WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, May 8, 2011

[4] ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์: ยุคเปลี่ยนผ่านวรรณกรรมไทย วรรณกรรมไทยยุคเปลี่ยนผ่าน

ที่มา ประชาไท

มุม มองต่อปฏิกิริยาของเหล่ากวีและนักเขียนเดือนตุลาที่ผู้คนเคยยกย่องต่อ เหตุการณ์เดือน เม.ย.-พ.ค.53 หมุดหมายสำคัญของยุคเปลี่ยนผ่านของสังคมไทย และความท้าทายในการสร้างสรรค์งานวรรณกรรม


(7 พ.ค.54) รศ.ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์กล่าวปาฐกถาหัวข้อ “ยุคเปลี่ยนผ่านวรรณกรรมไทย วรรณกรรมไทยยุคเปลี่ยนผ่าน” ในงานแสดงมุทิตาจิต 'ชุมนุมปาฐกถา 70 ปี ชาญวิทย์ เกษตรศิริ' ที่หอประชุมศรีบูรพา ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ วันที่ 7 พฤษภาคม 2554
ช่อการะเกดกับยุคเปลี่ยนผ่านของวรรณกรรมไทย
ชู ศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์ กล่าวถึงเรื่องสั่นสะเทือนแวดวงวรรณกรรมกรณีที่สุชาติ สวัสดิ์ศรีประกาศปิดหนังสือวารสารช่อการะเกด ในงานชุมนุมช่างวรรณกรรมประจำปี เมื่อวันที่ 11 ธ.ค.53 โดยระบุว่าเป็นการปิดแบบชั่วคราว แต่ส่วนตัวคิดว่าการจะเกิดปรากฎการณ์ช่อการะเกดอีกครั้งในสังคมไทยคงเป็นไป ได้ยาก เพราะวารสารช่อการะเกดในประวัติศาสตร์ได้ชื่อว่ามีบทบาทสำคัญในการผลิตนัก เขียนรุ่นใหม่ๆ เพื่อนำเสนอวาทกรรมในแนวต่างๆ ที่หลากหลาย ท้าทาย น่าชื่นชม โดยเฉพาะในยุคที่สองช่วงปี 2532-2542 begin_of_the_skype_highlighting 2532-2542 end_of_the_skype_highlighting ช่อการะเกดได้กลายเป็นตำนานอันสำคัญที่คนยังพูดถึงกัน
จน กระทั่งในยุคที่สามของช่อการะเกด เมื่อ พ.ศ.2550 ที่ถูกคาดหวังให้ต่อยอดและขยายรากของช่อการะเกดในยุคสอง แต่จากการเปิดเผยของผู้ซึ่งสนับสนุนด้านการเงินของวารสารเล่มนี้ ระบุว่าการต้องปิดตัวลงนั้นเนื่องจากยอดจำหน่ายน้อยมาก เพียง 200 – 300 เล่มต่อฉบับ ในขณะที่มีผู้ส่งเรื่องมาให้พิจารณาตีพิมพ์จำนวนมากเป็นพันเรื่องต่อฉบับ ตรงนี้สื่อให้เห็นว่าเมืองไทยมีแต่นักเขียน แต่ไม่มีนักอ่าน อย่างไรก็ตามการปิดตัวลงของช่อการะเกดยังสะท้อนนัยยะบางอย่างที่สำคัญกว่า คืออวสานของช่อการะเกดอาจเป็นจุดเริ่มต้นการอวสานของวรรณกรรมในฐานะกิจกรรม อิสระของปัจเจกบุคคล และก้าวเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมวรรณกรรม ในบริบทของยุคอุตสาหกรรมวัฒนธรรมภายใต้เศรษฐกิจทุนนิยมผูกขาด
ชู ศักดิ์ กล่าวถึงความสำคัญของวารสารช่อการะเกดว่า เป็นตัวแทนยุคสมัยของกิจกรรมอิสระทางปัญญาของนักเขียน ของปัญญาชน โดยเฉพาะในช่วงยุคที่สองซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนว่าช่อการะเกดมีบทบาทในแง่นี้ มากถึงขั้นที่สามารถกำหนดวาระบางวาระของแวดวงวรรณกรรมในสังคมไทยได้ เป็นตัวจุดประเด็น ซึ่งที่เป็นเช่นนั้นได้เพราะมีปัจจัยทางสังคมแวดล้อมที่ส่งเสริม เนื่องมาจากว่าวงการวรรณกรรมในยุคนั้นยังไม่ถูกครอบงำหรือผูกขาดโดยสิ้นเชิง จากทุนอุตสาหกรรมสื่อสิ่งพิมพ์ที่เราพบเห็นกันในทุกวันนี้ ในตอนนั้นเจ้าของสื่อมวลชนยังไม่ได้เข้ามามีผลประโยชน์โดยตรงในวงการหนังสือ และวรรณกรรม นักข่าวและนักวรรณกรรมยังมีอิสระในการรายงานข่าว แต่ในยุคที่สามกลับเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ในปัจจุบันเจ้าของสื่อมวลชน เช่นหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารรายสัปดาห์ต่างก็มีสำนักพิมพ์ของตนเอง สำนักพิมพ์ใหญ่ๆ หลายแห่งก็มีร้านค้า หรือหันมาทำธุรกิจสายส่งของตนเอง
“ผล ประโยชน์ที่ทับซ้อนกันระหว่างสื่อสิ่งพิมพ์กับสำนักพิมพ์ ระหว่างสำนักพิมพ์และร้านหนังสือ หรือสายส่ง กลายเป็นเรื่องปกติสามัญ” ชูศักดิ์กล่าว
ชูศักดิ์ อธิบายภาพวงการวรรณกรรมที่เห็นในปัจจุบันว่า คอลัมน์แนะนำหนังสือของหนังสือพิมพ์ปัจจุบันที่จะแนะนำเฉพาะหนังสือในสังกัด ของตนเองเป็นส่วนใหญ่ ร้านหนังสือก็เลือกโชว์หนังสือของสำนักพิมพ์ในสังกัดตัวเองให้เด่นสะดุดตา มากเป็นพิเศษ และนักเขียนเองก็เริ่มเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในสังกัดมากขึ้น แม้จะไม่ถึงขั้นเซ็นต์สัญญาผูกมัดเหมือนนักร้อง นักแสดงที่มีกลุ่ม มีค่าย นอกจากนั้นการเขียนยังถูกเปลี่ยนจากกิจกรรมสำหรับเชาว์ปัญญาและการสร้าง สรรค์เป็นไปการเขียนเพื่อส่งประกวดชิงรางวัลเสียเป็นส่วนใหญ่ จนเห็นได้ว่าวงการวรรณกรรมปัจจุบันอยู่ในสภาพของอุตสาหกรรมไม่ต่างจากวงการ ดนตรี วงการละคร หรือวงการสื่อมวลชน สิ่งเหล่านี้เป็นเหตุผลที่ทำให้เชื่อว่าช่อการะเกดในยุคที่สามเมื่อปิดตัวไป แล้วจะไม่กลับมาอีก
ชูศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ลักษณะของงานของช่อการะเกดนั้นเป็นตัวแทนของวาทกรรมแบบเดิมที่มีลักษณะเป็น อิสระ ไม่มีทุนใหญ่หนุนหลัง ไม่มีสื่อสนับสนุน ไม่ได้อยู่ในอำนาจรัฐและทุน การเกิดขึ้นได้ของช่อการะเกดในฐานะเป็นกิจกรรมทางปัญญาส่วนหนึ่งเป็นผลพวง จากภาพเชิงอุดมคติของวาทกรรมและสื่อมวลชนที่คนรุ่นก่อนหน้านี้ อาทิ กุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือในนามปากกาศรีบูรพา เป็นผู้มีบทบาทในการต่อสู้ผลักดันให้นักเขียนและสื่อมวลชนได้รับการยอมรับ จากสังคม ในฐานะเป็นอาชีพอิสระจากอิทธิพลของทุนและอิทธิพลรัฐ แต่ปัจจุบันภาพเชิงอุดมคตินั้นได้แปรเปลี่ยนไปจนแทบไม่เหลือเค้า เช่นตัวอย่างที่เห็นในกรณีของสื่อมวลชน แม้แต่ในแวดวงวรรณกรรมที่ดูไม่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจใดๆ มากนักเมื่อเทียบกับสื่อมวลชนแขนงอื่นๆ ก็พบว่าน่าจะเป็นสื่อรายสุดท้ายที่จะถูกผูกขาด ครอบงำด้วยระบบธุรกิจ และเรากำลังอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่านของวรรณกรรม
สิ่ง ที่น่าวิตกมากกว่านั้นคือ ความพยายามจากยุคสมัยกุหลาบ ในการสร้างนิยามของการเขียน นิยามของวรรณคดีในฐานะอาชีพอิสระที่ปลอดจากรัฐและทุน ในขณะเดียวกันก็พยายามจะสร้างนิยามของการเขียนให้กลายเป็นผู้ยึดมั่นในอาชีว ปฏิญาณ หรือจรรยาบันวิชาชีพในภาษาปัจจุบัน โดยนิยามความเป็นนักเขียนและสื่อมวลชนว่าเป็นผู้ซื่อสัตย์ต่อความจริง มุ่งผดุงความยุติธรรม และเป็นปากเสียงให้ผู้ต่ำต้อยและผู้ถูกกระทำ ในช่วงรอยต่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ซึ่งได้รับการตอบรับในวงการวรรณกรรม และมีนักเขียนรุ่นต่อมาอาทิ นายผี, จิตร ภูมิศักดิ์, ลาวคำหอม พยายามสืบทอดและนำนิยามดังกล่าวมาขยายความต่อ
“ปัญหา ปัจจุบันไม่ใช่เพียงสถานะอาชีพอิสระของนักเขียนกำลังจะตายไปเท่า นั้น อย่างกรณีของช่อการะเกด แต่เกียรติภูมิของนักเขียนในฐานะผู้ผดุงความยุติธรรมก็กำลังถูกตั้งคำถาม และท้าทายเช่นกัน” ชูศักดิ์ระบุ

อดีตที่ไม่ร่วมสมัย
ชู ศักดิ์ ยกตัวอย่างคำกล่าวของไอดา อรุณวงศ์ บรรณาธิการวารสารอ่าน ที่ตั้งคำถามถึงนักเขียนในอดีต 2 ยุค คือยุคของกุหลาบ สายประดิษฐ์ และนายผี กับนักเขียนยุค 14 ตุลาคม 2516 ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้สืบทอดพันธกิจอันศักดิ์สิทธิ์ของนักเขียนรุ่น กุหลาบ สายประดิษฐ์ โดยไอดาได้บรรยายความรู้สึกเมื่อครั้งได้หวนกลับไปอ่านนิตยสารทางประวัติ ศาสตร์ของนักเขียนหัวก้าวหน้าในยุค 14 ตุลาฯ ไว้ว่า
“มันเป็นโลกของคนเก่าๆ รุ่นอดีตนั้น อดีตที่มันไม่ร่วมสมัย อดีตที่คนเหล่านั้นไม่อยู่ให้ยอกแสยงใจเหมือนอดีตยุคใกล้กว่านั้น”
ไอดา อรุณวงศ์ “เถ้าเป่าเปลว” อ่าน 2:2
ชู ศักดิ์ กล่าวถึงการตอบคำถามถึงที่มาของความรู้สึกดังกล่าวว่า ต้องย้อนไปยังหมุดหมายของเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ คือเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 เหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 และเหตุการณ์ช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค.2553 ซึ่งส่วนตัวเขาคิดว่าเหตุการณ์ครั้งหลังสุดเป็นการปราบปรามประชาชนอย่างล้ำ ลึกที่สุด แม้หลายคนจะมองว่าการสังหารหมู่ในเหตุการณ์ 6 ตุลามีความโหดเหี้ยมรุนแรงมากกว่า แต่ความรุนแรงนั้นเป็นความรุนแรงแบบเฉียบพลัน และสงบอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง ในขณะที่การไล่ล่าทั้งที่ราชดำเนินและที่ราชสงค์เป็นไปอย่างยืดเยื้อและ เลือดเย็น เกิดการปะทะย่อยๆ ขึ้นหลายจุด หลายครั้ง แต่ละวันที่ผ่านไปมีผู้ชุมนุมและผู้สังเกตการณ์ถูกยิงโดยกองกำลังทหารที่โอบ ล้อมโดยรอบที่ชุมนุม ซึ่งภาพเหตุการณ์ทั้งหมดถูกบันทึกและเผยแพร่ไปทั่วโลก แต่คนเมืองบางกลุ่มกลับโห่รองยินดี ในขณะที่คนบางกลุ่มที่อ้างตัวว่ารักสันติ ต่อต้านความรุนแรง รักประชาชนและต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม กลับนิ่งดูดายต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
“ในแง่นี้ ความอำมหิตของเหตุการณ์ เม.ย.-พ.ค.2553 ก็คือความเลือดเย็นในการฆ่าของฝ่ายรัฐ และความเลือดเย็นของคนเมืองที่ปล่อยในการเข่นฆ่าดำเนินไปโดยไม่รู้ร้อนรู้ หนาว”
“ผมอดถามไม่ได้ว่า แล้วบรรดาเหล่ากวีและนักเขียนที่ได้รับอานิสงส์จากความเป็นนักเขียนเพื่อ ประชาชน จนกระทั่งเชิดหน้าชูตาในฐานะตัวแทนของเสียงแห่งมโนธรรม พวกเขาไปอยู่ที่ไหนในช่วงเวลาดังกล่าว หรือเพราะพวกเขาไม่เห็นว่าผู้ชุมนุมเหล่านั้นเป็นคน ดังนั้นความตายของพวกเขาจึงไม่มีความหมายใดๆ ทั้งสิ้น ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง เหตุการณ์เดือนเม.ย.-พ.ค.2553 จึงอำมหิตกว่าเหตุการณ์ 6 ตุลาในแง่ที่ไม่เพียงคนตามเท่านั้นที่ถูกปฏิเสธความเป็นมนุษย์ แต่ผู้ชุมนุมนับหมื่นนับแสนในเหตุการณ์นี้ถูกทำให้ด้อยค่า ไร้ความหมายยิ่งเสียกว่าโค กระบือ ซึ่งคนเมืองชอบไปซื้อขายชีวิตเป็นประจำ”
วรรณกรรมในยุคเปลี่ยนผ่าน
ชู ศักดิ์ กล่าวต่อมาว่า เหตุการณ์ เม.ย.-พ.ค.2553 และปฏิกิริยาของนักเขียนจำนวนหนึ่ง เป็นหมุดหมายสำคัญของการแสดงให้เห็นว่าสังคมไทยกำลังอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่าน ซึ่งก็เป็นความท้าทายของกวีและนักเขียนไทยว่าจะสร้างสรรค์งานวรรณกรรมในยุค เปลี่ยนผ่านนี้ไปในทิศทางใด
ตามคำนิยามของ อันโตนิโอ กรัมชี่ นักคิดชาวอิตาเลียน ได้อธิบายเรื่อง “ภาวะเปลี่ยนผ่านของสังคม” ไว้ว่าเมื่อใดที่อำนาจนำที่ได้รับการยอมรับโดยดุษฏีจากชนทุกชั้นของสังคม เริ่มคลายมนต์ขลัง และสูญเสียสถานะความเป็นอำนาจนำ เมื่อนั้นสังคมจะเกิดวิกฤติครั้งใหญ่กับการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งขยายความเพิ่มเติมโดยให้ภาพเปรียบเปรยที่กลายเป็นวรรคทองที่คนนิยมนำมา ใช้กล่าวอ้างกัน คือ
“แท้ จริงแล้ว วิกฤตสังคมเป็นผลมาจากการที่สิ่งเก่ากำลังตายไป และสิ่งใหม่ถูกขัดขวางมิให้ก่อเกิด ในระหว่างรัชสมัยเยี่ยงนี้ อาการวิปลาสนานาชนิดจะสำแดงตัวออกมา”
“The crisis consists precisely in the fact that the old is dying and the new cannot be born; in this interregnum a great variety of morbid symptoms appear.”
อันโตนิโอ กรัมชี่ (1971)
และ
“เมื่อโลกใหม่ดิ้นรนจะบังเกิด และโลกเก่ากำลังตาย เมื่อนั้นอสูรกายจะปรากฏตัว”
“The old world is dying away, and the new world struggles to come forth: now is the time of monsters.”
อันโตนิโอ กรัมชี่ (1971)
กรัม ชี่มองว่าการเปลี่ยนผ่านที่เกิดอาการวิปลาสทั้งปวงเป็นผลสืบเนื่อง จากภาวะชะงักงันของความขัดแย้งทางการเมืองและสังคมที่เดินมาจนถึงจุดหัก เมื่อพลังฝ่ายจารีตนิยมอ่อนเปลี้ย ใกล้ตาย และพลังฝ่ายก้าวหน้าก็ยังไม่สามารถเผด็จศึกได้โดยเด็ดขาด
ชู ศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ในวัฒนธรรมไทยเองก็มีการมองเรื่องยุคเปลี่ยนผ่านเช่นเดียวกัน แต่จะอิงอยู่กับแนวคิดทางพระพุทธศาสนาที่ปรากฏอยู่ในมหาสุบินชาดก ที่คุ้นเคยกันดีในรูปของเพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา โดยแจกแจงเหตุอาเพศ 16 ประการ และระบุไว้ชัดเจนว่าเหตุปัจจัยของอาเพศเหล่านี้เกิดขึ้นมาด้วยพระมหา กษัตริย์มิได้ทรงทศพิธราชธรรม
มิใช่เทศกาลร้อนก็ร้อนระงม
มิใช่เทศกาลลมลมก็พัด
มิใช่เทศกาลหนาวก็หนาวพ้น
มิใช่เทศกาลฝนฝนก็อุบัติ
เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา
วิธี การมองเหตุอาเพศของไทยอธิบายด้วยกรอบชนชั้นของสังคมอย่างไม่อ้อม ค้อม เริ่มด้วยอธิบายอาเพศโดยธรรมชาติ โยงเข้ากับความสัมพันธ์ของมนุษย์ในสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป แล้วนำสู่ข้อสรุปว่าความเปลี่ยนแปลงของความสัมพันธ์ในสังคมเป็นอาเพศ เป็นความวิปริต แต่หากนำกรอบความคิดสมัยใหม่เข้าไปมอง จะเห็นว่าความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนไปเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่การเป็น ผู้ใหญ่-ผู้น้อย สถานะในสังคมจะเท่าเทียมกันตามกรอบประชาธิปไตย แต่การมองอาเพศในแบบของไทยเป็นการมองโดยชนชั้นนำในอดีตที่สืบเนื่องมาจนถึง ปัจจุบัน
“ลูกศิษย์จะสู้ครูพัก
จะหาญหักผู้ใหญ่ให้เป็นน้อย
ผู้มีศีลจะเสียซึ่งอำนาจ
นักปราชญ์จะตกต่ำต้อย
กระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย
น้ำเต้าอันลอยนั้นจะถอยจม
ผู้มีตระกูลจะสูญเผ่า
เพราะจันฑาลมันเข้ามาเสพสม”
ทั้ง นี้ ในทัศนะของไทย “การเปลี่ยนผ่าน” และ “อาเพศ” แตกต่างจากทัศนะของกรัมชีอยู่มากพอสมควร โดยกรัมชี่ใช่คำว่า “วิปลาส” มาเป็นคำอุปมาเพื่อบรรยายถึงภาวะวิปริต อาการแปรปรวนภายใน เพื่ออธิบายถึงวิกฤติในยุคเปลี่ยนผ่าน ซึ่งตรงนี้ช่วยเตือนสติว่า “อาการวิปลาส” ที่มันเกิดขึ้นนั้นเป็นสิ่งอยู่ภายในสังคม อยู่ในตัวเรา รวมทั้งอาจอยู่ในคนที่อยู่ใกล้ตัวเราเอง โดยในภาวะปกติอาจแฝงตัวอยู่ในสถานะผู้รักเพื่อนมนุษย์ รักสันติ รักประชาธิปไตย อยู่ในภาพที่สูงส่งและดีงาม แต่ในภาวะวิกฤติของการเปลี่ยนแปลง ผู้คนก็จะแสดงความวิปลาสที่ซ่อนอยู่ในตัวออกมา
กวีเพื่อประชาชนที่ผู้คนเคยยกย่อง ท่าทีต่อการสังหารหมู่ เม.ย.-พ.ค.53
ชู ศักดิ์ แสดงความเห็นต่อคำถามของบรรณาธิการวารสารอ่านถึงวาทกรรมนักเขียนยุคอดีตอัน ใกล้ (คนเดือนตุลา) ซึ่งในอดีตเคยได้ชื่อว่าเป็นผู้ต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมและประชาชนที่ยอก แสยงใจผู้อ่าน โดยอธิบายง่ายๆ ว่านักเขียนในยุคสมัยการเปลี่ยนผ่านปัจจุบัน เกิดปรากฎการณ์วิปริต วิปลาส ไม่ต่างกับที่เกิดขึ้นในแวดวงตุลาการ สื่อมวลชน และนักวิชาการ ฯลฯ พร้อมแสดงตัวอย่าง อาการวิปลาสเบื้องต้นของเหล่านักเขียน-กวี ที่ไม่ลุกขึ้นมาแสดงออกต่อเหตุการณ์เดือน เม.ย.-พ.ค.2553 ว่า คืออาการ หูหนวก ตาบอด เป็นใบ้
ชูศักดิ์ ยังกล่าวถึงบทกวีของเนาวรัตน์ พงศ์ไพบูลย์ ในหนังสือรวมบทกวี “คำขาดของทิดเที่ยง” ซึ่งพูดถึงเหตุการณ์ในสมัย 14 ตุลาฯ จนมาถึงปี 2553 เมื่อบรรดาทิดเที่ยงออกมาสวมใส่เสื้อแดงรวมกันเรียกร้องประชาธิปไตยจากบรรดา เหล่าผู้ดีตีนแดงในเมืองหลวง แต่ทิดเที่ยงในนามเนาวรัตน์กลับมองไม่เห็นหัวคนเสื้อแดง และกลับมองว่าพวกเขาเป็นลูกสุมโจรร้ายที่กำลังต้องการเปลี่ยนประเทศ เปลี่ยนธงประเทศไทย
ชาติผู้ดีตีนแดง
แต่ข้าวแกงยังไม่กิน
จะตากแดดนอนดิน
กระไรได้

. . . . .

ถ้าผิดคำสามข้อ
เล่นหลอกล่อให้หลง
ก็เปลี่ยนประเทศเปลี่ยนธง
ประเทศไทย
เนาวรัตน์ พงศ์ไพบูลย์ “คำขาดของทิดเที่ยง” 2517
อีก ตัวอย่างหนึ่ง จากบทกวีของ จิระนันท์ พิตรปรีชา ในหนังสือ “ใบไม้ที่หายไป” ที่บันทึกเรื่องราวการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมในสังคมขณะที่เธอเป็นผู้นำนัก ศึกษาหัวก้าวหน้า ซึ่งเขียนขึ้นเมื่อปี 2519 แต่ทว่าเหตุการณ์สังหารหมูเดือน เม.ย.-พ.ค.2553 ก็มีคนบาดเจ็บลมตายนับร้อยนับพันคน ไม่ต่างจากกรณี 14 ตุลาฯ สิ่งที่เกิดขึ้นจึงเสมือนว่าใบไม้ดูจะหายไปชนิดที่ไม่หวนกลับมาอีกเลย
สันติวิธี พูดดีก็แล้ว
ไร้วี่แววที่วาดหวังห่างจุดหมาย
ยิ่งประท้วงยิ่งปะทะ อันตราย
ทั้งลวงล่อทั้งทำร้ายประชาชน
บทพิสูจน์ทีละบทจดจารึก
คั่งหัวใจที่คึกแค้นเข้มข้น
เห็นเพื่อนล้มเลือดปรี่ทีละคน
เห็นแล้วหนทางใด ... ใช่! ทางเดียว
จิระนันท์ พิตรปรีชา “ความในใจจากภูเขา” 2519
ชู ศักดิ์ กล่าวว่า ข้างต้นคือตัวอย่าง 2 กรณีจากนับสิบ นับร้อยของหมู่กวีและนักเขียนที่ได้รับอานิสงส์จากการได้ชื่อว่าเป็นนัก เขียนที่ปกป้องและเรียกหาความยุติธรรมให้หมู่ประชาชนผู้ยากไร้ ซึ่งหากจะอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ในแง่หนึ่งคือทัศนะต่อประชาชน ประชาธิปไตย และสังคมของพวกเขาได้เปลี่ยนไปแล้ว พวกเขาไม่ได้เชื่อมั่นในกระบวนการประชาธิปไตย หรือศรัทธาในประชาชนเหมือนครั้งอดีตอีกต่อไป ผลงานวรรณกรรมของพวกเขาเป็นอดีตที่ไม่ร่วมสมัยกับตัวตนใหม่ของพวกเขาใน ปัจจุบันอีกต่อไปแล้ว ซึ่งตรงนี้ไม่ได้มีแต่กวีและนักเขียน แต่นักอุดมคติจำนวนมากเมื่อเวลาผ่านไปก็อาจละทิ้ง หมดศรัทธา หรือกระทั้งทรยศต่ออุดมการณ์ที่เคยยึดถือในอดีตได้เช่นกัน
อย่าง ไรก็ตามส่วนตัวมองว่า กวีและนักเขียนมีนิยามที่ถูกสร้างไว้ตั้งแต่ยุคอดีต โดยผูกติดกับพันธะกิจต่อประชาชนและความเป็นธรรมทางสังคม และสังคมมีความคาดหวังในการแสดงออกบางอย่างเมื่อสังคมเกิดวิกฤติ โดยที่พวกเขาไม่สามารถสลัดทิ้งสถานะของนักเขียนและกวีไปได้ แม้ในช่วง 80 ปีที่ผ่านมา นิยามของนักเขียนและกวีจะมีความพยายามที่จะปรับเปลี่ยน แปลงโฉม รวมถึงลดทอนความสำคัญของความเป็นนักเขียนหรือวรรณกรรมที่อาจจะเป็นภัยต่อ สถาบันต่างๆ ในสังคมอยู่ตลอดเวลา แต่ด้วยรากฐานในอดีตที่ถูกสร้างมาอย่างเข้มแข็ง ในท้ายที่สุดการช่วงชิงนิยามความหมาย แม้ว่าฝ่ายวรรณกรรมสร้างสรรค์ของกลุ่มกระดุมพีจะสามารถเบียดขับฝ่ายวรรณกรรม เพื่อชีวิตให้ตกไปจากประวัติศาสตร์วรรณกรรมไปแล้ว แต่ก็ยังไม่อาจปฏิเสธนิยามวรรณกรรมเพื่อชีวิตอย่างสิ้นเชิงได้
ชู ศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ถึงวันนี้ไม่มีใครกล้าพูดว่าวรรณกรรมหรือกวีเขียนขึ้นเพื่อความเพลิดเพลิน เจริญใจ หรือเพื่อโชว์ฝีมือของตนเอง ดังเช่นนิยามแบบเดิมในสังคมศักดินายุคก่อนกุหลาบ สายประดิษฐ์ แต่จะเห็นแต่นิยามที่สูงส่งอลังการว่านักเขียนมีภารกิจอันยิ่งใหญ่กอบกู้จิต วิญญาณมนุษย์ และจากนิยามนี้ทำให้เห็นได้ว่านักเขียนมีสถานะค่อนข้างสูงส่งมากในสังคมสมัย ใหม่ แม้ว่าจะเป็นนักเขียนที่มีคนอ่านน้อย หรือหาแทบไม่ได้ เพราะการขายไม่ได้ส่วนหนึ่งอาจกลายเป็นเรื่องค้ำประกันความศักดิ์สิทธิ์ของ งาน เพื่อยืนยันว่าวรรณกรรมสูงส่งไม่ใช่ของตลาดที่หาซื้อได้
อย่าง ไรก็ตามวาทะกรรมที่ถูกสร้างขึ้นนี้สร้างความลำบากให้กับนักเขียน ที่อยู่ในยุคเปลี่ยนผ่านทางสังคมมาก ด้วยความคาดหวังของผู้คน นักเขียนและกวีน้อยใหญ่จึงถูกบีบให้ออกมาแสดงความเห็นต่อเหตุการณ์ เม.ย.-พ.ค.2553 และแม้จะมีนักเขียนบางกลุ่มออกมาแสดงความสนใจต่อเรื่องราวเหตุการณ์ที่เกิด ขึ้น แล้วออกมาโจมตีรัฐบาลอยู่ แต่โดยส่วนตัวสนใจในกลุ่มที่เคยได้ชื่อว่าเป็นนักเขียน เป็นกวีเพื่อประชาชน
ชู ศักดิ์ กล่าวต่อมาว่าในช่วงหลังเหตุการณ์ เม.ย.-พ.ค.2553 ในกลุ่มนักเขียนและกวีได้ต่อสู้กันว่าจะนิยามเหตุการณ์ดังกล่าวว่าอย่างไร โดยแบ่งออกเป็น 2 นิยามใหญ่ๆ คือ นิยามเผาบ้านเผาเมือง กับการปราบปรามประชาชน พร้อมยกตัวอย่างบทนำในหนังสือ “เพลิงพฤษภา รวมบทกวีร่วมสมัยบันทึกไว้ในความทรงจำ” โดยมีแก้ว ลายทอง ทำหน้าที่บรรณาธิการคัดสรรเรื่อง
“ภาพ ควันไฟที่ครั่นคลุ้มขึ้นคลุมฟ้ามหานครและในอีกหลายเมืองใหญ่ ตึกที่ถูกเผาทำลาย ร้านค้าและคูหา หลากหลายที่กลายเป็นเหยื่อ หยาดเลือดชีวิตคนทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องที่ต้องสังเวยให้กับ สถานการณ์อันรุนแรง คนกี่คนต้องสิ้นเนื้อประดาตัว คนกี่คนที่ต้องสูญสิ้นอาชีพ ...และคนอีกกี่คนสิ้นหวัง... ภาพเหล่านี้ย่อมฝังลึกลงในความทรงจำของประชาชาติ”
แก้ว ลายทอง
ชู ศักดิ์ ให้ความเห็นว่า ข้อความนี้แทนทัศนะของกวีหลายๆ คน ที่อยู่ในหนังสือเล่มนี้ ที่บันทึกความทรงจำของชาติในช่วงเหตุการณ์ เม.ย.-พ.ค.2553 ว่าความสูญเสียไม่ใช่ชีวิตผู้คนที่บาดเจ็บล้มตาย แต่เป็นตึก ร้านค้า เหยื่อของเหตุการณ์คือผู้สูญสิ้นอาชีพ ผู้สิ้นเนื้อประดาตัว ผู้สูญสิ้นความหวัง การพูดถึงผู้เสียชีวิตเป็นการพูดอย่างเสียไม่ได้ หนังสือแสดงความเป็นห่วงและเศร้าโศกกับความเสียหายของตึกมากกว่าชีวิตคนนับ ร้อยนับพันที่มาชุมนุม พร้อมยกตัวอย่าง บทกวีของเนาวรัตน์ ที่เขียนบทกวีไว้อาลัยโรงหนังสยามที่ถูกเพลิงไหม้จากเหตุการณ์ครั้งนี้ โดยไม่พูดถึงผู้ชุมนุมร่วมร้อยที่เสียชีวิตและคนบาดเจ็บนับพันด้วยน้ำมือของ รัฐ
เจ้าเล่นเป็นตัวโกง
ก็โกงได้เป็นไฟเปลว
เผาแพรกจนแหลกเหลว
แล้วพวกเจ้าก็เผาโรง
เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์, “โรงหนังสยาม”
ผู้จัดการรายวัน 1 ก.ค. 2553
ขณะ ที่บทกวีจำนวนมากในหนังสือ “เพลิงพฤษภาฯ” แม้ไม่ได้แสดงความเสียใจต่อวัตถุ หรืออาคารที่ถูกเพลิงไหมอย่างชัดแจ้งดังเช่นกรณีของเนาวรัตน์ แต่ก็ไม่ได้พูดถึงความตายของคน เพียงแต่พูดถึงความเสียหายของประเทศไทย โดยมีการใช้จินตภาพของไฟมาเป็นจินตภาพหลักในการบรรยายถึงเหตุการณ์ ส่วนเนื้อหาโดยรวมไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่ารัฐใช้อำนาจของทหารที่เข่นฆ่า ประชาชน แต่จะเลือกพูดภาพกว้างๆ ของความสูญเสีย ความพินาศย่อยยับ เมื่อพูดถึงการตายก็จะไม่มีการระบุว่าผู้ชุมนุมตายอย่างไร หรือพูดถึงการเข่นฆ่าว่าเป็นการฆ่ากันเอง แทบไม่มีบทไหนเลยที่ระบุว่าคนตายเป็นเหยื่อของอำนาจรัฐอันโหดเหี้ยม อีกทั้งยังมีการนำจินตภาพของธรรมชาติอันแปรปรวนมาใช้จำนวนมากโดยที่ไม่พูด ถึงภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างตำตา
“ขณะไฟ...ลามไหม้...ใกล้เข้ามา” ไพวรินทร์ ขาวงาม

“ไฟสงครามลุกลามเรือง” เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
“กระนี้หนอเมืองไทยจึงไหม้หมอง” กานติ ณ ศรัทธา
“ที่นี้...เมืองไทยยุคเกรี้ยมกร้าว เราสุมไฟผ่าวขึ้นแผดไหม้” รมณา โรชา
“ในมือเรามีไฟโถมใส่กัน พ่นละอองของน้ำมันเข้าใส่ไฟ” ไพฑูรย์ ธัญญา
“ร่วมเปลี่ยนไทยร้อนร้ายให้กลับเย็น!” สถาพร ศรีสัจจัง
“กลางฝนเลือด น้ำตาก็บ่าริน ธรนินท์ร้องไห้เป็นเลือดนอง” สถาพร ศรีสัจจัง
“หยดเลือดลูกหลานสะท้านทุกข์ รานรุกไล่ล่าฆ่ากันเอง”
“ไทยต่อไทยจึงแหลกลาญรบกันเอง” ชมัยภร แสงกระจ่าง
ชู ศักดิ์ แสดงความเห็นว่า ตามบทกวีที่สอดคล้องไปในทางเดียวกันนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นความรู้สึกร่วมของกลุ่มกวี และทำให้มองเห็นได้ว่าเป็นการนำเสนอภาพเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องมาจากภาพในจอ โทรทัศน์ที่มุ่งเสนอแต่ภาพควั่นไฟที่พวยพุ่งอยู่บริเวณราชประสงค์ โดยไม่ได้ใส่ใจให้ความสำคัญกับภาพของคนตาย คนที่ถูกฆ่าในเหตุการณ์เดียวกันนั้น แต่ในอีกด้านหนึ่งก็เป็นไปได้ว่าตัวกวีเห็นความสำคัญของตึกมากกว่าชีวิตคน เนื่องจากพวกเขาไม่เห็นว่าผู้ชุมนุมเป็นคนมีชีวิต มีเลือดเนื้อ มีอารมณ์ มีความรู้สึก มีญาติพี่น้องให้ห่วงหา และมีความเป็นมนุษย์ หรืออาจเป็นไปได้ว่าพวกเขาเห็นไม่ต่างเนาวรัตน์ที่มองเห็นคนรากหญ้าเป็นโจร แล้วคิดว่าคนเหล่านี้สมควรตาย
เรายกย่องผองผู้สู้ไม่ถอย
กับเถื่อนถ่อยอยุติธรรมความบ้าคลั่ง
หากแต่เรารังเกียจ โกรธ ชิงชัง
กับการตั้งตัวเป็นเช่นซ่องโจร
เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ “กลางใจเมือง”
ผู้จัดการรายวัน 28 พ.ค. 2553
“คำ ถามก็คือ กวีใช้เกณฑ์อะไรมาเป็นตัวชีวัดว่าการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยของคนราก หญ้าเสื้อแดงเป็นซ่องโจร และการชุมนุมเรียกร้องรัฐธรรมนูญของนักศึกษาประชนเมื่อปี 2516 เป็นความงดความงาม ใช่ความชั่ว หรือแท้จริงแล้วกวีถูกม่านโมหาคติและมายาคติบังตา จนมองไม่เห็นความเป็นมนุษย์ของคนเสื้อแดง หรือว่าโดยลึกๆแล้วกวีท่านนี้เห็นแต่พวกตัวเองเท่านั้นที่ฉลาดและสูงส่งด้วย คุณธรรมจึงมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะชุมนุมขับไล่รัฐบาลที่ท่านไม่ชอบหน้าได้ ส่วนพวกหญ้าแพร่เสื้อแดงนั้นเถื่อนถ่อยและโง่งมงายเกินกว่าจะใช้สิทธิตามรัฐ ธรรมนูญ”
โดยสรุป ในส่วนนี้ได้เกิดกระบวนการขึ้น 2 กระบวนการ คือ 1.การลดทอนและปฏิเสธความเป็นมนุษย์ของคนเสื้อแดง โดยแสดงออกในสองด้านคือการให้ความสำคัญกับซากตึก สถานที่ และการสร้างภาพให้ผู้ชุมนุมกลายเป็นโจร 2.ความพยามยามในการนิยามเหตุการณ์ เม.ย.-พ.ค.2553 ให้เป็นเหตุการณ์การเผาบ้านเผาเมือง ไม่ใช่การปราบปรามประชาชนอย่างโหดเหี้ยม แล้วนิยามดังกล่าวนี้จะช่วยทำหน้าที่ปกปิดและปกป้องฆาตกรให้ลอยหน้าลอยตา อยู่ในสังคมได้ต่อไป โดยความผิดทั้งหมดถูกโยนให้ผู้ชุมนุม
“เมื่อเหยื่อถูกทำให้เป็นอาชญากร และฆาตกรมือเปื้อนเลือดกลายเป็นอภิสิทธัตถะ”
“ศีลธรรม” ยาครอบจักรวาล
ชู ศักดิ์ เสนอในประเด็นสุดท้ายว่า บนกวีส่วนหนึ่งในช่วงเวลานี้ได้หันไปหยิบฉวยศีลธรรมมาใช้อธิบายและเป็นคำตอบ ให้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นความพยายามแสดงบทบาทตามพันธะกิจในการชี้นำความคิดให้กับสังคมด้วย การเรียกหาโนธรรม แต่โดยส่วนตัวกรอบคิดเรื่องศีลธรรมเป็นหลักปฏิบัติในการดำเนินชีวิตของแต่ละ คน ซึ่งโดยทั่วไปแล้วเป็นจริยธรรมที่แต่ละคนพึงเรียกร้องต่อตัวเอง มากกว่าจะใช่เป็นบรรทัดฐานไปเรียกร้องจากผู้อื่น แต่จะเห็นได้ว่าสังคมไทยทำในทางตรงกันข้าม คือไปเรียกร้องศีลธรรมจากสังคม ศีลธรรมจึงกลายเป็นแก้วสารพัดนึก และถูกเห็นเป็นยาแก้ปัญหาทุกปัญหาในสังคม แต่เมื่อยิ่งเรียกร้องเรื่องการยกระดับมาตรฐานศีลธรรมของสังคมมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเห็นว่าศีลธรรมในสังคมตกต่ำมากเท่านั้น เพราะทุกคนชี้นิ้วไปที่ศีลธรรมจนกลายเป็นแพะรับบาปในทุกๆ ปัญหาของสังคมไทย
อีก ทั้ง แม้ไม่ต้องอาศัยกวีหรือนักเขียน เราต่างรู้ว่าปัญหาวิกฤติที่นำมาสู่เหตุการณ์ เม.ย.-พ.ค.2553 ไม่ได้เกิดจากปัญหาความตกต่ำทางศีลธรรม และเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวิกฤติจากเรื่องความเหลื่อล้ำทางเศรษฐกิจหรือการเมือง
ตัวอย่าง บทกวีของเนาวรัตน์ที่ยกเอาเรื่องศีลธรรมมาอธิบายเรื่องการชุมนุมคนเสื้อแดง
ไม่ใช่ชนชั้นไพร่ไล่อำมาตย์
หากเป็นความพินาศแห่งยุคสมัย
เถื่อนอธรรมย่ำยีบีฑาไทย
อันอุกอาจอุบัติในใจกลางเมือง
เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ “กลางใจเมือง”
ผู้จัดการรายวัน 28 พ.ค. 2553
ใน ส่วนทางออกของวิกฤตการณ์ในสังคมไทย บทกวีชื่อหวัง ของจิระนันท์ ถูกใช้ปิดท้ายเล่มในหนังสือ “เพลิงพฤษภาฯ” 2 ท่อนสุดท้ายคล้ายกับเป็นการอวยพรให้คู่บ่าวสาวในงานวิวาห์
“หวัง”
โลกงามเมื่อยามไหน
เมื่อหัวใจมีรักครอง
และรักโดยครรลอง
ที่โอบเอื้อเกื้อเมตตา
กวี ฝนแรก โดยจิระนันท์ ในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 35 ซึ่งไม่เห็นบทกวีลักษณะที่บ่งชัดในเรื่อง “ฝนเหล็กอันรุนแรง ทะลวงร่างเลือดพร่างพราว” เช่นนี้เขียนในหนังสือ “เพลิงพฤษภาฯ” อย่างไรก็ตาม ชูศักดิ์ได้อ่านบทกวีนี้เพื่อรำลึกเหตุการณ์เดือนพฤษภา 2553
ฝนแรกเดือนพฤษภา รินสายมาเป็นสีแดง
ฝนเหล็กอันรุนแรง ทะลวงร่างเลือดพร่างพราว
หลั่งนองท้องถนน เป็นสายชลอันขื่นคาว
แหลกร่วงกี่ดวงดาว และแหลกร้าวกี่ดวงใจ
บาดแผลของแผ่นดิน มิรู้สิ้นเมื่อวันใด
อำนาจทมิฬใคร ทมึนฆ่าประชาชน

“ฝนแรก” จิระนันท์ พิตรปรีชา

ชู ศักดิ์ กล่าวด้วยว่า คนสมัยใหม่ยกย่องกวีมาก ในขณะที่คนรุ่นเก่าก็สถาปนาบทบาทของกวีไว้แทบจะเรียกได้ว่าเป็นศาสดาของ สังคม จนมีการพูดกันว่า “กวีเห็นในสิ่งที่คนทั่วไปไม่เห็น” แต่หากได้อ่านงานกวีในช่วงเหตุการณ์ เม.ย.-พ.ค.2553 เราจะได้ข้อสรุปว่า “กวีไทยไม่เห็นในสิ่งที่คนทั่วไปเห็น” ซึ่งโดยส่วนตัวไม่ปฏิเสธว่าในช่วงเหตุการณ์ดังกล่าวมีความซับซ้อนและมี ปัจจัยหลายประการที่ซ้อนทับจนไม่สามารถชี้ชัดเหตุการณ์หรือสถานการณ์ได้ อย่างเด็ดขาดและชัดเจน แต่การละเลยที่จะยอมรับความจริงตรงหน้าว่ามีคนนับร้อยถูกยิงเสียชีวิต หลายคนบาดเจ็บปางตายนั้นเป็นเรื่องยากเกิดที่จะเข้าใจได้
หาก ไม่ใช้ด้วยคำว่าม่านบังตาที่ทำให้กวีไม่เห็นในสิ่งที่คนทั่วไปเห็น อยู่ตำตา ก็อาจอธิบายได้ว่าเหตุการณ์ก่อนหน้านี้อย่าง 14 ตุลาฯ และพฤษภาทมิฬ จบลงด้วยชัยชนะในระดับหนึ่งของผู้ชุมนุม อย่างน้อยก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตัวผู้นำรัฐบาล จึงทำให้เหล่ากวีและนักเขียนสะดวกใจที่จะเขียนสดุดีแด่ผู้ชุมนุม แต่เหตุการณ์ เม.ย.-พ.ค.2553 เป็นความผ่ายแพ้ ที่คล้ายเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ด้วยเหตุนี้นักเขียนจึงปิดปากเงียบ ไม่ยอมแม้จะเอ่ยปากว่ามีคนตาย โดยบทกวีเรื่องวันฆ่ามัจจุราช ที่พูดถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ โดยเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เขียนในปี 2522 ซึ่งบรรยากาศทางการเมืองผ่อนคลายลงแล้ว
ชูศักดิ์ กล่าวปิดท้ายบทสรุปกวีไทยในยุคเปลี่ยนผ่าน โดยวรรคท้ายบทกวีของศักดิ์สิริ มีสมสืบ
“ข้าต้องเสียศักดิ์ศรีกวีไทย
เขียนกลอนเป็ดเป๋ไป๋ไปไม่เป็น”
ศักดิ์ศิริ มีสมสืบ, “สันติป้าบ”

อ่านรายละเอียด และชมวิดีทัศน์ คลิ้ก ประชาไท

[3] อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์: สิทธิเสรีภาพหลัง ‘ทักษิณ’ ภาพรวมสภาวะดิ่งเหวของไทย

ที่มา ประชาไท

อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์

ใน งานชุมนุมปาฐกถา 70 ปีชาญวิทย์ เกษตรศิริ รศ.ดร.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน แบ่งการนำเสนอสภาพสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็นของประชาชน เป็น 3 ส่วนคือ ในมุมมองขององค์กรต่างประเทศ, การศึกษาของนักวิชาการไทย, วิกฤตการณ์การเมืองและความถดถอยของเสรีภาพ

ในหัวข้อมุมมองขององค์กร ต่างประเทศ มีการหยิบยกรายงาน 3 ฉบับ ได้แก่ 1.รายงานขององค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน Reporters without Borders (RSF) ที่จัดทำดัชนีเสรีภาพสื่อใน 167 ประเทศทั่วโลก โดยส่งคำถามให้องค์กรสมาชิกจำนวน 14 องค์กรทั่วโลก และเครือข่ายผู้สื่อข่าว 130 คน นอจกากนี้ยังมีคำตอบของนัก นสพ. นักวิจัย ผู้เชียวชาญด้านกฎหมาย นักสิทธิมนุษยชน แบ่งคำถามเป็นเรื่อง การสูญเสียเสรีภาพชัดแจ้ง ทางกาย การถูกขัง ทำร้าย, การเข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสาร, การถูกเซ็นเซอร์ หรือเซ็นเซอร์ตัวเอง, การผูกขาดระบบวิทยุโทรทัศน์, แรงกดดันทางเศรษฐกิจ รัฐบาลม, ถัดมาคือความเข้มข้นของความรุนแรง จำนวนผู้สื่อข่าวที่ถูกสังหาร ทำร้าย บทบาทของรัฐในการคุ้มครอง

สำหรับข้อมูลประเทศไทย พบว่าก่อนรัฐประหาร ประเทศไทยอยู่ในอันดับ 107 ซึ่งเป็นอันดับสูงสุดที่เคยไดรับ จากนั้นก็ตกมาที่ 122, 135, 124, 130 และปีล่าสุดอยู่ในอันดับเกือบรั้งท้าย สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากการปะทะกันระหว่างกลุ่มการเมือง ส่งผลกระทบด้านลบต่อการทำงานของสื่อ และสื่อถูกแบ่งขั้วในการทำงาน

รายงาน ระบุด้วยว่า ประเทศไทยจัดว่าเป็นประเทศที่ต้องอยู่ในการตรวจสอบ ส่วนหนึ่งของความตกต่ำมากจาก การปิดกั้นทางอินเตอร์เน็ต และการใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินทำให้มีการเซ็นเซอร์ กลุ่มการเมืองใช้ข้อหาหมิ่นฯ ทำลายฝ่ายตรงข้าม นอกจากนี้ยังเซ็นเซอร์สื่อฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองกับรัฐ โดยเฉพาะสื่อเสื้อแดง

งานศึกษาวิจัยของ iLaw และอาจารย์สาวตรี สุขศรี จากคณะนิติศาสตร์ มธ. ระบุว่า มี URL ที่ถูกบล็อกโดยคำสั่งศาลระหว่างปี 2550-53 จำนวน 74,686 urls ต่อมาสำรวจใหม่อีกครั้งเมื่อต้นปี พบว่า มี 80,000-400,000 urls กลุ่มนี้ได้ส่งหนังสือขอกับกระทรวงไอซีทีเพื่อดูรายละเอียดแต่ได้รับการ ปฏิเสธ มีการยื่นหนังสือร้องเรียนที่คณะกรรมการสิทธิฯ สัปดาห์ที่ผ่านมามีการเชิญไปพูดคุย แต่ ยังไม่ทราบว่าจะได้ความกระจ่างและการคุ้มครองสิทธิอย่างไร

รายงาน ระบุว่า เดือนมิถุนายน 2553 หลังเหตุการณ์ปราบปรามเสื้อแดง มีการตั้งสำนักงานปราบปรามอาชญากรรมคอมฯ เพื่อปกป้องสถาบันสถาบันกษัตริย์ มีการขอทรัพยากรเพิ่มเติมแสดงให้เห็นถึงการใช้อำนาจอย่างเต็มกำลัง ส่วนกฎหมายที่เป็นปัญหาในช่วงที่ผ่านมา คือ ม.112 แห่งประมวลกฎหมายอาญา มีผู้ถูกดำเนินคดีหมิ่นพระบรมเดชานาภพนี้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ กฎหมายที่ถูกนำมาใช้คู่กันในการปิดกั้นเสรีภาพการแสดงความเห็นทางอินเตอร์ เน็ต คือ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ผ่านสภานิติบัญญัติ (สนช.) ซึ่งตั้งขึ้นหลังรัฐประหาร มีการดำเนินคดีหมิ่นสถาบัน 31 คดี เป็นคดีที่ใช้พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 11 คดี โดยมี 4 คดีถูกลงโทษจำคุกแล้ว จะเห็นได้ว่า การใช้กฎหมายเหล่านี้ไม่ทำให้เกิดความสมานฉันท์ พร้อมกับมีการเสนอแนะให้เร่งแก้ไขกฎหมายโดยเร่งด่วน

2. รายงานเสรีภาพทางอินเตอร์เน็ต ปี 2011 จัดทำโดย Freedom House รายงานนี้อยู่บนพื้นฐานของหลักการเสรีภาพสากล ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ 19 จัดทำใน 37 ประเทศ ในเรื่องอินเตอร์เน็ตโดยเฉพาะ เพราะเห็นว่าเป็นพื้นที่สำคัญมากในปัจจุบันและมีผลต่อการพัฒนาเรื่องเสรีภาพ ปชต.

มีกลุ่มคำถาม 21 กลุ่ม เน้นเรื่องสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมเสรีภาพเน็ต มีคำถาม 100 ข้อ เน้นเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน อุปสรรคที่ปิดกั้นการเข้าถึง, มีการจำกัดเนื้อหา กรอง เซ็นเซอร์, ห้ามการใช้สื่อออนไลน์เพื่อการเคลื่อนไหวทางสังคมและการเมืองไหม, ละเมิดสิทธิผู้ใช้สื่อหรือไม่, ปกป้องสิทธิผู้ใช้สื่อในทางกฎหมายไหม, แทรกแซงความเป็นส่วนตัวไหม, มีการลงโทษจำคุก ทำร้าย ข่มขู่ไหม

การ ให้คะแนน น้อยแปลว่าดี มากแปลว่าไม่ดี ไล่ตั้งแต่ 0-100 ในกลุ่ม 0-30 คะแนน หมายถึง มีเสรีภาพ 31-60 คะแนน หมายถึงมีเสรีภาพบางส่วน 61-100 คะแนน หมายถึงไม่มีเสรีภาพ

สำหรับประเทศไทยอยู่ในกลุ่ม “ไม่มีเสรีภาพ” เป็นการสำรวจปี 2552-53 โดยมีสภาพใกล้เคียงกับ พม่า จีน คิวบา ซาอุดิอาระเบีย โดยไทยเราอยู่ลำดับที่ 61 เป็นประเทศแรกในกลุ่มที่ 3 หรือกลุ่มไม่มีเสรีภาพพอดี และไทยยังอยู่ต่ำกว่าเพื่อนบ้านในอาเซียน อย่างมาเลเซีย อินโดนีเซีย และอยู่ในอันดับต่ำกว่าอียิปต์ ซิมบับเว ปากีสถาน น่าสนใจว่าเรามถึงจุดนี้ได้อย่างไร

บทอธิบายประกอบในรายงาน ระบุว่า ผู้ใช้เน็ตที่ถูกควบคุม ปิดกั้น เพราะไปท้าทายชนชั้นนำทางการเมืองและบทบาทของสถาบันกษัตริย์ในการเมืองไทย นับแต่หลังรัฐประหารทำให้หน่วยงานความมั่นคงพยายามปิดกั้น การปิดกั้นมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งปริมาณและเนื้อหา

“สำหรับการเลือกตั้ง ที่จะเกิดขึ้น แนวโน้มสิทธิเสรีภาพจะถดถอยลงอีก เห็นได้จากกรณีล่าสุดที่มีการตัดสินให้ผู้ใช้เว็บไซต์ถูกจำคุกเป็นเวลา 13 ปี” รายงานระบุ

3. Asian Media Baronmeter จัดทำโดย ฟรีดิช อีแบร์ท เป็นการทำดัชนีชี้วัดสื่อเอเชีย ซึ่งเพิ่งมาทำการศึกษาในไทย โดยประเมินสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และความหลากหลาย ความเป็นอิสระของสื่อมวลชน สำรวจว่ามีการปฏิรูปสื่อเป็นสื่อสารธณะหรือไม่ สื่อเป็นมืออาชีพแค่ไหน ในสถานการณ์ที่สื่อถูกทำให้เป็นสื่อการเมืองมากขึ้น

วิธี การประเมิน คือ เชิญตัวแทนนักวิชาชีพสื่อ, เอ็นจีโอด้านสิทธิม.,สิทธิเสรีภาพ 12 คนไปประชุมและร่วมประเมิน 4 เรื่อง คือ สิทธิเสรีภาพสื่อ , ความหลากหลายของสื่อ ความเป็นอิสระของสื่อ, การปฏิรูปการสื่อสารสาธารณะ, ความเป็นวิชาชีพของสื่อ ซึ่งหากคะแนนออกมาน้อยแปลว่าไม่ได้มาตรฐาน

เรื่องสิทธิเสรีภาพได้ 2.6 ,เรื่องความหลากหลาย อิสระ 2.4 , การปฏิรูปสื่อสาธารณะ 3.6 , ความเป็นวิชาชีพ 2.3 รวม 2.72

อุบล รัตน์ หยิบยกความคิดเห็นของผู้ประเมินเฉพาะในส่วนที่1 เรื่องสิทธิเสรีภาพสื่อมานำเสนอว่า แม้รัฐธรรมนูญฉบับหลังรัฐประหารจะมีการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกไว้ แต่กฎหมายอื่นกลับคัดง้างสิทธิดังกล่าว ไม่ว่ากฎหมายความมั่นคง กฎหมายอาญา พลเมืองและนักหนังสือพิมพ์กลัวว่าแสดงความคิดเห็นถึง ศาล สถาบันกษัตริย์ เป็นความผิดจึงสยบยอมต่ออำนาจ พลเมืองหวาดกลัวการล่าแม่มดในอินเตอร์เน็ต ท่ามกลางความหวาดกลัว นสพ.หันมาเซ็นเซอร์ตนเองมากขึ้นเรื่อยๆ หลังรัฐประหาร รัฐเร่งออกกฎหมายหลายฉบับ เช่น พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ แต่มีกฎหมายจัดตั้งกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะ ซึ่งจะว่าไปแล้วคือยึดสถานีไอทีวีของทักษิณมาเป็นของรัฐ แล้วเปลี่ยนมาเป็นสื่อสาธารณะ มีการออก พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ อย่างด่วนที่สุด เพื่อริดลอนสิทธิในการแสดงความเห็น ปรากฏผลให้เห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ จากจำนวนคดี

ที่สำคัญที่ประเทศไทยไม่ได้นำมาใช้มากนัก พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารทางราชการ พ.ศ.2540 การเข้าถึงข้อมูลราชการยุ่งยากและล่าช้า ข้อมูลเกี่ยวกับความมั่นคงเข้าไม่ถึงเลย มีบทบัญญัติว่าห้ามเปิดเผยและห้ามสื่อรายงาน รวมทั้งไม่มีกฎหมายคุ้มครองแหล่งข่าว องค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานด้านสิทธิมีไม่มาก มีการแบ่งขั้วทางการเมือง บางองค์กรสนับสนุนให้ปราบฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองเสียด้วย

สภาพการณ์ ดังกล่าวทำให้เกิดสาธารณชนที่หิวกระหายข้อมูลข่าวสารที่มี อิสระ, มีวิทยุชุมชนที่มีชีวิตชีวา มีสื่อสาธารณะเกิดขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ อย่างไรก็ตาม การแบ่งขั้วทางการเมืองทำให้การปฏิรูปสื่อต้องชะงัก สิทธิเสรีภาพของสื่อถูกแทนที่ด้วยการเซ็นเซอร์ตนเอง

อุบลรัตน์ กล่าวถึงหัวข้อที่สองเรื่องเสรีภาพจากการศึกษาของนักวิชาการไทย โดยหยิบยกรายงานการศึกษา สถานการณ์ ควบคุม ปิดกั้น สื่อออนไลน์ด้วยการอ้างกฎหมาย และแนวนโยบายแห่งรัฐไทย โดย iLaw และอาจารย์สาวตรี สุขศรี ที่นำเสนอเมื่อธันวาคม 2553 ซึ่งมีข้อมูลเชิงสถิติ บทวิเคราะห์และข้อสังเกตต่อจำนวนคดีความผิดเกี่ยวกับเนื้อหาในสื่อออนไลน์ และมีตัวอย่างจากต่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีอีกชิ้นหนึ่งผลงานของสาวตรี สุขศรี เรื่องกฎหมายไทยกับเสรีภาพสื่อสารมวลชน ตีพิมพ์ในวารสารวันรพี 2553 กล่าวถึงกฎหมายที่ให้อำนาจรัฐปิดกั้นข้อมูลข่าวสารและการแสดงความคิดเห็น ในสถานการณ์ปกติและไม่ปกติ ซึ่งทั้งหมดหาอ่านได้ในเว็บไซต์นิติราษฎร์ (www. Enlightened-Jurists.com)

อุบลรัตน์กล่าวถึงประเด็นสุดท้ายเรื่อง วิกฤตการณ์การเมืองและความถดถอย ของเสรีภาพว่า หลังรัฐประหาร การใช้กฎหมายทั้งหมดกลายเป็นเครื่องมือในการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพของประชาชน เกิด ศอ.รส., ศอฉ. มีการทีวีรวมการณ์เฉพาะกิจอยู่เป็นประจำ มีโฆษกที่ทุกท่านรู้จักกันดี มีการเซ็นเซอร์สื่อท้องถิ่น ในภาวะที่ชาวบ้านบอกว่าพวกเขา ‘ตาสว่าง’ แล้วนั้น สื่อสำคัญคือ วิทยุชุมชน เคเบิลทีวี โทรทัศน์ดาวเทียม แต่ทั้งหมดก็ถูกสั่งปิด เว็บไซต์ก็เช่นกัน ดัชนีทั้งในและนอกประเทศถดถอย

“ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา การสั่งปิดกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของรัฐไปแล้ว” อุบลรัตน์กล่าวและว่า ดังนั้น การแสดงความคิดเห็นโดยอิสระและเปิดเผย จึงถูกติดตาม ตรวจสอบ คุกคามมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้มาตรา 112 ที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างบรรยากาศแห่งความกลัว

“เราเคยพูด ถึงบรรายากาศแห่งความกลัวในสมัยทักษิณ ช่วงนั้นการข่มขู่คุกคามคือการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายสูงๆ ขณะนี้ทุกวันนี้ใช้วิธีฟ้องร้องประชาชนรายบุคคล แล้วส่งเข้าคุกหลายๆ ปี” อุบลรัตน์กล่าวและว่า การเซ็นเซอร์ตนเองเพิ่มทวีคูณจนรัฐคิดว่าเป็นเรื่องยอมรับได้ของสังคม แต่แรงกดดันนี้อาจนำมาซึ่งการแสวงหาการแสดงออกในหนทางใหม่ๆ เพื่อธำรงสิทธิเสรีภาพตามหลักสากลและเป็นสิ่งที่พวกเราพึงมี

*เรียบ เรียงจากงานแสดงมุทิตาจิต “ชุมนุมปาฐกถา 70 ปี ชาญวิทย์ เกษตรศิริ” ณ หอประชุมศรีบูรพา ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ วันที่ 7 พ.ค.54

คลิ้กชมรายละเอียด และวิดีทัศน์ ประชาไท

[2] เกษียร เตชะพีระ: ธรรมาภิบาล VS ประชาธิปไตย สังคมไทยต้องเลือก ?

ที่มา ประชาไท

ใน งานชุมนุมปาฐกถา ‘ชาญวิทย์ เกษตรศิริ’ ในวาระอายุ 70 ปี ‘เกษียร’ ปาฐกถา เรื่อง “ธรรมรัฐ/ธรรมาภิบาล: จากไอเอ็มเอฟสู่ใต้ร่มธรรมราชา”


เกษียร เตชะพีระ จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เริ่มต้นกล่าวถึงชาญวิทย์ เกษตรศิริ ว่า เป็น 1 ในครู 4 คนที่เปลี่ยนวิธีมองโลกของตน พร้อมระบุว่าหลังรัฐประหาร ชาญวิทย์ถือเป็นหลัก เป็นที่พึ่ง เป็นแบบอย่างของนักวิชาการรุ่นลูกหลาน เพราะยึดมั่นในหลักบางอย่าง ซึ่งตนวิคราะห์ได้ว่าคือ 1.ชาญวิทย์เข้าใจว่าเป้าหมายทางการเมืองที่สุดโต่งจะทำลายมากกว่าสร้างสรรค์ ต่อให้เป็นเป้าหมายที่ดี 2.ยึดหลักวิธีการสำคัญกว่าเป้าหมาย ในระยะที่ผ่านมา ในนามของเป้าหมายที่ดี สังคมไทยไม่เลือกวิธีการ รัฐประหารก็ทำ ความรุนแรงก็ใช้ โกหก ใส่ร้าย ป้ายสี ดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เช่น การรัฐประหารของ ‘คะป๊ก’ (คปค.) อยากต่อต้านคอร์รัปชั่น ฟื้นฟูความสามัคคี ปกป้องสถาบัน จนปัจจุบันถามว่าทั้งหมดเกิดขึ้นหรือไม่ด้วยวิธีการรัฐประหาร 3.ชาญวิทย์พิสูจน์ให้เห็นว่าคำโกหกป้ายสีผู้อื่นไม่ยั่งยืน

“บทเรียน สำคัญจากอาจารย์ชาญวิทย์คือ พลังการเมืองใดละทิ้งหลักการเหล่านี้ ถึงชนะใหญ่โตก็ชั่วครู่ชั่วยาม ไม่ยั่งยืน รังแต่พ่ายแพ้ เพลี่ยงพล้ำ เสื่อมถอย แตกแยก หดเล็กในระยะยาว เราพอเห็นกันอยู่ว่าตอนนี้ใช้วิธีการเลวร้ายทำลายพวกพ้องตัวเองแล้วตอนนี้ สุดท้ายวิธีการเลวร้ายดังกล่าวจะทำลายตัวผู้ใช้เองในที่สุด”

เกษียร ได้เข้าสู่การบรรยายในหัวข้อ “ธรรมรัฐ/ธรรมาภิบาล: จากไอเอ็มเอฟสู่ใต้ร่มธรรมราชา”โดยระบุว่าอยากวิจารณ์การนำเข้ามาเรื่องธร รมาภิบาลในสังคมไทย จากมุมมองทางการเมืองวัฒนธรรมไทย รวมทั้งการนำไปใช้ และการเคลื่อนเวลาใช้จริง ซึ่งแนวคิดบางส่วนนำมาจากบทความ Words in Motion โดยเริ่มต้นแนะนำลัทธิช็อกแห่งเสรีนิยมใหม่ อ้างจากแนวคิด ‘มิลตัน ฟรีดแมน’ ซึ่งนาโอมิ ไคลน์ นักวิชาการฝ่ายซ้ายตีความว่าเป็นลัทธิช็อกซึ่งมีหลักการในการทำการตลาดแนว คิดเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่กับนักการเมือง โดยฉวยใช้วิกฤตไปผลักดันนโยบายที่เอื้อกับเอกชน ขณะที่ฟรีดแมนพูดถึงลัทธินี้ว่า มีแต่วิฤตเท่านั้นที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงได้ มันจะเกิดจากความคิดที่เรียงรายล้อมรอบ เราต้องพัฒนาทางเลือกต่างๆ จากนโยบายเดิม ประคับประคองเผื่อไว้ จนกว่าสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ทางการเมืองกลายเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ใน ทางการเมือง

สำหรับเมืองไทยและเอเชียตะวันออกนั้นมีภาวะช็อกตอนมี วิกฤตต้มยำกุ้ง ทางเลือกถูกยัดเยียดมาจากภายนอก โดยไอเอ็มเอฟ ทำให้แนวนโยบายของรัฐต้องเปลี่ยนไปเพราะเงื่อนไขการกู้เงินไอเอ็มเอฟ ต้องเปิดเสรี ถามว่าอะไรคือกระบวนท่าตั้งรับกับการช็อค สิ่งเราใช้มาตั้งแต่ ร.5 คือ รับรูปแบบไว้ก่อน เช่น มีระบบราชการ ประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญ ทุนนิยม เสรีนิยมใหม่ แต่เนื้อหาเราเลือกบางอย่าง แล้วโยนทิ้งบางอย่าง โดยใช้เกณฑ์ “การรักษาไว้ซึ่งโครงสร้างอำนาจเดิม” ในการคัดเลือก

จาก นั้นเกษียรเสนอให้เห็นถึงความสำคัญในการแปลศัพท์ใหม่ๆ ที่สังคมไทยรับจากภายนอกให้เป็นภาษาไทย โดยชนชั้นนำยึดหลัก คุมคำ > คุมความหมาย > คุมความคิด >คุมคน โดยยกตัวอย่างคำเช่น ประชาธิปไตย ซึ่งปัจจุบันเรียกติดปากว่า ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข แต่ความหมายเดิมที่ ร.6 แปลเป็น ประชาธิปตัย ซึ่งหมายถึง รีพลับริก อันหมายถึง ไม่มีพระเจ้าแผ่นดิน มีแต่ราษฎร แต่คำว่าประชาธิปไตยมันเกิดขึ้นมาได้เพราะการประนีประนอมกับคณะราษฎร ทำให้เปิดช่องความเป็นไปได้ให้ใช้คำอย่างปัจจุบัน

เกษียรยกตัวอย่าง ต่อว่า ในยุคหลังก็มีหลายคนที่เป็กันชนรับแรงช็อคแบบไทยๆ โดยยกตัวอย่างคำว่า “ธรรมรัฐ” ซึ่งชัยวัฒน์ สถาอานันท์นิยามให้ธรรมะมีอำนาจกำกับรัฐ ธีรยุทธ บุญมี นิยามอีกแบบหนึ่งว่าเป็นการหาฉันทามติร่วมกันระหว่างรัฐ เอกชน ประชาสังคม ขณะที่อานันท์ ปันยารชุน นิยามว่าเป็นการเน้นเรื่องการจัดการ ประสิทธิภาพ ไม่เกี่ยวกับการเมือง แต่ประเวศ วะสี หมายความไปถึงชุมชนนิยม ถักทอสายใยสังคมเพื่อเพิ่มพลังของประชาสังคม

“ไอเอ็มเอฟคงงง ส่งคำนี้มาแล้วแตกเป็น 5 เจ้า” เกษียรกล่าว

เกษียร กล่าวต่อว่า 14 ปีต่อมา ผลของการผลิตคำพวกนี้สู้ไอเอ็มเอฟได้แค่ไหนนั้น เขาเห็นว่าพอต้านทานไว้ได้บางส่วน แม้มีแรงต้านจากภาคประชาสังคมแต่ทุกอย่างก็ดำเนินไป เมื่อมาถึงยุค พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ได้เดินนโยบายโลกาภิวัตน์เสรีนิยมใหม่ แต่บริหารจัดการเอง ไม่ใช่เอาแต่ทำตามคำสั่ง แต่ก็เอาโอกาสใหม่ๆ ให้พวกพ้อง จึงถูกโค่นโดย คปค. จากนั้นรัฐบาล พล.อ.สรยุทธ์ จุลานนท์ ยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในทางปฏิบัติแปลว่า เศรษฐกิจโลกภิวัตน์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ไม่ได้ปิดตลาด แต่ความเสี่ยงต้องอยู่ใต้บริหารจัดการโดยรัฐไทยที่มีพระมหากษัตริย์เป็น ประมุข

ด้านเอ็นจีโอ แรงงาน ปัญญาชน ก็ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกนิติบัญญัติ (สนช.) จำนวนมาก พลังเหล่านี้แยกกันปฏิรูป มีความพยายามยกเลิกร่างกฎหมายการแปรรูป แม้ไม่สำเร็จทั้งหมด แต่หลังจากนั้นดูเหมือนการแปรรูปดูเหมือนจะหยุดไป ส่วนคำว่าธรรมรัฐถูกทำให้เป็นยาสามัญประจำบ้าน แปลใหม่เป็นธรรมาภิบาล และไปอยู่ในกลไกราชการด้วย

เกษียรกล่าวว่า การทำให้ธรรมรัฐเป็นเรื่องการเมือง ใน 4-5 ปีนี้ ตกอยู่ใต้อำนาจนำของพลังภาคประชาชน-ราชาชาตินิยม ธรรมรัฐ ถูกใช้เป็นคำขวัญต่อต้านคอร์รัปชั่นโดยทั่วไป และถูกใช้ต่อต้านทักษิณเป็นการเฉพาะ ทำให้คำนี้พลิกผันไปตามสถานการณ์การเมือง สุดท้าย พลังการเมืองบางกลุ่มได้นำคำนี้ไปใช้ จนมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของพลังแอนตี้ประชาธิปไตย

จากนั้น เกษียร ยกตัวอย่างการกล่าวถึงและให้ความหมายของ “ธรรมรัฐ” โดยบุคคลต่างๆ เช่น ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กล่าวเมื่อ 2547 อธิบายว่า ธรรมรัฐแบบไทยเกิดก่อนตะวันตกหลายสิบปี ดังปรากฏในปฐมบรมราชโอการในพระราชพิธีบรมราชาภิเสกที่ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” นี่คือกุศโลบายแบบฉบับของอนุรักษนิยมในการรับมือกับวาทกรรมต่างชาติว่า “ไม่มีอะไรใหม่”
ขณะที่สมุดปกขาว คมช. (2549) ก็มีการอ้างว่าถึงเหตุผลในการทำรัฐประหารว่าการบริหารประเทศด้วยเครื่องมือ ในระบอบประชาธิปไตย คลายเคลื่อนไปจากหลักการที่แท้จริงโดยขาดธรรมาภิบาล ทำให้คำว่าธรรมรัฐกลายเป็นส่วนหนึ่งของวาทกรรมว่าทำไมต้องโค่นประชาธิปไตย

“พูด ราวกับธรรมาภิบาลกับประชาธิไตยเป็นคนละเรื่อง” เกษียรกล่าว และยังยกตัวอย่างการอ้างธรรมรัฐของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) และอดีต ส.ว.รสนา โตสิตระกูล ที่มีบทบาทในการใช้คำนี้ในการโค่นอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร

เกษียร กล่าวปิดท้ายปาฐกถาว่า จากที่กล่าวมาอาจสรุปเรื่องประชาธิปไตยกับธรรมรัฐว่า อย่างเบา คือ เป็นคนละเรื่อง แต่อย่างหนัก คือ ไปกันไม่ได้ ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

เรียบเรียงจากงานมุทิตาจิต “ชุมนุมปาฐกถา 70 ปี ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ” ที่หอประชุมบูรพา ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ วันที่ 7 พ.ค.54

คลิกชมรายละเอียด และวิดีโอคลิป ประชาไท

[1] ผาสุก พงษ์ไพจิตร: ภาษีที่ดิน-ทรัพย์สินไม่ไปไหน ไทยยากจะมีสวัสดิการที่ดี

ที่มา ประชาไท

(7 พ.ค.54) ผาสุก พงษ์ไพจิตร ศาสตราจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปาฐกถาหัวข้อ "เศรษฐศาสตร์ (ของ) การเมืองไทย" ในงานมุทิตาจิต "ชุมนุมปาฐกถา 70 ปี ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ" ณ หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

0000

(คลิกชม วิดีโอคลิป ด้านท้ายบทความ)

ขณะ นี้นักเศรษฐศาสตร์จำนวนหนึ่งคิดอย่างไรกับปัญหาการกระจายทรัพย์สิน หรือการกระจุกตัวอย่างสูงในหลายประเทศ บางสังคมจัดการกับพลวัตนี้อย่างไร

ทำไม พูดเรื่องนี้ ปัญหาการกระจุกตัวของทรัพย์สินที่เกิดขึ้น อยากชี้ว่าสำคัญอย่างไร เรื่องทรัพย์สินกับรายได้เป็นเรื่องแยกกัน รายได้เป็นการแสดงมาตรฐานการครองชีพ แต่ทรัพย์สินเป็นตัวสะท้อนความมั่งคั่ง ซึ่งรวมทั้งบ้าน ที่ดิน การเป็นเจ้าของหุ้น เงินสดในธนาคาร ภาพเขียน รถ ราคาแพง ฯลฯ ในแง่เศรษฐศาสตร์ ถ้าพูดถึงความร่ำรวย รายได้บอกไม่หมด ถ้ารวยจริงต้องดูที่ทรัพย์สิน

สิ่งที่สนใจคือ ทำไมเป็นปัญหา บางประเทศจัดการกับปัญหานี้อย่างไร แต่ไม่ได้หมายความว่าถ้าแก้ได้ ปัญหาจะหมดไป การอภิปรายในบรรดานักเศรษฐศาสตร์ระดับโลกกำลังสนใจปัญหานี้

แบ่งการพูดเป็น 4 เรื่อง 1.นานาชาติอภิปรายเรื่องนี้อย่างไร 2.สภาพในเมืองไทย 3.พลวัตของประเทศเกาหลี 4.สรุป

1.มิตินานาชาติ
ดิ อิโคโนมิสท์ นิตยสารกระบอกเสียงนักธุรกิจ อนุรักษนิยมมาก เมื่อเดือนเมษายนปีนี้มีบทความกล่าวว่า ผลได้ของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเกือบทั้งหมด กระจายสู่กระเป๋าเจ้าของทุน ไม่ใช่ผู้ใช้แรงงาน ซึ่งเป็นเรื่องจริง ดูจากสถิติในโลก พบว่า ความไม่เท่าเทียมกันเป็นปัญหาที่เกิดทั่วโลก สถิติชี้ว่าสัดส่วนกำไรในรายได้ประชาชาติแทบทุกประเทศหลังปี 2551 สูงขึ้น แต่สัดส่วนของค่าจ้างกลับลดลง

OECD แนวโน้มเช่นนี้เกิดตั้งแต่ 2543 ในอเมริกา ย้อนไปได้ถึง 2516 ดิอิโคโนมิสท์ระบุว่า สาเหตุของการกระจุกตัวเกิดขึ้นเพราะการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี กระบวนการผลิตทำสินค้าได้จำนวนมากโดยไม่ต้องเพิ่มคนงาน เผลอๆ ก็ลดคนงาน, ขณะที่ประสิทธิภาพของคนทำงานสูงขึ้น ทำให้รายได้เพิ่มขึ้น ปรากฏว่าส่วนที่เพิ่ม ผู้ที่เป็นเจ้าของทุนเก็บรวบเป็นส่วนใหญ่, แรงต่อรองของแรงงานที่ลดลงเนื่องจากการเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานมีแนวโน้มลด ลง รัฐบาลประเทศต่างๆ พยายามกดสหภาพแรงงาน บริษัทข้ามชาติผลักดันไม่ให้มีสหภาพแรงงาน

น่าสนใจว่า ดิอิโคโนมิสท์ ตัวแทนนักธุรกิจ วิจารณ์ว่ามีการใช้นโยบายเสรีนิยมที่เป็นผลเสียกับการกระจายรายได้ เช่น การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ การมีระบบตลาดที่ยืดหยุ่นมากขึ้น บริษัทข้ามชาติมีอิทธิพลกับนโยบายประเทศต่างๆ

ตัวร้ายของโลกขณะนี้ เป็นบริษัทไฟแนนซ์ยักษ์ใหญ่ต่างๆ มีพฤติกรรมประหนึ่งมาเฟียคอยคุมรัฐบาลให้ดำเนินนโยบายที่เป็นประโยชน์กับ สถาบันการเงิน ถ้าไม่ยอมทำตามอาจถูกขู่ถอนเงินออกไป โดยเฉพาะให้รัฐบาลดำเนินนโยบายทางการเงินที่ส่งประโยชน์ให้บริษัทเหล่านี้ และยอมให้บริษัทเหล่านี้ให้รายได้สูงกับผู้บริหารจนน่าเกลียด

ปีที่ แล้ว เซาท์เปาโล มีการประชุมนักเศรษฐศาสตร์ระดับโลก ออกแถลงการณ์ 10 ข้อ ข้อหนึ่ง ทั่วโลกรายได้คนงานลดลง แต่กำไรนายทุนเพิ่ม ความมั่งคั่งกระจุกตัวสูงขึ้นทั่วโลก และนำสู่ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองทั่วโลก ทั้งนี้ มีข้อเสนอแก้ไข คือ 1.ให้รัฐบาลประกันการมีงานทำ มีระดับรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ ศาสตราจารย์ ยู ชอ ผัก เขียนงานให้ Asian Development Bank (ADB) พูดถึงความจำเป็นที่ประเทศในเอเชียตะวันออกต้องปรับยุทธศาสตร์การพัฒนา ปรับเศรษฐกิจให้สมดุล คิดใหม่เกี่ยวกับการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่ประเทศในเอเชียตะวันออกดำเนิน มาในช่วง 2-3 ทศวรรษ ให้ปรับเป็นการเพิ่มการลงทุนของภาคเอกชนในประเทศ และการบริโภคของผู้คนในประเทศ ด้วยวิธีการที่รัฐบาลต้องเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการจัดการให้มีระบบ สวัสดิการ และการประกันสังคมต่างๆ เช่น การศึกษาฟรี สาธารณสุขทั่วถึง รายได้หลังเกษียณ รวมถึงการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อม

ธนาคารเพื่อการ พัฒนาในเอเชียเคยยอมรับอุดมการณ์เสรีนิยมใหม่ ขณะนี้นักเศรษฐศาสตร์เสนอว่าแทนที่จะดำเนินแนวทางเสรีนิยมใหม่ ต้องคิดถึงรัฐ พัฒนา delovelopmentalism รัฐต้องมีบทบาทในการจัดระบบสวัสดิการสังคม TDRI ในเมืองไทย นักเศรษฐศาสตร์ก็กำลังพูดถึง Rebalancing Strategies อย่างไรก็ตาม เรื่องสวัสดิการสังคมพูดง่าย แต่จะหาเงินมาใช้จ่ายในโครงการได้อย่างไร

รัฐบาลมีรายได้หลักจากภาษี
-ภาษี นิติบุคคล ขณะนี้รายได้ธุรกิจมีแนวโน้มลดลงในหลายประเทศ เพราะนักธุรกิจมีแรงต่อรองกับรัฐบาลต่างๆ มาก และทุกประเทศต้องพึ่งการลงทุนของบริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่ ซึ่งสามารถเคลื่อนย้ายลงทุนได้ทั่วโลก
-ภาษีรายได้ส่วนบุคคล ในประเทศพัฒนาแล้ว ภาษีนี้เป็นสัดส่วนสูง แต่กับไทยนั้นน้อย มีข้อถกเถียงว่าถ้าเก็บตรงนี้เยอะจะทำให้แรงจูงใจทำงานลดลง
-ภาษีมูลค่าเพิ่ม หลายประเทศเพิ่มส่วนนี้ เช่น นอร์เวย์ 17%
-ภาษีสินค้าเข้าออก เคยสำคัญ แต่หมดความสำคัญเรื่อยๆ เพราะการเปิดการค้าเสรี (FTA)
-ภาษี ทรัพย์สิน เป็นสิ่งน่าสนใจ เพราะทรัพย์สินที่สำคัญมากคือที่ดิน บริษัทอาจย้ายเงินทุนได้แต่ที่ดินย้ายไม่ได้ รัฐบาลสามารถหาประโยชน์ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย

นักเศรษฐศาสตร์ฝรั่งเศส ในศตวรรษที่ 17 บอกว่ารัฐบาลอยู่ได้โดยไม่ต้องเก็บภาษีใดเลย ถ้าบริหารภาษีที่ดินดีๆ ในยุโรปและอเมริกา ภาษีที่ดินเคยมีบทบาทลดลงแต่เริ่มมีมากขึ้นแล้วในระยะนี้

ดังนั้น แล้ว ยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลต้องพิจารณาคือ การหาประโยชน์จากทรัพย์สินและที่ดินเป็นแหล่งรายได้มาใช้แก้ปัญหาความไม่ เท่าเทียมกัน โดยการจัดหาสินค้าสาธารณะสวัสดิการ


2.เมืองไทยสถานการณ์เป็นอย่างไร

ตั้งแต่ ปี 2549 สำนักงานสถิติแห่งชาติเก็บสถิติทรัพย์สินในเมืองไทย แบ่งกลุ่มเป็นครัวเรือน 4 กลุ่ม มีทรัพย์สินน้อยสุด – มากสุด กลุ่มละ 10% พบว่า 10% รวยสุด กับ 10% จนสุด มีความต่าง 69 เท่า, รวยสุดกับรวยรองลงมา ก็ยังมีความต่างเยอะ แสดงว่าการกระจุกตัวอยู่ที่คน 10% ของประเทศ ในอเมริกาก็ลักษณะเดียวกัน แต่ยุโรปน้อยกว่าเพราะมีภาษีทรัพย์สิน

บุคคลที่มีที่ดินมากสุดในจังหวัดเหล่านี้มีที่ดินกี่ไร่
กทม. บุคคล/นิติบุคคล รายเดียว (ไม่เปิดเผย) มีที่ดินมากที่สุด 14,776 ไร่ ภูเก็ต 3152 ไร่ ปทุมธานี 28,999 ไร่ สมุทรปราการ 17,016 ไร่ นนทบุรี 6,691 ไร่ ระนอง 4,618 ไร่ นครนายก 34,000 ไร่

50 อันดับแรก มีที่ดินรวมกันเป็น 10% ของที่ดินทั้งหมด

กระจุกตัวสูง
การ กระจุกตัวของทรัพย์สินเพิ่มขึ้นหรือไม่ เราไม่มีข้อมูลพอจะตอบ แต่อาจดูได้จากแนวโน้มการกระจายรายได้ ที่ข้อมูลย้อนไปถึง 2503 เพิ่มตลอด โดยเฉพาะ 2523 รายได้จีพีดีสูงขึ้น แต่การกระจายรายได้เมืองไทยเลวลงตลอด แนวโน้มการกระจุกตัวของทรัพย์สินในเมืองไทยสูงขึ้น

ดิอิโคโนมิสท์ เมื่อสองอาทิตย์ที่แล้ว เปิดเผยตัวเลข คนรวยสุด 20% ว่ามีรายได้รวมเป็นสัดส่วนเท่าไรของจีดีพี เมืองไทยเป็นรองโคลัมเบีย ซึ่งมีส่วนแบ่งจีดีพี 58.5% เมืองไทย 53.6% นั่นคือ รายได้เกิดขึ้นกว่าครึ่งอยู่ในมือคน 20% เราแย่กว่าบราซิล เม็กซิโก จีน ปากีสถาน กานา

ทำไมต้องกระจายการกระจุกตัว หลายคนคงตื่นเต้นตอนที่กรณ์ จาติกวนิช เสนอ ร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ขณะนี้ร่างนี้ถูกเลื่อนไปแล้ว เป้าประสงค์เพื่อใช้ที่ดินที่ทิ้งร้างให้เป็นประโยชน์ ให้ อปท.จัดเก็บแล้วนำรายได้ไปบำรุงกิจการในพื้นที่ ตั้งกองทุนธนาคารที่ดินได้ อัตราภาษีที่กำหนดค่อนข้างต่ำ คือ 0.05-2% ที่ใช้มากถึงแค่ 0.5%

อุปสรรค อยู่ที่ไหน บางคนอาจคิดว่าอยู่ที่สำนักงานทรัพย์สินฯ แต่มีข้อมูลน่าเชื่อถือว่าไม่ใช่ กรณีญี่ปุ่น สมเด็จจักรพรรดินีของญี่ปุ่น เมื่อได้รับมรดกเป็นคฤหาสน์และที่ดิน ท่านต้องเสียภาษีมรดก แต่ไม่สามารถมีเงินสดมาเสียภาษีได้ จึงขายที่ดินให้รัฐบาล พสกนิกรจำนวนหนึ่งเดินขบวนเรียกร้องให้ยกเว้นภาษีนี้กับท่าน เพราะต้องการให้เก็บเอาสมบัติครอบครัวเอาไว้ แต่ท่านออกแถลงการณ์ขอร้องให้ยกเลิกการเดินประท้วง และบอกว่าท่านเป็นพลเมืองคนหนึ่งของญี่ปุ่น ดังนั้น จึงจะเสียภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และได้ขายที่ดินนั้นไป รัฐบาลต่อมาขายให้ อปท. อปท.ก็มีนโยบายนำที่ดินนั้นไปเป็นส่วนสาธารณะ พสกนิกรจำนวนหนึ่งมาต่อต้านเมื่อจะมีการรื้อคฤหาสน์ แต่ก็ต้องเลิก เพราะกฎหมายที่ญี่ปุ่นก็คือ กฎหมาย (ผู้ฟังในหอประชุมหัวเราะ)

กรณี ของเมืองไทย ข้อมูลนี้อาจบอกเค้าลางว่า อุปสรรคอยู่ที่รัฐสภา ข้อมูลของ ป.ป.ช. แสดงการแจ้งถือครองที่ดิน พรรคเพื่อไทย 173 คน 21,000 ไร่ มูลค่า 5 พันล้าน ประชาธิปัตย์ 160 คน 15,000 ไร่ 6 พันล้าน ภูมิใจไทย 31 คน 4,000 ไร่ 730 ล้าน เพื่อแผ่นดิน 29 คน 5,000 ไร่ 1 พันกว่าล้าน ฯลฯ ส.ว. 145 คน 20,000 ไร่ 10,000 กว่าล้าน คิดเป็นค่าเฉลี่ย ส.ส. 121 ไร่ต่อคน, ส.ว. 123 ไร่ต่อคน

สภาวะของภาษีในเมืองไทย ความสามารถการเก็บภาษี คิดเป็นร้อยละของจีดีพี (2551) ไทย 17 เวเนซุเอลา 25 เกาหลี 26 สวีเดน 49 รัสเซีย 37 ตุรกี 32 ญี่ปุ่น 27 อเมริกา 28 อังกฤษ 39 จึงไม่น่าแปลกใจว่าคุณภาพของสินค้าสาธารณะ ระบบสวัสดิการ ประกันสังคมของเราจึงยังไม่ดี ร้อยละ 80 ของครัวเรือนทั่วประเทศ ไม่มีน้ำประปาใช้ในบ้าน ประชากร 14,000 คนต่อหมอ 1 คนที่จังหวัดเลย ขณะที่กรุงเทพฯ ประชากร 850 คนต่อหมอ 1 คน

เราเก็บได้น้อย เพราะเราเน้นเก็บภาษีทางอ้อม เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ด้านภาษีทางตรงจากประชากร 67 ล้านคน กำลังแรงงาน 38 ล้าน มีผู้ยื่นแบบเสียภาษี 9 ล้านคน จ่ายภาษีจริง 2.3 ล้าน และมี 60,000 คนที่เสียอัตราสูงสุด 37% คิดเป็น 50% ของภาษีรายได้ทั้งหมด

ความสำคัญของภาษีทรัพย์สินเปรียบเทียบ OECD เกาหลี ไทย ที่เกาหลี 3.5% ของจีดีพี มากกว่า OECD ซึ่งเก็บได้ 1.9% ของไทย เก็บได้ 0.2%


3.ประสบการณ์ของเกาหลีใต้

หลังวิกฤตเศรษฐกิจในปี 40 ไทย เกาหลีใต้ ประสบปัญหามาก การว่างงาน รายได้ลด ราคาที่ดินเพิ่มสูง

แต่ กรณีของเกาหลีใต้ กลุ่มประชาสังคมรวมตัวกันเรียกร้องให้พรรคการเมืองดำเนินนโยบาย Social Security ให้มีภาษีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น เพื่อลดการเพิ่มขึ้นของราคาที่ดิน พรรคที่สนองความต้องการเหล่านี้ได้รับการเลือกตั้ง สิ่งที่เกิดหลังจากนั้น มีการปฏิรูประบบการประกันสังคม อย่างพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ มีการเสนอนโยบายการันตีรายได้ขั้นต่ำพอควรแก่อัตภาพ ให้แก่ประชาชนที่รายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ นอกจากนี้ยังปฏิรูประบบสาธารณสุขให้ครอบคลุมมากขึ้น ขายระบบ pension

ถาม ว่าเกาหลีใต้หาเงินจากไหน ทั้งที่ค่าใช้จ่ายเพิ่มจากร้อยละ 3 ของจีพีดีเป็นร้อยละ 6 จากนโยบายเหล่านั้น 58% ของรายจ่ายเหล่านั้นมาจากภาษีที่ดินที่ อปท.จัดเก็บ นอกจากนั้นเอามาจากภาษีอื่นๆ

การสามารถหาเงินจากภาษีทรัพย์สินมาทำ นโยบายสาธารณะที่ครอบคลุมถึง 60% ถือว่าน่าสนใจ ถ้าชาวเกาหลีใต้สามารถเรียกร้องให้รัฐบาลเขานำภาษีที่ดิน ทรัพย์สินมาใช้ เพื่อนำรายได้มาใช้จ่ายเพื่อสังคมได้ แล้วทำไมชาวสยามทำไม่ได้ เป็นปัญหาที่เราต้องคิดกันต่อไป

อ่านรายละเอียด และรับชม วิดิทัศน์ คลิ้กที่นี่ ประชาไท

ณัฐวุฒิเชิดชูวีรบุรุษนักการเมืองอีสาน เปลี่ยนสำนึกไพร่สู่พลเมืองให้บทเรียนพรรคเนรคุณ-อำมาตย์

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
8 พฤษภาคม 2554

ในการปราศรัยหาเสียงของ พรรคเพื่อไทยที่จังหวัดสุรินทร์ เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ได้กล่าวยกย่องวีรกรรมของอดีตนักการเมืองภาคอีสานที่ยืนหยัดอยู่ฝ่าย ประชาธิปไตย ต่อต้านอำมาตย์เผด็จการ จนถูกสังหารไปหลายคน นี่เป็นแบบอย่างที่ชาวอีสานยกย่องเชิดชู ขณะที่เวลานี้มีนักการเมืองภาคอีสานหลายรายทรยศต่อประชาชนอีสาน เพราะคนอีสานเลือกเข้าไปในนามพรรคพลังประชาชน กลับขายตัวให้กับคนทรยศอย่างนายเนวิน ชิดชอบ พรรคภูมิใจไทย ซึ่งการเลือกตั้งเที่ยวนี้ คนอีสานต้องให้บทเรียนกับนักการเมืองเหล่านี้ (ดูคลิปตั้งแต่นาทีที่ 47 เป็นต้นไป)

นายณัฐวุฒิได้กล่าวถึงกรณี สังหาร 4 รัฐมนตรีอีสาน คือ ทองอินทร์ ภูริพัฒน์ ส.ส.จังหวัด อุบลราชธานี ,จำลอง ดาวเรือง ส.ส.จังหวัด มหาสารคาม,ถวิล อุดล ส.ส.จังหวัด ร้อยเอ็ด,ดร. ทองเปลว ชลภูมิ คนสนิทของดร.ปรีดี พนมยงค์ รวมทั้งกรณีสังหารโหดครูเตียง ศิริขันธ์ ส.ส.สกลนครในเวลาต่อมา การจับกุมยิงเป้าครูครอง จินดาวงศ์ ส.ส.สกลนคร และกรณีสังหารจิตร ภูมิศักดิ์

นายณัฐวุฒิยังได้กล่าวปราศรัยว่าคนของพรรคประชาธิปัตย์ก็ มองอีสานเป็นเพียง ไพร่ นายเจริญ คันธวงศ์ นักการเมืองอาวุโสของพรรคนี้กล่าวว่า คนอีสานที่เข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯเป็นได้เพียงคนรับใช้ตามบ้านของคนรวย หรือเด็กปั๊มตามสถานีบริการน้ำมัน ทั้งที่ชาวอีสานคือพลเมืองที่มีวีระประวัติการต่อสู้อย่างเข้มข้น มีส่วนสำคัญยิ่งต่อประเทศไทย

*****

เมื่ออำมาตย์กรณ์ต้องไปนั่งกินข้าวโต๊ะเดียวกับไพร่ณัฐวุฒิ

จากเฟซบุ๊คกรณ์ จาติกวณิช



เมื่อ สักครู่ ได้มาทานข้าวกับภรรยาที่ร้านอาหารแถวๆทองหล่อ คนที่นั่งอยู่โต๊ะข้างๆบอกว่า ณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ กับครอบครัวเพิ่งลุกไปจากโต๊ะที่ผมนั่งอยู่ไม่ถึง 5 นาทีที่ผ่านมานี้เอง ทำให้เราอดนึกขำไม่ได้ว่า คนที่เรียกตัวเองว่า "ไพร่" ก็ไม่ได้ใช้ชีวิตแตกต่างไปจากคนที่เขาเรียกว่าเป็นพวก "อำมาตย์" สักเท่าใดนัก



จากเฟซบุ๊ค ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ

ตอนหัวคำ่พาแก้มไปทานข้าวร้านที่เขาชอบช้างน้อยก็ไปด้วย สุดคาดหมายว่ากรณ์ จาติกวาณิชย์จะเอามาเป็นประเด็นแล้วบอกว่าไม่นึกว่าคนประกาศตัวเป็นไพร่จะมี วิถีชีวิ​ตคล้ายพวกเขา ฟังเรานะกรณ์ เพราะประเทศนี้มีคนคิดอย่างคุณการกดขี่จึงดำรงอยู่ ทำไมกำหนดว่าไพร่ต้องจน ต้องโง่ ต้องก้มหน้ารับการเหยียบยำ่ ทำไมไพร่มันจะกินข้าวร้านเดียวกับนายทุนไม่ได้ ประชาชนจงเจริญ
****
รายงานเกี่ยวเนื่อง:5 ธันวา 53 ครบรอบ 101 ปีวีรบุรุษภูพาน


'ข้าพเจ้า เป็นราษฎรไทย ทั้งข้าพเจ้าต้องการให้ทุกๆ คนบนพื้นอันเป็นสยามประเทศนี้เป็นราษฎรเสมอหน้ากันหมด ปราศจากความเหลื่อมล้ำต่ำสูง ความเป็นราษฎรจึงเป็นอุดมคติที่ข้าพเจ้าบูชา'-เตียง ศิริขันธ์ ( 5 ธันวาคม 2452-12 ธันวาคม 2495,นสพ.เสรีราษฎร 9 กรกฎาคม 2479 )



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
5 ธันวาคม 2553


ประวัติศาสตร์-ประวัติ ศาสตร์เป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐ การปลูกสร้างประวัติศาสตร์เพื่อปลูกความทรงจำให้กับพลเมืองในเรื่องที่อยาก ให้จดจำ แม้กระทั่งการสร้างขึ้นมาใหม่บนความว่างเปล่า กระทั่งเพื่อโฆษณาชวนเชื่อให้พลเมืองเชื่อตามที่รัฐต้องการ ขณะเดียวกันหลายเรื่องรัฐก็ลบทิ้งออกจากความทรงจำของพลเมือง กรณีครูเตียงและวีรกรรมกู้ชาติของขบวนการเสรีไทย และบทบาทในการสามัคคีสู้รบกับมิตรประเทศอินโดจีน เป็นตัวอย่างที่ดีในประการหลังนี้


จุดเปลี่ยนประเทศไทย-หลัง สิ้นสุดสงครามโลก ครั้งที่ 2 ไทยเป็นอิสรภาพจากผลงานของเสรีไทย ทำให้นายปรีดี พนมยงค์ ขึ้นสู่อำนาจ แต่เกิดจุดเปลี่ยนสำคัญในกรณีร.8 สวรรคตในปี 2489

ต่อมาคณะทหารและกลุ่มจารีตนิยมได้รัฐประหารยึดอำนาจ ในปี 2490 และกวาดล้างอิทธิพลของฝ่ายปรีดี และคณะราษฎรต่อมาอีกหลายปี ในภาพท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ภริยานายปรีดี ถูกอำนาจเผด็จการจับข้อหากบฎสันติภาพเมื่อ 15 พ.ย.2495 ส่วนเตียง ศิริขันธ์ ถูกสังหารโหดในอีก 1 เดือนถัดมา ฝ่ายปรีดีและคณะราษฎร์ถูกขจัดสิ้นซาก โฉมหน้าประเทศไทยเปลี่ยนจากแกนกลางสมานสามัคคีพี่น้องอินโดจีนมาเป็นฐานทัพ ให้อเมริกาปราบปรามขบวนการต่อสู้เพื่อเอกราชอินโดจีน ดำเนินนโยบายเผด็จการทหาร ฟื้นฟูกากเดนศักดินาจารีตนิยม พลเมืองไทยกลายเป็นไพร่ฟ้า และยังมีผลพวงตกค้างมาจนทุกวันนี้


นอก จากคุณูปการ ในด้านภารกิจเสรีไทยกอบกู้เอกราชของชาติในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ร่วมกับขบวนการเสรีไทยในและต่างประเทศ ให้ไทยยังคงมีอิสรภาพมาตราบเท่าทุกวันนี้(อ่านวีรบุรุษกู้ชาติ )อีกภารกิจหนึ่งที่ไม่เป็นที่รับรู้ในวงกว้างนักของเตียง ศิริขันธ์ ก็คือภารกิจสันนิบาตเอเชียอาคเนย์


เตียง-ประธานสันนิบาตเอเชียอาคเนย์สามัคคีพี่น้องอินโดจีน-รากฐานASEAN

เป็น ภารกิจบทบาทที่ไทยสมานสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับประชาชาติอินโด จีน เวียดนาม เขมร ลาว ในการต่อต้านเจ้าอาณานิคม ชาติมหาอำนาจผู้กดขี่ที่กลับมาทวงประเทศเหล่านี้กลับไปอยู่ใต้แอกอาณานิคม อีกครั้งหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่2

ดังนั้นไทยที่มีปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้นำจึงมอบภารกิจหลักนี้ให้"ขุนพลภูพาน"เป็นแกนกลางประสานพลังพี่น้องนักต่อสู้กอบกู้เอกราชอินโดจีนขึ้นทัดทานต้านสู้อย่างเด็ดเดี่ยว

ทว่าความผันแปรของสถานการณ์สากล ประกอบกับความพยายามรื้อฟื้น"อำนาจเก่าแก่"ของ พวกซากเดนศักดินาจารีตนิยม โดยฉวยโอกาสจากวิกฤตการณ์ครั้งกรณีร.8สวรรคต เข้ายึดอำนาจ สถาปนารัฐเผด็จการทหาร รื้อฟื้นอำนาจเก่าแก่ของซากเดนศักดินาขึ้นมาผงาดอีกครั้ง เดินตามก้นมหาอำนาจอเมริกา และผลักมิตรประเทศอินโดจีนไปเป็นศัตรู

โฉม หน้าของไทย โฉมหน้าของการเมืองการปกครอง ระบอบประชาธิปไตย และความสัมพันธ์กับประเทศอินโดจีนได้พลิกตาลปัตรจากก้าวหน้าเป็นถอยหลังลง คลองมานับแต่นั้น

และมรดกอัปยศยังคงสืบทอดมาถึงวันเวลานี้ที่ไทยถูกมองจากเพื่อนบ้านด้วยความระแวดระแวงแฝงไปด้วยความไม่ไว้วางใจ

กระแสลมแห่งการเปลี่ยนแปลงหลังเสรีไทยกู้เอกราชสำเร็จ

แม้ ขบวนการเสรีไทยจะสิ้นสุดลงภายหลังการเดินสวนสนามเฉลิมฉลองเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2488 ภายหลังจากญี่ปุ่นพ่ายแพ้สงคราม แต่การล่าเมืองขึ้นยังไม่ได้หมดไปจากดินแดนอินโดจีน และอาจมากขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะในลาว กัมพูชา และเวียดนาม

เพราะในภายหลังฝรั่งเศสเจ้า อาณานิคมกลายกลับเป็นประเทศผู้ชนะสงคราม ก็กลับเข้ารุกรานและแสดงตนเป็นเจ้าอาณานิคมอีก ทั้งๆที่เคยหนีหายไปตอนที่ญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกเข้ายึดครองประเทศอินโดจีน ดังนั้นอาวุธของเสรีไทย จึงได้ถูกลำเลียงไปสนับสนุนพี่น้องลาว ภายใต้การนำของเจ้าสุภานุวงศ์ และพี่น้องเวียดนามภายใต้การนำของโฮจิมินห์

เพื่อ ภารกิจการสนับสนุนการต่อสู้เพื่อเอกราชให้กับพี่น้องสองฝั่งโขง นายปรีดี พนมยงค์ นักเรียนเก่าฝรั่งเศส ได้มอบหมายภารกิจสำคัญให้ครูเตียงสนับสนุนและริเริ่มขบวนการเสรีลาวที่ สกลนคร รวมไปถึงบนดอนสวรรค์หนองหาร มีทหารขบวนการเวียดมินห์ของโฮจิมินห์มาร่วมฝึกเพื่อไปรบกับฝรั่งเศส ส่วนโฮจิมินห์เข้ามาพำนักลี้ภัยเพื่อกอบกู้เอกราชอยู่ทางภาคอีสานของไทย

อดีต เสรีไทยอีสานบางส่วน ยังข้ามโขงไปช่วยลาวและเวียดนามในการรบ บริเวณเทือกเขาภูพาน รับคนลาวมาฝึกอาวุธในค่ายเสรีไทย เทือกเขาภูพานภายใต้การดูแลของครูครอง จันดาวงศ์

ขณะ ที่ไทยกำลังทำหน้าที่ประสานสามัคคีพี่น้องผู้รักชาติในอินโดจีนอยู่นั้น การเมืองไทยก็พลิกผันอย่างรุนแรงอีกครั้ง เมื่อเกิดกรณีสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 8 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2489 แม้นายปรีดีที่ทรงอำนาจอยู่ในเวลานั้นได้มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนพระราช อนุชา ขึ้นครองราชย์เป็นในหลวงรัชกาลที่ 9 แต่ฝ่ายตรงกันข้ามคือพรรคประชาธิปัตย์ก็นำมาเป็นเหตุโค่นล้มรัฐบาลนายปรีดี อย่างต่อเนื่อง

นายปรีดีได้ลาออกจากนายกรัฐมนตรี และสนับสนุนพลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ขึ้นแทนที่ ขณะเดียวกันในเดือนกันยายน 2490 มีการตั้งขบวนการสันนิบาตเอเชียอาคเนย์ ต่อต้านการกลับมาของฝรั่งเศสเพื่อยึดครองอินโดจีน มีนายเตียง ศิริขันธ์ เป็นประธาน เจ้าสุภานุวงศ์ ผู้นำขบวนการต่อสู้เพื่อเอกราชของลาวเป็นเลขาธิการ นายถวิล อุดล ส.ส.ร้อยเอ็ด เป็นประชาสัมพันธ์ นายเลอฮาย ขบวนการกอบกู้เอกราชเวียดนาม เป็นเหรัญญิก โดยมีปรีดีเป็นต้นคิด รับการสนับสนุนจากโฮจิมินห์ และเจ้าเพ็ดชะราช นักชาตินิยมลาว สร้างความไม่พอใจให้ฝรั่งเศส และอเมริกาเป็นอย่างยิ่ง

นายเตียง ได้ให้การช่วยเหลือขบวนการกอบกู้เอกราชของพี่น้องลาว ลาวอิสระ และพี่น้องเวียดนาม เวียดมินห์ ปีละ 5 ล้านบาท มีส่วนสำคัญในการกอบกู้เอกราช ให้พี่น้องอินโดจีน แม้จะไม่มีโอกาสได้อยู่เห็นวันแห่งชัยชนะของลุงโฮ และเจ้าสุภานุวงศ์ ในวันที่สองประเทศเป็นเอกราชในปัจจุบัน ก็ตาม

8 พฤศจิกายน 2490-รัฐประหารพลิกโฉมประเทศไทย

รัฐบาล สหรัฐฯและหน่วยข่าวกรองกลาง หรือซีไอเอได้สนับสนุนนายทหารกองทัพบกทั้งในและนอกประจำการภายใต้การนำของ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ซึ่งรอดพ้นการประหารชีวิตจากข้อหาอาชญากรสงคราม และพลโทผิน ชุนหะวัน ทำรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลพลเรือตรี ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ที่มีนายปรีดีเป็นผู้สนับสนุน

คณะรัฐประหารอาศัย ชนวนจากเหตุการณ์กรณีสวรรคต ซึ่งพลพรรคประชาธิปัตย์ให้ร้ายป้ายสีว่าปรีดีมีส่วนพัวพัน ทำการกวาดล้างกลุ่มการเมืองของนายปรีดี รวมไปถึงสมาชิกเสรีไทย จากนั้นได้ตั้งนายควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นนายกรัฐมนตรี

เตียง ได้หลบหนีการจับกุมไปอยู่ภูพาน ฐานที่มั่นเก่าของเสรีไทย เตรียมกำลังเสรีไทยเก่าลงจากเขาภูพานเพื่อตอบโต้และยึดอำนาจจากกลุ่มเผด็จ การทหารให้กับนายปรีดีและคณะ แต่ได้รับการขอร้องจากปรีดี เพราะไม่อยากให้คนไทยต้องฆ่ากันเอง

เตียงเคารพนายปรีดี จึงไม่จับอาวุธขึ้นสู้ หลบอยู่บนเทือกเขาภูพานโดยได้รับการช่วยเหลือจากชาวบ้านในสกลนคร ต่อมารัฐบาลได้กล่าวหาเตียงว่าเป็นกบฏแบ่งแยกดินแดนอีสาน โดยอ้างการก่อตั้งองค์การสันติบาตอาเชียอาคเนย์ ทั้งๆที่แนวคิดของปรีดีต้องการสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มประเทศอินโดจีน เพื่อต่อรองกับประเทศตะวันตก ปรีดีเดินทางไปลี้ภัยที่จีน และฝรั่งเศส

26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2492-กบฎวังหลวงและการสังหาร4รัฐมนตรีอีสาน

เมื่อ26 กุมภาพันธ์ 2492 ปรีดี พนมยงค์ นำกองกำลังที่เรียกตัวเองว่า "ขบวนการประชาธิปไตย 26 กุมภาพันธ์"เข้ายึดอำนาจแต่ล้มเหลว ถูกปราบปรามลงอย่างเด็ดขาดรุนแรง

มีการสังหารฝ่ายปรีดีไปหลายคน คือพันตรีโผน อินทรทัต ผู้อำนวยการโรงงานยาสูบและอดีตเสรีไทย ถูกตำรวจจับกุมและยิงเสียชีวิตระหว่างถูกควบคุมตัวไปสอบสวนที่วังปารุสกวัน ,พ.ต.อ.บรรจงศักดิ์ ชีพเป็นสุข ผู้บังคับการตำรวจสันติบาล ภายในบ้านพัก ก็เกิดเสียงปืนดังหลายนัด ผู้เข้าจับกุมให้การว่า พ.ต.อ.บรรจงศักดิ์ ขัดขืนและกลายเป็นศพ และดร.ทวี ตะเวทิกุล อดีตทูตไทยในญี่ปุ่น อดีตรัฐมนตรี และปัญญาชนคนสำคัญของกลุ่มปรีดี



หลัง เหตุการณ์ปราบกบฎวังหลวงแล้ว รัฐบาลจอมพลป. ซึ่งมีพล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ เป็นผู้ทรงอำนาจในเวลานั้นได้ดำเนินมาตรการเฉียบขาดต่อฝ่ายนายปรีดีอย่างถึง เลือดถึงเนื้อ เกิดเหตุการณ์ที่เรียกกันว่า"กรณีสังหาร4รัฐมนตรีอีสาน"ขึ้นในวันที่ 4 มีนาคม 2492

4 รัฐมนตรีนี้ประกอบไปด้วย นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ อดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคสหชีพ อดีตรัฐมนตรี 6 สมัย ต่อมาเป็นรัฐมนตรีอุตสาหกรรม ในรัฐบาลปรีดี มีคู่สมรสคือเจ้าศิริบังอร ณ จำปาศักดิ์ ประเทศลาว เป็นหัวหน้าขบวนการเสรีไทยเขตอุบลราชธานี ได้รับเลือกเป็นส.ส.อุบลราชธานีทุกสมัยที่ลงสมัคร ปฏิบัติหน้าที่อย่างกล้าหาญโดยเฉพาะแนวคิดการพัฒนา แม่น้ำโขง ชี และมูล

ผล งานเด่นคือ การเสนอร่างพรบ.คุ้มครองค่าใช้จ่ายประชาชนในภาวะคับขัน ที่เรียกว่าพระราชบัญญัติปักป้ายข้าวเหนียว เพื่อป้องกันพ่อค้าเอาเปรียบผู้บริโภค ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ฝ่ายรัฐบาลนายควง อภัยวงศ์ไม่เห็นด้วย อ้างว่าไม่มีมาตรการควบคุมราคา ในที่สุดรัฐบาลแพ้โหวตในสภาฯที่รับหลักการด้วยคะแนน 65 ต่อ 63 เสียง ทำให้รัฐมนตรีลาออกทั้งคณะ นายปรีดีจึงได้เป็นนายกรัฐมนตรีแทน

นายถวิล อุดล ส.ส.ร้อยเอ็ด 2 สมัย พรรคสหชีพ อดีตรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลนายทวี บุณยเกตุ เป็นหัวหน้าเสรีไทย จังหวัดร้อยเอ็ด เคยเดินทางติดต่อขอความร่วมมือจากประเทศจีน มีแนวคิดที่สำคัญ คือภาษีที่เก็บต้องเป็นประโยชน์กลับคืนสู่ประชาชนทั้งหมด

นายจำลอง ดาวเรือง ส.ส.มหาสารคาม 3 สมัย ปี 2480-2490 ต้องการให้มีการกระจายอำนาจลงสู่ชนบท มีแนวคิดเสรีนิยมต่อต้านเผด็จการทหาร โดยรวมกลุ่มกับนายปรีดี พนมยงค์ นายเลียง ไชยกาล พระสารคามคณาภิบาล นายทองม้วน อัตถากร นายทองดี ณ กาฬสินธุ์ ร่วมกันตั้งพรรคพรรคสหชีพ ยึดถือเค้าโครงเศรษฐกิจของนายปรีดี ออกหนังสือพิมพ์ราย 10 วัน ชื่อสยามอุโฆษในปี 2480 นายเตียง ศิริขันธ์เป็นบรรณาธิการ เป็นรัฐมนตรีติดต่อกัน 4 สมัย ตั้งแต่ปี 2480 - 2490 จนกระทั่งเกิดรัฐประหาร ในปี 2490 เป็นผลให้บทบาททางการเมืองของนายจำลอง ดาวเรือง ยุติลง โดยถูกจับกุมในข้อหากบฎ

ดร.ทองเปลว ชลภูมิ ส.ส.พระนคร เลขาธิการพรรคแนวร่วมรัฐธรรมนูญ มีพล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ เป็นหัวหน้าพรรค

นักการ เมืองฝ่ายของนายปรีดีถูกจับกุมตัวพร้อมกันในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ในสถานที่ที่ต่างกันออกไป เช่น นายถวิลถูกจับที่สโมสรราชนาวี ดร.ทองเปลว ชลภูมิ ถูกจับ 1 มีนาคมโดยร.ต.อ.ต่อศักดิ์ ยมนาค กับตำรวจสันติบาลไปรอรับถึงเชิงบันไดเครื่องบิน ที่สนามบินดอนเมือง โดยตำรวจส่งโทรเลขเป็นรหัสไปลวงว่าการปฏิวัติสำเร็จแล้วให้รีบกลับ เพราะดร.ทองเปลวได้หลบหนีไปอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งบุคคลทั้ง 4 นี้ ล้วนแต่เป็นนักการเมืองสายของนายปรีดี และ พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ทั้งสิ้น และไม่มีชื่อในประกาศจับ มีการเปิดเผยภายหลังว่า บุคคลเหล่านี้ไม่ได้เป็นฝ่ายก่อการกบฎวะงหลวง แต่ถูกวางตัวให้เป็นผู้ร่างกฎหมายและประกาศฉบับต่างๆหากการปฏิวัติสำเร็จ

บรรดาญาติของผู้ต้องหาไม่ได้ระแวงว่าจะเกิดเหตุร้าย เนื่องจากบุคคลทั้ง 4 ได้เข้าๆออกๆ เรือนจำเป็นประจำในข้อหาทางการเมือง

ค่ำ วันที่ 3 มีนาคม 2492 ตำรวจได้เคลื่อนย้ายผู้ต้องหาทั้งหมดไปไว้ที่สถานีตำรวจนครบาลบางเขน โดยอ้างเหตุความปลอดภัย ด้วยรถของตำรวจหมายเลขทะเบียน กท. 10371 โดยมี พ.ต.อ.หลวงพิชิตธุรการ เป็น ผู้ควบคุม โดยรับ ดร.ทองเปลว ที่สถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน นายจำลองที่สถานีตำรวจนครบาลยานนาวา นายถวิลที่สถานีตำรวจนครบาลนางเลิ้ง และนายทองอินทร์ที่สถานีตำรวจนครบาลสามเสน

เมื่อวิ่งมาถึงหลัก กิโลเมตรที่ 12 ถนนพหลโยธิน เวลาประมาณ 3.00 น.(ตีสาม) วันที่ 4 มีนาคม 2492 ใกล้มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ บางเขน ผู้ต้องหาทั้งหมดถูกยิงเสียชีวิตด้วยกระสุนร่างละไม่ต่ำกว่า 10 นัด ในสภาพที่ทุกคนยังสวมกุญแจมืออยู่ โดยได้ส่งศพไปชันสูตรที่โรงพยาบาลกลาง ตำรวจแถลงว่า กลุ่มโจรมลายูพร้อมอาวุธครบมือได้ดักซุ่มยิงเพื่อชิงตัวผู้ต้องหา และได้มีการปะทะกับตำรวจ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า ตำรวจทั้งหมดราว 20 นายไม่มีใครได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตเลย

สังคม ทั่วไปเชื่อว่าเป็นการกระทำของตำรวจภายใต้การบัญชาการของ พลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ ซึ่งมีบทบาทอย่างมากในการปราบกบฏและเป็นรองอธิบดีกรมตำรวจในเวลานั้น

คดี สังหาร 4 อดีตรัฐมนตรีได้ถูกรื้อฟื้นและตัดสินหลังการรัฐประหารในปี พ.ศ. 2500 โดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ศาลดำเนินคดีในปี 2502 มีผู้ต้องหา 5 ราย แต่เชื่อกันว่าเป็น"แพะ"

กบฎแมนฮัตตัน-กบฎสันติภาพ-สังหารโหดเตียง

เตียง ไม่ได้ถูกสังหารโหดในครั้งนั้น แต่เมื่อได้ข่าวสหายรักร่วมอุดมการณ์ทั้งสี่ที่ถูกอำนาจสามานย์ทำร้ายปลิด ชีวิต ทำให้นายเตียงเจ็บปวดขมขื่นเป็นอย่างมาก ถึงขนาดได้บันทึกไว้ว่า

“...การ ตายของพวกนาย ทำให้เราเศร้าใจและว้าเหว่มาก แต่เมื่อนึกถึงการตายในสภาพเดียวกันของนักการเมืองและบุคคลสำคัญทางประวัติ ศาสตร์อีกหลายคนก็พอจะทำให้เราคลายความขมขื่นลงไปบ้าง ส่วนด้านประชาชนแล้วรู้สึกว่าจะเป็นเรื่องทำลายขวัญกันอย่างรุนแรง โดยเฉพาะประชาชนชาวอีสาน การตายของพวกนายมิใช่เป็นการหลู่เกียรติกันอย่างเดียว แต่เป็นการท้าทายประชาชนชาวอีสานทั้งมวล...ถึงแม้พวกนายจากไปแล้วก็ตาม เรายังคงยึดมั่นในอุดมการณ์สละชีพอยู่อย่างเดิมไม่เปลี่ยนแปลง แต่ชีวิตและความเป็นอยู่ของเราขณะนี้ ทั้งในด้านส่วนตัวและการเมือง ตกอยู่ในสภาวะที่เลวร้ายที่สุด มันเป็นอุปสรรคอันสำคัญยิ่งที่เราไม่สามารถปฏิบัติงานใดๆ ได้ดังปรารถนา ถ้าหากว่าเรามีอิทธิพลทางการเมืองขึ้นเมื่อใด เมื่อนั้นเราจะดำเนินงานตามอุดมคติของเราทันที”
(จากข้อความปกหลังหนังสือ เตียง ศิริขันธ์ ลับสุดยอดเมื่อข้าพเจ้าเป็นเสรีไทย โดย สวัสดิ์ ตราชู)

นาย เตียงคงอยู่บนดินเล่นการเมืองลงสมัครส.ส.ในเวลาต่อมา แต่การเมืองก็ยังคงผันผวนต่อเนื่อง เมื่อเกิดกบฎ"แมนฮัตตัน"ที่นำโดยกองทหารเรือ ในปีพ.ศ.2494และถูกทหารบกปราบปรามลงราบคาบ รัฐบาลก็หวาดระแวงว่ายังกวาดล้างฝ่ายปรีดีไม่สิ้นซาก

ในเดือน พฤศจิกายน 2495 รัฐบาลจอมพลป.ได้กวาดล้างจับกุมฝ่ายค้านจำนวนมากในข้อหากบฏ ที่เรียกกันต่อมาว่า "กบฏสันติภาพ" ซึ่งรวมทั้งการจับกุมตัวท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ภริยาของปรีดี

ใน เดือนถัดมา ระหว่างที่เตียงดำรงตำแหน่ง ส.ส. เขาไปประชุมคณะกรรมการนิติบัญญัตินัดพิเศษที่บ้านมนังคศิลา ในเวลาราว14.00 น. วันที่ 12 ธันวาคม 2495 พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจให้ตำรวจเชิญตัวไปพบ ตั้งแต่นั้นมาก็หายสาบสูญไป ไม่ปรากฏตัวอีกเลย

ภายหลังรัฐบาลจอมพลป.ถูกสฤษดิ์ยึดอำนาจในปี พ.ศ.2500 และพล.ต.อ.เผ่าสิ้นอำนาจลง หลักฐานต่อมาปรากฏว่า เตียง ศิริขันธ์ ถูกสังหาร เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2495 หรือ 2 วันหลังจากถูกตำรวจเรียกตัวไป โดยถูกสังหารพร้อมด้วย เล็ก บุนนาค, ผ่อง เขียววิจิตร, สง่า ประจักษ์วงศ์ และชาญ บุนนาค โดยการฆ่ารัดคอ แล้วนำศพไปเผาทิ้งยัดเตาถ่านที่เชิงเขาโล้นกาญจนบุรี ห่างจากแยกลาดหญ้าที่ก.ม.9ประมาณ 2 กิโลเมตร ในพื้นที่ ต.แก่งเสี้ยน อ.เมือง จ.กาญจนบุรี

ขณะนั้นเขามีอายุ 43 ปี

101ปีวีรบุรุษสามัญชน

ศรีบูรพา หรือ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ได้กล่าวถึงนายเตียง ตอนหนึ่งความว่า "บุคคลที่มีความสุจริต จริงใจ และบากบั่นในการทำหน้าที่ของตนนั้น เป็นบุคคลที่ข้าพเจ้าเห็นว่าสมควรเป็นผู้แทนราษฎรอย่างยิ่ง ข้าพเจ้าแน่ใจว่า ข้าพเจ้าได้พบคุณสมบัติสาระสำคัญนี้ใน เตียง ศิริขันธ์ ผู้แทนของชาวสกลนคร"

สุภา ศิริมานนท์ นักหนังสือพิมพ์อุดมคติ กล่าวถึงครูเตียงว่า "ในจำนวนผู้แทนราษฎรทั้งหมด…เตียง ศิริขันธ์ เป็นบุคคลที่ดี ซึ่งมีอยู่ไม่กี่คน เตียง ศิริขันธ์ เป็นนักรัฐธรรมนูญที่แท้จริง เขาทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรชาวสยาม สมหน้าที่โดยสมบูรณ์"


ส่วนเตียงพูดถึงตัวเองในวัยหนุ่มว่า “...ข้าพเจ้าเป็นคนไทย ข้าพเจ้าเป็นไทแก่ตนเอง ข้าพเจ้าเป็นราษฎรไทยราษฎรสยาม ทั้งข้าพเจ้าต้องการให้ทุกๆ คนบนพื้นอันเป็นสยามประเทศนี้เป็นราษฎรเสมอหน้ากันหมด ปราศจากความเหลื่อมล้ำต่ำสูง...จึงเป็นอุดมคติที่ข้าพเจ้าบูชาอีกอันหนึ่ง” (จากบทความ เตียง ศิริขันธ์ เผยแพร่ใน นสพ.เสรีราษฎร 9 ก.ค.2779)

5 ธันวาคม 2553 ครบ 101 ปีชาตกาลของเตียง ดูเหมือนอุดมคติที่เขาบูชายังยิ่งจะห่างไกล แต่ประชาชนชาวไทยยังยืดหยัดสืบสานเจตนารมณ์ให้สมบูรณ์

************
ข่าว-บทความชุดบันทึกเกียรติยศ5ธันวาฯ:101ปีชาตกาลขุนพลภูพาน

-101ปีวีระสามัญชน เตียง ศิริขันธ์(ตอน1-3):เราควรสำนึกบุญคุณใคร?

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ:16 สิงหาคม 2488 ประวัติศาสตร์ที่ “ให้จำ” กับ “ให้ลืม”

-จารึกเกียรติยศ:การะเวก ศรีวิจารณ์ วีรชนเสรีไทยผู้สละชีพเพื่อเอกราชชาติสมบูรณ์

-จารึกเกียรติยศ:สมพงษ์ ศัลยพงษ์"ผมเป็นคนไทย มาทำงานเพื่อชาติ ไม่ควรยิงผมเลย"

-ฌาปณกิจคณะราษฎร์คนสุดท้าย ปลายทางบรรจุอัฐิกับผู้ร่วมก่อการ เผยวีรกรรมตำนานเสรีไทย

1 ปี 19 พฤษภาประชาภิวัฒน์รำลึก [ตอน2] : บันทึก (ไม่ลับ) นาทีต่อนาทีเหตุการณ์อำมาตย์ทมิฬ

ที่มา Thai E-News

1 ปี 19 พฤษภาประชาภิวัฒน์รำลึก-ก่อน ครบรอบเหตุการณ์ 1 ปี 19 พฤษภาคม 2553 ไทยอีนิวส์นำเสนอรายงานปริทรรศน์ชุด Count Down:1 ปี 19 พฤษภาประชาภิวัฒน์รำลึก เป็นตอนๆ รายงานชิ้นนี้เป็นตอนที่2


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
8 พฤษภาคม 2554

รายงานข่าวเหตุการณ์อำมาตย์ทมิฬ13-20พ.ค.2553นาทีต่อนาที โดยทีมข่าวไทยอีนิวส์

ต่อ ไปนี้เป็นรายงานข่าวและภาพเหตุการณ์ ทั้งภาพถ่าย คลิปวิดิโอเหตุการณ์ที่เราเรียกว่า"อำมาตย์ทมิฬ"ในช่วงระหว่างวันที่ 13-20พ.ค.2553 ไล่เรียงนาทีต่อนาทีตลอด 24ชั่ วโมงของแต่ละวัน เพื่อเป็นหลักฐานและเป็นประวัติศาสตร์ที่ไม่อาจมีใครบิดเบือนได้

นี่เป็นข่าวที่รวบรวมมาจากการเผยแพร่ครั้งแรก โดยเราขอนำเสนอแบบFlash back คือเริ่มจากวันที่ 20 ย้อนกลับไปถึงวันที่ 13 พฤษภาคม 2553

ไม่มีการแก้ไขตัดทอนเสริมแต่งใดๆ จึงให้บรรยากาศเหมือนพาท่านผู้อ่านหมุนทวนเข็มนาฬิกากลับไปอยู่ในเหตุการณ์จริงๆ ณ เวลานั้น


-รายงานข่าวนาทีต่อนาทีอำมาตย์อำมหิตประจำวันที่ 20 พ.ค.:ปิดฉากอำมาตย์อำมหิต (ภาพไฮไลต์:ผู้ชุมนุม รวมทั้งหน่วยกาชาดอาสาที่ถูกสังหารในวัดปทุมฯเขตอภัยทาน)


-รายงานข่าวนาทีต่อนาทีประจำวันที่ 19 พ.ค.:อำมาตย์ทมิฬบีบแกนนำจำนน แต่คุมไม่อยู่เกิดการจลาจลลุกลาม (ภาพไฮไลต์:รัฐบาลใช้กำลังบีบให้แกนนำยอมจำนน และประกาศยุติชุมนุมกะทันหัน ทำให้บานปลายเป็นการจลาจลที่ควบคุมไม่ได้)


-รายงานข่าวนาทีต่อนาทีประจำวันที่ 18 พ.ค.:อำมาตย์ กระหายเลือดล้มโต๊ะเจรจาวุฒิสภา เปิดสงครามขยี้เสื้อแดง(ภาพไฮไลต์:ทหารที่ติดสัญลักษณ์สีชมพูที่หมวกและรถ ถังบุกเข้าพังบังเกอร์ผู้ชุมนุมเพื่อเข้าปราบปราม หลังจากรัฐบาลหักหลังล้มโต๊ะเจาจาที่วุฒิสภาเป็นคนกลาง)


-รายงานข่าวนาทีต่อนาทีประจำวันที่ 17 พ.ค.สูญเสียเสธ.แดง-เส้นตายมาร์คทมิฬไร้ผล ผุดเวทีย่อยหลายจุดต้านล้อมปราบ(ภาพไฮไลต์:ความพยายามช่วยชีวิตผู้ชุมนุมมีทั้งการตั้งเวทีย่อยหลายจุด ส่งหนังสือร้องเลขาUN พระสงฆ์บิณฑบาตขอชีวิต ขอพึ่งบารมีในหลวง)



-รายงานนาทีต่อนาทีประจำวันที่ 16 พ.ค.:รัฐก่อการร้ายคนที่ตายล้วนแต่ผู้ชุมนุม กับหน่วยช่วยเหลือชีวิต ไม่มีทหาร ไม่มีปะทะมีแต่ฆ่าตามใบสั่งอำมาตย์ทมิฬ(ภาพไฮไลต์:พ่อแม่ผู้สูญเสียแสดงภาพลูกที่เป็นพนักงานมูลนิธิกู้ภัยแห่งหนึ่งถูกสังหาร)



-รายงานข่าวนาทีต่อนาทีประจำวันที่15พ.ค.:ทหารหน่วยซุ่มยิงระยะไกล(สไนเปอร์)ยิงสังหารผู้ชุมนุมที่ปราศจากอาวุธ (ภาพไฮไลต์:หน่วยสไนเปอร์ยิงสังหารผู้ประท้วงมือเปล่า)


-รายงานข่าวนาทีต่อนาทีประจำวันที่ 14 พ.ค.:ทหารประกาศเขตกระสุนจริง และภาพ'ปะทะ'ที่ไม่มีในสื่อกระแสหลัก(ภาพไฮไลต์:ผู้ชุมนุมที่ต่อต้านใช้อาวุธตามมีตามเกิดคือหนังสติ๊ก และบั้งตะไลสู้กับทหารที่ใช้กระสุนจริงยิงสังหาร)

-รายงานข่าวนาทีต่อนาทีประจำวันที่ 13พ.ค.:พวก มันเรียกการฆ่าหมู่ผู้เรียกร้องประชาธิปไตยว่า"กระชับพื้นที่" เริ่มจากสไนเปอร์สังหารเสธ.แดง(ภาพไฮไลต์:นาทีสไนเปอร์สังหารเสธ.แดงและคำ บอกเล่าพยานต่างชาติถูกทหารห้ามพูดว่ารู้เห็นอะไร) และรายงานสดจากพื้นที่เพิ่มเติม(คลิ้ก)

-รายงานข่าวชนวนเหตุการณ์อำมาตย์อำมหิต:มาร์คฉีกสัญญาสันติภาพ ยกเลิกวันเลือกตั้ง14พ.ย.เดินหน้าปราบนองเลือด(ภาพไฮไลต์:อภิสิทธิ์กลืนน้ำลาย กร้าวยกเลิกวันเลือกตั้ง ยื่นคำขาดเสื้อแดงยุติชุมนุม ไม่เช่นนั้นต้องจัดการเด็ดขาด)


หมายเหตุ:ขอ ขอบคุณมิตรสหายผู้สื่อข่าวภาคพลเมืองภาค สนาม ภาพข่าวจากสำนักข่าวต่างประเทศ ท่านที่ส่งข้อเขียน และภาพถ่าย ภาพเหตุการณ์ทุกท่านไว้ในโอกาสนี้

*********
ซีรีส์ชุดนี้:

-1 ปี 19 พฤษภาประชาภิวัฒน์รำลึก (ตอนที่1):1ภาพแทนพันคำรำลึก



เพลง “ไพร่ พฤษภา"
โดย อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง

ใจสลาย เมื่อพฤษภา สุดโศกอาลัย เธอรู้ตัวบ้างไหมว่าใครเฝ้าคอย
ใจดวงน้อยล่องลอยอ้างว้าง มันเปลี่ยวร้างจวนแทบจะวาย

เธอจากไปไหน หรือดับสลาย ไม่คืนกลับมา
โชค(โอ) ชะตาทำไมทารุณโหดร้าย บอกได้ไหม ฤ ชีวิตไพร่ ค่ามันไม่มี

หลับตานอนนะเธอคนดี หนึ่งใจนี้มีเธอเท่านั้น
คือความรักคือความผูกพัน คืนและวันจดจำเสมอ

หลับตาลงฉันก็ได้เจอ เจอแก้วตาดวงใจ
กราบชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คนไพร่ พฤษภา

อยากจะขอเป็นคราวสุดท้าย หยุดเถอะจองเวร
เพียงแค่มองแค่เห็น ไพร่มันก็คน

เกิดมาจนมันเลวใช่ไหม ชีวิตเขาด้อยค่าตรงไหน
ทำผิดอะไร ทำผิดสื่งใด ถึงทำอย่างนั้น(ลงโทษทัณฑ์)

สุชาติต้อนรับสมยศมิตรร่วมรบคนร่วมคุก เช้าตรู่8พ.ค.เหยื่ออยุติธรรม19พฤษภาสู่อิสรภาพอีกราย

ที่มา Thai E-News

อิฐก้อนแรกของเสื้อแดง-สุชาติ นาคบางไทร ผู้นำภาคประชาชนรุ่นบุกเบิกในนามกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ เมื่อครั้งนำพาการต่อต้านรัฐประหาร

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา คุณบีเลิฟ กระดานสนทนาIF
7 พฤษภาคม 2554

ข่าวเกี่ยวเนื่อง:

-สุชาติ นาคบางไทร เปิดใจลอดซี่กรงคุกคดีหมิ่น:ไม่ตั้งทนาย ไม่ประกัน ไม่ขออภัยโทษ ขอให้ทุกคนสู้ต่อ

-สดุดีวีรประวัติ 4 ปีการลุกขึ้นสู้ของภาคพลเมือง สดุดีอิฐก้อนแรก สุชาติ ณ บางไซ
**********

สุชาติในวันที่โดนจับ เมื่อ 1 พฤศจิกายน 2553

สวัสดีค่ะ พี่ๆน้องๆและเพื่อนๆทุกท่าน

หนูไปเยี่ยมน้าชาติมาค่ะ 2 ครั้งเกือบติดกัน คือเมื่อวันศุกร์ที่ 29 เมษายน และสดๆ วันนี้เองค่ะ

ความ จริงหนู่น่ะ ไปเยี่ยมน้าชาติบ่อยๆนะคะ แต่ว่าไม่ได้เขียนรายงาน เนื่องจากมันก็ไม่มีอะไรใหม่ มีแต่เรื่องหดหู่เดิมๆ คนอ่านก็อาจจะรู้สึกหดหู่ตาม

และคนเขียนเล่าเอง....กลับหดหู่ยิ่งกว่า

เนื่อง จากไปพบไปเห็น แล้วยังต้องมาเขียนเล่าซ้ำ จึงทำให้ไม่ค่อยมีกำลังใจที่จะเขียนมาเล่าให้ทุกคนทราบ ก็ขออภัยกับทุกท่านที่คอยติดตามข่าว ไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะคะ

แต่การ เยี่ยม 2 ครั้งหลังนี้ กลับมีนัยยะสำคัญ ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง (ในทรรศนะส่วนตัวของหนูเองนะคะ)โดยเฉพาะการไปเยี่ยมในวันศุกร์ที่ 29 เมษายน มันทำให้หนูกลับมานอนน้ำตาไหลเกือบทั้งคืน แม้ขณะที่กำลังเขียนเมลนี้อยู่ หนูพยายามภาคภูมิใจ แต่ทำไมมันถึงรู้สึกเศร้า จนน้ำตาไหลไม่หยุดเลยก็ไม่รู้

เล่าเลยละกันนะคะ วันศุกร์ที่ 29 เมษายน ก็ปรกติของหนูแหละค่ะ เฝ้ารอคอยวันที่จะได้มีรายการไปทำธุระข้างนอก แล้วก็แอบ แว่บ ไปที่เรือนจำทุกครั้งที่มีโอกาส โดยพยายามเลือกเอาเวลาส่วนตัวที่ต้องพัก ไปทำสิ่งที่เราคิดว่ามีประโยชน์มากกว่า(ปลอบใจตัวเอง จะได้ไม่รู้สึกผิดมาก)นั่นคือการไปเยี่ยมน้าชาติและการ์ดเสื้อแดง

วัน ศุกร์ที่ 29 เมษายน หนูไปถึงเกือบๆ 11 โมง เจอคนเสื้อแดงเยอะแยะเลย พวกเค้าไปเยี่ยมพี่สมยศกะอาจารย์สุรชัยกันค่ะ ก็ทักทายกันตามปรกติ ตะโกนเรียกกันโขมงโฉงเฉง หนูได้แต่ยกมือไหว้ไปรอบๆ และขอตัวไปยื่นเอกสารขอเยี่ยมก่อน (เพราะต้องรีบกลับไปทำธุระ เนื่องจากตรงรี่มาที่นี่ก่อน หุหุ)

หนูได้เวลาเยี่ยมน้าชาติ รอบที่10 ห้อง7 เวลา12:30น. และเยี่ยมแนนซี่ต่อเลย รอบที่11 ห้อง7 เวลา13:00น.
(เนื่องจากหนูไปคนเดียว จึงต้องเรียกตัวออกมาเยี่ยมทีละคน คุยพร้อมกันทีเดียว2คนไม่ไหวค่ะ)

หลาย คนคิดว่าหนูไปเยี่ยมพี่สมยศกะอาจารย์สุรชัย เพราะกำลังจะได้เวลาเยี่ยมพอดี คือ 11.10น. ซึ่งหนูก็บอกว่า "ใช่ค่ะๆ พอดีวันนี้มีโอกาสก็เลยได้มา" หากหนูจะบอกว่า "เปล่าค่ะ หนูมาเยี่ยมน้าชาติ" พวกเค้าอาจเสียใจ

เหมือนที่หนูเคยนึกเสียใจ ที่ไม่มีใครไปเยี่ยมน้าชาติเลย

พี่Pocket เคยพูดบ่อยๆว่า "เค้าว่าคนไทยลืมง่าย" มันน่าเสียใจจริงๆ หนูยังบอกเค้าไปว่า "ไม่หรอกค่ะ หนูไม่เคยลืมใครเลย" (หรือว่าหนูจะไม่ใช่คนไทย)

หนูได้เข้าไปเยี่ยมอาจารย์สุรชัยกะพี่สม ยศ ซึ่งทั้ง2คนออกมาพร้อมกัน ห้องเดียว เวลาเดียวกัน เป็นแบบนี้ทุกวัน เหมือนตอนที่แกนนำ นปช.ติดคุกค่ะ

หนูยกมือไหว้ทักทายอาจารย์สุรชัย ซึ่งท่านก็รับไหว้และบอกว่าขอบใจ

ส่วนพี่สมยศบอกว่า "ขอบคุณมากบีเลิฟ ขอบคุณมากๆ น้าชาติดูแลผมอย่างดีมากๆเลย"

หนูก็ไม่ได้พูดอะไรหรอกค่ะ แค่ยิ้ม แล้วก็ชู2นิ้ว ให้ สู้สู้ เหมือนเดิม แล้วหนูก็เดินออกมา เพื่อให้คนอื่นได้เข้าไปใกล้ๆบ้าง
เพราะคนเยอะมาก เบียดเสียดกันแน่นห้องเยี่ยมเลยค่ะ

หนู ออกมานั่งเขียนจดหมายข้างนอก(ถึงน้าชาติและ *แนนซี่ / ทั้งเยี่ยม ทั้งเขียนจดหมาย หุหุ) เพื่อรอเวลาเยี่ยมน้าชาติกะแนนซี่ตอนเที่ยงครึ่งและบ่ายโมงตามลำดับ พี่น้องเสื้อแดงที่เยี่ยมแกนนำทั้ง2เสร็จแล้ว ต่างก็ร่ำลาแยกย้ายกันกลับ เหลือหนูอยู่กะป้าจุ๋มและโอเล่ ซึ่งทั้งสองคนขอเยี่ยมน้าชาติด้วย ไหนๆก็มาเจอกันแล้ว

พอได้เวลาพวกเรา3คนก็เข้าไปเยี่ยมน้าชาติค่ะ พวกเราเปลี่ยนกันคุยทีละคนผ่านโทรศัพท์ ท่าทางน้าชาติดีใจมาก ที่เห็นพวกเรา3คน

แต่หนูดูว่าน้าชาติผอม ซูบเซียวไปมากเลยค่ะ คาดคั้นถามแล้ว ก็บอกว่าสบายดี ไม่ต้องห่วง แค่6เดือนที่ติดคุก น้ำหนักลดลงไปกว่า10กิโล

(อืออออออ เห็นกับตาหยั่งงี้ จะไม่ให้ห่วงได้ไงล่ะคะ)

แต่ ก็นั่นแหละค่ะ รู้ทั้งรู้ ว่าเป็นยังไง แต่หนูก็ช่วยอะไรไม่ได้เลยอยู่ดี หนูรู้สึกเศร้าจังค่ะ เสียใจมากมายด้วยนะ ที่ช่วยอะไรไม่ได้เลย

หนู ถามว่า น้าชาติอยากได้อะไรมั้ย จะให้ซื้ออะไรให้รึเปล่า น้าชาติก็ถามกลับมาว่า แล้วมีตังค์เหรอ มาเยี่ยมบ่อยๆ มีญาติติดคุกเยอะแยะ

(น้าชาติรู้ว่า พอหนูเยี่ยมน้าชาติเสร็จ ก็จะเยี่ยมการ์ดเสื้อแดง และแน่นอนว่า ต้องซื้อของให้การ์ดเสื้อแดง ทุกครั้ง)

หนูบอกว่า แค่ซื้อของให้น้าชาตินิดหน่อย มีอยู่แล้วค่ะ ไม่ต้องเกรงใจ น้าชาติก็เลยเล่าให้ฟังว่า.................

เช้าวันที่พี่สมยศ พฤกษาเกษมสุข จะมาติดคุก น้าชาติก็มาทำงานตามหน้าที่ปรกติ เปิดทีวีให้นักโทษในเรือนจำ ดูข่าวสรยุทธ์ช่อง3 เห็นข่าวว่า พี่สมยศถูกจับ ที่ชายแดนเขมร วันนี้จะนำตัวส่งขึ้นศาล แล้วนำไปฝากขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ( อ่านข่าว:จับสมยศยัดข้อหาหมิ่นฯสกัดล่า1หมื่นชื่อเลิก112 )

พอ น้าชาติรู้ล่วงหน้าดังนั้น จึงตระเตรียมการต่างๆไว้รอคอยพี่สมยศ พวกของใช้ส่วนตัวเบื้องต้น ที่นักโทษทุกคน จำเป็นต้องใช้จริงๆ(ซึ่งคนที่เข้าคุกวันแรก จะไม่มีใช้แน่นอน) เช่น รองเท้าแตะ ขันน้ำ สบู่ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน ผ้าเช็ดตัว ฯลฯ
น้าชาติพบว่า มีล็อกเกอร์ว่างอยู่อันนึง(ซึ่งนับว่าโชคดีมากมาย) ทำยังไงถึงจะจองเพื่อเก็บไว้ให้พี่สมยศได้(ซึ่งน้าชาติก็ไปจัดการจนได้ค่ะ)

โชคดี(ไม่รู้ว่าโชคของใคร ของน้าชาติ หรือของพี่สมยศ ตัดสินกันเอาเองค่ะ)ที่วันนั้น น้องโอ๋ โผล่ไปเยี่ยมน้าชาติพอดี
น้า ชาติจึงถามน้องโอ๋ว่า วันนี้พอมีเงินมั้ย(ตัวเองคงไม่มี) จะขอให้ ซื้อของใช้ให้พี่สมยศ ได้หรือเปล่า(ปรกติไม่ขอร้องใคร)น้องโอ๋ก็บอกว่า ได้เลย จะให้ซื้ออะไรบ้าง สิ่งที่น้องโอ๋ซื้อ มีดังนี้ค่ะ

"แปรง สีฟัน ยาสีฟัน ขันน้ำ กุญแจล็อกเกอร์ เสื้อกล้าม ผ้าขนหนูค่ะ ส่วนขนมเข้าใจว่าน้าชาติคงแบ่งๆให้ และเห็นน้าชาติจะแบ่งกางเกงให้ด้วย" (ก๊อปมาจากต้นฉบับเมล์ของน้องโอ๋ค่ะ)

เมื่อน้าชาติเตรียมของดังกล่าวเสร็จ ก็รอคอยเวลาที่พี่สมยศจะถูกนำตัวมาส่งที่เรือนจำ พอตอนบ่าย พี่สมยศก็มาถึงค่ะ

น้า ชาติ ซึ่งทำงานอยู่ด้านหน้า ได้เจอกับพี่สมยศเป็นคนแรก น้าชาติได้เข้าไปสวมกอดพี่สมยศ เพื่อเป็นการ ให้การต้อนรับที่อบอุ่น พร้อมทั้งกำลังใจ ให้พี่สมยศรู้สึกว่า ที่นี่มีเพื่อน มีพี่ มีน้อง ครอบครัวเดียวกัน ไม่ให้รู้สึกเศร้า เหงา หดหู่ ว้าเหว่ และอนาถา (เหมือนวันแรกที่น้าชาติเข้ามา)

น้า ชาติอยากให้มีการกระทำแบบนี้ต่อไป ทำให้เป็นธรรมเนียม ว่าเราเป็นประชาชนธรรมดา จะต้องช่วยเหลือประชาชนด้วยกันแบบนี้เสมอ ไม่ว่าใคร ที่ไหน เมื่อไหร่ หากมีโอกาสทำได้ จะต้องทำให้ดีที่สุด เท่าที่จะสามารถทำได้ เรื่องแบบนี้ มีแต่ประชาชนอย่างเราเท่านั้นที่คิดทำ นักการเมืองเค้าไม่ทำกัน

น้าชาติบอกว่า จำวันแรกที่มาอยู่คุกได้ดี ว่าเป็นวันที่ตัวเอง อนาถา สุดๆ ไม่มีข้าวของเครื่องใช้ใดๆทั้งสิ้น จึงไม่ได้อาบน้ำ ไม่ได้แปรงฟัน และไม่ได้กินข้าว ยังไม่นับว่าจะนอนยังไง ไม่มีที่นอน หมอน ผ้าห่ม ฯลฯ (ทั้งๆที่ในขณะนั้น.............(หนูนึกเอง น้าชาติไม่ได้พูดค่ะ)

แต่วันนี้...วันที่พี่สมยศจะมา.....ซึ่งน้า ชาติอยู่ที่นี่ และน้าชาติรู้ล่วงหน้าแล้วว่า พี่สมยศกำลังจะมา จึงได้ตระเตรียมของทุกอย่างที่จำเป็นไว้ให้พี่สมยศล่วงหน้า เท่าที่ตัวเอง(ซึ่งก็เป็นนักโทษอนาถา)จะสามารถทำได้

มิน่าล่ะ ตะกี้พี่สมยศจึงบอกว่า ขอบคุณมาก น้าชาติดูแลผมอย่างดีมากๆ

หนูนั่งฟังน้าชาติเล่ามาทั้งหมดด้วยใจหดหู่ น้ำตาพาลจะร่วงตั้งแต่ตอนนั้น แต่ก็อดทน นั่งฟังอย่างเดียว พยายามยิ้มตลอด ไม่พูดอะไรเลย

น้า ชาติดีใจและภูมิใจมากนะคะ ที่ได้ทำแบบนั้น หนูก็ภูมิใจค่ะ ที่น้าชาติเป็นคนแบบนี้ เป็นคนดี กล้าหาญ เสียสละ และคิดถึงคนอื่นตลอดเวลา

ตัว เองเป็นนักโทษ กินข้าวคุก ไม่ผูกอาหารปิ่นโตเพื่อประหยัดเงิน พอกินข้าวไม่ค่อยได้ ยังต้องทุกข์ใจในเรื่องอื่นๆ ก็ผอมลงทุกวัน ทุกวัน แต่กลับมีแก่ใจ คอยสั่งซื้ออาหารให้พี่สมยศในช่วงวันแรกๆ(หวังดี ทั้งๆที่ตัวเองก็ไม่ค่อยมีตังค์)เพราะรู้ว่า ยังไงๆพี่สมยศก็คงกินอาหารคุกไม่ได้แน่ๆ (แต่ตัวเองกินได้เพราะอยู่ตัวแล้ว ว่างั้น / อือ...แล้วทำไมผอมลงทุกวันๆ)

หนูมาคิดทบทวนถึงเรื่องราว ต่างๆที่พวกเราได้ต่อสู้กันมา ทุกสิ่งทุกอย่างที่น้าชาติเคยคิด เคยพูด และเคยทำ หนูแปลกใจมากเลยนะ ทำไมคนดีๆอย่างน้าชาติถึงไม่รอดหูรอดตาจากคนชั่วร้าย แต่กลับรอดหูรอดตาจากคนดีของหนูไปได้
น่าเสียดายเหลือเกินค่ะ

น้า ชาติพูดเสมอว่า ตั้งแต่วันที่มาอยู่คุก ไม่เคยได้รับการช่วยเหลือใดๆจากใครเลย คนที่คอยช่วยเหลือน้าชาติ มีแต่กลุ่มเพื่อนๆไม่กี่คน และครอบครัวเท่านั้น

บีเลิฟ

ปล. เยี่ยมน้าชาติเสร็จก็เยี่ยมแนนซี่ค่ะ แล้วก็ซื้อของกินของใช้ที่จำเป็นให้ทั้งคู่เหมือนเดิม แนนซี่อาจจะพ้นโทษในวันที่ 21 พฤษภาคม 2554 นี้ค่ะ (รอการยืนยันให้แน่นอนอีกครั้ง)เค้าต้องภาคภูมิใจที่สุด เพราะทำเอง ติดคุกเอง และพ้นโทษเอง โดยที่ไม่เคยได้รับความช่วยเหลือจากใครเลยในระยะเวลา3ปี นอกจากพวกเราที่คอยไปเยี่ยม ซื้อของกินของใช้ที่จำเป็นให้ ฝากเงินนิดหน่อยให้ใช้ และส่งจดหมายให้กำลังใจกันตลอดมา

ปล.2 *แนนซี่ คือ การ์ดสนามหลวงที่เคยอยู่เต้นท์เสธ.แดง เป็นผู้ชายที่ออกจะเป็นผู้หญิงค่ะ ที่เคยนั่งรถกระบะพร้อมป้านิดสนามหลวง ผ่านไปทาง มัฆวาน ที่มีอัณฑมิตรอยู่ และ รถติดไฟแดง ตรงแยกจปร. พวกอัณฑมิตร เข้ามาตีบนรถ โดยตีที่ ป้านิดก่อน แนนซี่ก็อยู่บนรถด้วย ก็มีการต่อสู้กัน แนนซี่แขนหักเข้า รพ.ตำรวจ ซึ่งตอนนั้น ก็เป็นข่าวดังในกลุ่มพวกเรา ตอนหลังโดนจับเรื่องอาวุธ ก็เลยสารภาพ โดนขัง 3 ปี ซึ่งตอนนี้ ก็จะครบเวลาแล้ว...

*******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:ร่วมต้อนรับเพื่อนเสื้อแดงโดนยัดคุก 1 ปีจากเหตุการณ์ 19 พฤษภาฯพ้นโทษ


ขอเชิญพี่น้องเสื้อแดงไปร่วมกิจกรรมต้อนรับนักโทษการเมืองชื่อ สุทัศน์ แซ่คู ชาว เสื้อแดงในข้อหา พรบ.อาวุธปืนฯ ซึ่งจะถูกปล่อยตัวโดยเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ในวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๔ เวลาไม่เกิน ๙ โมงเช้า แต่คิดว่าควรมาประมาณ 8 โมงเช้า (เกรงว่าทางเรือนจำจะเจ้าเล่ห์ปล่อยตัวออกมาแต่ไก่โห่ เหมือนคราววิษณุ กมลแมน)

ปล. สุทัศน์ โทษตามหมายศาลปล่อยวันที่ ๒๐ พ.ค. ๕๔ แต่ได้รับโทษปล่อยวันที่ ๘ พ.ค.๕๔(ยืนยันจากเจ้าหน้าที่แล้ว)

ด้านล่างเป็นแถลงการณ์ที่กำ้ลังล่ารายชื่อสนับสนุน


แถลงการณ์

เรา มารวมตัวกันในวันนี้เพื่อยินดีกับอิสรภาพเพื่อนของเรา สุทัศน์ แซ่คู หลังจากถูกจองจำในคุกเป็นเวลานานเกือบ ๑ปีเต็ม ด้วยความผิดที่เขาไม่ได้กระทำขึ้น แต่ ศาลพิพากษาลงโทษเพื่อนของเรา โดยอาศัยเพียงแค่คำรับสารภาพของเขาเท่านั้น โดยไม่ได้มีการพิเคราะห์ถึงสภาพแวดล้อมทางการเมืองที่เกิดขึ้นในห้วงเวลา นั้น

สุทัศน์ แซ่คู ถูกจับเมื่อเช้าตรู่ของวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ด้วยการยัดข้อหาจากเจ้าหน้าที่รัฐว่า มีลูกระเบิดปิงปองไว้ในความครอบครองจำนวน ๑ ลูก ขณะเขาพยายามเดินทางกลับบ้านหลังจากที่เขาซ่อนตัวอยู่ในชุมชนบ่อนไก่
ใน คืนวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ คืนที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและคับแค้นของพวกเรา ในขณะที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะกระหยิ่มยิ้มย่องกับชัยชนะของมัน

กรณี ของสุทัศน์ แซ่คู เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ชี้ชัดให้เห็นถึง ระบบ ๒ มาตรฐานในกระบวนการยุติธรรมและการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับกรณีของการ์ดพันธมิตรที่ถูกจับได้เมื่อประมาณ วันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ย่านบริเวณที่ชุมนุมของพวกเขาพร้อมกับลูกระเบิดปิงปองจำนวน๖๓ลูกแต่เจ้า หน้าที่รัฐกลับปล่อยตัวพวกเขาไปโดยไม่ดำเนินคดีใดๆทั้งสิ้น ให้เหตุผลว่าเป็นเพียงประทัดยักษ์ ไม่ใช่ระเบิด หรือในกรณีปี ๒๕๕๑ ที่ผู้ชุมนุมพันธมิตรขับรถพุ่งเข้าชนเจ้าหน้าที่ตำรวจขณะเข้าทำการสลายการ ชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาล แต่ศาลกับพิพากษา รอลงอาญาชนิดที่ค้านสายตาผู้รักความเป็นธรรม

เราชาวเสื้อแดงถูกปฎิ บัติจากอำนาจรัฐโดยไม่เป็นธรรมในหลายๆกรณีทั้งจากการ ซุ่มยิงพวกเราตายถึง ๙๒ ศพโดยรัฐไม่พยายามสอบสวนการตายและกล่าวหาว่าพวกเราฆ่ากันเอง จับกุมเพื่อนของเราด้วยข้อหาต่างๆนาๆเช่น เผาเซ็นทรัลเวิลด์ เผาศาลากลาง ฝ่าฝืนพรก. ปล้นทรัพย์ หมิ่นพระบรมเดชานุภาพและข้อหาอื่นๆอีกมากมาย โดยไม่ให้สิทธิเพื่อนของเราในการประกันตัว

ในวันนี้มีผู้ต่อสู้เพื่อ ความเป็นธรรมและความถูกต้องถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ ทั่วประเทศมากกว่า ๑๐๐ คน และยังไม่รวมกับเพื่อนของพวกเราที่หลบหนีจากการถูกคุกคามจากอำนาจรัฐเถื่อน อีกมากมาย

เราขอเรียกร้องให้ชนชั้นอำมาตย์ตระหนักถึงการกระทำของตน เอง สิ่งที่ชนชั้นอำมาตย์ทำนี้จะส่งผลเสียระยะยาวในการพัฒนาประชาธิปไตยและทำให้ ประเทศไทยไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

เราขอเรียกร้องชนชั้นอำมาตย์ดังนี้

๑.ปล่อยนักโทษการเมืองเสื้อแดงที่ถูกคุมขังทั่วประเทศ
๒. ยกเลิกข้อกล่าวหานักโทษการเมืองเสื้อแดงที่ถูกดำเนินคดีโดยทันที


๘ พฤษภาคม ๒๕๕๔
กลุ่ม เอื้ออาทร มีนบุรี
กลุ่มแดง นครปฐม