WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, May 1, 2011

รุจ ธนรักษ์​:เสรีภาพที่จะคิดต่าง

ที่มา ประชาไท



ช่วงที่ผ่านมานี้ สังคมไทยมีประเด็นคาบเกี่ยวกับ “เสรีภาพ” ค่อนข้างบ่อย ทั้งเสรีภาพทางวิชาการ เสรีภาพด้านข้อมูลข่าวสาร เสรีภาพในร่างกายตนเอง หรือเสรีภาพทางความคิดเห็น (ทั้งที่แสดงออก และไม่แสดงออก)

กล่าวโดยรวม เรากำลังมีปัญหากับ “เสรีภาพแห่งการคิดต่าง” เพราะเรามักยินดีปกป้องเสรีภาพของ “พวกเรา” เสมอ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เป็นสิ่งที่เราไม่ชอบ ไม่พอใจ ไม่รัก ไม่เห็นด้วย เราจะไม่เคารพเสรีภาพของ “พวกเขา” ทันที และพร้อมจะให้ใครก็ได้มาทำลายย่ำยีเสรีภาพของ “พวกเขา” ทิ้งเสีย โดยมีเหตุผลยกมาอ้างมากมาย

เรายินดีเดินถอยหลัง ย้อนเวลากลับไปหลายสิบปี เพียงเพราะพวกเราไม่อาจทนฟัง “ความคิดต่าง” ได้ เราจึงยินดีขายวิญญาณแห่งเสรีภาพให้กับปีศาจ เพื่อแลกกับความรู้สึกดีๆที่ได้เห็นทุกคนคิดเหมือนเรา ฟังเหมือนเรา ฝันเหมือนเรา หวังเหมือนเรา

ซึ่งมันไม่อาจเป็นไปได้จริง

ถามว่าทำไมเราจำเป็นต้องมีเสรีภาพ ? โดยเฉพาะเสรีภาพในการคิดเห็นแตกต่างจากผู้อื่น เราจะไปแคร์อะไรกันนักหนา ? มันเป็นเรื่องจับต้องไม่ได้ ล่องลอยเพ้อฝัน ? เป็นเรื่องของพวกปัญญาชนโรแมนติก เราควรเอาเวลาไปสนใจราคาไข่ไก่ หรือผลโหวตเดอะสตาร์จะดีกว่าไหม ?

ว่ากันเฉพาะเสรีภาพทางวิชาการ

หลายคนอาจไม่รู้ว่ารากฐานสำคัญของ “องค์ความรู้” ทุกแขนงที่ทำให้โลกหมุนมาถึงวันนี้ได้ก็เพราะเสรีภาพในการคิดต่าง การไม่เห็นด้วย การถกเถียง โต้แย้ง แข่งขันกันเอาชนะด้วยเหตุผล

และในทางกลับกัน สังคมมนุษย์ก็ “มืด” ไปหลายครั้งเมื่อเราไม่ยินดีให้มีคนเห็นต่างจากเราอยู่ในสังคม

กาลิเลโอ ถูกคุมขังเพียงเพราะเขาไม่เชื่อว่าโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาล

ชาร์ลส ดาร์วิน ท้าทาย “ความศักดิ์สิทธิ์” ของศาสนจักร “อันที่เป็นรักยิ่ง” ของผู้คนในยุคนั้นด้วยทฤษฏีวิวัฒนาการ

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ แสดงความ “คิดต่าง” ว่าเราสามารถอธิบายปรากฏการณ์ของ “แสง” ในแง่มุมของ “อนุภาค” ได้เช่นกัน (โดยขณะนั้นวงการฟิสิกส์ต่างคิดว่าแสงเป็น “คลื่น”) เขาถึงกับตั้งชื่ออนุภาคสมมุตินั้นว่าโฟตอน และความคิดต่างนั้นเองที่ทำให้เรามีกล้องดิจิตอลใช้กันในวันนี้

ในวันที่สังคมโลกกำลังเดือดร้อนอย่างหนักจากเศรษฐกิจตกต่ำ นักเศรษฐศาสตร์ล้วนเชื่อว่ารัฐบาลควร “รัดเข็มขัด” ตามทฤษฏีแบบดั้งเดิม จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ ก็ออกมา “คิดต่าง” ว่ารัฐบาลควรอัดฉีดเงินเพื่อพยุงเศรษฐกิจต่างหาก

กล่าวโดยไม่ต้องหาข้อมูลอ้างอิง – หากปราศจากความคิดต่างของวิศวกร เทคโนโลยีแห่งปืน “สไนเปอร์” ก็คงไม่อาจเกิดขึ้นได้เป็นแน่ ฯลฯ

ดังนั้นคงจะไม่เกินไปนักที่จะกล่าวว่า สังคมใดปราศจากเสรีภาพทางวิชาการ ปราศจากเสรีภาพที่จะ “อดทนฟังความคิดต่าง” สังคมนั้นก็อาจไม่จำเป็นต้องมีนักวิชาการเลยก็ได้

เพราะงานของนักวิชาการคือการมุ่งค้นหาองค์ความรู้ใหม่ๆให้แก่สังคม ซึ่งองค์ความรู้เหล่านั้นจะ “ใหม่” ได้อย่างไร ถ้ามันไม่​“ต่าง” จากเดิม

และแน่นอน สังคมที่ไม่มีองค์ความรู้ ย่อมไม่อาจพัฒนา ไม่อาจต้านทานกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลง ก็อยู่กันไปวันๆ รอวันผุพังไปตามธรรมชาติ

ถ้าไม่มีเสรีภาพแห่งความคิดต่าง บางทีตอนนี้เราทุกคนอาจอยู่ในถ้ำ ไม่รู้จักกระทั่งการปลูกพืชด้วยตนเอง (เพราะมันอาจขัดต่อประเพณีปฏิบัติแห่งมนุษย์ถำ้ผู้บูชาการเก็บผลไม้รายวัน)

หลายคนอาจไม่รู้ว่า เสรีภาพ เป็นหนึ่งในสิ่งนามธรรมไม่กี่อย่าง ที่มนุษย์ต่อสู้บาดเจ็บล้มตายกันมากที่สุดตลอดอารยธรรมของพวกเรา ไม่ว่าจะเชื้อชาติไหน เผ่าพันธุ์ใด

ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ มนุษย์เรายินดี “สู้ตาย” เพื่อเสรีภาพกันมาเป็นพันๆปีแล้ว

ดังนั้น เราจึงไม่อาจปฏิเสธความจริงได้เลยว่า หากอยากอยู่ร่วมกันอย่าง “สันติ” ในระยะยาว เสรีภาพคือสิ่งจำเป็นอันดับต้นๆในสังคม

ดูเหมือนสังคมไทยยังมีความเข้าใจผิดบางอย่างเกี่ยวกับ “เสรีภาพในความคิดต่าง”

หลายคนมักบอกว่า คิดต่างไม่ได้แปลว่ามันจะดีเลิศ มีกี่คนที่คิดทฤษฏีห่วยๆออกมา กี่คนที่อยากเป็นไอน์สไตน์ เราควรยอมรับสิ่งที่ดีเลิศ ไม่ใช่ไปส่งเสริมให้คนคิดอะไรแผลงๆห่วยๆออกมามากมาย

ซึ่งก็จริง – มีคนนับล้านอยากเป็นไอน์สไตน์ มีอีกหลายล้านที่อยากเป็นกาลิเลโอ มีความคิดห่วยๆเกิดขึ้นมากมายกว่าจะได้ความคิดดีๆสักชิ้น – แต่การสรุปแบบข้างต้นเป็นความคิดที่ “ผิด” โดยสิ้นเชิง เพราะการ “ยอมรับ” เสรีภาพในความคิดต่าง ไม่ได้แปลว่าเรายอมรับความคิดนั้นว่ามันดี มันถูก มันควร

เสรีภาพในความคิดต่าง คือการยอมรับว่าทุกคนมีสิทธิคิดเห็นแตกต่างกัน และเป็นหน้าที่โดยตรงของคนผู้นั้นที่จะต้องทุ่มเทพลังของตนในการแสวงหา ข้อมูล ทฤษฏี หลักฐาน มาสนับสนุนความคิดความเชื่อของตนเอง

การที่สังคมมีความคิดต่างห่วยๆขึ้นมาสักอย่าง แล้วเราพาลไปบอกว่า “นี่ไง ห่วย อย่าไปมีเลยเสรีภาพ มันไม่สำคัญหรอก มีไปก็เท่านั้น เละเทะเปล่าๆ” เป็นความคิดที่ผิดถนัด เพราะหากสังคมไม่มีเสรีภาพ แล้วเราจะมีพื้นที่ไหนให้ความคิดดีๆได้โผล่ขึ้นมาบ้าง

อะไรดี อะไรห่วย กาลเวลาจะพิสูจน์สิ่งเหล่านั้นเสมอ

การเคารพในเสรีภาพของเขา กับ การเห็นด้วยในสิ่งที่เขาคิด – เป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง

นอกจากนั้น

ความเข้าใจผิดอีกอย่างหนึ่งของสังคมไทยคือ เมื่อเราบอกว่าใครสักคนควรมีเสรีภาพกับอะไรสักอย่าง มันไม่ได้แปลว่าเขามี “สิทธิพิเศษ” เหนือคนอื่นที่จะทำอะไรก็ได้โดยไม่ผิด

มันควรแปลว่าเขามีเสรีภาพที่จะทำอะไรก็ได้ที่เขาอยากทำ และหากมันจะผิด เขาก็ต้องรับผลลัพธ์แห่งการกระทำของเขาไปตาม กฏ กติกา ของสังคมที่บังคับใช้อย่างเหมาะสมและเป็นธรรม

โลกนี้มีคนเพียงสองกลุ่มเท่านั้นที่ทำอะไรไม่ผิด

หนึ่ง คือคนที่ไม่ทำอะไรเลย

และสอง คือคนที่มีเสรีภาพแต่เพียงผู้เดียว ในสังคมที่ไม่มีใครอื่นมีเสรีภาพอีก

เมื่อพูดถึงเสรีภาพ หลายคนนึกถึง “เทพีเสรีภาพ” ที่ฝรั่งเศสสร้างและมอบให้สหรัฐอเมริกาเป็นของขวัญแห่งอิสรภาพในปี 1886

ภาพที่ทุกคนคุ้นตาคือ “มือขวา” ของเทพีที่ถือคบเพลิงชูขึ้นเหนือศีรษะ – คบเพลิงนั้นเป็นสัญลักษณ์แทน “เสรีภาพ” ที่อเมริกันชนล้วนเชิดชูบูชา

แต่หลายคนอาจไม่รู้ว่า “มือซ้าย” ของเทพีถือหนังสือไว้่เล่มหนึ่ง – หนังสือเล่มนั้นเป็น “หนังสือกฏหมาย”

เสรีภาพ และ กฏกติกา เป็นสองสิ่งที่อยู่คู่กันเสมอ

กฏกติกา ควรค่าแก่การแนบไว้ข้างกายอย่าได้ขาด

ส่วนเสรีภาพนั้น…

ควรค่าแก่การเชิดชูไว้ให้สูงที่สุด … เท่าที่แขนของมนุษย์พึงจะทำได้

I disapprove of what you say, but I will defend to the death your right to say it. – Voltaire

หมายเหตุ: เผยแพร่ครั้งแรกที่ รุจ ธนรักษ์

ภาพประกอบ:americanpowerblog.blogspot.com

มาร์ชกรรมกรไทย

ที่มา Thai E-News

สมยศไม่ได้ประกันคดีหมิ่นฯยันสู้ต่อยกเลิก112 ทนายเผยเกมการเมืองช่วงเลือกตั้งเจตนาโยงทักษิณ

ที่มา ประชาไท

พบเหตุฟ้องนิตยสาร วอยซ์อฟทักษิณ ดีเอสไอค้านประกันสมยศ เร่งส่งศาล 2 พค.ย้ายที่ขังกลางดึกทนายชี้ดีเอสไอรับลูก ศอฉ.ให้"วิญญูชน"อ่าน ย้ำรัฐบาลใช้กฎหมายหมิ่นเป็นเครื่องมือทางการเมืองในฤดูกาลเลือกตั้ง


จากกรณีการจับกุมตัว นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย และบรรณาธิการบริหารนิตยสาร วอยซ์ ออฟ ทักษิณ ในข้อหาหมิี่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา112 โดยกรมสืบสวนคดีพิเศษ(DSI) บริเวณด่านตรวจคนเข้าเมืองอรัญประเทศ ในเวลาประมาณ 19.00น.ของวันที่ 30 เมษายน 2554 เจ้าหน้าที่ ดีเอสไอ ได้นำตัวนายสมยศมาถึง สำนักงานกรมสืบสวนคดีพิเศษ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กรุงเทพ โดยในการมาดังกล่าวทางดีเอสไอ ได้ปฏิเสธไม่ให้คนใกล้ชิดและสื่อมวลชนเข้าพบตัวนายสมยศ

23.00 น. นายสุวิทย์ ทองนวล ทนายความประจำตัวของนายสมยศ จึงได้แถลงต่อผู้สื่อข่าวหลังจากที่ได้เข้าไปพูดคุยปรึกษากับนายสมยศ โดยกล่าวว่าคดีของนายสมยศ ถือว่าเป็นคดีการเมืองอันมีเหตุเนื่องมาจากการจะเข้าสู่ช่วงเทศกาลเลือกตั้ง นิตยสารวอยซ์ออฟทักษิณ ซึ่งนายสมยศเป็นบรรณาธิการ ชื่อนิตยสารเป็นชื่อที่สามารถโยงเข้าสู่คนที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลปัจจุบัน การดำเนินคดีนายสมยศในมาตรา112 จึงเป็นการดำเนินคดีที่หวังผลทางการเมืองในช่วงเลือกตั้งเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายรัฐบาล

นายสุวิทย์ ทนายความ ได้กล่าวต่อว่าคดีดังกล่าวมีวงเงินประกันสามแสนบาท โดยทางนายสมยศ นำหลักทรัพย์มูลค่าหนึ่งล้านหกแสนบาทเพื่อใช้ในการประกันตัว แต่นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ คัดค้านการประกันโดยให้เหตุผลว่า ผู้ต้องหาไม่ได้มารายงานตัวตามหมายเรียก ถูกจับกุมตัวระหว่างที่จะเดินทางออกนอกประเทศ และเกรงว่าจะยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ซึ่งตนคิดว่าเป็นเหตุผลที่ฟังดูตลกเนื่องจาก หลังการออกหมายจับเมื่อวันที่ 12 กพ.ที่ผ่านมา นายสมยศซึ่งทำกิจกรรมจัดทัวร์ก็ได้เคยเดินทางออกนอกประเทศมาแล้วแต่ก็ไม่มีการจับกุม แต่พอมาถึงช่วงเทศกาลเลือกตั้งดีเอสไอก็ได้การจับกุมทันที

ทนายความของนายสมยศได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่าคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของนายสมยศเป็นเหตุเนื่องมาจากบทความในนิตยสารวอยซ์ออฟทักษิณที่เขียนโดย จิต พลจันทร์ สองฉบับที่ตีพิมพ์เผยแพร่ต่อเนื่องในเดือน กุมภาพันธ์และมีนาคม 2553 โดยเริ่มแรก ศอฉ.ได้เป็นผู้ดำเนินการและได้โอนเรื่องมาให้ดีเอสไอเป็นผู้รับผิดชอบต่อ ในส่วนการพิจารณาว่าบทความดังกล่าวหมินหรือไม่นั้น ทางเจ้าหน้าที่มีวิธีการโดยที่นำบทความดังกล่าวมาให้วิญญูชนอ่าน ซึ่งหากเมื่อได้อ่านแล้วมีความเห็นว่ามีเจตนาหมิ่นจึงได้ดำเนินคดีทางกฎหมายต่อไป

นายสุวิทย์ เลิศไกรเมธี แกนนำกลุ่ม 24มิถุนาประชาธิปไตย ผู้อยู่ร่วมกับนายสมยศขณะถูกจับกุม ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า"วิญญูชน"มีความหมายถึงประชาชนที่มีพื้นฐานทางประวัติศาสตร์ในระดับประถมขึ้นไป ซึ่งมีปัญหาว่าการตีความบทความจะขึ้นอยู่กับทัศนะทางการเมืองของคนๆนั้น แต่ในส่วนบทความทางการเมืองที่ถูกกล่าวอ้างเป็นหลักฐานว่ามีเจตนาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้น ตนมองว่าหากให้คนที่มีแนวคิดอนุรักษ์นิยมอ่านก็คงจะบอกว่าหมิ่น แต่ถ้าให้คนที่รักประชาธิปไตยอ่านก็จะบอกว่าไม่หมิ่น

นายสุวิทย์ ซึ่งเป็นผู้ที่อยู่ร่วมกับนายสมยศขณะถูกจับกุมได้กล่าวต่อว่า นายสมยศได้ฝากประเด็นมานำเสนอดังนี้คือ ประเด็นแรกดีเอสไอหรือหน่วยงานความมั่นคงกำลังนำสถาบันกษัตริย์มาเดิมพันกับประชาชน หมายความว่ากำลังเอาความสุ่มเสี่ยงต่อความอยู่รอดของสถาบันนำมาใช้เป็นเครื่องมือ ไม่ว่าดีเอสไอ หรือหน่วยงานความมั่นคงทั้งหลายจะเจตนาดีอย่างไรแต่ในท้ายที่สุดจะส่งผลกระทบกลับไปที่สถาบันฯเอง ประเด็นที่สอง นายสมยศยืนยันว่าการเคลื่อนไหวต่อสู้ที่จะยกเลิกมาตรา112ยังคงดำเนินต่อไปไม่ว่าตนเองจะติดคุกหรือไม่ได้ประกันตัว นายสมยศ ขอให้พี่น้องที่ร่วมกันต่อสู้ให้เดินไปข้างหน้าต่อไป และเรียกร้องให้องค์กรสิทธิมนุษยชน องค์กรประชาธิปไตยทั้งในและต่างประเทศ ให้ร่วมกันเขียนจดหมายเปิดผนึกถึงรํฐบาล ดีเอสไอ รัฐสภา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและรวมถึงสำนักพระราชวัง เพื่อชี้ให้เห็นถึงความทุกข์ยากของประชาชนในการออกมาต่อสู้และเพื่อให้เห็นว่ากฎหมายตัวนี้มันมีีปัญหาจริงๆในแง่ของการพัฒนาประชาธิปไตย นายสุวิทย์ได้ยืนยันในตอนท้ายว่านายสมยศและผู้อื่นที่เกี่ยวข้องไม่ได้มีเจตนาที่จะล้มล้างสถาบัน แต่ต้องการให้สถาบันและประชาชนสามารถอยู่ร่วมกันภายใต้ระบอบประชาธิปไตย

นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่าทางดีเอสไอจะสอบปากคำให้แล้วเสร็จและจะนำตัวส่งฟ้องที่ศาลอาญาในวันจันทร์ที่ 2 พฤษภาคม 2554 เวลา 10.00 น.และเนื่องจากคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เป็นคดีที่มีความอ่อนไหว และไม่สามารถนำรายละเอียดและเนื้อหาของการกระทำผิดมาเปิดเผยซ้ำได้ ดีเอสไอจึงจะให้ข่าวต่อสื่อมวลชนในวันนั้น และ

รายงานล่าสุดทางดีเอสไอได้ย้ายนายสมยศไปขังไว้ที่ สนง.ตำรวจกองปราบ เนื่องจากเกรงว่าจะมีการนำมวลชนมากดดัน

ไม้ขีดก้านเดียวที่เปลี่ยนสังคมเกาหลี: เกาหลีเปลี่ยนแล้ว ไทยทราบแล้วเปลี่ยน?

ที่มา Thai E-News

ดาวน์โหลดหนังสือ ไม้ขีดก้านเดียวที่เปลี่ยนสังคมเกาหลี

เกาหลีเปลี่ยนแล้ว เมืองไทยทราบแล้วเปลี่ยน?

โดย จรรยา ยิ้มประเสริฐ

(ข้าพเจ้าพยายามเขียนเท่าที่สติปัญญาอันน้อยนิดของข้าพเจ้าจะพอ สรุปออกมาได้ เนื่องเพราะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องการเมืองเกาหลี ถ้ามีความผิดพลาดคลาดเคลื่อนประการใด ก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย)
>1000+6+1+2+1+77+41+48+91+?????

50 ปีแห่งการปลดแอกเผด็จการทหารในการเมืองของประเทศเกาหลีใต้ โดยพลังประชาชน

  • 2491-2500 ผ่าเกาหลีที่เส้นขนานที่ 38 เป็นเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ เกาหลีใต้โหมโครงการล้างสมอง “สงครามจิตวิทยาต้านคอมมิวนิสต์”
  • 2503 ทศวรรษแห่งขบวนการนักศึกษาเพื่อขับไล่เผด็จการ
  • 2513 ทศวรรษแห่งการต่อสู้ของกรรมกรโรงงานนรก การประท้วงของชุน เต-อิล
  • 2522 การประท้วงของภาคประชาชน ต่อรัฐประหาร ประท้วงกฎอัยการศึกของรัฐบาลชุน ดู-วาน และโร แต-วู
  • 2523 เริ่มจากการลุกขึ้นสู้ของชาวกวางจู
  • 2530 หนึ่งปีเต็ม แห่งการสไตรค์ของสหภาพแรงงานประชาธิปไตยเกาหลีใต้
  • 2531 ลุกขึ้นสู้ทั้งประเทศเพื่อร่วมกันขับไล่เผด็จการจนสำเร็จในปี →ปัจจุบันพวกเขากำลังสู้กับลัทธิเสรีนิยมใหม่

ห้าสิบปีของการต่อสู้ของประชาชน ประเทศเกาหลีเปลี่ยนผ่านได้สำเร็จ แต่การต่อสู้ยังไม่จบ และภาคประชาชนเกาหลีใต้ ก็กำลังต่อสู้อย่างหนักหน่วงในการต่อต้านการนำแนวนโยบายการเมือง เสรีนิยมใหม่ การเมือง ที่ทุนบอกรัฐว่าอยู่เฉยๆ นายทุนชาติและทุนข้ามชาติจะใช้แนวเศรษฐกิจเสรีดูแลประชาชนเอง ทั้งจัดการด้านเรื่องงาน และชีวิตความเป็นอยู่ โดยจะมีน้ำใจแบ่งปันให้ตามสะดวก หลังจากหักกำไรมหาศาลแล้ว เพราะมีภาระกิจอันสำคัญยิ่งที่จะต้องสร้างความมั่งคั่งเพื่อแข่งขันเป็น บรรษัทที่ร่ำรวยที่สุดในโลกเพื่อหน้าตาของประเทศชาติ รัฐบาลมีหน้าที่ดูแลแค่เรื่องนโยบายที่อำนวยความสะดวกให้ทุนมากทีสุดก็ พอแล้ว

ซึ่งต่างกันสุดขั้วกับแนวคิด “สังคมนิยมประชาธิปไตย” รัฐ ในฐานะตัวแทนที่ประชาชนเลือกมา ต้องทำหน้าที่ขจัดทุกข์และบำรุงสุขให้ประชาชนอย่างเท่าเทียมและยั่งยืน โดยมุ่งเพื่อผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่เป็นสำคัญ ที่พวกคนเกาหลีต่อสู้ด้วยเลือดเนื้อและชีวิตให้ได้มา

ทั้งนี้ มีความคล้ายคลึงกันมากในบริบทการเมืองของไทยและเกาหลีใต้ โดยเฉพาะการเมืองระบบทหาร ที่หนุนหลังอย่างสุดโต่งโดยสหรัฐอเมริกา ภายใต้สงครามจิตวิทยาต่อต้านคอมมิวนิสต์ และการต่อสู้ระหว่างภาคประชาชนกับทหาร โดยทั้งเผด็จการไทยและเผด็จการเกาหลีใต้ ได้รับอัดฉีดทั้งเงินและแนวนโยบายการเมืองจากกองทัพและรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้แผน “Psychological warfare” หรือสงครามจิตวิทยาประชาชน”

ผู้นำทหารทั้งไทยและผู้นำทหารเกาหลีได้ต่างก็ได้รับการเชิญ ให้ไปเรียนรู้ยุทธศาสตร์ “สงครามจิตวิทยาประชาชน” ยังทำเนียบขาว และแพนตากอนกันเลยทีเดียวในช่วงปี 2500 – 2510

>1000+6+1+2+1+77+41+48+91+?????

เรามาทำความรู้จักการต่อสู้ของประชาชนเกาหลีอย่างคร่าว

ห้าสิบปีแห่งเกาหลีใต้ภายใต้การปกครองของทหาร

หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง เกาหลีใต้เปลี่ยนผ่านการอยู่ภายใต้อาณานิคมจากญี่ปุ่น( 2453 – 2488) หลังสหประชาชาติได้ทำการแบ่งเกาหลีออกเป็นสองซีกตามแรงกดดันของรัสเซียและ สหรัฐ เกาหลีเหนือโจมตีเกาหลีใต้ โดยใช้เส้นแบ่งคู่ขนานที่ 38 เส้นเขตแดน

สงครามเกาหลีปะทุขึ้นมาเมื่อเกาหลีเหนือบุกเข้ามาโจมตีเกาหลีใต้ มันคือส่งครามของสองขั้วมหาอำนาจในปแผ่นดินเกาหลี (สงครามระหว่างค่ายคอมมิวนิสต์ กับ ค่ายทุนนิยม) (2493-2496) ระหว่างนั้นสหรัฐอเมริกมีบทบาทชี้นำการเมืองเกาหลีใต้เกือบเบ็ดเสร็จ และได้แทรกแซงจนรัฐบาลซิง มัน-รี (2493 – 2500) เด็กดีของสหรัฐฯ ได้เป็นประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ที่ดำเนินนโยบายต่อต้านคอมมิวนิสต์ตามคำแนะนำของสหรัฐฯ พร้อมทั้งใช้เพื่อการหวังผลทางการเมืองในการขจัดพรรคฝ่ายค้านคู่แข่ง

เป็นเวลาถึง 18 ปี นับตั้งแต่ 2504 – 2522 เกาหลีใต้อยู่ภายใต้เผด็จการนายพลปักจุงฮี ตามมาด้วย 8 ปีภายใต้เผด็จการนายพลชุน ดู-วาน (2523 – 2531) ต่อด้วยอีก 5 ปี ภายใต้นายพลโรว แต-วู (2531 – 2536) แม้ว่าโรว แต-วู จะเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีของการเมือง เกาหลีใต้ แต่ก็เป็นรัฐบาลทหาร และก็ไม่ใช่ใครที่ไหน คือเพื่อนร่วมชั้นเรียน และนายพลร่วมก๊วนกับชุน ดู-วาน ที่เข้ามารับตำแหน่งเพื่อรับช่วงต่อจากนายพล ชุน ดู-วาน และทำให้การลงชุน ดู-วานไม่เจ็บตัวมากนัก

การเมืองเกาหลีในยุคแรกแห่งประวัติศาสตร์หลังสงครามโลกครั้งที่สอง และหลังจากแบ่งประเทศออกเป็นเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ในปี 2491 นั้นจึงไม่นิ่ง ไม่มีเสถียรภาพ รัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาก็คอรัปชั่น รัฐบาลพลเรือนจะอยู่ไม่ได้นานก็ถูกทหารปฏิวัติ หรือสรุปสั้นๆ ว่าประชาชนเกาหลีอยู่ภายใต้การควบคุมของเผด็จการรัฐสภา และนายพลทหารนับตั้งแต่ปี 2493 จนถึงปี 2536

ปัจจุบันเกาหลีมีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นนักการเมืองเสรีนิยม และนับตั้งแต่ปี 2491 เป็นต้นมา เป็นเวลา 63 ปี ที่เกาหลีใต้ปกครองด้วยประธานาธิบดีเพียง 10 คน โดยหลายคนควบยาวสอง ถึงสามสมัย ในขณะที่ 78 ปี ประชาธิปไตยไทย มีนายกรัฐมนตรีถึง 27 คน

การประท้วงของนักศึกษาปี 2503

การลุกขึ้นสู้เผด็จการทหารของนักศึกษาในเดือนเมษายน 2503 – จนได้รัฐบาลประชาธิปไตยในช่วงสั้นๆ ก่อนจะถูกปฏิวัติโดยปัก จุง-ฮี ในปี 2504 – ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยแห่งทศวรรษ 2503 และมันได้ค่อยๆ ส่งอิทธิพลต่อการเติบโตของขบวนการนักศึกษา แรงงาน และปะชาชนเกาหลีใต้

การจัดการศึกษาอย่างเข้มข้นก็เป็นเรื่องสำคัญ และบทบาทของนักศึกษาในการเข้าหามวลชนเป็นเรื่องหนึ่งที่เป็นจุดเด่นในการ เติบโตของภาคประชาชนเกาหลีใต้

นักศึกษาเดินขบวนกันทั้งปี เผชิญกับการปราบปรามอย่างหนัก ทั้งกระบอง และแก๊สน้ำตา จนควันคลุ่งกระจายมาในย่านตลาดสันติภาพ ศูนย์กลางการผลิตเสื้อผ้าที่ใหญ่ที่สุดของเกาหลี มีกรรมกร 30,000 คน แออัดยัดเยียดกันในห้องแคบ ทำงานเยี่ยงทาสวันละ 12-16 ชั่วโมง โดยไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน

การต่อสู้ของนักศึกษา ส่งผลต่อการก่อกำเนิดปรัชญากรรมกรในทศวรรษ 2513 ของชุน เต-อิล กรรมกรตัดผ้าวัย 22 ปี หนึ่งในคนงาน 30,000 คน ที่อยู่ในโรงงานนรกแห่งนั้นนั่นเอง คนงานหนุ่มที่พลิกชะตาตัวเอง และชนชั้นกรรมาชีพของเกาหลีใต้ ด้วยอุดมการณ์และความรักในเพื่อนร่วมชนชั้น

วีรกรรมนักบุญชุน เต-อิล

ชุน เต-อิล เป็นกรรมตัดผ้าหนุ่มวัน 22 ปี เขาเผาตัวตายประท้วงพร้อมกับหนังสือคู่มือกฎหมายแรงงานในอ้อมกอด เมื่อวันที่ 13 พฤษจิกายน 2513 ขบวนการแรงงานยกย่องเขาว่า้เป็นบิดาของขบวนการสหภาพแรงงานประชาธิปไตย เกาหลีใต้ ภาคประชาชนเกาหลีใต้ยกย่องว่าเขาเป็นนักบุญ

“พวกเราไม่ใช่เครื่องจักร”

“จงปฏิบัติตามกฎหมาย”

คือเสียงที่เปล่งออกมาจากเปลวไฟ เมื่อกรรมกรตัดผ้าหนุ่มวัย 22 ปี ชุน เต-อิล ตัดสินใจจุดไฟเผาตัวเอง ที่ตลาดสันติภาพ ศูนย์กลางอุตสาหกรรมตัดเย็บเสื้อผ้าของเกาหลีใต้

เขาเสียสละชีวิตตัวเอง เพื่อประท้วงความโหดร้ายป่าเถื่อนของอุตสาหกรรมดัดเย็บเสื้อผ้าของเกาหลีใต้ เพื่อทลายกำแพงเย็นยะเยือกของสังคมเกาหลีที่เพิกเฉยต่อวิถีชีวิตอดมื้อกิน มื้อของคนยากคนจน โดยเฉพาะสภาพการทำงานในนรกของคนงานเด็กหญิงในอุตสาหกรรมตัดเย็บเสื้อผ้าของ เกาหลีในทศวรรษ 2510

เขาตายพร้อมกับคู่มือกฎหมายแรงงานในอ้อมกอด เพื่อบอกว่ากฎหมายแรงงานมันไร้ประโยชน์

เขาตายเพื่อเปิดโปงการคอรัปชั่นและสมรู้ร่วมคิดระหว่างนายจ้างและเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงาน

จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ของเขาได้ทำให้สังคมเกาหลีตื่นรับรู้ความจริงแห่ง ความหฤโหดและเย็นชาของสังคมต่อเพื่อนร่วมประเทศ และลุกขึ้นมายอมรับว่า คนชั้นล่างในสังคมก็มีศักดิ์ศรี ก็มีปรัชญาเพื่อการปลดแอกทาสได้”

การประท้วงด้วยไฟของชุน เต-อิล ในวันที่ 13 พฤษจิกายน 2513 ได้กลายเป็นประกายไฟดวงน้อย ที่ส่องแสงนำทางในยามมืดมิด เรื่องราวชีวิตและการต่อสู้ที่ชุน ได้เขียนบันทึกเอาไว้มากมาย และพินัยกรรมทิ้งเอาไว้ให้พวกเรา ทำให้น้ำตาของคนเกาหลีหลั่งไหลรวมกันเป็นสายน้ำใหญ่

การเปล่งคำพูดสุดท้ายกับเพื่อนๆ ว่า “อย่าให้ความตายของผมสูญเปล่า” ทำให้ “ความตายของเขาไม่อาจถูกลบเลือน และดำรงอยู่นิรันดร” เพราะไม่ใช่เฉพาะเพื่อนของเขาเท่านั้น แต่ปัญญาชนเกาหลีได้ช่วยกันส่งต่อสาส์นและปรัชญาของคนหนุ่มให้สามารถไปสั่น รั่วสะเทือนหัวใจคนทั้งเกาหลีได้ และในหลายประเทศทั่วโลก

การลุกข้นสู้กับรถถังและกระบอกปืน

การต่อสู้ของชุน เต-อิล ได้ส่งไม้ต่อไปยังภาคประชาชนในทศวรรษ 2522 และการประท้วงของนักศึกษา กรรมกร และประชาชนต่อปัก จุง-ฮี ก็ดังขึ้นเรื่อยๆ

นายพลปัก จุง-ฮี ที่ใช้นโยบายการเมืองภายใต้การกำกับของสหรัฐฯ ไม่ต่างไปจากจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์ของไทย ทั้งแนวนโยบายการเมืองและทางเศรษฐกิจ ตลอดจนวิธีการขึ้นมาสู่อำนาจโดยไร้คนต่อต้านในช่วงแรกๆ เพราะผลของสงครามจิตวิทยามวลชน แต่ไม่นาน การประท้วงเขามีต่อเนื่องและก็รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และในเดือนตุลาคม 2522 การประท้วงจากคนหลายหมื่นคนในหลายเมือง ทำให้ขั้วการเมืองชุน ดู-วานที่รอโอกาสมานาน ได้สังหารปัก จุง-ฮี ในวันที่16 ตุลาคม 2522 โดยหัวหน้าหน่วยงาน CIA เกาหลีใต้ ที่ปักจุง-ฮี ตั้งขึ้นมาเพื่อคุ้มครองเขาในปี 2504 กลับเป็นหน่วยงานที่ลั่นไกสังหารตัวเขาเอง

ชุน ดู-วานทำการยึดอำนาจ และตั้งตัวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีในปี 2523 ประกาศกฎอัยการศึกและส่งกองกำลัง รถถัง และอาวุธครบมือไปคุมเมืองต่างๆ โดยเฉพาะที่เมืองกวางจู พื้นที่ของ คิม ยอง-ซัม แกนนำนักการเมืองฝ่ายค้านที่ได้รับความนิยมสูงสุดในขณะนั้น จนเกิดความไม่พอใจในหมู่ประชาชน

ที่เมืองกวางจู เยาวชน นักศึกษา ได้ทำการประท้วง และถูกปราบปราบอย่างหนัก และเสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก ในเดือนพฤษภาคม 2523 โดยเฉพาะในวันที่ 18 พฤษภาคม

เมื่อสูญเสียชีวิตบุคคลที่เป็นที่รักหลายร้อยคน และต้องดูแลคนเจ็บ และพิการจากการปราบปรามอีกหลายพันคน ประชาชนชาวกวางจู โดยเฉพาะครอบครัวของวีรชน ไม่หยุดต่อสู้ พวกเขาแบ่งปันดูแลช่วยเหลือกันทางสภาพจิตใจแลละเศรษฐกิจ และโอบอุ้มดูแลผู้ได้รับผลกระทบทุกคน และประชาจากหลายเมืองทั่วเกาหลีได้ระดมเงินส่งไปช่วยเหลือพวกเขาที่กวางจู ด้วยเช่นกัน

เหตุการณ์กวางจูกลายเป็นจุดเดือดที่ทำให้สังคมเกาหลีไม่สามารถทนอยู่กับ เผด็จการได้อีกต่อไป และส่งผลให้นับตั้งแต่ปี 2523 จนถึงปี 2531 เป็นช่วงเวลาแห่งการจัดตั้งทางอุดมการณ์ทั้วทั้งเกาหลีใต้ การจับกลุ่มพูดคุยปัญหาบ้านเมือง ถกกันอย่างเอาเป็นเอาตายกับทฤษฎีการเมืองต่างๆ ไม่ว่ามาร์กซิสสังคมนิยม หรือประชาธิปไตย การวางแผนการต่อสู้ เกิดขึ้นในทุกเมือง ทุกย่านที่พักอาศัย ย่านอุตสาหกรรม ทั้งกรรมกร ชาวนา และนักศึกษาที่กระจายตัวลงไปช่วยจัดตั้งทั้งในหมู่กรรมกร และชนบท (จริงๆ ก็มีมาต่อเนื่องนับตั้งแต่ทศวรรษนักศึกษา แต่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ)

พวกเขาจะนัดพบเจอกันในร้านเครื่องดื่มเล็กๆ พูดคุยกันจนดึกดื่นเรื่องการเมือง

ขบวนการสหภาพแรงงานประชาธิปไตยเกาหลี

นับจากชุน เสียชีวิตเพื่อขบวนการแรงงาน การจัดตั้งสหภาพแรงงานได้ดำเนินต่อเนื่อง และเข้มข้นมากขึ้น แม้จะประสบกับความยากลำบากมากมายจากปัก จุง-ฮี และชุน ดู-วาน

เมื่อขบวนการแรงงานประชาธิปไตยเกาหลีสไตรค์ครั้งใหญ่ ในปี 2530 มันก็ได้ทำให้ประชาชนเกาหลี และขบวนการแรงงานทั่วโลกตื่นตลึงไปกับคลื่นขบวนคนงานและขบวนการสหภาพแรงงาน ของเกาหลีใต้ ที่มีกว่า 1,060 สหภาพแล้วในยามนั้น ที่สไตรค์ร่วมกัน ช่วยเหลือกัน และสมานฉันท์ระหว่างกัน เป็นการสไตรค์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปีของขบวนการแรงงานทั่วโลก การประท้วงและสไตรค์กระจายทั่วทุกย่านอุตสาหกรรมทั้งประเทศ ต่อเนื่องทั้งปี จนทำสถิติสไตรคื 3,458 ครั้งในปีนั้น

ขบวนการแรงงานทั่วโลกพากันกล่าวขานถึงการประท้วงของคนงานเกาหลีใด้ ที่ทั้งสง่างาม สนุกสนาน เข้มแข็ง มีวินัย กล้าหาญ และเปี่ยมพลัง ทั่วโลกรู้จักสหภาพแรงงานเกาหลีมากขึ้น ก็เพราะการประท้วงใหญ่ในปี 2530 นี่เอง

หลังจากนั้น เกาหลีใต้เป็นประเทศที่นักสหภาพแรงงานจากทั่วโลกเดินทางไปเยี่ยมและศึกษา เรียนรู้จากสหภาพแรงงานและขบวนการประชาชน (ประเทศไทยนำร่องโดยคุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข ซึ่งได้เป็นหัวหน้าทีมพาตัวแทนคนงานหญิงสองคน และข้าพเจ้าเดินทางไปศึกษาดูงานขบวนการแรงงานเกาหลีสองอาทิตย์ในเดือน สิงหาคม ปี 2535 พวกเราได้เยี่ยมคารวะสุสานของวีรชนเกาหลีตลอดเส้นทางดูงานจากกรุงโซล จนไปถึงเมืองท่าปูซาน)

หนึ่งในหัวใจที่ทำให้มีการเติบโตของสหภาพแรงงานที่เกาหลีใต้อย่างเข้ม แข็งและทรงพลัง คือการเสียสละของแกนนำ ที่จะอยู่แถวหน้าของขบวนและเป็นคนแรกๆ ที่ถูกจับ และจากการสร้างความเข้มแข็งจากฐานมวลชน เป็นการทำงานจัดตั้งอย่างเข้มข้น ที่ใส่ใจในเรื่องการศึกษาหาความรู้ มีการประสานกำลัง (กรรมาชีพ) และองค์ความรู้ (นักศึกษา) เข้าด้วยกันอย่างเหมาะเจาะและให้ความเคารพซึ่งกัน อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญที่เราสัมผัสได้คือการไม่ทอดทิ้งกัน คนที่อยู่นอกคุก ดูแลครอบครัวคนที่ติดคุก คนที่อยู่ ดูแลครอบครัววีรชนที่เสียสละชีวิต

สาส์นชุน เต-อิล ที่บอกว่า “ถ้าเขามีเพื่อนเป็นนักศึกษาก็คงจะดี มาก เพราะจะได้ช่วยอธิบายกฎหมายแรงงานที่คลุมเคลือให้เขาเข้าใจ และสอนเรื่องเคนิคการเดินขบวนต่างๆ ให้กับคนงาน” ิ สะเทือนใจนักศึกษายิ่งนัก ทำให้นักศึกษาซึ่งเข้มแข็งอยู่แล้วในยามนั้น เพื่อขับไล่เผด็จการและเรียกร้องประชาธิปไตย พากันไหล่หล่ังมาย่านอุตสาหกรรม เพื่อช่วยขบวนการแรงงานด้วย ทั้งช่วยสอนหนังสือ ร่วมในกิจกรรมของสหภาพและคนงาน รวมทั้งเข้าไปสมัครงานเป็นกรรมกรในโรงงานต่างๆ เป็นปี เพื่อช่วยคนงานจัดตั้งสหภาพ ขบวนการสหภาพแรงงานจึงเติบโตขึ้น และในปี 2530 คนงานในอุตสาหกรรมการผลิตที่เกาหลีใต้กว่า 20 % เป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน (สมาชิกสหภาพแรงงานในประเทศไทยเมื่อเทียบกับกำลังแรงงานทั้งประเทศมีเพียง 1.3% และมีเพียงประมาณ 3% ของคนงานเอกชนทั้งในภาคอุตสาหกรรม และบริการ)

การประท้วงทั่วประเทศ

ด้วยความยืนหยัดและการต่อสู้อย่างเข้มแข็งทั้งกรรมกร นักศึกษาและองค์กรภาคประชาชน การประท้วงทั้งประเทศในเดือนมิถุนายน 2531 ของประชากรทั้งประเทศร่วมสองล้านคน ใน 34 เมือง และแม้จะมีผู้ถูกจับกุมร่วมสี่พันคน ก็ไม่หยุดประท้วง ทำให้ประธานาธิบดีชุนดู-วาน ไม่สามารถต้านทานแรงกดดันได้ ต้องประกาศลาออกในเดือนกรกฎาคม 2531

สหภาพแรงงานประชาธิปไตยรวมตัวก่อตั้ง สภาแรงงานประชาธิปไตยเกาหลี (KCTU)

ขบวนการแรงงานก็ร่วมขับเคลื่อนกับขบวนการนักศึกษาและประชาชนจนจัดการกับเผด็จการทหารได้ในที่สุดในปี 2531

หลังจากปี 2530 เป็นต้นมาขบวนการสหภาพแรงงานประชาธิปไตยเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อประสบความสำเร็จในการจัดตั้งสหภาพในทุกกิจการของเครือฮุนได และอุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในเกหลีใต้

ส่งผลให้ทศวรรษ 2530 เข้มข้นไปด้วยการสไตรค์เพื่อเรียกร้องให้นายจ้างที่กดค่าแรง และสวัสดิการมาอย่างยาวนานภายใต้การคุ้มครองของรัฐบาลทหาร ต้องยอมเจรจากับสหภาพแรงงาน และทำข้อตกลงสภาพการจ้าง ส่งผลให้เกิดการก้าวกระโดดอย่างเห็นได้ชัดของค่าแรง คุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ของชนชั้นกรรมาชีพในเกาหลีใต้

ขณะเดียวกันทุนเกาหลี โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น และราคาถูก โดยเฉพาะตัดเย็บเสื้อผ้า สิ่งทอ และรองเท้า ได้เริ่มย้ายและขยายการผลิตของทุนเกาหลีลงมาทางใต้มากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจีน และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอุตสาหกรรมตัดเย็บเสื้อผ้าก็ย้ายไปไกลที่ลาตินอเมริกา (ไปทะเลาะกับคนงานที่นั่นต่อ)

สหภาพแรงงานประชาธิปไตยหลายร้อยแห่งได้ตัดสินใจรวมตัวกันตั้งสภาแรงงานประชาธิปไตยเกาหลี (Korean Confederation of Trade Unions – KCTU) ในปี 2538 เพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับทุนและรัฐบาลได้อย่างเข้มแข็งขึ้น และภายในไม่กี่ปี KCTU ก็สามารถเบียดสภาแรงงานแห่งชาติเกาหลีที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลและเป็น ที่ยอมรับของทุนมากกว่า ให้ตกไปอยู่ขอบเวที

แม้ว่าจะมีบางกระแสวิจารณ์ว่า KCTU มุ่งใช้แนวนโยบายการสไตรค์หยุดงาน มากกว่าแนว “แรงงานสัมพันธ์ดีเด่นเช่นที่สหภาพส่วนใหญ่ที่ญี่ปุ่นและยุโรปก็ตาม แต่เป็นที่ประจักษ์ชัดในทศวรรษ 2540 ว่าได้รับการยกย่องจากทั่วโลกว่ามีพลังและเข้มแข็งมากที่สุดประเทศหนึ่งใน โลก ขบวนการแรงงานเกาหลีใต้ครองใจมหาชนโลก แม้ว่าไม่ใช่จากขบวนการแรงงานญี่ปุ่น และยุโรป แต่จากขบวนการแรงงานแนวสังคมนิยมประชาธิปไตย และมาร์กซิส และขบวนการประชาชนในขั้วโลกใต้ โดยเฉพาะลาตินอเมริกา อาฟริกา และเอเชีย

พรรคประชาธิปไตยแรงงาน (Democratic Labour Party (DLP)

KCTU และหลายองค์กรภาคประชาชนที่เกาหลีรวมกันตั้งพรรคการเมืองในเดือนมกราคมปี 2543 ในชื่อ พรรคประชาธิปไตยแรงงาน (Democratic Labour Party (DLP) ในการลงแข่งขั้นในสมัยการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2547 ผู้สมัครพรรค 10 คน ชนะการเลือกตั้งได้เข้าไปนั่งในสภา แต่หลังจากสมัยการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2550 ซีกขบวนการประชาชนแยกตัวออกไปตั้งพรรคของตัวเองในชื่อพรรคก้าวหน้าใหม่ (New Progressive Party) ทำให้สมัยการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2551 พรรคประชาธิปไตยแรงงานได้รับการเลือกตั้งเพียง 5 คน ในขณะที่พรรคก้าวหน้าใหม่ ไม่ได้รับการเลือกตั้งเข้าสภาแม้แต่คนเดียว

กระบวนการยุติธรรม

หลังจากไล่เผด็จการแล้วก็ถึงคราวชำระสะสางความผิด ในปี 2538 เมื่อรัฐบาลฝ่ายค้านที่สู้รบตบมือกับรัฐบาลนายพลมาร่วมสามทศวรรษ คือรัฐบาลของ คิม ยอง-ซัม ได้ร่วมมือกับชาวกวางจู ฟ้องอดีตประธานาธิบดีชุนดู-วาน (2523-2531) อดีตประธานาธิบดี โรว แต-วู (2531 – 2536) และคณะเพื่อให้คืนเงินที่ยักยอกไประหว่างเรืองอำนาจกว่าสี่แสนล้านวอน (ประมาณหนึ่งหมื่นล้านบาท) ในหลายข้อหาทั้งรัฐประหาร 2522 ปราบปราบประชาชน 2523 และคอรัปชั่น และอื่่นๆ

ศาลฎีกาแห่งเกาหลีใต้ได้ตัดสินในเดือนสิงหาคม 2539 สั่งจำคุกชุน ดู-วาน ตลอดชีวิต และและโรว แต-วู 17 ปี เมื่อถูกว่ามีการกระทำผิดหลายกรรมหลายวาระ อาทิ ผู้นำการก่อการจราจล สั่งเคลื่อนกองทหารโดยไม่มีอำนาจ ละทิ้งหน้าที่ในระหว่างประกาศกฎอัยการศึก ฆาตกรรมเจ้าหน้าที่ระดับสูง มีส่วนร่วมในการกบถ รวมทั้งการรับสินบนต่างๆ เขาถูกส่งเข้าห้องขังนับตั้งแต่วันนั้น

ศาลยังสั่งให้จ่ายค่าเสียหาย 220,500,000,000 วอน (5,952 ล้านบาท) ชุนดูฮวานจ่ายได้เพียงไม่ถึงหนึ่งในสี่ของค่าเสียหาย หรือจ่ายได้เพียงห้าหมื่นสามพันล้านวอน (หนึ่งพันสี่ร้อยล้านบาท)

ในเดือนธันวาคม 2540 ชุน ดูวาน และโรว แต-วู ได้รับการอภัยโทษหลังจากถูกจำคุกเพียงแค่ปีเดียว

พอถึงปี 2551 จำนวนประชาชนและครอบครัวของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปราบปรามของรัฐบาลทหาร ที่่ได้รับการจ่ายค่าชดเชย มีรวมกันทั้งสิ้น 4,540 คน แบ่งเป็น ผู้เสียชีวิตและสูญหาย 314 คน บาดเจ็บ 3,059 คน และถูกจับกุมและขังคุกอีก 1,168 คน

การให้คุณค่ากับชีวิตที่เสียสละ

ถ้าจะมองว่าอะไรเป็นจุดแข็งของการขับเคลื่อนภาคประชาชนเกาหลีใต้? หนึ่งในหัวใจแน่นอนทีเดียว คือการให้คุณค่าสูงยิ่งต่อทุกชีวิตที่เสียสละ ผู้เสียหายหลายพันคนคงจะไม่ได้ค่าชดเชยในปี 2551 ถ้าบรรดาครอบครัวของชาวกวางจู ไม่สร้างสุสานวีรชน เพื่อที่พวกเขาจะไปดูแลหลุมศพ ประดับดอกไม้ให้กับดวงวิญญาลูกและสามี และนั่งพูดคุย ให้กำลังใจกัน ปลอบโยนกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และชวนกันดำเนินกิจกรรมอย่างต่เนื่อง

ตลอดสี่สิบปีที่ผ่านมา นักกิจกรรมทั่วทั้งเกาหลีพากันหลั่งไหลกันไปเคารพสถานที่เผาตัวตายของชุนที่ ตลาดสันติภาพ ่เดินทางไปสุสานวีรชนที่กวางจู เพื่อไปเคารพสุสานฝังศพวีรชน ร่วมรำลึกถึงวีรกรรมของพวกเขา เพื่อขอบคุณในความเสียสละของพวกเขา และประกาศเจตนารมย์ว่าจะสานต่ออุดมการณ์

่ไม่ใช่เฉพาะคนเกาหลีใต้เท่านั้น แม้แต่นักกิจกรรมและนักสหภาพแรงงานต่างประเทศ เมื่อไปเยียนเกาหลี ทำเนียมที่สหายชชาวเกาหลีจะทำคือพาพวกเราไปเคารพสุสานวีรชนของพวกเขา ในทุกเมืองที่พวกเราเดินทางไป และพูดถึงพวกเขาด้วยความภาคภูมิใจ

คนกวางจูและคนทั้งประเทศบริจากเงินเข้ากองทุนประชาชนกวางจู เพื่อใช้ในการต่อสู้ และสนับสนุนกิจกรรมด้านประชาธิปไตย ขณะนี้ ชาวกวางจูได้จัดตั้งทั้งมูลนิธิหลายแห่ง และให้เงินทุนเพื่อกิจกรรมประชาธิปไตยกับประเทศอื่นๆ อีกด้วย มูลนิธิที่มีบทบาทเด่นได้แก่ มูลนิธิรำลึก 18 พฤษภาคม (The May 18 Memorial Foundation ที่ก่อตั้งในปี 2537 ขณะนี้ได้จัดกิจกรรมมากมายทั้งเพื่อส่งเสริมประชาธิปไตยในประเทศ และสร้างความสมานฉันท์ข้ามพรมแดน - โครงการสมานฉันท์นานาชาติรางวัลสิทธิมนุษยชนกวางจู - เวทีสันติภาพนานาชาติกวางจู - โรงเรียนสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย -โครงการแลกเปลี่ยนนานาชาติ – โครงการความร่วมมือกับขบวนการประชาธิปไตยในเอเชีย – และโครงการส่งเสริมประชาธิปไตยในประเทศเกาหลี

มีการก่อตั้งมูลนิธิรำลึกชุน เต-อิล (Chun Tae-il Memorial Foundation) เพื่อเผยแพร่ และสานต่องานของเต-อิล โดยเฉพาะการส่งเสริมการศึกษาในหมู่คนงาน

ประชาชนเกาหลีใต้ ให้คุณค่ากับการเสียสละ และด้วยประกายไฟของชุน เต-อิลที่บอกว่า “อย่าให้ความตายของผมสูญเปล่า” การเชื่อมประสานระหว่างนักศึกษา กรรมกร นักบวช และประชาชนในเกาหลีได้ได้กลายเป็นแสงตะเกียงหลายล้านดวงที่ขับไล่ความกลัว แห่งยุคมืดเผด็จการออกไป และทำให้ดอกไม้เกาหลีเบ่งบานทั่วโลกแม้แต่ในฤดูอันเหนับหนาว

>1000+6+1+2+1+77+41+48+91+?????

ไม้ขีดก้านเดียวที่เปลี่ยนสังคมเกาหลี

การประท้วงของชุน เต-อิล คือสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้ในเกาหลีใต้แห่งทศวรรษ 2513 ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของทศวรรษแห่งการปลดแอกชนชั้นกรรมาชีพ

วรรณกรรม “ชีวิตและความตายของกรรมกรหนุ่ม” ซึ่งบัดนี้ได้ชื่อภาษาไทยว่า “ไม้ขีดก้านเดียวที่เปลี่ยนสังคมเกาหลี” ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นวรรณกรรมแห่งชนชั้นที่คลาสสิคของเกาหลีใต้เล่มนี้ ซึ่งในปัจจุบันนี้ได้รับการแปลในหลายภาษา รวมทั้งภาษาไทย

พวกเราต้องขอบคุณผู้นำนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ โช ยอง-เร ที่ได้ใช้เวลาถึงสามปีในระหว่างการหนีการจับกุมเพราะเข้าร่วมกิจกรรม นักศึกษา รวบรวมบันทึกของชุน เต-อิล และพูดคุยกับเพื่อนและครอบครัวของชุน จนได้วรรณกรรมกรรมกรเล่มนี้ ที่เป็นหนังสือใต้ดินที่นักเคลื่อนไหวทุกคนในเกาหลีต้องอ่าน

โชว ยอง-เร ศึกษานิติศาสตร์ ที่ใช้ชีวิตระหว่างเรียนเข้าร่วมการประท้วงมากกว่าอยู่ในห้องเรียน ที่เมื่อเรียนจบแล้ว เลือกที่จะรวมกับเพื่อนๆจัดตั้งองค์กรด้านกฎหมาย เพื่อให้ความช่วยเหลือคนที่ถูกละเมิดสิทธิ มากกว่าจะเป็นทนายว่าความค่าตัวแพง

เขาใช้เวลาศึกษาปรัชญาและการต่อสู้ของชุนจนเข้าถึงแก่นแท้แห่งปรัชญาของ เขา โช ยอง-เน ประสบความสำเร็จอย่างงดงามในการเอาทฤษฎีสังคมนิยมประชาธิปไตยมาอธิบายวิธี คิด มุมมอง และการต่อสู้ของชุน เต-อิล ได้อย่างมีอรรถรสและน่าติดตามยิ่ง หนังสือ “ชีวิตและความตายของกรรมกรหนุ่ม” ที่เขียนเสร็จในปี 2519 ท่ามกลางการเมืองร้อนระอุ จึงไม่ได้รับการพิมพ์เผยแพร่่สู่สาธารณชนเกาหลีจนถึงปี 2526” มันถูกแบนโดยทันทีตามที่สำนักพิมพ์คาดการณ์ไว้ แต่มันได้กลายเป็นหนังสือ
ใต้ดินที่มีผู้ต้องการมากที่สุด แทบจะทันทีที่พิมพ์ออกมา มันเป็นดุจดั่งคำภีร์ที่กรรมกร นักศึกษา และภาคประชาชนเกาหลีต้องอ่าน เป็นแรงบันดาลใจให้กับนักต่อสู้เพื่อสิทธิแรงงาน สิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยที่เกาหลีมาร่วมสามทศวรรษ

กระนั้นก็ตามการต่อต้านสหภาพของพวกนายจ้างที่เกาหลีไม่เคยเปลี่ยนแปลง ทำให้การเป็นนักสหภาพแรงงานที่แท้จริงที่เกาหลีนั้นต้องผ่านบทเรียนการ ต่อสู้อย่างเข้มข้น และยาวนานทั้งชีวิต

“เวลาผมรู้สึกท้อแท้ ไม่มีกำลังใจ ผมจะไปยังสุสานวีรชน ไปอยู่ที่น่ังเพื่อรำลึกถึงการเสียสละและวีรกรรมของเขา” นี่คือเสียงสะท้อนจากนักสหภาพหลายคนที่ข้าพเจ้าพบในช่วงที่ไปศึกษาขบวนการ สหภาพแรงงานที่เกาหลีในปี 2535 และในปี 2543

แกนนำที่เพิ่งออกจากคุกบอกเราว่า “การเข้าคุกคืองานหลัก ออกมานอกคุกคืองานอดิเรก” แม้แต่คนจบ ดร. อาจารย์มหาวิทยาลัยเพื่อนของข้าพเจ้าก็เข้าคุก 6 เดือนเพราะกิจกรรมนักศึกษา เขาบอกว่า ชุน เต-อิล คือแรงบันดาลใจให้เขาและนักศึกษาเกาหลีใต้

นักกิจกรรมและนักสหภาพแรงงานที่เกาหลีบอกว่า การจะขึ้นมาเป็นประธานสหภาพนั้นดูกันว่า “ใครเข้าคุกมากี่ครั้ง” “เข้าคุกมากี่ปี” ใครไม่เคยสู้ ไม่เคยถูกจับเข้าคุก มักไม่ได้รับการยอมรับให้เป็นประธานสหภาพแรงงาน และตัวคนนั้นเองก็ไม่กล้ารับตำแหน่งประธานสภาพด้วย

>1000+6+1+2+1+77+41+48+91+?????

ประเทศไทยทราบแล้วเปลี่ยน

การเชื่อมั่นในการต่อสู้ด้วยพลังประชาชน ไม่ปรานีปรานอมกับการเมืองฉ้อฉล และการเชิดชูวีรชนที่เสียสละคือยุทธวิธีที่ผู้นำการปลดแอกทางการเมืองไม่ว่า ในประเทศไหนก็ตามควรจะน้อมนำมาเป็นหนึ่งในหัวใจของการขับเคลื่อนการต่อสู้

ประเทศไทยเรามีผู้เสียสละเพื่ออุดมการณ์สังคมนิยมประชาธิปไตย ต่อสู้เพื่อให้รัฐฯ บริหารจัดการงบประมาณเพื่อมุ่งเพื่อประโยชน์อันสูงสุด เพื่อความกินดีอยู่ดีของประชาชน โดยเฉพาะคนยากคนจน ในการพยายามต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมนี้ มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ที่เป็นตัวเลขทางการที่ข้าพเจ้านำมาร่วมกันในท้ายบทความนี้มีถึง 290 วีรชน นับตั้งแต่ปี 2492 เป็นต้นมา

ปรีดี พนมยงค์ ผู้ที่จุดประกายสังคมนิยมประชาธิปไตยในประเทศไทย ผู้มีความเชื่อในนโยบาย รัฐประชาชน “รัฐในฐานะผู้รับผิดชอบต่อความอยู่ดีมีสุขของประชาชน” ได้สร้างแรงบันดาลใจให้นักการเมืองน้ำดีเข้าสู่สภาฯ หลายคน โดยเฉพาะจากภาคอีสาน แต่สังคมไทยปล่อยให้พวกเขาถูกขบวนการฝ่ายขวาปราบปรามอย่างไร้มนุษยธรรม ไม่นับว่ารัฐมนตรีหลายคนแห่งค่ายสังคมประชาธิปไตย ถูกสังหารอย่างเหี้ยมโหด ปรีดี ป๋วย หรือแม้แต่จอมพล ป. สามผู้ที่มีบทบาทนำในการเมืองไทยยุคนั้น ต้องไปเสียชีวิตที่ต่างแดน และไม่ได้กลับบ้านเกิดอีกเลย

การปล่อยให้การให้ค่าว่า “สิ่งใดดี สิ่งใดไม่ดี สิ่งใดคือความเป็นไทย สิ่งใดคือความเป็นธรรม” ถูกใช้เพื่อการปรองดองแห่งชาติ เพื่อความสมานฉันท์มาทุกครั้งหลังจากการปล้นอำนาจประชาชนและสังหารผู้ ประท้วงสัก 30 40 หรือ 100 ศพ คือการไม่ให้คุณค่ากับวีรชน คือการดูถูกชีวิตที่เสียสละ
คือการย้ำยีซ้ำบนซากศพและบนชีวิตคนยากคนจนที่ยังมีลมหายใจเหลืออยู่

เป็นพฤติกรรมที่ไม่ต่างกันเลยไม่ว่าหัวขบวนฝ่ายซ้าย และฝ่ายขวา และเป็นความผิดพลาดหนึ่งของการต่อสู้ของภาคประชาชนไทยนับตั้งแต่ปี 2475 เพราะหัวขบวนปรานีปรานอมระหว่างกัน หัวขบวนต่างอ้างความเป็น “ผู้มีความรักยิ่งในองค์พระมหากษัตริย์ยิ่งกว่าผู้ใด” เหล่าบรรดาหญ้าแพรกที่อดยาก ยากจนทั้งหลายก็แหลกราญ ถูกลืมเลือนหายไปในประวัติศาสตร์ ครั้งแล้ว ครั้งเล่า เหลือเพียงจำนวนตัวเลขไว้ให้เล่าขาน อาทิ การลุกขึ้นสู้ใน 14 ตุลาฯ มีผู้เสียชีวิต 77 คน และบาดเจ็บ 857 คน

แต่น้อยคนที่จะรู้จักชื่อ รู้จักหน้า แม้แต่ในหมู่ครอบครัววีรชน ก็อาจจะไม่ได้รู้จักกัน ไม่ได้รวมตัวสู้ร่วมกันอย่างเข็มแข็ง ไม่ได้กำหนดทิศทางการใช้เงินค่าชดเชยร่วมกัน

การเสียสละของนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ไม่ได้ถูกนำมาเป็นขวัญ กำลังใจให้การต่อสู้ของคนรุ่นหลังเท่าที่ควร แต่ถูกพวกฝ่ายขวารอยัลลิสต์หัวเราะเยาะว่าเป็นคนโง่ เอาชีวิตมาทิ้งเปล่าๆ คนส่วนใหญ่นำมาปรามลูกหลานว่า “เห็นไหม สู้แล้วได้อะไร สู้แล้วก็ตายเปล่า อย่าไปยุ่งกับเขาดีกว่า”

นี่อาจจะเป็นเหตุผลว่าทำไม 78 ปีประชาธิปไตยไทยยังนำมาซึ่งคำถามจากชาวบ้านว่า “ ปรีดี คือใคร?” และก็คงจะถามว่า ถวิล จำลอง เตียง ป๋วย จิระ ฯลฯ คือใคร? ด้วยเช่นกัน เพราะระดับบิดาของการนำประชาธิปไตยมาสู่ประเทศไทย ก็ไม่ได้รับการยกย่องและแนะนำให้ประชาชนรู้จัก มิหนำซ้ำยังถูกปลักปลำว่าเป็นคอมมิวนิสต์

ตุ้มๆ ต่อมๆ ไปกับการลุกขึ้นสู้ของคนเสื้อแดง

การต่อสู้ของเกาหลีใต้เปลี่ยนผ่านไปได้ในระดับที่ทั่วโลกพอจะถอนหายใจได้ เฮือกใหญ่ แต่ประชาธิปไตยในประเทศไทยยังเป็นเด็กเดินเตาะแตะ ล้มลุกคลุกคลานอยู่เช่นเดิม หรือนี่อาจจะเป็นยุทธศาสตร์การเมืองโลกต่อประเทศไทย ที่กำกับโดยสหรัฐฯ ชาติมหาอำนาจที่ครอบงำการเมืองไทยมาอย่างยาวนาน ทั้งนี้อาจด้วยสภาพภูมิศาสตร์การเมืองของไทยในอินโดจีนและเอเชียตะวันออก จึงถูกวางยาประเทศไทยไว้ไม่ให้เข็มแข็ง ยอมรับเฉพาะรัฐบาลเด็กดี ที่โลกมหาอำนาจเรียกใช้เมื่อไหร่ก็ได้?

นัก ทฤษฎีปฏิวัติส่วนใหญ่่ใช้เวลาไม่น้อย หมดไปกับขวดเบียร์ และถกกันทั้งคืนเกี่ยวกับ 100 ปัญหาที่(อาจจะ) เกิดขึ้นเพราะการต่อสู้ มากกว่าจะโฟกัสไปยังยุทธวิธีเดียวที่จะชนะได้ ซึ่งมีบทเรียนมากกมายจากทั่วโลกคือ “การขับเคลื่อนร่วมสู้กับมวลชน ให้มวลชนนำหน้า เคารพซึ่งกันและกัน ไม่ทอดทิ้งกันจนกว่าจะได้รับชัยชนะ” คนที่คิดเรื่องแพ้มากกว่าคิดเรื่องชนะ มักจะสู้ไปถอยไป และก็อาจจะไม่เคยชนะเลยก็ได้”

จริงอยู่มันมีความแตกต่างของไทยกับหลายประเทศ ทุกการต่อสู้จะมีเอกลักษณ์บางอย่างที่เป็นตัวแปรนิดๆ หน่อยๆ เช่น เปรียบเทียบไทยกับเกาหลีใต้ เราก็อาจจะมีข้ออ้าง หรือคำอธิบาย (ที่เป็นเรื่องจริง)ได้ว่า คนเกาหลีใต้โชคดีกว่าไทย ที่สู้กับเฉพาะทหารและนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ เท่านั้น ไม่เหมือนประเทศไทย ที่สลัดการใช้อำนาจมิชอบของทหารและเหลือบที่เกาะกินยังไม่หลุดเสียที เพราะต้องสู้แบบหนึ่งต่อสี่ ไม่ใช่หนึ่งต่อสองแบบเกาหลีใต้ เพราะเรามีชนชั้นสูงเพิ่มเข้ามาด้วย กลายเป็นการต่อสู้ของประชาชนที่ไม่จัดตั้ง (1) กับ ทหารโง่ (1) +พรรคการเมืองไดโนเสาร์ (2) + ชนชั้นสูงเต่าล้านปี (3) และ + สงครามจิตวิทยามวลชนของสหรัฐฯ (4))

แต่นับตั้งแต่เหตุการณ์ปราบปรามประชาชนเมื่อเดือนพฤษภาคปีที่ผ่านมา และการเดินหน้าสู้ต่อเนื่องของคนเสื้อแดง ในหลากหลายรูปแบบในเมืองไทย ทำให้นานาชาติจับตามองอย่างไม่กระพริบ อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทั้งนี้เพราะ พลังประชาชนกว่าล้านคนในประเทศไทย ที่ร่วมขับเคลื่อนกับคนเสื้อแดงมาตลอดสองปี ทำให้นานาชาติเริ่มให้ความสำคัญ ต่อความจริงจังของการต่อสู้ และวิตกกังวลต่อความล่อแหลมที่อาจจะมีความรุนแรงในการเปลี่ยนผ่านทางการ เมืองท้ังในประเทศไทย ทั้งการเมืองเลือกตั้งและการเมืองรัชทายาท ในขณะที่ดูเหมือนกับว่าไม่เคย – Take it seriously – กับประเทศไทยมากเท่านี้มา ซึ่งจากการพูดคุยกับคนต่างชาติ เนื่องเพราะตราบใดที่พวกเขายังมีพื้นที่การท่องเที่ยวโดยไม่ถุกรบกวน การเมืองไทยก็ไม่ใช่ปัญหา และสำหรับคนที่เป็นนักต่อสู้ ก็มองว่า “การเมืองไทยเป็นการเมืองที่ “ไม่มีกระดูกสันหลัง – ลื่นไหลไปได้เรื่อยๆ” จนไม่มีอะไรเป็นแรงบันดาลใจให้เขาเข้ามาสนับสนุนการต่อสู้ของคนไทย

แต่สถานการณ์กำลังเปลี่ยนไป . .

การต่อสู้ของคนเสื้อแดงอาจจะทำให้การเมืองไทยมีถูกมองว่าไม่มีกระดูกสัน หลัง สามารถสร้างกระดูกสันหลังขึ้นมาก็ได้ ถ้ายึดมั่นในหลักการประชาธิปไตยอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้เพราะมันเป็นการลุกขึ้นสู้ครั้งยิ่งใหญ่และต่อเนื่องยาวนานที่สุดใน ประวัติศาสตร์ 100 ปีของไทย นับตั้งแต่การลุกขึ้นสู้ของกลุ่ม “ผีบุญ” ในภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคใต้ ในปี 2444 – 2445 ซึ่งปีนี้ก็ครบรอบ 110 ปี ของผู้กล้า ที่ประวัติศาสตร์ไทยเรียกพวกเขาว่า “กบถผีบุญ”

กบถ ผีบุญ คือการต่อสู้ของชนชั้นล่างกับชนชั้นสูงในอาณาบริเวณที่ถูกเรียกว่าประเทศไทย ในปัจจุบัน เป็นการจุดประกายการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียม เสรีภาพ และเรียกร้องแนวนโยบายรัฐที่มุ่งตอบสนองคนชั้นล่าง และต่อต้านระบบการขูดรีดภาษีจากคนจนเพื่อเอามาหล่อเลี้ยงเมืองหลวง โดยที่เงินภาษีกว่า 80% ถูกนำไปใช้เพื่อพัฒนาความอำนวยสะดวกให้เมืองหลวงเท่านั้น โดยปล่อยให้ภูมิภาคอดยาก ยากแค้นและขาดแคลนไปเสียทุกสิ่ง ผ่านไป 110 ปี แนวนโยบายปล้นคนชนบทเพื่ออำนวยความสะดวกให้คนเมืองก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นความจริงที่ภูมิภาคห่างไกลในประเทศไทยต้องทนกล้ำกลืนมาจนถึงบัดนี้

กระนั้นก็ตาม ทั้งคนเสื้อแดงและคนที่เอาใจช่วยคนเสื้อแดง ก็ยังตุ้มๆ ต่อมๆ ไปกับท่าทีของแกนนำเป็นระยะๆ ที่ดูเหมือนว่ามุ่งเรื่องการขับเคลื่อนทางยุทธวีธีมากกว่าจัดขบวนการต่อสู้ให้เป็นประชาธิปไตย ขณะเดียวกันพวกเราก็เอาใจช่วยแกนนอน ที่ไม่กล้านำเพราะเข้าใจดีว่าไม่ควรนำ และเริ่มมีความหวังกับมวลชนคนเสื้อแดง ที่เข็มแข็ง มีวินัย มุ่งมั่น และตาสว่างมากขึ้นเรื่อยๆ ที่สำคัญมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างมั่นคง จนเริ่มสร้างความหวังลึกๆ ในใจว่า “ฤาครั้งนี้จะเรียกได้ว่าเป็นการลุกขึ้นสู้ของประชาชในประเทศไทยอย่างเต็มภาคภูมิได้เสียที”

ยามนี้ การศึกษาบทเรียนขบวนการต่อสู้ของคนเกาหลีใต้ จนสามารถปลดแอกทหารในทางการเมือง(โดยทางตรง) ได้ในปี 2531 อาจจะมีประโยชน์ที่จะนำมาใช้ศึกษาเทียบเคียงกับการเมืองไทยได้บ้าง เพราะไทยเองก็เคยคิดว่าก้าวพ้นระบบทหารมาได้แล้วเมื่อการลุกขึ้นสู้ในเดือน พฤษภาคม 2535

ก้าวย่างที่ต้องรอบคอบเพื่อชัยชนะอย่างยั่งยืน

คนต่างชาติไม่สนใจการเมืองไทยอย่างแท้จริงมาก่อน จนกระทั่งเหตุการณ์การลุกขึ้นสู้ของคลื่นคนเสื้อแดงที่เพื่อความเข้มข้นใน ทุกขณะเขาบอกข้าพเจ้าว่า “การเมืองไทย ประเทศไทย ไม่มีกระดูกสันหลัง” เพราะเขาเห็นว่าไม่มีใครยึดหมั่นในหลักการหรืออุดมการณ์ เล่นการเมืองกันไปหมดไม่ว่าฝ่ายซ้าย หรือฝ่ายขวา เจราจาและปรานีปรานอมระหว่างกัน หรือที่เริ่มพูดกันมากขึ้นว่ายุทธวิธี “สู้ไป กราบไป” โดยไม่เคารพในอุดมการณ์และหลักการประชาธิปไตยประชาชน

วิถีการต่อสู้ “แบบไทยๆ” ที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน จึงสร้างความสับสนให้เกิดขึ้นไม่ใช่เฉพาะในหมู่ประชาขนและนักกิจกรรมใน ประเทศไทยเท่านั้น แต่ในหมู่นักผู้ห่วงใย และนักประชาธิปไตยนานาชาติด้วย เพราะสำหรับเขา “เหลืองที่เป็น NGO ที่เขารู้จักก็อ้างว่า “ทำเพื่อประชาธิปไตย” และ “แดง” ที่เริ่มต้นจากค่ายพรรคการเมืองที่เขาเห็นว่าไม่โปรงใส ก็อ้างว่า ” เพื่อประชาธิปไตย”

แต่คนเสื้อแดงกำลังพิสูจน์กับโลกว่า “เขาจริงจังในการต่อสู้” และนั่นก็ต้องยืนยันกับประชาคมคนไทย และประชาคมโลกด้วยยุทธวิธีที่ตรงไปตรงมา ไม่มองทุกอย่างเป็นเกมส์การเมือง ที่มักบิดเบี้ยว สกปรกและทุกคนเบือนหน้าหนีอีกต่อไป

สุดท้ายนี้ ข้าพเจ้าขอมอบหนังสือ “ไม้ขีดก้านเดียวที่เปลี่ยนสังคมเกาหลีที่ข้าพเจ้าจัดทำในรูปแบบ PDF นี้ ให้กับทุกคน และขอคารวะวีรชนคนไทยที่เสียสละชีวิตเพื่อประชาธิปไตยไทยตลอด 100 กว่าปี แห่งถนนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ขออย่าได้ตัดทอนรายชื่อเหล่านี้ แม้จะกินพื้นที่เวบก็ตาม แต่ขอให้ได้รำลึกถึงพวกเขาในฐานะคนมีชื่อ หรือไม่มีชื่อ ที่ไม่ใช่ตัวเลข 77 41 44 หรือ 91 คน อีกต่อไป

>1000+6+1+2+1+77+41+48+91+?????

รายชื่อผู้เสียชีวิตจากการสังหารของมาเพียการเมืองไทยนับตั้งแต่ปฏิวัติล้มปรีดีและคณะราษฎร์ ปี 2492

เท่าที่รวบรวมได้ 290 คน ขอบคุณ และคารวะวีรชนทุกท่าน

การปราบปรามกลุ่มปรีดีในปี 2492 หลังกบฎวังหลวง

4 รัฐมนตรี และนายตำรวจที่สนับสนุนปรีดี

  1. นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ อดีต ส.ส.จังหวัดอุบลราชธานี พรรคสหชีพ และเป็นอดีตรัฐมนตรีถึง 6 สมัย,
  2. นายถวิล อุดล อดีต ส.ส.จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นอดีตรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลนายทวี บุณยเกตุ,
  3. นายจำลอง ดาวเรือง อดีต ส.ส.จังหวัดมหาสารคาม
  4. ดร.ทองเปลว ชลภูมิ อดีต ส.ส.จังหวัดนครนายก และเลขาธิการพรรคแนวรัฐธรรมนูญ
  5. พันตรีโผน อินทรทัต ถูกกระสุนปืนยิงเสียชีวิตบริเวณหน้าผาก ศพอยู่ที่พบที่อำเภอดุสิต
  6. พันตำรวจเอกบรรจงศักดิ์ ชีพเป็นสุข ผู้บังคับการตำรวจสันติบาล

2495

  1. เตียง ศิริขันท์ ถูกฆ่ารัดคอและเผาศพทิ้ง เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2495 ในสมัยรัฐบาลคณะรัฐประหาร

30 มิถุนายน 2502

  1. ศุภชัย ศรีสติ กรรมกรที่ถูกตัดสินประหารด้วยมาตรา 17 ของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์

31 พฤษภาคม 2504

  1. ครอง จันดาวงศ์ ถูกประหารชีวิต ข้อหามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์พร้อมกับ
  2. ทองพันธ์ สุทธิมาศ

5 พฤษภาคม 2509

  1. จิตร ภูมิศักดิ์ นักคิด นักเขียน และนักสู้ ถูกยิงเสียชีวิตที่เชิงเขาภูพาน

ช่วงปราบปรามคอมมิวนิสต์ มีหลายการประมาณการตัวเลขผู้เสียชีวิต ไม่มีใครรู้ได้แน่ว่ามีตัวเลข ร้อย พัน หรือหมื่น บางคนประมาณการสูงถึง 30,000 คน

รายชื่อผู้เสียชีวิตในช่วงและเนื่องจากเหตุการณ์ 14 -16 ตุลาคม 2516

มีผู้เสียชีวิต 77 คน บาดเจ็บ 857 คน,

ผู้เสียชีวิตเพื่อประชาธิปไตยกลุ่มเดียวที่ได้รับการพระราชทานเพลิงศพ

ข้อมูลจากเวบไซด์ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา

  1. นายคธากร ชีพธำรง อายุ 18 ปี นักเรียนปีที่ 4 พาณิชยการเซนต์จอห์น ถูกตำรวจยิง
  2. นายคง เงียบตะคุ อายุ 28 ปี ลูกจ้างคนงาน ได้ยืนดูเหตุการณ์อยู่ที่หน้าต่างชั้นบนของร้าน และถูกกระสุนปืนเข้าบริเวณคอด้านหลัง
  3. นายคงไฮ้ แซ่จึง อายุ 27 ปี ลูกจ้างคนขับรถยนต์ ถูกยิงด้วย M16 ที่สะโพกด้านซ้ายทะลุหน้าท้อง เสียชีวิตในวันที่ 16 ตุลาคม 2516
  4. นายจีระ บุญมาก อายุ 29 ปี นักศึกษาปริญญาโทสถาบัน บัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และ พนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เป็นผู้ถือธงชาติเดินเข้าไปขอร้องมิให้ทหารยิงนักเรียน นักศึกษา และประชาชนบริเวณหน้ากรมประชาสัมพันธ์แต่กลับถูกยิง กระสุนปืนเจาะเข้าที่ขมับด้านซ้ายเสียชีวิตทันที
  5. นายจำรัส ประเสริฐฤทธิ์ อายุ 47 ปี ผู้ช่วยช่าง สังกัดโรงเบ็ดเตล็ด แผนกผลิต กองซ่อมรถพ่วงการรถไฟแห่งประเทศไทย
  6. ถูกยิงที่บริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ณะที่กำลังไปช่วยเด็กนักเรียนที่ถือธงชาติ
  7. นายเจี่ยเซ้ง แซ่ฉั่ว อายุ 17 ปี ช่างซ่อมเครื่องยนต์ ถูกยิงหน้ากรมประชาสัมพันธ์
  8. นายจันทรครุป หงษ์ทอง อายุ 16 ปี เป็นนักเรียนชั้นปีที่ 1 โรงเรียนช่างกลบางซ่อน ถูกยิงทางด้านหลัง
  9. นายฉ่อง จ่ายพัฒน์ อายุ 50 ปี ช่างแก้เครื่องยนต์ ได้นำข้าวห่อไปบริจาคให้นักศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถูกทหารยิงกระสุนเข้าเหนือคิ้วทะลุศีรษะด้านหลังเสียชีวิตทันที
  10. นายชูศักดิ์ ไชยยุทะนันท์ อายุ 15 ปี นักเรียนชั้น ม. 2 โรงเรียนสิงหราชพิทยาคม ถูกยิง หน้าโรงเรียนเพาะช่าง
  11. นายชัยศิลป์ ลาดศิลา อายุ 25 ปี ช่างวิทยุ และโทรคมนาคมของสถานีวิทยุ 1 ปณ. และเป็นนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ถูกยิงที่หน้าอก หน้าสำนักงานกองสลาก
  12. นายชีวิน ชัยโตษะ อายุ 18 ปี นักเรียนชั้นปีที่๒ แผนกช่างกลโรงงาน โรงเรียนช่างกล
    พระนครเหนือ
  13. นายไชยยศ จันทรโชติ อายุ 16 ปี ช่างเชื่อมเรือ ถูกกระสุนปืนในขณะขับรถเมล์ขาว พุ่งเข้าชนรถถัง
  14. นางชูศรี พักตร์ผ่อง อายุ 42 ปี พับถุงกระดาษขาย ไปตามหาบุตรที่เชิงสะพานบางลำพู ขณะที่วิ่งหลบกระสุนปืนจากเฮลิคอปเตอร์ ได้หกล้ม ละศีรษะฟาดพื้นอย่างแรง
    จึงเสียชีวิตขณะถูกนำส่งโรงพยาบาล
  15. นายดนัย กรณ์แก้ว อายุ 24 ปี พนักงานขายไอศครีม บริษัทฟอร์โมส จำกัด
    ได้ถูกแก๊สน้ำตา ขณะวิ่งหนีไปทางบางลำพู ถูกกระสุนปืนจากเฮลิคอปเตอร์
  16. นายตือตี๋ แซ่ตั้ง อายุ 24 ปี ช่างปูพื้นปาเก้ถูกยิงใต้รักแร้ซ้าย
  17. นายถนอม ปานเอี่ยม อายุ 19 ปี กุ๊กทำอาหารประจำโรงแรม ถูกยิง
    บริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ
  18. นายทอง จันทราช อายุ 40 ปี ลูกจ้างขับรถยนต์ ถูกยิงบริเวณ
    หน้าโรงเรียนเพาะช่างพาหุรัด
  19. นายธาดา ศิริขันธ์ อายุ 22 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาช่างยนต์วิทยาลัยเอเชียอาคเนย์
    ถูกยิงทะลุที่ซี่โครง เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2516 เพราะไปดื่มฉลองที่ประชาชนได้รับชัยชนะ ระหว่างดื่มพูดถึง 3 ทรราช ทำให้ชาย 4 คนในร้านไม่พอใจ และลุกขึ้นชักปืนยิง บริเวณถนนวิสุทธิกษัตริย์ เสียชีวิตทันที
  20. นายนิยม อุปพันธ์ อายุ 20 ปี นักเรียนน ม. 5 แผนกช่างไฟฟ้าโรงเรียนช่างกลบางซ่อน เข้าร่วมในหน่วย “ฟันเฟือง” ถูกยิงกระสุนเข้ากะโหลกศีรษะข้างขวาหลังใบหู และกระสุนฝังใน เสียชีวิตที่โรงพยาบาลศิริราช
  21. นายนพ พรหมเจริญ อายุ 40 ปี กรรมกรท่าเรือ ถูกยิงกะโหลกศีรษะแตกหน้ากรมประชาสัมพันธ์
  22. นายนิติกร กีรติภากร อายุ 16 ปี นักเรียนชั้นม.2 โรงเรียนอำนวยศิลป์พระนคร ถูกตีและถูกแก๊สน้ำตา ที่บริเวณหน้าพระราชวังสวนจิตร และได้ถูกล้อมอยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลังจากเหตุการณ์มีอาการประสาทหลอนและเป็นลมตลอดมา เสียชีวิตวันที่ 21 พฤศจิกายน 2516 จากอาการหัวใจวาย
  23. นายบรรพต ฉิมวารี อายุ 25 ปี นักศึกษาภาคค่ำชั้นปีที่ 2 วิทยาลัยครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
    ไปร่วมเดินขบวน หกล้มหัวฟาดบาทวิถี แล้วมีคนล้มทับ แต่สามารถกลับถึงบ้าน และได้เสียชีวิตเนื่องจากเส้นโลหิตในสมองแตกในวันรุ่งขึ้น (15 ต.ค,)
  24. นายบัญทม ภู่ทอง อายุ 18 ปี ลูกจ้างทำงานโรงแรม ถูกยิง บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
  25. นายประเสริฐ วิโรจน์ธนะชัย อายุ 19 ปี นักเรียนชั้นปีที่ 4โรงเรียนช่างฝีมือ ปัญจวิทยา ที่บริเวณ สะพานผ่านฟ้าลีลาศขณะไปช่วยน้องที่ถูกยิงด้วM 16 จึงถูกยิง รวมทั้งนายสมควร แซ่โง้ว เพื่อนที่วิ่ง ตามมาจะเข้าช่วยก็ถูกยิงที่ท้อง และหน้าอก
  26. นายประสาน วิโรจน์ธนะชัย อายุ 17 ปีนักเรียนโรงเรียนภาษาศาสตร์ ถูกยิงด้วยเอ็ม 16 ที่คอและหน้าอก พรุนทั้งร่าง
  27. นายประเสริฐ เดชมี อายุ 19 ปี กำลังจะศึกษาต่อ ถูกยิงเสียชีวิต
  28. นายประยงค์ ดวงพลอย อาย ุ21 ปี ขับรถรับจ้างสองแถว ถูกยิงที่สมอง เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม หน้าสถานีตำรวจสมุทรปราการ
  29. นายประณต แซ่ลิ้ม อายุ 28 ปี ลูกจ้างทำเป็ดย่าง ส่งตามภัตตาคาร ถูกยิง
  30. นายประยุทธ แจ่มสุนทร อายุ 17 ปี นักเรียนชั้นม. 4 โรงเรียน ผดุงศิษย์พิทยา ถูกยิงที่หลังขณะเอาน้ำไปให้นักศึกษาที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ
  31. นายประวัติ ภัสรากุล อายุ 18 ปี ค้าขาย ถูกยิงหน้าอกทะลุหัวใจ เสียชีวิตทันที
  32. นายประสพชัย สมส่วน อายุ 15 ปี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดเขมาภิรตาราม จังหวัดนนทบุรี ขณะที่กำลังนั่งอยู่บนรถดับเพลิงที่ยึดมาได้ พร้อมกับกลุ่มนักเรียนได้ขับรถมุ่งไปทางบางเขน เพื่อไปบริจาคโลหิตที่โรงพยาบาลภูมิพลฯ ขณะที่รถผ่านบริเวณหน้ากรมป่าไม้บางเขต ถูกยิงที่หน้าท้องทะลุหลัง
  33. นายพูลสุข พงษ์งาม อายุ 20 ปี นักเรียนชั้นปีที่ 2 แผนกช่างยนต์ โรงเรียนช่างกลวิทยา
    ถูกยิงที่บริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ กระสุนเข้าหน้าอกขวา ถูกปอดแล้วทะลุเอวซ้าย
  34. นายพันธุ์สิริ เกิดสุข อายุ28 ปี พลฯ สำรองพิเศษกำลังรอติดยศ (นิติศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) ถูกยิงที่รักแร้ซ้ายไปทะลุซี่โครงขวา
  35. นายมณเฑียร ผ่องศรี อายุ 20 ปี นักเรียนชั้นปีที่ 1 ของโรงเรียนช่างกลนนทบุรี ถูกยิง บริเวณเชิงสะพานพระปิ่นเกล้าฯ กระสุนเข้าตรงขมับทะลุท้ายทอย เสียชีวิตทันที
  36. สามเณรมนตรี โล่ห์สุวรรณ อายุ 15 ปี สามเณรที่กำลังศึกษาบาลีมัธยมสาธิต วัดบางแพรกเหนือ จังหวัดนนทบุรี ถูกยิงจากเฮลิคอปเตอร์ ที่บริเวณวัดบวรนิเวศ ถูกกระสุนเข้ากลางศีรษะ
  37. นายมงคล ปิ่นแสงจันทร์ อายุ 15 ปี นักเรียนชั้นม. 2 โรงเรียน อำนวยศิลป์ธนบุรี ถูกยิงบริเวณหน้าโรงเรียนเพาะช่าง
  38. นายรัตน์ งอนจันทึก อายุ 40 ปี พนักงานขับรถบรรทุก 10 ล้อ ถูกยิงที่ศีรษะและหน้าอก
  39. นายเรียม กองกันยา อายุ27 ปี ขับรถสามล้อเครื่องถูกยิง บริเวณใกล้หัวถนนนครสวรรค์ โดยตำรวจนครบาลนางเลิ้ง ในขณะขับรถให้นักเรียน และบาดเจ็บสาหัส ได้คลานไปหลบกระสุนบริเวณใกล้ๆ กัน เจ้าหน้าที่ตำรวจประกาศให้ผู้ที่ไม่ใช่พวกก่อการจลาจลออกมา นายเรียมจึงได้คลานออกมา และถูกยิงเสียชีวิตทันที
  40. นายเลิศ คงลักษณ์ อายุ 46 ปี ลูกจ้างสำนักงาน ก.ต.ป. ถูกไฟคลอก เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2516 เนื่องจากสำนักงานกองติดตามผลการปฏิบัติราชการ (ก.ต.ป.) ถูกประชาชนเผา
  41. นายวิจิน บุญส่งศรี อายุ 19 ปี เป็นช่างเครื่องถูกยิงสะบักขวา
  42. นายวิชัย สุภากรรม อายุ 18 ปี คนงานโรงงานทอผ้า ถูกยิงที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ
  43. นายวิเชียร พร้อมพาณิชย์ อายุ 25 ปี นักศึกษาแพทย์ปีที่ 6 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
    สติฟั่นเฟือน หลังจากได้ไปช่วยรักษาผู้บาดเจ็บ บริเวณกรมประชาสัมพันธ์ ้ผูกคอตายเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2517
  44. นายศิลบุญ โรจนแสงสุวรรณ อายุ 18 ปี พ่อค้าขายอาหารสด ถูกยิงที่หน้าอกขวา บนดาดฟ้าตึกของบริษัทเดินอากาศไทย
  45. นายสมควร แซ่โง้ว อายุ 18 ปี ทำงานเป็นช่างซ่อมรถยนต์ และขับรถรับจ้าง
    ถูกยิงที่ศีรษะด้านหลัง เนื่องจากจะเข้าไปช่วย นายประเสริฐ และนายประสาน วิโรจน์ธนะชัย
  46. นายสมชาย เกิดมณี อายุ 20 ปี แผนกช่างวิทยุโรงเรียนช่างกลนนทบุรีถูกยิง หน้าโรงภาพยนตร์เฉลิมไทย
  47. นายสุรพงษ์ บุญรอดค้ำ อายุ 16 ปี พนักงานขายผ้า ถูกยิง บริเวณหน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาลผ่านฟ้า โดนกระสุนเข้าที่หน้าอก 2 นัดศีรษะ 1 นัด
  48. นายสุดที ปิยะวงศ์ อาย ุ26 ปี รับจ้างทำลังไม้ถูกยิงที่ขมับ
  49. นายสมเกียรติ เพชรเพ็ง อายุ 19 ปี เป็นลูกจ้างขายแก๊ส ถูกยิง ที่บริเวณใกล้โรงพยาบาลศิริราช
  50. นายสุรินทร์ ศรีวีระวานิชกุล อายุ 20 ปี พนักขายแก๊ส ถูกยิงที่โคนขาขวาด้วยปืนเอ็ม 16 บริเวณบางลำพู
  51. นายสุภาพ แซ่หว่อง อายุ 16 ปี ช่างตัดเสื้อ ถูกยิง หน้ากรมประชาสัมพันธ์จากเฮลิคอปเตอร์ โดยกระสุนเจาะเข้าที่ไหปลาร้าทะลุสะโพก
  52. นายเสวี วิเศษสุวรรณ อายุ 18 ปี นักเรียนชั้นปีที่ 2 ของโรงเรียนอาชีวศิลป์ รับประทานอาหารเป็นพิษ อาหารนี้มีผู้นำไปบริจาค บริเวณท่าช้างวังหลวง เมื่อวันที่ 13-14 ตุลาคม 2516
  53. นายสุกิจ ทองประสูตร อายุ 18 ปี นักเรียนชั้นม. 1 โรงเรียนเสสะเวชวิทยา ได้ไปทำการช่วยระดมคนไปร่วมต่อสู้ทางฝั่งธนบุรี แต่ประสบอุบัติเหตุ รถที่นั่งไปชนกับสิบล้อ ถึงแก่ความตายบริเวณถนนเพชรเกษม
  54. นายสุพจนา จิตตลดากร อายุ 16 ปี นักเรียนชั้นม. 1 โรงเรียนดุสิตพาณิชยการ ถูกกระสุนปืนจากเฮลิคอปเตอร์ ที่บริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยกระสุนถูกที่ศีรษะ ไหปลาร้า และตามร่างกายอีกหลายแห่ง
  55. นายสุรศักดิ์ พวงทองอายุ 25 ปี ลูกจ้างบริษัทเอกชน ถูกยิงที่หน้ากรมประชาสัมพันธ์ โดยกระสุนปืนกลรถถัง เจาะเข้าระหว่างเข่าซ้ายทะลุเข่าขวา เสียชีวิตวันที่ 27 ตุลาคม 2516 โรงพยาบาลกลาง
  56. นายสาโรจน์ วาระเสถียร อายุ 48 ปี หัวหน้าแผนกจัดส่ง องค์การเภสัชกรรม ถูกลอบทำร้ายหลังจากกลับจากไปดูประชาชน บุกเข้าเผากองบัญชาการตำรวจนครบาลผ่านฟ้า
  57. นายสุพจน์ เหรียญสกุลอยู่ดี อายุ 19 ปี ช่างทำเฟอร์นิเจอร์ ถูกยิงกระสุนเข้าท้ายทอยทะลุเบ้าตา จึงตกลงไปในคลอง บริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ เนื่องจากจะเข้าไปช่วยชายข้างเคียงที่ถูกยิง
  58. นายสมเด็จ วิรุฬผล อายุ 18 ปี นิสิตชั้นปีที่ 1 คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถูกยิงทางด้านหลัง ทะลุอกและขาทั้ง 2 ข้าง จากทหาร-ตำรวจในกองบัญชาการตำรวจนครบาลผ่านฟ้า
  59. นายสาย ฤทธิ์วานิช อายุ 44 ปี ช่างไม้ ถูกกระสุนปืนเข้าทางด้านหลังทะลุหน้าท้อง ขณะที่ผ่านไปหน้ากรมประชาสัมพันธ์
  60. นายแสวง พันธ์บัว อายุ 16 ปี รับจ้างทั่วไป ถูกยิง ที่หน้าผาก หน้ากรมสรรพากร เพราะไปช่วยนักเรียนหญิงที่ถูกแก๊สน้ำตา
  61. ด.ช. สมพงษ์ แซ่เตียว อายุ 14 ปี เป็นนักเรียนม. 1 โรงเรียนวัดมกุฎษัตริยาราม ถูกยิง บริเวณบางลำพู ขณะไปร่วมในเหตุการณ์
  62. นายสมพงษ์ พลอยเรืองรัศมี อายุ 20 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 2 สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าฯ ถูกแทงสีข้างซ้ายเข้าทรวงอกขณะเข้าแย่งปืนจากทหาร ใกล้กองบัญชาการตำรวจนครบาลผ่านฟ้า
  63. น.ส.หนูผิน พรหมจรรย์ อายุ 17 ปี นักศึกษา ป.กศ. ชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช นั่งรถสองแถวเล็กไปร่วมเรียกร้องรัฐธรรมนูญ รถชนกัน ถูกกระแทกที่บริเวณศีรษะส่วนหน้า เมื่อวันที่ 15 ตุลาคมที่ตำบลท่างิ้ว อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช
  64. นายอภิสิทธิ์ พรศิริเลิศกิจ อายุ 18 ปี พนักงานขายอุปกรณ์วิทยุ ถูกยิงบริเวณขมับข้างซ้าย ขณะออกไปตามหาเพื่อน ที่บริเวณใกล้สะพานผ่านฟ้าลีลาศ
  65. นายอรรณพ ดิษฐสุวรรณ อายุ 17 ปี ทำงานกับหนังเร่ฉายต่างจังหวัด ถูกยิงโดยปืนกลรถถัง ที่สนามหลวง
  66. นายเอนก ปฏิการสุนทร อายุ 41 ปี เจ้าของร้านขายอาหาร ถูกยิงขณะบุกเข้ายึด
    กองบัญชาการนครบาลผ่านฟ้า
  67. นายเอี่ยมซวง แซ่โกย อายุ 22 ปี ลูกจ้าง ถูกยิงเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2516 บริเวณหน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์ และเสียชีวิตที่โรงพยาบาลศิริราช
  68. วีรชนนิรนาม (สตรี)ถูกยิงที่อกทะลุหลัง ตกลงไปน้ำเสียชีวิตทันที ขณะไปร่วมเดินขบวนเรียกร้องรัฐธรรมนูญ บริเวณเชิงสะพานพระปิ่นเกล้าฯ (ศพไม่มีญาติ)
  69. วีรชนนิรนาม (บุรุษ)
    ถูกยิง บริเวณหน้ากอง บัญชาการตำรวจนครบาลผ่านฟ้า กระสุนปืนเข้าที่สีข้างซ้าย
  70. ไม่มีข้อมูล
  71. ไม่มีข้อมูล
  72. ไม่มีข้อมูล
  73. ไม่มีข้อมูล
  74. ไม่มีข้อมูล
  75. ไม่มีข้อมูล
  76. ไม่มีข้อมูล
  77. ไม่มีข้อมูล

วีรชนที่เสียชีวิตจากการสังหารโหด 6 ตลาคม 2519

ศพวีรชนที่ระบุชื่อได้มีการมอบให้ญาติไปจัดการตามประเพณี 30 คน ชาย 26 คน หญิง 4 คน

  1. ถูกเผา ไม่ทราบชื่อ แยกเพศไม่ได้
  2. ถูกเผา ไม่ทราบชื่อ แยกเพศไม่ได้
  3. ถูกเผา ไม่ทราบชื่อ แยกเพศไม่ได้
  4. ถูกเผา ไม่ทราบชื่อ แยกเพศไม่ได้
  5. ไม่ทราบชื่อ
  6. ไม่ทราบชื่อ
  7. ไม่ทราบชื่อ
  8. ไม่ทราบชื่อ
  9. ไม่ทราบชื่อ
  10. ไม่ทราบชื่อ
  11. นายวันชาติ ศรีจันทร์สุข ผูกคอตายที่สถานีตำรวจนครบาลบางเขน
  12. นายพงษ์พันธ์ เพรามธุรส ถูกระเบิด
  13. นายวิชิตชัย อมรกุล ถูกของแข็งมีคม ถูกรัดคอ
  14. นายอับดุลรอเฮง สาตา ถูกกระสุนปืน
  15. นายมนู วิทยาภรณ์ ถูกกระสุนปืน
  16. นายสุรสิทธิ์ สุภาภา ถูกกระสุนปืน
  17. นายสัมพันธ์ เจริญสุข ถูกกระสุนปืน
  18. นายสุวิทย์ ทองประหลาด ถูกกระสุนปืน
  19. นายบุนนาค สมัครสมาน ถูกกระสุนปืน
  20. นายอภิสิทธิ์ ไทยนิยม ถูกกระสุนปืน
  21. นายอนุวัตร อ่างแก้ว ถูกระเบิด
  22. นายวีระพล โอภาสพิไล ถูกกระสุนปืน
  23. นายสุพจน์ พันธุ์กาฬสินธุ์ ถูกกระสุนปืน
  24. นางสาวภรณี จุลละครินทร์ ถูกกระสุนปืน
  25. นายยุทธนา บูรศิริรักษ์ ถูกกระสุนปืน
  26. นายภูมิศักดิ์ ศิระศุภฤกษ์ชัย ถูกกระสุนปืน
  27. นางสาววัชรี เพชรสุ่น ถูกกระสุนปืน
  28. นายดนัยศักดิ์ เอี่ยมคง ถูกกระสุนปืน
  29. นายไพบูลย์ เลาหจีรพันธ์ ถูกกระสุนปืน
  30. นายชัยพร อมรโรจนาวงศ์ ถูกกระสุนปืน
  31. นายอัจฉริยะ ศรีสวาท ถูกกระสุนปืน
  32. นายสงวนพันธุ์ ซุ่นเซ้ง จมน้ำ
  33. นางสาววิมลวรรณ รุ่งทองใบสุรีย์ ถูกกระสุนปืน
  34. นายสมชาย ปิยะสกุลศักดิ์ ถูกกระสุนปืน
  35. นายวิสุทธิ์ พงษ์พานิช ถูกกระสุนปืน
  36. นายสุพล พาน หรือ บุญทะพาน ถูกกระสุนปืน
  37. นายศิริพงษ์ มัณตะเสถียร ถูกกระสุนปืน
  38. นายวสันต์ บุญรักษ์ ถูกกระสุนปืน
  39. นายเนาวรัตน์ ศิริรังษี ถูกกระสุนปืน
  40. นายปรีชา แซ่เซีย ถูกของแข็ง อาวุธหลายชนิด และถูกรัดคอ
  41. นางสาวอรุณี ขำบุญเกิด ถูกกระสุนปืน

รายชื่อเหล่านี้ยังไม่นับรวมถึงผู้สูญหายอีกจำนวนมากซึ่งส่วนใหญ่ติดตามหาศพไม่พบหรือมีการทำลายศพ
โดยเฉพาะนายจารุพงษ์ ทองสินธุ์ นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่โดนคนของรัฐลากคอที่สนามฟุตบอล

เหตุการณ์พฤษภาเลือดปี 2535

มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 45 ราย ดังนี้

  1. ทนง โพธิ์อ่าน ประธานสภาแรงงาน
  2. กฤษฎา เนียมมีศรี ถูกตีและถูกกระสุนปืน
  3. กิตติกรณ์ เขียวบริบูรณ์ ถูกกระสุน
  4. กิตติพงษ์ สุปิงคลัด ถูกกระสุน
  5. เกรียงไกร จารุสาร ถูกกระสุน
  6. กอบกุล สินธุสิงห ถูกกระสุน
  7. จักรพันธ์ อัมราช ถูกกระสุน
  8. จักราวุธ นามตะ ถูกกระสุน
  9. เฉลิมพล สังข์เอม สมองบอบช้ำ
  10. ชัยรัตน์ ณ นคร ถูกกระสุน
  11. ซี้ฮง แซ่เตีย ถูกกระสุน
  12. ณรงค์ ธงทอง ถูกกระสุน
  13. ทวี มวยดี ถูกตีศีรษะ
  14. ทวีศักดิ์ ปานะถึก ถูกกระสุน
  15. นคร สอนปัญญา ถูกกระสุน
  16. บุญมี แสงสุ่ม
  17. บุญมี วงษ์สิงโต ถูกกระสุน
  18. บุญคง ทันนา ถูกกระสุน
  19. ปรัชญา ศรีสะอาด ถูกกระสุน
  20. ประสงค์ ทิพย์พิมล ถูกกระสุน
  21. ปรีดา เอี่ยมสำอางค์ ถูกกระสุน
  22. พิพัฒน์ สุริยากุล ถูกกระสุน
  23. ภูวนาท วิศาลธรกุล ถูกกระสุน
  24. ภิรมย์ รามขาว ถูกกระสุน
  25. มะยูนัน ยีดัม ถูกกระสุน
  26. มนัส นนทศิริ ถูกกระสุน
  27. วีระ จิตติชานนท์ ถูกกระสุน
  28. วงเดือน บัวจันทร์ ถูกกระสุน
  29. วีรชัย อัศวพิทยานนท์ ถูกกระสุน
  30. ศรากร แย้มประนิตย์ ถูกกระสุน
  31. สมชาย สุธีรัตน์ ถูกกระสุน
  32. สำรวม ตรีเข้มถูกกระสุน
  33. สาโรจน์ ยามินทร์ ถูกกระสุน
  34. สมเพชร เจริญเนตร ถูกกระสุน
  35. สุชาต พาป้อ ถูกกระสุน
  36. สุรพันธ์ ชูช่วย
  37. สมาน กลิ่นภู่ ถูกกระสุน
  38. สัญญา เพ็งสา ถูกกระสุน
  39. หนู แก้วภมร ถูกกระสุน
  40. อภิวัฒน์ มาสขาว ถูกกระสุน
  41. เอกพจน์ จารุกิจไพศาล ถูกกระสุน
  42. เอียน นิวมีเก้น

รัฐประหาร 2549 และการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

  1. 31 ตุลาคม 2549 นวมทอง ไพรวัลย์ คนขับรถแท็กซี่พุ่งชนรถถังเพื่อประท้วงการปฏิวัติ และผูกคอตายประท้วงที่หน้าสำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
  2. 2 กันยายน 2551 ณรงค์ศักดิ์ กรอบไทสง ถูกกลุ่มพันธมิตรรุมตีเสียชีวิต

การประท้วงของคนเสื้อแดงปี 2552

  1. นายนัฐพงษ์ ปองดี อุดรธานี ถูกทำร้าย มัดมือแล้วผลักลงแม่น้ำเจ้าพระยา
  2. นายชัยพร กันทัง แพร ่ ถูกทำร้ายมัดมือแล้วผลักลงแม่น้ำเจ้าพระยา

วีรชนคนเสื้อแดงที่เสียชีวิตเพราะการให้ใบอนุญาตฆ่าโดยรัฐบาลอภิสิทธิระหว่าง 10 เม.ย.-19 พ.ค.”53

ที่มา สถาบัน การแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.)รายงานรายชื่อผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการ
เมืองของกลุ่ม นปช.ตั้งแต่ 10 เม.ย.- 19 พ.ค.2553 รวม 89 ราย บาดเจ็บ 1,855 คน

  1. Mr. Hiroyuki Muramoto อายุ 43 ปี ถูกยิงอกซ้าย เสียชีวิตก่อนถึง รพ. (ผู้สื่อข่าวรอยเตอร์)
  2. นาย สวาท วงงาม อายุ 43ปี ถูกยิงศีรษะด้านบนข้างขวาทะลุขมับซ้าย
  3. นาย ธวัฒนะชัย กลัดสุข อายุ 36 ปี ถูกยิงอกซ้าย ทะลุหลัง
  4. นาย ทศชัย เมฆงามฟ้า อายุ 44 ปี ถูกยิงอกซ้าย ทะลุหลัง
  5. นาย จรูญ ฉายแม้น อายุ 46 ปี ถูกยิงอกขวากระสุนฝังใน
  6. นาย วสันต์ ภู่ทอง อายุ 39 ปี ถูกยิงศีรษะด้านหลัง ทะลุด้านหน้า
  7. นาย สยาม วัฒนนุกุล อายุ 53 ปี ถูกยิงอก ทะลุหลัง
  8. นาย มนต์ชัย แซ่จอง อายุ 54 ปี ระบบหายใจล้มเหลวจากโรคถุงลมโป่งพอง เสียชีวิตที่รพ.
  9. นาย อำพน ตติยรัตน์ อายุ 26 ปี ถูกยิงศีรษะด้านหลัง ทะลุด้านหน้า
  10. นาย ยุทธนา ทองเจริญพูลพร อายุ 23 ปี ถูกยิงศีรษะด้านหลัง ทะลุด้านหน้า
  11. นาย ไพรศล ทิพย์ลม อายุ 37 ปี ถูกยิงศีรษะด้านหน้า ทะลุท้ายทอย เสียชีวิตที่ รพ.
  12. นาย เกรียงไกร ทาน้อย อายุ 24 ปี ถูกยิงสะโพก กระสุนฝังในช่องท้อง เสียชีวิตที่รพ.
  13. นาย คะนึง ฉัตรเท อายุ 50 ปี ถูกยิงอกขวา กระสุนฝังใน
  14. พลฯ ภูริวัฒน์ ประพันธ์ อายุ 25 ปี แผลเปิดกะโหลกท้ายทอย
  15. พลฯ อนุพงษ์ เมืองร าพัน อายุ 21 ปี ทรวงอกฟกช ้า น่อง 2 ข้างฉีกขาด
  16. นายนภพล เผ่าพนัส อายุ 30 ปี ถูกยิงที่ท้อง เสียชีวิตที่ รพ.
  17. พ.อ. ร่มเกล้า ธุวธรรม อายุ 43 ปี ท้ายทอยขวาฉีกขาดน่อง 2ข้างฉีกขาด เสียชีวิตที่รพ.
  18. พลฯ สิงหา อ่อนทรง อกซ้ายและด้านหน้าต้นขาซ้ายฉีกขาด
  19. พลฯอนุพงศ์ หอมมาลี อายุ 22 ปี ถูกสะเก็ดระเบิดที่ศีรษะ เสียชีวิตที่รพ.
  20. นายสมิง แตงเพชร อายุ 49 ปี ถูกยิงศีรษะ เสียชีวิตที่รพ.
  21. นาย สมศักดิ์ แก้วสาน อายุ 34 ปี ถูกยิงหลัง ทะลุอกซ้าย เสียชีวิตที่รพ.
  22. 22 นาย บุญธรรม ทองผุย อายุ 40 ปี ถูกยิงหน้าผากซ้ายทะลุศีรษะด้านหลังส่วนบน
  23. 23 นาย เทิดศักดิ์ ฟุ้งกลิ่นจันทร์ อายุ 29 ปี แผลที่หน้าอกซ้าย เสียชีวิตที่รพ.
  24. ชายไม่ทราบชื่อ อายุ 40-50 บาดแผลเข้าสะโพกขวาตัดเส้นเลือดแดงใหญ่ที่ขาหนีบ เสียชีวิตที่รพ.
  25. นาย มานะ อาจราญ อายุ 23 ปี ถูกยิงศีรษะ ด้านหลังทะลุหน้า
  26. นายอนันต์ สิริกุลวานณิชย์ อายุ 54 ปี ถูกยิงเสียชีวิต
  27. นางธันยนันท์ แถบทอง อายุ 50 ปี ถูกสะเก็ดระเบิด เสียชีวิตถนนสีลม
  28. รายชื่อผู้เสียชีวิตจากการปะทะที่อนุสรณ์สถานแห่งชาติ วันที่ 28 เมษายน 2553
  29. พลทหารณรงค์ฤทธิ สาระ เสียชีวิต จุดเกิดเหตุ
  30. สต.อ.กานต์ณุพัฒน์ เลิศจันเพ็ญ อายุ 38 ปี มีบาดแผลกระสุนปืน เสียชีวิต จุดเกิดเหตุ
  31. จ.ส.ต.วิทยา พรมสารี อายุ 35 ปี ถูกสะเก็ดระเบิดบริเวณหน้าอกด้านขวา เสียชีวิต รพ.
  32. พล.ต.ดร.ขัตติยะ สวัสดิผล อายุ 58 ปี ถูกยิงที่บริเวณ ศีรษะ เสียชีวิตที่รพ.
  33. นายชาติชาย ชาเหลา อายุ 25 ปี มีแผลเปิดบริเวณท้ายทอย เสียชีวิตที่จุดเกิดเหตุ
  34. นายปิยะพงษ์ กิติวงค์ อายุ 32 ปี ถูกยิง เสียชีวิตที่สวนลุมพินี
  35. นายประจวบ ศิลาพันธ์ ถูกยิง สวนลุมพินี
  36. นายสมศักดิ์ ศิลารักษ์ ถูกยิง ที่ศาลาแดง
  37. นายอินทร์แปลง เทศวงศ์ อายุ 32 ปี เสียชีวิตในที่จุดเกิดเหตุ
  38. นายเสน่ห์ นิลเหลือง อายุ 48 ปี เสียชีวิตในที่จุดเกิดเหตุ
  39. นายชัยยันต์ วรรณจักร อายุ 20 ปี เสียชีวิตในที่จุดเกิดเหตุ
  40. นายบุญทิ้ง ปานศิลา อายุ 25 ปี ถูกยิงที่คอ เสียชีวิตในที่จุดเกิดเหตุ (อาสาสมัครวชิระฯ)
  41. นายมนูญ ท่าลาด - เสียชีวิตที่ซอยหมอเหล็ง
  42. นายพัน คำกลอง อายุ 43 ปี ถูกยิงหน้าอกซ้าย เสียชีวิตที่ซอยหมอเหล็ง
  43. นายกิติพันธ์ ขันทอง อายุ 26 ปี แผลที่ชายโครง เสียชีวิตที่รพ.
  44. นายสรไกร ศรีเมืองปุน อายุ 34 ปี แผลที่ศีรษะ
  45. ชายไม่ทราบชื่อ โดนยิงขาหนีบ ราชปรารภ
  46. ชายไม่ทราบชื่อ อายุ 14 ปี ถูกกระสุนเข้าท้องและแขน ซอยหมอเหล็ง
  47. นายชาญณรงค์ พลอยศรีลา อายุ 32 ปี ถูกยิงหน้าท้องและแขน ที่ราชปรารภ
  48. นายทิพเนตร เจียมพล อายุ 32 ปี แผลที่ศีรษะ
  49. นายสุภชีพ จุลทัศน์ อายุ 36 ปี แผลที่ศีรษะ
  50. นายวารินทร์ วงศ์สนิท อายุ 28 ปี แผลที่หน้าอกขวา
  51. นายมานะ แสนประเสริฐศรี อายุ 22 ปี แผลถูกยิงที่ศีรษะ (อาสาสมัครปอเต็กตึ๊ง)
  52. นางสาวสันธนา สรรพศรี อายุ 34 ปี ถูกกระสุนเข้าท้องและแขนเสียชีวิตที่ซอยหมอเหล็ง
  53. นายธันวา วงศ์ศิริ อายุ 26 ปี แผลที่ศีรษะ
  54. นายอำพล ชื่นสี อายุ 25 ปี เสียชีวิตในที่จุดเกิดเหตุ
  55. นายสมพันธ์ ศรีเทพ 25 เสียชีวิตในที่จุดเกิดเหตุ
  56. นายอุทัย อรอินทร์ 35 เสียชีวิตในที่จุดเกิดเหตุ
  57. นายพรสวรรค์ นาคะไชย อายุ 23 ปี ถูกยิงหลายตำแหน่ง เสียชีวิตที่รพ.
  58. นายเกรียงไกร เลื่อนไธสง อายุ 25 ปี ถูกยิงที่ศีรษะ เสียชีวิตที่รพ.
  59. นายประจวบ ประจวบสุข อายุ 42 ปี เสียชีวิตที่เจริญกรุงประชารักษ์
  60. นายเกียรติคุณ ฉัตรวีระสกุล อายุ 25 ปี ถูกยิงที่หน้าอกซ้าย เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ
  61. นายวงศกร แปลงศรี อายุ 40 ปี ถูกยิงที่หน้าอก เลือดออกในช่องอก เสียชีวิตที่รพ.
  62. นายสมชาย พระสุวรรณ อายุ 43 ปี ถูกยิงที่ศีรษะ เสียชีวิตที่รพ.
  63. นายสุพรรณ ทุมทอง อายุ 49 ปี
  64. ชายไม่ทราบชื่อ อายุ 26 ปี
  65. นายเฉลียว ดีรื่นรัมย์ อายุ 27 ปี ถูกยิงใต้ราวนมขวา เสียชีวิตในที่จุดเกิดเหตุ
  66. นายสุพจน์ ยะทิมา อายุ 37 ปี
  67. นานธนากร ปิยะผลดิเรก อายุ 50 ปี
  68. จ.ส.อ.พงศ์ชลิต ทิพยานนทกาญจน์ อายุ 31 ปี ถูกยิงที่ศีรษะ
  69. นายสมพาน หลวงชม อายุ 35 ปี ถูกยิงที่ท้อง
  70. นายมูฮัมหมัด อารี(ออง ละวิน ชาวพม่า) อายุ 40 ปี มีแผลที่หน้าอกทะลุหลัง
  71. MR.Polenchi Fadio ( นักข่าวชาวอิตาลี ) อายุ 48 ปี ถูกยิงที่หน้าอก
  72. นายธนโชติ ชุ่มเย็น อายุ 34 ปี บาดแผลกระสุนปืนทะลุไตซ้ายและเส้นเลือดใหญ่
  73. หญิงไม่ทราบชื่อ ถูกยิง
  74. นายถวิล คำมูล อายุ 38 ปี มีแผลที่ศีรษะ
  75. ชายไม่ทราบชื่อ มีแผลที่ศีรษะ
  76. ส.อ. อนุสิทธิ์ จันทร์แสนตอ อายุ 44 ปี
  77. นายปรัชญา แซ่โค้ว อายุ 21 ปี บาดแผลกระสุนปืนทำลายตับ
  78. นายอัครเดช ขันแก้ว อายุ 22 ปี บาดแผลกระสุนปืนทำลายปอด หัวใจ
  79. นายมงคล เข็มทอง อายุ 37 ปี ถูกยิงปอด หัวใจ (อาสาสมัครปอเต็กตึ๊ง)
  80. กมนเกด อัคฮาดอายุ 25 ปี บาดแผลกระสุนปืนทำลายสมอง
  81. นายวิชัย มั่นแพร อายุ 61 ปี บาดแผลกระสุนปืนทำลายปอด ตับ
  82. นายอัฐชัย ชุมจันทร์ อายุ 28 ปี บาดแผลกระสุนปืนทำลายปอด
  83. ชายไม่ทราบชื่อ เลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นนอก สมองช ้า จากการถูกระแทก
  84. นายนรินทร์ ศรีชมภู บาดแผลกระสุนปืนทำลายสมอง เสียชีวิตที่รพ.
  85. น.ส.วาสินี เทพปาน
  86. นายเยื้อน โพธิ์ทองคำ อายุ 60 ปี แผลที่ก้น เสียชีวิต 21 พค.53 06.15น
  87. นายกิตติพงษ์ สมสุข อายุ 20 ปี ไฟใหม้ตึกเซ็นทรัลเวิร์ลพบศพวันที่ 21 พค.2553 เวลา 15.00 น.
  88. นายทรงศักดิ์ ศรีหนองบัว อายุ 33 ปี ขอนแก่น แผลที่หน้าอก
  89. นายเพลิน วงษ์มา อายุ 40 ปี อุดรธานี เสียชีวิตที่รพ.20 พค.53 เวลา 06.25น.
  90. นายสมัย ทัดแก้ว อายุ 36 ปี เสียชีวิตจากการปะทะหลายจุด(เป็ยรายชื่อที่เพิ่มมาจากศูนย์เอราวัณ ซึ่งตามบันทึกของ สพฉ.ไม่มีชื่อนี้)

หมายเหตุ ทั้งหมดเป็นรายนามผู้เสียชีวิตจากเหตุคาวมไม่สงบ ในเขต กรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ตั้งแต่ วันที่12 มีนาคม 2553 ถึง วันที่ 19 พฤษภาคม 2553

ผู้เสียชีวิตจากการกวาดล้าง

นอกจากผู้เสียชีวิตในช่วงการชุมนุม 91 ศพแล้ว หลังยุติการชุมนุม คนเสื้อแดงถูกสังหารเพิ่มอีก 5 ราย คือ

  1. ศักรินทร์ กองแก้ว (อ้วน บัวใหญ่) เสื้อแดงโคราชที่เคยมีบทบาทไปยกป้ายประท้วงพลเอกเปรม ติณสูลานนท์
  2. สวาท ดวงมณี การ์ดเสื้อแดงระยอง ถูกยิงเสียชีวิต
  3. นายธนพงศ์ แป้นมี การ์ดของนาย ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ถูกรถกระบะพุ่งชนเสียชีวิต
  4. กฤษดา กล้าหาญ (น้องเจมส์ การ์ด DJ อ้อ) เชียงใหม่ ถูกกระหน่ำยิงด้วยปืน M 16
  5. น้อย บรรจง (แดง คชสาร) เชียงใหม่ ถูกกระหน่ำยิงด้วยอาวุธปืนร่วมร้อยนัด

บางคนบอกว่ามีหลายคนที่ถูกสังหารหลังปราบปราบเสื้อแดงที่ไม่สามารถระบุได้

มีผู้เสียชีวิตจากการปกป้องสิทธิมนุษยชน ช่วงปี พ.ศ.2542-2548 จนถึงปัจจุบันดังนี้

  1. นายทองม้วน คำแจ่ม จ.หนองบัวลำภู
  2. นายสม หอมพรมมา จ.หนองบัวลำภู
  3. นายอารี สงเคราะห์ จ.สุราษฎร์ธานี
  4. นายจุรินทร์ ราชพล จ.ภูเก็ต
  5. นายนรินทร์ โพธิ์แดง จ.ระยอง
  6. นายพิทักษ์ โตนวุธ จ.พิษณุโลก
  7. นายฉวีวรรณ ปึกสูงเนิน จ.นครราชสีมา
  8. นายสุวัตน์ วงศ์ปิยะสถิตย์ จ.สมุทรปราการ
  9. นายบุญสม นิ่มน้อย จ.เพชรบุรี
  10. นายปรีชา ทองแป้น จ.นครศรีธรรมราช
  11. นายบุญฤทธิ์ ชาญณรงค์ จ.สุราษฎร์ธานี
  12. นายบุญยงค์ อินต๊ะวงศ์ จ.เชียงราย
  13. นายคำปัน สุกใส จ.เชียงใหม่
  14. นายชวน ชำนาญกิจ จ.นครศรีธรรมราช
  15. นายสำเนา ศรีสงคราม จ.ขอนแก่น
  16. นายสมชาย นีละไพจิตร จ.กรุงเทพฯ
  17. นายสุพล ศิริจันทร์ จ.ลำปาง
  18. นางพักตร์วิภา เฉลิมกลิ่น จ.อ่างทอง
  19. นายเจริญ วัดอักษร จ.ประจวบคีรีขันธ์
  20. พระสุพจน์ สุวโจ จ.เชียงใหม่

แล้วยังมีอีก กี่สิบ กี่ร้อย กี่พัน หรือกี่หมื่นชื่อที่ตกลงเพราะผลพวงแห่งการปราบปรามนักต่อสู้เพื่อความเท่า เทียมและเพื่อประชาธิปไตย ที่ไม่มีใครรับรู้ และจดจำ

ศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา : รัฐไทยกับภาพหลอนประวัติศาสตร์ขบวนการกรรมกร

ที่มา Thai E-News


โดย ณัฐพล พึ่งธรรม
30 เม.ย. 2554


บทความนี้เขียนขึ้นเนื่องในโอกาสวันกรรมกรสากล 1 พฤษภาคม 2554 เรียบเรียงจากการสัมภาษณ์ นักวิชาการอิสระด้านแรงงาน ศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา ได้กล่าวทบทวนย้อนประวัติศาสตร์แรงงานไทยในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ นับตั้งแต่สมัยเริ่มเปิดประตูเศรษฐกิจสู่ตลาดโลก ผ่านยุคปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง ฉายภาพประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวต่อสู้ของขบวนการกรรมกรที่เป็นภาพติดหลอนรัฐไทยมาโดยตลอด รัฐและนายทุนยังคงวนเวียนอยู่กับความหวาดกลัวเรื่อง “การรวมตัว และการเจรจาต่อรอง” ของชนชั้นแรงงาน

“ถ้าเวลาเราพูดเรื่องความเหลื่อมล้ำแล้วไม่พูดเรื่องสิทธิในการรวมตัวเจรจาต่อรองมันจึงเป็นเรื่องที่เพ้อฝัน เป็นไปไม่ได้เลย”


ยุคเปิดประตูสู่เศรษฐกิจโลก
ภายหลังไทยทำสนธิสัญญาเบาว์ริง(Bowring Treaty) เมื่อ ปี2398 ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมขยายตัว มีความต้องการแรงงานรับจ้าง แต่ไทยยังอยู่ในระบบแรงงานเกณฑ์ ระบบไพร่ คนยังไม่มีอิสระที่จะเดินทาง ต้องถูกเกณฑ์ไปใช้แรงงาน เราอยู่ในสภาพขาดแคลนแรงงาน ทำให้ต้องนำเข้าแรงงานจากประเทศจีน รัฐไทยถูกนำเข้าสู่กระบวนการแบ่งงานกันทำระหว่างประเทศ ถูกจูงเข้าไปสู่การเป็นประเทศผู้ผลิตข้าวเพื่อการส่งออก รัฐบาลส่งเสริมการเพาะปลูกข้าว ส่วนคนไทยเองก็เลือกที่จะอยู่กับเรือกสวนไร่นาเพราะคุ้นเคยมากกว่า และการทำการเกษตร เพาะปลูกข้าวนั้น ก็ได้ผลตอบแทนสูงกว่าการเข้าไปเป็นแรงงานรับจ้างในเมือง

ที่สำคัญ คือค่านิยมคนไทยเองก็อยากเป็นเจ้าคนนายคน การไปรับจ้างถือว่าเป็น “ขี้ข้า” คนไทยไม่ค่อยชอบ ด้วยเหตุผลหลายประการทำให้เราเลือกนำเข้าแรงงานจากประเทศจีน ซึ่งอยู่นอกเหนือระบบไพร่ ไม่ต้องถูกเกณฑ์แรงงานและได้รับการส่งเสริมจากรัฐ คนจีนจึงเป็นแรงงานรับจ้างในตลาดแรงงานไทยอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นนโยบายของรัฐที่กำหนดเกี่ยวข้องกับแรงงาน จึงมองเห็นว่าแรงงานส่วนใหญ่เป็นแรงงานจีน มองเห็นว่าคนพวกนี้คือแรงงานต่างด้าวไม่ใช่คนไทย

กรรมกรจีนในความเคลื่อนไหว
รัฐมองว่า คนจีนเข้ามาพร้อมกับการเป็นพาหะความคิดทางการเมือง ซึ่งในสมัยรัชกาลที่ 6 ประเทศจีนได้เปลี่ยนแปลงจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ระบอบสาธารณรัฐที่เรียกว่า “การปฏิวัติซุนยัดเซ็น” ภาพแบบนี้จะติดหลอนอยู่กับรัฐ รัฐมองคนจีนว่าอาจนำเอาความคิดแบบสาธารณรัฐนิยม หรือแม้กระทั่งแนวความคิดแบบสังคมนิยมซึ่งเผยแพร่ในหมู่กรรมกรและคนจีนมากแล้วในช่วงนั้น อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เวลาที่รัฐจะกำหนดนโยบายเรื่องแรงงาน ก็เอาเรื่องความมั่นคงแห่งชาติมาก่อน ดังนั้นการส่งเสริมหรือคุ้มครองสิทธิจึงถูกมองข้ามไปพอสมควร


เดิมที การรวมตัวของคนจีนที่เราเรียกว่า “อั้งยี่” สมัยก่อนรัฐบาลไม่ได้ต่อต้านและมองเห็นว่า อั้งยี่นี้เป็นช่องทางหนึ่งที่รัฐสามารถคุยผ่านหัวหน้าอั้งยี่ได้ พอพัฒนาไประดับหนึ่งก็รู้สึกว่าพวกอั้งยี่บางส่วนก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการต่อสู้เพื่อสิทธิของคนงาน มีการนัดหยุดงานบ้างอะไรบ้าง ในที่สุดรัฐบาลไทย ในช่วงปี 2440 สมัยรัชกาลที่ 5 ได้ออกกฎหมายอั้งยี่ หรือกฎหมายว่าด้วยการสมาคม ต่อไปนี้จะรวมตัวกันเป็นอั้งยี่ไม่ได้ ต้องมาจดทะเบียน

แต่รัฐยังไม่ยอมรับในเรื่องของการรวมตัวให้เป็นการรวมตัวอย่างถูกกฎหมาย เวลาคนงานเขารวมตัวกันไปขอจดทะเบียนก็ไม่ได้รับอนุญาต สภาพแบบนี้ก็ทำให้การรวมตัวของคนงาน เป็นการรวมตัวเคลื่อนไหว “ใต้ดิน” เพราะไม่มีกฎหมายรองรับ การเคลื่อนไหวใต้ดิน ก็เป็นสิ่งที่ต้องปิดลับพอสมควร ก็อาจมีเรื่องของการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง สภาพแบบนี้ทำให้รัฐยิ่งหวั่นไหวหวาดกลัวการรวมตัวของคนงานมากขึ้น

รัชกาลที่ 6 : สถานะแรงงานในรัฐชาตินิยม
รัชกาลที่6 ทรงเป็น “นักชาตินิยม” ที่มีภาพชัดเจนมาก ปลุกความรู้สึกเรื่องรักชาติ ให้เกิดขึ้นชัดเจน หลายคนที่นึกถึงตรงนี้ก็จะนึกถึงพระราชนิพนธ์ของพระองค์ ที่ใช้นามปากกาว่า “อัศวพาพุ” บทความเรื่อง “ยิวแห่งบูรพาทิศ” ที่พูดถึงเรื่องคนจีน จริงๆแล้วรัฐจะต่อต้านจีนในลักษณะที่บอกว่าเป็นอั้งยี่ หรือไม่รักชาติไทย ถ้าจีนที่พร้อมจะผสมผสานกลมกลืน เมื่ออพยพมาอยู่แล้ว รัฐไทยอยากให้คนจีนอยู่อย่างยั่งยืนถาวร อยากให้ผสมผสานกลมกลืน ในท้ายที่สุด ก็กลายเป็นคนไทย รัฐไทยก็จะไม่ได้ต่อต้าน คนจีนแบบนี้ แต่ส่วนที่เขาต่อต้านหรือไม่สบายใจก็คือส่วนของคนจีนที่ยังอยากกลับไปอยู่ประเทศจีน ส่งเงินกลับไปช่วยเหลือขบวนการในประเทศจีน

แต่ว่า ถ้าดูโดยรวมแล้วรัฐไทยมองเห็นคุณค่าของแรงงานจีน และเห็นว่าเราขาดไม่ได้ เพราะว่าตลาดข้าวที่ใหญ่ของเราแห่งหนึ่งคือตลาดจีน อุตสาหกรรมโรงสีข้าวได้ถูกถ่ายมือจากของชาวตะวันตกในระยะแรกค่อยๆถูกถ่ายโอนมาในมือของคนจีนมากขึ้น โรงสีข้าวพอใจที่จะจ้างแรงงานจีนมากกว่า ฉะนั้นแรงงานจีนในกิจการโรงสีมีเยอะมาก รัฐบาลไทยมองเห็นว่าคนเหล่านี้มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทย รายได้ของรัฐก็มาจากการใช้แรงงานคนจีนเหล่านี้ รัฐไทย จริงๆแล้วไม่ได้ต่อต้านคนจีน ส่งเสริมเสียด้วยซ้ำ ถ้าเทียบกับสมัยนี้ รัฐยังมีใจไม่กว้างเท่ากับสมัยก่อนด้วยซ้ำ ซึ่งก็ยังมองเห็นคุณูปการของแรงงานข้ามชาติ ขณะที่วันนี้เรายังรู้สึกไม่ค่อยเต็มใจยอมรับแรงงานข้ามชาติว่าเขามีคุณูปการต่อระบบเศรษฐกิจเรา

ขบวนการแรงงานสากล ผลสะเทือนจากโลกถึงรัฐไทย
ยุโรปในศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่20 เป็นช่วงของการที่คนงานเริ่มรวมตัวกันเคลื่อนไหวเรียกร้อง เกิดเป็นขบวนการแรงงานสากล ซึ่งค่อนข้างมีความคิดทางการเมืองออกไปทางสังคมนิยมพอสมควร ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 6 เป็นช่วงที่เกิดเหตุการณ์ปฏิวัติที่รัสเซีย ที่เรียกว่าการปฏิวัติบอลเชวิก นำโดยพรรคบอลเซวิกซึ่งประกาศตัวว่าเป็นตัวแทนของชนชั้นกรรมาชีพ การเปลี่ยนแปลงครั้งนั้น ทำให้เกิดความตื่นหวาดวิตก ของประเทศที่เป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หรือ การปกครองที่มีฝ่ายนายทุนนักธุรกิจมีบทบาทอำนาจนำ เหล่านี้ก็รู้สึกจะหวั่นไหวพอสมควร

ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เกิดการรวมตัวของคนงานในระดับสากลตั้งเป็นองค์กรระหว่างประเทศขึ้นหลายๆองค์กร คือในอุตสาหกรรมต่างๆ จะรวมสหภาพแรงงานหรือคนงานในประเทศต่างๆ มารวมกันเพื่อต่อสู้เรียกร้องสิทธิของแรงงานในภาคอุตสาหกรรมเหล่านั้น เพราะคิดว่าระบบทุนนิยมเป็นระบบโลกาภิวัตน์ จะเคลื่อนย้ายไปทุกแห่ง ก็เลยให้คนงานรวมตัวกันเพื่อที่จะให้มีสิทธิหรือมาตราฐานที่เท่าเทียมกันในการต่อสู้ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดความตื่นตัวในการรวมตัวกันเรียกร้องสิทธิของคนงาน

แรงงานไทยซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนจีน ก็ได้รับอิทธิพลแนวความคิดนี้มาพอสมควร คนจีนโดยธรรมชาติเป็นคนที่รวมตัวกันอยู่แล้ว และโดยธรรมชาติแล้ว นายจ้างก็ต้องการแสวงหากำไรสูงสุด วิธีการได้กำไรสูงสุดก็คือ การเอารัดเอาเปรียบคนงาน การตัดเรื่องค่าจ้างแรงงาน ไม่ดูแลเรื่องสวัสดิการนี่ก็ถือว่าเป็นเรื่องการลดต้นทุน เมื่อไม่มีกฎหมาย โดยธรรมชาติคนงานก็มีโอกาสถูกเอารัดเอาเรียบ คนงานเมื่อถูดเอารัดเอาเปรียบก็ต้องลุกขึ้นต่อสู้และก็จะพบว่าในประวัติศาสตร์ ก็มีการเคลื่อนไหวต่อสู้ของคนงานมากมาย ถ้าไปดูเอกสารตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 รัชกาลที่6 ก็จะพบว่า มีการนัดหยุดงานโดยคนงานมากมายหลายครั้งเหลือเกิน เช่น คนงานในกิจการเหมืองแร่ บางครั้งมีการนัดหยุดงานกันหลายพันคนก็มี เป็นธรรมชาติว่า ที่ไหนมีการเอารัดเอาเปรียบ เขาก็จะลุกขึ้นต่อสู้

ในกรณีของแรงงานไทย คนไทยส่วนใหญ่พอใจที่จะอยู่ในภาคการเกษตร แต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 จบลง ก็ตามมาด้วยวิกฤตเศรษฐกิจที่แผ่ขยายไปทั่วโลกครั้งแรก และเราก็ได้รับผลกระทบอันนั้น การเพาะปลูกข้าวไม่สามารถที่จะส่งออกได้เพราะมีปัญหาทางเศรษฐกิจ และประกอบกับในสมัยรัชกาลที่6 ก็เกิดภัยแล้งหลายครั้ง มีวิกฤตน้ำท่วม เหล่านี้ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้คนไทยที่แต่ก่อนอยู่ในภาคการเกษตร อยู่ในไร่นา จำต้องอพยพเข้าสู่เขตเมืองเพื่อหางานทำ เพราะฉะนั้นคนไทยก็เริ่มเข้าสู่ตลาดแรงงานมากพอสมควร แต่แน่นอน เมื่อไม่มีกฎหมายคนงานเหล่านี้ก็ถูกเอารัดเอาเปรียบ ก็มีการพยายามรวมตัวกันแต่กฎหมายก็ไม่อนุญาต

หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ยุติลง เมื่อปี 1919หรือสองปีหลังปฎิวัติบอลเชวิก ประเทศไทยเอง ในฐานะเป็นประเทศผู้ชนะสงคราม ได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของสันนิบาตชาติ และก็เลยกลายเป็นประเทศ 1 ใน 45 ประเทศ ผู้ก่อตั้งองค์การแรงงานระหว่างประเทศ หรือ ILO รัฐบาลไทยเองต้องเข้าร่วมในกระบวนการที่จะต้องดูแลเรื่องสิทธิของคนงานมากขึ้น การเกิดขึ้นขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ เป็นข้อเรียกร้องของฝ่ายแรงงานมานานแล้ว เพราะว่าเขารู้ว่า ระบบทุนนิยมเป็นสิ่งที่เรียกว่าไร้พรมแดน นายทุนจะไปแสวงหาความได้เปรียบเหนือแรงงาน คนงานก็ต้องการสร้างมาตรฐานว่าในทุกหนทุกแห่ง จะต้องมีมาตรฐานขั้นต่ำเพื่อที่จะให้การคุ้มครองสิทธิของคนงาน ก็เป็นข้อเรียกร้องมานาน

หลักการสำคัญก็คือเป็นองค์กรแบบไตรภาคี มีตัวแทนของนายจ้าง มีตัวแทนของลูกจ้าง และมีตัวแทนของรัฐ มาช่วยกันกำหนดมาตรฐานร่วมกันให้เป็นอนุสัญญาหรือข้อแนะให้ประเทศต่างๆที่เป็นสมาชิกองค์การระหว่างประเทศนั้นนำไปปฏิบัติใช้ ก็เป็นเรื่องของสิทธิต่างๆเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ให้เกิดความยุติธรรมทั้งกับนายจ้างและลูกจ้าง และก็เป็นภาคีว่าด้วยความร่วมมือ

แต่สำหรับประเทศไทย ยังอยู่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และเวลาพูดถึงคนงาน ก็จะไปคิดถึงเรื่องแรงงานจีน รัฐไทยเองก็กังวลเกี่ยวกับภาพความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในประเทศจีนในสมัย ดร.ซุนยัด เซนที่เปลี่ยนจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปเป็นระบอบสาธารณรัฐ ก็เป็นเรื่องที่กังวล เวลาที่ ILO มีมติร่วมกันว่าจะต้องออกกฎหมายบ้าง จะต้องมีหน่วยงานที่ดูแลเรื่องของแรงงานโดยเฉพาะ รัฐไทยก็ค่อนข้างจะบ่ายเบี่ยงกระทรวงต่างประเทศมีหนังสือไปถึงองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ว่าทำไมประเทศไทยถึงยังไม่มีกฎหมายคุ้มครองแรงงาน อธิบายว่า สยามยังเป็นประเทศกสิกรรม ยังไม่ได้เป็นประเทศอุตสาหกรรม และเป็นประเทศที่ค่าครองชีพยังต่ำอยู่ ยังไม่น่ากังวลเรื่องการเอารัดเอาเปรียบคนงาน แรงงานในภาคอุตสาหกรรมก็ยังน้อย ประเทศไทยยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องออกกฎหมายเหล่านั้น นี่ก็เป็นข้ออ้างของรัฐ

แต่ว่า เหตุผลลึกๆเข้าใจว่าน่าจะเป็นเหตุผลเรื่องความกังวลมากกว่า ถ้าปล่อยให้คนงานรวมตัว และคนไทยส่วนใหญ่ก็เป็นแรงงานจากประเทศจีนก็อาจนำไปสู่การเคลื่อนไหวทางการเมืองได้ ก็เป็นความกังวล และอีกประการหนึ่ง การล้มลงของราชวงศ์โรมานอฟ ซึ่งถือว่าใกล้ชิดกับราชวงศ์ไทยพอสมควร ก็เป็นสิ่งที่สร้างความกังวลให้พอสมควร อันนี้ก็เป็นสิ่งที่รัฐอาจเป็นห่วง เพราะว่า ถ้าไม่ดูแลใกล้ชิดมันอาจขยายตัวไปถึงจุดนั้นได้ ก็ใช้วิธีว่าป้องกันไว้ก่อนดีกว่า เข้าไปดูใกล้ชิดหน่อย นี่ก็เป็นเหตุให้ประเทศไทยปฏิเสธการมีกฎหมายคุ้มครองแรงงานเรื่อยมา

ปัญญาชนปลุกขบวนทัพกรรมกร
หลังเกิดองค์การแรงงานระหว่างประเทศ กระแสเรื่องของการเรียกร้องให้ยอมรับสิทธิต่างๆของคนงาน คนงานเองก็ตื่นตัวในเรื่องเหล่านี้ ในประวัติศาสตร์เราจึงพบว่ามีกลุ่มที่เรียกว่าปัญญาชนหลายคน ถ้าศึกษาเรื่องประวัติศาสตร์แรงงาน ก็จะได้รู้จักเรื่องของคุณถวัติ ฤทธิเดช คนอย่างคุณวาด สุนทรจามร คนเหล่านี้เป็นปัญญาชนที่เห็นอกเห็นใจคนจน มีความรู้เรื่องกฎหมายบ้างก็พยายามเข้าไปช่วยเหลือดูแล โดยการก่อตั้งเป็น “คณะกรรมกร” มีการจัดทำหนังสือพิมพ์กรรมกร เพื่อเป็นปากเป็นเสียง และให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องสิทธิแก่ผู้ใช้แรงงาน ก็มีการรวมตัวกันเพื่อเคลื่อนไหวต่อสู้ แต่ก็เป็นไปอย่างจำกัด เพราะว่าไม่ได้มีการคุ้มครองโดยกฎหมาย

คนงานที่เคลื่อนไหวก็เรียกร้องในเรื่องของสิทธิมากขึ้น เสียงเรียกร้องในเรื่องของการให้รัฐให้การดูแลสิทธิของคนงาน ให้มาปกป้องสิทธิไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบนั้นมากยิ่งขึ้นๆ การรวมตัวเรียกร้อง การนัดหยุดงานก็ชัดเจนมากขึ้น มีการนัดหยุดงานหลายต่อหลายครั้ง

กระแสเหล่านี้ เป็นสิ่งที่รับรู้ได้ในสื่อ ในหน้าหนังสือพิมพ์ก็มีบทความที่พูดถึงหลักสิทธิของคนงานมากขึ้น มีปัญญาชนนักคิดต่างๆที่หันมาสนใจประเด็นของผู้ใช้แรงงานมากขึ้น ก็เกิดกระแสเรียกร้อง ถ้าเราไปดูเอกสารเก่าๆก็มีการเคลื่อนไหวเรียกร้องในเรื่องเหล่านี้มากมาย ถ้าไปดูเอกสารเก่าๆ ในหอจดหมายเหตุฯ จะพบว่าการเคลื่อนไหวในวันที่ 1 พฤษภาคม (วันกรรมกรสากล) มีมาก่อนหน้าเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่ว่าต้องทำแบบลับๆ ไปชักธงขึ้นบนบ้าน อะไรอย่างนี้ก็มี ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง กระแสแบบนี้ก็สูง
พอเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 หลังจาก 24 มิถุนายน ไม่นานเท่าไหร่ การเข้าขอจดทะเบียนก็เกิดขึ้น สมาคมของคนงานแห่งแรกก็เกิดขึ้นในเดือนสิงหาคม 2475 นั้นเอง นั่นคือสมาคมคนงานรถราง แสดงว่าคนงานนั้นอัดอั้นที่จะใช้สิทธิในการรวมตัว เพราะว่าโดยทั่วไปสิทธิที่จะรวมตัวในการเจรจาต่อรองนั้นเขาถือว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่สำคัญ คนงานทั่วโลกเขาถือว่าต้องยอมรับในสิทธิเหล่านี้ ในบ้านเราก็เหมือนกัน

รัฐไทยกับการ(ไม่) ยอมรับการรวมตัว และการเจรจาต่อรอง

เรามีกฎหมายคุ้มครองแรงงานจริงๆเอาเมื่อปี 2499 สมัยจอมพล ป.(ยุค2) แต่กฎหมายฉบับนี้ก็มีอายุสั้น แค่สองปี จอมพลสฤษฎิ์ ทำรัฐประหารในปี 2501 ก็ยกเลิกทันที เหมือนกับสังคมเรายังไม่ยอมรับในเรื่องของสิทธิการรวมตัวกันของคนงานมายาวนานตลอด เรามามีกฎหมายที่ให้สิทธิในการรวมตัวกับคนงานอีกทีหนึ่งก็ปี 2515 ก่อนหน้า 14 ตุลา (2516) และก็อยู่ยาวมา จนกระทั่งเรามีกฎหมายที่ใช้อยู่ปัจจุบันก็ปี2518 คือกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ปี2518 แต่ก็เป็นแค่กฎหมายเพราะลึกๆเอง รัฐไทยยังกังวลอยู่ในเรื่องของการรวมตัวกันของคนงาน ไม่มีกฎหมายที่จะคุ้มครองว่าคนงานรวมตัวกันแล้วก็ง่ายดายมากที่จะถูกเลิกจ้าง คนงานเมือรวมตัว จัดตั้งสหภาพแรงงาน คนจำนวนมากก็ถูกเลิกจ้างออกไป เป็นสิ่งที่สะท้อนว่าลึกๆเรายังกลัวการรวมตัวของคนงานทั้งๆที่คนงานก็คือคนส่วนใหญ่ ถ้าคนส่วนใหญ่รวมตัวกันได้เขาก็จะสามารถรักษาสิทธิ การแบ่งปันก็จะเป็นธรรม สังคมส่วนรวมก็จะยุติธรรมขึ้น แต่ว่าก็ยังอยู่ในกรอบเดิมอยู่

โดยรวมเรายังไม่ยอมรับ คือ สังคมไทยยังไม่สร้างค่านิยม ให้การยอมรับว่านี่คือสิทธิ ที่อื่นเขารับกันหมดแล้วว่าการรวมตัวและเจรจาต่อรองคือสิทธิของคนงาน ILO ที่กำหนดว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน จะมีอนุสัญญา 8 ฉบับจาก 190กว่าฉบับ ที่เขาถือว่าเป็นมาตรฐานพื้นฐาน 2ใน8ฉบับนี้ ว่าด้วยเรื่องการรวมตัวและเรื่องการเจรจาต่อรอง ก็เป็นสิทธิพื้นฐานที่ถือว่าประเทศทั้งโลกควรปฏิบัติตาม ไม่ว่าจะให้สัตยาบันหรือไม่ให้แต่จนถึงวันนี้ประเทศไทยยังไม่ได้ให้สัตยาบัน อนุสัญญา 2 ฉบับนี้มีอายุ 60กว่าปีแล้ว เหลือฉบับที่ 87 30ประเทศของโลกยังไม่ได้ให้ เราเป็นหนึ่งใน30ประเทศสุดท้าย และฉบับที่ 98 เหลืออีกแค่ 20 ประเทศ เราก็เป็นหนึ่งใน 20 ประเทศ ที่เรายังไม่ยอมให้สัตยาบัน

นี่คือสาเหตุที่ประเทศไทยมีช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน เพราะการแบ่งปันกันระหว่างประชาชนที่อยู่ในประเทศ และการกระจายรายได้มันขึ้นอยู่กับอำนาจการต่อรอง ถ้าคนส่วนใหญ่มีอำนาจต่อรองก็จะทำให้เกิดความเป็นธรรม ถ้าเวลาเราพูดเรื่องความเหลื่อมล้ำแล้วไม่พูดเรื่องสิทธิในการรวมตัวเจรจาต่อรองมันจึงเป็นเรื่องที่เพ้อฝัน เป็นไปไม่ได้เลย

ข้อเสนอสำหรับวันกรรมกรสากล 1 พฤษภาคม 2554

ที่มา Thai E-News

ดร.วิบูลย์ แช่มชื่น สมาชิกวุฒิสภา 2543-2549 และ คุณวัฒนา สุขวัจน์ (รุ่งโรจน์ วรรณศูทร)


นโยบายหลัก 2 ด้าน 6 ประการ ต่อพลังการผลิตพื้นฐานของประเทศ
โดย รุ่งโรจน์ วรรณศูทร
1 พฤษภาคม 2554


นโยบาย ที่มีผลต่อพลังการผลิตพื้นฐาน 2 ด้านของประเทศ (ส่วนขยายจาก "ข้อเสนอ 6 ข้อเพื่อสร้างประชาธิปไตยสมบูรณ์") มีนโยบายด้านแรงงานนอกภาคเกษตรกรรม คือภาคอุตสาหกรรมและบริการ 3 ประการ คือ

1. ใช้ "ระบบ 3-8" ในการทำงาน คือ ทำงาน 8 ชั่วโมง พักผ่อน 8 ชั่วโมง และใช้เวลาสันทนาการและเพิ่มเสริมศักยภาพในการผลิต 8 ชั่วโมง การทำงานล่วงเวลา "ต้อง" อยู่บนพื้นฐาน "ความสมัครใจ" เพียงมาตรฐานเดียว

หลักการสำคัญในประเด็นนี้ คือ คนทุกคนมีคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์โดยเท่าเทียมกัน ที่จะมีชีวิต มีงานเลี้ยงชีพ และได้รับโอกาสพักผ่อนและแสวงหาความรู้เพื่อยกระดับสภานภาพของตน โดยไม่ถูกกีดกันด้วย "สภาพการบังคับของระบบการผลิต"

2. ยกเลิกระบบจ้างเหมา และยกเลิกระบบค่าแรงขั้นต่ำที่พิจารณา 3 ฝ่าย "นายจ้าง-ลูกจ้าง-รัฐ" เปลี่ยนเป็นใช้การพิจารณาค่าแรงตามโครงสร้างเศรษฐกิจที่เป็นจริง โดยการเพิ่มเติมตัวแทน "เกษตรกร" (เนื่องจากรากฐานการผลิตของไทยยังไม่เป็นสังคมอุตสาหกรรมเต็มตัว จึงมีการเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างภาคการผลิตทั้ง 2 ภาค มาตลอด แรงงานภาคอุตสหากรรมตามฤดูกาลนี้เอง ที่ตกอยู่ในสภาพ "จำยอม" ด้วยเหตุผลที่ว่าการมีรายได้ภาคการผลิตในเมืองบ้าง ดีกว่าไม่มีรายได้นอกฤดูทำการเกษตร) และ "ตัวแทนพรรคการเมือง" (ผลักดันในพรรคการเมืองมีระเบียบวาระ และนโยบายหลักที่ชัดเจนต่อพลังการผลิตพื้นฐานของประเทศ นอกเหนือจากนโยบายเฉพาะหน้าเพื่อหาเสียงเลือกตั้งทั่วไปเป็นครั้งๆไป) เข้าไปด้วย

ปัจจุบัน "ค่าแรงขั้นต่ำ" คือมาตรฐานที่ทำให้มนุษย์มีชีวิตอยู่ได้ในเงื่อนไขต่ำที่สุดของปัจจัยสี่ ซึ่งวางระบบโดย "ผลประกอบการของนายทุน" และ "การสมคบกันกับรัฐปฏิกิริยา ที่เป็นปฏิปักษ์กับมวลชนผู้ใช้แรงงาน" ถูกกำหนดโดย "แรงงานขั้นต่ำ" ที่บีบบังคับให้ผู้ใช้แรงงานมีชีวิตเหนือ "เศษเดนชีวิต" เล็กน้อย

3. ประกันการมีงานทำของพลเมืองบนพื้นฐานการผลิตจริงและ ทิศทางการพัฒนาประเทศ การปล่อยให้แรงงานนอกระบบ อาทิ ผู้รับใช้ในครัวเรือน พนักงานบริการในกิจการขนาดเล็ก เช่น เด็กปั๊ม ลูกจ้างร้านอาหาร และกระทั่งแรงงานไร้ฝีมือในกิจการก่อสร้างขนาดเล็ก หรือผู้รับเหมาพื้นบ้าน ถูกจำกัดรายได้ในลักษณะ "กำหนด" เองของนายจ้าง เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาแรงงานข้ามชาติ ที่ส่วนใหญ่เป็นแรงงาน "ผิดกฎหมาย" และไม่มีอำนาจต่อรอง ซึ่งประเด็นนี้มีความสัมพันธ์อย่างแยกกันไม่ออกกับปัญหาแรงงานขั้นต่ำ

นั่นหมายความว่าเป็นความจำเป็นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ที่จะต้องเกิด "พรรคการเมืองของประชาชน" ที่ประกาศนโยบายชัดเจนทำนองนี้ และจะสามารถได้รับเสียงสนับสนุนหรือฐานเสียงที่เป็นสมาชิกพรรคจากผู้ใช้แรงงานขนาดมหึมาได้

สำหรับหลักนโยบายต่อภาคเกษตรกรรม 3 ประการนั้น ปรับปรุงจากบทความ "หลักนโยบาย 3 ข้อ แก้ปัญหาเกษตรกร" พิมพ์ครั้งแรก THAIFREEDOM ปีที่ 1 ฉบับที่ 3 ปักษ์แรก มีนาคม 2553 คอลัมน์ เปิดหน้าปล่อยการ์ด มีเนื้อหาสำคัญคือ

1. สิทธิในการครอบครองปัจจัยการผลิตพื้นฐาน คือ "ที่ดิน" ต้องเป็นของเกษตรกร
2. ควบคุมต้นทุนการผลิตภาคการเกษตร 4 ด้าน

  • เมล็ดพันธุ์ (ปัจจุบัน ผลผลิตที่ดีมาจากเมล็ดพันธุ์ที่เป็น "หมัน")
  • เครื่องจักรการเกษตร ที่อยู่ในมือกลุ่มผูกขาด
  • "ปุ๋ย" ที่อยู่ในมือของกลุ่มผูกขาดที่มีสายสัมพันธ์กับพรรคการเมือง/นักการเมืองและข้าราชการ
  • การจัดสันน้ำและการชลประทานเพื่อการเกษตรกรรม "เป็นหลัก"

3. การกำหนดราคาขายผลิตผลการเกษตรพื้นฐาน (ไม่ใช่เกษตรอุตสาหกรรม) อย่างเป็นธรรมต่อผู้ผลิต คือ "เกษตรกร" เนื่องจากปัจจุบันการกำหนดราคาตกอยู่ใต้อิทธิพลของ "กลุ่มผูกขาดการส่งออก"

1 พฤษภาคม - วันกรรมกรสากล

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
1 พฤษภาคม 2554

เพื่อรำลึกพลังการต่อสู้ของกรรมกรเพื่อปลดแอกการกดขี่ขูดรีด ไทยอีนิวส์ขอนำเสนอบทความและข้อเสนอต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับวันกรรมกรสากลตลอดวันที่ 1 พฤษภาคม 2554

การต่อสู้ของกรรมกรในยุคของการปฏิวัติอุตสาหกรรมเกิดขึ้นทั้วทั้งในยุโรป รัสเซีย ออสเตรเลีย และอเมริกา แต่การขยายการต่อสู้จนเป็นวันกรรมกรสากลได้ถูกจุดประกายโดยการต่อสู้ของคนงานที่รับรู้กันว่า "การสังหารหมู่ที่เฮย์มาร์เก็ต (Haymarket massacre)" ในวันที่ 4 พฤษภาคม 2429 (1886) เป็นการประท้วงยืดเยื้อมานับตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2429 ซึ่งเป็นวันที่มีการกำหนดกันไว้เมื่อสองปีก่อนว่าขบวนการแรงงานที่สหรัฐฯ จะประท้วงทั่วประเทศเรียกร้องระบบการทำงาน 3 แปด (8 ชั่วโมงการทำงาน - 8 ชั่วโมงศึกษาเรียนรู้ และ - 8 ชั่วโมงนอนหลับพักผ่อน)

ขบวนการแรงงานรวมกันหลายแสนคนประท้วงในทุกหัวเมืองอุตสาหกรรมและการค้าหลัก โดยจุดประท้วงหลักคือการสไตรค์ของคนงานที่ชิคาโกหลายหมื่นคนที่ประท้วงการปิดงานของนายจ้าง

แกนนำคนงานได้ทำแผ่นป้ายแจกจ่ายจำนวนมากเพื่อนัดประท้วงสนับสนุนคนงานที่สไตรค์ในวันที่ 4 พฤษภาคม 2429 เหตุการณ์รุนแรงเมื่อมีคนโยนระเบิดแป็บเข้าไปยังตำรวจที่กดดันให้ผู้ประท้วงสลายตัว ส่งผลให้นายตำรวจเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก

ตำรวจระดมยิ่งใส่ฝูงชนทันที และในความสับสนก็ยิงใส่กันเองโดยไม่ตั้งใจด้วย การปะทะกินเวลาประมาณ 5 นาที ส่งผลให้ตำรวจเสียชีวิต 8 คน บาดเจ็บกว่า 60 คน และผู้ประท้วงเสียชีวิต 4 คน บาดเจ็บไม่ทราบจำนวน เพราะคนบาดเจ็บไม่กล้าไปหาหมอเพราะกลัวถูกจับกุม

ตำรวจจับแกนนำ 8 คน และศาลชั้นต้นตัดสินประหารชีวิตแกนนำ 7 คน และสั่งขังแกนนำ 1 คนเป็นเวลชา 15 ปี ขบวนการแรงงานทั่วสหรัฐฯและทั่วโลกประท้วงไม่พอใจการพิจารณาคดีครั้งนี้ ที่เอียงกะเท่เร่เข้าข้างนายทุนและตำรวจ มีการอุธรณ์คดีอย่างเต็มที่ แต่ในศาลสุดท้ายก็ยังคงสั่งตัดสินประหารชีวิต 5 คน(หนึ่งคนฆ่าตัวตายในคุกก่อนวันประหาร) และจำคุกตลอดชีวิต 2 คน

การตัดสินคดีครั้งนี้ถือว่าเป็นการตัดสินอย่างไร้ความยุติธรรมที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา

ภาพ 7 คน ที่ถูกตัดสินประหารชีวิตในศาลชั้นแรก

และนี่ก็คือจุดกำเนิดของขบวนการกรรมกรสากล เมื่อชนชั้นกรรมาชีพ ไม่ใช่เฉพาะอเมริกาเท่านั้น แต่ทั่วโลกรวมตัวกันเพราะสุดทนกับความอยุติธรรมของกระบวนการการเมืองที่กำกับโดยชนชั้นสูง และการกดขี่ขูดรีดกรรมกรอย่างไร้มนุษยธรรมของนายทุนทั้งหลาย อันมีจุดเริ่มมาตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 2429

ภาพงานลำลึก 100 ปี เหตุการณ์ฆาตกรรมหมู่ที่เฮย์มาร์เก็ต ที่ Waldheim Cemetery, Forest Park (outside Chicago) เดือนพฤษภาคม 2529 1986

ที่มา Wikipedia, Haymarket_affair

รายงาน: เมื่อแกนนำ นปช.ขึ้นเหนือ แฉแผนกลโกงเลือกตั้ง-ยึดอำนาจ

ที่มา ประชาไท

สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ อึดอัดเหลือทนจวกรัฐอภิสิทธิ์ ชี้ความเป็นธรรมในสังคมไม่มี,จตุพร เผยเคยเป็นครูดอยเชียงดาว พร้อมแฉรัฐบาล+ทหาร ใช้ภารกิจ 2 ย. แหย่แล้วยึด ซัด ‘ถ้ามันยึดอำนาจ เราก็ยึดอำนาจได้เช่นกัน’ ด้านวิเชียร ขาวขำ แฉกลโกงเลือกตั้งครั้งหน้า ย้ำ “อย่าไปเลือกตั้งล่วงหน้าเด็ดขาด”


เมื่อค่ำของวันที่ 29 เมษายนที่ผ่านมา ที่บริเวณสนามโรงเรียนบ้านวังจ๊อม อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ กลุ่ม นปช.เชียงดาว-แม่แตง นับพันคน ได้ร่วมกันชุมนุมต้อนรับกลุ่ม นปช.นำโดยนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.แบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย และนายวิเชียร ขาวขำ ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย นายเพชรวรรต วัฒนพงศศิริกุล และนางกัญญาภักดิ์ มณีจักร หรือดีเจอ้อม แกนนำกลุ่มรักเชียงใหม่ 51

โดยบรรยากาศการชุมนุมในวันนั้น เป็นไปอย่างคึกคัก และถือเป็นการชุมนุมของกลุ่ม นปช.เชียงดาว กันครั้งใหญ่ครั้งแรก ซึ่งการสำรวจและสอบถามผู้เข้าร่วมชุมนุม บอกว่า ทุกคนพร้อมใจกันมาทุกหมู่บ้าน ทุกตำบล เพื่อร่วมรับฟังข้อมูลและให้กำลังใจให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลังจากมีการประชาสัมพันธ์ล่วงหน้าเพียงไม่กี่ชั่วโมงว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะมีการโฟนอินเข้ามาด้วย โดยด้านข้างๆ เวทีมีการตั้งเต็นท์ขายดอกไม้ พวงมาลัยและเสื้อยืดสีแดง สีดำไว้จำหน่าย เพื่อนำรายได้ทั้งหมดใช้ในกิจกรรมรณรงค์ของกลุ่ม นปช.เชียงดาว กันต่อไปด้วย

สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ลั่นอึดอัด ความเป็นธรรมในสังคมไม่มี

เวลาประมาณ 19.30 น.นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย และเคยเป็น ส.ส.เชียงใหม่ ในเขตพื้นที่โซนเหนือของ จ.เชียงใหม่มายาวนาน ได้ลุกขึ้นกล่าวกับกลุ่ม นปช.เชียงดาว ว่า ครั้งหนึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เคยเดินทางมาพบกับชาวบ้านอำเภอเชียงดาวที่บริเวณแห่งนี้ และได้เป็นนายกรัฐมนตรีช่วยพัฒนาประเทศชาติมาอย่างต่อเนื่อง แต่มาตอนนี้ โดยเฉพาะเมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมา ความเป็นธรรมในสังคมไม่มีเลย ซึ่งหลายคนบอกว่าประเทศนี้เมืองนี้มี 2 มาตรฐาน แต่ตนอยากบอกว่า มันไม่ใช่แค่ 2 มาตรฐาน แต่มันไม่มีมาตรฐานใดๆ ทั้งสิ้น

“ที่ผ่านมา ผมไม่เคยพูดก้าวร้าวมาก่อนเลย แต่วันนี้เป็นวันแรกที่ผมรู้สึกอึดอัดใจ ผมอยากจะบอกข้อเท็จจริงกับพี่น้องว่า ที่ผ่านมารัฐบาลอภิสิทธิ์ เกิดเหตุการณ์ยิงคนตาย 91 ศพ และบาดเจ็บอีกนับ 2 พันคน แล้วยังคิดว่ามันถูกต้อง โดยไม่ได้สนอกสนใจว่าญาติพี่น้องผู้ตายนั้นเขาจะเสียใจอย่างไร ซึ่งที่พี่น้องประชาชนถือป้ายว่า รัฐบาลชุดนี้เป็นฆาตรกรนั้น ถือว่าทำถูกต้องแล้ว รัฐบาลชุดปัจจุบัน ตั้งขึ้นในค่ายทหาร ซึ่งแน่นอนว่ามีการชักชวน มีการชักใยอยู่เบื้องหลังมาโดยตลอด นายอภิสิทธิ์ ไม่ได้เป็นของตัวของตัวเอง ถูกครอบงำมาโดยตลอด อำนาจนายกฯนั้นไม่มีเลย ชอบฟังคนนั้นคนนี้แล้วนำมาปฏิบัติ แล้วท่านจะเลือกเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกหรือ ท่านจะเลือกพรรคที่ชั่งไข่ขาย ราคาสินค้าแพงแบบนั้นหรือ” นายสมพงษ์ กล่าว

ที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย ยังได้แสดงความวิตกกังวลเรื่องการเลือกตั้งครั้งหน้าว่า ประชาชนจะต้องช่วยกันจับตาดูกันดีๆ ต้องระวังเรื่องการโกงด้วยวิธีต่างๆ เพราะในขณะนี้โพลหลายสำนักบอกว่า พรรคเพื่อไทยจะมีคะแนนเสียงท่วมท้น ฉะนั้น ต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตาดูแลเรื่องการนับคะแนนในหน่วยเลือกตั้ง

“ในฐานะที่ผมเป็นที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย ผมขอเดินหน้าให้เกิดการเลือกตั้งขึ้นต่อไปโดยสุจริต ตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเท่านั้น”

อย่างไรก็ตาม นายสมพงษ์ ก็ยังหวั่นๆ ว่าอาจจะเกิดเหตุการณ์ไม่ปกติขึ้นได้

“แต่ถ้ามันเกิดเหตุการณ์ ไม่มีการเลือกตั้ง เพราะตอนนี้มีข่าวกดดันพี่น้องชาวบ้านกันหนักขึ้นทุกวันๆ โดยเฉพาะเรื่องของสถานีวิทยุชุมชนโดนปิด แต่ก็ไม่เป็นไร ขอให้พี่น้องใช้การคุยกันผ่าน SMS ผ่านมือถือก็แล้วกัน”

นายสมพงษ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า หากพรรคเพื่อไทยได้รับการคะแนนเสียงเลือกตั้งอย่างท่วมท้น และได้เข้าเป็นรัฐบาล จากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะกลับเข้ามาประเทศไทยภายใน 1 เดือน และพร้อมจะดำเนินตามนโยบาย ที่ พ.ต.ท.ทักษิณได้ให้คำแนะนำไว้ ซึ่งมีแนวคิดนโยบายมากมาย ชัดเจนและลงมือทำได้ทันที

วิเชียร ขาวขำ แฉกลโกงเลือกตั้งครั้งหน้า ย้ำ “อย่าไปเลือกตั้งล่วงหน้าเด็ดขาด”

ด้านนายวิเชียร ขาวขำ ส.ส.เพื่อไทย จ.อุดรธานี ได้ลุกขึ้นกล่าวบนเวทีเสื้อแดงเชียงดาวด้วยว่า ยอมรับว่าบ้านนี้เมืองนี้ในขณะนี้ ทั้งกลัวอำนาจและบ้าอำนาจ ก็เลยหาทางกลั่นแกล้งคนไปทั่ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเข้าปิดสถานีวิทยุ หรือกรณีแจ้งความเอาผิดตนและนายจตุพร พรหมพันธุ์ และคนขึ้นเวที กล่าวหาว่าหมิ่นเบื้องสูง ซึ่งพวกตนไม่พูดหมิ่นประมาทใดๆ สักคำ

“ล่าสุด หลังจากพรรคเพื่อไทย ออกมาหาเสียงบอกสโลแกนว่า ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ มันก็จะหาเรื่องฟ้องยุบพรรคอีก ก็ช่างมัน ถ้ามันยุบพรรค เราก็ตั้งพรรคใหม่ได้ หรือไม่ก็ตั้งพรรคทักษิณให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย...และถึงแม้ว่าในขณะเลือกตั้ง ผมกับจตุพร อาจจะติดคุกก็ได้ แต่ถึงยังไงพี่น้องประชาชนจะต้องยิ่งเลือกพรรคเพื่อไทยให้มาก โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ จะต้องเลือกยกพรรคให้ได้”

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางกระแสการสำรวจความคิดเห็นของหลายสำนักว่า พรรคเพื่อไทยจะได้รับเลือกตั้งเข้ามาเป็นจำนวนมาก นายวิเชียร ขาวขำ บอกกับกลุ่มผู้ชุมนุมว่า ขอให้ระวังกลโกงการเลือกตั้งครั้งนี้ เพราะจะมีการกลั่นแกล้งสะกัดกั้นคนของเพื่อไทยไม่ให้เข้าสภาทุกวิถีทาง โดยได้ตั้งข้อสังเกตว่า กรณี นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกับนายบัญญัติ บรรทัดฐาน ที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งนั่นหมายถึงว่า ทั้งกรรมการและนักมวยต่างเป็นพวกเดียวกัน

“เพราะฉะนั้น มีทางเดียวที่เราจะชนะได้อย่างเด็ดขาด ก็คือต้องน็อกมันอย่างเดียว”

นอกจากนั้น นายวิเชียร ยังได้แฉอีกว่า เมื่อฝ่ายตรงข้ามรู้ว่าถึงยังไงก็แพ้พรรคเพื่อไทย และจะต้องมีคนกาบัตรเลือก ส.ส.เพื่อไทย ดังนั้น มีวิธีเดียวที่จะหยุดยั้งได้ ก็คือทำบัตรเสีย โดยได้ยกกรณีตัวอย่าง การเลือกตั้ง ที่ผ่านมาให้กลุ่มผู้ชุมนุมฟัง

“เพราะฉะนั้น ขอให้พี่น้องอย่าได้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้า เพราะจะเป็นการเปิดช่องให้พวกมันโกงได้ง่ายขึ้น สมมุติว่า ถ้าเรากาเลือก ส.ส.เพื่อไทย เขตเดียว เบอร์เดียวถูกต้อง แต่พวกมันอาจแอบเปิดหีบบัตรแล้วกาเพิ่มไปอีกเบอร์ นั่นก็หมายความว่า กลายเป็นบัตรเสีย ซึ่งเหตุการณ์เช่นนี้เคยเกิดขึ้นแล้วที่ จ.สกลนคร ดังนั้นจึงขอให้ทุกคนช่วยกันสอดส่องและจับผิดพวกมันให้ได้”

จตุพร เผยเคยเป็นครูดอยที่เชียงดาว พร้อมแฉรัฐบาล+ทหาร ภารกิจ 2 ย. แหย่แล้วยึด

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.แบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย แกนนำกลุ่ม นปช. ลุกขึ้นกล่าวกับกลุ่ม นปช.เชียงดาว ว่า ครั้งหนึ่งตนเคยเดินทางด้วยรถโดยสาร แล้วเดินเข้าไปเป็นครูดอย ครูอาสาฯ สอนหนังสือให้กับพี่น้องชาวเขาบ้านปางแดง กับบ้านป่าแขม จึงมีความผูกพันกับเชียงดาวเป็นพิเศษ และเชื่อว่าคนเชียงดาวนั้นจะอยู่เคียงข้าง นปช.และพรรคเพื่อไทย พร้อมกันนั้น ได้เล่าที่มาที่ไปของร่วมชุมนุมของกลุ่ม นปช.เมื่อวันที่ ที่ผ่านมา กระทั่งเกิดความสูญเสียมากถึง 91 ศพ และบาดเจ็บอีกหลายพันคนว่า สาเหตุนั้นมาจากรัฐบาลอภิสิทธิ์

“จริงๆ แล้ว ที่ประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล ก็เพราะได้ปล้นอำนาจประชาชน แล้วไปจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร และกรณีที่พี่น้องเสื้อแดงต้องเสียชีวิตไป 91 ศพและบาดเจ็บอีกหลายพันคน ความจริงแล้วจะต้องเอาตัวนายอภิสิทธิ์ กับนายสุเทพ เข้าไปอยู่ในคุกเพื่อรับผิดชอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่นี่ประเทศมันเป็นพิกลพิการ กลับมีการทำเอกสารเท็จ มีการเปลี่ยนแปลงคดี แล้วมากล่าวหาว่าเสื้อแดงฆ่ากันเอง...หรืออย่างกรณีเผาเซ็นทรัลเวิร์ล ซึ่งมีผู้เห็นเหตุการณ์บอกว่าเสื้อแดงไม่ได้เผา แต่ทหารเป็นคนเผา เพื่อกลบเรื่องคนตาย 91 ศพ”

นายจตุพร ยังยกตัวอย่างกรณีคดีนักข่าวญี่ปุ่นเสียชีวิตในเหตุการณ์ครั้งนั้นด้วยว่า จากเดิมมีหลักฐานชี้ว่าทหารเป็นคนยิง แต่เอาไปเอามา ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจมีการเปลี่ยนแปลงเอกสารว่า ใครไม่รู้ฆ่า ก่อนส่งเรื่องให้ทางดีเอสไอ ซึ่งทุกวันนี้ทางญี่ปุ่นเขายังไม่พอใจ

นายจตุพร ยังได้กล่าวถึงเรื่องการเลือกตั้งในครั้งหน้านี้ว่า มีความพยายามสกัดกั้นไม่ให้พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง โดยใช้ภารกิจ 2 ย.

“เนื่องจากทางการข่าว ของ กอรมน.รายงานว่า ได้มีการสำรวจกัน 2 ครั้ง แล้วระบุว่า พรรคเพื่อไทยจะได้รับการเลือกตั้งจำนวนมาก โดยการสำรวจครั้งแรก เพื่อไทยจะได้ 260 เสียง สำรวจครั้งที่ 2 เพื่อไทยจะได้ทั้งหมด 280 เสียง นั่นยิ่งทำให้พวกเขาหวาดวิตก และกำลังใช้ ภารกิจ 2 ย. นั่นคือแหย่แล้วยึด”

สวนหมัด “ถ้ามันยึดอำนาจ เราก็ยึดอำนาจได้เช่นกัน”

นายจตุพร อธิบาย ภารกิจ 2 ย.ให้ผู้เข้าร่วมชุมนุมว่า แหย่ คือสร้างเรื่องให้คนหวาดกลัว ตกใจ แล้วหลังจากนั้น ก็จะยึด ยกตัวอย่าง กรณีการเข้ายึดสถานีวิทยุโดยการประกบหัวคะแนน มีการแอบอ้าง สอดไส้เอกสารเท็จ เช่น คนของเพื่อไทยซื้อเสียง แล้วก็หาทางยุบพรรคต่อไป

“เข้าใจว่าทุกวันนี้ ชาวบ้านกำลังหวั่นกันว่าจะมีการเลือกตั้งหรือไม่ โดยเฉพาะการเอาเรื่องสถาบันมาอ้าง มากล่าวหาว่าจะล้มสถาบัน ซึ่งผมเห็นว่าการกระทำเช่นนี้ก็ยิ่งเป็นการกล่าวอ้าง ข่มขู่และไม่เป็นประชาธิปไตยโดยเฉพาะในช่วงกำลังมีการเลือกตั้งอย่างนี้ ดังนั้น ถ้ารัฐบาลจะทำอะไร ทหารจะออกมาฮึ่มๆ ตบเท้ากันพรึบพรั่นจนตุ่มตาปลาบวม บอกว่าพร้อมจะออกมาใน 30 นาที แล้วที่รบกับกัมพูชายังตั้ง 3-4 วันมาแล้ว ยังไงก็ตาม ถ้ามันมาอย่างไหน ก็ไปอย่างนั้น...และถ้ามันยึดอำนาจ เราก็ยึดอำนาจได้เช่นกัน”

ในช่วงเวลาประมาณ 20.00 น.ขณะที่นายจตุพร กำลังกล่าวอยู่บนเวทีอยู่นั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้มีการโฟนอินเข้ามาผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ของนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย เพื่อพูดคุยกับกลุ่ม นปช.เชียงดาว โดย พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวทักทายเป็นภาษากำเมือง โดยมี กลุ่ม นปช.เชียงดาว ปรบมือให้กำลังใจกันเป็นระยะ

“ปี้น้องจาวเจียงดาวสบายดีก่อ ปี้น้องกึ๊ดเติงหาผมก่อ ผมใค่ปิ๊กบ้านขนาด อยากปิ๊กไปจ้วยพี่น้องแก้ไขเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะสินค้าราคาแพง รายได้ไม่พอจ่าย หื้อผมปิ๊กไปแก้บ๋อ”

ในตอนหนึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ยังอยากกลับไปพัฒนาเชียงใหม่ อยากกลับไปพัฒนาประเทศ เพราะฉะนั้นเลือกตั้งครั้งหน้าจะต้องช่วยกันเลือกพรรคเพื่อไทย เพราะว่าถ้าเลือก ส.ส.ทั้งหมดของเพื่อไทย ก็เหมือนเลือกทักษิณ แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องการเลือกตั้งครั้งหน้านี้ ขอให้พี่น้องจับตาดูให้ดีเพราะเชื่อว่าจะมีการซื้อเสียงอย่างหนักอย่างแน่นอน

ทั้งนี้มีรายงานว่า ระหว่างที่มีการชุมนุมของกลุ่ม นปช.เชียงดาว ในเวลาเดียวกัน ก็มีการร่วมชุมนุมของกลุ่ม นปช.ฝาง-ไชยปราการ-แม่อาย ขึ้นอีกจุดหนึ่ง โดยมีแกนนำ นปช.นำโดยนายก่อแก้ว พิกุลทอง ไปร่วมพูดคุยกับกลุ่ม นปช. ก่อนจะเดินทางย้อนกลับลงมาที่เชียงดาว สลับกลับทีมของนายจตุพร พรหมพันธุ์ที่ได้เดินทางมุ่งหน้าไปยัง อ.ฝาง ต่อไป.