ที่มา มติชน เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม พรรคเพื่อไทย (พท.) จัดเสวนาเรื่อง นโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจ พท. ที่โรงแรมโกลเด้นทิวลิป โดยมีผู้แทนหอการค้าไทย-จีนเข้าร่วมด้วย ระหว่างเสวนา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้วิดีโอลิงก์เข้ามาตอบข้อซักถามของผู้แทนหอการค้าไทย-จีน พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า เศรษฐกิจไม่ได้ดีจริงอย่างที่รัฐบาลพูด การบริหารเม็ดเงินเข้าสู่ระบบไม่ดี ผู้บริโภคหลักซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศยังมีรายได้ไม่ดีพอ และพบว่ายังแย่กว่าประเทศจีน พรรคเพื่อไทยจะกลับไปกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยเพิ่มเงินกองทุนหมู่บ้านอีก 1 ล้านบาท เพิ่มเงินหมุนเวียนในระบบ ประกอบกับการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำน่าจะเพิ่มกำลังซื้อได้มาก จึงจะต้องทำสองอย่างคือ ทำภาษีต่ำและเพิ่มรายได้เพราะประเทศที่มีปัญหาคือประเทศที่มีอัตราภาษีอยู่ในระดับสูง พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า ที่มาของแหล่งงบประมาณมั่นใจว่าไม่ต้องกู้ โดยเฉพาะนโยบายการทำระบบป้องกันน้ำท่วม กทม.และภาคกลาง ซึ่งหาก พท.ได้เป็นรัฐบาลจะทำเขื่อนลึกลงไปในทะเล 10 กิโลเมตร แล้วถมทะเลลงไปได้พื้นที่ใหม่ประมาณ 2 แสนไร่ ก็จะทำให้ได้เมืองใหม่ทั้งเมืองโดยมีการบริหารจัดการพื้นที่อย่างเป็นระบบ ส่วนการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นนั้น จะให้การจัดซื้อจัดจ้างผ่านระบบอี-ออคชั่น และคิดว่าหากมีคณะกรรมการราคากลางก็จะให้มาดูเรื่องการตั้งราคากลางที่เป็นธรรม ซึ่งหากรัฐได้ประโยชน์ก็เอาเข้ารัฐครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งให้เจ้าหน้าที่รัฐ คือเปลี่ยนจากรับใต้โต๊ะเป็นรับบนโต๊ะแทน และทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ประเด็นที่สำคัญคือ ราคากลางต้องเป็นธรรมทั้งต่อผู้ประกอบการและรัฐ "มั่นใจเลือกตั้งครั้งนี้พรรคเพื่อไทยจะได้รับชัยชนะ เพราะตอนนี้รัฐบาลก็เริ่มออกอาการชัดเจนแล้วว่าสู้เราไม่ได้ และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็ยอมรับว่าสู้เพื่อไทยไม่ได้ จะต้องรวมกับพรรคร่วมให้ได้ครึ่งหนึ่ง คิดกันสั้นๆ ว่า ที่นั่ง 160 ที่ ก็ถือว่าเต็มที่แล้วสำหรับประชาธิปัตย์ ดูยังไงเพื่อไทยก็ได้ ส.ส.เกินครึ่ง ถึงตอนนั้นผมจะกลับมารับใช้พี่น้อง ซึ่งคาดว่าคงจะกลับมาได้ปลายปีนี้ การเลือกตั้งครั้งนี้ เราไม่ได้กลัวประชาชนไม่เลือก แต่กลัวการโกงและการข่มขู่โดยใช้อำนาจรัฐ" พ.ต.ท.ทักษิณกล่าว
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, May 5, 2011
"แม้ว"ร่วมเปิดนโยบาย ศก.เพื่อไทย ชูภาษีต่ำ-รายได้สูง หยัน ปชป.เต็มที่ได้แค่ 160 ที่นั่ง
สัญญาข้อที่ 6
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ เหล็กใน
นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พยายามเคลียร์ข้อวิตกกังวลของพรรคฝ่ายค้านและใครต่อใครที่เกรงว่า การหาเสียงเลือกตั้งที่จะมีขึ้นเร็วๆ นี้ อาจมีการเอาเปรียบจากภาครัฐ
โดยการสั่งปลดป้ายประชาสัมพันธ์ต่างๆ ที่มีรูปนักการเมือง สั่งยุติสปอตโฆษณาทางสื่อต่างๆ ที่มีรูปนักการเมืองเข้าไปอยู่ในนั้น
ขณะที่ตัวนายกฯ อภิสิทธิ์เองก็หยุดจัดรายการเชื่อมั่นประเทศไทยฯ ที่ออกอากาศทางสื่อของรัฐทุกวันอาทิตย์แล้วเช่นกัน
นายกฯ อภิสิทธิ์ ยังเป็นตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมหารือกับ กกต. พร้อมลงนามในพันธสัญญาว่าด้วยการเลือกตั้ง 5 ข้อ ร่วมกับอีก 42 พรรคการเมือง
1.มิบังควรนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเกี่ยวข้องกับการหาเสียง 2.จะปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมาย ระเบียบ ประกาศ อันเกี่ยวกับการเลือกตั้งอย่างเคร่งครัด
3.ไม่ใช้กลไกหรือทรัพยากรของรัฐมาเป็นประโยชน์ในการหาเสียง 4.จะหาเสียงโดยสันติวิธี ไม่ข่มขู่คุกคามคู่แข่งขันด้วยวิธีการใดๆ และจะไม่ใช้วิธีการรุนแรงในการหาเสียง
และ 5.จะยอมรับผลเลือกตั้งตามที่ประชาชนได้แสดงเจตนารมณ์ในการเลือกตั้งอย่างจริงใจ
ถือเป็น 5 ข้อพันธสัญญาครอบคลุมประเด็นหลักๆ ที่มีทั้งการวิพากษ์วิจารณ์ ถกเถียงและตั้งข้อสงสัยของสังคมอยู่มากในเวลานี้
ไม่ว่าเรื่องของสถาบัน กฎกติกา กลไกอำนาจรัฐ ความรุนแรง โดยเฉพาะข้อสุดท้ายที่ว่าจะยอมรับผลเลือกตั้งตามที่ประชาชนได้แสดงเจตนารมณ์ในการเลือกตั้งอย่างจริงใจ
ตรงนี้เองหลายคนยังสงสัยที่บอกว่าให้ยอมรับผลการเลือกตั้งนั้น
หมายความรวมไปถึงว่าจะยอมรับให้พรรคการเมืองที่ประชาชนเลือกมาเป็นอันดับ 1 เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลด้วยหรือไม่
หรือว่าผลเลือกตั้งเรื่องหนึ่ง การจัดตั้งรัฐบาลก็อีกเรื่องหนึ่ง
ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันอย่างที่ทั้งหัวหน้า ลดหลั่นลงไปถึงลิ่วล้อพรรคการเมืองใหญ่พรรคหนึ่ง ได้โหมประโคมจุดยืนไว้อย่างนั้น
เสียดาย กกต.ไม่นำเอาความชัดเจนตรงนี้ใส่ต่อท้ายเป็นข้อที่ 6 ไว้ในพันธสัญญา
เพราะอยากรู้ว่าใครบางคนพร้อมจะทำการเมืองอย่างตรงไปตรงมา ตามเจตนารมณ์ประชาชนเสียงส่วนใหญ่ที่แสดงออกผ่านการลงคะแนนเลือกตั้งหรือไม่
หรือว่าจะ "ดีแต่พูด" เหมือนที่แล้วๆ มา
ลูก"ลาเดน"แฉนาที สหรัฐฆ่า จับยิงทั้งไร้อาวุธ
ที่มา ข่าวสด
หัวทะลุ!-ลากศพขึ้น"ฮ." โลกชี้ละเมิดกม.รุนแรง อิหม่ามประกาศล้างแค้น จับโอบามา-บุชแขวนคอ เริ่มโต้แล้วบึ้มแบกแดด
สื่อดังโลกอาหรับเผย ลูกสาว "บิน ลาเดน"ให้การจนท.ปากีฯ ยืนยัน ทหารสหรัฐจับเป็นพ่อได้โดยไร้ทางสู้ แต่จู่ๆ ก็ยิงทิ้งต่อหน้าต่อตาคนทั้งครอบครัว แล้วลากศพไปขึ้นเฮลิคอป เตอร์ ขณะที่ทำเนียบขาวยอมรับขณะหน่วย "ซีล" ลุยเข้าเซฟเฮาส์นั้น บิน ลาเดน ไม่มีอาวุธติดตัวจริง แต่ขัดขืนจับกุม อดีตนายกฯ เยอรมันกับนักสิทธิฯ ชี้ปฏิบัติการเด็ดหัวบิ๊กอัล ไคด้า ครั้งนี้ของสหรัฐละเมิดกฎหมายสากลร้ายแรง อิหม่ามมัสยิดศักสิทธิ์แห่งเยรูซาเลมขู่จับ "โอบามา" ผู้นำสหรัฐแขวนคอพร้อม "บุชจูเนียร์" ผู้เชี่ยวชาญต้านก่อการร้ายชี้จากนี้สถานที่ "ซอฟต์ ทาร์เก็ต" ในสหรัฐเลี่ยงไม่พ้นตกเป็นเป้าวินาศ กรรมล้างแค้นแน่นอน
เผาธง - ชาวปากีสถานที่เมืองมุลตันจุดไฟเผาธงชาติสหรัฐ ประณามการจับตายนายโอซามา บิน ลาเดน ผู้นำอัล ไคด้า ขณะที่ผู้นำมุสลิมในกรุงเยรูซาเลมประกาศล้างแค้นให้บิน ลาเดน เมื่อวันที่ 4 พ.ค.
สหรัฐรับ"ลาเดน"ไม่มีอาวุธ
เมื่อวันที่ 4 พ.ค. เว็บไซต์ข่าวหนังสือพิมพ์เดลี่เมล์ สิ่งพิมพ์ชื่อดังของโลกตะวันตก รายงานว่า นายเจย์ คาร์นีย์ โฆษกทำเนียบขาว หรือคณะบริหารรัฐบาลสหรัฐอเมริกา เปิดแถลงรายละเอียดเพิ่มเติมในเหตุการณ์ที่ทหารหน่วยซีลของสหรัฐบุกสังหารนายโอซามา บิน ลาเดน ผู้นำกลุ่มก่อการร้ายสากลอัลไคด้า ในเซฟเฮาส์ เมืองอับบอตตาบัด ประเทศปากีสถาน ว่า ช่วงที่หน่วยซีลบุกเข้าไปในเซฟเฮาส์นั้น บิน ลาเดน ขัดขืนการจับกุม แต่ไม่มีอาวุธอยู่ที่ตัว จากนั้นจึงถูกทหารยิงที่ศีรษะและหน้าอกเสียชีวิต ระหว่างนาทีปลิดชีพ มีภรรยาของบิน ลาเดน ถูกยิงที่ขา แต่ไม่เสียชีวิต ส่วนหญิงที่เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ไม่ใช่ภรรยา
"อย่างไรก็ตาม หน่วยซีลที่บุกเข้าไปในที่หลบซ่อนตัวของบิน ลาเดนนั้น เตรียมแผนสำหรับการจับเป็นไว้ด้วย แต่สถานการณ์เฉพาะหน้าทำให้รูปการณ์ออกมาอย่างที่ทั่วโลกได้รับทราบ และนำไปซึ่งการจบชีวิตบิน ลาเดน" นายคาร์นีย์ ระบุ
อ่านรายละเอียดทั้งหมดคลิ้ก ข่าวสด
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 05/05/54
ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท
พวงทอง ภวัครพันธุ์: นัยของการยื่นศาลโลกตีความคำพิพากษาปี 2505 ของกัมพูชา
ที่มา ประชาไท
พวงทอง ภวัครพันธุ์*
ในที่สุดสิ่งที่ผู้เขียนเคยคาดการณ์ไว้ก็เป็นจริง เมื่อรัฐบาลกัมพูชาตัดสินใจยื่นให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหรือศาลโลกตีความคำพิพากษากรณีปราสาทพระวิหารปี 2505 เพราะเห็นว่าไม่มีทางที่จะแก้ปัญหาข้อพิพาทเหนือพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารโดยลำพังสองประเทศอีกต่อไป รัฐบาลอภิสิทธิ์ที่รังเกียจบทบาทของบุคคลที่สามมาตลอด ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป เพียงแต่เมื่อถึงตอนที่กระบวนการตีความเริ่มขึ้น อาจไม่มีรัฐบาลอภิสิทธิ์แล้ว แต่เป็นรัฐบาลอื่นที่ต้องมารับปัญหาต่อไป
การยื่นขอให้ศาลโลกตีความนี้ กัมพูชาอาศัยมาตรา 60 ของธรรมนูญศาลโลก ที่ระบุว่า “ในกรณีที่มีข้อพิพาทว่าด้วยความหมายหรือขอบเขตของคำพิพากษา ศาลพึงตีความตามคำร้องของคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง” โดยมาตรา 60 อนุญาตให้กัมพูชายื่นได้โดยลำพัง ไม่จำเป็นต้องได้รับการสมยอมจากไทย ไม่ได้กำหนดว่าต้องยื่นภายในระยะเวลาเท่าไร (อันนี้คนละเรื่องกับการอุทธรณ์คำพิพากษา ที่ต้องกระทำภายใน 10 ปีหลังมีคำพิพากษา) แต่เมื่อเกิดเหตุเช่นนี้ ฝ่ายไทยก็ต้องตั้งทีมกฏหมายเพื่อไปโต้แย้งข้อกล่าวหาและคำร้องของกัมพูชาอย่างแน่นอน เพราะถ้าไม่ไป ก็เท่ากับเปิดโอกาสให้ฝ่ายกัมพูชาชี้แจงกับศาลโลกอยู่ฝ่ายเดียว เสียเปรียบแน่นอน
เรื่องกัมพูชายื่นให้ศาลโลกตีความนี้ เป็นข่าวอยู่หลายสัปดาห์ก่อนหน้านี้ แต่ไม่มีความชัดเจนว่าจะยื่นให้ศาลตีความประเด็นอะไร จนกระทั่งวันจันทร์ที่ 2 พ.ค.นี้ เว็บไซต์ของศาลโลกก็ตีพิมพ์ใบแถลงข่าว ทำให้มีรายละเอียดมากพอที่จะนำมาเล่าสู่กันฟังได้ จะเข้าใจประเด็นที่กัมพูชายื่นให้ตีความ เราจำเป็นต้องย้อนกลับไปดูคำพิพากษาปี 2505 เสียก่อน
ข้อวินิจจัยเรื่องเส้นเขตแดนปี 2505
ความพ่ายแพ้ของไทยในคดีปราสาทพระวิหาร เป็นผลจากคำพิพากษาของศาลโลก 3 ข้อด้วยกันคือ
1. ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา
2. ไทยมีพันธะที่จะต้องถอนกำลังทหารหรือตำรวจ ผู้เฝ้ารักษาหรือผู้ดูแลซึ่งประเทศไทยส่งไปประจำอยู่ที่ปราสาทพระวิหารหรือในบริเวณใกล้เคียงบนอาณาเขตของกัมพูชา
3. รัฐบาลไทยมีพันธะที่จะต้องส่งคืนโบราณวัตถุต่างๆ ที่ฝ่ายไทยได้โยกย้ายออกไปจากปราสาทพระวิหาร
กัมพูชาได้ยื่นขอให้ศาลตีความคำพิพากษาข้อ 2 ข้อเดียว โดยขอให้ศาลวินิจฉัยและชี้ขาดว่าประเด็นที่ว่า “พันธะที่ประเทศไทยจะต้อง “ถอนกำลังทหาร หรือตำรวจ ผู้เฝ้ารักษาหรือผู้ดูแลซึ่งประเทศไทยส่งไปประจำอยู่ที่ปราสาทพระวิหารหรือบริเวณใกล้เคียงในอาณาเขตของกัมพูชา (ตามข้อ 2 ของบทปฏิบัติการของคำพิพากษาเมื่อปี 2505) เป็นผลโดยตรงของการที่ไทยมีพันธะที่จะต้องเคารพต่อบูรณภาพของดินแดนของกัมพูชา ทั้งนี้ ดินแดนดังกล่าว อันเป็นที่ตั้งของปราสาทและบริเวณใกล้เคียง ได้ถูกปักปันตามเส้นเขตแดนที่ลากไว้บนแผนที่ (ซึ่งศาลได้เคยวินิจฉัยไว้ในหน้า 21 ของรายงานคำพิพากษา)”
แปลข้อความดังกล่าวให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ กัมพูชาต้องการให้ศาลชี้ชัดว่า ที่ศาลเคยพิพากษาว่าไทยจะต้องถอนกองกำลังออกจากปราสาทพระวิหารและ “บริเวณใกล้เคียง” (vicinity) ในเขตกัมพูชานั้น ขอบเขตของ “บริเวณใกล้เคียง” ถูกกำหนดด้วยเส้นเขตแดนที่ปรากฎในแผนที่ใช่หรือไม่
ทั้งนี้ กัมพูชาถือว่าศาลโลกได้วินิจฉัยไว้แล้วว่าเส้นเขตแดนในบริเวณพิพาทคือเส้นที่ลากไว้บนแผนที่ อันเป็นผลงานของคณะกรรมการปักปันผสมสยาม-ฝรั่งเศส (หรือแผนที่ 1: 200,000) ดังนี้
"ประเทศไทยใน ค.ศ.1908-1909 ได้ยอมรับแผนที่ในภาคผนวก 1 ว่าเป็นผลงานของการปักปันเขตแดน และด้วยเหตุนี้ จึงได้รับรองเส้นบนแผนที่ว่าเป็นเส้นเขตแดน อันเป็นผลให้พระวิหารตกอยู่ในดินแดนกัมพูชา ศาลมีความเห็นต่อไปว่า เมื่อพิจารณาโดยทั่วๆ ไป การกระทำต่อๆ มาของไทยมีแต่ยืนยัน และชี้ให้เห็นชัดถึงการยอมรับแต่แรกนั้น และว่าการกระทำของไทยในเขตท้องที่ก็ไม่พอเพียงที่จะลบล้างข้อนี้ได้ คู่กรณีทั้งสองฝ่าย โดยการประพฤติปฏิบัติของตนเองได้รับรองเส้นแผนที่นี้ และดังนั้น จึงถือได้ว่าเป็นการตกลงให้ถือว่าเส้นนี้เป็นเส้นเขตแดน"
แม้ว่าศาลโลกได้ระบุไว้ว่าข้อวินิจฉัยเรื่องเส้นเขตแดนนี้ จะไม่ถูกรวมไว้ใน “บทปฏิบัติการ” (operative clause) ของคำพิพากษา แต่เป็น “การให้เหตุผล” เพื่อใช้ตัดสินสามประเด็นที่ยกมาข้างต้นเท่านั้น แต่ฝ่ายกัมพูชามองว่านี่คือจุดแข็งของตนเอง เพราะศาลระบุไว้ชัดเจนแล้วว่าเส้นเขตแดนในบริเวณปราสาทพระวิหาร คือเส้นที่ปรากฏในแผนที่ ขณะที่ศาลไม่เคยวินิจฉัยยอมรับว่าเส้นสันปันน้ำ คือเส้นเขตแดนในบริเวณพิพาทเลย แต่ศาลยังเห็นว่า “ไม่มีเหตุผลที่จะให้คิดว่าคู่กรณีได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษแก่เส้นสันปันน้ำโดยเจาะจง เมื่อเปรียบเทียบกับความสำคัญที่เหนือกว่าของการยึดเส้นเขตแดนในแผนที่ซึ่งได้ปักปันกันในเวลาต่อมาและเป็นที่ยอมรับแก่คู่กรณี ทั้งนี้ เพื่อให้เรื่องได้เป็นที่ยุติกันไป ฉะนั้น อาศัยหลักในการตีความสนธิสัญญา ศาลจึงจำต้องลงความเห็นให้ถือเส้นเขตแดนตามแผนที่ของบริเวณพิพาท”
นัยของการตีความข้อนี้คือ หากศาลตีความเป็นคุณให้กับฝ่ายกัมพูชา ก็หมายความว่าไทยต้องถอนทหารออกจากบริเวณพื้นที่พิพาท 4.6 ตร.กม.ให้หมดนั่นเอง
มาตรการเฉพาะกาล (Provisional measures)
กัมพูชายังได้ยื่นคำร้องเพิ่มเติมว่า ในระหว่างรอผลการตีความของศาลนี้ ขอให้ศาลได้ออกมาตรการเฉพาะกาล (provisional measures) เป็นการเร่งด่วน ดังต่อไปนี้
1. ให้กองกำลังทั้งหมดของไทยถอนตัวออกจากดินแดนของกัมพูชาในบริเวณปราสาทพระวิหาร
2. ห้ามไทยกระทำกิจกรรมทางทหารทุกชนิดในพื้นที่ปราสาทพระวิหาร
3. ให้ประเทศไทยยุติการกระทำใดๆ ที่อาจเป็นการแทรกแซงสิทธิของกัมพูชา หรือทำให้สถานกาณ์เลวร้ายลง
กัมพูชาให้เหตุผลประกอบคำร้องดังกล่าวว่า เป็นผลจากการปะทะกันอย่างรุนแรงของกำลังทหารในบริเวณปราสาทพระวิหารและชายแดนจุดอื่นๆ จนนำไปสู่ความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน การบาดเจ็บ และผู้คนจำนวนมากต้องอพยพออกจากที่พัก มาตรการเฉพาะกาลจึงมีความจำเป็นเร่งด่วนสำหรับปกป้องอำนาจอธิปไตยและบูรณภาพเหนือดินแดนของกัมพูชา ทำให้ไทยยุติการแทรกแซงกิจการภายในของรัฐอื่น และป้องกันไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปกว่าเดิม
ในกรณีนี้ กัมพูชาอ้างมาตรา 41 ของธรรมนูญศาลโลกที่บัญญัติว่า “หากศาลพิจารณาเห็นว่ามีความจำเป็นในทางสถานการณ์ ศาลพึงมีอำนาจที่จะกำหนดให้ใช้มาตราการเฉพาะกาลที่จะช่วยพิทักษ์สิทธิของคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง” นี่จึงเป็นอีกกรณีหนึ่งที่ฝ่ายไทยจะต้องโต้แย้งอีกเช่นกัน เพราะหากศาลมีคำสั่งตามที่กัมพูชาร้องขอ ก็จะนำไปสู่คำถามที่สำคัญอีกว่า อาณาบริเวณที่กองกำลังของไทยจะต้องถอนตัวออกมานี่ มีขอบเขตแค่ไหน ใช้อะไรเป็นเกณฑ์
ผู้เขียนเห็นด้วยกับอ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช ที่ว่าเป็นการยากที่จะคาดคะเนว่าใครจะเป็นฝ่ายชนะ แพ้ หรือเสมอ และศาลอาจรับหรือไม่รับคำร้องขอให้ตีความของกัมพูชาก็ได้ การอ่านผลของคดีเก่าๆ อาจช่วยให้เราคาดคะเนทิศทางการวินิจฉัยคดีของศาลได้บ้าง แต่ก็เป็นได้แค่การประเมินเท่านั้น เพราะแต่ละคดีมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ การตีความเหตุการณ์และตัวกฎหมายยังขึ้นกับตัวผู้พิพากษาเป็นสำคัญ แต่สิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าคือ ทีมกฎหมายของไทยมีงานหนักที่จะต้องโต้แย้งคำร้องของกัมพูชาอยู่หลายข้อทีเดียว
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนยังอดรู้สึกผิดหวังไม่ได้ที่ในที่สุดกรณีปราสาทพระวิหารต้องเดินมาถึงจุดนี้ เพราะในความเป็นจริง ในสมัยรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช หน่วยงานของไทยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องปราสาทพระวิหาร สามารถเจรจาจนรัฐบาลกัมพูชายอมรับที่จะให้มีการบริหารจัดการพื้นที่โดยรอบปราสาทพระวิหารร่วมกัน แต่ความพยายามนี้ก็ต้องถูกทำลายลงด้วยกระแสคลั่งชาติ จนนำไปสู่การสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของทั้งสองฝ่ายหลายครั้งหลายครา ปัญหาคือ การยื่นตีความนี้ ไม่ว่าฝ่ายใดจะแพ้หรือชนะ ก็จะไม่ทำให้ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาดีขึ้น มีแต่จะเป็นเหตุแห่งการเพิ่มพูนความเกลียดชังซึ่งกันและกันยิ่งขึ้นไปอีก
*ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปัจจุบันอยู่ระหว่างเป็น Visiting research fellow, the Shorenstein Asia Pacific Research Center, Stanford University
รัฐบาลสหรัฐใช้วิธีการเดียวกับผู้ก่อการร้ายจัดการบินลาดิน
ที่มา ประชาไท
อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บิน ชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)
อาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัยทักษิณ, ผู้ช่วยผู้จัดการโรงเรียนจริยธรรมศึกษามูลนิธิ
Shukur2004@chaiyo.com
http://www.oknation.net/blog/shukur
ทัศนะจาก ‘อับดุลสุโก ดินอะ’ ว่าด้วยการกระทำนอกขอบเขตกระบวนการยุติธรรมทางกฎหมาย และการจัดการศพตามหลักศาสนา
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตากรุณาเสมอ ขอความสันติสุขจงมีแด่ศาสฑูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีแด่ผู้อ่านทุกท่าน
หลังจากประธานาธิบดีบารัค โอบามา ผู้นำสหรัฐ ยืนยันการเสียชีวิตของนายโอซามา บิน ลาดิน เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ตามเวลาท้องถิ่นและให้สัมภาษณ์อย่างภาคภูมิใจ เช่น ท่านกล่าวว่า
"สวัสดีทุกท่าน ในคืนนี้ ข้าพเจ้าขอประกาศแก่ชาวอเมริกันและชาวโลกว่า สหรัฐอเมริกาได้สิ้นสุดภารกิจปฏิบัติการสังหารโอซามา บิน ลาเด็น ผู้นำกลุ่มก่อการร้ายอัล เคด้า ผู้เป็นต้นเหตุของการเสียชีวิตของเด็กและประชาชนผู้บริสุทธิ์นับพันคนใน เหตุการณ์ 9/11”
ในขณะปฏิบัติการครั้งนี้ทั้งผู้นำสหรัฐและทีมงานนั่งชมการปฏิบัติการอย่างออกหน้าออกตา
ทำให้นักสิทธิมนุษยชนทั่วโลกโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาเองตั้งคำถามต่อสหรัฐผู้นำด้านการตรวจสิทธิมนุษยชนทั่วโลกว่า เป็นการกระทำนอกขอบเขตกระบวนการยุติธรรมทางกฎหมายใดๆ ตามสมควรหรือไม่ และอาจจะเป็นใบอนุญาตต่อรัฐต่างๆ เอาเยี่ยงอย่างในการจัดการศัตรูทางการเมือง
เพราะการใช้บทลงโทษด้วยการสังหาร เปรียบเสมือนการตัดสินประหารชีวิตก่อนใช้กระบวนการยุติธรรมและเป็นการดำเนินคดีอย่างรวบรัดซึ่งปราศจากหลักประกันความชอบด้วยกฎหมายต่อจำเลยอย่างโจ่งแจ้ง
คำถามที่สองสำหรับมุสลิมที่มีต่อรัฐบาลสหรัฐหลังการโยนศพลงทะเล กล่าวคือ สหรัฐเหยียดหยามศพชาวมุสลิมอย่างโจ่งแจ้งหรือไม่ และละเมิดสิทธิมนุษยชนเกี่ยวกับการจัดการศพหรือไม่อย่างไร อันจะทำให้ปัญหาความไม่สงบและสันติภาพบนโลกใบนี้ยิ่งทวีความรุนแรง ถึงแม้ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาจะโกยคะแนนนิยมจากประชาชนของท่านได้เป็นกอบเป็นกำ
ความเป็นจริงตามหลักศาสนาอิสลามและมติของบรรดาปราชญ์มุสลิมทั้งอดีตและปัจจุบันนั้น การจัดการศพของผู้ใดผู้หนึ่งไม่ว่าเขาจะดีหรือชั่ว จะต้องตั้งบนพื้นฐานการให้เกียรติ และคุ้มครองคุณค่าอันสูงส่งของความเป็นมนุษย์ (ทั้งนี้ ไม่เพียงแต่ในช่วงแห่งการมีชีวิตอยู่เท่านั้น ในสภาวะไร้วิญญาณเหลือแต่เพียงเรือนร่างเปลือยเปล่าที่อาจดูไม่งามตานัก)
ศาสนาอิสลามก็ยังคงถือว่า เกียรติยศ และความประเสริฐในการเป็นมนุษย์ยังคงมีอย่างสมบูรณ์ กฎเกณฑ์ต่างๆ ในการปฏิบัติต่อผู้ตาย ไม่ว่าจะเป็นการอาบน้ำศพ การห่อ การละหมาดขอพร และการฝังศพ จึงได้บัญญัติขึ้นเป็นหน้าที่ (หลักศาสนาอิสลามเรียกว่าฟัรดูกิฟายะฮฺ) ในชุมชนหนึ่งที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน ในการจัดการศพที่ได้เสียชีวิตตามขั้นตอนที่ได้ระบุไว้ตามหลักนิติศาสตร์อิสลาม
นอกจากนั้นในการจัดการศพทุกขั้นตอน จะต้องคอยระมัดระวังมิให้กระทบกระเทือนหรือเกิดอันตรายต่อศพ ต้องให้เกียรติต่อศพตามความเหมาะสมภายใต้เจตนารมณ์ของพระเจ้าดังที่พระองค์ ได้ดำรัสความว่า "และเรา (พระเจ้า) ได้ให้พวกเขา (มนุษย์) เลอเลิศเหนือกว่าสรรพสิ่งอันมากมายที่เราได้ดลบันดาลอย่างล้นเหลือ" (อัลกุรอาน : บทอัลอิสรออฺ :ประโยคที่ 70 )
ศาสนฑูตมุฮัมมัดได้ตรัสไว้ความว่า "การหักกระดูกของผู้ตายเปรียบเสมือนการหักกระดูกผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่" (บันทึกโดยอิม่ามดาวุด หมายเลข 3207)
หลักการปฏิบัติต่อศพ อันเป็นข้อบังคับที่ศาสนาอิสลามบัญญัติไว้มี 4 ประการ คือ 1) ต้องอาบน้ำให้ 2) ต้องห่อศพให้ 3) ต้องละหมาดให้ และ 4) ต้องนำศพไปฝังยังสุสาน
สำหรับการฝังนั้นต้องขุดหลุมให้ลึกพอที่จะระงับกลิ่นที่จะมีในภายหลัง และป้องกันสัตว์ร้ายมาคุ้ยเขี่ยศพ โดยปกติจะขุดหลุมลึกประมาณ 2 เมตร กว้าง 1 เมตร ยาว 2 เมตร วิธีการฝัง ให้ญาติพี่น้องใกล้ชิดเป็นผู้นำศพลงหลุม โดยวางนอนตะแคงขวา หันหน้าไปทางทิศอันเป็นที่ตั้งของเมืองมักกะฮ
จากหลักการการจัดการศพดังกล่าว ทำให้อย่างน้อยองค์กรนักปราชญ์ศาสนาอิสลามที่ทรงอิทธิพลอย่างอัลอัซฮัรประเทศอียิปต์นำโดย ชัยค์มะหมูด ฮัซซาบ ที่ปรึกษาของ ชัยค์อะหมัด อัตตอยิบผู้นำอัลอัซฮัรออกมาฟัตวาถึงการทำผิดหลักการศาสนาอิสลามและผิดหลักมนุษยชนของสหรัฐอเมริกาในการจัดการศพ เพราะศาสนาอิสลามมองว่า การจัดการศพนั้นเป็น “สิทธิของศพ” และเป็น “หน้าที่ของผู้มีชีวิตอยู่” อีกทั้งเป็นการแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลสหรัฐอเมริกาต้องการทำให้ชาวมุสลิมอับอายด้วยการฝังศพบินลาดินในลักษณะดังกล่าว ซึ่งจะยิ่งทำให้กลุ่มติดอาวุธมีแนวร่วมมากขึ้นในการทำสงครามกับสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรเพื่อแก้ แค้นให้บิน ลาดิน
กลุ่ม 24 มิถุนาฯ ย้ำดันต่อล่าชื่อยกเลิก ม.112 -จี้องค์กรสื่อออกโรงป้องคนทำสื่อ
ที่มา ประชาไท
45ปีมรณกรรมของจิตร ภูมิศักดิ์ ดั่งเทียนผู้ถ่องแท้แก่คน ดาวน์โหลดฟรีหนังสือโฉมหน้าศักดินาไทย
ที่มา Thai E-News
“ประวัติศาสตร์แทนที่จะเป็น ประวัติศาสตร์แห่งการเคลื่อนไหวก้าวหน้าของประชาชน ตรงข้ามกลับเป็นประวัติการสืบสันตติวงศ์ของกษัตริย์…”
โดย เถกิงศักดิ์
5 พฤษภาคม 2554
หากในปัจจุบันมีหนังสือต้องห้ามอันลือลั่นคือ The King Never Smile
ในอดีตที่ผ่านมากว่า 50 ปีก็มีหนังสือโฉมหน้าศักดินาไทย เคยสร้างปรากฎการณ์เป็นหนังสือต้องห้ามทำนองเดียวกันมาแล้ว ทว่าปัจจุบันได้กลายเป็นหนังสือ"แนะนำให้คนไทยต้องอ่าน1ใน100เล่มแรก"
ในวาระมรณกรรมครบรอบ 45 ปีของจิตร ภูมิศักดิ์ เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2509 จิตรทิ้งผลงานที่เป็นเสมือน"ดั่งเทียนผู้ถ่องแท้แก่คน"ไว้มากมาย นี่เป็น 1 ในนั้น
ดาวน์โหลดหนังสือ โฉมหน้าศักดินาไทย คลิ้กตรงนี้
หรือ
ดาวน์โหลดหนังสือ โฉมหน้าศักดินาไทย คลิ้กตรงนี้ (4shared)
โฉมหน้าศักดินาไทย เขียนโดย สมสมัย ศรีศูทรพรรณ เป็นหนังสือบทวิเคราะห์สังคมไทยอันท้าทายยุคสมัย ก่อนกลายเป็น "หนังสือต้องห้าม" แต่ปัจจุบันเป็นหนังสือ 1 ใน 100 ที่ควรไทยควรอ่าน
หากจะเข้าใจศักดินา อำมาตย์ในปัจจุบัน เสียเวลาดาวโหลดอ่านซักนิด แล้วจะติดใจ เผลอๆอ่านรวดเดียวจบ
สมสมัย ศรีศูทรพรรณ หรือชื่อที่คุ้นหูกว่านั้นก็คือ จิตร ภูมิศักดิ์ ได้นำเสนอผลงานทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่ ปีพ.ศ. ๒๕๐๐ ในวารสาร นิติศาสตร์ฉบับศตวรรษใหม่ ซึ่งได้ตีพิมพ์ โฉมหน้าศักดินาไทย ออกมาเป็นครั้งแรก
ผู้เขียนได้อาศัยหลักวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ (Historical Meterialism) ของลัทธิมาร์กซิสต์ (Marxism) เป็นกรอบในการชี้ให้เห็นอีกมุมหนึ่งของประวัติศาสตร์ซึ่งมีการอธิบายถึงความสัมพันธ์ของคนในสังคมขณะนั้นว่าเป็นอย่างไร (ซึ่งกระแสหลักมิได้บอกไว้), คลี่คลายตัวออกไปในทิศทางไหน และมีเหตุปัจจัยอะไรถึงเป็นเช่นนั้น รวมทั้งยังชี้ถึงความจงใจผิดพลาดของประวัติศาสตร์กระแสหลักอย่างดุเด็ดเผ็ดมัน แต่แหลมคมยากต่อการโต้แย้ง
ผู้เขียนได้อธิบายว่า- ทุกสังคมที่มีพัฒนาการต้องมีการคลี่คลายของแต่ละยุคสมัยภายใต้กฎตายตัวของประวัติศาสตร์วัตถุนิยม ซึ่งแบ่งยุคสมัยของสังคมไว้ ๕ ยุคคือ สังคมบรรพกาล, สังคมทาส, สังคมศักดินา, สังคมทุนนิยม และสุดท้าย สังคมคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการคลี่คลายตามกฎดังกล่าวของสังคมมนุษย์
นอกจากนี้ผู้เขียนยังได้เปิดเผยให้เห็นสภาพการกดขี่ขูดรีดของแต่ละยุคสมัย (ถ้าเปรียบดังงานจิตรกรเอกแล้วละก็ จิตร ได้หยิบผ้าเช็ดพู่กันซึ่งเปื้อนเปรอะเลอะสีมาให้เราดูมากกว่าแสดงผลงานที่เป็นตัวงาน), ปฏิกิริยาตอบโต้ของชนชั้นผู้ถูกปกครอง (กดขี่) รวมทั้งสภาพจำนนต่อพลังอำนาจแห่งการกดขี่ขูดรีด จนถึงขั้นกลายมาเป็นลักษณะนิสัยของคนส่วนมากในสังคมไทยตราบจนปัจจุบัน
โฉมหน้าศักดินาไทย นั้นเหมาะกับผู้ที่ต้องการอ่านความจริง– ความจริงไม่ใช่เพียงแต่ว่า ใครทำอะไร, ที่ไหน, เมื่อไหร่ และอย่างไรเท่านั้น แต่ความจริงของ จิตร นั้นคือ การบอกเหตุผลว่าทำไมเขาจึงทำ–
จริงอยู่ที่การต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งเอกราชความเป็นไท และผู้ที่เอาเลือดเนื้อเข้าแลกเพื่อให้ได้มาซึ่งความเป็นไทยจนกระทั่งเป็นอยู่ทุกวันนี้นั้นล้วนสำคัญ แต่การมองข้ามการต่อสู้ทางสังคมของมนุษย์, การปิดบังอำพรางบางมุมมอง และนำเสนอแต่สิ่งสวยงามทำให้ชวนเคลิบเคลิ้มนั้นจะเป็นการสร้างหนทางแห่งอวิชชา เพื่อปูทางไปสู่ความงมงายอันไร้ซึ่งเหตุผล การเสาะแสวงหาความจริงนั้น ต้องมองมาจากทุกด้าน และนำเอาเหตุผลในแต่ละด้านเข้าห้ำหั่นกันอย่างมีสติ พยายามเอาอัตวิสัยของตนเองเข้าไปข้องเกี่ยวให้น้อยที่สุด
ความสว่างไสวทางปัญญาคงจะมีขึ้นบ้างดอกกระมัง
เปิดรายงานฉบับเต็มฮิวแมนไรท์ว็อช์ท ชี้การกระทำของรัฐบาลเสมือนการสังหารที่เลือดเย็น
ที่มา Thai E-News
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
5 พฤษภาคม 2554
ประชาไท รายงานว่า วันที่ 3 พฤษภาคม 2554 ณ สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ฮิวแมนไรท์วอท์ช องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนสากลได้แถลงเปิดตัวรายงาน “Descent into Chaos: Thailand’s 2010 Red Shirts Protest and the Government Crackdown” เกี่ยวกับกรณีการสลายการชุมนุมทางการเมืองในเดือนเมษายน-พฤษภาคมปีที่แล้ว
ฮิวแมนไรท์วอท์ช กล่าวว่า จากความรุนแรงที่เกิดขึ้นในเดือนเมษายน-พฤษภาคมที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีการดำเนินการกระทำความผิดใดๆ แก่เจ้าหน้าที่รัฐ รัฐบาลจึงจำเป็นต้องจัดให้มีการสืบสวนและสอบสวนอย่างโปร่งใส และให้จัดให้มีการดำเนินคดีแก่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจากอาชญากรรมที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะจากทั้งฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายผู้ชุมนุมก็ตาม
จากการเก็บข้อมูลของฮิวแมนไรท์วอท์ชพบว่า มีหลักฐานจริงที่ยืนยันว่าทหารได้ใช้สไนเปอร์ในการจัดการกับกลุ่มผู้ชุมนุม โดยรัฐบาลได้ปฏิเสธมาตลอดว่าไม่มีการใช้สไนเปอร์ แต่ในความเป็นจริง จากการลงเก็บข้อมูลบนรางรถไฟฟ้า การสัมภาษณ์พยานหลักฐานในวัดปทุมวนารามและบุคคลที่เกี่ยวข้อง เป็นที่ชัดเจนว่าทหารใช้สไนเปอร์ยิงลงมาจากรางรถไฟฟ้าบีทีเอสลงมาในวัดปทุม และถึงแม้ว่ารัฐบาลจะกล่าวหาว่าผู้ชุมนุมใช้อาวุธยิงออกมาจากวัดปทุม แต่จากการตรวจสอบพบว่า ไม่มีหลักฐานใดๆ ที่สามารถบ่งชี้ได้ว่าเป็นเช่นนั้น
นอกจากนี้ การที่รัฐบาลประกาศใช้เขตกระสุนจริง (Live Firing Zone) ยังถือเป็นการละเมิดมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากลอย่างร้ายแรง และไม่ว่าจะมีข้ออ้างหรือเงื่อนไขใด รัฐบาลก็ไม่สามารถประกาศ Live Firing Zone ได้
“เรามองว่าการกระทำของรัฐบาลเป็นการสังหารประชาชนที่เลือดเย็นมาก” นายแบรด อดัมส์ ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียของฮิวแมนไรท์วอท์ชกล่าว “ถึงแม้ว่าทหารจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ แต่เมื่อใดที่ทหารส่องสไนเปอร์ไปยังผู้ชุมนุมมือเปล่าแล้วยังลั่นไกฆ่า นั่นถือว่าเป็นการจงใจฆาตกรรม”
นอกจากนี้ ฮิวแมนไรท์วอท์ชมองว่าฝ่าย นปช.เองก็มีส่วนก่อให้เกิดความรุนแรงเช่นกัน เช่น ในกรณีของชายชุดดำที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของพลเอกร่มเกล้า มีหลักฐานว่ามีความเกี่ยวข้องกับแกนนำนปช. และการที่ผู้ชุมนุมใช้อาวุธระเบิดทำมือ จรวด และการเผายางต่อสู้กับทหารในช่วงวันที่ 14-19 พฤษภาคม รวมถึงการเข้าค้นโรงพยาบาลจุฬา ก็นับว่าเป็นความรุนแรงที่เกิดจากฝ่ายผู้ชุมนุมทั้งสิ้น นอกจากนี้ ในระหว่างการแถลงข่าว แบรด อดัมส์ ยังได้เปิดคลิปวีดีโอการปราศรัยของอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง, ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และจตุพร พรหมพันธ์ ที่สื่อว่ามีเจตนายั่วยุผู้ชุมนุมให้ก่อความวุ่นวาย ทำลายข้าวของและการเผา
ในรายงานยังระบุถึงการที่รัฐบาลได้ละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกในช่วงการชุมนุมเดือนเมษา-พฤษภาปีที่แล้ว ด้วยการปิดเว็บไซต์กว่า 1,000 เว็บ โทรทัศน์ดาวเทียม สิ่งพิมพ์ และวิทยุชุมชนอีก40 กว่าแห่ง นอกจากนี้ ภายหลังเหตุการณ์การสลายการชุมนุม รัฐบาลยังคงใช้มาตรการจัดการผู้ที่คิดเห็นต่างอย่างต่อเนื่องด้วยการใช้พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพหรือกฎหมายอาญา มาตรา 112 ในประเด็นดังกล่าว แบรด อดัมส์กล่าวว่าเขาเสนอให้รัฐบาลทำการปฏิรูปกฎหมายดังกล่าวโดยเปลี่ยนให้ผู้กล่าวโทษเป็นผู้ที่เกี่ยวข้อง (private actor) มิใช่เปิดให้บุคคลใดก็ได้สามารถกล่าวโทษด้วยกฎหมายดังกล่าว ซึ่งกลายเป็นเครื่องมือที่ใช้กำจัดผู้ที่เห็นต่างทางการเมืองมากกว่า
ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียฮิวแมนไรท์วอท์ชกล่าวด้วยว่า คณะกรรมการสมานฉันท์ซึ่งตั้งขึ้นเพื่อวิเคราะห์สาเหตุการประท้วง ทำงานล่าช้าเกินไป ขณะที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งรับหน้าที่สอบสวนเหตุประท้วง ก็เหมือนถูกครอบงำโดยรัฐบาลและดูเหมือนว่า การสอบสวนของดีเอเอสไอคงไม่นำไปสู่การเปิดเผยความจริงใหม่ๆ ได้
รายงาน “Descent into Chaos: Thailand’s 2010 Red Shirts Protest and the Government Crackdown” ของฮิวแมนไรท์วอท์ช (ท่ามกลางภาวะฝุ่นตลบ: การชุมนุมเสื้อแดงและการปราบปรามประชาชนในปี 2553) มีความหนา 139 หน้า โดยประมวลข้อสรุปจากการเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์บุคคลที่เกี่ยวข้องจำนวน 94 คน จากกลุ่มผู้ชุมนุม เหยื่อผู้ได้รับผลกระทบ พยานหลักฐาน นักวิชาการ นักข่าว ทนายความ นักสิทธิมนุษยชน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เจ้าหน้าที่รัฐ หน่วยรักษาความปลอดภัย ตำรวจ และกลุ่มอื่นๆ
ธิดาประณามคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติให้รู้จักอายมั่ง
นางธิดา โตจิราการ รักษาการประธาน นปช.แถลงว่า การที่องค์กรฮิวแมนไรต์วอชท์ ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs)ออกมาแถลงข่าวเมื่อวานนี้เกี่ยวกับการออกบทความ 139 กว่าหน้า จากการสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้อง 90 คนว่า รัฐบาลและกองทัพไทยเจตนาใช้อาวุธจริงและพลซุ่มยิงสังหารพลเรือน ยิงจุดสำคัญคือหัวและหัวใจ ไม่ใช่ยิงเพื่อหยุดผู้ประท้วง และการสอบสวนต่างๆก็ขาดความใปร่งใส ไม่มีความคืบหน้า และยังไม่มีการดำเนินคดีกับผู้สังหารประชาชนเลย
นางธิดากล่าวว่าแม้ ในรายงานนี้แสดงทัศนะทำนองไม่เห็นด้วยกับอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร และแกนนำนปช.โดยกล่าวหาว่าอาจมีส่วนยั่วยุผู้ชุมนุมให้ประท้วงด้วยความ รุนแรง หรือพูดถึงชายชุดดำ แต่นั่นก็เพื่อแสดงจุดยืนว่าพวกเขาเป็นกลาง แต่ก็ยังดีกว่าองค์กรสิทธิมนุษยชนของไทย อย่างคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่ไม่เคยแสดงท่าทีอะไรเกี่ยวกับการตาย 90 ศพ แต่เดือดร้อนกับการที่นายวีระ สมความคิดไปติดคุกเขมร จึงเป็นองค์กรสิทธิของอำมาตย์เท่านั้น
เทือกแถสีข้างถลอกโต้ฮิวแมนไรต์วอทช์
นาย สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ให้สัมภาษณ์กรณี องค์กร เพื่อสิทธิมนุษยชน ฮิว แมนไรต์ วอตช์ ออกมาระบุการตาย 91 ศพ ของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ว่าเป็นการกระทำของฝ่ายทหารโดยการใช้อาวุธ ว่า ตนเห็นข่าวแล้วมีความเสียใจว่าองค์กรนี้ควรจะเป็นกลางและได้ปฏิบัติให้ถูก ต้อง ไม่เอนเอียง แต่ว่าก่อนที่จะพูดอะไรออกไปให้เกิดความเสียหายต่อองค์กรของประเทศไทย หรือภาพของประเทศโดยส่วนรวม ควรจะต้องตรวจสอบข้อมูลให้ดีเสียก่อน น่าเสียดายตอนที่มีคดีอุ้มฆ่าสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ร่วม 3,000 ศพ องค์กรนี้ไม่รู้อยู่ที่ไหนไม่เคยได้ยินเสียง
“ ผมคิดว่าองค์กรพวกนี้ต้องไปดูที่ประเทศของตนเอง ตอนประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคนเนดี้ ถูกยิงตาย จนขณะนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจน หากประเทศไทยเกิดมีความยากลำบากในการทำหน้าที่ แล้วทำไมจะต้องลงโทษกัน ก็ยังทำหน้าที่ในการค้นหาข้อเท็จจริงกันอยู่ คณะกรรมการที่ค้นหาข้อเท็จจริงที่เป็นกลางเขาก็ทำหน้าที่ เช่น คณะของ อาจารย์คณิต ณ นคร เป็นต้น ทำไมเราไม่ฟังคนอย่างอาจารย์คณิต ณ นครหละ ทำไมเราต้องไปฟังฝรั่งมังค่าที่มากล่าวหาประเทศไทยล่ะครับ ” นายสุเทพ กล่าว
******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:แถขั้นเทพ!เทือกแถลแถเถือกโต้ฮิวแมนไรต์ว็อทช์ ทำรู้ดีทหารไทยสังหารเสื้อแดงแต่ไม่ยักรู้ใครฆ่าJFK
Wednesday, May 4, 2011
นายกฯ ยัน ทูลเกล้าฯร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภาภายในสัปดาห์นี้
ที่มา มติชน
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวเมื่อวันที่ 4 พ.ค. โดยยืนยันว่า จะทูลเกล้าฯ ร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภาภายในสัปดาห์นี้ เพราะสถานการณ์ต่างๆ ขณะนี้ยังอยู่ในวิสัยที่จะยุบสภาได้ตามที่พูดไว้ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง และเห็นว่า ในขณะนี้สามารถนำไปสู่การเลือกตั้งที่เป็นธรรมและเรียบร้อยได้ พร้อมกับปรามกลุ่มที่ต้องการขัดขวางการเลือกตั้งให้ระมัดระวังว่าจะมีความผิด


