WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, April 25, 2011

Clip งานเสวนาปากคำแห่งอิสรภาพ เมื่อคุกไม่อาจกักขังวิญญาณการต่อสู้ 24-04-54

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

seiko


งานเสวนาปากคำแห่งอิสรภาพ เมื่อคุกไม่อาจกักขังวิญญาณการต่อสู้


ภาพ : http://www.mediafire.com/?bone68u91c4fcbo

เสียง : http://www.mediafire.com/?n3zw36ilhhp1qsp




http://www.internetfreedom.us/thread-22008.html

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล แถลงกรณีถูกคุกคามจากการอภิปรายเรื่องสถาบันกษัตริย์

ที่มา ประชาไท

24 เม.ย. 2554 สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) แถลงข่าวถึงผลกระทบต่อเสรีภาพทางวิชาการ: กรณีการอภิปรายเรื่อง สถาบันกษัตริย์-รัฐธรรมนูญ-ประชาธิปไตย ซึ่งเขาได้อภิปรายเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2553

ก่อนเริ่มการเสวนา ประชาชนผู้เข้าร่วมการแถลงข่าว มอบดอกกุหลาบสีแดงให้กำลังใจนายสมศักดิ์ โดยนายสมศักดิ์ ปรากฏตัวด้วยผมที่ย้อมเป็นสีดำ

นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ หนึ่งในกลุ่มนิติราษฎร์ กล่าวถึงที่มาของการจัดอภิปรายเรื่องสถาบันกษัตริย์กับรัฐธรรมนูญปีที่แล้วซึ่งเป็นที่มาของการแถลงข่าววันนี้ว่า เป็นเรื่องที่กลุ่มนิติราษฎร์ทำขึ้น โดยกลุ่มฯ มีความมุ่งหมายที่จะแสดงทัศนะทางกฎหมายในประเด็นที่เป็นสาธารณะ โดยเริ่มจากเรื่องตุลาการ มโนธรรมสำนึก, สถาบันกษัตริย์ รัฐธรรมนูญ ถัดจากนั้นคือ กองทัพกับประชาธิปไตย และล่าสุดคือกฎหมายว่าด้วยหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ โดยเป็นการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องและตั้งใจจะทำต่อไปอีก

หลังจากจัดงานในวันที่ 10 ธ.ค.53 ก็เกิดผลพวง โดยบุคคลกลุ่มหนึ่งร้องเรียนไปยังมหาวิทยาลัยให้ดำเนินการกับกลุ่มอาจารย์ที่จัดงาน และอาจารย์สมศักดิ์ และมีคนต้องการให้ดำเนินการทางวินัยกับสมศักดิ์ด้วย แต่ประเด็นเหล่านี้เราเห็นว่ายังไม่มีน้ำหนักมากเพียงพอ และเห็นว่ากลุ่มฯ ทำกิจกรรมทั้งหมดด้วยความสุจริตใจ

ในตอนท้ายของการอภิปรายวันนั้น ผมได้บอกแล้วว่าไม่มีใครบอกให้เปลี่ยนรูปการปกครองเป็นสาธารณรัฐ การเสนอวันนั้นอยู่ในกรอบประชาธิปไตย ราชอาณาจักร อยู่ในกรอบกฎหมาย เมื่อเกิดสภาพแบบนี้ เราจึงต้องคิดว่าแล้วเราจะเดินต่อไปข้างหน้า ถ้าเกิดเหตุการณ์นี้แล้วทุกคนเงียบหมด กิจกรรมแบบนี้จะเกิดขึ้นอีกไม่ได้

กลุ่มนิติราษฎร์เห็นว่าเป็นภาระหน้าที่ทางวิชาการที่ต้องทำเรื่องเหล่านี้เพื่อให้เรื่องเหล่านี้เป็นประเด็นสาธารณะ อภิปรายกันได้อย่างเปิดเผยในที่สาธารณะไม่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ อภิปรายกัน สิ่งที่เกิดขึ้นถ้าเราไม่ทำอะไรเลย ยังคงนิ่งเฉย ที่สุดแล้ว พื้นที่น้อยนิดที่มีในสังคมไทยก็จะหดหายไป

“หลายคนอาจจะแปลกใจว่าคนที่ถูกดำเนินคดี 112 มีหลายคน ทำไมไม่ออกมาแถลงข่าวแบบวันนี้ ผมเรียนว่าการอภิปรายทั้งหมดทางวิชาการที่เราทำมาแล้ว และจะทำต่อไปนี่คือการช่วยเหลือบุคคลทั้งหลายทั้งปวงที่ถูกดำเนินคดีเหล่านี้อยู่ เราเรียกร้องให้เกิดการดำเนินกระบวนการตามกฎหมายอย่างเป็นธรรม แต่กรณีอาจารย์สมศักดิ์ เป็นพื้นที่ทางวิชาการ เนื้อหาทางวิชาการทำอย่างเปิดเผย เปิดโอกาสให้โต้แย้งกันด้วยเหตุด้วยผล แล้วยังเกิดสิ่งที่เล่าให้ฟังไป ปัญหาคือเราไม่สามารถขยับเขยื้อนต่อไปได้อีก สังคมไทยจะตกอยู่ในภาวะเงียบงัน ไม่มีใครกล้าพูดในประเด็นเหล่านี้ซึ่งทุกคนมีความชอบธรรมที่จะพูดได้” นายวรเจตน์กล่าว

“เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเฉพาะตัวของอาจารย์สมศักดิ์ แล้วปล่อยให้ไปเผชิญปัญหาไปโดยลำพัง นิติราษฎร์ในฐานะผู้จัดงานต้องร่วมรับผิดชอบ และเรายืนยันว่าเราทำในกรอบของกฎหมาย สิ่งที่เราทำในวันนี้เป็นการยืนยันความบริสุทธิ์ใจของเราทั้งหมด และการกระทำทางวิชาการของเราเป็นเรื่องที่จะมาข่มขู่กันไม่ได้

"การแถลงข่าววันนี้ไม่ได้มีเฉพาะนิติราษฎร์เท่านั้น เราไม่ได้มีกำลังทรัพย์สิน ไม่ได้มีอาวุธ เรามีเพียงกำลังสติปัญญาตอบแทนกับสังคม การที่บุคคลที่ไม่มีอะไรเลยอย่างพวกเรา ถูกกระทำในลักษณะที่ล่วงละเมิดต่อสิทธิเสรีภาพอย่างนี้ เราต้องทำเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ท่านทั้งหลายด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องฉุกละหุกเมื่อวานนี้ และเราได้รับกำลังใจจากนักวิชาการหลายท่านที่มาร่วมกับเราในวันนี้ กลุ่มสันติประชาธรรม ที่ให้การสนับสนุนอย่างดี นักวิชาการอื่นๆ และอีกหลายท่านที่ไม่สามารถมาได้ ทางมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนก็กำลังจะแถลงท่าทีเหมือนกัน” นายวรเจตน์กล่าวและว่ายังอุ่นใจว่าวันนี้เพื่อนนักวิชาการอื่นๆ ยังร่วมกับกลุ่มฯ ที่จะเดินต่อไปบนหนทางวิชาการที่จะทำให้ประเด็นเหล่านี้เป็นประเด็นสาธารณะ

“ไม่ว่าเราจะมีแรงกดดันแรงเสียดทานอย่างไรเราจะพยายามทำต่อไปอีก” นายวรเจตน์กล่าวในที่สุด

นายสมศักดิ์ ซึ่งปรากฏตัวในภาพลักษณ์ใหม่ เรียกเสียงปรบมือจากผู้ฟัง เนื่องจากเขาย้อมผมเป็นสีดำ กล่าวว่า บรรยากาศทางการเมืองช่วงที่ผ่านมาชวนให้อึมครึมและเซ็ง ทั้งแม่ทั้งภรรยายุให้ย้อมผมหลายปี ที่ผ่านมาเลยลองย้อมดู แต่พอย้อมแล้วรู้สึกว่าหล่อสู้ของเก่าไม่ได้

เขากล่าวขอบคุณ กลุ่มนิติราษฎร์และนักวิชาการรวมถึงผู้ให้การสนับสนุนและให้กำลังใจแม้ที่ผ่านมาจะมีการถกเถียง ทะเลาะเบาะแว้งกัน ซึ่งเขารู้สึกขอบคุณอย่างจริงใจที่ให้การสนับสนุนช่วยเหลือ จากนั้นจึงกล่าวแถลงดังนี้

ผมรู้สึกว่าถ้าเป็นอะไรไปหลังจากนี้ก็รู้สึกคุ้มกับชีวิต

ตลอดระยะเวลากว่าสิบปีที่ผ่านมาผมได้เขียนบทความทางวิชาการและข้อเขียนอื่นๆ และพูดอภิปรายเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ โดยที่ไม่เคยเสนอให้ล้มเจ้าหรือล้มเลิกสถาบันกษัตริย์สิ่งที่ผมพูดอยู่ในกรอบของการมีสถาบันกษัตริย์ทั้งสิ้น ขณะเดียวกันผมก็ไม่ปิดบังความคิดที่ว่า สถาบันฯ ต้องปรับปรุง ซึ่งไม่ผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ และอาญา ผมจึงเขียนโดยใช้ชื่อจริงและเปิดเผยโดยตลอด เมื่อปีกลาย 2553 ได้รวบรวมข้อเสนอ 8 ข้อ สว. คำนูณ (สิทธิสมาน) ยังเอาไปเผยแพร่มาแล้ว

อย่างไรก็ตาม หากเจ้าหน้าที่รัฐเห็นว่าเป็นความผิด ผมก็ยินดีจะชี้แจงและไม่เคยคิดหลบเลี่ยง แต่ระยะสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ของรัฐได้สร้างบรรยากาศความเครียดกดดัน มีการให้สัมภาษณ์พาดพิง เช่น นักวิชาการโรคจิตที่จ้องทำลายสถาบัน หลังจากนั้น การออกมาให้สัมภาษณ์และการตบเท้าของทหาร แม้ไม่เกี่ยวข้องหรือพาดพิงถึงผม ก็ได้สร้างความหวาดกลัวกับสังคมไทย

“เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาบุคคลระดับนำของรัฐบาล แจ้งให้ผมทราบว่าทหารได้กดดันให้ดำเนินการกับผมเป็นการเฉพาะ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในเวลาไม่กี่วันที่ผ่านมา ได้เกิดปรากฏการณ์แปลกๆ เกิดขึ้นกับผมโดยตรง เช่น ชายสองคนขี่มอเตอร์ไซค์เข้าไปเวียนในหมู่บ้านผม โดยบอกกับยามว่า มารับอาจารย์ มีโทรศัพท์ไปที่บ้านผม ว่ามีกำลังเจ้าหน้าที่หลายสิบนายติดตามอย่างใกล้ชิด ผมขอยืนยันว่าผมทำการวิพากษ์วิจารณ์ภายใต้กรอบกฎหมายเสมอมา

“ภายใต้บรรยากาศแปลกๆ ผมต้องชี้แจงต่อสื่อมวลชนและสาธารณชน สิ่งที่ผมทำเป็นสิทธิที่ชอบธรรม ตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล และตามกฎหมายของไทยเองก็ตาม และหากจะดำเนินการกับผมก็ควรดำเนินการไปตามแนวทางกฎหมายปกติ หยุดสร้างบรรยากาศหวาดกลัวที่เอื้อกับอำนาจนอกระบบไม่ว่ากับผมหรือผู้ต้องหาอื่นๆ การออกมาแสดงพลังของทหารในหลายวันที่ผ่านมาไม่ใช่ครรลองของกฎหมาย ผมขอย้ำว่าผมมีความบริสุทธิ์ใจและเปิดเผยในสิ่งที่ผมทำมาโดยตลอด หากเจ้าหน้าที่เห็นว่าผมมีปัญหาก็สามารถขอพบเพื่อชี้แจง และหากมีการตั้งข้อหาดำเนินคดีผมก็พร้อมจะสู้คดีตามครรลองของกฎหมาย

นายสมศักดิ์กล่าวว่าเรื่องที่ผ่านมาไม่ได้กระทบกันตนเองมากเท่ากับภรรยา

“หลังจากนั้นมีข่าวกระซิบเขียนด่า แต่สัปดาห์ที่ผ่านมามีการพูดชัดเจน มีตัวตนชัดเจน เช่น คุณประยุทธ (จันทร์โอชา) มีโทรศัพท์ไปถึงบ้าน ภรรยาก็ตกใจ เพื่อนฝูงก็บอกให้ผมเผ่นไป ผมก็คิดอยู่ บางคนก็กลัวว่าผมจะโดนดักตีหัว ในที่สุดผมก็คิดว่าไม่ เพราะสิ่งที่ผมพยายามจะทำคือการพยายามจะเปิดพื้นที่พิสูจน์ให้เห็นว่าสังคมไทย ไม่ใช่ทุกคนมีความเห็นเหมือนกันหมดเกี่ยวกับสถานะของสถาบันกษัตริย์ มีคนที่เห็นต่างจากการโฆษณาชวนเชื่อ เผลอๆ เกือบจะเหยียบล้านคนด้วย

“บรรดาผู้พิทักษ์สถาบันทั้งหลายควรจะตั้งสติให้ดีว่าคนเป็นหมื่นเป็นแสนเป็นล้านที่เขาไม่ได้คิดเหมือนกัน คุณจะทำอย่างไร จะไล่ออกไปนอกประเทศหรือ ปัญหาคือมันไม่ใช่อย่างนั้น มันมีคนจำนวนมากที่เห็นว่าสถานะปัจจุบันของสถาบันกษัตริย์เป็นเรื่องที่..อย่างน้อยที่สุดคือการอภิปรายกันอย่างตรงไปตรงมา

“และผมยอมรับว่าการอภิปรายเมื่อวันที่ 10 ธ.ค. มันส่งผลที่ผมคาดไม่ถึง แม้แต่พาหมาไปหาหมอ หรือขึ้นลิฟท์ในมหาวิทยาลัยก็มีเด็กมาจ้องหน้าผม ว่านี่คือคนที่อยู่ในวิดีโอใช่ไหม นี่คือความเป็นจริงที่ว่า มีคนเห็นอย่างหลากหลายเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ สิ่งที่ผมทำไม่มีอะไรมากไปกว่าการเปิดพื้นที่และบอกว่า เราสามารถอภิปรายเรื่องสถาบันได้ และพิสูจน์ได้ว่าผมไม่เคยบอกให้เลิก สิ่งที่ผมพยายามจะทำคือเอาประเด็นพวกนี้มาเปิดการอภิปรายและชี้ให้เห็นว่าถ้าพูดโดยหลักสามัญสำนึก ผมเถียงจนคนที่มาเชียร์ผมเขาเหนื่อยกันไปเองแต่ผมก็ยังไม่หยุด และการถกเถียงมันหยุดไป เช่น บอร์ดเสรีไทย เพราะใช้วิธีแบนผม

“ผมไม่คิดจะหนีไปไหน สิ่งที่ผมอยากจะสื่อสารไปถึงคนเหล่านี้ว่า ให้มองความเป็นจริงของสังคมไทยบ้าง ความเป็นจริงของโลกบ้าง ถึงคุณจะไม่เห็นด้วยโกรธหรือเกลียดมากอย่างไรก็ตาม แต่ความเป็นจริงคือคนเหยียบล้านที่คิดไม่ตรงกัน แล้วการพยายามจะปิดโน่นปิดนี่ เอากฎหมาย 112 มาเล่นงานคนเป็นร้อยๆ แล้วตอนนี้ จะแก้ไขอย่างไร มันไม่มีที่สิ้นสุด ที่จะสิ้นสุดได้คือการมาพูดกันอย่างตรงไปตรงมา ภายใต้หลักการประชาธิปไตย ต่อให้ความเห็นไม่ตรงกันอย่างไรก็มานั่งเถียงกัน การจับคนนั้นคนนี้เข้าคุก แม้แต่อากง (ชายที่ถูกกล่าหาว่าส่งSMSหมิ่นเบื้องสูงไปยังโทรศัพท์มือถือของนายอภิสิทธิ์ฯ) ก็ไม่ปล่อย หรือคุณสุรชัย (แซ่ด่าน) ถึงปล่อยมาแกก็คงไม่ไปไหนหรอก เพราะถ้าจะไปแกคงไปก่อนหน้านี้แล้ว นั่นไม่มีเหตุมีผล และที่สุดแล้วมันก็จะนำไปสู่การปะทะใหม่ นำไปสู่ความรุนแรง นำไปสู่การเสียชีวิตอีก

“บรรดาที่ออกมาตบเท้าลองถามตัวเองดีๆ ว่าคุณต้องการให้มันเป็นอย่างไร คุณปิดปากเขา เขาพูดตรงๆ ไม่ได้เขาก็ใช้สัญลักษณ์พูด นี่คือความจริง คุณประยุทธ์เองก็ตาม ไม่มีประโยชน์นะครับท่าทีแบบนี้ไม่มีทางที่จะทำให้คนไม่คิดไม่พูดไม่อภิปรายกัน ประเทศไทยไม่มีทางกลับถึงยุคที่คนพูดเป็นเสียงเดียวกันหมด ซึ่งมียุคนั้นจริงหรือเปล่าไม่รู้ นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ และวิธีแก้ปัญหาแทนที่จะใช้กำลังกดดัน จับคนแก่ไม่ให้ประกัน ผู้หญิง ศาลยกเลิกคำตัดสินไปแล้วก็ยังไม่ให้ประกัน วิธีแบบนี้มีแต่ทำให้คนไม่พอใจอยู่แล้วก็ไม่พอใจยิ่งขึ้น คนที่สงสัยก็ยิ่งสงสัยมากขึ้นและนำไปสู่การปะทะ

“ใครที่เคยอ่านเคยฟังผม ผมก็พูดแบบนี้มาตลอด แต่ขณะเดียวกัน สิ่งที่ผมพยายามยืนยันคือการเสนอให้แก้ให้ปรับปรุงสถาบันกษัตริย์ และถ้าทำตามที่ผมว่า สถาบันกษัตริย์จะมั่นคงมาก ผมยังคิดเล่นๆ ว่า ในอนาคตพวกรอยัลลิสม์จะต้องมาขอบคุณผม ประเด็นคือในระยะยาวมันเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้ ที่คุณให้ข้อมูลด้านเดียวตลอดเวลา ตบเท้า ทำให้ทุกคนต้องเงียบ มันทำไม่ได้หรอก และทำให้ประเทศนี้ไม่น่าอยู่มากๆ เลย

“ผมรักประเทศนี้ แต่เราต้องการประเทศหรือบ้านที่มีสภาพแวดล้อมที่น่ารักกว่านี้ ที่คนมีเสรีภาพของความเป็นมนุษย์ ถ้ามีเรื่องไม่เห็นด้วยก็แสดงความไม่เห็นด้วยออกมา ไม่ใช่ว่าพอเรื่องที่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์แล้วต้องเงียบ ฐานคิดของผมคือทำให้เราทุกคนมีความเป็นคนปกติในเรื่องที่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์เหมือนเรื่องอื่นๆ องค์กรสาธารณะอื่นๆ เมื่อไม่เห็นด้วยก็เถียงกันออกมา นี่คือความเป็นคนปกติธรรมดา แต่สถานะของสถาบันกษัตริย์มาถึงจุดที่ว่า เมื่อคุณจงรักภักดีมาก แล้วพอมีคนไม่เห็นด้วยแล้วคุณต้องการให้คนที่ไม่เห็นด้วยเป็นอะไรล่ะ สังคมแบบนี้ประเทศแบบนี้มันไม่น่าอยู่เอามากๆ”

000000





000000

ใบแถลงข่าว

ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา ผมได้เขียนบทความทางวิชาการและข้อเขียนอื่นๆ และได้พูดอภิปรายเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ โดยที่ในการกระทำต่างๆเหล่านี้ ไม่เคยเลยแม้แต่ครั้งเดียวที่ผมจะเสนอให้ “ล้มเจ้า” หรือ “ล้มเลิกสถาบันกษัตริย์” สิ่งที่พูดและเขียนทั้งหมดล้วนอยู่ในกรอบของการมีสถาบันกษัตริย์ทั้งสิ้น ขณะเดียวกัน ผมก็ไม่ปิดบังทัศนะที่ว่า สถาบันกษัตริย์ควรต้องมีการเปลี่ยนแปลง ปรับปรุง เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการปกครองในแบบประชาธิปไตย, หลักนิติธรรม และพัฒนาการของโลกสมัยใหม่ ซึ่งทัศนะหรือการเสนอให้เปลี่ยนแปลง ปรับปรุงสถาบันกษัตริย์เช่นนี้ เป็นสิ่งที่ทำได้ ไม่ผิดกฎหมาย ทั้งรัฐธรรมนูญและกฎหมายอาญา ผมจึงได้พูดและเขียนโดยใช้ชื่อจริงอย่างเปิดเผยมาโดยตลอด เมื่อต้นปีกลาย (2553) ผมได้รวบรวมความเห็นเรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ออกมาเป็นข้อเสนอ 8 ข้อ เสนอต่อสาธารณชนโดยเปิดเผย และเป็นที่รู้จักกันดีพอสมควร ส.ว.คำนูณ สิทธิสมาน ยังได้เคยนำข้อเสนอ 8 ข้อนี้ ไปตีความเผยแพร่และอภิปรายในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ฉบับวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2553 มาแล้ว

การอภิปรายของผมเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2553 และการพูดหรือเขียนในโอกาสต่อๆมา ก็ล้วนแต่ทำขึ้นภายใต้กรอบข้อเสนอที่ไม่ผิดกฎหมาย เรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ที่มีรูปธรรม 8 ข้อนี้ทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม หากเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายพลเรือนหรือทหาร เห็นว่า การกระทำของผมเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ผมก็ยินดีจะชี้แจงโต้แย้งข้อกล่าวหาดังกล่าวตามกระบวนการทางกฎหมายทุกประการ ไม่เคยคิดที่จะหลบเลี่ยงแต่อย่างใด และดังที่ทราบกันดี ในส่วนของประชาชนอื่นๆ ที่ไม่เห็นด้วยกับผม ผมก็พร้อมและก็ได้เคยทำการโต้แย้งแลกเปลี่ยนด้วยโดยเปิดเผยเสมอ

แต่ในระยะ 2 สัปดาห์เศษที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ของรัฐได้มีการสร้างบรรยากาศตึงเครียด กดดันในข้อหาที่เรียกกันว่า “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ผู้บัญชาการทหารบกได้ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา โจมตี “นักวิชาการโรคจิต” ที่ “จ้องทำลายสถาบัน” หลังจากนั้น การออกมาให้สัมภาษณ์รายวัน และตบเท้าแสดงกำลังของทหาร ตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน เป็นต้นมา ในเรื่องข้อกล่าวหา “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” แม้จะไม่เกี่ยวข้องพาดพิงถึงผม ก็ได้สร้างบรรยากาศแห่งความน่าหวาดกลัวให้กับสังคมไทยในเรื่องนี้ ในส่วนที่เกี่ยวกับตัวผมเองนั้น เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ได้มีบุคคลระดับนำของรัฐบาล เปิดเผยเป็นส่วนตัวว่า มีแรงกดดันจากทหารให้ดำเนินการกับผมเป็นการเฉพาะ นอกจากนี้ก็ยังมีการเปิดเผยจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงบางคนถึงการเตรียมที่จะจัดการทางกฎหมายกับผม

ดังที่ได้กล่าวในตอนต้นว่า สิ่งที่ผมได้ทำไปในเรื่องนี้ทั้งหมดเป็นสิ่งที่ไม่ผิดกฎหมาย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในระยะไม่กี่วันที่ผ่านมาคือ ภายใต้การแสดงกำลังรายวันของทหารที่ทำให้เกิดบรรยากาศของความหวาดกลัวในเรื่องนี้ ได้มีปรากฏการณ์แปลกๆเกิดขึ้นที่เกี่ยวกับผมโดยตรง เช่น เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีชาย 2 คนขี่มอเตอร์ไซต์ 2 คัน เข้าไปวนเวียนในหมู่บ้านผม 2 ครั้ง เมื่อยามหมู่บ้านถาม ก็ได้รับคำตอบแต่เพียงว่า “มารับตัวอาจารย์” โดยไม่มีการแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่หรือมีเอกสารราชการมาแสดงแต่อย่างใด นอกจากนี้ ยังมีโทรศัพท์ลึกลับไปยังบ้านผมเตือนให้ระมัดระวังตัวว่า ขณะนี้หน่วยงานด้านความมั่นคงบางหน่วย ได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่หลายสิบนายคอยเฝ้าติดตามผมอยู่ตลอดเวลาโดยใกล้ชิด พร้อมจะดำเนินการจับกุมผมได้ทันทีที่ได้รับคำสั่ง

ผมขอย้ำว่า ผมกระทำการวิพากษ์วิจารณ์และเสนอเรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์โดยเปิดเผยและภายใต้กรอบของกฎหมายเสมอมา แต่ขณะเดียวกันภายใต้บรรยากาศและสิ่งแปลกๆที่เกิดขึ้นดังกล่าวข้างต้น ผมรู้สึกจำเป็นที่จะต้องเรียนสื่อมวลชนและสาธารณชนและฝากผ่านไปยังเจ้าหน้าที่รัฐว่า สิทธิในการแสดงความคิดเห็น และวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับสถานะของสถาบันกษัตริย์นั้น เป็นสิทธิที่ชอบธรรมและได้รับการรับรองตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล และแม้แต่ในหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญของไทยเอง ในส่วนที่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เรียกว่า “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” นั้น หากจะมีการดำเนินการอย่างใด ไม่ว่าในกรณีผมเองหรือกรณีอื่นๆ ก็ควรดำเนินการไปตามแนวทางของกฎหมายโดยปรกติ ควรหยุดการสร้างบรรยากาศของความหวาดกลัวที่เอื้ออำนวยให้กับการใช้อำนาจนอกระบบไม่ว่ารูปแบบใดๆ ไม่ว่าจะต่อผมเองหรือผู้ถูกกล่าวหาอื่นๆ การออกมาแสดงกำลังรายวันของทหารเป็นเวลาถึง 10 กว่าวันติดต่อกัน ภายใต้ข้ออ้างเรื่อง “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ไม่ใช่การปฏิบัติในลักษณะที่เป็นไปตามครรลองของกฎหมาย และมีแต่จะส่งเสริมให้เกิดการกระทำที่นอกเหนือจากครรลองของกฎหมายตามมาได้

ผมขอย้ำว่า ผมมีความบริสุทธิ์ใจและเปิดเผยในสิ่งที่ตัวเองทำมาตลอด หากทางเจ้าหน้าที่มีปัญหาก็สามารถเรียกให้ผมเข้าพบ ซึ่งผมก็พร้อมเสมอที่จะเข้าพบชี้แจง ไม่มีความจำเป็นใดๆที่จะต้องออกหมายจับตัว หรือส่งคนคอยควบคุมการเคลื่อนไหวใดๆ หรือใช้วิธีการกดดันตลอดจนวิธีการที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย และหากถึงขั้นมีการตั้งข้อหาดำเนินคดี ผมก็พร้อมใช้สิทธิต่อสู้คดีและขอประกันตัว เพราะผมเองมีงานราชการสอนหนังสือและวิจัยทางวิชาการที่จะต้องทำอยู่ตลอดเวลา และไม่เคยคิดที่จะหลีกเลี่ยงหรือหลบหนีใดๆ ผมเชื่อว่า การปฏิบัติเช่นนี้ จึงจะเป็นบรรทัดฐานที่ถูกต้องไม่เพียงแต่ในกรณีตัวผมเอง แต่รวมทั้งกรณีอื่นๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย

จึงเรียนมาเพื่อให้ทุกท่านพิจารณา

อ.ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
24 เมษายน 2554

เสวนาและถาม-ตอบ หลังการแถลงข่าวของ ‘สมศักดิ์’

ที่มา ประชาไท

24 เม.ย.54 ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ภายหลังการแถลงข่าวของกลุ่มนิติราษฎร์ และ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ถึงผลกระทบต่อเสรีภาพทางวิชาการ: กรณีการอภิปรายเรื่อง สถาบันกษัตริย์-รัฐธรรมนูญ-ประชาธิปไตย ซึ่งสมศักดิ์ได้อภิปรายเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2553 ได้มีการเสวนาเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว พร้อมเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนซักถาม
นายพิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ อาจารย์จากคณะเศรษฐศาสตร์ มธ. กล่าวว่า สิ่งที่นักวิชาการถูกคุกคามเมื่อเทียบกับคนที่ติดคุก ก็ถือว่าเรื่องมันนิดเดียว ดังนั้นในฐานะนักวิชาการ เขาไม่เรียกร้องให้ตัวเอง เขาเรียกร้องแทนผู้ที่สูญเสีย พร้อมกล่าวต่อไปว่าปัจจุบันมีการใช้มาตรา 112 เยอะมาก เทียบกับสมัยก่อนที่มีคดีน้อยและใช้อย่างระมัดระวัง อย่างไรก็ตามการใช้มาตรานี้อย่างพร่ำเพรื่อ เกิดผลทางลบต่อผู้ใช้กฎหมายนี้เอง
“เราเอาประเด็นนี้มาพูดบนโต๊ะ เพราะเราไม่อยากให้พูดเรื่องนี้กันเงียบๆ จนก่อให้เกิดความเสียหาย เราพูดเรื่องนี้เพื่อผลประโยชน์ของสถาบัน ไอ้วิธีการเอาคนมาวนมอเตอร์ไซค์ เลิกเสียทีได้ไหม สงสัยก็เรียกไปคุย ไม่หนีไม่ไปไหนทั้งนั้น ไม่มีน้ำยาอะไรหรอก มีแต่สติปัญญากับปริญญาใบสองใบ มีปัญหาก็พูดคุยกัน แต่อย่าใช้วิธีการไม่ถูกต้อง อาจารย์มหาวิทยาลัยเป็นครูบาอาจารย์ ไม่ใช่นักเลงหัวไม้ ขอให้ปฏิบัติกันเยี่ยงวิญญูชน” นักวิชาการจากคณะเศรษฐศาสตร์ มธ. กล่าวพร้อมสรุปว่า
“มันเป็นผลดีหรือไม่ต่อการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองขณะนี้ ถ้าความขัดแย้งนั้นไม่ได้เอามาพูดกันอย่างเปิดเผย ขอลอกเอาคำอาจารย์สมศักดิ์ ว่าอย่าประเมินความสามารถของตัวเองในจัดการปัญหานี้สูงเกินไป และอย่าประเมินความไม่พอใจของประชาชนต่ำเกินไป"
กฤตยา อาชวนิชกุล จากมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ขอคารวะจิตใจของกลุ่มนิติราษฎร์ นายสมศักดิ์ เจียมธรสกุล และประชาชนที่พูดจาเปิดเผยตรงไปตรงมา กล้าหาญในการให้ความเห็นต่อการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ซึ่งดิฉันเข้าใจว่าเป้าหมายจริงๆ แล้วต้องการสร้างความมั่นคงให้สถาบันกษัตริย์ไปอีกยาวนานถ้ามีการเปลี่ยนแปลง และน่าจะเป็นเป้าหมายที่สอดคล้องกับกลุ่มที่เรียกตัวเองว่าจงรักภักดีต่อสถาบันกษัติรย์
“ดิฉันดูพาดหัวนิตยสารรายสัปดาห์ พาดหัวเรื่องล้มเจ้าหมด ทำให้ดิฉันมองว่าประเด็นนี้ถูกนำมาทำให้อ่อนไหว แต่สื่อกระแสหลักหรือสื่อทั่วไปพร้อมจะเล่นประเด็นนี้ แต่เหตุการณ์วันนี้ เรามากันเยอะอย่างนี้ เข้าใจว่าไม่มีทีวีสักช่องที่จะรายงาน”
“เมื่อดิฉันเห็นที่เขาพาดหัวนิตสารการเมืองรายสัปดาห์ ดิฉันคิดถึงผังล้มเจ้า และมีรายชื่อบุคคลจำนวนมากขณะนี้ยังไม่สามารถไปหาหลักฐานที่ยืนยันว่ามีขบวนการล้มเจ้า ขอถามคนที่ทำผังล้มเจ้าว่า มีวัตถุประสงค์อะไรถึงเอาผังล้มเจ้าออกมา โดยที่เหตุการณ์ผ่านมาเนิ่นนานแล้วยังไม่มีหลักฐานอะไรทั้งสิ้นที่ว่ามีขบวนการล้มเจ้าอยู่จริงในประเทศไทย”
ดร. กฤตยากล่าวว่า ไทยได้เลือกแล้วที่จะเป็นประเทศประชาธิปไตยเสรีนิยม ปีหน้าเราครบ 80 ปีเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 แม้มีรัฐประหารเป็นครั้งคราว แต่คนที่ทำรัฐประหารเองก็ไม่กล้าปิดประเทศ หมุนย้อนกลับไปเหมือนที่คนไทย ทหารไทยที่ชี้หน้าด่าประเทศเพื่อนบ้านว่าล้าหลัง
“ดิฉันเข้าใจว่าคนเหล่านี้ไม่กล้าที่จะพาประเทศไปสู่ภาวะล้าหลังเช่นนั้น การเปิดพื้นที่ให้มีการพูดคุยอย่างตรงไปตรงมาในกรอบของกฎหมายเป็นภูมิคุ้มกันที่ดี เป็นการสร้างสติปัญญา เมื่อมีสติปัญญาแล้วทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลในทางที่เป็นคุณภาพ”
ดร. กฤตยากล่าวว่า ความขัดแย้งใน 4-5 ปีที่ผ่านมานี้ไม่มีพระ-มาร ไม่มีพระเอก-ผู้ร้าย เป็นความขัดแย้งเชิงคุณภาพ เพราะเป็นความขัดแย้งที่แสดงให้เห็นว่าบางสิ่งบางอย่างไม่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ปีนี้และอีกหลายๆ ปีจะเป็นปีแห่งมหาภัยพิบัติ ขณะเดียวกันก็เป็นปีที่เกิดความเปลี่ยนแปลทางจิตใจของประชาชนในแอฟริกาและตะวันออกกกลาง
“ลักษณะจิตใจแบบนี้ก็อยู่ในพื้นฐานจิตใจของประชาชนในประเทศไทยด้วย และนี่เป็นจิตใจที่เราต้องการ และเป็นจิตใจที่นำพาประเทศไทยไป มีแต่การเปิดพื้นที่เท่านั้น ที่จะทำใหสถาบันพระมหากษัตริย์ยั่งยืนมั่นคง เป็นการเปลี่ยนแปลที่มีคุณภาพมากขึ้น”
คำ ผกา นักเขียนอิสระ กล่าวว่า เป็นเวลาหลายทศวรรษแล้วที่คนในสังคมไทยถูกจับเข้าไปอยู่ในห้องมืด และเต็มไปด้วยความกลัวเพราะในความมืดเต็มไปด้วยเรื่องเล่าเกี่ยวกับภูตผีปีศาจ พวกเราจึงไม่กล้าพูดอะไรดังๆ ถ้าอยากพูดก็จะซุบซิบ เราไม่กล้าขยับตัว ไม่กล้าเคลื่อนไหว เรากลัวว่าถ้าเราพูดเสียงดังผีจะได้ยิน ถ้าเราขยับตัวอาจจะไปโดนปีศาจ
“พวกเราเป็นคล้ายๆ คนโรคจิต สิ่งที่อาจารย์สมศักดิ์ทำ และนักวิชาการอีกหลายๆ ท่านได้ทำมาตลอดหลายสิบปี ก็เหมือนเป็นการนำแสงสว่างมาสู่ห้องมืด แต่แสงสว่างนั้นไม่เพียงพอเพราะเรื่องเล่าที่น่าหวาดกลัวอยู่กับเรามานานเกินไป แต่สิ่งที่อาจารย์สมศักดิ์ทำเมื่อวันที่ 10 ธ.ค. ที่ผ่านมา คือการไปเปิดหน้าต่าง ให้แสงสว่างเข้ามา ถ้าจะมีผีหรือปีศาจอยู่ในห้องนี้ ขอให้เราได้เห็นผีตนนั้นโดยไม่มีภาพลวงตา ไม่มีเรื่องเล่า”
“สุดท้ายงานของอาจารย์สมศักดิ์ และนักวิชาการฝ่ายเสรีนิยมทุกคนเป็นแต่เพียงต้องการให้สถาบันกษัตริย์ได้พิจารณาปฏิรูปและเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับสังคมสมัยใหม่ เพราเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้สถาบันกษัตริย์อยู่ในสังคมไทยและสังคมโลกอย่างสง่างาม”
ในช่วงท้ายของการสัมมนา ผู้สื่อข่าวจากเดอะเนชั่นถามว่า อาจารย์สมศักดิ์คิดหรือไม่ว่าจะเกิดเหตุเหล่านี้ต่อตนเอง จากนั้นสมศักดิ์ตอบว่า เขายอมรับว่า ที่ผ่านมาคิดว่าประเทศไทยจะศิวิไลซ์กว่านี้ ไม่คิดว่ามีคนจำนวนหนึ่งพร้อมที่จะใช้วิธีการแบบนี้จัดการกับคนที่คิดไม่เหมือนกัน
ผู้สื่อข่าวประชาไทถามว่า อาจารย์สมศักดิ์ประเมินความกลัวของชนชั้นนำต่ำเกินไปหรือเปล่า และคาดการณ์ได้ไหมว่าจะเกิดอะไรต่อไป
นายสมศักดิ์กล่าวว่า ตัวอย่างจดหมายเปิดผนึกถึงฟ้าหญิงในทางกฎหมาย ไม่ผิดกฎหมายเลย และเขียนอย่างระมัดระวัง แต่ยอมรับว่าเขาอาจจะมองโลกในแง่ดีหรือพาซื่อเกินไปหรือเปล่า แต่พอจดหมายที่ออกมาปั๊บ ก็โกรธชนิดเอาเลือดเอาเนื้อเกินไป ผมอาจจะพาซื่อเกินไป ไม่ว่าต่อชนชั้นนำเอง หรือคนที่จงรักภักดี เราอาจจะมองความศิวิไลซ์ของประเทศไทยสูงกว่าที่จะเป็นจริงก็ได้ ที่ผ่านมาเราอาจจะประเมินสูงเกินไป
ผู้สื่อข่าวประชาไทถามต่อไปว่าระหว่างคนที่จงรักภักดีสุดโต่งกับกลไกรัฐ อะไรที่เป็นปัญหามากกว่ากัน
สมศักดิ์ตอบว่า เรื่องรัฐต้องมาก่อนอยู่แล้ว เจ้าหน้าที่ของรัฐสัมภาษณ์รายวันต่อกันเกินสิบวัน รัฐบาลพลเรือนอย่างอภิสิทธิ์ควรออกมาบอกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมันเกินกว่าสิ่งที่ทหารควรจะทำ แต่รัฐบาลกลับโหนกระแส ถ้าคนระดับนำพวกนี้ไม่ทำแบบนี้ ลำพังคนที่จงรักภักดีสุดโต่งก็คงมีส่วนหนึ่ง แต่การเกิดกระแสแบบนี้ได้ก็เพราะกลไกของรัฐ เห็นได้ชัดว่าสถานการณ์ขณะนี้เห็นได้ชัดว่ามันเข้าไปสู่การหวังผลทางการเมืองเพื่อประโยชน์ของตนเอง ลำพังรัฐไม่ทำแบบนี้ แค่เฉพาะคนที่จงรักภักดีคงไม่ตึงเครียดขนาดนี้
ผู้สื่อข่าวต่างประเทศถามว่า มีการขู่ ถึงขั้นขู่ฆ่าเลยไหม ถ้ามีการขู่ฆ่า ระบุรายละเอียดเพิ่มเติมได้ไหม การโดนตั้งข้อหา จะทำให้พ้นสภาพนักวิชาการหรือเปล่า และการที่มีเวทีพูดคุยแบบนี้ทำไมใช้เวลานานกว่าจะเกิดขึ้น เพราะรัฐประหารเกิดขึ้นเมื่อปี 2549
สมศักดิ์ ตอบว่าการถูกขู่ฆ่ามีอยู่ตลอด “แต่ผมไม่อยากให้ความสำคัญ แต่ถ้าพูดตรงๆ ในหลายวันที่ผ่านมา มันอยู่ในบริบทของบรรยากาศที่ทหารตบเท้าติดต่อกันสิบกว่าวัน แล้วสร้างบรรยากาศความกลัว ผมก็คุยเล่นๆ กับเพื่อนว่าผมจะถึงฆาตไหม โดยส่วนตัวผมคิดว่าไม่ แต่อย่างน้อยมันมีผลสะเทือนต่อภรรยาผม ต่อญาติมิตรที่ล้อมรอบ”
“ที่ได้ข้อมูลมาว่ามีหน่วยทหาร 80 คน ที่ดูแลผมตลอด 24 ชม. ซึ่งข่าวนี้อาจจะเป็นการขู่ก็ได้ อาจจะหวังดีก็ได้ แต่สำหรับภรรยาผม มัน.......อื้อหือ แล้วมันมีการตบเท้ากันตลอด แล้วโดยส่วนตัว ผมพยายามจะพูดถึงน้อยมาก เพราะคนอื่นก็โดนมากกว่าผมเยอะ”
“เรื่องเสียตำแหน่งหรือไม่ มีการเสนอให้มหาวิทยาลัยทำโทษทางวินัย แต่ที่ผ่านมา ผมคิดว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แม้หลายคนจะไม่ชอบผู้บริหาร แต่ธรรมศาสตร์มีวัฒนธรรมในการให้เสรีภาพต่อนักวิชาการเยอะ”
“ตั้งแต่ 10 ธ.ค. ก็มีการกดดันมาที่กลุ่มนักวิชาการนิติราษฎร์ ผมเคยเห็นจดหมายที่ร้องเรียนผมมาที่อธิการ เขาก็ยังถือว่านี่คือเสรีภาพทางวิชาการในการแสดงความคิดเห็น”
นักศึกษาจากคณะนิศาสตร์ถามว่า มีข้อถกเถียงว่าถ้าไม่ได้ทำผิดจะกลัวกฎหมายทำไม
นายวรเจตน์ตอบประเด็นนี้ว่า ที่เราพูดอยู่นี้ก็เพราะเราเห็นกฎหมายนี้เป็นปัญหา และยืนยันว่าที่เราจัดงานวันนี้เพราะนี่คือฐานที่มั่นสุดท้ายซึ่งเราต้องรักษาไว้ให้ได้
ประชาชนที่เข้าร่วมฟังการแถลงข่าวกล่าวว่า ต้องให้ควาเมป็นธรรมกับกษัตริย์ของไทยด้วยว่า พระองค์ไม่เคยพูดว่าไม่ให้วิจารณ์ ฉะนั้น ทหารที่ออกมาตบเท้าต้องบอกหรืออธิบายมาด้วยว่า พระองค์ไม่ยินยอมให้วิพากษ์วิจารณ์อย่างชัดเจน ทั้งนี้ ผู้ร่วมฟังการแถลงข่าวอีกรายกล่าวเสริมว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเคยมีพระราชดำรัสแล้วว่าให้วิพากษ์วิจารณ์ได้

ใบตองแห้งออนไลน์: ปิดปากสมศักดิ์ จะผลักคนไปทางไหน

ที่มา ประชาไท

ชะรอยพวกอุลตรารอแยลลิสต์จะสำคัญผิด เมื่อเห็นกระแสเห่อเคท มิดเดิลตัน กระทั่งมีการถ่ายทอดสดพิธีอภิเษกสมรสไปทั่วโลก มีคนดูหลายพันล้านคน
พวกนี้เลยออกมาไล่ล่า ตบเท้าตั้งข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพจตุพร แกนนำ นปช. จนมาคุกคามสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล จนสมศักดิ์ต้องปิดเฟซบุคและเปิดแถลงข่าว
ซึ่งทำให้ผมวิตกจริตอยู่ไม่น้อย เพราะกลัวสมศักดิ์แถลงข่าวแล้วยังเจอดาบสอง ถูกหาว่ามีข้อความหมิ่นสถาบันอีก คราวนี้แหละ ทั้ง อ.วรเจตน์ กลุ่มนิติราษฎร์ กลุ่มสันติประชาธรรม จะเจอข้อหาใช้ “ภาษากาย” พลอยเข้าปิ้งไปด้วยกันทั้งยวง
กระนั้น ในข่าวร้ายก็มีข่าวดี เมื่อ “หัวโต” ย้อมผมเปลี่ยนจาก “หัวขาว” มาเป็น “หัวดำ” (ผมว่าหล่อกว่าเดิม ฮิฮิ)
การคุกคามสมศักดิ์ มีทั้งด้านที่ผมเซอร์ไพรส์และไม่เซอร์ไพรส์ ที่ไม่เซอร์ไพรส์คือผมกลัวสมศักดิ์จะโดนมานานแล้ว กลัวโดนหมายจับด้วยซ้ำ แต่ก็เคยมีคำอธิบายจากสายทหารว่า ในพวกเขาก็มีทั้งสายเหยี่ยวสายพิราบ มีคนทัดทานอยู่ เพราะเห็นว่าสมศักดิ์พูดเป็นวิชาการ จึงปล่อยให้พูดมาหลายปี
ฉะนั้นด้านกลับกัน จึงเป็นเซอร์ไพรส์ว่า ทำไมสมศักดิ์มาโดนตอนนี้ (ที่พูดเมื่อวันที่ 10 ธ.ค.ก็เป็นเวลา 4 เดือนกว่าแล้ว) หรือว่า “สายเหยี่ยว” กำลังผงาด กำลังคลุ้มคลั่ง และต้องการกวาดล้างในครั้งเดียวกัน
นี่เป็นสถานการณ์ที่ต้องจับตา แม้ผมไม่เชื่อว่าทหารจะกล้าทำรัฐประหาร อาจเป็นได้ว่า กระแสยกเลิก (แก้ไข) มาตรา 112 ร้อนแรง จุดติด ตลอดจนข้อเสนอปฏิรูปสถาบัน 8 ข้อของสมศักดิ์ ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางขึ้นเรื่อยๆ พวกอุลตรารอแยลลิสต์จึงดิ้นพล่าน
ณ เวลานี้ คงไม่มีประโยชน์ที่จะไปพูดเหตุพูดผลกับพวกอุลตรารอแยลลิสต์ ซึ่งเวลาพูดเรื่องอื่นทำเหมือนมีเหตุผล แต่เวลาพูดเรื่องสถาบันกษัตริย์แล้วทำเหมือนสมองเท่าเม็ดงา วิพากษ์วิจารณ์ท้วงติงแนะนำ แตะต้องอะไรไม่ได้แม้แต่น้อย
คอยดูสิ พรุ่งนี้หนังสือพิมพ์ปฏิกิริยาจะต้องพาดหัวว่า สมศักดิ์ร้อนท้อง หรือสมศักดิ์ย้อมผมหนีตาย
คนที่ควรคิดไตร่ตรองให้ดีคือพวกรอแยลลิสต์ที่มีสติ ผู้จงรักภักดีที่มีเหตุผล ซึ่งต้องฟังคำพูดของสมศักดิ์ ที่บอกว่าให้มองความเป็นจริงของสังคมไทย มองความเป็นจริงของโลกบ้าง ความเป็นจริงคือคนเหยียบล้านที่คิดไม่ตรงกัน ความพยายามปิดกั้นเอากฎหมายมาเล่นงาน แก้ไขอย่างไรก็ไม่มีที่สิ้นสุด จะสิ้นสุดได้คือต้องมาพูดกันอย่างตรงไปตรงมา ถ้าไม่มีเหตุไม่มีผล ที่สุดแล้วจะนำไปสู่การปะทะ นำไปสู่ความรุนแรง และการเสียชีวิตอีก เพราะการใช้กำลังกดดันไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา มีแต่จะทำให้คนที่ไม่พอใจอยู่แล้วยิ่งไม่พอใจยิ่งขึ้น
อย่างน้อยๆ ตอนนี้ก็มีคนที่ไม่พอใจยิ่งขึ้นไม่ต่ำกว่า 4-5 พันคน ที่เป็นแฟนคลับในเฟซบุคสมศักดิ์ ซึ่งโทษที คนพวกนี้ไม่ใช่มวลชนเสื้อแดงแท็กซี่สามล้ออย่างที่พวกท่านดูถูกนะครับ เป็นปัญญาชนทั้งนั้น เผลอๆ จะมีมากกว่าพวกอุลตราที่ด่าสมศักดิ์ในเฟซบุคหลายเท่า
“ประเทศไทยไม่มีทางกลับถึงยุคที่คนพูดเป็นเสียงเดียวกันหมด” (ซึ่งมีจริงหรือเปล่าไม่รู้) ขอขยายความหน่อยเหอะว่า “คนที่คิดไม่ตรงกัน” (ซึ่งผมคิดว่ามากกว่าเหยียบล้านด้วยซ้ำ) ไม่ได้มีกลุ่มเดียวหรือระดับเดียว “คนที่คิดไม่ตรงกัน” ก็ไม่ต่างจากพวกรอแยลลิสต์ คือมีทั้งคนที่มีเหตุผล และคนที่ไม่มีเหตุผล คนที่โกรธเคือง คนที่พร้อมจะรับฟังข่าวลือต่างๆ นานา และมองในแง่ร้ายยิ่งกว่าที่คาดคิด
เวลาพูดเรื่องนี้มันลำบากว่าพูดในที่สาธารณะไม่ได้ ทั้งที่เราอยากสะท้อนปัญหา เอาเป็นว่าเท่าที่ผมได้ยินมา มวลชนบางส่วนก็เชื่ออะไรที่เหลวไหลเสียจนฟังแล้วต้องหัวเราะ เหลวไหลเสียจนผมคิดไม่ถึงว่าจะไปขนาดนั้นได้ แต่มันเป็นธรรมดาของคนที่ถูกปิดกั้นมานาน พอเขาตื่นขึ้น เขาก็จะพลิกไปอีกอย่าง พร้อมจะเชื่อข้อมูลอีกด้าน ข้อมูลที่ไม่เคยคิดไม่เคยฟัง ที่มันหลั่งไหลเข้ามาท่วมท้น
ก็ไม่ต่างจากพวกพันธมิตรที่เกลียดทักษิณแล้วเห็นว่าทักษิณทำอะไรต้องผิดหมด
ประเด็นคือ คุณต้องแยกแยะระหว่างคนที่มีเหตุผล กับคนที่ไม่มีเหตุผล คนที่มีเหตุผลจะเรียกร้องอยู่ในกรอบของการปฏิรูปสถาบัน อย่างที่สมศักดิ์เรียกร้อง แต่ถ้าคุณปิดกั้นคุกคามเล่นงานคนที่คิดต่างอย่างมีเหตุผล คุณก็จะผลักผู้คนไปอยู่สุดขอบ ไปไกลกว่ากรอบของการปฏิรูปสถาบัน
รูปธรรมง่ายๆ ถ้าคุณปิดปากสมศักดิ์ มวลชนฮาร์ดคอร์เขาไม่เดือดร้อนหรอก เขาฟังชูพงษ์ บรรพต อยู่แล้ว แต่ถ้าเขาฟังสมศักดิ์ เขายังได้ความคิดที่มีระบบมีเหตุผลมากกว่า
แต่ถ้าคุณยังคิดว่าจะสามารถปิดกั้น ยังคิดจะไม่ให้มีการปฏิรูปเลย ก็แล้วไป ก็คอยดูกันว่าจะทำได้หรือไม่
แต่ถ้าทำไม่ได้ ระวังนะครับ เพราะคุณผลักคนที่ไม่พอใจไปสู่ความไม่มีเหตุผลแล้ว
สิ่งที่สมศักดิ์พูดเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม แท้จริงแล้วเป็นการพูดด้วยความปรารถนาดีต่อประเทศ กระตุ้นเตือนให้มีการปรับเปลี่ยน ปรับตัว อย่างที่สมศักดิ์ยกตัวอย่างว่าทำได้สำเร็จมาตั้งแต่ 14 ตุลา หลัง 6 ตุลา พฤษภา 35 เพียงแต่สมศักดิ์กล้าพูดแรง พูดตรง ไม่มีอ้อมค้อมหลบเลี่ยง ไม่ต้องใช้สัญลักษณ์ ในเหตุการณ์รูปธรรมที่คนส่วนใหญ่ไม่กล้าพูด ผู้ที่อยู่ฝ่ายจงรักภักดีฟังแล้วอาจระคายเคือง
แต่ถ้าทบทวนให้ดีๆ ถามว่าวิกฤตบ้านเมืองที่ผ่านมา 5 ปี แก้ไขไม่ได้เพราะอะไร สถานการณ์ที่พวกคุณวิตกกังวลอยู่ทุกวันนี้ ถ้าไม่เป็นเพราะอย่างที่สมศักดิ์พูด ความไม่พอใจจะลุกลามไปถึงขนาดนี้ไหม แล้วทำไมไม่แก้ปัญหาที่สาเหตุอย่างแท้จริง กลับมาแก้ด้วยการปราบปรามคนไม่พอใจ
อย่าเอาแต่โกรธหรือระคายเคืองสิ่งที่สมศักดิ์พูด ต้องฟังแล้วเก็บไปคิด เห็นด้วยไม่เห็นด้วยโต้แย้งกันได้ แต่อย่าตั้งแง่มองทางร้าย คิดเสียว่าคำวิจารณ์ยิ่งหนักหน่วง ยิ่งมีประโยชน์ให้เอาไปคิดได้เยอะ
ไหนว่าเมืองไทยเมืองพุทธไงครับ ผู้ที่แวดล้อมสถาบันล้วนอ้างหลักธรรม ไม่เคยฟังพุดตานกถาหรือ
“คนที่ติเรานั้น อาจเป็นมิตร คนที่ป้อยอเรานั้น อาจเป็นศัตรู การขัดสีของตะไบทำให้พระพุทธรูปสวยงาม คำจริงใจระคายหู คำปลิ้นปล้อนฟังไพเราะ คนที่หวังดีแก่เราที่สุด อาจพูดไม่ไพเราะ อย่าทำลายตนเองด้วยการเอาใจหู”
คนที่แซ่ซ้องไม่ขาดปาก อาจไม่หวังดีก็ได้ เช่นพวกที่ “แปลงสถาบันเป็นอาวุธ” คำนี้เถ้าแก่เปลวของผมใช้เป็นคนแรกเมื่อปี 48 ตอนสนธิ ลิ้ม ปลุกม็อบสวนลุม (ก่อนที่แกจะเป็นไปกับเขาด้วย) เป็นคำที่มีความหมายคมชัดลึก คืออาวุธมีไว้ใช้สู้รบกัน เขาจึงไม่ห่วงใยไม่กลัวอาวุธจะเสียหาย
คนที่แซ่ซ้องไม่ขาดปาก อาจแอบอิงเพื่อผลประโยชน์ตัวเอง เช่นนักการเมืองสวาปาล์ม ชูคำขวัญ “ปกป้องสถาบัน” แจกพระบรมฉายาลักษณ์ จ่ายเงินชาวบ้านหัวละ 100 บาท มาถ่ายภาพอบรมอาสาสมัครปกป้องสถาบัน ฯลฯ คุณต้องการเห็นแค่นั้นหรือ
ไม่อยากยกพระราชดำรัสในหลวงมาทุ่มหัวพวกอุลตรารอแยลลิสต์ ไปหาอ่านเองอีกหลายๆ รอบ เรื่อง The King can do no wrong “ถ้าบอกว่าพระเจ้าอยู่หัวไปวิจารณ์ท่านไม่ได้ ก็หมายความว่าพระเจ้าอยู่หัวไม่เป็นคน ไม่วิจารณ์เราก็กลัวเหมือนกัน...”
จากนั้นก็กลับไปฟังคำพูดสมศักดิ์วันที่ 10 ธันวาคม อีกหลายๆ รอบ จะมองเห็นวิธีแก้วิกฤตบ้านเมือง
ใบตองแห้ง
24 เม.ย.54

มนุษย์ถ้ำ

ที่มา ประชาไท

แด่ อาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และคณาจารย์นิติราษฏร์
ผู้เสียสละเพื่อให้ประชาชนได้ออกมาพูด “ความจริง” นอกถ้ำ

เพลโตเปรียบเราทุกคนเป็นเสมือน “มนุษย์ถ้ำ” ที่ไม่มีทางจะรู้ได้ว่า โลกแห่งความเป็นจริงภายนอกถ้ำนั้นเป็นอย่างไร เนื่องจากมนุษย์ถ้ำถูกมัดตรึงให้หันหลังมาทางปากถ้ำ และหันหน้าไปทางผนังถ้ำด้านใน เขาเห็นเพียงแสงสว่างที่ส่องเข้ามาจากปากถ้ำและเห็นเงาของสัตว์ต่างๆ ที่เดินผ่านปากถ้ำเคลื่อนไหวไปมาที่ผนังถ้ำเท่านั้น เขาจึงทึกทักเอาว่าเงาที่เห็นนั้นคือ “ความจริง”

ในทัศนะของเพลโต เราเป็นเหมือนมนุษย์ถ้ำในความหมายว่า เราสามารถเห็นได้เพียง “เงาของความจริง” เพราะโลกที่ปรากฏต่อการรับรู้ทางประสาทสัมผัสทั้งห้าของเรา ไม่ใช่โลกของความจริงแท้ ส่วนโลกของความจริงแท้คือ “โลกแห่งแบบ” (Forms) นั้นเป็นโลกที่เราไม่มีทางจับต้องมองเห็นได้ ทุกสิ่งที่เราจับต้องมองเห็นได้ไม่ใช่ความจริงแท้ เป็นเพียงภาพสะท้อนหรือ “เงาของความจริงแท้” เท่านั้นเอง

ผมคิดว่าเราทุกคนเวลานี้ก็เป็นคล้ายๆ มนุษย์ถ้ำ ที่ว่า “คล้ายๆ” หมายความว่า ไม่เหมือนเป๊ะๆ เลย แต่อาจเทียบเคียงในบางด้านได้

“มนุษย์ถ้ำ” อย่างเราไม่ถึงขนาดว่าไม่มีทางรู้ความจริงที่แท้จริงได้เหมือนมนุษย์ถ้ำของเพลโต เรารู้ความจริงได้ แต่สามารถพูดความจริงได้ภายในถ้ำเท่านั้น จึงทำให้สังคมของมนุษย์ถ้ำอย่างพวกเราเป็น “สังคมลับๆ ล่อๆ” เพราะในภาวการณ์ปัจจุบันนี้ เรา (ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้าน ปัญญาชน นักวิชาการ สื่อ รัฐบาล ทหาร พระสงฆ์ ฯลฯ) ต่างโผล่หน้าออกมาจากถ้ำเพื่อที่จะพูด “ความเสมือนจริง” แล้วก็กลับเข้าไปพูด “ความจริง” กันในถ้ำของใครของมัน (ใกล้เลือกตั้งครั้งนี้คอยดูพวก “นักวิชาการดารา” จะแข่งกันจ้อ “ความเสมือนจริง” ออกทีวี)

เมื่อเราต่างออกมาพูดกันได้บนเวทีสาธารณะแค่เพียง “ความเสมือนจริง” ปัญหาความขัดแย้งที่เราสามารถหยิบยกขึ้นมาถกเถียงกันได้อย่างตรงไปตรงมา จึงเป็นเพียง “ปัญหาเทียม” และแนวทางแก้ไขต่างๆ ที่เราระดมต้นทุนจำนวนมากทั้งสมอง งบประมาณ เวลา ฯลฯ เพื่อให้ได้มา มันจึงเป็นเพียงแค่แนวทางแก้ “ปัญหาเทียมๆ” เท่านั้น

ทุกแนวทางแก้ปัญหาที่ได้มา ไม่มีแนวทางใดๆ ที่สามารถตอบได้ว่า ประเทศนี้จะไม่มีรัฐประหารและการนองเลือดของประชาชนเกิดขึ้นอีก ไม่มีคำตอบว่าประเทศนี้ทหารจะไม่อ้างสถาบันทำรัฐประหารอีก ไม่มีคำตอบว่าจะสิ้นสุดการอ้างสถาบันเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองทั้งในเชิงหาเสียง และในเชิงทำลายคู่แข่งทางการเมือง ฯลฯ

ที่ไม่สามารถมีคำตอบเช่นนั้นได้ เพราะเราไม่สามารถหาทางแก้ปัญหาพื้นฐานของประชาธิปไตยได้ว่า ทำอย่างไรหลักเสรีภาพและหลักความเสมอภาคจึงจะถูกนำมาใช้แก่ทุกคนที่เป็นสมาชิกแห่งรัฐอย่างเท่าเทียมกัน

โดยเฉพาะเมื่อไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 8 และกฎหมายหมิ่นฯ มาตรา 112 หลักเสรีภาพและความเท่าเทียมในความเป็นคนตามระบอบประชาธิปไตยไม่มีทางเป็นจริงได้ เราจะตกอยู่ในสภาพเป็น “มนุษย์ถ้ำ” คือมนุษย์ที่สามารถพูดความจริงทุกด้านเกี่ยวกับประมุขของรัฐได้ภายในถ้ำใครถ้ำมันเท่านั้น

แต่ปัญหาคือ “มนุษย์ถ้ำ” ไม่ใช่มนุษย์ที่ได้มาตรฐานขั้นต่ำของความเป็นมนุษย์ เพราะ “มาตรฐานขั้นต่ำสุด” ของความเป็นมนุษย์ในสังคมประชาธิปไตยคือ เราต้องมีเสรีภาพที่จะคิด พูด ทำ เชื่อ เลือกแนวทางการดำเนินชีวิตเป็นต้น ตราบใดที่ไม่ไปละเมิดสิทธิเสรีภาพของคนอื่น

และในฐานะ “ประชาชน” เราต้องมีเสรีภาพในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นทางการเมือง การวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบ “ทุกอำนาจสาธารณะ” ที่ดำรงอยู่และใช้อำนาจนั้นด้วยอาศัยเงินภาษีของเรา

ฉะนั้น สิ่งที่พิสูจน์ว่าเราผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำของ “ความเป็นมนุษย์” เราต้องพูดความจริงได้ทั้งในถ้ำและนอกถ้ำ และในฐานะ “ประชาชน” ผู้ชุบเลี้ยงชนชั้นปกครอง เราต้องวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบและเรียกร้องความรับผิดชอบกับทุกอำนาจสาธารณะที่ใช้เงินภาษีของเราได้

แต่เหตุใดในประเทศนี้ เมื่อประชาชนลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่ง “มาตรฐานขั้นต่ำสุด” ของความเป็นมนุษย์ และเพื่อให้ได้มาซึ่ง “อำนาจของตนเอง” พวกเขาจึงต้องถูกจับ ถูกฆ่าตายและบาดเจ็บทั้งร่างกายและจิตใจครั้งแล้วครั้งเล่า

ณ ปี พ.ศ.นี้แล้ว มีเหตุผลอะไรบ้างครับที่ประเทศนี้ไม่สมควรจะมีประชาธิปไตยที่ทำให้เราทุกคนสามารถมี “มาตรฐานขั้นต่ำสุด” ของความเป็นมนุษย์ และสามารถเป็นประชาชนที่มีอำนาจปกครองตนเองอย่างแท้จริง พร้อมๆ กันกับมีประมุขแห่งรัฐที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบได้บนพื้นฐานของหลักเสรีภาพและหลักความเสมอภาคในความเป็นคน

ผมมองไม่เห็นเหตุผลใดๆ เลย การใช้อำนาจและความรุนแรงปราบปรามประชาชนครั้งแล้วครั้งเล่า ก็เพราะสู้กับข้อเรียกร้องที่มีเหตุผลบนพื้นฐานประชาธิปไตยของประชาชนไม่ได้ !

แต่เมื่อใช้อำนาจและความรุนแรงแล้ว จะมั่นใจได้อย่างไรว่า “ความจริง” จะไม่ทะลักออกจากถ้ำ และหากความจริงมันทะลักออกจากถ้ำ อำนาจและความรุนแรงจะหยุดยั้งได้หรือไม่ การใช้อำนาจและความรุนแรงต้นทุนแรกสุดคือภาษีประชาชน จะใช้ภาษีประชาชนเพื่อกดขี่ประชาชนผู้มีบุญคุณชุบเลี้ยงตลอดไปได้อย่างไร

สิ่งที่อาจารย์สมศักดิ์ และคณาจารย์นิติราษฎร์พยายามทำ คือการพยายาม “สร้างระบบ”ให้เราทุกคนผ่าน “เกณฑ์ขั้นต่ำสุด” ของความเป็นคน และเป็นประชาชนที่มีอำนาจเป็นของตนเอง และเป็นการปกป้องสถาบันให้อยู่ได้ควบคู่กับความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง

อันเป็นวิธีการรักษาสถาบันอย่างถูกต้อง ด้วยวาระการต่อสู้ที่มีความหมายสำคัญว่า “เราจะสู้เพื่อประชาชน” เพื่อให้ “ในหลวง” เป็นของประชาชนทุกคนอย่างแท้จริง ไม่ให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งผูกขาดความจงรักภักดีและอ้างสถาบันเป็นเครื่องมือทางการเมือง และเป็นเครื่องมือทำรัฐประหารได้อีกต่อไป

ถึงเวลาที่เราต้องออกมานอกถ้ำ เพื่อทวงความเป็นมนุษย์ตาม “เกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำ” และทวงความเป็น “ประชาชน” ในระบอบประชาธิปไตยที่เราจำเป็นต้องมี!

บก.ลายจุดนำเสื้อแดงตบเท้าสำแดงพลังพลเมือง จี้ทหารมีหน้าที่ปกป้องประชาชน วันนี้ถึงคิวDSI

ที่มา Thai E-News



โดย JPLSOFT
ที่มา กระดานสนทนาInterenet freedom


เริ่มแล้วการชุมนุมภาคพลเมืองของกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง นำโดยบก.ลายจุด ได้รับการรื้อฟื้นอีกครั้ง เมื่อเย็นวานนี้ที่สวนลุมพินี ประกอบไปด้วยกิจกรรมปิกนิค กิจกรรมการเสวนาประชาชน และกิจกรรมการตบเท้าแสดงพลังประชาชน

ทั้งนี้มีการชูป้าย"หน้าที่ของทหารต้องปกป้องประชาชน"ด้วย เพื่อเป็นการตอบโต้กรณีทหารออกมาแสดงพลังตบเท้าสนับสนุนผบ.ทบ.ที่ออกมาข่มขู่คุกคามเสรีภาพนักวิชาการและประชาชนกรณีมีการวิพากษ์วิจารณ์ไม่เหก็นด้วยในการนำมาตรา112มาทำลายกันทางการเมือง

บก. ลายจุดมีเรื่องที่แจ้งต่อประชาชนที่เข้าร่วมกิจกรรมให้ทราบดังต่อไปนี้

 วันอาทิตย์ต่อไปจัดที่สวนรถไฟ จตุจักร เวลาสี่โมงเย็น คนต้องมากกว่านี้เป็นสองเท่าขึ้นไป จึงจะถือว่าประสบความสำเร็จ ดังนี้ให้ทุกคนชักชวนเพื่อนๆ มาร่วมให้มากๆ

 ขอความร่วมมือให้คนเสื้อแดงนำสตี๊กเกอร์วันอาทิตย์สีแดง ไปติดให้ทั่วประเทศ โดยขอรับได้ที่ บก.ลายจุด ถ้าท่านใดมีความสามารถก็ขอให้ช่วยกันซื้อแผ่นละ 1 บาท

 วันนี้ (25 เมษายน 54 ) ท่านใดว่างให้ไปที่ DSI เวลา บ่ายโมงตรงเพื่อไปให้กำลังใจ คุณแรมโบ้และคุณพายัพ ซึ่งจะถูกนายธาริตถอนประกันในชั้นพนักงานสอบสวน ให้ไปกันเยอะๆ

 กิจกรรมวันอาทิตย์สีแดงจะจัดทั้งหมด 10 ครั้ง แต่ละครั้งขอให้มีจำนวนคนเสื้อแดงเพิ่มๆ มากขึ้นๆ พอครั้งสุดท้ายก็ขอให้คนมาเป็นล้าน จุดประสงค์ก็เพื่อจะรณรงค์ ให้ใส่เสื้อแดงทุกวันอาทิตย์ และใส่เข้าคูหาเลือกตั้งพร้อมกันทั่วประเทศ

 ขอรับสมัครนักร้องเสียงประสานประมาณ 200 คน เพื่อซ้อมร้องเพลงประสานเสียง แล้วจะแสดงจริงในวันที่ 19 พ.ค. 54 ที่แยกราชประสงค์ ในงานครบรอบ 1 ปี








ล่า10,000ชื่อเลิก112รวมพลต้านคุกคามเสรีภาพ

ที่มา Thai E-News

ภาพบรรยากาศงานที่คนเสื้อแดงปรบมือให้ดร.สมศักดิ์ เจียมฯอย่างกึกก้องยาวนาน ในที่ประชุมแถลงข่าวที่ธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ เมื่อวานนี้(ภาพ:thaifreenews)


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
25 เมษายน 2554

แถลงข่าวเครือข่ายประชาธิปไตย (คปต.) หยุด 112 หยุดคุกคามประชาชน เราต้องการเสรีภาพ วันที่ 25 เมษายน 2554 เวลา 13.00–13.30 น. ณ สำนักงาน Red Power ชั้น 5 อิมพีเรียล ลาดพร้าว กรุงเทพฯ

เครือข่ายประชาธิปไตย (คปต.) ซึ่งประกอบด้วยการรวมตัวกันของเสรีชนต่างๆ จากกลุ่มต่างๆ มากกว่า 30 กลุ่ม ทั้งในและต่างประเทศเพื่อทำกิจกรรมรณรงค์ให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยที่แท้จริง และการยกเลิกมาตรา 112 ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายเครื่องมือของฝ่ายเผด็จการใช้กำจัด/ยับยั้งไม่ให้กระบวนการประชาธิปไตยเติบโตได้อย่างสมบูรณ์ ขอเชิญสื่อมวลชนและผู้สนใจเข้าร่วมรับฟังและทำข่าวการแถลงข่าวเปิดตัวการทำกิจกรรมของเครือข่ายฯ และแสดงจุดยืน ดังต่อไปนี้

13.00 –13.30 น. แถลงข่าว โดยเลขาธิการ และตัวแทนคณะกรรมการ คปต. ในประเด็นต่อไปนี้

1. คัดค้านการคุกคามเสรีภาพประชาชนในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะการแสดงความคิดเห็นเชิงสาธารณะภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญไทย และการกระทำใดๆ ก็ตามที่ขัดต่อหลักกฎหมายและเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

2. เรียกร้องและผลักดันให้มีการยกเลิกมาตรา 112 ซึ่งในปัจจุบันฝ่ายเผด็จการได้ใช้เป็นเครื่องมือคุกคาม สิทธิ เสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน โดยทางเครือข่ายฯ ได้จัดทำแบบให้ประชาชนร่วมลงชื่อขั้นต่ำ 10,000 ชื่อ (ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ) เพื่อยกเลิกมาตรา 112 ผ่านทางรัฐสภา (แบบฯ เข้าชื่อจะแจกจ่ายในช่วงแถลงข่าว)

3. คปต. จะจัดเวทีปราศรัยในวันครบรอบ 1 ปี การต่อสู้ของคนเสื้อแดงในวันที่ 19 พฤษภาคม 2554 ณ ลานบริเวณอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 6 สวนลุมพินี เวลา 17.00–23.00 น. (รายละเอียดจะแจ้งในที่แถลงข่าว)

13.30 – 13.45 น. ตอบข้อซักถามสื่อมวลชน

13.45 – 15.00 น. เสวนาวิชาการว่าด้วยการยกเลิกมาตรา 112 การปฏิรูปสถาบันต่างๆ และกิจกรรมต่างๆ ของเครือข่ายฯ เกี่ยวกับการเข้าชื่อเรียกร้องให้ยกเลิกม.112 ผ่านระบอบรัฐสภา

ผู้ดำเนินรายการเสวนา


1. คุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข
2. รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์

กวีศรีประชาร่ายกวีโต้ ใจ อึ๊งภากรณ์ กรณีทักษิณคิดเพื่อไทยทำ

ที่มา Thai E-News




หมายเหตุไทยอนิวส์:กวีศรีประชา-วิสา คัญทัพเกริ่นนำมาว่า ใครอ่านความเห็น อ.ใจ เรื่องนโยบายเพื่อไทย โดยทักษิณ หรือยัง ผมขอออกความเห็นหน่อยครับ บางครั้งออกความเห็นเป็นข้อความ ”ร้อยแก้ว” ต้องพูดมาก ออกความเห็นเป็น “ร้อยกรอง” พูดน้อย ดูเป็นปราชญ์ เป็นปรัชญา ดีกว่า


บทกวีเรื่อง การนับเลข

จะนับเลขภาษาอะไรกับใครเล่า
นับให้เขารู้ หรือไม่ อย่างไรหรือ
จะนับเรียง หรือนับข้าม คำถามคือ
เพื่อจะสื่อ เนื้อหา สาระใด

อยู่เมืองไหน นับเลข ภาษานั้น
นับเป็นขั้นเป็นตอนก่อนเก่าใหม่
จะนับเรียงหรือนับข้ามเอาตามใจ
นับอย่างไรต้องคิดพิจารณา

บางครั้งหนึ่งไม่ใกล้..ไกลกับสอง
บางครั้งต้องควบข้ามสามสี่ห้า
ควรทบทวนกระบวนคิดอิสรา
นับคนเดินตามมา... ได้กี่คน.

*******

เรื่องเกี่ยวเนื่อง:ใจ อึ๊งภากรณ์ เขียน ทักษิณกับเพื่อไทย “ไปไม่ถึง” ในเรื่องนโยบายสำหรับอนาคต

ปาฐกถาอดีตนายกฯทักษิณ น่าผิดหวังมาก แต่ผมก็ไม่เคยตั้งความหวังอะไรกับคุณทักษิณอยู่แล้ว...

ทักษิณใช้เวลาพูดมากมายเรื่องความ “จงรักภักดี” พูดถึงตัวเองมากไป ไม่พูดถึงปัญหากฏหมาย 112 ที่ลามทั่วสังคมและเป็นเครื่องมือของทหารเผด็จการ

ทักษิณพูดเหมือนกับว่ารัฐประหาร ๑๙ กันยา และวิกฤตการเมืองที่ตามมาไม่ได้เกิดขึ้น เพราะพูดทำนองว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง เราจะกลับไปยุคก่อนการทำรัฐประหารได้ง่าย โดยไม่ต้องแก้ไขโครงสร้างอำนาจนอกระบบ และโดยไม่คำนึงถึงการพัฒนาก้าวหน้าทางการเมืองของคนเสื้อแดง

ทักษิณพูดแต่ว่า มั่นใจว่าเพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้ง ในขณะที่ทหารและประชาธิปัตย์กำลังค่อยๆ โกงการเลือกตั้ง และในขณะที่พวกที่ทำรัฐประหาร ๑๙ กันยา และทำลายรัฐบาลพรรคพลังประชาชนในภายหลังยังอยู่

ทักษิณไม่พูดถึงความจำเป็นที่จะปฏิรูปทหารและระบบศาลอย่างถอนรากถอนโคน โดยปลดนายพลและผู้พิพากษาเลวออกให้หมด

ไม่พูดถึงความจำเป็นที่จะนำ อภิสิทธิ์ สุเทพ อนุพงษ์ ประยุทธิ์ มาลงโทษในฐานะที่ฆ่าประชาชนมือเปล่า

ไม่พูดถึงนักโทษการเมืองเสื้อแดงที่ยังติดคุกหรือได้ประกันแต่ยังติดคดี

ซึ่งประเด็นเหล่านี้เป็นเรื่องใหญ่ในใจคนเสื้อแดงที่เจ็บปวดมานาน

มีแต่การพูดถึงความฝันลอยๆ ว่าถ้าชนะการเลือกตั้ง “ทุกฝ่ายต้อง” เคารพเสียงประชาชน ไม่มีการอธิบายว่าขบวนการเสื้อแดงมีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนไหวคู่ขนานนอกรัฐสภา เพื่อผลักดันการปฏิรูปให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยแท้จริงที่มีความเสมอภาค เพราะมวลชนคนเสื้อแดงกดดันทหารและอำนาจนอกระบบได้

ทักษิณเกือบจะไม่พูดถึงมวลชนเสื้อแดงเลย พูดถึงแต่พรรคเพื่อไทย นอกจากนี้ถ้าขบวนการเสื้อแดงจะเคลื่อนไหวได้คล่อง ต้องมีเสรีภาพในการรวมตัวกันและการชุมนุม ซึ่งต้องขยายไปสู่เสรีภาพแท้ในการตั้งสหภาพแรงงานและการนัดหยุดงานอีกด้วย เรื่องแบบนี้ที่เกี่ยวกับการเพิ่มอำนาจและพลังให้ประชาชนทักษิณไม่พูดถึง และต้องถือว่าเป็นจุดอ่อน

ที่เป็นรูปธรรมใหม่มีแค่ข้อเสนอ “เมกกาโปรเจกต์” เรื่องการทำเขื่อนในทะเลเพื่อปกป้องกรุงเทพฯและสร้างเมืองใหม่ การพัฒนาลุ่มแม่น้ำต่างๆ การสร้างรถไฟไฟฟ้าและรถไฟสมัยใหม่ การสร้างทางผ่านระหว่างสองฝั่งทะเลภาคใต้ และโครงการพลังงานทางเลือกจากลมฯลฯ

ในเรื่องการแก้ไขปัญหาความยากจน มีแต่การเสนอนโยบายเก่าๆ เรื่อง “กองทุนหมู่บ้าน” โดยเพิ่มทุน การพักหนี้ การพัฒนาคุณภาพสามสิบบาทรักษาทุกโรค การพัฒนาOTOP แต่ไม่มีข้อเสนออะไรใหม่ แบบ “คิดใหม่ทำใหม่” เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจอย่างจริงจัง เช่นการพัฒนาไปสู่รัฐสวัสดิการเต็มรูปแบบที่มีสวัสดิการบำเหน็จบำนาญเกษียณ สวัสดิการว่างงาน สวัสดิการลาคลอด สวัสดิการเลี้ยงดูบุตร และสวัสดิการเพิ่มรายได้สำหรับคนที่มีรายได้ต่ำแต่มีงานทำ ฯลฯ

ไม่มีการเสนอการเก็บภาษีก้าวหน้าจากคนรวยเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างงบประมาณของรัฐ และข้อเสนอให้ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำยังไม่พอ ต้องให้ถึงระดับ 400 บาทต่อวันถึงจะพอเหมาะ

แต่ปัญหาใหญ่คือการพัฒนาเศรษฐกิจไทยเพื่อให้ประชาชนส่วนใหญ่ได้ประโยชน์ จะทำไม่ได้ภายใต้โครงสร้างการเมืองที่อำมาตย์คุมสังคม เราต้องปฏิวัติโครงสร้างอำนาจนี้ และต้องสร้างบรรยากาศเสรีภาพ ประชาธิปไตย และความเท่าเทียม แค่ชนะการเลือกตั้งในสภาจะไม่พอ

ที่แย่คือไม่มีการเรียนรู้ทบทวนนโยบายผิดๆ เกี่ยวกับยาเสพติด ที่ไม่เคยแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แต่เน้นนโยบายเก่าๆ ที่ใช้ความรุนแรงและการฆ่าวิสามัญโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งพวกนี้ก็เคยฆ่าประชาชนเสื้อแดงมือเปล่าอีกด้วย

ในกรณีสงครามในภาคใต้ อย่างน้อยมีการยอมรับข้อผิดพลาดว่าเดิมเคย “แรงไปหน่อย” แต่เราต้องดูว่ามีรายละเอียดรูปธรรมอะไรเพื่อสร้างความเคารพต่อวิถีชีวิตของคนในพื้น

สรุปแล้ว ในความเห็นของผม คุณทักษิณหมดสภาพในการเป็นผู้นำทางความคิดสำหรับคนเสื้อแดง และในรอบสี่กว่าปีที่ผ่านมาคนเสื้อแดงพัฒนาความคิดของตนเองไปไกล ส่วนพรรคเพื่อไทยก็ยังไม่มีนโยบายใหม่พอที่จะครองใจประชาชนเสื้อแดงและประชาชนคนอื่นอย่างจริงจัง

แต่แน่นอนพรรคประชาธิปัตย์และเหล่าพรรคงูเห่าทั้งหลายยิ่งเลวกว่าอย่างมหาศาล และเป็นพวกเดียวกับอำมาตย์มือเปื้อนเลือดอีกด้วย เราต้องต่อต้านพวกนี้

คนเสื้อแดงคงต้องกัดฟันเลือกพรรคเพื่อไทยในปีนี้ แต่ในขณะเดียวกันเราต้องคิดหนักต่อไปว่าเราจะพัฒนาการเคลื่อนไหวของขบวนการเสื้อแดงอย่างไร ในรูปแบบที่อิสระจากพรรคเพื่อไทย และเราจะต้องคิดต่อว่าเราจะสร้างพรรคการเมืองของคนเสื้อแดงเองอย่างไรอีกด้วย ที่สำคัญเราจะต้องไม่ลืมว่าชัยชนะของพรรคเพื่อไทยไม่ใช่สิ่งอัตโนมัติ เราต้องมีข้อเรียกร้องที่ชัดเจนและมีความหมาย

เพื่อข้ามพ้นแค่ขั้นตอนการเลือกตั้ง ไม่ว่าฝ่ายอำมาตย์จะโกงได้หรือไม่

แถลงข่าวของ ดร. สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

ที่มา Thai E-News




ดร.สมศักดิ์ เจียมฯแถลงข่าวในภาพลักษณ์ใหม่ย้อมผมดำ"แก้เซ็ง" ฟังคลิปแถลงข่าวที่
http://www.mediafire.com/?qy19g5uaxldz733
-http://www.mediafire.com/?ctc6cc386gxkz72 ดร.สมศักดิ์ช่วงตอบคำถาม

-http://www.mediafire.com/?c9t21fprvw5r5tp กลุ่มนักวิชาการอ่านแถลงการณ์


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
24 เมษายน 2554


นักข่าวและผู้สนใจเข้าฟังการแถลงข่าวการคุกคามอาจารย์สมศักดิ์ แน่นห้องประชุมแอล 1 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมีนักวิชาการหลายกลุ่ม ร่วมอ่านแถลงการณ์สนับสนุนเสรีภาพทางวิชาการและการเปิดพื้นที่ทางการนำเสนอประเด็นปัญหาสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างตรงไปตรงมา

ใบแถลงข่าวของ อ. ดร. สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

ที่มา ประชาไท

24 เมษายน 2554

ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา ผมได้เขียนบทความทางวิชาการและข้อเขียนอื่นๆ และได้พูดอภิปรายเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ โดยที่ในการกระทำต่างๆเหล่านี้ ไม่เคยเลยแม้แต่ครั้งเดียวที่ผมจะเสนอให้ “ล้มเจ้า” หรือ “ล้มเลิกสถาบันกษัตริย์” สิ่งที่พูดและเขียนทั้งหมดล้วนอยู่ในกรอบของการมีสถาบันกษัตริย์ทั้งสิ้น ขณะเดียวกัน ผมก็ไม่ปิดบังทัศนะที่ว่า สถาบันกษัตริย์ควรต้องมีการเปลี่ยนแปลง ปรับปรุง เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการปกครองในแบบประชาธิปไตย, หลักนิติธรรม และพัฒนาการของโลกสมัยใหม่ ซึ่งทัศนะหรือการเสนอให้เปลี่ยนแปลง ปรับปรุงสถาบันกษัตริย์เช่นนี้ เป็นสิ่งที่ทำได้ ไม่ผิดกฎหมาย ทั้งรัฐธรรมนูญและกฎหมายอาญา ผมจึงได้พูดและเขียนโดยใช้ชื่อจริงอย่างเปิดเผยมาโดยตลอด เมื่อต้นปีกลาย (2553) ผมได้รวบรวมความเห็นเรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ออกมาเป็นข้อเสนอ 8 ข้อ เสนอต่อสาธารณชนโดยเปิดเผย และเป็นที่รู้จักกันดีพอสมควร ส.ว.คำนูณ สิทธิสมาน ยังได้เคยนำข้อเสนอ 8 ข้อนี้ ไปตีความเผยแพร่และอภิปรายในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ฉบับวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2553 มาแล้ว

การอภิปรายของผมเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2553 และการพูดหรือเขียนในโอกาสต่อๆมา ก็ล้วนแต่ทำขึ้นภายใต้กรอบข้อเสนอที่ไม่ผิดกฎหมาย เรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ที่มีรูปธรรม 8 ข้อนี้ทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม หากเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายพลเรือนหรือทหาร เห็นว่า การกระทำของผมเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ผมก็ยินดีจะชี้แจงโต้แย้งข้อกล่าวหาดังกล่าวตามกระบวนการทางกฎหมายทุกประการ ไม่เคยคิดที่จะหลบเลี่ยงแต่อย่างใด และดังที่ทราบกันดี ในส่วนของประชาชนอื่นๆ ที่ไม่เห็นด้วยกับผม ผมก็พร้อมและก็ได้เคยทำการโต้แย้งแลกเปลี่ยนด้วยโดยเปิดเผยเสมอ

แต่ในระยะ 2 สัปดาห์เศษที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ของรัฐได้มีการสร้างบรรยากาศตึงเครียด กดดันในข้อหาที่เรียกกันว่า “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ผู้บัญชาการทหารบกได้ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา โจมตี “นักวิชาการโรคจิต” ที่ “จ้องทำลายสถาบัน” หลังจากนั้น การออกมาให้สัมภาษณ์รายวัน และตบเท้าแสดงกำลังของทหาร ตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน เป็นต้นมา ในเรื่องข้อกล่าวหา “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” แม้จะไม่เกี่ยวข้องพาดพิงถึงผม ก็ได้สร้างบรรยากาศแห่งความน่าหวาดกลัวให้กับสังคมไทยในเรื่องนี้ ในส่วนที่เกี่ยวกับตัวผมเองนั้น เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ได้มีบุคคลระดับนำของรัฐบาล เปิดเผยเป็นส่วนตัวว่า มีแรงกดดันจากทหารให้ดำเนินการกับผมเป็นการเฉพาะ นอกจากนี้ก็ยังมีการเปิดเผยจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงบางคนถึงการเตรียมที่จะ จัดการทางกฎหมายกับผม

ดังที่ได้กล่าวในตอนต้นว่า สิ่งที่ผมได้ทำไปในเรื่องนี้ทั้งหมดเป็นสิ่งที่ไม่ผิดกฎหมาย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในระยะไม่กี่วันที่ผ่านมาคือ ภายใต้การแสดงกำลังรายวันของทหารที่ทำให้เกิดบรรยากาศของความหวาดกลัวใน เรื่องนี้ ได้มีปรากฏการณ์แปลกๆเกิดขึ้นที่เกี่ยวกับผมโดยตรง เช่น เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีชาย 2 คนขี่มอเตอร์ไซต์ 2 คัน เข้าไปวนเวียนในหมู่บ้านผม 2 ครั้ง เมื่อยามหมู่บ้านถาม ก็ได้รับคำตอบแต่เพียงว่า “มารับตัวอาจารย์” โดยไม่มีการแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่หรือมีเอกสารราชการมาแสดงแต่อย่างใด นอกจากนี้ ยังมีโทรศัพท์ลึกลับไปยังบ้านผมเตือนให้ระมัดระวังตัวว่า ขณะนี้หน่วยงานด้านความมั่นคงบางหน่วย ได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่หลายสิบนายคอยเฝ้าติดตามผมอยู่ตลอดเวลาโดยใกล้ชิด พร้อมจะดำเนินการจับกุมผมได้ทันทีที่ได้รับคำสั่ง

ผมขอย้ำว่า ผมกระทำการวิพากษ์วิจารณ์และเสนอเรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์โดยเปิดเผย และภายใต้กรอบของกฎหมายเสมอมา แต่ขณะเดียวกันภายใต้บรรยากาศและสิ่งแปลกๆที่เกิดขึ้นดังกล่าวข้างต้น ผมรู้สึกจำเป็นที่จะต้องเรียนสื่อมวลชนและสาธารณชนและฝากผ่านไปยังเจ้า หน้าที่รัฐว่า สิทธิในการแสดงความคิดเห็น และวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับสถานะของสถาบันกษัตริย์นั้น เป็นสิทธิที่ชอบธรรมและได้รับการรับรองตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล และแม้แต่ในหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญของไทยเอง ในส่วนที่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เรียกว่า “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” นั้น หากจะมีการดำเนินการอย่างใด ไม่ว่าในกรณีผมเองหรือกรณีอื่นๆ ก็ควรดำเนินการไปตามแนวทางของกฎหมายโดยปรกติ ควรหยุดการสร้างบรรยากาศของความหวาดกลัวที่เอื้ออำนวยให้กับการใช้อำนาจนอก ระบบไม่ว่ารูปแบบใดๆ ไม่ว่าจะต่อผมเองหรือผู้ถูกกล่าวหาอื่นๆ การออกมาแสดงกำลังรายวันของทหารเป็นเวลาถึง 10 กว่าวันติดต่อกัน ภายใต้ข้ออ้างเรื่อง “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ไม่ใช่การปฏิบัติในลักษณะที่เป็นไปตามครรลองของกฎหมาย และมีแต่จะส่งเสริมให้เกิดการกระทำที่นอกเหนือจากครรลองของกฎหมายตามมาได้

ผมขอย้ำว่า ผมมีความบริสุทธิ์ใจและเปิดเผยในสิ่งที่ตัวเองทำมาตลอด หากทางเจ้าหน้าที่มีปัญหาก็สามารถเรียกให้ผมเข้าพบ ซึ่งผมก็พร้อมเสมอที่จะเข้าพบชี้แจง ไม่มีความจำเป็นใดๆที่จะต้องออกหมายจับตัว หรือส่งคนคอยควบคุมการเคลื่อนไหวใดๆ หรือใช้วิธีการกดดันตลอดจนวิธีการที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย และหากถึงขั้นมีการตั้งข้อหาดำเนินคดี ผมก็พร้อมใช้สิทธิต่อสู้คดีและขอประกันตัว เพราะผมเองมีงานราชการสอนหนังสือและวิจัยทางวิชาการที่จะต้องทำอยู่ตลอดเวลา และไม่เคยคิดที่จะหลีกเลี่ยงหรือหลบหนีใดๆ ผมเชื่อว่า การปฏิบัติเช่นนี้ จึงจะเป็นบรรทัดฐานที่ถูกต้องไม่เพียงแต่ในกรณีตัวผมเอง แต่รวมทั้งกรณีอื่นๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย

จึงเรียนมาเพื่อให้ทุกท่านพิจารณา

อ.ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
24 เมษายน 2554

ฟังคลิปเสียงการแถลงข่าวของอาจารย์สมศักดิ์​http://www.mediafire.com/?qy19g5uaxldz733


ภาพบรรยากาศงานที่คนเสื้อแดงปรบมือให้ดร.สมศักดิ์อย่างกึกก้องยาวนาน(ภาพ:thaifreenews)

ประชาชาติธุรกิจ: เปิดถุงเงิน "สฤษดิ์ -ถนอม -บิ๊กจ๊อด-บิ๊กบัง" เรียกพวกเขาว่า คณะมั่งคั่งแห่งชาติ(คมช.) ?

ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
24 เมษายน 2554

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ (3 ตุลาคม 2552)


บทความเก่าของประชาชาติธุรกิจบทความนี้ที่นำเสนอครั้งแรกเมื่อ 3 ตุลาคม 2552 กำลังถูกนำมาเผยแพร่ใหม่ในหมู่ชาวเฟสบุ๊ค ทีมงานไทยอีนิวส์เห็นว่าในยุคทหารฮึ่มๆ ใส่ประชาชนอีกครั้งด้วยข้ออ้างเดิมว่าขจัดการคอรัปชั่น และปกป้องราชบัลลังก์ บทความของประชาชาติเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าข้ออ้างของทหารนั้นจริงแท้แล้วก็คือ การปล้นประเทศเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเองและบรรดานายพลทั้งหลายเท่านั้นแล


ประชาชาติฯ ตามไปดู เศรษฐีใหม่ ที่ร่ำรวยหลังยึดอำนาจ จากยุค จอมพลผ้าขาวม้าแดง ถึง ยุค บิ๊กบัง ทรัพย์สินและความ มั่งคั่ง ท่านได้แต่ใดมา ? พลเอกสนธิ เบาะ ๆ แค่ 90 ล้าน บิ๊กจ๊อดและเมีย เรียบโร้ยระดับ พันล้าน 3 จอมพลกิตติขจร-จารุเสถียร รวมกันพันล้าน สุดยอดต้องยกให้ จอมพลสฤษดิ์ ทะลุ 2,800 ล้าน

...น่าแปลกที่ นายพล และพลเอก หลายคน ยิ่งพูดเรื่องรักชาติ มากครั้ง และเสียงดัง มากขึ้นเท่าใด พวกเขา ยิ่งร่ำรวย ยิ่งมั่งคั่ง และยิ่งถ้า พวกเขาตบโต๊ะ ประกาศลั่นว่า อั้ว รักชาติ นั่นแสดงว่า สินทรัพย์ของ ฯพณฯ ทะลุ พันล้านแล้ว ในยุคเผด็จการที่ นายพล กับ เจ้าสัว เชื่อมต่อเป็นเนื้อเดียวกัน ช่วงกลางทศวรรษ 2490

พล ตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์ เป็นกรรมการบริหารบริษัท 26 แห่ง ซึ่งมีทั้ง ธนาคาร บริษัทภาพยนตร์ โรงแรม โรงงานน้ำตาล ธุรกิจนำเข้าส่งออก และธุรกิจเครื่องจักรกล

จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นั่งเป็นกรรมการบริหาร 22 บริษัท

ปี 2512 จอมพลประภาส จารุเสถียร เป็นกรรมการบริษัท 44 แห่ง พลเอกกฤษณ์ สีวะรา 50 แห่ง

อธิบดีกรมตำรวจ พลตำรวจเอก ประเสริฐ รุจิรวงศ์ ถูกเชิญเป็นกรรมการบริษัท 33 แห่ง

หลังการอสัญกรรมของจอมพลสฤดิ์ มีข้อมูลระบุว่า จอมพลผ้าขะม้าแดงสร้างความมั่งคั่งให้ตัวเองและครอบครัวถึง 2,800 ล้านบาท

นี่คือ ผลตอบแทนความรักชาติ ที่สงวนสิทธิ์เฉพาะ ผู้สวมท็อปบู๊ต เท่านั้น

@ ผู้รักชาติ นักปฎิวัติ และเศรษฐีใหม่
ในวาระครบรอบ 3 ปี แห่งการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกปล้นอำนาจ ออกมาแฉว่า การรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน คนไทยไม่ได้อะไรเลย นอกจากได้เศรษฐีใหม่ส่วนใหญ่เป็นยศพลเอกและได้ทหารที่เข้มแข็งมีอาวุธมากขึ้น


แม้ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้เจาะจงชื่อผู้โค่นอำนาจเขา แต่ถ้าจับการเคลื่อนไหวของกลุ่มพรรคเพื่อไทยที่ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการ ป้องกันและปรามปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ตรวจสอบความมั่งคั่งของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เครือญาติ ตลอดจนนายทหารร่วมกันยึดอำนาจ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็จะเข้าใจนัยของอดีตนายกฯทันที

ขณะที่ พล.อ.สนธิซึ่งมีทีท่าว่าจะลงสนามการเมืองได้ให้สัมภาษณ์ในเวลาต่อมาว่าพร้อมให้ตรวจสอบ เพราะได้แจ้ง ป.ป.ช.ไปหมดแล้ว

เท่ากับจนถึงขณะนี้ภาระการพิสูจน์ความจริงถูกโยนไปที่ ป.ป.ช. เรียบร้อยแล้ว จากกรณีดังกล่าว หากเปิดกรุสมบัติของอดีตผู้นำ คมช.ที่ยื่นแสดงต่อ ป.ป.ช. ตอนรับตำแหน่งรองนายกฯ ในรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ พบข้อมูลที่น่าสนใจ เพราะว่านายทหารอาชีพ 1 คน ภรรยา 2 คนไม่ได้ทำธุรกิจ และ บุตรไม่บรรลุนิติภาวะ 1 คน รวม 4 คน มีทรัพย์สินรวมกันกว่า 90 ล้านบาท (ไม่รวมบุตรที่บรรลุนิติภาวะแล้ว 4 คน) ถือว่าไม่น้อย เมื่อเทียบกับนายทหารชั้นยศพลอากาศเอก และ พลเรือเอก ที่เป็นสมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบันที่มีทรัพย์สินแค่ 30 ล้านบาท

ทั้งนี้ วันที่ 5 ต.ค. 2550 ตอนรับตำแหน่งรองนายกฯ พล.อ.สนธิแจ้งว่ามีทรัพย์สิน 38.7 ล้านบาท นางสุกัลยา คู่สมรส คนที่หนึ่ง 14 ล้านบาท นางปิยะดา คู่สมรส คนที่สอง 36.9 ล้านบาท น.ส.ศศินภา บุตรไม่บรรลุนิติภาวะ 3 แสนบาทเศษ รวม พล.อ.สนธิ นางสุกัลยา และน.ส.ศศินภา 53.1 ล้านบาท แต่ถ้ารวมนางปิยะด้วยเท่ากับ 90.1 ล้านบาท

วันที่ 6 ก.พ.2551 ตอนพ้นตำแหน่ง ทรัพย์สินของ พล.อ.สนธิ นางสุกัลยา และน.ส.ศศินภา เพิ่มเป็น 60.1 ล้านบาท กระทั่งพ้นตำแหน่งครบ 1 ปีวันที่ 5 ก.พ. 2552 ทรัพย์สินของพล.อ.สนธิ นางสุกัลยา และน.ส.ศศินภา เพิ่มเป็น 62.2 ล้านบาท น่าสังเกตว่าการยื่นบัญชีฯ 2 ครั้งหลัง พล.อ.สนธิ มิได้แจ้งทรัพย์สินของภรรยาคนที่สอง แต่อย่างใด

หากเปรียบเทียบครั้งแรก กับ ครั้งหลัง ช่วงเวลาเพียงปีเศษ เพิ่มประมาณ 9 ล้านบาท ถือว่าพอสมควร (ถ้าการยื่นบัญชีฯครั้งแรก ไม่คลาดเคลื่อนหรือหลงลืม)

เมื่อเจาะลึกพบว่า พล.อ.สนธิมีเงินลงทุน ได้แก่ หุ้นการบินไทย ,กองทุนเปิดทหารไทยพันธบัตร และ หุ้นสหกรณ์ออมทรัพย์ นสค. รวม 11.2 ล้านบาท ไม่เปลี่ยนแปลง แต่รายการที่เพิ่มขึ้นคือ "ที่ดิน " และ "เงินฝาก"
เงินฝาก ตอนรับตำแหน่ง พล.อ.สนธิแจ้งว่ามี 23.5 ล้านบาท นางสุกัลยา 3.9 ล้านบาท ตอนพ้นตำแหน่งพล.อ.สนธิมี 29.3 ล้านบาท นางสุกัลยาลดลงเหลือ 1.3 ล้านบาท ตอนพ้นตำแหน่ง 1 ปี พล.อ.สนธิมี 26.6 ล้านบาท นางสุกัลยาเพิ่มเป็น 1.6 ล้านบาท

ส่วนที่ดิน ตอนรับตำแหน่ง พล.อ.สนธิแจ้งว่าไม่มี นางสุกัลยามี 1 แปลง 1.3 ล้านบาท ตอนพ้นตำแหน่ง พล.อ.สนธิ มี 1 แปลง มูลค่า 3.3 ล้านบาท นางสุกัลยา 4 แปลง 5.2 ล้านบาท ตอนพ้นตำแหน่ง 1 ปี พล.อ.สนธิมีที่ดิน 6 แปลง 6.3 ล้านบาท ส่วนนางสุกัลยามี 4 แปลง เบ็ดเสร็จที่ดินของคนทั้งสองเพิ่มขึ้นประมาณ 9 แปลง

@ บิ๊กบัง หรือ จะสู้ บิ๊ก จ๊อด
ขุมทรัพย์ของ "บิ๊กบัง" เท่าที่แจ้งต่อ ป.ป.ช. ถ้าวางเทียบกับ บุรุษเสื้อคับอย่าง พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ อดีตประธานสภารักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ที่โค่นอำนาจ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 ถือว่าจิ๊บจ๊อยเป็นอย่างยิ่ง

มีข้อมูลระบุว่า "บิ๊กจ๊อด" ผู้ให้สัมปทาน "ดาวเทียมสื่อสาร"แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ รวยนับพันล้านบาท
ก่อนหน้านี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อติดตามการดำเนินการตรวจสอบทรัพย์สินของ พล.อ.สุนทร ชุดนายทองใบ ทองเปาด์ อดีตส.ว.มหาสารคาม ได้ตรวจสอบพบว่า "บิ๊กจ๊อด" มีทรัพย์สินอยู่ในการครอบครองของนางอัมพาพันธ์ ธเนศเดชสุนทร ภรรยา (อีกคน) ของ พล.อ.สุนทร ประมาณ 1,000 ล้านบาท

ภายหลังจาก พล.อ.สุนทรเสียชีวิตเกิดศึกแย่งชิงมรดกระหว่าง นางอัมพาพันธ์ กับ พ.อ.(หญิง) คุณหญิงอรชร คงสมพงษ์ ภรรยาของพล.อ.สุนทร นางอัมพาพันธ์ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลแห่งกรุงเทพใต้ ขอให้มีคำสั่งเป็นผู้จัดการมรดก โดย พ.อ.(หญิง) คุณหญิงอรชร และบุตรชาย 2 คน ยื่นคัดค้าน พร้อมเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนางอัมพาพันธ์ กับพวก รวม 12 คน เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนนิติกรรม และเรียกคืนทรัพย์สินประมาณ 3,900 ล้านบาท

คณะกรรมาธิการวิสามัญฯเข้าไปตรวจสอบสินมูลค่า 1,000 ล้านบาท และมีข้อสังเกตว่า ช่วงก่อน-หลัง เป็นประธาน รสช. บัญชีเงินฝากของ พล.อ.สุนทร มีกระแสเงินไหลเวียนเข้า-ออก สูงถึง 122.6 ล้านบาท และ จำนวน 127.3 ล้านบาท ตามลำดับ

นางอัมพาพันธ์ ไม่ได้ประกอบธุรกิจ นอกจากเล่นหุ้นในบางครั้งแต่กลับมีทรัพย์สินในครอบครองมูลค่าถึง 1,000 ล้านบาท และไม่สามารถตอบได้ชัดเจนว่าได้ทรัพย์สินมาอย่างไร

ต่อมากรมสรรพากรได้เรียกนางอัมพาพันธ์มาชี้แจงแหล่งที่มาของเงินฝากใน 29 บัญชี ประมาณ 500 ล้านบาท ปรากฏว่านางอัมพาพันธ์ ชี้แจงได้ประมาณ 400 ล้านบาท อีก 100 ล้านบาทชี้แจงไม่ได้ กรมสรรพากรจึงเรียกเก็บเสียภาษี พร้อมชดเชยค่าปรับและเงินเพิ่มตามกฎหมายกำหนด รวม 75 ล้านบาท
@ บิ๊กจ๊อด หรือ จะสู้ 2 จอมพล
อย่างไรก็ตาม ความมั่งคั่งของ "บิ๊กจ๊อด" ถ้าเทียบกับ จอมพลสฤดิ์ ธนะรัชต์ กับ จอมพลถนอม กิตติขจร อาจใกล้เคียงกัน

ภายหลังการอสัญกรรมของจอมพลสฤดิ์ มีข้อมูลระบุว่า จอมพลผ้าขะม้าแดงสร้างความมั่งคั่งให้ตัวเองและครอบครัวถึง 2,800 ล้านบาท

จอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งเคยเป็นลูกน้องจอมพลสฤษดิ์ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในขณะนั้นถึงเหตุผลในการยึดทรัพย์จอมพลสฤษดิ์เมื่อวัน ที่ 20 พฤศจิกายน 2507 จำนวน 604.5 ล้านบาท ว่าอดีตเจ้านายของเขาใช้อำนาจโดยมิชอบกระทำการเบียดบังและยักยอกทรัพย์สิน ของรัฐ

และให้เหตุผลในการประกาศใช้ มาตรา 17 แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร ยึดทรัพย์จอมพลสฤษดิ์ว่าต้องการมาใช้หนี้รัฐ เพราะจอมพลสฤษดิ์นำเงินของรัฐไปใช้ประโยชน์ส่วนตน ซึ่งเป็นเงินฝากในธนาคารประมาณ 400 ล้านบาท ไม่รวมเงินฝากในต่างประเทศอีกหลายร้อยล้านบาท

ขณะที่จอมพลถนอมซึ่งถูกนายสัญญา ธรรมศักดิ์ นายกฯคนที่ 12 ใช้อำนาจตามมาตราเดียวกันยึดทรัพย์พร้อมกับจอมพลประภาส จารุเสถียร และ พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2517 มีมากกว่าพันล้านบาท

ในจำนวนนี้เป็นเงินฝากกว่า 472 ล้านบาท แบ่งเป็นจอมพลถนอม 24 ล้านบาท ท่านผู้หญิงจงกล กิตติขจร 98 ล้านบาท พ.อ.ณรงค์ 32 ล้านบาท นางสุภาภรณ์ กิตติขจร 32 ล้านบาท ไม่รวมทรัพย์สินอื่น 700-800 ล้านบาท

เห็นได้ว่าผู้โค่นอำนาจในยุคอดีตแต่ละคนล้วนมั่งคั่ง ขณะที่นายทหาร คมช.ผู้โค่นอำนาจ พ.ต.ท.ทักษิณเมื่อวันที่ 19 กันยายน หลายคนอู้ฟู่

การจัดซื้ออาวุธนับหมื่นล้านบาทถูกวิพากษ์วิจารณ์กันทั้งเมือง
เพราะรักชาติ กันทีไร ก็ร่ำรวยกันทันตาเห็น !!!