WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, May 8, 2011

ประเพณีการปฏิวัติ

ที่มา มติชน



โดย วีรพงษ์ รามางกูร

คอลัมน์ คนเดินตรอก ในประชาชาติธุรกิจ

เมื่อ วันที่ 21 เมษายนนี้ ประมาณ 17.00 น. ได้รับโทรศัพท์จากพรรคพวกว่า มีข่าวลือการปฏิวัติแพร่สะพัดไปทั่วกรุงเทพฯ มีเพื่อนฝูงจากต่างจังหวัดโทรศัพท์มาบอกว่ามีปฏิวัติแล้ว เพราะโทรทัศน์ทุกช่องจอดำมืดเพื่อรอแถลงการณ์ฉบับที่ 1 ของคณะปฏิวัติ เหมือนกับโทรทัศน์ทุกช่องหยุดรายการปกติ เปิดเพลงมาร์ชรอแถลงการณ์ คณะปฏิวัติอย่างวันที่ 19 ก.ย. 2549

ดีว่าตลาดหุ้นปิดทำการซื้อขายแล้ว มิฉะนั้นราคาหุ้นคงจะตกระเนระนาด

ต่อ มาก็มีข่าวว่ารัฐบาลได้ออกมาแถลงชี้แจงว่า ที่โทรทัศน์ทุกช่องล่มเป็นเพราะดาวเทียมไทยคม 5 ขัดข้อง รับส่งสัญญาณไม่ได้ แต่ผู้คนก็ยังไม่ยอมเชื่อ

ทำไมคนไทยจึงขวัญอ่อน และระแวงว่าจะมีการปฏิวัติรัฐประหารอีกแล้ว ถ้าเป็นประเทศอื่นข่าวลือเช่นนี้คงไม่เกิดขึ้น

ที่ คนไทยเส้นกระตุกขวัญอ่อนกับข่าวปฏิวัติรัฐประหาร ก็เพราะทุกคนไม่ว่าจะเป็นคนชั้นไหน ชั้นสูง ชั้นกลาง หรือชั้นล่าง ต่างตระหนักดีว่าปฏิวัติรัฐ ประหารนั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปได้เสมอสำหรับประเทศไทย สะท้อนให้เห็นถึงระดับของการพัฒนาการเมืองของประเทศไทย และระดับจิตสำนึกทางการเมืองของประชาชนคนไทย ดูจะเป็นความรู้สึก เฉย ๆ ไม่เดือดเนื้อร้อนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนในระดับสูงและระดับกลางในเมืองไม่เกี่ยวกับระดับการ ศึกษา ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ได้รับการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย วิทยาลัยในประเทศหรือต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นทวีปยุโรปตะวันตก หรือทวีปอเมริกาเหนือ ไม่รู้สึกหวงแหนสิทธิเสรีภาพทางการเมือง ของตน เพียงแค่ขวัญอ่อนและเส้นกระตุกเท่านั้น

ระดับฐานะทางเศรษฐกิจก็ดี ระดับการศึกษา เป็นคนในเมืองหรือชนบท (ความจริงวิถีชีวิตแบบชนบทในประเทศไทยเกือบจะไม่มีแล้ว ถ้ามีก็คงไม่มาก) ดูจะไม่มีความสัมพันธ์ ไม่มีจิตสำนึกในเรื่องสิทธิเสรีภาพทางการเมืองและระบอบการปกครองประชาธิปไตย สังเกตได้จากหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนปกติจะสะท้อนความคิดเห็นของผู้อ่าน ก็ไม่รู้สึกเดือดร้อนต่อข่าวการปฏิวัติรัฐประหาร

ที่คนเชื่อข่าว ลือ เมื่อโทรทัศน์ทุกช่องดับดำมืด ก็เพราะการปฏิวัติรัฐประหารนั้นมีแบบแผนของการปูทางไปสู่การสร้างกระแสเพื่อ สร้างความชอบธรรม การทำปฏิวัติไม่ว่าจะเป็นการทำรัฐ ประหารเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2524 การทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2534 วันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2550 วันที่ 16 กันยายน 2519 หรือวันที่ 19 กันยายน 2549

ขั้นแรกก็จะมีการสร้างกระแสโดย ใช้สื่อมวลชนทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ บางครั้งก็มีใบปลิวข่าวลือโจมตีรัฐบาล 3-4 ประเด็น ประเด็นแรก คอร์รัปชั่น หรือการฉ้อราษฎร์บังหลวง ประเด็นที่สอง ระบอบรัฐสภาของเราไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตย เพราะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้มาจากการซื้อเสียง ประเด็นที่สาม มีการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เป็นภัยต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ประเด็นสุดท้าย ไร้ประสิทธิภาพ เศรษฐกิจล้มละลาย ปล่อยให้เกิดภาวะข้าวยากหมากแพง โจรผู้ร้ายชุกชุม ถ้าเป็นสมัยก่อนก็มีเรื่องภัยจากคอมมิวนิสต์แถมเข้าไปด้วย ตอนนี้ภัยจากคอมมิวนิสต์ไม่มีแล้วจึงตัดออก

ประเด็นคลาสสิกทั้ง 4 นี้ใช้ได้เสมอ โดยความยินยอมพร้อมใจของหนังสือ พิมพ์ คอลัมนิสต์ ผู้วิจารณ์ข่าวทางวิทยุและโทรทัศน์ โดยใช้จุดอ่อนของสังคมไทยที่ไม่มีค่านิยมทางการเมืองแบบเสรีนิยม ไม่มีค่านิยมทางประชาธิปไตย และค่านิยมในเรื่องสังคมพลเรือน หรือ civil society และการไม่หวงแหนสิทธิและเสรีภาพทางการเมือง ฟังและพร้อมจะเชื่อแต่เรื่องจริงครึ่งหนึ่งเท็จครึ่งหนึ่ง บางทีหรือเกือบทุกเรื่องเป็นเรื่องเท็จที่สร้างขึ้นเพราะเกลียดรัฐบาล

สำหรับ ประเด็นแรกเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น การฉ้อราษฎร์บังหลวง สำหรับการปกครองของไทยนั้นเป็นความจริงของชีวิตไปแล้ว ยกขึ้นมาโจมตีรัฐบาลและระบบราชการได้เสมอ พูดเมื่อไหร่ก็จริงและคนก็เชื่อเมื่อนั้น เพราะการทุจริตคอร์รัปชั่นสำหรับสังคมไทยมีอยู่ตลอดกาล คนไทยไม่เคยรังเกียจ แม้จะไปไหว้พระ ไหว้เจ้า ทำกงเต๊กก็ดี เนื้อหาในการติดสินบนเทพยดา เซียน หรือแม้แต่ผีสางก็ทำกันอยู่แล้ว พอจะติดสินบนผู้มีอำนาจวาสนาจะเป็นเรื่องผิดปกติได้อย่างใด แต่ก็ไม่ชอบและเกลียดชัง

เมื่อจะทำการปฏิวัติก็สร้างกระแสความเกลียด ชัง การทุจริตคอร์รัปชั่น ขึ้นมาทันที แล้วก็ใช้ได้ผล มีทั้งเรื่องจริง เรื่องกึ่งความจริง และเรื่องเท็จ แต่เมื่อมีการปฏิวัติแล้วก็ไม่ได้สนใจบีบบังคับให้คณะปฏิวัติหรือรัฐบาลของ คณะปฏิวัติสืบสวนสอบสวนให้ได้ความจริง ประชาชนหรือสื่อมวลชนก็ไม่ว่าอะไร ไม่เคยสืบสวนว่าคำกล่าวหานั้นจริงหรือเท็จ จึงไม่มีผู้ใดต้องรับผิดชอบหรือถูกลงโทษ เลยตามเลยเพราะเป็นความจริงของชีวิต

ประเด็นที่สองก็คือ การทำลายความชอบธรรมของสภาผู้แทนราษฎรในฐานะของการเป็นผู้แทนของปวงชน โดยใช้ประเด็นว่าผู้แทนราษฎรได้มาจากการซื้อเสียง ประเด็นนี้ก็ใช้ได้เสมอ เพราะ ผู้ออกเสียงเลือกตั้งของเราโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตนอกเมืองหรือในเขตชุมชน ระดับล่าง การอำนวยความสะดวก เช่น การจัดรถรับส่ง การออก ค่ารถ ค่าเดินทาง หรือการให้เงินเป็นสินน้ำใจนั้น ผู้คนในระดับนี้ถือว่าเป็นการแสดงน้ำใจ ถ้าไม่มีติดปลายนวมบ้างก็ถือว่าแล้งน้ำใจ แต่ไม่ได้หมายความว่าจ่ายเงินซื้อเสียงแล้วจะได้รับการเลือกตั้ง จะต้องเป็นผู้ที่เขาจะเลือกอยู่แล้วด้วยเหตุผล 3 อย่าง คือดูแลผู้มีสิทธิออกเสียงมาโดยตลอดอย่างหนึ่ง หาโครงการเข้ามาในเขตเลือกตั้งของตนอย่างหนึ่ง และขณะนี้ก็คือกระแสความนิยมพรรคนั้นอีกหนึ่ง ซึ่งขณะนี้ก็เป็นการขับเคลื่อนระหว่างพรรคใหญ่ 2 พรรค ในภูมิภาคต่าง ๆ และในกรุงเทพฯ

สำหรับ ประเด็นที่สาม เรื่องปล่อยให้มีการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและการกระทำที่เป็นภัยต่อการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เกือบทุกครั้งก็จะมีประเด็นนี้ จะหนักบ้างเบาบ้างก็แล้วแต่สถานการณ์และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หรือจะเป็นการสร้างสถานการณ์ของแนวร่วมมุมกลับก็สุดจะเดาได้ แต่ก็เป็น ประเด็นที่สร้างกระแสทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาลและรัฐสภาได้ง่าย และทำกันอยู่เสมอ ทั้ง ๆ ที่มีกฎหมายอาญาบัญญัติให้เป็นความผิดและกำหนดโทษค่อนข้างหนักอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ใจเย็นพอที่จะรอให้มีการดำเนินการตามขบวนการยุติธรรม จนถึงขั้นศาลทั้งสามระดับ แต่จะใช้เป็นเหตุผลในการสร้างความชอบธรรมในการทำรัฐประหาร เพราะทราบดีว่าสำหรับคนไทยนั้น พระบรมเดชานุภาพผู้ใดจะละเมิดมิได้

ประเด็น สุดท้ายก็คือความล้มเหลวในการบริหารเศรษฐกิจ ปล่อยให้เกิดภาวะข้าวยากหมากแพง ข้าวของขึ้นราคา เศรษฐกิจล้มละลาย ผู้คนตกงาน ไม่มีงานทำ

สำหรับเรื่องเศรษฐกิจนี้ คนทั่วไปก็รู้ดีว่า อัตราเงินเฟ้อก็ดี ภาวะเศรษฐกิจก็ดี ขึ้นอยู่กับต่างประเทศเสียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นภาวะที่เราควบคุมไม่ได้ ข้าวยากหมากแพงขึ้นก็เพราะเราส่งออกได้ดี ราคาข้าวในตลาดต่างประเทศมีราคาสูง ไม่ใช่เราผลิตไม่พอกิน ประเทศไทยผลิตอาหารเกินความต้องการเสมอ ส่วนหมากแพงก็คงหมายถึงของอุปโภคบริโภคอย่างอื่นมีราคาแพง เช่น น้ำมัน ก็ดี ไฟฟ้าก็ดี ข้าวของอย่างอื่นก็ดี ราคาสูงขึ้นก็เพราะราคาของพวกนี้มีราคาสูงขึ้นในตลาดต่างประเทศ แต่ก็สามารถนำมาใช้อธิบายความไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลได้เสมอ

คอมมิวนิสต์ ก็เคยเป็นสาเหตุหนึ่งที่จะนำมาอ้างถึงความมั่นคงของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ได้ แต่เดี๋ยวนี้ก็เปลี่ยนเป็นความมั่นคงในชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของประชาชน เพราะมีโจรผู้ร้ายชุกชุม รวมทั้งการรุกรานจากประเทศเพื่อนบ้าน กระแสชาตินิยมและความรักชาติด้านเดียว การปะทะกันด้วยกำลังทหาร อาจจะอ้างกรณีที่เป็นจริงที่เป็นข่าวหน้าหนึ่งในหนังสือพิมพ์มาช่วยเป็น เหตุผลประกอบได้

ในช่วงก่อนการปฏิวัติรัฐประหาร จริง ๆ ก็มักจะมีเหตุการณ์ 4-5 อย่างเกิดเป็นข่าวในหนังสือพิมพ์ แล้วก็นำไปขยายผลโดยนักวิเคราะห์ข่าว นักวิจารณ์การเมืองในรายการวิทยุต่าง ๆ ก็พอจะเข้าใจได้ไม่ยาก เพราะรายการ วิเคราะห์วิจารณ์ข่าวก็มักจะทำอยู่ตามสถานีวิทยุของทหาร ส่วนวิทยุของกรมประชาสัมพันธ์หรือของเอกชนก็ดี จะเกรงกลัวรัฐบาลไม่ค่อยอยากยุ่ง สู้จัดรายการละครน้ำเน่าหาสตางค์จากค่าโฆษณาดีกว่า นอกจากได้รับการขอร้องขอความร่วมมือ

ที่คนทั้งประเทศขวัญอ่อน เมื่อโทรทัศน์ภาพล่มหมดทั้งระบบ เพราะกระแสทั้ง 4 ประเด็นที่ใช้เป็นประเพณีก่อนการปฏิวัติ กำลังก่อตัวขึ้นต่อต้าน รัฐบาลประชาธิปัตย์อย่างรวดเร็วและรุนแรง บวกกับความล้มเหลวในการเจรจาแบบทวิภาคีกับกัมพูชา เมื่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติให้มีการเจรจา เป็นการเจรจาแบบพหุภาคีในกรอบของอาเซียน ทางเราก็ไม่แน่ใจเพราะจุดหมายปลายทางไม่น่าจะเป็นเรื่องดินแดน น่าจะเป็นเรื่องการเมืองของทั้งสองฝ่าย แต่ก็ไม่มีใครทราบความจริง

กระแส ที่เกิดขึ้นเป็นกระแสที่พวกเราที่มีอายุและเคยได้ยินได้ฟังมาตลอดชีวิตจึง ขวัญอ่อน คอยฟังต่อไปเท่านั้นว่ากระแสจะจุดติดหรือไม่ สื่อมวลชนจะร่วมมือสร้างกระแสตามประเด็น 4-5 ประเด็นดังกล่าวหรือไม่เพียงใด

จะยังไม่มีรัฐประหาร ถ้ากระแส ต่อต้านรัฐบาลหรือต่อต้านขบวนการรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญยังไม่ขึ้นสูงจนสุกงอมพอ

ใน ระหว่างนั้นถ้าหนังสือพิมพ์ไปถามผู้นำทหาร ผู้นำทหารก็จะออกมายืนยันว่าจะไม่มีปฏิวัติรัฐประหาร จอมพลสฤษดิ์ก็ปฏิเสธ โดยกล่าวว่าจะไม่ "วัดรอยเท้านาย" พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ก็ปฏิเสธข่าวปฏิวัติ พล.อ. สุจินดาก็ออกมายืนยันว่าจะไม่มีปฏิวัติ

ก่อน 19 กันยายน 2549 พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้นำเหล่าทัพพร้อมกับตำรวจก็ออกมานั่งแถลงปฏิเสธข่าวการปฏิวัติ

การ แสดงพลังทหารในที่ตั้งก็เป็นวิธีหนึ่งที่เป็นวัฒนธรรมที่ต้องทำก่อนการ ปฏิวัติ พล.อ.อาทิตย์ ก็เคยทำ พล.อ. สุจินดา ก็เคยทำ พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ก็เคยทำ อาจจะทำเองหรือให้ลูกน้องทำก็ได้

สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนเป็นการให้สัญญาณทั้งสิ้น และทุกครั้งที่มีการให้สัญญาณก็จะมีการปฏิวัติรัฐประหาร ทำสำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง

จะมาว่าพวกเราบ้าจี้ ขวัญอ่อน ก็ไม่ยุติธรรมนัก

คอลัมน์ลึกกว่าข่าว...มือยื้อยุบสภา

ที่มา มติชน



กว่าจะถึงวันที่ 6 พฤษภาคม "ดีเดย์" กำหนดยุบสภาของนายกรัฐมนตรี

ก็ต้องลุ้นกันหลายยก ว่าท้ายที่สุดแล้ว จะได้ "ยุบ" ในสัปดาห์แรกของเดือนพฤษภาคมจริงหรือไม่

คำตอบก็ออกมาแล้วว่า "ทูลเกล้าฯยุบสภาแล้ว" ตามสัญญาเป๊ะ !?

เรื่อง ของเรื่องที่นำไปสู่ "ตารางเคลื่อน" ครั้งนี้ เป็นเพราะนอกจากเรื่อง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ฉบับ ที่ต้องผ่านการวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญโดยศาลรัฐธรรมนูญ "ไม่มาตามนัด"

คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เลื่อนการพิจารณาจากวันที่ 2 พฤษภาคม ไปวันที่ 9 พฤษภาคม จนมีการตีความในหมู่นักการเมืองไปต่างๆ นานา ว่า "สัญญาณไม่ค่อยดี" ยังมีคนไม่อยากเลือกตั้งอยู่

แถมยังเกิดกรณี "วิทยา แก้วภราดัย" ประธานวิปรัฐบาล ที่ได้ชื่อว่าเป็น "มือกฎหมาย" พรรคสะตอ พูดในที่ประชุม ส.ส.พรรค ส่งสัญญาณอยากให้เลื่อนการทูลเกล้าฯ พ.ร.ฎ.ยุบสภาออกไปก่อน

โดยยกเหตุผลว่า "ไม่มีประธานวุฒิสภา" เพราะยังไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ดังนั้น อาจเกิดสุญญากาศวุฒิสภารักษาการแทนสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้ !?

"วิทยา" ผู้ใกล้ชิด "สุเทพ เทือกสุบรรณ" รองนายกฯ และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ที่รับลูกแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล อาทิ บรรหาร ศิลปอาชา, สุวัจน์ ลิปตพัลลภ, เนวิน ชิดชอบ ฯลฯ มาตลอด ว่าให้เลื่อนวันคืนอำนาจ ออกไปก่อน

เป็นที่มาของ "คำถาม" ว่า หรือจะมี "ขบวนการยื้อยุบ" เกิดขึ้น ?

คนในประชาธิปัตย์วิเคราะห์กันว่า เป็นไปไม่ได้ที่ "อภิสิทธิ์-สุเทพ" จะขัดแย้งกันในเรื่องนี้ เพียงแต่อาจเล่นกันคนละบท

นายกฯพูดเอาใจสังคม-ลดกระแสสารพัดม็อบ ส่วนรองนายกฯตามใจพรรคร่วม-ผูกมิตรไว้รอจับมืออีกรอบ !!

ขณะ ที่เรื่องกฎหมายลูก 3 ฉบับ ก็มีการวิเคราะห์ขาดในที่ประชุมกรรมการบริหาร ปชป.ไปแล้ว ก่อนหน้าที่ "สาทิตย์ วงศ์หนองเตย" จะมาไขปริศนาว่า ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกระเบียบใช้ก่อน เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเสร็จ ก็เอากฎหมายลูกมาสวมได้ทันที... "โนพรอบเบลม ชัวร์" !

"วิทยา" อ้างเรื่องประธานวุฒิสภา ว่ากันว่า เป็นเรื่องเชิง "เทคนิคกฎหมาย" เพราะระหว่างยุบสภา ถ้าไม่มีประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภา หากเกิดอะไรขึ้น จะไม่สามารถ...

แต่งตั้งผู้สำเร็จราชการ, แก้ไขกฎมณเฑียรบาล, รับทราบ/แต่งตั้งผู้สืบราชสมบัติ, ประกาศสงคราม,

ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่มีอำนาจข้อไหนเกี่ยวกับ "การเลือกตั้ง" เลย !

สาเหตุ ที่แท้จริงของข้อเสนอ "เลื่อนยุบสภา" โดยแกนนำพรรคประชาธิปัตย์มาจากความวิตกกังวล ในช่วง "เก็บรายละเอียด" ก่อนคืนอำนาจกลับคูหา

เรื่องกฎหมายลูกไม่ปมหลัก แต่คนที่ห่วงคือ "กกต." เพราะกลัวติดคุกเหมือน กกต.ชุด พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ

ขณะ ที่ข้อต่างระหว่าง "อภิสิทธิ์-สุเทพ" เรื่องการยุบสภา เร็ว-ช้า ยังโยงถึง "ผลการเลือกตั้ง" เพราะทั้ง 2 บิ๊ก คำนวณอยู่บนคนละวิธีคิด

"อภิสิทธิ์" อิงผลโพลของพรรคที่ยิ่งนานวันเสียงยิ่งตก ในขณะที่ "สุเทพ" อิงประสบการณ์ อยากมีเวลาจัดทัพ-ระดมเสบียงกรังให้พร้อมที่สุดก่อน

"พรรคสีฟ้า" ยืนยันอยากเลือกตั้งล้านเปอร์เซ็นต์ จะได้ล้างมลทินเรื่องปล้นอำนาจ-ตั้งรัฐบาลในค่ายทหารเสียที !!

จับตา”ซันเดย์ เซอร์ไพร์ส”ของ”ชัย” และ 3 เรื่องใหญ่ในสัปดาห์หน้า ชี้ชะตาจะมี”เลือกตั้ง”หรือไม่??

ที่มา มติชน



และ แล้ว”อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”นายกรัฐมนตรีก็ยื่นทูลเกล้าฯพ.ร.ฎ.ยุบสภาเรียบร้อยตามคำมั่นสัญญา พร้อมกับแถลงข่าวด้วยประโยคที่มี”นัยยะ”

“เป็นไปตามที่ได้เคยกราบบังคมทูลฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเอาไว้ และได้แจ้งต่อสาธารณะ”

“อภิสิทธิ์”บอกว่าเขาจะแถลงข่าวอย่างเป็นทางการในวันจันทร์ 9 พฤษภาคมนี้

นอกจากนั้นพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกก็ออกมาให้สัมภาษณ์ชัดว่ากองทัพจะสนับสนุนการเลือกตั้ง

และเมื่อผู้สื่อข่าวถามจี้ถึงประเด็นที่คนส่วนใหญ่คาใจ

“รับได้หรือไม่หากเพื่อไทยเป็นรัฐบาลเพราะยังมีการพาดพิงสถาบันอยู่”

“ต้อง ถามประชาชนส่วนใหญ่รับได้ หรือไม่ ถ้าเขารับได้ก็รับได้ เพราะเป็นกลไกของประชาธิปไตย ผมจะบอกว่ารับไม่ได้ได้อย่างไร อย่าไปดูถูกคนไทย ให้โอกาสเขาคิด ได้เลือกและตัดสินใจ อย่าไปชี้นำมากนัก”

แม้จะเป็น”คำตอบ”กึ่งภาคบังคับเพราะตอบไปในทางอื่นได้ยากมาก

แต่การให้เหตุผลเรื่อง”อย่าไปดูถูกคนไทย”ก็ทำให้ภาพของพล.อ.ประยุทธ์เรื่องความเป็นประชาธิปไตยดีขึ้น

และช่วยลดข่าวลือเรื่อง”กองทัพ”ไม่อยากให้มีเลือกตั้งเพราะกลัว”เพื่อไทย”ชนะ

อย่างไรก็ตามแม้ว่า”อภิสิทธิ์”และพล.อ.ประยุทธ์จะแสดงความมั่นใจว่ามีการเลือกตั้งใหม่อย่างแน่นอน

แต่ดูเหมือนว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยจะยังคงมองโลกในแง่ร้าย

จนถึงวันนี้ หลายคนก็ยังเชื่อว่า”จะไม่มีการเลือกตั้ง”

ยิ่ง”ชัย ชิดชอบ”ประธานรัฐสภา เล่นมุขกับผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภาในช่วงสายของวันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคม หลังนายกฯประกาศทูลเกล้ายุบสภาฯแล้ว

“พรุ่งนี้มาหรือเปล่า มีเซอร์ไพร์ส”

นักข่าวพยายามถามถึง”เซอร์ไพร์ส”ดังกล่าว แต่นายชัยไม่ยอมบอก

“รอวันพรุ่งนี้”

ไม่มีใครรู้ว่า”เซอร์ไพร์ส”ของ”ชัย”คือเรื่องอะไร

จะเป็น”มุขแป๊ก”หรือ”เซอร์ไพร์ส”จริง
…………………

ในโลกของคนมองโลกในแง่ร้าย ที่เชื่อทฤษฎี”มือที่มองไม่เห็น”

นอกเหนือจาก”เซอร์ไพร์ส”ของ”ชัย”ในวันอาทิตย์ที่ 8 พฤษภาคมแล้ว ประเด็นที่น่าจับตามองอย่างมากในช่วงสัปดาห์หน้ามีอยู่ 3 เรื่อง

เรื่องแรก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะโปรดเกล้าพ.ร.ฎ.ยุบสภาฯลงมาเมื่อไร

เรื่องที่สอง วันจันทร์ที่ 9 พฤษภาคม คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ หรือ”กฏหมายลูก” 3 ฉบับหรือไม่

และ”อย่างไร”

ถ้า”ไฟเขียว”ผ่านตลอด ทุกอย่างก็ราบรื่น

แต่ถ้าเลื่อนการตัดสินออกไปอีก หรือตัดสินออกมาในทางตรงข้าม

คนมองโลกในแง่ร้ายจะถือเป็นสัญญานว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นนำไปสู่แนวทาง”ไม่มีเลือกตั้ง”

เรื่องที่สาม กรณี”ธาริต เพ็งดิษฐ์”อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ยื่นถอนประกัน”จตุพร พรหมพันธุ์-ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ”และแกนนำนปช.

ศาลเริ่มพิจารณาเรื่องนี้โดยสืบพยานคนแรกในวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา

และจะนัดสืบพยานต่อในวันจันทร์ 9 พฤษภาคมนี้

ถ้ายังสืบพยานไม่เสร็จหรือไม่ถอนประกัน การเมืองไทยก็เดินหน้าต่อไป

แต่หากสืบพยานเสร็จและศาลตัดสินถอนประกันแกนนำนปช.

การเมืองไทยก็จะปั่นป่วนขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

ไม่มีใครรู้ว่าปฏิกิริยาของ”คนเสื้อแดง”จะเป็นอย่างไร

เช่นเดียวกับพรรคเพื่อไทย

นั่นคือ 3 เรื่องที่ต้องติดตามในสัปดาห์หน้า

หากทุกอย่าง”ไฟเขียว”ผ่านตลอด

การเมืองไทยก็จะเดินหน้าสู่การเลือกตั้งใหม่อย่างเต็มตัว

"แม้ว"ปรับแผนเลิกสไกป์ ช่วย พท.หาเสียง เลี่ยงโทษยุบพรรค เปลี่ยนมาใช้"เวทีเสื้อแดง" ปลุก"91 ศพ"

ที่มา มติชน

แหล่ง ข่าวจากแกนนำพรรคเพื่อไทยระบุเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ว่า พรรคเพื่อไทยได้เตรียมพร้อมเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง ด้วยการจัดทำเอกสารแนะนำนโยบายพรรคเพื่อไทยและวีซีดีแนะนำนโยบายพรรคเพื่อ ไทยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 23 เมษายน ที่ศูนย์ประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต จำนวนอย่างละ 200,000 ชุด มอบให้ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ระบบเขตทั้งหมด 375 คน 375 เขตทั่วประเทศ คนละ 100 ชุด เพื่อให้ทุกคนไปจัดทำเพิ่มและแจกจ่ายให้กับหัวคะแนนและประชาชนในพื้นที่ เลือกตั้ง ตั้งแต่ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม เพื่อให้เข้าใจในนโยบายพรรคเพื่อไทยและดำรงความนิยมในตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี


แหล่ง ข่าวจากแกนนำพรรคเพื่อไทยระบุว่า ในการประชุมร่วมกันของคณะที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย ล่าสุดเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม ซึ่งมี พ.ต.ท.ทักษิณและนักการเมืองในกลุ่ม 111 อดีตกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย รวมไปถึงนักการเมืองที่เป็น 37 อดีตกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ในการเลือกตั้งแล้ว ได้ข้อสรุปว่า สุดสัปดาห์นี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะสไกป์ไปช่วยว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคเพื่อไทยหาเสียงในพื้นที่เลือกตั้ง โดยได้กำหนดจุดที่จะสไกป์จุดสุดท้ายที่ชุมชนคลองเตย วันที่ 8 พฤษภาคม เวลา 13.00 น. เพื่อรับฟังปัญหายาเสพติด ซึ่งถือเป็นนโยบายสำคัญที่ พ.ต.ท.ทักษิณเคยประสบความสำเร็จ และเป็นปัญหาสำคัญของรัฐบาลอภิสิทธิ์ ซึ่งจะมีผลทางด้านคะแนนเสียงในการเลือกตั้ง


แหล่งข่าวระบุว่า จากนั้นเมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงถึงความชัดเจนการยุบสภา ในวันที่ 9 พฤษภาคม ตามที่ได้ประกาศเอาไว้แล้ว พ.ต.ท.ทักษิณจะยุติการสไกป์ไปในพื้นที่เลือกตั้ง เพื่อรับฟังปัญหาของประชาชนและช่วย ส.ส.หาเสียงในเวทีของพรรคเพื่อไทย รวมทั้งยุติการพูดถึงนโยบายพรรคเพื่อไทยทุกที่ที่มีการสไกป์ เพื่อไม่ให้เป็นเงื่อนไขในการถูกยุบพรรค แต่ พ.ต.ท.ทักษิณยังจะสไกป์มาในเวทีปราศรัยของคนเสื้อแดง ที่จะจัดขึ้นในจังหวัดต่างๆ โดยจะพูดในกรอบของเหตุการณ์สลายการชุมนุมคนเสื้อแดงและการเสียชีวิตของ ประชาชน 91 ศพ ในเดือนเมษายนและพฤษภาคม 2553 เท่านั้น

นับถอยหลัง ชี้ชะตา2พรรค

ที่มา ข่าวสด



ถึง จะมีความขลุกขลักอยู่บ้างจนสังคมเกิดข้อวิตกกังวลว่าปฏิทินการยุบสภาเลือก ตั้งใหม่ อาจต้องเลื่อนออกไปจากที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเคยประกาศไว้ในตอนแรก

ไม่ว่าจะเป็นความขลุกขลักกรณีกฎหมายลูก 3 ฉบับที่อยู่ในกระบวน การของศาลรัฐธรรมนูญ

รวมถึงข้อหวั่นเกรงว่าการเมืองจะเกิดสุญญากาศ ถ้าหากยุบสภาแล้วแต่ยังไม่มีประธานวุฒิสภามาทำหน้าที่รักษาการประธานรัฐสภา

แต่ทุกอย่างก็คลี่คลายโดยเร็วเมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ พล.อ.ธีรเดช มีเพียร เป็นประธานวุฒิสภาเมื่อวันที่ 4 พ.ค.ที่ผ่านมา

ขณะเดียวกันศาลรัฐธรรมนูญก็ยืน ยันว่า

ถึงแม้ต้องใช้เวลาในการพิจารณากฎหมายลูกทั้ง 3 ฉบับอย่างละเอียดรอบคอบ แต่ก็จะไม่ส่งผลต่อการยุบสภาที่นายกฯ กำหนดเงื่อน ไขเวลาไว้แล้วแต่อย่างใด

กระทั่งในที่สุดนายกฯอภิสิทธิ์ จึงตัดสินใจนำร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภา ขึ้นทูลเกล้าฯ เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 6 พ.ค. ก่อนตนเองจะเดินทางไปประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ที่ประเทศอินโดนีเซีย

โดยมีกำหนดเดินทางกลับประเทศ ไทยวันที่ 9 พ.ค. ซึ่งนายกฯอภิสิทธิ์ บอก ว่าจะเปิดแถลงข่าวชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับการยุบสภาและการเลือกตั้งอีก ครั้ง

ดังนั้น ถึงวันยุบสภาจะคลาดเคลื่อนไปจากปฏิทินเดิมอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อวันเลือกตั้ง ที่คาดว่าจะมีขึ้นไม่วันที่ 26 มิ.ย. ก็เป็นวันที่ 3 ก.ค.

ซึ่งล่าสุด นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ และผู้จัดการรัฐบาลแย้มออกมาบ้างแล้วว่า การเลือกตั้งจะมีขึ้นวันใดนั้นขึ้นอยู่กับการประกาศให้กฎหมายลูกทั้ง 3 ฉบับมีผลบังคับใช้

หากบวกลบเวลาที่กกต.ต้องใช้ในการ เตรียมตัวจัดการเลือกตั้งแล้ว วันที่ 26 มิ.ย. อาจไม่ทัน

สรุปว่าความเป็นได้สูงสุด คือการเลือกตั้งน่าจะมีขึ้นวันที่ 3 ก.ค.

เมื่อนับถอยหลังจากนี้ไป 55 วันก็จะเป็นวันเลือกตั้ง

ถึงนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะรักษาคำพูดของตนเองไว้ได้ในการทูลเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกายุบสภาภายในสัปดาห์แรกของเดือนพ.ค.

แต่ที่ตกเป็นหัวข้อวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนักหน่วง

คือพฤติกรรมการ 'ทิ้งทวน' อนุมัติงบประ มาณโครงการในการประชุมคณะรัฐมนตรี นัดประวัติศาสตร์ เมื่อวันที่ 3 พ.ค. ข้ามคืนต่อเนื่องวันที่ 4 พ.ค.

เป็นการประชุม 'มิดไนต์มาราธอน' นาน 15 ชั่วโมง พิจารณาโครงการมากถึง 200 กว่าโครง การ อนุมัติงบประมาณกว่า 1.3 แสนล้านบาท

ทำให้ถูกครหาว่าเป็นมหกรรม 'ลาสต์ซัปเปอร์'

สวาปามมื้อใหญ่นาทีสุดท้ายก่อนพ้นจากอำนาจ จนฝ่ายค้านเสนอนำไปจดบันทึกสถิติลงกินเนสส์บุ๊ก ด้วยอัตราเฉลี่ยอนุมัติงบฯ นาทีละกว่า 100 ล้านบาท

พร้อมตั้งข้อสังเกตเป็นการ 'แบ่งเค้ก' ก้อนใหญ่ในหมู่พรรคร่วมรัฐบาล

วางมัดจำซื้อใจกันล่วงหน้า หวังผลไกลไปถึงการกลับมาจับมือตั้งรัฐบาลอีกครั้งหลังเสร็จศึก เลือกตั้ง

ตอกย้ำความจริงที่ว่าพรรคประชาธิปัตย์กำลัง'หน้ามืด' จากกระแสความนิยมตกต่ำ อันเนื่องมาจากปัญหาข้าวยากหมากแพง ที่ดูเหมือนเป็นจุดอ่อนที่สุดของรัฐบาล

ทั้งยังเกิดปัญหาวุ่นวายขัดแย้งกันเองภายในพรรค เกี่ยวกับการวางตัวผู้สมัครลงเลือกตั้งในระบบเขตและบัญชีรายชื่อ

สุดท้ายเลยเข้าตาจนต้องตัดสินใจใช้ 'กระสุน' เข้าต่อกรกับฝ่ายตรงข้ามที่ 'กระแส' กำลังมา แรง

โดยไม่สนใจเสียงครหา ประชาธิปัตย์อาศัย ความได้เปรียบในฐานะพี่ใหญ่ฝ่ายรัฐบาล นำเงินงบประมาณของรัฐไปหว่านหาเสียง

จากเสียงนินทาไล่หลังจึงเป็นเรื่องต้องจับตา ดูกันต่อไป

มหกรรม 'ลาสต์ซัปเปอร์' จะช่วยให้คะแนนความศรัทธาของประชาชนต่อรัฐบาลพรรคประชา ธิปัตย์ กระเตื้องขึ้นมากน้อยขนาดไหน

หรือจะโดนกระแสตีกลับดำดิ่งหนักกว่าเดิม

นักวิเคราะห์การเมืองในซีกพรรคประชาธิปัตย์เชื่อว่า

ศึกเลือกตั้งที่ใกล้จะมีขึ้นเป็นการขับเคี่ยวกันระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับ เพื่อไทย ในสภาพที่คู่คี่สูสี 200 เสียงบวกลบ โดยมีพรรคขนาดกลางเป็นตัวชี้ขาดว่าระหว่าง 2 พรรคใหญ่ใครจะได้จัดตั้งรัฐบาล

ในสภาพคู่คี่ก้ำกึ่งนี้เอง แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ รวมทั้งตัวนายอภิสิทธิ์เองก็ได้แบไต๋ออกมาแล้วว่า จะยึดถือหลักพรรคใดสามารถรวบรวมเสียงข้างมากได้

ก็จะได้เป็นแกนนำรัฐบาลและเป็นนายกรัฐมนตรี

โดยไม่สนใจเสียงท้วงติงว่าอาจเป็นการทำลายหลักการ วัฒน ธรรมประเพณีทางการเมืองที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยนายชวน หลีกภัย เป็นหัวหน้าพรรค

ซึ่งสอดคล้องกับกรณีนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทยที่เชื่อว่า ไม่ว่าผลเลือกตั้งจะออกมาอย่างไร พรรคเพื่อไทยก็ไม่มีทางได้จัดตั้งรัฐบาล

อย่างไรก็ตามถึงหลักการดังกล่าวจะไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่ก็ขัดต่อเจตนารมณ์ของประชาชนที่ได้สะท้อนผ่านการลงคะแนนเลือกตั้ง

ทั้งนี้ด้วยอำนาจลี้ลับนอกระบบและมือที่มองไม่เห็นซึ่งแกะไม่ออกจากพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งยังมีอิทธิพลเหนือพรรคขนาดกลางและขนาดเล็ก

ทำให้มีความเป็นไปได้สูงมากว่า

ต่อให้พรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง ได้รับเลือกเข้ามาเป็นพรรคอันดับ 1 แต่ผลสุดท้ายก็ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เพราะไม่มีพรรคใดเข้ามาร่วมด้วย

แต่ปัญหาคือประชาชนจะยอมรับได้หรือไม่ เพราะถ้ามองในมุมกลับกันการกำหนดโฉมหน้ารัฐบาลไว้ตั้งแต่ยังไม่ทันได้เลือกตั้ง

ก็ไม่ต่างจากการท้าทายอำนาจประชาชน

ทั้งยังเป็นการเสริมส่งให้พรรคเพื่อไทยฉวยโอกาสนำไปเป็นประเด็นหาเสียงเรียก คะแนนสงสาร ปลุกกระแสชักนำประชาชนให้เลือกเพื่อไทยได้เสียงเกินครึ่ง เพื่อเข้าไปจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว

ตัดปัญหายืมจมูกพรรคอื่นหายใจ

แดงประกบไอ้โม่ง

ที่มา ข่าวสด

จัดทีม-ตามจับตา แทรกแซงเลือกตั้ง


′ ณัฐวุฒิ′ ปลุกเสื้อแดงอาสาจับตาไอ้โม่งแทรกแซงเลือกตั้ง ระดมประกบทุกฝีก้าวเตรียมกระชากหน้ากากออกมาให้ชาวบ้านรู้ เผยมีหน่วยปฏิบัติการพิเศษแทรกซึมไปอยู่พื้นที่บ้างแล้ว ด้าน ′จตุพร′ เผยแนวจัดงานครบ 1 ปี 19 พ.ค.เน้นทำบุญอุทิศส่วนกุศลแก่วีรชนที่เสียชีวิตเป็นหลัก ผบ.พล.ร.7 โต้ยันปราบเสื้อแดงเหนือไม่ใช่ภารกิจ นักวิชาการด้านนิเทศศาสตร์แฉรัฐบาลมาร์คเสรีภาพสื่อตกต่ำสุด มุ่งเดินหน้าปิดปากปิดตาจนเป็นธรรมเนียมไปแล้ว ทั้งวิทยุชุมชน ทีวีดาว เทียม รวมถึงเว็บไซต์ 4 แสนเว็บไซต์

เมื่อวันที่ 7 พ.ค. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช. กล่าวถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงในช่วงการเลือกตั้งว่า ตามที่ได้รับข้อมูลว่าขณะนี้มีเจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษ ได้ลงพื้นที่สนามเลือกตั้ง เพื่อหวังแทรกแซงการเลือกตั้ง คนเสื้อแดงจึงจะจัดชุดปฏิบัติการพิเศษเช่นกัน โดยใช้ชื่อว่าทีมกระชากหน้ากากไอ้โม่ง โดยจะรับอาสาสมัครคนเสื้อแดง ให้ถอดเสื้อแดงออก แล้วตามประกบพวกเจ้าหน้าที่รัฐเหล่านี้ เพราะขณะนี้เริ่มสแกนพบเจ้าหน้าที่รัฐเริ่มลงพื้นที่แล้ว บางคนปลอมตัวมาเป็นช่างไฟฟ้า มาเช่าบ้านในพื้นที่ และเมื่อเราประกบไอ้โม่งได้ก็จะเก็บข้อมูลทั้งหมดแล้วนำมาเปิดเผยให้ประชาชน ได้รับทราบ ก่อนการเลือกตั้งอาจจะจัดนิทรรศการเปิดหน้ากากไอ้โม่งเพื่อให้ประชาชนได้รับ ทราบข้อเท็จจริงจะได้ตัดสินใจว่าจะสนับสนุนพรรคการ เมืองไหนกันแน่

ด้านนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำนปช. กล่าวถึงการเตรียมการจัดงานรำลึกเหตุการณ์ 19 พ.ค. ว่า เข้าใจว่าในช่วงเวลาดังกล่าวจะมีการประกาศพ.ร.ฎ.เลือกตั้ง รูปแบบของงานรำลึกก็จะเป็นงานบุญครั้งใหญ่ เป็นการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ที่เสียชีวิต เข้าใจว่าคนจะมารวมกันที่ราชประสงค์จำนวนมาก รวมทั้งที่วัดปทุมวนาราม ส่วนเรื่องการพูดจาปราศรัย แกนนำนปช.ที่เป็นผู้สมัคร ส.ส. ก็คงต้องระมัดระวัง เพื่อไม่ให้ผิดกฎหมายเลือกตั้งได้

นายจตุพรยังกล่าวถึงกรณีที่ศาลนัดไต่สวนคำร้องขอถอนประกันในวันที่ 9 พ.ค.ที่จะถึงนี้ว่า ตนได้ยื่นร้องต่อศาลเพื่อขอให้จำหน่ายจำเลยคนอื่นออกไป ให้เหลือเพียงตนคนเดียว เพราะเนื้อหาสาระที่อัยการและดีเอสไอพยายามเชื่อมโยงในศาล เป็นเรื่องการปราศรัยเมื่อวันที่ 10 เม.ย. ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเงื่อนไขการประกันตัวจนเป็นเหตุให้ถอนประกันเลยแม้แต่ นิดเดียว ซึ่งที่จริงแล้วในกรณีคำปราศรัย ก็มีการแจ้งความดำเนินคดีแล้ว ก็ควรจะใช้ช่องทางดังกล่าว ไม่ใช่นำคดีอื่นมาสอดแทรกในการถอนประกัน ส่วนผลจะออกมาอย่างไร ศาลจะพิจารณาอย่างไรก็ยอมรับทั้งนั้น

วันเดียวกัน พ.อ.สุทัศน์ จารุมณี รองผบ.พล.ร.7 ทำหน้าที่ผบ.พล.ร.7 ให้สัม ภาษณ์ผ่านรายการ ลับ ลวง พราง ทางสถานีวิทยุเอฟเอ็ม 100.5 ถึงกระแสข่าวการตั้งพล.ร.7 ขึ้นมา เพื่อจัดการคนเสื้อแดงว่า พล.ร.7 จัดตั้งหน่วยแล้วเมื่อ 29 เม.ย.ที่ค่ายขุนเณร อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ซึ่งกองพลทหารราบที่ 4 (พล.ร.4) จะส่งมอบหน่วย คือ กรมทหารราบที่ 7 (ร.7) และกรมทหารราบที่ 17(ร.17) กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 7 (ป.พัน.7) และกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 17 (ป.พัน.17) มาให้ขึ้นการบังคับบัญชากับพล.ร.7 ในวันที่ 10 พ.ค.นี้

พ.อ.สุทัศน์ กล่าวว่า ภารกิจของกองทัพภาคที่ 3 คือ การดูแลชายแดน การปกป้องอธิปไตย การสกัดกั้นยาเสพติด และความมั่นคง ทำให้การมีแค่ พล.ร.4 กองพลเดียวไม่เพียงพอ จึงต้องตั้ง พล.ร.7 ขึ้นมา ความจริงต้องพูดว่า ทำไมเพิ่งจะมาตั้งด้วยซ้ำ ส่วนที่ถูกจับตามองว่าภารกิจแฝงคือการดูแลคนเสื้อแดงในพื้นที่ภาคเหนือ ที่เป็นฐานเสียงของพรรคเพื่อไทยนั้น ประเด็นนี้ไม่ได้อยู่ในกระแสในพื้นที่แล้ว เพราะตั้งแต่ตั้งหน่วยมาเรามีมวลชนมาร่วมงาน หน่วยเราเปิดกว้างสำหรับประชาชน ไม่แบ่งแยกว่าสีอะไร พล.ร.7 เหมือนเป็นบ้านเก่าของตน และเป็นบ้านของประชาชนด้วย มีอะไรก็พูดคุยกัน เชื่อว่าในพื้นที่นี้ไม่มีปัญหาแล้ว เพราะคุยกันได้

พ.อ.สุทัศน์กล่าวว่า ส่วนที่มองพล.ร.7 ตั้งขึ้นมาเพื่อจัดการกับคนเสื้อแดงนั้น ในพื้นที่เขาเลิกคิดแบบนี้กันแล้ว เพราะได้ทำความเข้าใจพูดคุยกับชาวบ้านจนตอนนี้ เรามาร่วมกันคิดแล้ว เราจะร่วมกันแก้ไขปัญหาของชาติบ้านเมืองกันอย่างไรที่ไม่สุดโต่งเกินไป เพราะเราอยากให้บ้านเมืองเรากลับมาสงบสุขโดยเร็วที่สุด เมื่อบ้านเมืองไม่สงบเรียบร้อยเกิดปัญหาต่างๆ ขึ้นมา "ไม่ต้องห่วงว่า ทหารจะไปยุ่งเกี่ยวการเมือง ในสถานการณ์เช่นนี้ ทหารก็ยังจะคงเป็นทหารอาชีพได้อยู่เพียงขอให้ยึดคำปฏิญาณตนอย่างเคร่งครัด"

ที่หอประชุมเล็ก มหาวิทยาลัยธรรม ศาสตร์ (มธ.) มูลนิธิโครงการตำราสังคม ศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มธ. ร่วมกับคณะศิลปศาสตร์ มธ. ร่วมกันจัดงานมุทิตาจิต "ชุมนุมปาฐกถา 70 ปี นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ"

นางอุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) กล่าวในหัวข้อ "สิทธิเสรีภาพ หลังทักษิณ" ว่า สิทธิและเสรีภาพหลังยุคพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในมุมมององค์การต่างประเทศมองว่า ยุคนั้นไม่ยอมฟังคำวิจารณ์จากองค์กรต่างประเทศ หลังจากนั้นในยุคของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ก็ถูกมองเช่นเดียวกัน รวมทั้งสื่อกระแสหลักของไทย ก็สยบยอมรับรัฐบาลชุดนี้มากขึ้น

นางอุบลรัตน์ กล่าวว่า การตรวจสอบขององค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน เน้นการสำรวจในเรื่องของการถูกคุมขัง ข่มขู่ คุก คาม เซ็นเซอร์ โดยสำรวจดัชนีเสรีภาพของสื่อมวลชนจำนวน 167 ประเทศ ก่อนปี 2549 ประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 107 ซึ่งถือว่าอยู่ในลำดับที่สูงที่สุดที่ได้รับมา แต่ หลังรัฐประหาร ประเทศกลับมีลำดับที่ลดลงใน ปี 2549 อยู่ลำดับที่ 122 กระทั่งปี 2553 ไทยอยู่ในลำดับที่ 153 ซึ่งถือว่าเป็นลำดับที่ต่ำที่สุดโดยช่วงนี้เป็นช่วงที่มีการปราบปรามประชาชน ที่ถ.ราชดำเนิน และสี่แยกราชประสงค์ ถือเป็นลำดับเกือบรั้งท้ายของการสำรวจ สาเหตุเกิดจากการปะทะของกลุ่มการเมือง ทำให้ต้องมีการปิดกั้นสื่อเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง

นางอุบลรัตน์ กล่าวต่อว่า จากการตรวจสอบประเทศไทย ตกต่ำที่สุดในการจัดลำดับด้านการมีเสรีภาพ เนื่องจากมีการเซ็นเซอร์มากขึ้นในสื่อที่เป็นฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง เช่น เว็บไซต์ ในปี 2550-2553 มีเว็บไซต์ถูกบล็อกกว่า 74,000 เว็บ และในปี 2554 ปรากฏว่ามีเว็บไซต์ จำนวน 80,000-400,000 เว็บที่ถูกปิด เป็นผลมาจากกฎหมายอาญา มาตรา 112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งทำให้มีความเข้มข้นในการใช้อำนาจปิดกั้นสื่อและเว็บไซต์ต่างๆ ทำให้ประเทศไทยเดินเข้าใกล้ประเทศพม่าเข้าไปทุกที นอกจากนี้ องค์กรฟรีดอมเฮาส์ และการวัดดัชนีของสื่อเอเชียโดยมูลนิธิฟรีดิช-อีแบร์ท (ประเทศไทย) มีผลสำรวจไปในทางเดียว กันว่า ประเทศไทยไม่มีเสรีภาพ สื่อมวลชนไม่มีความเป็นวิชาชีพ ไม่มีอิสระ และถูกนำไปเกี่ยวข้องกับการเมืองมากขึ้น

"รัฐธรรมนูญปี 2550 ให้การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพพื้นฐาน แต่ก็มีกฎหมายมาคัดง้าง เช่น พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และกฎหมายอาญา มาตรา 112 พ.ร.บ.ความมั่นคง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มาเป็นเครื่องมือในการปิดกั้นสื่อ สร้างบรรยากาศแห่งความกลัว ซึ่งในสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ นั้นจะใช้วิธีการฟ้องร้องต่อศาลเพื่อเรียกค่าเสียหายเป็นจำนวนเงินหลายล้าน บาท แต่ปัจจุบันใช้การฟ้องร้องทางคดีอาญา ส่งประชาชนเข้าคุกนานหลายปี รัฐบาลเดินหน้าปิดสื่อท้องถิ่น วิทยุท้องถิ่น เคเบิลทีวี ทีวีผ่านดาวเทียม เว็บ ไซต์ ถูกสั่งปิดจนเป็นธรรมเนียมของรัฐบาลไปแล้ว" นางอุบลรัตน์ กล่าว

วันอาทิตย์......สีแดง........

ที่มา blablabla

โดย 3บลา ประชาไท

ภาพถ่ายของฉัน


วันอาทิตย์ สีแดง แสงสดใส
สาดทาไป ทั่วถิ่น แผ่นดินสยาม
เหนือ-ออก-ตก-ใต้- กลาง ต่างลือนาม
สีแดงงาม ผงาดแสง แรงประกาย....

เทิดนักสู้ ธุลีดิน ถวิลสร้าง
ผู้ส่องทาง สว่างซึ้ง ถึงจุดหมาย
วีรชน สังเวยร่าง จนวางวาย
เจ็บและตาย หายจาก มากทวี....

คนฆ่ายัง สุขสม อารมณ์ขัน
ยิ้มเยาะหยัน กันอีก ไม่หลีกหนี
ว่านักสู้ ธุลีดิน โง่สิ้นดี
พูดย่ำยี ฝังแค้น จนแน่นทรวง....

วันอาทิตย์ สีแดง สาดแสงสวย
อบอวลด้วย ความดี ที่ใหญ่หลวง
สามัคคี คือหวัง สิ่งทั้งปวง
ให้โชติช่วง ทั่วปฐพี ด้วยสีแดง....


เมษา พฤษภาเลือด ไม่เหือดหาย
เพื่อนล้มตาย ด่าวดิ้น จนสิ้นแสง
รอสะสาง พวกระยำ ที่จำแลง
ให้เปลี่ยนแปลง กลับร่าง เป็นทางดี....

ถูกยุแยง ตะแคงรั่ว มั่วไปหมด
คำโป้ปด ใส่ไคล้ ให้หมองศรี
ขออย่างเดียว ความรัก สามัคคี
หนึ่งเดียวนี้ คือร่วมแรง แดงทุกคน....

๓ บลา / วันอาทิตย์สีแดง ๘ พ.ค.๕๔

[5] ธงชัย วินิจจะกูล: มรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในปัจจุบัน

ที่มา ประชาไท

ธงชัย วินิจจะกูล

(คลิกชม วิดีโอคลิป ด้านท้ายบทความ)


“ การประนีประนอมหาทางออกในวันนี้จะส่งผลดีต่อ (สถาบัน) พระมหากษัตริย์ในระยะยาว อันดับแรกสุดคือ ‘เปิดประตู’ เปิดช่องทางให้กับการประนีประนอม

หยุด ใช้มาตรา 112 ณ บัดนี้ ปลดปล่อยคนที่เดือดร้อนโดยเร็วที่สุด ปล่อยคุณสมยศ (พฤกษาเกษมสุข) ปล่อยคุณดา (ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล) และคนอื่นๆ

ขจัด บรรยากาศความกลัวที่ปกคลุมประเทศไทยในขณะนี้ ยอมให้มีการอภิปรายถึงบทบาทสถานะทางการเมืองของ (สถาบัน) พระมหากษัตริย์อย่างเปิดเผย ปล่อยให้กระบวนการประชาธิปไตยดำเนินไปตามทางของมันไม่ว่าจะลุ่มๆดอนๆขนาดไหน ก็ตาม

หากน้อยกว่านี้ สายกว่านี้ หรือรังแกกันต่อไป ก็จะยิ่งเร่งให้ “สุก” โดยไม่จำเป็นเลย

พระ มหากษัตริย์ต้องอยู่พ้นจากการเมืองอย่างแท้จริง จึงจะไม่เกิดความขัดแย้งในเรื่องสถาบันหรือตัวบุคคลอีกต่อไป ฝ่ายเจ้าจึงจะไม่ต้องวิตก วิ่งเต้น สะสมกำลัง ชิงความได้เปรียบกันอีกต่อไป ไม่ต้องกลัวว่านักการเมืองรายใดจะมาเป็นคู่แข่ง เพราะไม่มีอำนาจการเมืองเป็นเดิมพันอีกต่อไป

ฝ่าย เจ้าของไทยในปัจจุบันจะมีสายตายาวไกลพอหรือไม่ เห็นแก่ประเทศชาติประชาชนขนาดไหน หรือพวกเขาอยู่สูงเหนือประชาชนจนไม่เข้าใจว่าความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแล้วใน ระดับรากหญ้าและไม่สามารถหยุดยั้งหรือย้อนเวลากลับได้อีกแล้ว”

ธงชัย วินิจจะกูล

000000



เกริ่นนำ

เมื่อ 10 ปี ก่อนในรายการเพื่ออาจารย์ชาญวิทย์เช่น กัน ผมถือว่าเป็นโอกาสที่จะเสนอความคิดทางวิชาการครั้งสำคัญเพื่อให้งานสำหรับ อาจารย์ชาญวิทย์มีความหมายต่อไปอีกนานๆ คราวนั้นจึงประมวลความคิดความรู้เสนอเรื่อง “ประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยม” เป็นหัวข้อที่จัดอยู่ในเรื่องประวัติศาสตร์นิพนธ์และปรัชญาประวัติศาสตร์ของ ไทยซึ่งเป็นแขนงความรู้หนึ่งที่อาจารย์ชาญวิทย์ให้ความสำคัญ

วันนี้ เป็นโอกาสสำคัญทำนองเดียวกันอีก ครั้ง คราวนี้ขอเลือกหัวข้อที่จัดอยู่ในเรื่องประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่ ซึ่งเป็นอีกเรื่องที่อาจารย์ชาญวิทย์ให้ความสำคัญจนเป็นที่รู้จักกันดี

การ ศึกษาประวัติศาสตร์มีหลายแบบ โดยมากจะสนใจลงรายละเอียดข้อเท็จจริงมากมายเพื่อต่อชิ้นส่วนของอดีตอีกชิ้น หนึ่ง แต่มีงานทางประวัติศาสตร์ การคิดทางประวัติศาสตร์อีกแบบคือ ทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงในมุมกว้างครอบคลุมเวลานับร้อยปี เพราะการศึกษาในแบบแรกซึ่งทำกันอยู่ทั่วไป มักมองไม่เห็นแนวโน้มใหญ่ๆทางประวัติศาสตร์ของสังคม มองไม่เห็นทั้ง “ป่า” มองเห็นแต่ “ต้นไม้” เป็นต้นๆหย่อมๆ

ในวันนี้ผมอยากจะเพ่งมองลงไปที่ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมการเมืองไทยใน 100 กว่าปีที่ผ่านมานับแต่เริ่มเกิด สยามใหม่ ก็ว่าได้ พยายามมองในกรอบเวลากว้างไกล เราจะเห็นอะไร

แน่นอนว่ามีหลายแง่มุมให้เราเพ่งมอง เช่นฐานของระบบเศรษฐกิจ หรือประวัติศาสตร์ชนบทไทย แน่นอนว่าเราอาศัยความได้เปรียบที่เรามีชีวิต 100 ปีหลังจากสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ได้เห็นความคลี่คลายของสังคมไทย 100 ปีให้หลัง ถ้าเรามองจากปัจจุบัน มองภาพรวมของกระแสความเปลี่ยนแปลงในร้อยปี เราจะเห็นอะไรบ้าง

สิ่งที่เด่นชัดขึ้นมา คือ มรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์ยังอยู่กับทุกอณูของปัจจุบัน



สมบูรณาญาสิทธิราชย์ในความเข้าใจของเราและของบทความนี้

ความเข้าใจทั่วไปเกี่ยวกับสมบูรณาญาสิทธิราชย์มี 2 นัย คือ

หนึ่ง สมบูรณาญาสิทธิราชย์มีคุณูปการมหาศาลต่อปัจจุบัน ช่วยให้สยามอยู่รอดเป็นเอกราชและเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ที่รุ่งเรืองเจริญสถาพร ทุกด้าน

สอง แต่ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์รวบอำนาจในมือกลุ่มเจ้า ไม่เปิดโอกาสแก่สามัญชนที่มีความรู้ความสามารถในระบบราชการ จนกลายเป็นอุปสรรคต่อความเจริญ ดังนั้นจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ 2475 ซึ่งถือว่าเป็น “อวสานสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในสยาม” เรามักเข้าใจกันว่าสมบูรณาญาสิทธิราชย์จบไปแล้ว หากนับจากปีที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชอำนาจอย่างเต็มที่ประมาณปี 2425 และเริ่มการปฎิรูปครั้งใหญ่ จนถึง 2475 สมบูรณาญาสิทธิราชย์มีอายุประมาณ 50 ปีเท่านั้น

ทุกวันนี้คนจำนวนมากเอาทั้งสองนัยมารวมกันคือ สรรเสริญทั้งสมบูรณาญาสิทธิราชย์และคณะราษฎร (โดยเฉพาะ 30 ปี หลังมานี้ที่คณะราษฎรและปรีดี พนมยงค์ได้รับการกอบกู้เกียรติภูมิขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง) แต่ประวัติศาสตร์มาตรฐานเน้นนัยแรก และโทษว่าปัญหาหนักหน่วงใดๆของสังคมการเมืองไทยหลังจากนั้นไม่เกี่ยวข้องกับ สมบูรณาญาสิทธิราชย์อีกต่อไปเพราะ สมบูรณาญาสิทธิราชย์จบไปแล้ว บาปเป็นของคณะทหารเริ่มจากจอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นต้นมา

สิ่ง ที่ผมเห็นจากการมองประวัติศาสตร์แบบ มุมกว้างกลับพบว่า สมบูรณาญาสิทธิราชย์ยังไม่จบอย่างที่คิด เพราะสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้สร้างฐานรากหลายๆด้านแก่สังคมการเมืองไทยมาจน ถึงปัจจุบัน เป็นฐานรากของปัญหาเรื้อรังหลายอย่างของปัจจุบันด้วย ปัญหาสำคัญหลายอย่างชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ แต่แก้ยากเย็นเหลือหลายเพราะเรื้อรังมานาน แต่กลับนึกไม่ถึงว่าเป็นมรดกของสมบูรณาญาสิทธิราชย์เพราะเรานึกว่าจบไปแล้ว

คณะ ราษฎรยุติระบอบการเมืองอย่างเป็นทางการ แบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์แต่ไม่ตระหนักรู้เพียงพอถึงรากฐานที่สมบูรณาญาสิทธิ ราชย์สร้างไว้ คณะราษฎรจัดการกับปัญหาสำคัญบางด้าน แต่กลับสืบทอดมรดกหลายอย่างของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ต่อมาด้วยซ้ำ

ขอ ได้โปรดเข้าใจว่าการประเมินย้อนหลังเช่น นี้มิใช่กล่าวโทษหรือลดคุณูปการของบรรพบุรุษในอดีต ทุกคนมีข้อจำกัดตามยุคสมัยด้วยกันทั้งนั้น และคุณูปการทุกอย่างย่อมมีด้านที่เป็นปัญหาซึ่งมักโผล่ตัวหลายสิบปีหลังจาก นั้น เราต้องทั้งเคารพอดีตยามที่เราศึกษาเหตุการณ์และมนุษย์ในอดีต แต่ต้องกล้ามองอดีตจากปัจจุบันยามที่เราแสวงหาบทเรียนหรือประเมินผลของอดีต ต่อปัจจุบัน

ทำไม สมบูรณาญาสิทธิราชย์ จึงมีมรดกลึกซึ้งกว้างไกลขนาดนั้น

เพราะ ว่า สมบูรณาญาสิทธิราชย์ คือ ระบอบอำนาจและยุคสมัยที่ให้กำเนิดและหล่อหลอมรัฐไทยสมัยใหม่ตั้งแต่ระยะ เริ่มแรก คือระบอบอำนาจที่ทั้งก่อให้เกิดและเป็นผลผลิตของการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่ง ใหญ่ในช่วงขณะที่สยามเคลื่อนตัวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ สมบูรณาญาสิทธิราชย์จึงเป็น Defining Period ของสยามยุคสมัยใหม่ หมายถึง เป็นช่วงเวลาที่รัฐไทยและสังคมไทยตัดสินเลือกทางเดินสำคัญๆที่มีผลกำหนด อนาคตของสยามประเทศต่อมาอีกนาน เป็นยุควางรากฐาน เสาเข็ม โครงสร้างของรัฐและภาวะสมัยใหม่ของไทย บ้านหลังนี้เปลี่ยนผนังกั้นห้อง ทาสีใหม่ไปแล้วหลายรอบ แต่ฐานราก เสา โครงสำคัญกลับยังไม่เคยเปลี่ยน

กล่าว อีกอย่างคือ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ในที่นี้ไม่ใช่เพียงแค่ระบอบการเมืองทางการที่จบไปแล้ว แต่หมายถึงยุคสมัยหรือช่วงขณะที่เป็นรากฐานของไทยสมัยใหม่ที่ก่อรูปเกิดขึ้น ท่ามกลางการเคลื่อนตัวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ และกลายเป็นรากฐานของสังคมไทยสมัยใหม่ต่อมาอีกนาน ไม่ใช่แค่ช่วง 50 ปีนับจากปลายรัชกาลที่ 5 ถึงสิ้นรัชกาลที่ 7

ผลผลิตสำคัญที่สุดของสมบูรณาญาสิทธิราชย์คือประเทศไทยสมัยใหม่นั่นเอง



มรดกของสมบูรณาญาสิทธิราชย์

มรดกของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่สืบทอดมาอย่างไม่หยุดนิ่งตายตัว แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงอยู่ภายในกรอบที่วางไว้ตั้งแต่ 100 ปี ก่อน เอาเข้าจริงแทบทุกอย่างที่จะเสนออาจกล่าวได้ว่านักประวัติศาสตร์ก่อนหน้านี้ ก็พอมองเห็นมาก่อน แต่พวกเขามองเห็นว่าเป็นคุณูปการที่น่าเฉลิมฉลองขอให้อยู่ต่อไปอีกนานๆ นั่นเป็นจุดยืนและมุมมองแบบเจ้ากรุงเทพฯที่นักประวัติศาสตร์มักรับเอามาเป็น ของตน จนทำให้มองไม่เห็นอีกด้านของเหรียญเดียวกัน นั่นคือ คุณูปการที่น่าเฉลิมฉลองน่าภาคภูมิใจนั้น กลับเป็นกรอบกำแพงที่กักขังสังคมไทยไว้ จนไม่สามารถปรับตัวให้เหมาะสมกับเวลาที่เปลี่ยนไป หลายประเด็นเป็นข้อจำกัดทำให้เราไม่สามารถแม้แต่จะคิดออกนอกกรอบกำแพงดัง กล่าว หรือถึงกับรังเกียจ ลงโทษ ทำร้ายคนที่คิดออกนอกกรอบกำแพงดังกล่าว

อะไร บ้างคือมรดกเหล่านั้น ในที่นี้จะขออธิบายเริ่มจากบริบท แล้วจะกล่าวถึงมรดกเป็นเรื่องๆไป เริ่มจากรัฐ ระบบการปกครอง อำนาจอธิปไตย ต่อด้วยเรื่องวัฒนธรรมภูมิปัญญา ได้แก่พุทธศาสนา อุดมคติทางสังคม ความรู้ประวัติศาสตร์ และลงท้ายที่ (สถาบัน) พระมหากษัตริย์

ใน ตอนท้ายสุด จะกล่าวถึงทัศนะท่าทีต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมครั้งใหญ่ๆ ซึ่งก็เป็นมรดกของสมบูรณาญาสิทธิราชย์เช่นกันว่าเกี่ยวข้องกับปัจจุบันอย่าง ไร



บริบทของสมบูรณาญาสิทธิราชย์

ในที่นี้ขอย้ำบริบทสำคัญเพียงประการเดียว นั่นคือ สภาวะกึ่งอาณานิคมของสยาม

ความ เข้าใจที่ว่าสยามไม่เคยตกเป็นเมือง ขึ้นนั้นไม่ผิดเสียทีเดียวแต่ก็ไม่ถูกความเข้าใจนี้จำกัดปิดกั้นความคิด วิเคราะห์ทางประวัติศาสตร์อย่างมากจนหลงทิศทางมาตลอด สภาวะกึ่งอาณานิคมกล่าวโดยสรุปหมายถึง

· สยาม ตระหนกต่อกำลังของมหาอำนาจยุโรป แม้แต่จีนซึ่งเป็นจักรวรรดิใหญ่ของอารยธรรมสมัยก่อนยังพ่ายแพ้ต่อจักรวรรดิ นิยมยุโรป แม้แต่พม่าซึ่งเป็นอริที่เข้มแข็งในโลกทัศน์ของสยามก็พ่ายแพ้ราบคาบ สยามตระหนักว่าต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อรับมือกับโลกที่เปลี่ยนไปแล้ว

· แต่ ชนชั้นนำสยามให้ความร่วมมือกับมหาอำนาจยุโรปอย่างดี ทั้งเพราะเกรง เพราะเห็นการณ์ไกล และเพราะได้ประโยชน์มาก ความรู้และเทคโนโลยี่การปกครองแบบใหม่ เพิ่มกำลังอำนาจของชนชั้นนำสยาม การเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจอาณานิคมระดับโลกให้ผลประโยชน์แก่ชนชั้นนำ สยาม

· เป้า หมายสำคัญของการปรับตัวเพิ่มอำนาจ มิใช่แค่การทัดทานฝรั่ง แต่เพื่อรักษาสถานะเดิมที่เป็นอธิราชเหนืออาณาจักรหลายแห่งในภูมิภาค ในยามที่อธิราชคู่แข่งร่วงลงทีละแห่ง ความเป็น “เอกราช” ที่สยามต้องการมิได้แค่หมายถึงเป็นอิสระจากฝรั่ง แต่หมายถึงต้องการรักษาสถานะองค์ราชาที่เป็น “เอก” เหนือราชาทั้งหลาย

· สยามใหม่ภายใต้สมบูรณาญาสิทธิราชย์ จึงเป็นทั้งผู้ด้อยกว่าจักรวรรดิยุโรป และเป็นเจ้าจักรวรรดิ พี่เบิ้ม ของภูมิภาคในเวลาเดียวกัน

· ชน ชั้นนำสยามไม่ถูกโค่น พวกเขาเป็นอำนาจนำในการเลือกสร้าง เลือกรับปรับเปลี่ยนความรู้เทคโนโลยีของรัฐสยามใหม่ ที่กล่าวว่า สยามเลือกรับของดีทิ้งของเสียจากตะวันตก จึงหมายถึงเลือกสิ่งที่ชนชั้นนำเห็นว่าดีสอดคล้องผลประโยชน์ จริต รสนิยม อุดมคติของตน การเปลี่ยนแปลงจากบนลงล่างจึงเป็นไปได้เพราะพวกเขาเลือกทำตามผลประโยชน์ของ ตน ยังไม่มีพลังทางสังคมกลุ่มอื่นที่มีผลประโยชน์เป็นของตนเองต่างจากพวกเจ้าใน ยุคนั้น

· การ กระทำทั้งหลายทั้งปวงเพื่อ “รักษาเอกราช” จึงแยกไม่ออกจากการรักษาอำนาจ รักษาสถานะเดิมและผลประโยชน์ของชนชั้นนำสยามในขณะนั้น ทั้งสองอย่างเป็นอย่างเดียวกัน ประวัติศาสตร์ฉบับทางการสอนเราด้านเดียวว่าเป็นการรักษาเอกราช แต่ไม่ได้ชี้ให้เห็นอีกด้านที่แยกกันไม่ออก ซึ่งก่อมรดกมากมายมาสู่ปัจจุบัน



รัฐสยามแบบไทยๆ อธิปไตยแบบไทยๆ และลัทธิเสียดินแดน

เรา รู้กันดีว่าการสถาปนาระบบการปกครองหัว เมืองและระบบราชการสมัยใหม่ที่กรุงเทพฯเป็นผลงานเอกและเป็นหลักหมายของ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่ที่ยังมีศึกษากันไม่พอก็คือ รัฐที่ดูเหมือนสมัยใหม่นั้นอยู่บนฐานจารีตเดิมขนาดไหนอย่างไร ผลผลิตหรือรัฐแบบฝรั่งใส่ชฎาหรือนุ่งผ้าม่วงเขมรใส่เชิ้ตฝรั่งที่ตกทอดมาถึง เรานั้น แท้ที่จริงเป็นรัฐแบบไทยๆอย่างไร ก่อปัญหาแบบไทยๆในยุคต่อมาขนาดไหน

ใน ที่นี้จะขอกล่าวถึงเรื่องรัฐรวมศูนย์และ เรื่องอฺธิปไตยเหนือดินแดน ซึ่งเป็นฐานของระบบบริหารที่ล้าหลังไม่ยอมปรับตัว ลัทธิรัฐเดี่ยวที่แข็งทื่อ และลัทธิเสียดินแดน

ก่อน มีอธิปไตยเหนือดินแดนแบบปัจจุบันนั้น สยามเป็นรัฐราชาธิราช องค์อธิราชอ้างความชอบธรรมจากบุญญาบารมีที่สูงส่งกว่ากษัตริย์อื่น ทำตัวเป็นเจ้าพ่อใหญ่ที่แผ่ร่มบรมโพธิสมภารเหนือกษัตริย์รายอื่นซึ่งเป็น เจ้าพ่อรายย่อยกว่า ดินแดนไม่ใช่ฐานของอำนาจแบบรัฐราชาธิราช

อธิปไตยเหนือดินแดนแบบปัจจุบันของสยามเป็นการแปร “ร่มบรมโพธิสมภาร” หรืออำนาจศักดิ์สิทธิ์ให้กลายเป็นปริมาณที่มีขอบเขตชัดเจนบนผิวโลก

การแปรเปลี่ยนนี้จึงต่างลิบลับตรงข้ามกับกำเนิดของอธิปไตยเหนือดินแดนของรัฐสมัยใหม่ในยุโรปเมื่อกลางศตวรรษที่ 17 พัฒนาการของ nation-state ในยุโรปในศตวรรษที่ 18-19 ก็เป็นคนละเรื่องกับกำเนิดชาติและสยามประเทศในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์

รัฐชาติสยามคือการแปลงร่างรัฐราชาธิราชออกมาเป็นรัฐสมัยใหม่ที่มีฐานอยู่กับดินแดน

กระบวนการแปลงร่างนี้อาศัยกระบวนการ 2 ด้านควบคู่กัน กระบวนการแรกคือ ผนวกประเทศราชเดิมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการปกครองแบบ เทศาภิบาลที่ใช้ดินแดนเป็นฐาน เรารู้จักกระบวนการนี้ในนามของการปฎิรูปการปกครองหัวเมืองซึ่งเริ่มตั้งแต่ประมาณปลายทศวรรษ 2420 แต่ประกาศเป็นทางการเมื่อ ร.ศ.111 (2435)

กระบวนการที่สองคือ ใช้กำลังทหารเข้าครอบครองแย่งชิงดินแดนที่อธิปไตยเดิมกำกวมซ้อนทับกันระหว่างอธิราชหลายองค์ วิกฤตการณ์ ร.ศ.112 คือ ผลของการแย่งชิงประเภทนี้กับฝรั่งเศสแล้วสยามแพ้ สยามจึงไม่เคยพ่ายแพ้จนจะตกเป็นอาณานิคม แต่สยามแย่งดินแดนกับเขาแล้วแพ้ เอามาเป็นของสยามไม่ได้ เสียพระเกียรติยศของเจ้าพ่อรายใหญ่

การ แปลงร่างเกิดเป็นสยามขวานทอง จึงเป็นผลลัพธ์ของความพ่ายแพ้ชนิดนี้ ดินแดนถูกกำหนดขอบเขตโดยมหาอำนาจยุโรป ไม่ใช่เสียดินแดนแต่เพราะได้เพียงแค่นี้ และเป็นผลลัพธ์ของผนวกประเทศราชเดิมเข้าในบูรณภาพเหนือดินแดนซึ่งสยามเก่า ไม่เคยมีมาก่อน

มรดกสำคัญที่สมบูรณาญาสิทธิราชย์ส่งทอดต่อมาในเรื่องนี้ได้แก่

ประการ แรก ระบบการปกครองแบบรวมศูนย์เกิดขึ้นเพื่อบริหารบงการบูรณภาพเหนือดินแดนแบบ ใหม่ เป็นความจำเป็นเพื่อยึดผนวกหัวเมืองและประเทศราชเดิมไว้ในมือกรุงเทพฯอย่าง แข็งแกร่งในยามต้องการรักษาอำนาจแต่ตระหนกต่อจักรวรรดินิยมยุโรป

การ ปกครองดินแดนแบบใหม่เริ่มต้นโดยอธิราช เดิมแปลงร่างเป็นรัฐบาลกลางของรัฐแบบใหม่ เจ้าเมืองเดิม เจ้าครองนครประเทศราชเดิม ล้วนแต่อ่อนแอ ไม่มีอำนาจต่อรองสร้างระบบปกครองที่มีอิสระสักหน่อยจากศูนย์กลาง ครั้นเจ้าเมืองเดิมพยายามเช่นนั้นก็ถูกปราบรุนแรงราบคาบทุกแห่งทั้งในหัว เมืองล้านนา หัวเมืองลาว และหัวเมืองปัตตานีในปี 2445 (ร.ศ.121)

ระบบรวมศูนย์ที่แข็งทื่อไม่ยืดหยุ่นให้อำนาจล้นหลามเกินจำเป็นแก่ขุนนางที่กรุงเทพฯตลอด 100 กว่า ปีที่ผ่านมา ให้ผลประโยชน์มหาศาลแก่ขุนนางที่กรุงเทพฯเพราะดูดซับทรัพยการจากทั้งประเทศ มาเจือจุนกรุงเทพฯแม้ว่าจะเป็นระบอบหลังสมบูรณาญาสิทธิราชย์แล้วก็ตาม ระบบนี้ขัดขวางการกระจายอำนาจ ไม่ยอมให้อำนาจแก่ประชาชนท้องถิ่นตัดสินอนาคตของตัวเอง ระบบนี้ไม่เคยถูกทบทวนในยุคต่อมารวมทั้งหลัง 2475 แถมแข็งแกร่งขึ้นภายใต้รัฐทหารที่อ้างภัยต่อความมั่นคงของชาติในยุคสงครามเย็น

ประการที่สอง ระบบรวมศูนย์ถูกค้ำจุนด้วยลัทธิรัฐเดี่ยว (เอกรัฐ) แบบแข็งทื่อ นั่นคือ ความเชื่อ ว่า รัฐไทยต้องอยู่ใต้ระบบปกครองที่เหมือนๆกันทั้งประเทศ การกระจายอำนาจถูกหาว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ เพราะถือว่าเป็นก้าวแรกของความแตกแยกไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของประเทศ ไทย เอกราชต้องหมายถึงดินแดนทุกส่วนต้องอยู่ใต้การปกครองจากกรุงเทพฯเหมือนๆกัน การต่อสู้เรื่องกระจายอำนาจจึงยากลำบากแสนเข็ญ เพราะถูกสงสัยเป็นประจำว่าจะทำให้ประเทศแตกแยกเป็นส่วนๆ แม้ว่าการกระจายอำนาจจะเป็นจริงมากขึ้นหลังสงครามเย็นในประเทศสิ้นสุดลง รัฐไทยยอมรับความหลากหลายของภูมิภาคและท้องถิ่นมากขึ้นนับจากกลางทศวรรษ 2520 เป็น ต้นมา แต่มรดกของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ข้อนี้ยังแข็งแกร่งอยู่ ดูได้จากการจัดการวิกฤตชายแดนใต้ไม่ว่าโดยรัฐบาลไหนก็ตามนี่เป็นมรดกของ สมบูรณาญาสิทธิราชย์อีกอย่างที่เป็นปัญหาหนักหน่วงในปัจจุบัน

ความ เชื่อว่าประเทศไทยต้องอยู่ในมาตรฐาน เดียวกัน เป็นแบบเดียวกัน ภาษาเดียวกัน วัฒนธรรมเดียวกัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทั้งผืน เพื่อความมั่นคงรักษาเอกราชไว้ ยังเป็นฐานของลัทธิ “ความเป็นไทย” ที่คับแคบตายตัว ซึ่งก่อตัวเติบโตมากับสยามใหม่ที่มีจินตนาการผูกติดกับอธิปไตยเหนือดินแดน แบบไทยๆ มรดกของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ข้อนี้เป็นเสาหลักประการหนึ่งของลัทธิชาตินิยม ไทยจนปัจจุบัน

ประการ ที่สามลัทธิเสียดินแดน แม้สยามไม่เคยตกเป็นอาณานิคม แต่กลับมีลัทธิความเชื่อทางประวัติศาสตร์ไม่ต่างกับประเทศอาณานิคม คือ เชื่อว่า เสียดินแดนให้นักล่าอาณานิคม ลัทธิเสียดินแดนเป็นมรดกความเชื่อทางประวัติศาสตร์ ที่รับเอามุมมองและความคิดของเจ้ากรุงเทพฯมาเป็นของเรา ถ้าเราคิดอย่างอิสระแบบคนไม่ใช่เจ้า หรือคิดจากมุมมองของเจ้าเวียงจันทน์ ยโสธร มุกดาหาร สุวรรณเขต พวน กัมพูชา ฯลฯ ก็จะไม่มีทางเข้าใจลัทธิเสียดินแดนของไทย

อานุภาพ ของลัทธิเสียดินแดนมีมากขนาดไหนคง ไม่ต้องอธิบายกันอีก แต่อยากขอสรุปแต่เพียงว่า ลัทธิเสียดินแดนเป็นเสาหลักประการหนึ่งของลัทธิชาตินิยมของไทยมาจนถึง ปัจจุบัน



พุทธศาสนากับความเป็นไทย

พุทธศาสนาในสยามผ่านการปฎิรูปทางภูมิปัญญาครั้งใหญ่ในต้นศตวรรษที่ 19 โดยขบวนการธรรมยุตินิกายของวชิรญาณภิกษุ (เจ้าฟ้ามงกุฎ) ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือความเข้าใจต่อ ศาสนา อย่างที่เรารู้จักในปัจจุบัน พุทธศาสนาต้องมิใช่ความเชื่อที่อธิบายโลกธรรมชาติทั้งปวงอีกต่อไป แต่ทำให้ศาสนาเป็นระบบความเชื่อทางศีลธรรมของปัจเจกบุคคล และเป็นความเชื่อที่เป็นเหตุเป็นผล การตีความปรัชญาความคิดพุทธศาสนามีต่อมาอีกมากมายในสังคมไทยแต่โดยมากอยู่ ภายในกรอบของพุทธศาสนาอย่างที่วางไว้แล้วแต่ครั้งนั้น

ความ เปลี่ยนแปลงสำคัญของพุทธศาสนาในยุค สมบูรณาญาสิทธิราชย์ มีสองประการ คือ ประการแรก สถาปนาคณะสงฆ์ที่รวมศูนย์ตามแบบการปกครองของรัฐ และแผ่ขยายความคิด การตีความและคัมภีร์ที่กรุงเทพฯถือเป็นมาตรฐานออกไปเพื่อตะล่อมให้พุทธศาสนา บนแผ่นดินสยามคล้ายคลึงตามมาตรฐานเดียวกัน ทั้งหมดนี้เริ่มขึ้นในครึ่งหลังของรัชสมัยรัชกาลที่ 5

ประการที่สอง ทำให้พุทธศาสนาเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นไทยอย่างแยกขาดจากกันไม่ได้ กระบวนการนี้เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่ง ทรงริเริ่มลัทธิชาตินิยมตามแบบของพระองค์ แม้คนที่อาศัยบนแผ่นดินสยามจะนับถือศาสนาพุทธเถรวาทเป็นส่วนใหญ่มานานหลาย ร้อยปีก่อนหน้าศตวรรษที่ 20 แต่ความคิดเรื่องความเป็นไทยเพิ่งถูกประมวลก่อรูปร่างขึ้นมาเป็นวาทกรรมทรงพลังในต้นศตวรรษที่ 20 นี้เอง วาทกรรม “ชาติ-ศาสน์-กษัตริย์” เพิ่งเกิดขึ้น พุทธศาสนาในฐานะที่เป็นการเมืองวัฒนธรรมประการสำคัญของไทย และกลายเป็นองค์ประกอบหนึ่งของชาตินิยมไทยสมัยใหม่ภายใต้สมบูรณาญาสิทธิ ราชย์นี่เอง

มรดก ของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ข้อนี้ยังคง อยู่กับเราในปัจจุบันอย่างแข็งแกร่ง การวิพากษ์วิจารณ์พุทธศาสนาแทนที่จะเป็นเรื่องความเชื่อของปัจเจกบุคคลและ เสรีภาพที่จะเชื่อหรือไม่ของแต่ละคน กลับถูกถือเป็นเรื่องความมั่นคงของชาติ ความหลากหลายของความคิด ความเชื่อและวิถีปฎิบัติของแต่ละท้องถิ่นถูกจำกัดทำลายลงไปมากตั้งแต่ครึ่ง แรกของศตวรรษที่ 20 แม้ว่าอำนาจรัฐไม่มีทางขจัดความหลากหลายระดับท้องถิ่นให้หมดสิ้นก็ตาม



สังคมไทยปกติที่พึงปรารถนา: A Buddhist Organic Society

ความ สัมพันธ์ทางสังคมตามจารีตของไทยเป็น แบบสูงต่ำตามลำดับชั้นของบุญบารมี โดยผูกติดกับเครือข่ายระบบมูลนายอันแผ่กระจายอยู่ทั่วทั้งสังคม แต่แยกเป็นส่วนๆตามหัวเมืองตามกรมกองสังกัด สังคมไทยไม่เคยผ่านการเปลี่ยนแปลงที่โยกคลอนความสัมพันธ์ชนิดนี้อย่างถึงราก ความ เปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคสมัยใหม่และรัฐสมัยใหม่ของสยามคือการปรับความสัมพันธ์ แบบคนสูงต่ำไม่เท่ากันนี้ให้เข้ากับสังคมกระฎุมพีและเข้ากับรัฐรวมศูนย์และ ระบบราชการใหม่ สำคัญที่สุดคือความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์แห่งชาติกับราษฎรไทยทั้ง มวลทั่วไป

ประชากรไทยไม่เคยเป็น citizen ที่เท่าเทียมกันและมีความสัมพันธ์กันตามแนวนอน สังคมไทยสมัยใหม่ไม่เคยเป็นที่รวมของปัจเจกชน (individuals) ที่นับเป็นหน่วยทางสังคมในตัวเอง

การปรับตัวนี้เริ่มมาก่อนสมบูรณาญาสิทธิราชย์ คือมากับการเติบโตของการค้าและเศรษฐกิจเมืองตลอดศตวรรษที่ 19 หรือก่อนหน้านั้นด้วยซ้ำ แต่ความคิดหรือเราอาจเรียกว่าเป็นทฤษฎีหรือปรัชญาการเมืองของไทยเพิ่งจะประมวลขึ้นมาในปลายศตวรรษที่ 19 นี่เอง ผมขอเรียกว่าเป็นสังคมอินทรียภาพแบบพุทธ (Buddhist Organic Society)

สังคม อินทรียภาพแบบพุทธ คือแนวคิดที่เน้นว่าสังคมจะปกติสุขและจะเคลื่อนตัวพัฒนาไปได้ ก็ต่อเมื่อหน่วยต่างๆของสังคมจะต้องรู้จักหน้าที่ของตนและทำงานอย่างประสาน สอดคล้องกัน (harmony) เปรียบเสมือนอวัยวะต่างๆของร่างกายซึ่งมีหน้าที่ต่างๆกันความสำคัญไม่เท่ากัน แต่ต้องประสานสอดคล้องกันจึงจะไม่เจ็บป่วย

องค์ รวมที่เรียกว่าประเทศไทย จึงเต็มไปด้วยหน่วยย่อยๆที่มีบุญบารมีไม่เท่ากัน ไม่ว่าจะพิจารณาหน่วยสังคมใดๆ เช่นครอบครัว ที่ทำงาน หมู่บ้าน ตำบล จังหวัด กระทรวงกรม โรงเรียน บริษัท โรงงาน ฯลฯ ก็จะพบผู้คนที่มีบุญบารมีไม่เท่ากัน และต้องยอมรับความสูงต่ำในความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล แต่ทุกๆคนล้วนมีความสำคัญเพราะทุกอวัยวะทุกหน้าที่ล้วนมีความสำคัญ ความสามัคคีที่เป็นคาถาในอาร์มแผ่นดินมีรากมาจากพุทธศาสนา ได้รับการตีความให้เข้ากับปรัชญาสังคมอินทรียภาพแบบพุทธของไทยสมัยใหม่

สังคม ไทยจึงเรียกร้องและเน้นความสามัคคี และหน้าที่กันเหลือเกินตั้งแต่ออกจากครรภ์มารดาจนถึงเชิงตะกอน สังคมไทยกลัวความขัดแย้งและจัดการความขัดแย้งไม่ค่อยเป็น สังคมไทยจึงเน้นหน้าที่และความรับผิดชอบเพราะเป็นคุณสมบัติอันจำเป็นของ บุคคลที่สังกัดขึ้นต่อผู้อื่น มากกว่าสิทธิและเสรีภาพซึ่งเป็นคุณสมบัติอันจำเป็นของปัจเจกภาพ

(เรา ท่านคุ้นเคยกับความคิดสังคมอินทรียภาพ แบบพุทธจนอาจคิดว่า เรื่องความสามัคคีเป็นสามัญสำนึกของคนทั้งโลกเหมือนๆกัน อาจนึกไม่ออกว่ามีทฤษฎีหรือปรัชญาสังคมแบบอื่นที่สร้างให้เกิดค่านิยม วัฒนธรรม ตลอดจนถึงบุคลิกภาพทั่วๆไปของคนในสังคมนั้นๆที่ต่างออกไป อันที่จริงปรัชญาสังคมอินทรียภาพมีหลายแบบทั้งในโลกตะวันตกและตะวันออก สังคมตะวันตกสมัยใหม่หลายแห่งถือว่าคนเท่ากัน สัมพันธ์ในแนวนอน ปัจเจกชนและสังคมขับเคลื่อนด้วยความขัดแย้งที่อยู่ในกรอบและแปรเป็นพลัง สร้างสรรค์)



ลัทธิประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยม

แม่บทประวัติศาสตร์ไทยแบบราชาชาตินิยมที่ยังทรงอิทธิพลแข็งแกร่งถึงทุกวันนี้ก็เป็นมรดกของสมบูรณาญาสิทธิราชย์

ความเปลี่ยนแปลงของประวัติศาสตร์นิพนธ์ เป็นแบบสมัยใหม่เริ่มต้นราวกลางศตวรรษที่ 19 แต่ไม่มีข้อเสนอเรื่องเล่าประวัติของชาติที่กลายเป็นแม่บทของประวัติศาสตร์ไทย แม้จะมีความพยายามอยู่บ้างก็ตาม

แม่บทประวัติศาสตร์ไทยแบบราชาชาตินิยมก่อตัวขึ้นในทศวรรษแรกของศตวรรษที่ 20 ลงตัวประมาณประมาณปี 2460 เศษโดยเป็นผลของเรื่องเล่า 2 กระแสมาบรรจบผสมกัน

กระแส แรก คือกำเนิดสยามเป็นอารยธรรมเก่าแก่ศิวิไลซ์มาแต่โบราณ ไม่ใช่สืบมาจากพุทธทำนาย หรือวงศ์อวตารอีกต่อไป ประวัติศาสตร์สุโขทัยทำหน้าที่นี้อย่างสำคัญที่สุด แต่อิงอยู่กับจารึกพ่อขุนรามฯ แทบทั้งสิ้น และใช้การตีความแบบเป็นเหตุเป็นผลเข้าอธิบายตำนานปรัมปราเกี่ยวกับพระร่วง สร้างเป็นเรื่องเล่าแบบใหม่ขึ้นมา (ดังนั้นข้อสงสัยเกี่ยวกับจารึกพ่อขุนรามฯจึงกระทบกระเทือนความมั่นคงของ ชาติอย่างมาก)

กระแสสอง ว่าด้วยการต่อสู้เพื่อเอกราชของสยาม โครงเรื่องหลักคือการเสียกรุง 2 ครั้งและกู้อิสรภาพกลับมา 2 ครั้ง เรื่องเล่าชุดนี้ใช้ทัศนะชาตินิยมต่อต้านการรุกรานของต่างชาติอันเป็นผลของ ร.ศ.112 เข้า ตีความข้อมูลเหตุการณ์ในพระราชพงศาวดาร ผลคือประวัติศาสตร์ต่อต้านผู้รุกรานล่าอาณานิคมในระยะเดียวกับที่ประวัติ ศาสตร์ทำนองเดียวกันเริ่มเกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้านเช่นกัน แต่ผู้รุกรานสยามกลับไม่ใช่ฝรั่งนักล่าอาณานิคม กลับเป็นพม่า - อริเก่าของยุคโบราณ เราอาจจะกล่าวกลับกันได้ว่า เอาเข้าจริงประวัติศาสตร์ไทยรบพม่าเป็น allegory ของประวัติศาสตร์ต่อต้านฝรั่งนักล่าอาณานิคม เรื่องเล่ากระแสนี้จึงเป็นผลผลิตของ ร.ศ.112 อย่างชัดเจน

แกนกลางของประวัติศาสตร์ทั้ง 2 กระแสคือ พระมหากษัตริย์ที่เป็นผู้นำของรัฐชาติ ดังนั้นจึงเรียกว่าประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยม ซึ่งเคยเสนอไปเมื่อ 10 ปีก่อนแล้ว



(สถาบัน) พระมหากษัตริย์

เหล่า นี้คือ มรดกสำคัญของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ตกทอดมาถึงปัจจุบัน แม้มีความเปลี่ยนแปลงในทุกเรื่องเหล่านี้ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงภายในกรอบเดิมทั้งสิ้น คงเห็นแล้วว่าครอบคลุมมิติหลักๆของรัฐและสังคมไทยปัจจุบันขนาดไหน

มรดก สำคัญของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ขอ กล่าวถึงเป็นอย่างสุดท้าย เป็นปัจจัยที่ยึดโยงรากฐานของรัฐสมัยใหม่ทุกประเด็นที่กล่าวมาทั้งหมดเข้า ด้วยกัน นั่นคือ (สถาบัน) พระมหากษัตริย์ [ทำไมต้องวงเล็บรอบคำว่า สถาบัน จะเข้าใจได้ต่อไป]

ระบบ การปกครองใหม่ของจักรวรรดิกรุงเทพฯ อธิปไตยเหนือดินแดนที่แปลงร่างมาจากพระบรมโพธิสมภารขององค์อธิราช ประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยม พุทธศาสนาของไทย และ สังคมอินทรียภาพที่มีอำนาจทรงธรรมเป็นหัวใจขององคาพยพทั้งหมด รากฐานสำคัญๆในระบบการเมืองและวัฒนธรรมการเมืองของไทยสมัยใหม่ มีพระมหากษัตริย์เป็นปัจจัยร่วม

ภาวะ เช่นนี้ไม่น่าประหลาดใจเลย เพราะรากฐานดังกล่าวทั้งหมดถูกก่อร่างสร้างขึ้นโดยชนชั้นนำที่ถือเอาพระมหา กษัตริย์เป็นใจกลางของรัฐสังคมสมัยใหม่ของสยามเพื่อประโยชน์ของชนชั้นตน

แต่พระมหากษัตริย์สมัยใหม่ (modern monarchy) ของ ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์มีบทบาทสถานะเปลี่ยนจากยุคสยามเก่า อย่างสำคัญ กล่าวคือนอกจากทรงเป็นสมมติเทพและผู้ทรงบุญบารมีสูงสุดในแผ่นดินตามคติฮินดู-พุทธ ที่ปรับเปลี่ยนเรื่อยมาจนถึงต้นรัตนโกสินทร์แล้ว ภารกิจของพระองค์กลับมิใช่เพียงแค่ทรงทศพิธราชธรรมเพื่อให้พระบรมโพธิสมภาร ของพระองค์แผ่ปกป้องคุ้มครองไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินให้พ้นทุพภิกขภยันตรายนานา ชนิดตามคติความเชื่อแต่โบราณ แต่ทรงเป็นผู้นำรัฐบาลผู้บริหารระบบราชการกระทรวงทบวงกรมแบบใหม่ที่มี หน้าที่ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ของราษฎร เช่น สร้างถนน คูคลอง น้ำประปาสาธารณูปโภคและการศึกษาแก่ประชาชน เป็นต้น ซึ่งล้วนเป็นภารกิจที่รัฐโบราณไม่เคยต้องรับผิดชอบ

ระบอบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่พระมหา กษัตริย์ทรงมีอำนาจเหนือกลไกรัฐทั่วทั้งแผ่นดินนี่เองกลับมีความสัมพันธ์กับ ประชาชนอย่างที่พระมหากษัตริย์สมัยเก่าไม่เคยต้องเผชิญคือ เป็นพระมหากษัตริย์แบบสาธารณะ (public) ถึงแม้จะยังไม่ถูกตรวจสอบจากสาธารณะและอำนาจอธิปไตยไม่ใช่ของประชาชน แต่พระมหากษัตริย์มาอยู่ในพื้นที่สาธารณะ (public sphere) สาธารณชนรับรู้และสื่อสารกันเกี่ยวกับพระองค์ จึงย่อมหนีไม่พ้นวาทกรรมในสังคมเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์

พระ มหากษัตริย์ของยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จึงมีทั้งพระปิยมหาราชของสาธารณชนเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย และพระมหากษัตริย์ที่โดนสาธารณชนโค่นล้มเป็นครั้งแรก

พระ มหากษัตริย์ที่ทรงยุ่งเกี่ยวกับการ เมืองท่ามกลางมหาชนชาวสยาม ย่อมออกหัวก็ได้ ออกก้อยก็ได้ เป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน จะบังคับให้ประชาชนใช้เหรียญที่มีแต่หัวทั้งสองด้านย่อมไม่ได้เพราะประชาชน รู้ว่าเป็นของปลอมของเก๊

แม้ว่าความไม่พอใจของสาธารณชนคนเมืองจะมีมากจนมีส่วนหนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ 2475 แต่ทั้งคณะราษฎรและผู้ไม่นิยมสมบูรณาญาสิทธิราชย์อื่นๆ กลับแตะต้องมรดกของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไม่มากเท่าไรนัก คณะราษฎรเห็นความล้มเหลวของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในรัชกาลที่ 6 และ 7 แต่พวกเขาไม่เห็นด้วยซ้ำไปว่ารัชกาลที่ 5 คือ จุดเริ่มต้นของสิ่งที่พวกเขาต้องการเปลี่ยนแปลงอย่างถอน รากถอนโคน ผู้นำคณะราษฎรแทบทุกคนถือเอาพระปิยมหาราชเป็นแบบอย่างกษัตริย์และผู้นำที่ พึงปรารถนา ซึ่งไม่ต่างจากความปรารถนาของพวกเจ้าทั้งในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์และภาย หลัง

การ เปลี่ยนแปลงที่คณะราษฎรกระทำมีความ สำคัญและมีผลกระทบมหาศาลในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ความกล้าหาญและคุณูปการของคณะราษฎรเป็นสิ่งที่ปฎิเสธไม่ได้ แต่มรดกของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ระดับรากฐานยังสืบทอดต่อมา แม้แต่อำนาจฝ่ายเจ้าและบทบาทสถานะพิเศษทางการเมืองของ(สถาบัน)พระมหา กษัตริย์ก็ได้รับการรื้อฟื้นในเวลาต่อมา

เมื่อฝ่ายเจ้าฟื้นอำนาจหลังการรัฐประหาร 2490 นั้น พวกเขามีทุนอยู่แล้วในการเมืองวัฒนธรรมและภูมิปัญญา สิ่งที่ฝ่ายเจ้าทำคือ รื้อฟื้นฐานความชอบธรรมที่อิงอยู่กับคติฮินดู-พุทธแต่โบราณ รื้อฟื้นพระมหากษัตริย์อันศักดิ์สิทธิ์ กับสร้างพระมหากษัตริย์ของมหาชนชาวสยาม (popular monarchy) ขึ้นมาอีกครั้ง สิ่ง ที่ฝ่ายเจ้าสมัยนั้นพยายามแก้ไขคือ แทนที่จะกลับสู่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่กษัตริย์เป็นหัวหน้ารัฐบาลเอง ต้องรับผิดรับชอบเอง ฝ่ายเจ้ากลับออกแบบระบบการเมืองที่มีพระมหากษัตริย์อยู่ เหนือ การ เมืองในความหมายที่ต่างตรงข้ามกับที่คณะราษฎรพยายามกำหนด นั่นคือ แทนที่จะหมายถึงหลุดพ้นออกไปจากระบบการเมืองอย่างสิ้นเชิง ฝ่ายเจ้ากลับทำให้พระมหากษัตริย์อยู่ข้างบนของระบบการเมืองปกติอีกทีหนึ่ง ฝ่ายเจ้าสมัยนั้นคงเชื่อว่านี่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์กับ ระบบการเมืองที่มีความเสี่ยงน้อยกว่าสมบูรณาญาสิทธิราชย์เสียอีกเพราะมี รัฐบาลเป็นผู้รับสนองความผิดแทน

สถานะ เหนือการเมืองชนิดนี้มีกลไกเสริมความ มั่นคงไม่ให้ต้องเผชิญการตรวจสอบวิพากษ์วิจารณ์ ที่สำคัญคือ ทำให้พระมหากษัตริย์อยู่ในสถานะละเมิดมิได้ ฟ้องเอาผิดไม่ได้ นี่เป็นการรับเอากลไกทางกฏหมายของฝรั่งมาใช้อย่างผิดฝาผิดตัวเพื่อประโยชน์ ของฝ่ายเจ้าเอง (“เลือกสิ่งดี”) กล่าวคือในบางประเทศที่มีกลไกนี้ ก็เพื่อคุ้มครองพระมหากษัตริย์ที่ไม่ทรงทำอะไรเลยทางการเมือง แต่ฝ่ายเจ้าของไทยเอามาใช้เป็นเกราะกำบังพวกกษัตริย์นิยมที่กำลังรื้อฟื้น บทบาทสถานะพิเศษทางการเมืองขึ้นมาอีกครั้ง นี่คือภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ของ “มาตรา 112” ในปัจจุบัน และเป็นประด็นที่แทบไม่มีใครกล่าวถึงในการโต้แย้งกันเกี่ยวกับกฏหมายนี้

พระมหากษัตริย์สมัยใหม่แบบใหม่ (“Modern Monarchy 2.0”) นี้เริ่มต้นมากับยุคเผด็จการทหารขนานแท้ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทยหลัง 2490 เติบโตเข้มแข็งขึ้นภายใต้เผด็จการทหารยุคพัฒนา และบรรลุจุดหมายโดยพื้นฐานเมื่อโค่นเผด็จการทหารลงในปี 2516 ใช้เวลาเสริมสร้างความมั่นคงในเวลา 15 ปีต่อ มา ในที่สุดฝ่ายเจ้าก็สามารถสถาปนาพระมหากษัตริย์ที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่รักของมหาชนและอยู่ข้างบนของระบบการเมืองได้สำเร็จ นี่คือมรดกของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ปรับตัวกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้งในยุค ของเรา

ฝ่าย เจ้าคงคิดว่านี่เป็นบทบาทสถานะทางการ เมืองที่มั่นคงปลอดภัยที่สุดได้ประโยชน์ที่สุด พวกเขาต้องการให้เป็นแบบนี้ตลอดไป หรือกล่าวอีกอย่างคือ ต้องการให้เป็น “สถาบัน”

แต่ บทบาทสถานะทางการเมืองของ (สถาบัน) พระมหากษัตริย์แบบนี้กำลังเผชิญปัญหา ขอย้ำว่าไม่ใช่เพราะพวกล้มเจ้า ทักษิณ หรือนักวิชาการที่ออกมาเตือน แต่เป็นเพราะบทบาทสถานะแบบนี้มีปัญหาในตัวเองที่ไม่มีทางแก้ตกและไม่มี ทางอยู่ยั่งยืนได้ตลอดไปอย่างที่ฝ่ายเจ้าปรารถนา ปัญหาในตัวเองนี้เป็นปัญหาเดียวกันกับที่นำไปสู่ “อวสานของสมบูรณาญาสิทธิราชย์” เมื่อ 80-100 ปีก่อน ดังที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชบันทึกเมื่อปี 2469 ว่า ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เหมาะสมกับประเทศสยาม ตราบเท่าที่เรามีพระเจ้าแผ่นดินที่ดีทว่าแนวความคิดนี้เป็นแต่เพียงทฤษฎี....ไม่แน่นอนว่าเราจะมีพระเจ้าแผ่นดินที่ดีอยู่เสมอ คำกล่าวของพระองค์ ใช้ได้กับบทบาทของ (สถาบัน) พระมหากษัตริย์หลังสมบูรณาญาสิทธิราชย์เช่นกัน

ปัญหาในตัวเองของ (สถาบัน) พระมหากษัตริย์ทั้งในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์และภายหลังมี 2 ประการ ได้แก่ หนึ่ง บทบาทสาธารณะกับความต้องการอยู่ในสถานะศักดิ์สิทธิ์แตะต้องไม่ได้และเป็นที่ รักของมหาชนอย่างสัมบูรณ์ ไปด้วยกันไม่ได้ ดังได้อธิบายไปแล้วถึงสมบูรณาญาสิทธิราชย์หลังรัชกาลที่ 5

จะ บังคับให้มหาชนชาวสยามใช้เหรียญที่ออก หัวทั้งสองด้าน ไม่มีก้อย จะไปได้นานสักเท่าไรกัน ไม่ช้าก็เร็วย่อมมีคนร้องเรียนว่าเป็นเหรียญเก๊

อำนาจ บุญบารมีแบบพระมหากษัตริย์โบราณไม่ อาจกลบเกลื่อนความแตกต่างทางสังคมในการเมืองสาธารณะได้อีกต่อไป จึงไม่มีใครหรือสถาบันใดที่สามารถมีบทบาททางการเมืองโดยไม่ต้องขัดแย้งในทาง สาธารณะ ถ้าจะคงสถานะศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่รักของมหาชนได้ยาวนานก็ต้องไม่มีบทบาท ทางการเมืองอย่างสิ้นเชิง

สอง ความฝันของฝ่ายเจ้าที่อยากให้ตัวแบบพระปิยมหาราชกลายเป็นสถาบันไปนานๆโดยไม่ ขึ้นกับตัวบุคคล จึงขัดฝืนกับความเป็นจริงดังที่รัชกาลที่ 7 ทรงเล็งเห็น เมื่อ 100 ปี ก่อน ความสำเร็จของพระปิยมหาราชมิได้เป็นผลของแบบแผนหรือความเป็นสถาบันที่ดำรง อยู่ก่อนแต่อย่างใด แถมประวัติศาสตร์เป็นหลักฐานอยู่แล้วว่าพระมหากษัตริย์แบบพระองค์มิได้กลาย เป็นสถาบันพ้นรัชสมัยของพระองค์ พระปิยมหาราชเป็นความสำเร็จของพระองค์และฝ่ายเจ้าร่วมสมัยของพระองค์ ฝ่าย เจ้าสมัยนั้นคงปรารถนาให้พระเจ้าแผ่นดินทุกพระองค์สามารถทรงบทบาทสถานะดัง กล่าวได้ พระมหาธีรราชเจ้าทรงเป็นกษัตริย์นักปราชญ์ดังพระสมัญญานาม แต่ไม่ทรงเป็นอะไรอีกเลยนอกเหนือจากนั้น บรรดาเจ้านายแวดล้อมพระองค์ละทิ้งพระองค์ก่อนมหาชนเสียอีก

ซ้ำ ร้ายไปกว่านั้น ฝ่ายเจ้าเองบ่อนทำลายความพยายามของพวกเขาเองโดยไม่รู้ตัวอยู่ตลอดเวลาด้วย ความมักง่ายสายตาสั้น มองไม่เห็นว่าสิ่งที่พวกเขาทำมีผลข้างเคียงที่พวกเขาไม่ประสงค์เสมออย่าง หลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อ 100 ปี ก่อน วี่แววว่าสมบูรณาญาสิทธิราชย์จะมีปัญหาเริ่มมาตั้งแต่เจ้าฟ้าวชิราวุธทรง เป็นพระบรมโอรสาธิราช กล่าวคือ ความสำเร็จล้นเหลือของพระราชบิดา (ไม่ว่าจะจริงหรือไม่ก็ตาม) นั่นเองเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พระบรมโอรสาธิราชล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่ขึ้น ครองราชย์ ยิ่งฝ่ายเจ้าประโคมแซ่ ซร้องสรรเสริญพระราชบิดาในปลายรัชกาลว่ายิ่งใหญ่กว่ากษัตริย์ไทยที่มีมาก่อน ยิ่งพระราชบิดาเป็นที่เคารพรักเทิดทูนของมหาชน (แม้แต่คณะราษฎรก็เทิดทูน) หรือยิ่งดูเหมือนประสบความสำเร็จมหาศาลเท่าใด ก็ยิ่งทำให้พระราชโอรสมีโอกาสน้อยลงทุกทีที่จะเทียบเคียงความสำเร็จ และยิ่งทำให้ตัวแบบพระราชบิดาหมดหนทางกลายเป็นสถาบัน ผู้นิยมเจ้าจน “เว่อ” คือผู้ปิดประตูอนาคตของเจ้าเสียเอง

นี่เรายังไม่พูดถึงความจริงที่ว่าสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเมื่อ 100 ปีก่อนมีคุณสมบัติส่วนพระองค์ที่เจ้านายสมัยนั้นรับไม่ได้ ยิ่งทำให้พระองค์ขาด moral authority และ ไม่เป็นที่นิยมทั้งในฝ่ายเจ้าเองและต่อ สาธารณชน เรียกง่ายๆว่า นอกจากจะเทียบพระราชบิดาไม่ได้แล้ว ตัวพระองค์เองยังเริ่มต้นที่ติดลบอีกด้วย

ความ ขัดแย้งในตัวเองของบทบาททางการเมือง ของ (สถาบัน) พระมหากษัตริย์ทั้งสองประการนี้เองที่นำไปสู่อวสานของระบอบการเมือง สมบูรณาญาสิทธิราชย์

ไม่ใช่พวกเก็กเหม็ง คณะราษฎร ปรีดี หรือพิบูล หรือขบวนการล้มเจ้า

ความไม่พอใจพระมหากษัตริย์ การวิพากษ์วิจารณ์พระองค์ในที่สาธารณะเมื่อ 80-90 ปี ก่อน เป็นผลสะท้อนปัญหาในตัวเองของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ต้องการมีพระราชอำนาจ ทางการเมือง แถมพยายามทำให้สถาวรเป็นสถาบัน แต่กลับเป็นบทบาทสถานะที่ขึ้นกับตัวบุคคล ทั้งหมดนี้ขัดแย้งกันเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในการเมืองแบบสาธารณะ

ฝ่ายเจ้าที่ฝันอยากสร้างพระปิยมหาราชขึ้นมาเป็นตัวแบบของ สถาบันพระ มหากษัตริย์ยุคหลัง สมบูรณาญาสิทธิราชย์ คงยังไม่ตระหนักว่าพวกเขากำลังสืบทอดมรดกของความขัดแย้งในตัวเอง จนถึงทำลายตัวเองของสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเต็มๆ พวกเขากำลังเผชิญปัญหาเดิมๆแบบเมื่อ 80-100 ปีก่อน แต่ยังไม่ตระหนัก ยังดิ้นขลุกขลักๆในกรอบเดิมๆ เอาแต่โทษคนอื่นเหมือนเดิม มีคนเสนอทางออกให้ก็เล่นงาน ด่าทอไล่ให้ออกไปอยู่นอกประเทศไทยซะ ข่มขู่ ยัดข้อหา จับกุมคุมขังพวกเขาเหล่านั้น

ถ้าเรียนรู้จากอดีตก็จะเห็นการณ์ไกลว่าพวก รักพ่อ มากจนต่อต้านการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เองกำลังทำให้ปัญหาทับถมหนักหน่วงขึ้น ทุกที การทำร้ายด้วยอำนาจรัฐและกฎหมาย ทำใหัทุกอย่างเลวร้ายลง พวกเขากำลังสร้างปัญหาแก่อนาคตของ (สถาบัน) พระมหากษัตริย์



การเปลี่ยนแปลง: ชิงสุกก่อนห่าม VS น้อยเกินไปสายเกินการณ์

... แผนการของข้าพเจ้าถูกคัดค้านโดยพวกอนุรักษ์นิยม รวมทั้งที่ปรึกษาชาวต่างประเทศด้วย .... ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ประชาชนจะรู้สึกหงุดหงิดและลุกขึ้นจัดการกันเอง... (พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว 30 มิ.ย. 2475)

แม้ แต่ทัศนะคติและวาทกรรมต่อการเปลี่ยน แปลงสังคมไทยก็อยู่ในกรอบซ้ำๆซากๆ ที่เป็นมรดกจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ปฎิกิริยาของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ต่อ คำกราบบังคมทูลฯ ของกลุ่มเจ้านายให้แก้ไขระบบบริหารราชการแผ่นดิน และต่อพวกที่ต้องการปาลิเม็นต์คือ ทรงเห็นว่าเป็นการพยายามเอาข้าวสาลีมาปลูกในดินสยามที่เหมาะกับข้าวจ้าวเท่า นั้น พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ทรงเห็นว่าพวกที่อยากเห็นสยามเปลี่ยนแปลงระบอบการเมืองหรือเป็นรีปับลิคเป็น เพราะลัทธิเอาอย่าง เมื่อกระแสเรียกร้องประชาธิปไตยสูงขึ้น ความไม่พอใจระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มีมากขึ้น ฝ่ายเจ้าและพวกอนุรักษ์นิยมเห็นว่าเป็นความคิดของพวกหัวนอกไม่กี่คน เป็นประชาธิปไตยแค่รูปแบบ ไม่ใช่ประชาธิปไตยแท้จริง ดังนั้นจึงเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เป็นการ ชิงสุกก่อนห่าม เพราะประชาชนยังไม่พร้อม

ปราก ฎการณ์ที่คนบางกลุ่มบางส่วนรับรู้ความ เปลี่ยนแปลงทางสังคมได้ไวกว่าคนทั่วไปไม่ว่าจะด้วยพลังปัญญาหรือเพราะมี ประสบการณ์ก่อนคนอื่น นี่เป็นเรื่องปกติในสังคมทุกแห่งไม่ว่าที่ไหนในโลก คนพวกนี้หากไม่ก่อปัญหากับอำนาจเราเรียกว่าคนเห็นการณ์ไกลมีวิสัยทัศน์ ครั้นท้าทายอำนาจก็เรียกว่าพวกชิงสุกก่อนห่าม คำกล่าวหาดังกล่าวจึงมาจากผู้มีอำนาจที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงเสมอ

คนที่ไม่พร้อมที่สุดคือคนมีอำนาจที่ไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงซึ่งล้วนมีการศึกษาดีทั้งนั้น

ตรงข้ามกับการชิงสุกก่อนห่ามซึ่งประวัติศาสตร์ไทยแทบไม่กล่าวถึงหรือให้ความสำคัญน้อยมาก ก็คือ น้อยเกินไปสายเกินการณ์ (too little too late)

พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 เอง ทรงชี้ให้เห็นว่าฝ่ายเจ้าไม่เข้าใจไม่ตระหนักพอถึงความเปลี่ยนแปลงทางสังคม ที่กำลังเกิดขึ้น ไม่เข้าใจความรู้สึกของประชาชน ความพยายามของพระองค์ในการ รีฟอร์ม จึงถูกขัดขวางจากเจ้านายชั้นผู้ใหญ่และที่ปรึกษาของพระองค์จนในที่สุดก็สาย เกินการณ์ ทั้งๆที่การปฎิรูปที่พระองค์ตระเตรียมก็น้อยเกินไปกว่าที่กระแสเรียกร้อง ความเปลี่ยนแปลงต้องการอยู่ดี

ทั้งสมัยก่อนและสมัยนี้ ผู้ต้องการความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองถูกหาว่าเป็นคนเลวร้าย มีผู้ชักใย ล้างสมอง จ้างวานมา ถูกชักจูงโดยนักปลุกระดมหรือพวกที่ฝันถึงยุคพระศรีอาริย์ ชนชั้นปกครองไม่เคยคิดว่ากระแสเรียกร้องความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองสะท้อน ความเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย ประชาชนจึงต้องการระบบการเมืองที่เขามีส่วนตัดสินอนาคตของตนเอง

ทั้งสมัยก่อนและสมัยนี้ การเรียกร้องประชาธิปไตยถูกหาว่าเป็นเรื่องของฝรั่ง ไม่เหมาะกับสังคมไทย เอาข้าวสาลีมาปลูกในดินของสยาม เพราะประชาชนยังไม่พร้อม การศึกษายังไม่พอ เรายังคิดว่าประชาธิปไตยเป็นสมบัติหวงห้ามของคนมีการศึกษาเท่านั้น ความเชื่อผิดๆนี้ยังไม่เปลี่ยน ปัญญาชนผู้มีการศึกษายังเชื่ออย่างนี้กันมาก

ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 จน ถึงบัดนี้ ความคิดที่ว่าการเปลี่ยนแปลงจากเบื้องบนโดยพระราชอำนาจเป็นวิธีการที่ดีที่ สุดยังคงหนาแน่น ทั้งๆที่โดยปกติเบื้องบนไม่ยอมเปลี่ยนแปลง

สังคม ไทยปัจจุบันปัจจุบันยังวนเวียนอยู่ กับทัศนะเหล่านี้ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ทุกวันนี้ ดูเหมือนว่ามีความพยายามปรับตัวน้อยเสียยิ่งกว่า 80 ปีก่อน แต่กลับปราบปรามหนักยิ่งกว่า 80 ปีก่อนเสียอีก

ทางออก ที่สถาวรในระยะยาว ก็คือ เลิกพยายามสืบทอดมรดกที่มาจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เลิกพยายามสร้าง (สถาบัน)พระมหากษัตริย์ที่มีบทบาทสถานะและความสัมพันธ์การเมืองแบบ ศักดิ์สิทธิ์เหนือมนุษย์และอยู่ชั้นบนของระบบการเมือง ก็จะทำให้กษัตริย์ทุกพระองค์ ไม่ว่าจะปรีชาสามารถมากน้อยเพียงใดก็สามารถเป็นที่เคารพรักของมหาชนได้อย่าง สนิทใจ

ในด้านตรงข้าม ผู้ที่เห็นการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เป็น การปฎิวัติอันน่าพิสมัย ก็ควรไตร่ตรองให้จงหนัก แทบไม่มีการปฎิวัติใดๆในโลกนี้ที่เปลี่ยนแปลงอย่างถึงรากโคนอย่างที่กล่าว อ้างกัน แถมการปฎิวัติของมวลชนไม่ได้รุ่งโรจน์อย่างที่คิด

Paradox ของการเปลี่ยนแปลงสังคมขนานใหญ่ คือ พวกก้าวหน้าที่เชื่อว่าตนมีอุดมการณ์ขุดรากถอนโคนมักจะไม่รู้ว่ารากโคนของ ปัญหาอยู่ตรงไหน ครั้นการปฏิวัติจืดจางลง ระบอบใหม่กับระบอบเก่ามักไม่ต่างกันมากนัก นักปฎิวัติมักจะโทษนั่นนี่ว่าทำไมการปฎิวัติจึงออกนอกลู่นอกทาง แต่ไม่มีการปฎิวัติใดเลยที่อยู่ในลู่ในทาง เพราะลู่ทางที่ปฎิวัติเป็นแค่ความฝันจินตนาการ นอกลู่ทางต่างหากคือความเป็นจริง แถม การปฎิวัติที่ต้องอาศัยมวลชนกว้างขวาง มักต้องอาศัยแนวความคิดที่ไม่ซับซ้อน มิติเดียวหรือถูกทำให้ง่ายเป็นขาวดำ เพราะแนวคิดลักษณะนั้นจึงจะมีพลังในการเคลื่อนไหวมวลชน ผู้นำปฎิวัติที่เชิดชูกันมักเหมาะกับสถานการณ์ชั่วคราวเท่านั้น แต่ก็ยกย่องเชิดชูกันไม่ต่างกับยกย่องเจ้า หลายคนลงท้ายประกาศตนเป็นเจ้าเสียเลยจริงๆ เช่น การปฎิวัติฝรั่งเศสลงท้ายก็ได้จักรพรรดิองค์ใหม่เมื่อกระแสปฎิวัติจางหายไป

สังคม มนุษย์กว้างใหญ่ซับซ้อนเกินกว่าการ ปฎิวัติยกเดียวจะเปลี่ยนแปลงได้มากอย่างที่มักคิดฝัน มนุษย์ปุถุชนไม่ว่าเจ้าหรือนักคิดนักปฎิวัติต่างมีข้อจำกัดเกินกว่าจะแบกรับ ความเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่เกินตัว คุณูปการที่น่าสรรเสริญใดๆลงท้ายไม่พลิกแผ่นดินมากอย่างที่คิดเมื่อมองจากมิติเวลาที่กว้างไกลทางประวัติศาสตร์

การ ชิงสุกก่อนห่ามสามารถหลีกเลี่ยงได้ หากชนชั้นนำผู้มีอำนาจยอมปรับตัวไม่น้อยเกินไปไม่สายเกินการณ์ สภาวะ “สุก” เร็วไปเป็นผลของการกดขี่ปราบปรามโดยชนชั้นนำผู้มีอำนาจ ไม่ใช่ผลของการปลุกปั่นจ้างวาน การใช้มาตรา 112 อย่างที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ และการปราบปรามด้วยความรุนแรงนั่นแหละที่เร่งบ่มให้สถานการณ สุก เร็วยิ่งขึ้น

การ ประนีประนอมหาทางออกในวันนี้จะส่งผลดี ต่อ (สถาบัน) พระมหากษัตริย์ในระยะยาว อันดับแรกสุดคือ “เปิดประตู” เปิดช่องทางให้กับการประนีประนอม

หยุดใช้มาตรา 112 ณ บัดนี้ ปลดปล่อยคนที่เดือดร้อนโดยเร็วที่สุด ขจัดบรรยากาศความกลัวที่ปกคลุมประเทศไทยในขณะนี้ ยอมให้มีการอภิปรายถึงบทบาทสถานะทางการเมืองของ (สถาบัน) พระมหากษัตริย์อย่างเปิดเผย ปล่อยให้กระบวนการประชาธิปไตยดำเนินไปตามทางของมันไม่ว่าจะลุ่มๆดอนๆขนาดไหน ก็ตาม

หากน้อยกว่านี้ สายกว่านี้ หรือรังแกกันต่อไป ก็จะยิ่งเร่งให้ “สุก” โดยไม่จำเป็นเลย

พระ มหากษัตริย์ต้องอยู่พ้นจากการ เมืองอย่างแท้จริง จึงจะไม่เกิดความขัดแย้งในเรื่องสถาบันหรือตัวบุคคลอีกต่อไป ฝ่ายเจ้าจึงจะไม่ต้องวิตก วิ่งเต้น สะสมกำลัง ชิงความได้เปรียบกันอีกต่อไป ไม่ต้องกลัวว่านักการเมืองรายใดจะมาเป็นคู่แข่ง เพราะไม่มีอำนาจการเมืองเป็นเดิมพันอีกต่อไป

ฝ่าย เจ้าของไทยในปัจจุบันจะมีสายตายาวไกล พอหรือไม่ เห็นแก่ประเทศชาติประชาชนขนาดไหน หรือพวกเขาอยู่สูงเหนือประชาชนจนไม่เข้าใจว่าความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแล้วใน ระดับรากหญ้าและไม่สามารถหยุดยั้งหรือย้อนเวลากลับได้อีกแล้ว

* ธงชัยกล่าวปาฐกถา ในงานแสดงมุทิตาจิต 'ชุมนุมปาฐกถา 70 ปี ชาญวิทย์ เกษตรศิริ' ที่หอประชุมศรีบูรพา ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ วันที่ 7 พฤษภาคม 2554

อ่านรายละเอียด และชมวิดีทัศน์ คลิ้ก ประชาไท