WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, May 6, 2011

ใบปลิวระบาดในยะลา ทหารเหี้ยม!ฆ่าประชาชน

ที่มา Thai E-News


โดย ปาแด งามูกอ
5 พฤษภาคม 2554

จะจริงเท็จ รัฐบาลและหน่วยงานที่รับผิดชอบทางชายแดนใต้ไปว่ากันเอง แต่ประชาชนในพื้นที่ 99.996% เขาเชื่อตามข้อกล่าวหาในใบปลิวนี้ครับ

วันที่ 5 พ.ค. 2554 เวลา 07.05 น.

สภ.บันนังสตา จ.ยะลา ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า พบใบปลิวกล่าวหา เจ้าหน้าที่ทหาร ยิงชาวบ้านในร้านน้ำชา ถูกทิ้งตามร้านน้ำชา หน้าโรงพยาบาล และหน้าโรงพัก จำนวนหลายแผ่น

ตรวจสอบ พบว่ามีชาวบ้านต่างมุงอ่านใบปลิวด้วยความสนใจ พร้อมกับวิพากษ์วิจารณ์ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

สำหรับใบปลิว นั้นมีลักษณะเป็นกระดาษ เอ 4 พิมพ์ด้วยคอมพิวเตอร์ ที่หัวกระดาษ มีภาพทหารในชุดสนามถือปืนเอ็ม 16 มีตัวหนังสือที่มุมภาพว่า ละครเรื่อง เข้าใจ เข้าถึงและพัฒนา กำกับโดยตาเดียว หัวข้อในใบปลิว พิมพ์ตัวใหญ่ว่า “เหี้ยม! เจ้าหน้าที่ทหาร กระหน่ำยิงใส่ร้านน้ำชาวบ้านดับ 4 บาดเจ็บ 21 ราย”

โดยใบปลิวมีเนื้อหาว่า

“เมื่อเวลา 07.00 น. วันอังคารที่ 3 พฤษภาคม 2554 ได้มีเจ้าหน้าที่ทหารไม่ต่ำกว่า 5 คนขับรถปิคอัพใช้อาวุธเอ็ม 16 และอาก้า กราดยิงเข้าไปในร้านน้ำชา ทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 ราย บาดเจ็บ 21 จากการสอบถามชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์รายหนึ่งทราบว่า ขณะที่ชาวบ้านกว่า 30 ราย กำลังนั่งดื่มน้ำชาและซื้ออาหารที่ริมถนน หน้าโรงเรียนบ้านกาโสด ซึ่งอยู่ห่างจากกองร้อยสังกัด ฉก.15 ประมาณ 100 เมตร ได้มีเจ้าหน้าที่ทหาร มากับรถกระบะ มาจอดที่หน้าร้านน้ำชา แล้วคนหนึ่งอยู่ท้ายกระบะ ก็ใช้อาวุธปืนสงครามยิงใส่ชาวบ้านที่นั่งกินอาหารอยู่ที่โต๊ะริมถนน เป็นเหตุให้ชาวบ้านเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บดังกล่าว ก่อนที่เจ้าหน้าที่ทหารจะหลบหนีไป และเจ้าหน้าที่ทหารได้ยิงปืนขู่ตลอดทาง เพื่อสร้างความหวาดกลัวให้กับชาวบ้านที่พบเห็น”

ปล.หลังยิงชาวบ้านเสร็จ รถเจ้าหน้าที่ทหารมุ่งหน้าไปยังโรงพักบาตูตาโมง ต.ถ้ำทะลุ อ.บันนังสตา ซึ่งอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 2 กม.

พล.ต.อัคร ทิพโรจน์ รอง ผอ.รมน.ภาค 4 กล่าวถึงกรณีมีใบปลิวกล่าวหาทหาร ยิงทหารชาวบ้านที่ อ.บันนังสตา ว่าเป็นการกล่าวหาเพื่อสร้างกระแสให้เกิดความแตกแยกของกลุ่มผู้ไม่หวังดีมากกว่า เนื่องจากในห้วงที่ผ่านมา ในพื้นที่บันนังสตา เงียบจากสถานการณ์ ชาวบ้านมีความสงบสุข ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่มากขึ้น ทำให้กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบได้รับความร่วมมือจากชาวบ้านน้อยลง

ทำให้การทำงานของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบเป็นไปด้วยความยากลำบากมากขึ้น ทำให้ฝ่ายกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ พยายามที่สร้างสถานการณ์เพื่อให้ประชาชนเข้าใจเจ้าหน้าที่ในทางลบ เพื่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชน

ดังนั้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตนได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ในระดับปฏิบัติในพื้นที่ ต้องรีบลงไปทำความเข้าใจกับประชาชนให้ถึงบันไดบ้านโดยเร็วที่สุด ก่อนที่ประชาชนจะเข้าใจผิดไปมากกว่านี้

แบบนี้ไม่ต้องเอาเรื่อง บิน ลาเดน มาเป็นจุดขาย แค่เรื่องนี้ รับรองว่า เละแน่.....!!!!


)
(ภาพบน)หน่วยแพทย์พยาบาลช่วยชีวิตชาวบ้านมุสลิมที่ได้รับบาดเจ็บจากการถูกยิงใส่ขณะนั่งอยู่ในร้านน้ำชาริมถนน ในพื้นที่จังหวัดยะลา เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 4 ศพ บาดเจ็บ 15 ราย (ภาพล่าง)เจ้าหน้าที่ตำรวจพลิกศพชาวไทยพุทธที่ถูกฆ่าแล้วเผา2ศพเมื่อ5พฤษภาคม ในจังหวัดยะลา (ภาพข่าว:รอยเตอร์)

Thursday, May 5, 2011

เปิดนม แม่ชี เรยา และสไนเปอร์

ที่มา มติชน



โดย ปราปต์ บุนปาน

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 5 พฤษภาคม 2554)

กรณีเด็กสาววัยรุ่น 3 คน "เปิดนม" โชว์ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ก่อให้เกิดเสียงสะท้อนเชิงวิพากษ์ที่น่าสนใจตามมามากมาย

ล่าสุด คือข้อเสนอของ อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ที่ว่า "นมผู้หญิง" นั้นเป็นสิ่งที่คนไทยคุ้นเคยกันอยู่แล้วในชีวิตจริง

ทว่า ความคุ้นเคยดังกล่าวกลับไป "ขัดขืน" หรือกระทั่ง "ล่วงละเมิด" ต่อวัฒนธรรมไทยตามอุดมคติของชนชั้นนำ ที่ทำงานผ่านกลไกอำนาจเชิงสังคมและกฎหมาย

เพื่อผดุงโครงสร้างอำนาจอันไม่เท่าเทียมเอาไว้

อาจกล่าวได้ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นจากกรณี "เปิดนม" มีที่มาจากการปะทะกันระหว่าง "คุณค่า" หรือ "ความเชื่อ" ทางวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน

ซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการผูกขาดอำนาจในการนิยาม "วัฒนธรรม" ไว้ที่ผู้มีอำนาจหรือชนชั้นนำกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

เช่นกันกับกรณีคำสอนเรื่อง "การแก้กรรม" ของแม่ชีทศพร เทวาพิทักษ์ธรรม หรือกรณีความห่วงใยในเนื้อหาของละครโทรทัศน์เรื่อง "ดอกส้มสีทอง"

ซึ่งแรกๆ ดูเหมือนกระทรวงวัฒนธรรมที่ออกมาเล่นบท "คุณพ่อรู้ดี" คอยเฝ้าระวัง "หลักคำสอนแท้จริง" ทางพุทธศาสนา และ "ชีวิตครอบครัวอันดีงาม" ตามอุดมคติชนชั้นกลาง จะกลายเป็น "พระเอก"

แต่สุดท้าย "พระเอก" ก็ยังต้องถูกตั้งคำถาม เมื่อเขากำลังใช้ชีวิตอยู่ในสังคมไทยปัจจุบันที่มีความหลากหลายทางความคิดความเชื่อ

ทั้งคำถามที่ว่า ทำไมกระทรวงวัฒนธรรมจึงพยายามใช้อำนาจของตนเองไปปิดทับ กีดกัน หยุดยั้ง ความเชื่ออื่นๆ ที่ผิดแผกไปจากความเชื่อหลักในสังคม

แทนที่จะเปิดพื้นที่ให้การถกเถียง วิพากษ์วิจารณ์ และตรวจสอบความเชื่อที่หลายคนเห็นว่างมงาย (แต่อีกหลายคนก็เชื่ออย่างนั้นจริงๆ) อย่างมีเหตุผล

หรือถ้ามีการหวั่นวิตกว่า "ดอกส้มสีทอง" จะส่งผลกระทบต่อเยาวชนผู้ดูละครจริงๆ

สิ่งที่ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบควรทำ คงไม่ใช่การแบนละคร เร่งให้ละครจบเร็วขึ้น หรือบีบผู้จัดและสถานีด้วยวิธีการต่างๆ

แต่ต้องช่วยเปิดเวทีในการวิพากษ์วิจารณ์ ถกเถียง และเพิ่มเติมความคิดหรือความรู้หลากแง่มุม ซึ่งเท่าทันต่อความสลับซับซ้อนของสังคม ให้แก่เยาวชนเหล่านั้นใช่หรือไม่

การครอบงำผูกขาดทางวัฒนธรรม ผ่านการเฝ้าระวัง การแบน การห้าม อาจเป็นเครื่องมือล้าสมัยไปแล้วในยุคนี้

เพราะแค่มีการ "ปิดพื้นที่" และพยายามผูกขาดความคิดทางการเมืองมา 4-5 ปี สังคมไทยก็ยังย่ำแย่หนัก

หากจะมา "ปิดพื้นที่" และใช้อำนาจผูกขาดทาง "วัฒนธรรม" ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวผู้คนมากกว่า และไวต่อความเปลี่ยนแปลงมากกว่า สังคมไทยก็คงจะยิ่งพังไปกันใหญ่

ขออนุญาตยืมวรรคทองล่าสุดของ อ.นิธิ มานำเสนอซ้ำอีกครั้งว่า ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในสังคมไทย จน "วัฒนธรรมไทย" ถูกท้าทายอย่างหนักนั้น

"สไนเปอร์อย่างเดียวหยุดการท้าทายนี้ไม่ได้"

เชิญร่วมงานแนะนำเอกสารข้อเท็จจริงเหตุการณ์รุนแรงพฤษภา 53 และนิทรรศการ "คำถามต่อความเป็นมนุษย์"

ที่มา มติชน



กลุ่ม "มรสุมชายขอบ" ซึ่งเป็นคณะทำงานเฉพาะกิจ มี ดร. บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ แห่งคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นผู้ริเริ่มและที่ปรึกษาของโครงการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับความจริงในเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2553 คณะทำงานตั้งข้อสังเกตว่าการดำเนินการสืบหาข้อเท็จจริงในเหตุการณ์ความรุนแรงดังกล่าว ขาดข้อมูลพื้นฐานในแง่ลำดับเวลาและความสับสนในลำดับเวลา สถานที่เกิดเหตุและการปะทะ ตลอดจนรายชื่อผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ดังนั้น จึงประสงค์รวบรวมตรวจสอบลำดับเหตุการณ์จากเอกสารแหล่งต่างๆ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่สอดคล้องกันมากที่สุด เพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณชนในวงกว้างต่อไป


นอกจากนี้ ทางกลุ่มยังได้จัดทำนิทรรศการ "คำถามต่อความเป็นมนุษย์" อันเป็นการต่อยอดจากข้อมูลในงานวิจัยครั้งนี้ ซึ่งได้รับแรงเร้าอย่างสำคัญจากบรรยากาศหลังเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2553 เมื่อสังคมไทยถูกปกคลุมด้วยความเงียบ ปราศจากคำถาม ตลอดจนความพยายามอย่างจริงจังที่จะแสวงหาคำตอบให้กับโศกนาฏกรรมทางการเมืองที่เกิดขึ้น ทั้งๆ ที่ โดยสามัญสำนึกทั่วไปของมนุษย์นั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่ามนุษย์พัฒนาตนเองและสังคมไปได้ก็ด้วยการตั้งคำถามกับชีวิตและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรอบตัวเสมอมา จึงเป็นเรื่องน่าเศร้า เมื่อคำถามในส่วนต่างๆ ของนิทรรศการ ไม่ว่าจะเป็น "ความรุนแรงเดินทางมาอย่างไร?", "เราทำลายใคร?", "อะไรทำลายเรา?" และ "เรากำลังทำอะไร?" ซึ่งเป็นคำถามพื้นฐานง่ายๆ ที่มนุษย์มักจะถามเมื่อต้องเผชิญหน้ากับโศกนาฏกรรมหนึ่งๆ กลับกลายเป็นคำถามที่ยากเย็นเสียเหลือเกินหากใครคนหนึ่งจะเอ่ยปากถามตนเองและสังคม กระทั่งกลายเป็นเรื่องยากเย็นเสียเหลือเกินที่ใครคนหนึ่งจะลุกขึ้นมาทำลายความเงียบเพื่อยืนยันและปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์


ดังนั้น ทางกลุ่มจึงได้จัดงานเสนอเอกสารข้อเท็จจริงกรณีเหตุรุนแรงเดือนพฤษภาคม 2553 และงานเปิดนิทรรศการหัวข้อ "คำถามต่อความเป็นมนุษย์" ในวันอาทิตย์ที่ 8 พฤษภาคม 2554 ณ ห้องประชุมมูลนิธิ 14 ตุลา (ตึกหลัง) สี่แยกคอกวัว ถนนราชดำเนินกลาง โดยมีกำหนดการ ดังนี้


09:00 – 09:30 น. ลงทะเบียน


09:30 – 10:00 น. ปาฐกถานำ โดย ศ.ดร. ชัยวัฒน์ สถาอานันท์


10:00 - 11.00 น. กล่าวแนะนำโครงการและเอกสาร โดย ดร.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ หัวหน้าโครงการฯ

11.00 – 11:30 น. เปิดประเด็นซักถามงานวิจัย


11:30 – 12:00 น. เปิดตัวนิทรรศการเรื่อง "คำถามต่อความเป็นมนุษย์"

"ณัฐวุฒิ" ซัด "ธาริต" ยื่นศาลถอนประกัน "จตุพร" แค่รับใช้ รบ.เลียขานักการเมือง

ที่มา มติชน

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กล่าวถึงกรณีที่ศาลไต่สวนคำร้องของอัยการสูงสุดที่ขอให้ศาลพิจารณาปรับเงื่อนไขการประกันตัวของแกนนำ นปช. ว่า การไต่สวนเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม ตลอดทั้งวัน สามารถสืบพยานไปได้เพียงปากเดียว คือ พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น. และเป็นเรื่องการปราศรัยของนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 10 เมษายน ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ทั้งที่แกนนำ นปช.ทั้งหมด มีเงื่อนไขการประกันตัวแตกต่างกันแยกไปได้ 3 กลุ่ม คือ 1.กรณีของนายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ 2.กรณีนายจตุพร และ 3.กรณีของตนและพวก จึงน่าสงสัยว่า การยื่นขอปรับเงื่อนไขการประกัน และความพยายามขอถอนประกันตัวแกนนำทั้งหมดของกรมสอบสวนคดีพิเศษนั้นใช้หลักเกณฑ์อย่างไร เพราะกรณีนายจตุพร เงื่อนไขการประกันตัวคือห้ามพูดเรื่องคดีที่จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อรูปคดี เว้นแต่เป็นการทำหน้าที่ ส.ส. ซึ่งไม่เกี่ยวกับการปราศรัยเมื่อวันที่ 10 เมษายน แต่อย่างใด และหากจะกล่าวอ้างว่าเป็นการกระทำที่หมิ่นสถาบัน กรณีดังกล่าวก็อยู่ในกระบวนการยุติธรรมเรียบร้อยแล้ว

โพลเผย!เลือกตั้งครั้งใหม่"คนอีสาน"เลือก"พท."ทิ้งห่าง"ปชป."ถึง3เท่า! ภท.ผูกขาด"บุรีรัมย์"ที่เดียว

ที่มา มติชน

ศูนย์วิจัยธุรกิจและเศรษฐกิจอีสาน (ECBER) คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เผยผลสำรวจเรื่อง "เลือกตั้งครั้งใหม่ชาวอีสานจะเลือกใคร" ซึ่งทำการสำรวจจากกลุ่มตัวอย่าง 2,354 ราย พบคะแนนโหวตพรรคเพื่อไทยสูงสุด 63.9% รองลงมาพรรคประชาธิปัตย์ 20.7%

อาจารย์ประเสริฐ วิจิตรนพรัตน์ หัวหน้าโครงการสำรวจอีสานโพล เปิดเผยว่า การสำรวจนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความคิดเห็นของชาวอีสานที่มีต่อการเมืองและทิศทางในการเลือกตั้งครั้งต่อไป โดยได้ทำการสำรวจจากกลุ่มตัวอย่าง 2,354 ราย ในเขตพื้นที่ภาคอีสานทั้งหมด 20 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ หนองคาย บึงกาฬ ชัยภูมิ เลย อุบลราชธานี อุดรธานี นครพนม หนองบัวลำภู สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สกลนคร มุกดาหาร ยโสธร และอำนาจเจริญ สำรวจระหว่างวันที่ 28 เมษายน - 3 พฤษภาคม 2554 ผลสำรวจมีดังนี้

กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ตอบว่า มีพรรคการเมืองที่เลือกไว้ในใจแล้ว ร้อยละ 58.9 ส่วนผู้ที่ยังไม่ได้ตัดสินว่าจะเลือกพรรคการเมืองใด ร้อยละ 33.3 และที่ไม่ประสงค์จะออกเสียงเลือกตั้ง ร้อยละ 7.7

เมื่อพิจารณาผลการหยั่งเสียงเลือกพรรคในภาพรวมทุกจังหวัดของพื้นที่ภาคอีสาน ผลออกมาว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 63.9 จะเลือกพรรคเพื่อไทยมากที่สุด รองลงมาร้อยละ 20.7 จะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ ถัดมาร้อยละ 9.1 ตอบว่าจะเลือกพรรคภูมิใจไทย ขณะที่ร้อยละ 5.3 จะเลือกพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน จะเลือกพรรคความหวังใหม่ มีร้อยละ 0.7 ส่วนผู้ที่จะเลือกพรรคมัชฌิมาธิปไตย มีร้อยละ 0.3 และจะเลือกพรรคประชาราช มีร้อยละ 0.1 ตามลำดับ


อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาผลการหยั่งเสียงตามจังหวัดที่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการเลือกตั้งของพรรคการเมืองต่างๆ รวม 5 จังหวัด ได้แก่ บุรีรัมย์ อุบลราชธานี ขอนแก่น อุดรธานี นครราชสีมา ผลสำรวจมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้

จังหวัดขอนแก่น ผลออกมาว่ากลุ่มตัวอย่างจะเลือกพรรคเพื่อไทยมากที่สุด ร้อยละ 65.1 รองลงมาจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 28.2 จะเลือกพรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 4.8 และพรรคอื่นๆ ร้อยละ 2.0

จังหวัดนครราชสีมา กลุ่มตัวอย่างจะเลือกพรรคเพื่อไทยมากที่สุด ร้อยละ 41.3 รองลงมา ร้อยละ 28.4 จะเลือกพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน ถัดมาผู้ที่จะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ มีร้อยละ 22.0 และที่จะเลือกเลือกพรรคอื่นๆ ร้อยละ 8.3

จังหวัดบุรีรัมย์ กลุ่มตัวอย่างตอบว่าจะเลือกพรรคภูมิใจไทยมากที่สุด ร้อยละ 41.9 รองลงมาร้อยละ 36.4 จะเลือกพรรคเพื่อไทย ลำดับถัดมาจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 19.2 และจะเลือกพรรคอื่นๆ ร้อยละ 2.5

จังหวัดอุดรธานี พบว่ากลุ่มตัวอย่างจะเลือกพรรคเพื่อไทยมากที่สุด ร้อยละ 84.6 รองลงมาเลือกพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 14.7 และจะเลือกพรรคอื่นๆ ร้อยละ 0.8

จังหวัดอุบลราชธานี กลุ่มตัวอย่างตอบว่าจะเลือกพรรคเพื่อไทยมากที่สุด ร้อยละ 71.2 รองลงมาจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 25.6 และจะเลือกพรรคอื่นๆ ร้อยละ 3.3

“ผลการหยั่งเสียงของคนอีสานในครั้งนี้ แม้จะเห็นแนวโน้มว่าพรรคเพื่อไทยยังคงเป็นพรรคที่ครองฐานเสียงในภาคอีสานได้มากที่สุดเหมือนการเลือกตั้งที่ผ่านมา ยกเว้นในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ แต่อย่าลืมว่ายังมีกลุ่มตัวอย่างอีกถึง 1 ใน 3 หรือกว่าร้อยละ 33.3 ที่ตอบว่ายังไม่ได้ตัดสินใจจะเลือกพรรคการเมืองใด ซึ่งมีนัยสำคัญว่า คนอีสานมีวิจารณญาณในการเลือกตั้งมากพอสมควร โดยคาดว่าคนกลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกใคร จะต้องมีการหาข้อมูลเกี่ยวกับตัวผู้สมัครและจับตาดูนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อเอามาประกอบการตัดสินใจก่อนจะเลือกพรรคหนึ่งพรรคใดอย่างแน่นอน ดังนั้น ผลการเลือกตั้งที่แท้จริงอาจพลิกผันได้ตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับว่าพรรคการเมืองใดจะชูนโยบายในพัฒนาประเทศได้ตรงใจประชาชนมากกว่ากัน

ยิ่งถ้าเอาความคิดเห็นเพิ่มเติมที่กลุ่มตัวอย่างเขียนระบุเอาไว้ให้มาพิจารณาด้วยแล้ว จะเห็นได้ชัดเจนเลยว่าคนอีสานคิดอย่างไรและต้องการอะไรจากการเลือกตั้งครั้งใหม่ เพราะหลายคนได้ให้เหตุผลคล้ายๆ กันว่าพรรคการเมืองที่ตนเองจะเลือกจะต้องเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก ต้องเป็นผู้ที่จะมาสร้างสันติสุขในสังคมไทย และมีความสามารถในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจให้ดีขึ้นได้ในเวลาอันรวดเร็ว รวมไปถึงมีแนวทางในสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศที่ชัดเจนอีกด้วย” อาจารย์ประเสริฐกล่าวในตอนท้าย









สมยศ พฤกษาเกษมสุข : เยื่อรายล่าสุดของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

ที่มา Thai E-News


โดย ประเวศ ประภานุกูล
5 พฤษภาคม 2554

ผมรู้จักคุณสมยศไม่นาน ตลอดเวลาที่เห็นคุณสมยศไม่ว่าจะในงานเสวนา หรือผ่านบทความที่คุณสมยศเขียน ผมไม่เห็นวี่แววของโอกาสที่จะถูกดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเลย นึกไม่ถึงว่าจะมาโดนจากบทความที่ลงในหนังสือที่ “ถูกปิดไปแล้ว”

ดังที่ทุกคนคงทราบจากข่าวแล้วว่า คุณสมยศถูกจับที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง ปอยเปต จ.อรัญประเทศ เป็นการจับโดยเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง(ตม.)กักตัวไว้ และแจ้ง DSI มารับตัวไป เป็นการจับหลังคุณสมยศแถลงข่าว “ล่ารายชื่อ 10,000 ชื่อยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112” เพียง 5 วัน ข่าวนี้ทำให้ผมได้ทราบว่าคุณสมยศได้จัดนำเที่ยว(ทัวร์) ประเทศกัมพูชา และการเดินเข้าไปให้ตม.จับตัวส่ง DSI ก็เนื่องจากการพาลูกทัวร์ไปเที่ยว

หมายจับคุณสมยศ ได้ออกมาก่อนหน้านี้ตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2554 และก่อนหน้านี้ หลังหมายจับออกมาแล้ว คุณสมยศยังคงเข้า-ออก ประเทศไทย-กัมพูชา ได้ตามปกติ นั่นหมายถึงว่าคนที่ขอศาลออกหมายจับ และมีหมายจับคุณสมยศ DSI ไม่ได้แจ้งข้อมูลการออกหมายจับคุณสมยศเข้าระบบของตม. ซึ่งจากข่าวก็ยืนยันมาว่า DSI แจ้งตม.ก่อนหน้านี้ไม่นา(ไม่เกิน 2 สัปดาห์)

นั่นทำให้เกิดคำถามขึ้น

ทำไม DSI ไม่จับคุณสมยศ ก่อนหน้านี้ ทั้งๆที่หมายจับถูกออกมาก่อนหน้านี้นานกว่า 2 เดือน??

ทำไม DSI ไม่จับคุณสมยศ ในกรุงเทพฯ แต่ปล่อยให้เดินทางไปถึงด่าน ปอยเปต ??

ก่อนที่จะตอบคำถามทั้งสองข้อ ลองมาดูเหตุการณ์อื่นก่อน ก่อนหน้านี้คุณสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์(สุรชัย แซ่ด่าน) แกนนำกลุ่มแดงสยาม ได้ถูกจับกุมในข้อหา ม.112 เป็นการจับกุมหลังจากการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมายมาตรานี้

อีกคน อ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล หลังจากประกาศข้อเสนอ 8 ข้อ ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ การยกเลิกกฎหมายมาตรา 112 ส่งผลให้อ.สมศักดิ์ ถูกข่มขู่ คุกคาม โดยทหาร เป็นการข่มขู่ถึงขั้นจะเอาชีวิตเลยทีเดียว

ในคำถามแรก จากสิ่งที่ปรากฏก่อนหน้านี้ ประกอบกับ การจับคุณสมยศ ซึ่งเกิดขึ้นหลังการแถลงข่าวดังกล่าวข้างต้น นั่นแสดงว่า สาเหตุที่จับคุณสมยศ ที่แท้จริง ไม่ใช่บทความที่ลงในหนังสือ “ว๊อยซ์ออฟทักษิณ” หากแต่มีสาเหตุจากการที่คุณสมยศ คัดค้าน ม.112 อย่างจริงจัง จนถึงขนาด “ล่ารายชื่อ” ตรงกับข่าวที่ได้ยินมาว่า “การพูดเรื่อง 112 (น่าจะหมายถึงการล่ารายชื่อยกเลิก 112) ทำให้ผู้ใหญ่ โกรธมาก สั่งให้จับตัวทันที” การจับคุณสมยศ จึงมีสาเหตุมาจาก “การเคลื่อนไหวเพื่อยกเลิก ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112”

การจับกุมคุณสมยศ ตลอดจนสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนอื่นๆ คือ จับคุณสุรชัย ข่มขู่คุกคามอ.สมศักดิ์ จะมองเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากว่า...เป็นการคุกคามคนที่เคลื่อนไหวเรียกร้องให้ยกเลิก ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยเป็นการใช้วิธีการแบบเดิมๆของเผด็จการนิยม คนที่พอจะหาข้ออ้างดำเนินคดีได้ ก็ใช้มาตรการทางกฎหมายเล่นงาน อย่างคุณสุรชัย และคุณสมยศ ส่วนคนที่หาข้ออ้างไม่ได้ อย่างอ.สมศักดิ์ ก็ใช้วิธีการของ “อันธพาล” ข่มขู่ คุกคาม ตลอดจนกดดันด้วยการด่าทออย่างไร้เหตุผลและไร้ยางอาย เป็นการด่าทออ.สมศักดิ์ ด้วยการใช้ถ้อยคำหยาบคาย โดยผู้กระทำไม่คำนึงเลยว่าจะเป็นการนำบุพการีของตนเองมาประจานว่าไม่ได้อบรม ตนเอง

เป็นการคุมคามโดยหวังว่าจะหยุดการเคลื่อนไหว เพื่อเรียกร้องให้ยกเลิก ม.112 โดยคิดว่าเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู แต่พวกเขาได้ลืมความจริงไปย่างหนึ่ง คนที่ถูกคุมคามทุกคนไม่ใช่ “ไก่” มวลชนผู้เคลื่อนไหวคัดค้านกม.นี้ ไม่ใช่ “ลิง” หากแต่ทุกคนเป็น “วิญญูชน” ที่รู้จัก “คิด” การคุมคามบุคคลที่เป็นแกนนำ ไม่ทำให้การเรียกร้องนี้ยุติลง ตรงข้ามรังแต่จะเพิ่มความเจ็บแค้นจนการเรียกร้องดังขึ้น และเมื่อพวกเขาจับแกนนำไป 1 คน ย่อมมีคนอื่นลุกขึ้นมาชูธงนำหน้าแทน หลังการจับคุณสุรชัย กลุ่มแดงสยามยังคงเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ยกเลิก ม. 112 หลังการข่มขู่อ.สมศักดิ์ ได้เรียกให้นักวิชาการอื่นออกมา การข่มขู่อ.สมศักดิ์ จนต้องปิดเฟสบุ๊ค ไม่ได้หยุดการเผยแพร่สิ่งที่อ.สมศักดิ์ พูด หลังจับคุณสมยศ การล่ารายชื่อยกเลิก ม.112 ตลอดจนหนังสือ “เรดพาวเวอร์” จะยังคงเดินหน้าต่อไป

สำหรับคำถามที่สอง การจับคุณสมยศที่ด่านตม.ปอยเปต ก็เพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการไม่ให้ประกันตัวคุณสมยศ เห็นได้ชัดในคำสั่งไม่ให้ประกันของ DSI ที่ลงชื่อโดยนายธาริต เพ็งดิต รวมทั้งคำสั่งยกคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวของศาลอาญา

ในส่วนของการฝากขังคุณสมยศ ได้มีคำถามเกิดขึ้นอีกเช่นกัน

หมายจับคุณสมยศ ออกมาตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2554 แต่จับคุณสมยศ เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2554 นานกว่า 2 เดือนหลังออกหมายจับ แต่วันที่ 2 พฤษภาคม 2554 ตำรวจกองปราบ(ทำแทน DSI) ได้นำคุณสมยศ ไปฝากขังต่อศาลอาญา และศาลอาญาก็ได้อนุญาตให้ฝากขังคุณสมยศ เป็นเวลา 12 วัน การขอฝากขังต่อศาลก็เนื่องจากการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น ยังต้องสอบพยานบุคคล และรวบรวมพยานหลักฐาน คำถามคือ

คำถามถึงนายธาริต เพ็งดิต และ DSI ช่วงระหว่างหลังออกหมายจับคุณสมยศ จนกระทั่งวันที่จับตัวคุณสมยศ ได้ ซึ่งนานมากกว่า 2 เดือน นายธาริต เพ็งดิต และ DSI มัวทำอะไรอยู่ ระยะเวลานานขนาดนี้ นานเทียบเท่ากับระยะเวลาที่กฎหมายอนุญาตให้ฝากขังได้สูงสุด 84 วัน หรือ 2 เดือนกับ 24 วัน นายธาริต เพ็งดิต และ DSI มัวไปงมโข่งในโอ่งน้ำที่ไหน ทำไมไม่ทำการสอบสวน สอบปากคำพยานบุคคล และรวบรวมพยานหลักฐานให้เสร็จ ช่วงเวลานานขนาดนี้ หลังจับคุณสมยศ นายธาริต เพ็งดิต และ DSI ควรสรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการได้แล้ว โดยสิ่งที่ต้องทำเพิ่มก็เพียงแจ้งข้อหา และสอบปากคำคุณสมยศ ซึ่งสามารถทำเสร็จสิ้นได้ภายในวันที่จับกุมตัวนั่นเอง

คำถามต่อมา เป็นคำถามถึงศาลอาญา สืบเนื่องจากคำถามถึง นายธาริต เพ็งดิต และ DSI ดังกล่าว ศาลอาญาไม่ได้คำนึงถึงประเด็นนี้ในการสั่งคำร้องฝากขังคุณสมยศ เลยหรือ??

เป็นที่ยอมรับในวงการศาลว่า เรื่องอิสระภาพของคน เป็นสิ่งสำคัญ แต่ดูเหมือนว่า หากอิสระภาพของคนธรรมดา เกี่ยวข้องกับการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐ การคำนึงถึง อิสระภาพ ส่วนบุคคล จะเป็นรอง ความสะดวกในการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ ในประสบการณ์ทำงานของผม ผมยังไม่เคยเห็นศาลมีคำสั่งยกคำร้อง “ฝากขัง” ของพนักงานสอบสวนเลย

อสัญกรรมของมาร์กซ โดย ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ

ที่มา Thai E-News


นอกจากวันที่ 5 พฤษภาคม 2554 จะครบรอบวันเสียชีวิตของจิตร ภูมิศักดิ์ นักคิด นักเขียนคนสำคัญของเมืองไทย มันก็ยังเป็นวันเกิดของคาร์ล มาร์ก นักคิดนักเขียนคนสำคัญของโลกด้วย (5 พฤษภาคม 2361 - 14 มีนาคม 2426)

ไทยอีนิวส์ ขอนำข้อเขียนที่เขียนถึงความคิดและชีวิตของมาร์กซ์ ได้อย่างรอบด้านและน่าสนใจของอาจารย์สุธาชัย มาเผยแพร่ในวันนี้เพื่อร่วมรำลึกถึงนักคิด นักเขียนที่ทรงอิทธิพลยิ่งของโลก
* * * * * * * * *

อสัญกรรมของมาร์กซ โดย ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
ที่มา ไฟลามทุ่ง

ปัญหาที่กระทบทำให้เรื่องทุน เล่มที่ ๒ ไม่สำเร็จเรียบร้อยจนถึง ค.ศ.๑๘๘๐ มาร์กซได้อธิบายในจดหมายถึงดาเนียลสันว่า นอกเหนือเรื่องสุขภาพที่ทำให้มาร์กซทำงานได้น้อยลงแล้ว ยังเป็นเพราะอังกฤษกำลังก้าวเข้าสู่วิกฤตเศรษฐกิจอีกครั้ง ใน ค.ศ.๑๘๗๙ และมาร์กซต้องการที่จะเฝ้าจับตาสถานการณ์ นอกเหนือจากนี้ คือเรื่องการเสียเวลาศึกษาข้อมูลจำนวนมากจากรุสเซีย และสหรัฐฯที่มาร์กซต้องการใช้เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจใน ๒ ประเทศนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการพัฒนาทางการเกษตรของรุสเซีย แต่กระนั้น มาร์กซได้เรียบเรียงเรื่องทุนเล่มที่ ๒ จนเสร็จไปมากกว่าค่อน และยังได้วิเคราะห์ประเด็นย่อยทางเศรษฐกิจไว้เป็นจำนวนมากกว่า ๓,๐๐๐ หน้า ซึ่งในส่วนนี้ ต่อมาจะกลายเป็นข้อมูลพื้นฐานที่เองเกลส์จะมาเรียบเรียงเป็นเรื่อง ทุน ภาคที่ ๓ นอกจากนี้ มาร์กซได้มีส่วนช่วยเหลือเองเกลส์ในการเขียนงานสำคัญเรื่อง “วิพากษ์ดิวริง” (Anti-D?ring)

ในระหว่างนี้ มาร์กซมีความสนใจอย่างมากแก่งานของชาร์ล ดาร์วิน หลังจากที่งานของดาร์วินเรื่อง “On the Origin of Species” พิมพ์เผยแพร่ใน ค.ศ.๑๘๕๙ เมื่อมาร์กซอ่านงานของดาร์วินในปีต่อมา เข้าได้เขียนจดหมายถึงเองเกลส์ว่า งานของดาร์วินชี้ให้เห็นรากฐานทางประวัติศาสตร์ธรรมชาติของ “ทัศนะของเรา” แต่ต่อมา มาร์กซได้วิจารณ์ว่า หนังสือของดาร์วิน ไม่ได้ให้ประโยชน์มากนักในการอธิบายสังคมและการเมือง และถ้าหากมีใครอธิบายว่า การพัฒนาทางประวัติศาสตร์เป็นไปตามทฤษฎี “การต่อสู้เพื่อความอยู่รอด” จะเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องอย่างมาก อย่างไรก็ตาม มาร์กซก็ยังประทับใจในงานของดาร์วิน และเตรียมที่เขียนอุทิศหนังสือเรื่อง ทุนเล่มที่ ๒ แก่ดาร์วิน แต่ดาร์วินปฏิเสธที่จะรับเกียรตินี้ เพราะกลัวว่าเรื่องทุนของมาร์กซ จะเป็นหนังสือต่อต้านพระเจ้ามากเกินไป การที่มาร์กซสนใจงานของดาร์วินแสดงให้เห็นอย่างหนึ่งว่า มาร์กซได้ให้ความสนใจกับวิทยาศาสตร์ธรรมชาติมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีความสนใจในวิชามานุษยวิทยา โดยเฉพาะผลงานของเลวิส มอร์แกน(Lewis Morgan) โดยเฉพาะเรื่อง สังคมยุคโบราณ (Ancient Society) ที่อธิบายลักษณะที่เสมอภาค และการไม่มีกรรมสิทธิเอกชน ในสังคมชนเผ่ายุคบุรพกาล ซึ่งผลงานของมอร์แกนชิ้นนี้ ต่อมาจะเป็นรากฐานให้กับบทความเรื่อง “กำเนิดครอบครัว” ของเองเกลส์

ปัญหาสำคัญสำหรับมาร์กซในช่วงหลัง ค.ศ.๑๘๗๐ คือ สุขภาพที่ทรุดโทรมลงทุกที ยิ่งกว่านั้นก็คืออาการจากความเครียด โรคปวดศีรษะเรื้อรัง และนอนไม่หลับ ใน ค.ศ.๑๘๗๓ เองเกลส์พามาร์กซไปยังเมืองแมนเชสเตอร์ เพื่อพบหมอกัมเปิร์ต(Gumpert) แพทย์ประจำตัวของเองเกลส์ ซึ่งมาร์กซไว้วางใจ หมอได้พบว่า มาร์กซมีอาการผิดปกติที่ตับ และระบบประสาท จึงออกใบสั่งแพทย์ให้มาร์กซควบคุมตนเองอย่างเข้มงวด และห้ามทำงานใช้สมองเกินวันละ ๔ ชั่วโมง มาร์กซมีอากาดีขึ้นระยะหนึ่ง แล้วก็ทรุดลงอีก ทำให้เขาไม่สามารถที่จะทำงานได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ อีเลนอร์ลูกสาวคนเล็กของมาร์กซก็ล้มป่วย มีอาการทางประสาทตั้งแต่อายุยังน้อย ทำให้มาร์กซต้องใช้เวลาดูแล ต่อมาในเดือนกรกฎาคม ค.ศ.๑๘๗๔ มาร์กซตัดสินใจเดินทางไปพักผ่อนที่คาร์ลสบัด ซึ่งเป็นสถานน้ำพุร้อนในโบเฮเมีย ซึ่งขณะนั้นอยู่ในจักรวรรดิออสเตรีย โดยนายแพทย์ลุดวิก คูเกลมาน เพื่อนของมาร์กซเดินทางไปเป็นเพื่อน และอีเลนอร์ ลูกสาวของมาร์กซ ก็เดินทางไปด้วย มาร์กซรักษาตัวอยู่ที่คาร์ลบัดนาน ๒ เดือน และกลับกลายเป็นว่า คูเกลมานทำให้การรักษาตัวของมาร์กซไม่ราบรื่น เพราะมีเรื่องโต้เถียงกัน และคูเกลมานพยายามเร่งเร้าให้มาร์กซทิ้งงานทางการเมืองทั้งหมด เพื่อเขียนเรื่องทุน จนจบเล่มที่ ๓ อันทำให้มาร์กซไม่สบายใจ ในวันที่ ๒๑ กันยายน มาร์กซและอีเลนอร์ ก็ออกเดินทางไปยังเมืองไลพซิกในเยอรมนี เพื่อเยี่ยนเยือนวิลเฮล์ม ลิบเนกต์ และได้พากันไปต้อนรับ วิลเฮล์ม บลอส(Wilhelm Blos) นักหนังสือพิมพ์ชาวสังคมประชาธิปไตยอีกผู้หนึ่งที่เพิ่งออกจากคุก จากนั้น กลุ่มของมาร์กซก็เดนทางไปยังเบอร์ลิน อัมบูร์ก และกลับมายังลอนดอน ในเดือนตุลาคม

การล่มสลายขององค์กรสากลที่ ๑ และความแตกแยกของขบวนการกรรมกรยุโรป นำมาสู่การเติบโตอย่างเป็นอิสระของขบวนการกรรมกรแต่ละประเทศ ในขณะนั้น ประเทศที่มีพรรคการเมืองฝ่ายสังคมนิยมที่ชัดเจนก็คือ เยอรมนี โดยมีพรรคลักษณะเช่นนี้ ๒ พรรค คือ พรรคกรรมกรสังคมประชาธิปไตย ที่มาจากการประชุมสมัชชาที่ไอเซนัค และสหพันธ์กรรมกรแห่งเยอรมนนีของฝ่ายลัทธิลาซาล หลังการรวมประเทศเยอรมนี ได้มีความพยายามในการเจรจารวมกลุ่มของ ๒ พรรคเป็นพรรคเดียว และได้มีการเปิดการประชุมเพื่อการรวมพรรคที่เมืองโกธา ในวันที่ ๒๒-๒๗ พฤษภาคม ค.ศ.๑๘๗๕ มาร์กซและเองเกลส์ไม่ได้รับทราบเรื่องการรวมพรรคครั้งนี้อย่างเป็นทางการ แต่เมื่อคนทั้งสองได้รับหลักนโยบายร่วมที่จะเสนอในการประชุมเพื่อรวมพรรคใน เดือนมีนาคม ค.ศ.๑๘๗๕ ก็ได้ออกคำแถลงแสดงความไม่เห็นด้วยกับหลักนโยบายนั้นทันที และได้เขียนคำวิจารณ์เป็นจดหมายถึงวิลเฮล์ม บราค(Wilhelm Bracke) ผู้นำฝ่ายไอเซนัก เพื่อคัดค้านการรวมพรรคกับฝ่ายลัทธิลาซาล และวิจารณ์หลักการของฝ่ายลัทธิลาซาล ที่เสนอให้ประนีประนอมกับรัฐบาลบิสมาร์ค และสนับสนุนลัทธิชาตินิยมเยอรมัน อย่างไรก็ตาม วิลเฮล์ม ลิบเนกต์ ผู้นำสำคัญของฝ่ายไอเซนัก ซึ่งได้รับเอกสารนี้ เห็นว่าการเจรจาเพื่อรวมพรรคคืบหน้าไปเกินกว่าที่จะยับยั้ง จึงมิได้เผยแพร่ต่อไป ซึ่งจดหมายฉบับนี้ ต่อมาได้ถูกนำมาพิมพ์ใน ค.ศ.๑๘๙๑ ด้วยชื่อว่า วิพากษ์หลักนโยบายโกธา (Critique of the Gotha Programme) และถือเป็นงานนิพนธ์สำคัญฉบับหนึ่งของมาร์กซ

อย่างไรก็ตาม การประชุมที่เมืองโกธาก็บรรลุเป้าหมาย และนำมาสู่การตั้งพรรคกรรมกรสังคมนิยมแห่งเยอรมนี ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มสังคมนิยมที่ต่างกันหลายกลุ่ม นอกเหนือจากกลุ่มไอเซนัก และ พวกลัทธิลาซาลแล้ว ยังมีกลุ่มของโจฮาน โมสต์(Johanne Most) ซึ่งโน้มไปทางอนาธิปไตย และ กลุ่มของ คาร์ล ดิวริง(Karl D?hring) ซึ่งไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของมาร์กซ ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ ค.ศ.๑๘๗๗ ปรากฏว่าพรรคกรรมกรสังคมนิยมชนะเลือกตั้งในสภาผู้แทน ๑๒ ที่นั่ง ทำให้บิสมาร์คไม่พอใจ ใน ค.ศ.๑๘๗๘ จึงได้ผลักดันกฏหมายต่อต้านสังคมนิยม เพื่อห้ามกิจกรรมของพรรคโดยตรง

ต่อมา ใน ค.ศ.๑๘๗๕ มาร์กซได้เดินทางไปพักผ่อนรักษาตัวที่คาร์ลสบัดอีกครั้ง ในครั้งนี้ มาร์กซได้พบกับ แมกซิม โควาเลฟสกี(Maxim Kovalevsky) นักคิดฝ่ายเสรีนิยมชาวรุสเซีย ซึ่งมีความสนใจในเรื่องประวัติศาสตร์และปัญหาที่ดินในรุสเซีย จึงกลายเป็นคู่สนทนาที่มาร์กซพอใจ โควาเลฟสกีไม่ได้ชื่นชมแนวคิดสังคมนิยม แต่นิยมมาร์กซเป็นการส่วนตัว ระหว่างที่พักอยู่ที่คาร์ลสบัด ตำรวจลับของออสเตรียยังคงสนใจติดตามพฤติกรรมของมาร์กซ แต่ก็ไม่พบว่ามีการเคลื่อนไหวอะไร เมื่อกลับมาถึงลอนดอนในเดือนตุลาคม เองเกลส์ได้เล่าว่า สุขภาพของมาร์กซฟื้นคืนขึ้นอย่างมาก และมีความสดชื่นที่จะกลับมาทำงานใหม่

ใน ค.ศ.๑๘๗๖ มาร์กซได้เดินทางไปพักผ่อนรักษาตัวที่คาร์ลสบัดเป็นครั้งที่สาม โดยมีอีเลนอร์เดินทางไปด้วย จากนั้น ทั้ง ๒ คนได้เดินทางไปยังเมืองปราค แล้วกลับมายังลอนดอน ใน ค.ศ.๑๘๗๗ มาร์กซมิได้เดินทางไปคาร์ลสัดอีก เพราะราคาแพงเกินไป ครั้งนี้มาร์กซไปพักผ่อนที่เมืองนวนาร์(Neuenahr)ในเขตไรน์แลนด์ของเยอรมนี แต่เมื่อบิสมาร์กได้ออกกฏหมายต่อต้านสังคมนิยมในเยอรมนี ค.ศ.๑๗๘๘ ทำให้มาร์กซไม่สามารถเดินทางไปพักผ่อนรักษาตัวในเยอรมนีได้อีก

ในระหว่างนี้ มาร์กซยังให้ความสนใจอย่างมากกับพัฒนาการของรุสเซีย และต่อมาเมื่อเกิดสงครามรุสเซีย-ออตโตมาน เมื่อ ค.ศ.๑๘๗๗ มาร์กซก็เริ่มสนใจ‘ปัญหาตะวันออก‘มากขึ้น มาร์กซและเองเกลส์คาดหวังที่จะให้ฝ่ายตุรกีชนะสงคราม และหวังว่า กรณีเช่นนี้จะนำมาสู่การปฏิวัติโค่นระบอบซาร์ในรุสเซีย แต่กระนั้น ฝ่ายตุรกีกลับพ่ายแพ้สงคราม ซึ่งส่วนหนึ่งมาร์กซเห็นว่า เป็นเพราะอังกฤษและออสเตรียทำการทรยศหักหลัง จากนั้น มาร์กซได้ให้ความสนใจอย่างจริงจังว่า จะมีกลุ่มใดที่สามารถก่อการปฏิวัติในรุสเซียได้หรือไม่ และยกย่องการเคลื่อนไหวของกลุ่ม‘เจตนารมย์ประชาชน’ในรุสเซีย ที่พยามยามเคลื่อนไหวจัดตั้งชาวนารุสเซียให้ก่อการปฏิวัติ และให้วิธีก่อการร้ายเพื่อสั่นคลอนอำนาจของพระเจ้าซาร์ แม้กระทั่งการที่กลุ่มนี้ได้ก่อการลอบสังหารพระเจ้าซาร์เล็กซานเดอร์ที่ ๒ เมื่อ ค.ศ.๑๘๘๑ มาร์กซก็ยังเห็นว่าเป็นการกระทำที่กล้าหาญ ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการวิเคราะห์ของมาร์กซ ที่เห็นว่า สังคมชาวนาของรุสเซีย มียังคงมีลักษณะแบบคอมมูน ที่กรรมสิทธิที่ดินเป็นของส่วนรวม มาร์กซเห็นว่า ถ้าหากเกิดการปฏิวัติในรุสเซีย คอมมูนชาวนาเหล่านี้น่าจะเป็นรากฐานในการสร้างสังคมนิยม ที่กรรมสิทธิเป็นของส่วนรวมได้

นอกจากนี้ก็คือ ก็คือการพัฒนาเศรษฐกิจทุนนิยมของสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะการบุกเบิกตะวันตก มาร์กซเห็นว่า สหรัฐฯเริ่มมีการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างจริงจัง และโอกาสที่จะเกิดพรรคการเมืองของชนชั้นกรรมาชีพที่เป็นจริงน่าจะเป็นไปได้ มากกว่าหลายประเทศในยุโรป และจะนำมาสู่การปฏิวัติในอเมริกา แต่ชนชั้นกรรมาชีพของอเมริกาจะต้องร่วมมือกับชาวนา และชนผิวดำ การที่องค์กรกรรมกรสากลที่ ๑ ที่ย้ายไปตั้งฐานที่อเมริกา ก็เป็นส่วนหนึ่งที่มาร์กซเห็นว่า จะทำให้การจัดตั้งพรรคกรรมาชีพในอเมริกาจะเป็นไปได้ง่ายขึ้น

ในกรณีของฝรั่งเศส หลังจากความพ่ายแพ้ของคอมมูนปารีส ทำให้กระแสสังคมนิยมลดต่ำลงระยะหนึ่ง แต่หลังจาก ค.ศ.๑๘๗๗ ขบวนการสังคมนิยมเริ่มฟื้นตัว โดยองค์กรกรรมกรได้แสดงบทบาทใหม่ และมีการออกหนังสือ เลอกาลิเต(L'Egalit? -เสมอภาค) นอกจากนี้ ก็คือการจัดตั้งพรรคสมาพันธ์กรรมกรสังคมนิยม(F?d?ration du Parti Travailleurs Socialistes) ในเดือนตุลาคม ค.ศ.๑๘๗๙ โดยมีผู้นำเช่น เกสเด(Guesde) และ มาลอง(Malon) ซึ่งมีแนวโน้มเป็นชาวลัทธิมาร์กซ ต่อมา รัฐบาลฝรั่งเศสได้ออกกฏหมายนิรโทษกรรมผู้ต้องหาคอมมูนปารีส ทำให้ชาวสังคมนิยมฝรั่งเศสที่ลี้ภัย สามารถกลับเข้าประเทศได้ ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ.๑๘๘๐ เกสเดเดินทางมายังลอนดอน เพื่อแลกเปลี่ยนสนทนากับมาร์กซในเรื่องแนวทางนโยบายของพรรคของกรรมกรที่ตั้ง ขึ้นใหม่ มาร์กซยินดีกับการรื้อฟื้นขบวนการสังคมนิยมในฝรั่งเศส แต่ก็ยังตั้งข้อสงสัยว่า พรรคกรรมกรสังคมนิยมฝรั่งเศส จะรักษาเอกภาพไว้ได้นานเพียงใด ซึ่งปรากฏว่า ในการประชุมสมัชชาพรรคเมื่อเดือนกันยายน ค.ศ.๑๘๘๒ พรรคกรรมกรสังคมนิยมแตกกันเป็น ๒ ปีก คือ ปีกที่มีแนวทางปฏิรูปและชาตินิยม กับปีกที่มีแนวทางปฏิวัติแบบสากลนิยม โดยเกสเด ซึ่งเป็นผู้นำของฝ่ายปฏิวัติถูกโจมตีอย่างหนักว่า รับใบสั่งมาจาก“มาร์กซชาวปรัสเซีย” ในลอนดอน

ในอังกฤษ ซึ่งเป็นประเทศมาร์กซมาอาศัยอยู่เป็นเวลานาน กลับได้รับอิทธิพลจากแนวคิดลัทธิมาร์กซน้อยมาก ขบวนการกรรมกรของอังกฤษโน้มนำด้วยความคิดลัทธิสหภาพแรงงานเสมอ นอกกชจากนี้ก็คือแนวทางสังคมนิยมปฏิรูปตามแบบโรเบิร์ต โอเวน ก็ยังมีอิทธิพลมาก และทำให้ขบวนการกรรมกรอังกฤษกลายเป็นผู้สนับสนุนพรรคเสรีนิยม มากว่าที่จะสร้างพรรคการเมืองของตนเอง และชาวสังคมนิยมที่ติดต่อมาร์กซสม่ำเสมอในระยะนี้คือ เอช.เอ็ม. ไฮนด์แมน(H.M. Hyndman) ผู้ก่อตั้งสมาคมสังคมประชาธิปไตยอังกฤษ ไฮนด์แมนประทับใจมาร์กซอย่างมาก หลังจากที่ได้อ่านเรื่องทุนฉบับภาษาฝรั่งเศส และเมื่อรู้จักและแลกเปลี่ยนกับมาร์กซ เขาก็ยกย่องมาร์กซว่าเป็น ‘อริสโตเติลของศตวรรษที่ ๑๙’ อย่างไรก็ตาม ไฮนด์แมนเป็นผู้ที่เชื่อมั่นว่า อังกฤษจะสามารถพัฒนาไปสู่สังคมนิยมได้โดยสันติวิธี และรังเกียจระบอบซาร์ของรุสเซียอย่างมาก และเรื่องความเกลียดชังต่อพระเจ้าซาร์ ทำให้ไฮนด์แมนกับมาร์กซ สนทนากับได้ดี อย่างไรก็ตาม มิตรภาพของคนทั้งสองขาดสะบั้นในเดือนมิถุนายน ค.ศ.๑๘๘๑ หลังจากที่ไฮนด์แมนพิมพ์หนังสือเรื่อง ตำราประชาธิปไตย (The Text Book of Democracy : England for all) ซึ่งเสนอให้อังกฤษกระจายอำนาจ ให้ท้องถิ่นมีส่วนปกครองตนเองมากขึ้น และให้คนร่ำรวยชนชั้นสูงอังกฤษสนใจแนวทางปฏิรูป ในหนังสือนี้ มี ๒ บทที่ว่าด้วยแรงงานและทุน ที่นำมาจากหนังสือเรื่องทุนของมาร์กซ โดยไม่อ้างอิง เพียงแต่ไฮนด์แมนเขียนในบทนำว่า งานของเขาเป็นหนี้ ‘นักคิดที่ยิ่งใหญ่’ โดยไม่เอ่ยชื่อของมาร์กซ มาร์กซเห็นว่าเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง แต่ไฮนด์แมนอธิบายว่า ถ้าหากอ้างอิงงานของมาร์กซ จะทำให้สุภาพบุรุษอังกฤษที่อ่านหนังสือนี้ ไม่อาจยอมรับได้ มาร์กซไม่สามารถรับคำอธิบายในลักษณะนี้ ความขัดแย้งของคนทั้งสองจึงแตกหัก
ใน ค.ศ.๑๘๘๑ เจนนี ภรรยาของมาร์กซป่วยหนักจากโรคมะเร็งที่ตับ และถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ ๒ ธันวาคม ส่วนมาร์กซเองก็ล้มป่วยหนักด้วยโรคปอดในเดือนตุลาคม และลุกจากเตียงไม่ได้ถึง ๒ เดือน โดยอีเลนอร์เป็นผู้ดูแล และแม้ว่ามาร์กซจะฟื้นจากอาการป่วย แต่การเสียชีวิตของเจนนี ทำให้สภาพจิตใจของมาร์กซไม่ได้ฟื้นกลับมาอีกเลย มาร์กซท้อแท้ ห่อเหี่ยว ไม่มีกำลังใจที่จะทำงานใดๆ ได้อีก งานเรื่องทุน เล่ม ๒ ที่ค้นคว้าและเขียนอยู่ใกล้จะเสร็จ หยุดชะงักไปเพียงเท่านั้น ในเดือนมกราคม ค.ศ.๑๘๘๒ มาร์กซเดินทางไปรักษาตัวที่ชายทะเลเมืองเวนต์นอร์ ที่เกาะไวท์ (Isle of Wight) ทางตอนใต้ของอังกฤษ โดยอีเลนอร์เดินทางร่วมด้วย แต่มาร์กซยังมีอาการไอและหอบอย่างหนัก ส่วนอีเลนอร์ก็พักฟื้นจากอาการทางประสาท ปรากฏว่าอาการของมาร์กซยังไม่ทุเลา มาร์กซจึงเดินทางไปรักษาตัวตามลำพังที่เมืองแอลเจียร์ ในอาณานิคมของฝรั่งเศสในแอฟริกาเหนือ และอยู่แอลเจียร์ถึง ๒ เดือนครึ่ง และไปยังเมืองมอนติคาร์โลในฝรั่งเศส พักที่นั่นอีก ๑ เดือน แต่อาการของโรคทางเดินหายใจก็ยังไม่ทุเลา มาร์กซเดินทางไปเมืองอาร์เจนเตยิล (Argenteuil)นอกกรุงปารีส เพื่อไปพักกับลูกสาวคือ เจนนี และอยู่กับเจนนี ๓ เดือน ในขณะนั้น เจนนีกำลังเลี้ยงลูกเล็ก ๓ คน คือ จีน และ เอกการ์ และกำลังตั้งท้องอีก ๑ คน ทำให้ชีวิตของมาร์กซไม่ได้อยู่ในความสงบ มาร์กซจึงเดินทางไปยังเมืองเวเวย์ในสวิทเซอร์แลนด์ แล้วเดินทางกลับอังกฤษ เพื่อไปพักที่เมืองเวนต์นอร์อีกครั้ง ตลอดปี ค.ศ.๑๘๘๒ มาร์กซเขียนงานเพียงชิ้นเดียวและเป็นชิ้นสุดท้าย คือ คำนำของ แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์ฉบับภาษารุสเซีย ในการพิมพ์ครั้งที่ ๒

ในวันที่ ๑๑ มกราคม ค.ศ.๑๘๘๓ เจนนีลูกสาวคนโตของมาร์กซถึงแก่กรรมอย่างกระทันหันก่อนบิดา ด้วยโรคมะเร็ง โดยมีอายุ ๓๘ ปี และทิ้งลูก ๔ คนไว้เบื้องหลัง มาร์กซได้ทราบเรื่องนี้ด้วยความเศร้าโศกเสียใจ และหมดหวังในชีวิต เขาเดินทางกลับมายังลอนดอน และใช้ชิวิตช่วงสุดท้ายอย่างเงียบๆ มีคนดูแลชื่อ เลนเชน ที่เองเกลส์ส่งมา และเองเกลส์ก็มาเยี่ยมเป็นประจำทุกวัน จนถึงวันที่ ๑๓ มีนาคม มาร์กซก็ถิงแก่กรรมอย่างสงบ ศพของมาร์กซได้ทำพิธีฝังที่สุสานไฮเกต ชานกรุงลอนดอน และมีการทำพิธีศพในวันที่ ๑๗ มีนาคม โดยมีผู้มาเข้าร่วมพิธีไม่มากนัก เองเกลส์เป็นผู้กล่าวพจนาลัยในพิธีศพครั้งนี้

ปัญหาสำคัญคือ มาร์กซแทบจะไม่เป็นที่รู้จักเลย ในประเทศที่เขาอาศัยอยู่ถึงครึ่งชีวิต หนังสือพิมพ์เดอะไทม์ ที่ลงข่าวพิธีศพของมาร์กซ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติของมาร์กซคลาดเคลื่อนอย่างมาก หนังสือเรื่องทุนของมาร์กซ ที่เผยแพร่อย่างมากในฝรั่งเศส เยอรมนี และ รุสเซีย แทบไม่เป็นที่รู้จักเลยในอังกฤษ ฉบับภาษาอังกฤษของเรื่องทุน เพิ่งจะตีพิมพ์ใน ค.ศ.๑๘๙๔ และวางขายในทั้งในอังกฤษและอเมริกา

ศพของมาร์กซยังคงถูกฝังอยู่ที่ไฮเกตชานกรุงลอนดอนต่อมา โดยชาวอังกฤษส่วนมากไม่ได้รับรู้ จนกระทั่งถึง ค.ศ.๑๙๕๖ จึงได้มีการสร้างอนุสาวรีย์ของมาร์กซที่สุสานแห่งนี้ และมีคำจารึกที่ฐานของอนุสาวรีย์ว่า

“ชนชั้นกรรมาชีพทั่วโลก จงรวมกันเข้า”

ปชป.กับการกระชับพื้นที่ 'เรยา'-หาคนฆ่า 'เจเอฟเค'

ที่มา Voice TV



Wake up Thailand ประจำวันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม 2554

นำเสนอในประเด็น

- พฤษภาคม วันฉัตรมงคล
- นายกฯ ยัน ครม. จำเป็นต้องอนุมัติงบแสนล้าน
- เสียงสะท้อนประชุม ค.ร.ม. มาราธอน 12 ชม. เทกระจาด 1.2 แสนล้าน
- นายกฯยันยื่นทูลเกล้าฯสัปดาห์นี้ สยบข่าวเลื่อนยุบสภา
- สภาฯ ผ่าน พ.ร.บ.สัญชาติ เตรียมสำรวจสิทธิคนไทยพลัดถิ่น
- คืบหน้าถอนประกัน 9 แกนนำ นปช.
- ปฏิกิริยาต่อรายงาน ฮิวแมน ไรท์ วอชท์
- เผาป้ายพรรคปชป.เจาะรูป'อภิสิทธิ์'ที่ศรีสะเกษหมื่นป้าย
- แม่ทัพภาค 2 เจรจาแม่ทัพเขมร ย้ำยุติการปะทะ
- ความนิยมโอบามา เพิ่มขึ้นหลังบินลาเดนตาย
- ซีไอเอ เผย บินลาเดนไม่มีอาวุธ ขณะถูกสังหาร
- ปรากฎการณ์ “เรยา” และ ดอกส้มสีทอง

สนธยา คุณปลื้ม แดงกด-น้ำเงินหด-พลังชลผุด พรรคพลิกไปขั้วไหน-ขั้วนั้นชนะ !!

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ



ตระกูล "คุณปลื้ม" ในบ้านแสนสุข-จ.ชลบุรี มีดีกรีการเมืองทั้งครอบครัว

ตั้งแต่ยุค "กำนันเป๊าะ" ถึงยุค "รัฐมนตรี-สนธยา" และ "นายกเมืองพัทยา-อิทธิพล"

สังกัดมาแล้วทั้งพรรคชาติไทย-ไทยรักไทย-พลังประชาชน-ภูมิใจไทย

เมื่อลมการเมืองเปลี่ยนทิศ-อำนาจเปลี่ยนขั้ว ต้องอยู่ระหว่าง "เขาควาย" เสื้อแดงกดดัน-พรรคสีน้ำเงินเพลี่ยงพล้ำ-กระแสสีฟ้า-ประชาธิปัตย์ยังอวลอยู่ในชลบุรี

ตระกูลใหญ่-บ้านแสนสุขต้องปรับตัว-ตั้งพรรคใหม่ "พลังชล" บนเงื่อนไข "ดีกับทุกพรรค รักกับทุกขั้ว"

พี่ใหญ่-สนธยา คุณปลื้ม ผู้ถูกตัดสิทธิทางการเมืองหมายเลข 15 เหลือเวลาอีก 12 เดือนจะได้คืนสนามการเมือง วิเคราะห์ ความเป็นมา-เป็นไปของพรรคพลังชล และอ่านเส้นทางคู่ขัดแย้งทั้ง 2 ขั้ว

เขาบอกว่า "ถึงเวลาอยากมีพรรค ตัวเอง เป็นพรรคที่ 2 ในจังหวัดชลบุรี หลังจากมีพรรคแรกที่ก่อตั้งโดยอุทัย พิมพ์ใจชน จากพรรคก้าวหน้า"

"พรรคก้าวหน้าเป็นแบบอย่างที่ดี เป็นแรงบันดาลใจให้ตั้งพรรคต่อยอดกลุ่มชลบุรี ไม่ได้มียาเร่งที่มาจากความขัดแย้งในพรรคภูมิใจไทยสังกัดเก่า"

"และเป็นความตั้งใจเดิมที่จะทำพรรค คล้ายกับคอนเซ็ปต์พรรคโคราชของกลุ่มสุวัจน์ ลิปตพัลลภ"

เหตุผล-ที่มา-ฐานะของพรรค มาจากแรงกด-แรงผลักในชลบุรีล้วน ๆ

"ที่ต้องลงมือทำสมัยเลือกตั้งนี้ เพราะความขัดแย้งทางความคิดใน จ.ชลบุรี มีทุกข้าง ทุกสี ทั้งพันธมิตร เสื้อเหลือง เสื้อแดง และเสื้อน้ำเงิน แต่พวก "พลังชล" รู้จักทุกข้าง ภาวะแบบนี้ในฐานะคนในพื้นที่ และไม่ขัดแย้งกับใคร เข้าได้กับทุกกลุ่ม ทุกขั้ว"

ภาพที่เคยผูกติดกับกลุ่ม "เพื่อนเนวิน" ผู้ยิ่งใหญ่ในพรรคภูมิใจไทย

"เป็นภาพของนักการเมืองกลุ่ม 16 ที่ยังสนิทสนมกันมากแม้แยกย้ายไปอยู่ในหลายพรรค แต่ยังมีความแนบแน่นส่วนตัว คบกันเหมือนพี่เหมือนน้อง ทั้งท่านสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ผู้อำนวยการเลือกตั้งเพื่อไทย ไพโรจน์ สุวรรณฉวี แกนนำกลุ่ม 3 พี ผมกับท่านเนวินถือว่าสนิทกันที่สุดเพราะชอบคุยกันเรื่องฟุตบอล"

เขาบอก-ออกจากพรรคภูมิใจไทยแล้วก็ยังคุยกับ "เนวิน" ทุกวัน เขาบอกผมว่า "เขาเคารพการตัดสินใจของเรา อยู่พรรคไหนก็ไม่ขัดแย้งกับใคร ถ้าสามารถร่วมงานการเมืองกันได้ก็ไปกัน"

เหมือนกับตอนที่ออกจากพรรคของ "บรรหาร ศิลปอาชา" เพื่อไปอยู่กับภูมิใจไทย "ท่านบรรหารบอก ก็จากกันด้วยดี ไม่เป็นไร อยู่คนละพรรค แต่เป็นพวกเดียวกัน ผูกพันกัน"

เขาย้ำว่า "กลุ่มผมไม่เคยออกจากพรรคไหนแบบหักหลัง ขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์"

ความสัมพันธ์กับเครือข่าย "ทักษิณ" ในเพื่อไทย "สนธยา" โยงให้เห็นภาพว่า "เป็นภาพกลุ่ม 16 ในเพื่อไทย มีทั้งพี่สมพงษ์-จำลอง ครุฑขุนทด-วราเทพ รัตนากร เคยทำงานด้วยกันมาก ยังพบปะ พูดคุยเรื่องการเมือง เล่นกอล์ฟกันเสมอ"

เสียงลือกึกก้องว่า ผลการต่อรอง-เงินทองไม่ลงตัว ระหว่างกระเป๋า "เนวิน-สนธยา" เขาบอกทันทีที่ถามคำถามนี้ว่า "ไม่จริง ไม่ได้แยกเพราะเรื่องเงินทอง เรื่องต่อรอง ไม่มีเลย เป็นเรื่องการใส่ความ ดิสเครดิตทางการเมือง"

ความจริงเรื่องเงิน-ทองในภูมิใจไทย ในความรู้สึกของ "สนธยา" คำต่อคำ คือ "ถ้าอยู่แล้วเงินเยอะ จะออกมาทำไม ทุกวันนี้เราดูแลตัวเองได้ ทุกกลุ่ม ทุกคนมีกำลังหมด"

เหตุผลที่คนการเมือง-พรรคคู่แข่งในสนามชลบุรี ต้องดิสเครดิต "พลังชล" สนธยาวิเคราะห์ว่า "พื้นที่ชลบุรีมีแรงกระเพื่อมทางการเมืองมาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรกที่เราไปร่วมงานกับภูมิใจไทย ก็ถูกโจมตีว่าเราทำงานการเมืองมา 20 ปี ไม่มีผลงาน"

"แรงกระเพื่อมครั้งที่ 2 เราประกาศตั้งกลุ่มชลบุรี ทำให้กระแสการเมืองในพื้นที่เปลี่ยนแปลง เพราะ จ.ชลบุรีเป็นเมืองเศรษฐกิจหลัก-เมืองท่า-ท่องเที่ยว-อุตสาหกรรม ภาพรวมนายกเมืองพัทยาก็มีการเชื่อมโยงกันในระดับประเทศ ทำให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น"

สรุปความเคลื่อนไหวว่า "ผลการเปลี่ยนขั้ว 2 ครั้ง กระทบโดยตรงกับพรรคประชาธิปัตย์"

การตั้งพรรคใหม่แม้ไม่ใช่เหตุผลที่มาจาก "เสื้อแดงกดดันจนต้องออกจากพรรคน้ำเงิน" แต่ก็ปฏิเสธยาก เขาบอกว่า "ทั้ง 2 ข้างเราก็รู้จัก แต่ที่จะยื่นเงื่อนไขว่า เราไม่ออกจากพรรคสีน้ำเงินแล้วเขาไม่ช่วย...ไม่มี แต่มีข้าง-มีกระแสพรรค เราก็ไม่ได้กดดันตัวเองว่าต้องออกมา"

พรรคเกิดใหม่หวังคะแนนทั้งระบบเขต-สัดส่วนไว้ที่ 12 เสียง ในสภาผู้แทนฯ แบ่งเป็นจากชลบุรี 6 คน สัดส่วน 2 คน จันทบุรี-ระยองจังหวัดละ 1 คน รวมกับที่อาจจะได้จากนักการเมืองในพื้นที่อีสานที่อาจมารวมในภายหลังอีก 3 คน

หากมองไปไกลถึงการจัดตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้ง สมมติฐานที่พรรคเพื่อไทยชนะ ได้เป็นรัฐบาลร่วมกับพรรคของ "บรรหาร" จะใช้เครือข่ายกลุ่ม 16 จับมือพลังชล ร่วมเป็นฝ่ายบริหาร เขาบอก "ไม่ได้คิดว่ากลุ่ม 16 จะจับมือร่วมกันด้วยเหตุผลที่จะไปร่วมรัฐบาลกับเพื่อไทย"

แม้เป็นคนไม่มีสิทธิทางการเมืองในบ้านเลขที่ 111 แต่ในฐานะที่ครั้งหนึ่ง ชื่อ "สนธยา" เคยถูก "ทักษิณ" เอ่ยนามไว้ว่า "เป็นเพื่อนตาย"

ดังนั้นสถานภาพ "เพื่อนตาย"อาจถูกนำมาใช้เป็นพลังเชื่อม "พลังชล" เข้าร่วมรัฐบาลกับเพื่อไทยอีกครั้ง

สมมติฐานที่ "พลังชล" จะมี ส.ส.หลั่งไหลเข้าสภาไม่ต่ำกว่า 1 โหล อยู่ภายใต้พื้นฐานการวิเคราะห์คู่แข่งเป็นรายพรรค อาทิ

"พรรคประชาธิปัตย์เดิมเขามี 8 ส.ส. มีทั้งคนที่มีประสบการณ์-ข้าราชการ-นักการเมืองเก่า และกระแสการเมืองคราวที่แล้ว ทำให้ประชาธิปัตย์ชนะหมด คนที่เลือกฝ่ายประชาธิปัตย์ถึงกับออกปากว่า ผมเลือกข้างโดยไม่ได้ดูตัวผู้สมัครด้วยซ้ำ"

"ฝ่ายพรรคพลังชล ผู้สมัครมีทั้งอดีต ส.ส.-รัฐมนตรี เป็นคนทำงานการเมืองมาตลอด จุดเด่นของฝ่ายเรามีนักการเมืองทุกระดับพื้นที่"

พี่ใหญ่-บ้านคุณปลื้มสรุปว่า "ในทางการเมือง "กระแส" เป็นที่พึ่ง ที่หวัง ถ้ากระแสดีก็จะประกอบกันไป เหมือนกับที่ผ่านมา ถ้าเราเลือกข้าง เราก็ชนะ เราอยู่ข้างไหน ก็ชนะทั้ง 2 ข้าง"

เพราะในเมืองชลบุรีมีอุดมการณ์การเมือง 3 ขั้ว 3 สี คือ ประชาธิปัตย์ (เหลือง)-แดง-น้ำเงิน ถ้าฝ่ายพลังชลพลิกไปรวมกับฝ่ายสีใดสีหนึ่งจะทำให้สีนั้นชนะขาด

"อย่างน้อยหากไปรวมกับ "ประชาธิปัตย์" จะทำให้ประชาธิปัตย์ได้แต้มเพิ่มขึ้น หากไปรวมกับเพื่อไทย เขามีโอกาสชนะขาดแน่นอน"

จุดแข็ง-ของฝ่ายพลังชล จากสายตาสนธยาคือ "ที่ผ่านมาแล้วทั้งฝ่ายค้าน-รัฐบาลกลาง-รัฐบาลท้องถิ่น และเราประสานได้กับทุกกลุ่ม...ตั้งพรรคทั้งทีก็คิดหวังว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาล"

"ทำให้ฝ่ายพวกเราพูดคุยกันว่า ถ้าเราเลือกข้างรวมกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เราก็เสีย ลงเลือกตั้งครั้งนี้เราไม่ได้หวังชนะอย่างเดียว สมัยที่มีพรรคเทพ-มาร เราก็แพ้เหลือ ส.ส. 2 คน สมัยปี 2550 กระแสฝ่ายเหลืองแรง เราก็ตก ผลการเลือกตั้งออกมาเรายอมรับ"

ชัดเจน-เส้นทางการเมืองของ 12 ว่าที่ ส.ส. "จึงต้องไปอยู่กับขั้วที่ไม่ทำอะไรให้เกิดความเสียหายกับบ้านเมืองเหมือนทุกวันนี้"

"การจัดตั้งรัฐบาลมันอยู่ที่ความลงตัวทางการเมือง สมัยท่านอุทัย พรรคก้าวหน้าได้ 3 เสียง ยังได้เป็นประธานสภา พรรคกิจสังคมของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้ 18 เสียง ยังได้เป็นรัฐบาล วิถีการเมืองแบบนั้นยังมีอยู่"

ความเชื่อของเขาคือ "การจัดรัฐบาลสมัยหน้า เป็นเรื่องของนักการเมือง ล้วน ๆ ไม่เกี่ยวกับอำนาจภายนอกกระดานการเมือง"

................

เนวิน-เป่านกหวีด แคมเปญภูมิใจไทย-สู้แล้วรวย ...คลิกอ่าน

แง้มห้องครม. วันสั่งลา"อภิสิทธิ์" 15 ชั่วโมง พิจารณา 211 วาระ

ที่มา มติชน



เช้าวันที่ 3 พฤษภาคม บรรยากาศการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดสั่งลา ณ ห้องประชุมงบประมาณ ชั้น 3 อาคารรัฐสภา 2 เริ่มต้นด้วยความคึกคัก

เวลา 09.00 น. "รัฐมนตรี" ทุกกระทรวงนั่งประจำตำแหน่งพร้อมหน้า ข้าราชการ-หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดเตรียมเอกสารกองรวมไว้บนโต๊ะอย่างพร้อมเพรียง

ก่อนเริ่มประชุม "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรี แจกแจงเวลานัดหมาย โดยแบ่งการประชุมออกเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงแรกตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. ช่วงที่ 2 ตั้งแต่เวลา 19.00-02.15 น. ซึ่งย้ายกลับไปประชุมที่อาคารสำนักเลขาธิการ ครม. ทำเนียบรัฐบาล

รัฐมนตรีหลายคนสารภาพตามตรงว่าไม่มีส่วนได้รู้-ได้เห็น-ได้อ่านวาระครบทั้ง 211 เรื่อง เนื่องจาก "วาระร้อน" ทยอยส่งถึง ครม.ทั้ง 36 ชีวิต แบบ 3 ขยัก (ไม่รวมวาระเพื่อทราบที่ส่งตรงถึงกระทรวงต่างๆ ตั้งแต่สัปดาห์ก่อน)

โดยล็อตแรกถึงมือเสนาบดีในเวลา 24.00 น. ของวันที่ 2 พฤษภาคม ล็อต 2 เวลา 03.00 น. และล็อต 3 เวลา 05.00 น. ของวันที่ 3 พฤษภาคม

เนื่องจาก "อภิสิทธิ์" เอาจริง ขอตรวจสอบทุกวาระ ก่อนเซ็นบรรจุลง "แฟ้ม ครม." โดยมี "วาระเพื่อพิจารณา" แบบผ่านตานายกฯแล้ว 142 เรื่อง และ "วาระเพื่อพิจารณาจร" หลุดมาอีก 56 เรื่อง และ "วาระเพื่อทราบ" 53 เรื่อง

ครม.นัดประวัติศาสตร์ เริ่มต้นด้วย "อำพน กิตติอำพน" เลขาธิการ ครม. ทยอยอ่านวาระเพื่อพิจารณา ซึ่งโดยปกติจะใช้เวลาถกเถียงกันพอสมควรก่อนผ่านความเห็นชอบ แต่ครั้งนี้แค่อ่านก็เกือบผ่านแล้ว บางวาระใช้เวลาเพียง 1-2 นาทีในการพิจารณา

การแสดงความคิดเห็นของเสนาบดีทั้ง 36 คนไม่ดุเด็ดเผ็ดร้อนเหมือนเคย เพราะ ครม.ต่างวุ่นวายกับการเตรียมเข็นวาระของกระทรวงตนให้ผ่านความเห็นชอบ ไม่มีเวลามาเปิดอ่านเอกสารของกระทรวงเพื่อนเท่าที่ควร

"ดาวคอมเมนท์" อาทิ สุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, อลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์, จุติ ไกรฤกษ์ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ฯลฯ ลดบทบาทลงแบบเห็นได้ชัด

"ยกแรก" ครม.ใช้เวลาถก 7 ชั่วโมง พิจารณาได้ 96 วาระ

ก่อนมาต่อ "ยก 2" เปิดหัวพิจารณาต่อในวาระที่ 97 บรรยากาศยังคงคึกคักเหมือนเดิม ผู้เข้าร่วมการชี้แจงสลับกันเดินเข้าออกห้องประชุมจ้าละหวั่น

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อมี "วาระเร่งรีบ" ศิลปะในการชี้แจง-ทีมงานคุณภาพย่อมสำคัญยิ่ง อย่างโครงการซื้อที่ดินสร้างแฟลตตำรวจ ซึ่งก่อนหน้านี้ถูก ครม.ตีกลับไปหลายครั้ง แต่ครั้งนี้ "พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา" ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) จัดทีมมาชี้แจงเหตุผล-โน้มน้าวหลายสิบคน จนได้รับการอนุมัติในที่สุด

หลังพ้นช่วง "ไพรม์ไทม์" เข็มนาฬิกาบอกเวลา 23.00 น. ยิ่งนานยิ่งเพลีย ยิ่งดึกยิ่งง่วง ผู้ร่วมวงบางคนเลยหันไปทำหน้าที่ "ตาวิเศษ" แอบเห็น "โสภณ ซารัมย์" รมว.คมนาคม "ชินวรณ์ บุณยเกียรติ" รมว.ศึกษาธิการ "จุติ ไกรฤกษ์" รมว.ไอซีที เล่นเกมซ่อนตาดำคาโต๊ะราว 5 นาที

ส่วน "จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์" รมว.สาธารณสุข "ชวรัตน์ ชาญวีรกูล" รมว.มหาดไทย "ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์" รมช.คลัง "มั่น พัธโนทัย" รมช.คลัง อดรนทนไม่ไหวทยอยกลับบ้านไปก่อนตามลำดับ

เมื่อรวมเวลาใน "ยก 2" ใช้เวลาทั้งหมด 8 ชั่วโมง พิจารณาไป 115 วาระ

รวมทั้งหมดใช้เวลา 15 ชั่วโมง พิจารณาไปได้ 211 วาระ

เวลา 02.15 น. ปิดประตู "สำนักเลขาธิการ ครม." ปิดฉาก "ครม.มาร์ค"!!!