ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ เหล็กใน
สมิงสามผลัด
แม้ว่าพรรคการเมืองทุกพรรคเริ่มปรับเข้าสู่โหมด "เลือกตั้ง" กันแล้ว
แต่จะมีการเลือกตั้งจริงๆ หรือไม่ยังต้องลุ้นกันต่อไป
เพราะมีหลายเงื่อนไขที่จะทำให้เกิด "อุบัติเหตุทาง การเมือง" ขึ้นในช่วงเดือนพ.ค.นี้
หนึ่งในนั้นคือการชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดงในวันที่ 19 พ.ค.นี้ เพื่อรำลึก 1 ปีสลายม็อบราชประสงค์
รำลึกถึงผู้เสียชีวิต 91 ศพ บาดเจ็บอีกกว่า 2 พันคน
คาดการณ์กันว่าจะได้เห็นคนเสื้อแดงเรือนแสนร่วมไว้อาลัยเหตุการณ์ครั้งนี้
การดูแลรักษาความเรียบร้อยของเจ้าหน้าที่รัฐจำเป็นต้องเข้มงวดมากกว่าปกติ
การระแวดระวังเหตุร้ายเป็นสิ่งที่รัฐต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง
อย่าปล่อยให้ "มือที่ 3" ฉวยโอกาสสร้างสถาน การณ์ความวุ่นวายขึ้นในช่วงการชุมนุมของคนเสื้อแดงเด็ดขาด
ในขณะที่แกนนำนปช.เองก็ต้องดูแลควบคุมไม่ให้เกิด "เงื่อนไข" ที่ฝ่ายตรงข้ามจะใช้เป็นข้ออ้างในการเคลื่อนกำลัง
อย่าไปตกหลุมพรางที่ขุดดักไว้
ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นความชอบธรรมในการปฏิวัติรัฐประหาร
สบอารมณ์ "มือที่มองไม่เห็น"
สมหวังแผนล้มการเลือกตั้งในที่สุด
ถ้ามองกันในแง่ดี เกิดการเลือกตั้งขึ้นมาจริงๆ
ก็ยังต้องลุ้นต่อไปอีกว่าระบอบประชาธิปไตยในอนาคตจะบิดเบี้ยวอีกหรือเปล่า !?
เพราะจากสัญญาณล่าสุดที่ได้ยินมาจากปากของ นายเนวิน ชิดชอบ แกนนำคนสำคัญของพรรคภูมิใจไทย
นายเนวินประกาศจะกวาดส.ส.ได้เฉียด 100 เก้าอี้
ก่อนไปแขวะเล็กๆ หัวหน้ารัฐบาลด้วยนโยบาย "พูดแล้วทำ" ไม่ใช่ "ดีแต่พูด"
แต่ที่สะดุดที่สุด เป็นเรื่องที่นายเนวินฟันธงว่าหากพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งก็ไม่ได้เป็นรัฐบาล
ตรงนี้ทำให้ต้องนึกเมื่อ 2 ปีก่อนที่พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง
แต่ก็ไม่ได้จัดตั้งรัฐบาล เพราะดันเกิด "อุบัติเหตุการ เมือง" ขึ้นในค่ายทหาร
หรือว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยอีกครั้ง
ถึงเวลานั้น "มีการเลือกตั้ง" ก็เหมือน "ไม่มีการเลือกตั้ง"
บ้านเมืองก็จะย้อนกลับไปอยู่ในวังวนเดิมๆ
รัฐบาลในอนาคตอันใกล้ อาจจะไม่ใช่รัฐบาลที่เป็นความต้องการของคนส่วนใหญ่ของชาติ
แต่ถูกใจคนบางกลุ่มเท่านั้น!?
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, May 4, 2011
มีก็เหมือนไม่มี
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 04/05/54
ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท
คนทั้งโลก ชื่นมื่น กับคืนหวาน
เสียงกล่าวขาน แซ่ซ้อง ดังก้องหู
อริยาบท งามเลิศ คนเชิดชู
ทุกอณู หวานหยด จนมดตอม....
อีกซีกโลก โศกตรม ระทมหม่น
ทุกข์ท่วมท้น หลบเร้น ดั่งเช่นขอม
มุดใต้ดิน วิ่งหนีภัย จนใจตรอม
ถูกโอบล้อม สาดกระสุน บ้านพรุนพัง....
เคยอยู่เย็น เป็นสุข สนุกสนาน
ชื่นสราญ เปรมปรีด์ มีความหวัง
ต้องผวา หลอกหลอน หลบนอนฟัง
เสียงปืนดัง เข้าใส่ ใจสั่นรัว....
ลั่นระฆัง วิวาห์ ฟ้าสดใส
แต่เมืองไทย หมองหม่น ทนปวดหัว
ต้องลี้หลบ ความอุบาทว์ อย่างหวาดกลัว
ฟ้าหมองมัว ด้วยกลิ่นไอ ไฟสงคราม....
ทุกข์ถาโถม โหมซ้ำ กระหน่ำไว้
ใครสุมไฟ ไหม้หม่น เสียงคนถาม
แผ่นดินนี้ สวยสด เคยงดงาม
กลับถูกหยาม เย้ยหยัน ทุกวันคืน....
คงไม่เหลือ สิ่งงาม ที่ตามหา
ทั่วแผ่นฟ้า ทุกข์ตรม ระทมฝืน
เหลือเพียงภาพ บอบช้ำ ทนกล้ำกลืน
พร้อมกับเสียง นอนสะอื้น ขื่นขมใจ....
๓ บลา / ๔ พ.ค.๕๔
บก.ลายจุด: พี่สมยศในทัศนะ NGOs รุ่นน้อง
ที่มา ประชาไท
จดหมายฉบับยาวจาก ‘สมยศ พฤกษาเกษมสุข’ ก่อนเดินทางสู่เรือนจำ
ที่มา ประชาไท
จดหมายดังกล่าวจั่วหัวว่า “เหยื่ออธรรม” กล่าวถึงความรู้สึกไม่เป็นธรรมที่ถูกจับกุมคุมขัง ทั้งที่ทำหน้าที่สื่อมวลชนที่มีเสรีภาพขั้นพื้นฐานในการคิด การนำเสนอข้อมูลข่าวสารต่อประชาชน นอกจากนี้ยังอธิบายถึงการไปชายแดนด่านอรัญประเทศว่ไม่ได้มีเจตนาจะหลบหนี และไม่เคยทราบมาก่อนว่ามีการออกหมายจับข้อหาหมิ่นสถาบัน พร้อมทั้งอธิบายว่าทำไมก่อนหน้านี้เขาจึงต้องออกมารณรงค์เคลื่อนไหวให้ยกเลิกกฎหมายมาตรา 112 และกล่าวทิ้งท้ายว่า
“ผมไม่ใช่เหยื่อรายสุดท้ายตราบเท่าที่เรายังอยู่ภายใต้การปกครองที่เนื้อแท้เป็นเผด็จการ แต่เปลือกนอกฉาบด้วยคำว่าประชาธิปไตยไว้หลอกลวงชาวโลก
ผมจะต่อสู้ให้ได้รับเสรีภาพ ตราบจนลมหายใจสุดท้าย ผมยอมเสียอิสรภาพ แต่จะไม่ยอมเสียความเป็นคนอย่างแน่นอน”
คำแถลงการณ์ของศ.ดักลาสส์ แคสเซิลกรณีองค์กรนิรโทษกรรมสากล
ที่มา Thai E-News
ที่มา เวบไซต์ Robert Amsterdam
เหตุใดองค์กรนริโทษกรรมสากลจึงยกเลิกงาน “เสวนา” ร่วมกับทนายโรเบริต อัมสเตอร์ดัม โดยงานดังกล่าวเดิมจะจัดขึ้นในวันที่ 23 เมษายน ณ สำนักงานขององค์กรนริโทษกรรมสากลในมาเลเซีย โดยมีคณะกรรมการสภาทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งมาเลเซียเป็นผู้จัดร่วม?
ตามรายละเอียดในคำเชิญ งานเสวนาจะเน้นการพูดคุยเรื่องคำร้องที่สำนักงานกฎหมายอัมสเตอร์ดัม แอนด์ พีรอฟฟ์ยื่นต่อศาลอาญาระหว่างประเทศเมื่อไม่นานมานี้ ในนามของกลุ่มผู้เรียกร้องประชาธิปไตยคนเสื้อแดงแห่งประเทศไทย โดยในคำร้องมีการกล่าวหาว่า “นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะกระทำอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ระหว่างการสลายการชุมนุมในกรุงเทพมหานครเมื่อเดือนเมษายนและพฤษภาคม ปี 2553”
ในช่วงเวลาที่ความตึงเครียดทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่รัฐบาลตั้งแต่ซีเรียไปจนถึงไอโวรี่โคสท์ ที่ต่างใช้ความรุนแรงปราบปรามผู้ประท้วง หัวข้อการเสวนานี้ควรจะเป็นประโยชน์ต่อทุกคนที่สนใจเรื่องความรับผิดทางอาชญากรรมต่อมนุษยชาติในประเทศไทยและศาลอาญาระหว่างประเทศ แต่กระนั้นองค์กรนริโทษกรรมสากลก็ยังยกเลิกงานดังกล่าว ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นเล่า?
คำอธิบายอย่างเป็นทางการที่ถูกเผยแพร่โดยนายเบนจามิน ซาแวคกี นักวิจัยเรื่องเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขององค์กรนิรโทษกรรม (ประจำอยู่ที่สำนักงานเลขาธิการองค์กรนิรโทษกรรมในกรุงลอนดอน) แทนที่คำอธิบายดังกล่าวจะสร้างความชอบธรรมให้กับการยกเลิกงานเสวนา แต่กลับแสดงให้เห็นว่าองค์กรนิรโทษกรรมสากลน่าจะได้เรียนรู้อะไรบ้าง หากมีการจัดงานเสวนา
นายซาแวคกีอธิบายว่า องค์กรนิรโทษกรรม “เข้าใจ” ว่านายอัมสเตอร์ดัมยื่นคำร้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ และให้คำปรึกษาทางด้านกฎหมายเกี่ยวกับคดีดังกล่าว: เขายืนยันว่า “หนทางเดียว”- “ที่คดีอันเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อประชาชนไทยในในประเทศไทย จะเข้าสู่การพิจารณาของศาลอาญาระหว่างประเทศได้โดยผ่านทางการร้องเรียนจากคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติเท่านั้น”
คำอธิบายแสดงให้เห็นแน่ชัดว่า นายซาแวคกี้ยังไม่ได้อ่านคำร้องศาลอาญาระหว่างประเทศ แม้ว่าเอกสารดังกล่าวสามารถหาอ่านได้ทั่วไปตามอินเตอร์เน็ตทั้งไปก็ตาม เพราะหากเขาอ่านคำร้องหรือสอบถามรายละเอียดกับนายอัมสเตอร์ดัม นายซาแวคกี้ย่อมทราบดีว่า ความเห็นของเขาไม่ถูกต้องทั้งตามข้อเท็จจริงและตามข้อกฎหมาย นอกจากเรื่องการร้องเรียนโดยคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติแล้ว หลักการเบื้องต้นเรื่องเขตอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศอีกข้อในที่บัญญัติ มาตรา12.2(b) ของธรรมนูญแห่งโรมได้อนุญาตให้ศาลอาญาระหว่างประเทศรับพิจารณาคดีที่บุคคลผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำอาชญากรรมนั้นเป็นพลเรือนของรัฐสมาชิกศาลอาญาระหว่างประเทศ
ข้อเท็จจริงคือ ตัวการหลักที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนรับผิดต่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติในประเทศไทยเมื่อฤดูใบไม้ผลิปีที่แล้วคือ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยคำร้องของนายอัมสเตอร์ดัมแสดงหลักฐาน และอ้างข้อมูลที่ทำให้เชื่อว่า นายอภิสิทธิ์เป็นพลเรือนของประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นรัฐสมาชิกของศาลอาญาระหว่างประเทศ [1] นายอภิสิทธิ์ยังไม่เคยออกมาปฏิเสธข้ออ้างดังกล่าว หากนายอภิสิทธิ์เป็นพลเรือนของประเทศอังกฤษ ศาลอาญาจะมีอำนาจการพิจารณาอาชญากรรมที่เขาถูกกล่าวหา
การที่ต้องอธิบายข้อผิดพลาดอันเป็นหลักการพื้นฐานนี้ แสดงให้เห็นถึงประโยชน์ที่องค์กรนิรโทษกรรมสากลอาจได้รับในการพูดคุยกับเหยื่อจากเหตุการณ์ความรุนแรงเดือนเมษายนและพฤษภาคม รวมถึงที่ปรึกษาทางกฎหมายของพวกเขา เพื่อเปิดโอกาสให้พวกเขาได้อธิบายรายละเอียดของคำร้องศาลอาญาระหว่างประเทศ และเหตุผลที่สำคัญกว่านั้นคือ การจัดเสวนาที่คนทั่วไปสามารถเข้ารับฟังได้ในประเทศมาเลเซียอาจจะเปิดโอกาสให้แก่สมาชิกองค์กรนิรโทษกรรมได้รับทราบถึงหลักฐานที่ครอบคลุมและน่าเชื่อถือเกี่ยวกับการสังหารในกรุงเทพมหานครว่า ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของการใช้กำลังเกินจำเป็นในการกดขี่ผู้ประท้วงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการจงใจตั้งเป้าสังหารพลเรือน แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุม และนักข่าว ซึ่งเป็นแผนการที่ถูกประพันธ์ขึ้นโดยนายอภิสิทธิ์
นายซาแวคกี้อ้างข้อกำหนดในการยกเลิกงานนี้ว่า องค์กรนิรโทษกรรมควรวางตัว “เป็นกลาง ปราศจากอคติ และยุติธรรม” ซึ่งผมยกย่อง อย่างไรก็ตาม จากกรณีนี้ นายซาแวคกี้ได้ปล่อยให้ความกังวลของเขาเกี่ยวกับตัวอดีตนายกรัฐมนตรีขัดขวางการพูดคุยกับทนายความตัวแทนของกลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคมขนาดใหญ่ ที่ยื่นคำฟ้องอันมีมูลเรื่องอาชญากรรมต่อมนุษยชาติต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ นายซาแวคกี้ลิดรอนการรับรู้และพูดคุยถึงเรื่องการรับผิดทางกฎหมายต่อการกระทำที่อาจเข้าข่ายอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ความพยายามรักษาระยะห่างระหว่างองค์กรนิรโทษกรรมกับการเมืองในทางที่ผิด
องค์กรนิรโทษกรรมสากลคือองค์กรสำคัญที่ช่วยปกป้องสิทธิมนุษยชนทั่วโลก หลายปีที่ผ่านมา ผมและนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัมได้ร่วมงานกับองค์กรในบทบาทและกรณีที่แตกต่างกันออกไป ผมยังคงสนับสนุนการทำงานอันสำคัญขององค์กรนิรโทษกรรมสากล และผมมั่นใจว่านายอัมสเตอร์ดัมก็คงเห็นไม่ต่างจากผม หากองค์กรนิรโทษกรรมสากลปรารถนาที่จะรับทราบข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องคำร้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศของนปช. (ซึ่งผมทำงานเป็นที่ปรึกษา) เราเต็มใจที่จะเปิดการเสวนาดังกล่าวเสมอ
ดักลาสส์ แคสเซิล
ศาสตราจารย์ด้านกฎหมาย
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนอร์ทเทรอ ดามม์,สหรัฐอเมริกา
27 เมษายน พ.ศ. 2554
________________________________________
[1] จากคำร้องศาลอาญาระหว่างประเทศ หน้าที่ 97 “มีหลักฐานว่า……นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถือสัญชาติของสหราชอาณาจักร เพราะสหราชอาณาจักรได้ให้สัตยาบันธรรมนูญกรุงโรม ศาลอาญาระหว่างประเทศ จะมี (ratione personae) เขตอำนาจเพื่อตรวจสอบและดำเนินคดีตามเหตุผลเนื่องจากตัวบุคคลกับนาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตามมาตราที่ 12 (2) (ข) นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เกิดที่ประเทศสหราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ.2507 ภายใต้กฎหมายของสหราชอาณาจักร บุคคลที่เกิดในสหราชอาณาจักรก่อนปี พ.ศ. 2526 “จะถือเป็นพลเมืองของสหราชอาณาจักรและประเทศอาณานิคมโดยกำเนิด” นอกจากจะเป็นบุตรของทูตหรือศัตรูต่างชาติ การถือสัญชาติกระทำได้ทันทีและเป็นกรรมสิทธิ์ถาวร ไม่ว่าจะมีสถานะพำนักอยู่ในประเทศสถานะใดก็ตาม นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์จึงถือเป็นพลเมืองของสหราชอาณาจักรในระหว่างที่อาชญากรรมต้องสงสัยเกิดขึ้น นอกเสียจากว่านายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ได้สละสัญชาติอย่างเป็นทางการ โดยการประกาศ “สละสิทธิ์การพลเมืองของสหราชอาณาจักรและประเทศอาณานิคม” ผู้ร้องทราบและเชื่อว่านายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ไม่เคยประกาศสละสัญชาติ ดังนั้น แน่นอนว่านายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เป็นพลเมืองของประเทศสหราชอาณาจักร”
จากดอกส้มสีทอง สู่การวิภาคระบอบสีทองของกาหลิบ
ที่มา Thai E-News
คอลัมน์ เมืองไทยหรือเมืองใคร?
โดย กาหลิบ
3 พฤษภาคม 2554
กรณีละครช่อง ๓ “ดอกส้มสีทอง” ถูกสั่งเซ็นเซอร์จนโด่งดังโครมครามในขณะนี้ ดูเผินๆ ก็คือเรื่องธรรมดาของวงการบันเทิง ผลกระทบก็ไม่น่าจะมากมาย เพราะละครไทยส่วนใหญ่ผลิตมาให้คนหนีจากความเป็นจริง ไม่ได้เผชิญหน้ากับความเป็นจริง และพยายามแก้ไขปัญหาเหล่านั้นอยู่แล้ว แต่เมื่อมาฟังการถกเถียงในรายการคุยข่าวของคุณสรยุทธ์ สุทัศนะจินดา ทำให้เกิดระลึกได้ว่า นี่ไม่ใช่เรื่องเฉพาะตัวของวงการบันเทิง แต่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการครอบงำและชี้นำสังคมไทยของฝ่ายที่มิใช่ (และถือว่าเหนือกว่า) ประชาชน เป็นอีกแง่หนึ่งของเผด็จการเบ็ดเสร็จอย่างไทยที่คนส่วนมากมองไม่ค่อยเห็น โดยมีสื่อสายพันธุ์อย่างเดียวกับคุณสรยุทธ์ฯ ช่วยเหลือเอื้อประโยชน์ให้
สิ่งที่จะเขียนต่อไปนี้มิได้เจตนาจะปกป้องละครเรื่องใดหรือคนจัดละครค่ายใด แต่เพื่อชี้ให้เห็นว่าขอบเขตของระบอบเผด็จการไทยมันกว้างขวางเพียงใด และกระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานในความเป็นคนถึงขนาดไหน
ตัวแทนของระบอบเก่ามาจากกระทรวงวัฒนธรรมคือคุณลัดดา ตั้งสุภาชัย เป็นผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังทางวัฒนธรรมเจ้าเก่าที่ออกมาเล่นบทบาทนี้จนคุ้นชิน ส่วนอีกคนหนึ่งเป็นผู้เขียนบทละครเรื่อง “ดอกส้มสีทอง” ซึ่งเป็นสุภาพสตรีในวัยเริ่มอาวุโสเช่นกัน ดูแล้วจึงมิใช่การถกเถียงระหว่างคนสองวัยที่ใจไม่ตรงกัน แต่เป็นการถกเถียงอย่างสุภาพที่ต่างฝ่ายต่างถือตำราสิทธิและเสรีภาพคนละฉบับ
เนื้อความที่ทำให้ถูกเซ็นเซอร์เที่ยวนี้ เมื่อฟังการถกเถียงและค้นคลิปละครมาดูก็พบว่า เรื่องหนักหนาที่สุดเห็นจะเป็นการ “ด่า” ตัวละครหญิงคนหนึ่งที่ไปเป็นเมียน้อยเขา จากปากผู้ชายที่รู้สึกว่าจะเคยรักกัน การด่านั้นจิกลงไปถึงเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้หญิงคนนั้นและด่าอย่างยืดยาวไม่ลดราวาศอก อีกเรื่องสองประเด็นคือการปฏิบัติของลูกสาวต่อแม่เหมือนคนใช้ และเรื่องฉากรักที่ผู้กล่าวหาชี้ว่ามากมายเนืองนองเกินไป
ตัวแทนระบอบราชการบอกว่า เหตุที่ต้องกระโดดออกมาใช้อำนาจ เพราะประชาชนร้องเรียนเข้ามามากมายทางโทรศัพท์จนอยู่เฉยไม่ได้ และหน่วยงานของตัวเองก็เห็นด้วยตามนั้น เธอเห็นว่าการใช้เรตระดับ ๑๓ ซึ่งหมายความว่า เด็กอายุ ๑๓ ปีขึ้นไปสามารถดูได้โดยไม่ต้องมีใครควบคุมตักเตือนนั้นคือปัญหา หากเป็นระดับ ๑๘ ปีขึ้นไป เธอ“เชื่อ” ว่าเขามีวิจารณญาณเพียงพอที่จะดูละครเรื่องนี้โดยไม่เกิดความเสียหายทางจิตใจและพฤติกรรม
ตัวแทนของละคร ซึ่งอาจเป็นตัวแทนของระบอบประชาชน (เชิงพาณิชย์) โต้ว่า ละครเรื่องนี้จงใจชี้ข้อบกพร่องทางสังคมในหลายมุม จำเป็นต้องแสดงความหยาบช้าและความมัวหมองต่างๆ ให้เป็นที่ประจักษ์ จะไปหดตัวตาม “ความน่าจะเป็น” จนหลุดจาก“ความเป็นจริง” นั้นคงผิดจุดยืน ความจำเป็นของคำ “ด่า” พฤติกรรมของลูกสาวคนหนึ่งต่อแม่ และฉากรัก ตั้งอยู่บนแนวคิดนี้ทั้งนั้น ส่วนการจัดเรตว่าอะไรเป็น ๑๓ หรือ ๑๘ หรือใครจะตัดสินใจว่าอะไรดีอะไรชั่ว เธอไม่ได้แสดงความเห็นมากนัก
สรุปแล้วระบอบราชการถือว่า ตนเองเป็นตัวแทนของประชาชนและมีสิทธิ์ใช้อำนาจชี้นำสังคมโดยอ้างประชาชนได้
ผู้เขียนบทละครก็บอกว่าเธอเป็นประชาชน เธอมีสิทธิ์ที่จะแสดงภาพสังคมในรูปละครอย่างหนึ่งอย่างใดก็ได้ เพื่อความบันเทิงและเพื่อประโยชน์ต่อประชาชนเช่นเดียวกัน
เรื่องนี้น่าคิดและควรนำมาใคร่ครวญกันให้มาก
ลึกลงไปแล้ว ข้อถกเถียงในเรื่องนี้มาจากความคิดที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้วในทางสังคม ระบอบเผด็จการใดๆ ก็ตามมักเชื่อว่าตนเองเป็นอภิสิทธิ์ชนที่สามารถทำอะไรมากกว่าคนธรรมดาได้เสมอ
ไม่ว่าจะเซ็นเซอร์ละครโดยอ้างมาตรฐานและอำนาจที่ “สูงกว่า”
การออกกฎบัตรกฎหมายมาบังคับควบคุมจนประชาชนแทบจะเดินไม่ได้
การใช้อำนาจตุลาการผ่าน “ศาล” มาแยกแยะถูกผิดและลงโทษทาง “กฎหมาย”
จนกระทั่งถึงการใช้กองทัพเข้ารัฐประหารและเข่นฆ่าประชาชนที่ลุกขึ้นเรียกร้องสิทธิอันชอบธรรมของเขา
ทั้งหมดนี้คือความคิดชนิดเดียวกันทั้งนั้น
“ดอกส้มสีทอง” จะถูกผิดอย่างไรต้องหาทางให้ประชาชนตัดสินเอง และไม่ใช่อ้าง
ประชาชนหยิบมือเดียวที่รู้หมายเลขโทรศัพท์ศูนย์เฝ้าระวังทางวัฒนธรรมมาอ้าง เพื่อใช้อำนาจนั้นระงับสิทธิ์ของคนที่ไม่ได้คิดอย่างนั้นอีกเป็นล้านคน
เพราะสังคมไม่ได้มีเพียง “ครู” ข้าราชการกับ “นักเรียน” ประชาชน
ไม่ได้แบ่งเป็นผู้สูงส่งและพงศ์ต่ำต้อย เหมือนศรีปราชญ์เคยประกาศไว้ว่า “...อย่าว่าเราเจ้า-ข้า ร่วมพื้น ดินเดียว...” อันเป็นคำประกาศที่ไม่ได้ตายไปตามตัว
ต้องจำไว้ว่าจะอ้างกฎหมายและระเบียบกี่ฉบับ การจัดเรตกันกี่ครั้งกี่ประเภท หรือโทรศัพท์กี่ร้อยกี่พันสายก็ไม่ได้ทำให้เผด็จการกลายเป็นประชาธิปไตยขึ้นมาได้
ผู้มีพฤติกรรมขี้ข้าเผด็จการทุกคนและทุกประเภทพึงสังวรไว้.
Tuesday, May 3, 2011
เปิดผล 6 ศพ ฉบับ "ฮิวแมนไรต์"
ที่มา ข่าวสด
ชี้โลกยังจับตา "พฤษภาเลือด" "สมยศ"เข้าคุก วืดประกันตัว!
เปิดรายงาน "พฤษภาเลือด"องค์กรสิทธิมนุษยชน "ฮิวแมนไรต์วอตช์" ชี้ไม่มีความเท่าเทียมกันในกระบวนการยุติธรรม ชี้คดี 6 ศพวัดปทุมฯ ชัดเจนสุด เจ้าหน้าที่รัฐต้องมีส่วนรับผิดชอบ แต่คดีช้ามาก พยาบาลอาสา "น้องเกด" ติดเครื่องหมายชัดเจน ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในเต็นท์ก็ยังถูกยิงตาย ขณะที่ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว "สมยศ พฤกษาเกษมสุข" หลังดีเอสไอส่งฝากขัง ก่อนคุมตัวเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯทันที
เข้าคุก - เจ้าหน้าที่ดีเอสไอคุมตัวนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำเสื้อแดงไปฝากขังที่ศาลอาญา ก่อนศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกัน ต้องส่งตัวเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 2 พ.ค.
เมื่อเวลา 08.50 น. วันที่ 2 พ.ค. ที่ศาลอาญา พ.ต.ท.พงศ์อินทร์ อินทรขาว พนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กระทรวงยุติธรรม คุมตัว นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข อายุ 50 ปี อยู่บ้านเลขที่ 46/428 ซอยประชาอุทิศ 12 แขวงและเขตดอนเมือง กทม. แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย และแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ผู้ต้องหาในคดีกระทำการอันเป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งรัฐ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยมุ่งร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นความผิดต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร มีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อย และความมั่นคงของประเทศ และเป็นตัวการผู้ใช้ ผู้สนับสนุน เข้าข่าย กระทำขององค์กรอาชญากรรม หมิ่นสถาบัน มายื่นฝากขังต่อศาลเป็นเวลา 12 วัน
คำร้องฝากขังระบุว่า นายสมยศ เป็นเจ้าของและบรรณาธิการนิตยสารวอยซ์ ออฟ ทักษิณ มีการลงบทความเข้าข่ายเป็นความผิดตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 112 มีพฤติกรรมลงบทความในทำนองดังกล่าวหลายครั้งหลายหน กระทั่งวันที่ 3 ก.ย. 2553 ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ร้องทุกข์กล่าวโทษนายสมยศ ต่อดีเอสไอ ในความผิด กระทำการอันเป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งรัฐ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ต่อมาวันที่ 30 เม.ย. 2554 นายสมยศ ยื่นหนังสือเดินทางแสดงตัวต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง จ.สระแก้ว เพื่อขอเดินทางออกนอกประเทศ เมื่อพบว่าเป็นนายสมยศ เป็นบุคคลตามหมายจับของศาลอาญา ที่ 131/2554 ลงวันที่ 15 ก.พ. 2554 จึงจับกุมนำตัวส่งดีเอสไอ ดำเนินคดี
ท้ายคำร้องระบุด้วยว่า พนักงานสอบสวนยังสอบสวนไม่เสร็จสิ้น ต้องสอบพยานอีก 9 ปาก รอผลการตรวจสอบประวัติผู้ต้องหา จึงขอฝากขังไว้มีกำหนด 12 วัน ตั้งแต่ 2-13 พ.ค. 2554 ทั้งนี้ หากผู้ต้องหายื่นประกันตัว พนักงานสอบสวนขอคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากผู้ต้องหามีพฤติการณ์ไม่ยอมไปพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกจำนวน 3 ครั้ง ประกอบกับผู้ต้องหาถูกจับกุมขณะกำลังจะเดินทางออกนอกราชอาณาจักร หากได้รับการประกันตัว อาจไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐานในคดี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังพนักงานสอบ สวนยื่นคำร้องต่อศาลแล้ว ศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาตามคำร้อง ขณะเดียวกัน นายคารม พลทะกลาง ทนายความของนายสมยศ ก็ยื่นคำร้องพร้อมทั้งหลักทรัพย์เป็นโฉนดที่ดิน มูลค่า 1,600,000 บาท ขอประกันตัวนายสมยศ
ต่อมาศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีมีอัตราโทษสูง ตามข้อหาเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร และความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พฤติการณ์แห่งคดี และลักษณะการกระทำ นำมาซึ่งความเสื่อมเสียต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นที่เทิดทูน และเคารพสักการะ ซึ่งกระทบกระเทือนต่อจิตใจของประชาชนโดยรวม ประกอบกับผู้ต้องหา ถูกจับกุมขณะกำลังจะเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ถือว่ามีพฤติการณ์หลบหนี หากปล่อยชั่วคราวเกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวยกคำร้อง
จากนั้นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ควบคุมตัวนำตัวนายสมยศ ขึ้นรถไปควบคุมตัวที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพต่อไป
วันเดียวกัน นายสุนัย ผาสุข ที่ปรึกษา ฮิวแมนไรต์วอตช์ ประจำประเทศไทย องค์กรสิทธิมนุษยชนระดับโลก เปิดเผยว่า วันที่ 3 พ.ค. เวลา 10.30 น. ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ผอ.ฮิวแมนไรต์วอตช์ ฝ่ายเอเชีย จะเผยแพร่รายงานเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในปีที่ผ่านมา เป็นข้อมูลที่ได้จากการตรวจสอบ และรับฟังข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย รวมถึงกรณี น.ส.กมนเกด อัคฮาด หรือน้องเกด พยาบาลอาสาที่ถูกยิงเสียชีวิตภายในวัดปทุมวนาราม โดย ผอ.ฮิวแมนไรต์วอตช์ ได้ไปพูดคุยกับ นางพะเยาว์ อัคฮาด แม่ของน้องเกด เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และสอบถามว่าทางญาติจะมีกระบวนการเรียกร้องความยุติธรรมอย่างไรต่อไป รวมถึงสอบถามเรื่องศูนย์ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ทางการเมือง ที่นางพะเยาว์ตั้งขึ้นด้วย
นายสุนัย กล่าวต่อว่า ฮิวแมนไรต์วอตช์ติดตามสถานการณ์ความรุนแรงในประเทศไทย มาตลอดตั้งแต่สมัยเสื้อเหลือง จนกระทั่งเสื้อแดง การติดตามครั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องจาก เหตุการณ์เมื่อปีที่แล้ว เมื่อรัฐบาลรับปากว่าจะให้มีการตรวจสอบที่ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และผลออกมาอย่างไร ก็จะดำเนินการเต็มที่เพื่อให้เกิดความยุติธรรม แต่ยังมีข้อสังเกตว่า คนเสื้อแดงหลายระดับ มีทั้งถูกจับกุม และคุมขัง ขณะที่ทางฝั่งเจ้าหน้าที่รัฐนั้น ความคืบหน้าในการสืบสวน และการดำเนินคดีช้ามาก
"กรณีนี้แสดงให้เห็นถึงความไม่เท่าเทียมกันในกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะกรณีของวัดปทุมฯ เป็นกรณีที่ค่อนข้างชัดเจนว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐน่าจะมีส่วนรับผิดชอบ แต่ความคืบหน้าในกรณีของวัดปทุมฯ กลับช้ามาก และกรณีของน้องเกดก็เป็นกรณีที่ชัดเจนว่า เป็นอาสาสมัครพยาบาล มีเครื่องหมายอยู่กับตัวชัดเจน ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในเต็นท์พยาบาลก็ยังถูกยิงเสียชีวิต ก็ควรมีคำอธิบายออกมาจากรัฐ แต่ถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีคำอธิบายที่น่าพอใจ" ที่ปรึกษาฮิวแมนไรต์วอตช์ กล่าว
ที่รัฐสภา นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น ส.ส. อุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร แถลงว่าได้รับเรื่องร้องเรียนจากชมรมสื่อ มวลชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ได้รับผลกระทบจากการที่ดีเอสไอ ปิดสถานีวิทยุชุมชน 13 สถานี ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ และภาพลักษณ์ของประเทศที่รัฐละเมิดสิทธิเสรีภาพของสื่อตามรัฐธรรมนูญมาตรา 45 และสิทธิการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน และทราบว่ามีความพยายามของรัฐที่จะแทรกแซงปิดสื่อสิ่งพิมพ์ และอินเตอร์เน็ตตามมาด้วย
นายต่อพงษ์ กล่าวต่อว่า ดังนั้นคณะกรรมา ธิการฯ จะนำข้อมูลนี้ร้องเรียนไปยังสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐ ประจำประเทศไทย เนื่องจากสหรัฐได้ออกกฎหมายปกป้องสิทธิเสรีภาพสื่อ 100 เปอร์เซ็นต์ ภายในวันที่ 5 พ.ค.นี้ เพื่อให้นานาชาติได้รับรู้ว่า รัฐละเมิดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน เพราะในขณะนี้ประเทศไทยอยู่อันดับสุดท้ายในกลุ่มประเทศที่สื่อถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการสื่อสาร
ส่วนนายจุติพงษ์ พุ่มมูล เลขาฯ ชมรมสื่อมวลชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวว่า เป็นกลั่นแกล้งทางการเมือง เพราะรัฐมองว่าสถานีวิทยุเป็นเครื่องมือของกลุ่มคนเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทย มีการตั้งข้อกล่าวหาภายหลังเข้าไปยึดเครื่องมือและอุปกรณ์ โดยตั้งข้อกล่าวหาว่า 13 สถานี นำเทปการปราศรัยของแกนนำคนเสื้อแดง มาเผยแพร่ต่อสาธารณะว่ายุยงปลุกปั่น ขณะที่สถานีโทรทัศน์บางแห่ง รวมทั้งเอเอสทีวี ก็นำมาเผยแพร่ แต่ทำไมไม่ถูกปิด ถือเป็นการกระทำที่ลุแก่อำนาจ
ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะผอ.รมน.เป็นประธานประชุมสรุปผลการปฏิบัติงานรอบ 6 เดือน ของกอ.รมน. โดยมีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผบ.สส. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผบ.ทร. พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผบ.ทอ. และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม
พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เสธ.ทบ. ในฐานะเลขาธิการกอ.รมน. แถลงผลการประชุมกอ.รมน. และตอบคำถามถึงกรณีที่กอ.รมน. ตรวจค้นและปิดสถานีวิทยุชุมชนเสื้อแดง 13 แห่งว่า ที่ถูกจับส่วนใหญ่มีความผิดตาม มาตรา 116 คือ ยุยงปลุกปั่นให้เกิดความแตกแยก ความสามัคคี ไม่ใช่ความผิดมาตรา 112 ที่เกี่ยวกับสถาบัน การจับกุม 13 สถานีวิทยุชุมชน เราใช้พ.ร.บ.วิทยุกระจายเสียงเป็นตัวนำจับกุม และขยายผลเอาผิดโทษทางอาญาตามหลัง ทำให้ดูเหมือนเป็นสองมาตรฐาน เพราะมีอีกหลายคลื่นที่ทำผิดพ.ร.บ.กระจายเสียง ขณะนี้มีอยู่อีก 800 กว่าสถานี ที่กระทำผิด พ.ร.บ.วิทยุกระจายเสียง ทางคณะกรรมการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว ไม่ใช่ว่าจะมาไล่จับเสื้อแดง เสื้อเขียว อย่างเดียว
มองความตาย บิน ลาดิน ผ่านแว่นมุสลิม
ที่มา Voice TV
Wake uo Thailand ประจำวันที่ 3 พฤษภาคม 2554
นำเสนอในประเด็น
-ประธานาธิบดีสหรัฐ แถลง โอซามา บิน ลาดิน เสียชีวิตแล้ว
-เบื้องหลังปฏิบัติการเด็ดชีพ บิน ลาดิน นานาทัศนะ หลังมรณกรรมของบิน ลาเดน
- ใครจะก้าวเป็นผู้นำ “อัลเคด้า” คนต่อไป
-สถานการณ์ชายแดนไทย- กัมพูชาดีขึ้น- ปิดศูนย์อพยพหลายแห่ง
-บทสัมภาษณ์ของสุภลักษณ์ เรื่องกัมพูชา
-เสนอ ครม. ตั้งคณะกก. สู้คดีปราสาทพระวิหาร
-จับตาวาระ ครม. ทิ้งทวน 1.2 แสนล้าน ?
-ผลประชุม กกต. กับ พรรคการเมือง
-นับถอยหลังยุบสภา ....แต่อาจไม่มีการเลือกตั้ง?
- เก็บตก เบื้องหน้า- เบื้องหลังเชื่อมั่นประเทศไทย
-เก็บตกเบื้องหน้า- เบื้องหลัง เชื่อมั่นประทศไทยฯ
ฮิวแมนไรต์ฯ ชี้ชุมนุมเสื้อแดงปี53 ทหาร-ชุดดำยิงกันเอง
ที่มา Voice TV
ฮิวแมนไรท์วอตช์ ระบุทหารยิงใส่ปชช.ส่วนกลุ่มติดอาวุธยิงใส่ทหาร กลับไม่สามารถเอาผิดใครได้ ยันผู้ตายในวัดบางส่วนทหารยิง
ฮิวแมนไรต์ วอตช์ องค์กรเพื่อสิทธิมนุษยชนระดับโลก ระบุว่า ระหว่างการชุมนุมของคนเสื้อแดง เมื่อเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมปีที่แล้ว ทหารไทยใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุ รวมถึงหน่วยแม่นปืน เพื่อบดขยี้ประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล
"จากภาพที่เราเห็น ทหารยิงใส่ประชาชน ส่วนกลุ่มติดอาวุธก็ยิงใส่ทหาร แต่สุดท้ายกลับไม่สามารถเอาผิดใครได้" นายแบรด อดัมส์ ผู้อำนวยการฮิวแมนไรต์ วอตช์ ประจำภูมิภาคเอเชีย ให้ความเห็น
ทั้งนี้ ฮิวแมนไรต์วอตช์ ระบุว่า ทหารซึ่งอยู่ในจุดที่ได้เปรียบบนรางรถไฟฟ้า กระหน่ำยิงใส่ประชาชนในวัดปทุมวนารามซ้ำแล้วซ้ำอีกโดยไม่เลือกหน้า ทำให้บริเวณวัด ซึ่งควรจะเป็นสถานที่ปลอดความรุนแรง กลับมีคนตายจำนวนมาก
"ความจริงก็คือทหารยิงใส่ประชาชน ซึ่งเราเห็นว่าเป็นการสังหารอย่างเลือดเย็น และเมื่อใดที่ทหารยกปืนเล็งไปที่บุคคล ซึ่งไม่มีอาวุธ และตัดสินใจลั่นไก นั่นถือเป็นการฆาตกรรม แม้จะทำไปตามคำสั่งของรัฐบาลก็ตาม" นายอดัมส์กล่าว พร้อมทั้งอ้างถึงผลพิสูจน์ที่ระบุว่า ผู้เสียชีวิตในวัดอย่างน้อย 1คน และอีก 2คนที่หน้าวัด ถูกยิงโดยทหาร
ในรายงานชื่อ"ดำดิ่งสู่ความวุ่นวาย"ฉบับนี้ ฮิวแมนไรต์วอตช์ วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลไทย ที่ใช้คำเรียกผู้ประท้วงว่าผู้ก่อการร้าย รวมถึงการประกาศให้พื้นที่บางส่วนในกรุงเทพมหานครเป็นเขตกระสุนจริงด้วย
"นี่ไม่ใช่ฉากสงคราม แต่เป็นความไม่สงบทางสังคมที่รุนแรง ส่วนกลุ่มติดอาวุธ ที่ฝ่ายผู้ประท้วง ซึ่งรู้จักกันดีในนามคนชุดดำ ก็ใช้ทั้งปืนไรเฟิล และระเบิดโจมตีทหาร โหมกระพือความขัดแย้งให้รุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก" นายอดัมส์ แถลงต่อผู้สื่อข่าวที่กรุงเทพมหานคร
การปะทะระหว่างทหารและผู้ประท้วงเสื้อแดงในช่วง 2เดือนดังกล่าว ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บไม่ต่ำกว่า 1,900ราย โดยส่วนมากเป็นพลเรือน
ฮิวแมนไรต์วอตช์ มองว่า แม้ไทยกำลังจะมีการเลือกตั้งทั่วไปในเร็วๆนี้ แต่การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายซึ่งเป็นผลจากการประท้วง ก็ยังคงฝังรากลึกอยู่ในสังคมอย่างยากที่จะลบเลือน
อดัมส์ ระบุ "ความเกลียดชังยังคงติดค้างอยู่ในใจของทั้งสองฝ่าย และการหาเสียงเลือกตั้งจะทำให้ปัญหาทวีความรุนแรงขึ้นแน่นอน"
ผู้อำนวยการฮิวแมนไรต์วอตช์ กล่าวด้วยว่า คณะกรรมการสมานฉันท์ ที่จัดตั้งขึ้นมา เพื่อวิเคราะห์สาเหตุการประท้วง ทำงานล่าช้าเกินไป ส่วนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งรับหน้าที่สอบสวนเหตุประท้วงก็เหมือนถูกครอบงำโดยรัฐบาล
ทีวีดาวเทียมกับปฏิวัติ?
ที่มา ข่าวสด
หมายเหตุมายา
นิมิต ประชาชื่น
เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวลือเรื่องการปฏิวัติกระหึ่มเหตุเพราะว่าคนจำนวนไม่น้อยรับชมโทรทัศน์ผ่านระบบดาวเทียมไม่ได้แม้แต่ช่องเดียว
พอชมไม่ได้ก็เริ่มตกอกตกใจ สอบถามกันให้วุ่นไปว่ามีการยึดอำนาจ ปิดช่องทีวีหรือไม่
กว่าจะรู้ว่าเป็นเพราะปัญหาดาวเทียมของไทยคมเคลื่อนจากวงโคจร ทำให้การสะท้อนคลื่นสัญญาณไม่ตรงกับช่อง ทำให้โทรทัศน์ดาวเทียมล่มไปทั้งระบบ
มองย้อนกลับไปอาจจะเห็นเป็นเรื่องขำๆ
แต่ในอีกแง่หนึ่งเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของโทรทัศน์ดาวเทียมในสังคมไทย
ว่าบัดนี้มีฐานลูกค้าจำนวนมหาศาลขนาดไหน
การเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่ไม่เป็นปกติ จึงอาจทำให้เกิดความแตกตื่นตกใจขึ้นได้ง่ายในวงกว้าง
และถ้าในอีก 2 ปีข้างหน้า จำนวนจานรับดาวเทียมแซงหน้าจำนวนเสาก้างปลา อิทธิพลของโทรทัศน์ดาวเทียมจะยิ่งกว้างขวางกว่าที่เป็นอยู่ในวันนี้หลายเท่า
เพราะหมายถึงว่าฟรีทีวี 6 ช่องที่เป็นผู้ครองตลาดอยู่ในวันนี้ ถูกทีวีดาวเทียมนับร้อยช่องเข้ามาเป่าลมหายใจรดต้นคอ
ขนาดวันนี้จำนวนจานยังสู้ก้างปลาไม่ได้ อัตราการรับชมของ 'เอเชีย อัพเดต' ทีวีของคนเสื้อแดง ยังขยับเข้ามาใกล้ชิดติดกับฟรีทีวีช่องสุดท้าย(เป็นช่องไหนน่าจะทราบกันอยู่ อย่าเอ่ยชื่อให้ปวดใจกันเลย-ฮา)
ถ้าถึงวันนั้นจริง ผลกระทบและอิทธิพลของทีวีดาวเทียมจะมากยิ่งกว่านี้อีกหลายเท่า
และอย่าไปห่วงเลยว่า ถ้ามีปฏิวัติแล้วเขาจะปิดทีวีดาวเทียมได้หรือไม่
เอาเรื่องใกล้ๆ ตัวก่อนดีกว่าว่า ที่มีกันอยู่นับร้อยช่องในวันนี้ ที่มีคุณภาพจริงๆ น่ะเท่าไหร่
เป็นช่องเพี้ยนๆ หรือช่องที่เน้นแต่ขายของ(แบบไม่เลือกวิธีการ)อีกเท่าไหร่
และจะช่วยกันปรับปรุงให้ดีขึ้นอย่างไร?

