WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, May 2, 2011

เพื่อไทยเล็งตั้ง "นิวัฒน์ธำรง" อดีตบิ๊กไอทีวี นั่ง "ผอ.พรรค" ปูดดูด 2 ส.ส.ประชาธิปัตย์ซบ

ที่มา มติชน

แหล่งข่าวจากพรรคเพื่อไทย(พท.) เปิดเผยเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคมว่า มีการเรียกประชุมใหญ่วิสามัญ พท.วันที่ 3 พฤษภาคม เพื่อเลือกกรรมการบริหาร (กก.บห.) แทนตำแหน่งที่ว่างลง ประกอบด้วย รองหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค และนายทะเบียนพรรค ในเบื้องต้นได้กำหนดจำนวน กก.บห. ไว้ 21 คนเท่าชุดเดิม ซึ่งในจำนวนนี้จะมีว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อไม่เกิน 5 ราย โดยนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ ยังคงดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเช่นเดิม ขณะที่เลขาธิการพรรค คาดว่าจะตกเป็นของ น.ส. สุณีย์ เหลืองวิจิตร อดีตเลขาธิการ พท. สายนายพงษ์ศักดิ์ รัตพงษ์ไพศาล โดยครั้งนี้จะลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องของการลงพื้นที่


นอกจากนี้จะมีการเสนอชื่อนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล อดีตผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ ไอทีวี ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ(ผอ.) พท. แทนนายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้า พท. ที่ควบตำแหน่ง ผอ.พรรคในปัจจุบัน เนื่องจากเห็นว่านายนิวัฒน์ธำรงมีความเหมาะสม จากประสบการณ์เรื่องการบริหาร และยังเคยช่วยงาน พ.ต.ท. ชินวัตร ในการทำงานการเมืองสมัยพรรคพลังธรรม


แหล่งข่าวกล่าวว่า ใส่วนความเคลื่อนไหวในการดึง ส.ส.และอดีต ส.ส.จากต่างพรรคมาร่วมงานนั้นกับ พท.นั้น ล่าสุดนายมานิตย์ ภาวสุทธิ์ ส.ส.ชลบุรี เขต 1 และนายองอาจ วงษ์ประยูร ส.ส.สระบุรี เขต 2 พรรคประชาธิปัตย์ตอบรับการร่วมงานกับพท. แล้ว หลังเกิดปัญหาพื้นที่ทับซ้อนกับว่าที่ผู้สมัครพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ทำให้ต้องเบนเข็มมาสังกดัพท. แทน นอกจากนี้ยังมีนายวิรัตน์ รัตนเศรษฐ ส.ส.สัดส่วน พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน ที่จะย้ายมาสังกัดพท. ด้วยอีกราย

ทนายแดงเล็งยื่นล้านประกัน"สมยศ"

ที่มา เดลินิวส์



ทนายแดง เผยเตรียมโฉนดที่ดิน 1 ล้าน ยื่นประกัน "สมยศ พฤกษาเกษมสุข"

วานนี้ (1 พ.ค.) นายคารม พลทะกลาง ทนายความกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เผยว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ได้เดินทางเข้าเยี่ยม นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข บรรณาธิการบริหารนิตยสาร วอยซ์ ออฟ ทักษิณ และแกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาปะชาธิปไตย ซึ่งขณะนี้ถูกควบคุมตัวอยู่ที่กองบังคับการปราบปราม

โดยวันนี้พนักงานสอบสวนได้เชิญพนักงานอัยการร่วมกับพนักงานสอบสวน กรมสอบสวนคดีพิเศษ ร่วมสอบปากคำนายสมยศ ซึ่งได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาในคดี หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ พร้อมขอให้การเป็นลายลักษณ์อักษร ภายใน 30 วัน ขณะที่ในวันพรุ่งนี้ ( 2 พ.ค.) พนักงานสอบสวน จะนำตัวนายสมยศ ไปขออำนาจศาลอาญาเพื่อฝากขัง ซึ่งทนายความจะเตรียมหลักทรัพย์เป็นโฉนดที่ดินราคาประเมินกว่า 1 ล้านบาท ในการยื่นขอประกันตัว พร้อมยื่นคำคัดค้านการฝากขัง ด้วย

คดีนี้นายสมยศ ถูกชุดสอบสวนดีเอสไอ เข้าควบคุมตัวเมื่อ 30 เม.ย.ที่ผ่านมา บริเวณสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองอรัญประเทศ จ.สระแก้ว ขณะเตรียมตัวเดินทางไปประเทศกัมพูชา

โดยนายสมยศเป็นบุคคลหนึ่งที่มีชื่ออยู่ในผังขบวนการล้มเจ้า ของศูนย์อำนวยการ รักษาความสงบเรียบร้อย ในข้อหากระทำการอันเป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งรัฐ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยมุ่งร้ายต่อสภาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นความผิดต่อความมั่นคง แห่งราชอาณาจักร มีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของประเทศ และเป็นตัวการผู้ใช้ ผู้สนับสนุน เข้าข่าย กระทำขององค์กรอาชญากรรม หมิ่นสถาบัน.

ย้อนรอย 1ปี การชุมนุม 1 พฤษภาคม

ที่มา Asia Update TV



ดีเอสไอเตรียมนำตัวบก.วอยช์ ออฟทักษิณขอศาลฝากขัง



ทายาทผู้ก่อการฯเผยจุดเริ่มสงครามกลางเมือง



“อภิสิทธิ์”ทำลายวัฒนธรรมการเมือง



พท.-ปชป.โชว์นโยบายเศรษฐกิจเน้นการเพิ่มรายได้



“พ.ต.ท.ทักษิณ”เสนอทำเมกกะโปรเจ็ค กระตุ้นเสรษฐกิจ



ผู้ปกครองอ่วมนโยบายเรียนฟรี”ต้องจ่ายกว่า 2พัน”

“เมื่อปราศจากเสรีภาพ ก็ปราศจากความเป็นคน” สมยศ พฤกษาเกษมสุข หลังกรงขัง

ที่มา ประชาไท


1 พ.ค.54 ภายหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จับกุมตัวนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาฯ ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองอรัญประเทศ แล้วนำตัวมาควบคุมไว้ที่กองบังคับการปราบปราม โดยปฏิเสธการให้ประกันตัวไปแล้วนั้น วันนี้ (1 พ.ค.) มีคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งสลับกันเดินทางเข้าเยี่ยมนายสมยศที่กองปราบฯ ตลอดทั้งวัน
สมยศพูดคุยกับผู้มาเยี่ยมผ่านกรงขังว่า เขาคาดว่าการจับกุมครั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องจากการแถลงข่าวซึ่งเขาเป็นแกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตยร่วมกับเครือข่ายประชาธิปไตย (คปต.) ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มคนเสื้อแดงกว่า 30 กลุ่ม เตรียมล่า 10,000รายชื่อยื่นต่อรัฐสภาเพื่อยกเลิกมาตรา 112 ที่คิดเช่นนี้เนื่องจากได้ยินพนักงานสอบสวนพูดว่าหากไม่ทำเรื่องนี้เขาก็จะยังไม่ถูกจับกุม
เมื่อถามว่าเหตุใดจึงรณรงค์เพื่อยกเลิกมาตราดังกล่าว สมยศกล่าวว่า เพราะพวกเขาต้องการเห็นความเสมอภาค การใช้กฎหมายมาตรานี้เป็นปัญหาทางวัฒนธรรมด้วย มีผลต่อการครอบงำองค์กรตุลาการ ถ้าไม่ยกเลิกจะเป็นเหตุให้เกิดการคุกคามเสรีภาพทางความคิดและการแสดงออกของประชาชนอย่างไม่รู้จบ
“มาตรานี้ข้อความเหมือนไม่มีอะไร แต่ในทางปฏิบัติมันทำให้คนไม่เป็นคน และยังมีบทลงโทษที่รุนแรงเกินไป กระบวนการในการดำเนินคดีมีปัญหา อย่างการไม่ให้ประกันนี้ก็เหมือนกับเป็นการพิพากษาล่วงหน้า”
“เราอยู่ในวัฒนธรรมของความกลัว ความเงียบ เพราะกฎหมายทำให้คนไม่กล้าพูด ไม่กล้าแสดงออก”
เมื่อถามว่าทางกลุ่มรณรงค์จะมีการรวบรวมรายชื่อต่อหรือไม่ เขากล่าวว่า ในเมื่อตัวเขาอยู่ในห้องขัง คงเป็นหน้าที่ของคนข้างนอกที่จะดำเนินการต่อ สิ่งสำคัญคือต้องรักษากระแสรณรงค์เรื่องมาตรา 112 ไว้ให้ได้
“ต้องขยับ จะได้ไม่เสียของ ติดคุกติดตารางกันฟรีๆ เรื่องนี้ถูกทำให้กลายเป็นเรื่องที่พูดถึงไม่ได้เลย โดยเฉพาะพวกคนเสื้อแดง ถ้าคุณเป็นแดง หายใจก็ผิด ตดก็ผิดแล้ว” สมยศกล่าว
สำหรับวันพรุ่งนี้ (2 พ.ค.) ซึ่งตำรวจจะควบคุมตัวเขาปขออนุญาตศาลเพื่อฝากขังนั้น สมยศกล่าวว่า เขามีความหวังอย่างมาก อยากได้รับสิทธิขึ้นพื้นฐานในการประกันตัวสู้คดี
“ผมมั่นใจว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวผม ไม่ได้อยู่ที่ประชาชน แต่อยู่ที่กฎหมายและการตีความ รวมถึงกระบวนการในการดำเนินคดี”
เขากล่าวด้วยว่า การจับกุมครั้งนี้ ภาครัฐน่าจะมีการเตรียมการเป็นอย่างดี ทำอย่างมีจังหวะจะโคน และมีการแบ่งงานกันทำ ให้กองทัพจัดการกับ นปช. ให้กองปราบจัดการกับสุรชัย แซ่ด่าน และให้ดีเอสไอจัดการกับเขาและกลุ่มอื่นๆ อย่างไรก็ตาม เขายืนยันว่าไม่ได้คิดจะหลบหนีดังที่ดีเอสไอให้ข่าว แต่จัดทัวร์คนเสื้อแดงเที่ยวนครวัดเป็นประจำ และกลุ่มที่เดินทางไปนี้ก็มาจากที่เห็นโฆษณาที่ลงในนิตยสารเรด พาวเวอร์ ซึ่งเขาเป็นผู้จัดพิมพ์
“ผมจะหนีทำไม ไม่เป็นไร การถูกจองจำของเราก็คือการต่อสู้ในรูปแบบหนึ่ง จริงๆ เราไม่ได้คาดคิด แต่ในเมื่ออีกฝ่ายที่มีอำนาจเขาอยากให้เราติดคุก เราจะไปทำอะไรได้ เขาคิดว่าขังสุรชัย ขังดา (ตอร์ปิโด) ขังผมแล้วคนจะกลัว แต่มันก็ไม่มีผลอะไร”
“คนอยู่ในคุกโดนจำกัดตารางเมตร แต่คนอยู่ข้างนอกก็ถูกจำกัดเสรีภาพเหมือนกัน มันไม่ต่างกันหรอก เมื่อปราศจากเสรีภาพก็ไม่มีความเป็นคน”
สำหรับหนังสือ Voice of Taksin ซึ่งถูกฟ้องนั้นจัดพิมพ์ไปได้ 22 เล่ม ฉบับสุดท้ายที่ทำให้มีคำสั่งปิดคือฉบับที่นำเสนอเกี่ยวกับ 10 เมษายน 2553 โดยปิดตัวในเดือนพฤษภาคม 2553 และเปลี่ยนมาเป็นหนังสือเรด พาวเวอร์

รัฐไทยกับภาพหลอนประวัติศาสตร์ขบวนการกรรมกร

ที่มา ประชาไท

บทความนี้เขียนขึ้นเนื่องในโอกาสวันกรรมกรสากล 1 พฤษภาคม 2554 เรียบเรียงจากการสัมภาษณ์ นักวิชาการอิสระด้านแรงงาน ศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา ได้กล่าวทบทวนย้อนประวัติศาสตร์แรงงานไทยในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ นับตั้งแต่สมัยเริ่มเปิดประตูเศรษฐกิจสู่ตลาดโลก ผ่านยุคปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง ฉายภาพประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวต่อสู้ของขบวนการกรรมกรที่เป็นภาพติดหลอนรัฐไทยมาโดยตลอด รัฐและนายทุนยังคงวนเวียนอยู่กับความหวาดกลัวเรื่อง “การรวมตัว และการเจรจาต่อรอง” ของชนชั้นแรงงาน

“ถ้าเวลาเราพูดเรื่องความเหลื่อมล้ำแล้วไม่พูดเรื่องสิทธิในการรวมตัวเจรจาต่อรองมันจึงเป็นเรื่องที่เพ้อฝัน เป็นไปไม่ได้เลย”

ยุคเปิดประตูสู่เศรษฐกิจโลก

ภายหลังไทยทำสนธิสัญญาเบาว์ริง(Bowring Treaty) เมื่อ ปี2398 ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมขยายตัว มีความต้องการแรงงานรับจ้าง แต่ไทยยังอยู่ในระบบแรงงานเกณฑ์ ระบบไพร่ คนยังไม่มีอิสระที่จะเดินทาง ต้องถูกเกณฑ์ไปใช้แรงงาน เราอยู่ในสภาพขาดแคลนแรงงาน ทำให้ต้องนำเข้าแรงงานจากประเทศจีน รัฐไทยถูกนำเข้าสู่กระบวนการแบ่งงานกันทำระหว่างประเทศ ถูกจูงเข้าไปสู่การเป็นประเทศผู้ผลิตข้าวเพื่อการส่งออก รัฐบาลส่งเสริมการเพาะปลูกข้าว ส่วนคนไทยเองก็เลือกที่จะอยู่กับเรือกสวนไร่นาเพราะคุ้นเคยมากกว่า และการทำการเกษตร เพาะปลูกข้าวนั้น ก็ได้ผลตอบแทนสูงกว่าการเข้าไปเป็นแรงงานรับจ้างในเมือง

ที่สำคัญ คือค่านิยมคนไทยเองก็อยากเป็นเจ้าคนนายคน การไปรับจ้างถือว่าเป็น “ขี้ข้า” คนไทยไม่ค่อยชอบ ด้วยเหตุผลหลายประการทำให้เราเลือกนำเข้าแรงงานจากประเทศจีน ซึ่งอยู่นอกเหนือระบบไพร่ ไม่ต้องถูกเกณฑ์แรงงานและได้รับการส่งเสริมจากรัฐ คนจีนจึงเป็นแรงงานรับจ้างในตลาดแรงงานไทยอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นนโยบายของรัฐที่กำหนดเกี่ยวข้องกับแรงงาน จึงมองเห็นว่าแรงงานส่วนใหญ่เป็นแรงงานจีน มองเห็นว่าคนพวกนี้คือแรงงานต่างด้าวไม่ใช่คนไทย

กรรมกรจีนในความเคลื่อนไหว

รัฐมองว่า คนจีนเข้ามาพร้อมกับการเป็นพาหะความคิดทางการเมือง ซึ่งในสมัยรัชกาลที่ 6 ประเทศจีนได้เปลี่ยนแปลงจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ระบอบสาธารณรัฐที่เรียกว่า “การปฏิวัติซุนยัดเซ็น” ภาพแบบนี้จะติดหลอนอยู่กับรัฐ รัฐมองคนจีนว่าอาจนำเอาความคิดแบบสาธารณรัฐนิยม หรือแม้กระทั่งแนวความคิดแบบสังคมนิยมซึ่งเผยแพร่ในหมู่กรรมกรและคนจีนมากแล้วในช่วงนั้น อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เวลาที่รัฐจะกำหนดนโยบายเรื่องแรงงาน ก็เอาเรื่องความมั่นคงแห่งชาติมาก่อน ดังนั้นการส่งเสริมหรือคุ้มครองสิทธิจึงถูกมองข้ามไปพอสมควร

เดิมที การรวมตัวของคนจีนที่เราเรียกว่า “อั้งยี่” สมัยก่อนรัฐบาลไม่ได้ต่อต้านและมองเห็นว่า อั้งยี่นี้เป็นช่องทางหนึ่งที่รัฐสามารถคุยผ่านหัวหน้าอั้งยี่ได้ พอพัฒนาไประดับหนึ่งก็รู้สึกว่าพวกอั้งยี่บางส่วนก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการต่อสู้เพื่อสิทธิของคนงาน มีการนัดหยุดงานบ้างอะไรบ้าง ในที่สุดรัฐบาลไทย ในช่วงปี 2440 สมัยรัชกาลที่ 5 ได้ออกกฎหมายอั้งยี่ หรือกฎหมายว่าด้วยการสมาคม ต่อไปนี้จะรวมตัวกันเป็นอั้งยี่ไม่ได้ ต้องมาจดทะเบียน

แต่รัฐยังไม่ยอมรับในเรื่องของการรวมตัวให้เป็นการรวมตัวอย่างถูกกฎหมาย เวลาคนงานเขารวมตัวกันไปขอจดทะเบียนก็ไม่ได้รับอนุญาต สภาพแบบนี้ก็ทำให้การรวมตัวของคนงาน เป็นการรวมตัวเคลื่อนไหว “ใต้ดิน” เพราะไม่มีกฎหมายรองรับ การเคลื่อนไหวใต้ดิน ก็เป็นสิ่งที่ต้องปิดลับพอสมควร ก็อาจมีเรื่องของการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง สภาพแบบนี้ทำให้รัฐยิ่งหวั่นไหวหวาดกลัวการรวมตัวของคนงานมากขึ้น

รัชกาลที่ 6 : สถานะแรงงานในรัฐชาตินิยม

รัชกาลที่ 6 ทรงเป็น “นักชาตินิยม” ที่มีภาพชัดเจนมาก ปลุกความรู้สึกเรื่องรักชาติ ให้เกิดขึ้นชัดเจน หลายคนที่นึกถึงตรงนี้ก็จะนึกถึงพระราชนิพนธ์ของพระองค์ ที่ใช้นามปากกาว่า “อัศวพาพุ” บทความเรื่อง “ยิวแห่งบูรพาทิศ” ที่พูดถึงเรื่องคนจีน จริงๆแล้วรัฐจะต่อต้านจีนในลักษณะที่บอกว่าเป็นอั้งยี่ หรือไม่รักชาติไทย ถ้าจีนที่พร้อมจะผสมผสานกลมกลืน เมื่ออพยพมาอยู่แล้ว รัฐไทยอยากให้คนจีนอยู่อย่างยั่งยืนถาวร อยากให้ผสมผสานกลมกลืน ในท้ายที่สุด ก็กลายเป็นคนไทย รัฐไทยก็จะไม่ได้ต่อต้าน คนจีนแบบนี้ แต่ส่วนที่เขาต่อต้านหรือไม่สบายใจก็คือส่วนของคนจีนที่ยังอยากกลับไปอยู่ประเทศจีน ส่งเงินกลับไปช่วยเหลือขบวนการในประเทศจีน

แต่ว่า ถ้าดูโดยรวมแล้วรัฐไทยมองเห็นคุณค่าของแรงงานจีน และเห็นว่าเราขาดไม่ได้ เพราะว่าตลาดข้าวที่ใหญ่ของเราแห่งหนึ่งคือตลาดจีน อุตสาหกรรมโรงสีข้าวได้ถูกถ่ายมือจากของชาวตะวันตกในระยะแรกค่อยๆถูกถ่ายโอนมาในมือของคนจีนมากขึ้น โรงสีข้าวพอใจที่จะจ้างแรงงานจีนมากกว่า ฉะนั้นแรงงานจีนในกิจการโรงสีมีเยอะมาก รัฐบาลไทยมองเห็นว่าคนเหล่านี้มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทย รายได้ของรัฐก็มาจากการใช้แรงงานคนจีนเหล่านี้ รัฐไทย จริงๆแล้วไม่ได้ต่อต้านคนจีน ส่งเสริมเสียด้วยซ้ำ ถ้าเทียบกับสมัยนี้ รัฐยังมีใจไม่กว้างเท่ากับสมัยก่อนด้วยซ้ำ ซึ่งก็ยังมองเห็นคุณูปการของแรงงานข้ามชาติ ขณะที่วันนี้เรายังรู้สึกไม่ค่อยเต็มใจยอมรับแรงงานข้ามชาติว่าเขามีคุณูปการต่อระบบเศรษฐกิจเรา

ขบวนการแรงงานสากล ผลสะเทือนจากโลกถึงรัฐไทย

ยุโรปในศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่20 เป็นช่วงของการที่คนงานเริ่มรวมตัวกันเคลื่อนไหวเรียกร้อง เกิดเป็นขบวนการแรงงานสากล ซึ่งค่อนข้างมีความคิดทางการเมืองออกไปทางสังคมนิยมพอสมควร ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 6 เป็นช่วงที่เกิดเหตุการณ์ปฏิวัติที่รัสเซีย ที่เรียกว่าการปฏิวัติบอลเชวิก นำโดยพรรคบอลเซวิกซึ่งประกาศตัวว่าเป็นตัวแทนของชนชั้นกรรมาชีพ การเปลี่ยนแปลงครั้งนั้น ทำให้เกิดความตื่นหวาดวิตก ของประเทศที่เป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หรือ การปกครองที่มีฝ่ายนายทุนนักธุรกิจมีบทบาทอำนาจนำ เหล่านี้ก็รู้สึกจะหวั่นไหวพอสมควร

ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เกิดการรวมตัวของคนงานในระดับสากลตั้งเป็นองค์กรระหว่างประเทศขึ้นหลายๆองค์กร คือในอุตสาหกรรมต่างๆ จะรวมสหภาพแรงงานหรือคนงานในประเทศต่างๆ มารวมกันเพื่อต่อสู้เรียกร้องสิทธิของแรงงานในภาคอุตสาหกรรมเหล่านั้น เพราะคิดว่าระบบทุนนิยมเป็นระบบโลกาภิวัตน์ จะเคลื่อนย้ายไปทุกแห่ง ก็เลยให้คนงานรวมตัวกันเพื่อที่จะให้มีสิทธิหรือมาตราฐานที่เท่าเทียมกันในการต่อสู้ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดความตื่นตัวในการรวมตัวกันเรียกร้องสิทธิของคนงาน

แรงงานไทยซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนจีน ก็ได้รับอิทธิพลแนวความคิดนี้ มาพอสมควร คนจีนโดยธรรมชาติเป็นคนที่รวมตัวกันอยู่แล้ว และโดยธรรมชาติแล้ว นายจ้างก็ต้องการแสวงหากำไรสูงสุด วิธีการได้กำไรสูงสุดก็คือ การเอารัดเอาเปรียบคนงาน การตัดเรื่องค่าจ้างแรงงาน ไม่ดูแลเรื่องสวัสดิการนี่ก็ถือว่าเป็นเรื่องการลดต้นทุน เมื่อไม่มีกฎหมาย โดยธรรมชาติคนงานก็มีโอกาสถูกเอารัดเอาเรียบ คนงานเมื่อถูดเอารัดเอาเปรียบก็ต้องลุกขึ้นต่อสู้และก็จะพบว่าในประวัติศาสตร์ ก็มีการเคลื่อนไหวต่อสู้ของคนงานมากมาย ถ้าไปดูเอกสารตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 รัชกาลที่6 ก็จะพบว่า มีการนัดหยุดงานโดยคนงานมากมายหลายครั้งเหลือเกิน เช่น คนงานในกิจการเหมืองแร่ บางครั้งมีการนัดหยุดงานกันหลายพันคนก็มี เป็นธรรมชาติว่า ที่ไหนมีการเอารัดเอาเปรียบ เขาก็จะลุกขึ้นต่อสู้

ในกรณีของแรงงานไทย คนไทยส่วนใหญ่พอใจที่จะอยู่ในภาคการเกษตร แต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 จบลง ก็ตามมาด้วยวิกฤตเศรษฐกิจที่แผ่ขยายไปทั่วโลกครั้งแรก และเราก็ได้รับผลกระทบอันนั้น การเพาะปลูกข้าวไม่สามารถที่จะส่งออกได้เพราะมีปัญหาทางเศรษฐกิจ และประกอบกับในสมัยรัชกาลที่6 ก็เกิดภัยแล้งหลายครั้ง มีวิกฤตน้ำท่วม เหล่านี้ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้คนไทยที่แต่ก่อนอยู่ในภาคการเกษตร อยู่ในไร่นา จำต้องอพยพเข้าสู่เขตเมืองเพื่อหางานทำ เพราะฉะนั้นคนไทยก็เริ่มเข้าสู่ตลาดแรงงานมากพอสมควร แต่แน่นอน เมื่อไม่มีกฎหมายคนงานเหล่านี้ก็ถูกเอารัดเอาเปรียบ ก็มีการพยายามรวมตัวกันแต่กฎหมายก็ไม่อนุญาต

หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ยุติลง เมื่อปี 1919หรือสองปีหลังปฎิวัติบอลเชวิก ประเทศไทยเอง ในฐานะเป็นประเทศผู้ชนะสงคราม ได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของสันนิบาตชาติ และก็เลยกลายเป็นประเทศ 1 ใน 45 ประเทศ ผู้ก่อตั้งองค์การแรงงานระหว่างประเทศ หรือ ILO รัฐบาลไทยเองต้องเข้าร่วมในกระบวนการที่จะต้องดูแลเรื่องสิทธิของคนงานมากขึ้น การเกิดขึ้นขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ เป็นข้อเรียกร้องของฝ่ายแรงงานมานานแล้ว เพราะว่าเขารู้ว่า ระบบทุนนิยมเป็นสิ่งที่เรียกว่าไร้พรมแดน นายทุนจะไปแสวงหาความได้เปรียบเหนือแรงงาน คนงานก็ต้องการสร้างมาตรฐานว่าในทุกหนทุกแห่ง จะต้องมีมาตรฐานขั้นต่ำเพื่อที่จะให้การคุ้มครองสิทธิของคนงาน ก็เป็นข้อเรียกร้องมานาน

หลักการสำคัญก็คือเป็นองค์กรแบบไตรภาคี มีตัวแทนของนายจ้าง มีตัวแทนของลูกจ้าง และมีตัวแทนของรัฐ มาช่วยกันกำหนดมาตรฐานร่วมกันให้เป็นอนุสัญญาหรือข้อแนะให้ประเทศต่างๆที่เป็นสมาชิกองค์การระหว่างประเทศนั้นนำไปปฏิบัติใช้ ก็เป็นเรื่องของสิทธิต่างๆเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ให้เกิดความยุติธรรมทั้งกับนายจ้างและลูกจ้าง และก็เป็นภาคีว่าด้วยความร่วมมือ

แต่สำหรับประเทศไทย ยังอยู่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และเวลาพูดถึงคนงาน ก็จะไปคิดถึงเรื่องแรงงานจีน รัฐไทยเองก็กังวลเกี่ยวกับภาพความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในประเทศจีนในสมัย ดร.ซุนยัด เซนที่เปลี่ยนจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปเป็นระบอบสาธารณรัฐ ก็เป็นเรื่องที่กังวล เวลาที่ ILO มีมติร่วมกันว่าจะต้องออกกฎหมายบ้าง จะต้องมีหน่วยงานที่ดูแลเรื่องของแรงงานโดยเฉพาะ รัฐไทยก็ค่อนข้างจะบ่ายเบี่ยงกระทรวงต่างประเทศมีหนังสือไปถึงองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ว่าทำไมประเทศไทยถึงยังไม่มีกฎหมายคุ้มครองแรงงาน อธิบายว่า สยามยังเป็นประเทศกสิกรรม ยังไม่ได้เป็นประเทศอุตสาหกรรม และเป็นประเทศที่ค่าครองชีพยังต่ำอยู่ ยังไม่น่ากังวลเรื่องการเอารัดเอาเปรียบคนงาน แรงงานในภาคอุตสาหกรรมก็ยังน้อย ประเทศไทยยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องออกกฎหมายเหล่านั้น นี่ก็เป็นข้ออ้างของรัฐ

แต่ว่า เหตุผลลึกๆเข้าใจว่าน่าจะเป็นเหตุผลเรื่องความกังวลมากกว่า ถ้าปล่อยให้คนงานรวมตัว และคนไทยส่วนใหญ่ก็เป็นแรงงานจากประเทศจีนก็อาจนำไปสู่การเคลื่อนไหวทางการเมืองได้ ก็เป็นความกังวล และอีกประการหนึ่ง การล้มลงของราชวงศ์โรมานอฟ ซึ่งถือว่าใกล้ชิดกับราชวงศ์ไทยพอสมควร ก็เป็นสิ่งที่สร้างความกังวลให้พอสมควร อันนี้ก็เป็นสิ่งที่รัฐอาจเป็นห่วง เพราะว่า ถ้าไม่ดูแลใกล้ชิดมันอาจขยายตัวไปถึงจุดนั้นได้ ก็ใช้วิธีว่าป้องกันไว้ก่อนดีกว่า เข้าไปดูใกล้ชิดหน่อย นี่ก็เป็นเหตุให้ประเทศไทยปฏิเสธการมีกฎหมายคุ้มครองแรงงานเรื่อยมา

ปัญญาชนปลุกขบวนทัพกรรมกร

หลังเกิดองค์การแรงงานระหว่างประเทศ กระแสเรื่องของการเรียกร้องให้ยอมรับสิทธิต่างๆของคนงาน คนงานเองก็ตื่นตัวในเรื่องเหล่านี้ ในประวัติศาสตร์เราจึงพบว่ามีกลุ่มที่เรียกว่าปัญญาชนหลายคน ถ้าศึกษาเรื่องประวัติศาสตร์แรงงาน ก็จะได้รู้จักเรื่องของคุณถวัติ ฤทธิเดช คนอย่างคุณวาด สุนทรจามร คนเหล่านี้เป็นปัญญาชนที่เห็นอกเห็นใจคนจน มีความรู้เรื่องกฎหมายบ้างก็พยายามเข้าไปช่วยเหลือดูแล โดยการก่อตั้งเป็น “คณะกรรมกร” มีการจัดทำหนังสือพิมพ์กรรมกร เพื่อเป็นปากเป็นเสียง และให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องสิทธิแก่ผู้ใช้แรงงาน ก็มีการรวมตัวกันเพื่อเคลื่อนไหวต่อสู้ แต่ก็เป็นไปอย่างจำกัด เพราะว่าไม่ได้มีการคุ้มครองโดยกฎหมาย

คนงานที่เคลื่อนไหวก็เรียกร้องในเรื่องของสิทธิ มากขึ้น เสียงเรียกร้องในเรื่องของการให้รัฐให้การดูแลสิทธิของคนงาน ให้มาปกป้องสิทธิไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบนั้นมากยิ่งขึ้นๆ การรวมตัวเรียกร้อง การนัดหยุดงานก็ชัดเจนมากขึ้น มีการนัดหยุดงานหลายต่อหลายครั้ง

กระแสเหล่านี้ เป็นสิ่งที่รับรู้ได้ในสื่อ ในหน้าหนังสือพิมพ์ก็มีบทความที่พูดถึงหลักสิทธิของคนงานมากขึ้น มีปัญญาชนนักคิดต่างๆที่หันมาสนใจประเด็นของผู้ใช้แรงงานมากขึ้น ก็เกิดกระแสเรียกร้อง ถ้าเราไปดูเอกสารเก่าๆก็มีการเคลื่อนไหวเรียกร้องในเรื่องเหล่านี้มากมาย ถ้าไปดูเอกสารเก่าๆ ในหอจดหมายเหตุฯ จะพบว่าการเคลื่อนไหวในวันที่ 1 พฤษภาคม (วันกรรมกรสากล) มีมาก่อนหน้าเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่ว่าต้องทำแบบลับๆ ไปชักธงขึ้นบนบ้าน อะไรอย่างนี้ก็มี ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง กระแสแบบนี้ก็สูง

พอเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 หลังจาก 24 มิถุนายน ไม่นานเท่าไหร่ การเข้าขอจดทะเบียนก็เกิดขึ้น สมาคมของคนงานแห่งแรกก็เกิดขึ้นในเดือนสิงหาคม 2475 นั้นเอง นั่นคือสมาคมคนงานรถราง แสดงว่าคนงานนั้นอัดอั้นที่จะใช้สิทธิในการรวมตัว เพราะว่าโดยทั่วไปสิทธิที่จะรวมตัวในการเจรจาต่อรองนั้นเขาถือว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่สำคัญ คนงานทั่วโลกเขาถือว่าต้องยอมรับในสิทธิเหล่านี้ ในบ้านเราก็เหมือนกัน

รัฐไทยกับการ(ไม่) ยอมรับการรวมตัว และการเจรจาต่อรอง

เรามีกฎหมายคุ้มครองแรงงานจริงๆเอาเมื่อปี 2499 สมัยจอมพล ป.(ยุค2) แต่กฎหมายฉบับนี้ก็มีอายุสั้น แค่สองปี จอมพลสฤษฎิ์ ทำรัฐประหารในปี 2501 ก็ยกเลิกทันที เหมือนกับสังคมเรายังไม่ยอมรับในเรื่องของสิทธิการรวมตัวกันของคนงานมายาวนานตลอด เรามามีกฎหมายที่ให้สิทธิในการรวมตัวกับคนงานอีกทีหนึ่งก็ปี 2515 ก่อนหน้า 14 ตุลา (2516) และก็อยู่ยาวมา จนกระทั่งเรามีกฎหมายที่ใช้อยู่ปัจจุบันก็ปี2518 คือกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ปี2518 แต่ก็เป็นแค่กฎหมายเพราะลึกๆเอง รัฐไทยยังกังวลอยู่ในเรื่องของการรวมตัวกันของคนงาน ไม่มีกฎหมายที่จะคุ้มครองว่าคนงานรวมตัวกันแล้วก็ง่ายดายมากที่จะถูกเลิกจ้าง คนงานเมือรวมตัว จัดตั้งสหภาพแรงงาน คนจำนวนมากก็ถูกเลิกจ้างออกไป เป็นสิ่งที่สะท้อนว่าลึกๆเรายังกลัวการรวมตัวของคนงานทั้งๆที่คนงานก็คือคนส่วนใหญ่ ถ้าคนส่วนใหญ่รวมตัวกันได้เขาก็จะสามารถรักษาสิทธิ การแบ่งปันก็จะเป็นธรรม สังคมส่วนรวมก็จะยุติธรรมขึ้น แต่ว่าก็ยังอยู่ในกรอบเดิมอยู่

โดยรวมเรายังไม่ยอมรับ คือ สังคมไทยยังไม่สร้างค่านิยม ให้การยอมรับว่านี่คือสิทธิ ที่อื่นเขารับกันหมดแล้วว่าการรวมตัวและเจรจาต่อรองคือสิทธิของคนงาน ILO ที่กำหนดว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน จะมีอนุสัญญา 8 ฉบับจาก 190กว่าฉบับ ที่เขาถือว่าเป็นมาตรฐานพื้นฐาน 2ใน8ฉบับนี้ ว่าด้วยเรื่องการรวมตัวและเรื่องการเจรจาต่อรอง ก็เป็นสิทธิพื้นฐานที่ถือว่าประเทศทั้งโลกควรปฏิบัติตาม ไม่ว่าจะให้สัตยาบันหรือไม่ให้แต่จนถึงวันนี้ประเทศไทยยังไม่ได้ให้สัตยาบัน อนุสัญญา 2 ฉบับนี้มีอายุ 60กว่าปีแล้ว เหลือฉบับที่ 87 30ประเทศของโลกยังไม่ได้ให้ เราเป็นหนึ่งใน30ประเทศสุดท้าย และฉบับที่ 98 เหลืออีกแค่ 20 ประเทศ เราก็เป็นหนึ่งใน 20 ประเทศ ที่เรายังไม่ยอมให้สัตยาบัน

นี่คือสาเหตุที่ประเทศไทยมีช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน เพราะการแบ่งปันกันระหว่างประชาชนที่อยู่ในประเทศ และการกระจายรายได้มันขึ้นอยู่กับอำนาจการต่อรอง ถ้าคนส่วนใหญ่มีอำนาจต่อรองก็จะทำให้เกิดความเป็นธรรม ถ้าเวลาเราพูดเรื่องความเหลื่อมล้ำแล้วไม่พูดเรื่องสิทธิในการรวมตัวเจรจาต่อรองมันจึงเป็นเรื่องที่เพ้อฝัน เป็นไปไม่ได้เลย

เวียงแหง : การคืบคลานของสิ่งแปลกปลอมที่ชื่อ ‘เหมืองแร่’ (ตอน 5)

ที่มา ประชาไท

องอาจ เดชา

เหตุการณ์ต่างๆ ได้หายเงียบไปเหมือนกับว่าทุกอย่างนั้นจะยุติถาวร แต่จู่ๆ โครงการพัฒนาเหมืองเวียงแหง ก็ฟื้นคืนชีพและมีการเคลื่อนไหวอีกครั้ง จนทำให้เวียงแหงเมษาร้อนระอุ และชาวบ้านร่วมวางแผนชั่วข้ามคืน- -ก่อนล้มโครงการสันติวิธีสมานฉันท์ในชุมชนพับถอยไม่เป็นขบวน

กฟผ.ยังดันอีไอเอเหมืองลิกไนต์เวียงแหงอีกครั้ง หลังถูกชาวบ้านต้านหนัก

เป็นที่รับรู้กันว่า หลังจากชุมชนท้องถิ่น อ.เวียงแหง ในนามเครือข่ายทรัพยากรลุ่มน้ำแตงตอนบนอำเภอเวียงแหง ได้ร่วมกันคัดค้านมาต่อเนื่องและยาวนาน จนโครงการพัฒนาเหมืองเวียงแหง ของ กฟผ.ต้องหยุดชะงักไป

หลังจากที่ผ่านมา กฟผ.ได้ว่าจ้างคณะนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันในระยะ 7-8 ปีที่ผ่านมา นั้น ทาง กฟผ.ได้ทำงานมวลชนอย่างหนักเพื่อให้โครงการสามารถเดินต่อไปได้ ทั้งการใช้เงินพัฒนาสาธารณูปโภคต่างๆ มากมาย การให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียน อ.เวียงแหง แต่กระนั้น ก็ไม่สามารถเดินหน้าโครงการต่อไปได้ ขณะเดียวกันคณะนักวิชาการจาก ม.เชียงใหม่ ก็พยายามเข้ามาศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) แต่ก็ได้รับการต่อต้านจากชาวบ้านเช่นเดียวกัน กรณีดังกล่าวชาวบ้าน อ.เวียงแหงให้เหตุผลว่าการศึกษาไม่โปร่งใส ชาวบ้านไม่มีส่วนร่วม บางกรณีมีการใช้กลไกลรัฐข่มขู่คุกคามชาวบ้าน การทำการศึกษาผลกระกระทบยังไม่ครอบคลุมผลกระทบทางด้านสังคม วัฒนธรรม วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ อาชีพและรายได้ของชุมชน เป็นต้น

เหตุการณ์ต่างๆ ได้หายเงียบไป เหมือนกับว่าทุกอย่างนั้นจะยุติถาวร แต่จู่ๆ โครงการพัฒนาเหมืองเวียงแหง ก็ฟื้นคืนชีพและมีการเคลื่อนไหวอีกครั้ง

ในเดือน พ.ย.2552 เจ้าหน้าที่ กฟผ.ได้เดินทางเข้าพบพระ ดร.ฐาณี ฐิตวิริโย พระวัดกองลม ต.กองลม อ.เวียงแหง ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่แสดงความเห็นไม่เห็นด้วยกับโครงการพัฒนาเหมืองเวียงแหง เพื่อหารือถึงความเป็นไปได้ในการทำอีไอเอใหม่ โดยเจ้าหน้าที่ชุดดังกล่าวแจ้งว่ารัฐบาลสั่งให้ทำใหม่ ใช้เวลาประมาณ 3 ปี นั่นหมายความว่าอีไอเอฉบับที่ กฟผ.ทำไปแล้วนั้นไม่สามารถใช้ได้ ส่วนในรายละเอียดต่างๆ เช่น งบประมาณในการดำเนินการ หน่วยงานใดเป็นผู้ศึกษานั้นตนยังไม่มีรายละเอียด

หลังการเข้ามาของ กฟผ.ครั้งนี้ ได้ทำให้ชาวเวียงแหงได้สงวนท่าทีและมีการถกประเด็นกันในวงในกันเงียบๆ เพื่อสงวนดูท่าทีของทีมสำรวจชุดใหม่ที่เข้ามา ก่อนจะทำการปรับขบวนมวลชนกันใหม่อีกครั้ง

เวียงแหงเมษาร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อชาวบ้านร่วมกันวางแผนชั่วข้ามคืนก่อนล้มโครงการสันติวิธีสมานฉันท์ในชุมชนพับถอยไม่เป็นขบวน

ช่วงต้นปี พ.ศ. 2553 ที่ผ่านมา หลายฝ่ายมองว่า สถานการณ์ในพื้นที่ค่อนข้างเงียบ ไม่มีกระแสการประชาสัมพันธ์ การสนับสนุนของการฝ่ายมวลชนสัมพันธ์ของการไฟฟ้าแต่อย่างใด ทำให้เครือข่ายและชาวบ้านเอง คิดว่า คงจะจบไปแล้ว โครงการพัฒนาถ่านหินลิกไนต์คงไม่จะเกิดแน่แท้

แต่แล้ว ในช่วงเดือนเมษายน 2553 แผ่นดินเวียงแหง ก็ร้อนระอุขึ้นมาอีกครั้ง

เมื่อทาง กฟผ. ได้ว่าจ้าง นายแพทย์วันชัย วัฒนศัพท์ เข้ามาทำโครงการสันติวิธี สร้างความสมานฉันท์ในชุมชน ในพื้นที่อำเภอเวียงแหง โดยมีหนังสือผ่านทางอำเภอ ไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แม่บ้าน อสม.ทุกกลุ่ม ให้มาร่วมประชุมกัน ณ หอประชุมที่ว่าการอำเภอเวียงแหง

หลังมีข่าวนี้กระพือออกไป ทำให้ชาวบ้านทั่วทั้งอำเภอที่รู้ข่าวการเคลื่อนไหวในการเข้ามาครั้งนี้ ต่างรวมตัวกันด้วยความรู้สึกร่วมกัน นั่นคือ คัดค้านไม่เอาโครงการพัฒนาเหมืองเวียงแหง ค่ำคืนนั้น เหล่าแกนนำ ชาวบ้าน ผู้อาวุโส ได้นัดถกวงคุยกันเงียบๆ เพื่อวางแผนในสถานที่แห่งหนึ่ง

เพียงชั่วข้ามคืน แผ่นดินเวียงแหงเริ่มปะทุร้อนอบอ้าวขึ้นมาทันใด

ตอนสายของวันที่ วันที่ 27 เมษายน 2553 ณ หอประชุมที่ว่าการอำเภอเวียงแหง ขณะเจ้าหน้าที่ ทีมงานโครงการของนายแพทย์วันชัย วัฒนศัพท์ กำลังเตรียมเปิดงานโครงการสันติวิธี สร้างความสมานฉันท์ในชุมชน ในพื้นที่อำเภอเวียงแหง ทันใดนั้น ชาวบ้านกว่าพันคน ได้พากันจัดทัพรถยนต์ มอเตอร์ไซค์เคลื่อนขบวนมาตามถนน มุ่งหน้ามาชุมนุมอยู่บริเวณสนามหญ้าหน้าหอประชุม พร้อมเครื่องขยายเสียง ประกาศก้อง คัดค้าน ขับไล่ คณะทำงานของนายแพทย์วันชัย โดยมองว่าเป็นเครื่องมือของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต โดยการเข้ามาดำเนินโครงการสันติวิธี ก็เป็นการอ้างความชอบธรรมเพื่อที่จะขับเคลื่อนให้มีการเปิดเหมืองขึ้นมาอีกครั้งนั่นเอง

สถานการณ์เริ่มตึงเครียด และมีการกดดันหนักมากยิ่งขึ้น และแม้กระทั่งนายก อบต.ทั้ง 3 ตำบล พร้อมด้วยกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ได้ตัดสินใจลุกออกจากห้องประชุม ก่อนหันหน้ามาเข้าร่วมชุมนุมเคียงข้างประชาชนอำเภอเวียงแหง ท่ามกลางความงุนงงของนายแพทย์วันชัย วัฒนศัพท์และคณะทีมงาน เมื่อแกนนำหลายคนได้ออกยืนกล่าวโจมตีการทำงานของ กฟผ.และวิพากษ์การเข้ามาทำงานของผู้รับใช้ กฟผ.อย่างหนักหน่วง ดุเด็ดเผ็ดร้อน

กระทั่ง นายพยอม คารมณ์ ในนามตัวแทนเครือข่ายทรัพยากรลุ่มน้ำแตงตอนบนอำเภอเวียงแหง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่อำเภอเวียงแหงทั้ง 3 อบต. กลุ่มกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เครือข่ายอสม.อำเภอเวียงแหง กลุ่มสตรีแม่บ้าน และกลุ่มผู้สูงอายุ อำเภอเวียงแหง ได้ลุกขึ้นอ่านแถลงการณ์ เรื่อง ‘ขอคัดค้านการดำเนินการใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการพัฒนาเหมืองแร่ลิกไนต์หรือฐานทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า แร่ธาตุ อันจะนำไปสู่ความขัดแย้งของชุมชนรอบใหม่ของประชาชนในพื้นที่อำเภอเวียงแหง’



แถลงการณ์

เรื่อง ขอคัดค้านการดำเนินการใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการพัฒนาเหมืองแร่ลิกซ์ไนส์ หรือ ฐานทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า แร่ธาตุ อันจะนำไปสู่ความขัดแย้งของชุมชนรอบใหม่ของ ประชาชนในพื้นที่อำเภอเวียงแหง

เรียน ศ.นพ. วันชัย วัฒนศัพท์ หัวหน้า โครงการฯ

นายอำเภอเวียงแหง

ผู้อำนวยการสำนักสำนักวิจัยและพัฒนาสถาบันพระปกเกล้า

เจ้าหน้าที่ ตัวแทนจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

พวกเราในนามประชาชนอำเภอเวียงแหงที่เกี่ยวข้องทุกระดับในพื้นที่ รับทราบถึงการเข้ามาดำเนินโครงการเสริมสร้างกระบวนการสมานฉันท์เพื่อสร้างสันติสุขในชุมชนและการป้องกันความขัดแย้งด้านนโยบายสาธารณะในเขตอำเภอเวียงแหง ซึ่งได้รับงบประมาณเกือบ ห้าล้านบาท จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟฝ.) โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจด้านการดำเนินงานตามนโยบายสาธารณะ โดย มี ศาสตราจารย์ นายแพทย์วันชัย วัฒนศัพท์ เป็นที่ปรึกษาและหัวหน้าโครงการ นั้น

พวกเราในนามประชาชนอำเภอเวียงแหง ขอเรียนว่า จากผลพวงการเข้ามาดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการเหมืองแร่ลิกไนต์ การดำเนินการมวลชนสัมพันธ์ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟฝ.) ตลอดจนการเข้ามาศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA) ของสถาบันบริการวิศวกรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในช่วงปี พ.ศ. 2546-2550 ที่ผ่านมา ได้สร้างผลกระทบมลพิษทางจิตใจอย่างใหญ่หลวงกับพี่น้องประชาชนในอำเภอเวียงแหง ก่อให้เกิดความเป็นฝักฝ่าย แตกแยก ปรากฏการณ์ การไม่ร่วมสังฆกรรม ไม่ร่วมหัววัด ร่วมงานประเพณี ร่วมเผาผี ของพี่น้องในอำเภอเวียงแหง เกิดขึ้น เนื่องมาจากได้รับข้อมูลเพียงด้านเดียวและถูกกระทำให้แบ่งกลุ่ม แบ่งมวลชนมาขัดแย้งกันในพื้นที่ มีผู้เฒ่าผู้แก่ถึงกับกล่าวท้อว่า ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยพบเห็นความขัดแย้งของคนในเวียงแหงรุนแรงเช่นนี้ จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า ความขัดแย้งดังกล่าว มาจากการเข้ามาดำเนินโครงการของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และนักวิชาการรับจ้าง ที่เอาสถาบันมาอ้างเพื่อแสวงหาความชอบธรรมในการดำเนินการ นับว่าเป็นตราบาปอันหนักหนาสาหัสแก่ชาวบ้านที่เคยอยู่กันอย่างสันติและเกื้อกูลกัน

ชาวบ้านได้ถอดบทเรียนและหาทางออกร่วมกัน โดยยึดมติของชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านอำเภอเวียงแหง ได้สำรวจเป็นประชามติของพี่น้องในอำเภอเวียงแหง พบว่า ร้อยละ 96.22 ของกลุ่มประชากรจาก 14 หมู่บ้าน คัดค้านการดำเนินการใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ เหมืองแร่ลิกไนต์ ตลอดจนฐานทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า ในพื้นที่อำเภอเวียงแหง โครงการพัฒนาเหมืองฯและการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ได้ถอนสำนักงาน และการดำเนินการออกจากพื้นที่ ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา

ความสำคัญในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ในอำเภอเวียงแหง กลับเข้าสู่สภาวะความปกติสุข หลังการเงียบหายไปจากพื้นที่ ของโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ “โครงการพัฒนาเหมืองเวียงแหง” ที่ดำเนินการโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ภายหลังจากกระบวนการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคม (EIA) ฉบับที่พวกเราประณามว่า เป็นฉบับที่ขาดการมีส่วนร่วมและไร้หลักธรรมาภิบาลในดำเนินการจนไม่สามารถนำปฏิบัติใช้ได้จริง เสร็จสิ้นลง ภาพของผู้คนที่เคยแตกต่าง ขัดแย้งกันทางความคิด แบ่งออกเป็นหลายกลุ่มหลายฝ่าย ณ วันนี้ ปรากฏการณ์เหล่านี้ ได้รับการเยียวจากวันเวลา ต้นทุนทางสังคมที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นระบบเครือญาติ ความเป็นพี่เป็นน้อง ศาสนา ประเพณีและวัฒนธรรม ที่มีร่วมกัน ช่วยทำให้เวียงแหงกลับมาเป็นชุมชนบ้านพี่บ้านน้อง ความเกื้อกูลกันระหว่างชนเผ่า ระหว่างหมู่บ้าน ก็กลับมาอีกครั้ง ดังนั้นจึงเห็นว่า พวกเราประชาชนคนเวียงแหง ขอแถลงการณ์ว่าคัดค้านและไม่ยอมรับการดำเนินการของโครงการที่เกี่ยวข้องกับโครงการเหมืองแร่ลิกไนต์ หรือ เกี่ยวข้องกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง พวกเราจึงขอแถลงการณ์เพื่อให้ท่านทราบ ด้วยหลักการและเหตุผล ดังนี้…

1.โครงการของท่าน เข้ามาดำเนินการ โดยได้รับประมาณสนับสนุนจาก “การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย” (กฟผ.) ซึ่งมีผลประโยชน์โดยตรงต่อการดำเนินโครงการพัฒนาเหมืองเวียงแหง เราจึงไม่ประสงค์ให้ความร่วมมือ เนื่องจากเป็นคู่สัญญากับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (กฟผ.) ซึ่งชาวบ้านเห็นว่าไม่มีความโปร่งใส และไม่มีความจริงใจในการดำเนินการ และไม่ก่อประโยชน์ที่แท้จริงแก่คนเวียงแหง

2.ความขัดแย้ง หรือความสมานฉันท์ในพื้นที่อำเภอเวียงแหง ได้เกิดขึ้นเองอยู่แล้ว โดยการเยียวยาของต้นทุนของชุมชน วิถีชีวิต และการเกื้อกูลกันของคนในอำเภอเวียงแหง การเข้ามาทำโครงการสมานฉันท์ของท่าน อาจจะเป็นเหตุให้ก่อเกิดความขัดแย้งในรอบใหม่อีกครั้ง เพราะเกี่ยวเนื่องหรือมีต้นเหตุมาจาก “โครงการพัฒนาเหมืองลิกไนต์เวียงแหง” เมื่อสถานการณ์ในชุมชนคลี่คลายและกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เราจึงขอปฏิเสธและไม่ยอมรับโครงการใดๆ ที่จะเข้ามาก่อให้เกิดความขัดแย้งในลักษณะดังกล่าวอีก

3.“สันติสุขในชุมชนอำเภอเวียงแหง” เกิดขึ้นทันที ที่โครงการพัฒนาเหมืองฯและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตได้ถอนโครงการออกไป จึงไม่จำเป็นต้องแสวงหาการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจด้านการดำเนินงานตามนโยบายสาธารณะ ตามวัตถุประสงค์ของท่าน

4.หน่วยงาน อปท. ทั้ง 3 แห่งในพื้นที่ ประกอบด้วย อบต.เมืองแหง อบต. เปียงหลวง อบต. แสนไห และผู้นำชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อสม. มีความวิตกกังวลว่า การจัดเวทีในครั้งนี้ จะเป็นชนวนให้เกิดปัญหาความขัดแย้งรอบใหม่ในพื้นที่ จึงไม่ประสงค์ให้มีการดำเนินการโครงการฯ ดังกล่าว

5.การศึกษาวิจัยใดๆที่เข้ามาดำเนินการในพื้นที่อำเภอเวียงแหง ชุดแล้วชุดเล่า ไม่เคยมีการคืนข้อมูลและไม่เคยกลับมาก่อประโยชน์ให้คนเวียงแหง โดยเฉพาะ การศึกษาผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม (EIA) โครงการพัฒนาเหมืองถ่านหินเวียงแหง ที่เคยมีการทำหนังสือเพื่อรายงานฉบับสมบูรณ์ของงานศึกษาดังกล่าว แต่ก็ไม่ได้รับการตอบรับใดๆทั้งสิ้นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อันสะท้อนถึงความไม่จริงใจ ดังนั้น โครงการการเสริมสร้างการสมานฉันท์ของท่านฯที่จะเกิดขึ้นก็คงจะไม่แตกต่างจากงานวิจัยที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นโครงการวิจัยที่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เป็นนายทุนใหญ่ พวกเรา จึงขอปฏิเสธและคัดค้านการเข้ามาดำเนินการของโครงการนี้เนื่องจากผลการดำเนินการไม่ก่อประโยชน์ให้แก่คนเวียงแหงเหมือนที่ผ่านมา

6.ชาวบ้านตามที่มีรายชื่อแนบมานี้ จะขอใช้สิทธิอันชอบธรรม ในการคัดค้านและไม่ให้ความร่วมมือในด้านการให้ข้อมูล ตลอดจนการดำเนินการใด ๆ ของโครงการของท่าน นับแต่นี้เป็นต้นไป ทั้งนี้ ประชาชนชาวบ้านเวียงแหงในทุกระดับและทุกภาคส่วน จึงขอเรียกร้องให้ท่านและคณะได้รักษาเกียรติภูมิและประวัติการทำงานของท่าน ซึ่งเป็นที่ยอมรับ ได้รับใช้งานเพื่อสังคมในด้านอื่น ในพื้นที่อื่น ๆ ให้ท่านได้ดำเนินการสานเสวนาจัดการความขัดแย้งอย่างสันติวิธี ในเรื่องปัญหาของประเทศ ชาติขณะนี้

ดังนั้น ขอให้ ศาสตราจารย์ นายแพทย์วันชัย วัฒนศัพท์ ผู้เป็นหัวหน้าโครงการ ยุติการดำเนินการโครงการในพื้นที่อำเภอเวียงแหง เพื่อมิให้เกิดความขัดแย้งขึ้นอีกครั้งในพื้นที่ ดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น และขอให้มีการทบทวนเพื่อพิจารณา ถอนการรับการสนับสนุนงบประมาณจาก การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในการทำหน้าที่เข้ามาไกล่เกลี่ยความขัดแย้งที่เกิดจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ ที่หน่วยงานนี้เข้าไปดำเนินโครงการ เพราะการดำเนินโครงการเหล่านั้น ไม่มีความโปร่งใส ไม่มีความจริงใจ และไม่สร้างการมีส่วนร่วมจากคนในพื้นที่ ทั้งนี้เพื่อให้ท่าน พร้อมคณะ ตลอดจนสำนักสันติวิธีฯ สถาบันพระปกเกล้า คงไว้ซึ่งหลักธรรมาภิบาลในการดำเนินการอย่างแท้จริง

วันที่ 27 เมษายน 2553

เครือข่ายทรัพยากรลุ่มน้ำแตงตอนบน อำเภอเวียงแหง

องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่อำเภอเวียงแหง

กลุ่มกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน

เครือข่าย อสม.อำเภอเวียงแหง

กลุ่มผู้สูงอายุ อำเภอเวียงแหง

นั่นคือ แถลงการณ์ฉบับล่าสุด ที่ชาวเวียงแหงได้ร่วมกันแสดงเจตนารมณ์ ยืนยันและคัดค้านการดำเนินการเกี่ยวกับโครงการพัฒนาเหมืองเวียงแหงอย่างหนักแน่นและจริงจัง


เหมืองแร่เวียงแหงยังไม่จบ ในขณะชาวบ้านเวียงแหงเข้มแข็งและตั้งรับ หาก กฟผ.ยังเดินหน้าตัดทอนแกนนำคัดค้านเหมืองลิกไนต์อย่างต่อเนื่อง

จากสถานการณ์ดังกล่าว นายโอฬาร อ่องฬะ ผู้ประสานงานสถาบันพัฒนาท้องถิ่น ได้วิเคราะห์เอาไว้อย่างสนใจว่า แม้ว่าชาวบ้านเวียงแหงจะเกาะกลุ่มรวมตัวกันต่อต้านเหมืองแร่กันอย่างเหนียวแน่นและผู้นำหลายคนก็ได้ขยายแนวคิด แนวร่วมไปยังกลุ่มผู้นำในหมู่บ้านอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง

ในขณะเดียวกัน ทางด้าน ฝ่ายมวลชนสัมพันธ์ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ยังคงไม่หยุดนิ่ง ยังคงทำงานใต้คลื่น เจาะเป็นรายคนโดยเฉพาะแกนนำ สร้างคน สร้างทีมขึ้นมาอีกกลุ่มหนึ่งในพื้นที่ เพื่อให้เห็นด้วยกับการดำเนินโครงการพัฒนาถ่านหินลิกไนต์เวียงแหงครั้งนี้ต่อไปให้ได้

กระบวนการงัดง้างต่อสู้กันระหว่าง ฝ่ายชาวบ้านเวียงแหงที่คัดค้านไม่เอาเหมืองแร่ กับฝ่าย กฟผ. จึงมีให้เห็นให้ได้เผชิญกันอยู่ตลอดเวลา

แม้กระทั่ง เหตุการณ์ที่ผ่านมา ซึ่งชาวบ้านเองเชื่อว่า เป็นกระบวนการหนึ่งลดทอนแกนนำ ผู้นำคัดค้านเหมืองลิกไนต์ โดยใช้กระบวนการทางกฎหมาย รื้อฟื้นคดีความของผู้นำตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 กับข้อหา ม็อบกระเทียม ปิดถนน รวม 9 คน และหนึ่งในนั้นมี นายคำ ตุ่นหล้า ประธานเครือข่ายทรัพยากรลุ่มน้ำแม่แตงตอนบนคนปัจจุบัน และฐานะที่เป็นสมาชิกผู้ปลูกกระเทียมอำเภอเวียงแหง ที่ได้รับการไว้วางใจให้ทำหน้าที่เป็นโฆษก ช่วงของการเจรจาต่อรองกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งถือว่าการกระทำดังกล่าว เป็นสิทธิอันชอบธรรมด้วยหลักเสรีประชาธิปไตย ที่ประชาชนเมื่อได้รับความเดือดร้อนจะลุกขึ้นมาเสนอให้ภาครัฐ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาแก้ไขปัญหา

แต่แล้ว ในขณะที่องค์การบริหารส่วนตำบลเมืองแหง ได้มีการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเมืองแหงขึ้นมาใหม่ โดยมีผู้สมัครรับเลือกตั้ง 4 คน โดยมีนายคำ ตุ่นหล้า ลงรับสมัครการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นช่วงขณะเดียวกันที่มีการรื้อฟื้นคดีความนั้น โดยได้มีหนังสือออกหมายจับนายคำ ตุ่นหล้า ข้อหาหนีคดีม็อบกระเทียมเมื่อปี 2548

ซึ่งกรณีเช่นนี้ จะเป็นปรากฏการณ์ที่จะเรียกว่าบังเอิญ หรืออะไรก็ตาม แต่ข้อสังเกตของชาวบ้านเวียงแหงที่คัดค้านเหมืองแร่ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ลักษณะเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเหมือนคลื่นใต้น้ำ เพื่อยันคู่ต่อสู้อำนาจการเมืองหรือไม่ และเมื่อเข้าไปสู่กระบวนการทางกฎหมายเมื่อเข้ามอบตัว ดูเหมือนขั้นตอน กระบวนการเร็วเกินจนทำให้ตั้งรับไม่ทัน และที่แกนนำที่เหลืออีก 7 คน จะถูกกระทำเช่นนี้ด้วยหรือไม่ ยังคงเป็นคำถาม เพราะหลายครั้งมักจะไม่มีคำตอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากกระบวนการที่ต้องสู้ในพื้นที่เองแล้ว ทางชั้นกฎหมายที่หลายคนถูกดำเนินคดี และอีกหลายคนอาจจะถูกกระทำเช่นเดียวกันนี้ ท่ามกลางกระแสการสร้างมวลชนสัมพันธ์ในพื้นที่กำลังโหมกระหน่ำมากยิ่งขึ้น ทั้งบนดินและใต้ดิน

แน่นอน สถานการณ์เช่นนี้ ย่อมทำให้เครือข่ายทรัพยากรลุ่มน้ำแตงตอนบนอำเภอเวียงแหง และภาคประชาชนอำเภอเวียงแหง ต้องหันมาจับมือร่วมกันถก คิด วางแผน ที่จะขับเคลื่อน จัดวางจังหวะก้าว กลไกการทำงานที่ชัดเจนให้มากขึ้นทั้งเพื่อตั้งรับ และรุกเมื่อมีสถานการณ์เข้ามา ที่สำคัญการสร้างขวัญ กำลังใจกับพี่น้องเครือข่าย พี่น้องอำเภอเวียงแหง ที่ไม่เอากับเหมืองถ่านลิกไนต์ ให้มีความพร้อม มีจังหวะก้าวเดินไปพร้อมๆกันหลังจากนี้อย่างมีเป้าหมาย.

โปรดติดตามตอนจบ- -กับทิศทาง เป้าหมายและความฝันของคนเวียงแหง


มูลนิธิผสานวัฒนธรรมออกแถลงการณ์ "ยุติการกล่าวหาฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองในข้อหาความผิดตามมาตรา 112"

ที่มา ประชาไท

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมออกแถลงการณ์ "ยุติการกล่าวหาฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองในข้อหาความผิดตามมาตรา 112" ขอให้ศาลพิจารณาคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหาคดีข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 อย่างเท่าเทียมไม่เลือกปฏิบัติโดยคำนึงถึงมาตราฐานตามกฎหมายและหลักสิทธิ มนุษยชนอย่างเคร่งครัด

1 พ.ค. 54 - มูลนิธิผสานวัฒนธรรมออกแถลงการณ์ "ยุติการกล่าวหาฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองในข้อหาความผิดตามมาตรา 112" โดยมีรายละเอียดดังนี้

แถลงการณ์

ยุติการกล่าวหาฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองในข้อหาความผิดตามมาตรา 112

เพื่อรักษาบรรยากาศประชาธิปไตย และการเลือกตั้งเสรี

ขณะนี้มีการดำเนินคดีกับบุคคลหลายรายในความผิดตามมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา หรือข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งผู้ที่ถูกดำเนินคดีส่วนใหญ่เป็น ผู้ที่เคลื่อนไหวคัดค้านต่อต้านรัฐบาลหรือวิจารณ์บทบาทของกองทัพ และเป็นผู้ที่สนับสนุนการดำเนินการของกลุ่มแนวร่วมต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2554 เจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ได้จับกุม นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข บรรณาธิการบริหารนิตยสาร วอยซ์ ออฟ ทักษิณ ในข้อหาดังกล่าว แล้วส่งตัวให้เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอดำเนินคดี ซึ่งก่อนหน้านี้ผู้บัญชาการทหารบกก็ได้ให้แจ้งความดำเนินคดีในข้อหาเดียวกัน ต่อนายจตุพร พรหมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และแกนนำคนเสื้อแดง และมีการคุกคามดร. สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งน่าเชื่อว่าการคุกคามเกิดจากการที่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับฐานะและ บทบาทของสถาบันกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นต้น

ความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้น ก่อนและหลังการปฏิวัติรัฐประหารเมื่อปีพ.ศ. 2549 คู่ขัดแย้งได้ใช้วิธีการต่างๆเพื่อประโยชน์ในทางการเมืองของฝ่ายตน ได้ส่งผลต่อประชาธิปไตย และคุกคามสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสรีภาพขั้นพื้นฐาน 3 ประการ ได้แก่ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เสรีภาพในการสมาคม และเสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะ ความขัดแย้งทางการเมืองได้นำไปสู่ความรุนแรงในช่วงต้นปี 2553 ในที่สุด จนทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 92 คน และบาดเจ็บนับพันคน

การที่คู่ขัด แย้งทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายที่กุมอำนาจอยู่ทั้งในระบบและนอกระบบประชาธิปไตย ได้กล่าวหาศัตรูทางการเมืองของตนว่า “ล้มเจ้า” กระทั่งมีการกล่าวหาในทางอาญาโดยใช้กฎหมายและกลไกรัฐมาดำเนินคดีต่อศัตรูทาง การเมืองของตน ดังเช่นที่เป็นอยู่ในขณะนี้นั้น นอกจากจะเป็นการลิดรอนเสรีภาพในความคิดและเสรีภาพความเชื่อทางการเมือง ซึ่งถือเป็นเสรีภาพอันสัมบูรณ์ที่ไม่อาจละเมิดได้ การลิดรอนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งรวมทั้งเสรีภาพของสื่อ และเสรีภาพทางวิชาการแล้ว การแอบอ้างเอาสถาบันกษัตริย์มาใช้เพื่อประโยชน์ในทางการเมืองของตน ยังเป็นการปิดกั้นโอกาสไม่ให้สังคมไทย ได้ปรับตัวและพัฒนาการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข ให้เหมาะสมกับสถานการณ์และการพัฒนาของสังคมที่เปลี่ยนไปด้วย และท้ายที่สุดการกระทำดังกล่าวจะส่งผลเสียหายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์เองใน ระยะยาว

เพื่อเคารพสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญและหลักสิทธิ มนุษยชน และเพื่อดำรงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จึงขอเรียกร้องและเสนอแนะดังต่อไปนี้

1. ขอให้ทุกฝ่ายใช้สติ ยุติการแอบอ้างเอาสถาบันพระมหากษัตริย์มาใช้เป็นเครื่องมือหรือนำมายุ่ง เกี่ยวในทางการเมือง ไม่ว่าจะในฐานะที่อ้างว่าเป็นผู้ปกป้องสถาบันฯ หรือไม่ก็ตาม การวิจารณ์ เสนอแนะเกี่ยวกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ควรตั้งอยู่บน พื้นฐานทางวิชาการและการกระทำโดยสุจริต มิใช่โดยจุดมุ่งหมายที่จะยั่วยุให้เกิดความเกลียดชังหรือความรุนแรง หรือหวังผลตอบแทนในทางการเมือง

2. ขอให้รัฐบาลและหน่วยงานของรัฐคือสำนักงานตำรวจแห่งชาติทบทวนการดำเนินคดี บุคคลทุกคนไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดในข้อหาความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามมาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ยกเว้นโดยความเห็นชอบของสำนักพระราชวัง และในการดำเนินคดีจำเป็นต้องแจ้งให้บุคคลที่ถูกกล่าวหาให้มารับทราบข้อกล่าว หาเสียก่อนตามขั้นตอนของกฎหมาย ให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาเข้าถึงความยุติธรรมตามที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญอย่าง เต็มที่ ไม่เลือกปฏิบัติ หรือกระทำไปในลักษณะกลั่นแกล้ง ข่มขู่ คุกคาม ศัตรูในทางการเมือง

3. ขอให้ผู้นำกองทัพและนายทหารยุติการยุ่งเกี่ยวกับการเมืองและกิจการพลเรือน ยุติพฤติกรรมที่ส่งผลให้เกิดบรรยากาศของความหวาดกลัว คุกคามสิทธิเสรีภาพของประชาชนและการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุข เช่นการตบเท้าให้กำลังใจผู้บังคับบัญชาระดับสูง และขอให้กองทัพอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด

4. ขอให้ศาลพิจารณาคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหาคดีข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 อย่างเท่าเทียมไม่เลือกปฏิบัติโดยคำนึงถึงมาตราฐานตามกฎหมายและหลักสิทธิ มนุษยชนอย่างเคร่งครัด

5. ขอให้รัฐบาลปัจจุบันหรือรัฐบาลที่จะจัดตั้งขึ้นหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรที่กำลังจะมีขึ้น ได้ทบทวนบทบัญญัติมาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญา เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลใดๆ สามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของตนได้ และเพื่อปกป้องและธำรงค์ไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญอย่าง แท้จริง

สุดท้ายนี้ขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันสร้างสรรค์บรรยากาศ ประชาธิปไตยในขณะที่ประเทศกำลังเข้าสู่การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้การเลือกตั้งทั่วไปดังกล่าวเป็นไปโดยเสรีและบริสุทธิ์ยุติธรรม

Thai Red Australia เรียกร้องประชาธิปไตยไทยในขบวนวันกรรมกรสากลที่ออสเตรเลีย

ที่มา Thai E-News

ห้ามคิด ห้ามพูด ห้ามเขียน กฎหมายเผด็จการ มาตรา 112

โดย Thai Red Australia

1 พฤษภาคม 2554


พลังประชาธิปไตยไทยออสเตรเลีย หรือ THAI RED AUSTRALIA ได้เข้าร่วมเดินขบวนเนื่องในวันแรงงานสากล ที่จัดขึ้นโดยการร่วมมือขององค์กรต่างๆ โดยมีSocialist Alliance เป็นองค์กรกลาง

โดยในขบวนมีทั้งกลุ่มแรงงาน และกลุ่มผู้เรียกร้อง สิทธิเสรีภาพ รวมถึงชาติต่างๆที่ต่อสู้เพื่ออิสระภาพในประเทศต่างๆ อย่างเช่นลิเบีย ตูนีเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศซีเรีย ซึ่งกำลังมีข่าวการกวาดล้างประชาชนผู้เรียกร้องให้เปลี่ยนผู้นำ

โดยทางพลังประชาธิปไตยไทยออสเตรเลีย ก็ได้ร่วมเดินขบวนเพื่อเรียกร้องให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย และเรียกร้องสิทธิต่างๆ อย่างเช่น NO MORE DICTATORSHIP IN THAILAND, MAKE PEACE NOT WAR(กรณี เขมรและไทย) STOP DOUBLE STANDARD, THAILAND NEEDS DEMOCRACY, BRING 91 THAI PP MURDERER TO JUSTICE NOW, FREE SPEECH IS A CRIME IN THAILAND และสุดท้ายคือป้ายการรณรงค์ การยกเลิกม.112ในประเทศไทย ซึ่งถือว่าเป็นกฏหมายที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนว่าด้วยเสรีทางการแสดงออกทางการ พูด



โดยงานเริ่มจากการเดินขบวนจากHyde Park ไป รอบถนนใจกลางกรุงชิดนีย์ พร้อมกับตะโกน เรียกร้องประชาธิไตย และยกเลิก ม.112ซึ่งงานเดินขบวนนี้ เป็นการรำลึกถึงการต่อสู้ของชนชั้นแรงงาน และการรวมกันของแรงงานเพื่อการต่อรอง กับนายทุน เพื่อให้ผู้ใช้แรงงานไม่ถูกเอาเปรียบจากระบบนายทุนต่างๆ ในงานนี้มีผู้่ร่วมเดินขบวนทั้งสิ้น หลายร้อยคน จากหลายองค์กร


แถลงการณ์วันกรรมกรสากล กลุ่มผู้ใช้แรงงานเพื่อประชาธิปไตย ภาคเหนือ

ที่มา Thai E-News

แถลงการณ์วันกรรมกรสากล ร่วมต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง

เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ.2433 ผู้ใช้แรงงานทั่วโลกได้กำหนดให้เป็นวันกรรมกรสากล หรืออ “วันเมย์เดย์” (May Day) มีจุดกำเนิดมาจากการต่อสู้ของชนชั้นกรรมาชีพในยุโรปและอเมริกา ในยุคของ “การปฏิวัติอุตสาหกรรม” จากสังคมเกษตรไปสู่สังคมอุตสาหกรรมที่ส่งผลให้ผู้คนอพยพจากการผลิตภาคเกษตรกรรมไปเป็นแรงงานภาคอุตสาหกรรม ซึ่งผู้ใช้แรงงานต้องประสพกับการถูกกดขี่ขูดรีดจากนายทุนโรงงานอุตสาหกรรม เช่น ถูกบังคับให้ใช้แรงงานเยี่ยงทาส ต้องทำงานหนักถึงวันละ 14-16 ชั่วโมงโดยไม่มีวันหยุด รวมทั้งไม่มีสวัสดิการและมาตรฐานคุ้มครองความปลอดภัยในการทำงานแต่อย่างใด สภาพดังกล่าว เป็นสาเหตุทำให้ผู้ใช้แรงงานมีการเคลื่อนไหวเพื่อต่อสู้การกดค่าจ้างแรงงาน และให้ลดชั่วโมงการทำงานลง ซึ่งแนวความคิดนี้ได้ขยายไปหลายประเทศทั้งในยุโรป อเมริกา ละตินอเมริกา ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย เพื่อเรียกร้อง “ระบบสามแปด” คือ ทำงาน 8 ชั่วโมง พักผ่อน8ชั่วโมงและศึกษาหาความรู้8ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม ในสังคมไทย พบว่า มีผู้ใช้แรงงานทั้งภาคอุตาสหกรรม ภาคบริหารแรงงานนอกระบบ แรงงานข้ามชาติ จำนวนมากที่ต้องทำงานมากกว่า 8 ชั่วโมง โดยที่ ค่าจ้างขั้นต่ำไม่ถึงสองร้อยบาท ทำให้ชีวิตกรรมกรอัดคัตขัดสนมากยิ่งขึ้น

ท่ามกลางที่รัฐบาลประกาศขึ้นราคาน้ำมันที่จะเป็นผลให้สินค้าอุปโภคบริโภคมีราคาสูงขึ้นขณะเดียวกัน ภายใต้การปกครองของรัฐบาลอภิสิทธิ์ปัจจุบันที่มีอำนาจนอกระบบหนุนหลัง ทำให้สังคมไทยไม่เป็นประชาธิปไตย หรือประเทศไทยปกครองด้วยระบอบอำมาตยาธิปไตย เป็นผลให้การรวมกลุ่มของผู้ใช้แรงงาน มักถูกริดรอนสิทธิ์ ในด้านต่างๆ ที่จะนำสู่การแก้ไขปัญหาแรงงานได้ เช่น สิทธิการชุมนุม สิทธิการแสดงความคิดเห็น เป็นต้น ผู้ใช้แรงงานก็เหมือนคนไทยชนชั้นต่างๆก็ไม่มีอำนาจในการเลือกผู้บริหาร ประเทศได้อย่างแท้จริง ตลอดทั้งการมีเป้าหมายที่จะทำรัฐประหารทั้งทางตรงและซ่อนเร้นของฝ่ายอำมาตยา ธิปไตยในสถานการณ์การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นไม่กี่เดิอนข้างหน้า

ดังนั้น วันกรรมกรสากลในปีนี้ เราขอเรียกร้องให้
1. พรรคการเมืองที่รักและเป็นประชาธิปไตย ต้องมีนโยบายด้านแรงงานโดยรับฟังความคิดเห็นจากผู้ใช้แรงงานและให้ผู้ใช้แรงงานมีส่วนร่วม เพื่อนำสู่การแก้ไขปัญหาของผู้ใช้แรงงานได้อย่างแท้จริง
2. อำนาจนอกระบบต้องยุติการแทรกแซงทางการเมืองและขอต่อต้านการรัฐประหาร

กลุ่มผู้ใช้แรงงานเพื่อประชาธิปไตย ภาคเหนือ

Sunday, May 1, 2011

"ราคา"ของ"สงคราม"

ที่มา มติชน



โดย สรกล อดุลยานนท์

(จากคอลัมน์ สถานีคิดเลขที่12 ในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 30 เมษายน2554)


หลายปีที่ผ่านมา เราเสียเงินกว่า 100,000 ล้านบาท ไปสำหรับเหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนใต้

คนไทยด้วยกันเองเสียชีวิตไปหลายพันคน

ปี 2553 ที่ผ่านมา เมื่อเกิดเหตุ "ม็อบเสื้อแดง" ในเดือนเมษายน-พฤษภาคม รัฐบาลใช้งบประมาณภายใต้คำเพราะๆ ว่า "เพื่อความสงบเรียบร้อย" ไปประมาณ 6,000 กว่าล้านบาท

กระสุนเป็นแสนนัด

และลมหายใจของคนไทยด้วยกันเกือบ 100 คน

ล่าสุด ในเหตุการณ์การปะทะกันที่ชายแดนไทยและกัมพูชา รัฐบาลอนุมัติงบประมาณให้กับกองทัพ 1,200 ล้านบาท

มีทหารและชาวบ้านของไทยและกัมพูชาเสียชีวิตไปเป็นจำนวนมาก

ทุกครั้งที่เกิด "สงคราม" ไม่ว่าในประเทศหรือระหว่างประเทศล้วนแต่นำมาซึ่ง "ความสูญเสีย"

ทั้ง "ชีวิต"

ทั้ง "งบประมาณ" มหาศาล

ที่สำคัญก็คือ "สงคราม" จะบ่มเพาะความเกลียดชังให้เกิดขึ้นในใจของคู่ขัดแย้ง

ไม่ว่าจะเป็นคนไทยด้วยกันเอง หรือระหว่างชาวไทยกับชาวกัมพูชา

เพราะทันทีที่เกิด "สงคราม"

สิ่งแรกที่จะถูกสังหารก่อนใครคือ "ความจริง"

เรื่องราวที่ออกจากปากของฝ่ายความมั่นคงกับคนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ส่วนหนึ่งจึงแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน

เช่นเดียวกับเรื่องราวที่ออกจากปาก พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด กับ "จตุพร พรหมพันธุ์" ก็เหมือนกับหนังคนละเรื่อง

หรือการพูดถึงเหตุการณ์ปะทะกันที่ชายแดน เสียงที่ออกมาจากฝั่งกัมพูชากับฝั่งไทยก็เป็นคนละเรื่องเดียวกัน

ไม่มีใครรู้ว่า "ความจริง" เป็นอย่างไร

แต่ "ความจริง" หนึ่งที่ทุกคนต้องยอมรับก็คือ "ความขัดแย้ง" ได้เกิดขึ้นแล้ว และลุกลามขึ้นเรื่อยๆ

ที่น่าแปลกก็คือ เมื่อเราสาวหาปมของความขัดแย้งทั้ง 3 กรณี ใครจะไปนึกว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นล้วนมาจากสาเหตุที่ใกล้เคียงกัน

นั่นคือ การไม่เคารพ "กติกา" และ "ความยุติธรรม"

ถ้าเราเคารพกติกาประชาธิปไตย กติกาการเลือกตั้ง

ถ้าเราเคารพกติกาของสังคมโลก ไม่ว่าศาลโลก คณะกรรมการมรดกโลก คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หรืออาเซียน

ถ้าเราทำให้คนใต้รู้สึกว่าเขาได้รับความยุติธรรม

ปัญหาทั้งหมดก็จะลดระดับทันที

ในโลกแห่งความจริง ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกิดขึ้นและดำเนินไป

ไม่มีทางที่จะหมุนเข็มนาฬิกากลับไปได้

แต่ไม่ว่า "ความจริง" จะโหดร้ายเพียงใด แต่เราก็มีสิทธิฝัน

ฝันที่จะเห็นเมืองไทยดีขึ้น

มีคนเคยบอกว่าถ้าเราเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมไม่ได้

ขอให้เราเปลี่ยนทัศนคติ

ยอมรับ "กติกา" และทำ "ความยุติธรรม" ให้คนยอมรับได้

บางที "ความฝัน" ก็จะกลายเป็น "ความจริง" ขึ้นมา

ปัญหาก็มีอยู่เพียงว่าเรากล้าที่จะฝันหรือไม่

...เท่านั้นเอง