WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, May 9, 2011

ท่าที'ผบ.ทบ.'

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน
สมิงสามผลัด



อ่านบทสัมภาษณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. แล้วรู้สึกชื่นใจอย่างบอกไม่ถูก

'บิ๊ก ตู่' ระบุว่ายอมรับได้ หากพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งได้เป็นรัฐบาล ถ้าประชาชนรับได้เราก็ต้องรับได้ เพราะถือเป็นกลไกของประชาธิปไตย

อ่านตรงนี้แล้ว ถือวิสาสะคิดเอาเองว่า คงไม่มีอุบัติเหตุทางการเมืองเกิดขึ้นแล้ว

เพราะก่อนที่จะมีการทูลเกล้าฯ ยุบสภาไปเมื่อวันที่ 6 พ.ค.ที่ผ่านมา

เกิดข่าวลือมาตลอดว่าจะไม่มีการเลือกตั้ง

บางกระแสก็เห็นว่าอาจมีการยุบสภาจริงๆ

แต่จะได้เลือกตั้งหรือเปล่ายังไม่แน่!

เหตุผลง่ายๆ คือกลุ่มผู้กุมอำนาจไม่ต้องการให้พรรคเพื่อไทยได้โอกาสเป็นรัฐบาล

"มือที่มองไม่เห็น" ก็ไม่อยากให้ทักษิณกลับ

เพราะ คาดการณ์ได้จากผลสำรวจความคิดเห็นทั้งจากเอกชน หน่วยงานรัฐ หรือแม้แต่หน่วยงานความมั่นคง ซึ่งฟันธงกันไปแล้วว่าพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งแหงๆ

ข่าวลือปฏิวัติ-รัฐประหารจึงกระหึ่มไปทั่วประเทศ ทำเอาคนไทยอกสั่นขวัญผวากันไปทั่ว

แต่เมื่อเห็นท่าทีล่าสุดของพล.อ.ประยุทธ์แล้วก็ใจชื้นขึ้นมาเยอะจริงๆ

พล.อ.ประยุทธ์ยังบอกด้วยว่า ให้กองทัพสนับสนุนการเลือกตั้ง และให้ระวังการเข้าไปเกี่ยวข้องในกระบวนการนับคะแนน

หลีกเลี่ยงได้ก็หลีกเลี่ยง

แถมยังเปิดโอกาสให้ทุกพรรคการเมืองเข้าไปหาเสียงในหน่วยทหารได้

ในเมื่อผบ.ทบ.ไฟเขียวแบบนี้ ทหารแตงโมก็คงคึกคักกันใหญ่

คนไทยคงลดความหวาดผวาเรื่องปฏิวัติลงได้บ้าง

จะว่าไปแล้วในห้วงเกือบ 80 ปีที่ผ่านมา

คนไทยได้เห็นการทำลายระบอบประชาธิปไตยมาแล้วถึง 12 ครั้ง

การปฏิวัติรัฐประหารในอดีต ยืนยันได้ว่าไม่ได้ทำให้บ้านเมืองดีขึ้น

ยิ่งการรัฐประหารเดือนก.ย.2549 ยิ่งยืนยันเรื่องนี้ได้ดี

เพราะทำให้บ้านเมืองเกิดความแตกแยกรุนแรงขึ้น

ก่อนนำพาไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่บิดเบี้ยว

ฉะนั้น การเลือกตั้งในปีི นี้ จะเป็นโอกาสอันดีที่จะนำประชาธิปไตยที่สมบูรณ์กลับคืนมา

แต่ทุกฝ่ายต้องรักษากติกาและยอมรับผลการเลือกตั้ง

ตอนนี้เราผ่านขั้นแรก มีการทูลเกล้าฯ ยุบสภาแล้ว

ขั้นต่อไปคือ เข้าคูหากาบัตรเลือกตั้ง

และขั้นตอนสุดท้ายคือ การจัดตั้งรัฐบาล

ก็ได้แต่หวังลึกๆ ว่าอย่าให้เกิดการ "ฮั้ว" ตั้งรัฐบาลกันใน "ราบ 11" อีกเลย

เสื้อแดงปรับขบวนรับศึกเลือกตั้ง

ที่มา ข่าวสด

รายงานพิเศษ



การเมืองเข้าสู่โหมดเลือกตั้งทันที เมื่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ทูลเกล้าฯพ.ร.ฎ.ยุบสภา เรียบร้อย

ใน ส่วนของคนเสื้อแดง เมื่อแกนนำจำนวนหนึ่งตัดสินใจเปลี่ยน บทบาทมาเป็นนักการเมืองเต็มตัว สลัดภาพนักเคลื่อนไหวนอกสภามาสวมเสื้อพรรคเพื่อไทยลงพื้นที่หาเสียงขอคะแนน ชาวบ้าน

แกนนำเหล่านี้จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนแนวทางของตัวเองอย่างไร รวมถึงทัพนปช. จะมีรูปแบบการเคลื่อนไหวเช่นไรในช่วงเลือกตั้ง



ธิดา โตจิราการ

รักษาการประธานนปช.

การเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง เวทีคนเสื้อแดงกับเวทีพรรคเพื่อไทยจะแยกออกจากกันชัดเจน แกนนำของเราที่ไปสมัคร ส.ส.จะขึ้นเวทีพรรคการเมืองอย่างเดียว ต้องเว้นวรรคหน้าที่ของ แกนนำนปช.ไว้ก่อน

ทำเช่นนี้เพื่อกันไว้ ไม่ให้ผิดระเบียบ หลีกเลี่ยงการถูกพาด พิง เพราะฝ่ายตรงข้ามพยายามจับผิดเรื่องนี้มาโดยตลอด

เมื่อ มีการเลือกตั้ง ประชาชนคนเสื้อแดงมีสิทธิ์ที่จะสนับสนุน หรือไม่สนับสนุนพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งก็ได้ แต่ พรรคที่จะเลือกต้องมีอุดมการณ์เดียวกัน เป็นพรรคประชาธิป ไตย ไม่ตกอยู่ภายใต้ระบอบอำมาตยาธิปไตย

เรายอมรับตรงๆ ว่า สนับสนุนพรรคเพื่อไทย

พร้อม กันนี้คนเสื้อแดงยังมีหน้าที่สอดส่องดูแลการเลือกตั้ง ว่ามีความบริสุทธิ์ยุติธรรมหรือไม่ ซื้อเสียงหรือไม่ ถูกแทรกแซงหรือไม่ เราตั้งองค์กรประชาชนขึ้นทั่วประเทศเพื่อการเลือกตั้งโดยเฉพาะ

ความ กังวลที่ว่ามวลชนเสื้อแดงอาจไปชุมนุมประท้วงการลงพื้นที่ของแกนนำพรรคอื่น นั้น ยอมรับว่าไม่สามารถควบคุมคนเสื้อแดงได้ทุกคน บางคนอาจไปแสดงออกในนามส่วนตัวก็ได้

แต่เราจะกำชับไปยังแกนนำแต่ละจังหวัด ให้พยายามควบคุมดูแล ปล่อยให้มีการหาเสียงอย่างเต็มที่ ประเทศจะได้เดินหน้า

ส่วน ยุทธศาสตร์หลังเลือกตั้ง แน่นอนว่าเราเดินหน้าเข้มข้นเหมือนเดิม ทั้งการตั้งเวทีให้ความรู้เรื่องประชาธิปไตย รวมถึงการเรียกร้องหาผู้รับผิดชอบกรณีพี่น้องของเราต้องเสียชีวิตและบาดเจ็บ จำนวนมากจากเหตุการณ์สลายการชุมนุม

แต่เราคงเปลี่ยนแปลง ยุทธศาสตร์ย่อยคือการนำแกนนำ มวลชนของแต่ละภาคเข้าสู่ส่วนกลางเพิ่มขึ้น เพราะแกนนำส่วนหนึ่งต้องไปเป็นส.ส. โดยจะคัดเลือกจากทุกภาค อาทิ ภาคอีสาน 2 คน และภาคเหนือ 1 คน

จุดยืนยันของเราคือ ต่อสู้เพื่อให้ได้ประชาธิปไตยอย่างสงบสันติ เสื้อแดงกลุ่มอื่นๆ ที่อาจดำเนินการนอกลู่นอกทาง ยอมรับว่าคนเสื้อแดงมีหลายกลุ่ม อาจมีความคิดเห็นแย้งกันบ้าง ถือเป็นระบอบประชาธิปไตย

แต่เราก็ทำได้ แค่ตักเตือน ให้คำแนะนำที่ถูกที่ควรเท่านั้น ถ้าทำผิดหรือใช้ความรุนแรง ก็ให้ฝ่ายบ้านเมืองดำเนินคดีตามกฎหมายไป ตรงนี้ไม่มีปัญหา

หรือหากไม่มีการเลือกตั้ง เราจะจับตาดูว่าสาเหตุเกิดจากอะไร อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น ดังนั้น จะหารือแนวทางกันอีกครั้ง

ถ้า เลือกตั้งแล้ว พรรคอันดับหนึ่งไม่ได้ตั้งรัฐบาลหรือไม่ได้เป็นนายกฯ ต้องดูว่าเกิดจากอะไร ถ้ามีปัจจัยภายนอกแทรกแซง เช่น การตั้งรัฐบาลในค่ายทหารเหมือนครั้งก่อนอีก เราจะหารือกันระหว่างแกนนำอีกครั้งว่าจะเดินหน้าต่อสู้อย่างไร

แต่ เชื่อว่าประเด็นนี้คงไม่ซ้ำรอย ขณะนี้ประชาชนเข้าใจแล้ว ต่อไปนี้จะไม่มีภาพเอาดอกไม้ไปให้รถถังอีก หรือหากมีการทำรัฐประหาร คนเสื้อแดงทั่วประเทศ จะออกมาโดยไม่รีรอ



ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ

แกนนำนปช. และรองประธานภาคใต้ พรรคเพื่อไทย

แกนนำเสื้อแดงพูดคุยและมีข้อสรุปชัดเจนว่า เมื่อมีพระราชกฤษฎีกายุบสภาและกำหนดวันเลือกตั้งแล้ว แกนนำนปช.ที่เป็นผู้สมัครส.ส. จะต้องยุติบทบาทในเวทีคนเสื้อแดง ไม่ให้มีปัญหาข้อกฎหมายที่ฝ่ายตรงข้ามใช้เล่นงานเราระหว่างหาเสียงเลือกตั้ง

โดยแกนนำนปช.ทั้งหมดที่เป็นผู้สมัครจะทำกิจกรรมทางการเมืองร่วม กับพรรคเพื่อไทยทุกรูปแบบ ไม่ว่าการขึ้นเวทีปราศรัย หรือการรณรงค์ต่างๆ ที่ทางพรรคกำหนด

ต้องทำอย่างระมัดระวัง รอบคอบ รัดกุม เพราะเราเป็นเป้าสายตาของฝ่ายตรงข้ามที่พยายามฉวยโอกาส ใช้ความเคลื่อนไหวของเราสร้างปัญหาทางกฎหมายให้กับพรรคได้

แต่คงไม่ มีอะไรเป็นปัญหา ทุกคนหมายถึงแกนนำและคนเสื้อแดงต่างเข้าใจเป็นอย่างดี และคิดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้อยู่ภายใต้การจับตามองของคนทั้งประเทศ รวมถึงต่างชาติ

สังคมจึงมีวิจารณญาณที่จะพิจารณาในประเด็นที่ ถูกกล่าวหา หากเป็นข้อหาที่ไร้น้ำหนัก ไร้เหตุผล อย่างเช่น พรรคเพื่อไทยตั้งเวทีปราศรัยแล้วคนเสื้อแดงไปฟัง แล้วเอามาเป็นประเด็นทางกฎหมาย เชื่อว่าสังคมต้องมีปฏิกิริยาใดๆ ออกมา

สำหรับ เนื้อหาการปราศรัย ต้องระมัดระวังพอสมควร แต่ยืนยันว่าจะไม่เป็นเหตุให้เราเกร็งจนไม่กล้าทำอะไร การเลือกตั้งทุกครั้ง พรรคการเมืองต้องนำเสนอนโยบายให้ประชาชนตัดสินใจ

เชื่อว่านโยบายของพรรคเพื่อไทยเข้าถึงและตรงใจประชาชน หากเราทำให้นโยบายเข้าถึงประชาชนส่วนใหญ่ได้ จะไม่มีทางแพ้ ชนะถล่มทลายแน่นอน

ส่วน ประเด็นการสลายการชุมนุม สามารถเอามาอธิบายความให้ประชาชนรับฟังได้ แต่ต้อง ระมัดระวังการกล่าวหาให้ร้ายซึ่งถือว่าผิดกฎหมายเลือกตั้ง

แต่ ข้อ เท็จจริงก็คือข้อเท็จจริง อาทิ ในรัฐบาลที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ ถือเป็นรัฐบาลที่มีประชาชนเสียชีวิตจากการออกมาเรียกร้องทางการเมืองมากที่ สุดในประวัติ ศาสตร์ประเทศไทย ก็ต้องอธิบายความได้

ส่วนเรื่องการ ชุมนุมของคนเสื้อแดง เมื่อมีการประกาศพ.ร.ฎ.เลือกตั้งแล้วคงต้องหยุดไปก่อน แต่กรณีวันที่ 19 พ.ค. ที่เป็นวันรำลึกเหตุการณ์สลายการชุมนุม ถือเป็นข้อยกเว้น แกนนำทุกคนจะไปร่วมงาน

แต่คงต้องดูรูปแบบเพื่อไม่ให้หมิ่นเหม่กับการผิดกฎหมายใดๆ



สมบัติ บุญงามอนงค์

บ.ก.ลายจุด แกนนอนกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง

เข้า สู่โหมดเลือกตั้ง ทางกลุ่มจะรณรงค์ 3 เรื่อง คือ 1.เปิดพื้นที่ให้เวทีการเมืองเป็นหลัก รณรงค์ให้พี่น้องคนเสื้อแดงรวมถึงมวลชนทุกแขนงเปิดทางให้พรรคการเมืองได้ รณรงค์หาเสียงอย่างเต็มที่

เช่น พรรคประชาธิปัตย์มาหาเสียงที่ภาคอีสาน เราจะกำชับว่าอย่าไปโห่ไล่ ขณะที่พรรคเพื่อไทยไปหาเสียงภาคใต้ก็อย่าโห่ไล่เช่นกัน ควรปล่อยให้เขาหาเสียงเต็มที่

2.รณรงค์ 'โหวตเยส' สนับ สนุนการเลือกตั้ง จากนั้นจะปล่อยให้ประชาชนคิดเองก่อนเข้าคูหาว่าจะเลือกใคร เราจะไม่ชี้นำ ประเด็นนี้เน้นเฉพาะเจาะจงช่วงรณรงค์เลือกตั้งเท่านั้น

การ รณรงค์ดังกล่าวจะตามประกบกับ 'โหวตโน' ของกลุ่มพันธมิตร เพราะเราถือว่าเป็นสีสันและเป็นไอเดียที่ดีกว่าการนอนหลับทับสิทธิ์ สิ้นหวังทางการเมือง

โดยจะทำสติ๊กเกอร์ให้ครบ 5 แสนใบ แล้วนำไปติดและแจกจ่ายผู้คนทั่วประเทศ ใช้จักรยานถีบรณรงค์ไปตามสถานที่ต่างๆ คุยกับชาวบ้านข้างถนนไปด้วย

ก่อนถึงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง จะรณรงค์ให้ใส่เสื้อแดงเข้าคูหาอีกด้วย

กิจกรรม ที่ว่านี้ทำเพื่อให้การเลือกตั้งมีสีสัน มีความหวัง ไม่ใช่อับเฉา เบื่อหน่าย พูดง่ายๆ คือ เราจะจัดเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเทศกาลแห่งความหวัง

และ 3. เดินสายรณรงค์จัดสัมมนาทางวิชาการเล็กๆ นั่งคุยกัน 30-50 คนตามสถานที่ต่างๆ เนื้อหาเป็นการให้ความรู้เรื่องประชาธิปไตยเป็นหลัก

ถามว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นหรือไม่ ยอมรับว่า 'งง' เหมือนกัน

เพราะ มีเรื่องของทหารตบเท้าออกมา รวมทั้งเรื่องกฎหมายลูกการเลือกตั้ง 3 ฉบับที่ยังพิจารณาไม่แล้วเสร็จ ยิ่งผลโพลระบุชัดว่า เพื่อไทยจะได้คะแนนสูง สงสัยว่าฝ่ายตรงข้ามจะยอมหรือ

ถ้าไม่มีการเลือกตั้ง หรือเกิดการรัฐประหารเกิดขึ้น เราและคนเสื้อแดงทุกกลุ่มออกมาแสดงพลังแน่นอน

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 09/05/54 สื่อไทยไม่ (อยาก) เสรี

ที่มา blablabla

โดย 3บลา ประชาไท

ภาพถ่ายของฉัน
ถูกจัดอันดับ ว่าสื่อไทย ไร้เสรี
สร้างระยำ อัปรีย์ เป็นที่หนึ่ง
สร้างตราบาป เอาไว้ ให้ติดตรึง
เลวทั่วถึง สมคำลือ ว่า"สื่อไทย"....

แสร้งปิดหู ปิดตา อย่างหน้าด้าน
อันธพาล ป้ายสี แล้วตีไข่
ผลประโยชน์ จัดสรร แบ่งปันไป
ปิดปากได้ ทันที ไม่รีรอ....

เชลียร์รัฐ จัดให้ ไม่เคอะเขิน
เลวทรามเกิน เอียนเบื่อ พวกเหลือขอ
แสร้งข่มขู่ คุกคาม ตามสอพลอ
ผลคือจ้อ ซูเอี๋ย แอบเลียกัน....


ขนาดโกง ทิ้งทวน ชวนสงสัย
ยังเฉไฉ เอนเอียง เลี่ยงเหหัน
ผลประโยชน์ แอบแฝง คอยแบ่งปัน
กินปากมัน เลยหรือ พวกสื่อเลว....

จรรยาบรรณ วิชาชีพ ถูกถีบทิ้ง
ลืมถูกผิด ปิดความจริง ทิ้งลงเหว
ดำเป็นขาว ขาวเป็นดำ ย้ำคนเลว
สุมไฟเปลว เติมเพลิง ระเริงตน....


เมื่อสื่อไทย ไม่(อยาก)เสรี เป็นที่ตั้ง
ใครคาดหวัง จะกลับตัว เลิกชั่วฉล
เชิญก้มหน้า เบี่ยงเบน พวกเดนคน
สร้างมัวหม่น ต่อไป สื่อไทยแลนด์....

ขออภัยสื่อดีๆ ที่มีอยู่น้อยนิดครับ

พุทธศาสนาแบบมรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ก็คือ “พุทธศาสนาแบบเกิดแต่กรรม”

ที่มา ประชาไท

พุทธศาสนาอันเป็นมรดกของเจ้าชายสิทธัตถะ ผู้หันหลังให้กับอำนาจและสถานะอันได้เปรียบทางชนชั้นสู่การดำเนินชีวิตที่ เรียบง่ายอย่างสามัญชน คือ “ทัศนะต่อโลกและชีวิตแบบอริยสัจ” ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อดับทุกข์ทางจิตวิญญาณ ได้ถูกอรรถาธิบายขยายความ ถูกตีความรับใช้สถานะทางชนชั้น และรูปแบบวิถีชีวิตที่ตรงกันข้ามกับวิถีชีวิตของผู้ให้กำเนิดพุทธศาสนาอย่าง สิ้นเชิง

ดังในสังคมพุทธไทยนั้น พุทธศาสนาคือ “แก้วสารพัดนึก” ที่ถูกนำไปตอบปัญหาได้ทุกเรื่อง เมื่อเราดูทีวีรายการธรรมะ หรือเข้าไปในร้านหนังสือธรรมะ เราอาจได้ดูรายการสนทนาธรรม หรือรายการหนังสือประเภทนี้ เช่น ธรรมาพารวย ธรรมาค้าขึ้น ทำบุญอย่างไรให้สวย ฯลฯ อันเป็น “ประดิษฐกรรมทางปัญญา”ของพระนักคิดนักเขียนชื่อก้องแห่งยุคสมัย

จะ ว่าไปแล้ว ในสังคมไทยนั้นการตีความคำสอนพุทธศาสนาเพื่อรับใช้ “คุณค่าที่ตรงกันข้าม” กับคุณค่าที่พระพุทธองค์เสนอ ได้ก่อให้เกิดพุทธศาสนาแบบมรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ตกทอดมาจนถึงยุค ปัจจุบัน ดังที่ ธงชัย วินิจจะกูล สะท้อนภาพสังคมไทยตามคติพุทธแบบมรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ว่า

“สังคม อินทรียภาพแบบพุทธ คือแนวคิดที่เน้นว่าสังคมจะปกติสุขและจะเคลื่อนตัวพัฒนาไปได้ ก็ต่อเมื่อหน่วยต่างๆ ของสังคมจะต้องรู้จักหน้าที่ของตนและทำงานอย่างประสานสอดคล้องกัน (harmony) เปรียบเสมือนอวัยวะต่างๆ ของร่างกายซึ่งมีหน้าที่ต่างๆ กัน ความสำคัญไม่เท่ากัน แต่ต้องประสานสอดคล้องกันจึงจะไม่เจ็บป่วย ประเทศชาติหรือสังคมเปรียบเสมือนร่างกายขนาดใหญ่ เป็นองค์รวมขององคาพยพที่ไม่เหมือนกัน ไม่เท่ากัน แต่ล้วนมีความสำคัญและต้องทำตามหน้าที่ของตนอย่างประสานสอดคล้องกัน สังคมจึงจะไม่เจ็บป่วย แถมมีสุขภาพแข็งแรงเติบโตต่อไปได้

องค์รวมที่ เรียกว่าประเทศไทย จึงเต็มไปด้วยหน่วยย่อยๆ ที่มีบุญบารมีไม่เท่ากัน ไม่ว่าจะพิจารณาหน่วยสังคมใดๆ เช่นครอบครัว ที่ทำงาน หมู่บ้าน ตำบล จังหวัด กระทรวง กรม โรงเรียน บริษัท โรงงาน ฯลฯ ก็จะพบผู้คนที่มีบุญบารมีไม่เท่ากัน และต้องยอมรับความสูงต่ำในความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล แต่ทุกๆ คนล้วนมีความสำคัญเพราะทุกอวัยวะทุกหน้าที่ล้วนมีความสำคัญ ความสามัคคีที่เป็นคาถาในอาร์มแผ่นดินมีรากมาจากพุทธศาสนา ได้รับการตีความให้เข้ากับปรัชญาสังคมอินทรียภาพแบบพุทธของไทยสมัยใหม่"

(มติชนออนไลน์, 8 พฤษภาคม 2554)

โปรด สังเกตนะครับว่า พุทธศาสนาแบบมรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์โดย “เนื้อหา” หรือโดย “แก่นแท้” แล้วไม่ได้ต่างจาก “พุทธศาสนาแบบเกิดแต่กรรม” ของแม่ชีทศพรแต่อย่างใด

กล่าวคือ การที่คนเราเกิดมามีสถานะทางสังคมต่างกัน เช่น เป็นเจ้า เป็นไพร่ เป็นทาส เป็นคนจน คนรวย คนสวย ไม่สวย ฯลฯ เป็นเพราะกรรมในชาติปางก่อน หรือเพราะชาติปางก่อนบำเพ็ญบุญบารมีมาไม่เท่ากัน

ข้อแตกต่างอย่าง สำคัญอยู่ที่ว่า “พุทธศาสนาแบบเกิดแต่กรรม” ของแม่ชีทศพร เป็นพุทธศาสนาที่ใช้เยียวยา “ทุกข์ทางจิตวิทยา” ของชาวบ้าน เมื่อชาวบ้านรู้สึกไม่สบายใจ ทุกข์ใจกับปัญหาในชีวิตประจำวัน เช่น ยากจน หนี้สิน ไฟไหม้ อุบัติเหตุ แฟนทิ้ง ลูกไม่เชื่อฟัง เจ้านายไม่เห็นความดี ฯลฯ พุทธศาสนาแบบเกิดแต่กรรมก็จะมีคำตอบให้ว่า ชาติที่แล้วไปทำกรรมอะไรไว้ และจะแก้กรรมนั้นอย่างไร เมื่อชาวบ้านไปแก้กรรมตามนั้นเขาคงสบายใจขึ้น มีกำลังใจที่จะใช้ชีวิตต่อไป อาจเป็นเพราะกำลังใจที่มีนั้นทำให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้น หรือเขารู้สึกว่าตนเองมีที่ยึดเหนี่ยวทางใจ จึงทำให้เขาศรัทธาในแม่ชีทศพร

แต่ พุทธศาสนาแบบมรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์มีไว้แก้ทุกข์ทางจิตวิทยาของชน ชั้นปกครอง และทุกข์ทางการเมืองของชนชั้นปกครอง แก้ทุกข์ทางจิตวิทยาของชนชั้นปกครองก็คือคำอธิบายความแตกต่างทางชนชั้นโดย อ้างอิงการบำเพ็ญบารมีมาไม่เท่ากัน ทำให้ชนชั้นปกครองรู้สึกมั่นคงในสถานะที่เหนือกว่าทางชนชั้น อำนาจและผลประโยชน์ของพวกเขา แก้ทุกข์ทางการเมืองก็คือคำอธิบายดังกล่าวทำให้ผู้ใต้ปกครองสยบยอมต่ออำนาจ ได้ง่าย และปกครองง่าย

ประเด็นคือ ใน พ.ศ.นี้แล้ว ทำไมพระสงฆ์ทั้งพระผู้ใหญ่ พระปัญญาชน กระทรวงวัฒนธรรม ชาวพุทธทั่วไป จึงเดือดร้อนเหลือเกินกับกรณี “แก้กรรม” ของแม่ชีทศพร เมื่อแม่ชีทศพรบอกให้ไปแก้กรรมด้วยคำพูดที่คนทั่วไปก็ใช้กัน เช่นคำว่า “เอากัน” รู้สึกว่าสังคมนี้จะทนไม่ได้เอาเลย แต่กลับยกย่องคำพูดฉ้อฉลแบบ “กระชับพื้นที่” “ขอคืนพื้นที่” “คืนความสงบสุขให้คนกรุงเทพฯ” ฯลฯ จนต้องมอบรางวัลการใช้ภาษาไทยดีเด่น ทั้งที่ความหมายที่แท้จริงของคำดังกล่าวคือ การสลายการชุมนุมด้วยวิธีรุนแรง และมีคนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมากโดยผู้สั่งการไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ

หาก สังคมนี้รับไม่ได้ว่า พุทธศาสนาแบบเกิดแต่กรรมเป็นความงมงาย แล้วพุทธศาสนาแบบมรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไม่งมงายอย่างไรไม่ทราบ ควรรับได้อย่างไรไม่ทราบ !

ความงมงายของพุทธศาสนาแบบเกิดแต่ กรรมนั้น อาจส่งผลกระทบต่อชาวบ้านจำนวนหนึ่งที่เชื่อตาม แต่นั่นก็เป็นเป็นเสรีภาพที่เขาจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ได้ หรือแรกๆ เขาอาจจะเชื่อ ต่อไปเขาอาจเลิกเชื่อก็ได้ ไม่มีใครบังคับเขาได้

แต่ ความงมงายของพุทธศาสนาแบบมรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่บังคับการปลูกฝัง อบรมผ่านระบบการศึกษาแบบทางการ ผ่านคณะสงฆ์ ย่อมส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อรูปการจิตสำนึก อุดมการณ์ทางสังคมการเมืองที่รองรับความไม่เท่าเทียมในความเป็นคน ให้ความชอบธรรมกับการปิดกั้นเสรีภาพในการพูดความจริง และให้ความชอบธรรมกับ “บางอำนาจสาธารณะ” ที่ไม่ต้องถูกตรวจสอบ ไม่ต้องรับผิดชอบทางศีลธรรมและทางกฎหมาย

ความงมงายดังกล่าวนี้เป็น ความงมงายเพราะขัดแย้งกับ “สาระที่แท้จริง” ที่พระพุทธองค์ปฏิเสธระบบชนชั้นตามที่ตรัสไว้ในอัคคัญสูตร (พระไตรปิฎกเล่ม 11) โดยเนื้อหาสำคัญสรุปได้ว่า ตามหลักการพุทธศาสนา เราไม่สามารถอ้างอิงความแตกต่างทางชนชั้นมาวางระบบความยุติธรรมทางสังคม และ/หรือเป็นข้อยกเว้นความรับผิดชอบทางศีลธรรมได้

ดังที่พระพุทธองค์ ตรัสว่า “กษัตริย์ทำชั่วก็ชั่ว พราหมณ์ทำชั่วก็ชั่ว แพศย์ทำชั่วก็ชั่ว ศูทรทำชั่วก็ชั่ว” ฉะนั้น สถานะทางชนชั้นจึงไม่อาจใช้เป็นหลักอ้างอิงเพื่อปฏิเสธความรับผิดชอบต่อการ กระทำที่ผิดศีลธรรมและกฎหมายได้

หรือพูดให้ตรงคือ หากเรายอมรับว่าพระพุทธเจ้าปฏิเสธระบบชนชั้นจริง การอ้างอิงคำสอนของพระองค์เพื่อมาสนับสนุนระบบชนชั้น ย่อมเป็นการกระทำที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อพระองค์!

เรื่องการเวียนว่ายตาย เกิด เมื่อคนถามตรงๆ พระพุทธเจ้าไม่ตอบ แต่ชวนให้ชาวพุทธเห็นความสำคัญกับการทำความเข้าใจทุกข์และความดับทุกข์ซึ่ง เห็นเหตุผลได้ชัดแจ้งกว่า และเรื่องที่พระองค์ปฏิเสธระบบชนชั้นก็เป็นเรื่องที่มีหลักฐานชัดเจน และมีเหตุผลอย่างยิ่งต่อการวางรากฐานสังคมที่เท่าเทียมและเป็นธรรม

ว่า แต่นักตีความพุทธศาสนายุค ปัจจุบันจะเอาอย่างไร จะเอาเป็นเอาตายกับพุทธศาสนาแบบเกิดแต่กรรม ทว่าเชิดชูพุทธศาสนาแบบมรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์ต่อไปแบบไม่ลืมหูลืมตากระ นั้นหรือ ?

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เตรียมรับทราบข้อหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพพุธนี้

ที่มา ประชาไท

สมศักดิ์ เจียมธีสกุล เตรียมเข้ารับทราบข้อกล่าวหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ วันพุธนี้ ที่ สน.นางเลิ้ง โดย "กองทัพบก" เป็นผู้ยื่นฟ้อง

มีรายงานว่า นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะไปรับทราบข้อกล่าวหาที่กองทัพบกยื่นฟ้องในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่ สน.นางเลิ้ง ในวันพุธที่ 11 พฤษภาคม 2554 เวลา 10.00 น.

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 24 เม.ย. นายสมศักดิ์ ได้แถลงข่าวกรณีมีการคุกคาม หลังร่วมอภิปรายเรื่อง สถาบันกษัตริย์-รัฐธรรมนูญ-ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2553 ที่ม.ธรรมศาสตร์ โดยมีนักวิชาการ นักกิจกรรมจำนวนมาก ออกแถลงการณ์ให้กำลังใจนายสมศักดิ์ และเรียกร้องให้รัฐหยุดคุกคามเสรีภาพของประชาชน

อนึ่ง เมื่อเร็วๆ นี้ มีผู้ถูกจับกุมด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา 112 และยังไม่ได้รับการประกันตัว 2 ราย คือ นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ หรือสุรชัย แซ่ด่าน แกนนำกลุ่มแดงสยาม และนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย และบรรณาธิการบริหารนิตยสาร Voice of Taksin

"บก.ลายจุด" ระดมบัตร ATM ประท้วงเชิงสัญลักษณ์หน้า ธ.กรุงเทพ

ที่มา ประชาไท

เมื่อ วันที่ 8 พ.ค. นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บ.ก.ลายจุด แกนนอนกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง พร้อมผู้ชุมนุมประมาณ 100 คน เดินทางมาทำกิจกรรมที่หน้าธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ ถนนสีลม โดยใช้ชื่อกิจกรรมว่า "ตบเท้าเช็คกรรม ตามรัฐประหาร" เพื่อเป็นการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ในการกดดันรัฐบาลด้านเศรษฐกิจ

นาย สมบัติระบุว่า หากมีการเคลื่อนไหวหรือมีการกระทำอันใดที่ไม่เป็นไปตามวิถีทางประชาธิปไตย ประชาชนก็จะตอบโต้ด้วยการถอนเงินออกจากธนาคาร เพราะประชาชนไม่มีอาวุธ จึงตอบโต้ได้ทางเศรษฐกิจเท่านั้น

สำหรับการเลือกจัดกิจกรรมที่หน้า ธนาคารกรุงเทพ เนื่องจากมองว่า พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ซึ่งมีอิทธิพลทางการเมืองค่อนข้างสูง ตั้งแต่หลัง 19 ก.ย. 2549 มีตำแหน่งเป็นประธานที่ปรึกษาของธนาคารกรุงเทพ จึงเชื่อว่าวิธีการดังกล่าวจะสามารถกดดันรัฐบาลได้ พร้อมกันนี้ หากเกิดการรัฐประหารก็เชิญชวนให้ประชาชนสวมใส่เสื้อผ้าสีดำและถอนเงินจาก ธนาคารเพื่อต่อต้านเผด็จการ

นอกจากนี้ กลุ่มวันอาทิตย์สีแดง จะมีการจัดกิจกรรมสัญจรเชิงสัญลักษณ์ไปตามพื้นที่ต่างๆ ด้วย ขณะที่การรักษาความปลอดภัยบริเวณหน้าธนาคารกรุงเทพ ได้มีการนำแผงเหล็กกั้นการจราจรมาปิดบริเวณทางเข้าออกของธนาคาร เพื่อป้องกันผู้ชุมนุมรุกล้ำเข้าไปภายใน โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยอำนวยสะดวกด้านการจราจรและดูแลความเรียบร้อย

ภาพโดย: คำเกิ่ง แห่งทุ่งหมาหลง

เรียบเรียงจาก มติชนออนไลน์ และเอเชียอัพเดท

Sunday, May 8, 2011

เด็กชนเผ่า แบรนด์กาแฟ อาข่า อ่ามา

ที่มา Voice TV



ลี อายุ จือปา จากเด็กชาวเขาไร้สัญชาติ มุ่งมั่นและเดินตามฝันจนเป็นเจ้าของแบรนด์กาแฟอาข่า อ่ามา

ใน ช่วงวัยเด็ก ลี เติบโตมาในครอบครัวเกษตรกร ปัญหาที่เขาพบเจออยู่เสมอคือการถูกเอารัดเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลางในการรับ ซื้อ ผลผลิต ความที่ถูกเอารัดเอาเปรียบมาตลอด ลีจึงมีความมุ่งมั่นที่จะพาครอบครัว และชุมชน หลุดพ้นจากวงจรของการไม่ได้รับความเป็นธรรมนี้

ในที่สุดเขาจึงเลือกที่จะทำกิจการที่ใกล้ตัวที่สุด...คือการทำผลิตภัณฑ์ด้าน กาแฟ ถึงแม้จะคลุกคลีกับการปลูก แต่ลียอมรับว่าความรู้ด้านกาแฟของเขายังมีน้อยนิด และอาจไม่เพียงพอต่อการทำธุรกิจ ลีจึงเริ่มต้นหาความรู้ ตั้งแต่ประวัติศาสตร์ของกาแฟ จนกระทั่งทิศทางการตลาดที่ควรจะเป็น....และแล้ว
กาแฟแบรนด์ 'อาข่า อ่ามา' ก็เกิดขึ้นได้สำเร็จด้วยเงินเก็บของเขา และ ชาวต่างชาติที่ยินดีช่วยเหลือด้านเงินทุน แม้จะเป็นเงินทุนไม่ถึง 1 แสนบาท แต่แบรนด์กาแฟน้องใหม่นี้ก็ค่อยๆเติบโตอย่างช้าๆ และไม่น่าเชื่อว่าภายในระยะเวลาไม่ถึง 1 ปี ลีก็สามารถ นำกาแฟแบรนด์น้องใหม่ที่เขาเป็นผู้ก่อตั้งไปยืนอยู่ในเวทีชิมกาแฟระดับโลก ได้สำเร็จ ซึ่ง แบรนด์ 'อาข่า อ่ามา' เป็น 1 ใน 21 แบรนด์จากทั่วโลกและแบรนด์เดียวในประเทศไทยที่ได้รับการคัดเลือกจากองค์กร กาแฟชนิดพิเศษแห่งยุโรป เพื่อใช้ในเวทีการชิมกาแฟนานาชาติครั้งที่ 7 ปี 2010 ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

การคุกคามเสรีภาพประชาชนโดยสื่อรัฐ: กรณีสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล กับ รายการ ‘เจาะข่าวร้อน ล้วงข่าวลึก’ เอ็นบีที

ที่มา ประชาไท

คมลักษณ์ ไชยยะ

เป็น ปกติเสียแล้วที่ รายการ ‘เจาะข่าวร้อน ล้วงข่าวลึก’ ของ T-New ช่วงเวลาประมาณ 21.00 - 22.00 น. ทางเอ็นบีที จะทำตัวเป็นเครื่องมือของรัฐอย่างโจ่งแจ้ง ดังหลายต่อหลายครั้งที่รายการนี้พยายามสร้างภาพ ‘ปีศาจ’ ให้แก่ฝ่ายปริปักษ์ทางการเมืองของรัฐบาลผ่านมุมมองของตนเพียง ‘ด้านเดียว’ มีความพยายามในการเชื่อมโยงเหตุผลต่างๆ นานามาสนับสนุนการใช้อำนาจและความรุนแรงต่อศัตรูทางการเมืองของรัฐอย่างต่อ เนื่อง ทั้งยังยัดเยียดตีตราประชาชนที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยว่าเป็น ‘พวกเผาบ้านเผาเมือง’ รวมถึงบิดเบือนให้กลายเป็น ‘ขบวนการล้มเจ้า’ โดยที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่มีโอกาสได้แก้ต่าง

ผู้ที่รับรู้เหตุการณ์ใน ประวัติศาสตร์การเมืองไทยหรือเคยผ่านเหตุการณ์ ล้อมปราบนักศึกษา อย่าง 6 ตุลาคม 2519 มา คงไม่แปลกใจนักกับบทบาทของสื่อที่ทำหน้าที่ปลุกระดมมวลชนคลั่งชาติผ่านสถานี วิทยุยานเกราะ และหนังสือพิมพ์ขวาจัดอย่างดาวสยาม (ซึ่งมีความสัมพันธ์กับหน่วยงานทหาร กอ.รมน.) ให้สนับสนุนการสังหารหมู่นักศึกษา ผ่านมาแล้วกว่า 30 ปี สื่ออย่างสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ หรือเอ็นบีทีหอยม่วง ยังคงทำหน้าที่เช่นเดียวกับสื่อรุ่นพ่อรุ่นแม่ได้อย่าง ไม่ขาดตกบกพร่อง ราวกับว่าสื่อขวาจัดเหล่านี้คลอดออกมาจากครรภ์เดียวกัน...นั่นคือ ครรภ์มารดาแห่งเผด็จการฟัสซิสต์!

ล่าสุด เมื่อค่ำวันที่ 2 พฤษภาคม 2554 รายการเจาะข่าวร้อนฯ ได้ทำหน้าที่ปลุกระดมมวลชนผู้รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อย่างแข็งขันอีกครั้ง ด้วยการนำเสนอประวัติส่วนตัวของ ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล แบบเจาะลึก ตั้งแต่ครั้งเป็นแกนนำนักศึกษา 6 ตุลา 19 มาสู่การเป็นนักวิชาการประวัติศาสตร์ที่สนใจประเด็นการเมืองไทยสมัยใหม่ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 และกรณีสวรรคตของในหลวงอานันท์ กระทั่งถึงบทบาทปัจจุบันในการเป็นผู้เสนอให้มีการปฏิรูปสถานะและอำนาจของ สถาบันกษัตริย์ ผ่านข้อเสนอ 8 ข้อ อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีการตัดต่อข้อถกเถียงและข้อโต้แย้งของผู้คนในชุมชนอิน เทอร์เน็ต ที่มีต่อข้อเสนอทั้ง 8 ข้อ ของสมศักดิ์ มานำเสนอผ่านรายการแบบ ‘ชี้นำ’ เพียงด้านเดียว โดยละเลยการอธิบายรายละเอียดหรือเหตุผลต่างๆ ที่สมศักดิ์ได้ชี้แจงประกอบการนำเสนอข้อเสนอทั้ง 8 ข้อของเขา เมื่อดูรายการจบแล้วไม่สามารถสรุปเป็นอื่นได้เลย นอกจากรายการเจาะข่าว ร้อน ล้วงข่าวลึก และเอ็นบีที มุ่งชี้นำให้สังคมเชื่อว่า สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ยืนอยู่ ‘ตรงข้ามกับสถาบัน’ หรือเป็นศัตรูกับสถาบันนั่นเอง !!

อย่างที่ทราบกันว่า ก่อนหน้าที่จะมีการโจมตี สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ผ่านรายการเจาะข่าวร้อนฯ ทางเอ็นบีที ได้เกิดปรากฏการณ์ตบเท้าของเหล่าทัพ อันสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวให้แผ่กระจายไปทั่วทั้งสังคม และ ปรากฏการณ์ดังกล่าวก็ทำให้หวั่นเกรงว่า จะมีการใช้อำนาจ (ไม่ว่าอำนาจตามกฎหมายหรืออำนาจนอกกฎหมาย) จัดการต่อผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็น อันตรายต่อสถาบันอย่างสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และคนอื่นๆ ที่ถูกหมายหัวว่าเป็นศัตรูต่อรัฐและสถาบัน แม้ว่าการทำเช่นนั้นอาจทำให้ ‘รัฐ’ ดูป่าเถื่อนเกินไปสำหรับยุคสมัยนี้ และอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลและกองทัพ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็น ประมุข จะไม่ทำหรือทำไม่ได้
และการใช้สื่อของรัฐคุกคามสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการใช้อำนาจจัดการต่อเป้าหมายหรือเหยื่อที่รัฐได้ “ล็อกเป้า’ เอาไว้แล้ว เพียงแต่เป็นการหวังยืมมือประชาชนที่ได้ดูรายการเข้าผู้จัดการกับปริปักษ์ ทางการเมืองของรัฐแทน โดยรัฐไม่ต้องตกเป็นจำเลยสังคม หรือหากไม่สามารถปลุกกระแสรุนแรงถึงขั้นนำไป สู่ปฏิบัติการยืมมือได้ อย่างน้อยที่สุด การนำเสนอรายการโจมตีตัวบุคคลดังกล่าว ก็เป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของเหยื่อในฐานะนักวิชาการ และเป็นการสร้างภาพให้สมศักด์ เจียมธีรสกุล กลายเป็น ‘ปีศาจ’ เช่นเดียวกับนักศึกษาในเหตุการณ์ล้อมปราบสังหารหมู่ 6 ตุลาคม 2519 และการสังหารหมู่คนเสื้อแดง ช่วงเมษา-พฤษภา 2553

หากรายการ นี้ทำงานสำเร็จ เกิดปรากฏการณ์เข้าจัดการใช้ความรุนแรงกับ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล รวมถึงคนอื่นๆ รายการเจาะข่าวร้อน ล้วงข่าวลึก เอ็นบีที กอ.รมน. และหน่วยงานที่เป็นผู้กำกับดูแลรายการนี้ รวมถึงรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ย่อมไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบต่อการใช้สื่อของรัฐปลุกระดมยั่วยุให้เกิด ความรุนแรงในครั้งนี้ได้
ในฐานะสื่อมวลชน เมื่อเห็นว่าข้อเสนอของสมศักดิ์ผิด ทางรายการเจาะข่าวร้อนฯ และเอ็นบีทีต้องกล้า ‘เปิดพื้นที่’ ให้อีกฝ่ายได้อภิปรายแสดงเหตุผลของตนอย่างตรงไปตรงมาและเป็นธรรม ไม่ใช่มุ่งนำเสนอแบบตัดต่อและชี้นำเพียงด้านเดียวเช่นนี้ การกระทำของเอ็นบีทีและรายการดังกล่าวถือเป็นการกระทำที่ป่าเถื่อนและล้า หลังแบบเผด็จการฟัสซิสต์ จนไม่อาจเรียกได้ว่า “สื่อมวลชน” และนี่เอง จึงไม่ผิดที่องค์กรตรวจสอบเสรีภาพสื่ออย่าง ฟรีดอม เฮาส์ (Freedom House) จะระบุว่า เสรีภาพสื่อไทยได้ลดระดับลงถึงระดับไม่เสรีแล้ว

ในบรรยากาศ ที่ไม่เป็นประชาธิปไตยเช่นนี้ รัฐใช้ทุกกลไกที่รัฐมี ไม่ว่าจะเป็นกองทัพ กฎหมาย หรือสื่อในมือ เข้าจัดการกับประชาชนที่มีความคิดเห็นแตกต่าง ในภาวะอันเปลือยเปล่าไร้ซึ่ง อาภรณ์แห่งการปกป้องใดๆ เช่นนี้ สิ่งที่พอจะเป็นเครื่องมือปกป้องประชาชนได้ คงมีเพียงพลังของ ประชาชนเท่านั้น และไม่ใช่ปกป้องเฉพาะกรณีของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล หรือนักวิชาการ แต่คนทุกคน มนุษย์ทุกผู้นาม ต้องได้รับการปกป้องสิทธิเสรีภาพพื้นฐานในความเป็นมนุษย์อย่างแข็งขัน เพราะ การปกป้องสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น ย่อมเป็นการปกป้องสิทธิเสรีภาพของเราด้วย


ข้อเสนอ
8 ข้อ เพื่อการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์
การปฏิบัติ ตาม 8 ข้อนี้ ผลลัพท์ ไม่ใช่การล้มสถาบันกษัตริย์ แต่ทำให้สถาบันฯมีลักษณะเป็นสถาบันฯสมัยใหม่ ในลักษณะไม่ต่างจากยุโรป เช่น สวีเดน, เนเธอร์แลนด์ (ผมตระหนักในความแตกต่างบางอย่างของข้อเสนอนี้ กับยุโรปอยู่ เช่น ผมเข้าใจว่า เรื่องมาตราแบบ รธน. 2475 ในข้อแรก ไม่มีในยุโรปเหมือนกัน แต่นี่เป็นข้อเสนอที่อิงอยู่บนความเฉพาะของไทยทีผ่านมา)

1. ยกเลิก รธน. มาตรา 8 เพิ่มมาตรา ในลักษณะเดียวกับ รธน.27 มิย 2475 (สภาพิจารณาความผิดของกษัตริย์)
2. ยกเลิก ประมวลกฎหมายอาญา ม.112
3. ยกเลิก องคมนตรี
4. ยกเลิก พรบ. จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ 2491
5. ยกเลิก การประชาสัมพันธ์ด้านเดียวทั้งหมด การให้การศึกษาแบบด้านเดียวเกี่ยวกับสถาบันทั้งหมด
6. ยกเลิก พระราชอำนาจ ในการแสดงความเห็นทางการเมืองทั้งหมด (4 ธันวา, 25 เมษา “ตุลาการภิวัฒน์” ฯลฯ)
7. ยกเลิก พระราชอำนาจ ในเรื่อง โครงการหลวง ทั้งหมด
8. ยกเลิก การบริจาค / รับบริจาค โดยเสด็จพระราชกุศล ทั้งหมด

หมายเหตุ: กระทู้นี้ ความจริงเป็น “ของ เก่า” ที่ผมเคยเขียนในบริบทของกระทู้อื่นๆมาก่อน แต่ผมขออนุญาตตั้งเป็นกระทู้ต่างหากชัดๆแบบนี้ เผื่อสำหรับประโยชน์ของการอ้างอิงโดยสะดวกในอนาคต อย่างน้อยสำหรับผมเอง (หรือสำหรับคนอยาง ส.ว.คำนูญ ที่นำความคิดผมเรื่องนี้ไปเขียนถึงหลายครั้งในระยะหลัง โดยไม่ระบุชื่อและไม่มีการอ้างอิงชัดเจน คราวหน้า เผื่อท่าน ส.ว.จะได้สามารถทำ “เชิงอรรถ” ได้ชัดๆ – ฮา)

23 มกราคม 2553
อ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ที่มา – ชุมชนคนเหมือนกัน

หมายเหตุ:ข้อเสนอ 8 ข้อ เพื่อการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เป็นการนำเสนอเพิ่มเติมของ กอง บ.ก.ประชาไท เพื่อความสมบูรณ์ในการทำความเข้าใจถึงเนื้อหาของบทความ

แดงสุราษฎร์กระตุกคนใต้:พรรคของเขา คนของเขา

ที่มา Thai E-News



ที่มา เวบแดงสุราษฎร์

พรรคของเขา คนของเขา พวกเขารวย
พรรคของเขา คนของเขา เหมาทั้งโครต
สุราษฎร์โศกพัฒนาน้อยด้อยกว่าเขา
อิสาน-เหนือ ถนนแปดเลนเด่นกว่าเรา
ไม่มัวเมาเหล่าเทือก "เลือกเขาไฟ"

อิสานไม่มีบึงก็ขุดบึงทำเป็นสวน
โอฬารชวนแห่งท่องเที่ยวสวนเขียวใส
"บึงขุนทะเล" พรรคของเราเมาอะไร
ปล่อยทิ้งไว้ผลาญงบลอกปลอกทั้งปี

อิสานไม่มีเขาก็สร้างเขาเป็นเหย้าสวน
เหนือก็ม่วนสวนสารธารณะอุดมสมศักดิ์ศรี
การจราจรไม่ติดขัดถนัดดี
สุราษฎร์มีแต่ผักชีผีพรรคเรา

สุพรรณบุรีมีสวนใหญ่ อะควาเรื่ยม
สวยยอดเยี่ยมมีปลาปูทุกหมู่เหล่า
สุราษฎร์ธานีติดทะเลไม่มีแม้แต่เงา
หยุดโง่เขลางมงายรักพรรคของเรา

"พรรคของเขาเงินของเขา"ความจริงแท้
โกงกินแน่แถมกู้มาประชาเฉา
"พรรคของเขา เงินผกผัน"ทึ้งมันเมา
เพราะเราเขลาหลงมันมาห้าสิบปี

--------------

พุนพินรถไฟไหลเข้าออก
สุดซ้ำชอกไร้อุโมงค์โครงการไหน?
รถไฟชนรถยนต์คนพรรคใด
ไม่สนใจแล้วมาบอกหลอกพรรคเรา

กินทั้งป่าบกป่าชายเลนเดนมนุษย์
ชั่วช้าสุดไม่กลัวบาปงาบขุนเขา
รอบอ่าวไทยมันก็จองครองไม่เบา
เลี้ยงกุ้งเน่าแต่มันบอกฟอกกำไร

เป็นเศรษฐีที่ดินทั่วถิ่นที่
เขาแพงมีโฉนดโฉดชั่วไหม
อีกที่ดินบ้านนาเดิมเพิ่มกว่าใคร
เขาขุนไพรท่าชนะไม่ละกิน

เขาครองเมืองทั้งโครตโลดโดดเด่น
ทั้งรถเบ๊นซ์ปอร์เซ่รุ่นใหม่ใฝ่ถวิล
ช่างสมบูรณ์ใช่อิจฉาในอาจินต์
แต่มึงปลิ้นหลอกปล้นกูรู้แก่ใจ.

******
เยี่ยมชมเวบไซต์ แดงสุราษฎร์ คลิ้กที่ http://redsurat.blogspot.com/

ช็อตเด็ดวันนี้:เบื้องหลังกองถ่ายเจ้าพ่อเสาไฟฟ้า

เบื้องหน้า

เบื้องหลัง

เบื้องข้าง(ถนน)

ไหนเห็นบอกคนใต้ว่าพรรคของเราคนของเรา ทำไมอมเงินน้ำท่วมคนปักษ์ใต้...อะไรๆก็เทไปให้แต่ตรังบ้านนายหัวชวน

โพลเลือกตั้งพท.นำปชป.ทุกด้าน

ที่มา Voice TV









โพล เผยมุมมองของประชาชนต่อการเลือกตั้งอยากได้ส.ส.ดีซื่อสัตย์สุจริต ขณะที่พรรคเพื่อไทยมีจุดแข็งเหนือพรรคประชาธิปัตย์

โพล เผยมุมมองของประชาชนต่อการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง โดยส่วนใหญ่อยากได้ส.ส.ดี ซื่อสัตย์สุจริตอยากได้ผู้นำประเทศเก่งเป็นที่ยอมรับ ขณะที่พรรคเพื่อไทยได้รับการสนับสนุนจากประชาชนเหนือพรรคประชาธิปัตย์เกือบ ทุกตัวชี้วัด
สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,629 คน ระหว่างวันที่ 4-7พ.ค.2554 เรื่องประชาชนกับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง พบว่า เมื่อเปรียบเทียบการเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้กับการเลือกตั้งที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ ร้อยละ 61.87 เห็นว่าครั้งนี้เป็นการแข่งขันระหว่าง 2 พรรคใหญ่ และมีพรรคการเมืองใหม่ๆ เกิดขึ้น
ส่วนการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ ร้อยละ 45.26 เห็นว่า เป็นพรรคเดิมที่ประชาชนส่วนใหญ่รู้จักดี
สำหรับความคาดหวังของประชาชนกับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง ร้อยละ 52.66 อยากได้ สส.ที่ดี ซื่อสัตย์สุจริต ได้ผู้นำประเทศที่เก่ง เป็นที่ยอมรับของประชาชนส่วนใหญ่
ขณะที่ส่วนใหญ่ ร้อยละ 39.17 วิตกกังวลกับการสร้างสถานการณ์ของผู้ไม่หวังดี ความรุนแรงทางการเมือง การทะเลาะเบาะแว้ง และสิ่งที่ประชาชนอยากฝากบอกนักการเมืองที่กำลังจะลงเลือกตั้งมากที่สุด คือ อยากให้นึกถึงประโยชน์ของประเทศชาติและส่วนรวมเป็นที่ตั้ง
ขณะที่สำนักวิจัยเอแบคโพล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง เปรียบเทียบจุดแข็งของพรรคการเมืองใหญ่สองพรรค และความนิยมของสาธารณชนต่อพรรคการเมือง ถ้าวันนี้เป็นวันเลือกตั้ง พบว่าพรรคเพื่อไทยได้รับการสนับสนุนจากประชาชนเหนือพรรคประชาธิปัตย์เกือบ ทุกตัวชี้วัด
โดยพบว่า ด้านวิสัยทัศน์ แนวนโยบาย พรรคเพื่อไทยได้ร้อยละ 59.0 พรรคประชาธิปัตย์ได้ร้อยละ 41.0 ด้านความรวดเร็วในการบริหารงาน พรรคเพื่อไทยได้ร้อยละ 64.5 พรรคประชาธิปัตย์ได้ร้อยละ 35.5 ด้านอุดมการณ์ประชาธิปไตย พรรคเพื่อไทยได้ร้อยละ 55.5 พรรคประชาธิปัตย์ได้ร้อยละ 44.5
ด้านการเข้าถึงประชาชน พรรคเพื่อไทยได้ ร้อยละ 61.8 พรรคประชาธิปัตย์ได้ร้อยละ 38.2 ความสามารถด้านเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทยได้ร้อยละ 64.6 พรรคประชาธิปัตย์ได้ร้อยละ 35.4 ด้านการพัฒนาสังคม พรรคเพื่อไทยได้ร้อยละ 57.2 พรรคประชาธิปัตย์ได้ร้อยละ 42.8 ด้านการต่างประเทศ พรรคเพื่อไทยได้ร้อยละ 61.9 พรรคประชาธิปัตย์ได้ร้อยละ 38.1 ด้านการเป็นที่ยอมรับของประชาชน พรรคเพื่อไทยได้ร้อยละ 60.9 พรรคประชาธิปัตย์ได้ร้อยละ 39.1 ด้านการเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ พรรคเพื่อไทยได้ร้อยละ 58.6 พรรคประชาธิปัตย์ได้ร้อยละ 41.4
นอกจากนี้พรรคเพื่อไทยจะได้จำนวนที่นั่ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อมากกว่า พรรคประชาธิปัตย์ ถ้ามีการเลือกตั้งวันนี้ แต่ที่น่าจับตามองคือ เสียงสนับสนุนของประชาชนต่อพรรคการเมืองอื่นเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 24.2 มาอยู่ที่ร้อยละ 29.5