WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, May 3, 2011

ข่าวเกี่ยวข้องกับการจับกุม สมยศ พฤกษาเกษมสุข บก. เรด พาวเวอร์

ที่มา Thai E-News

ผมไม่ใช่เหยื่อรายสุดท้ายตราบเ่ท่าที่เราขังอยู่ภายใต้การปกครองที่เนื้อแท้เป็นเผด็จการ แต่เปลือกนอกฉาบด้วยคำว่าประชาธิปไตยไว้หลอกลวงชาวโลก
ผมจะต่อสู้ให้ได้รับเสรีภาพตราบจนลมหายใจสุดท้าย
ผมยอมเสียอิสรภาพ แต่จะไม่ยอมเสียความเป็นคนอย่างแน่นอน

สมยศ พฤกษาเกษมสุข
ณ ห้องขังกองปราบฯ
8.30 2 พฤษภาคม 2554




โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
2 พฤษภาคม 2554

สมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย และบรรณาธิการวารสารเรด พาวเวอร์ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองปอยเปต อรัญประเทศ ปราจีนบุรี เมื่อสายวันที่ 30 มิถุนายน 2554 ขณะนำลูกทัวร์ ซึ่งเป็นคนเสื้อแดงเป็นส่วนใหญ่ไปเที่ยวเขมร



ที่มา ประชาไท
แถลงการณ์: คัดค้านการคุกคามสิทธิเสรีภาพประชาชนด้วย “กฎหมายหมิ่นฯ” (กรณีล่าสุด สมยศ พฤกษาเกษมสุข )


นับแต่รัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549 เป็นต้นมา มีผู้ได้รับผลกระทบจากประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือ "กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" ทั้งทางตรงและทางอ้อมเป็นจำนวนมาก เฉพาะในช่วงตั้งแต่ปี 2548 - 2552 สถิติของคดีเหล่านี้มีมากถึง 547 คดี โดยศาลมีคำตัดสินว่าเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแล้วจำนวน 247 คดี และล่าสุดในเดือนเมษายน 2554 เพียงเดือนเดียว ได้มีการใช้กฎหมายนี้กับประชาชนในหลายกรณี โดยเท่าที่ปรากฏเป็นรายงานข่าวคือ

การคุกคามสิทธิเสรีภาพในการแสดงความ คิดเห็นของ ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล จากกรณีการอภิปรายสาธารณะเกี่ยวกับบทบาทของสถาบันกษัตริย์ในสังคมไทย ซึ่งได้มีการแถลงข่าวเปิดเผยเรื่องนี้เมื่อวันที่ 24 เมษายน ที่ผ่านมา

27 เมษายน ตำรวจกองปราบฯ ได้เรียกธนาพล อิ๋วสกุล บรรณาธิการนิตยสารฟ้าเดียวกัน เข้าให้ปากคำในฐานะพยาน กรณีมีผู้ฟ้องว่าข้อความในเว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน (ปัจจุบันปิดไปแล้ว) อาจเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยระบุนามแฝงของผู้โพสต์ เจ้าของกระทู้ และผู้แสดงความเห็นในกระทู้ที่มีข้อความเข้าข่ายดังกล่าว จำนวน 54 รายชื่อ จาก 46 ยูอาร์แอล (URL)

วันเดียวกัน ได้มีรายงานข่าวการพิจารณาคดีลับที่ศาลทหาร กรุงเทพฯ กับนายทหารอากาศยศนาวาอากาศตรีซึ่งถูกกองทัพอากาศแจ้งความดำเนินคดี จากกรณีที่มีการร้องเรียนว่าทหารอากาศนายนี้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก (Facebook) ของตนที่อาจเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

ล่าสุด วันที่ 30 เมษายน ได้มีการจับกุมตัวสมยศ พฤกษาเกษมสุข นักกิจกรรมด้านแรงงาน แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย และบรรณาธิการบริหารนิตยสาร วอยซ์ ออฟ ทักษิณ ในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยกรมสืบสวนคดีพิเศษ (DSI) บริเวณด่านตรวจคนเข้าเมืองอรัญประเทศ โดยไม่ให้ประกันตัวใดๆ
นอกจากความกังวลต่อการเพิ่มขึ้นของคดี ตามมาตรานี้ ที่มีอัตราโทษสูงแต่ขาดแนวปฏิบัติที่ชัดเจน ให้อำนาจการฟ้องร้องอย่างกว้างขวาง ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของกลุ่มอำนาจบางกลุ่ม และสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวซึ่งกระทบต่อการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดง ความเห็นตามระบอบประชาธิปไตยแล้ว กลุ่ม "มาตรา 112: รณรงค์เพื่อความตื่นรู้" ยังมีความกังวลต่อวิธีการบังคับใช้กฎหมายทั้งในช่วงก่อน ระหว่าง และหลังการไต่สวนคดีอีกด้วย

อาทิ การพิจารณาคดีลับ ซึ่งเป็นข้อยกเว้นอย่างเข้มงวดตามกฎหมายสูงสุดที่มีอยู่ โดยก่อนหน้ากรณีนาย ทหารอากาศ ก็ได้มีการใช้ในคดีที่ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ "ดา ตอร์ปิโด" เป็นจำเลย จนต่อมาศาลอุทธรณ์ก็ได้ยกคำสั่งลงโทษและให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาว่าขัดต่อข้อบัญญัติตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ส่วนกรณีของดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล รวมถึงผู้โพสต์ข้อความในเว็บบอร์ดฟ้าเดียวกันนั้น ซึ่งเข้าข่ายคุกคามสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็น และล่าสุด กรณีการจับกุมสมยศ พฤกษาเกษมสุข ซึ่งถูกคัดค้านการให้ประกันตัว โดยอ้างว่าเกรงจำเลยจะหลบหนีหรือไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ทั้งที่หมายจับในคดีนี้ออกมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ และผู้ถูกกล่าวหาก็ไม่เคยแสดงท่าทีว่าจะหลบหนีแต่อย่างใด

กลุ่ม "มาตรา 112: รณรงค์เพื่อความตื่นรู้" จึงมีความเห็นและข้อเรียกร้องดังต่อไปนี้

1. หยุดใช้มาตรา 112 คุกคามสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการดำเนินชีวิตตามปรกติ สร้างบรรยากาศความหวาดกลัวเพื่อควบคุมประชาชน ซึ่งขัดกับหลักสิทธิเสรีภาพในสังคมประชาธิปไตย นอกจากนี้การบังคับใช้กฎหมาย พิเศษ เช่น กฎหมายความมั่นคง เพื่อปราบปรามความเห็นต่าง นอกจากจะหมิ่นเหม่ที่จะขัดต่อข้อบัญญัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 29 ที่ห้ามการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ โดยให้ทำได้ "เท่าที่จำเป็น และจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้" แล้ว ยังขัดกับหลักกฎหมายสากล เช่น ข้อ 19 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights-ICCPR) ที่คุ้มครองสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการแสดงความเห็นด้วย

ทั้งนี้ รัฐพึงมีหน้าที่ปฏิบัติตามข้อบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ที่จะส่งเสริมสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการแสดงความเห็น มิใช่ใช้ช่องว่างของกฎหมายในการดำเนินคดีมาสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวแก่ประชาชน อย่างที่เป็นอยู่

2. ในภาวะที่ยังคงกฎหมายนี้โดยไม่มีการปรับปรุงแก้ไข ควรเปิดเผยกระบวนการสืบสวนสอบสวนและพิจารณาคดีที่เกี่ยวเนื่องให้สาธารณชน รับทราบ และควรมีการออกหมายเรียกก่อนตามกระบวนการดำเนินคดีปรกติ แทนการออกหมายจับหรือเข้าจับกุมทันที

3. การพิจารณาคดีลับพึงเป็นข้อยกเว้นอย่างเข้มงวด ไม่ควรอ้างเหตุจำเป็นต้องใช้อย่างพร่ำเพรื่อ อย่างที่มักอ้างว่า “ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี” ซึ่งเป็นข้ออ้างที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจน
4. การปฏิบัติตามกระบวนการอันควรตามกฎหมาย (due process) เป็นพื้นฐานนำไปสู่ความรู้สึกที่เป็นธรรมทั้งของผู้ถูกกล่าวหาและสังคม ทั่วไป แต่ที่ผ่านมาและที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ผู้ถูกกล่าวหาในคดีหมิ่นฯ มักถูกหน่วยงานรัฐคัดค้านการประกันตัวหรือปล่อยตัวชั่วคราว โดยมักอ้างว่าเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูง ผู้ถูกกล่าวหาจะหลบหนีและ/หรือยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ดังนั้น ทางกลุ่มฯ จึงขอเรียกร้องให้ศาลพิจารณากรณีเหล่านี้อย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงหลักการขั้นต้นเป็นสำคัญ

1 พฤษภาคม 2554

กลุ่ม "มาตรา 112: รณรงค์เพื่อความตื่นรู้"(Article 112 Awareness Campaign) และผู้ที่เห็นด้วยกับแถลงการณ์ข้างต้น ดังรายชื่อต่อไปนี้:

1. ขวัญระวี วังอุดม 2. พัชรี อังกูรทัศนียรัตน์ 3. วิรพา อังกูรทัศนียรัตน์ 4. กานต์ทัศนภักดิ์ 5. นภัทร สาเศียร 6. พันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ 7. เก่งกิจ กิติเรียงลาภ 8. จีรนุช เปรมชัยพร 9. อธิคม จีระไพโรจน์กุล 10. พรเทพ สงวนถ้อย 11. ภัควดี วีระภาสพงษ์ 12. อนุสรณ์ อุณโณ 13. ‎ชลิตา บัณฑุวงศ์ 14. สุลักษณ์ หลำอุบล 15. อัญชลี มณีโรจน์ 16. เกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร 17. อดิศร เกิดมงคล 18. นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ 19. พัชรี แซ่เอี้ยว 20. ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์ 21. นิพาดา ทองคำแท้ 22. ปราบ เลาหะโรจนพันธ์ 23. ปกป้อง เลาวัณย์ศิริ 24. วิจักขณ์ พานิช 25. ฉันทลักษณ์ รักษาอยู่ 26. พิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ 27. ชัยธวัช ตุลาธน 28. วันรัก สุวรรณวัฒนา 29. ไชยันต์ รัชชกูล 30. เตือนสิริ ศรีนอก 31. ศรีสมร กิจภู่สวัสดิ์ 32. ‎ดวงฤทัย เอสะนาชาต้ง 33. ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์ 34. พิภพ อุดมอิทธิพงศ์ 35. ศราวุฒิ ประทุมราช 36. สิริลักษณ์ ศรีประสิทธิ์ 37. ประวิตร โรจนพฤกษ์ 38. สุภิตา เจริญวัฒนมงคล 39. รวินทร์ คำโพธิ์ทอง 40. อังคณา นีละไพจิตร 41. สุธารี วรรณศิริ 42. ลักขณา ปันวิชัย 43. สุขุม ชีวาเกียรติยิ่งยง 44. เวียงรัฐ เนติโพธิ์ 45. รจเรข วัฒนพาณิชย์ 46. เอกฤทธิ์ พนเจริญสวัสดิ์ 47. เบญจรัตน์ แซ่ฉั่ว 48. จิตรา คชเดช 49. วิภา มัจฉาชาติ 50. เนติ วิเชียรแสน 51. ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข 52. ธนาพล อิ๋วสกุล 53. มานา ชุณห์สุทธิวัฒน์ 54. วธู ชุณห์สุทธิวัฒน์ 55. กฤตวิทย์ หริมเทพาธิป 56. ธิดา ผลิตผลการพิมพ์ 57. วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง 58. ปนิธิตา เกียรติ์สุพิมล 59. สุวิทย์ เลิศไกรเมธี 60. จิราพร กิจประยูร 61. สุริยะ ครุฑพันธุ์ 62. อภิณัฐ ภู่ก๋ง 63. ดิน บัวแดง 64. อาทิตย์ เจียมรัตตัญญู 65. ณัฐนพ พลาหาญ 66. อภิวัฒน์ แสงพัทธสีมา 67. เยาวลักษ์ อนุพันธุ์ 68. อุเชนทร์ เชียงเสน 69. กฤดิกร วงศ์สว่างพานิช 70. ชุมาพร แต่งเกลี้ยง 71. เทวฤทธิ์ มณีฉาย 72. ดวงใจ พวงแก้ว 73. ธีระพล คุ้มทรัพย์ 74. ไชยวัฒน์ ตระการรัตน์สันติ 75. ตากวาง สุขเกษม 76. สุดา รังกุพันธุ์ 77. เทพฤทธิ์ ภาษี 78. คมลักษณ์ ไชยยะ 79. เกียรติศักดิ์ ม่วงมิตร 80. ธีรวรรณ บุญญวรรณ 81. ปรัชญา สุรกำจรโรจน์ 82. ปุณณวิชญ์ เทศนา 83. ธัญสก พันสิทธิวรกุล 84. อาทิตย์ ศิวะหรรษาพันธ์ 85. วิภาวดี พันธุ์ยางน้อย 86. อาทิชา วงเวียน 87. ดวงทิพย์ ฆารฤทธิ์ 88. พวงทอง ภวัครพันธุ์ 89. จอน อึ๊งภากรณ์ 90. สมฤดี วินิจจะกูล 91. ตฤณ ไอยะรา 92. นิรมล ยุวนบุณย์ 93. ธนศักดิ์ สายจำปา 94. นันทา เบญจศิลารักษ์ 95. สุรชัย เพชรแสงโรจน์ 96. ศราวุธ ดรุณวัติ 97. สรวุฒิ วงศ์ศรานนท์ 98. แดนทอง บรีน 99. ประทับจิต นีละไพจิตร 100. สุชา สนิทวงศ์ ณ อยุธยา 101. ทองธัช เทพารักษ์ 102. กิตติเดช บัวศรี 103. ธิติ มีแต้ม 104. หทัยกานต์ สังขชาติ 105. ธีรมล บัวงาม 106. นาถรพี วงศ์แสงจันทร์ 107. วิทยา พันธ์พานิชย์ 108. Tyrell Haberkorn 109. นพพร พรหมขัติแก้ว 110. ศรวิษฐ์ โตวิวิชญ์ 111. ‎ จรินพร เรืองสมบูรณ์ 112. ศรายุธ ตั้งประเสริฐ

Monday, May 2, 2011

ล้านคำบรรยายการ์ตูนเซียวันที่ 02/05/54

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla




เชิญ..เลือกระหว่าง เรยา กับนายก
แล้วหยิบยก ชูประเด็น ให้เห็นผล
คุณธรรม จริยธรรม หนุนนำ"คน"
คำอวดตน แค่สร้างภาพ ตราบาปมาร....


เอาภาษี ชาวบ้าน ร้านตลาด
มาเติมวาด หาเสียง สำเนียงหวาน
อ้อนแม่ยก โง่เง่า ดั่งเต่าคลาน
ด้วยสามานย์ เฉไฉ ใจอัปรีย์....


ยุคคนบ้า มีอำนาจ ทำบาตรใหญ่
สร้างจัญไร ไม่ว่างเว้น เห็นทุกที่
จีบปากพูด เลิศหรู อย่างดูดี
แย่งภาษี ออกโฆษณา มาพรรคตน....

พวกคนโง่ ย่อมวางใจ ให้คนโง่
แสร้งอวดโอ้ สับปลับ ให้สับสน
ทำคุยเขื่อง วางท่า บ้าสัปดน
หลอกพวกตน ทำเฮฮา ประสาฟาย....


น้องเรยา แย่งผัว ทำตัวเด่น
บทบาทเป็น การแสดง แย่งจุดขาย
แต่นายก แย่งภาษี ไม่มีอาย
ซ้ำมักง่าย ออกโปรโมท ทำโฆษณา....


ยุคบ้านเมือง อัปรีย์ กาลียุค
ต้องทนทุกข์ สับสน กับคนบ้า
ตนทำชั่ว กลับสมอ้าง อำพรางตา
เบื่อระอา ความสามานย์ ของบ้านโจร....


http://3blabla.blogspot.com

ผลตรวจดีเอ็นเอ ยันศพเป็นบินลาดิน

ที่มา Voice TV



Voice At Noon ประจำวันที่ 2 พฤษภาคม 2554 (12.00 น.)
ผลตรวจดีเอ็นเอ ยันศพเป็นบินลาดิน
ผู้ว่าฯสุรินทร์เตรียมยุบศูนย์ผู้ลี้ภัยเหตุปะทะชายแดน
ควันหลงประท้วงวันแรงงานในต่างประเทศ


สหรัฐรายงานบิน ลาดินเสียชีวิตแล้ว
ประธานาธิบดี บารัก โอบามาแถลงยืนยันว่านายอุสมะ บิน ลาดิน ผู้นำกลุ่มอัล กออิดะห์ เสียชีวิตแล้วจากการโจมตีของกองกำลังสหรัฐฯที่ปากีสถาน

ผู้ว่าฯสุรินทร์เตรียมยุบศูนย์ผู้ลี้ภัยเหตุปะทะชายแดน
ขณ ที่เหตุปะทะชายแดนไทย - กัมพูชาที่จังหวัดสุรินทร์ มีความคืบหน้าเรื่องการเตรียมยุบศูนย์ผู้ลี้ภัยบางส่วน เนื่องจากสถานการณ์โดยรวมดีขึ้นแล้ว


กกต.หารือตัวแทนพรรคการเมือง
ตัวแทนพรรคการเมือง กว่า 50 พรรคเข้าร่วมประชุม รับฟังความเห็นจาก กกต. เพื่อเตรียมการก่อนเลือกตั้ง โดยมีประเด็นสำคัญในเรื่อง ค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง และ การห้ามนำสถาบัน มาใช้หาเสียง

มั่นใจ...ไม่มีรายการเชื่อมั่นประเทศไทยอีักแล้ว

ที่มา Voice TV




Wake up Thailand ประจำวันจันทร์ ที่ 2 พฤษภาคม 2554

นำเสนอประเด็น

- มาร์ค ลาเชื่อมั่นฯ ใช้ 100 พิธีกร

- พท.อ้างโพลเย้ย"มาร์ค" จัดรายการเชื่อมั่นฯ เรตติ้งแค่ 17.50%

- เอแบคโพลเทียบภาพลักษณ์ผู้นำ ปชช.โหวต"อภิสิทธิ์" เหนือ ''ยิ่งลักษณ์"

- โพลเชื่อยุบสภาฯ แต่ไม่ช่วยแก้ปมการเมือง

- สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

- ผบ.ทบ.สั่งหน่วยรบ พร้อมสู้ศึกกัมพูชา

- บรรยากาศวันแรงงาน

- นาโต้ทิ้งบอมบ์บ้านกัดดาฟี

- ควันหลงพิธีเสกสมรส

อาการแพ้นม ของสังคมไทย (ตอน 2)

ที่มา Voice TV



อาการแพ้นม ของสังคมไทย (ตอน 2)

ต่อจากสัปดาห์ผ่านมา ได้นำเสนอประเด็นเกี่ยวกับ อาการแพ้นมของสังคมไทย ที่หลายฝ่ายในออกมาวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสม โดยถูกโยงใยถึงความเสื่อมเสียระดับชาติ (National Disgraced) ซึ่งแนวคิดนี้ เกิดจากชั้นกลางผิวขาวหรือฝรั่งยุคล่าอาณานิคม ในช่วงศตวรรษที่ 19 ที่เห็นว่าการเปลือยกาย, อาการหละหลวมทางเพศ, การไม่ควบคุมอารมณ์ความรู้สึกของตนเอง, การแสดงความปรารถนาออกมาอย่างโจ่งแจ้ง เป็นความไร้อารยะธรรมของคนตะวันออกที่ยังไม่มีความเป็นคนเต็มคนเหมือนคนตะวันตก

บทความ การเปลือยอก ภาษากาย และมรดกแห่งรัฐเทวราชานิยม ของ Falling Angel

อำนาจเหนือร่างกายของตนเองนั้น ไม่ได้อยู่กับตัวเจ้าของร่างกายอันมีเลือดเนื้อนั้น แต่สิทธิ และอำนาจดังกล่าวตกอยู่กับตัวผู้ปกครองโดยสัมบูรณ์

เมื่อ กาลผ่านไป แนวคิดแบบรัฐเทวราชานิยมนั้นก็ถูกกัดกร่อน ท้าทาย และทำลายลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการเกิดขึ้นของระบอบคิดแบบประชาธิปไตย ที่มองว่าอำนาจ และสิทธิเหนือร่างกายของตนนั้น เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่สุด ที่ไม่พึงโดนควบคุม หรือผูกขาดโดยผู้ใด อันนำมาสู่แนวคิดที่มองกระทั่งว่า “อำนาจเหนือร่างกายนั้น คือ สัญลักษณ์แห่งเสรีภาพของประชาธิปไตย และการลุกฮือต่อต้านระบอบเก่า” อย่างในการปฏิวัติฝรั่งเศสเอง ก็มีการนำภาพโป๊ (Pornography) มาใช้เพื่อสื่อแสดงถึงเสรีภาพ และอำนาจเหนือร่างกายในลักษณะดังกล่าวด้วยเช่นกัน ฉะนั้นแล้ว ในสายตาของผมมันจึงเป็นเรื่องแปลกประหลาดที่ในประเทศไทยตอนนี้ การที่หญิงสาวจะออกมาเต้นเปลือยอก หรือกลุ่มคนที่อยู่รอบตัวนายจตุพรจะแสดงท่าทางบางอย่างขึ้นมา แล้วจะต้องถูกเอาผิดโดยรัฐนั้น กลับเป็นเรื่องที่สังคมหลายภาคส่วนพากันเฮโลเห็นดีเห็นงามด้วย หรือแม้แต่นักเคลื่อนไหว ที่อ้างตนว่าเป็นเสรีชน หรือนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยบางคนยังออกมากล่าวร้ายสาวเปลือยอก ทั้งที่ท่าทีของคนในสังคมที่เป็นประชาธิปไตยมันควรจะตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง ความลั่กลั่นในสังคมที่ตัวรัฐเองก็พยายามอ้างว่าตนเป็นประเทศประชาธิปไตย หรือขบวนการเคลื่อนไหว (ที่อ้างว่า) เพื่อประชาธิปไตยบางกลุ่ม (หรือบางคน) กลับเห็นด้วยกับการที่รัฐมาช่วงชิงสิทธิ และอำนาจเหนือร่างกายของสมาชิกแห่งรัฐผู้อื่นไป และทำให้การโชว์นม หรือการแสดงท่าทางบางอย่างรอบตัวนายจตุพร กลายเป็นอาชญากรรมไป

ในขณะที่ทั่วโลก กำลังพยายามขยายขอบเขตของสิทธิ และอำนาจเหนือร่างกายของปัจเจกบุคคลให้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนมีองค์กรอย่างเป็นทางการที่เรียกร้องเกี่ยวกับสิทธิในการเปลือยอกอย่าง เท่าเทียม อย่าง Top free Equal Right Association หรือ TERAขึ้นมาแล้ว และในยุโรปหลายประเทศเอง ก็อนุญาตให้ทุกเพศ มีสิทธิในการเปลือยอกได้โดยทั่วไป อย่างเท่าเทียมกันแล้ว (ซึ่งจะยกเว้นก็แต่สถานที่ทางการของรัฐ หรือสถานที่ของเอกชนบางจุดที่อนุญาตให้กำหนดแนวทางการแต่งตัว – Dress Code – ได้ แต่โดยทั่วไปอนุญาต) อาทิเช่น ประเทศสวีเดน หรือ ประเทศเดนมาร์ก และยังมีประเทศที่ประชาธิปไตยก้าวหน้าอีกหลายแห่งทั่วโลกกำลังพยายามผลักดัน เรื่องนี้อย่างจริงจังต่อไปเรื่อยๆ

ในประเทศไทยนั้น ด้วยมรดกที่หลงเหลือมาจากยุครัฐเทวราชานิยม ซึ่งมรดกทางความคิดนี้เหลือมากเกินกว่าที่จะเรียกได้ว่าเป็นเพียงซากทางความ คิด จึงทำให้เกิดเป็นสังคมไทยที่พยายามอ้างตัวว่าเป็นสังคมประชาธิปไตย แต่ในขณะเดียวกันก็มีมุมมองต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างกษัตริย์ในยุคเทวราชาต่อไป (ด้วยการอ้างแบบไร้ตรรกะผ่านคำว่า “อเนกนิกรณ์สโมสรสมมติ”) และเป็นรัฐซึ่งมีวาทกรรมเรื่อง “ประเพณีไทยงดงาม ไม่แพ้ใครในโลก” เป็นเสมือนหนึ่งสมบูรณาญาสิทธิวาทกรรม ที่ไม่อาจจะแตะต้อง หรือเห็นต่างได้ ด้วยความคิดว่าวัฒนธรรมไทยเป็นอะไรที่จรูญจรัสรัศมีพราวพร่างพร้อย อย่างที่เป็นอยู่ ทำให้สังคมไทยเป็นสังคมที่พร้อมจะดึงเอาลักษณะทุกอย่างที่ตนมองว่าเป็นสิ่ง “ดีงาม” รวมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมเราเองได้หมดสิ้น โดยไม่รู้สึกแปลกประหลาด หรือเขินอาย ดั่งที่เราจะพบได้จากเพลงในโฆษณาเบียร์ช้าง โดยแอ๊ด คาราบาว ที่ว่า “คนไหนคนไทย จะรู้ได้ไง ถ้ามีน้ำใจล่ะคนไทยแน่นอน” อันซึ่งในทางความเป็นจริง ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวละอองธุลีใดๆ เลยที่จะบ่งวัดได้ว่า “นั่นคือคนไทย” หรือ การผูกขาดอำนาจเหนือความคิดในลักษณะเดียวกันว่า “คนไทยทุกคนรักพ่อหลวง คนที่ไม่รักก็ไปอยู่ประเทศอื่น มันไม่ใช่คนไทย” ฉะนั้นวิธีการในการ “กำหนดลักษณะทางวัฒนธรรม (Cultural Characterization)” ในสังคมไทยที่เกิดขึ้นนี้เองที่มันกลายมาเป็นเครื่องมือ (Mechanism) ของรัฐไทย ผู้ซึ่งยังมองตัวเองว่าเป็นผู้ปกครองในระบอบรัฐเทวราชานิยมอยู่นั้นสามารถ ใช้ประโยชน์ได้ต่อไป โดยจะมีเฉพาะลักษณะ (ทางการกระทำที่วัดมาตราฐานด้วยวัฒนธรรม) ที่ผู้กุมอำนาจเห็นควรให้อยู่เท่านั้น จึงมีสิทธิอยู่ต่อไปได้ และลักษณะของการกระทำใดที่รัฐไม่นิยม ก็จะต้องถูกเขี่ยทิ้ง ให้สูญพันธุ์ไป

เพราะฉะนั้นด้วยพลังของวาทกรรมทางวัฒนธรรมที่รัฐพร่ำกล่อมเกลาตลอดวันตลอดคืน และสร้างให้เป็นวาทกรรมที่เห็นต่างไม่ได้ วิพากษ์ไม่ได้ เพราะนำมันไปผูกติดกับชาตินิยม และเทวราชานิยม ชนิดที่ว่าผู้ใดเห็นต่างจากวัฒนธรรมดังกล่าวก็จะถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกขาย ชาติ หรือโดนฝรั่งล้างสมองไปเสียหมด ย่อมทำให้สังคมอย่างไทยที่อ้างว่าเป็นประชาธิปไตยนั้น พร้อมจะคำราม กร่นด่าใส่ผู้ซึ่งพยายามจะหลุดออกจากการเป็นวัตถุแห่งปราถนา (Object of Desire) แล้วกลายมาเป็น “นายแห่งความปราถนา (Subject of Desire)” นั้น อย่างพร้อมเพรียงกัน และรู้สึกเป็นหน้าที่อันพึงกระทำ ในฐานะผู้สืบสานวัฒนธรรมอันแจ่มจรัสของชาติ ให้ไร้ซึ่งมลทินต่อไปซึ่งก็เป็นเรื่องน่าประหลาดอีกครั้ง หากเราลองสำรวจดู โดยใช้แว่นตาความรักชาติแบบหลวงวิจิตรวาทการยุคใหม่ (ที่คลั่งชาติ เสียยิ่งกว่าหลวงวิจิตรฯ เองเสียอีกนี่แหละ) มาสำรวจดู ประเทศที่เค้าอนุญาตให้สามารถเปิดอกโชว์ได้อย่างเต็มที่แล้ว อย่างเดนมาร์ก หรือสวีเดนนั้น ก็ล้วนแต่เป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานแสนนานไม่แพ้ประเทศไทย หรือสยามประเทศ หรือกรุงธนบุรี หรืออาณาจักรอยุธยา (ไล่ไปเรื่อย จนถึงเทือกเขาอัลไตไปนู่น) เลย และทั้งสองประเทศก็ล้วนแต่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขปกครองมาช้านาน มิได้ผิดแผกจากประเทศไทยเลยแม้แต่น้อย แต่ผมก็ไม่คิดว่าจะมีชาวโลกมาเที่ยวประณามว่าสองชาตินี้มีวัฒนธรรมอันบัดซบ ฟ่อนเฟะ เพียงเพราะการให้คนสามารถมีสิทธิเหนือเต้าของตน หรือแม้แต่การวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์อย่างตรงไปตรงมาได้แต่อย่างใด ที่ผมต้องลองพยายามสวมแว่นตาแบบหลวงวิจิตรฯ ทั้งที่ตัวผมนั้น รังเกียจเป็นอย่างยิ่งนี้ ก็เพื่อจะบอกท่านที่เชื่อเช่นนั้นว่า ข้ออ้างประเภทดังกล่าว ที่ว่าการเปลือยอกเป็นอาชญกรรม ทำลายวัฒนธรรมของชาติ หรือที่ว่าการแสดงท่าทีบางประการเป็นการทำลายเกียรติ์ของประมุขของประเทศ นั้น เป็นข้ออ้างที่ใช้ไม่ได้เลย

ดีเอสไอ คุมตัว สมยศ ฝากขังศาลอาญาข้อหาหมิ่นเบื้องสูง

ที่มา Voice TV









ดี เอสไอ ควบคุมตัว นายสมยศ พฤษาเกษมสุข บรรณาธิการบริหารนิตยสาร วอยซ์ ออฟ ทักษิณ ฝากขังศาลอาญา ในข้อหาหมิ่นเบื้องสูง หลังถูกจับกุมเมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา

พนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ควบคุมตัวนายสมยศ พฤกษาเกษม บรรณาธิการบริหารนิตยสาร วอยซ์ ออฟ ทักษิณ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาในข้อหาหมิ่นเบื้องสูง มาขออำนาจศาลอาญาฝากขังเป็นผลัดแรก เป็นเวลา 12 วัน ระหว่างวันที่ 2 – 13 พฤษภาคม 2554 จากกรณี ระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2551 – 15 มีนาคม 2553


นายสมยศ ซึ่งเป็นเจ้าของและบรรณาธิการนิตยดังกล่าว ได้มีการลงบทความพาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ แม้จะไม่ได้ใช้ถ้อยคำที่กล่าวถึงบุคคลสำคัญโดยตรง แต่มีการใช้ถ้อยคำโดยใช้ชื่อตัวละครที่ถูกสมมุติขึ้นมา แล้วใส่ข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์ลงไป หากผู้ที่เคยศึกษาประวัติศาสตร์ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาตอนปลายขึ้นไป ได้อ่านก็จะเกิดความเข้าใจว่าบุคคลที่ผู้เขียนบทความต้องการพาดพิงหมายถึง บุคคลสำคัญสถาบันพระมหากษัตริย์ในปัจจุบันอย่างแน่นอน

ท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนได้คัดค้านการประกันตัว เนื่องจากการสอบสวนยังไม่แล้วเสร็จ ยังเหลือการสอบพยานเพิ่มอีก 9 ปาก อีกทั้งผู้ต้องหามีพฤติการณ์ไม่ยอมมาให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนตามหมายเรียก จำนวน 3 ครั้ง ประกอบกับผู้ต้องหาถูกจับกุมขณะกำลังเดินทางออกนอกประเทศ และหากได้รับการประกันตัวผู้ต้องหาอาจไปยุ่งกับพยานหลักฐานในคดี

ด้านทนายความของนายสมยศ ได้ยื่นหลักทรัพย์เป็นโฉนดที่ดิน ราคาประเมิน 1,600,000 บาท เพื่อขอประกันตัว พร้อมยื่นคำร้องคัดค้านการฝากขัง เนื่องจากเห็นว่า พนักงานสอบสวน มีเหตุไม่ชอบในการฝากขังดังกล่าว



ทั้งนี้นายสมยศ ได้ถูกชุดจับกุมในคดีดังกล่าวที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองอรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ขณะเตรียมตัวเดินทางไปประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 30 เมษายน ที่ผ่านมา

จดหมายจากสมยศ พฤกษาเกษมสุข

ที่มา Voice TV

จดหมายจากสมยศ พฤกษาเกษมสุข

กลุ่มคนเสื้อแดงที่เข้าเยี่ยมนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย นำจดหมายที่นายสมยศเขียนมาเผยแพร่ในเฟซบุ๊ค โดยมีข้อความดังนี้

" ผมไม่ใช่เหยื่อรายสุดท้ายตราบเท่าที่ เรายังอยู่ภายใต้การปกครองที่เนื้อแท้เป็นเผด็จการ

แต่เปลือกนอกฉาบด้วยคำว่า ประชาธิปไตย ไว้หลอกลวงชาวโลก

ผมจะต่อสู้ให้ได้รับเสรีภาพ ตราบจนลมหายใจสุดท้าย

ผมยอมเสียอิสรภาพ แต่จะไม่ยอมเสียความเป็นคนอย่างแน่นอน

สมยศ พฤกษาเกษมสุข

ห้องขัง กองปราบ

2 พ.ค. 54 8.30 "

ขณะที่ศาลอาญาพิจารณาคำร้่องให้ฝากขังนายสมยศต่อ ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ เนื่องจากเกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี นอกจากนี้่นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ยังเตรียมออกหมายเรียกแกนนำคนเสื้อแดง 18 คน รับทราบข้อกล่าวหาในคดีหมิ่นสถาบันเบื้องสูงภายใน 2 สัปดาห์นี้

อยากได้ แลนด์บริดจ์ เมืองใหม่ บัตรเครดิตชาวนา และทักษิณ เลือกเพื่อไทย ถ้าไม่อยากได้... เลือก"ปชป."

ที่มา มติชน




พิชัย นริพทะพันธุ์ -กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ


ดร.มนตรี โสคติยานุรักษ์


ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย

รับชมข่าว VDO

วันที่ 1 พฤษภาคม 2554 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับสถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย ได้ราชดำเนินเสวนา โครงการร่วมปฎิรูปประเทศไทย ภายใต้หัวข้อ "วิพากษ์นโยบายเศรษฐกิจ ประชาธิปัตย์ - เพื่อไทย" ณ ห้องประชุมอิศรา อมันตกุล

มองโลกก่อนมองเรา

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังและคณะทำงานด้านเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า นโยบายของพรรคเพื่อไทยจะต้องมองโลกก่อนมองเรา เชื่อว่าการเจริญเติบโตของโลกกำลังจะเกิดขึ้น ส่วนอเมริกา ยุโรป กำลังจะเสื่อมถอยลง และการเติบโตเข้ามาที่เอเชีย กระบวนการที่เกิดขึ้นขณะนี้ประเทศไทยมีโอกาสที่จะเกาะกระแสการเจริญเติบโต อีกทั้งคิดว่าจะต้องทำอย่างไรประเทศไทยถึงก้าวมาเป็นผู้นำของภูมิภาคนี้ อาจกลายเป็นศูนย์ของการเจริญเติบโตต่อไปได้ เพราะเอเชียตะวันตกเฉียงใต้จะเป็นศูนย์กลางเจริญเติบโตอันหนึ่ง ขณะที่จีน อินเดีย เขาโตมาก ประมาณ 8-10 เปอร์เซ็นต์หรือมากกว่านั้น เพราะฉะนั้นประเทศไทยต้องโตตามไปด้วย อย่างน้อย 5 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป โดยเกิดจากการจ้างงาน

เพื่อไทย เศรษฐกิจต้องโต 5 %

โจทย์ต่อมาก็คือ ทำอย่างไรถึงจะให้โต 5 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของประเทศอาเซียน (geographic hub) ต้องมีการพัฒนาพื้นที่ สร้างการเชื่อมต่อและความสัมพันธ์ที่ดีกับต่างประเทศ เช่น ทำรถไฟรางคู่เข้าไปทุกประเทศ ซึ่งตอบโจทย์ในเรื่องของขนส่งสินค้า เพราะประเทศไทยจะต้องเป็นทั้งศูนย์กลางการผลิต การกระจายสินค้า หากเรายึดครองการเป็นศูนย์กลางได้เศรษฐกิจมันก็จะโตเอง ซึ่งจะต้องมีการพัฒนาตนเอง และใช้การติดต่อสื่อสาร

แลนด์บริดจ์ ร้อนๆ จ้า

"เราต้องมองปัญหาหลักปัจจุบันของประเทศไทยว่าคืออะไร ต้นทุนการขนส่งสูง เนื่องจากมีการขนส่ง 19-20 เปอร์เซ็นต์ แต่ขนส่งระบบรางไม่ดี ซึ่งมีปัจจัยจากการไม่พัฒนารถไฟ ปัญหาของสหภาพรถไฟที่เป็นปัญหาก่อนหน้านี้ นอกจากนี้จะต้องพัฒนารถไฟฟ้าความเร็วสูง รถไฟฟ้าในกรุงเทพทั้ง 10 สาย อีกอันหนึ่งก็คือ แลนด์บริดจ์ (Landbridge) เพราะอย่างในภาคใต้ถือว่าเป็นยุทธศาสตร์ของโลก เนื่องจากช่องแคบมะละกาเริ่มหนาแน่น การขนส่งมีปัญหา หากเราสามารถพัฒนาได้โดยไม่กระทบกับท้องถิ่น ก็จะเป็นจุดเจริญเติบโตของประเทศไทยมโหฬาร สามารถแก้ปัญหาเรื่องพลังงานได้ ผลตอบแทนจะกลับคืนสู่ท้องถิ่น"

เมืองใหม่ แสนล้าน เมืองไอที

นายพิชัย ยังกล่าวอีกว่า ต้องดูปัญหาระยะยาวของประเทศ เนื่องจากกรุงเทพเริ่มจม มีปัญหาเรื่องน้ำท่วมใช้งบประมาณปีละเกือบหมื่นล้าน จะต้องสร้างเขื่อนกั้นน้ำท่วม ซึ่งต้องดูโมเดลของอัมสเตอร์ดัม แต่ต้องใช้เงินมหาศาลประมาณแสนล้าน ทั้งนี้ขณะการสร้างเขื่อนเราก็สร้างเมืองใหม่ขึ้นมาด้วย ทำการถมทะเลบางส่วน สร้างเป็นเกาะ เป็นเมืองตามพระราชดำริ เป็นเมืองสวรรค์ที่มีทุกอย่างพร้อม มีการประมูลขายที่ดิน ประมูลการก่อสร้าง กลายเป็นเมืองแห่งธุรกิจ เมืองแห่งไอที ในอนาคตการเจริญเติบโตจะไปรวมอยู่ในนี้ หากโครงการนี้ทำสำเร็จรัฐจะได้เงิน

ปัญหาเรื่องน้ำก็ถือว่าสำคัญ จะมีการพัฒนาลุ่มน้ำ 25 ลุ่มน้ำ ทำระบบชลประทาน เกษตรกรสามารถปลูกพืชได้เยอะขึ้น

บัตรเครดิตชาวนา... แรงสุด

และนโยบายที่ดีมากอีกอย่างหนึ่งก็คือ บัตรสินเชื่อเกษตรกร ที่สามารถตอบโจทย์ของเกษตรกรได้ เนื่องจากเกษตรกรมีจำนวนเยอะ เรามองว่าแต่ละปีชาวนากู้เงินนอกระบบสูงเพื่อไปซื้อปัจจัยการผลิต หากมีตัวนี้แล้วก็จะช่วยในเรื่องของศักดิ์ศรีได้ อีกอย่างคือลดต้นทุนการผลิต เข้าไปควบคุมทุกจุด ถ้ามองในเรื่องของเศรษฐกิจแล้ว ลดต้นทุนของชาวนาได้ 30-40 เปอร์เซ็นต์ ต่อรองกับผู้ประกอบการเพื่อให้ต้นทุนถูกลง ทั้งนี้ยังกลับไปใช้ระบบจำนำเดิม

อีกนโยบายหนึ่งคือ การลดภาษีนิติบุคคล เห็นว่าการที่จะแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านในอนาคตได้ต้องลดภาษีนิติบุคคล ในปีแรกจาก 30 เปอร์เซ็นต์ ลดเหลือ 23 เปอร์เซ็นต์ ปี 56 ลดเหลือ 20 เปอร์เซ็นต์ รวมถึงการปรับปรุงเรื่อง BOI เอาที่เป็นแนวโน้มธุรกิจในอนาคตจริงๆ ธุรกิจนอกระบบจะเก็บภาษีได้มากขึ้น อีกทั้งการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท คนที่จบปริญญาตรีจะได้เงินเดือน 15,000 บาท

บ้านหลังแรก รถคันแรก

อย่างไรก็ตามยังมีในเรื่องของกองทุนมหาวิทยาลัยตั้งตัว ให้เงินมหาวิทยาลัยพันล้านปล่อยกู้กับนักศึกษาที่มีวิธีคิดใหม่ๆ รวมถึงให้ทุกคนเข้าถึงอินเตอร์เน็ต ให้ทุกโรงเรียนและที่สาธารณะมี wi-fi นอกจากนี้ยังมีโครงการบ้านหลังแรก รถคันแรก ซึ่งจากนี้ไปประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นกำลังแย่ และไม่ขยายการผลิต และโอกาสที่จะมาผลิตในประเทศไทยเป็นสิ่งสำคัญ


จากนี้ไปหากพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลจะเล่นการเมืองน้อยๆ แต่จะมุ่งในเรื่องของเศรษฐกิจเป็นหลัก เชื่อว่าเราจะเป็นผู้นำในภูมิภาคนี้ได้ การขับเคลื่อนจะต้องทำพร้อมกันทุกฝ่าย ทุกคนในสังคมจะได้ประโยชน์จากนโยบายของเรา คนระดับสูงก็จะได้ขับเคลื่อน ส่วนคนระดับกลางและระดับล่างก็จะได้ประโยชน์ นอกจากนี้ยังคิดต่อว่าคนระดับล่างจะมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างไร เพราะเราต้องเพิ่มการบริโภคในประเทศ ไม่สามารถพึ่งการส่งออกได้อย่างเดียว

ปชป. เราจะเดินหน้าต่อไป เพื่อประชาชน

ด้านนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์และนโยบายเพื่อการเลือกตั้ง พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ต้องเป็นนโยบายที่ทำได้จริงและมีแผนชัดเจน ที่สำคัญก็คือว่าเป็นนโยบายที่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้มากน้อยแค่ไหน จะเดินหน้าด้วยนโยบายแบบไหน ปัญหาอันดับแรกก็คือ ของแพง อาหารแพง และพลังงานแพง จนเกิดคำถามที่ว่าจะแพงอีกนานแค่ไหน จากผลการวิจัยของธนาคารโลก เมื่อปี 2008-2009 ราคาข้าวสูงมาก เช่นเดียวกับราคาน้ำมันสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ข้อสรุปของนักวิชาการก็คือว่าจากนี้ไปราคาของพลังงานเพิ่มสูงขึ้นและไม่กลับมาเหมือนเดิม ราคาของอย่างอื่นรวมถึงน้ำมันสูงขึ้น ฉะนั้นพรรคประชาธิปัตย์จะแก้ปัญหานี้ต่อไป "เราจะเดินหน้าต่อไป เพื่อประชาชน"

โดยรวมนโยบายของพรรคจะยกระดับรายได้ของบุคคล เพราะเชื่อในข้อมูลที่ตรงกันกับธนาคารโลกที่ได้วิเคราะห์ไว้ หากไม่สามารถยกระดับรายได้แล้ว มัวแต่ใช้วิธีเดิมๆ โตทีละ 4-5 เปอร์เซ็นต์ ก็จะไปไม่รอด ไม่ว่าจะควบคุมราคาสินค้าได้เก่งแค่ไหนก็ตาม เพราะฉะนั้นการเพิ่มรายได้จึงเป็นหัวใจสำคัญ ต่อมาก็คือ ประชาชนมี 60 กว่าล้านคน มีหลายกลุ่มบุคคลที่อยู่นอกระบบที่รัฐบาลจะต้องดูแล จะต้องมีนโยบายที่ไปช่วยเหลือ ที่เห็นชัดคือ การให้เบี้ยยังชีพเดือนละ 500 บาท แม้รัฐบาลในอดีตจะให้ก็ตาม แต่ก็ให้ไม่ครบ ให้เฉพาะหัวคะแนน หรือเส้นสาย ซึ่งนโยบายแบบนี้ช่วยได้หลายอย่าง เน้นช่วยค่าใช้จ่าย ทำให้เงินใน กระเป๋ามีมากขึ้น แต่เงินที่เป็นภาษีมันอยู่นิ่ง เราจะไปขยายฐานภาษีอย่างไร ซึ่งท้ายที่สุดแล้วคนไทยรับภาระตรงนี้

"หากมีการเลือกพรรคเพื่อไทยก็จะเดินหน้าหาความเป็นธรรมให้คนเสื้อแดง ให้ทักษิณ จากนั้นก็ทำแลนด์บริดจ์ แต่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ทำ ไม่อยากให้เรือบรรทุกน้ำมันมาทำลายหาดทราย เพราะไม่ได้มองเงินเป็นหลัก เราไม่ได้ตามก้นประเทศที่พัฒนาแล้ว แล้วเสียหายอย่างเช่น สหรัฐอเมริกา ยุโรป เพราะท้ายที่สุดจริง ๆ แล้ว การพัฒนาประเทศไม่ได้หมายความว่า เงิน เงิน ... แต่สิ่งสำคัญที่จะต้องทำก็คือสร้างรายได้ให้กับประเทศอย่างมั่นคง ไม่ใช่แค่การขยายฐานภาษีที่สุดท้ายคนไทยทั้งหมดต้องมารับภาระ"

ย้ายท่าเรือคลองเตย เปลี่ยนเป็นสวนสาธารณะ

นอกจากนี้ นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ยังกล่าวอีกว่า พรรคประชาธิปัตย์ยังมีโครงการรถไฟความเร็วสูง ไทย-จีน ที่เชื่อมจากคุนหมิง ภาคอีสานสู่ภาคใต้ และเชื่อมต่อไปยังมาเลเซีย เพื่อพัฒนาการค้าการลงทุนและการท่องเที่ยวให้ดีขึ้น รวมถึงจะย้ายท่าเรือคลองเตยไปแหลมฉบังอีกด้วย จะสร้างสวนสาธารณะ ทำให้ไม่มีที่จอดรถ แต่จะใช้ขนส่งมวลชนแทนทั้งหมด

ฉะนั้นนโยบายพรรคจะมองต่อว่า จะให้ประเทศหารายได้อย่างไร และการหารายได้ก็ต้องพูดอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง ว่าโลกสมัยนี้เป็นแบบไหน หารายได้อย่างไร ต้องดูว่าประเทศไทยเก่งเรื่องอะไร สิ่งที่เรามองว่าทรัพยากรของเราที่ไม่มีใครเหมือนเลยนั่นก็คือการท่องเที่ยว ในโลกที่มีการแข่งขันแบบทวีคูณเชื่อว่าของดีเราต้องรักษา จะเห็นได้ในภาคใต้ที่มีแหล่งท่องเที่ยวอุดมสมบูรณ์ที่สุด หาดทรายสวยที่สุดและกำลังจะหาย และจะเป็นได้ว่าประชาธิปัตย์จึงมีนโยบายตรงข้ามจากพรรคเพื่อไทย

ประชาธิปัตย์มองในโลกของความเป็นจริง

อย่างไรก็ตามที่พรรคเพื่อไทย ได้เสนอขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท แต่ไม่ได้บอกว่าทำได้เมื่อไร แต่พรรคประชาธิปัตย์สามารถขึ้นค่าแรงขั้นต่ำได้ร้อยละ 25 ภายใน 2 ปี เนื่องจากเรื่องแบบนี้ไม่สามารถทำได้ทันที วิธีการคือต้องไปดูค่าแรงเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ซึ่งประเทศไทยค่าแรงต่ำสุด และน้อยกว่าฟิลิปปินส์ด้วยซ้ำ ส่วนการปรับได้ครั้งละ 3-5 บาท ของรัฐบาลอันที่จริงทำได้ไม่ง่าย หากผู้ว่าจ้างไม่เห็นด้วย ทุกวันนี้อยู่ที่ 206 บาท 2 ปี อย่างมากแค่ 258 บาท ทั้งนี้นโยบายแบบนี้จะเกทับด้วยตัวเลขไม่ได้ แต่ยืนยันได้ว่าทำได้ หากใช้วิธีการสร้างตลาดแรงงาน ทำความเข้าใจกับภาคอุตสาหกรรม ประชาธิปัตย์มองในโลกของความเป็นจริง มีนโยบายชัดว่าจะเปลี่ยนอย่างไรจัดลำดับการลงทุนอะไรที่ทำแล้วประเทศเก่งก็ควรทำ เชื่อว่าการลดภาษีนิติบุคคลทำให้เพิ่มค่าแรงไม่ได้

ไม่ตอบโจทย์กระจายรายได้

ขณะที่ รศ.ดร.มนตรี โสคติยานุรักษ์ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้วิพากษ์วิจารณ์นโยบายด้านเศรษฐกิจของทั้งสองพรรคว่า ทิศทางของนโยบายด้านเศรษฐกิจของประเทศจะต้องประกอบไปด้วย เศรษฐกิจที่จะต้องเติบโตได้มากที่สุด, ประชาชนทุกคนจะต้องได้รับประโยชน์มากที่สุด, จะทำอย่างไรไม่ให้สินค้าอุปโภคบริโภคแพง และสุดท้ายคือจะต้องมีเสถียรภาพทางการเมือง

ที่ผ่านมาพรรคการเมืองค่อนข้างทำได้ดีเกือบทั้งหมด แต่การที่ประชาชนจะต้องได้รับประโยชน์อย่างมากที่สุดนั้นไม่ค่อยบรรลุเป้าหมาย เพราะต้นตอของปัญหาจริงๆ แล้ว คือประเทศไทยยังขาดการกระจายรายได้ หรือกระจายรายได้ไม่ดีเท่าทีควร เพราะไปมุ่งเน้นการพัฒนาด้านอื่นๆ เช่นอุตสาหกรรม ที่ส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตคล้ายลักษณะลูกบอลเบี้ยวไปข้างใดข้างหนึ่ง แต่ไม่ได้ทำให้กลม ทั้งนี้เราต้องทำให้มันกลมก่อน ก่อนที่จะทำให้มันโต อาทิ ฮ่องกง

"อีกลักษณะหนึ่งของประเทศไทยคือ เน้นการพึ่งพาต่างประเทศมากเกินไป มากถึงร้อยละ 70 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ประเทศจีน อินเดีย เติบโตกว่าประเทศไทยถึง 2 เท่า ถ้ามองแต่การพึ่งพาในประเทศอย่างเดียวคงยาก ซึ่งตรงนี้ต้องเอามาเป็นกรอบในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจของประเทศไทยด้วยด้วย กล่าวคือมองเศรษฐกิจในระดับมหภาคและจุลภาค อีกด้านหนึ่งคือการค้าเสรี ซึ่งอาจใช้ประโยชน์ได้มาก ท้ายที่สุดก็คงเป็นเรื่องของการจัดลำดับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาล ประชาชน และภาคธุรกิจ เพราะธุรกิจจะลงทุนเพิ่มก็ต่อเมื่อมีกำไร ขณะที่รัฐบาลมีรายได้ไม่มาก เช่น ค่าจ้าง ค่าแรงงาน หากมีการขึ้นเงินเดือนก็ต้องไปเน้นการเพิ่มศักยภาพแรงงาน เพราะมิเช่นนั้นแล้วเอกชนจะลำบาก"

อยากเห็น...ประชานิยมแบบฉลาด

ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์มองในเรื่องงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด จะต้องใช้ให้คุ้มค่าที่สุด ซึ่งทั้งสองพรรคการเมืองต่างมีนโยบายที่ดีและค่อนข้างชัดเจน แต่ไม่ขอวิจารณ์ว่าพรรคไหนดีหรือไม่ดี ซึ่งทั้งหมดจะต้องดูในเรื่องของการแก้ปัญหาทั้งในระยะปานกลางและยาวด้วย เชื่อว่าทั้งสองพรรคมีแผนระยะกลาง แต่ด้วยข้อจำกัดของเวลายังทำได้เพียงระยะสั้น หรือประชาชนส่วนใหญ่เห็นเพียงมาตราการระยะสั้น หากเปรียบการพัฒนาหรือการบริหารประเทศก็คือการเลี้ยงลูกที่มุ่งแต่ใช้เงินอย่างเดียวก็คงไม่ประสบผลสำเร็จ แต่ควรจะดูความเหมาะสม พยายามตอบโจทย์ทั้งระยะสั้น ปานกลาง และระยะยาว

หากมองถึงทุกข์แล้ว ปัญหาสำคัญหรือทุกข์ของประเทศก็คือของแพง รายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ แต่นั่นไม่ใช่ทุกข์ระดับหนึ่งแต่เป็นทุกที่ต่อเนื่องไประยะยาว ส่วนสาเหตุของปัญหานั้นก็มาจากหลายปัจจัย ซึ่งทุกพรรคน่าจะกล่าวเหมือนๆ กันว่าจะมีการกระจายรายได้ได้อย่างไร

ทั้งนี้การพูดถึงประชานิยมจะเป็นการทำให้คนส่วนใหญ่ได้ประโยชน์เต็มที่และรวดเร็ว เบื้องต้นไม่ได้มองว่าน่าเกลียด แต่ควรทำประชานิยมแบบฉลาด เพราะที่หลายคนห่วงคือประชานิยมคือการสร้างหนี้สาธารณะที่สุดท้ายประชาชนเป็นผู้แบกรับ ควรมีการประเมินสถานการณ์ ที่ไม่เพียงแต่ให้ประชาได้รับแต่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ

ธาริตปลุกม็อบ?

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน
สมิงสามผลัด



ในสัปดาห์นี้มี 2 เหตุการณ์ที่ต้องจับตาอย่างยิ่งบบบบเหตุการณ์แรก รอดูว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะยุบสภาจริงๆ ตามที่เคยประกาศไว้หรือไม่

ผู้สันทัดกรณีวิเคราะห์กันว่าไม่กล้าบิดพลิ้ว

คงยุบสภาไม่วันที่ 4 ก็ 6 พ.ค.นี้

เพราะเสถียรภาพของรัฐบาลถึงทางตันแล้ว

ปัญหาหลายๆ อย่างสุมเป็นกองพะเนิน

ทั้งข้าวยากหมากแพง และนโยบายที่ล้มเหลว

ปัญหา 91 ศพเสื้อแดงที่ซุกไว้ใต้พรม ก็รอวันปะทุ

ที่สำคัญในเดือนนี้จะมีเหตุการณ์ชุมนุมใหญ่รำลึก 1 ปีสลายม็อบ 19 พ.ค.ที่ราชประสงค์

นี่แหละที่เป็นเงื่อนไขหลัก ทำให้นายอภิสิทธิ์รีบยุบสภาหนีม็อบ

ฉะนั้น การยุบสภาคงไม่พลิกล็อก

แต่จะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นจริงหรือเปล่า ยังเป็นปัญหาอยู่??

เพราะยังลือกันไม่หยุดเรื่องปฏิวัติ สกัดพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง

จึงต้องเฝ้าจับตาด้วยใจระทึก!!

อีกเหตุการณ์เป็นกรณีที่นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ ยื่นอัยการให้พิจารณาถอนประกันตัว 9 แกนนำนปช.

ระบุว่าปราศรัยเมื่อวันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา มีเนื้อหาบางตอนเข้าข่ายผิดมาตรา 112 หมิ่นสถาบัน

โดยอัยการยื่นศาลพิจารณาถอนประกันแล้ว และนัดไต่สวนในวันที่ 4 พ.ค.นี้

ในการยื่นถอนประกันครั้งนี้ มีการตั้งข้อสังเกตถึงการเสนอหลักฐานของนายธาริต

เพราะ นายรุจ เขื่อนสุวรรณ อัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 1 ได้ตรวจสอบเปรียบเทียบคำถอดเทปการปราศรัย ซึ่งเป็นหลักฐานของดีเอสไอแล้ว

ปรากฏว่าคำถอดเทปบางช่วงบางตอน ข้อความไม่ต่อเนื่องกัน

พูดแบบชาวบ้านก็ "ตัดต่อ-ตัดตอน" !?

ตรงนี้สำคัญเพราะหากมีการตัดตอนคำพูด หรือพิจารณาจากถ้อยคำทั้งหมด

อาจทำให้คลาดเคลื่อนและไม่เห็นเจตนาที่แท้จริง

ขั้นตอนต่อไปก็ต้องรอดูว่าศาลจะพิจารณาถอนหรือไม่ถอนประกัน

แต่สำหรับนายธาริตแล้วก็รู้กันอยู่แล้วว่าทัศนคติต่อคนเสื้อแดง

ค่อนข้างออกมาในแง่ลบ

จากพฤติกรรมตามฟาดฟันล้างผลาญแกนนำเสื้อแดงมาตลอด

ดิ้นรนขอถอนประกันตัว นายจตุพร พรหมพันธุ์ มาหลายต่อหลายครั้ง

ยิ่งปลุกกระแสให้คนเสื้อแดงเติบโตขึ้นเรื่อยๆ

ถึงตรงนี้ชักแปลกใจแล้วว่านายธาริตทำเพื่อตอบสนองรัฐบาลจริงหรือ!?

นายอภิสิทธิ์ทำทุกวิถีทาง ถึงขนาดยอมยุบสภา เพื่อหนีม็อบแดงชุมนุมใหญ่

แต่นายธาริตกลับยิ่งทำให้คนเสื้อแดงออกมาชุมนุมกันเยอะขึ้น

แบบว่ายิ่งกดดันก็ยิ่งเรียกม็อบ

พธม.หมดประโยชน์ 'สตรีผู้สูงศักดิ์' ถีบหัวส่ง สั่ง"ไฮโซกาญจนี-เจิมศักดิ์-ชัยวัฒน์" จัดการ

ที่มา free-thai

พธม.หมดประโยชน์ 'สตรีผู้สูงศักดิ์' ถีบหัวส่ง สั่ง"ไฮโซกาญจนี-เจิมศักดิ์-ชัยวัฒน์" จัดการ


กรรมทันตา ที่ไม่ต้องรอภพหรือชาติหน้า......

เมื่อหมดประโยชน์ ก็ต้องถีบหัวส่ง สัจจธรรมของระบอบอำมาตย์ วิบากกรรมที่พธม.กำลังถูกดาบนั้นคืนสนอง

สตรีผู้สูงศักดิ์ มอบหมาย"ไฮโซกาญจนี" แถลงเปิดตัว "กลุ่มชาวไทยหัวใจรักสงบ" ให้ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านพันธมิตรฯ ขู่ถ้าไม่หยุดชุมนุมจะทำสติ๊กเกอร์ต้าน เตรียมดึง "เจิมศักดิ์-ชัยวัฒน์" ร่วมทีม อ้าง ปชป.ไม่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวครั้งนี้

อ่านเพิ่มเติม »