WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, May 7, 2011

คำถามถึงคนเสื้อแดงต่อยุทธศาสตร์สองขาของ นปช.

ที่มา ประชาไท

เมื่อวานชมรายการ ”เรื่องเด่นเย็นนี้” ที่สรยุทธ สุทัศนจินดาสัมภาษณ์ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุลเกี่ยวกับการเมืองไทยและการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น มีอยู่หลายครั้งที่ทั้งพิธีกรและวิทยากรพูดถึงอำนาจนอกระบบที่เข้ามาแทรกแซง ระบอบการเมืองไทย พูดถึงความไม่แน่นอนของการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น มีอยู่ตอนหนึ่งที่วิทยากรพูดบอกว่า

“ถ้าหากว่าเรามีความสามารถในการแข่งขันฟุตบอลกันตามกติกา ไม่ตีกัน แข่งบอลกันไปได้ กรรมการตัดสินก็ยอมรับ รปภ.จะมายุ่งได้ยังไง รปภ.ของสนามจะมายุติการแข่งขันได้ยังไง ที่ผ่านมารปภ.มายุ่งได้เพราะแข่งบอลกันไม่เป็น แข่งบอลกันไม่ได้ ทำนองเดียวกันรปภ.ก็อย่ามายุ่ง ให้เขาแข่งกันไปตามวิถีทางในประชาธิปไตย”

หมายถึงว่าถ้านักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งไม่สามารถทำหน้าที่ของตัวเอง ตามกติกาที่มีอยู่ได้ ก็จะเปิดโอกาสให้ “รปภ.” หรืออำนาจนอกระบบนั้นเข้ามาแทรกแซงได้ อย่างการทำรัฐประหาร หรือการแทรกแซงผ่านระบบศาลก็ดี

เลยสะกิดใจทำให้นึกถึงการสนทนาที่มีกับเจ้าหน้าที่สถานทูตจากประชาคมยุโรป สามประเทศเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ในการพูดคุยฝ่ายเราประกอบด้วยตัวแทนจากกลุ่ม นปช.หลายคน รวมทั้งนักวิชาการและนักกิจกรรมที่เคลื่อนไหวในแนวทางของคนเสื้อแดง แกนนำ นปช.และผมพูดระหว่างการสนทนาหลายครั้งถึงการแทรกแซงของอำนาจนอกระบบ โดยเฉพาะเมื่อเจ้าหน้าที่ทูตถามว่าถ้าในการเลือกตั้งครั้งนี้ผลออกมาเป็น อย่างไร กลุ่มคนเสื้อแดงหรือ นปช.จะยอมรับผลนั้นหรือไม่ และถ้าพรรคของคนเสื้อแดงหรือพรรคเพื่อไทยได้รับเลือกตั้งเข้ามาเป็นเสียง ส่วนใหญ่ พรรคเพื่อไทยจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้หรือไม่

คำตอบของแกนนำ นปช. ก็คล้ายกับที่ผมคิดในใจ จากประสบการณ์การเมืองที่ผ่านมา มันช่างหาความแน่นอนอะไรไม่ได้ มีการแทรกแซงจากสิ่งที่เราเรียกว่า “อำนาจนอกระบบ” ก็ดีหรือที่เรียกกันติดปากว่า “ระบอบอำมาตย์” จนทำให้กระบวนการที่เราคิดว่าเป็นประชาธิปไตยต้องสะดุดหยุดลง ตัวอย่างที่เราอ้างถึงในวันนั้นก็คือการที่รัฐบาลชุดปัจจุบันนั้นมาจากการกด ดันของฝ่ายอำนาจเก่าและทหาร หรือที่เรามักล้อกันว่าเป็นรัฐบาลที่จัดตั้งกันในค่ายทหารนั่นแหละ

หลังจากที่ฟังความเห็นเช่นนี้หลายครั้ง ตัวแทนการทูตจากประชาคมยุโรปในวันนั้นบอกว่าตนเองติดตามสถานการณ์เมืองไทย และเห็นการแทรกแซงเช่นนี้มาตลอด แต่คำถามก็คือว่า “ทำไมนักการเมืองของพรรคเพื่อไทย และนักการเมืองพรรคอื่น ๆ ปล่อยให้อำนาจนอกระบบเข้ามาแทรกแซงได้แบบนี้” เขายังตั้งคำถามต่อไปว่า “จริง ๆ แล้วทหารเอาปืนมาจี้หัวให้นักการเมืองทำตามคำสั่งพวกเขาหรือ จริง ๆ แล้วทหารขู่ที่จะฆ่าครอบครัวนักการเมืองหรือ ทำไมนักการเมืองหรือสส.เหล่านั้นจึงไม่ขัดขืนคำสั่งของอำนาจนอกระบบเหล่า นี้”

เมื่อฟังครั้งแรกผมรู้สึกเป็นคำถามที่ไร้เดียงสามาก เพราะเราก็รู้อยู่ว่าอำนาจนอกระบบนั้นมีอิทธิพลมากเพียงใด แต่เมื่อมาฟังที่อาจารย์ปริญญาให้สัมภาษณ์สรยุทธเมื่อวาน และพูดถึงบทบาทของ “รปภ.” ก็อดนึกย้อนหลังไปไม่ได้ว่าสิ่งที่นักการทูตถามและท้าทายก็ดูจะมีความจริง อยู่มาก

คำถามของเขาเป็นการท้าทายว่า "แล้วที่ผ่านมานักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหลาย ทำหน้าที่อะไรบ้างเพื่อต่อต้าน “อำนาจนอกระบบ” หรือ “ระบอบอำมาตย์” ที่ว่า พวกเขาได้ใช้อำนาจของตนในฐานะเป็นผู้แทนปวงชนเพื่อออกมาคัดค้านหรือถ่วงดุล การแทรกแซงอำนาจเหล่านี้อย่างไรบ้าง"

เมื่อมองย้อนกลับไป กลับรู้สึกไม่ได้ว่า สิ่งที่นักการเมืองหรือพรรคการเมืองอย่างพรรคเพื่อไทย หรือพรรคใหญ่อื่น ๆ คาดหวังออกจะเป็นการผลักดันให้กลุ่มคนทั่วไป หรือกลุ่มคนเสื้อแดงหรือนปช.ออกมาเคลื่อนไหวตามท้องถนน เพื่อต่อต้าน “อำนาจนอกระบบ” เช่นนั้นมากกว่า และนำไปสู่การสูญเสียต่างกรรมต่างวาระกัน นำไปสู่การสูญสิ้นซึ่งอิสรภาพ ดังจะเห็นได้จากการจองจำผู้เคลื่อนไหวทางการเมืองด้วยข้อหาที่ไม่เป็นสัดส่วนเหมาะสม

น่าสนใจว่ากลุ่มคนเสื้อแดงเองเคยตั้งคำถามหรือไม่ว่า “ยุทธศาสตร์สองขา” ที่อ้างว่าแยกการเคลื่อนไหวระหว่างพรรคการเมืองออกจากขบวนการคนเสื้อแดงนั้น อันที่จริงอาจเป็นแค่การตีฝีปาก หมายถึงว่าถ้ามีเรื่องอะไรร้าย ๆ ถ้ามีเรื่องอะไรที่เสี่ยงต่อความปลอดภัยของชีวิต ของทรัพย์สิน และที่สำคัญคือที่เสี่ยงต่อการสูญสิ้นอิสรภาพ นักการเมืองก็จะให้ประชาชนคนเสื้อแดงออกมาเคลื่อนไหว ส่วนตนเองรอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการเลือกตั้งทุกสี่ปี โดยการแสดงบทบาทในฐานะที่เป็นนักการเมืองตามระบอบประชาธิปไตย ก็แทบจะไม่เป็นชิ้นเป็นอันเอาเลย กลุ่มคนเสื้อแดงเคยตั้งคำถามเหล่านี้หรือไม่

คำถามอีกข้อที่สะกิดใจจากนักการทูตที่มาจากภาคพื้นที่มีระบอบประชาธิปไตยแบบ เลือกตั้งเข้มแข็งกว่าคือ เขาถามว่าในเมื่อแกนนำเสื้อแดงเคลื่อนไหวอย่างเข้มแข็ง ในเมื่อกลุ่มคนเสื้อแดงก็มีความสัมพันธ์กับพรรคการเมืองอย่างเช่น พรรคเพื่อไทยค่อนข้างชัดเจน ทำไมแกนนำเสื้อแดง อย่างเช่นแกนนำในระดับจังหวัดที่คุยด้วยในวันนั้น จึงไม่ลงเลือกตั้งเข้ามาเป็นผู้แทนทั้งในระดับท้องถิ่นหรือในระดับชาติ เพื่อพยายามผลักดันและพัฒนาให้ระบอบการเมืองแบบตัวแทนเข้มแข็งยิ่งขึ้น เป็นการส่งเสริมการต่อสู้กันในระบบ

เช่นกัน ในวันนั้นผมรู้สึกเป็นคำถามที่ธรรมดาสามัญมาก แต่ในวันนี้อดรู้สึกไม่ได้ว่ามีความจริงอยู่มาก ถ้าคนเสื้อแดงต้องการต่อสู้เพื่อสถาปนาระบอบประชาธิปไตยที่เข้มแข็งอย่าง จริงจัง ทางเลือกของการเคลื่อนไหวที่สำคัญก็คงรวมถึงการขับเคลื่อนให้ระบบตัวแทนที่ เป็นอยู่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่จะเป็นไปได้ ถ้าพวกเขาไม่ลงมาเป็นตัวแทนปวงชนเองเสียแล้ว ก็คงจะต้องไปกดดันตัวแทนที่พวกเขาเลือกเข้ามาเพื่อให้แสดงบทบาทต่อสู้ขับ เคลื่อนอย่างเต็มที่เช่นเดียวกัน คงไม่ใช่ปล่อยให้เกิดลักษณะการขับเคลื่อนแบบ “สองขา” ที่ฝ่ายหนึ่งได้เป็นส่วนใหญ่ แต่อีกฝ่ายหนึ่งเสียเป็นส่วนใหญ่เช่นกัน

ตั้งคำถามแบบนี้ คนที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยจะโกรธหรือไม่

7 พฤษภาคม 2554

จากบทความเดิมชื่อ: ถ้านักฟุตบอลในสนามเล่นห่วย รปภ.ก็จะเข้ามาควบคุมเอง

เกษียร เตชะพีระ: ธรรมาภิบาล VS ประชาธิปไตย สังคมไทยต้องเลือก ?

ที่มา ประชาไท

ในงานชุมนุมปาฐกถา ‘ชาญวิทย์ เกษตรศิริ’ ในวาระอายุ 70 ปี ‘เกษียร’ ปาฐกถา เรื่อง “ธรรมรัฐ/ธรรมาภิบาล: จากไอเอ็มเอฟสู่ใต้ร่มธรรมราชา”

เกษียร เตชะพีระ จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เริ่มต้นกล่าวถึงชาญวิทย์ เกษตรศิริ ว่า เป็น 1 ในครู 4 คนที่เปลี่ยนวิธีมองโลกของตน พร้อมระบุว่าหลังรัฐประหาร ชาญวิทย์ถือเป็นหลัก เป็นที่พึ่ง เป็นแบบอย่างของนักวิชาการรุ่นลูกหลาน เพราะยึดมั่นในหลักบางอย่าง ซึ่งตนวิคราะห์ได้ว่าคือ 1.ชาญวิทย์เข้าใจว่าเป้าหมายทางการเมืองที่สุดโต่งจะทำลายมากกว่าสร้างสรรค์ ต่อให้เป็นเป้าหมายที่ดี 2.ยึดหลักวิธีการสำคัญกว่าเป้าหมาย ในระยะที่ผ่านมา ในนามของเป้าหมายที่ดี สังคมไทยไม่เลือกวิธีการ รัฐประหารก็ทำ ความรุนแรงก็ใช้ โกหก ใส่ร้าย ป้ายสี ดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เช่น การรัฐประหารของ ‘คะป๊ก’ (คปค.) อยากต่อต้านคอร์รัปชั่น ฟื้นฟูความสามัคคี ปกป้องสถาบัน จนปัจจุบันถามว่าทั้งหมดเกิดขึ้นหรือไม่ด้วยวิธีการรัฐประหาร 3.ชาญวิทย์พิสูจน์ให้เห็นว่าคำโกหกป้ายสีผู้อื่นไม่ยั่งยืน

“บทเรียนสำคัญจากอาจารย์ชาญวิทย์คือ พลังการเมืองใดละทิ้งหลักการเหล่านี้ ถึงชนะใหญ่โตก็ชั่วครู่ชั่วยาม ไม่ยั่งยืน รังแต่พ่ายแพ้ เพลี่ยงพล้ำ เสื่อมถอย แตกแยก หดเล็กในระยะยาว เราพอเห็นกันอยู่ว่าตอนนี้ใช้วิธีการเลวร้ายทำลายพวกพ้องตัวเองแล้วตอนนี้ สุดท้ายวิธีการเลวร้ายดังกล่าวจะทำลายตัวผู้ใช้เองในที่สุด”

เกษียรได้เข้าสู่การบรรยายในหัวข้อ “ธรรมรัฐ/ธรรมาภิบาล: จากไอเอ็มเอฟสู่ใต้ร่มธรรมราชา”โดยระบุว่าอยากวิจารณ์การนำเข้ามาเรื่องธรรมาภิบาลในสังคมไทย จากมุมมองทางการเมืองวัฒนธรรมไทย รวมทั้งการนำไปใช้ และการเคลื่อนเวลาใช้จริง ซึ่งแนวคิดบางส่วนนำมาจากบทความ Words in Motion โดยเริ่มต้นแนะนำลัทธิช็อกแห่งเสรีนิยมใหม่ อ้างจากแนวคิด ‘มิลตัน ฟรีดแมน’ ซึ่งนาโอมิ ไคลน์ นักวิชาการฝ่ายซ้ายตีความว่าเป็นลัทธิช็อกซึ่งมีหลักการในการทำการตลาดแนวคิดเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่กับนักการเมือง โดยฉวยใช้วิกฤตไปผลักดันนโยบายที่เอื้อกับเอกชน ขณะที่ฟรีดแมนพูดถึงลัทธินี้ว่า มีแต่วิฤตเท่านั้นที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงได้ มันจะเกิดจากความคิดที่เรียงรายล้อมรอบ เราต้องพัฒนาทางเลือกต่างๆ จากนโยบายเดิม ประคับประคองเผื่อไว้ จนกว่าสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ทางการเมืองกลายเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ในทางการเมือง

สำหรับเมืองไทยและเอเชียตะวันออกนั้นมีภาวะช็อกตอนมีวิกฤตต้มยำกุ้ง ทางเลือกถูกยัดเยียดมาจากภายนอก โดยไอเอ็มเอฟ ทำให้แนวนโยบายของรัฐต้องเปลี่ยนไปเพราะเงื่อนไขการกู้เงินไอเอ็มเอฟ ต้องเปิดเสรี ถามว่าอะไรคือกระบวนท่าตั้งรับกับการช็อค สิ่งเราใช้มาตั้งแต่ ร.5 คือ รับรูปแบบไว้ก่อน เช่น มีระบบราชการ ประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญ ทุนนิยม เสรีนิยมใหม่ แต่เนื้อหาเราเลือกบางอย่าง แล้วโยนทิ้งบางอย่าง โดยใช้เกณฑ์ “การรักษาไว้ซึ่งโครงสร้างอำนาจเดิม” ในการคัดเลือก

จากนั้นเกษียรเสอนให้เห็นถึงความสำคัญในการแปลศัพท์ใหม่ๆ ที่สังคมไทยรับจากภายนอกให้เป็นภาษาไทย โดยชนชั้นนำยึดหลัก คุมคำ > คุมความหมาย > คุมความคิด >คุมคน โดยยกตัวอย่างคำเช่น ประชาธิปไตย ซึ่งปัจจุบันเรียกติดปากว่า ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข แต่ความหมายเดิมที่ ร.6 แปลเป็น ประชาธิปตัย ซึ่งหมายถึง รีพลับริก อันหมายถึง ไม่มีพระเจ้าแผ่นดิน มีแต่ราษฎร แต่คำว่าประชาธิปไตยมันเกิดขึ้นมาได้เพราะการประนีประนอมกับคณะราษฎร ทำให้เปิดช่องความเป็นไปได้ให้ใช้คำอย่างปัจจุบัน 6

เกษียรยกตัวอย่างต่อว่า ในยุคหลังก็มีหลายคนที่เป็กันชนรับแรงช็อคแบบไทยๆ โดยยกตัวอย่างคำว่า “ธรรมรัฐ” ซึ่งชัยวัฒน์ สถาอานันท์นิยามให้ธรรมะมีอำนาจกำกับรัฐ ธีรยุทธ บุญมี นิยามอีกแบบหนึ่งว่าเป็นการหาฉันทามติร่วมกันระหว่างรัฐ เอกชน ประชาสังคม ขณะที่อานันท์ ปันยารชุน นิยามว่าเป็นการเน้นเรื่องการจัดการ ประสิทธิภาพ ไม่เกี่ยวกับการเมือง แต่ประเวศ วะสี หมายความไปถึงชุมชนนิยม ถักทอสายใยสังคมเพื่อเพิ่มพลังของประชาสังคม

“ไอเอ็มเอฟคงงง ส่งคำนี้มาแล้วแตกเป็น 5 เจ้า” เกษียรกล่าว

เกษียร กล่าวต่อว่า 14 ปีต่อมา ผลของการผลิตคำพวกนี้สู้ไอเอ็มเอฟได้แค่ไหนนั้น เขาเห็นว่าพอต้านทานไว้ได้บางส่วน แม้มีแรงต้านจากภาคประชาสังคมแต่ทุกอย่างก็ดำเนินไป เมื่อมาถึงยุค พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ได้เดินนโยบายโลกาภิวัตน์เสรีนิยมใหม่ แต่บริหารจัดการเอง ไม่ใช่เอาแต่ทำตามคำสั่ง แต่ก็เอาโอกาสใหม่ๆ ให้พวกพ้อง จึงถูกโค่นโดย คปค. จากนั้นรัฐบาล พล.อ.สรยุทธ์ จุลานนท์ ยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในทางปฏิบัติแปลว่า เศรษฐกิจโลกภิวัตน์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ไม่ได้ปิดตลาด แต่ความเสี่ยงต้องอยู่ใต้บริหารจัดการโดยรัฐไทยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

ด้านเอ็นจีโอ แรงงาน ปัญญาชน ก็ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกนิติบัญญัติ (สนช.) จำนวนมาก พลังเหล่านี้แยกกันปฏิรูป มีความพยายามยกเลิกร่างกฎหมายการแปรรูป แม้ไม่สำเร็จทั้งหมด แต่หลังจากนั้นดูเหมือนการแปรรูปดูเหมือนจะหยุดไป ส่วนคำว่าธรรมรัฐถูกทำให้เป็นยาสามัญประจำบ้าน แปลใหม่เป็นธรรมาภิบาล และไปอยู่ในกลไกราชการด้วย

เกษียรกล่าวว่า การทำให้ธรรมรัฐเป็นเรื่องการเมือง ใน 4-5 ปีนี้ ตกอยู่ใต้อำนาจนำของพลังภาคประชาชน-ราชาชาตินิยม ธรรมรัฐ ถูกใช้เป็นคำขวัญต่อต้านคอร์รัปชั่นโดยทั่วไป และถูกใช้ต่อต้านทักษิณเป็นการเฉพาะ ทำให้คำนี้พลิกผันไปตามสถานการณ์การเมือง สุดท้าย พลังการเมืองบางกลุ่มได้นำคำนี้ไปใช้ จนมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของพลังแอนตี้ประชาธิปไตย

จากนั้น เกษียร ยกตัวอย่างการกล่าวถึงและให้ความหมายของ “ธรรมรัฐ” โดยบุคคลต่างๆ เช่น ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กล่าวเมื่อ 2547 อธิบายว่า ธรรมรัฐแบบไทยเกิดก่อนตะวันตกหลายสิบปี ดังปรากฏในปฐมบรมราชโอการในพระราชพิธีบรมราชาภิเสกที่ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” นี่คือกุศโลบายแบบฉบับของอนุรักษนิยมในการรับมือกับวาทกรรมต่างชาติว่า “ไม่มีอะไรใหม่”
ขณะที่สมุดปกขาว คมช. (2549) ก็มีการอ้างว่าถึงเหตุผลในการทำรัฐประหารว่าการบริหารประเทศด้วยเครื่องมือในระบอบประชาธิปไตย คลายเคลื่อนไปจากหลักการที่แท้จริงโดยขาดธรรมาภิบาล ทำให้คำว่าธรรมรัฐกลายเป็นส่วนหนึ่งของวาทกรรมว่าทำไมต้องโค่นประชาธิปไตย

“พูดราวกับธรรมาภิบาลกับประชาธิไตยเป็นคนละเรื่อง” เกษียรกล่าว และยังยกตัวอย่างการอ้างธรรมรัฐของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) และอดีต ส.ว.รสนา โตสิตระกูล ที่มีบทบาทในการใช้คำนี้ในการโค่นอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร

เกษียรกล่าวปิดท้ายปาฐกถาว่า จากที่กล่าวมาอาจสรุปเรื่องประชาธิปไตยกับธรรมรัฐว่า อย่างเบา คือ เป็นคนละเรื่อง แต่อย่างหนัก คือ ไปกันไม่ได้ ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

เรียบเรียงจากงานมุทิตาจิต “ชุมนุมปาฐกถา 70 ปี ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ” ที่หอประชุมบูรพา ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ วันที่ 7 พ.ค.54

เคราแพะสารภาพสิ้นไส้โจกลิ้มชูVOTE NOปูทางรัฐประหาร อ้างเหตุ'เบื้องบน'เล่นไพ่หลายหน้า

ที่มา Thai E-News



"หลังจากกองทัพยืนยันไม่ทำปฏิวัติแน่ กระแสโหวตโนก็มาแรง คุณสนธิพูดในที่ประชุม 5 แกนนำพันธมิตรว่าไม่อยากเลือกตั้ง อยากให้มีการเปลี่ยนแปลงแล้ว ไม่อยากกินยาแทนใครแล้ว เบื้องบนเล่นไพ่หลายหน้า ผมก็มาคิดว่าเอ๊ะแบบนี้แปลว่าอะไร "( ช่วงท้ายชมคลิป สนธิลิ้มVSทักษิณ วิวาทะ ก้าวข้าม 3 เรื่องกลับมาเป็นเพื่อนกันได้ )

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
7 พฤษภาคม 2554
นายสมศักดิ์ โกศัยสุข หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ กล่าวในรายการ “ตอบโจทย์” ทางไทยพีบีเอสว่า สาเหตุที่ตนลาออกจากแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เนื่องจากว่าเมื่อตอนรับตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่แล้วต้องทำตามกฎหมายพรรคการเมือง ในการเตรียมการเลือกตั้งใหญ่ แต่ในการประชุมแกนนำพันธมิตรฯ เมื่อวันที่ 16 มีนาคมที่ผ่านมา ในที่ประชุมมีการเสนอว่าไม่ต้องการให้มีการเลือกตั้ง ต้องการสร้างกระแสเพื่อไม่ให้มีการเลือกตั้งแล้วหลังจากนั้นก็มีการเสนอมาอีกให้โหวตโน ตนเป็นหัวหน้าพรรค ตามกฎหมายการโหวตโนไม่ผิดกฎหมาย แต่ตนต้องไปประชุมกรรมการสาขา กรรมการบริหารพรรค ซึ่งนายสนธิก็รับได้ ถ้ามีมติตรงกันก็โอเค แต่ถ้ามีมติไม่ตรงกันก็ต้องเคารพกัน ทุกคนก็ยอมรับ

"คุณสนธิพูดในที่ประชุม 5 แกนนำพันธมิตรว่าไม่อยากเลือกตั้ง อยากให้มีการเปลี่ยนแปลงแล้ว ไม่อยากกินยาแทนใครแล้ว เบื้องบนเล่นไพ่หลายหน้า ผมก็มาคิดว่าเอ๊ะแบบนี้แปลว่าอะไร ก็สังเกตว่ากระแสให้โหวตโนมาแรงหลังจากที่กองทัพยืนยันว่าไม่มีปฏิวัติรัฐประหารแน่"

เมื่อตนมาประชุมวันที่ 22 เมษายน มติกรรมการศูนย์สาขาทั่วประเทศก็ยืนยันว่าให้ส่งลงเลือกตั้ง พอวันที่ 23 ก็เริ่มมีการกล่าวหาตนและพรรคการเมืองใหม่ จากวันนั้นถึงวันนี้ก็กล่าวหาหลายเรื่อง ในวันที่ 24 ตนได้ไปแจ้งมติของพรรค แต่ก็มาโจมตีกล่าวร้ายกัน ทางสมาพันธ์รัฐวิสาหกิจทุกคนก็ยุติการขึ้นเวทีของพันธมิตรฯ

นายสมศักดิ์กล่าวว่า ในการประชุมแกนนำพันธมิตรฯ ที่จะไม่ให้มีการเลือกตั้งนั้น มีการคุยกัน มีรายชื่อบุคคล เพื่อเตรียมการไว้หากมีการใช้วิธีนอกรัฐธรรมนูญ ซึ่งตนเป็นนักประชาธิปไตย ไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจ ต่อต้านเผด็จการ ตนในฐานะหัวหน้าพรรคและสมาพันธ์รัฐวิสาหกิจฯ ก็ได้ประชุมกันและมีมติให้ตนกลับมา เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับแนวทางนั้น ส่วนเรื่องการปฏิวัติ 19 กันยายน ตนก็ไม่เห็นด้วย แต่วันนั้นตนไม่อยู่ในประเทศไทย ตนไม่รู้เรื่อง ส่วนหลังจากปฏิวัติแล้วนั้นที่ไม่ออกมาต่อต้าน นายสมศักดิ์กล่าวว่า ใครจะกล้าออกมา มีปืนมีรถถัง ใครจะกล้าต่อต้าน
เวทีชุมนุมพันธมิตรในปัจจุบัน

นายสมศักดิ์กล่าวว่า การรณรงค์โหวตโน คนที่ได้ประโยชน์คือพรรคเพื่อไทยมากกว่า เพราะฐานเสียงของเขานิ่ง และถ้าเขาได้เป็นรัฐบาล พันธมิตรฯ ก็จะออกมาอีก รัฐบาลก็จะปราบปราม ประชาชนก็จะถูกยิงถูกฆ่าอีก ถ้าเราได้เสียงโหวตโนมากๆ ตนเห็นภาพว่าจะมีการให้คนมาชุมนุม ให้คนไปต่อต้านรัฐบาลว่ามาโดยไม่ชอบ ก็จะเกิดเหตุการณ์ซ้ำซากวนเวียนกันเหมือนในอดีต ส่วนการชุมนุม 193 วัน นายสมศักดิ์กล่าวว่า เป็นเรื่องเฉพาะกิจ ส่วนการถอนตัวรั้งนี้ตนไม่ได้ทำลายพันธมิตรฯ แต่ตนไม่เห็นด้วย ซึ่งเป็นเสรีภาพ เป็นสิทธิ เราไม่เห็นด้วย เราไม่เอาด้วย

ส่วนประเด็นว่ารับงานใครมาหรือไม่ นายสมศักดิ์กล่าวว่า ตนมีมวลชน เคลื่อนไหวมายาวนาน เมื่อองค์กรถอนก็ต้องถอนตามองค์กร ทำไมถึงต้องขึ้นไปด่ากัน เมื่อ ตกลงกันแล้ว ซึ่งตนสงสัยว่าตอนเริ่มต้น เรียกร้องเรื่องเขาพระวิหาร ให้ยกเลิกเอ็มโอยู ให้ถอนตัวจากมรดกโลก ผลักดันเขมรออกไป ตอนหลังมาเปลี่ยนโจทย์ เราวิเคราะห์ได้ว่าทิศทางที่กำลังไปไม่เหมาะสม โดยการสนับสนุนไม่ให้มีเลือกตั้ง

ส่วนเรื่องพรรคการเมืองใหม่ นายสมศักดิ์กล่าวว่า พรรคการเมืองใหม่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ เป็นของสมาชิกพรรค ส่วนเรื่องที่นายสนธิบอกว่าบริจาคให้พรรค 3 ล้านบาท ตอนนี้กำลังให้ตรวจสอบย้อนหลัง ตอนนี้ยังไม่พบว่ามี และถ้าไม่มีแสดงว่านายสนธิเอาเงินไปให้ใคร ต้องมีคนอมเงินบริจาคไป ซึ่งตนไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน ตอนนี้ข้างนอกมาโจมตีให้คนลาออกจากพรรค สำหรับเรื่องจุดแตกหักกับพันธมิตรฯ นายสมศักดิ์กล่าวว่า ความเป็นอิสระของพรรคการเมืองใหม่อยู่ภายใต้กฎหมาย ถ้าถูกสั่งซ้ายหันขวาหัน ถ้าถูกสั่งได้พรรคนี้ก็เป็นพรรคนอมินี พรรคกาเมืองใหม่ตั้งขึ้นมามีสมาชิกทั้งที่เป็นพันธมิตรฯ และไม่ใช่พันธมิตรฯ นายสมศักดิ์กล่าวว่า การต่อสู้ต้องพิสูจน์ การตั้งพรรคการเมือง ถ้ามีคนดีก็ดำเนินการไปได้ ตอนนี้มีปัญหา มีคนนอกเข้าไปกดดัน มีปัญหาก็ต้องปรับปรุง แก้กันไป จะโหวตโนก็ว่ากันไป ทางนี้ก็ว่ากันไปตามกฎหมาย

"คุณสนธิก็โจมตีผมสารพัด ทำแบบนี้มันไม่ใช่มิตรแล้ว ตั้งพรรคก็ตั้งมาด้วยกัน ไม่ใช่ผมกระสันคนเดียว แต่พอตั้งพรรคแล้วไม่มีใครมาอยู่กับพรรคได้ซักคนเดียว สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ก็ไม่มา ทั้งที่มาได้ แต่ก็อยู่เป็นลูกน้องพรรคประชาธิปัตย์ไปด่าเขาไป พิภพ ธงไชยก็มาไม่ได้ ทั้งที่หากมาแล้วก็จะทำให้ได้รับเลือกตั้ง พลตรีจำลอง ศรีเมือง ก็กลัวว่ามาทำงานการเมืองแล้วจะทำให้รับเงินบริจาคเข้ามูลนิธิไม่ได้ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ก็ไม่เอา สรุปไม่มาซักคน คุณสนธิก็พูดว่าบริจาคเข้าพรรค 3 ล้าน ผมก็ไม่เคยเห็นเงินที่ว่า ไม่รู้ให้มาจริงหรือไม่จริง หากให้มาก็แสดงว่าโดนอม"

******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง

-ศพฟัดศพ!ลิ้มแฉล้านรับงานทำลายพธม. ส่งสาวกยึดพรรคการเมืองม้วยคืนโดนสมุนเคราแพะผลักอก

-“สมศักดิ์” ประกาศฟ้อง “ยะใส” แถลง ก.ม.ม.ไม่ลงเลือกตั้ง อ้างขัด รธน.

1 ปี 19 พฤษภาประชาภิวัฒน์รำลึก

ที่มา Thai E-News

ก่อนครบรอบเหตุการณ์ 1 ปี 19 พฤษภาคม 2553 ไทยอีนิวส์นำเสนอรายงานปริทรรศน์ชุด Count Down:1 ปี 19 พฤษภาประชาภิวัฒน์รำลึก เป็นตอนๆ เริ่มจากรายงานชิ้นนี้

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
7 พฤษภาคม 2554



ความสูญเสีย-สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฏราชกุมาร เสด็จรดน้ำศพพ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ 10 เมษายน ขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมแบกโลงสหายของพวกเขาที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์เดียวกัน และสุดจะกลั้นน้ำตาไว้ได้
********


1.ลงขันเข้ากรุง-คนเสื้อแดงพากันทอดผ้าป่าระดมทุน เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายเดินทางไปประท้วงใหญ่ที่กรุงเทพฯเรียกร้องให้ยุบสภา เลือกตั้งใหม่

2.คนกรุงแห่รับเสื้อแดง-คนกรุงเทพฯพากันออกมาต้อนรับขบวนคนเสื้อแดงที่เดินทางเข้ากรุงเทพฯ ไม่ได้มีการต่อต้านตามที่สื่อกระแสหลักที่สนับสนุนรัฐบาลยั่วยุ

3.เจรจาไทย2ฝ่าย-การประท้วงนำไปสู่การเจรจาของตัวแทนรัฐบาลกับแกนนำเสื้อแดงออกทีวี ซึ่งจบลงด้วยความล้มเหลว ไม่สามารถหาข้อตกลงได้


4.จุดเปลี่ยน-ผู้ชุมนุมจำนวนหนึ่งเข้าไปในรัฐสภาในวันที่ 7 เมษายน เพื่อกดดันรัฐบาล ถูกการ์ดของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ใช้อาวุธจ่อหัว จึงพากันปลดอาวุธการ์ดรายนี้ นำไปสู่การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเย็นวันนั้น และสถานการณ์นำไปสู่ความรุนแรง

5.มือเปล่ากับรถถัง-ทหารซึ่งเคยปฏิเสธที่จะทำตามคำสั่งรัฐบาลสมัคร-รัฐบาลสมชายในการควบคุมการชุมนุมยึดทำเนียบฯ-ยึดสนามบินของพันธมิตร เข้ามามีบทบาทสำคัญในการสลายการชุมนุมคราวนี้ ในภาพผู้ชุมนุมพากันขวางรถถังที่จะเคลื่อนเข้าปราบปรามที่ราชดำเนิน

6.ไตรรงค์ซับน้ำตา-ภาพผู้ชุมนุมสตรีเสื้อแดงหยิบผืนธงชาติไตรรงค์ขึ้นเช็ดน้ำตาจากการถูกทหารใช้แก๊สน้ำตายิงสลายการชุมนุม 10 เมษายน เป็นภาพที่อาจสื่อความหมายเป็นตัวแทนของเหตุการณ์นองเลือดปี 2553 ตลอดทั้งปี
7.คนละประเทศเดียวกัน-หลัง10เมษาฯ ผู้ชุมนุมยกระดับไปชุมนุมที่แยกราชประสงค์ ทำให้กลุ่มคนกรุงเทพฯส่วนหนึ่งใส่ชุดหลากสีออกมาต่อต้าน ในภาพเด็กน้อยด้านซ้ายมือเข้าร่วมการชุมนุมกับผู้ชุมนุมหลากสีกดดันให้รัฐบาลเร่งปราบปรามเสื้อแดงคืนชีวิตปกติให้คนกรุง เด็กน้อยเสื้อแดงในภาพขวาวิ่งเล่นซนในม็อบเสื้อแดงกลางแยกราชประสงค์


8.นาทีเปลี่ยนจุดสมดุลการศึก-มือสไนเปอร์ยิงสังหารเสธ.แดงในระยะไกล เพื่อเด็ดหัวขบวนของฝ่ายยุทธวิธีของกลุ่มผู้ชุมนุม จากนั้นมือสไนเปอร์ได้ยิงสังหารผู้ชุมนุมอีกหลายศพ เพื่อกดดันไม่ให้ประชาชนเข้าสมทบการชุมนุมที่ราชประสงค์ และกระชับพื้นที่เพื่อให้แกนนำประกาศยอมจำนนในที่สุด

9.ผู้ก่อการร้ายพ่อ..ง-ผู้ชุมนุมรายหนึ่งได้ถอดเสื้อผ้าออกแล้วตะโกนบอกทหารว่า ผู้ชุมนุมไม่ได้เป็นผู้ก่อการร้าย ไม่มีอาวุธ อย่างมากก็มีแค่หนังสติ๊ก หรือพลุตะไล อย่างมากก็เผายางรถอำพรางไม่ให้โดนยิง หรือมีแค่ตัวเปล่าๆ ทหารต้องหยุดสังหารหมู่ผู้ประท้วงได้แล้ว แต่สุดท้ายก็ไร้ผล
10.เสื้อแดงคนสุดท้าย-หลังแกนนำนปช.ประกาศยอมจำนนเข้ามอบตัว และเกิดจลาจลหลายจุดทั่วประเทศ สตรีรายนี้นั่งยืนหยัดอยู่หน้าเวทีการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ หลังจากนั้นเสื้อแดงที่ไม่ยอมแพ้ก็ทยอยตามเธอออกมายืนหยัดต่อสู้ต่อไป แม้ไร้แกนนำ แต่ก็มีแกนนอนเกิดขึ้นมาแทน


11.ที่นี่มีคนตาย-ผู้ชุมนุมนอนเสียชีวิตอยู่ที่ลานหน้าห้างเซ็นทรัลเวิลด์ เสมือนตอกย้ำว่าที่นี่มีคนตาย แต่หลัง19พ.ค.คนกรุงส่วนหนึ่งได้ออกมาปัดกวาดล้างคราบเลือดแล้ว และจะจัดฉลองปีใหม่ จัดฉลองสงกรานต์ ณ บริเวณที่ผู้ชุมนุมรายนี้นอนตายอยู่ เหมือนไม่เคยเกิดอะไรขึ้น ( ที่นี่มีคนตาย!...แต่ไม่เห็นเป็นไรพร้อมกระจายความสุขสู่ชาวกรุง ความทุกข์มีแค่ว่าตกลงใครเผาห้าง? )

12.สิ่งที่ประเทศได้หลังความสูญเสีย-หลังการสังหารหมู่ที่ราชประสงค์ มีการตามล่าสังหารเสื้อแดงอีก 5 ศพ รวมเป็นเกือบ 100 ศพ ระบอบปกครองอำมาตย์ โดยมีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหุ่นเชิดยังลวงโลกต่อไปว่า นี่คือประชาธิปไตย

และนาทีนี้พวกเขากำลังเผชิญหน้ากับมวลมหาประชาชนว่า จะยินยอมคืนความยุติธรรม จัดสรรอำนาจ แบ่งปันทรัพยากร และความเป็นมนุษย์ให้กับประชาชนร่วมแผ่นดินด้วยวิธีสันติ ผ่านการเลือกตั้ง

หรือเลือกที่จะกำหราบปราบปรามประชาชน โดยมีเดิมพันสุดท้ายคือการสิ้นสลายลงของระบอบทรราชย์อำมาตย์

**********


เพลง “ไพร่ พฤษภา"
โดย อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง

ใจสลาย เมื่อพฤษภา สุดโศกอาลัย เธอรู้ตัวบ้างไหมว่าใครเฝ้าคอย
ใจดวงน้อยล่องลอยอ้างว้าง มันเปลี่ยวร้างจวนแทบจะวาย

เธอจากไปไหน หรือดับสลาย ไม่คืนกลับมา
โชค(โอ) ชะตาทำไมทารุณโหดร้าย บอกได้ไหม ฤ ชีวิตไพร่ ค่ามันไม่มี

หลับตานอนนะเธอคนดี หนึ่งใจนี้มีเธอเท่านั้น
คือความรักคือความผูกพัน คืนและวันจดจำเสมอ

หลับตาลงฉันก็ได้เจอ เจอแก้วตาดวงใจ
กราบชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คนไพร่ พฤษภา

อยากจะขอเป็นคราวสุดท้าย หยุดเถอะจองเวร
เพียงแค่มองแค่เห็น ไพร่มันก็คน

เกิดมาจนมันเลวใช่ไหม ชีวิตเขาด้อยค่าตรงไหน
ทำผิดอะไร ทำผิดสื่งใด ถึงทำอย่างนั้น(ลงโทษทัณฑ์)

อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง:เพลงไพร่พฤษภา

ที่มา Thai E-News



เพลง “ไพร่ พฤษภา"
โดย อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง

ใจสลาย เมื่อพฤษภา สุดโศกอาลัย เธอรู้ตัวบ้างไหมว่าใครเฝ้าคอย
ใจดวงน้อยล่องลอยอ้างว้าง มันเปลี่ยวร้างจวนแทบจะวาย

เธอจากไปไหน หรือดับสลาย ไม่คืนกลับมา
โชค(โอ) ชะตาทำไมทารุณโหดร้าย บอกได้ไหม ฤ ชีวิตไพร่ ค่ามันไม่มี

หลับตานอนนะเธอคนดี หนึ่งใจนี้มีเธอเท่านั้น
คือความรักคือความผูกพัน คืนและวันจดจำเสมอ

หลับตาลงฉันก็ได้เจอ เจอแก้วตาดวงใจ
กราบชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คนไพร่ พฤษภา

อยากจะขอเป็นคราวสุดท้าย หยุดเถอะจองเวร
เพียงแค่มองแค่เห็น ไพร่มันก็คน

เกิดมาจนมันเลวใช่ไหม ชีวิตเขาด้อยค่าตรงไหน
ทำผิดอะไร ทำผิดสื่งใด ถึงทำอย่างนั้น(ลงโทษทัณฑ์)

Friday, May 6, 2011

นายกฯยันทูลเกล้าร่าง พ.ร.ฏ.ยุบสภาแล้ว

ที่มา Voice TV



Voice News วันที่ 6 พฤษภาคม 2554 (19.00น.)

- นายกฯยันทูลเกล้าร่าง พ.ร.ฏ.ยุบสภาแล้ว

- รู้จักทุเรียนไทย 500 กว่าสายพันธุ์

- พัฒนาทุเรียนไร้หนามเพื่อการส่งออก

- iPad 2 ฮิต จำหน่ายวันแรกเกือบหมด

นายกฯยันทูลเกล้าร่าง พ.ร.ฏ.ยุบสภาแล้ว

นายกรัฐมนตรี ยืนยันยุบสภาแน่ ต้นเดือนนี้ ส่วนช่วงบ่ายที่ผ่านมา ทูลเกล้าร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภาแล้ว

รู้จักทุเรียนไทย 500 กว่าสายพันธุ์

รู้จักทุเรียนดั้งเดิม ชื่อแปลกทั้งพันธุ์ฝอยทอง กบสุวรรณ กบเจ้าคุณ และนกหยิบ ภาครัฐเร่งส่งเสริมการปลูก เพื่อป้องกันการสูญพันธุ์

พัฒนาทุเรียนไร้หนามเพื่อการส่งออก

พัฒนาสายพันธุ์ทุเรียน ตั้งเป้าสุดท้ายไว้ที่ ทุเรียนไร้หนาม เพื่อเอื้อเกษตรกรส่งออกไปต่างประเทศ

iPad 2 ฮิต จำหน่ายวันแรกเกือบหมด

จำหน่ายไอแพด 2 วันแรก หมดแล้วเกือบทุกสาขา คนแรกที่ สยามดิสคัพเวอรี่ รอคิวนานกว่า 18 ชั่วโมง ส่วนแอปเปิ้ลประกาศลดราคารุ่นแรกลงอีก 3,000 บาท

บทวิเคราะห์มติคณะรัฐมนตรีเรื่องกู้ซื้อบ้านดอกเบี้ย 0% และผลกระทบ

ที่มา ประชาไท

ตามมติของคณะรัฐมนตรีเรื่องกู้ซื้อบ้านดอกเบี้ย 0% นั้น ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส ได้จัดทำบทวิเคราะห์ถึงมาตรการนี้และผลกระทบ เพื่อประโยชน์แก่รัฐบาลและสังคมในการคิดค้นและออกมาตรการที่เหมาะสมสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในอนาคต

มติคณะรัฐมนตรีและมาตรการจริง

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้พิจารณาวาระที่ 30 เรื่อง โครงการบ้าน ธอส. เพื่อที่อยู่อาศัยแห่งแรก <1> โดยคณะรัฐมนตรีเห็นชอบโครงการบ้านธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เพื่อที่อยู่อาศัยแห่งแรก ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ดังนี้:

1. ให้ขยายวงเงินปล่อยกู้ของโครงการเป็น 25,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยที่ไม่เคยมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองให้สามารถซื้อบ้านเป็นของตนเองได้อย่างทั่วถึง ทั้งนี้ให้กระทรวงการคลังและธนาคารอาคารสงเคราะห์รับความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

2. เห็นชอบในหลักการการขอชดเชยภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการฯ ดังกล่าว และให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ขอตกลงในรายละเอียดกับสำนักงบประมาณ แล้วให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

ต่อมาธนาคารอาคารสงเคราะห์ แถลงมาตรการในรายละเอียด <2> คือ “สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยอัตราดอกเบี้ยต่ำ 0 เปอร์เซ็นต์ 2 ปีแรก วงเงินให้กู้ไม่เกินรายละ 3 ล้านบาท ช่วยเหลือให้คนไทยมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง โดยผู้กู้สามารถยื่นคำขอกู้ได้ตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2554 ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2554 ที่ ธอส.สำนักงานใหญ่ และสาขา ธอส. ทั่วประเทศ และทำนิติกรรมภายในวันที่ 30 เมษายน 2555 หรือภายใต้กรอบวงเงินที่ธนาคารกำหนด 25,000 ล้านบาท”

และ “ให้กู้สำหรับลูกค้าที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยแห่งแรกเป็นของตนเอง จะต้องไม่เคยมีชื่อเป็นเจ้าบ้านในทะเบียนบ้าน และไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเอง ให้กู้เพื่อซื้อที่ดินพร้อมอาคาร หรือ ห้องชุด ให้กู้เพื่อปลูกสร้างอาคาร หรือเพื่อซื้อที่ดินพร้อมปลูกสร้างอาคาร โดยราคาที่อยู่อาศัยและวงเงินให้กู้ไม่เกิน 3 ล้านบาท ส่วนหลักเกณฑ์การพิจารณาการให้สินเชื่อเป็นไปตามระเบียบของธนาคาร ในอัตราดอกเบี้ยช่วง 2 ปี แรก 0 เปอร์เซ็นต์ ปีที่ 3 - 5 คิดอัตราดอกเบี้ย เท่ากับ MRR - 0.50 ต่อปี (ลูกค้าสวัสดิการ) ส่วนลูกค้ารายย่อยทั่วไป คิดอัตราดอกเบี้ยเท่ากับ MRR ปีที่ 6 เป็นต้นไป . . . รัฐบาลช่วยแบ่งเบาภาระค่าจดจำนอง และค่าธรรมเนียมการโอนครึ่งหนึ่งหรือจ่ายตามจริงสูงสุดร้อยละ 1 จากค่าโอนปกติ ร้อยละ 2 ของราคาประเมิน”

การไม่บรรลุวัตถุประสงค์

สำหรับโครงการนี้ รัฐบาลมีวัตถุประสงค์คือ “เพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยที่ไม่เคยมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองให้สามารถซื้อบ้านเป็นของตนเองได้อย่างทั่วถึง” แต่วัตถุประสงค์นี้อาจไม่บรรลุเพราะ

1. การให้กู้ได้สูงสุดถึง 3 ล้านบาทนั้น ครัวเรือนผู้ที่สามารถผ่อนชำระได้อาจต้องมีรายได้ประมาณ60,391 บาท <3> ซึ่งย่อมไม่ใช่ครัวเรือนผู้มีรายได้น้อยแต่อย่างใด สำหรับครัวเรือนผู้มีรายได้น้อยที่การเคหะแห่งชาติเคยกำหนดสำหรับการซื้อบ้านเอื้ออาทรคือ 15,000 บาท หรือเท่ากับซื้อบ้านได้ ณ ราคาไม่เกิน 1 ล้านบาทเท่านั้น ตามหลักการอำนวยสินเชื่อ ครัวเรือนที่ยิ่งมีรายได้สูง ยิ่งมีความมั่นคงในการอำนวยสินเชื่อให้มากกว่า “ผู้มีรายได้น้อย” ตามที่รัฐบาลคาดหวัง

2. การกำหนดเพดานเงินกู้หรือราคาบ้านไม่เกิน 3 ล้านบาทโดยไม่ได้กำหนดเพดานรายได้ของผู้ขอกู้ ย่อมทำให้ผู้มีรายได้สูง บุตรธิดาคหบดี หรือเครือญาติสามารถซื้อบ้านได้เช่นกัน และบุคคลเหล่านี้ย่อมไม่ใช่ผู้มีรายได้น้อยแต่อย่างใด ดังนั้นวัตถุประสงค์ข้างต้นตามมติคณะรัฐมนตรีจึงไม่อาจบรรลุ

3. ตามเงื่อนไขการอำนวยสินเชื่อข้างต้น แม้แต่บ้านพักหรืออาคารชุดตากอากาศริมทะเลราคาในพัทยาและหัวหินที่มีราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ก็เข้าข่ายด้วยหากผู้ขอกู้มีคุณสมบัติครบถ้วนตามข้างต้น อสังหาริมทรัพย์กลุ่มนี้มีอยู่ในตลาดเป็นจำนวนมากเช่นกัน เฉพาะที่ยังเหลือขายในมือผู้ประกอบการ มีอยู่ประมาณ 1,400 หน่วยตามการสำรวจของศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส

หากจะให้บรรลุวัตถุประสงค์ รัฐบาลควรลดระดับราคาบ้านลงให้ต่ำกว่านี้ และให้ครัวเรือนหนึ่ง ๆ ที่ยังไม่มีบ้านเป็นของตนเอง สามารถซื้อบ้านได้ 1 หลัง ไม่เช่นนั้นก็อาจช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยได้น้อยมาก และทำให้ผิดวัตถุประสงค์ อาจกลายเป็นส่งเสริมการเก็งกำไร หรืออาจเกิดกรณีที่ไม่คาดคิดอื่น

ประโยชน์ต่อผู้ที่ได้

อย่างไรก็ตามโครงการนี้ย่อมได้ประโยชน์ต่อผู้ที่เข้าข่ายตามที่รัฐบาลกำหนด หากบุคคลหนึ่งซื้อบ้านราคา 2 ล้านบาท ณ อัตราดอกเบี้ย 6.5% เป็นเวลา 20 ปี ในช่วง 2 ปีแรก จะผ่อนเป็นเงินประมาณ 363,026 บาท โดยเป็นดอกเบี้ยถึง 256,652 บาท แต่เป็นเงินต้นเพียง 106,374 บาท ดังนั้นหากรัฐบาลช่วยเหลือค่าโอนอีก 1% ของราคาบ้านหรือ 20,000 บาท ก็เท่ากับบุคคลนั้นได้ส่วนลดไปเป็นเงินประมาณ 276,652 บาท หรือ 13.82% ของราคาบ้านที่จะซื้อ ผู้ได้รับประโยชน์ย่อมดีใจเป็นธรรมดา หากบุคคลหรือนิติบุคคลใดมีบ้านจำนวนหลายหลัง ยังอาจให้ญาติมิตรมาซื้อเพราะจะได้ผลประโยชน์โดยตรง

อย่างไรก็ตามแม้ในยามวิกฤติ เราก็ควรส่งเสริมจิตสาธารณะ เช่นเมื่อเร็ว ๆ นี้ที่เกิดสึนามิในเมืองฟุกุชิมา มีตำรวจนายหนึ่งหยิบยืนอาหารให้กับเด็กอายุ 9 ขวบที่เข้าแถวยืนหนาวรอการปันอาหารอยู่ เด็กคนดังกล่าวก็ยังเอาอาหารที่ได้รับนั้นไปวางในในกองกลางเพื่อให้ทุกคนที่รอแถวได้รับการปันอาหารในสัดส่วนเท่า ๆ <4> นี่คือวินัยการเสียสละและการช่วยเหลือกันที่ควรมี แต่หากรัฐบาลให้สิทธิพิเศษซื้อบ้านดอกเบี้ย 0% กับบุคคลเฉพาะกลุ่มเช่นนี้โดยไม่จำเป็น อาจเป็นผลเสียมากกว่าผลดี

อาจกล่าวได้ว่าผู้ได้รับประโยชน์ตามโครงการนี้มีเพียงส่วนน้อย หากบ้านหลังหนึ่งที่ขอกู้เป็นเงินเฉลี่ย 2 ล้านบาท เงิน 25,000 ล้านบาท ก็ช่วยได้เพียงการซื้อบ้าน 12,500 หลัง ในขณะที่ปีที่แล้วมีการผลิตบ้านใหม่ 116,791 หน่วย บ้านในกรุงเทพมหานครมี 4.4 ล้านหลัง จำนวนที่ช่วยก็เท่ากับ 1 ใน 352 บ้าน ส่วนทั่วประเทศมี 20.3 ล้านครัวเรือน รัฐบาลให้สิทธิพิเศษนี้เพียง 1 ใน 16,240 ครัวเรือนเท่านั้น

ตามข่าวกล่าวว่า “. . . การคาดการณ์กันว่า วงเงินที่เปิดให้กู้นั้น น่าจะหมดภายใน 2 สัปดาห์ แต่จะอนุมัติแล้วเสร็จเมื่อใด ก็ขึ้นอยู่กับหลักฐานการกู้ ทั้งนี้ ได้รับรายงานว่า ขณะนี้ มีผู้ยื่นขอกู้แล้วคิดเป็นวงเงิน 1 หมื่นล้านบาท (ต่อมารองกรรมการผู้จัดการ ธอส. กล่าวว่ามีแค่ 3,000 – 4,000 ล้านบาท). . .” <5> การนี้ชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่ยังไม่มีบ้านจริงและวางแผนจะซื้อบ้านในวันนี้ ก็คงไม่ทันได้รับประโยชน์จากมาตรการนี้เสียแล้ว ผู้ที่ได้รับประโยชน์จริงอาจเป็นผู้ที่กำลังจะโอนบ้านกับโครงการจัดสรรเป็นสำคัญ

ดังนั้นนโยบายของรัฐที่ไม่ได้อำนวยประโยชน์ต่อประชาชนส่วนใหญ่ และไม่บรรลุวัตถุประสงค์จริงของการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย จึงควรได้รับการทบทวน การช่วยเหลือประชาชนเฉพาะกลุ่มสมควรดำเนินการเฉพาะในยามเกิดวิกฤติ เช่น วิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 หรือปี 2551 แต่ในปัจจุบัน ไม่ได้มีวิกฤติใด ๆ เกิดขึ้น การดำเนินการเช่นนี้จึงมีความไม่เหมาะสม

ผลเสียของนโยบายนี้

นโยบายนี้อาจก่อผลดีกับบุคคลที่ได้รับสิทธิบางกลุ่ม แต่ก่อผลเสียในระยะยาว กล่าวคือ

1. เป็นการบิดเบือนตลาด รัฐบาลมอบหมายให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ดำเนินการ ทั้งที่มีธนาคารของรัฐอีกหลายแห่งที่อำนวยสินเชื่อที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะธนาคารออมสิน และธนาคารกรุงไท และยังมีธนาคารพาณิชย์อีกหลายแห่ง ดังนั้นการให้สถาบันการเงินเดียวดำเนินการ ก็อาจกระทบต่อสถาบันการเงินอื่นได้ แต่ยังดีที่งบประมาณที่ใช้ในครั้งนี้เป็นเงินจำนวนไม่มากนัก

2. ในการซื้อบ้าน หากผู้จะซื้อยังไม่พร้อม ก็ไม่ควรจะสนับสนุน เพราะอาจขาดกำลังในการผ่อนส่ง ทำให้เกิดปัญหาให้กับสถาบันการเงินในภายหลัง อาจก่อให้เกิดหนี้เสียได้ ยิ่งหากมีการอำนวยสินเชื่อถึง 95-100% ในช่วง 2 ปีแรก ก็เท่ากับเงินผ่อนถูกกว่าการเช่าเป็นอย่างยิ่ง

3. ในกรณีการยกเว้นค่าธรรมเนียมโอน 1% นั้น ปกติผู้ขอกู้ก็สามารถจ่ายค่านายหน้า 3%และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ อยู่แล้ว ที่สำคัญรัฐบาลก็เพิ่งยกเลิกการยกเว้นภาษีและค่าธรรมเนียมโอนไปเมื่อเดือนมีนาคม 2553 กลับไปใช้การเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมโอน 3% เช่นเดิม และไม่เคยมีเสียงคัดค้านว่าจะทำให้เกิดปัญหาแต่อย่างใด การผ่อนผันค่าธรรมเนียมโอนในอดีตก็เป็นเพราะปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ แต่ในปัจจุบันไม่มีปัญหาดังกล่าว จึงไม่จำเป็นต้องยกเลิก เว้นแต่มีการประกาศใช้ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายไว้ แต่ยังไม่ได้ดำเนินการ <5> อย่างไรก็ตามอาจมีบางกรณีที่ผู้ซื้อบ้านบางรายอาจขาดเงินเพื่อการโอน แต่กรณียกเว้นที่น่าเห็นใจส่วนน้อยเหล่านี้ ไม่อาจยกมาเป็นข้อพิจารณาโดยรวมได้

ข้อห่วงใย

ในปัจจุบันนี้ก็ไม่มีปัญหาการขาดแคลนที่อยู่อาศัยของประชาชนแต่อย่างใด ยกเว้นชุมชนแออัด ซึ่งนับวันจะมีจำนวนลดลง ขณะนี้ยังไม่มีปัญหาในตลาดอสังหาริมทรัพย์ ไม่มีอะไรวิกฤติที่ต้องช่วยเหลือเป็นพิเศษ ผู้ประกอบการก็สามารถดำเนินโครงการได้ด้วยดี จากการสำรวจของศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส พบว่า โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่ประสบปัญหาจนล้มเลิกไปมีจำนวนน้อยมาก

การที่เงื่อนไขโครงการแตกต่างไปจากที่เคยแถลงไว้ เช่นข่าว “. . . ปล่อย​กู้​ซื้อ​บ้าน​หลัง​แรก ดอกเบี้ย 0% เป็น​เวลา 2 ปี วงเงิน 5 หมื่น​ล้าน​บาท แถม​ใจดี​ตั้ง​งบ 600 ล้าน รับ​ภาระ​ค่า​โอน​และ​จดจำ​นอง​แทน​ประชาชน” <6> และการที่รัฐบาลออกมาตรการนี้อย่างเร่งด่วนในการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างยาวนานที่มีวาระการพิจารณาและเกี่ยวข้องกับงบประมาณจำนวนมาก จนอาจบันทึกไว้ได้ใน Guinness World Record นั้น อาจทำให้เกิดความผิดพลาดและช่องโหว่ได้ จึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลพึงให้ความสำคัญในการดูแลการปฏิบัติตามนโยบายดังกล่าวนี้

สิ่งที่ควรดำเนินการ

หากรัฐบาลให้งบประมาณ 25,000 ล้านบาทเพื่อการนี้นอกเหนือจากที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์จะดำเนินการอำนวยสินเชื่อตามปกตินั้น เงินจำนวนนี้ สามารถนำมาสร้างสรรค์ประโยชน์ทางอื่นแก่ประชาชน เช่น นำมาช่วยเหลือเฉพาะผู้มีรายได้น้อยและซื้อบ้านในราคาถูก เช่นไม่เกิน 1 ล้านบาท โดยยังอาจกำหนดให้ซื้อเฉพาะบ้านมือสอง เพื่อเป็นการกระตุ้นการซื้อในหมู่ประชาชน และกำหนดรายได้ต่อครัวเรือนของผู้ขอกู้ เช่น ไม่เกินเดือนละ 20,000 - 25,000 บาท เป็นต้น

นอกจากนี้ยังสามารถนำเงินไปสร้างสาธารณูปโภคต่าง ๆ เช่น สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งในกรุงเทพมหานครยังมีสะพานอยู่จำกัด <7> ทำให้ฝั่งธนบุรีมีความเจริญน้อยกว่ามาก หากสามารถสร้างสะพานเพิ่มเติม ก็จะเป็นการกระจายความเจริญ อุปทานที่อยู่อาศัยก็จะมีมากขึ้น เป็นการเพิ่มโอกาสแก่ทุกฝ่ายโดยเสมอหน้ากัน ราคาอสังหาริมทรัพย์ในระยะยาวก็จะเพิ่มขึ้น

ค่าก่อสร้างสะพานก็เป็นเงินไม่มากนัก เช่น “สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณแยกเกียกกายเป็นสะพานขนาด 4 ช่องจราจร ระยะทาง 2.6 กิโลเมตร มูลค่า 4,400 ล้านบาท ส่วนสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณท่าน้ำราชวงศ์-ท่าดินแดง เป็นสะพานขนาด 4 ช่องจราจร ระยะทาง 450 เมตร มูลค่า 1 พันล้านบาท สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณ ถ.จันทน์-ถ.เจริญนคร เป็นสะพานขนาด 4 ช่องจราจร ระยะทาง 450 เมตร มูลค่า 3,260 ล้านบาท และสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณ ถ.ลาดหญ้า-ถ.มหาพฤฒาราม เป็นสะพานขนาด 6 ช่องจราจร ระยะทาง 210 เมตร มูลค่า 2,400 ล้านบาท” <8> ดังนั้นหากสะพานหนึ่งมีมูลค่าเฉลี่ย 2,500 ล้านบาท ก็เท่ากับว่าเงินจำนวน 25,000 ล้านบาทที่รัฐบาลจะอุดหนุนนี้สามารถใช้สร้างได้ถึง 10 สะพานด้วยกัน


ที่มา:

<1> ดูรายละเอียดได้ที่ http://media.thaigov.go.th/pageconfig/viewcontent/viewcontent1.asp?pageid=471&directory=2027&contents=57204

<2> สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์. ธอส. พร้อมปล่อยสินเชื่อบ้านหลังแรก ธอส. ดอกเบี้ย 0 เปอร์เซ็นต์ 2 ปี ตามนโยบายของรัฐบาล ในวันที่ 9 พฤษภาคมนี้ http://thainews.prd.go.th/view.php?m_newsid=255405040283&tb=N255405&news_headline=%B8%CD%CA.%20%BE%C3%E9%CD%C1%BB%C5%E8%CD%C2%CA%D4%B9%E0%AA%D7%E8%CD%BA%E9%D2%B9%CB%C5%D1%A7%E1%C3%A1%20%B8%CD%CA.%20%B4%CD%A1%E0%BA%D5%E9%C2%200%20%E0%BB%CD%C3%EC%E0%AB%E7%B9%B5%EC%202%20%BB%D5%20%B5%D2%C1%B9%E2%C2%BA%D2%C2%A2%CD%A7%C3%D1%B0%BA%D2%C5%20%E3%B9%C7%D1%B9%B7%D5%E8%209%20%BE%C4%C9%C0%D2%A4%C1%B9%D5%E9

<3> ทั้งนี้เป็นในกรณีกู้เงิน 2.7 ล้านบาท ณ อัตราดอกเบี้ยปกติ 6.5% ในการผ่อนชำระ 20 ปี และประมาณการให้เงินผ่อนชำระเท่ากับหนึ่งในสามของรายได้

<4> โกวิท วงศ์สุรวัฒน์. เด็ก ๙ ขวบ..สอนให้ผู้ใหญ่รู้ว่า..การเสียสละคืออะไร. มติชน 27 เมษายน 2554 http://www.oknation.net/blog/print.php?id=707924

<5> บ้านเมืองออนไลน์ 4 พฤษภาคม 2554. ไฟเขียวปล่อยกู้ดอกเบี้ย 0%ครม.สั่ง ธอส.ปล่อยสินเชื่อซื้อบ้านหลังแรกฟรี 2 ปี http://www.banmuang.co.th/economic.asp?id=235493

<6> ไทยรัฐออนไลน์ 26 เมษายน 2554. ดัน​ประชา​นิยม​ลอต​สุดท้ายกู้​ซื้อ​บ้าน​ดอก0% 2ปี​แถม​ฟรี​ค่า​โอน-จดจำ​นอง http://www.thairath.co.th/content/eco/166860

<7> AREA แถลง ฉบับที่ 23/2554: 22 มีนาคม 2554. เร่งสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา

<8> ไทยรัฐออนไลน์ 21 เมษายน 2554. เดินหน้า4สะพานข้ามแม่น้ำ กทม.เตรียมหาบริษัทที่ปรึกษา www.thairath.co.th/content/region/44164


ผู้แถลง:

ดร.โสภณ พรโชคชัย (sopon@area.co.th) ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส หรือ AREA (www.area.co.th): ซึ่งเป็นศูนย์ข้อมูลแห่งแรก และมีฐานข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ภาคสนามขนาดใหญ่ที่สุดและปรับปรุงให้ทันสมัยที่สุดในประเทศไทย และดำเนินการเก็บข้อมูลต่อเนื่องมาตั้งแต่ พ.ศ.2537 เป็นศูนย์ข้อมูลที่มีความเป็นกลางทางวิชาการ และเป็นอิสระทางวิชาชีพ โดยไม่ถูกครอบงำโดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียใด ๆ สมาชิกของศูนย์ข้อมูลฯ ได้รับข้อมูลที่เป็น First-hand information ในเวลาเดียวกัน

"ประยุทธ์” รับได้หากพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล-แนะทหารอย่าเกี่ยวข้องนับคะแนน

ที่มา ประชาไท

“พล.อ.ประยุทธ์” ระบุกองทัพพร้อมสนับสนุนการเลือกตั้ง ยืนยันรับได้หากพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล กองทัพพร้อมสนับสนุนเลือกตั้ง เช่น รักษาความปลอดภัย แต่ให้ระวังเกี่ยวกับการนับคะแนนหากเป็นไปได้จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว

6 พ.ค. 54 - สำนักข่าวไทยรายงานว่า “พล.อ.ประยุทธ์” ระบุกองทัพพร้อมสนับสนุนการเลือกตั้ง ยืนยันรับได้หากพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก เกี่ยวกับการสนับสนุนการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น ว่า กองทัพให้การสนับสนุนตามที่กฎหมายมีอยู่ เช่น การรักษาความปลอดภัย หากมีการร้องขอมาก็จะดำเนินการ แต่ให้ระวังเกี่ยวกับการนับคะแนน หากเป็นไปได้จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ พร้อมสนับสนุนให้กำลังพลและครอบครัวไปใช้สิทธิให้มากที่สุด และเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองสามารถติดต่อเข้าไปหาเสียงในหน่วยทหารได้ทุกพรรคการเมือง

เมื่อถามว่า หากพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล กองทัพจะรับได้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับประชาชน เพราะต้องเป็นไปตามกระบวนการประชาธิปไตย ต้องปล่อยให้ประชาชนตัดสินใจเอง ไม่ควรชี้นำ ซึ่งส่วนตัวต้องการเห็นนักการเมืองที่เข้ามาทำงานซื่อสัตย์ เป็นคนดี นำพาชาติบ้านเมืองปลอดภัย ดูแลประชาชนทุกหมู่เหล่า สร้างความรักความสามัคคี เพื่อให้ประเทศก้าวไปข้างหน้า อย่าได้ห่วง ทหารเป็นมิตรกับประชาชน

เมื่อถามย้ำว่า หากพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล ทหารจะทำงานได้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “เป็นก็เป็น ผมไม่ได้เป็น กกต. จะห้ามได้อย่างไร”

นายกฯเผยทูลเกล้าฯพระราชกฤษฎีกายุบสภาเรียบร้อยแล้ว

ที่มา มติชน

ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภุฒิ เมื่อเวลา 15.55 น. วันที่ 6 พ.ค. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวก่อนเตรียมเดินทางไปประชุมสุดยอดอาเซียน ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ด้วยเที่ยวบินที่ TG409 ในเวลา 16.25 น. ว่า ได้ทูลเกล้าฯพระราชกฤษฎีกายุบสภาเรียบร้อยแล้ว

ที่นี่ความจริงจาก3อาจารย์สาว:สู้เผด็จการปิดสื่อ

ที่มา Thai E-News

ที่นี่ความจริงจาก3อาจารย์สาว:วิธีสู้เผด็จการปิดสื่อ

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา Asia Update TV


รายการที่นี่ความจริง ตอนล่าสุด ทางโทรทัศน์ Asia Update-DNN ดำเนินรายการโดย 3 นักวิชาการสาวหัวใจประชาธิปไตย ผศ.ดร.สุดา รังกุพันธ์ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อาจารย์หวาน) ,รศ.สุดสงวน สุธีสร อาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อาจารย์ตุ้ม) และ ผศ.ดร.จารุพรรณ กุลดิลก อาจารย์พิเศษคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (อาจารย์จา)

รายการที่นี่ความจริง วันอังคารที่ 3 พฤษภาคม 2554:การปิดสื่อ








การปิดสื่อ: การปิดวิทยุชุมชนรักประชาธิปไตย 13 สถานี และเตรียมปิดเพิ่มอีกเป็นจำนวนกว่า 800 สถานี อาจารย์ตุ้มได้เตือนให้ประชาชนคนเสื้อแดงระวังในเรื่องของหมายค้น ที่ตำรวจอาจนำมาขอค้นสถานีหรือบ้านเรือนประชาชนธรรมดา และได้ให้วิธีการปฏิบัติดังนี้

ถ้าตำรวจนำหมายมาขอค้น ให้ตรวจสอบหมายค้นให้ถูกต้อง ต้องมีเพื่อนอยู่ด้วย ต้องถ่ายรูปกระบวนการตรวจค้นและถ่ายเอกสารหมายค้นเก็บไว้ ที่สำคัญคือต้องไม่ตื่นตระหนก หากตำรวจกระทำผิดหมายค้นก็สามารถฟ้องเอาผิดได้

ในการปิดสื่อนี้ แม้ว่าจะมีกฎหมายการส่งสัญญาณวิทยุโดยไม่ได้รับอนุญาตจริง แต่เมื่อไม่มีกสทช.ก็ไม่มีวิทยุไหนสามารถขออนุญาตได้ สำหรับการอ้างว่าถ่ายทอดการปราศรัยของคุณจตุพร พรหมพันธุ์ การปราศรัยนี้ก็ยังไม่ได้ถูกตัดสินว่าผิดหรือถูก จึงไม่ควรเอาผิดสถานีวิทยุเพราะถ่ายทอดคำปราศรัยหมิ่นสถาบัน

นอกจากนี้ ตำรวจและกอ.รมน. ยังได้บุกยึดแต่สถานีของคนเสื้อแดงเท่านั้น ไม่ได้จับสถานี ASTV เลยทั้งที่ก็ไม่ได้ขออนุญาตกสทช.เหมือนกัน อาจารย์ตุ้มจึงคิดว่าเป็นความต้องการที่จะปิดสื่อคนเสื้อแดงก่อนเลือกตั้ง หรือรัฐประหาร เหมือนที่เคยปิดพีเพิลแชนแนลก่อนขอคืนพื้นที่ในวันที่ 10 เมษายน

ขณะที่สื่อฝ่ายประชาธิปไตยได้ถูกเล่นง่ายไล่ตามปิด สื่อเผด็จการกลับนำรายการของนายกรัฐมนตรีมาไล่เปิดเต็มไปหมด ทั้ง ๆ ที่ในการจัดรายการก็แสดงให้เห็นถึงความไม่รับผิดชอบและสันดานถากถางของนายอภิสิทธิ์ได้ดีเกินพอ

ขณะที่โพล์รับใช้อำมาตย์อย่างเอแบ็คโพลล์ก็ออกมาทำโพลล์ว่า นายกอภิสิทธิ์เหนือกว่านางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรในทุก ๆ ด้าน ทั้ง ๆ ที่นายอภิสิทธิ์กับนางสาวยิ่งลักษณ์แตกต่างกันเกินกว่าจะมาเปรียบกันได้ และนางสาวยิ่งลักษณ์นั้นเป็นที่รู้จักน้อยมาก เนื่องจากนางสาวยิ่งลักษณ์เป็นนักธุรกิจ ไม่ใช่นักการเมือง

ผลโพลล์นี้จึงเป็นเพียงความพยายามในการทำลายคู่ต่อสู้ทางการเมือง