถูกคุกคาม

ทั้งนี้ในความเป็นจริง ก็อย่างที่ปรากฏในหลายกรณีแล้วว่ามีประชาชนธรรมดาที่ถูกคุกคามจากกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ม.112 นี้ อย่างไม่เป็นธรรมมาแล้วหลายต่อหลายราย ดังกรณีการพิจารณากรณีปิดลับของคุณดารณี ชาญเชิงศิลปกุลหรือ ‘ดา ตอปิโด’ เป็นต้น แต่ก็ยังคงมีแต่ ‘ความเงียบ’ จากประชาคมวิชาการทั่วประเทศเรื่อยมา นี่เป็นความจริงของสังคมไทยที่การเข้าไปเกี่ยวข้องกับประเด็นสถาบันกษัตริย์ เป็นสิ่งที่หลายคนหวาดหวั่น แม้แต่ในแวดวงวิชาการเอง การนำเสนออภิปรายอย่างตรงไปตรงมาตามสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เป็นสิ่งที่ทำได้ยากเย็นยิ่ง

ท่ามกลางความเงียบ แต่เรายังคงหวังว่า นักวิชาการปัญญาชนไทย โดยเฉพาะในกลุ่มนักวิชาการอาวุโสที่มีอิทธิพลต่อความคิดของคนในสังคมวงกว้าง จะได้หันมาสนใจต่อปัญหาการดำรงอยู่ของสถาบันกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย และปัญหาอันเกิดจากกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ม.112 ซึ่งขัดแย้งกับอุดมการณ์หลักในระบอบประชาธิปไตยอย่างสิ้นเชิงมากขึ้น ไม่ว่าคุณจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอในการอภิปรายเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ของสมศักดิ์ก็ตาม เพราะการเคารพความคิดเห็นต่างถือเป็นหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยที่ต้องยอมรับความแตกต่างในการแสดงความคิดเห็นได้

ในกรณีที่เกิดขึ้นครั้งนี้ การยืนยันถึงสิทธิเสรีภาพทางวิชาการของกลุ่มนิติราษฎร์และสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ในแง่หนึ่งจึงเป็นคำถามต่อบทบาทของนักวิชาการในสังคมไทย และอาจจะเป็นบทพิสูจน์ครั้งสำคัญต่อประชาคมวิชาการทั้งหมดว่า พวกเขาจะยังทน ‘นิ่งเฉย’ ต่อการที่รัฐไทยใช้อำนาจละเมิดเสรีภาพประชาชนได้ต่อไปอีกหรือไม่ หาไม่เช่นนั้นแล้วการจัดเสวนาอภิปรายทางวิชาการในสังคมไทย ก็คงจะไม่มีใครเชื่อได้อีกว่าจะเป็นกิจกรรมที่สามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างมีเสรีภาพอีกต่อไป และนักวิชาการไทยทั้งหลายก็ควรสำเหนียกได้ต่อคำกล่าวหาโจมตีว่า ‘ไร้กระดูกสันหลัง’ และ ‘ฉวยโอกาส’ นั้นเป็นจริงทีเดียว

จากบทความเดิมชื่อ:การละเมิดเสรีภาพกับบทพิสูจน์ความมีกระดูกสันหลังของประชาคมนักวิชาการ ปัญญาชนไทย : กรณีสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา 112

พรรคประชาธิปัตย์ ที่ไม่เคยชนะเลือกตั้งมาเกือบ 20 ปี เป็นพรรคที่เห็นแก่ตัว เอาแต่ได้ และไม่เคยเคารพเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน

ที่มา Thai E-News

โดย Pruay Salty Head
ที่มาเฟสบุ๊ค
23 เมษายน 2554


จากกรณีที่ นาย กรณ์ จาติกวนิช ตั้งสเตตัสในเฟซบุ๊คเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2554 ไว้ดังนี้

Korn Chatikavanij

ทักษิณพูดว่า ไม่เคยเห็นใครลอกข้อสอบแล้วสอบตก เพิ่งเห็นรัฐบาลนี้

ขอตอบว่าใครลอกใครและสอบตกหรือไม่ตกประชาชนเป็นผู้ตัดสิน

แต่ที่แน่ๆสองปีมานี้เราทำงานเต็มที่ ส่วนทักษิณและพรรคเพื่อไทยทำอะไรบ้าง

นอกจากปลุกปั่นให้บ้านเมืองเสียหายและคนไทยต้องมาทะเลาะกันเอง

ข้อความนี้ฟังผ่านๆ โดยคนที่ไม่ทันได้คิดและความจำสั้นคงจะพาลคิดว่าพรรคประชาธิปัตย์เข้ามาบริหารประเทศได้เพราะประชาชน ตัดสินให้พรรคนี้ชนะเลือกตั้งมาแน่ๆ และคิดว่าพรรคนี้เข้ามาเป็นรัฐบาลอย่างสง่างาม ไม่เคยยุยงปลุกปั่นทำให้บ้านเมืองเสียหายเลย แต่ถ้าใครมีความจำยาวสักหน่อยและมีความคิดที่เป็นเหตุเป็นผล โดยไม่ได้มองที่ชาติตระกูลหน้าตาคนพูด จะเห็นได้ว่านี่เป็นวิธีการพูด ที่เห็นแก่ตัว เอาแต่ได้ ซึ่งเป็นวิธีการและเป็นสันดานร่วมประจำพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งผมไม่ทราบว่าพรรคนี้ไปแสวงหาหรือคัดเลือกคนที่มีสันดานแบบนี้เข้าไปร่วม พรรคหรือคนปกติธรรมดาที่มีสันดานดีๆเมื่อเข้าไปร่วมทำงานกับพรรคการเมืองนี้ แล้ว ได้ถูกอบรมบ่มเพาะซึมซับสันดานแบบนี้จากผู้ที่อยู่มาก่อนในพรรค เลยกลับกลายแปรเปลี่ยนไปเป็นคนที่มีสันดานแบบประชาธิปัตย์ไปได้

ไม่น่าเชื่อว่าคนอย่างนาย กรณ์ จาติกวนิชและพรรคประชาธิปัตย์จะกล้าพูดถึงการตัดสินของประชาชน และที่ไม่น่าเชื่อยิ่งกว่าคือ ไม่น่าเชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์จะเคารพคำตัดสินของประชาชน

หลายท่านอาจจะไม่รู้หรือไม่ทันได้สังเกตุว่า พรรคประชาธิปัตย์คือพรรคการเมืองที่ไม่เคยชนะการเลือกตั้งมาเกือบ 20 ปีแล้ว นั้น หมายความว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศไทย ไม่ได้ไว้วางใจให้พรรคประชาธิปัตย์เข้ามาบริหารบ้านเมืองเกือบ 20 ปีแล้ว เกือบ 20 ปี ที่ประชาชนส่วนใหญ่ในแผ่นดินนี้ได้ตัดสินแล้วว่าไม่ให้พรรคประชาธิปัตย์ บริหารบ้านเมือง หลายท่านอาจจะสงสัย อ้าว แล้วพรรคนี้มาเป็นรัฐบาลได้ยังไง คำตอบคือมาด้วยวิธีพิเศษ ฉ้อฉล ตลบแตลง ครับ

พรรคประชาธิปัตย์ชนะเลือกตั้งครั้งล่าสุด ก็เมื่อปี พศ. 2535 นั่นแหละครับ เป็นการเลือกตั้งเมื่อเดือนกันยายน ภายหลังจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ และที่ชนะเลือกตั้งมาได้ในครั้งนั้นก็ด้วยนโยบายวิธีการหาเสียงแบบ “แทงข้างหลังเพื่อน”

ย้อนกลับไปก่อนหน้านั้น ขบวนการประชาชนที่ร่วมกันขับไล่นายกรัฐมนตรีสุจินดา คราประยูร ผู้ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ประกอบด้วยพรรคการเมืองหลายพรรคและประชาชนจำนวนมากซึ่งก็มีพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมด้วย โดยมีแกนนำหลักที่โดดเด่นคือ จำลอง ศรีเมือง และพรรคพลังธรรม

ภายหลังฝ่ายเรียกร้องให้รัฐบาลลาออกประสบชัยชนะ แต่ก็มีประชาชนบาดเจ็บล้มตายจำนวนหนึ่ง เมื่อมีการเลือกตั้งใหม่ ดูเหมือนว่า จำลอง ศรีเมืองและพรรคพลังธรรมจะได้รับความนิยมจากประชาชนเพราะเห็นว่ากล้าหาญเด็ด เดี่ยวในการนำเพื่อเรียกร้องและต่อสู้ให้ได้มาในระบอบประชาธิปไตยที่นายก ต้องมาจากการเลือกตั้ง

เมื่อเห็นดังนั้นพรรคประชาธิปัตย์ผู้กลัวแพ้เลือกตั้งจึงใช้วิธีป้ายสีว่า จำลอง ศรีเมือง “พาคนไปตาย” ในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ทั้งๆที่พรรคตัวเองก็เข้าร่วมเรียกร้องด้วยในเหตุการณ์นั้น พรรคประชาธิปัตย์จงใจใช้วิธีการนี้เพื่อหลอกล่อชนชั้นกลางในเมืองที่มีความ จำสั้นป้ายความผิดให้พรรคการเมืองที่เป็นเพื่อนร่วมรบ เพื่อถีบหัวเพื่อนให้ตัวเองชนะเลือกตั้ง นี่คือวิธีการของพรรคประชาธิปัตย์ที่ชนะเลือกตั้งเมื่อครั้งล่าสุดเมื่อ เกือบ 20 ปีที่แล้ว ในครั้งนั้นนายชวน หลีกภัยได้เป็นนายก และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้เป็น สส.สมัยที่สอง แต่หลังจากเป็นรัฐบาลได้ประมาณ 3 ปี ไม่ทราบด้วยความอดอยากหิวโหยตะกระกรามหรืออย่างไร รัฐบาลนี้ก็พังลงเพราะกรณี สปก 4-01 สมัยนั้นนายสุเทพ เทือกสุบรรณเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้เอาที่ดินที่เขาเจตนาแจกให้เกษตรกรไปแจกให้พรรคพวกตัวเอง กรณีนี้ นายชวน หลีกภัย ถึงกับลงทุนผลิตวาทกรรมตอแหลเปรียบเทียบการแจกที่ดินทำกินให้เกษตรกรว่า “คนรวยคนจนมีสิทธิสอบชิงทุนเท่ากัน” และแทนที่เมื่อโดนเปิดโปงกรณีนี้แล้ว จะยอมรับสารภาพขอโทษประชาชน พรรคประชาธิปัตย์กลับปลุกม็อบชาวใต้ขึ้นป้ายต่อต้านหนังสือพิมพ์ไทยรัฐที่ ออกมาเปิดโปงพฤติกรรมนี้้ ทั้งหมดนี้ทำไปเพื่อปกป้องพฤติกรรมทุจริตของตัวเอง

ขณะนั้น เวลานั้น นายชวน หลีกภัย ยืนยันหนักแน่นว่ากรณีนี้ไม่ทุจริต แต่ เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2550 ศาลฎีกาจังหวัดภูเก็ตมีคำพิพากษา ให้นายทศพร เทพบุตร สามีนางอัญชลี เทพบุตร สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ คืนที่ดินที่ได้รับมาจากกรณี สปก. 4-01

กรณีนี้คนปากแข็งอย่างนายชวน หลีกภัยและ สส.พรรคประชาธิปัตย์ทั้งหลายก็ยังไม่ยอมออกมาขอโทษประชาชน และถึงกลับหน้าด้าน ส่งนายทศพร เทพบุตร ลงเลือกตั้งในจังหวัดภูเก็ตอีก ส่วนประชาชนในจังหวัดเมื่อเห็นพรรคนี้หน้าด้านส่งลงมา ก็พร้อมใจกันเลือกนายทศพร เป็น สส.แม้ว่าศาลฎีกาจะมีคำพิพากษาแบบนั้นแล้วก็ตาม ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางการส่งเสียด่าทอของพันธมิตร ประชาชนเพื่อความไม่เป็นประชาธิปไตยจังหวัดภูเก็ตที่กำลังด่า ทักษิณ ชินวัตร ว่าขี้โกง แต่ทั้งหมดกลับพร้อมใจกันเลือกนายทศพร เทพบุตร ทั้งๆที่ศาลฏีกาพึ่งตัดสินให้คืนที่ สปก. หยกๆ ?!?!


หลังจากนั้นปี 2540 พรรคประชาธิปัตย์โดยนายชวน หลีกภัยก็ได้เป็นนายกอีกสมัย เป็นการสร้างประวัติศาสตร์ทางการเมืองเป็นครั้งแรกในเมืองไทย ด้วย การใช้วิธีที่เรียกกันว่า “งูเห่า” ขอให้ท่านทั้งหลายจำคำศัพท์การเมืองคำนี้ให้ดีว่าพรรคที่เป็นต้นกำเนิดให้ เกิดพฤติกรรมแบบนี้คือพรรคประชาธิปัตย์ วิธีที่ว่านี้ก็คือ ไปหลอกล่อเอาสมาชิกพรรคฝ่ายค้านซึ่งคือพรรคประชากรไทยในสมัยนั้นมาโหวตยกมือ ให้ตัวเองเป็นรัฐบาลแม้ว่าพรรคการเมืองนั้นจะไม่มาร่วมเป็นรัฐบาลด้วยก็ตาม! ส่วนจะหลอกล่อมาด้วยวิธีไหน ใช้เงินใช้ทองซื้อมาหรือไม่ ก็ให้ท่านทั้งหลายคิดเอาเอง แต่บอกใบ้ให้ว่า เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์สมัยนั้นคือ สนั่น ขจรประศาสน์ นักการเมืองคนแรกที่ถูกศาลสั่งเว้นวรรคการเมือง 5 ปี เพราะแจ้งบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ! และก็ต้องบันทึกไว้เช่นเดียวกันว่า สส.พรรคประชาธิปัตย์ พรรคที่พร่ำบอกว่าตัวเองบริสุทธิ์ผุดผ่อง เป็นพรรคการเมืองแรกในประเทศไทยที่มี สส. ถูกศาลตัดสินให้เว้นวรรคการเมือง และก็เป็นพรรคประชาธิปัตย์อีกนั่นแหละที่เป็นพรรคการเมืองแรก ที่สมาชิกในพรรคถูกศาลตัดสินว่าทุจริตซื้อเสียงในการเลือกตั้ง นั่นคือ นายบุญมาก ศิริเนาวกุล ผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดราชบุรี เป็นไงครับ พฤติกรรมพรรคนี้ในอดีต!

หลังจากนั้นมาพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่เคยชนะเลือกตั้งและได้เป็นรัฐบาลอีกเลย เพราะมีการเกิดพรรคการเมืองรุ่นใหม่ที่ใช้นโยบายหาเสียงแบบจับต้องได้และ ทำให้เห็นเป็นรูปธรรม นั่นคือพรรคไทยรักไทย โดยการนำของ ทักษิณ ชินวัตร และทีมงาน นี่คือฝันร้ายและเป็นสิ่งที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์เกิดอาการ อาฆาตริษยา จนไม่สนหลักการใดๆอีกต่อไป และไม่สนว่าวิธีการที่ตัวเองนำมาใช้นั้นจะนำพาให้ประเทศย่อยยับฉิบหาย อย่างไร วิธีการ ตอแหล เห็นแก่ตัว เอาแต่ได้ ตลบแตลง ฉ้อฉล ถูกพรรคประชาธิปัตย์งัดออกมาใช้ทุกวิธี เพื่อล้มคู่แข่งทางการเมือง เพื่อให้ตัวเองได้เป็นรัฐบาล เพราะเล็งเห็นแล้วว่าขืนปล่อยให้ ทักษิณ ชินวัตรและพรรคการเมืองของเขาบริหารประเทศต่อไป พรรคประชาธิิปัตย์ก็คงไม่ต่างจากเห็บเห่าที่เกาะหลังหมาไม่มีค่าอะไรในสายตา ประชาชน

ปี พศ. 2548 สนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ซึ่งผิดหวังไม่ได้ผลประโยชน์จากรัฐบาลพรรคไทยรักไทย หลังจากลงทุนลงแรงเชียร์ไปมากมาย ก็เริ่มก่อหวอดปลุกม็อบโดยเอาสถาบันกษัตริย์และข้อหาทุจริตมาอ้างเพื่อล้ม รัฐบาลไทยรักไทยให้ได้ เห็นโอกาสดังนี้ พรรคการเมืองที่ตอแหล หน้าด้าน เอาแต่ได้ อย่างพรรคประชาธิปัตย์เลยฉวยโอกาสนี้ส่งหัวคะแนนและสาวกพรรคเข้าร่วมขบวนการ ทันที เพราะเล็งเห็นแล้วว่าขืนปล่อยให้พรรคไทยรักไทยบริหารประเทศไปตามปกติ ชาตินี้ทั้งชาติพรรคประชาธิปัตย์คงไม่มีทางกลับมาได้เป็นรัฐบาลอีกเป็น แน่แท้ หลักการที่นายชวน หลีกภัยเคยตอแหลสร้างภาพไว้ว่า “เราเชื่อมั่นในระบอบรัฐสภา” เป็นอันถูกพับใส่ลิ้นชักความริษยาไว้ก่อน แล้ววิธีการเลือดเย็นหลอกใช้สนธิ ลิ้มทองกุลและพันธมิตรประชาชนเพื่อความไม่เป็นประชาธิปไตยก็ถูกนำมาใช้ แม้รู้อยู่เต็มอกว่าวิธีการนี้จำนำพาให้ประเทศวุ่นวายไร้หลักการ

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะถึงขนาดลงทุนประกาศให้ในหลวงใช้มาตรา 7 เพื่อล้มรัฐบาลไทยรักไทย ฉายา มาร์ค ม.7 ถูกเรียกขานไปพักใหญ่แม้ว่าเจ้าตัวจะออกมาตอแหลบอกว่าไม่ได้หมายความว่าแบบ นั้นก็ตาม

หลายท่านที่อ่านมาถึงตรงนี้พอจะฟื้นความจำบ้างหรือยังว่าพรรคที่ตอแหล เห็นแก่ตัว เอาแต่ได้ สร้างความเลวทรามต่ำช้าไว้ให้การเมืองไทยอย่างไร เรามาลองไล่กันดู

หลังจากพรรคไทยรักไทยทนเความรำคาญไม่ไหวประกาศยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ ในเดือนเมษายน 2549 ทั้งๆที่พึ่งชนะเลือกตั้งมาเมื่อปลายปี 2548 ด้วยคะแนน 370 กว่าเสียง เป็นพรรคการเมืองแรกในประเทศไทยที่ได้เสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งได้จัดตั้ง รัฐบาลพรรคเดียว ทิ้งพรรคประชาธิปัตย์ที่มีบัญญัติ บรรทัดฐาน เป็นหัวหน้าพรรคในขณะนั้นที่ได้คะแนนไม่ถึง 100 เสียง

ด้วยหวังว่าการให้อำนาจกลับไปสู่มือประชาชน เพื่อให้ประชาชนเลือกตั้งใหม่จะทำให้สถานะการณ์ภายในประเทศดีขึ้น แต่ก็เปล่าเมื่อเจอพรรคตอแหล เห็นแก่ตัว เอาแต่ได้อย่างพรรคประชาธิปัตย์เล่นเกมส์ ด้วยการประกาศไม่ลงเลือกตั้ง โดยหวังว่าการกระทำครั้งนั้นจะทำให้เกิดสูญญากาศทางการเมือง ทำให้ประเทศหยุดชะงักและทำให้พรรคไทยรักไทยไม่มีทางออก และในเวลานั้นพรรคนี้ก็ทำทุกอย่างทุกทาง เพื่อให้การเลือกตั้งไม่ประสบความสำเร็จ ทั้งให้หัวคะแนนสาวกไปขัดขวางการเลือกตั้ง จัดจ้างคนไปสมัครรับเลือกตั้งแล้วป้ายสีว่าพรรคไทยรักไทยทำ จ้างพยานใส่ร้ายป้ายสีเพื่อให้ยุบพรรคไทยรักไทย แต่ทั้งหมดนี้ก็ไม่อาจหยุดยั้งการเลือกตั้งได้ แต่แล้วก็ถึงช่วงสำคัญที่ทำให้ประชาชนทั้งหลายเห็นกันว่า ใครกันที่ให้ท้ายพรรคการเมืองนี้ ใครกันที่อยู่เบื้องหลังพรรคการเมืองนี้

25 เมษายน 2549

ในหลวง เสด็จออกปรึกษาคณะตุลาการศาลปกครองและศาลฏีกา ที่มีประธานศาลปกครองเข้าเฝ้าว่า มีการทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะได้หรือไม่ พร้อมทั้งตรัสประโยคที่ควรเป็นที่จดจำในประวัติศาสตร์ชาติไทยว่า “เลือกตั้งพรรคเดียวไม่เป็นประชาธิปไตย”?!

แล้วหลังจากนั้นไม่นาน ขบวนการเบื้องหลังทั้งหลายที่เคยแอบซ่อนอยู่ก็ดาหน้าออกมาช่วยพรรค ประชาธิปัตย์ ศาลประชุมกันไม่กี่วัน ก็ออกมาประกาศให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ พร้อมควานหาเหตุผลเพื่อให้ดูน่าเชื่อถือ และคณะกรรมการเลือกตั้งชุดนั้นก็ตกเป็นเหยื่อถูกจับขังคุกเพื่อบีบให้ออกจาก กรรมการเลือกตั้ง

ระหว่างที่มีการประกาศให้มีการเลือกตั้งใหม่ในเดือนตุลาคมนั้นนั้น ทั้งองคมนตรีและศาล ผลัดกันบรรเลงเพลงลงมายุ่ง ลงมาจัดการกับการเมืองโดยพร้อมหน้า หวังว่าท่านคงยังจดจำกันได้กับคำพูดของเปรม ติณสูลานนท์ ที่ส่งสัญญาณให้ทหารทำการยึดอำนาจ ด้วยประโยคที่กล่าวว่า “ม้าไม่ต้องฟังจ๊อคกี้” นั่นหมายถึงให้ทหารไม่ต้องฟังนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร แล้วในที่สุดเมื่อเห็นว่าขืนปล่อยให้มีการเลือกตั้งต่อไปพรรคประชาธิปัตย์ ที่พวกตัวเองสนับสนุนอยากให้เป็นรัฐบาล คงไม่สามารถฝ่ากระแสเสียงของประชาชนส่วนใหญ่ที่สนับสนุนพรรคไทยรักไทยไปได้

19 กันยายน 2549

ทหารทำการยึดอำนาจ โดยเหตุผลหลักๆที่อ้างก็คือ การทุจริต บ้านเมืองแตกแยก ถ้าใครยังจำได้ช่วงก่อนหน้านั้นมีการปลุกปั้นวลี “ทหารของพระเจ้าอยู่หัว” ขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความชอบธรรมและบอกกับประชาชนกลายๆว่าไม่ให้ต่อต้านการรัฐประหาร นี้ รวมทั้งนายสุริยะใส กตะศิลาให้สัมภาษณ์หนังสือฉบับหนึ่งด้วยความย่ามใจยามนั้นว่า เปรม ติณสูลานนท์ เป็นหัวหน้ารัฐประหารเอง

หลังรัฐประหาร เราได้รัฐธรรมนูญฉบับอุ้งตีนทหารที่พยายามออกแบบมาเพื่อให้พรรคประชาธิปัตย์ ได้เป็นรัฐบาล มีการแบ่งเขตการเลือกตั้งที่พิสดารเพื่อรวบรวมพื้นที่ที่พรรคประชาธิปัตย์มี ฐานเสียงดี ให้ได้เปรียบคู่แข่ง แต่จนแล้วจนรอด เมื่อมีการเลือกตั้งในปี 2550 พรรคประชาธิปัตย์ที่มีทั้งสถาบันกษัตริย์ องคมนตรี ศาล ทหาร ช่วยกันผลักดันเอาเปรียบคู่แข่งทุกวิธีทาง ก็ไม่สามารถเอาชนะพรรคพลังประชาชนไปได้ นี่ขนาดตุลาการรัฐธรรมนูญที่คณะรัฐประหารแต่งตั้งมาช่วยตัดสินยุบพรรค ไทยรักไทย พร้อมทั้งใช้กฏหมายพิสดารย้อนหลังไปตัดสิทธิ์ทางการเมืองสมาชิกที่มีคุณภาพ ของไทยรักไทยไปหลายคน คนส่วนใหญ่ในประเทศไทยก็ยังไม่ไว้วางใจพรรคประชาธิปัตย์ให้บริหารประเทศ

ลงทุนเอาทุกสถาบันมาเล่นแบบนี้แล้วยังไม่ได้เป็นรัฐบาล ทำไงต่อ ทำไงล่ะครับ ในเมื่อยังไม่ได้เป็นรัฐบาล ก็ทำต่อไปไม่ว่าประเทศจะฉิบหายยังไงก็ตาม

แล้วพันธมิตรก็ก่อหวอดชุมนุม ยึดทำเนียบรัฐบาล และก็เป็นนายกรณ์ จาติกวนิช คนนี้นี่แหละครับที่เข้าไปให้กำลังใจพันธมิตรถึงในทำเนียบรัฐบาล

เป็นนายกรณ์ คนเดียวกับที่เคยโพสในเฟซบุ๊คตัวเองแล้วเล่าว่าเคยขึ้นแท๊กซี่ที่เป็นเสื้อ แดง แล้วเขาบอกกับแท๊กซี่ว่า ความเห็นต่างกันก็ไม่เป็นไรแต่อย่าใช้ความรุนแรง ไม่รู้นายกรณ์ความจำสั้นสมองแยกแยะไม่ออกหรืออย่างไร ถึงไม่ทราบว่าการบุกเข้าไปในทำเนียบเป็นการใช้ความรุนแรงหรือไม่

นี่ยังไม่นับพฤติกรรมเพื่อนรักของนายกรณ์ อย่าง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่เมื่อคราวเป็นฝ่ายค้านประดิษฐ์คำพูดสวยหรูว่าประชาชนหนึ่งหรือแสนคนที่ ออกมาเรียกร้องรัฐบาลต้องฟัง แต่เมื่อคราวมาเป็นรัฐบาลกับสั่งทหารไล่ยิงไล่ฆ่าประชาชนที่ออกมาประท้วง แล้วเมื่อพระราชินีแสดงตนเข้าข้างพันธมิตรฯด้วยการเสด็จไปงานศพน้องโบว์ พรรคประชาธิปัตย์อย่างนายอภิสิทธิ์ ก็ไม่รอช้าที่จะเสนอหน้าไปเลีย ด้วยคิดว่าวิธีการนี้นั่นแหละที่จะทำให้ได้เป็นนายกรัฐมนตรีในเร็ววัน แล้วความฝันของเขาก็เป็นจริง เมื่อศาลรัฐธรรมนูญลรีบอ่านคำพิพากษายุบพรรคพลังประชาชนแบบเร่งด่วนเพื่อจะ รีบให้พันธมิตรที่ยึดสนามบินอยู่เลิกชุมนุม หลังจากนั้นก็มีกระบวนการพานักการเมืองเข้าไปในค่ายทหารเพื่อบังคับให้ยกมือ ให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ส่วนใครจะบังคับให้ยกมือนั้น ขอให้ท่านพิจารณาจากคำพูดของ สส พรรคภูมิใจไทยที่บอกว่า”เราสู้ท่านไม่ได้หรอก” แค่นี้ก็คงพอแล้วกระมังครับ ที่จะยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ คือพรรคการเมืองที่ตอแหล เห็นแก่ตัว เอาแต่ได้

และยิ่งถ้าย้อนไปถึงต้นตอการก่อตั้งพรรคประชาธิปัตย์ ที่ยึดถือเอาวันจักรีเป็นวันตั้งพรรค ซึ่งเป็นพฤติกรรมเอาสถาบันกษัตริย์มาหากินเป็นพวกตั้งแต่วันแรกที่ตั้งพรรค หัวหน้าพรรคคนแรกนายควง อภัยวงศ์ ขึ้นมาเป็นนายกได้เพราะการรัฐประหาร รวมทั้งการใส่ร้ายป้ายสีท่านปรีดี การให้พี่เมีย เสนีย์ และคึกฤทธ์ ปราโมช พระพินิจชนคดีสร้างหลักฐานพยานเท็จ ป้ายสีจนทำให้ ซิต บุศย์ เฉลียว ต้องเป็นแพะถูกประหารชีวิตเพื่อปกปิดฆาตกรตัวจริงกรณีสวรรคต การสมรู้ร่วมคิดกับกษัตริย์สนับสนุนให้เกิดการรัฐประหารเมื่อ ปี 2500 ฯลฯ

http://thaipoliticsgovernment.org/wiki/รัฐประหาร_พ.ศ._2500

เอาเป็นว่าผมขอยอมแพ้ที่จะสาธยายความตอแหล เห็นแก่ตัว เอาแต่ได้ ของพรรคการเมืองพรรคนี้ มันมากมายจนเกินกว่าที่จะบรรยายได้หมด คงไม่มีพรรคการเมืองไหนทำเรื่องชั่วช้าเลวทรามได้เท่าพรรคการเมืองนี้อีก แล้วครับ

โดเฉพาะตลอดเวลาช่วง 5 ปีหลังมานี้ พรรคนี้ใช้วิธีทางฉ้อฉล ใช้และชักชวนทุกสถาบันมาทำลายคู่แข่งทางการเมือง หลอกล่อพันธมิตรและสนธิ ลิ้มทองกุล ให้เป็นบันไดเหยียบหัวส่งให้พรรคตัวเองได้เป็นรัฐบาล และถีบทิ้งเมื่อตัวเองสมหวังอย่างไม่ใยดี พรรคการเมืองนี้พร้อมที่จะเลียและหักหลังทุกคนทุกสถาบันได้ทุกเมื่อเพื่อให้ ตัวเองได้ขึ้นมาเป็นรัฐบาล เพราะรู้ดีว่าลำพังนโยบายความสามารถในการบริหารไม่สามารถทำให้ประชาชนไว้ เนื้อเชื่อใจได้ ดังที่ท่านเห็นแล้วว่าเกือบ 20 ปีที่ประชาชนในประเทศนี้ไม่ไว้วางใจ แต่พรรคการเมืองนี้ก็ไม่สนใจเสียงประชาชนเพราะพวกเขารู้ดีว่าเขามีทางลัด มีสถาบันกษัตริย์ที่เคยสนิทชิดเชื้อกันมาแต่ตั้งพรรค มีศาลคอยช่วยเหลือเกื้อหนุนดังที่พึ่งมีคลิปลับหลุดว่อนออกมา และที่สำคัญมีทหารที่มีอาวุธครบมือที่พรรคนี้คอยเลียและแบ่งผลประโยชน์ เลี้ยงดูให้อิ่มหนำคอยเป็นนักเลงคุมพรรคให้

ที่เล่ามานี้ท่าน คงพอเห็นภาพได้ว่า พรรคนี้มีสันดานอย่างไร สิ่งเหล่านี้ที่ผมสาธยายมา คงเป็นสิ่งที่นายกรณ์ จาติกวนิช หลงลืมหรือแกล้งโง่หรือไม่อยากจดจำ แล้ววันนี้ยังจะมีหน้ามาพูดเรื่องเหล่านี้อย่างหน้าด้านๆอีก

กลอนแปดไม่สุภาพ:ไอ้ยามเหล่แห่งโรงยี่เก

ที่มา Thai E-News

โดย Same Old Unter
ที่มา กระดานสนทนาอินเตอิร์เน็ตฟรีด้อม

ได้มาเกาะชายกระโปรงไอ้เกย์เฒ่า
แลบลิ้นเลียโลมเล้าเอาตำแหน่ง
หัวหน้ายามตามสุดลิ่มคอยทิ่มแทง
เกิดกำแหงว่ากูนี้มีฝีมือ

โถไอ้ยามมึงยังซ่ายืนตาเหล่
ยืนเฝ้าโรงยี่เกเท่นักหรือ?
ก้านสมองเทียบกันชั้นกระบือ
ชาวบ้านด่า มาทำหือ เดี๋ยวห่าลง

แค่ถือปืนยืนยามตามหน้าที่
คิดว่ามีศักดิ์ศรีที่สูงส่ง
ใครเห็นมึงคลุ้มคลั่งยังมึนงง
คิดว่าคงคล้ายคล้ายควายตกมัน

ได้เป็นตัวหัวหน้ายิ่งบ้าหนัก
ยิ่งโง่งมจมปลักว่าเทพปั้น
ได้โปรโมตโคตรซ่าสารพัน
จึ่งนอนฝันคิดเฟื่องยึดเมืองไทย

โถไอ้ยามมึงอยากยึดอำนาจ
มึงมีความสามารถสักแค่ไหน
มึงคงได้แค่ฝันไอ้จัญไร
จงรับรู้กูชาวไพร่ไม่มียอม

ให้มึงรวมกำลังทั้งประเทศ
มาทำการก่อเหตุไอ้เปรตผอม
ลองดูได้ครานี้ไพร่ไม่รอมชอม
กูจะล้อมเร่งระดมให้จมดิน

โถไอ้ยามมึงอยากจะเป็นใหญ่
กูรู้ตับรู้ไตไส้พุงสิ้น
คิดเพียงหวังตั้งหน้ามาหากิน
ทำเล่นลิ้นลวงล่อควายหนอควาย

มึงก็รู้กูไม่โง่โถไอ้เหล่
ทำท่าทางอย่างยี่เกย์เท่ห์ชิบหาย
กูว่าครานี้มึงคงถึงตาย
บทสุดท้ายต้องทำลายโรงยี่เก

อริน:ข้อเสนอ 6 ข้อ สร้างประชาธิปไตยสมบูรณ์

ที่มา Thai E-News


โดย รุ่งโรจน์ 'อริน' วรรณศูทร


ข้อเสนอ 6 ข้อ สร้างประชาธิปไตยสมบูรณ์ (ปรับปรุงครั้งที่ 4)

1. รัฐประชาธิปไตยที่แยกอำนาจอธิปไตย ออกเป็น 3 ส่วนอย่างเด็ดขาด บนหลักตรวจสอบและคานอำนาจ ในระบบ "งูกินหาง" หรืออธิบายแบบภาษารากหญ้า คือ "ข้าไล่เอ็ง เอ็งไล่มัน และมันไล่ข้า" ไม่ใช่แบบ "อำนาจอภิอธิปไตย" อันเรียกขานกันในรอบ 3 ปีมานี้ว่า "ตุลาการวิบัติ" และแทบจะดำรงคงอยู่ในลักษณะ "แตะต้องไม่ได้" ประการสำคัญที่สุด "ผู้แทนปวงชน" ต้องมาจากการเลือกตั้งทั้งสิ้น โดย "สภาผู้แทนราษฎร" เลือกตั้งมาจากเขตการเลือกตั้งตามจำนวนประชากร และ "สภาผู้แทนจังหวัด" เลือกตั้งโดยตรงประกอบด้วยผู้แทนจังหวัดละ 2 คน ทำหน้าที่ "วุฒิสภา" แบบเดิม

2. สิทธิของประชาชนในการเลือกตั้ง ประการแรก "ประมุขฝ่ายบริหาร" หรือ "นายกรัฐมนตรี" โดยตรง และเป็นตำแหน่งที่อยู่บนหลักการที่ว่า ไม่สามารถดำเนินการอย่างอื่นในการถอดถอนได้ เว้นไว้เสียแต่ด้วยกระบวนการอันบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ในทำนองเดียวกับกระบวนการยื่นถอดถอน (impeachment) โดยสภาผู้แทนฯในสหรัฐอเมริกา และให้ "สภาผู้แทนจังหวัด" กับ "ศาลฎีกา" ดำเนินการพิจารณาถอดถอนร่วมกัน และประการที่สอง การเลือกตั้ง "ผู้ว่าราชการจังหวัด" โดยตรง และรับรองใน "สิทธิอัตวินิจฉัยทางประชาชาติ" โดยยึดหลักท้องถิ่นมีความแตกต่างจากส่วนกลาง ทั้งทาง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม

3. การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม (ซึ่งเคยเสนอความคิดเห็นเบื้องต้น - ไม่ใช่ในฐานะนักกฎหมาย - ไว้ในบทความในเว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน ความเห็น 3 ประการเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม http://sameskyboard.com/index.php?showtopic=40257) โดยที่ผมเรียกร้องในประเด็นหลักถึง "ระบบกล่าวหา" ที่พิจารณาจาก "ผู้ต้องหาผิด จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าบริสุทธิ์" ซึ่งเป็นกระบวนการยุติที่แทบไม่พบในอารยะประเทศและเป็นประชาธิปไตย อีกต่อไปแล้ว; ประเด็นถัดมา คือความเป็นไปได้ของการนำ "ระบบลูกขุน" มาใช้ในประเทศไทย เพื่อนำมาใช้พิจารณาคดีที่มีความสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลักการความเสมอภาคและหลักการ เสรีภาพ ด้วยการ "ลงคะแนนเสียง" อย่างเป็น "ประชาธิปไตย"; ประเด็นถัดมา การรับรอง "ประมุขฝ่ายตุลาการ" ที่ผ่าน "รัฐสภา"; และประเด็นสุดท้าย การนำ "ระบบศาลเดี่ยว" มาใช้ ซึ่งประกอบไปด้วย ศาลชั้นต้น ศาลชั้นกลาง คือ "ศาลอุทธรณ์" และศาลสูง คือ "ศาลฎีกา" ทั้งนี้หมายความว่า "ศาลอื่น" ไม่มีอำนาจในการพิพากษาอรรถคดี

4. "องค์กรอิสระทั้งหมด" ต้องออกจากรัฐธรรมนูญ เนื่องจากไม่ได้เป็นอำนาจอธิปไตย ไม่สามารถใช้อำนาจที่เป็นของปวงชนได้ตามเจตนารมณ์ประชาธิปไตย นั่นคือองค์การทางการเมืองการปกครองใด "ต้อง" เกิดขึ้นและดำเนินงานภายใต้การตรวจสอบได้โดยผู้แทนปวงชน

5. โดยอาศัย "พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน" ลงวันที่ 27 มิถุนายน 2475; "รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม" ฉบับวันที่ 10 ธันวาคม 2475 และ "รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย" ฉบับวันที่ 9 พฤษภาคม 2489 นั้น ปรากฏว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ปราศจาก "องคมนตรี" ทั้งนี้บทบัญญัติว่าด้วย "ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์" นั้นบัญญัติไว้ดังนี้

ในพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน (ชั่วคราว)

มาตรา ๕ ถ้ากษัตริย์มีเหตุจำเป็นชั่วคราวที่จะทำหน้าที่ ไม่ได้ หรือไม่อยู่ในพระนคร ให้คณะกรรมการราษฎรเป็นผู้ใช้สิทธิแทน

รัฐธรรมนูญ 2475

มาตรา ๑๐ ในเมื่อพระมหากษัตริย์จะไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร หรือด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งจะทรงบริหารพระราชภาระไม่ได้ จะได้ทรงตั้งบุคคลหนึ่งหรือหลายคนเป็นคณะขึ้นให้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร ถ้าหากพระมหากษัตริย์มิได้ทรงตั้งหรือไม่สามารถจะทรงตั้งได้ไซร้ ท่านให้สภาผู้แทนราษฎรยังมิได้ตั้งผู้ใด ท่านให้คณะรัฐมนตรีกระทำหน้าที่นั้นไปชั่วคราว

ในขณะที่รัฐธรรมนูญ 2489

มาตรา ๑๐ ในเมื่อพระมหากษัตริย์จะไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร หรือด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งจะทรงบริหารพระราชภาระไม่ได้ จะได้ทรงตั้งบุคคลคนหนึ่งหรือหลายคนเป็นคณะขึ้นให้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ด้วยความเห็นชอบของรัฐสภา ถ้าหากพระมหากษัตริย์มิได้ทรงตั้งหรือไม่สามารถจะทรงตั้งได้ ให้รัฐสภาปรึกษากันตั้งขึ้นและในระหว่างที่รัฐสภายังมิได้ตั้งผู้ใด ให้สมาชิกพฤฒสภาผู้มีอายุสูงสุดสามคน ประกอบเป็นคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ขึ้นชั่วคราว

นั่นคือ ในการปกครองระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (แห่งรัฐ) นั้น องค์กรทุกองค์กร รวมทั้งองค์กรที่ปฏิบัติพระราชภาระแทนพระองค์ ล้วนมาจากกระบวนการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยทั้งสิ้น

ทั้งนี้ในส่วน "องคมนตรี" นั้น เป็นพระราชอำนาจในพระองค์ ที่จะทรงแต่งตั้งตามพระราชอัธยาศัย เพื่อเป็นที่ปรึกษาส่วนพระองค์ โดยหาได้มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด เช่นในอดีตที่ประเทศสยามและหรือประเทศไทยในเวลาต่อมา มีรัฐธรรมนูญเป็นหลักในการปกครองประเทศมาแล้วถึง 2 ฉบับ โดยเป็นที่รับรองกันไม่เพียงในเฉพาะแวดวงรัฐศาสตร์ ว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ เป็นประชาธิปไตยเสียยิ่งกว่ารัฐธรรมนูญในสมัยหลัง ซึ่งมักจะมีรากฐาน หรืออิงแนวคิดพื้นฐานมาจาก รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว 2490 ที่เกิดจากการรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 ที่นำโดย พลโทผิน ชุณหะวัน ซึ่งเรียกกันทั่วไปว่า "รัฐธรรมนูญใต้ตุ่ม"

6. การประกาศไว้ใน "บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ" (ไม่ใช่เพียงใน "กฎหมายรัฐธรรมนูญ" ที่อาจถูก "ฉีก" โดยการทำรัฐประหาร) ยืนยันอำนาจอธิปไตยที่ "เป็นของปวงชนชาวไทย" ซึ่งกินความไปถึง "รูปแบบ" และ "กระบวนการ" ทางการเมืองการปกครองทั้งมวลที่มีที่มาอยู่บนหลักการ "เป็นของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน" จึงสมควรให้มีบทบัญญัติที่อยู่เหนือ "กฎหมายรัฐธรรมนูญ" ให้ประชาชน "มีสิทธิเสรีภาพเต็มสมบูรณ์ ในอันที่จะลุกขึ้นต่อต้าน คัดค้านและตอบโต้ ทุกความพยายามในอันที่จะทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตย" ทั้งนี้มีบทบัญญัติเป็นลายลักษณ์อักษรที่เป็นการประกาศเจตนารมณ์ประชาธิปไตย ให้การเปลี่ยนแปลงอำนาจอธิปไตยที่ไม่เป็นไปตามวิถีทางประชาธิปไตย เป็นความผิดซึ่งประชาชนทุกคนสามารถกล่าวโทษและต่อต้านคัดค้านได้; นอกจากนี้ โดยหลักการประชาธิปไตยสมบูรณ์ ให้มีการรณรงค์ทั้งในและนอกสภา ในอันที่จะกำจัดอย่างสิ้นเชิง ซึ่ง "คำสั่งทั้งหลายโดยการรัฐประหารซึ่งไม่ชอบด้วยหลักการประชาธิปไตย" ซึ่งได้แก่ "ประกาศคณะปฏิวัติ" และ/หรือ คำสั่งหรือประกาศอื่นใดในทำนองเดียวกัน

ถึงตรงนี้ เราควรต้องย้ำกับทุกคนทุกฝ่าย ซึ่งส่วนใหญ่นั้นรู้ดีอยู่แล้วว่า เลือกกี่ครั้งกี่ครั้งก็คนที่เอื้อประโยชน์รูปธรรมให้แก่ประชาชน ย่อมได้รับความสนับสนุนจากประชาชนผ่านการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยอย่างแน่นอน

คำถามคือ แล้ว "เรา" ประชาชนผู้ยืนอยู่ฝ่ายประชาธิปไตย กับบุคลากรทางการเมืองในระบบ จะทำอย่างไร - เพื่อที่จะไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำซากอย่างเช่น... การรัฐประหารเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 โดย คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) …หรือ การ รัฐประหารโดยคณะปฏิรูปการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) เมื่อวันอังคารที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549

หลักประกันที่ว่านี้ มีเงื่อนไขที่ถึงพร้อม 2 ประการด้วยกัน คือ

1. การบัญญัติเป็นกฎหมายสูงสุด ที่ไม่อาจทำลายได้ และกฎหมายนั้นมีลักษะเป็น "สัญญาประชาคม" นั่นคือ "รัฐธรรมนูญประชาชน ที่เป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์"

2. สำนึกประชาธิปไตยในหมู่ประชาชน ที่ก่อรูปและพัฒนาทั้งในด้านกว้างและระดับลึก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเข้าใจลึกซึ้งและยึดกุม ความหมายของวลีที่ว่า "เป็นของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน"...

นั่นหมายความว่า... ถ้าเพียงแต่ได้อำนาจรัฐมาโดยผ่านการเลือกตั้งจากประชาชนในระบอบประชาธิปไตย แต่ไม่สามารถมีหลักประกันที่จะพิทักษ์อำนาจการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้นเอาไว้ได้ ก็ป่วยการที่จะยืนยันถึงสิ่งที่เรียกกันว่า "ประชาธิปไตยกินได้"

พูดอย่างถึงที่สุด สำหรับ พ.ศ. นี้ คงไม่ใช่เรื่องยากเย็นแสนเข็ญอีกต่อไป ที่จะทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนในประเด็นอันเป็นหัวใจของ "การเมืองการปกครอง"

คำถามมีประการเดียว - ก็พวกเราที่ตระหนักรู้ในเหตุและปัจจัยของอุปสรรคในการสร้างประชาธิปไตยนั้น เอง - มีความเข้าใจและยึดกุมความสำคัญของ "อำนาจรัฐ" แค่ไหนมากกว่า

ด้วยภราดรภาพ
รุ่งโรจน์ 'อริน' วรรณศูทร
22 เมษายน 2554

*******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:ข้อเสนอในการหาเสียงเลือกตั้ง : สร้างประชาธิปไตย เรียกร้องความเป็นธรรม โค่นล้มระบอบเผด็จการอำมาตย์ ด้วยการยกเลิกคณะองคมนตรีและให้สัตยาบันต่อศาลโลก

"บิ๊กจิ๋ว" หลังพิงวัง หนังหน้าไฟ

ที่มา มติชน





ชื่อ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ "ลาออก" มาแล้วจากทุกตำแหน่ง

ทั้ง ผบ.สส. ผบ.ทบ. นายกรัฐมนตรี

ส.ว.-ส.ส. รองนายกฯ รมว. กลาโหม รมว.มหาดไทย หัวหน‰าพรรคความหวังใหมˆ และประธานพรรคเพื่อไทย

ครั้งล่าสุดแม้เขาจะยังไม่ปรากฏตัว แต่ปรากฏ "ลายเซ็น" ในจดหมาย "ลาออก" ด้วยเหตุผล "ความจงรักภักดี"

บิ๊กจิ๋ว-คนเคยอยู่ในวังบูรพาภิรมย์ของสมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศา ภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ในฐานะหลานของ "ป้า" ผู้ซึ่ง เป็น "หม่อมห้าม" คนสุดท้ายขององค์เจ้าของวัง

"หม่อมเล็ก ภาณุพันธุ์" ผู้ปลูกฝังแนวคิด "สถาบัน" ให้ "บิ๊กจิ๋ว" นั้น เป็นบุตรสาวของ นายทองดำ ยงใจยุทธ ข้าหลวงในรัชกาลที่ 5 เป็นตระกูลชาวสวนแถบตำบลศาลายา จังหวัดนครปฐม มีพี่สาวคนโตชื่อ แจ่ม ยงใจยุทธ และมีน้องชายชื่อ ร้อยเอกชั้น ยงใจยุทธ ผู้เป็นบิดาของ "บิ๊กจิ๋ว"

กล่าวกันในวังบูรพาภิรมย์ว่า ป้าของ "บิ๊กจิ๋ว" ถึงแก่กรรม สมเด็จเจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ทรงโทมนัสเป็นอย่างมาก จนถึงกับทรงขังพระองค์เองอยู่ ในวังบูรพาภิรมย์เพียงพระองค์เดียวถึง 7 วัน 7 คืน

เมื่อทั้งองคาพยพของ "ทักษิณและพวก" ดิ้นรนให้พ้นข้อครหา "ไม่จงรักภักดี"

จึงแต่งตั้ง "บิ๊กจิ๋ว" หลานของ "หม่อมห้าม" เป็นที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย ก็เพื่อตอบโจทย์-แก้ข้อหา "ไม่จงรักภักดี"

จากนั้น "ข่าวปล่อย" ออกจากปาก "บิ๊กจิ๋ว" ว่า จะมีหม่อมเจ้ารุ่นสุดท้าย ที่ชื่อ พล.ต.หม่อมเจ้าจุลเจิม ยุคล เข้าร่วมงานการเมืองในพรรคเพื่อไทย

แต่ราชนิกูล "ม.จ.จุลเจิม" เปิดเผยต่อสาธารณะว่า ไม่เคยคุยเรื่องการเมืองกับ พล.อ.ชวลิต

ข้อครหาอันศักดิ์สิทธิ์ ยิ่งพยายามแก้ คล้ายยิ่งพยายามมัด เมื่อเวที เสื้อแดง นปช. 10 เม.ย. 54 ปราศรัยพาดพิง "สถาบัน"

เป็นคำปราศรัย-ที่ไม่มีใครกล้าเผยแพร่ กระเทือนไปถึงข้าราชบริพารราชสำนัก

ทุกเสียง-ทุกสัญญาณยังทำให้บริวารพรรคเพื่อไทยจมอยู่ในพงศาวดารกระซิบ ที่ถูกส่งต่อมาจากชนชั้นสูงถึงหูของทหาร ผ่านการตีความของนักการเมือง และการสร้าง "ข่าวลือ"

"บิ๊กจิ๋ว" จึงปฏิบัติบูชา ด้วยการ "ลาออก" ที่เป็นปริศนา-มืดดำ

ความคลุมเครือของ "บิ๊กจิ๋ว" ทำให้ถูกเข้าใจไปว่าเขากำลังเอาหลังพิงวัง ในวันที่เพื่อไทยใช้เขาเป็น "หนังหน้าไฟ"

................

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ คลิกอ่านข่าวหมวดอื่นๆเพิ่มเติม

ปชป.-เพื่อไทย ผลัดกันรุก-รับ

ที่มา ข่าวสด



สถานการณ์ตะลุมบอนทางการเมืองระหว่าง 2 ค่ายใหญ่พรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทย

อยู่ในช่วงพลิกไปพลิกมา ผลัดกันรุกผลัดกันรับ

จนคาดเดาได้ยากว่าผลลัพธ์การเลือกตั้งฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายชนะ เนื่องจากแต่ละฝ่ายต่างรู้จุดแข็งและจุดอ่อนของกันและกันอย่างดี

ก่อนโดนเล่นงานข้อหา"หมิ่นสถาบัน" จากการสำรวจโพลหลายสำนักยกให้พรรคเพื่อไทยเป็นเต็ง 1

ประเมินว่าจะกวาดส.ส.เข้าสภาได้ถึง 263-267 ที่นั่ง โดยเฉพาะพื้นที่ภาคอีสานพบว่ากระแสของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และกระแสคนเสื้อแดงยังมาแรง

ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ต้องคิดหาทางแก้เกมอย่างเร่งด่วน เพื่อดึงกระแสไม่ให้ตกเป็นรองไปมากกว่านี้

เนื่องจากนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยืนยันปฏิทินเดิมว่า จะยุบสภาช่วงต้นเดือนพ.ค. นั่นหมายความว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้นปลายเดือนมิ.ย. หรืออย่างช้าต้นเดือนก.ค.

เดือนส.ค.จะได้เห็นโฉมหน้ารัฐบาลใหม่

ขณะเดียวกันบรรดาพรรคขนาดกลางก็มีความเคลื่อนไหวกันอย่างคึกคัก

ไม่ว่าการจับมือกันระหว่างนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ กับกลุ่ม 3 พี ภายใต้ชื่อพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน นอกจากฐานเสียงส.ส.เดิมแล้ว ยังดึงนักร้อง-นักกีฬาระดับชาติมาร่วมงานกับพรรคหลายคน

ด้านพรรคชาติไทยพัฒนาของนายบรรหาร ศิลปอาชา ล่าสุดเปิดตัวกลุ่มนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เข้ามาร่วมงานกับพรรคเป็นที่เรียบร้อย ตั้งเป้าส.ส.ไว้ 30-40 ที่นั่ง เพื่อดำรงฐานะตัวแปรสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งหน้า

ขณะที่พรรคภูมิใจไทยยืนกรานนโยบายปกป้องสถาบัน เชื่อว่าตนเองเดินมาถูกทางแล้ว ประเมินว่าน่าจะได้รับเลือกตั้งเข้ามา 63-68 ที่นั่ง แม้จะค้านสายตานักวิเคราะห์หลายคนก็ตาม

ยังมีพรรครักษ์สันติของร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ ถึงจะเป็นพรรคขนาดเล็กแต่น่าจะเข้ามาแบ่งแต้มจากพรรคประชาธิปัตย์ในสนามกทม. และหัวเมืองใหญ่ๆ ได้

บรรยากาศความเคลื่อนไหวเหล่านี้ ดูเผินๆ เหมือนทุกพรรคพร้อมเดินหน้าเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง แต่อีกด้านหนึ่งที่ลึกลงไปหลายคนยังรู้สึกถึงสัญญาณแปลกแปร่ง

โดยเฉพาะสัญญาณที่ส่งตรงออกมาจากกองทัพ



ตามรูปการณ์ในปัจจุบันต้องยอมรับว่า"ไพ่ใบสำคัญ"ที่รัฐบาลและกองทัพทิ้งลงมาเพื่อเล่นงานคนเสื้อแดง สร้างความสั่นสะเทือนให้กับพรรคเพื่อไทยไม่น้อย

ไม่ว่าจะเป็นพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ที่ยื่นใบลาออกจากพรรค การชะงักเท้าของนายเสนาะ เทียนทอง รวมถึงการทยอยลาออกของกรรมการบริหารพรรค ไม่เว้นแม้แต่เลขาธิการพรรค

ผสมผสานกับข่าวปล่อยทำนองว่ายังมีส.ส.อีกกว่า 20 คน พร้อมลาออกตามพล.อ.ชวลิต ที่เตรียมจับมือกับนายเสนาะ ตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาใหม่

ยิ่งทำให้ภาพของพรรคเพื่อไทยดูโกลาหลสมาชิกต่างแย่งชิงกันหนีตายจากการถูกยุบพรรคและตัดสิทธิ์ทางการเมืองด้วยข้อหาฉกาจฉกรรจ์

เสื้อแดงเป็นคนก่อ แต่พรรคต้องรับกรรม

อย่างไรก็ตามถึงแม้มุมหนึ่งดูเหมือนไพ่ที่ทิ้งลงมาตัดกระแสฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลจะได้ผล

โดยเฉพาะปฏิกิริยาจากเหล่าขุนทหาร นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ออกมาเปิดหน้าชนกับแกนนำเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทยแบบเต็มเหนี่ยว

แต่อีกมุมหนึ่งก็เสี่ยงต่อการเกิดกระแสตีกลับ

การระดมพล"ตบเท้า"ของทหารกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ ตามด้วยกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ที่บังเอิญไปตรงกับวันที่เกิดปรากฏการณ์"ทีวีจอดำ"

แค่ไม่กี่นาทีกระแสข่าวลือทหารปฏิวัติก็ลุกลามรวดเร็วเหมือนไฟลามทุ่ง

ถึงจะเคลียร์ว่าเป็นแค่เหตุสัญญาณดาวเทียมขัดข้องธรรมดา

แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงความหวาดระแวงของประชาชนที่มีต่อกองทัพว่า อาจจะไม่ได้ต้องการสนับสนุนหลักการประชาธิปไตยอย่างที่พูด

สอดรับกับข่าวที่ปูพื้นกันมาก่อนล่วงหน้าว่า "มือที่มองไม่เห็น" ซึ่งมีอิทธิพลเหนือรัฐบาลและกองทัพ

ไม่ต้องการให้มีการเลือกตั้ง



การกลับมามีบทบาทของกองทัพครั้งนี้ นักวิชาการมองว่าน่าจะเป็นผลเสียมากกว่าเป็นผลดีต่อบ้านเมือง

การตบเท้าและการฟ้องร้องนปช.ว่าหมิ่นสถาบัน ในช่วงใกล้ยุบสภาและมีการเลือกตั้งใหม่ ถูกตีความว่าทหารมีเจตนาต้องการดิสเครดิตพรรคเพื่อไทยมากกว่าอย่างอื่น

ทำให้ไพ่ใบสำคัญที่ทิ้งลงมากลายเป็นดาบสองคม ย้อนกลับไปบาดกองทัพจนเหวอะหวะเสียเอง

ขณะเดียวกันสังคมเริ่มเอะใจเช่นกันว่า การออกมาปั่นกระแสดังกล่าวจนเป็นข่าวใหญ่ติดต่อกันหลายวัน

เพราะรัฐบาลต้องการกลบเกลื่อนความล้มเหลวของตนเอง ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจระดับปากท้องชาวบ้าน อันเนื่องมาจากราคาหมู ไก่ ไข่ สินค้าพื้นฐานภายในครัวเรือน ต่าง"ตบเท้า"ขึ้นราคาหรือไม่

ขนาดนายกฯอภิสิทธิ์ พยายามทำตัวติดดินกินข้าวไข่เจียว ก็ยังมีเสียงแซวว่านายกฯกินของแพง เป็นตลกร้ายที่รัฐบาลหัวเราะไม่ออก

นอกจากนี้มาตรการลดการเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล เพื่อตรึงราคาไว้ไม่ให้เกินลิตรละ 30 บาท

ยังถูกสับแหลกว่าเป็นการแก้ปัญหาไม่ถูกจุด มุ่งหาเสียงระยะสั้นในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

แต่ในระยะยาวจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้กว่า 4 หมื่นล้านบาท กระทบต่องบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลในอนาคตแน่นอน

รวมถึงปัญหาเงินช่วยเหลือน้ำท่วมภาคใต้ ตั้งแต่งวดปลายปี 2553 ชาวบ้านหลายจังหวัดยังไม่ได้รับค่าชดเชยตามที่รัฐบาลรับปากจะจ่ายให้รายละ 5,000 บาท

ขยะใต้พรม-บนพรมเริ่มปลิวฟุ้งกระจายไปทั่ว

ดังนั้น การที่แกนนำคนเสื้อแดงประกาศเลิกตอบโต้ทางวาทกรรมเกี่ยวกับสถาบัน โดยปล่อยให้เป็นเรื่องที่ต้องว่ากันไปตามกระบวนการทางศาล

ส่วนการเลือกตั้งจะต่อสู้กันด้วยเรื่องของนโยบายของพรรคล้วนๆ

ถือเป็นเรื่องถูกต้องเหมาะสมแล้ว

สำหรับผลออกมาอย่างไรประชาชนจะเป็นผู้ตัดสิน และทุกฝ่ายต้องยอมรับเพื่อให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไปได้

Saturday, April 23, 2011

พ.ต.ท.ทักษิณแนะนโยบายแก้ความยากจน

ที่มา Voice TV









พ.ต.ท.ทักษิณ วิดีโอลิงค์ ร่วมงานเปิดนโยบายเพื่อไทย เน้นแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากความยากจน และความเลื่อมล้ำทางสังคม โดยได้ร่วมหารือกับ นายโอฬาร ไชยประวัติ , นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ , นายจาตุรนต์ ฉายแสง , นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช

โดยพ.ต.ท.ทักษิณ ได้ย้ำว่าสิ่งที่นำเสนอเป็นเพียงนโยบายที่แนะนำปฏิบัติ ไม่ได้บังคับให้ทำ ขึ้นอยู่ความความเห็นของทางพรรค

โดยนโยบายที่สร้างดำเนินการได้ทั่วประเทศได้แก่ เมกะโปรเจค กันน้ำท่วม-วางผังเมืองให้ทันสมัย-สร้างศูนย์อุตสาหกรรมเป็นมิตกับสิ่งแวดล้อม-สร้างเขื่อนกักเก็บน้ำแก้ภัยแล้ง-แก้ปัญหายาเสพติดใน 1 ปี-แก้ปัญหาความยากจนใน 4 ปี

สำหรับนโยบายภาคใต้ก็ได้แก่ การสร้างสะพานเชื่อมอ่าวไทย-อันดามันเพื่อพัฒนาระบบเศรษฐกิจภาคใต้

พร้อมเปิดตัวส.ส.พรรคเพื่อไทยก่อนปิดงาน

พอได้แล้ว

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน
มันฯ มือเสือ



แค่สัญญาณดาวเทียมขัดข้อง ทีวีดูไม่ได้ คนก็แตกตื่นตกใจกันทั้งเมือง

นึกว่าทหารคิดสั้นออกมาทำปฏิวัติอีกรอบ

สะท้อนว่าอารมณ์บ้านเมืองขณะนี้อ่อนไหวต่อข่าวที่มีออกมาเป็นระยะว่า จะไม่มีการเลือกตั้งเพราะทหารจะหาเหตุล้มกระดานเสียก่อน

อย่างไรก็ตาม หากดาวเทียมขัดข้องในยามบ้านเมืองปกติก็คงไม่เกิดข่าวลือทำนองนี้

แต่นี่บังเอิญดาวเทียมเจ้ากรรมดันเดี้ยงในวันเดียวกับที่ทหาร "บูรพาพยัคฆ์" ตบเท้าพึ่บพั่บ

ทั้งกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ค่ายพรหมโยธี จ.ปราจีนบุรี และกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ค่ายนวมินทราชินี จ.ชลบุรี โดยมีคิวกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ นำร่องไปก่อนหน้า

เมื่อสัญญาณดาวเทียมขัดข้อง ผสมกับสัญญาณกองทัพที่แปลกแปร่ง

เรื่องก็เลยโกโซบิ๊กอย่างที่เห็น

บรรดาแม่ทัพนายกองให้เหตุผลในการนำผู้ใต้บังคับบัญชาออกมาตบเท้า "โชว์พาว" ครั้งนี้

เพื่อต้องการแสดงจุดยืนของทหารในการปกป้องสถาบัน และพร้อมหนุนหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ทุกรูปแบบ

ซึ่งหลายคนมองว่าทหารทำเช่นนี้ออกจะโอเวอร์ไปหน่อย

เพราะตั้งแต่วันที่พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ปรามกลุ่มคนที่พูดจาหมิ่นเหม่ต่อสถาบัน และสั่งให้ นายทหารพระธรรมนูญเข้าแจ้งความเอาผิดกลุ่มคนดังกล่าว

เรื่องก็น่าจะจบไปได้แล้ว

ถึงต่อมาจะถูกอีกฝ่ายแจ้งความกลับ แต่นั่นเป็นเรื่องต้องไปต่อสู้แก้ต่างกันตามกระบวนการทางศาล

ขนาดตัวพล.อ.ประยุทธ์ เองยังบอกว่าได้ทำหน้าที่ของตนเองอย่างถึงที่สุดแล้วในการปกป้องสถาบัน จากนี้ไปก็เป็นเรื่องของศาลจะพิจารณา

เมื่อผบ.ทบ.ดำเนินการแล้วก็ต้องจบ

ขณะเดียวกันฝ่ายแกนนำเสื้อแดงก็ยืนยันเช่นกันว่าจากนี้จะไม่ขอตอบโต้วาทกรรมไปมาเกี่ยวกับสถาบันอีกต่อไป

เมื่อเรื่องทำท่าจะยุติกันในกรอบกฎหมาย ก็ไม่ควรต่อความยาวสาวความยืดกันอีก

การตบเท้าควรพอได้แล้ว หน่วยไหนทำไปแล้วก็แล้วไป หน่วยไหนคิดจะทำตามก็ให้ระงับไว้ก่อน

ทหารต้องไม่ลืมว่าภาพพจน์ของกองทัพนั้น เสียหายมาตั้งแต่เหตุการณ์ 19 กันยา 49 และเหตุการณ์ 19 พฤษภา 53 ยังไม่ทันฟื้นฟูดี

ห่วงว่าเดี๋ยวจะยิ่งตกต่ำลงไปอีก