WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, April 26, 2011

ที่นี่ความจริงจาก3อาจารย์สาว:การคุกคามเสรีภาพทางวิชาการกรณีดร.สมศักดิ์ เจียมฯ

ที่มา Thai E-News


ที่มา Asia Update TV

รายการที่นี่ความจริง วันจันทร์ที่ 25 เมษายน 2554 ทางโทรทัศน์ Asia Update-DNN ดำเนินรายการโดย 3 นักวิชาการสาวหัวใจประชาธิปไตย ผศ.ดร.สุดา รังกุพันธ์ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อาจารย์หวาน) ,รศ.สุดสงวน สุธีสร อาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อาจารย์ตุ้ม) และ ผศ.ดร.จารุพรรณ กุลดิลก อาจารย์พิเศษคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (อาจารย์จา)

ในตอนนี้ 3 อาจารย์สาวได้กล่าวถึงกรณีการคุกคามเสรีภาพทางวิชาการ กรณีดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ซึ่งนักวิชาการ และองค์กรสิทธิมนุษยชนทั่วโลกได้ออกมาปกป้องเสรีภาพทางวิชาการกรณีนี้แล้ว ( ดูรายงานประกอบท้ายข่าวนี้ ) ขอเตือนทหารและชนชั้นนำว่าจะคุกคามตามอำเภอใจก็อย่าเหลิงเพราะถูกจับตามองอยู่ และกรณีที่DSIพยายามหาเรื่องถอนประกันแกนนำนปช.อย่างไร้เหตุผล ขณะที่ละเลยไม่เคยจะดำเนินคดีฝ่ายที่เข่นฆ่าประชาชน







นักวิชาการปกป้องเสรีภาพทางวิชาการต้านการคุกคาม สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล



26 เมษายน 2554-ประชาไท รายงานว่า ปัญญาชน นักศึกษา นักวิชาการอาทิ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นิธิ เอียวศรีวงศ์ ฉลอง สุนทราวาณิชย์ อานันท์ กาญจนพันธ์ คริส เบเกอร์ อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ ทยอยร่วมลงชื่อในแถลงการณ์ปกป้องเสรีภาพทางวิชาการกรณีการคุกคาม สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ผู้วิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับประเด็นบทบาทของ สถาบันกษัตริย์ โดยเรียกร้องให้รัฐยุติการคุกคามเสรีภาพของประชาชน หยุดการใช้ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาป้ายสีบุคคลต่างๆ

หยุดคุกคามสิทธิเสรีภาพของประชาชน

ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองที่ทวีความเข้มข้นมากขึ้นนับตั้งแต่การ รัฐประหารปี 2549 ประชาชนที่มีความคิดเห็นทางการเมืองแตกต่างจากผู้ยึดกุม อำนาจรัฐ ก็ต้องเผชิญกับการคุกคามสิทธิและเสรีภาพมากขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะ นี้ เงาทะมึนของการคุกคามได้ลุกลามเข้าสู่ผู้คนในวงวิชาการด้วยเช่นกัน ล่า สุดคือการคุกคามที่เกิดขึ้นกับอาจารย์ ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ด้วยสาเหตุ ที่อาจารย์ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทและสถานะของสถาบันกษัตริย์ใน สังคมไทยในเวทีวิชาการต่าง ๆ หลายครั้งหลายครา

พวกเราในฐานะนักวิชาการเครือข่ายสันติประชาธรรม และประชาชนที่เห็นด้วย กับแถลงการณ์นี้ เชื่อว่าการแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาและเปิดเผยของอาจารย์สมศักดิ์ วางอยู่บนเจตจำนงที่ต้องการเห็นสถาบันกษัตริย์ดำรงควบคู่อย่างสอด คล้องกับระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งต่อความมั่นคงของทั้ง สถาบันกษัตริย์และต่อสังคมไทยโดยรวม แต่เป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่งที่การ แสดงความคิดเห็นของอาจารย์สมศักดิ์ ที่มุ่งเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจได้ ตระหนักถึงปัญหาที่สังคมไทยกำลังเผชิญอยู่นี้ ได้ถูกโจมตีว่าเป็นการหมิ่น พระบรมเดชานุภาพ มุ่งล้มล้างสถาบันกษัตริย์ และอาจถึงขั้นถูกนำไปเป็นข้อ อ้างสำหรับการรัฐประหารครั้งต่อไปก็ได้ นอกจากนี้ อาจารย์สมศักดิ์ไม่ใช่คน แรกและคนสุดท้ายที่จะแสดงความเห็นในเรื่องดังกล่าวอย่างแน่นอน คำถามคือ อำนาจรัฐจะติดตามคุกคามประชาชนด้วยประเด็นปัญหานี้อีกกว้างขวางแค่ไหน

พวกเราจึงขอเรียกร้องให้ผู้ที่เกี่ยวข้องยุติการคุกคามเสรีภาพทางวิชาการ ของอาจารย์สมศักดิ์ และต่อประชาชนกลุ่มอื่น ๆ ที่มีความคิดทางการเมืองที่ แตกต่าง โปรดตระหนักว่าในสังคมประชาธิปไตย ทุกสถาบันควรได้รับการตรวจสอบ และวิพากษ์วิจารณ์ได้เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่จะเป็นประโยชน์กับสังคม ประการสำคัญ การเปิดกว้างยินยอมให้มีการแสดงความคิดที่แตกต่างได้อย่างเปิด เผย โดยปราศจากภัยคุกคามและความกลัวต่างหาก ที่จะช่วยนำสังคมไทยฝ่าออกไปจาก วิกฤติในขณะนี้ได้

ด้วยความเคารพต่อสิทธิ เสรีภาพ และความยุติธรรม

เครือข่ายสันติประชาธรรม



กฤตยา อาชวนิจกุล สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
ศรีประภา เพชรมีศรี ศูนย์สิทธิมนุษยชนศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ธงชัย วินิจจะกูล ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสัน
พวงทอง ภวัครพันธุ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เวียงรัฐ เนติโพธิ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จักรกริช สังขมณี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เกษม เพ็ญภินันท์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
นฤมล ทับจุมพล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ภูมิอินทร์ สิงห์ชวาลา คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เสาวนีย์ อเล๊กซานเดอร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบล
ลักขณา ปันวิชัย นักเขียน
บุญส่ง ชัยสิงห์กานานนท์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
จีรพล เกตุจุมพล คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ธนาพล อิ๋วสกุล สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน
กานต์ ทัศนภักดิ์ นักเขียน ช่างภาพ และคนทำงานศิลปะ
นภัทร สาเศียร นิสิตปริญญาโท สาขาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
วันรัก สุวรรณวัฒนา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
อภิชาต สถิตนิรมัย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ไอดา อรุณวงศ์ สำนักพิมพ์อ่าน
เบญจรัตน์ แซ่ฉั่ว ศูนย์สิทธิมนุษยชนศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
วิภา ดาวมณี คณะกรรมการรับข้อมูลและสืบพยานเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519
สุดแดน วิสุทธิลักษณ์ คณะสังคมวิทยาและมนุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เชษฐา พวงหัตถ์ ภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
อาดาดล อิงคะวณิช มหาวิทยาลัยเว็สต์มินสเตอร์
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
อรอนงค์ ทิพย์พิมล คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
นวลน้อย ตรีรัตน์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ดาริน อินทร์เหมือน สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน
ชาตรี ประกิตนนทการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาศิลปากร
มุกหอม วงษ์เทศ นักเขียน
รักนิรันดร์ วรรณวีรพงษ์
ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์
อัจฉรา รักยุติธรรม คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
นิรมล ยุวนบุณย์
นายพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ
เยาวลักษ์ อนุพันธุ์ ทนายความ
ชญานิน เตียงพิทยากร
อุเชนทร์ เชียงเสน
ชาตรี สมนึก
วิทยา พันธ์พานิชย์
พิภพ อุดมอิทธิพงศ์
รุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัช International Crisis Group
กิตติศักดิ์ สฤษดิสุข
ธนศักดิ์ สายจำปา
จอน อึ๊งภากรณ์
ประจักษ์ ก้องกีรติ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ยุกติ มุกดาวิจิตร คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
วรวิทย์ ไชยทอง นิสิตภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
นันทา เบญจศิลารักษ์
สุขุม ชีวาเกียรติยิ่งยง
ปกป้อง เลาวัณย์ศิริ นักสิทธิมนุษยชน
ธร ปีติดล คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
กรรณิกา เพชรแก้ว
วิโรจน์ อาลี รัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
วีระ หวังสัจจะโชค
นิภาพร รัชตพัฒนากุล คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการ
ภัควดี วีระภาสพงษ์ นักเขียน-นักแปล
อานันท์ กาญจนพันธ์ สังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
คริส เบเกอร์ นักวิชาการ
โกวิท แก้วสุวรรณ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
ชาญณรงค์ บุญหนุน ศิลปากร
กฤษณะ มณฑาทิพย์ มหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์
คมลักษณ์ ไชยยะ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
บุญยืน สุขใหม่
โกวิท แก้วสุวรรณ
ทองทัช เทพารักษ์
ศรีสมร กิจภู่สวัสดิ์
วสันติ ลิมป์เฉลิม มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี
ณัฐนพ พลาหาญ นิสิตคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ดิน บัวแดง กลุ่มประชาคมจุฬาฯเพื่อประชาชน
ฉลอง สุนทราวาณิชย์ นักวิชาการ
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักวิชาการ
อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ นักวิชาการ
จริยา ยางน้อย
อิสรา ดวงไสว
จิราพร เหล่าเจริญวงศ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
สายสัมพันธ์ รัตนปรีดากร นักศึกษา มหาวิทยาลัยลอนดอน
ศิริภาส ยมจินดา นักศึกษา มหาวิทยาลัยลอนดอน
เพ็ญศิริ จันทร์ประทีปฉาย คนทำหนังสืออิสระ
ปิยวรรณ อัศวราชันย์ คณะมนุษยศาสตร์ พระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
ศรายุธ ตั้งประเสริฐ
นีรนุช เนียมทรัพย์
พิชิต พิทักษ์
นายสิบสกุล กิจนุกร
อัญชลี มณีโรจน์
กิตติภูมิ จุฑาสมิต แพทย์ชนบท
อดิศร เกิดมงคล
ภูวิน บุณยะเวชชีวิน University of Hull
พุฒิพงศ์ นวกิจบำรุง วิจักขณ์ พานิช นักวิชาการ
ยงยุทธ เรือนทา
กังวาฬ ฟองแก้ว คณะสังคมศาสตร์ มช.
ทพ.ธีรวัฒน์ ทัศนภิรมย์ คณะทันตแพทยศาสตร์ ม.มหิดล
ชัชวาล ปุญปัน
ทวีศักดิ์ เผือกสม
ใจ อึ๊งภากรณ์
นิธินันท์ ยอแสงรัตน์
วีร์ อินทรกระทึก
ไพโรจน์ จันทร์นิมิ

โจรใต้ตบหน้ารัฐบาล หรือรัฐบาลร่วมมือกับโจรใต้

ที่มา Thai E-News


โดย ปาแด งา มูกอ
26 เมษายน 2554

วันนี้ผมขอนำข่าวที่อ้างถึงแหล่งข่าว กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า มาให้ท่านผู้อ่านได้ร่วมกันพิจารณาดูว่า ข่าวประเภทนี้ เหมาะสมหรือไม่ที่จะเป็นหน่วยงานของรัฐ

เหมาะสมหรือไม่ที่จะเป็นหน่วยงานหลักในการแก้ไขปัญหาเหตุการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเหมาะสมหรือไม่ที่เงินภาษีทุกบาททุกสตางค์ของประชาชนทั้งประเทศที่ให้เป็นค่าเงินเดือน ค่าเสี่ยงภัย ค่าเบี้ยเลี้ยงพิเศษ ค่าทวีคูณ กับเจ้าหน้าที่เหล่านี้ ผมว่าทางที่ดี กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า

น่าจะไปรับเงินเดือน กับกลุ่มขบวนการ BRN ให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย


กลุ่ม'บีอาร์เอ็น'เคลื่อนไหวป่วนใต้ปี 53ใช้เงิน 85 ล้าน ( โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ )

แหล่งข่าวจากหน่วยข่าวกรอง กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ภาค 4 ส่วนหน้า เปิดเผยว่า จากการเก็บข้อมูลภายในปี 2553 พบว่า ขบวนการก่อการร้ายในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายใต้การนำของกลุ่มขบวนการบีอาร์เอ็นได้ใช้เงินในการก่อเหตุการณ์จำนวนมากถึง 85 ล้านบาท โดยได้รับการสนับสนุนจากทุกทาง ทั้งขบวนการค้ายาเสพติด การเรียกค่าคุ้มครองจากบริษัทห้างร้าน เก็บภาษีบุคคล เก็บภาษีการค้า ซึ่งเป็นเงินทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย กระทั่งมีการเรียกเก็บค่าคุ้มครองจากหน่วยงานรัฐในพื้นที่ด้วย

ตัวเลขนี้เท่านี้หน่วยข่าวกรองตรวจสอบพบ ที่เหลือไม่ทราบว่าเท่าไหร่ ซึ่งกลุ่มบีอาร์เอ็นจะมีฝ่าย การคลังทำหน้าที่หารายได้นำเงินส่งโครงสร้างขบวนการ โดยการหารายได้ในระดับเขตปกครองข้างล่าง อาทิ การรับเหมาทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โครงการของรัฐในหมู่บ้านโดยจะเรียกเก็บ 10 - 15% จากจำนวนเงินทั้งหมดเข้ากองกลางภาษีบุคคลวันละบาท สวนยางเก็บสวนละ 3,000 ต่อเดือน หรือของรัฐก็จะเก็บจากเจ้าหน้าที่รัฐที่อยู่โดดเดี่ยวและต้องการความคุ้มครอง เช่น จ่ายเดือนละ 500 บาท หรือชุดรักษาความปลอดภัยเก็บคนละ 50 บาท แต่จากการตรวจสอบพบปรากฎว่า แหล่งทุนใหญ่อยู่ในกลุ่มโครงการของรัฐและเงินสนับสนุนจากองค์กรพัฒนาเอกชน รวมถึงผู้มีรายได้มากที่พร้อมจ่ายให้

สำหรับขั้นตอนการหารายได้ของ กลุ่มบีอาร์เอ็น จะมีหน่วย สรรพากรพื้นที่ของขบวนการ แบ่งเงินส่วนหนึ่งสำหรับเป็นใช้จ่ายในการดำเนินงานในพื้นที่หรือระดับจังหวัด ก่อนส่งเข้าส่วนกลาง ขณะที่ระดับแกนนำใหญ่จะไปขอรับการสนับสนุนจากองค์กรพัฒนาเอกชนจากประเทศในยุโรป และประเทศอื่นๆ ที่พร้อมบริจาค เพื่อช่วยการทำกิจกรรม เช่น เพื่อสนับสนุนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาบางแห่ง แต่ก็ถูก กลุ่มบีอาร์เอ็นไปตัดแบ่งมาเพื่อใช้เคลื่อนไหว ขณะที่ขบวนการพูโล ซึ่งเป็นองค์กรหนึ่งในพื้นที่จะสนับสนุนในแนวสังคมตามที่ขบวนการบีอาร์เอ็นขอการสนับสนุน แต่กลุ่มนี้ไม่มีบทบาทมากนัก

จากการประเมินของหน่วยข่าวกรองทหาร พบข้อมูลได้มีการเตรียมก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นกรณีพิเศษในช่วงกลางเดือนเม.ย.-พ.ค. ซึ่งเป็นช่วงใกล้การเลือกตั้ง เนื่องจากช่วงการเมืองจะอ่อนแอและไม่มีความชัดเจนด้านนโยบาย ซึ่งจะเปิดช่องให้กลุ่มแบ่งแยกดินแดนฮึกเหิมและฉวยใช้โอกาสนี้เพื่อเคลื่อนไหวยกระดับความไม่สงบสู่สากล อีกประเด็นก็คือนักการเมืองที่จะลงเลือกตั้งจำเป็นต้องอิงกระแสมลายูเพื่อให้ได้มาซึ่งคะแนนเสียงในพื้นที่ ดังนั้นนโยบายการหาเสียงในเขตที่มีกลุ่มแบ่งแยกดินแดน จึงอาจเป็นไปในลักษณะร่วมเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการหรืออาจจะหลับตาข้างหนึ่งขณะที่มีการก่อเหตุ

ข้อมูลข่าวในลักษณะนี้ (ถ้าเป็นจริงอย่างที่สื่อนำมาลงเสนอ ) ก็ถือเป็นการถีบหน้ารัฐบาล และถีบหน้าหน่วยงานตัวเอง นี่แสดงว่าหมดน้ำยา ในการแก้ไขปัญหาไฟใต้อย่างสิ้นเชิงแล้วจริงๆ

ข้อมูลข่าวสารในลักษณะที่มีการระบุว่า เป็นข่าวจากหน่วยข่าวด้านความมั่นคง หน่วยข่าวกรอง กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เช่นนี้ มิใช่เพิ่งจะมี หากท่านผู้อ่านที่เคยติดตามในบทความ โอละพ่อ ไม่รู้ว่าใครหลอกใคร ที่มีการเสนอข่าวว่า สามจังหวัดชายแดนใต้ มีการจัดส่งหญิงไทยมุสลิมไปทำการฝึกอาวุธในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อกลับมาปฏิบัติการก่อความไม่สงบในพื้นที่

ข่าวชิ้นนี้เล่นเอาหน่วยงานด้านความมั่นคง กอ.รมน.ภาค 4 ต้องออกมาชี้แจงกันจ้าละหวั่นว่าเป็นข่าวของผู้ไม่หวังดีกุข่าวเรื่องนี้ขึ้นมา ผมขอถามว่า แล้วทำไม พวกมึง..!! ถึงไม่ถามไอ้หัวข่าวออนไลน์ที่มันลงข่าวนี้ว่า มันเอาข่าวนี้มาจากไอ้บ้าคนไหน ไอ้หน่วยงานห่วยๆหน่วยงานไหนที่ให้ข่าวมันมา แค่นี้ก็จบ ไม่เห็นมันจะยากเย็นอะไรเลย

ความผิดพลาดของหน่วยงานที่ได้ชื่อว่า เป็นหัวใจหลักของการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และใช้งบประมาณเพื่อปฏิบัติภารกิจอย่างมหาศาล มากกว่าหน่วยงานอื่นๆ อย่าง กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ภาค 4 ส่วนหน้า นี้ ขอถามว่า มันคุ้มมั้ย…???

บทเรียนของความผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เมื่อ พ.ศ. 2538 กอ.รมน.ภาค 4 ได้ขออนุมัติ เปลี่ยนชื่อขบวนการโจรก่อการร้ายเป็น “โจรก่อการร้าย” และลดระดับการป้องกันและปราบปรามการก่อการร้ายของฝ่ายรัฐบาลลง และจากปี พ.ศ. 2538 ถึง พ.ศ. 2546 การดำเนินการด้านการข่าว ได้พัฒนากลายเป็น ไม่มีขบวนการโจรก่อการร้ายหรือโจรก่อการร้าย กลายเป็นโจรธรรมดา และมากลายเป็น “ กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ” ในรัฐบาลชุดเทพประทาน ขอถามว่า มันห่วยมั้ย...???

เรื่องนี้ผมวิเคราะห์ดูแล้ว หากเป็นการรายงานข่าวของหน่วยข่าว กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าจริง แสดงว่ารายงานฉบับนี้มีอะไรซ่อนเร้นอยู่ 2 นัยยะ

1.ถล่มพรรคการเมืองที่อยู่ตรงข้ามกับรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย ที่ พ่อใหญ่จิ๋วชูธงสนับสนุน “นครปัตตานี” ในการเลือกตั้งที่จะมาถึง

2.ตบหน้ารัฐบาลพร้อมกับเสียดสีพรรคประชาธิปัตย์

แต่เมื่อมาวิเคราะห์อีกครั้งหนึ่ง ผมชักไม่แน่ใจขึ้นมาเสียดื้อๆ ว่า นี่คือฝีมือของนักการข่าวระดับเซียนของประเทศไทยแน่หรือ หรือเป็นเพียงนักรายงานข่าวชั้นสวะที่ไม่เอาไหนเสียเลย ไอ้กระจอก......

ในที่สุดมาร์คก็ไปเยี่ยมชายแดนแล้วครับ

ที่มา Thai E-News


เขารบกันที่สุรินทร์ครับ แต่มันไปแม่ฮ่องสอน.. ชายแดนเหมือนกัน (ภาพ:มติชนออนไลน์)

โดย คนลึกลับ
ที่มา กระดานสนทนาIF


ดูชาวบ้านชายแดนเขมรซิ น่าสงสาร ที่ควรไป ไม่ไป ไอ้หอก

ภาพกษิตเยือนศูนย์อพยพสุรินทร์ พอดีภาพมันหลุดเข้าไปใน photoshop แล้วออกมางี้ได้ไงไม่รู้ครับ (ที่มา:คนลึกลับ กระดานสนทนาIF)

ทหารหน้าไม่อาย เก่งแต่ตบเท้าตากฝน ดีแต่สังหารเสื้อแดงมือเปล่า พอเจอทหารเขมรบุกมา กลับไปฝึกชาวบ้านชายแดนออกรบ (ภาพข่าว:AP)




อยากได้แบบนี้อ่ะ อยากได้ พวกที่ฆ่าหมู่ประชาชนที่แยกราชประสงค์ ส่งไปชายแดนเขมรที(ภาพ:ประชาทอล์ก)

Monday, April 25, 2011

เปิด"แถลงการณ์"เพื่อน"สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล" วอนรัฐหยุดคุกคามเสรีภาพ

ที่มา มติชน



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 24 เม.ย. ภายหลังนายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ มธ. แถลงข่าวถึงผลกระทบต่อเสรีภาพทางวิชาการ กรณีการอภิปรายเรื่อง สถาบันกษัตริย์-รัฐธรรมนูญ-ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2553 ที่ผ่านมา ได้มีนักวิชาการจากกลุ่มสันติประชาธรรม และกลุ่มต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐยุติการคุกคามเสรีภาพของประชาชน

เริ่มจาก แถลงการณ์จากเครือข่ายสันติประชาธรรม ในหัวข้อ"หยุดคุกคามสิทธิเสรีภาพของประชาชน"

ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองที่ทวีความเข้มข้นมากขึ้นนับตั้งแต่การรัฐประหารปี 2549 ประชาชนที่มีความคิดเห็นทางการเมืองแตกต่างจากผู้ยึดกุมอำนาจรัฐ ก็ต้องเผชิญกับการคุกคามสิทธิและเสรีภาพมากขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะนี้ เงาทะมึนของการคุกคามได้ลุกลามเข้าสู่ผู้คนในวงวิชาการด้วยเช่นกัน ล่าสุดคือการคุกคามที่เกิดขึ้นกับอาจารย์ ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ด้วยสาเหตุที่อาจารย์ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทและสถานะของสถาบันกษัตริย์ในสังคมไทยในเวทีวิชาการต่าง ๆ หลายครั้งหลายครา

พวกเราในฐานะนักวิชาการเครือข่ายสันติประชาธรรม และประชาชนที่เห็นด้วยกับแถลงการณ์นี้ เชื่อว่าการแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาและเปิดเผยของอาจารย์สมศักดิ์ วางอยู่บนเจตจำนงที่ต้องการเห็นสถาบันกษัตริย์ดำรงควบคู่อย่างสอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งต่อความมั่นคงของทั้งสถาบันกษัตริย์และต่อสังคมไทยโดยรวม แต่เป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่งที่การแสดงความคิดเห็นของอาจารย์สมศักดิ์ ที่มุ่งเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจได้ตระหนักถึงปัญหาที่สังคมไทยกำลังเผชิญอยู่นี้ ได้ถูกโจมตีว่าเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มุ่งล้มล้างสถาบันกษัตริย์ และอาจถึงขั้นถูกนำไปเป็นข้ออ้างสำหรับการรัฐประหารครั้งต่อไปก็ได้ นอกจากนี้ อาจารย์สมศักดิ์ไม่ใช่คนแรกและคนสุดท้ายที่จะแสดงความเห็นในเรื่องดังกล่าวอย่างแน่นอน คำถามคืออำนาจรัฐจะติดตามคุกคามประชาชนด้วยประเด็นปัญหานี้อีกกว้างขวางแค่ไหน

พวกเราจึงขอเรียกร้องให้ผู้ที่เกี่ยวข้องยุติการคุกคามเสรีภาพทางวิชาการของอาจารย์สมศักดิ์ และต่อประชาชนกลุ่มอื่น ๆ ที่มีความคิดทางการเมืองที่แตกต่าง โปรดตระหนักว่าในสังคมประชาธิปไตย ทุกสถาบันควรได้รับการตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์ได้เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่จะเป็นประโยชน์กับสังคมประการสำคัญ การเปิดกว้างยินยอมให้มีการแสดงความคิดที่แตกต่างได้อย่างเปิดเผย โดยปราศจากภัยคุกคามและความกลัวต่างหาก ที่จะช่วยนำสังคมไทยฝ่าออกไปจากวิกฤติในขณะนี้ได้

ด้วยความเคารพต่อสิทธิ เสรีภาพ และความยุติธรรม
เครือข่ายสันติประชาธรรม

1.กฤตยา อาชวนิจกุล สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
2.ศรีประภา เพชรมีศรี ศูนย์สิทธิมนุษยชนศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
3.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
4.ธงชัย วินิจจะกูล ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสัน
5.พวงทอง ภวัครพันธุ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
6.เวียงรัฐ เนติโพธิ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
7.จักรกริช สังขมณี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
8.เกษม เพ็ญภินันท์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
9.นฤมล ทับจุมพล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
10.ภูมิอินทร์ สิงห์ชวาลา คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
11.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
12.เสาวนีย์ อเล๊กซานเดอร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบล
13.ลักขณา ปันวิชัย นักเขียน
14.บุญส่ง ชัยสิงห์กานานนท์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
15.จีรพล เกตุจุมพล คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
16.ธนาพล อิ๋วสกุล สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน
17.กานต์ ทัศนภักดิ์ นักเขียน ช่างภาพ และคนทำงานศิลปะ
18.นภัทร สาเศียร นิสิตปริญญาโท สาขาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
19.วันรัก สุวรรณวัฒนา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
20.อภิชาต สถิตนิรมัย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
21.ไอดา อรุณวงศ์ สำนักพิมพ์อ่าน
22.เบญจรัตน์ แซ่ฉั่ว ศูนย์สิทธิมนุษยชนศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
23.วิภา ดาวมณี คณะกรรมการรับข้อมูลและสืบพยานเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519
24.สุดแดน วิสุทธิลักษณ์ คณะสังคมวิทยาและมนุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
25.เชษฐา พวงหัตถ์ ภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
26.ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
27.อาดาดล อิงคะวณิช มหาวิทยาลัยเว็สต์มินสเตอร์
28.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
29.อรอนงค์ ทิพย์พิมล คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
30.นวลน้อย ตรีรัตน์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
31.ดาริน อินทร์เหมือน สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน
32.ชาตรี ประกิตนนทการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาศิลปากร
33.มุกหอม วงษ์เทศ นักเขียน
34.รักนิรันดร์ วรรณวีรพงษ์
35.ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์
36.อัจฉรา รักยุติธรรม คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
37.นิรมล ยุวนบุณย์
38.นายพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ
39.เยาวลักษ์ อนุพันธุ์ ทนายความ
40.ชญานิน เตียงพิทยากร
41.อุเชนทร์ เชียงเสน
42.ชาตรี สมนึก
43.วิทยา พันธ์พานิชย์
44.พิภพ อุดมอิทธิพงศ์
45.รุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัช International Crisis Group
46.กิตติศักดิ์ สฤษดิสุข
47.ธนศักดิ์ สายจำปา
48.จอน อึ๊งภากรณ์
49.ประจักษ์ ก้องกีรติ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
50.ยุกติ มุกดาวิจิตร คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

51.วรวิทย์ ไชยทอง นิสิตภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงณ์มหาวิทยาลัย

52.นันทา เบญจศิลารักษ์

53.สุขุม ชีวาเกียรติยิ่งยง

54.ปกป้อง เลาวัณย์ศิริ นักสิทธิมนุษยชน

55.ธร ปีติดล คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

56.กรรณิกา เพชรแก้ว

57.วิโรจน์ อาลี รัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

58.วีระ หวังสัจจะโชค

59.นิภาพร รัชตพัฒนากุล คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

60.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการ

61.ภัควดี วีภาสพงษ์ นักเขียน-นักแปล

62.อานันท์ กาญจนพันธ์ สังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

63.คริส เบเกอร์ นักวิชาการ

64.โกวิท แก้วสุวรรณ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

65.ชาญณรงค์ บุญหนุน ศิลปากร

66.กฤษณะ มณฑาทิพย์ มหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์

67.คมลักษณ์ ไชยยะ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา

68.บุญยืน สุขใหม่

69.โกวิท แก้วสุวรรณ

70.ทองทัช เทพารักษ์

71.ศรีสมร กิจภู่สวัสดิ์

72.วสันติ ลิมป์เฉลิม มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี

73.ณัฐนพ พลาหาญ นิสิตคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

74.ดิน บัวแดง กลุ่มประชาคมจุฬาฯเพื่อประชาชน

75.ฉลอง สุนทราวาณิชย์ นักวิชาการ

ต่อด้วยจดหมายเปิดผนึก (จากนักวิชาการด้านไทยศึกษาในต่างประเทศ)

ในนามของนักวิชาด้านไทยศึกษาซึ่งพำนักอยู่นอกประเทศไทย เราได้เฝ้าสังเกตการลิดรอนพื้นที่ของการแลกเปลี่ยนทางความคิดที่เกิดขึ้นเรื่อยมานับตั้งแต่เหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และมีความกังวลใจอย่างถึงที่สุด ทั้งนี้การคุกคามเสรีภาพของการคิดและการแสดงออกนี้ได้ทวีความรุนแรงมากขึ้นนับตั้งแต่เหตุการณ์ความรุนแรงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ดังตัวอย่างที่สำคัญ เช่น การจับกุมกักขัง ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยศูนย์อำนวยการภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินในเดือนเมษายน 2553 การตั้งข้อกล่าวหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพต่อนายใจ อึ๊งภากรณ์ และการดำเนินคดีต่อนางสาวจีรนุช เปรมชัยพร ผู้ดูแลเว็บไซต์ประชาไท

ตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นอีกผู้หนึ่งซึ่งถูกคุกคาม อันเนื่องมาจากการวิพากษ์วิจารณ์รัฐ สถาบันพระมหากษัตริย์และความสัมพันธ์ระหว่างสองสถาบันนี้ เราจึงต้องการที่จะแสดงออกซึ่งความห่วงใยอย่างที่สุดต่อกรณีนี้

การคุกคามที่มีต่อ ดร.สุธาชัย นายใจ นางสาวจีรนุช และ ดร.สมศักดิ์ เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นต่อประชาชนชาวไทยอีกจำนวนนับไม่ถ้วนนั้น เป็นลักษณะบ่งชี้ถึงการปฏิบัติอย่างกว้างขวางและหลายรูปแบบของรัฐ ซึ่งการกระทำเหล่านี้คุกคามต่อสิทธิเสรีภาพและอนาคตของประชาธิปไตยไทยอย่างรุนแรง สิ่งที่ชัดเจนในขณะนี้คือ ความขัดแย้งจะไม่มีทางหมดไปจากระบบการปกครองของไทย ไม่ว่ารัฐไทยจะเลือกใช้มาตรการจัดการที่รุนแรงเพียงใด ผู้ซึ่งอยู่ในอำนาจควรจะตระหนักได้แล้วว่าการอภิปรายและการวิพากษ์วิจารณ์เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อกระบวนการทางประชาธิปไตย

เราซึ่งมีชื่อด้านล่างนี้ขอแสดงจุดยืนเคียงข้างเพื่อนร่วมวิชาชีพจากเครือข่ายสันติประชาธรรม ขอเรียกร้องให้หยุดการข่มขู่คุกคามต่อดร.สมศักดิ์ และหยุดการปฏิบัติใดๆอันเป็นการลิดรอนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

1.Dr.Michael K. Connors, La Trobe University
2.Dr.Nancy Eberhardt, Knox College
3.Dr.Nicholas Farrelly, Australian National University
4.Dr.Arnika Fuhrmann, Hong Kong University
5.Dr.Jim Glassman, University of British Columbia
6.Dr.Tyrell Haberkorn, Australian National University
7.Dr.Kevin Hewison, University of North Carolina-Chapel Hill
8.Dr.CJ Hinke, Freedom Against Censorship Thailand
9.Dr.Soren Ivarsson, University of Copenhagen
10.Dr.Andrew Johnson, Sogang University
11.Dr.Tomas Larsson, Cambridge University
12.Dr.Charles Keyes, University of Washington
13.Mr.Samson Lim, Cornell University
14.Dr.Tamara Loos, Cornell University
15.Dr.Mary Beth Mills, Colby College
16.Ms.Nattakant Akarapongpisak, Australian National University
17.Dr.Craig Reynolds, Australian National University
18.Mr.Andrew Spooner, Nottingham Trent University
19.Mr.Sing Suwannakij, University of Copenhagen
20.Dr.Michelle Tan, Independent Scholar, USA
21.Mr.Giles Ji Ungpakorn, Independent Scholar, UK
22.Dr.Andrew Walker, Australian National University
23.Dr.Thongchai Winichakul, University of Wisconsin-Madison
24.Mr.Kritdikorn Wongswangpanich, Aberystwyth University
25.Dr.Adadol Ingawanij, University of Wesminster, UK.
26.Dr.Rachel V Harrison, University of London

27.Dr. Abner Soffer, Tel Aviv University

และแถลงการณ์จากนักสันติวิธี เรื่อง "ขออย่าทวีความร้าวฉานในสังคม"

ความขัดแย้งของสังคมไทยในช่วง 5-6 ปีมานี้ มีลักษณะที่แตกต่างไปจากช่วงอื่นๆอย่างชัดเจน กล่าวคือ เป็นความขัดแย้งที่ขยายวงไปยังทุกภาคส่วนและสังคมหน่วยต่างๆ ตั้งแต่ภายในครอบครัว กลุ่มอาชีพ หน่วยงาน ไปจนถึงสถาบันต่างๆ เช่น สถาบันยุติธรรม พรรคการเมือง การบริหารราชการ การบัญญัติกฎหมาย ฯลฯ ทั้งยังเป็นปฏิปักษ์ต่อกันโดยไม่มีแนวโน้มว่าจะลดราลง ความขัดแย้งในลักษณะเช่นนี้อาจเป็นเหตุก่อให้เกิดผลได้ทั้งทางบวกและทางลบ ทั้งนี้ขึ้นกับวิธีการแก้ไขความขัดแย้งนี้ในระยะสั้นและระยะยาว

กรณีการออกหมายจับ ดร. สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งกำลังเกิดขึ้นในวันเวลานี้นั้น เป็นดัชนีที่ชี้ให้เห็นถึง มรรควิธีในการจัดการความขัดแย้งอย่างไม่คำนึงถึงหลักวิชา ไม่ว่าจะในเชิงนิติศาสตร์ และสังคมศาสตร์สาขาต่างๆ ทั้งยังไม่เป็นไปตามหลักที่ถือปฏิบัติกันของประชาคมโลกสมัยปัจจุบัน ตั้งแต่ สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ไปจนถึงเสรีภาพในทางวิชาการ การแสดงความคิดเห็นโดยไม่ได้มีเจตนาให้ก่อการจลาจล หรือ มุ่งร้ายหมายชีวิตบุคคลหรือกลุ่มคนใดๆ

เป็นที่หวั่นเกรงว่า การดำเนินการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยการใช้อำนาจและกำลังที่ละเมิดศีลธรรมและนิติธรรมซึ่งสังคมไทยควรยึดถือโดยน้ำมือเจ้าหน้าที่ของรัฐและบุคคลบางกลุ่มบางฝ่ายที่อาจจะกำหนดอยู่เบื้องหลังนี้นั้นส่อถึงเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์และไร้ความปรารถนาดีต่อการคลี่คลายความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์ อันจะยิ่งทำให้ปัญหาที่สั่งสมอยู่แล้วทวีความรุนแรงขึ้น

ผู้มีรายนามท้ายนี้ ขอเสนอให้เจ้าหน้าที่ของรัฐและฝ่ายอื่นๆที่พยายามดำเนินการใส่ร้าย กล่าวหา ดร. สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ได้ล้มเลิกการคุกคามและความประสงค์ที่จะทำร้ายไม่ว่าจะทางกายภาพและทางจิตใจทั้งในกรณีนี้และอื่นๆที่อาจจะตามมา เช่น การถอดถอนประกันที่สาธารณชนรู้จักกันในนาม ‘แกนนำนปช.’ การออกหมายจับบุคคลต่างๆที่อาจมีการเตรียมการไว้ และการกระทำต่างๆนานาที่มิได้เอื้อต่อการประคับประคองการเปลี่ยนแปลงสังคมด้วยหลักสันติธรรม

วันที่ 24 เมษายน 2554

1.ไชยันต์ รัชชกูล สถาบันศาสนา วัฒนธรรม และสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ
2.สุชาติ เศรษฐมาลินี สถาบันศาสนา วัฒนธรรม และสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ
3.ชาญชัย ชัยสุขโกศล ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล
4.เอกรินทร์ ต่วนศิริ ศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
5.งามศุกร์ รัตนเสถียร ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล
6.ประทับจิต นีละไพจิตร นิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
7.ใจสิริ วรธรรมเนียม ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล
8.อธิษฐาน์ คงทรัพย์ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล
9.เอกพันธ์ ปิณฑวณิช ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล

"เฉลิม" ดัน "เจ๊ปู" สู้ "มาร์ค" เทียบชั้นกันได้ ชี้ชูนโยบายนิรโทษกรรมที่ดินรัชดาฯ ชนะใส

ที่มา มติชน

เมื่อวันที่ 24 เมษายน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส. เพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการต่อสู้ในสนามเลือกตั้งของ พท. ภายหลัง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี วิดีโอลิงก์มาเปิดนโยบายหาเสียงอย่างเป็นทางการแล้วว่า พท.ในสนามเลือกตั้งต้องขาย พ.ต.ท.ทักษิณเป็นหลัก เพราะเป็นบุคคลที่ประชาชนทั่วไปให้การยอมรับและเชื่อถือในนโยบายที่เคยประสบความสำเร็จมาแล้ว และต้องผลักดัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณให้ขึ้นเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

"ถ้า พท.ไม่ขายทักษิณ แล้วใครจะสู้นายอภิสิทธิ์ (เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี) ได้ ผมคิดมา 2 ปีเศษแล้วว่าคุณยิ่งลักษณ์เหมาะ ถ้า พท.หนุนคุณยิ่งลักษณ์ขึ้นมาเทียบ ชายหนุ่ม-หญิงสาว นักเรียนนอก-นักเรียนนอก คุณประสบผลสำเร็จทางการเมือง-นี่ประสบผลสำเร็จทางธุรกิจ แล้วอย่าไปนึก อย่าไปพูดเลยว่า คุณยิ่งลักษณ์จะเป็นนอมินีทักษิณ เพราะพรรคไทยรักไทย พลังประชาชน เพื่อไทย ก็ท่านทักษิณ ก็ตึกโอเอไอ ทาวเวอร์ พรรคเพื่อไทย โอ ก็โอ๊ค เอก็เอม ไอ ก็อิ๊ง แล้วจะไปปฏิเสธว่ากลัวเป็นนอมินีท่านทักษิณ" ร.ต.อ.เฉลิมกล่าว

ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้สำคัญต่อ พ.ต.ท.ทักษิณมาก ดังนั้นต้องชนะ และ 4 ปีหลังจากนี้ไปประชาชนจะเริ่มลืม พ.ต.ท.ทักษิณแล้ว ในการหาเสียงต้องบอกในการปราศรัยให้ชัดเจนว่า ถ้าชนะเลือกตั้งจะมีการนิรโทษกรรมคดีที่ดินรัชดาภิเษกให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อไม่ให้มีการต่อต้านหลังได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง

เมื่อถามว่า อำนาจพิเศษอื่นๆ จะเปิดทางให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงหรือ ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า เมื่อประชาชนต้องการและเป็นมติมหาชน ทุกภาคส่วนยอมรับ ขอให้ชนะก่อน แม้จะไม่เกินกึ่งหนึ่ง แต่ชนะสัก 50 ที่นั่งประชาธิปัตย์ (ปชป.) ก็จะไม่ดื้อดึงที่จะตั้งรัฐบาลแข่ง พรรคร่วมรัฐบาลก็ต้องคิดว่าถ้าไปร่วมกับ ปชป.อีก ประชาชนจะยอมหรือ และที่สำคัญการเลือกตั้งครั้งนี้ ปชป.ไม่มีโอกาสแลนด์สไลด์ แต่ พท.มีโอกาสแลนด์สไลด์ โดยเฉพาะเมื่อขาย พ.ต.ท.ทักษิณ

(ติดตามอ่านรายละเอียดฉบับเต็มได้ที่ หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 23 เมษายน 2554 หน้า 11)

จับกระแสนโยบายเพื่อไทยฉบับทักษิณ

ที่มา ข่าวสด

รายงานพิเศษ



1.น.พ.อลงกต มณีกาศ

2.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

3.ประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ

4.อัษฎางค์ ปาณิกบุตร

จากกรณีพรรคเพื่อไทย นำโดยพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดตัวนโยบายพรรคเพื่อใช้สู้ศึกเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในเร็วๆ นี้ ทั้งการเสนอลดภาษีนิติบุคคล เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน การสร้างเขื่อนแก้น้ำท่วมกรุง หรือการสร้างรถไฟฟ้า 10 สาย ตลอดจนนโยบายแก้ความยากจนใน 4 ปี

นักวิชาการและนักการเมืองได้สะท้อนมุมมองต่อนโยบายดังกล่าว ว่าทำได้จริงหรือไม่ หรือเป็นแค่นโยบายขายฝันที่มีอยู่ในทุกพรรค และสามารถนำไปสู่การชนะเลือกตั้ง เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้หรือไม่

น.พ.อลงกต มณีกาศ

ส.ส.นครพนม และโฆษกพรรคเพื่อแผ่นดิน

จากการดูนโยบายของพรรคเพื่อไทย ทางพรรคไม่มีความหนักใจ แม้จะเป็นคู่แข่งสำคัญในพื้นที่ภาคอีสานก็ตาม การจะทำได้ทุกเรื่องตามนโยบาย 10 ข้อคงไม่ใช่ ต้องมองความเป็นไปได้ด้วย ว่าอนาคตตัวเองนั้นได้เป็นรัฐบาลหรือไม่ อยากให้ประชาชนคิดถึงตรงนี้ด้วย

หากจะลงลึกถึงนโยบายไหนของพรรคเพื่อไทยที่จะทำได้ไม่ได้ ผมไม่ขอวิจารณ์ แต่ส่วนใหญ่นโยบายจะอยู่ในรูปของประชานิยม รัฐสวัสดิการ อดเป็นห่วงไม่ได้ว่า จะเป็นการสร้างภาระให้กับเงินคงคลังของประเทศหรือไม่

ยืนยันว่าการประกาศนโยบายของพรรคเพื่อไทย ไม่ได้ทำให้เราหวั่นไหว หรือหนักใจ เราจะใช้วิธีเดินทางสายกลาง เน้นความปรองดองสู้กับนโยบายพรรคเพื่อไทย

หากถามผมว่าเดินสายกลางจะสู้ได้อย่างไร ต้องถามกลับไปว่า ทุกสีที่เคลื่อนไหวอยู่ในขณะนี้ หยุดแล้วหรือยัง ถ้าประชาชนเบื่อกับของเก่า และสีเสื้อต่างๆ ขอให้มองเราเป็นทางเลือกในการบริหารประเทศ รวมทั้งอยากให้เห็นถึงอนาคตด้วยว่า พรรคไหนจะได้เป็นรัฐบาล เพราะถ้าเป็นรัฐบาลก็จะสามารถขับเคลื่อนนโยบายได้อย่างเป็นรูปธรรม



สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

นักวิชาการเศรษฐศาสตร์การเมือง

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

นโยบายพรรคเพื่อไทยทั้งหมดนั้น อาจพอทำได้ในระดับหนึ่ง แต่ปัญหาเรื่อง ความยากจน เป็นปัญหาระดับประเทศที่ยืดเยื้อมาหลายสิบปี ยังไม่เห็นมีรัฐบาลไหนแก้ไขได้ มันเหมือนเป็นนโยบายชวนฝันมากกว่า

หากพรรคเพื่อไทยคิดว่าจะแก้ปัญหาตรงนี้ได้จริง ทำไมไม่แก้ไขตั้งแต่สมัยที่พรรคตนเองเป็นรัฐบาล เพราะปัญหานี้อย่างแรกที่ต้องคำนึงคือ รายได้ จะเอารายได้จากไหนมาช่วยเหลือคนจน เพราะภาษีที่มีอยู่ก็ไม่มากพอที่จะนำมาแก้ไขปัญหาตรงนี้ได้ หรือถ้าจะเพิ่มภาษี คิดว่าต้องมีปัญหาถกเถียงกันอีก คงไม่มีใครอยากเสียภาษีเพิ่ม

อย่างที่สอง คือรัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารจะต้องมีฝีมือ และต้องการแก้ไขปัญหาเพื่อประเทศชาติจริงๆ นโยบายต่างๆ จะต้องสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโลก

ปัจจุบันนี้จะมีนโยบายใหม่ๆ เข้ามา แต่ไม่มีความพัฒนาขึ้นเลย ไม่ว่าจะเป็นโครง สร้างเพื่อประชาชน หรือโครงสร้างธุรกิจก็ยังไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ทันตามกระแสธุรกิจโลก

ปัญหาอีกอย่างคือ การคอร์รัปชั่น หากคนที่มาบริหารยังเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนอยู่ คงทำได้ยาก พรรคเพื่อไทยอาจจะมีความตั้งใจจริง แต่มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะแก้ไขปัญหาได้ตามนโยบายที่กล่าวขึ้นมา

ถ้าจะเปรียบเทียบจาก 100 เปอร์เซ็นต์ คงทำได้แค่เพียง 10-20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น นโยบายดังกล่าว เปรียบเสมือนเป็นการหาเสียงที่จะช่วยพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับเข้ามาในประเทศเท่านั้น

หากจะเปรียบเทียบกับนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์แล้ว พรรคประชาธิ ปัตย์มีโอกาสสูงที่จะกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง เมื่อดูจากความโปร่งใสของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับพ.ต.ท.ทักษิณ เพราะตอนนี้ประชาชนมีความนิยม พ.ต.ท.ทักษิณ น้อยลงมาก อีกทั้งคดีที่ยังค้างคาอยู่ด้วย



ประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ

ประธานส.ส.พรรคภูมิใจไทย

เมื่อมองดูนโยบายพรรคเพื่อไทย เป็นเพียงการนำเรื่องเก่ามาต่อยอด เพียงแต่เปลี่ยนแปลงคำพูดเท่านั้น

อย่างค่าแรง 300 บาท ที่พรรคเพื่อไทยชู ถามว่าราคาเท่านี้ จะจ้างใคร และราคาเท่านั้น ต้องมีฝีมือที่ดีด้วยหรือไม่ อย่างเรื่องบัตรเครดิตทำนา ถามว่า เมื่อชาวนาเอาของมาแล้ว เช่น ปุ๋ย ยา แต่เมื่อเกิดภัยธรรมชาติ ที่นาแล้ง น้ำท่วม ผลผลิตไม่ได้ตามต้อง การ ตรงนี้จะทำอย่างไร ใครเป็นคนจ่าย อย่างนโยบายเรื่องน้ำ เรื่องรถไฟฟ้าก็เป็นของเก่า ที่ทุกพรรคก็มีแนวนโยบายเช่นนี้เหมือนๆ กัน

นโยบายพรรคเพื่อไทย ขอให้ประชาชนคิดและพิจารณาว่า อนาคตจะเป็นพรรคที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ เพราะพรรคที่เป็นรัฐบาลจะนำนโยบายไปรับใช้พี่น้องประชาชนได้ดีกว่า

ต้องเข้าใจว่า นโยบายในแต่ละพรรค มีความเหมือนและใกล้เคียงกัน เพราะสมัยที่เป็นรัฐบาล หรืออยู่ในหมู่พี่น้อง ก็มีการคิด และพูดปรึก ษากันทั้งนั้น ฉะนั้น นโยบายคงไม่ต่างกันมาก

แต่ยอมรับว่า การต่อสู้ในสนามเลือกตั้ง โดยเฉพาะในภาคอีสาน พรรคเพื่อไทยยังเป็นคู่แข่งที่สำคัญ และรู้สึกหนักใจพอสมควร ที่หนักใจคงไม่ใช่ในตัวนโยบาย แต่เป็นในส่วนของกระแสคนที่อยู่นอกประเทศมากกว่า เพราะจากการลงพื้นที่ เขาต้องการคนที่อยู่นอกประเทศกลับบ้าน และยังมีคนที่นิยมชมชอบอยู่เป็นจำนวนมาก

อีกทั้งยังมีกลุ่มมวลชนคนเสื้อแดง ยังเคลื่อนไหวเสริมอีก คงทำให้พรรคเราเหนื่อยขึ้น แต่ถือเป็นเรื่องปกติ ที่เราต้องต่อสู้กันในสนามเลือกตั้ง

ทั้งนี้ ทางพรรคภูมิใจไทย คงต้องชูการปกป้องสถาบัน เพื่อสู้กับนโยบายพรรคเพื่อไทย เพราะที่ผ่านมา เราดำเนินการเป็นประ โยชน์ เห็นเป็นรูปธรรมมาแล้ว ซึ่งเราทำจริง ไม่เฉพาะการใช้ปากพูดเท่านั้น



อัษฎางค์ ปาณิกบุตร

คณะรัฐศาสตร์

มหาวิทยาลัยรามคำแหง

โดยทั่วไปของการหาเสียง นักการเมืองจะสัญญาล่วงหน้า แต่ยังไม่ทราบว่าจะทำได้หรือไม่ พรรค การเมืองจึงจำเป็นต้องเสนอนโยบายเพื่อให้ประชาชนพิจารณา ไตร่ตรองกันอีกที

นโยบายของพรรคเพื่อไทยนั้น โอกาสที่จะปฏิบัติตามที่พูดน่าจะเป็นไปได้สูง และนโยบายพื้นฐานเดิมก็ปฏิบัติกันอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องอาศัยระบบการจัดการ กำกับดูแลให้ทั่วถึงมากกว่านี้ ไม่ว่านโยบายกองทุนหมู่บ้าน หรือโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค มันเป็นนโยบายที่ดีอยู่แล้ว แต่บางจุดยังต้องอาศัยการควบคุมให้มากขึ้น

ต้องยอมรับว่าพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนักการเมือง รวมทั้งเป็นนักธุรกิจ ที่มีความสามารถ มีการบริหารจัดการได้อย่างรวดเร็ว แต่นโยบายเหล่านี้ ต้องขึ้นอยู่กับประชาชนที่จะพิจารณาถึงความเป็นไปได้ รวมทั้งกระแสนิยมของตัวของนักการเมืองด้วย

หากนโยบายต่างๆ ที่กล่าวมา ทำเพื่อมวลชนอย่างแท้จริง และถ้าปฏิบัติได้จริงจะคุ้มค่ามาก

แต่ไม่ใช่คิดนโยบายขึ้นมา เพื่อทำเรื่องเบิกของบประมาณ ทำแล้วไม่เกิดประโยชน์กับประเทศชาติ ประชาชนมองไม่เห็นภาพของความจริง สิ่งที่สำคัญที่ สุดคือประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ

การเลือกตั้งครั้งนี้แต่ละพรรคคงแข่งขันกันรุนแรง และโพลต่างๆ ชี้ให้เห็นว่าพรรคเพื่อไทยจะมีโอกาสชนะสูงมากกว่าพรรคอื่นด้วย ดังนั้น กกต.จะต้องกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด และการเลือกตั้งต้องเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย หากมีอำนาจมืดเข้ามาแทรกแซงอีก ปัญหาก็จะไม่ยุติ

ลืมหน้าที่

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน
มันฯ มือเสือ



กําลังสนุกสนานอยู่กับการ 'ตบเท้า'

จู่ๆ ก็ 'งานเข้า' แบบไม่ทันตั้งตัว เมื่อเกิดเหตุการณ์ทหารไทยปะทะกับทหารกัมพูชา ตามแนวชายแดนบริเวณปราสาทตาควาย และปราสาทตาเมือนธม อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์

เป็นการปะทะระลอกล่าสุดนับตั้งแต่เกิดการสู้รบด้านชายแดน จ.ศรีสะเกษ ใกล้ปราสาทเขาพระวิหาร เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ตามข่าวว่าทหารสองฝ่ายยิงถล่มกันด้วยกระสุนปืนใหญ่นับร้อยนัด

นอกจากพื้นที่ จ.สุรินทร์ อันเป็นศูนย์กลางการปะทะ กระสุนปืนใหญ่จากฝ่ายกัมพูชายังปลิวมาตกในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ ซึ่งอยู่ติดกันอีกด้วย

ทำให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ต้องเร่งอพยพประชาชนหลายหมื่นคนออกจากพื้นที่ ให้พ้นจากรัศมีปืนใหญ่

เบื้องต้นผลจากการปะทะ 2 รอบเมื่อเช้าวันศุกร์ต่อเนื่องวันเสาร์ ทหารไทยพลีชีพแล้วอย่างน้อย 4 นาย และบาดเจ็บอีกจำนวนมาก

ยังไม่มีใครรู้ว่าการปะทะหนนี้จะกินเวลากี่วัน

แต่ถ้ายุติเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น เพื่อไม่ให้ความสูญเสียของทั้งสองฝ่ายเพิ่มเติมมากไปกว่าที่เกิดขึ้นแล้ว

จากภาคอีสานย้ายลงมาที่ภาคใต้ ช่วงเวลาใกล้กันเกิดเหตุกลุ่มโจรใต้ลอบวางระเบิดถล่มรถปิกอัพทหาร ขณะออกลาดตระเวนในพื้นที่ อ.รามัน จ.ยะลา

ใช้อาวุธปืนสงครามกราดยิงซ้ำทำให้ทหารยศสิบเอก พลีชีพไป 1 นาย บาดเจ็บอีก 4 นาย

กรณีของสิบเอกภาคใต้ได้รับการนำเสนอเป็นข่าวแต่ไม่ใหญ่นัก อาจเพราะเป็นเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นรายวัน จนคนไทยไม่ว่าภาคไหนๆ ล้วนชาชิน

เพราะตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ไฟใต้ปะทุตั้งแต่ต้นปี 2547

8 ปีเต็มกับงบประมาณกว่า 1.45 แสนล้านบาท แต่สถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น เกิดความรุนแรงสรุปรวมแล้วเกือบ 12,000 ครั้ง

มีผู้เสียชีวิตไปแล้วประมาณ 4,500 ราย

ในจำนวนนี้เป็นทหารราว 300 ราย ตำรวจในจำนวนใกล้เคียงกัน ส่วนที่เหลือเกือบ 4,000 ชีวิตเป็นของประชาชนในพื้นที่

ไม่มีใครรู้เช่นกันว่าตัวเลขสถิติความสูญเสียนี้จะจบลงตรงไหนและเมื่อไหร่

ในขณะที่ผู้รับผิดชอบในการแก้ไขปัญหามัวเอาเวลาไปแสดงออกทางการเมือง

ละเลยหน้าที่แท้จริงของตนเอง

บรรยากาศงานแถลงข่าว อ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล พร้อมไฟล์เสียงและ Youtube ครบทั้งงาน

ที่มา thaifreenews

โดย prainn











ภาพทั้งหมด>>>https://picasaweb.google.com/108313507613178447448/242011?authkey=Gv1sRgCN_FguOtjq-bPA#



คลิ๊ป Youtube ทั้งงานติดตามรับชมได้ที่>>http://sewanaietv.blogspot.com/2011/04/10-2553.html

ไฟล์เสียง mp3 ทั้งงานโหลดได้ที่นี่>>>http://www.mediafire.com/?hbb1g5bck3sad

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทำให้คำทำนาย นารีขี่ม้าขาวสับสน นารีอาจเป็นคนธรรมดา ม้าคือ "นายกรัฐมนตรี"

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย



อันที่จริงผมไม่ค่อยเชื่อคำทำนายอะไรนัก แต่เมื่อมันสามารถข่มขวัญฝ่ายตรงข้ามได้ หากใช้ให้เป็นประโยชน์ก็ไม่เสียหายอะไร

แต่ก่อนเมื่อได้ยินคำทำนาย "นารีขี่ม้าขาว" ทุกคนจะเข้าใจว่าเป็นเรื่อง ประมุขแห่งรัฐ ผู้ครองรัฐไปโน้น ซึ่งผมก็งงๆ ว่า หากเป็นแบบนั้น มันจะเกิดขึ้นได้อย่างในโลกยุคศตวรรษที่ 21 ยุคที่ไม่มีประเทศใดปกครองโดยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อีกต่อไป ต่อให้มีผู้หญิงจริงก็ไม่สามารถเกี่ยวกับการเมืองการปกครองของประเทศได้

ประเทศไทยย่อมบริหารงานโดยนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ อาจมีอำนาจนอกระบบก็ตาม แต่เนื้อแท้ก็ต้องบริหารโดยนายกรัฐมนนตรี ดังนั้นหากจะมีคน "ขี่ม้าขาว" มาแก้ไขวิกฤติของประเทศ ก็ย่อมต้องมาดำรงตำแหน่งที่จะสามารถบริหารประเทศได้โดยไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งทางอุดมการณ์ประชาธิปไตย ไม่อย่างนั้นคนยุคศตวรรษที่ 21 คงไม่ยอมรับ เกิดการต่อต้านบ้านเมืองก็คงไม่สงบอย่างแน่นอน มันจึงเป็นไปไม่ได้ที่นารีขี่ม้าขาวจะไม่ใช่ผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่ง "ประมุขฝ่ายบริหาร" ซึ่งก็คือ นายกรัฐมนตรี ผิดจากนี้ต่อให้ขี่รถที่เทียมด้วยม้าขาวหลายสิบตัว บ้านเมืองก็ไม่สงบไปได้อย่างแน่นอน เพระามันฝืนอุดมการณ์ประชาธิปไตย

เมื่อก่อนก็คงไม่มีใครคิดว่าจะมีผู้หญิงที่มีโอกาสเป็น "นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก" ของประเทศไทย มองไปทางไหนก็หาตัวไม่เจอเลย ไม่ว่าจะเป็น สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หรือคนอื่นๆ ในกลุ่มนักการเมืองหญิงทั้งหลาย

แต่สถานการณ์ทางการเมืองทำให้ชื่อของ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" เข้ามามีโอกาสเป็น "แคนดิเดท" นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทยจนได้

ผมคิดว่าหากคุณทักษิณ ใจถึงผลักดันให้คุณยิ่งลักษณ์เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยอย่างเต็มที่ และออกสู้ศึกอย่างเต็มที่สุดท้ายตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหญิงคงไม่อาจพ้นไปได้ เพราะยุคต่อไปคนที่มีโอกาสจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีคงต้องเป็นหัวหน้าพรรคใหญ่ก่อน คือ พรรคเพื่อไทยหรือพรรคประชาธิปัตย์

แต่ก่อนผมก็ไม่เชื่อว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะได้มีโอกาสเป็นนายกรัฐมนตรี แต่เมื่อเขาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พรรคใหญ่อันดับสอง ถึงอย่างไรโอกาสที่จะได้เป็นก็มีถึง 50% ในที่สุดนายมาร์คก็ได้เป็นนายกฯ จนได้ แม้จะน่าเกลียดอย่างไรก็ตาม แต่ก็ได้เป็น

ดังนั้น การผลักดันคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้เป็น "นารีขี่ม้าขาว" ตามคำทำนายที่ "คนมีความเชื่ออยู่ก่อนแล้ว" น่าจะเป็นการตัดไม้ข่มนามที่ดี และสามารถใช้หาเสียงกับผู้ที่เชื่อคำทำนายได้

อย่างน้อยก็ตุนเสียงของเสื้อแดงได้ครึ่งประเทศแล้ว และทำให้ฝ่ายอำมาตย์เสียขวัญ

แม้พวกเขาจะขัดขวางเต็มที่ แต่หากคุณยิ่งลักษณ์ลงสู่สนามเต็มตัว วันหนึ่งข้างหน้าตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคงไม่อาจหลุดไปได้

ผมเชียร์ครับ อย่างน้อยคุณทักษิณก็อยู่เบื้องหลัง และคุณยิ่งลักษณ์ก็ผ่านงานบริหารองค์กรใหญ่มาแล้ว เรื่องความสามารถนั้นไม่มีปัญหาแต่อย่างใด

ที่สำคัญ "ได้ยิ่งลักษณ์ ก็เหมือนได้ทักษิณ" ซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง

และลบความหวังของพวกอำมาตย์ที่จะให้ประชาชนตีความว่า "นารีขี่ม้าขาว" นั้นเป็นอย่างอื่น ที่ไม่ใช่ตำแหน่ง "นายกรัฐมนตรี" ที่ประชาชนมีสิทธิ์เลือก

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 25/04/54

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla





ใครอยาก ลงนรก อยากตกเหว
ขอเชิญเลือก พวกเลว พวกเหลวไหล
อยากชิบหาย กับมัน พวกจัญไร
นำพาไทย เหลวแหลก แตกกระเซ็น....

อยากข้าวยาก หมากแพง แรงถดถอย
สร้างปมด้อย ขลาดเขลา อย่างเราเห็น
สร้างแตกแยก แตกต่าง อย่างเลือดเย็น
เพิ่มทุกข์เข็ญ ทั่วถิ่น แผ่นดินไทย....

หายนะ ร้อนรุ่ม ดั่งสุมประเทศ
ทั่วแคว้นเขต หมองหม่น ดั่งคนไข้
สินค้าแพง ค่าแรงลด สลดใจ
โกงกินได้ อย่างมูมมาม หยามประชา....

ดีแต่พูด สุดเท่ เพราะเล่ห์เหลี่ยม
แต่เต็มเปี่ยม ด้วยมาร สันดานหมา (ขอโทษน้องหมาดีๆ)
ทั้งเห่าหอน ซ่อนร่าง อำพรางตา
โคตรต่ำช้า โสมม สมพวกเลว....

เชิญมาเถิด เชิญเลือก อย่าเสือกไส
แล้วจะได้ คนชั่วช้า พาดิ่งเหว
นั่งรอวัน ร้อนรุ่ม ดั่งสุมเปลว
ได้แหลกเหลว สมใจ ใครบางคน....

อยากกินดี มีสุข สนุกสนาน
ชื่นสราญ ทั่วหล้า อย่าสับสน
เลือกสิ่งดี สิ่งงาม ตามใจตน
ได้หลุดพ้น วงจรอุบาทว์ ของชาติไทย....

๓ บลา / ๒๕ เม.ย.๕๔
http://3blabla.blogspot.com