ที่มา Voice TV
จากคอลัมน์ “มองการณ์ไกล” ในนสพ.สยามธุรกิจ โดย “เอกยุทธ อัญชันบุตร.....”ปรากฏการณ์ “น่าเบื่อหน่าย” สำหรับ “การเมืองไทย” ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง หมดจาก“สีหนึ่ง” ก็มี “อีกสีหนึ่ง” ที่ใช้ “เวทีข้างถนน” แล้วถูลู่ถูกัง “จับประชาชน” มาเป็น “ข้ออ้าง” ให้ดูดี ทั้งๆ ที่หลายเหตุการณ์มี “การกระทำผิดกฎหมายชัดเจน” และเมื่อ “ผู้ถือกฎหมาย” จะดำเนินการตามกรอบ ก็มีอ้างคำว่า “ประชาธิปไตย” หรือ “ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ”ที่เปิดโอกาสให้ “ประชาชน” มีสิทธิในการแสดงเสรีภาพและความเห็น...ซึ่งจริงๆเเล้ว” ไม่ใช่เรื่องผิด แต่“เสรีภาพ” ที่จะแสดงออกนั้น ต้องไม่กระทบกับ “สิทธิเสรีภาพ” ของ “คนอื่น” ด้วย…
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, April 27, 2011
“เผด็จการซ่อนรูป” แฝงเร้น...ใช้ “อำนาจเหนือผู้ถือกฎหมาย”
จุดสลบ
ที่มา มติชน
โดย ฐากูร บุนปาน
ไม่มีอะไรต้องปิดบังอ้อมค้อมกันต่อไปอีกแล้ว
เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ออกมาประกาศตัวในแผนการหาเสียง ′ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ′ เมื่อวันหยุดสุดสัปดาห์
เพราะแม้ที่ผ่านมาจะรู้ๆ กันอยู่แก่ใจว่าพรรคการเมืองนี้ ที่จริงก็ของคุณทักษิณ โดยคุณทักษิณ และเพื่อคุณทักษิณ (ส่วนหนึ่ง) นั่นแหละ
แต่ก็ไม่ชัดเจนเท่าหนนี้
คำถามก็คือทำไมต้องให้ชัดขนาดนั้น เมื่อรู้ทั้งรู้อยู่ว่าการเปิดตัวออกมาแบบเปิดเผยครั้งนี้เป็น ′ดาบสองคม′
คำตอบง่ายๆ ก็คือ เพราะประเมินว่าถ้าเปิดตัวออกมา จะมีโอกาสชนะมากกว่าไม่เปิด
เพราะในแง่ของ ′นโยบาย′ ที่จะเอามาหาเสียงต่อไปนั้น ให้ใครมาพูดก็ไม่ ′ขลัง′ เท่าคุณทักษิณที่ชาวบ้านรู้มืออยู่แล้วมาพูดเอง
ซึ่งส่วนหนึ่งก็จริงตามนั้น
ตัวอย่างเช่นเรื่องขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เมื่อคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศว่าจะผลักดันให้ค่าแรงปรับขึ้นไปร้อยละ 25
มีคนตั้งคำถามว่าจะทำได้อย่างไร และอีท่าไหนถึงจะไม่กระทบต้นทุนของภาคธุรกิจ
คุณอภิสิทธิ์ไม่ได้ตอบคำถามนี้ ไม่แน่ใจว่าไม่ได้ยินหรือด้วยสาเหตุอื่น
แต่คุณทักษิณที่เพิ่งประกาศว่าจะปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท/วัน บอกว่าจะลดต้นทุนนายจ้างด้วยการลดภาษีนิติบุคคลลงมาร้อยละ 7
คือจากร้อยละ 30 เหลือร้อยละ 23
ซึ่งหักกลบแล้ว ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นกับเงินที่ประหยัดได้จะครือๆ กัน
ตรงนี้ชัดเจนแจ่มแจ้งกว่าเยอะ
เช่นเดียวกับตัวอย่างของนโยบายอื่นๆ ที่มีความเป็น ′รูปธรรม′ มากกว่า หรือแม้แต่จะ ′ขายฝัน′ ก็ขายได้เห็นภาพชัดเจนมากกว่า
การเดินหน้าเข้าสู่การเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทยโดยมีคุณทักษิณออกแรงดัน จึงเป็นต่อในเรื่อง ′นโยบาย′ ด้วยประการฉะนี้
แต่ช้าก่อน โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี
เมื่อได้อานิสงส์จากงานเก่า ก็มีวิบากจากกรรมเก่าควบคู่กันมาด้วย
ขณะที่ได้เปรียบอย่างมหาศาลในเรื่องผลงานและนโยบาย คุณทักษิณก็ตกเป็นรองหรือมีจุดอ่อนให้คู่แข่ง (หรือคู่แค้น?) เอามาขยี้ได้ในเรื่อง ′ความจงรักภักดี′ กับ ′การล้างแค้น′
จนต้องออกมาประกาศให้สองเรื่องนี้เป็นประเด็นใหญ่ควบคู่กันไปในวันประกาศนโยบาย
ส่วนจะสำเร็จ-คือดึงใจ (และคะแนน) จากคนที่อยู่กลางๆ นอกเหนือไปจากที่ได้คะแนนเสียงแน่ๆ อยู่แล้วจากแฟนประจำได้หรือไม่
ยังต้องอาศัยพฤติกรรมอื่นๆ เข้ามาช่วยเสริมความมั่นใจ
ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์และคุณอภิสิทธิ์ ซึ่งไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังตรงนี้ มีปัญหาอยู่อย่างเดียว ซึ่งยังแก้ไม่ตกและเรียกความเชื่อมั่นของคนมาไม่ได้
คือเรื่องนโยบายและความสามารถในการทำงาน
ไปดูกันในสนามเลือกตั้งว่าจริงๆ แล้วชาวบ้านต้องการอะไร
ใครอย่าเผลอไปตัดหรือไปตอน (เพราะรู้ผลล่วงหน้าแล้ว) ก่อนเชียว
เดี๋ยวได้พังกันทั้งหมด
ตบมือสู้ตบเท้า
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ เหล็กใน
สมิงสามผลัด
เป็นการตอบโต้แบบปัญญาชนจริงๆ
เห็นกิจกรรมของกลุ่มวันอาทิตย์สีแดงที่มีนายสมบัติ บุญ งามอนงค์ หรือบ.ก.ลายจุด เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาที่สวนลุมพินี
นายสมบัติจัดกิจกรรมคนเสื้อแดงตบมือสู้ทหารตบเท้า
พร้อมตะโกนว่า "หน้าที่ของทหารต้องปกป้องประชาชน"
การตอบโต้เชิงสัญลักษณ์ครั้งนี้ เพราะเห็นว่าการตบเท้าของทหารในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
ถึงแม้จะประกาศเจตนารมณ์ชัดเจนว่าต้องการปกป้องสถาบัน และสนับสนุนผบ.ทบ.ก็ตาม
แต่ภาพ"ตบเท้า"ที่ออกมานั้นทำให้ประชาชนรู้สึกหวาดหวั่นไปตามๆ กัน
เพราะเป็นช่วงที่เกิดข่าวลือเรื่องการปฏิวัติรัฐประหาร
วัดกระแสความสะพรึงกลัวของประชาชนถึงการปฏิวัติได้จากเหตุการณ์ทีวีจอดำเมื่อหลายวันก่อน
เพราะวันนั้นอลหม่านทั้งประเทศ
คนไทยส่วนใหญ่เชื่อไปแล้วว่าเกิดการปฏิวัติขึ้นจริงๆ
ซึ่งกองทัพต้องยอมรับว่าที่ประชาชนเกิดความรู้สึกเช่นนี้ เป็นผลพวงจากท่าทีของกองทัพเองด้วยประการหนึ่ง
นอกจากนี้นายสมบัติยังระบุด้วยว่า ทุกวันนี้กองทัพพยายามเข้ามาสู่พื้นที่ทางการเมืองเช่นนี้
อาจสุ่มเสี่ยงทำให้กองทัพเผชิญกับวิกฤตศรัทธาได้เหมือน เหตุการณ์พ.ค.2535
รวมถึงเหตุการณ์ 6 ต.ค.2519
กลุ่มวันอาทิตย์สีแดงนั้นชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นการรวมพลังมวลชน ต่อต้านการใช้ความรุนแรง
ดังนั้นจึงเลือกใช้วิธีการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ตบมือประกอบจังหวะ เน้นความสนุกสนาน
แต่มีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ เพราะต้องการเรียกร้องให้กองทัพถอยออกจากพื้นที่การเมือง
ปล่อยให้มีการเลือกตั้งอย่างเป็นธรรม
แต่ต้องยอมรับว่าลึกๆ แล้ว ถึงนาทีนี้คนเสื้อแดงเองก็ยังไม่เชื่อว่าจะเกิดการเลือกตั้งขึ้นมาจริงๆ
มั่นใจว่าจะเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองขึ้นก่อน
ฉะนั้น คนเสื้อแดงต้องออกมารณรงค์ต่อต้านครั้งใหญ่
หากมีการแทรกแซงล้มการเลือกตั้งขึ้นจริงๆ
โดยจะพร้อมใจกันสวมชุดดำไว้อาลัยทั่วประเทศ
เรียกร้องให้คนไทยถอนเงินฝากจากบัญชีธนาคารมาให้หมด
และนัดหยุดงานทั่วประเทศ
ทั้งหมดนี้เป็นมาตรการการต่อสู้ของคนเสื้อแดงเมื่อเกิดการล้มเลือกตั้งขึ้นมาจริงๆ
ที่สำคัญไปกว่านั้น หากมีการแทรกแซงจนไม่มีการเลือกตั้ง
เท่ากับเป็นการผลักดันคนเสื้อแดงลงสู้ใต้ดิน
ถึงเวลานั้นบ้านเมืองจะเข้าสู่ภาวะขัดแย้งรุนแรงยิ่งกว่านี้
ได้แต่หวังว่าการ"ตบมือ"ของประชาชน
จะเป็นพลังผลักดันให้เกิดการเลือกตั้งขึ้น
เสียงตบมือจะดังกว่าเสียงตบเท้า
MP3 Youtube 2011-04-26 ธิดา ณัฐวุฒิ จตุพร แถลงข่าวสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ
ที่มา thaifreenews
โดย Tuxedo
Youtube กำลัง upload ครับ
http://www.mediafire.com/?8er84d5fz6jx032
Re:
2011 04 26@2041 ธิดา ณัฐวุฒิ จตุพร ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวตปท
ภาพตำรวจบุกยึดวิทยุเสื้อแดงลำลูกกา...วันนี้
ที่มา thaifreenews
โดย หัตถา
ตำรวจบุกยึดวิทยุเสื้อแดงลำลูกกา...วันนี้
ยุทธการปิดหูปิดปากประชาชน เกิดแล้ว....
มีข่าวราวๆบ่าย สองโมงว่าจะมีการบุกยึดปิดสถานีวิทยุ 96.35 ลำลูกกาคลองสี่ กับสถานี 89.
อีกหลังจากตอนบ่ายได้ยึด
สถานีวิทยุ104.50 คลองสาม ที่มีคุณพรท เฉลิมแสน ดูแลอยู่ และจับคุมตัวผอ.สถานีวิทยุไปแล้ว
ก็ ลองไปดูเหตุการณ์ ก็เห็น
มีมวลชนคนเสื้อแดง ไปกันเต็มสถานี[/url]
[/url]
หลังจากทราบข่าวว่า คุณคม ลาดพร้าวถูกเปลี่ยนการเจรจาเป็นผู้ต้องหา ก็รวมตัวกันไปที่สถานีตำรวจ ต.คูคต
คลิ้กดูภาพทั้งหมด ที่นี่
ณัฐวุฒิ ประกาศต่อผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ประชาชนไทยต้องการเลือกตั้ง
ที่มา ประชาไท
แกนนำ นปช. ร่วมแถลงข่าวที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย ย้ำสู้เพื่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขโดยอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง เตรียมสู้ยืดเยื้อ เชื่อ “เวลาอยู่ข้างเรา”
แกนนำ นปช. ร่วมแถลงข่าวที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย ย้ำ นปช. สู้เพื่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขโดยอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง สู้ยืดเยื้อ ประกาศ “เวลาอยู่ข้างเรา”
เวลา 20.00 น. แกนนำ นปช. ประกอบด้วย ธิดา ถาวรเศรษฐ์ ณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ และจตุพร พรหมพันธุ์ ร่วมแถลงข่าวที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย ตึกมณียา ซึ่งมีผู้สื่อข่าว นักวิชาการ ตัวแทนสถานทูตและผู้สนใจชาวต่างประเทศเข้าร่วมรับฟังประมาณ 100 คน
แกนนำ ระบุมีความพยายามทำรัฐประหารอีกครั้ง พร้อมใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นเครื่องมือ ระบุประชาชนจะเป็นกำลังสำคัญในการต่อต้านการรัฐประหารครั้งใหม่ ณัฐวุฒิ วอนสื่อต่างประเทศเป็นกระบอกเสียง ย้ำคนไทยต้องการเลือกตั้ง
ถาม-ตอบ ระหว่าง แกนนำ นปช. กับ ผู้สื่อข่าวต่างประเทศ
ถาม: สถานการณ์การเมืองไทยขณะนี้ รวมถึงการปะทะกันที่ชายแดนไทย-กัมพูชาอาจเป็นสัญญาณว่าจะไม่มีการยุบสภาใช่หรือไม่
ณัฐวุฒิ: ผมมาพูดครั้งนี้เป็นครั้งที่สาม แต่ละครั้งชีวิตก็เปลี่ยนแปลงไปเป็นลำดับ ครั้งแรกเป็นโฆษกรัฐบาล ครั้งที่สองแกนนำเสื้อแดง ปัจจุบัน ผมเป็นผู้ก่อการร้ายแล้วครับ
สำหรับคำถามนั้นต้องบอกว่าเวลานี้ยังไม่มั่นใจว่าประเทศไทยจะมีการเลือกตั้งจริงๆ เพราะสถานการณ์ทางการเมืองอธิบายว่า กลุ่มผู้คุมอำนาจไม่ประสงค์จะยอมรับผลการเลือกตั้งหากพรรคเพื่อไทยเป็นผู้ชนะ
มีการสำรวจข้อมูลการตัดสินใจของประชาชนหากมีการเลือกตั้งของหน่วยงานความมั่นคงหลายหน่วยงาน ผมได้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ว่าก่อนเทศกาลสงกรานต์มีการพบปะกันของนายทหารกองทัพบกกับกลุ่มชนชั้นนำสามสี่ท่าน ในระหว่างการสนทนามีการเอาผลสำรวจหรือโพลล์ฝ่ายความมั่นคงมาดู ปรากฏว่าพรรคเพื่อไทยจะได้รับการเลือกตั้งไม่ต่ำกว่า 250 ที่นั่ง มีการถามกันในเวลานั้นว่าตรวจสอบเรียบร้อยหรือยัง ผู้ที่นำผลสำรวจมาให้ก็คือนายทหารคนดังที่ทำหน้าที่แถลงข่าวให้กองทัพตลอดระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมายืนยันว่าตรวจสอบแล้วสองสามรอบ
ถ้าไปถามนักการเมืองที่เป็นแกนนำตัวจริงของพรรคการเมืองหลายพรรคที่ร่วมรัฐบาลอยู่ ท่าทีล่าสุดของคนเหล่านั้นก็มีความเชื่ออยู่ลึกๆ ว่าอาจจะไม่มีการเลือกตั้ง นี่เป็นข้อมูลที่ผมเพิ่งจะได้ฟังมา จากอดีตรัฐมนตรีของรัฐบาลทักษิณเล่าว่าไปพบอดีตรัฐมนตรีที่เคยร่วมรัฐบาลกัน
เพราะฉะนั้นสิ่งที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพูดออกมาจึงเป็นเรื่องที่ต้องรับฟังและติดตามความเคลื่อนไหวนี้อย่างใกล้ชิด ผมภาวนาว่าอย่าให้เหตุการณ์ปะทะกันระหว่างไทยกัมพูชาถูกอธิบายเป็นเหตุผลที่จะเลื่อนการยุบสภาออกไป เพราะหากเป็นเช่นนั้นมันจะกลายเป็นว่าเหตุปะทะรอบนี้มีเป้าหมายทางการเมืองของประเทศหนึ่งประเทศใดแอบแฝงอยู่
แต่ความเชื่อเดิมทั้งของผมที่พูดไว้ที่อุดรธานีและแกนนำบังเอิญตรงกันว่าสัญญาณที่จะไม่มีการเลือกตั้งจะปรากฏชัดเจนหลังนายอภิสิทธิ์ประกาศยุบสภา
แต่ถ้ามองจากท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ เขาอยากจะเลือกตั้งทันทีเลยถ้าทำได้ เพราะประชาธิปัตย์ประเมินได้ว่าการอยู่ในอำนาจต่อไปภายใต้สถานการณ์ขณะนี้จะไม่เป็นผลดีต่อพวกเขา จึงคิดว่าการตัดสินใจยุบสภาจะทำให้โอกาสในการกลับมาเป็นรัฐบาลของ ปชป. จะมีมากขึ้น แม้จะไม่มั่นใจว่าจะชนะเลือกตั้ง แต่เป็นหน้าที่ของอำนาจนอกระบบที่จะทำอย่างไรก็ได้ให้เขากลับมาเป็นรัฐบาล มีความเชื่อที่พูดกันตลอดเวลาใน ปชป. ว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คือนายกรัฐมนตรีที่ดีที่สุดในสถานการณ์ขณะนี้ ไม่ใช่ดีที่สุดของประชาชน แต่ดีที่สุดของระบอบอำมาตยาธิปไตย นี่คือปัญหาใหญ่ของประเทศไทย
ผมจึงอยากประกาศต่อทุกท่านและยืนยันต่อสังคมโลกว่าคนไทยต้องการการเลือกตั้ง และวิกฤตความขัดแย้งที่เกิดขึ้นหลังรัฐประหารจะมีโอกาสนับหนึ่งในการคลี่คลายก็ต่อเมื่อมีการเลือกตั้งอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม ตรงกันข้ามหากไม่มีการเลือกตั้งก็จะทำให้สภาพการณ์ที่เป็นอยู่ทวีความเข้มข้น มีสภาพขัดแย้งรุนแรงมากขึ้น จนมองไม่เห็นทางออกใดๆ เราไม่อยากเดินเข้าสู่กับดักของวิกฤต เราอยากเดินไปที่จุดเริ่มต้นของสันติภาพ และเราคาดหวังว่าบทบาทของสื่อมวลชนในทุกๆ ประเทศจะมีส่วนช่วยอย่างสำคัญต่อสิ่งนี้
ถาม: ใครคือผู้รับผิดชอบต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้นในตอนท้ายของการชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา
จตุพร: ความรุนแรงและการเผาเซ็นทรัลเวิลด์ และศาลากลางต่างๆ เป็นความพยายามของฝ่ายรัฐที่จะเผา เพื่อเบี่ยงเบนประเด็นความตาย ความตายในวัดปทุมวนารามเป็นความตายก่อนที่จะมีการเผาเกิดขึ้นทั้งสิ้น ต้องมีการเผาเซ็นทรัลเวิลด์เพราะต้องการสร้างสถานการณ์ว่าคนเสื้อแดงเป็นผู้ก่อการร้าย เผาบ้านเผาเมือง เพื่อให้คนลืมความตาย
กรณีเซ็นทรัลเวิลด์ ผมและได้คุยกับหัวหน้าชุดปฏิบัติการดูแลเซ็นทรัลเวิลด์ โดยมีภาพถ่าย ทีวีวงจรปิดและภาพนิ่ง ว่าพวกเขามาดูแลอยู่เป็นเวลาสองเดือน เป็นห้างเดียวที่ไม่ได้ใช้ชุดบรรเทาสาธารณภัย เป็นการล็อกเป้าจงใจที่จะมีการเผา หัวหน้าชุดปฏิบัติการเซ็นทรัลเวิลด์นั้นเพราะเขาเห็นชะตากรรมคนเสื้อแดง ว่านอกจากความตายแล้วยังถูกกล่าวหา
อย่างช้าสัปดาห์หน้าจะมีหนังสือที่เป็นรายละเอียดทั้งหมดเรื่องการเผาเซ็นทรัลเวิลด์ เวลานี้ภาพถ่ายจากวงจรปิดจะถูกเปิดเผย
ในกรณีเซ็นทรัลเวิลด์ มีภาพถ่ายชายชุดดำ แต่ไม่แนบเนียบเพราะรองเท้าตรงกับทหาร เหตุการณ์การเผาเซ็นทรัลเวิลด์ กับการยิงที่วัดปทุมเป็นเวลาที่สอดคล้องกัน แต่ผมเองก็ถูกนำตัวไปสอบสวน
เวลานั้นทหารได้คุมสภาพเบ็ดเสร็จ รักษาการผู้บังคับการกองปราบฯ ก็ยังถูกทหารค้นตัว
เวลาเก้าเดือนที่ผ่านมา ถ้าชุดผจญเพลิงของเซ็นทรัลเขาเห็นว่าคนเสื้อแดงเผา เขาต้องฟ้องคนเสื้อแดง แต่ด้วยความเป็นมนุษย์ของเขา เขาเอาวิดีโอมาให้คนเสื้อแดง และตำรวจชุดเดียวที่มาดูแลห้างเซ็นทรัลคือชุดของวังสระปทุม ต่อมาล่าถอยออกไป และกำลังที่มาผลักให้ตำรวจออกไปนั้นเป็นทหาร
กรณีศาลากลางอุลราชธานี มีการจับกุมตัวคน 22 คน และยังไม่มีการปล่อยตัว ผู้ว่าฯ อุบลราชธานีบอกว่าขณะนั้นมีเจ้าหน้าที่ 80 คนทำงานอยู่ ไม่มีอาวุธ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจบอกว่า เวลานั้นมีตำรวจและอาวุธครบมือ 800 คน โดยตำรวจที่ทำสำนวนมาสารภาพกับผมว่า พฤติการณ์ที่ศาลากลางนั้น เป็นการเทน้ำมันจากชั้นบนลงสู่ชั้นล่าง นี่คือตัวอย่างของข้อมูลที่ให้การไม่ตรงกัน
ที่ศาลากลางอุดรธานี ข้าราชการที่ควบคุมอำนวยการดูแลศาลากลางฯ ได้สารภาพกับ ส.ส. วิเชียร ขาวขำ โดยที่วันเกิดเหตุมีกำลัง อส. แต่ก่อนเกิดเหตุมีกำลังทหารติดอาวุธเข้าไปเผาศาลากลาง แต่ประชาชนที่อุดรธานี มีการนัดหมายว่าหากมีการสลายการชุมนุมจะไปรวมตัวกันที่ศาลากลาง
นี่คือการสวมรอย เหมือนการเผารถเมล์ 52 คัน คนขับรถเมล์ให้ปากคำว่าคนที่มาปล้นรถเมล์ไปนั้นเป็นทหาร เมื่อมีการสอบสวนแล้ว กมธ. สภาฯ ไม่กล้าเปิดเผย
ถาม: การสำรวจความคิดเห็นของประชาชนไม่แน่นอน ถ้าเราตั้งสมมติฐานว่าเราไม่รู้ว่าใครจะชนะหรือแพ้ ถ้าพรรคเพื่อไทยไม่ชนะพร้อมที่จะยอมรับรัฐบาลที่ชนะการเลือกตั้งหรือไม่และในสถานการณ์ไหนที่ยอมรับและในสถานกาณณ์ไหนที่จะออกมาประท้วง
ณัฐวุฒิ: หากการเลือกตั้งโดยบริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่ว่าพรรคการเมืองใดชนะ เรายินดียอมรับผลการเลือกตั้ง ถ้าประชาธิปัตย์ชนะการเลือกตั้ง เรายินดีที่จะยอมรับโดยไม่มีการคัดค้านใดๆ ผมเรียนว่าที่ผ่านมาเราไม่เคยออกมาต่อสู้เพราะแพ้เลือกตั้ง เราเป็นประชาชนส่วนมากในประเทศที่เลือกพรรคการเมืองที่เราสนับสนุนและได้เป็นรัฐบาลแล้วรัฐบาลของเราถูกทำลายครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยวิธีของผู้เผด็จการ เราจึงต้องออกมาต่อสู้
ผมอยากจะฝากคำถามเดียวกันนี้ว่า ถ้าเจออภิสิทธิ์ หรือทหารใหญ่ ว่าถ้าการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคเพื่อไทยชนะ เขาจะยอมรับและปล่อยให้จัดตั้งรัฐบาลตามเจตนารมณ์ของประชาชนหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาเราไม่เคยไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง เขาต่างหากที่ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งจนเป็นปัญหาจนทุกวันนี้
สถานการณ์ที่เราจะออกมาต่อสู้ ก็คือ ถ้าผลการเลือกตั้งปรากฎว่าพรรคการเมืองที่ได้รับเสียงป็นอันดับหนึ่งแล้วไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ มีการแทรกแซงจากอำนาจนอกระบบให้ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ เราจำเป็นต้องต่อสู้
ผมเข้าใจแนวปฏิบัติทั่วโลกว่า หากพรรคอันดับหนึ่งไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ พรรคอันดับรองลงไปสามารถเป็นแกนนำ แต่ความจริงของประเทศไทยคือ มีพรรคการเมืองเดียวเท่านั้นที่ชนะการเลือกตั้งได้แล้วไม่ได้เป็นรัฐบาล นั่นคือพรรคเพื่อไทย
ถาม: เคยสัมภาษณ์เด็กวัยรุ่นคนหนึ่งที่สูญเสียดวงตาเพราะเขาร่วมชุมนุม เขาบอกว่า การต่อสู้นั้นขึ้นกับแกนนำ
จตุพร: มีการพยายามสร้างสถานการณ์ ขณะที่มีกระสุนปืนจำนวนมากถูกใช้กับคนเสื้อแดง อย่างไรก็ตาม หากถามว่า จะเจรจากันได้หรือไม่นั้น ต้องตอบว่าการเจรจาเกิดได้ทุกวัน แต่คำถามคือความยุติธรรมจะเกิดได้หรือเปล่า สิ่งที่สำคัญคือการสร้างความเสมอภาค ความเป็นภราดรภาพ ความเป็นพี่เป็นน้องกัน
ถาม: ถามคุณธิดา ว่าเมื่อประมาณ 1 เดือน หลังเหตุการณ์ ให้สัมภาษณ์โพสต์ทูเดย์ว่าเป็นห่วงคนเสื้อแดงและความปลอดภัยของสามี เข้าใจว่ามีการไล่สมาชิกของ นปช. บางคนออกเพราะสนับสนุนความรุนแรง แต่ขณะนี้คนเหล่านั้นยังมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง
ธิดา: ประการแรก ถ้าคุณอ่าน โพสต์ทูเดย์ คุณต้องเช็คก่อนว่าข้อมูลที่นำเสนอนั้นถูกต้องหรือเปล่า เพราะปัญหาของสื่อเมืองไทยนั้นคือการแบ่งข้างชัดเจนทั้งเรื่องผลประโยชน์และชนชั้น
ด้วยเหตุนี้การต่อสู้ของคนเสื้อแดงจึงไม่ค่อยได้รับการนำเสนอต่อสังคมภายนอก หากสังคมภายนอกอ่านเฉพาะสื่อที่เป็นของประเทศไทย
ประการที่สอง สิ่งที่โพสต์ทูเดย์ เขียนนั้น อาจจะเป็นปัญหาเรื่องข้อมูลและการถ่ายทอดข้อมูลด้วย จึงอยากได้คำถามจากท่านโดยตรงมากกว่าโดยไม่ต้องอ้างโพสต์ทูเดย์
ผู้สื่อข่าวคนเดิม ถาม: บทความในโพสต์ทูเดย์เป็นคำสัมภาษณ์คำต่อคำ จึงเชื่อว่าน่าเชื่อถือ แต่อยากถามโดยตรง ว่าเป็นห่วงหรือไม่ ว่าสามีจะเป็นอันตรายจากคนเสื้อแดง
ธิดา: ในความเป็นจริง ไม่มีคำถามและคำตอบเรื่องนี้เลย แต่ตอบได้ว่า การเข้ามาเกี่ยวข้องกับคนเสื้อแดงไม่ใช่เข้ามาในฐานะของภรรยาของ น.พ. เหวง โตจิราการ แต่ในฐานะนักต่อสู้ นี่เป็นเหตุผลประการแรกที่ท่านต้องทราบก่อน
การห่วงคือห่วงการต่อสู้ของประชาชนไม่ใช่ น.พ.เหวง โตจิราการ คือห่วงทุกคนไม่ใช่เฉพาะแกนนำ แต่เป็นการเป็นห่วงคนเสื้อแดงทุกคนที่ถูกจับกุมคุมขังและถูกไล่ล่า นี่เป็นประเด็นสำคัญว่านักต่อสู้นั้นเอาเรื่องส่วนตัวตั้งต้น หรือเพื่อส่วนรวม ดังนั้นคำถามนี้ ขอปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นเรื่องส่วนตัว และเหตุผลที่เข้ามารับเป็นประธานการต่อสู้ของคนเสื้อแดงคือความเป็นห่วงขบวนการ ต้องขอโทษหมอเหวงในฐานะสามีด้วยว่าไม่ได้ห่วงเขามากกว่าคนอื่น
ถาม: ถ้าผลการเลือกตั้งเพื่อไทยได้เสียงมากที่สุด แต่ไมได้เสียงส่วนใหญ่ แล้วในที่สุดพรรคประชาธิปัตย์สามารถตั้งรัฐบาล ท่านจะยอมรับหรือไม่
ณัฐวุฒิ: นี่แหละที่เป็นปัญหา คือ พรรคการเมืองใดก็ตามที่ได้เสียงอันดับหนึ่งจะได้เป็นรัฐบาลได้ทั้งหมด ยกเว้นพรรคเพื่อไทย เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะสื่อสารมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศรายงานตรงกันว่ามีอำนาจนอกระบบจะไม่ยินยอมให้พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล จะมีการจัดการทุกวิถีทางแม้พรรคเพื่อไทยจะเป็นฝ่ายชนะการเลือกตั้ง ผมคิดว่าท่านคงไม่หวังว่าจะให้เรายอมรับสิ่งนี้ เพราะถ้าการยอมรับสิ่งนี้ นี่ไม่ใช่การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
ถาม: เมื่อมีการเจรจาก่อนที่จะสลายการชุมนุม ทางรัฐบาลเสนอว่าควรจะมีการเลือกตั้งเดือน พ.ย. แล้วทางเสื้อแดงมีความเห็นแตกต่างกัน บางคนเห็นด้วย บางคนไม่เห็นด้วย รัฐบาลอ้างว่าเพราะทางเสื้อแดงไม่ยอมรับข้อเสนอเพราะนายกฯทักษิณต้องการการนิรโทษและอนุญาตให้กลับบ้าน จริงหรือไม่ บทบาทของทักษิณในเรื่องนี้เป็นอย่างไร และถ้าพรรคเพื่อไทยสามารถที่จะนำรัฐบาลต่อไปจะให้ทักษิณกลับมาหรือไม่
จตุพร: การเสนอยุบสภาของอภิสิทธิ์เวลานั้นมี 2 ช่วง ช่วงแรกที่มีการเจรจากันนั้นคุณอภิสิทธิ์ ของ 9 เดือน แต่เราเสนอ 15 วัน รวมรักษาการสองเดือนเป็นสองเดือนครึ่ง แต่คุณอภิสิทธิ์ไม่ยอมรับ มีการอ้างว่าคุณทักษิณโทรหาผม แต่ผมอยากให้ไอซีทีตรวจสอบได้ เพราะคนที่โทรหาผมคือณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ
ช่วงที่สองหลังวันที่ 10 เม.ย. ซึ่งถ้าไม่มีความตายและผู้บาดเจ็บ ผมในฐานะนักเลือกตั้ง หากเราได้วันเลือกตั้ง โดยไม่สนใจคนที่บาดเจ็บและสูญเสีย มันชี้ความเห็นแก่ตัวของนักเลือกตั้ง เพราะคุณเอาความตายไปแลกกับวันเลือกตั้งไม่ได้
ไม่มีใครปฏิเสธการเลือกตั้งว่าคนเสื้อแดงขอต่อสู้ทุกคดี ไม่ว่าจะเป็นคดีผู้ก่อการร้าย หรือล้มสถาบัน โดยไม่ขอนิรโทษกรรม แต่เมื่อมีการฟ้องร้องคดีต่อนายสุเทพและนายอภิสิทธิ์ที่สั่งการทำร้ายประชาชน นายอภิสิทธิ์นั้นได้รับเอกสิทธิ์ ส.ส. เหมือนกับผม แต่นายสุเทพนั้นไม่มีเอกสิทธิ์ กลับเดินทางไปดีเอสไอ เพื่อรับฟังว่ามีข้อกล่าวหาเท่านั้น ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติที่ไม่เคยเกิดขึ้น
ณัฐวุฒิ: ขอเพิ่มเติมเกี่ยวกับ พ.ต.ท. ทักษิณ ว่า ผมไม่สนใจว่าพ.ต.ท.ทักษิณจะได้กลับเมืองไทยเมื่อไหร่ จะได้รับทรัพย์สินที่ถูกยึดไปคืนหรือไม่ แต่สิ่งที่ผมเรียกร้องก็คือ พ.ต.ท.ทักษิณต้องได้รับความยุติธรรมจากทุกกระบวนการในประเทศไทย
ถ้าหากจะมีคำอธิบายว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับพ.ต.ท. ทักษิณ ไม่ว่าจะเป็นการยึดทรัพย์ หรือคดีของ หากถูกอธิบายว่าเป็นการกระทำที่ยุติธรรมเป็นสิ่งที่ผมยอมรับไม่ได้
หากคนที่ได้รับการเลือกตั้งยังไม่ได้รับความยุติธรรม ก็ไม่มีความหวังว่าประชาชนจะได้รับสิ่งนี้ และประเทศที่ไร้ซึ่งความยุติธรรม หรือมีความยุติธรรมเป็นสองมาตรฐาน ประเทศนั้นจะมีความเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร เราจึงต้องต่อสู้ ผมไม่ยอมให้สื่อมวลชนที่นี่อยู่ในประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตย
คำถาม: ทั้ง 18 คนที่เป็นผู้นำถูกกล่าวหาด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ท่านคิดว่าต้องต่อต้านมาตรา 112 หรือไม่
จตุพร: ในประเทศไทยตลอดระยะเวลา 70 กว่าปีที่ผ่านมา ประเด็นที่เกี่ยวพันกับพระมหากษัตริย์ ได้ถูกทหารและนักการเมืองหยิบใช้ ทหารหยิบใช้เพื่อทำการรัฐประหาร นักการเมืองใช้เพื่อประโยชน์ของฝ่ายตัวเองและทำลายฝ่ายตรงข้าม เพราะฉะนั้นการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ต้องทรงอยู่เหนือการเมือง แต่เนื่องจากการรัฐประหารทุกครั้งที่เกิดขึ้น แม้แต่วันที่ 19 ก.ย. 49 ก็มีการกล่าวอ้างสถาบัน
การดำเนินคดีกับพวกเรา 18 คน บางคนถูกคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพราะยืนอยู่ข้างผมขณะปราศรัย บางคนไม่ได้พูดสักคำ แต่ยืนอยู่ข้างผม ปรากฏว่าดีเอสไอระบุว่า ต้องดำเนินคดีเพราะไม่ห้ามปรามผม ท่านทั้งหลายที่ฟังผมก็อาจจะถูกดำเนินคดีเพราะไม่ห้ามปรามผม
ธิดา: ดิฉันถูกมาตรา 112 ด้วย แม้ว่าขณะนั้นไม่ได้ยืนอยู่ด้วย แต่ยืนอยู่ข้างล่างเวที แต่ไม่ได้วิ่งขึ้นมาห้ามปราม
ณัฐวุฒิ: จุดยืนของ นปช. คือการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขโดยอำนาจอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง เราไม่มีปัญหาใดๆ กับการดำรงอยู่ของสถาบันพระมหากษัตริย์และไม่คิดว่าการต่อสู้ของเราจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับสถาบัน เพียงแต่ มีการใช้ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับสถาบันพยายามที่จะทำลายการต่อสู้ของเราตลอดเวลา
คำถามเรื่องมาตรา 112 ผมมีคำอธิบายว่ามีนักวิชาการและประชาชนกลุ่มหนึ่งเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ มีข้อเสนอทางวิชาการจากนักวิชาการกลุ่มดังกล่าว ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สังคมไทยรับฟังสิ่งนี้ได้ ปัญหาที่ผ่านมาก็คือ สังคมไทยมีแต่ทุกฝ่ายที่พูด ไม่มีใครฟังใคร เพราะฉะนั้นการรับฟังก็จะทำให้เกิดความเข้าใจกันและกันมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม นปช. แดงทั้งแผ่นดิน ไม่ได้มีแนวทางหรือไม่ได้มีมติที่จะเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ แต่สิ่งที่เราเจ็บปวดที่สุดเวลานี้ก็คือมีการใช้ข้อกล่าวหาจากมาตรา 112 กับคนในประเทศอย่างไม่เท่าเทียมกัน มีการแจ้งความดำเนินคดีกับคุณจตุพรและพวกเราอย่างรวดเร็วด้วยท่าทีที่ดุดันของกองทัพ แต่กลับจงใจเพิกเฉยต่อกรณีที่พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายอานันท์ ปันยารชุน และพลเอกสิทธิ เศวตศิลา สนทนากับนายอิริค จอน เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย โดยมีการแสดงความเห็นอย่างรุนแรงซึ่งเนื้อหาปรากฏในเดอะการ์เดียน ปรากฏในวิกิลีกส์ มีการไปแจ้งความดำเนินคดี แต่ไม่มีการดำเนินการใดๆ
ถาม: กรณีชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนไทย-กัมพูชา กว่าห้าหมื่นคน คิดว่าพรรคเพื่อไทยจะจัดการปัญหานี้ได้ไหม
จตุพร: ถ้าพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งเราจะไม่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเหมือนนายกษิต ภิรมย์ และเราจะแสวงหามิตรประเทศ ไทยกับกัมพูชานั้นผูกพันกัน กัมพูชาซื้อของไทยถึงแปดหมื่นกว่าล้านบาท ไทยซื้อกัมพูชาแปดพันล้านบาท เราไม่มีเหตุผลที่จะขัดแย้งกัน
เพราะฉะนั้น ถ้าเพื่อไทยเป็นรัฐบาล จะไม่มีสงคราม ประชาชนสองชาติจะไม่เดือดร้อน มีแต่สัมพันธภาพของควาเมป็นพี่เป็นน้อง เสียงปืนของมิตรประเทศจะไม่เกิดในรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย
ธิดา: ในฐานะที่ขณะนี้ระบอบอำมาตยาธิปไตยมีอิทธิพลครอบงำ เราสามารถเข้าใจวิธีคิดก็คือ การที่เราสามารถทำนายได้แต่ต้นแล้วว่าน่าจะเกิดสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านเพราะวิธีคิดของพวกสุดโต่งอนุรักษ์นิยมจะมีลักษณะที่นิยมก่อสงครามภายนอกเพื่อกลบเกลื่อนความขัดแย้งภายใน
จตุพร: ผมเพิ่มประเด็นว่า ท้ายสุดของสงครามไทยกัมพูชานั้นที่สุดจะนำไปสู่การรัฐประหารหรือไม่ มีการสัมภาษณ์กับภรรยาของทหารที่เสียชีวิตกล่าวว่า สามีโทรมาแจ้งว่าหลังจากนี้ไม่กี่ชั่วโมง จะมีการปะทะ แปลว่ารู้ล่วงหน้า แต่ผมไม่ได้อยากจะกล่าวหา หน้าที่ของเราคือหยุดสงคราม แต่ถ้าการทำสงครามนำไปสู่การปฏิวัติ เพราะขณะที่มีการทำสงครามไทยกัมพูชา ก็มีการปิดวิทยุชุมชนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล
ฉะนั้น การทำสงครามและตัดการสื่อสารวิทยุชุมชนด้วยนั้น ทำให้คิดได้ว่าน่าจะนำไปสู่การปฏิวัติรัฐประหาร
ธิดา: ขอเพิ่มเติมว่า กลุ่มของเรามุ่งชูสโลแกน ต่อต้านรัฐประหาร คัดค้านสงคราม ทวงความยุติธรรม มาแต่ต้นปีแล้วเพราะเราคาดไว้แล้วว่าแนวคิดล้าหลังของพวกอนุรักษ์นิยมสุดโต่งจะก่อให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้
และขอทำนายว่า จะมีการรัฐประหารมากกว่าการเลือกตั้ง วิธีคิดของเขาน่าจะปิดประเทศและก่อสงคราม รวมถึงมีแนวคิดปิดประเทศ 5 ปี เพราะกลัวการเลือกตั้ง ไม่ทราบว่าสโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศจะยังอยู่หรือไม่
ถาม: เมื่อวานบางกอกโพสต์ลงบทสัมภาษณ์วีระกานต์ ซึ่งมีการวิพากษ์ว่าแกนนำแตกแยก และบางส่วนไม่หวังดีต่อสถาบัน และมีบางส่วนตามความต้องการของประชาชนมากเกินไป
ณัฐวุฒิ: ไม่มีความแตกแยกในกลุ่มแกนนำ แต่ยอมรับว่าความแตกต่างทางความคิดมีอยู่ ความแตกแยกหมายความว่ามิได้อยู่ด้วยกันฉันมิตร แต่สำหรับเราความเป็นพี่น้อง ความผูกพันทุกอย่างยังคงเดิม เพียงแต่มิติทางความคิดบางอย่างเท่านั้นที่แตกต่างกัน แต่ถ้าทุกคนยังหันหน้าไปในทิศทางเดียวกันคือประชาธิปไตย ก็สามารถร่วมทางได้ตามแนวความคิดของแต่ละคน ส่วนประเด็นเกี่ยวกับสถาบันนั้นผมยืนยันว่ามีความเป็นเอกภาพมีความเป็นหนึ่งเดียว คือจุดยืนตามที่ผมอธิบายไปแล้ว
จตุพร: ความเห็นของคุณวีระ เป็นความแตกต่าง ซึ่งถือเป็นความงดงามตามระบอบประชาธิปไตย เพราะประชาธิปไตยก็คือการมีความแตกต่างแต่เส้นทางที่เดินคือเสียงส่วนใหญ่ที่เป็นฝ่ายกำหนด
ประเด็นต่อมาก็คือ ในกระบวนการที่มีประชาชนที่มีความหลากหลาย คนที่เป็นผู้นำต้องมีความรับผิดชอบ ผมจึงเห็นว่าไม่ว่าจะมีเหตุการณ์อะไรที่เห็นว่ามีอันตรายก็ต้องแก้ไข ทั้งหมดนั้นผมยืนยันว่าแนวทางของ นปช. เป็นไปตามที่ นปช. ประกาศไว้ทุกประการ
ธิดา: ขอตอบเรื่องสถาบันและปัญหาการนำ คือสองเรื่องนี้สัมพันธ์กัน อยากจะเรียนว่าเรานำด้วยหลักการ
ในการนำโดยหลักการ เราจึงต้องมีหลักนโยบาย ซึ่งเรามีหลักเกี่ยวกับกับการเมืองการปกครองคือเราต้องการระบอบการเมืองการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขโดยอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง นี่คือหลักการที่เราเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร
ประการต่อมา เราใช้การนำรวมหมู่ เราจึงต้องใช้วิถีทางประชาธิปไตยในแกนนำ เพราะเป้าหมายของเราคือประชาธิปไตย ต้องใช้เสียงส่วนใหญ่ในการตัดสินเรื่องสำคัญๆ
ถาม: การชุมนุมครั้งต่อไปจะมีหรือไม่
จตุพร: กฎหมายเลือกตั้งระบุแล้วว่านักการเมืองทำอะไรได้บ้าง แล้วประชาชนทำอะไรได้บ้าง เช่น การรำลึก 19 พ.ค. จะทำอะไรได้บ้าง
สำหรับคำถามว่าจะมีการชุมนุมอีกหรือไม่ ต้องบอกว่าการชุมนุมนั้นเป็นการระดมความคิด และจริงๆ แล้วมีทุกวัน เช่นวันนี้ก็มีที่สระบุรี
ถาม: หลังการสลายการชุมนุม มีแกนนำบางคนบอกว่าจะลงใต้ดิน จะหนีและต่อสู้โดยใช้อาวุธ แม้ว่าที่ผ่านมาไม่มีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น แต่ถ้าหากยังยืดเยื้อไม่มีประชาธิปไตย เป็นไปได้ไหมว่าจะมีการใช้อาวุธและความรุนแรง
ธิดา: เราไม่ใช้อาวุธ เราเคลื่อนไหวอย่างสงบและสันติ นี่คือหลักการของ นปช. คำถามว่าหากการต่อสู้ยืดเยื้อจะมีอนาคตเช่นไร ที่ผ่านมาเราก็ต่อสู้ยืดเยื้อมาห้าปี ทำจากการไม่มีการจัดการองค์กร จนกระทั่งรวมตัวเป็นองค์กรได้ เราหวังว่าเราจะต่อสู้ได้ยืดเยื้อและมีระบบมากขึ้น แม้แต่หนังสือที่เรามีก็คือส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะจัดโรงเรียนเพื่อยกระดับแกนนำของเรา
เราเลือกสันติวิธีเพราะเราต้องการชัยชนะที่แท้จริง นปช. ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับเรา และเข้มแข็งมากขึ้นทุกวันๆ เพราะเราเลือกสันติวิธี
แต่แน่นอนว่าอาจจะมีบางส่วนที่ไม่เชื่อในหนทางสันติวิธี ซึ่งเขามีสิทธิคิดต่างและนั่นเป็นเรื่องในอนาคตที่มีปัจจัยหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะอย่างยิ่งอำนาจรัฐ แต่เรา นปช. เราจะทำตามพันธสัญญาที่ตกลงกัน ไว้ เราจะทำให้ดีที่สุด เพื่อให้ได้ชัยชนะ ให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยและประชาชนมีความสุขอย่างแท้จริง
ณัฐวุฒิ: พวกเรามีความเชื่อตรงกันว่าการต่อสู้ของเราเป็นการต่อสู้ระยะยาว ดังนั้น หากการต่อสู้นี้จะยืดเยื้อออกไปย่อมไม่เป็นเหตุผลให้เราเปลี่ยนแนวทางจากสันติวิธีไปจับอาวุธ ใช้ความรุนแรง เพราะผมเชื่อว่า เวลาอยู่ข้างเรา ท่านทั้งหลายเชื่อเหมือนผมไหมครับ (เสียงปรบมือ)
จตุพร: การชุมนุมของ นปช. ทั้งหมดที่เป็นมติ คือสันติวิธี เราเชื่อว่ามือเปล่าจะชนะกองทัพ เพราะเราจะไม่มีทางเอาอาวุธมาสู้ให้ชนะกองทัพ
ธิดา: สนามการต่อสู้ของเราคือความชอบธรรม ไม่ใช่สนามรบ
Tuesday, April 26, 2011
แดงสายไหมฮือป้องสถานีวิทยุชุมชน(ชมคลิป)
ที่มา เดลินิวส์
| เนื้อหาข่าว | วีดีโอ |
Get Flash to see this player.
แดงสายไหมฮือป้องสถานีวิทยุชุมชน หลัง กสทช.เล็งยึดเครื่องส่ง หวิดปะทะ สุดท้ายตำรวจยอมถอนกำลัง
เมื่อเวลา 15.45 น. วันที่ 26 เม.ย. พ.ต.ท.สุบรรณ์ อธิเศรษฐ์ พงส.(สบ.3) สน.สายไหม รับแจ้งจากนายภูษิต มุ่งมานะกิจ เจ้าหน้าที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ว่าทางสถานีวิทยุชุมชน "คนไทยหัวใจเดียวกัน" เอฟเอ็ม 89.85 ซึ่งตั้งอยู่ภายในตลาดสายไหม 19 ล็อกที่ E9-E10 ได้มีการแอบลักลอบการใช้สัญญาคลื่นความถี่โดยผิดกฎหมายโดยคลื่นวิทยุดังกล่าวมีนายสมศักดิ์ ล้อเพชรรุ่งเรือง เป็นผู้อำนวยสถานี ซึ่งกระทำดังกล่าวผิดตาม พ.ร.บ.คลื่นความถี่ฯ จึงต้องการให้ พ.ต.อ.หาญ เลิศทวีวิทย์ ผกก.สน.สายไหม พร้อม พ.ต.ท.ฟารุค มณีวงศ์ รอง ผกก.สส.สน.สายไหม พ.ต.ท.ดลชัย ปิ่นปัก สว.สส.สนสายไหม ให้รับทราบ ก่อนขออำนาจศาลจังหวัดมีนบุรีนำหมายค้น เลขที่ 328/2554 ลงวันที่ 26 เม.ย. 2554
ปรากฎว่าหน้าสถานีได้มีกลุ่มคนเสื้อแดงจำนวน 300 คน มารวมตัวกันปิดล้อมตลาดดังกล่าว เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาภายในตลาด หลังทราบข่าวว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะนำหมายตรวจค้น
จนกระทั่งเวลา 16.00 น. ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจนำโดย พ.ต.อ.หาญ เลิศทวีวิทย์ ผกก.สน.สายไหม พร้อม พ.ต.ท.ฟารุค มณีวงศ์ รอง ผกก.สส.สน.สายไหม พ.ต.ท.ดลชัย ปิ่นปัก สว.สส. ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปราบจลาจลของ บก.น. 2 เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบ
พร้อมทั้งแสดงหมายศาลมาทำการขอตรวจค้น สร้างความไม่พอใจให้แก่กลุ่มเสื้อแดงเป็นจำนวนมาก โดยทางกลุ่มค้นเสื้อแดงได้นำรถยนต์มากั้นทางเข้าออก เพื่อไม่ให้ทางเจ้าหน้าที่เข้าไป รวมทั้งนำรถเครื่องขยายเสียงมา เพื่อเจรจากับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าให้เข้าไปตรวจค้นตามหมายได้ แต่จะไม่ยินยอมให้มีการยึดเครื่องส่งสัญญาณเสียงหากเจ้าหน้าที่เข้าไป
แต่หลังเจ้าหน้าที่ใช้เวลาเจรจานานกว่า 2 ชั่วโมงแล้วก็ยังไม่เป็นผล เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจถอนกำลังกลับไป.
บทเรียนจากการเลือกตั้งของประเทศสาธารณรัฐฟินแลนด์ เตรียมความพร้อมเพื่อการเลือกตั้งในไทย
ที่มา Thai E-News

โดย จรรยา ยิ้มประเสริฐ
25 มีนาคม 2554
ที่มา Time Up thailand
ก่อนอื่นต้องขอออกตัวว่า ข้าพเจ้าไม่ใช่ผู้ที่มีความรู้เรื่องฟินแลนด์ และไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญที่จะเขียนเรื่องเกี่ยวกับฟินแลนด์ แต่ด้วยการเดินทางมาฟินแลนด์หลายครั้งนับตั้งแต่ปี 2548 และได้อยู่ฟินแลนด์ในระยะเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา จนได้ร่วมสัมผัสบรรยากาศการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของฟินแลนด์ที่ เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2554 เป็นแรงบันดาลใจให้ข้าพเจ้าลุกขึ้นมาทำความเข้าใจและศึกษาประวัติศาสตร์ การเมืองและวิถีประชาธิปไตยของประเทศฟินแลนด์ โดยหวังว่าข้อแลกเปลี่ยนเหล่านี้ อาจจะมีประโยชน์บ้างต่อประเทศไทยที่อำนาจนอกรัฐธรรมนูญปล้นประชาธิปไตยกว่า 20 ครั้ง และทำให้การเมืองไทยล้มลุกคลุกคลานมาตลอดนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475
Jyrki Katainen, อายุ 39 ปี ประธานพรรคแนวร่วมแห่งชาติ ว่าที่นายกรัฐมนตรีฟินแลนด์ (ภาพ suomenkuvalehti.fi)
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 17 เมษายน 2554
การเลือกตั้งของฟินแลนด์เมื่อวันอาทิตย์ที่ 17 เมษายนที่ผ่านมา เป็นการเลือกตั้งที่สร้างการตื่นตัวทางการเมืองเป็นอย่างมาก ทั้งสีสันและการพลิกล๊อคของพรรคการเมืองหลายพรรค โดยเฉพาะพรรครัฐบาล ที่เป็นพรรคการเมืองเก่าแก่ ได้แก่พรรคกลาง (Central Party) ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2449 และที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาเป็นอันดับหนึ่ง (51 สส.) จนได้รับสิทธิ์จัดตั้งรัฐบาลในสมัยเลือกตั้งปี 2550 แต่การเลือกตั้งครั้งนี้พรรคกลางพ่ายแพ้อย่างหนัก ได้รับเลือกเข้ามาเป็นอันดับสี่ ด้วยจำนวนสส. เพียง 35 ที่นั่ง ทั้งนี้ได้สูญเสียพื้นที่ให้กับพรรคการเมืองหน้าใหม่สุด พรรคฟินน์แท้ (True Finns) ที่ก่อตั้งพรรคในปี 2538 ที่มีสส. เพียง 5 ที่นั่ง ในสมัยเลือกตั้งที่ผ่านมา แต่กลับชนะการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างถล่มทลายด้วยจำนวน สส. ถึง 39 คน ในครั้งนี้
รัฐสภาฟินแลนด์มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 200 คน
Timo Soini (48) หัวหน้าพรรคฟินน์แท้ (ภาพ: news.sky.com)
พรรคฟินน์แท้ พรรคลำดับสาม เข้ามาพร้อมทั้งกระแสยี้และกระแสฮิ้ว เกี่ยวกับนโยบายชาตินิยม และการประกาศไม่เห็นด้วยกับการนโยบายอุ้มประเทศล้มละลายทางเศรษฐกิจของสหภาพ ยุโรป นักวิจารณ์โปรสหภาพยุโรปจะเรียกพรรคฟินน์แท้ว่าพรรคชาตินิยมขวาจัด โดยเฉพาะท่าทีของ Timo Soini หัวหน้าพรรค ที่คัดค้านการอุ้มประเทศโปรตุเกสจากวิกฤติเศรษฐกิจ
แต่ด้วยการเป็นพรรคที่เติบโตอย่างรวดเร็ว สส. ของพรรคฟินน์แท้ จึงเป็นเลือดผสม ที่มีหลากหลายทางความคิด ทั้งขวาจัดชาตินิยมหัวรุนแรง เหยียดผิว และต่อต้านคนต่างชาติ จนถึงซ้ายจัดเพื่อสวัสดิการประชาชนและคนจน
สำหรับฟินแลนด์ การได้รับเลือกตั้งเข้ามาของพรรคฟินน์แท้ ในอีกด้านหนึ่งก็เป็นดังแรงพลักให้พรรคต่างๆ ต้องวิพากษ์วิจารณ์นโยบายและทิศทางการเมืองของพรรคตัวเองกันมากขึ้นเช่นกัน มันจึงเป็นดังคำเตือนให้พรรคการเมืองฟินแลนด์ต้องหันมามองปัญหาในประเทศกัน มากขึ้นทั้งในด้านบวกและด้านลบ ทั้งปัญหาการเปิดสู่โลก ปัญหาการว่างงาน ปัญหาการจัดการทรัพยากร พลังงานนิวเคลียร์ ระบบสวัสดิการประชาชน เป็นต้น
การพ่ายแพ้ของพรรคสันนิบาตสีเขียวหรือพรรคกรีน ก็ถูกตั้งคำถามกันอย่างมากเช่นกัน ทั้งนี้พรรคกรีน ที่มีจุดเริ่มต้นจากนักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมและต่อต้านพลังงานนิวเคลียร์ ในกลางทศวรรษ 2520 เป็นอีกหนึ่งพรรคที่เสียคะแนนนิยมไปถึง 33% จากจำนวน สส. 15 คน ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา เหลือเพียง 10 คน ประธานพรรค Anni Sinnemäki กล่าวว่า “เหตุผลที่คะแนนนิยมตกเนื่องจากการที่พรรคเข้าร่วมรัฐบาลที่สนับสนุน นิวเคลียร์ ในขณะที่การก่อกำเนิดของพรรคคือการต่อต้านพลังงานนิวเคลียร์” และกล่าวว่า “พรรคขอมุ่งหน้าสู่การเป็นฝ่ายค้าน”
ทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งหนึ่งที่ข้าพเจ้าประทับใจมากที่สุด จากการได้ศึกษาเรื่องการเลือกตั้งฟินแลนด์ โดยเฉพาะสำหรับคนที่มาจากการเมืองที่มีการคอรัปชั่น โกงการเลือกตั้ง และถูกปล้นอำนาจได้อย่างง่ายดายจากทหารและชนชั้นสูงเช่นประเทศไทย คือการเห็นการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์และยุติธรรม และตระหนักชัดว่า ความสำคัญว่าประชาธิปไตยต้องใช้เวลาสร้างและจะต้องไม่ถูกแทรกแซงจากอำนาจนอก รัฐธรรมนูญ
หัวหน้าพรรคการเมืองฟินแลนด์จากซ้ายไปขวา: Jutta Urpilainen (พรรคสังคมนิยมประชาธิปไตย), Mari Kiviniemi (พรรคกลาง), Jyrki Katainen (พรรคแนวร่วมแห่งชาติ), และ Timo Soini (พรรยคฟินน์แท้). ภาพ: Finnish State broadcaster YLE
ระบบเลือกตั้งฟินแลนด์มีประวัติศาสตร์ความเป็นมากว่า 100 ปี และมีสัดส่วนผู้หญิงในสภาสูงมากเป็นอันดับต้นของโลก เป็นการเมืองที่ที่เคารพกติกาและหลักการ ไม่มีการสาดโคลนกันอย่างโจ่งแจ้ง นักการเมืองมีมารยาททางการเมืองกันมากจริงๆ แม้จะแพ้การเลือกตั้งก็ออกมาพูดให้เกียรติพรรคที่ชนะ ยอมรับผลการเลือกตั้ง มีน้ำใจนักกีฬาและเคารพคู่ต่อสู้ ที่สำคัญข้าพเจ้าไม่ได้ยินข่าวการซื้อเสียงเลยแม้แต่น้อย สส. แต่ละคนใช้เงินหาเสียงกันหลักแสนบาทถึงล้านต้นๆ เท่านั้น (ไม่ใช่ระดับพันล้าน หมื่นล้านบาทเช่นที่ประเทศไทย)
ทั้งนี้ สส. จะต้องรายงานการใช้เงินหาเสียงภายในสองเดือน แต่ผ่านไปอาทิตย์เดียว มีสส. รายงานค่าใช้จ่ายกันกว่า 30% แล้ว และตัวเลขเงินที่ใช้ก็น้อยมาก
จากการสัมภาษณ์ข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ สส. หญิงสองท่านที่ได้รับเลือกตั้ง เธอทั้งคู่บอกว่าใช้เงินไม่ถึง 10,000 ยูโร (ไม่ถึง 400,000 บาท) ไปกับการรณรงค์หาเสียงครั้งนี้ โดยบอกว่าส่วนใหญ่เป็นการใช้กำลังขาเสียมากกว่า
หัวหน้าพรรคส่วนใหญ่ แจ้งการใช้เงินในการหาเสียงเพื่อการเลือกตั้งครั้ง นี้เพียงคนละ 40-50,000 ยูโรเท่านั้น ( ล้าน - สองล้านบาท) เมื่อเทียบกับค่าครองชีพที่น่ีที่สูงกว่าเมืองไทยร่วม 10 เท่า การใช้เงินจำนวนแค่นี้ถือว่าน้อยมาก
เมื่อถามเพื่อนว่า คนฟินน์จะว่าอย่างไรถ้ามีผู้สมัครเสนอให้เงินซื่อเสียงให้เลือกตัวเอง “ผมคงชกปากผู้สมัครคนนั้นแน่ๆ ที่มาดูถูกกันเช่นนี้” เพื่อนตอบอย่างรวดเร็ว
ผลการเลือกตั้งปี 2554 เปรียบเทียบกับการเลือกตั้งปี 2550
| พรรคการเมือง | 2554 | 2550 | ||
| | % | ที่นั่ง | % | ที่นั่ง |
| พรรคความร่วมมือแห่งชาติ National Coalition | 20.4 | 44 | 22.3 | 50 |
| พรรคสังคมนิยมประชาธิปไตย Social Democrats | 19.1 | 42 | 21.4 | 45 |
| พรรคฟินน์แท้ True Finns | 19 | 39 | 4.1 | 5 |
| พรรคกลาง Centre Party | 15.8 | 35 | 23.1 | 51 |
| พรรคเครือข่ายฝ่ายซ้าย Left Alliance | 8.1 | 14 | 8.8 | 17 |
| พรรคสันนิบาตเขียว Green Party | 7.2 | 10 | 8.5 | 15 |
| พรรคคนสวีดิช Swedish People's Party | 4.3 | 9 | 4.6 | 9 |
| พรรคคริสเตียนประชาธิปไตย Christian Democrats | 4.0 | 6 | 4.9 | 7 |
ที่มา: รอยเตอร์ 18 เมษายน 2554
สรุปผลการเลือกตั้งฟินแลนด์ 17 เมษายน 2554, ผู้มาใช้สิทธิ์ 2.77 ล้านคน คิดเป็น 70.4% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด ผู้ได้รับเลือกตั้งเพศหญิง 42.5% เพศชาย 57.5% (Iltalehti, 18 เมษายน 2011)
สรุปประเด็นที่โดดเด่นของการเลือกตั้งฟินแลนด์ครั้งนี้
- มีจำนวน สส.หญิงได้รับเลือกตั้งเข้ามามากที่สุดเป็นประวัติการณ์ และ สส. 9 คน อายุต่ำกว่า 30 ปี ซึ่งในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาในปี 2550 มีเพียง 7 คน
- การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 17 เมษายน มี สส. หน้าใหม่ถึง 84 คน ในจำนวน สส. ทั้งหมด 200 คน (40%) เพิ่มขึ้นมา 12 คน จากการเลือกตั้งปี 2550
- สส. หญิง มีจำนวน 86 คน ( 42.5%)
- อายุเฉลี่ยของ สส. ที่ได้รับเลือกตั้งคือ 47.8 ปี โดย สส. อายุเกิน 60 ปี มีจำนวนลดลงกว่าครั้งที่ผ่านมา 6 คน และ สส. ในวัยสามสิบกว่า กับห้าสิบกว่าปี ก็มีจำนวนลดลง แต่สส. วัยยี่สิบกว่าปีและสี่สิบกว่าปีี มีจำนวนเพิ่มสูงขึ้น
- สส. อายุน้อยที่สุดคือ 25 ปี อายุสูงสุดคือ 70 ปี
ชาวฟินน์สนใจวิเคราะห์การเมืองกันมาก แม้ว่ากระแสการวิเคราะห์วิจารณ์ส่วนใหญ่เกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งนี้ส่วนใหญ่จะพุ่งไปที่การสูญเสียคะแนนของพรรคกลาง ให้กับพรรคชาตินิยมฟินน์แท้ แต่ในภาพรวมมันถูกวิเคราะห์ว่าเป็นการแพ้ของการเมืองของขั้วฝ่ายขวาให้กับขั้วเอียงซ้ายชาตินิยม
แนนอนแล้วว่า พรรคแนวร่วมแห่งชาติที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2461 จะเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล และกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลผสมโดยคาดว่าจะร่วมด้วยพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตย ที่เป็นฝ่ายค้านในสมัยที่ผ่านมา พรรคฟินน์แท้ และอาจจะพ่วงพรรคคนสวีดีชเข้ามาด้วย จะเป็นรัฐบาลผสมระหว่างแดง+น้ำเงิน (สังคมนิยม+อนุรักษ์นิยม และ +ชาตินิยม)
รอยเตอร์รายงานว่า Jyrki Katainen (39) ประธานพรรคร่วมแห่งชาติ อดีตรัฐมนตรีคลัง จะขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไปของฟินแลนด์ โดยมีความท้าทายต่อแนวนโยบายโปรยุโรป เขากล่าวว่า “จะพยายามเคลื่อนพรรคเอียงขวาของเขา ให้เข้ามาสู่ตรงกลางมากขึ้น และครั้งนี้ถือว่าพรรคได้รับโอกาสจะได้ดำรงตำแหน่งผู้นำทางการเมืองของประเทศเป็นครั้งแรกในรอบยี่สิบปี”
การเมืองฟินแลนด์จะเป็นการเมือง หลายพรรคมาโดยตลอด ในการเมืองยุคหลังสงครามโลก ไม่มีพรรคใดเลยที่ได้คะแนนเสียงจนสามารถตั้งรัฐบาลพรรคเดียว ส่วนมากจะเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค
ทำความรู้จักพรรคการเมืองฟินแลนด์พอสังเขป
ฟินแลนด์มีการเลือกตั้งตัวแทน 4 ประเภท เลือกตั้งประธานาธิบดีทุก 6 ปี เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุก 4 ปี เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนกลุ่มสหาภาพยุโรปทุก 5 ปี และเลือกตั้งในระดับเทศบาลทุก 4 ปี
อนึ่ง พรรคการเมืองเหล่านี้ของฟินแลนด์มีประวัติศาสตร์ยาวนาน มีพรรคการเมืองหลักที่อยู่ต่อเนื่องมากว่า 100 ปี สามพรรคได้แก่ พรรคสังคมนิยมประชาธิปไตย ที่เริ่มจัดตั้งในนามพรรคแรงงานในปี 1899 (พ.ศ. 2442 สมัยรัชกาลที่ 5) แล้วมาเปลี่ยนชื่อเป็นพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยในปี 1903 (พ.ศ. 2446) พรรคกลาง (Center Party) ก่อตั้งในปี 2449 และพรรคแนวร่วมแห่งชาติ (National Coalition Party) ที่ก่อตั้งในปี 2461
พรรคสังคมนิยมประชาธิปไตย (Social Democratic Party) เติบโตมาจากการเป็นพรรคแรงงานและเป็นพรรคที่ได้รับความนิยมสูงมามาโดยตลอดใน อดีต แต่ก็ได้รับความนิยมลดลงเรื่อยๆ ตามการเข้มแข็งมากขึ้นของค่ายเสรีนิยมใหม่ กระนั้นก็ตามก็ยังได้รับเลือกตั้งเข้ามาเป็นอันดับหนึ่งถึงสามมาโดยตลอด จนถึงปัจจุบัน
พรรคแนวร่วมแห่งชาติ (National Coalition Party) เป็นพรรคอนุรักษ์นิยม เสรีนิยม เป็นพรรคเอียงขวา ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2461 การเลือกตั้งที่ผ่านมาพรรคได้รับคะแนนสูงสุด และจะได้จัดตั้งรัฐบาลเป็นครั้งแรกในรอบยี่สิบปี
พรรคกลาง (Center Party) ก่อ ตั้งปี 1906 - พ.ศ. 2449 อยู่ตรงกลางระหว่างอุดมการณ์ฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวา เป็นพรรคอุดมการณ์เพื่อเกษตรกรรม เสรีนิยม และท้องถิ่นนิยม (Centre Party) ที่ได้รับความนิยมสูงมากขึ้น โดยเฉพาะหลังฟินแลนด์ประกาศอิสรภาพ
พรรคประชาชนเชื้อสายสวีดิช (Swedish People’s Party) เป็นพรรคเก่าแก่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1906 (พ.ศ. 2449) เป็นพรรคฝ่ายขวา พรรคของคนสวีเดนในฟินแลนด์ ในปัจจุบันได้รับความนิยมลดน้อยลงเรื่อยๆ
พรรคสันนิบาตเขียว (Green League) ก่อตั้งเป็นทางการปี 1987 (พ.ศ. 2530) แต่ได้เริ่มกิจกรรมทางการเมืองนับตั้งแต่ปี 2526 อุดมการณ์การเมืองเพื่อสิ่งแวดล้อม ต่อต้านพลังงานนิวเคลียร์ และส่งเสริมการรวมยุโรป
พรรคเครือข่ายฝ่ายซ้าย (Left Alliance) เป็น พรรคการเมืองของฝ่ายซ้ายที่มีอุดมการณ์สังคมนิยม และตั้งอยู่บ้นพื้นฐานประชาธิปไตยประชาชนและพรรคคอมมิวนิสต์ฟินแลนด์ ก่อตั้งในปี 2533
พรรคฟินน์แท้ (True Finns) ก่อตั้งปี 1995 (2538) เป็นพรรคชาตินิยมประชานิยม พรรคเกิดใหม่ที่เป็นที่รวมของนักการเมืองหลายแนวทั้งขวาจัดจนซ้ายจัด การเลือกตั้งครั้งนี้ได้รับคะแนนเสียง 19.0% ด้วยจำนวน สส. 39 คน ได้รับเลือกเข้ามาเป็นอันดับสามและเข้าร่วมกับรัฐบาลของพรรคแนวร่วมแห่งชาติ
ประวัติศาสตร์ฟินแลนด์อย่างคร่าวๆ
ฟินแลนด์ ประเทศเล็กๆ มีประชากรเพียง 5.5 ล้านคน มีชื่อเรื่องไม้สน ผลิตผลจากป่า และทะเลสาบ โดยมี กลุ่มธุรกิจที่โดดเด่นเป็นที่รู้จักทั่วโลกคือ Nokia
ประเทศฟินแลนด์คือชายแดนยุโรปกับรัสเซีย อยู่ตรงกลางระหว่างมหาอำนาจสวีเดนและรัสเซีย
นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 ฟินแลนด์อยู่ภายใต้อาณานิคมของสวีเดน ถูกรัสเซียยึดอำนาจในศตวรรษที่ 18 เมื่อเกิดการปฏิวัติรัสเซียเพื่อโค่นพระเจ้าซาร์ในปี 2460 ฟินแลนด์ประกาศอิสรภาพจากรัสเซีย
แต่สถานการณ์การเมืองก็ไม่ได้ราบรื่นเพราะในปีต่อมา ปี 2461 ฟินแลนด์ ต้องผ่านการสู้รบสงครามในประเทศระหว่างชนชั้นล่างกับชนชั้นสูงที่สร้างความ เจ็บปวดให้กับชาวฟินแลนด์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีประชาชนเสียชีวิตในสงครามกลางเมืองร่วมสี่หมื่นคน
ในการป้องกันการรุกรานจากรัสเซียที่รุกรานฟินแลนด์ในปี พ.ศ. 2482 ตามมาด้วยการบุกขึ้นมาของกองทัพนาซีเยอรมัน จนสิ้นสุดลงพร้อมกับสงครามโลกในปี 2488 เป็นเวลาร่วมสิบปี ทหารฟินแลนด์เสียชีวิต 93,000 คน ถือเป็นสัดส่วนการเสียชีวิตของทหารจากสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อเทียบกับจำนวนประชากร สูงเป็นอันดับสามของโลก
บ้านเรือนทางตอนเหนือของฟินแลนด์ ถูกทหารนาซีเยอรมันเผาราบตลอดเส้นทางการล่าถอยเมื่อสงครามสิ้นสุดลง ทำให้มีประชาชนกว่าแสนคนไร้ที่อยู่อาศัย
ฟินแลนด์ต้องทำข้อตกลงสันติภาพกับรัสเซียในปี 2490 โดยยอมสูญเสียพื้นที่ 10% ให้กับรัสเซีย และอพยพผู้คนกว่าสี่แสนคนออกจากพื้นที่เหล่านั้น
นับตั้งแต่ปี 2449 ที่มีการเลือกตั้งครั้งแรกในฟินแลนด์ ผู้หญิงได้รับสิทธิในการลงคะแนนเสียง ทั้งนี้ฟินแลนด์เป็นชาติแรกในโลก ที่มีผู้หญิงได้รับเลือกเข้าไปนั่งในสภาในการเลือกตั้งปี 2450
ประธานาธิบดีคนปัจจุบันทาเรีย ฮาโลเนน (Tarja Halonen) อายุ 68 ปี ดำรงตำแหน่ง 2543 - ปัจุจุบัน (ภาพ: e-g.livejournal.com)
เช่นเดียวกับหลายประเทศในยุโรปและในโลกนี้ รัฐบาลฟินแลนด์เผชิญกับการตัองจัดการกับงบประมาณติดลบกว่าสามแสนล้านบาท จำเป็นจะต้องพิจารณาตัดลดงบประมาณ ในขณะที่งบทหารของประเทศมหาอำนาจและประเทศเผด็จการเพิ่มขึ้นทั่วโลก ฟินแลนด์เป็นตัวอย่างประเทศที่เลือกที่จะตัดลดงบทางทหาร
ทั้งนี้กระทรวงกลาโหมเสนอแผนระยะยาวเพื่อการปรับโครงสร้างการทหารทั้งหมดทั้งด้านงบประมาณและการลดกำลังพล
เป้าหมายคือการปรับโครงสร้างกำลังพลของฟินแลนด์ภายในปี 2559 (2016) พลโท Arto Räty, ปลัดกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า “คาดว่าเราจะสามารถออมเงินประเทศได้มากขึ้นหลังจากการลดกำลังพล ไม่ว่าจะด้วยในนามเพื่อการสร้างความเข้มแข็งแห่งสันติภาพหรือกองกำลังลงไป ได้”
รัฐบาลอภิสิทธิ์แก้ปัญหางบขาดดุลด้วยการกู้ เพิ่มงบทหาร และงบปกป้องสถาบัน อนุมัติงบประมาณซื้ออาวุธสงครามหลายพัน หลายหมื่นล้านอย่างง่ายดาย
รัฐบาลฟินแลนด์เป็นประเทศสาธารณรัฐสวัสดิการสังคมที่ครอบคลุมตั้งแต่เกิดจนถึงเชิง ตะกอน ทั้งนี้ มีระบบการสงเคราะห์บุตรตั้งแต่ปี พ.ศ. 2491 ออก พ.ร.บ. เงินบำนาญแห่งชาติ ในปี 2459 พ.ร.บ. ประกันสุขภาพแห่งชาติในปี 2506 กฎหมายประกันการว่างงานในปี 2510 พ.ร.บ. การศึกษาที่ครอบคลุมทั้งระบบในปี 2511 และ พ.ร.บ.การดูแลสุขภาพขั้นพื้นฐานในปี 2513 ฯลฯ
สรุป
แน่นอนว่า ทุกประเทศมีปัญหา ความสัมพันธ์ของฟินแลนด์กับไทยกำลังถูกท้าทายด้วยการแก้ปัญหาการหลอกลวง แรงงานไทยไปเก็บเบอรรี่ที่ฟินแลนด์ และการหาทางแก้ปัญหาการค้าแรงงานเหล่านี้
ในขณะเดียวกันที่ประเทศ ฟินแลนด์ ขบวนการต่อต้านนิวเคลียร์ยังคงประท้วงการสร้างโรงงานผลิตไฟฟ้านิวเคลียร์ของ รัฐบาลจนถึงปััจจุบัน ก็กำลังเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ และเช่นเดียวกับหลายประเทศ ฟินแลนด์เผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจถดทอย และการหาเงินมาจ่ายด้านสวัสดิการสังคมและการดูแลผู้สูงอายุที่เพิ่มสูงขึ้น
แต่เมื่อมองดูบริบทการเลือกตั้งในฟินแลนด์ แล้วมาดูการเมืองไทย ก็ต้องบอกว่าอดชื่นชมไม่ได้ โดยเฉพาะเฉพาะฟินแลนด์เป็นประเทศที่มีครรลองการเลือกตั้งต่อเนื่องยาวนาน นับตังแต่ปี 2449 ในขณะที่ประเทศไทยพรรคการเมืองถ้าไม่ได้รับการยินยอมและยอมรับจากทหารและชนชั้นสูง ไม่สามารถดำรงพรรคการเมืองมาได้ต่อเนื่องยาวนานเช่นนั้น
จะเห็นว่าในประวัติศาสตร์พรรคการเมืองไทยจะมีการยุบพรรคการเมืองกันมาตลอด ทำให้พรรคการเมืองที่ตั้งมาด้วยอุดมการณ์ไม่สามารถดำรงตนอยู่ได้อย่างยาวนาน นับตั้งแต่ปี 2548 การยุบพรรคการเมืองขั้วตรงข้าม พรรคแล้วพรรคเล่า ไล่มาตั้งแต่ไทยรักไทย พลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฉิมาธิปไตย เป็นเกมอำนาจที่พรรคการเมืองฝ่ายขวาประชาธิปัตย์ ที่เป็นพรรคการเมืองเก่าแก่ที่เหลืออยู่เพียงพรรคเดียวในประเทศไทย เห็นดีเห็นงามไปด้วยโดยไม่รู้สึกละอายต่อการละเมิดอุดมการณ์พรรคการเมืองของ ไทยแม้แต่น้อย
ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นประชาธิปไตยโดยคณะราษฎร ตั้งแต่ปี 2475 โดยมีนักคิดด้านนโยบายคนสำคัญได้แก่ปรีดี พนมยงค์ ที่นำเสนอแนวนโยบายการพัฒนาประเทศที่ก้าวหน้าและสอดรับกับแนวนโยบายการพัฒนา ของกลุ่มประเทศตะวันตก และประเทศปลดแอกอาณานิคมในยามนั้นจำนวนไม่น้อย โดยมุ่งหน้าเพื่อการสร้างอธิปไตยของประเทศ ปลดล๊อคข้อตกลงทางการค้าที่เอาเปรียบประเทศไทย อันเนื่องมาจากสนธิสัญญาเบาริงห์ วางเค้าโครงทางเศรษฐกิจที่มุ่งเรื่องการสร้างงาน สร้างความเข้มแข็งของระบบเกษตรกรรม รวมทั้งระบบประกันสังคมให้กับคนทั้งประเทศ เป็นแนวนโยบายที่ก้าวหน้ามาก
แต่น่าอดสูและเสียดายเป็นอย่างยิ่ง ที่ท่านเค้าโครงเศรษฐกิจและแนวนโยบายการบริหารประเทศของปรีดีและคณะราษฎรถูก ขัดขวางอย่างหนักจากพวกรอยัลลิสต์และทหาร ทั้งโจมตีเขาด้วยข้อหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ไม่เคารพราชบัลลังก์ จนปรีดีและคณะราษฎร รวมทั้งสส. ก้าวหน้าในยามนั้นถูกโค่นในระยะเวลาเพียง 15 ปี ด้วยรัฐประหาร พ.ศ. 2490 โดยทหารและชนชั้นสูงที่ไร้วิสัยทัศน์ และไม่ได้คำนึงถึงความอยู่ดีมีสุขของประชาชน
ถ้าแผนของปรีดีได้ปฏิบัติใช้จริง มิแน่ว่า ไทยอาจจะพัฒนาทัดหน้าเทียมตายุโรปไปแล้วก็ได้ยามนี้ ไม่ใช่ตกต่ำลงเรื่อยๆ จนถูกจัดเข้ากลุ่มประเทศเผด็จการเช่นเดียวกับพม่าเช่นนี้
เมื่อมองฟินแลนด์แล้วมองดูการเมืองไทยในปัจจุบัน ก็จะเห็นได้ว่าแนวนโยบายประชานิยมของทั้งทักษิณและประชาธิปัตย์ ไม่ได้ถือเป็นแนวนโยบายที่ก้าวหน้า และก็ไม่ได้มุ่งเรื่องการสร้างความมั่นคงที่รากฐานของประเทศและประชาชนอย่าง แท้จริง แต่เป็นแนวนโยบายทุนนิยมเมกาโปรเจค เป็นการพัฒนาประเทศด้วยซีเมนต์และคอนกรีต มากกว่าการสร้างพื้นที่สีเขียวและจัดการกับปัญหาบ้านเมืองด้วยการสร้างความ สมดุลของระบบนิเวศน์เป็นการเมืองเรื่องค่าพรีเมี่ยม ค่าหัวคิว ธุรกิจทับซ้อน สัมปทานโครงการลงทุนของรัฐ ของกลุ่มตระกูลนักการเมืองและกลุ่มทุนพวกพ้อง
เป็นแนวการพัฒนาประเทศ ที่ไม่ได้มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้กับโครงสร้าง พื้นฐานทางวิถีชีวิตแห่งความมั่นคงทางอาหาร สมดังเป็นประเทศเกษตรกรรมชั้นนำของโลก
เป็นการเมืองที่ตั้งอยู่บนการสร้างความมั่งคั่งให้กับนักการเมืองและกลุ่มทุน และพวกพ้อง บนการแสวงประโยชน์จากการลงทุนของภาครัฐ และการคอรัปชั่น ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงมาจนถึงปัจจุบัน
บทเรียนฟินแลนด์ ไม่มากก็น้อย อาจจะเป็นหนึ่งในบทเรียนหลายบทที่ย้ำเตือนพวกเราอีกครั้งว่า การวางรากฐานและเคารพกติกาประชาธิปไตยโดยประชาชน ต้องมาก่อนการสร้างเศรษฐกิจตามวิถีเผด็จการรัฐสภา หรือเผด็จการอาวุธปืน
การเมืองหลายพรรคก็เป็นสิ่งสำคัญเพื่อสร้างอำนาจถ่วงดุลกันและกันในสภา และการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต้องควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพประชาชน
การเมืองต้องมุ่งเพื่อการเปิดเสรีภาพในการมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายของ ประชาชน การต่อรองร่วม และนำเสนอความคิดเห็นได้อย่างเสรี และการสร้างหลักประกันพื้นฐานแห่งการดูแลชีวิตตั้งแต่เกิดจนถึงเชิงตะกอนให้กับประชาชน
อ้างอิง
CRI English, National Coalition Party of Finland Wins Parliament Election, 18 April 2011, http://english.cri.cn/6966/2011/04/18/2743s632527.htm
Defenses News, Finnish Forces Face Further Budget Cuts, 20 January 2011, http://www.defensenews.com/story.php?i=5492144
Helsinkin Sanomat, Commentary, towards a red-blue coalition, 19 April 2011, http://www.hs.fi/english/article/COMMENTARY+Towards+a+red-blue+coalition+/1135265524276
Helsinki Times, True Finns beat expectations in general election , 18 April 2011, http://www.helsinkitimes.fi/htimes/domestic-news/politics/15061-true-finns-beat-expectations-in-general-election-.html
Iltalehti, 18 April 2011
Parliament of Finland, History of the Finnish Parliament, http://web.eduskunta.fi/Resource.phx/parliament/aboutparliament/presentation/history.htx
Reuters, TABLE-Finnish election results, 18 April 2011, http://www.reuters.com/article/2011/04/18/finland-election-results-idUSLDE73H0J620110418
Wikipedia, http://en.wikipedia.org/wiki/Finnish_Civil_War
Wikipedia, List of political parties in Finland, http://en.wikipedia.org/wiki/List_of_political_parties_in_Finland
Wikipedia, Finland, http://en.wikipedia.org/wiki/Finland
YLE, NCP Biggest Party, True Finns Make Huge Gains, 18 April 2011, http://www.yle.fi/uutiset/news/2011/04/ncp_biggest_party_true_finns_make_huge_gains_2511058.html
YLE, Record Number of Women MPs, 19 April, 2011, http://www.yle.fi/uutiset/news/2011/04/record_number_of_women_mps_2527263.html
ปฏิญญาสมัชชาประชาชนเสื้อแดงในอเมริกา:เจตนารมณ์และข้อเรียกร้องประชาธิปไตยแท้จริง
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
26 เมษานยน 2554
สมัชชาประชาชนเสื้อแดงไทยในอเมริกา แถลงว่า คนเสื้อแดงในอเมริกาทุกกลุ่มผนึกพลังร่วมประชุมในลักษณะสมัชชาประชาชนเมื่้อวันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน 2554 ที่ผ่านมา (ตามเวลาเช้าวันจันทร์ของประเทศไทย) ณ โรงแรม Double Tree Hotel เมือง Commerce ในนครลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ประชุมมีมติให้ประกาศเจตนารมณ์ 7 ประการ และข้อเรียกร้อง 5 ข้อ
การประชุมมีคนเสื้แปแดงจากหลายรัฐส่งตัวแทนเข้าร่วม ส่วนรัฐที่เดินทางมาไม่ได้ด้วยตัวเอง ได้ร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านอินเตอร์เนตด้วยการ skype
การประชุมเริ่มต้นด้วยตัวแทนสมาชิกในที่ประชุมกว่า 150 ท่านร่วมกันเปล่งเสียงอย่างกึกก้องส่งกำลังใจข้ามขอบฟ้ามายัง อาจารย์ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ว่า "อาจารย์สมศักดิ์ สู้ สู้ - อาจารย์สมศักดิ์ สู้ สู้ - อาจารย์สมศักดิ์ สู้ สู้"
จากนั้นประธานในที่ประชุมได้แจ้งให้ที่ประชุมได้ทราบว่า การผนึกพลังของคนเสื้อแดงในสหรัฐอเมริกาทุกกลุ่มที่เข้าร่วมประชุมครั้งนี้ เป็นการประชุมในขณะที่ประเทศไทยอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ปรกติ สัมผัสได้จากสัญญาณต่างๆ ที่ส่งออกมาข่มขู่คุกคาม ประชาชนและคนเสื้อแดงในหลายรูปแบบ
การประชุมใช้เวลา 6 ชั่วโมงตั้งแต่เวลา 14.00 น.ถึง 20.00 น.ตามเวลาท้องถิ่นในมหานครลอสแองเจลีส จึงมีมติร่วมกันดังที่บันทึกไว้ ณ ที่นี้คือ
ก.เจตนารมณ์พลังมวลชนคนเสื้อแดงทุกกลุ่มในสหรัฐอเมริกา
1. ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ที่อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน นั่นคือการปกครองเป็นของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน
2. ประชาชนคือเจ้าของประเทศและเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย เป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยในการขับเคลื่อนประเทศผ่านฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ
ประชาชนเป็นผู้คัดเลือกตัวแทนไปเป็นฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ ด้วยขบวนการและวิธีการของการเลือกตั้ง
ผู้ที่ประชาชนคัดเลือกเป็นตัวแทนไปเป็นผู้รับผิดชอบในการขับเคลื่อนประเทศ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ หรือตุลาการจะต้องให้สัตย์ปฎิญาณต่อประชาชนก่อนเข้ารับตำแหน่งว่า จะทำงานรับใช้ประชาชนสุดความสามารถตามหน้าที่ ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ยุติธรรมโดยปราศจากการทุจริตและคดโกงใดๆ
ประชาชนมีอำนาจในการปลด ถอดถอน ไล่ออก ตัวแทนที่เลือกเข้าไปทำงานขับเคลื่อนประเทศตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ หากปฎิบัติตนไม่เป็นไปตามที่ให้สัตย์ปฎิญาณไว้กับประชาชน
3.รัฐธรรมนูญคือกฏหมายสูงสุดในการปกครองประเทศต้องร่างขึ้น และบัญญัติไว้เพื่อประโยชน์สุขของคนไทยทุกหมู่เหล่าอย่างเท่าเทียมกัน เมื่อเสียงข้างมากในสภา (หรือรัฐสภา) ผู้แทนราษฏรเห็นด้วยกับสาระและบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้น ให้ประกาศและนำมาใช้เป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศได้เลย
รัฐธรรมนูญที่ประกาศใช้ต้องไม่มีบทบัญญัติที่ว่าด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามมาตรา 8 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2550และมาตรา 112 ตามประมวลกฎหมายอาญา
หากต้องนำเอารัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งที่มีอยู่แล้วมาปรับใช้ใหม่ บทบัญญัติที่ว่าด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
ไม่ว่าจะอยู่ในมาตราใดต้องลบล้างและยกเลิกไปเช่นเดียวกัน
4. รัฐบาลคือตัวแทนเสียงข้างมากที่ประชาชนเลือกให้เป็นผู้บริหารประเทศ จึงได้รับมอบฉันทานุมัติในการนำอำนาจอธิปไตยของประชาชนไปบริหารขับเคลื่อนประเทศให้พัฒนา ทำให้ประชาชนเป็นสุข
นายกรัฐมนตรีคือผู้มีอำนาจสูงสุดในการบริหารประเทศ ทั้งนี้ผู้ที่สิทธิในการดำรงตำแหน่งสูงสุดในฐานะนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยต้องเป็นคนไทยและมีสัญชาติไทยโดยกำเนิดเท่านั้น
การแต่งตั้งรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีเท่านั้น โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบ หรือรอการอนุมัติจากผู้อื่นใดอีก เนื่องจากไม่มีอำนาจใดที่สูงกว่าอำนาจของนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้นำฝ่ายบริหารของประเทศ
ทั้งนี้รวมถึงการปรับเปลี่ยนโยกย้ายบุคคลในคณะรัฐมนตรีเป็นอำนาจสิทธ์ขาดของนายกรัฐมนตรีเท่านั้น โดยไม่ต้องเสนอหรือรอความเห็นชอบจากผู้อิ่นใดเฉกเช่นเดียวกัน
ผู้ใดบังอาจล้มล้างรัฐบาลที่ประชาชนเลือก เท่ากับล้มล้างอำนาจอธิปไตยของปวงชน มีโทษสถานเดียวให้ประหารชีวิต
การสิ้นสุดวาระของรัฐบาลให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ
5. สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (และสมาชิกวุฒิสภาหากจำเป็นต้องมี)ต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชนเท่านั้น
การเปิดประชุมสภา (รัฐสภา) ผู้แทนราษฏรเพื่อให้รัฐบาลแถลงนโยบายในการบริหารประเทศ ตลอดจนโครงการและแผนปฎิบัติงานของรัฐบาล ก่อนนำไปสู่การปฏิบัติเพื่อความเจริญของประเทศ และความผาสุขของประชาชนไทย เป็นอำนาจของประธานสภา (รัฐสภา)ผู้แทนราษฏรตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนอื่นใดอีก
เช่นเดียวกันกับการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฏรทั้งสมัยสามัญ และสมัยวิสามัญ ให้อยู่ในอำนาจของประธานสภาผู้แทนราษฏร โดยไม่ต้องรอหรือผ่านขั้นตอนอื่นใด
6. ทหาร ทหารเป็นเพียงหน่วยงานหนึ่งในระบบการบริหารประเทศ มีหน้าที่ปกป้องประเทศและปฎิบัติตามคำสั่งของรัฐบาล เฉกเช่นหน่วยงานอื่นๆ ทหารมิได้มีอำนาจเหนือรัฐบาลหรือหน่วยงานใด
การตัดสินว่าอะไรคือความมั่นคงของประเทศ หรืออะไรคือความไม่มั่นคง เป็นอำนาจและหน้าที่ของรัฐบาลเท่านั้น ไม่ใช่หน้าที่ของทหาร หน้าที่ของทหารคือปฎิบัติตามคำสั่งของรัฐบาล รัฐบาลมีอำนาจสิทธิ์ขาดในการแต่งตั้งโยกย้าย ปลด ถอดถอน หรือไล่ออกทหารทุกระดับชั้น ที่ไม่ปฎิบัติหน้าที่ตามคำสั่ง โดยไม่ต้องรอหรือขอความเห็นชอบจากผู้ใด
7. ลูกจ้าง พนักงาน หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ คือผู้ที่อาสาเข้าไปทำงานกับรัฐบาลของประชาชน การเรียก ลูกจ้าง พนักงาน หรือเจ้าหน้าที่รัฐด้วยถ้อยคำอื่น คือการบ่งชี้ว่าประเทศไทยไม่ได้ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย
เพราะในระบอบประชาธิปไตยผู้ที่อาสาเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในองค์กรของรัฐ คือผู้อาสาเข้าไปรับใช้ประชาชน มิใช่รับใช้ผู้อื่น
ประชาชนไทยทุกคนต้องได้รับโอกาสและสิทธิอย่างเท่าเทียมกัน ในการเสนอตัวเข้าแข่งขันและคัดเลือกเพื่อทำงานเป็น
ลูกจ้าง พนักงาน หรือเจ้าหน้าที่รัฐ
การโยกย้าย ถอดถอน ไล่ออก หรือปรับเปลี่ยนสถานะของเจ้าที่รัฐชั้นผู้ใหญ่ระดับปลัดกระทรวงลงมาถึงระดับอธิบดีเป็นอำนาจสิทธิขาดของฝ่ายบริหาร
ส่วนการปรับย้าย ถอดถอน ไล่ออก ปรับเปลี่ยนหรือเลื่อนตำแหน่งของลูกจ้าง พนักงาน หรือเจ้าหน้าที่รัฐที่อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าระดับอธิบดีลงมา ให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายลูก หรือตามข้อกำหนดของกฎกระทรวง แล้วแต่กรณี
ให้ยกเลิกกฎระเบียบว่าด้วยการปกครองส่วนภูมิภาค และให้กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น โดยจัดให้มีการเลือกตั้ง
เพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสเลือกผู้มีความรู้ความสามารถด้วยตนเอง มาบริหารงานส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นในทุกระดับชั้น
ข.เจตจำนงแห่งข้อเรียกร้อง
อนึ่งในขณะที่ประเทศไทยในปัจจุบันยังปกครองด้วยระบอบเผด็จการซ่อนรูป โดยใช้คำว่าประชาธิปไตยบังหน้า เราขอเรียกร้องผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จในประเทศไทย และขอป่าวประกาศให้นานาประเทศได้รับรู้ถึงข้อเรียกร้องของเราดังนี้คือ
1. ให้ยกเลิก
กฎหมายมาตรา 8 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2550 และมาตรา 112 ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา
ที่ทุกรัฐบาลนำมาใช้เป็นข้ออ้างเพื่อปิดปาก จับกุม คุมขังประชาชน และนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามที่เรียกร้องประชาธิปไตยและความเป็นธรรมในสังคมด้วยเจตนาบริสุทธิ์
2. ให้ปลดปล่อย นักโทษการเมืองทุกคน โดยปราศจากเงื่อนไข และยุติการไล่ล่า ยัดเยียดข้อหานานาประการกับประชาชนและนักการเมือง ผู้มีความคิดเห็นแตกต่างไปจากรัฐบาลและอำมาตย์
3. ให้ยุติ การกระทำอันเป็นสองมาตรฐานที่ฝ่ายรัฐบาลและอำมาตย์ ร่วมมือกันเป็นขบวนการโดยใช้ฝ่ายตุลาการและองค์กรอิสระเป็นเครื่องมือและกลไกในการปราบปราม เข่นฆ่า และทำลายล้างประชาชนและนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม เพื่อให้ตนได้คงอยู่ในอำนาจ เพื่อกอบโกย พล่าผลาญทรัพยากรของประเทศต่อไป
4.ให้มีการเลือกตั้ง อย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม เพื่อให้ได้ตัวแทนที่แท้จริงของประชาชนมาบริหารประเทศ ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงการนองเลือดและการพังพินาศของประเทศไทย เพราะความอดทนของประชาชนที่ถูกกลั่นแกล้งคดโกงมาโดยตลอดได้เดินทางมาถึงจุดแตกหักแล้ว สงครามประชาชนคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากอำนาจอธิปไตยของประชาชน
ในการเลือกตัวแทนของตนต้องถูกบดขยี่ คดโกงโดยฝ่ายปกครองและอำมาตย์อีกครั้ง
ในกรณีการเลือกตั้งล่วงหน้าต้องนับคะแนนทันที ณ หน่วยเลือกตั้ง หลังจากเวลาที่กำหนดให้ลงคะแนนได้สิ้นสุดลง
ในกรณีการเลือกตั้งนอกประเทศต้องนับคะแนนทันที ณ หน่วยเลือกตั้ง ณ สถานกงสุล ณ สถานฑูตหรือ ณ สถานเอกอัครราชฑูตแล้วแต่กรณี หลังจากได้รับบัตรลงคะแนนแล้ว และให้ประกาศผลการนับคะแนนให้คนไทยที่พำนักอยู่นอกประเทศ
ให้รับรู้โดยทั่วกันก่อนส่งผลการลงคะแนนเลือกตั้งนอกประเทศกลับสู่ประเทศไทย
5. ให้ลงโทษ ผู้บงการ ผู้สั่งการ ผู้ปฎิบัติการ ตลอดจน ผู้ร่วมขบวนการทุกระดับชั้น ในการปราบปรามเข่นฆ่าประชาชนอย่างเหี้ยมโหด ระหว่างวันที่ 10 เมษายน 2553 ถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ซึ่งก่อให้เกิดการสูญเสียชีวิตกว่า 90 ศพและบาดเจ็บกว่า 2,000 คน
ผู้เกี่ยวข้องในการเข่นฆ่าปราบปรามประชาชนมือเปล่า ที่เรียกร้องประชาธิปไตยและความเป็นธรรมต้องถูกนำตัวมาพิจารณาลงทัณฑ์ให้สาสมกับความผิด โดยไม่มีการยกเว้นไม่ว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องในการสังหารประชาชนจะยิ่งใหญ่เพียงใด
และขอเรียกร้องให้รื้อฟื้นเหตุการณ์เข่นฆ่าประชาชนในอดีต ตั้งแต่ 14 ตุลาคม 2516 จนถึงเหตุการณ์สงกรานต์เลือดในปี 2552 มาพิจารณาไต่สวน และลงโทษทัณฑ์ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดเฉกเช่นกัน
ทั้งนี้ความผิดที่รัฐเป็นต้นเหตุให้เกิดการเข่นฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ ที่เรียกร้องความเป็นธรรม ไม่ว่าในกรณีใดๆ ให้ถือเป็นคดีที่ไม่มีอายุความ
จากอดีตจนถึงปัจจุบัน นักศึกษาและประชาชน ได้ถูกปราบปรามเข๋นฆ่า เสียชีวิต บาดเจ็บและสูญหายไปเป็นจำนวนมาก
แต่ผู้บงการและผู้ร่วมขบวนการในการพล่าผลาญชีวิตประชาชนยังคงลอยหน้าเสวยสุข เหยียบย่ำ ประชาชนตลอดมา
********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:สนทนาสถานการณ์การเมืองไทยในชิคาโก
เมื่อวันศุกร์ที่ 22 เมษายนที่ผ่านมา ชาวเสื้อเเดงชิคคาโก ไ้ด้ร่วมกันจัดงานประชุมหารือเเนวทางทางการเมืองของเมืองไทย โดยมีนักการเมือง เเละนักวิชาการร่วมพูดคุย คือ ดร.สุนัย จุลพงศธร ส.ส.เพื่อไทย ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เเละ อาจารย์จรัล ดิษฐาภิชัย อดีตกรรมการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
มีผู้เข้าร่วมฟังการบรรยายจำนวนมากจนล้นฮอล์ของร้านอาหารมณีไทย นครชิคคาโกเลยทีเดียว
เ
ม.เที่ยงคืน,นักวิชาการ คปต.+องค์กรสิทธิฯสากลฮึ่มปกป้องเสรีภาพวิชาการเตือนทหารอย่าเหลิง
ที่มา Thai E-News
26 เมษายน 2554
หมายเหตุไทยอีนิวส์:สถาบันวิชาการ นักวิชาการ และองค์กรสิทธิมนุษยชนได้เคลื่อนไหวปกป้องเสรีภาพทางวิชาการกรณีของดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลขนานใหญ่ หลังจากกองทัพออกมาคุกคาม ดังรายงานดังต่อไปนี้
แถลงการณ์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
เรื่อง การคุกคามเสรีภาพในการแสดงความเห็นคือการคุกคามประชาธิปไตย
ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งอย่างรุนแรงในสังคมไทย เสรีภาพในการแสดงความเห็นเป็นเงื่อนไขพื้นฐานสำคัญประการหนึ่งสำหรับการแก้ไขปัญหาต่างๆ เพื่อลดความขัดแย้งและความรุนแรง เพราะช่วยให้สามารถแลกเปลี่ยน ถกเถียง โต้แย้ง ระหว่างผู้คนกลุ่มต่างๆ ที่มีความคิดเห็นแตกต่างเพื่อนำไปสู่การแสวงหาทางออกร่วมกัน
รวมทั้งการหาข้อตกลงในการดำรงอยู่ร่วมกันอย่างสันติในระยะยาวด้วย เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอย่างเสมอภาคและปราศจากการคุกคามเท่านั้น ที่จะนำมาสู่การต่อรองและการสร้างกติกาที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกัน
ส่วนการใช้อำนาจเพื่อให้บางฝ่ายมีโอกาสพูดและสื่อสารกับสังคมในขณะที่บางฝ่ายถูกปิดกั้น มีแต่จะนำไปสู่ความแค้นเคืองและขยายความขัดแย้งให้สูงขึ้น เพราะตอกย้ำความไม่เป็นธรรมที่มีอยู่แล้วให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้น โดยไม่ก่อให้เกิดผลดีต่อส่วนรวมแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าการคุกคามต่อเสรีภาพในการแสดงความเห็นจากฝ่ายผู้ถืออำนาจรัฐกลับทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นในสังคมไทยปัจจุบัน ทั้งโดยการใช้อำนาจนอกกฎหมายและอำนาจตามกฎหมาย ทั้งที่ปรากฏให้เห็นอย่างชัดแจ้งและอย่างแฝงเร้น ทำให้มีคนจำนวนมากที่ต้องเผชิญกับการคุกคามหรือแม้แต่การจับกุมคุมขังเมื่อมีการแสดงความเห็นของตนออกมา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการดำเนินการหลายรูปแบบเพื่อปิดปากประชาชนภายใต้ข้อกล่าวอ้างเรื่องความจงรักภักดีและการปกป้องสถาบัน รวมทั้งกรณีการเคลื่อนไหวของนายทหารบางกลุ่มในระยะนี้
สังคมไทยพึงตระหนักว่า กฎหมายของไทยมิได้เปิดให้มีการใส่ร้ายป้ายสีต่อบุคคลหรือสถาบันใดๆ ได้อย่างเสรี ตรงกันข้าม มีกฎเกณฑ์และบทลงโทษอย่างรุนแรงอยู่แล้ว ไม่จำเป็นที่ทหารจะต้องออกมาสำแดงกำลังแม้แต่น้อย อนึ่ง ในฐานะหน่วยราชการหน้าที่หลักขององค์กรทหารย่อมอยู่ที่การปกป้องอธิปไตยของชาติ สถาบันทหารควรหลีกเลี่ยงจากการกระทำใดๆ ที่เป็นส่วนหนึ่งของการแสดงบทบาทในทางการเมือง เพื่อป้องกันการนำสถาบันทหารเข้ามาเป็นเครื่องมือในการแสวงหาประโยชน์ของบุคคลหรือฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด
ในสังคมประชาธิปไตย บุคคลและสถาบันใดก็ตามที่เข้ามามีบทบาทและใช้อำนาจในทางการเมืองย่อมไม่อาจพ้นไปจากการวิพากษ์วิจารณ์จากผู้คนในสังคมได้ เพราะในสังคมที่ประกอบด้วยกลุ่มคนหลากหลายซับซ้อน การใช้อำนาจไม่ว่าจะเป็นไปด้วยเจตนาดีเพียงใด ก็ย่อมมีทั้งผู้ได้ประโยชน์และผู้เสียประโยชน์ หรือย่อมส่งผลดีในบางด้านและส่งผลเสียในบางด้าน การวิพากษ์วิจารณ์เพื่อต่อรองหรือเพื่อตรวจสอบตามครรลองของระบอบประชาธิปไตยจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง การใช้อำนาจโดยไม่ต้องการถูกวิพากษ์วิจารณ์ แตะต้อง หรือถูกตรวจสอบจึงเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในโลกปัจจุบัน
ความพยายามในการปิดปากผู้คนต่อการแสดงความเห็นตามครรลองของระบอบประชาธิปไตยไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดๆ ก็ตาม จึงไม่เพียงแต่เป็นการคุกคามต่อเสรีภาพในการแสดงความเห็นของบุคคลเท่านั้น หากยังหมายความถึงการคุกคามต่อระบอบประชาธิปไตยอย่างสำคัญ
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจึงขอเรียกร้องให้สังคมไทยร่วมกันปกป้องเสรีภาพในการแสดงความเห็น และร่วมกันแสดงการคัดค้านต่อบุคคล, สถาบัน,การกระทำ หรือกฎหมายใดๆ ก็ตาม ที่คุกคามต่อเสรีภาพดังกล่าวนี้ ไม่ว่าจะเป็นการกระทำที่มาจากฝ่ายใดก็ตาม เพื่อให้สังคมไทยสามารถจะก้าวเดินต่อไปบนพื้นฐานของสังคมประชาธิปไตยเฉกเช่นนานาอารยประเทศได้อย่างสันติและเสมอภาคกัน
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
26 เมษายน 2554
นักวิชาการปกป้องเสรีภาพทางวิชาการต้านการคุกคาม สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
26 เมษายน 2554-ประชาไท รายงานว่า ปัญญาชน นักศึกษา นักวิชาการอาทิ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นิธิ เอียวศรีวงศ์ ฉลอง สุนทราวาณิชย์ อานันท์ กาญจนพันธ์ คริส เบเกอร์ อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ ทยอยร่วมลงชื่อในแถลงการณ์ปกป้องเสรีภาพทางวิชาการกรณีการคุกคาม สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ผู้วิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับประเด็นบทบาทของ สถาบันกษัตริย์ โดยเรียกร้องให้รัฐยุติการคุกคามเสรีภาพของประชาชน หยุดการใช้ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาป้ายสีบุคคลต่างๆ
หยุดคุกคามสิทธิเสรีภาพของประชาชน
ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองที่ทวีความเข้มข้นมากขึ้นนับตั้งแต่การ รัฐประหารปี 2549 ประชาชนที่มีความคิดเห็นทางการเมืองแตกต่างจากผู้ยึดกุม อำนาจรัฐ ก็ต้องเผชิญกับการคุกคามสิทธิและเสรีภาพมากขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะ นี้ เงาทะมึนของการคุกคามได้ลุกลามเข้าสู่ผู้คนในวงวิชาการด้วยเช่นกัน ล่า สุดคือการคุกคามที่เกิดขึ้นกับอาจารย์ ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ด้วยสาเหตุ ที่อาจารย์ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทและสถานะของสถาบันกษัตริย์ใน สังคมไทยในเวทีวิชาการต่าง ๆ หลายครั้งหลายครา
พวกเราในฐานะนักวิชาการเครือข่ายสันติประชาธรรม และประชาชนที่เห็นด้วย กับแถลงการณ์นี้ เชื่อว่าการแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาและเปิดเผยของอาจารย์สมศักดิ์ วางอยู่บนเจตจำนงที่ต้องการเห็นสถาบันกษัตริย์ดำรงควบคู่อย่างสอด คล้องกับระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งต่อความมั่นคงของทั้ง สถาบันกษัตริย์และต่อสังคมไทยโดยรวม แต่เป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่งที่การ แสดงความคิดเห็นของอาจารย์สมศักดิ์ ที่มุ่งเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจได้ ตระหนักถึงปัญหาที่สังคมไทยกำลังเผชิญอยู่นี้ ได้ถูกโจมตีว่าเป็นการหมิ่น พระบรมเดชานุภาพ มุ่งล้มล้างสถาบันกษัตริย์ และอาจถึงขั้นถูกนำไปเป็นข้อ อ้างสำหรับการรัฐประหารครั้งต่อไปก็ได้ นอกจากนี้ อาจารย์สมศักดิ์ไม่ใช่คน แรกและคนสุดท้ายที่จะแสดงความเห็นในเรื่องดังกล่าวอย่างแน่นอน คำถามคือ อำนาจรัฐจะติดตามคุกคามประชาชนด้วยประเด็นปัญหานี้อีกกว้างขวางแค่ไหน
พวกเราจึงขอเรียกร้องให้ผู้ที่เกี่ยวข้องยุติการคุกคามเสรีภาพทางวิชาการ ของอาจารย์สมศักดิ์ และต่อประชาชนกลุ่มอื่น ๆ ที่มีความคิดทางการเมืองที่ แตกต่าง โปรดตระหนักว่าในสังคมประชาธิปไตย ทุกสถาบันควรได้รับการตรวจสอบ และวิพากษ์วิจารณ์ได้เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่จะเป็นประโยชน์กับสังคม ประการสำคัญ การเปิดกว้างยินยอมให้มีการแสดงความคิดที่แตกต่างได้อย่างเปิด เผย โดยปราศจากภัยคุกคามและความกลัวต่างหาก ที่จะช่วยนำสังคมไทยฝ่าออกไปจาก วิกฤติในขณะนี้ได้
ด้วยความเคารพต่อสิทธิ เสรีภาพ และความยุติธรรม
เครือข่ายสันติประชาธรรม
กฤตยา อาชวนิจกุล สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
ศรีประภา เพชรมีศรี ศูนย์สิทธิมนุษยชนศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ธงชัย วินิจจะกูล ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสัน
พวงทอง ภวัครพันธุ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เวียงรัฐ เนติโพธิ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จักรกริช สังขมณี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เกษม เพ็ญภินันท์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
นฤมล ทับจุมพล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ภูมิอินทร์ สิงห์ชวาลา คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เสาวนีย์ อเล๊กซานเดอร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบล
ลักขณา ปันวิชัย นักเขียน
บุญส่ง ชัยสิงห์กานานนท์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
จีรพล เกตุจุมพล คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ธนาพล อิ๋วสกุล สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน
กานต์ ทัศนภักดิ์ นักเขียน ช่างภาพ และคนทำงานศิลปะ
นภัทร สาเศียร นิสิตปริญญาโท สาขาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
วันรัก สุวรรณวัฒนา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
อภิชาต สถิตนิรมัย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ไอดา อรุณวงศ์ สำนักพิมพ์อ่าน
เบญจรัตน์ แซ่ฉั่ว ศูนย์สิทธิมนุษยชนศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
วิภา ดาวมณี คณะกรรมการรับข้อมูลและสืบพยานเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519
สุดแดน วิสุทธิลักษณ์ คณะสังคมวิทยาและมนุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เชษฐา พวงหัตถ์ ภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
อาดาดล อิงคะวณิช มหาวิทยาลัยเว็สต์มินสเตอร์
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
อรอนงค์ ทิพย์พิมล คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
นวลน้อย ตรีรัตน์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ดาริน อินทร์เหมือน สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน
ชาตรี ประกิตนนทการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาศิลปากร
มุกหอม วงษ์เทศ นักเขียน
รักนิรันดร์ วรรณวีรพงษ์
ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์
อัจฉรา รักยุติธรรม คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
นิรมล ยุวนบุณย์
นายพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ
เยาวลักษ์ อนุพันธุ์ ทนายความ
ชญานิน เตียงพิทยากร
อุเชนทร์ เชียงเสน
ชาตรี สมนึก
วิทยา พันธ์พานิชย์
พิภพ อุดมอิทธิพงศ์
รุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัช International Crisis Group
กิตติศักดิ์ สฤษดิสุข
ธนศักดิ์ สายจำปา
จอน อึ๊งภากรณ์
ประจักษ์ ก้องกีรติ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ยุกติ มุกดาวิจิตร คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
วรวิทย์ ไชยทอง นิสิตภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
นันทา เบญจศิลารักษ์
สุขุม ชีวาเกียรติยิ่งยง
ปกป้อง เลาวัณย์ศิริ นักสิทธิมนุษยชน
ธร ปีติดล คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
กรรณิกา เพชรแก้ว
วิโรจน์ อาลี รัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
วีระ หวังสัจจะโชค
นิภาพร รัชตพัฒนากุล คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการ
ภัควดี วีระภาสพงษ์ นักเขียน-นักแปล
อานันท์ กาญจนพันธ์ สังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
คริส เบเกอร์ นักวิชาการ
โกวิท แก้วสุวรรณ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
ชาญณรงค์ บุญหนุน ศิลปากร
กฤษณะ มณฑาทิพย์ มหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์
คมลักษณ์ ไชยยะ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
บุญยืน สุขใหม่
โกวิท แก้วสุวรรณ
ทองทัช เทพารักษ์
ศรีสมร กิจภู่สวัสดิ์
วสันติ ลิมป์เฉลิม มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี
ณัฐนพ พลาหาญ นิสิตคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ดิน บัวแดง กลุ่มประชาคมจุฬาฯเพื่อประชาชน
ฉลอง สุนทราวาณิชย์ นักวิชาการ
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักวิชาการ
อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ นักวิชาการ
จริยา ยางน้อย
อิสรา ดวงไสว
จิราพร เหล่าเจริญวงศ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
สายสัมพันธ์ รัตนปรีดากร นักศึกษา มหาวิทยาลัยลอนดอน
ศิริภาส ยมจินดา นักศึกษา มหาวิทยาลัยลอนดอน
เพ็ญศิริ จันทร์ประทีปฉาย คนทำหนังสืออิสระ
ปิยวรรณ อัศวราชันย์ คณะมนุษยศาสตร์ พระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
ศรายุธ ตั้งประเสริฐ
นีรนุช เนียมทรัพย์
พิชิต พิทักษ์
นายสิบสกุล กิจนุกร
อัญชลี มณีโรจน์
กิตติภูมิ จุฑาสมิต แพทย์ชนบท
อดิศร เกิดมงคล
ภูวิน บุณยะเวชชีวิน University of Hull
พุฒิพงศ์ นวกิจบำรุง วิจักขณ์ พานิช นักวิชาการ
ยงยุทธ เรือนทา
กังวาฬ ฟองแก้ว คณะสังคมศาสตร์ มช.
ทพ.ธีรวัฒน์ ทัศนภิรมย์ คณะทันตแพทยศาสตร์ ม.มหิดล
ชัชวาล ปุญปัน
ทวีศักดิ์ เผือกสม
ใจ อึ๊งภากรณ์
นิธินันท์ ยอแสงรัตน์
วีร์ อินทรกระทึก
ไพโรจน์ จันทร์นิมิ
3นักวิชาการสาวเผยผ่านที่นี่ความจริง:องค์กรสิทธิฯระดับโลกเคลื่อนไหวปกป้องเสรีภาพวิชาการแล้ว
ที่มา Asia Update TV
รายการที่นี่ความจริง วันจันทร์ที่ 25 เมษายน 2554 ทางโทรทัศน์ Asia Update-DNN ดำเนินรายการโดย 3 นักวิชาการสาวหัวใจประชาธิปไตย ผศ.ดร.สุดา รังกุพันธ์ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อาจารย์หวาน) ,รศ.สุดสงวน สุธีสร อาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อาจารย์ตุ้ม) และ ผศ.ดร.จารุพรรณ กุลดิลก อาจารย์พิเศษคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (อาจารย์จา)
ในตอนนี้ 3 อาจารย์สาวได้กล่าวถึงกรณีการคุกคามเสรีภาพทางวิชาการ กรณีดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ซึ่งนักวิชาการ และองค์กรสิทธิมนุษยชนทั่วโลกได้ออกมาปกป้องเสรีภาพทางวิชาการกรณีนี้แล้ว ( ดูรายงานประกอบท้ายข่าวนี้ ) ขอเตือนทหารและชนชั้นนำว่าจะคุกคามตามอำเภอใจก็อย่าเหลิงเพราะถูกจับตามองอยู่ และกรณีที่DSIพยายามหาเรื่องถอนประกันแกนนำนปช.อย่างไร้เหตุผล ขณะที่ละเลยไม่เคยจะดำเนินคดีฝ่ายที่เข่นฆ่าประชาชน
คปต.ล่า10,000ชื่อยกเลิกม.112
การแถลงข่าวเครือข่ายประชาธิปไตย (คปต.) หยุด 112 หยุดคุกคามประชาชน เราต้องการเสรีภาพ เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2554 ณ สำนักงาน Red Power ชั้น 5 อิมพีเรียล ลาดพร้าว กรุงเทพฯ
















