WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, April 26, 2011

อัยการปัดดึงเรื่องถอนประกัน 9 แกนนำนปช.

ที่มา Voice TV

อัยการปัดดึงเรื่องถอนประกัน 9 แกนนำนปช.

อัยการพิเศษ ฝ่ายคดีพิเศษ สำนักงานอัยการสูงสุด รับผิดชอบคดีถอนประกัน 9 แกนนำ เชื่อจะพิจารณาข้อมูลเสร็จภายในสัปดาห์นี้



นายรุจ เขื่อนสุวรรณ อัยการพิเศษ ฝ่ายคดีพิเศษ สำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวยอมรับว่า การพิจารณา กรณี กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือ DSI ยื่นเรื่องการถอนประกัน 9 แกนนำ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ยังอยู่ในขั้นตอนขอให้พนักงานสวนสวน DSI ส่งเนื้อหาบางส่วนที่ขาดหายไปซึ่งเหลือข้อมูลอีกเพียงเล็กน้อยเท่านั้นก็จะมีความสมบูรณ์ 100% ในช่วงที่แกนนำ นปช. กล่าวบนเวทีปราศรัย เมื่อวันที่ 10 เม.ย. ที่ผ่านมา บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ทั้งนี้ เนื่องจากอัยการต้องการเนื้อหา และข้อมูลที่สมบรูณ์ที่สุด ก่อนพิจารณาว่า จะยื่นเรื่องต่อไปที่ศาลหรือไม่ ทั้งนี้ ยอมรับว่า จะดำเนินการให้เสร็จสิ้น เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ หากไม่มีอะไรผิดพลาด เชื่อว่าไม่เกินวันศุกร์ที่ 29 เม.ย. นี้ อย่างแน่นอนนอกจากนี้ พนักงาน อัยการ ฝ่ายคดีพิเศษ ยืนยัน ว่า ทางอัยการไม่ได้ต้องการดึงเรื่อง แต่ต้องการให้ทั้ง 2 ฝ่ายได้รับความเป็นธรรมมากที่สุด ทั้งฝ่ายผู้ร้องและฝ่ายที่เป็นผู้ต้องหา

ขณะที่ส่วนตัว ยอมรับว่า เท่าที่ตรวจสอบข้อมูลหลักฐาน จนถึงขณะนี้ ซึ่งใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้ว แกนนำ นปช. ทั้ง 9 คน อาจจะไม่ผิดข้อหาหมิ่นฯ สภาบัน ทั้งหมด บางรายอาจกระทำผิดเงื่อนไขการประกันตัวของศาล กรณียุยง ปลุกปั่น เท่านั้น ซึ่งสังคมก็ต้องให้ความเป็นธรรมด้วย เพราะเป็นคนละความผิดกัน ที่ผ่านมายอมรับมีความกดดันบ้างแต่ก็ถือเป็นเรื่องธรรมดา เพราะถือเป็นคดีที่สำคัญ ที่สังคมจับตาอยู่ ซึ่งอัยการก็ต้องการให้ทุกอย่างออกมาให้มีความยุติธรรมที่สุด

“ภาคประชาสังคม” ชูแนวทางสันติวิธีดับไฟใต้

ที่มา Voice TV



“ไม่มีใครเปลี่ยนเราได้ นอกจากตัวเราเอง เปิดประตูใจเพื่อก้าวข้ามความเกลียดชัง ใช้สติยุติความรุนแรง”เป็นคำขวัญประจำขบวนธรรมยาตราเพื่อสันติปัตตานี ดร.โคทม อารียา ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี นำคณะเดินเท้าจากอ.ศาลายา จังหวัดนครปฐม ใช้เวลา 53 วันจึงเดินทาง ถึงจังหวัดปัตตานี ระยะทาง 1,100 กม.

อาจารย์โคทม ประเมินว่า ในปี 2547 ซึ่งไฟใต้รอบใหม่ปะทุขึ้น ภาครัฐทำตัวเป็นแนวร่วมมุมกลับใช้อำนาจอย่างไม่ถูกต้อง เกิดกรณี การหายตัวไปของคุณสมชาย นีละไพจิตร เหตุการณ์มัสยิดกรือเซะ เหตุการณ์สลายการชุมนุมอำเภอตากใบ เป็นการโหมกระพือไฟใต้

เหตุการณ์เหล่านี้ควรจะเป็น “บทเรียน”ให้รัฐ ตั้งมั่นคงแน่วแน่ในแนวทางสันติวิธี ไม่ละเมิดกฎหมาย และควรจะต้องเปิดพื้นที่ให้มีการพูดคุยผ่านการ “เจรจา”

อาจารย์โคทม สนับสนุนการจัดเวทีสานเสวนา ให้ชาวไทยพุทธ ไทยมุสลิม ชาวไทยเสื้อสายจีน ได้มีกิจกรรมร่วมกันเหมือนที่เคยจัดขึ้นที่มัสยิดกรือเซะ และศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวเพื่อให้คนไทยที่มีประเพณีแตกต่างกัน มีความเข้าใจและภาคภูมิใจในความเป็นมาของตนเอง

อีกมุมมองหนึ่งจากคุณอังคณา นีละไพจิตร ภรรยาของทนายสมชาย นีละไพจิตร อดีตประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม ที่หายตัวไปเมื่อต้นปี 2547 ตลอด 7 ปีที่ผ่านมาการต่อสู้คดีการหายตัวไปของทนายสมชาย มาถึงชั้นศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์เพิ่งมีคำสั่งยกคำร้องไม่ให้ ภรรยาและบุตรของทนายเป็นโจทก์ร่วม และพิพากษาให้ยกประโยชน์ให้จำเลยที่ 1 คือ พ.ต.ต.เงิน ทองสุก เนื่องจากพยานบุคคล ไม่กล้าให้การยืนยัน เนื่องจากไม่มีการคุ้มครองพยาน ส่วนหลักฐานการใช้โทรศัพท์ ศาลไม่เชื่อว่าเป็นเอกสารจริงเพราะไม่มีตำรวจระดับสูงมาให้การเป็นพยาน

คุณอังคณา แสดงความประสงค์จะต่อสู้คดีในชั้นศาลฎีกา แต่ต้องให้อัยการเป็นผู้ดำเนินการ เธอประเมินว่า ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ ปัญหาเรื่องความเป็นธรรม กระบวนการยุติธรรมม่ามารถเอาผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ โดยเฉพาะในคดีที่เจ้าหน้าที่รัฐตกเป็นผู้ต้องหา

สงคราม..“ไทย-กัมพูชา” จะยุติ หรือ ขยายต่อไป ?

ที่มา Voice TV



การยิงปะทะระหว่าง ไทยกัมพูชา บริเวณแนวชายแดน ซึ่งเป็นที่ตั้งปราสาทตาเมืองธม ปราสาทตาควายอ.พนมดงรัก จสุรินทร์ ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน จนถึงวันนี้ เป็นวันที่ 4 แล้ว รายการ Hot Topic พูดคุยกับ นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ

นายนพดล กล่าวว่าถ้ามองกันในสายตาชาวโลกคงยังไม่ใครตัดสินใจว่าใครยิงใครก่อนต้องมองตามข้อเท็จจริง ส่วนนานาชาตินั้น ไม่ว่าจะเป็นอาเซียนหรือยูเอ็น ยังไม่สามารถทำอะไรได้มาก ที่ทำได้ก็คือเรียกร้องให้สองประเทศชั่งใจและหันมาใช้วิธีการเจรจากันอย่างจริงจัง

นายนพดลกล่าวว่า โอกาสของการขยายพื้นที่การปะทะไปยังจุดอื่นๆ ตามแนวชายแดนไทยกัมพูชานั้น มีความเป็นไปได้ แต่ก็ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่หากผู้นำทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีทั้งสองประเทศ ยังไม่ยอมพูดคุยกัน ก็อาจจะมีความเสี่ยงที่จะขยายความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นได้

นายนพดล กล่าวถึง ข้อกล่าวหา สาเหตุแห่งความขัดแย้งไทยกัมพูชา เพราะการที่ไทยเคยยินยอมให้ กัมพูชา ขึ้นทะเบียนปราสามพระวิหารเป็นมรดกโลกเพียงฝ่ายเดียวว่า ศาลโลกได้ตัดสินให้ ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา เมื่อเกือบ 50 ปีที่แล้ว ดังนั้นเมื่อ กัมพูชา จะขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาทกัมพูชาก็ทำได้ แต่ตน สมัยรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศนั้น ให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนมรดกโลกเฉพาะตัวปราสาทเท่านั้น แต่ไม่ยอมให้ขึ้นทะเบียนพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลกเมตร ซึ่งเท่ากับ ตนได้รักษาแผ่นดินไทยเอาไว้ด้วย

ส่วนคำถามที่ว่า จะให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ใกล้ชิดกับ สมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา พูดคุย ให้ สมเด็จฮุน ยอมแก้ปัญหาในกรอบทวิภาคีตามที่รัฐบาลไทยประสงค์ จะเป็นไปได้หรือไม่ นายนพดล กล่าวว่า ถ้าเป็นการร้องขอจากรัฐบาลไทย พ.ต.ท.ทักษิณ ก็พร้อมที่จะช่วยเหลือ แต่ที่ผ่านมา รัฐบาลไทย ไม่เคยร้องขอ และถ้าจะอาสามาช่วย ก็จะถูกมองว่ามีเจตนาไม่ดีต่อรัฐบาลไทยอีก.

อาการแพ้นม ของสังคมไทย (ตอน 1)

ที่มา Voice TV



ประเด็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง เรื่องเด็กสาวเปลือยนม เต้นโชว์ท่ามกลางฝูงชนจำนวนมาก ในงานสงกรานต์บนถนนสีลม เมื่อกลางดึกของวันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2554 กลายเป็นประเด็นร้อนส่งท้ายสงกรานต์ ที่หลายฝ่ายในสังคมไทยออกมาวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสม จนในที่สุด ตำรวจยังได้มีการเอาผิดกับเยาวชนทั้งสาม ในข้อหากระทำการอนาจารในที่สาธารณะต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 500 บาท

การกระทำของเยาวชนทั้ง 3 คน ถูกตราหน้าจากสังคม และกลุ่มอนุรักษ์นิยม ว่าเป็นการทำลายวัฒนธรรมอันดีงามของประเทศไทยอย่างใหญ่หลวง ถ้าหากเรื่องนี้เกิดขึ้นที่ในประเทศที่พัฒนาแล้ว อาจมองว่าเป็นเรื่องขำ ขำ แต่เมื่อเกิดขึ้นในประเทศไทยเหตุใดจึงถูกหยิบยกให้เป็นเรื่องระดับชาติ

เรื่องนี้เป็นที่มาที่ทำให้เรามาชวนคิดเล่นเห็นต่าง กับคำผกา ว่าด้วยเรื่องปฏิกิริยา อาการแพ้นมของสังคมไทย กับ คำถามที่ว่า...

  • ทำไมเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องใหญ่ในสังคมไทย?
  • ทำไมต้องออกมามอบตัวราวกับเป็นอาชญกร?
  • ทำไมต้องขอโทษคนไทย ?

นี่ขนาดยังไม่ใช่ สงคราม! ?

ที่มา Voice TV



Wake up Thailand ประจำอังคาร ที่ 26 เมษายน 2554

นำเสนอประเด็น

- สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

- โครงสร้างสมอง เกี่ยวข้องกับอุดมการณ์ทางการเมือง
- เครือข่าย ปชช.ร้อง กรณีสมศักดิ์
- ประชาสันติเตรียมเปิดที่ทำการพรรค 28 เม.ย.
- ปุระชัยเตรียมประกาศ กรรมการพรรครักษ์ประชาสันติพุธนี้
- ภูมิใจไทยคิกออฟนโยบาย '3 ท'
- ทั่วโลกตั้งตา พิธีเสกสมรส วิลเลี่ยม-เคท

เปิดถุงเงิน"ประชา "ว่าที่นายกฯเพื่อไทย ตำรวจร้อยล้าน รวยไม่ธรรมดา ที่ดิน รถ พระเครื่อง อื้อ!!!

ที่มา มติชน






ต้อนรับเข้าพรรคเพื่อไทย


ว่าที่นายกรัฐมนตรี

เมื่อ 25 เมษายนที่ผ่านมา ที่ประชุม ส.ส.พรรคเพื่อไทย ได้ต้อนรับ พล.ต.อ. ประชา พรหมนอก อดีต ส.ส. พรรคเพื่อแผ่นดิน เข้าสู่พรรคอย่างเป็นทางการ เพื่อสู้ศึกเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง ท่ามกลางการคาดการณ์กันว่า พล.ต.อ. ประชา ถูกเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย

"มติชนออนไลน์" เปิดบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของ พล.ต.อ. ประชา พรหมนอก สมาชิกคนใหม่ของพรรคเพื่อไทย ว่าที่หัวหน้าพรรค และว่าที่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ซึ่งยื่นต่อ ปปช. หลังพ้นตำแหน่งรมว.กระทรวงอุตสาหกรรมในยุครัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์

พล.ต.อ. ประชา พรหมนอก และคู่สมรส คุณหญิงวารุณี พรหมนอก มีทรัพย์สินรวม 123,814,869.78 บาท แยกเป็นของ พล.ต.อ. ประชา 59,490,447.96 บาท และ คุณหญิงวารุณี 64,324,421.82 บาท ทั้งนี้ไม่มีจำนวนหนี้สินใดๆ

พล.ต.อ. ประชา มีรายได้ต่อปี เป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยประชุม 692,470.80 บาท และรายได้อื่นๆ เช่น เงินเดือน ค่าจ้างที่เอกชนจ่ายให้ เงินปันผล ค่าเช่า จำนวน 855,428.84 บาท รวมรายได้ 1,547,899.64 บาท

ในส่วนของเงินฝากในธนาคารมีทั้งสิ้น 20 สาขา เป็นของ พล.ต.อ. ประชา 12 สาขา เงินฝากรวม 3,150,447.96 บาท และคุณหญิงวารุณี 8 สาขา เงินฝากรวม 1,037,921.82 บาท ธนาคารสาขาหลักของ

พล.ต.อ. ประชา คือ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สำนักพระรามที่3 จำนวนเงินฝาก 1,503,988.71 บาท และธนาคารสาขาหลักของ คุณหญิงวารุณี ฝากที่ธนาคารไทยพานิชย์ สาขาบางบัว 395,678.34 บาท กับ ธนาคารไทยพานิชย์ สาขาเซ็นทรัลลาดพร้าว 395,482.24 บาท

เงินลงทุน ของพล.ต.อ. ประชา มีหลักทรัพย์ 2 แห่ง เงินลงทุนรวม 160,000 บาท แบ่งเป็น บริษัท สนามกอล์ฟเมืองเอก 1 หุ้น มูลค่า 100,000 บาท กับ บริษัท พี.อาร์.สหมิตรอุตสาหกรรม 600 หุ้น มูลค่า 60,000 บาท

ในขณะที่คุณหญิงวารุณี มีหลักทรัพย์ 2 แห่ง เช่นกัน เงินลงทุนรวม 125,000 บาท แบ่งเป็น ธนาคารไทยพานิชย์จำกัด (มหาชน) 2,500 หุ้น มูลค่า 25,000 บาท กับ บริษัท สยามแม็คโครจำกัด (มหาชน) 10,000 หุ้น มูลค่า 100,000 บาท

บัญชีที่ดินของพล.ต.อ. ประชา พรหมนอก และคู่สมรส รวม 11 แปลง แบ่งเป็นของพล.ต.อ. ประชา 1 แปลง เนื้อที่ 3 ไร่ 1 งาน 55 ตารางวา ในเขตบางเขน มูลค่าที่ดิน 13,550,000 บาท นอกจากนั้นอีก 10 แปลง

เป็นของ คุณหญิงวารุณี มูลค่าที่ดินรวม 26,361,500 บาท ส่วนใหญ่เป็นที่ดินในเขตจังหวัดมุกดาหาร และยังมีที่ดินในเขตประเวศ เนื้อที่ 3 งาน 37 ตารางวา มูลค่า 15,187,500 บาท

ขณะที่บัญชีโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างของ พล.ต.อ. ประชา พรหมนอก มีอยู่ที่ตลาดบางเขน เขตหลักสี่ มูลค่า 10,000,000 บาท

รวมไปถึงรถยนต์จำนวน 9 คัน เป็นของ พล.ต.อ. ประชา พรหมนอก 6 คัน มูลค่ารวม 17,500,000 บาท รถยนต์ราคาแพงที่สุดของ พล.ต.อ.ประชา ราคาอยู่ที่ 7,000,000 บาท จำนวน 2 คัน และรถยนต์ของ คุณหญิงวารุณี 3 คัน มูลค่ารวม 3,250,000 บาท

และส่วนสุดท้ายคือ ทรัพย์สินอื่นๆที่มีมูลค่าสองแสนบาทขึ้นไป รวมทั้งสิ้น 48,680,000 บาท แบ่งเป็นของ พล.ต.อ. ประชา พรหมนอก 15,130,000 บาท และ คุณหญิงวารุณี พรหมนอก 33,550,000 บาท ในบัญชี

ทรัพย์สินอื่นๆนี้ ปรากฎรายการของ พระเครื่องของ พล.ต.อ. ประชา 57 องค์ ปืน 3 กระบอก และ ชุดเครื่องประดับ 5 ชุด ของคุณหญิงวารุณีด้วย

แน่นอนว่า พล.ต.อ. ประชา ไม่รวยเท่า พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคตัวจริง

แต่กระนั้น พล.ต.อ.ประชา ก็ร่ำรวยมากกว่านายพลหลายคนในประเทศนี้.

ความห่วงใยต่อสถานการณ์บ้านเมือง ข่าวลือ "การปฏิวัติ" และการจาบจ้วง แอบอ้างสถาบัน

ที่มา มติชน



โดย สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

ช่วงไม่กี่วันมานี้ บรรยากาศบ้านเมืองกลับเข้าสู่ภาวะน่าเป็นห่วงอีกครั้ง โดยเฉพาะข่าวลือ "การปฏิวัติ" จากประเด็นหมิ่นสถาบัน ซึ่งการขัดแย้งทางการเมืองตลอด 5 ปีที่ผ่านมาได้มีความพยายามดึงฟ้าต่ำ เพื่อประโยชน์ทางการเมืองของแต่ละฝ่ายอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทั้งพวกที่แอบอ้างว่าตนปกป้องสถาบัน ป้ายสีคู่ต่อสู้ว่าไม่จงรักภักดี และพวกให้ร้ายจาบจ้วงสถาบันให้เสียหาย ทั้งการจาบจ้างและแอบอ้างสถาบันเป็นประเด็นที่สำคัญ ที่ดิฉันเชื่อว่าไม่เฉพาะแต่ทหารเท่านั้น ที่ไม่สบายใจเรื่องนี้ ประชาชนคนไทยทั้งหลายก็ยอมไม่ได้เช่นกัน ที่จะเห็นสถาบันที่เราเคารพเทิดทูน ถูกจาบจ้วงหรือแอบอ้างให้เสียหาย เพราะที่เราคนไทยได้อาศัยแผ่นดินไทยด้วยความสุขมาช้านาน ก็เพราะเรามีในหลวงที่ทรงเสียสละ ทรงงานอย่างหนักตลอดระยะเวลากว่า 60 ปีเพื่อความอยู่ดีมีสุขของประชาชนชาวไทย

ซึ่งดิฉันได้แสดงความคิดเห็นและวิงวอนไว้หลายครั้งแล้วว่า ทุกฝ่ายต้องหยุดดึงฟ้าต่ำ สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่เหนือการเมือง ทั้งในแง่กฎหมาย และในข้อเท็จจริงที่สถาบันพระมหากษัตริย์มิได้ยุ่งเกี่ยวหรือแทรกแซงกิจการทางการเมืองแต่อย่างใดๆ ทั้งสิ้น

ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของเราคนไทยทุกคนที่จะร่วมกันปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างจริงจัง แต่มิใช่แก้ไขปัญหาด้วยการปฏิวัติรัฐประหาร ! ดิฉันขอเตือนว่าการปฏิวัติยิ่งจะทำให้สถานการณ์ของประเทศเลวร้ายยิ่งขึ้น ความแตกแยกจะมากยิ่งขึ้น ประเทศจะถอยหลังไปอีกหลายสิบปี

ดิฉันสนับสนุนให้มีการจัดการเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด และเป็นระบบ โดยยึดหลักกฎหมายอย่างเคร่งครัด ตั้งแต่การที่ กกต.จะออกระเบียบห้ามพรรคการเมืองในเรื่องการแอบอ้างหรือจาบจ้วงสถาบัน ซึ่งควรกำหนดความผิดถึงขั้นยุบพรรคได้ รวมไปถึงการดำเนินคดีกับผู้จาบจ้วงให้ร้ายสถาบันให้ได้รับโทษอย่างถึงที่สุด เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่าง แต่การดำเนินการต้องเป็นไปอย่างยุติธรรม เสมอภาค โปรดอย่าใช้กฎหมายเพื่อทำลายล้างกันอย่างไม่ยุติธรรม เพราะจะทำให้เกิดปัญหาความแตกแยกไม่จบสิ้น ดั่งคำโบราณท่านว่า "อย่าดึงฟ้าต่ำ อย่าทำหินแตก" เป็นการนิยามที่สมบูรณ์ที่สุด

สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่เหนือการเมือง อยู่เหนือความขัดแย้งใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งพรรคการเมือง กลุ่มการเมืองไม่ควรดึงมายุ่งเกี่ยว หน้าที่ของคนไทยทุกคนไม่ว่าสีใด พรรคใด คือต้องมีความจงรักภักดีและเทิดทูนสถาบัน เพราะหากปราศจากสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ดูแลปกป้องแผ่นดินไทยมาตั้งแต่ครั้งอดีต วันนี้เราอาจไม่มีประเทศไทยให้ได้อยู่ ได้อาศัย จนถึงทุกวันนี้

การเมืองต้องอยู่ส่วนการเมือง การเมืองต้องสู้กับพรรคการเมืองด้วยกันเท่านั้น !

พรรคการเมือง หรือกลุ่มการเมืองที่แอบอ้างความจงรักภักดี แอบอ้างสถาบัน เพื่อทำลายคู่แข่ง โดยกล่าวหาว่าคู่แข่งไม่จงรักภักดี และมีเฉพาะพรรคตนเอง หรือ กลุ่มของตนเองเท่านั้นที่จงรักภักดี หรือปกป้องสถาบัน คนพวกนี้เป็นพวกจงรักภักดีแต่ปาก ที่ทำให้เกิดผลเสียต่อสถาบันเช่นกัน เพราะพรรคการเมืองมีทั้งคนรัก คนเกลียด ความจงรักภักดีเป็นของคนไทยทุกคน ไม่ใช่แค่สมาชิกพรรคใดพรรคหนึ่งเท่านั้น

และดิฉันขอแสดงความห่วงใย ต่อท่าทีของพรรคเพื่อไทย ในฐานะมิตร แต่อาจจะไม่ถูกหูบ้าง ไม่ถูกใจบ้าง แต่ก็เป็นไปด้วยความปรารถนาดีต่อบ้านเมือง และต่อพรรค ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ดิฉันเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทย ที่ถูกการกระทำอย่างไม่เป็นธรรมเช่นเดียวกับอีกหลายๆ ท่าน ดิฉันได้รับความเจ็บปวดไม่น้อยไปกว่าทุกๆ ท่าน ซึ่งทุกวันนี้ยังต้องต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมและได้รับความยากลำบากหลายๆ ประการอยู่

แต่ดิฉันเห็นว่า เพื่อไทยต้องปรับยุทธวิธีครั้งใหญ่! ให้สามารถดำรงความเป็นพรรคการเมืองที่เป็นที่พึ่งที่หวังของประชาชนต่อไปและสามารถก้าวไปสู่ความสำเร็จได้ในอนาคต จุดอ่อนสำคัญของเพื่อไทยและกลุ่มคนเสื้อแดง คือ การถูกมองว่าไม่จงรักภักดี จะด้วยการถูกป้ายสีหรือจะด้วยข้อผิดพลาดประการใดก็แล้วแต่ ซึ่งถ้าปล่อยให้มีภาพว่าไม่จงรักภักดีเช่นนี้ต่อไป หนทางข้างหน้ายากที่จะได้รับการยอมรับจากสังคม และถ้ายอมรับความจริงกัน ก็คงจะรู้ได้ว่าการที่พรรคเพื่อไทยเพียรเชิญผู้มีความสามารถมาเป็นหัวหน้าพรรคแต่ไม่ได้สักที หรือแม้แต่ผู้ที่มีความรู้ความสามารถหลายท่านก็เคยทำงานร่วมกันมา ก็ไม่กล้าเข้าพรรคเพื่อไทย ก็เพราะเหตุผลเดียวกันนี้ ทั้งๆ ที่เขาอยากเข้าใจจะขาด

การเมืองชนะกันด้วยการเลือกตั้ง ก็ควรจำกัดการต่อสู้อยู่แค่พรรคการเมืองด้วยกันเท่านั้น อย่าไปถึงเอาองค์กรที่อยู่นอกเหนือการเมืองมาเป็นคู่ต่อสู้ เพราะเขาไม่ได้ลงแข่งในสนามเลือกตั้งกับท่าน แล้วท่านจะไปชนะเขาได้อย่างไร? ตรงกันข้ามกลับจะทำให้ทางเดินตีบตันไปเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่เป็นพรรคที่มีศักยภาพ มี ส.ส.มากที่สุด มีนโยบายที่ดีที่สุด มีผลงานในอดีตเป็นเครื่องประกัน และเป็นความหวังของประชาชนมากที่สุด และประชาชนได้พิสูจน์แล้วว่ารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ไร้ฝีมือ เก่งแต่ปาก ทำให้ประชาชนลำบากมากขึ้น ด้วยวิกฤตข้าวยาก หมากแพง มีการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างมโหฬาร และทำประเทศชาติเสียหายมากมาย

การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และเรียกร้องความยุติธรรม เป็นสิ่งที่ทุกคนสนับสนุนรวมทั้งการเรียกร้องให้มีผู้รับผิดชอบ และเอาผิดผู้ที่สั่งปราบประชาชนจนทำให้เกิดการเสียชีวิตทั้งประชาชนและทหารในการชุมนุม เป็นสิ่งที่ต้องทำ แต่ผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อการสั่งปราบประชาชนคือนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลมิใช่หรือ จึงไม่มีประโยชน์อันใดเลยที่จะไปดึงเอาองค์กรอื่น หรือสถาบันมาเกี่ยวข้อง วิธีการที่จะทำให้รัฐบาลที่สั่งปราบประชาชนถูกลงโทษได้ มีเพียงวิธีเดียว คือต้องเปลี่ยนรัฐบาล ด้วยการชนะเลือกตั้งตามวิถีประชาธิปไตยเท่านั้น

ดังนั้น ถ้าต้องการได้รับชัยชนะและได้รับความเป็นธรรมกลับคืนมาก็ต้องแก้ไขเรื่องนี้ให้ได้ และต้องแก้อย่างจริงจัง ทั้งภาพลักษณ์ และการกระทำ ทั้งกาย วาจา ใจ อย่าให้เป็นที่กังขาหรือง่ายต่อการใส่ร้ายป้ายสีอีกต่อไป ซึ่งไม่ใช่เรื่องยาก เพราะดิฉันเชื่อว่าสมาชิกพรรคเพื่อไทยต่างก็จงรักภักดีทั้งสิ้น

ท่านที่เคารพคะ ดิฉันอยากให้เราได้ตั้งสติ แล้วลองหลับตาย้อนนึกดูสักนิดว่า ภาพความจำของเราตั้งแต่เล็กจนโต ต่อในหลวง คือภาพอะไร? ซึ่งดิฉันเชื่อว่า ภาพที่ทุกคนจำได้คือภาพที่ในหลวงและพระราชินี เสด็จออกไปช่วยเหลือประชาชนในถิ่นทุรกันดารจากเหนือจรดใต้ ลุยน้ำ ลุยป่าเขา ลุยโคลนอย่างไม่ทราบเหน็ดเหนื่อย เราไม่เคยเห็นภาพในหลวงเสด็จไปเที่ยว หรือไปทรงสำราญส่วนพระองค์เลย แล้วทั้งสองพระองค์ทรงงานอย่างหนักตลอดระยะเวลากว่า 60 ปี เพื่ออะไร ถ้าไม่ใช่เพื่อความผาสุกของราษฎรของท่าน

บัดนี้ พระองค์ท่านทรงมีพระชนมายุมากแล้ว แล้วเราจะไม่ดูแลพระองค์ท่าน เพื่อทดแทนพระคุณพระองค์ท่านบ้างเลยหรือ?

ลือไม่หยุด

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน
มันฯมือเสือ



สถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้มีอยู่ 2 เรื่องที่กำลังฮอต

เรื่องแรกก็การเลือกตั้งที่ยังลูกผีลูกคนอยู่ในขณะนี้

เพราะถึงนาทีนี้ต้องยอมรับว่าความรู้สึกของคนไทยส่วนใหญ่ยังไม่เชื่อว่าจะมีการเลือกตั้งขึ้นจริงๆ

แม้ว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะออกมาการันตีว่าจะยุบสภาไม่เกินวันที่ 6 พ.ค.นี้

แต่คนไทยยังหายใจไม่ทั่วท้องอยู่ดี

เพราะในช่วงเดือนสองเดือนที่ผ่านมานี้ เกิดข่าวลือปฏิวัติกระฉ่อน

ยิ่งมาเจอบรรยากาศกองทัพจัดหนักจัดเต็ม โชว์พาวกันกระหึ่มเมืองแบบนี้ ยิ่งผวากันเข้าไปใหญ่

พล 1 รอ. พล 2 รอ.ตบเท้ากับพรึ่บ

ประจวบเหมาะกับเย็นวันนั้นทีวีเกิด "จอดำ" ขึ้นมาดื้อๆ เลยอลหม่านไปทั้งประเทศ

เพราะชาวบ้านเชื่อว่ามีการปฏิวัติ

ตรงนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่าชาวบ้านทั้งหวาดหวั่นทั้งอ่อนไหวกับการรัฐประหารอย่างยิ่ง

และยังสะท้อนให้เห็นว่าคำพูดคำมั่นของนายอภิสิทธิ์ไม่ได้สร้างความอุ่นใจให้กับประชาชนได้เลย!?

อีกเรื่องปัญหาการปะทะกันระหว่างทหารไทยและกัมพูชาที่ชายแดนด้าน จ.สุรินทร์

ใกล้กับปราสาทตาควาย

การปะทะกันตลอด 2-3 วันที่ผ่านมา มีรายงานว่าทหารไทยเสียชีวิต 4 ศพ บาดเจ็บอีกเกือบ 20 นาย

การปะทะกันครั้งนี้ทิ้งช่วงจากการปะทะที่เขาพระวิหาร จ.ศรีสะเกษ ไม่ถึง 3 เดือน

ฝ่ายไทยยืนยันว่าฝ่ายเขมรเปิดฉากยิงถล่มก่อน

แต่ใครยิงก่อนยิงหลังนั้นไม่สำคัญ

สำคัญตรงที่พอเกิดการปะทะกันขึ้น มันจะเกิดการสูญเสียตามขึ้นมาทันที

ไม่ใช่แค่ทหารที่พลีชีพเท่านั้น

แต่ชาวบ้านตาดำๆ ต้องหลบปืนใหญ่อลหม่าน

หลายหมื่นคนต้องอพยพออกจากหมู่บ้าน เดือดร้อนกันอย่างหนัก

ก็ต้องถามกลับไปว่านายอภิสิทธิ์คิดยังไงกับปัญหานี้

หลังวิกฤตที่เขาวิหาร รัฐบาลได้แก้ปัญหาเรื่องชายแดนไทย-เขมรอย่างไรบ้าง

ทำอะไรบ้างที่เป็นรูปธรรม!?

เพราะแค่ช่วงเวลาไม่ถึง 3 เดือนก็ปะทะกันอีกแล้ว

เหตุการณ์ทั้งที่เขาพระวิหาร-ตาควาย ก็สะท้อนให้เห็นการทำงานของนายอภิสิทธิ์ได้เป็นอย่างดี

เพราะหากเกิดเรื่องเข้าใจผิดกันขึ้นที่ชายแดน

แล้วนายกฯ ไทยยกหูโทร.หานายกฯ กัมพูชาได้ทันที

รับรองได้เลยว่าจะไม่เกิดการสูญเสียขึ้นแบบนี้

และยังสะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับกองทัพ

เพราะหลายฝ่ายมองว่าไม่ลงรอยกันเรื่องนโยบายการแก้ปัญหาชายแดน

จนเกิดข่าวลือหนักขึ้นมาอีกว่านายอภิสิทธิ์กับกองทัพขัดแย้งกันรุนแรง

ยิ่งทำให้ข่าวลือปฏิวัติไม่มีทีท่าจะซาลงเลย

เกมต่อรองถึงกึ๋น...แม้วบล็อกเสนาะ ตัดตอนมิ่ง-เขี่ยขุนพลจิ๋ว

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

พรรคเพื่อไทยยังปวดหัวกับ “มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์” ว่า จะอยู่หรือจะไป
ไม่เฉพาะมิ่งขวัญเท่านั้นยังพันไปยังกลุ่ม สส.ของมิ่งขวัญจำนวนหนึ่ง


โดย...ทีมข่าวการเมือง

พรรคเพื่อไทยยังปวดหัวกับ “มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์” ว่า จะอยู่หรือจะไป
ไม่เฉพาะมิ่งขวัญเท่านั้นยังพันไปยังกลุ่ม สส.ของมิ่งขวัญจำนวนหนึ่ง รวมกับกลุ่ม
สส.ความหวังใหม่เก่าของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ คาดว่าไม่เกิน 10 คน

ตามข่าวระบุว่า สส.กลุ่มนี้นำโดยมิ่งขวัญ และ “บิ๊กจิ๋ว” ที่ลาออกไปก่อนหน้า
จะหอบหิ้ว สส.เพื่อไทย ไปอยู่พรรคประชาราชของ “เสนาะ เทียนทอง”
หรืออาจตั้งพรรคใหม่ให้เป็น “พรรคทางเลือก”
เพื่อทำให้พรรคเพื่อไทยอ่อนกำลังลงจนไม่ได้เป็นที่หนึ่งจัดตั้งรัฐบาล

ล่าสุด ทักษิณ ชินวัตร รู้แผน จึงเร่งตัดไฟแต่ต้นลม
ด้วยการขึ้นบัญชีดำ เชือด สส.ที่มีข่าวว่าเป็นตัวตั้งตัวตี
คอยดูด สส.ในพรรคให้ไปร่วมงานกับพรรคประชาราช
โดยสั่งตัดชื่อ สส.ต้องห้ามบางคนไม่ให้เข้าร่วมประชุมพรรค เช่น
กลุ่ม สส.นครพนมของบิ๊กจิ๋ว อย่าง
ชวลิต วิชยสุทธิ์
ไพจิต ศรีวรขาน
พีระพันธุ์ พาลุสุข
หรือ สุพล ฟองงาม
อดีตเลขาธิการพรรค คนใกล้ตัวมิ่งขวัญ และอาจไม่ให้ลง สส.
เพื่อขู่ให้ลูกพรรคเห็นเป็นตัวอย่าง

คนอย่างทักษิณไม่ชอบให้ใครกดดัน ใครซ่าส์ก็เจอของหนักแบบนี้

ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นนี้ช่างขัดแย้งกับปรากฏก่อนหน้านี้
เมื่อต้นเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ที่พรรคเพื่อไทยได้ทำพิธีกรรม
เชิญชวนป๋าเหนาะ เข้าร่วมงาน โดยใช้งานวันเกิดผู้เฒ่าวังน้ำเย็น
วันที่ 1 เม.ย. ที่จัดอย่างยิ่งใหญ่ที่สนามกอล์ฟอัลไพน์ มี สส.เพื่อไทยร่วมร้อย
ครอบครัวชินวัตร ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร “สมชาย–เยาวภา” วงศ์สวัสดิ์
แห่ไปเชิญท่านผู้เฒ่าเข้าพรรค
พร้อมด้วยวิดีโอลิงก์ของทักษิณที่หยอดคำหวานลืมความหลัง



ดีลครั้งนั้นวินวินกันสองฝ่ายป๋าเหนาะเข้าเพื่อไทย
ในยุทธศาสตร์ดึงมิตรเก่าร่วมงานกลับมาเป็นขวัญกำลังใจในพรรค
และจะทำให้พรรคได้ที่นั่งเพิ่มอีกอย่างน้อย 3 เสียง
โดยเฉพาะที่นั่งใน จ.สระแก้ว ซึ่งจะทำให้พรรคได้ที่หนึ่งทิ้งห่างจากประชาธิปัตย์มากขึ้น

ส่วนกลุ่มป๋าเหนาะก็จะได้เก้าอี้รัฐมนตรีมาเป็นผลประโยชน์ตอบแทน
แต่ผ่านมาไม่ถึงเดือนทุกอย่างกลับตาลปัตร ป๋าเหนาะบ้ายบายทำท่าจะไม่ไปด้วยแล้ว

ปัญหาทั้งหมดเพราะทักษิณถืออาญาสิทธิ์เจ้าของบ้านเพื่อไทย
ไม่ให้เก้าอี้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีกับมิ่งขวัญ
หลังจากให้ทดลองงานแต่งตัวเป็นนายกฯ
ที่ถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯ ในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ

เรื่องทั้งหมดเลยบานปลายเมื่อได้ของแถมจากการปราศรัยของเสื้อแดงวันที่ 11 เม.ย.
จึงเกิดปฏิกิริยากระเทือนพรรคเพื่อไทยจนถึงวันนี้

สิ่งที่มิ่งขวัญเจ็บใจมากที่สุดเพราะอุตส่าห์ลงทุนหาปัจจัย
แว่วว่ามากหลายร้อยล้านบาท มาจ่ายแบบจัดเต็มให้กับ สส.ในกลุ่มเกือบ 70 คน
ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา จนกลุ่มเติบโตอย่างรวดเร็ว

เมื่อลงทุนสูงก็ต้องหวังผลตอบแทนในเก้าอี้นายกฯ
และเชื่อมั่นในแรงสนับสนุนจาก
พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ
จาตุรนต์ ฉายแสง
และกลุ่ม สส.สายปฏิรูปในพรรคทั้งหลาย ที่ต้องการให้พรรค
ก้าวข้ามจากทักษิณและปลดแอกจากแกนนำเสื้อแดง

เพื่อเปลี่ยนภาพลักษณ์พรรคเพื่อไทยไม่ให้เป็นอันตรายต่อคนชั้นกลาง
ที่ยังหวาดกลัวคนเสื้อแดง และกลัวทักษิณจะกลับมาประเทศ
เป็นวิกฤตความขัดแย้งและสร้างความบอบช้ำให้ประเทศชาติอีก

ยิ่งการที่แกนนำเสื้อแดงเพลี่ยงพล้ำเพราะปราศรัยหมิ่นต่อการจาบจ้วงสถาบัน
จึงทำให้กลุ่มก๊วนมิ่งขวัญบิ๊กจิ๋ว ใช้จังหวะนี้กดดันกลุ่มเสื้อแดงให้ลดบทบาท
ซึ่งได้ผลพอควรเมื่อแกนนำเสื้อแดงต้องถอยล่ายอมลดดีกรี

ขณะเดียวกัน สส.ก๊วนมิ่งและบิ๊กจิ๋วยังรุกคืบเรียกร้องให้ทักษิณหยุดโฟนอิน
ในการเปิดนโยบายพรรค เมื่อวันที่ 23 เม.ย.
โดยอ้างว่า เสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมายเลือกตั้งและอาจถูกยุบพรรค

แต่ทักษิณกลัวว่า “มิ่งขวัญจาตุรนต์บิ๊กจิ๋ว” หรือสายพิราบจะมายึดพรรคเบ็ดเสร็จ
เพราะทราบว่ามีการติดต่อป๋าเหนาะมาร่วมเป็นฐานสนับสนุนมิ่งขวัญ
เพราะทั้ง “บิ๊กจิ๋วจาตุรนต์ป๋าเหนาะ” ต่างเคยอยู่พรรคความหวังใหม่
สมัย พ่อใหญ่จิ๋วเป็นนายกฯ ร่วมกัน
“ป๋าเหนาะ” จึงประกาศชูมิ่งขวัญเป็นนายกฯ ในงานวัดเกิดที่อัลไพน์

ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ทักษิณระแวงคือ
หากปล่อยไปให้กลุ่มนี้เติบโตก็จะสร้างอำนาจต่อรองต่อทักษิณได้
จึงเข้าล็อกตีกันไม่ให้มิ่งขวัญขึ้นเป็นใหญ่
แต่ถ้าอยากอยู่ก็ต้องอยู่อย่างจ๋องๆ อย่าหืออือ
หรือกดดันให้ก้าวข้ามทักษิณ

ทั้งหลายทั้งปวงเป็นเกมต่อรองชิงการนำในพรรค
ระหว่างสายพิราบ กับสายทักษิณ
ใช้จังหวะก่อนเลือกตั้งใหญ่ที่พรรคต้องตัดสินใจครั้งสำคัญว่า
จะให้ใครเป็นคนชิงเก้าอี้นายกฯ เพราะทุกก้าวย่างในการต่อรอง
ระหว่างกลุ่มบิ๊กจิ๋วมิ่งขวัญป๋าเหนาะ ที่มีต่อทักษิณ
มีผลต่อการแก้ปัญหาความขัดแย้งของประเทศ

อย่างน้อยบิ๊กจิ๋วกับป๋าเหนาะได้เสนอให้ตั้งรัฐบาลแห่งชาติ
เพื่อประนีประนอมกับกลุ่มต่างๆ ในสังคม หมายความว่า
พรรคเพื่อไทยต้องแชร์อำนาจ
เพื่อสร้างสะพานปรองดองกับทุกฝ่าย ซึ่งจะทำให้พรรคเดินได้อย่างมั่นคง

แต่ถ้าจะเล่นเกมดุกระทบทุกพลังในสังคมอย่างที่ผ่านมา
ก็เสี่ยงที่จะถูกต้านและทหารก็อาจเข้ายึดอำนาจ

ทักษิณกลับเห็นว่า
ต้องเล่นแรงอย่างเดียวเพื่อสร้างพลังต่อรองให้หนักหน่วง
ถ้ามัวกลัวนั่น กลัวนี่ กลัวยุบพรรคก็จะตกเป็นเบี้ยล่าง

เมื่อเข็มทิศชัด สถานการณ์วันนี้
ทักษิณจึงเร่งจัดการกับปัญหาภายในพรรคก่อนจะมีการยุบสภา
ทักษิณแม้จะไม่ตัดหางมิ่งขวัญโดยตรง
แต่ส่งคนใกล้ตัวออกมาไล่ทุกวัน
ขณะเดียวกันก็เร่งจัดการกับขุนพลกลุ่มบิ๊กจิ๋วรายตัว

เป้าหมายที่ต้องเคลียร์ คือ
ดึง “ป๋าเหนาะ” มาร่วมงานกับพรรคเพื่อไทยให้ได้
โดยมอบหมายบรรดาน้องๆ ชินวัตรเจรจาภายใน

กระแสข่าวอีกด้าน ระบุว่า
ป๋าเหนาะรอความชัดเจนจากมิ่งขวัญ
ที่ยืนยันว่า มีปัจจัยก้อนหนักมาให้แน่หากได้ร่วมงานกัน

แต่คนอย่างป๋าเหนาะที่เก๋าเกมการเมือง ต้องเห็นของจริงเท่านั้น ไม่ใช่แค่คำคุย

การต่อรองระหว่างบิ๊กจิ๋ว มิ่งขวัญ และป๋าเหนาะ
ยังมีเวลาจนกว่าจะถึงวันยุบสภา อีกด้านหนึ่ง
ทักษิณกับป๋าเหนาะก็ต้องชัดเจน
สกัดป๋าเหนาะได้ ก็สกัดไม่ให้ขั้วตรงข้ามมาบอนไซพรรคเพื่อไทยได้


http://www.posttoday.com/วิเคราะห์/การเมือง/85541/เกมต่อรองถึงกึ๋น-แม้วบล็อกเสนาะ-ตัดตอนมิ่ง-เขี่ยขุนพลจิ๋ว

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 26/04/54

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla





ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ ย้ำไว้..ชัด
เพื่อเร่งรัด นำทาง สว่างไสว
ด้วยนิมิตร แสนงาม นาม"เพื่อไทย"
ทุกดวงใจ หล่อหลอม พร้อมกันทำ....

อย่าชิงดี ชิงเด่น เป็นทางแยก
หวังชำแรก เข้าตัว มัวถลำ
นโยบาย ส่วนรวม ร่วมหนุนนำ
ให้รูปธรรม เด่นชัด ตามจัดมา....

มัวปัดแข้ง ปัดขา บ้าหรือเปล่า?
อย่างี่เง่า เย้ยเยาะ รีบเสาะหา
นี่พวกกู นั่นพวกมรึง ถลึงตา
เสนอหน้า อวดเด่น เป็นเด็กนาย....


ร่วมกันทำ สิ่งดี ให้มีผล
เพื่อทุกคน เร่งรุด สู่จุดหมาย
ร่วมถักทอ สานต่อ นโยบาย
เป็นจุดขาย เพื่อเดินหา ประชาชน....

จงเอาความ มุ่งมั่น เพื่อสรรค์สร้าง
ส่องนำทาง สว่างไสว ได้อีกหน
สามัคคี คือความหวัง พลังคน
อย่าสับสน ขันแข่ง แล้วแย่งกัน....

ไม่อยากให้ ศรัทธา พาสิ้นหวัง
ช่วยเติมพลัง แกร่งกล้า เพื่อท้าฝัน
เอาความรู้ ประสบการณ์ สานสัมพันธ์
แล้วมุ่งมั่น พาเพื่อไทย ให้มั่นคง....


๓ บลา / ๒๖ เม.ย.๕๔
http://3blabla.blogspot.com