WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, May 6, 2011

2011 05 05@1833 พทปราศรัย สุรินทร์อุบล

ที่มา Tuxillaplanet

2011 05 05@1953 มหาบุรุษกู้แผ่นดินอัศวินคลื่นลูกที่๓นายกรัฐมนตรีทักษิณมหาราษฎร์



2011 05 05@1833 พทปราศรัย สุรินทร์อุบล จตุพร



2011 05 05@2057 สุรินทร์อุบล ณัฐวุฒิ เวียงวรเชษฐ์ จตุพร



2011 05 05@1833 พทปราศรัย สุรินทร์อุบล จตุพร ทำจากรีรันครบถ้วนสมบูรณ์



2011 05 05@2059 พท ปราศรัย สุรินทร์อุบล ณัฐวุฒิ ทำใหม่จากรีรันครบถ้วนสมบูรณ์

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 06/05/54

ที่มา blablabla

โดย 3บลา ประชาไท

ภาพถ่ายของฉัน


เมื่อบ้านนี้ เมืองนี้ ไร้ที่หวัง
คนชั่วยัง ลอยนวล ชวนสงสัย
มันสั่งปราบ สั่งล่า ฆ่าคนไทย
สร้างจัญไร ทั่วแผ่นดิน จนสิ้นธรรม....

คนต่างชาติ มองเห็น ประเด็นฆ่า
ช่วยนำมา ให้กระจ่าง สว่างล้ำ
เผยตัวตน คนสั่งฆ่า บ้า..ระยำ
เพื่อตอกย้ำ ใคร? เข่นฆ่า ประชาชน....

ฮิวแมนไรต์ ใจงาม เฝ้าตามติด
เห็นถูก-ผิด ดี-ชั่ว ใครมั่วหม่น
ประจักษ์พยาน รู้เห็น เป็นคนคน
ไม่วกวน แต่ตรงเป้า เข้าประเด็น....


เลยต้องพึ่ง มือยุติธรรม จากข้ามโลก
คลายปมโศก เศร้าใจ ใครก็เห็น
คนสั่งฆ่า ดีเดือด ช่างเลือดเย็น
แถมเบี่ยงเบน ป้ายความผิด แล้วปิดบัง....

พวกกล้าทำ ไม่กล้ารับ ต้องจับเชือด
กลิ่นคาวเลือด ผ่านเป็นปี ไร้ที่หวัง
พวกฆาตกร ยังฮึกเหิม เติมพลัง
แถมบ้าคลั่ง ลอยหน้า อย่างท้าทาย....

ช่วยประจาน ให้เห็น ใครเข่นฆ่า
ช่วยเปิดโปง คนต่ำช้า พาชิบหาย
ช่วยตีแผ่ พวกสมอ้าง ไร้ยางอาย
ช่วยพวกฟาย ที่แสนโง่ โผล่หัวดู....


๓ บลา / ๖ พ.ค.๕๔

นายกฯ นำร่าง พ.ร.บ.ยุบสภา ขึ้นทูลเกล้าฯ บ่ายนี้

ที่มา Voice TV









นายกรัฐมนตรี จะดำเนินการนำความร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภาขึ้นทูลเกล้าฯ ในช่วงบ่ายวันนี้ (6 พ.ค.)

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงว่า จะดำเนินการนำความร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภาขึ้นทูลเกล้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ตามที่ได้เคยกราบบังคมทูล ในบ่ายวันนี้ ก่อนที่จะออกเดินทางไปร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ที่ประเทศอินโดนีเซีย จากนั้นจะมีขั้นตอนการดำเนินงานภายใน ซึ่งตนจะได้แถลงให้ทราบอีกครั้งหนึ่งในวันจันทร์ที่ 9 พฤษภาคม หลังจากที่เดินทางกลับจากการร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน

ทั้งนี้นายกรัฐมนตรี กล่าวแสดงความมั่นใจว่า การดำเนินการดังกล่าวจะไม่มีปัญหาในเรื่องข้อกฎหมายใดๆ และเชื่อว่าจะเป็นแนวทางที่ทำให้ประเทศชาติบ้านเมืองเดินหน้าต่อไป อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรี ขอความร่วมมือทุกฝ่ายอย่าเพิ่งวิพากษ์วิจารณ์ โดยรอให้ได้แถลงข่าวอย่างเป็นทางการในวันจันทร์ก่อน

แง้มบัญชีแต่งตั้งโยกย้าย ชุดใหญ่ "ครม."อภิสิทธิ์" นัดสั่งลา ทุกเก้าอี้ล้วนมีความหมาย ?

ที่มา มติชน



การประชุม คณะรัฐมนตรี นัดสั่งลาของรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม


สร้างสถิติใหม่ โดยการใช้เวลา 15 ชั่วโมง พิจารณา 211 วาระ


เบื้องแรก มีเสียงวิจารณ์ว่า เป็นการทิ้งทวน โครงการมูลค่านับแสนล้าน แต่ผู้นำรัฐบาล ออกมาโต้ว่า คนวิจารณ์บวกตัวเลขผิด แค่หมื่นล้าน และถ้าโครงการใดมีปัญหาก็พร้อมทบทวน

แต่เรื่องสำคัญที่ไม่ค่อยมีการพูดถึงมากนัก นั่นคือ การแต่งตั้ง โยกย้ายครั้ง มโหฬาร 30 เรื่อง หลายสิบตำแหน่ง


มติชนออนไลน์ รวบรวมมานำเสนอ ดังนี้

1. แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการบริหารสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เสนอแต่งตั้ง นายการัณย์ ศุภกิจวิเลขการ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการบริหารสถาบันสารสนเทศทรัพยากน้ำและการเกษตรแทนนายสามารถ โชคคณาพิทักษ์ ที่ขอลาออกจากตำแหน่ง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2554 เป็นต้นไป


2. รัฐบาลสาธารณรัฐอิรักเสนอขอแต่งตั้งเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่รัฐบาลสาธารณรัฐอิรักเสนอขอแต่งตั้ง นางสาวอามาล มูซา ฮุซัยน์ อาลี อัรรุบัยอีย์ (Ms. Amal Mussa Hussain Ali Al-Rubaye ) ให้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐอิรักประจำประเทศไทยคนใหม่ โดยมีถิ่นพำนัก ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ สืบแทน นายโมนีย์ ชีฮาบ อะห์เม็ด อัลบายาตี (Mr. Monir Shihab Ahmed Al-Bayati) ซึ่งมีถิ่นพำนัก ณ กรุงเทพมหานคร ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ


3. แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงสาธารณสุข)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอแต่งตั้ง นายสมชัย นิจพานิช สาธารณสุขนิเทศก์ (นายแพทย์เชี่ยวชาญ) สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง สาธารณสุขนิเทศก์ (นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2553 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป


4. ขอให้คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง และผู้เกี่ยวข้องอันเป็นผลมาจากคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองชุดใหม่

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบทั้ง 3 ข้อตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเสนอ ดังนี้

1. แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง และผู้เกี่ยวข้องอันเป็นผลมาจากคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองชุดใหม่

2. ให้ทุกส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจสนับสนุนเกี่ยวกับบุคลากรเพื่อมาช่วยราชการกับคณะกรรมการตามที่คณะกรรมการเห็นสมควรและสนับสนุนข้อมูลข้อเท็จจริงในส่วนที่อยู่ในอำนาจหรือความครอบครองของส่วนราชการนั้นๆ ที่คณะกรรมการเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินการของคณะกรรมการในการตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าว

3. ให้สำนักงานปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร บมจ. ทีโอที และ บมจ. กสท. จัดสรรและสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายแก่คณะกรรมการชุดดังกล่าว

องค์ประกอบ เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. เป็นประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ ประกอบด้วย นางสาวสุภา ปิยะจิตติ พันตำรวจเอก ดร. สีหนาท ประยูรรัตน์ รองเลขาธิการรักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ง. พันตำรวจเอก ณรัชต์ เศวตนันทร์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กรรมการ ประกอบด้วย ผู้แทนสำนักงาน ป.ป.ช. ผู้แทนสำนักงาน ป.ป.ท. 2 ราย ผู้แทนสำนักงาน ป.ป.ง. ผู้แทนกรมสอบสวนคดีพิเศษ 2 ราย โดยมี ผู้อำนวยการกลุ่มตรวจสอบภายในระดับกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นกรรมการและเลขานุการ กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ ประกอบด้วย พันตำรวจโท บรรฑูรย์ ฉิมกรา นายนทีธร มีชัย นายสุจินต์ สิริอภัย นางสาวปัทมาวดี พงษ์สวัสดิ์ นายภัทระ หลักทอง นายมนตรี รอดแถม


5. แต่งตั้งคณะกรรมการจัดหาระบบคอมพิวเตอร์ของรัฐ

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ทก.) เสนอดังนี้

1. เห็นชอบแต่งตั้งคณะกรรมการจัดหาระบบคอมพิวเตอร์ของรัฐเพื่อทำหน้าที่พิจารณากำหนดหลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติในการจัดหาระบบคอมพิวเตอร์ของรัฐให้มีความชัดเจนและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พร้อมทั้งกลั่นกรองการจัดหาระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งหมายถึงส่วนราชการที่ใช้เงินงบประมาณ องค์การมหาชน ที่มีงบประมาณตั้งแต่ 100 ล้านบาทขึ้นไป ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพตามหลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติดังกล่าว ประกอบด้วย ผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูง (CIO) ทก. เป็นประธานกรรมการ มีผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและพัฒนารัฐบาล เป็นกรรมการและเลขานุการ และกรรมการอื่นอีก 13 คน โดยให้มีอำนาจหน้าที่รวม 8 ประการ

2. เห็นชอบให้คณะกรรมการจัดหาระบบคอมพิวเตอร์ของรัฐตามข้อ 1. มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนเป็นรายเดือนในอัตรา ดังนี้ 1) ประธาน 5,000 บาทต่อเดือน 2) กรรมการ 4,000 บาทต่อเดือน


6. แต่งตั้งประธานกรรมการในคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอแต่งตั้ง นางสาวนวพร เรืองสกุล เป็นประธานกรรมการในคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แทนนายวิจิตร สุพินิจ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2554 เป็นต้นไป


7. แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอแต่งตั้งบุคคลเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ดังนี้ ด้านกฎหมาย นายวัฒนา รัตนวิจิตร ด้านบริหารธุรกิจ นายดุสิต นนทะนาคร ด้านการประกันภัย ศาสตราจารย์พิเศษชูเกียรติ ประมูลผล นายการุณ กิตติสถาพร ด้านการเงิน นายโกวิทย์ โปษยานนท์ ด้านเศรษฐศาสตร์ นางธาริษา วัฒนเกส


8. แต่งตั้งผู้อำนวยการองค์การสวนยาง

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอแต่งตั้ง นายชนะชัย เปล่งศิริวัธน์ เป็นผู้อำนวยการองค์การสวนยาง โดยให้ได้รับค่าตอบแทนคงที่ในอัตราเดือนละ 101,167 บาท ค่าตอบแทนพิเศษประจำปีในอัตราไม่เกินร้อยละ 30 ของค่าตอบแทนรวมในแต่ละปี ตามผลประกอบการขององค์การสวนยางและผลการประเมินผลการปฏิบัติงานฯ และให้ได้รับสิทธิประโยชน์ตามที่กระทรวงการคลังให้ความเห็นชอบ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ลงนามในสัญญาจ้างเป็นต้นไป


9. แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการบริหารกิจการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการบริหารกิจการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพชุดใหม่ ดังนี้ นายชัยรัตน์ สงวนชื่อ เป็นประธานกรรมการ (ผู้ที่แต่งตั้งจากบัญชีรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจ ตามประกาศกระทรวงการคลัง ครั้งที่ 3/2551 ฉบับลงวันที่ 9 ตุลาคม 2551) กรรมการประกอบด้วย นายเทียนโชติ จงพีร์เพียร นางปาณิสรา ดวงสอดศรี นางสาวสุทธิรัตน์ รัตนโชติ (ผู้ที่แต่งตั้งจากบัญชีรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจ ตามประกาศกระทรวงการคลัง ครั้งที่ 3/2551 ฉบับลงวันที่ 9 ตุลาคม 2551) พล.อ.รังสาทย์ แช่มเชื้อ (ผู้ที่แต่งตั้งจากบัญชีรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจ ตามประกาศกระทรวงการคลัง ครั้งที่ 3/2551 ฉบับลงวันที่ 9 ตุลาคม 2551) นายประสิทธิ์ ศิริภากรณ์ (ผู้ที่แต่งตั้งจากบัญชีรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจ ตามประกาศกระทรวงการคลัง ครั้งที่ 3/2551 ฉบับลงวันที่ 9 ตุลาคม 2551) นายอรัญ อภิจารี และนายกฤชเทพ สิมลี โดยนายโอภาส เพชรมุนี ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ เป็นกรรมการและเลขานุการโดยตำแหน่ง


10. แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง (กระทรวงยุติธรรม)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอแต่งตั้ง นายพิทยา จินาวัฒน์ ที่ปรึกษาการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับทรงคุณวุฒิ) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กระทรวงยุติธรรม ให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (ตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงยุติธรรม ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป


11. แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงศึกษาธิการ)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอแต่งตั้ง นายพิษณุ ตุลสุข รองเลขาธิการ (ตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับต้น) สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป


12. แต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมือง ดังนี้

1. นายมีธรรม ณ ระนอง ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

2. นางสาวธนพร อภัยวงศ์ ดำรงตำแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร


13. แต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงพลังงาน)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงพลังงานเสนอเลื่อนและแต่งตั้ง นายศิริศักดิ์ วิทยอุดม รองอธิบดี (นักบริหาร ระดับต้น) กรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงพลังงาน ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป


14. แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงพาณิชย์)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอแต่งตั้ง นางพิรมล เจริญเผ่า ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ (ตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง) ให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงพาณิชย์ (ตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง) ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป


15. แต่งตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านวิชาการและคณะกรรมการจัดระบบสถิติประเทศไทย 3 ด้าน

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเสนอแต่งตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านวิชาการ โดยมี ศ.ดร.คุณหญิงสุชาดา กีระนันท์ เป็นประธาน และคณะกรรมการจัดระบบสถิติประเทศไทย 3 ด้าน (ด้านสังคม ด้านเศรษฐกิจ และด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม) โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นประธาน


16. แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการปิโตรเลียม

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงพลังงานเสนอแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการปิโตรเลียม จำนวน 5 คน ตามมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติปิโตรเลียม (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2550 โดยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระการดำรงตำแหน่งสามปี ดังนี้ 1. นายนภดล มัณฑะจิตร อดีตอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน 2. นายวีระชัย ตันติกุล อดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง และอดีตรองอธิบดีกรมสรรพากร 3. นายสัมพันธ์ สาระธนะ อัยการอาวุโส สำนักงานอัยการสูงสุด 4. นายสมนึก พิมลเสถียร อดีตรองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ 5. นายนิพนธ์ ฮะกีมี กรรมการร่างกฎหมายประจำ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2554 เป็นต้นไป


17. แต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการธนาคารออมสิน

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอแต่งตั้ง นายประสิทธิ์ สืบชนะ เป็นกรรมการอื่นในคณะกรรมการธนาคารออมสิน แทนนางดนุชา ยินดีพิธ ที่ขอลาออก ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2554 เป็นต้นไป และให้ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งดำรงตำแหน่งแทนอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน


18. แต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ (กระทรวงมหาดไทย)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอแต่งตั้ง นายสมพงศ์ อรุณโรจน์ปัญญา รองผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป


19. แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ ประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอเลื่อนและแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ ประเภทบริหารระดับต้น ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 1 ราย คือ เลื่อนและแต่งตั้งนายวิจารย์ สิมาฉายา รองอธิบดี (นักบริหาร ระดับต้น) กรมควบคุมมลพิษ ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป


20. แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ


1. อนุมัติให้แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ดังนี้ 1.1 ด้านการเงินการคลัง หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล 1.2 ด้านเศรษฐศาสตร์ นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช นายสมชัย ฤชุพันธ์ 1.3 ด้านรัฐศาสตร์ นายไพโรจน์ พรหมสาส์น 1.4 ด้านนิติศาสตร์ นายวัฒนา รัตนวิจิตร นายวิษณุ เครืองาม 1.5 ด้านบริหารรัฐกิจ นายปรีชา วัชราภัย 1.6 ด้านบริหารธุรกิจ นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ 1.7 ด้านจิตวิทยาองค์การ นายชัยณรงค์ อินทรมีทรัพย์ 1.8 ด้านสังคมวิทยา นายทรงศักดิ์ วงศ์ภูมิวัฒน์

2. อนุมัติให้แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ต้องทำงานเต็มเวลาในคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ดังนี้ 2.1 นายไพโรจน์ พรหมสาส์น 2.2 นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ 3. นายทรงศักดิ์ วงศ์ภูมิวัฒน์


21. แต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการบริหารกิจการขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้แทนตำแหน่งที่ว่าง

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอแต่ตั้งนายธีรัชย์ อัตนวานิช ผู้แทนกระทรวงการคลัง เป็นกรรมการอื่นในคณะกรรมการบริหารกิจการขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ แทนนางสาวพจณี พรหมโรจน์ ที่พ้นจากตำแหน่ง ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2554 เป็นต้นไป


22. แต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการบริหารกิจการขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (เพิ่มเติม)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการบริหารกิจการขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ เพิ่มเติม ตามมาตรา 13 แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2546 จำนวน 2 ราย ได้แก่ 1. นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ 2. นายณัฎฐ์ วัลลิโภดม


23. แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ตามนัยมาตรา 13 (1) และ (3) แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2554 จำนวน 7 คน ดังนี้ 1. นายจรัมพร โชติกเสถียร ประธานกรรมการ 2. นางสาววิลาวรรณ วนดุรงค์วรรณ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเงิน 3. นายปรีชา ปรมาพจน์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเงิน 4. นายอภิรมย์ น้อยอ่ำ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ 5. นายชวลิต อัตถศาสตร์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านนิติศาสตร์ 6. นายสุเจตน์ จันทรังษ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมศาสตร์ 7. นายสิริวัฒน์ พรหรมบุรี กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเงินและสังคมศาสตร์ ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2554 เป็นต้นไป


24. แต่งตั้งคณะกรรมการองค์การคลังสินค้า แทนตำแหน่งที่ว่าง

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอแต่งตั้ง นายมนตรี ปรีมาโนช ดำรงตำแหน่งกรรมการองค์การคลังสินค้าแทนตำแหน่งที่ว่าง ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2554 เป็นต้นไป


25. แต่งตั้งรองประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การตลาด

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอแต่งตั้งบุคคลเป็นรองประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การตลาด (อต.) จำนวน 5 คน ดังนี้ 1.นายภานุ อุทัยรัตน์ เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (เป็นบุคคลในบัญชีรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจ ตามประกาศกระทรวงการคลัง) เป็น รองประธานกรรมการ อต. แทน พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม (ซึ่งลาออกจากการเป็นรองประธานกรรมการ ตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2554) 2.พลโท ชาติชิต ตรีรัตน์ ที่ปรึกษาสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เป็น กรรมการอื่นในคณะกรรมการ อต. แทน นายพงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ (ซึ่งลาออกจากการเป็นกรรมการอื่นในคณะกรรมการ อต. ตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2553) 3. นายถวิล เปลี่ยนสี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (เป็นบุคคลในบัญชีรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจ ตามประกาศกระทรวงการคลัง) เป็น กรรมการอื่นในคณะกรรมการ อต. แทน นายพีระพล สาครินทร์ (ซึ่งลาออกจากการเป็นกรรมการอื่นในคณะกรรมการ อต. ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2554) 4.นายปรีชา ภูขำ ประธานกรรมการบริษัท อั่งเปาแอสเสท จำกัด (มหาชน) (เป็นบุคคลในบัญชีรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจ ตามประกาศกระทรวงการคลัง) เป็น กรรมการอื่นในคณะกรรมการ อต. แทน พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว (ซึ่งเป็นบุคคลในบัญชีรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจ ตามประกาศกระทรวงการคลัง โดยลาออกจากการเป็นกรรมการอื่นในคณะกรรมการ อต. ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2554) 5. พลตำรวจโท เจตน์ มงคลหัตถี ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (เป็นบุคคลในบัญชีรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจ ตามประกาศกระทรวงการคลัง) เป็น กรรมการอื่นในคณะกรรมการ อต.แทนตำแหน่งที่ว่าง ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2554 เป็นต้นไป


26. แต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอ แต่งตั้ง นายมานิต วัฒนเสน ข้าราชการบำนาญ มท. (เป็นบุคคลในบัญชีรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจตามประกาศกระทรวงการคลัง) เป็นกรรมการอื่นในคณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค แทน พลเอก วิทวัส รชตะนันทน์ ที่ลาออก ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2554 เป็นต้นไป


27. แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงสาธารณสุข)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ แต่งตั้ง นายสมชัย นิจพานิช สาธารณสุขนิเทศก์ (นายแพทย์เชี่ยวชาญ) สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง สาธารณสุขนิเทศก์ (นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2553 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เป็นต้นไป


28. แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงคมนาคม)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงคมนาคม ให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ราย ตั้งแต่วันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ดังนี้

1. นายธีระพงษ์ รอดประเสริฐ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการขนส่งทางบก (นักวิชาการขนส่งทรงคุณวุฒิ) สำนักงานปลัดกระทรวง ตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน 2553

2. นายประเสริฐศิริ สุขะวัธนกุล ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการขนส่งทางน้ำและการพาณิชยนาวี กรมเจ้าท่า ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการขนส่งทางน้ำ (นักวิชาการขนส่งทรงคุณวุฒิ) สำนักงานปลัดกระทรวง ตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2554

3. นายเกษม ศรีวรานันท์ ผู้เชี่ยวชาญวิชาชีพเฉพาะด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านสำรวจและออกแบบ) วิศวกรโยธาเชี่ยวชาญ กรมทางหลวง ดำรงตำแหน่ง วิศวกรใหญ่ ที่ปรึกษาวิชาชีพเฉพาะด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านสำรวจและออกแบบ) วิศวกรโยธาทรงคุณวุฒิ กรมทางหลวง ตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม 2554
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เป็นต้นไป

29. แต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ แต่งตั้งนายประเสริฐ ตปนียางกูร (จากบัญชีรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจ) เป็นกรรมการอื่นในคณะกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย แทนนายถวัลย์รัฐ อ่อนศิระ ที่ขอลาออก โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2554 เป็นต้นไป


30. แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โดยสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สรอ.) แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ ดังนี้

1. นายวรากรณ์ สามโกเศศ ประธานกรรมการ

2. นายเข็มชัย ชุติวงศ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทสและการสื่อสาร

3. นายจเรรัฐ ปิงคลาศัย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านบริหารจัดการและทรัพยากรบุคคล และด้านอื่นที่เกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์ต่อกิจการของสำนักงาน

4. นางจารุพร ไวยนันท์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเงิน การบัญชี และงบประมาณการตรวจสอบประเมินผล และการบริหารความเสี่ยง

5. พ.อ.เจียรนัย วงศ์สอาด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

6. นายไชยเจริญ อติแพทย์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

ข้อปฏิบัติ'รมต.-ส.ส.'หลังยุบสภา

ที่มา ข่าวสด

รายงานพิเศษ



สํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี(สลค.) ได้สรุปแนวทางการปฏิบัติของ ครม.และรัฐมนตรี รวมทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ อันเนื่องมาจากการยุบสภาผู้แทนราษฎร โดยมีแนวปฏิบัติที่สำคัญ ดังนี้



ฝ่ายนิติบัญญัติ

1.สมาชิกภาพของส.ส.สิ้นสุดลงทันที นับแต่วันที่พ.ร.ฎ.ยุบสภา มีผลบังคับใช้และต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน

2.เงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่มของ ส.ส. จะคิดถึงวันก่อนยุบสภา 1 วัน

3.จะมีการเลือกตั้งทั่วไปภายใน 60 วัน ตามวันที่กำหนดในพ.ร.ฎ.ยุบสภา

4.กระทู้ถามและญัตติทั้งหมดตกไป

5.กรรมาธิการสามัญและกรรมาธิการ วิสามัญของสภาผู้แทนฯพ้นจากตำแหน่ง

6.ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมหรือร่างพ.ร.บ.ที่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยหรือเมื่อพ้น 90 วัน แล้วมิได้พระราชทานคืนมาตกไป

7.ร่างพ.ร.บ.ที่ค้างอยู่ในวาระที่ 1, 2 และ 3 ไม่ว่าชั้นสภาใด ให้ชะลอไว้ก่อน เมื่อตั้งครม.ชุดใหม่แล้วและ ครม.ร้องขอต่อรัฐสภาภายใน 60 วันนับแต่วันเปิดสภา ให้ยกขึ้นพิจารณาทันที

8.วุฒิสภาไม่สิ้นสุด แต่ประชุมไม่ได้ เว้นแต่ประชุมเพื่อเห็นชอบการแต่งตั้ง-ถอดถอนบุคคลบางตำแหน่ง

9.ร่างพ.ร.บ.ที่ทั้ง 2 สภาเห็นชอบแล้วและส่งรัฐบาลทูลเกล้าฯ ไม่ว่าจะอยู่ที่รัฐบาล ศาลรัฐธรรมนูญ สำนักราช เลขาธิการหรือพระมหากษัตริย์ไม่ตกไป ดำเนินการต่อได้

10.คณะกรรมาธิการของวุฒิสภาจะพิจารณาร่างพ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญหรือร่างพ.ร.บ.ที่ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนฯมิได้ เว้นแต่จะดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการและเชิญผู้แทนส่วนราชการมาชี้แจงข้อมูลได้



คณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรี

1.ครม.สิ้นสุดลง แต่ต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้า ที่ต่อไป (ไม่เรียกว่า รักษาการ) ได้เงินเดือน ยังไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน

2.ครม.ยังคงมีหน้าที่บริหารราชการให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศเท่าที่จำเป็นทุกประการ กรณีมีสถานการณ์คุกคามความมั่นคงของชาติ ย่อมมีอำนาจประกาศมาตรการเพื่อรักษาความมั่นคงของชาติได้ เช่น ประกาศภาวะฉุกเฉินหรือกฎอัยการศึก

3.การลงชื่อตำแหน่งของนายกฯและรัฐมนตรียังคงลงชื่อในตำแหน่งเดิม มิใช่รักษาการในตำแหน่ง

4.การปฏิบัติหน้าที่ของครม.และรัฐมนตรี

4.1 การประชุมครม.


(1) ให้มีการประชุมครม.ต่อไปได้ตามปกติ จนกว่าจะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งครม.ชุดใหม่ โดยสลค.พิจารณาจัดเฉพาะระเบียบวาระตามระเบียบปฏิบัติ

(2) เรื่องใดที่มีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการหรือมีผลสร้างความผูกพันต่อครม.ชุดใหม่ นอกจากสลค.จะกลั่นกรองไว้ชั้นหนึ่งแล้ว ครม.หรือนายกฯหรือรองนายกฯควรมีคำสั่งให้เสนอครม.ชุดใหม่

4.2 การแต่งตั้งโยกย้ายเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือให้พ้นจากตำแหน่ง (รธน. มาตรา 181(1) และแนวปฏิบัติ กกต.)

ไม่ใช้อำนาจแต่งตั้งหรือโยกย้ายข้าราชการ หรือพนักงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือกิจการที่รัฐถือหุ้นใหญ่ หรือให้บุคคลดังกล่าวพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่หรือพ้นจากตำแหน่ง หรือให้ผู้อื่นมาปฏิบัติหน้าที่แทน เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจาก กกต.ก่อน โดยต้องทำเท่าที่จำเป็นและเพื่อรักษาประโยชน์ของรัฐ ความปลอดภัยของประเทศ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และต้องได้รับความเห็นชอบจาก กกต.ก่อน

4.3 การอนุมัติให้ไว้จ่ายงบประมาณสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น (รธน.มาตรา 181(2) และแนวปฏิบัติ กกต.)

ไม่อนุมัติให้ใช้จ่ายงบสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เว้นแต่ได้รับความเห็นชอบจาก กกต.ก่อน ซึ่งจะกระทำเท่าที่จำเป็นเพื่อรักษาประโยชน์ของรัฐ ความปลอดภัย ของประเทศ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

4.4 การอนุมัติงานหรือโครงการ (รธน. มาตรา 181(3) และความเห็น สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา หรือสคก.)

การกระทำใดๆ ที่มีผลสร้างความผูกพันต่อครม.ชุดใหม่จะกระทำมิได้ในทุกกรณี

4.5 การใช้ทรัพยากรของรัฐหรือบุคลากรของรัฐ (รธน. มาตรา 181(4) ระเบียบปฏิบัติ กกต.และความเห็น สคก.)

(1) ไม่ใช้ทรัพยากรของรัฐหรือบุคลากรของรัฐ เพื่อกระทำการใดซึ่งจะมีผลต่อการเลือกตั้งและไม่กระทำการฝ่าฝืนข้อห้ามระเบียบที่ กกต.กำหนด

(2) ไม่ใช้เพื่อกระทำการใดไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ซึ่งมีผลต่อการเลือกตั้ง ด้วยวิธีการ ดังนี้

- ใช้ทรัพยากรของรัฐหรือบุคลากรของรัฐ กำหนดนโยบาย โครงการ แผนงาน โดยให้มีผลบังคับใช้ทันที

- จัดประชุมครม.นอกสถานที่ นอกเหนือจากการประชุมปกติ

- กำหนด สั่งการ มอบหมายให้ประชุมอบรมบุคลากรของรัฐหรือเอกชน โดยใช้งบประมาณของหน่วยงานรัฐหรือเงินของกิจการที่รัฐถือหุ้นใหญ่ โดยอาจมีการแจกจ่ายทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด เว้นแต่เป็นการประชุมตามที่กฎหมายกำหนด หรือมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนเพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐหรือประชาชน และต้องแจ้งให้ กกต. ทราบโดยเร็ว

- กำหนด สั่งการหรือมอบหมายให้อนุมัติ โอน หรือเปลี่ยนแปลงรายการงบประมาณรายจ่ายของหน่วยงานรัฐหรือกิจการที่รัฐถือหุ้นใหญ่ หรือให้แจกจ่ายทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดให้แก่ประชาชน เว้นแต่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนเพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐหรือประชาชน และต้องแจ้งให้ กกต.ทราบโดยเร็ว

- กำหนด สั่งการ หรือมอบหมายให้แจกจ่ายหรือจัดสรรทรัพยากรของรัฐ ให้แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง โดยไม่มีเหตุผลอันควร เว้นแต่เป็นกรณีต้องดำเนินการตามกฎหมายหรือมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชน หรือรัฐ และต้องแจ้งกกต.ทราบโดยเร็ว

- ใช้พัสดุหรือเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางจากหน่วยงานรัฐ หรือกิจการที่รัฐถือหุ้นใหญ่ หรือใช้บุคลากรของรัฐปฏิบัติงาน

- ใช้ทรัพยากรของรัฐ เช่น คลื่นความถี่หรือเครื่องมือ อุปกรณ์ที่ใช้ส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และโทรคมนาคม หรือใช้งบประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานรัฐหรือกิจการที่รัฐถือหุ้นใหญ่เพื่อประโยชน์ในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์

(3) การใช้ทรัพยากรของรัฐหรือบุคลากรของรัฐ ห้ามเฉพาะกรณีที่มีผลต่อการเลือกตั้ง ถ้าเป็นการปฏิบัติราชการปกติ ยังคงดำเนินการได้

4.6 การปฏิบัติตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ

พ.ร.บ.พรรคการเมือง มาตรา 68 ห้ามมิให้นายกฯ รัฐมนตรี และข้าราชการการเมืองอื่นใช้สถานะหรือตำแหน่ง เรี่ยไรหรือชักชวนให้บริจาคให้พรรคหรือผู้สมัคร ส.ส.ด้วยตนเอง และมาตรา 89 ห้ามมิให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้เงิน ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ แก่บุคคล คณะบุคคล หรือนิติบุคคล เว้นแต่ให้ตามปกติประเพณี ทั้งนี้ ตามจำนวน หลักเกณฑ์ที่กกต.กำหนด

พ.ร.บ.การเลือกตั้งส.ส.และการได้มาซึ่งส.ว. มาตรา 53 ห้ามมิให้ผู้สมัครส.ส.หรือผู้ใดจัดทำ ให้ เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม แก่ชุมชน สถาบันการศึกษาหรือสถาบันอื่นใด เพื่อจูงใจให้ลงคะแนนให้ตนเอง หรือผู้สมัครหรือพรรค หรือให้งดเว้นการลงคะแนนให้ผู้สมัครหรือพรรคใด

4.7 การปฏิบัติอื่นๆ ตามมติครม.

การให้สัมภาษณ์ของรัฐมนตรี ควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉาะกรณีได้รับเชิญไปออกโทรทัศน์ในฐานะของรัฐมนตรี จะให้สัมภาษณ์ได้เฉพาะหน้าที่ของรัฐมนตรีเท่านั้น แต่บางครั้งสื่อมวลชนอาจมีคำถามในฐานะสมาชิกพรรค ที่ทำให้คำสัมภาษณ์ของรัฐมนตรีให้คุณต่อพรรคของตนเอง ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งรัฐมนตรีกับสื่อของรัฐโดยมิชอบได้

แต่หากเชิญผู้แทนพรรคหลายๆ พรรคไปสัมภาษณ์ในลักษณะเท่าเทียมกัน ก็เป็นความรับผิดชอบของสื่อนั้นๆไป

4.8 การยื่นบัญชีทรัพย์สิน

กรณีรัฐมนตรีมีสถานะเป็นส.ส.ด้วย ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินฯภายใน 30 วันนับแต่วันพ้นจากตำแหน่ง ส.ส.(วันที่ยุบสภา) และต้องยื่นบัญชีอีกครั้งภายใน 30 วันนับแต่พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี(วันที่ครม.ใหม่ถวายสัตย์ปฏิญาณ)

ส่วนรัฐมนตรีที่ไม่มีสถานะเป็นส.ส. ต้องยื่นภายใน 30 วันนับแต่พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี(วันที่ครม.ใหม่ถวายสัตย์ปฏิญาณ) และทั้ง 2 กรณีจะต้องยื่นบัญชีอีกครั้งภายใน 30 วันนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว 1 ปี

สำหรับสถานะของข้าราชการการเมืองอื่น เช่น เลขาธิ การนายกฯ โฆษกประจำสำนักนายกฯ ประจำสำนักเลขาธิการ นายกฯ ยังปฏิบัติหน้าที่ต่อไปและพ้นจากตำแหน่งพร้อม กับการสิ้นสุดการอยู่ในตำแหน่งของนายกฯหรือรัฐมนตรีผู้แต่งตั้ง แต่ต้องไม่เกินกว่าที่ครม.ชุดใหม่เข้ารับหน้าที่

โลกประณาม

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน
สมิงสามผลัด



ไม่แปลกใจเลยกับการจัดอันดับเสรีภาพสื่อไทยที่ถูกลดชั้นจากกลุ่ม "กึ่งเสรี" ไปอยู่ในกลุ่ม "ไม่เสรี"

กลุ่มฟรีดอมเฮาส์ สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นองค์กรติดตามสถานการณ์สิทธิมนุษยชนทั่วโลก

เปิดเผยรายงานผลสำรวจเสรีภาพสื่อมวลชน ใน 196 ประเทศประจำปี 2554 เนื่องในวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลกเมื่อวันที่ 3 พ.ค.ที่ผ่านมา

ระบุว่าเสรีภาพสื่อในประเทศไทยปีนี้ร่วงตกไปอยู่อันดับ 138

อยู่โซนเดียวกับ พม่า อิรัก เกาหลีเหนือ คิวบา โซมาเลีย และอัฟกานิสถาน

เหตุผลหลักๆ ที่ทำให้ไทยถูกประณามว่าเป็นกลุ่มประเทศไร้เสรีภาพด้านสื่อ

เพราะผลจากการที่รัฐบาลยุคนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปิดกั้นสื่อประเภทออนไลน์

และผลกระทบจากเหตุไม่สงบทางการเมือง โดยการสลายม็อบแดงเดือนพ.ค.ปีที่แล้วจนมีผู้เสียชีวิต 91 ศพ บาดเจ็บกว่า 2 พันคน

นายเดวิด เจ. เครเมอร์ ผอ.ฟรีดอมเฮาส์ ระบุว่า "มีสิ่งน่าเป็นห่วงในปีนี้ หลังจากสถานการณ์ปิดกั้นเสรีภาพสื่อในประเทศประชาธิปไตยเกิดใหม่ หรือชาติที่ประชาธิปไตยเปราะบางอย่างเม็กซิโก ฮังการี และไทยลดลงไปมาก"

ความจริงการคุกคามเสรีภาพสื่อมวลชนในช่วงเวลา 1 ปีที่ผ่านมาก็ปรากฏต่อสายตาคนไทยด้วยกันอยู่แล้ว

ยกตัวอย่างที่เห็นชัดเจนที่สุดคือการเสียชีวิตของนายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ ช่างภาพรอยเตอร์ชาวญี่ปุน และนายฟาบิโอ โปเลนกิ ช่างภาพอิสระชาวอิตาลี

ที่ตกเป็นเหยื่อการกระชับพื้นที่ของรัฐบาลด้วยกระสุนจริง

และยังมีนายไชยวัฒน์ พุ่มพวง ช่างภาพชาวไทยที่ถูกกระสุนปืนทาโวร์ยิงขาจนได้รับบาดเจ็บสาหัส

การคุกคามเสรีภาพในไทยในช่วงเวลานั้นไม่ได้ครอบคลุมแค่สื่อเท่านั้น

ประชาชนก็โดนลิดรอนเสรีภาพด้วยเช่นกัน

นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือบ.ก.ลายจุด โดนจับ ขังเพราะไปผูกผ้าแดงที่แยกราชประสงค์

นายนที สรวารี ก็โดนจับเพียงเพราะไปยืนตะโกนที่แยกราชประสงค์ว่า "ที่นี่มีคนตาย"

นักเรียนชั้น ม.5 ที่เชียงรายถูกตำรวจดำเนินคดี เพราะไปถือป้ายประท้วงว่า "ผมเห็นคนตายที่ราชประสงค์"

แม่ค้าโดนจับดำเนินคดีเพราะขายรองเท้ามีรูปใบ หน้ามาร์ค-เทือก

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของประชาชนที่ถูกลิด รอนสิทธิเสรีภาพ

ฉะนั้น ไม่ประหลาดใจเลยว่า ทำไมทั่วโลกถึงประณามรัฐบาลนี้

ดีเอสไอส่งฟ้อง “วิสา-ไพจิตร” ก่อความวุ่นวาย-ฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ที่มา ประชาไท

ดีเอสไอส่งฟ้อง “วิสา-ไพจิตร” ต่ออัยการคดี “ก่อความวุ่นวาย-ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” ศาลนัดฟังคำสั่งคดีในวันที่ 27 พ.ค.นี้ เวลา 10.00 น.

6 พ.ค.54 - ASTV ผู้จัดการออนไลน์รายงานว่า เมื่อเวลา 10.00 น. ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถ.รัชดาภิเษก พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ พนักงานสอบสวน กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ได้นำสำนวนการสอบสวนพร้อมความเห็นสมควรสั่งฟ้อง นายวิสา คัญทัพ และนางไพจิตร อักษรณรงค์ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ผู้ต้องหาในข้อหาพูดจายุยง ปลุกปั่น ปลุกระดม ชักจูงหรือใช้ผู้ร่วมชุมนุมฝ่าฝืนหรือกระทำผิดกฎหมายจนเกิดความวุ่นวายปั่นป่วน, มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปเพื่อก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และฝ่าฝืนพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มาส่งมอบให้พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษเพิ่มเติม เพื่อให้พิจารณาสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งสองในข้อหาดังกล่าว จากกรณีที่ นายวิสา และนางไพจิตร ได้ขึ้นเวทีปราศรัยของกลุ่ม นปช.เมื่อช่วงปี 2553 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ทางพนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษได้นัดฟังคำสั่งในคดีดังกล่าวว่าจะสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 2 หรือไม่ ในวันที่ 27 พ.ค.นี้ เวลา 10.00

อนุสรณ์ อุณโณ:ชายแดนใต้ไม่ไกลจากเมืองหลวง

ที่มา ประชาไท

ผู้เรียกร้องประชาธิปไตยจำนวนไม่น้อยมักเสนอทีเล่นทีจริงให้ทหารที่นิยมก่อรัฐประหารและสังหารประชาชนมือเปล่าไปประจำการในชายแดนภาคใต้ ซึ่งหากมองในแง่ดี ข้อเสนอดังกล่าวเป็นความต้องการให้ทหารได้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ควรจะเป็น คือรักษาความสงบเรียบร้อยหรือปกป้องอธิปไตยของประเทศจากผู้รุกราน ไม่ใช่มาแทรกแซงการเมือง แต่หากมองในแง่ร้าย ข้อเสนอดังกล่าวคือความต้องการลงโทษทหารเหล่านี้ เพราะท่ามกลางข่าวการเสียชีวิตของทหารในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง การส่งทหารเหล่านี้ (ซึ่งมีนัยของการไม่ได้เป็นทหารมืออาชีพ) ไปประจำการในชายแดนใต้อีกนัยหนึ่งก็คือการส่งทหารเหล่านี้ไปเผชิญกับความตาย

ไม่ว่าจะเป็นในแง่บวกหรือแง่ลบหรือมีความจริงจังเพียงใด ข้อเสนอดังกล่าวสะท้อนสภาวะครอบงำของความรู้และความเข้าใจปัญหาชายแดนใต้ กระแสหลักซึ่งมีข้อที่ต้องทบทวน ทั้งนี้ก็เพราะว่าความรู้และความเข้าใจเช่นนี้มองปัญหาชายแดนใต้ในกรอบของ ความมั่นคงของรัฐเป็นหลัก เหตุการณ์ความไม่สงบถูกเหมารวมว่าเกิดจากน้ำมือของผู้เป็นภัยต่อรัฐและจำ เป็นจะต้องขจัดด้วยวิธีการต่างๆ โดยมีกองทัพเป็นหัวหอก ทว่านอกจากเงื่อนงำที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์จำนวนหนึ่ง

เหตุการณ์ความไม่สงบในชายแดนใต้เป็นเพียงอาการปรากฏอย่างหนึ่งของความตึงเครียดที่ไม่สามารถคลี่คลายได้ด้วยกรอบของความมั่นคงแห่งรัฐในลักษณะที่เป็นอยู่อย่างในปัจจุบัน ตรงกันข้าม ความมั่นคงแห่งรัฐในความหมายดังที่เป็นอยู่นี้เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาเพราะว่าเป็นความมั่นคงที่เน้นศูนย์กลางและเปิดโอกาสให้มีความแตกต่างหลากหลายในท้องที่ต่างๆ ตราบเท่าที่ไปกันได้หรืออยู่ภายใต้การควบคุมของศูนย์กลางเท่านั้น ความต้องการใช้ภาษามลายูเป็นภาษาหลักในพื้นที่ก็ดี ความต้องการให้มีระบบศาลที่ยึดโยงกับศาสนาอิสลามก็ดี รวมทั้งความต้องการมีอิสระในการกำหนดรูปแบบหรือแนวทางในการดำเนินชีวิตของตน เองก็ดี เหล่านี้เป็นความต้องการของชาวมลายูมุสลิมในชายแดนใต้ที่ราชอาณาจักรไทยถือ เป็นภัยคุกคามต่อความเป็นเอกรัฐของตนและจำเป็นจะต้องยับยั้งทุกวิถีทาง

ทั้งนี้ เพราะเหตุที่เน้นความมั่นคงของศูนย์กลางภายใต้จินตนาการทางการเมืองแบบเอกรัฐ ความรู้และความเข้าใจชุดดังกล่าวจึงผลักให้ปัญหาชายแดนใต้เป็นเรื่องห่างไกล จากชีวิตของคนในเมืองหรือแม้กระทั่งคนส่วนใหญ่ของประเทศ หรือเป็นเพียงปัญหาเฉพาะของคนส่วนน้อย (เช่น ภาษา วัฒนธรรม ความเชื่อ) ที่คนส่วนใหญ่โดยเฉพาะที่อาศัยอยู่ในเขตใจกลางประเทศไม่มีอะไรเกี่ยวข้องด้วย ทว่าจริงๆ แล้วไม่ใช่ เพราะปัญหาที่ชาวมลายูมุสลิมในชายแดนใต้ประสบเป็นผลพวงของการจัดความสัมพันธ์ที่ไม่เสมอกันในสังคมไทยที่คนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ต่างประสบเหมือนกันเพียงแต่ในลักษณะที่แตกต่างกันออกไป เช่น คนส่วนใหญ่ในประเทศถือครองที่ดินในจำนวนที่ต่ำมากเมื่อเปรียบเทียบกับคนส่วนน้อยของประเทศที่ถือครองที่ดินส่วนใหญ่ สำคัญแต่เพียงว่าคนส่วนน้อยเหล่านี้เป็นชนชั้นนำทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ขณะที่คนส่วนใหญ่เป็นชนชั้นล่างไปจนถึงชนชั้นกลางระดับล่าง

นอกจากนี้ ผลการสำรวจช่องว่างรายได้ระหว่างคนจนกับคนรวยในประเทศไทยล่าสุดโดยธนาคารโลก พบว่าห่างกันถึง 15 เท่า จะเป็นรองก็แต่เฉพาะประเทศโคลอมเบีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีลักษณะไร้ขื่อแปสูง มากเท่านั้น ทั้งนี้ แม้ที่ผ่านมาชาวมลายูมุสลิมในจังหวัดชายแดนใต้ไม่สู้จะเคลื่อนไหวในประเด็น ปัญหาปากท้องหรือทรัพยากรเหมือนเช่นคนระดับล่างๆ ส่วนใหญ่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่ประสบปัญหาเหล่านี้ ตรงกันข้าม พวกเขาประสบปัญหาในเรื่องเหล่านี้มาอย่างต่อเนื่อง แต่สาเหตุที่พวกเขาไม่ปิดถนนหรือเดินขบวนประท้วงเมื่อราคายางพารา ผลไม้ หรือกุ้งตกต่ำก็เพราะว่าพวกเขาไม่ต้องการตกเป็นเป้าเพ่งเล็งจากเจ้าหน้าที่ รัฐมากไปกว่านี้ เพราะลำพังเฉพาะการเคลื่อนไหวในปัญหาเชิงอัตลักษณ์หรือวัฒนธรรม เช่น ศาสนา และชาติพันธุ์ ก็สร้างความยากลำบากในการดำเนินชีวิตให้กับพวกเขามากพออยู่แล้วจนส่วนใหญ่ เลือกที่จะปิดปากเงียบเสียมากกว่า

อย่างไรก็ดี แม้ชาวมลายูมุสลิมในชายแดนใต้ไม่สู้จะเคลื่อนไหวเรียกร้องในที่สาธารณะ (ส่วนหนึ่งก็ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น) แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่สนใจติดตามข่าวสารบ้านเมืองหรือเป็นผู้ที่มี ความเฉื่อยชาทางการเมืองแต่อย่างใด ตรงกันข้าม พวกเขาให้ความสำคัญกับความเป็นไปในประเทศนี้ค่อนข้างมาก การคุยหรือแม้กระทั่งการถกเถียงกันเรื่องการเมืองระดับชาติในร้านน้ำชาใน หมู่บ้านเป็นเรื่องปกติ ขณะที่ร้านน้ำชาบางร้านในหมู่บ้านเปิดโทรทัศน์รายการข่าวเพื่อเอาใจ “คอการเมือง” เป็นการเฉพาะ และมีอยู่บ่อยครั้งที่ “คนนอก” อย่างผมต้องทำตัวเป็นนักวิเคราะห์ข่าวสมัครเล่นเมื่ออยู่ในร้านน้ำชาเหล่า นี้เพราะไม่สามารถ “ขัดศรัทธา” บรรดา “คอการเมือง” ที่ว่านี้ได้

นอกจากนี้ ขณะที่ผู้เรียกร้องประชาธิปไตยในเขตใจกลางประเทศจำนวนมากยังไม่เห็นหรือยัง ไม่ได้เชื่อมโยงสิ่งที่เคลื่อนไหวเรียกร้องเข้ากับปัญหาชายแดนใต้ ชาวมลายูมุสลิมในชายแดนใต้จำนวนไม่น้อยเห็นว่าปัญหาทั้งสองเป็นเรื่องเดียว กัน คือ ปัญหาความเป็นธรรม พวกเขาเห็นว่าปัญหา “สองมาตรฐาน” โดยเฉพาะที่เกิดขึ้นในส่วนของการบังคับใช้กฎหมายและในกระบวนการยุติธรรมเป็น ปัญหาเกี่ยวกับความไม่เป็นธรรมซึ่งพวกเขาเผชิญอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันและเป็น เวลานานมาแล้ว ต่างกันแต่เพียงว่าความไม่เป็นธรรมที่พวกเขาได้รับไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะใน แง่ของการเมืองเลือกตั้งและกระบวนการยุติธรรม (โดยเฉพาะข้อหลังซึ่งมีความรุนแรงอย่างมาก) หากแต่เป็นความไม่เป็นธรรมทางสังคมและวัฒนธรรมที่แฝงฝังอยู่ในชีวิตประจำวัน ซึ่งกินความตั้งแต่ชื่อที่ตั้ง ภาษาที่ใช้ โรงเรียนที่เข้า หนังสือที่อ่าน ไปจนถึงรายการโทรทัศน์ที่ดู ฉะนั้น จึงเป็นสิ่งที่เข้าใจได้หากพวกเขาจะยินดีด้วยเมื่อเห็นข่าวการยืดคืนสถานี ทวนสัญญาณโทรทัศน์ไทยคมจากทหารประสบความสำเร็จ รวมทั้งแสดงความเห็นใจเมื่อเห็นข่าวการล้อมปราบผู้เรียกร้องประชาธิปไตยที่ ราชประสงค์เมื่อปีกลาย

เพราะเหตุนี้ ความท้าทายจึงตกอยู่ที่ฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตยโดยเฉพาะที่อยู่ในเขตใจกลางของประเทศว่าจะสลัดพันธนาการชิ้นสำคัญที่รัดรึงอยู่นี้อย่างไร เพราะสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ชนชั้นนำไทยประสบความสำเร็จในการปกครองก็คือ การอาศัยกลวิธีทางวัฒนธรรมแสดงให้เห็นว่าพวกเขาปกป้องและมีผลประโยชน์ร่วม กันกับประชาชนส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นในเชิงศาสนาหรือชาติพันธุ์ ซึ่งในแง่หนึ่งก็ส่งผลให้ผู้ที่มีลักษณะทางสังคมและวัฒนธรรมแตกต่างออกไป เช่นชาวมลายูมุสลิมในชายแดนใต้กลายเป็น “คนอื่น” ที่ยากจะเข้าใจ น่าสงสัย และฉะนั้นจึงจำเป็นต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของศูนย์กลางอย่างเข้มงวด ทว่ากลวิธีทางวัฒนธรรมเช่นนี้อำพรางการจัดความสัมพันธ์ที่ไม่เสมอกันที่ทั้ง คนส่วนใหญ่ของประเทศและคนส่วนน้อยเช่นชาวมลายูมุสลิมต่างอยู่ในตำแหน่งที่ ถูกเอารัดเอาเปรียบพอกัน ฉะนั้น แทนที่จะส่งทหารประเภทกเฬวรากลงไปชายแดนใต้

สิ่งที่คนส่วนใหญ่ในประเทศโดยเฉพาะผู้เรียกร้องประชาธิปไตยพึงเรียกร้องคือ การลดจำนวนทหารหรือลดอำนาจกองทัพในพื้นที่ลง ซึ่งไม่เพียงแต่จะสอดคล้องกับข้อเสนอลำดับต้นๆ ของชาวมลายูมุสลิมส่วนใหญ่ในการคลีคลายเหตุการณ์ความไม่สงบในชายแดนใต้ หากแต่ยังเป็นไปในทิศทางเดียวกับวิธีการแก้ปัญหาวิกฤติการเมืองของประเทศใน ขณะนี้ที่หนึ่งในนั้นคือการให้ทหารกลับเข้ากรมกอง ไม่ใช่ออกมาเข้าแถวตบเท้าข่มขู่ประชาชนอย่างเช่นทุกวันนี้

ที่มา:คอลัมน์ คิดอย่างคน หนังสือรายสัปดาห์ มหาประชาชน ประจำวันที่ 29 เมษายน - 5 พฤษภาคม 2554

สหภาพแรงงานในเนปาลเรียกร้อง “อภิสิทธิ์” ให้ปลดปล่อย “สมยศ”

ที่มา ประชาไท

สมาพันธ์สหภาพแรงงานกลางเนปาล ส่งจดหมายถึงนายกรัฐมนตรีไทยเรียกร้องให้ปล่อยตัวนายสมยศ พฤกษาเกษมสุขทันที ชี้การไม่ยอมให้ประกันตัวนายสมยศเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างไม่อาจยอมรับได้

เมื่อวันที่ 4 พ.ค. ที่ผ่านมา สมาพันธ์สหภาพแรงงานเนปาล (General Federation of Nepalese Trade Unions - GEFONT) นำโดยนายอุเมศ อุปัทยา (Umesh Upadhyaya) เลขาธิการทั่วไปของสมาพันธ์ GEFONT ได้เขียนจดหมายเปิดผนึกถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวเรื่อง “ปล่อยตัวสมยศ”

โดยเนื้อความในจดหมายระบุว่า ขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีปล่อยตัวนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ซึ่งถูกจับเมื่อ 30 เม.ย. และถูกควบคุมตัวที่เรือนจำกลางคลองเปรม กรุงเทพฯ ทันที

ในจดหมายระบุว่าทางสหภาพแรงงานรู้จักนายสมยศผ่านบทบาทของเขาในขบวนการสหภาพแรงงานในระดับสากล และผ่านบทบาทของนายสมยศที่ทำกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชนและสิทธิแรงงานโดยตลอด นอกจากนี้นายสมยศยังเป็นพลเมืองที่มีความเชื่อมั่นต่อหลักการสิทธิมนุษยชน ดังจะเห็นได้จากบทบาทสื่อมวลชนอิสระและผลงานทางวิชาการของเขา

พวกเราทราบว่านายสมยศถูกจับในข้อหาหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ พระราชินี และองค์ราชทายาท ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งนายสมยศปฏิเสธข้อกล่าวหานี้ นอกจากนี้นายสมยศยังไม่ทราบว่าก่อนหน้านี้มีการออกหมายจับ และปฏิเสธอย่างหนักแน่นว่าเขาไม่ได้ขัดขืนหมายจับ

ในจดหมายเปิดผนึกของสหภาพแรงงาน ยังระบุด้วยว่า พวกเขาทราบว่า ศาลอาญาได้เห็นด้วยกับคำสั่งของศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ที่ให้ขยายเวลาควบคุมตัวนายสมยศไปอีก 12 วัน โดยในจดหมายของสหภาพแรงงานเนปาลกล่าวด้วยว่า นี่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อนายสมยศอย่างไม่อาจยอมรับได้ โดยเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวนายสมยศทันที และอนุญาตให้เขาเตรียมการต่อสู้ข้อกล่าวหาทางคดี

ที่มา: ประชาไทแปลและเรียบเรียงจาก Release Somyot Now!, General Federation of Nepalese Trade Unions – GEFONT, 04/05/2011 http://www.gefont.org/activity_detail.php?flag=3&id=712

ฉยับ pdf http://www.gefont.org/uploads/activities/712_gefont%20%20Protest%20letter.pdf

ช็อตเด็ดวันนี้:เบื้องหลังกองถ่ายเจ้าพ่อเสาไฟฟ้า

ที่มา Thai E-News

เบื้องหน้า

เบื้องหลัง



เบื้องข้าง(ถนน)