WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, May 9, 2011

“ยุบสภาผู้แทนราษฎร”

ที่มา มติชน



ศ. ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์

การ ยุบสภาผู้แทนราษฎรไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ หากไปดูประวัติของการยุบสภาผู้แทนราษฎรในประเทศไทยก็จะพบว่าเกิดขึ้นมาแล้ว 12 ครั้งแล้ว ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2481 โดยมีพระยาพหลพลพยุหเสนาเป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนครั้งสุดท้าย นายกรัฐมนตรีผู้ใช้อำนาจยุบสภาผู้แทนราษฎรในปี พ.ศ. 2549 คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

การยุบสภาผู้แทนราษฎรเป็นกลไกสำคัญกลไก หนึ่งของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยภายใต้ระบบรัฐสภา มีขึ้นเพื่อให้ฝ่ายบริหารสามารถ “ควบคุม” การทำงานของสภาผู้แทนราษฎรได้ โดยเหตุผลดั้งเดิมของการยุบสภาผู้แทนราษฎรก็เพื่อแก้ไขข้อขัดแย้งที่เกิด ขึ้นในการทำงานระหว่างรัฐบาลกับรัฐสภาหรือระหว่างสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย กันเอง

แต่อย่างไรก็ตาม เท่าที่ทราบไม่เคยมีรัฐธรรมนูญของประเทศไทยฉบับใดเลยที่กำหนดถึง “เหตุ” ที่นายกรัฐมนตรีจะนำมาใช้เพื่อเป็น “ฐาน” ในการยุบสภา คงบัญญัติไว้คล้าย ๆ กันคือพระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจที่จะยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้ มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เท่านั้นเอง ซึ่งในต่างประเทศก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน เพราะฉะนั้น การยุบสภาผู้แทนราษฎรจึงเป็นดุลพินิจของฝ่ายบริหาร เป็นเครื่องมือที่ฝ่ายบริหารใช้ในการควบคุมการทำงานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รวมทั้งยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้พรรคร่วมรัฐบาลสามัคคีกันอีกด้วย

ใน ทางทฤษฎีของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยภายใต้ระบบรัฐสภานั้น แต่เดิมการยุบสภาผู้แทนราษฎรจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสภาผู้แทนราษฎรไม่ สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ เช่น ทะเลาะกันเอง ขาดประชุมบ่อยจนทำให้เกิด “สภาล่ม” หรือมิเช่นนั้นก็ไม่ยอมออกกฎหมายที่รัฐบาลมีความจำเป็นต้องใช้ ทำให้รัฐบาลทำงานไม่ได้ เหตุผลเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นเหตุผลที่ถูกนำมาใช้เพื่อเป็นเหตุแห่งการยุบ สภาผู้แทนราษฎรในอดีตที่ผ่านมาทั้งสิ้น แต่ในปัจจุบัน เหตุแห่งการยุบสภาผู้แทนราษฎรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม การยุบสภาผู้แทนราษฎรเกิดขึ้นด้วยเหตุผลอื่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งเกิดการยุบสภา ผู้แทนราษฎรเพื่อชิงความได้เปรียบทางการเมือง

ครั้นจะ ดำเนินการเพื่อตรวจสอบความประสงค์อันแท้จริงของประชาชนโดยประการ อื่น เพื่อให้ทุกฝ่ายหยั่งทราบแล้วยอมรับให้เป็นไปตามกลไกในระบอบประชาธิปไตยก็ทำ ได้ยาก ทางออกในระบอบประชาธิปไตยที่เคยปฏิบัติมาในนานาประเทศ และแม้แต่ในประเทศไทยคือการคืนอำนาจการตัดสินใจทางการเมืองกลับไปสู่ประชาชน ด้วยการยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั่วไปขึ้นใหม่ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยต่อไป”

จาก ตัวอย่างทั้งสอง การยุบสภาผู้แทนราษฎรในประเทศไทยจึงมิได้จำกัดเฉพาะข้อขัดแย้งระหว่างรัฐบาล กับรัฐสภาหรือข้อขัดแย้งภายในรัฐสภาเท่านั้น แต่การยุบสภาผู้แทนราษฎรอาจเกิดขึ้นได้จากเหตุผลร้อยแปดที่ไม่จำเป็นต้อง เกี่ยวข้องกับรัฐบาลและรัฐสภาเลยก็ว่าได้ครับ

แต่ถ้าหากการยุบสภาผู้ แทนราษฎรเกิดขึ้นด้วยเหตุผลอื่นเช่นเพื่อชิงความ ได้เปรียบทางการเมือง ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันกับคำกล่าวที่ว่า นี่คือคืนอำนาจให้กับประชาชน เพราะในฐานะประชาชนผมก็ไม่แน่ใจว่าจะเลือกฝ่ายใดเข้ามาเพราะมองไม่เห็นข้อ ขัดแย้งใด ๆ ที่เกิดขึ้นจนนำไปสู่การยุบสภาผู้แทนราษฎร ตรงกันข้ามกลับรู้สึกเสียดายเงินหลายพันล้านบาทที่ประเทศชาติต้องเสียไปกับ การเลือกตั้งครั้งใหม่ที่ยังไม่ถึงเวลาครับ !!!

จากที่กล่าวไปทั้ง หมด เห็นได้ว่า การยุบสภาผู้แทนราษฎรเป็นอำนาจดุลพินิจของฝ่ายบริหารที่กว้างมาก มากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกวัน ทั้งนี้ เนื่องมาจากประเพณีปฏิบัติทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปและการที่รัฐธรรมนูญ มิได้กำหนดเหตุผลของการยุบสภาผู้แทนราษฎรเอาไว้ว่าสามารถทำได้ในกรณีใดบ้าง

จึงมาสู่คำถามที่สำคัญคือ “ควรมีข้อจำกัดในการใช้อำนาจยุบสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่” ครับ !!!

ใน ส่วนตัวแล้ว ผมไม่แน่ใจว่าควรมีข้อจำกัดในการใช้อำนาจยุบสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องใหญ่และต้องใช้เวลาศึกษาวิเคราะห์เปรียบเทียบ การเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ “ตายตัว” ว่านายกรัฐมนตรีจะใช้อำนาจในการยุบสภาผู้แทนราษฎรในกรณีใดได้บ้าง แม้จะมี “ส่วนดี” คือมีการกำหนดกติกาไว้อย่างชัดเจน อย่างน้อยก็เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อสร้างความได้ เปรียบให้กับตัวเอง

แต่ “ส่วนเสีย” ก็มีอยู่ เพราะหากเกิดข้อขัดแย้งที่หาทางออกใด ๆ ไม่ได้ เช่นข้อขัดแย้งทางการเมืองที่ประชาชนต้องการให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้ แทนราษฎรใหม่แต่ “เหตุผล” ของประชาชนไม่สอดคล้องกับ “เหตุผล” ของการยุบสภาผู้แทนราษฎรที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ “ทางตัน” ก็จะเกิดขึ้นและหากหาทางออกจาก “ทางตัน” ดังกล่าวไม่ได้ ความโกลาหลวุ่นวายครั้งใหญ่ก็จะตามมา

แต่ผมคิดว่า ควรมีมาตรการบางอย่างสำหรับนำมาใช้ประกอบกับอำนาจในการยุบสภาผู้แทนราษฎร เช่น ก่อนใช้อำนาจในการยุบสภาผู้แทนราษฎร นายกรัฐมนตรีต้องปรึกษาหารือกับประธานวุฒิสภาหรือประธานศาลรัฐธรรมนูญก่อน เพื่อความรอบคอบ หรือในกรณีที่หากมีการกำหนดเหตุผลของการยุบสภาผู้แทนราษฎรไว้ในรัฐธรรมนูญ ก็อาจกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญด้วยว่าต้องส่งร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทน ราษฎรให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบก่อนว่าเหตุผลในการยุบสภาผู้แทนราษฎรนั้นเป็น เหตุผลที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญหรือไม่

ใน สมัย ที่พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรีได้ใช้อำนาจยุบสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2526 โดยปรากฏเหตุผลอยู่ในพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎรว่า จำเป็นต้องยุบสภาผู้แทนราษฎรเพราะอาจเกิดความขัดแย้งและความรุนแรงอันเนื่อง มาจากวิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบใหม่ เช่นเดียวกับการยุบสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นได้ให้เหตุผลของการยุบสภาไว้ในพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้ แทนราษฎร พ.ศ. 2549 ว่า

“...ต่อมาได้เกิดการชุมนุมสาธารณะตั้งข้อเรียกร้องในทางการเมืองขึ้น ซึ่งแม้ระยะแรกจะอยู่ในกรอบของกฎหมาย แต่เมื่อนานวันเข้า การชุมนุมเรียกร้องได้ขยายตัวไปในทางที่กว้างขวางและอาจรุนแรงขึ้น รวมทั้งส่อเค้าว่าจะมีการเผชิญหน้าจนอาจปะทะกับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย และอาจมีการสอดแทรกฉวยโอกาสจากผู้ที่ประสงค์จะเห็นความไม่สงบเรียบร้อยใน บ้านเมืองจุดชนวนให้เกิดความรู้สึกที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน จนลุกลามถึงขั้นก่อการจลาจลวุ่นวายสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินได้ ครั้นใช้อำนาจเจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมืองเข้าควบคุมดูแลอย่างเข้มงวดหรือแม้ แต่รัฐบาลได้พยายามดำเนินการตามวิถีทางรัฐธรรมนูญด้วยการขอเปิดอภิปรายทั่ว ไปโดยไม่มีการลงมติในที่ประชุมรัฐสภาแล้ว ก็ยังไม่อาจแก้ไขปัญหาและความคิดเห็นพื้นฐานที่แตกต่างกันทั้งระหว่างกลุ่ม ผู้ชุมนุมเรียกร้องกับรัฐบาล และระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องกับกลุ่มอื่น ๆ ที่ไม่เห็นด้วยและประสงค์จะเคลื่อนไหวบ้างจนอาจเกิดการปะทะกันได้

สภาพ เช่นว่านี้ย่อมไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศ การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยภายใต้ระบบรัฐสภา และความสงบเรียบร้อยของสังคม โดยเฉพาะในขณะนี้ ซึ่งควรจะสร้างความสามัคคีปรองดอง การดูแลรักษาสภาพของบ้านเมืองที่สงบร่มเย็นน่าอยู่อาศัยน่าลงทุน และการเผยแพร่ความวิจิตรอลังการ ตลอดจนความดีงามตามแบบฉบับของไทยให้เป็นที่ประจักษ์ เมื่อปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นความคิดเห็นในสังคมที่หลากหลายและยังคงแตกต่างกัน จนกลายเป็นความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรงเช่นนี้

ในต่างประเทศก็ เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษหรือฝรั่งเศส หลาย ๆ ครั้งเกิดการยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อหาทางออกให้กับปัญหาทางการเมือง

เพราะ ฉะนั้น การยุบสภาผู้แทนราษฎรจึงเป็นการกระทำที่ “ไม่มีเหตุผลเฉพาะ” กำหนดเอาไว้ที่ใดเลย เป็นเพียงประเพณีทางการเมือง ซึ่งประเพณีทางการเมืองก็เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ในวันนี้ จึงเกิดการยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อแก้ปัญหาทางการเมืองหรือการยุบสภาผู้แทน ราษฎรเพื่อชิงความได้เปรียบทางการเมืองขึ้น

การยุบสภาผู้แทนราษฎรจะมี “ข้อดี” หรือไม่ผมไม่ทราบ ต้องถามนายกรัฐมนตรีว่าประสงค์ต่อผลเช่นไรจึงยุบสภาผู้แทนราษฎร แต่สำหรับผมนั้น การยุบสภาผู้แทนราษฎรเกิดผลกระทบอย่างมากต่อประเทศชาติเพราะทั้งฝ่าย นิติบัญญัติและฝ่ายบริหารย่อมไม่สามารถทำงานใด ๆ ได้เช่นปกติ และนอกจากนี้แล้ว การเลือกตั้งแต่ละครั้งก็ต้องใช้งบประมาณมากถึง 4 พันล้านบาท เกิดความสิ้นเปลืองต่องบประมาณของประเทศโดยไม่จำเป็นครับ

ส่วน ผลที่เกิดขึ้นจากการยุบสภาผู้แทนราษฎรนั้น ในทางทฤษฎี หากการยุบสภาผู้แทนราษฎรเป็นไปเพื่อหาทางออกให้กับข้อขัดแย้งระหว่างรัฐบาล กับสภาผู้แทนราษฎรหรือระหว่างสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแต่ละกลุ่มแต่ละพรรค แน่นอนว่าประชาชนจะเป็นผู้ชี้ว่า ข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้นนั้นใครถูกใครผิด เพราะหากประชาชนเห็นด้วยกับฝ่ายใดก็เลือกฝ่ายนั้นเข้ามาใหม่

ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อ “ประโยชน์” ของผู้มีอำนาจยุบสภาผู้แทนราษฎรแต่ผู้เดียว !!!

(จาก บทบรรณาธิการ www.pub-law.net )

ในหลวงโปรดเกล้าฯยุบสภาแล้ว เลือกตั้งทั่วไป 3 ก.ค. หย่อนบัตรล่วงหน้า 26 มิ.ย.

ที่มา มติชน

เมื่อ วันที่ 9 พฤษภาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พ.ร.ฎ.ยุบสภาแล้ว โดยมีผลบังคับใช้ในวันที่ 10 พฤษภาคม และจะจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 3 กรกฎาคม 2554

ทั้ง นี้ ในเวลา 20.30 น. วันที่ 9 พฤษภาคม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีจะออกรายการผ่านสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ เพื่อชี้แจงให้ประชาชนได้รับทราบ

สำหรับ ปฏิทินทางการเมืองจากนี้ไปจนถึงวันเลือกตั้งทั่วไป 3 กรกฎาคมนั้น วันที่ 19-23 พฤษภาคม รับสมัครเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ เวลา 08.30-16.30 น. ที่สนามกีฬาไทย- ญี่ปุ่น (ดินแดง)

วันที่ 24-28 พฤษภาคม รับสมัครเลือกตั้งแบบแบ่งเขต เวลา 08.30- 16.30 น. ที่ผู้อำนวนการการเลือกตั้งกำหนด และวันที่ 26 มิถุนายน ลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า เวลา 08.00-15.00 น.

จดหมายถึง “เหยื่ออธรรม” ทุกคน

ที่มา Thai E-News


โดย จรรยา ยิ้มประเสริฐ

9 พฤษภาคม 2554

ที่มา Time Up Thailand


แม้ เมื่อยามถูกแรงผลักหรือถูกดึงดูดให้เข้าไปหารั้วรวดหนามนั้น พวกเราส่วนใหญ่มักจะล้มเลิกความตั้งใจมื่อต้องเผชิญหน้ากับการปิดล้อมที่ แน่นหนา แต่ก็ยังมีบางคนที่ไม่ยอมหันหลังกลับ คนผู้ที่ยังคงมุ่งมั่นที่จะปีนข้ามรั้วไปให้ได้ เพราะนั่นเป็นทางเลือกเดียวที่เขาผู้นั้นมี ที่เขาผู้นั้นจำเป็นต้องกระทำ

รั้ว ลวดหนามนี้ก็คือกฎแห่งสังคมที่ถูกสร้างขึ้นมา ทั้งกฎระเบียบ กฎแห่งศีลธรรม หรือสัญญาณเตือนต่างๆ แต่เมื่อมองจากมุมที่แตกต่าง รั้วเหล่านี้ก็คือกฎหมายแห่งการคุกคามดีๆ นี่เอง ที่ผู้คนจำต้องยอมจำนนต่อรั้วที่มีจำนวนหลายชั้น ที่กั้นรักษาอำนาจบางอย่างไว้จากพวกเราทั้งมวล . . .

กระนั้น ก็ตาม กระบวนการคือเส้นทางที่คนผู้หนึ่งผู้ใดจะต้องใช้ก้าวเดินเพื่อกู้ศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์ของตัวเองคืนมา เป็นการกระทำเพื่อที่จะเรียกร้องซึ่งสิทธิในชีวิตของพวกเขาทั้งมวล ตามพละกำลังที่แต่ละคนจะพึงมี การกระทำที่ทั้งกฎหมาย จริยธรรม หรือข้อห้ามใดใด ก็ไม่สามารถหยุดยั้งเอาไว้ได้ มันคือคำประกาศถึงเจตจำนงค์และพลังของมนุษย์ ที่แม้ว่าจะพ่ายแพ้ตรงที่เส้นลวดนั้นก็ตามที แต่เขาทั้งหลายก็จะยังคงยืนยันที่จะไม่ยอมเป็นอัมพาตทางจิตสำนึก

ไม้ขีดก้านเดียวที่เปลี่ยนสังคมเกาหลี


จดหมายถึง “เหยื่ออธรรม” ทุกท่าน

สะพาน ข้ามน้ำกลางกรุงเฮลซิงกิเส้นนั้น เต็มไปด้วยร่องรอยกระสุนปืนที่ถูกทิ้งไว้อย่างจงใจ เพื่อเป็นอนุสรณ์และอุทาหรณ์แห่งความเจ็บปวดที่คนฟินน์ต้องลุกขึ้นมาเข่นฆ่า สังหารกันเองจนมีผู้เสียชีวิตร่วมสี่หมื่นคน เพราะอุดมการณ์แนวคิดขวาทุนนิยมกับซ้ายสังคมนิยมในปี 2461

“เดิน แกว่งแขนและเหวี่ยงขาให้เต็มเหนี่ยว ให้สมกับเสรีภาพที่บรรพชน และวีรชน ได้เสียสละเลือดเนื้อให้กับเรา วิญญาณพวกเขายังเฝ้ามองอยู่ พวกเขาจะภูมิใจยิ่งว่าการเสียสละของพวกเขาในนามแห่งเสรีภาพ ถูกคนรุ่นหลังใช้มันอย่างสำนึกในคุณค่า

จงกวัดแกว่งแขนขาไปกับเสรีภาพให้เต็มเหนี่ยว”

เพื่อน ร่วมเดินเคียงข้างบอกข้าพเจ้า พร้อมกับย้ำเตือนว่า “บนสะพานนั้นมีกี่ร้อยศพที่ปลิดปลิว ในถนนที่เราย่ำเหยียบมีกี่ชีวิตที่ดับสูญเพื่อชีวิตแห่งอนาคต”

คุก เก่าที่นี่ ร้างราผู้ต้องหาคดีคอมมิวนิสต์มากว่า 60 ปี มันถูกปรับปรุงสภาพเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยของผู้แสวงหาเสรีภาพ เพื่อการรังสรรค์วรรณกรรมเพื่อปลดแอกอำนาจที่กดขี่

ในคุกใหม่กว่าที่อยู่ห่างไกลจากที่นี่หลายพันไมล์ แออัดยัดเยียด แน่นขนัดไปด้วยผู้คนที่ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด

หัว ชนหัว ขาเกยขา หลายสิบชีวิต ทุรนทุรายดีดดิ้นป่ายปะกันไปมาตลอดทั้งคืน หลายคนละเมอครางเพ้อ กรีดร้องด้วยความกลัวปิศาจร้ายที่เกาะกุมอยู่ในความฝัน

สภาพที่น่าสังเวช เลวร้ายเช่นนี้ กำลังถูกสุมแน่นด้วยผู้บริสุทธ์ิจำนวนมากขึ้น มากขึ้น ที่ถูกจับโยนใส่ในห้องขังเหล่านี้

ผู้คนที่ไม่มีความผิดใด นอกจากเพียงเรียกหาประชาธิปไตยของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน

พวก ท่านเป็นมนุษย์คนหนึ่ง มนุษย์ที่ใช้ชีวิตเป็นดั่งคำประกาศแห่งเสรีภาพเพื่ออนุชนคนรุ่นอนาคต ด้วยหวังว่าความเจ็บปวดที่ค้างคามาหลายทศวรรษจะหมดสิ้นไปจากสังคมเสียที

ท่าน ทั้งหลายมีชื่อ ชื่อที่ถูกจารึกในคุกแสนทารุณนั้น - บัณฑิต อานียา, บุญยืน ประเสริฐยิ่ง, ดารุณี ชาญเชิงศิลปกุล, สุวิชา ท่าค้อ ทศพรฤทัย ประเสริฐสูง, ธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดมกุล, สุริยัน กกเปือย, สุชาติ นาคบางไทร (วรวุฒิ ฐานังกรณ์), อำพล ตั้งนพคุณ, สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ (แซ่ด่าน), เอกชัย หงส์กังวาน,และ สมยศ พฤกษาเกษมสุข และอีกมากมายที่ไม่ได้เอ่ยนาม ไม่ได้เป็นที่รับรู้

ไม่ใช่เฉพาะชาวไทยเท่านั้น!

ความ อัปลักษณ์แห่งห้องขังไทยถูกนำไปถ่ายทอดทีวีของหลายชาติผ่านการจับกุม คนต่างชาติอย่างไร้เหตุผล และจับโยนใส่คุกไทยอย่างไม่ปรานีปราศรัย ทั้ง Oliver Jufer ชาวสวิสเซอร์แลนด์, Harry Nicolaides และ Conor Purcell จากออสเตรเลีย และ Jeff Savage จากอังกฤษ ด้วยข้อหาไม่เคารพองค์พระมหากษัตริย์และเข้าร่วมเรียกร้องประชาธิปไตยกับคน หาเช้ากินค่ำที่ประเทศไทย

"เหยื่ออธรรม" เหล่านี้ เริ่มกลายเป็นคนใกล้ตัวเรามากขึ้นเรื่อยๆ เป็นเพื่อนที่รู้จักมักคุ้นมาหลายปี เป็นคนที่เดินในแถวขบวนเดียวกัน ร่วมกันเปล่งเสียง “อำนาจอธิปไตยต้องเป็นของปวงชน”

สาส์นที่ทยอยส่งออกมาจากห้องขังที่ร้อนอบอ้าวนี้ คือถ้อยคำยืนยันถึงการเป็นเหยื่อของระบบการเมืองที่อยุติธรรม

การเมืองเพื่อการคงอำนาจของคนกลุ่มน้อย และการกดหัวคนกลุ่มใหญ่ไว้ใต้ท็อปบู๊ท

แม้ จะอยู่ไกลกันหลายพันไมล์ ข่าวสารทางเมืองไทยหลั่งไหลเข้ามาทางเคเบิลที่ส่งตรงถึงทุกบ้านราวกับสายน้ำ ที่พากันหนีออกจากเขื่อนที่ถูกระเบิดกระจาย จนฉาบเติมแต้มผิวโลกตลอดเส้นทางที่มันไหลผ่านด้วยคราบเลือดสีแดงฉาน คราบเลือดและน้ำตาผสานรวมเข้ากับคราบเลือดและน้ำตาของมวลหมู่ผู้แสวงหา สันติภาพอีกนับแสน นับล้านชีวิต ตลอดเส้นทางที่เคลื่อนไหล รอยเปื้อนเลือดที่ประทับตราแห่งความปวดร้าว การเสียสละที่ได้รับการแซ่ซร้องสรรเสริญและคำขอบคุณจากบรรพชนรุ่นหลัง

ผู้ คนตลอดเส้นทางรู้จักมันอย่างดียิ่ง และทุกผู้คนในโลกนี้ไม่มีใครปรารถนาที่จะเห็นหรือเผชิญหน้ากับมันอีกต่อไป - หลายเชื้อชาติวางความแค้น ยุติการเข่นฆ่ากันเพื่ออำนาจที่ฉ้อฉล เดินหน้าสู่ขบวนการเสรีภาพและสันติภาพ และยอมรับกติกาประชาธิปไตยที่ประชาชนทุกคนไม่ว่าจะเชื้อชาติ สีผิว ศาสนา ชนชั้น วรรณะใดก็ตาม ต่างก็มีค่าแห่งความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน

มีกี่ครอบครัวกันในโลกนี้ที่ไม่สูญเสียบุคคลที่รักในสงครามความบ้าคลั่งเพื่อปลดแอกอำนาจที่กดขี่

ตลอด เส้นทางจากกรุงเทพมหานคร เคลื่อนผ่านย่างกุ้ง ดาห์กา เดลลี กาฐมาณฑุ อาเมดาบัด คาบูล แบกแดด มอสโค เซนต์ปีเตอร์เบิร์ก มาจนถึงเฮลซิงกิ ฯลฯ ยังคุกรุ่นด้วยไฟการต่อสู้และแรงปรารถนาเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศสู่สังคม เท่าเทียมอย่างแท้จริง

กระนั้นในคำตอบของผู้คนมากหลายในดินแดนเหล่า นี้ ที่ย่างกรายเฉียดฉิวเข้าใกล้แดนสังหารกลางมหานครอมรรัตนโกสินทร์ เพื่อมุ่งหน้าสู่ชายหาดงาม แดดกล้า หญิงงาม อาหารสด ย้อมผิวสีแทน ก็ยังคงเดินทางกลับบ้านพร้อมเรื่องเล่า “คนไทยใจดี มีมิตรภาพ และอาหารอร่อย”

เขาจะหวาดผวาเมื่อถูกคำถามว่า “คุณไม่รู้สึกเลยหรือถึงความตายในดินแดนที่ไปสุขสมบ้างเลยหรือ” ยิ้มละอาย หลบตาชั่วครู่ พร้อมกับขาที่รีบก้าวหนีคำถามที่ท้าทายมโนสำนึก

การ ตายจากการสังหารของทหารและตำรวจบนท้องถนนในทุกครั้งที่ประชาชนใน ประเทศไทยลุกขึ้นสู้เพื่อระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่าจะ 77 หรือ 42 หรือ 45 หรือแม้แต่ 93 ชีวิตในปี 2553 ยังเป็นตัวเลขการสูญเสียไม่พอที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงอาชญากรรมแห่ง มนุษยชาติ - มันน้อยนิดเมื่อเทียบกับเราต้องสูญเสียทหารที่ปกป้องดินแดนจากการรุกรานไป นับแสนคนในช่วงสงครามโลก

"เซ่นสังเวยอำนาจเพียง 93 คนในเมืองไทยนั้นน้อยนิด ปล่อยให้คนไทยจัดการแก้ปัญหาภายในประเทศกันเอาเองเถิด" หลายคนพยายามจะกล่าวเช่นนั้น

ขานรับด้วยเจ้าหน้าที่สหประชาชาติ ไอแอลโอ เอดีบี ไอเอมเอฟ ที่ไม่สามารถตัดสวาทขาดสะบั้นจากอาหารรสเลิศที่มีให้เลือกนานาชนิด กับวิถีชีวิตที่ยากหาได้ในบ้านเกิดตัวเอง ด้วยเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงสูงลิบ กลายเป็นอภิสิทธิชนที่ได้รับการพิทักษ์สิทธิ์อย่างสูงยิ่งในศูนย์กลางการค้า มหานคร

มันโอชะเสียจนยอมประทับตราความชอบธรรมให้กับการเข่นฆ่า - ครั้งแล้ว ครั้งเล่า - แม้จะขัดกับจิตสำนึกและมโนธรรมที่เชื่อว่าพวกเขามีอยู่บ้างก็ตามที

วิกฤติ เมืองไทยเป็น “เรื่องภายในประเทศไทย" "เป็นเรื่องของทักษิณ ไม่ใช่ความต้องการของคนส่วนใหญ่" "ทุกคนที่ตายต่างถูกทักษิณจ้างมา" "ถ้าพวกเขาโง่มาตายให้กับนักการเมืองคอรัปชั่น เราก็ทำอะไรไม่ได้" พวกเขายังคงพูดอย่างนั้น แม้ประชาชนเรือนหมื่น เรือนแสนในประเทศไทยจะยืนหยัดประท้วงต่อเนื่องมากว่าสองปี - พวกเขาก็ยังยืนยันจะเชื่อเช่นนั้น - อนิจจัง อนิจจา!

เหยื่ออธรรม ทั้งหลาย อย่าสงสัยว่านอกจากคนไทยยังเมินเฉยต่อความอยุติธรรมที่ยัดเยียดให้กับพวก ท่าน แม้แต่ฑูตสันถวไมตรีจากดินแดนแห่งสังคมศิวิไลซ์จำนวนมากก็ยังเมินหน้าหนีต่อ เสียงเพรียกหาความยุติธรรมของพวกท่าน . .

กระนั้น สังคมก็ไม่ได้เย็นชาเกินไป วีรกรรมของทุกท่านกำลังทำให้ทั้งสังคมไทยและสังคมโลก ร้อนเร่าราวเตาไฟหลอมเหล็ก - ไฟแห่งความปรารถนาเพื่อเสรีภาพของท่านและของคนไทยทั้งปวง ได้เริ่มทลายกำแพงแห่งความเย็นชาของสังคม และในไม่ช้ากำแพงที่คุมขังท่านที่รักจะถูกทลายจนพินาศสิ้น

ขอท่านส่ง สาส์นและเสียงกู่ตะโกนเพรียกหาเสรีภาพผ่านลอดลูกกรงมายังนอกกำแพงคุกอย่าง ต่อเนื่อง เพื่อที่มันจะได้ถูกส่งต่อไปยังผู้ที่ปลดแอกความเป็นทาสลงสิ้นแล้ว และเพื่อคนที่ยังหวั่นไหวว่าควรจะเลือกอะไรดีระหว่าง “จำนนอยู่อย่างทาส” หรือ “ลุกขึ้นสู้เพื่อปลดแอกอำนาจที่กดขี่” จะได้มีกำลังใจฮึดสู้กับอุปสรรคและก้าวมายืนอยู่เคียงข้างท่าน

แน่ นอน! ทั้งท่านในคุก และเราที่อยู่นอกคุก หรือต้องลี้ภัยยังต่างแดน ต่างก็ไม่ยอมให้กำแพงคุก หรืออำนาจมืดที่คุกคาม หรือพรมแดนประเทศ มากีดกั้นหัวใจและความมุ่งมั่นเพื่อการต่อสู้ของพวกเราได้

แม้เจ็บ ปวดเจียนตายในห้องขังร่วมสามปี ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล ก็ยังไม่ยอมก้มห้วให้กับความอยุติธรรม ประกาศยืนหยัดต่อสู้เพื่อความยุติธรรมจนถึงที่สุด แม้เธอจะเจ็บปวดรวดร้าวจากโรคร้ายที่เผชิญอยู่ ในสภาพเรือนจำที่ขาดแคลน มันเลวร้ายมากขึ้นด้วยเธอเป็นนักโทษคดีหมิ่นฯ จึงถูกเลือกปฏิบัติและกลั่นแกล้งต่างๆ นานา ทั้งไม่ได้รับอนุญาตให้ได้รับการรักษาพจากแพทย์ผู้เช่ียวชาญ เธอผ่ายผอมลงมาก และไม่มีแม้พลังงานที่จะเคี้ยวและกลืนกินอาหาร

ธัน ย์ฐวุฒิ ทวีวโรดมกุล เขียนจดหมายถึงลูกชายวัย 10 ขวบ " … ไม่มีใครหรอกลูกที่จะอยู่ในคุกอย่างมีความสุข สิ่งเดียวในตอนนี้ที่ป๊าหวังมากที่สุดนั่นคือการได้ออกไปอยู่กับน้องเว็บอีก ครั้งโดยเร็ว “น้องเว็บต้องรู้ไว้เสมอนะว่าป๊าไม่ได้ฆ่าคนตาย ป๊าไม่ได้คดโกงใคร ไม่ได้ขายยาเสพติด หรือหลอกลวงใคร ป๊าก็แค่ทำงานช่วยเหลือเพื่อนๆในสิ่งที่ป๊าสามารถทำได้เท่านั้น แล้วก็ถูกจับ”

สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ส่งสาส์นจากคุกออกมาอย่างต่อเนื่อง แม้สังขารในวัย 68 เริ่มต้านทานโรคภัยไข้เจ็บทั้งหลายที่รุมเร้าได้ยากขึ้นเรื่อยๆ แม้จะลุกขึ้นมาเขียนพินัยกรรมสั่งลา ก็ยังบอกกับนักสู้นอกคุกว่าอย่าท้อถอยหรือสิ้นหวัง ขอให้สู้ต่อไป

ล่า สุด สมยศ พฤกษาเกษมสุข จ่าหัวจดหมายจากคุก “เหยื่ออธรรม” “ผมจะต่อสู้ให้ได้รับเสรีภาพตราบจนลมหายใจสุดท้าย ผมยอมเสียอิสรภาพ แต่จะไม่ยอมเสียความเป็นคนอย่างแน่นอน”

ท่านทั้งหลายทั้งที่เอ่ยนาม และไม่ได้เอ่ยนามที่ถูกคุมขังด้วยข้อหาหมิ่น พระบรมเดชานุภาพ เราระลึกถึงท่าน เราตามอ่านเรื่องราวของท่าน เราเจ็บปวดเมื่อทราบว่าท่านถูกทำร้าย ถูกกลั่นแกล้ง หรือเลือกปฏิบัติในเรือนจำ เราสั่นรัวไปด้วยความรู้สึกถึงพลังแห่งการมุ่งมั่นเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม ที่แม้กำแพงคุุกก็มิอาจปิดกั้นของพวกท่านได้

ก็ในเมื่อพวกท่านที่ถูกจองจำเสรีภาพในข้อกล่าวหาแห่งกฎหมายยุคโบราณยังยืนหยัดสู้ไม่ถอย เราฤาจะท้อถอยยอมให้เกิดความสั่นคลอนในหัวใจ

ท่านสู้ในคุก ส่วนเราก็จะสู้เพื่อบอกกับสังคมไทย และสังคมโลกถึงความอยุติธรรมที่พวกท่านได้รับ

เสรีภาพ ทางร่างกายของท่านอาจถูกจองจำ แม้ใจจะเจ็บปวดทรมาน แต่ไฟฝันยังคงลุกโชติช่วงหาได้แตกดับไปไม่ มันลุกโชติช่วงไม่ใช่เฉพาะแต่ในใจของท่าน แต่ในใจของทุกผู้คนในทุกสังคม ที่สั่นไหวไปกับจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ของท่าน

คงไม่อาจขออำนาจศักดิ์สิทธิ์ใดเพื่อให้คุ้มครองท่านนอกจากบอกว่าพลังของประชาชนที่ร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงจะคุ้มครองท่าน

พลังแห่งความรักในเสรีภาพจักหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของท่าน

พลังแห่งความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยของประชาชน โดยประชาชน จักโอบกอดท่าน กระซิบที่หูของท่านว่า ท่านไม่ได้สู้อยู่ตามลำพัง

พลัง แห่งความวาดหวังถึงอนาคตที่ดีกว่านี้เพื่ออนุชนรุ่นหลังของพวกท่าน และพวกเรา จะเป็นดังน้ำทิพย์ชโลมรักษาความเจ็บปวดทั้งทางกายและทางใจให้กับท่านทั้ง หลาย

สุดท้ายนี้ ขอโทษทุกท่านมา ณ ที่นี้ ที่ไม่อาจเดินทางมาเยี่ยมท่านได้ด้วยตัวเอง หวังว่าอีกไม่นานพวกเราจะได้ร่วมเฉลิมฉลองอิสรภาพและเสรีภาพร่วมกัน

ไม่มีอำนาจใดต้านทานพลังแห่งฉันทามติมหาประชาชน เพื่อเสรีภาพ ความเท่าเทียม และประชาธิปไตยไปได้

ด้วยรัก ศรัทธา และเชื่อมั่น

จรรยา ยิ้มประเสริฐ

แม้ ว่าจำนวนผู้ถูกกดขี่จะมีมากกว่าจำนวนผู้กดขี่มากนักก็ตาม ผู้ถูกกดขี่เหล่านั้นต่างก็ไม่สามารถรวมตัวกันได้ ยอมให้ตัวเองต้องตกอยู่ภายใต้ความกรุณาปรานีของผู้กดขี่ที่มีการรวมตัวกัน อย่างเข้มแข็ง แต่มันก็ยังมีเหตุผลอื่นอีกด้วย นั่นคือ “จิตวิญญาณแห่งความเป็นทาส” ของตัวผู้ถูกกดขี่เอง

ถ้า เหล่าทาสโยนจิตวิญญาณของความเป็นทาสทิ้งไปเสียได้ และยืนยันถึงสิทธิแห่งความเป็นมนุษย์ มนุษย์เฉกเช่นเดียวกันกับนายทาส เป็นมนุษย์ที่มีเสรีภาพเสมอกัน และเตรียมตัวต่อสู้ ทีนี่ก็เหลือเพียงแค่เวลาที่จะสามารถรวมตัวกันให้ได้เท่านั้นเอง . .

ไม้ขีดก้านเดียวที่เปลี่ยนสังคมเกาหลี

นักโทษคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

ที่มา Thai E-News


9 พฤษภาคม 2554

นักโทษคดีหม่ินพระบรมเดชานุภาพ

โดย จรรยา ยิ้มประเสริฐ

กลุ่มแอ็คชั่นเพื่อประชาธิปไตยในประเทศไทย


ตาม ที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าข้อมูลเกี่ยวกับนักโทษคดีหมิ่นฯ นั้นหาไม่ได้ง่ายนัก ทั้งจำนวนผู้คนที่อยู่ในค่ายเฝ้ามองเรื่องคดีหมิ่นฯ มีกี่คนที่การออกหมายจับแล้วโดยแม้แต่่เจ้าตัวก็ไม่รู้ มีกี่คนที่เข้าไปนั่งจับเข่าอยู่ในห้องขังแม้ว่าคดียังไม่ถูกตัดสิน หรือกี่คนผู้ที่ถูกตัดสินและถูกคุมขังแล้ว ไม่มีใครทราบจำนวนที่แท้จริง

ข้อมูล ชุดนี้เป็นเพียงการนำเสนอสั้นๆ ของตัวอย่างคดีหมิ่นฯ เพื่อที่จะชี้ให้เห็นภาพว่าคดีหมิ่นฯ ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกดทับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและขบวนการ ประชาธิปไตยอย่างไรบ้าง

ข้อมูลที่ใช้ประกอบการเขียนนี้มาจาก Political Prisoners in Thailand (PPT), LM Watch, ประชาไท และไทยอีนิวส์ และสำนักข่าวออนไลน์ต่างๆ

ตัวเลขของคดีหมิ่นฯ เพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าตระหนกนับตั้งแต่รัฐประหาร 2549 (รัฐประหารของพระราชวัง) โดยคาดการณ์ว่าน่าจะมีไม่ต่ำกว่า 500 คดี

การท่วมทะลักของคดีหมิ่นฯ ในปัจจุบันดูเหมือนว่าจะมีจุดเริ่มมาจากปี 2544 เมื่อนักข่าวชาวต่างชาติสองคนจาก Far Eastern Economic Review ถูก ห้ามเข้าประเทศไทย จนกระทั่งเมื่อบรรณาธิการต้องทำหนังสือขอโทษมายังรัฐบาลไทยในขณะนั้น (ทักษิณ) - หลังจากที่เขียนบทความวิจารณ์สถาบันกษัตริย์และรัฐบาล

นับตั้งแต่กันยายน 2546 บัณฑิต อานียา นัก แปลอิสระที่เป็นที่เป็นที่รู้จักดีในการแปลหนังสือและสิ่งพิมพ์เกี่ยวกับ แนวคิดสังคมนิยมกว่า 50 เล่ม ต้องใช้เวลาไปไม่น้อย จนถึงปัจจุบัน ไปกับการให้ปากคำตำรวจและขึ้นศาล ในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา เขาถูกฝากขังในระหว่างคดีต่อเนื่องถึง 7 ครั้ง ถูกทำร้ายร่างกายในคุก ถูกตัดสิน ถูกจองจำ และในท้ายที่สุด ด้วยวัย 71 ปี และกำลังป่วยหนัก เขาได้รับอนุญาตให้ประกันตัวด้วยเงิน 200,000 บาท โดยนักวิชาการชาวต่างชาติ เขากล่าวว่า ไม่มีคนไทยกล้าเข้ามาทำเรื่องประกันตัวเขา

ในปี 2549 หนังสือที่ทำลายความเงียบงันมาอย่างยาวนาน “กษัตริย์ผู้ไม่ยิ้ม” ของ Paul Handley ได้รับการตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์แห่งมหาวิทยาลัยเยล ที่สหรัฐฯ และมันก็ถูกแบบโดยทันทีในประเทศไทย

วันที่ 5 ธันวาคม 2549 ความอดกลั้นของ Oliver Jufer ชาว สวิสวัย 57 ปี ที่พำนักในเมืองไทยกับภรรยาชาวไทยกว่าสิบปี ต่อกระแส “รักในหลวง” ก็ถึงจุดยากควบคุม เขาถูกจับกุมหลังจากพ่นสีใส่รูปโปสเตอร์ “กษัตริย์แห่งกษัตริย์” ขนาดมหึมาที่ติดอยู่เต็มทุกมุมเมือง แทบจะทุกสี่แยกไฟแดงทั่วประเทศไทย จำนวน 5 ภาพ เขาถูกตัดสินจำคุก 10 ปี คดีของเขาไม่ได้รับความสนใจจากสื่อไทย แต่ได้รับการสนใจอย่างมากจากสื่อนานาชาติ เขาถูกเนรเทศในเดือนเมษายน 2550

ธนาพล อิ๋วสกุล บรรณาธิการวารสารรายสามเดือน “ฟ้าเดียวกัน” ถูกกล่าวหาด้วยข้อหาหมิ่นฯ ในปี 2549 และก็อีกคดีหนึ่งในปี 2554 ฟ้าเดียวกันถือว่าเป็นวารสารภาษาไทยเล่มแรกๆ ที่เริ่มนำเสนอข้อเขียนร่วมสมัย และบทวิเคราะห์เกี่ยวกับบทบาทพระมหากษัตริย์ที่มีต่อการเมืองไทย และมันได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในหมู่นักศึกษาและนักวิชาการรุ่นใหม่

หมายเหตุ: กรณีของธนาพล เป็นคดีที่ “ถูกดองไว้” เช่นเดียวกับคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอีกหลายคดี เพราะอะไรหรือ? เพราะว่า ถ้าคดีหมิ่นฯ เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล ด้วยข้อจำกัดทางกฎหมายของรอยัลลิสต์ทั้งหลาย - ศาลจำเป็นจะต้องตัดสินไปในทิศทางเดียวว่า “หมิ่นฯ” เพราะว่า ถ้าศาลตัดสินว่าการกระทำนั้น “ไม่หมิ่นประมาทอำนาจแห่งองค์พระมหากษัตริย์” ตัวของผู้พิพากษาเองก็อาจจะถูกกล่าวหาว่าหมิ่นพระมหากษัตริย์เองก็เป็นได้ ในข้อหาว่าไม่ปกป้องสถาบัน เป็นต้น

นี่เป็นต้นเหตุของความเหม็น เน่า ของระบบตุลาการในประเทศไทย เป็นต้นตอของทุกแง่มุมปัญหาของ “วิกฤติประเทศไทย” ประจักษ์จำนนแห่งหลักฐานมานับตั้งแต่ศาลชั้นต้นทีเดียวว่า ผลลัพธ์แห่ง “ประชาธิปไตยภายใต้พระมหากษัตริย์” มีเพียงประการเดียวคือ “การคอรัปชั่น”

2550 (2007)

โชติศักด์ อ่อนสูง และเพื่อน ชุติมา เพ็ญภาค นักศึกษาและนักกิจกรรม ถูกฟ้องดำเนินคดีในวันที่ 5 เมษายน 2551 ในข้อหาไม่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมี ในโรงภาพยนตร์เมื่อเดือนกันยายน 2550

สำหรับโชติศักดิ์ การถูกดำเนินคดีครั้งนี้เปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาอย่างสิ้นเชิง เขาไม่สามารถทำงานประจำได้เพราะต้องเดินทางให้การกับตำรวจและอัยการอยู่บ่อย ครั้ง เขาเผชิญกับการคุกคามหลากหลายรูปแบบ แต่กระนั้นก็ยังคงเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองและการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย อย่างต่อเนื่อง และเลี้ยงชีพด้วยการขายหนังสือทางเลือกต่างๆ

รายงาน ด้านสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลสหรัฐฯ ในปี 2551 ได้กล่าวถึงคดีของพวกเขาไว้ว่า “พวกเขาได้รับการปล่อยตัวโดยไม่ต้องมีการประกันตัว คดีนี้ยังคงอยู่ในขั้นตอนการสืบคดีแม้จะเป็นช่วงสิ้นปีแล้วก็ตาม ในวันที่ 29 และ 30 เมษายน สถานีวิทยุเมโทรไลฟ์ ได้ปลุกระดมให้ผู้ฟังทำร้ายโชติศักดิ์ เมื่อเขามีกำหนดจะขึ้นพูดในเวทีเสวนาเรื่องกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเวบไซด์ของรายการวิทยุยังได้นำรูปและข้อมูลของเขาที่รวมทั้งที่อยู่และ เบอร์โทรศัพท์ขึ้นประชาสัมพันธ์อีกด้วย

คดีอยู่ระหว่างขั้นตอนการสอบสวนของเจ้าพนักงานสอบสวน

Jonathan Head นักข่าวBBC ที่สำนักงานกรุงเทพฯ ถูกฟ้องร้องด้วยข้อหาหมิ่นฯ ในเดือนเมษายน 2551 ในการพูดของเขาที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย (FCCT) เมื่อปี 2550 ปัจจุบันเขาไม่ได้ประจำอยู่ในสำนักงานเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คดีอยู่ระหว่างขั้นตอนการสอบสวนของเจ้าพนักงานสอบสวน



จักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลทักษิณ และเป็นอดีตโฆษกของ นปช. จักรภพถูกกล่าวหาคดีหม่ินฯ จากการพูดของเขาที่ FCCT เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2550 เขาเดินทางออกนอกประเทศนับตั้งแต่การใช้กำลังปราบปรามคนเสื้อแดงเมื่อเดือน เมษายน 2552

เขาถูกออกหมายจับ

บุญส่ง ชัยสิงห์กานนท์ อาจารย์แห่งมหาวิทยาลัยศิลปากร ถูกอาจารย์ในคณะอักษรศาสตร์ ม. ศิลปากร แจ้งความในข้อหาหมิ่นฯ หลังจากที่กรณีของอาจารย์บุญส่งได้รับความสนใจอย่างมากจากสื่อและมหาชน คดีถูกถอนฟ้อง

ถอนฟ้อง

2551 (2008)

ในการพูดปราศรัยในเวทีสนับสนุนทักษิณ บุญยืน ประเสริฐยิ่ง อายุ 48 ปี ถูกจับกุมด้วยข้อหาหมิ่นฯ และถูกตัดสินจำคุก 12 ปี เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2551 หลังจากที่เธอรับสารภาพ ศาลลดโทษให้กึ่งหนึ่งเหลือจำคุก 6 ปี ศาลอุธรณ์ลดโทษเธอลงมาเหลือสองปี

เธอ ได้รับพระราชทานอภัยโทษพร้อมกับสุวิชา ท้าค้อ นักโทษคดีหม่ินฯ อีกคน และได้รับอภัยโทษหลังจากถูกขังคุก 22 เดือน (พฤศจิกายน 2551 - มิถุนายน 2553)

หลังจากได้รับการปล่อยตัว บุญยืนถูกนำตัวไปถวายพระพรในหลวงที่โรงพยาบาลศิริราช ในเสื้อสีชมพูที่มีตราสัญญลักษณ์ของในหลวง เพื่อลงชื่อยืนยันว่าเธอรักในหลวง (“รักในหลวง” คือ สัญญลักษณ์แห่งการยอมมอบกราบอยู่ใต้อำนาจแห่งสมบูรณาญาสิทธิราช)

ได้รับพระราชทานอภัยโทษหลังจากอยู่ในคุก 22 เดือน

รัชพิน ชัยเจริญ ถูกดำเนินคดีข้อหาไม่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมีในโรงภาพยนตร์เมื่อ 15 มิถุนายน 2551

กรณีนี้เงียบหายไปอย่างน่าสงสัย

สุลักษณ์ ศิวรักษ์, 75 ปี

รอ ยัลลิสต์และนักวิจารณ์ที่มีชื่อเสียงในการนำเสนอให้มีการปรับปรุง สถาบันพระมหากษัตริย์ เขาถูกจับกุม และถูกนำตัวไปยังสถานีตำรวจขอนแก่นด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเมื่อเดือน พฤศจิกายน 2551 เขาเคยถูกข้อกล่าวหานี้ครั้งหนึ่งแล้วในช่วงทศวรรษ 2523

เขาได้รับอนุญาตให้ประกันตัว คดีอยู่ระหว่างขั้นตอนการสอบสวนของเจ้าพนักงานสอบสวน

ชูชีพ ชีวะสุทธิ์ นักจัดรายการวิทยุชุมชนถูกหมายจับข้อหาหมิ่นฯ เมื่อเดือนสิงหาคม 2551

หลบหนีคดี

2552 (2009)

Harry Nicolaides

ใน เดือนมกราคม 2552 เขาถูกตัดสินจำคุก 3 ปี ในข้อหาหมิ่นองค์รัชทายาทในข้อเขียนสี่บรรทัดในนวนิยายเรื่อง Verisimilitude ของเขาที่ตีพิมพ์ในปี 2548 นิโคไลเดส ถูกตัดสินใจเดือนมกราคม 2552 ถูกจำคุก และหลังจากที่เขายืนฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ เขาถูกเนรเทศกลับไปยังประเทศออสเตรเลียในเดือนกุมภาพันธ์ 2552

ถูกขังคุก ได้รับพระราชอภัยโทษ ถูกเนรเทศ

ใจ อึ้งภากรณ์

หลัง จากถูกดำเนินคดีเนื่องจากอ้างถึงข้อเขียนของพอล แฮนเลย์​(อ้างถึงแล้วข้างบน) ในหนังสือของเขา “A Coup for the Rich’ ในปี 2550 ใจ ที่ประกาศตัวเป็นมาร์กซิสต์ และอาจารย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนีประกันและเดินทางไปอังกฤษในเดือนกุมภาพันธ์ 2552 พร้อมกับภรรยา หลังจากที่ถูกคุกคามอย่างหนัก เมื่อเดือนมีนาคม 2552 ตำรวจออกหมายจับ และหนังสือของเขาก็ถูกแบนในประเทศไทย

แม้จะเป็นผู้ลี้ภัยการเมือง ใจและนุ่มยังคงทำงารณรงค์เพื่อประชาธิปไตยในประเทศไทย See: http://redthaisocialist.com/

ลี้ภัยการเมือง

คณะกรรมการสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ (FCCT)

ใน เดือนมิถุนายน 2552 มีการแจ้งความดำเนินคดีกับคณะกรรมการ 13 ท่าน ของสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศในข้อหาหมิ่นฯ หลังจาก FCCT เผยแพร่ซีดีเวทีเสวนาที่ร่วมอภิปรายโดยจักรภพ เพ็ญแข (ดูข้างบน)

คดีอยู่ระหว่างขั้นตอนการสอบสวนของเจ้าพนักงานสอบสวน

ดารุณี ชาญเชิงศิลปกุล, 48 ปี

สิงหาคม 2552 ดารุณีถูกจับกุมเนื่องจากเธอเข้าร่วมปราศรัยต้านรัฐประหาร 2549 และพูดถึงพระมหากษัตริย์ ในระหว่างการเดินขบวนของคนเสื้อแดงเมื่อเดือนมิถุนายน 2551 เธอถูกตัดสินจำคุก 18 ปี ด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เธอถูกเลือกปฏิบัติและกลั่นแกล้งต่างๆ นาๆ ในคุก และเผชิญกับสภาวะความเจ็บป่วยขั้นรุนแรง ที่จำเป็นจะต้องได้รับการดูแลจากแพทย์

ศาลตัดสินจำคุก 18 ปี กระบวนการอุธรณ์คดีของเธอก็ยังดำเนินต่อไป

สุวิชา ท่าค้อ, 36 ปี ถูกจับกุมในเดือนมกราคม 2552 เขารับสารภาพและถูกตัดสินจำคุก 10 ปี ครอบครัวของเขาทำเรื่องขอพระราชทานอภัยโทษ และได้รับการปล่อยตัวในเดือนมิถุนายน 2553

ขอพระราชทานอภัยโทษ และได้รับการปล่อยตัว

สนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำ พธม. ถู ก แจ้งความดำเนินคดีหมิ่นฯ เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2552 หลังจากนำคำพูดของดารุณี ชาญเชิงศิลปกุล มาพูดในเวทีปราศรัยของพันธมิตร เขาได้รับอนุญาตให้ประกันตัวด้วยว งเงิน 300,000 บาท

เช่นเดียวกับคดีความฟ้องร้องสนธิอีกหลายคดี มันถูกแขวนเอาไว้

จีรนุช เปรมชัยพร

สำนัก งาน ประชาไทถูกตำรวจบุกคนในวันที่ 6 มีนาคม 2552 นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจีรนุช ผู้จัดการเวบข่าวออนไลน์ สามารถจะสร้างขบวนการแก้ต่างการถูกยัดเยียดข้อกล่าวหาต่างๆ ตามความเห็นของจีรนุช ตำรวจใช้ข้อหาละเมิด พรบ.คอมพิวเตอร์กับเธอ เพื่อหลีกเลี่ยงความสนใจของนักข่าวต่างประเทศที่สนใจประเด็นเรื่องการใช้กฎ หมายหมิ่นฯ ในประเทศไทย

ในสภาพที่มีการเซนเซอร์ตัวเองกันอย่างหนัก ของสื่อกระแสหลักในประเทศไทย ประชาชนชาวไทยต้องการ prachatai.com สื่อเสรีเพียงไม่กี่สื่อที่ยังคงความน่าเชื่อถือ และเป็นสื่ออิสระที่รายงานการเคลื่อนไหวของภาคประชาสังคม

เวบบอร์ ดของประชาไท ได้รับความนิยมมาก และเป็นสถานที่คนเข้ามาเขียนระบายเกี่ยวกับความบ้าคลั่งทางการเมืองใน ประเทศไทย นับตั้งแต่คดีคอรัปชั่นของทักษิณ รัฐประหาร 2549 และเหตุการณ์หลังจากนั้น กลุ่มนักรบไซเบอร์ที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ได้เข้ามาใช้พื้นที่ประชาไทเวบบอร์ด เป็นบ้านของพวกเขา ข้อเขียนของพวกเขาก็เพิ่มความเผ็ดร้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงบทบาทของพระมหากษัตริย์ในทางการเมืองไทย

หน้าที่ของจีรนุช ที่ไม่มีทางทำได้อย่างครบถ้วน คือการพยายามติดตามทุกความเห็นในเวบบอร์ดที่มีมากมายมหาศาล

ใน ระหว่างการเดินทางกลับจากเวทีสัมมนาเรื่องเสรีภาพอินเทอร์เนตนานาชาติ ที่ประเทศฮังการรี ในเดือนกันยายน 2553 จีรนุชถูกจับกุมตัวที่สนามบินสุวรรณภูมิ

ข่าวการจับกุมตัวจีรนุชแพร่ กระจ่ายอย่างรวดเร็ว นักรบไซเบอร์และองค์กรต่างๆ กระจายข่าวการจับกุมเธอ เธอได้รับอนุญาตให้ประกันตัวด้วยวงเงิน 200,000 บาท แต่จะต้องเดินทางไปยังสถานีตำรวจขอนแก่นทุกเดือนเพื่อแสดงตัว - ซึ่งเป็นระยะทาง 400 กม. จากกรุงเทพฯ ในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2553 องค์กรสิทธิมนุษยชนเอเซีย (AHRC) ได้เปิดรณรงค์เรื่องกรณีของจีรนุช http://www.humanrights.asia/campaigns/chiranuch-prachatai

ประกันตัวและเตรียมตัวรับมือกับข้อกล่าวหา

กิตติ แสนสุขโรจน์วงศ์ อายุ 39 ปี ถูกจับกุมวันที่ 4 เมษายน 2552 ที่จังหวัดขอนแก่น ในข้อหาเผยแพร่ข้อมูลที่เข้าข่ายหมิ่นฯ

คดีเงียบหาย

ทศพรฤทัย ประเสริฐสูง ถูกจับกุมวันที่ 18 เมษายน 2552 ที่ร้านถ่ายเอกสารที่จังหวัดนครราชสีมาพร้อมกับใบปลิวหลายใบที่มีเนื้อหา เข้าค่ายหมิ่นพระมหากษัตริย์และองคมนตรี

ไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว อยู่ในคุก

กอแก้ว พิกุลทอง ถูกออกหมายจับวันที่ 21 พฤษภาคม 2552 หลังจากปราศรัยที่เชียงใหม่ แต่ตำรวจมักจะไม่บูมบามในคดีที่เป็นผู้มีชื่อเสียง กอแก้วเป็นแกนนำของ นปช. เขาเข้ามอบตัว และถูกคุมขังพร้อมกับนักโทษการเมือง 470 คน หลังการปราบปรามคนเสื้อแดงยุติลงเมื่อ 19 พฤษภาคม 2553 หลังจากอยู่ในคุกกว่า 9 เดือน ศาลอนุญาตให้มีการประกัันเขาและแกนนำ นปช. อีก 8 คน เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2554

คดียังอยู่ในระหว่างการสืบสวน

พิษณุ พรมสรณ์ หนึ่งในแกนนำ นปช. ถูกออกหมายจับคดีหมิ่นฯ ในเดือนกรกฎาคม 2552

หลบหนีคดี

ภิเษก สนิทธางกูร สถาปนิก ที่ถูกตำรวจเข้าตรวจค้น เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2552 ด้วยข้อกล่าวหาว่าเขาโพสต์ข้อความหมิ่นฯ ในเวบบอร์ด

เขาปฎิเสธข้อกล่าวหา และลี้ภัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา

ณัฐ สัตยาภรณ์พิสุทธิ์ อายุ 29 ปี ถูกจับกุมในวันที่ 16 ตุลาคม 2552 ภายใต้ พรบ. คอมพิวเตอร์ ในข้อกล่าวหาว่าว่าเผยแพร่คลิปส์ที่หมิ่นสถาบันฯ ในบล๊อก ‘StopLeseMajeste’ เขาได้รับการปล่อยตัวเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน โดยไม่แน่ชัดว่าได้รับอนุญาตให้ประกันตัวหรือด้วยสาเหตุใด

ไม่ชัดเจน / คดีอยู่ในระหว่างการสืบสวน

ธีรนันต์ วิภูชนิน, คฑา ปาจริยพงศ์, สมเจต อิทธิวรกุล,และ หมอทัศพร รัตนวงศา ถูกจับกุมระหว่างเดือนตุลาคม - พฤศจิกายน 2552 ในข้อหาให้ข่าวสารที่เป็นเท็จเกี่ยวกับสุขภาพของในหลวง

ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว

เพชรวรรต วัฒนพงษ์สิริกุล แกนนำกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ที่ถูกข้อกล่าวหาหลายคดี รวมทั้งหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เขาหลบหนีไปหลังจากการสลายการชุมนุมที่ราชประสงค์ในปี 2553 และตัดสินใจเข้ามอบตัวเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2554 และได้รับอนุญาตให้ประกันตัวด้วยวงเงิน 100,000 บาท

ได้รับอนุญาติให้ประกันตัว คดียังไม่สิ้นสุน

Richard Lloyd Parry บรรณาธิการ นิตยสารไทม์ประจำภาคพื้นเอเชีย(ลอนดอน) ถูกแจ้งความดำเนินคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่สถานีตำรวจดุสิตเมื่อเดือน พฤศจิกายน 2552 หลังจากเผยแพร่บทสัมภาษณ์ทักษิณในนิตยสาร

ไม่มีความคืบหน้าเรื่องคดี

2553 (2010)

ปรวย Salty Head ผู้กำกับภาพยนตร์โฆษณา ที่สนใจการเมืองและโพสต์ข้อคิดเห็นทางการเมืองในเวบบอร์ดประชาไท และฟ้าเดียวกัน (คนเหมือนกัน) หลังจากถูกจับกุมและสอบสวนในเดือนพฤษภาคม 2553 โดยสำนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เขาพบว่าตำรวจได้ติดตามเขามาตั้งแต่ปี 2551 ทั้งนี้ตำรวจ DSI 12 คนเข้าตรวจค้นที่บ้านพักของเขาในปลายเดือนพฤษภาคม 2553 และนำตัวเขาพร้อมเครืองคอมพิวเตอร์กระเป๋าหิ้ว 2 เครื่องไปยังสำนักงาน DSI ซึ่งเขาถูกสอบสวนหลายชั่วโมง คอมพิวเตอร์ถูกส่งคืนให้กับเขาหลังจากนั้นอีกสองสัปดาห์

เขาออกจากงาน ตัดสินใจขายรถและเดินทางออกจากประเทศไทย และกำลังจะต้องขายบ้าน

ขอลี้ภัย ครอบครัวของเขาถูกติดตามเป็นระยะเพื่อขอข้อมูลว่าเขาอยู่ที่ไหน


ธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดมกุล, 38 ปี

ผู้ ออกแบบ เวบไซด์คนเสื้อแดงหลายเวบ ถูกจับกุมตัวในเดือนเมษายน 2553 ถูกตัดสินจำคุก 13 ปีในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2554

อยู่ในคุก ทนายทำเรื่องอุธรณ์

สุริยัน กกเปือย อายุ 29 ปี นักซ่อมรองเท้า ถูกจับกุม ตัดสินจำคุก 6 ปี ในข้อหาหมิ่นฯ แต่หลังจากรับสารภาพได้รับลดโทษเหลือจำคุก 3 ปี

อยู่ในคุก

ปภัสชนัญญ์ ฉิ่งอินทร์ และพวก ถูกจับกุมตัว ในข้อหาหมิ่นฯ เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2553 และถูกตัดสินจำคุก 3 ปี

ประกันตัวและสู้คดี

สุชาติ นาคบางไทร (วรวุฒิ ฐานังกรณ์) อายุ 52 ปี ถูกจับกุมตัวในข้อหาหมิ่นฯ เมื่อวันที่ 2 พฤษจิกายน 2553 หลังจากหลบหนีคดีกว่าปี ถูกตัดสินจำคุก 6 ปี

อยู่ในคุก

วิภาส รักสกุลไทย นักธุรกิจเสื้อแดงจากจังหวัดระยอง ถูกจับกุมในวันที่ 29 เมษายน 2553 ในข้อหาหมิ่นฯ เขาปฏิเสธข้อกล่าวหา

ประกันตัวและอยู่ในระหว่างสู้คดี

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ กษิต ภิรมย์

สส. เพื่อไทยได้ฟ้องร้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศและผู้สนับสนุนหลัก พันธมิตร กษิต ภิรมย์ ในข้อหาหมิ่นฯ แต่ตำรวจก็ไม่ได้ดำเนินมาตรการใดๆ ในคดีนี้

กษิตเป็นรอยัลลิสต์คนสำคัญ

อำพล ตั้งนพคุณ อายุ 61 ปี คนหาเช้ากินค่ำ ถูกจับเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2553 ในข้อกล่าวหา “ส่ง SMS ที่เข้าข่ายหมิ่นฯ ไปยังนายกและในหลวง” ชายสูงวัยที่ขณะนี้อยู่ในคุก ปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยยืนยันว่า SIM การ์ดที่ตำรวจใช้สาวถึงตัวเขานั้นไม่ใช่ของตัวเอง

ถูกปฏิเสธการขอประกันตัว และอยู่ในคุก

ทอม ดันดี นัก ร้อง ถูกแจ้งความดำเนินคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพโดยเครือข่ายราษฎรอาสาป้องกัน สถาบัน หลังจากการปราศรัยของเขาที่เวทีคนเสื้อแดง เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2553

ธนพล บำรุงศรี อายุ 32 ปี ผู้ประกอบการคนเสื้อแดง ถูกจับกุมตัววันที่ 13 กันยายน 2553 จากการโพสต์ข้อความที่เข้าข่ายหมิ่นฯ ในหน้าเฟสบุ๊คของเขา

ประกันตัว อยู่ในระหว่างคดี

วิเศษ พิชิตลำเค็ญ ถูกจับที่สนามบินสุวรรณภูมิในเดือนกันยายน 2553 ในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ในขณะที่กำลังจะเดินทางออกจากประเทศไทย

ไม่มีข้อมูลเพ่ิมเติม

นาวาอากาศตรี ชนินทร์ คล้ายคลึง ลูกทัพอากาศ ถูกแจ้งความดำเนินคดีหมิ่นฯ โดยทหารจากลูกทัพเรือ จากโพตส์และเขียนข้อความในหน้าเฟสบุ๊คของเขา

ถูกพักงาน และคดียังอยู่ในระหว่างการสืบสวน

2554 (2011)

ทักษิณ ชินวัตร

ใน เดือนกุมภาพันธ์ 2554 วัชระ เพชรทอง สส. พรรคประชาธิปัตย์ ได้เข้าแจ้งความดำเนินคดกับทักษิณ ชินวัตร โรเบิร์ต อัมเตอร์ดัม และธนาพล อิ๋วสกุล (ในฐานะบรรณาธิการวารสารฟ้าเดียวกัน) ในการตีพิมพ์รายงานภาคภาษาไทยที่เตรียมโดยสำนักงานกฎหมายอัมเตอร์ดัม เกี่ยวกับการปราบปรามคนเสื้อแดงของทหารรอยัลลิสต์เมื่อเดือนเมษายน - พฤษภาคม 2553

คดียังอยู่ในระหว่างการสืบสวน

โรเบิร์ต อัมเตอร์ดัม ถูกแจ้งความดำเนินคดีพร้อมทักษิณ ชินวัตร ในเดือนกุมภาพันธ์ 2554(รายละเอียดอ้างแล้ว)

สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ (แซ่ด่าน), 68 ปี

แกนนำของกลุ่มแดงสยาม ถูกตำรวจบุกจับตัวในระหว่างกลับเข้าบ้านพักหลังจากจบการปราศรัยเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2554 มายัง สน.โชคชัย

เขาถูกส่งเข้าเรือนจำ และไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว

คดียังอยู่ในระหว่างการสืบสวน

เอกชัย หงส์กังวาน อายุ 35 ปี ถูกจับกุมในเวทีชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2554 พร้อมด้วยซีดีจำนวน 100 แผ่น (สารคดีเกี่ยวกับนักโทษคดีหมิ่นฯ ที่ทำโดยผู้สื่อข่าวต่างชาติ) และใบถ่ายเอกสารวิกิลีกส์จำนวน 10 แผ่น

ห้ามประกัน อยู่ในคุก

สมยศ พฤกษาเกษมสุข

บร รณาธิการเรด พาวเวอร์ และแกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย ถูกจับกุมที่ด่านไทย-เขมร อรัญประเทศ จังหวัดปราจีนบุรี เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2554 ในข้อหาหมิ่นฯ ตามหมายจับวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2554 เหตุผลที่แท้จริงน่าจะมาจากการที่เขาเป็นตัวตั้งตัวดีรณรงค์ล่ารายชื่อ 10,000 ชื่อเพื่อเสนอยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

สมยศถูกนำตัวส่งเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ที่มีเพื่อนนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและถูกจับกุมก่อนหน้านี้ในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

สหภาพแรงงาน และองค์กรแรงานหลายองค์กรทั่วโลกส่งจดหมายประท้วงการจับกุมสมยศ มายังรัฐบาลไทย

ห้ามประกัน อยู่ในคุก

ดร. สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

ผู้ ถูกฟ้องคดี หมิ่นฯ รายล่าสุด ซึ่งจะต้องเข้ารายงานตัวที่สถานีตำรวจนางเลิ้งในวันที่ 11 พฤษภาคม 2554 คือ ดร. สมศักดิ์ นักวิชาการด้านผู้ที่นำเสนอประเด็นเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างต่อ เนื่อง โดยเฉพาะหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ความเข้มข้นและแหลมคมของประเด็น ดร. สมศักดิ์ โดยเฉพาะข้อเสนอ 8 ข้อเพื่อปฎิรูปสถาบันกษัตริย์

นับ ตั้งแต่ ตั้งถามสองประเด็นต่อฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ ต่อการให้สัมภาษณ์ของพระองค์ในรายการ "วูดดี้เกิดมาคุย" เมื่อต้นเดือนเมษายน 2554 เป็นต้นมา ดร. สมศักดิ์ และภรรยา ถูกคุกคามอย่างหนัก จนต้องแถลงข่าวร่วมกับทีมนักวิชาการนิฎิราษฎร์เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2554 พร้อมกันนี้มีนักวิชาการหลายกลุ่มร่วมลงชื่อรวมกันกว่า 200 คน สนับสนุนจุดยืนทางวิชาการของดร. สมศักดิ์

วันที่ 11 พฤษภาคม 2554 สมศักดิ์ต้องเข้ารายงานตัวที่สถานีนางเลิ้งเพื่อรับทราบข้อกล่าวหา "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ"

- - - - - - - - -

ที่มา

Thai Political Prisoners

http://thaipoliticalprisoners.wordpress.com

LM Watch

http://lmwatch.blogspot.com

Prachatai.com is also a source of info on well-known LM victims.

http://www.prachatai.com/english/

http://thaienews.blogspot.com/

Bangkok Post etc.

ทหารกดดันตำรวจออกหมายเรียกสมศักดิ์ เจียมฯรับข้อหาหมิ่นวันพุธนี้ ทนายดักคออย่าหาเหตุยัดคุก

ที่มา Thai E-News

กรณี อ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล การเข้าพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียก ย่อมเป็นการแสดงถึงเจตนาอันบริสุทธิ์ในการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ทั้งก็มิได้มีพฤติการตามกฎหมายที่จะควบคุมตัว หรือขังไว้ระหว่างสอบสวน จึงต้องถือว่า ไม่มีเหตุที่จะออกหมายขังตามกฎหมาย ทั้งนี้ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๓๙ และมาตรา ๔๐ ดังนั้นพนักงานตำรวจจึงไม่สามารถร้องขอต่อศาลเพื่อขอออกหมายขังระหว่างสอบ สวนได้ ( แต่หากเป็นกรณีที่เรียกโดยมีหมายจับรอไว้อยู่แล้ว คงต้องมานั่งด่าตำรวจกันต่อไป)-ทนายอานนท์ นำภา

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
9 พฤษภาคม 2554

เว็บไซต์ประชาไท รายงานว่า นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะไปรับทราบข้อกล่าวหาที่กองทัพบกยื่นฟ้องในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่ สน.นางเลิ้ง ในวันพุธที่ 11 พฤษภาคม 2554 เวลา 10.00 น.

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 24 เม.ย. นายสมศักดิ์ ได้แถลงข่าวกรณีมีการคุกคาม หลังร่วมอภิปรายเรื่อง สถาบันกษัตริย์-รัฐธรรมนูญ-ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2553 ที่ม.ธรรมศาสตร์ โดยมีนักวิชาการ นักกิจกรรมจำนวนมาก ออกแถลงการณ์ให้กำลังใจนายสมศักดิ์ และเรียกร้องให้รัฐหยุดคุกคามเสรีภาพของประชาชน
























ทนายอานนท์ นำภา ซึ่งเป็นทนายความให้กับผู้ต้องหาคดีมาตรา112หลายราย เขียนบทความเรื่อง ออกหมายเรียก อ.สมศักดิ์ : คำถามและคำตอบตามกระบวนการยุติธรรมแบบไทย ๆในเวบไซต์สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์ ดังต่อไปนี้

มีคำถามจากทางท่านที่สนใจในข้อกฎหมายว่า คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ใครคือผู้ที่สามารถฟ้อง หรือแจ้งความร้องทุกข์ได้บ้าง และ การออกหมายเรียกของตำรวจ สามารถทำได้หรือไม่ อย่างไร และผู้ที่ถูกเรียกมีโอกาสถูกควบคุมตัวหรือไม่

ผู้เขียนในฐานะทนายความขออนุญาตอธิบายถึงข้อกฎหมายคร่าวๆ สำหรับท่านที่สนใจ และน่าจะเป็นประโยชน์ต่อกรณีการออกหมายเรียกหรือหมายจับรวมถึงน่าจะเป็นข้อ ถกเถียงถึงความชอบธรรมของการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าพนักงานตำรวจต่อไป

Q : คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ คืออะไร ใครสามารถแจ้งความร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดดังกล่าวได้บ้าง

A : คดีที่เราเรียกกันว่าคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แท้ที่จริงก็คือ ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ ซึ่งบัญญัติว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จ ราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี” ซึ่งประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน(ไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัวที่สามารถยอมความได้)

ดังนั้น หากผู้ใดพบเห็นว่ามีการกระทำความผิดก็สามารถแจ้งความ(กล่าวโทษ) ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายได้

จากข้อเท็จจริงกรณีอ.สมศักดิ์ น่าจะเป็นกรณีที่กองทัพเข้าแจ้งความ(กล่าวโทษ) ว่า อ.สมศักดิ์ ได้กระทำความผิดในข้อหา “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ไม่ใช่การ “ฟ้อง” ตามที่เป็นข่าว

หมายเหตุ : กลุ่มนิติราษฎร เสนอให้แก้ไขประมวลกหมายอาญามาตรา ๑๑๒ โดยให้ผู้มีอำนาจกล่าวโทษเปลี่ยนจากบุคคลทั่วไปเป็นสำนักราชเลขาธิการ ดูเพิ่มใน http://www.enlightened-jurists.com/blog/27

Q : เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือตำรวจได้รับแจ้งความ(กล่าวโทษ) แล้ว จะดำเนินการอย่างไร

A : เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือตำรวจได้รับแจ้งความ(กล่าวโทษ) แล้ว ก็จะดำเนินการสืบสวนตามกฎหมายและมีอำนาจที่จะนำตัวผู้ที่ถูกกล่าวหามาสอบสวน ๒ ประการคือ ๑.มีหมายเรียกให้ผู้ถูกกล่าวหามารับทราบข้อกล่าวหาและทำการสอบสวน (ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๕๒) ซึ่งหมายเรียกนั้นจะต้องทำเป็นหนังสือและมีข้อความดั่งต่อไปนี้

(1) สถานที่ออกหมาย
(2) วันเดือนปีที่ออกหมาย
(3) ชื่อและตำบลที่อยู่ของบุคคลที่ออกหมายเรียกให้มา
(4) เหตุที่ต้องเรียกผู้นั้นมา
(5) สถานที่ วันเดือนปีและเวลาที่จะให้ผู้นั้นไปถึง
(6) ลายมือชื่อและประทับตราของศาล หรือลายมือชื่อและตำแหน่ง เจ้าพนักงานผู้ออกหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๕๓ ซึ่งเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานสามารถออกได้เองโดยไม่ต้องร้องขอต่อศาล

หรือ ๒. หากเห็นว่ามีเหตุในการออกหมายจับ ก็สามารถร้องขอต่ออศาลให้ศาลออกหมายจับได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ อาญามาตรา ๖๖ ซึ่งบัญญัติว่า ” เหตุที่จะออกหมายจับได้มี ดังต่อไปนี้

(1) เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญา ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปี หรือ
(2) เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญาและมีเหตุอันควร เชื่อว่าจะหลบหนี หรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่อเหตุอันตรายประการอื่น

ถ้าบุคคลนั้นไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง หรือไม่มาตามหมายเรียกหรือตามนัดโดยไม่มีข้อแก้ตัวอันควร ให้สันนิษฐานว่าบุคคลนั้นจะหลบหนี”

หมายเหตุ : ในทางปฏิบัติ หากเป็นความผิดที่มีโทษทางอาญาตั้งแต่ ๓ ปีขั้นไป ตำรวจมักร้องขอต่อศาลให้ศาลออกหมายจับผู้ต้องหาเลย โดยไม่มีการออกหมายเรียก และแนวคำวินิจฉัยของศาลก็มักจะตีความว่าสามารถกระทำได้

Q : เมื่อมีการออกหมายเรียกหรือหมายจับแล้ว กรณีที่มีการออกหมายเรียกแล้วผู้ถูกกล่าวหามาแสดงตัวต่อพนักงานตำรวจ พนักงานตำรวจจะดำเนินการอย่างไร

A : เมื่อผู้ถูกกล่าวหามาแสดงตนต่อพนักงานตำรวจ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา มาตรา ๑๓๔ ซึ่งบัญญัติว่า ” เมื่อผู้ต้องหาถูกเรียก หรือส่งตัวมา หรือเข้าหาพนักงานสอบสวนเอง หรือปรากฏว่าผู้ใดซึ่งมาอยู่ต่อหน้าพนักงานสอบสวนเป็นผู้ต้องหา ให้ถามชื่อตัว ชื่อรอง ชื่อสกุล สัญชาติ บิดามารดา อายุ อาชีพ ที่อยู่ ที่เกิด และแจ้งให้ทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่กล่าวหาว่าผู้ต้องหาได้ กระทำผิด แล้วจึงแจ้งข้อหาให้ทราบ

การแจ้งข้อหาตามวรรคหนึ่ง จะต้องมีหลักฐานตามสมควรว่าผู้นั้นน่าจะได้กระทำผิดตามข้อหานั้น

ผู้ต้องหามีสิทธิได้รับการสอบสวนด้วยความรวดเร็ว ต่อเนื่อง และเป็นธรรม

พนักงานสอบสวนต้องให้โอกาสผู้ต้องหาที่จะแก้ข้อหาและที่จะแสดงข้อเท็จจริง อันเป็นประโยชน์แก่ตนได้

เมื่อได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว ถ้าผู้ต้องหาไม่ใช่ผู้ถูกจับและยังไม่ได้มีการออกหมายจับ แต่พนักงานสอบสวนเห็นว่ามีเหตุที่จะออกหมายขังผู้นั้นได้ตาม มาตรา 71 พนักงานสอบสวนมีอำนาจสั่งให้ผู้ต้องหาไปศาลเพื่อขอออกหมายขังโดยทันที แต่ถ้าขณะนั้นเป็นเวลาที่ศาลปิดหรือใกล้จะปิดทำการ ให้พนักงานสอบสวนสั่งให้ผู้ต้องหาไปศาลในโอกาสแรกที่ศาลเปิดทำการ กรณีเช่นว่านี้ให้นำ มาตรา 87มาใช้บังคับแก่การพิจารณาออกหมายขังโดยอนุโลม หากผู้ต้องหาไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานสอบสวนดังกล่าว ให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจจับผู้ต้องหานั้นได้ โดยถือว่าเป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วนที่จะจับผู้ต้องหาได้โดยไม่มีหมายจับ และมีอำนาจปล่อยชั่วคราวหรือควบคุมตัวผู้ต้องหานั้นไว้”

Q : กรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาเข้าพบพนักงานตำรวจ ตำรวจมีอำนาจควบคุมตัวได้หรือไม่

A : จากบทบัญญัติมาตรา ๑๓๔ วรรคท้ายที่บัญญัติว่า “เมื่อได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว ถ้าผู้ต้องหาไม่ใช่ผู้ถูกจับและยังไม่ได้มีการออกหมายจับ แต่พนักงานสอบ สวนเห็นว่ามีเหตุที่จะออกหมายขังผู้นั้นได้ตาม มาตรา 71 พนักงานสอบสวนมีอำนาจสั่งให้ผู้ต้องหาไปศาลเพื่อขอออกหมายขังโดยทันที”

หมายเหตุ : มีความเห็นทางกฎหมายของนายวรวิทย์ ฤิทธิทิศ ผู้พิพากษาว่า การที่ผู้ถูกกล่าวมาแสดงตนต่อหน้าเจ้าพนักงานนั้น ไม่ถือว่ามีการจับ และเมื่อไม่มีเหตุที่จะควบคุมตัวก็ต้องปล่อยผู้ถูกกล่าวหานั้นไป ดูเพิ่มที่ http://elib.coj.go.th/Article/j4_5_7.pdf

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเห็นว่า กรณีอ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล การเข้าพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียก/คำสั่งเรียก ย่อมเป็นการแสดงถึงเจตนาอันบริสุทธิ์ในการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ทั้งก็มิได้มีพฤติการตามกฎหมายที่จะควบคุมตัว หรือขังไว้ระหว่างสอบสวน จึงต้องถือว่า ไม่มีเหตุที่จะออกหมายขังตามกฎหมาย ทั้งนี้ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๓๙ และมาตรา ๔๐ ดังนั้นพนักงานตำรวจจึงไม่สามารถร้องขอต่อศาลเพื่อขอออกหมายขังระหว่างสอบ สวนได้ ( แต่หากเป็นกรณีที่เรียกโดยมีหมายจับรอไว้อยู่แล้ว คงต้องมานั่งด่าตำรวจกันต่อไป)

ขอให้กฎหมายจงดำรงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ และเป็นธรรม !

********
สมศักดิ์(เจียม)และเพื่อนกับ"โพรเมธิอุส"



จาก บล็อกโอเคเนชั่น

เมื่อแรกมีคนเกิดขึ้นในดินแดนกรีกนั้น
มหาเทพซุสได้ออกบัญญัติห้ามมิให้เทพทุกองค์สอนวิทยาการใดๆ ให้แก่มนุษย์เป็นอันขาด
มหาเทพต้องการเพียงความอ่อนน้อมเชื่อฟังและศรัทธาต่อพระองค์
โดยไม่สนใจว่าผู้คนจะต้องขดตัวสั่นเทาในฤดูหนาวอันมืดมิด ถูกสัตว์ร้ายรังควานไล่ล่า
หรือทนกินอาหารดิบ ทั้งๆ ที่ไม่ได้เกิดแถวญี่ปุ่นหรือแถบอีสาน

ซุสคิดว่าตราบใดที่มนุษย์ยังโง่เขลา ขาดความรู้ ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้
ก็จะต้องสวดอ้อนวอน หวาดกลัว และเชื่อฟังพระองค์อยู่ร่ำไป
แถมยังจะชื่นชมเสียด้วย เมื่อคราใดซุสยอมแบ่งพลังแบบปลาซิวปลาสร้อยมาช่วยเหลือเป็นครั้งคราว

แต่ใช่ว่าในบรรดาทวยเทพเขาจะคิดเหมือนท่านหัวหน้าพรรคกันทุกองค์นะครับ
โพรเมธิอุส ผู้เป็นบุตรแห่งเทพสมุทรไคลมินี
เห็นความยากแค้นของมนุษย์แล้วบังเกิดความสงสารเป็นอย่างมาก

พระองค์เหาะลงจากภูเขาโอลิมปัส
มอบสิ่งประดิษฐ์อันมีค่าที่สุดของตนซึ่งก็คือ 'ไฟ' ให้กับมนุษย์
ทั้งยังสอนวิธีหุงหาอาหารและวิธีการก่อกองไฟให้ความอบอุ่นอีกด้วย
ปัญญาพื้นฐานเหล่านี้ ช่วยให้มนุษย์ก้าวเดินไปข้างหน้า เหมือนแสงสว่างที่ไล่ความมืดมิดจนหมดสิ้น

แน่นอนครับ ความรู้ทำให้คนหัดพึ่งตัวเอง
และเลิกใช้โปรโมชั่นแบบขูดรีดจากเหล่าทวยเทพไปตามลำดับ
(สังเวยวัวห้าสิบตัวแล้วเจ้าจะได้รับการปกป้องชีวิตเเละทรัพย์สินหกสิบชั่วโมงต่อเดือน
เศษของชั่วโมงคิดเป็นชั่วโมง หกปกป้องคนนอกเครือข่ายคิดต่างหากเป็นต้น)


ซุสพิโรธมากจนสายฟ้าออกหู แต่ก็ไม่สามารถเอาไฟคืนจากมนุษย์
เพราะกฎของเทพระบุไว้ว่า..ต่อให้ซุสเองก็ยังไม่อาจเรียกคืนสิ่งที่เทพองค์อื่นเป็นผู้ให้ได้
เมื่อหมดทางซิกแซกพระองค์จึงต้องปล่อยเลยตามเลย
แล้วหันมาเอาคดีความกับโพรเมธิอุสผู้อารีแทน

โพรเมธิอุสถูกล่ามกับภูเขาคอเคซัส ให้อินทรีอีธอนโฉบลงมาทึ้งกินตับทุกวัน
โดยที่ตับนั้นจะงอกกลับมาเหมือนเดิมอีกครั้งในตอนเย็น

โพรเมธิอุสถูกพันธนาการอยู่กว่าสิบสองชั่วอายุคนครับ ตอนหลังถึงถูกช่วยเหลือโดยเฮอร์คิวลิส
แต่...เรื่องราวยังไม่จบ เพราะซุสนั้นผูกใจเจ็บไม่ยอมเลิกราง่ายๆ
คงหาทางล้างแค้นโพรเมธิอุสและมนุษย์ผู้มีสติปัญญาพอปลดปล่อยตนเองจากพระองค์ต่อไป

...

ปัจจุบันนี้ คนส่วนใหญ่ไม่เชื่ออีกต่อไปแล้วว่าเทพตามตำนานกรีกมีอยู่จริง
เช่นเดียวกับที่ไม่เชื่อว่าจะมีใครจับคนร้ายในเหตุระเบิดทั่วเมืองไทยได้
แต่รูปแบบของตำนานก็ยังมีให้เห็นอยู่ทั่วทุกมุมโลก

ปัญญามักเป็นสิ่งต้องห้ามของจอมเผด็จการที่ซ่อนตนเองอยู่ใต้หน้ากากแห่งคำว่าศรัทธาเสมอ
และผู้หวังนำความรู้มาสู่มนุษย์ที่เหลือ มักถูกตราหน้าว่าเป็น ผู้ทรยศ
พวกเลี้ยงไม่เชื่อง ขาประจำ หรือกระทั่ง...เทวดาตกสวรรค์


เรื่องของโพรเมธิอุสในวันนี้ ขออุทิศเป็นกำลังใจให้กับผู้นำสติปัญญามาสู่ผู้ชมเสมอ
แม้ว่าบางครั้งจะเหนื่อยหนัก ต้องศึกษาความรู้ใหม่ๆ ทุกวันจนหัวหมุน
หรือถูกซุสที่ไม่มีหนวดและหน้าไม่กลมคอยรังควานสักเพียงใดครับ

'วิเคราะห์การเมือง..หลังเส้นตายยุบสภา'

ที่มา Voice TV



วันที่ 6 พฤษภาคม ถือเป็นวันสุดท้ายหรือวันครบกำหนด “เส้นตาย” ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ประกาศว่าจะยุบสภาภายในสัปดาห์แรกของเดือนพฤษภาคม และในตอนบ่ายวันนี้ นายกรัฐมนตรี ก็ได้แถลงว่า ได้นำร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภา ขึ้นทูลเกล้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว


ในขณะที่กลุ่มการเมืองต่างๆ ต่างวิเคราะห์กันว่า การยุบสภานั้นอาจจะต้องเลื่อนออกไป ด้วยเหตุผลต่างๆ ที่เห็นว่า จะเกิดปัญหาขึ้นหากยังไม่พร้อมสำหรับการเลือกตั้ง


การเมืองหลังจาก มีพระราชกฤษฎีกา ยุบสภา จะเป็นอย่างไร รวมทั้งการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น จะทำให้ประเทศชาติ ผ่านพ้นวิกฤตต่างๆ ไปได้หรือไม่ นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตนายกรัฐมนตรี วิเคราะห์ในรายการ Hot topic
นายจาตุรนต์ กล่าวว่า การเลือกตั้งจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แม้จะมีเหตุผลต่างๆเข้ามา แต่ก็ยังไม่เป็นเหตุให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไป เพราะประชาชนทุกคนต้องการให้ประเทศผ่านพ้นวิกฤต แม้ว่าจะยุบสภาไปแล้ว กฏหมายเลือกตั้งตกไป ก็ต้องว่ากันตามรัฐธรรมนูธที่ได้กำหนดเอาไว้


สำหรับการเคลื่อนไหวของกลุ่มเคลื่อนไหวต่างๆในช่วงของการหาเสียงเลือกตั้บ นายจาตุรนต์ เชิ่อว่า ไม่น่าจะเกิดขึ้น ส่วนการทุจริตการซื้อเสียง นายจตุรนต์ ยอมรับว่าน่าจะเป็นปัญหาใหญ่ แต่เชื่อว่าการซื้อเสียงสำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปได้ยาก เพราะประชาชนจะรับฟังและเลือกที่นโยบายของพรรคเป็นหลัก ทุกพรรคการเมืองต่างหยิบนโยบายที่เข้มข้นขึ้น และสูงขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน

กรณ์ VS ณัฐวุฒิ สงครามไพร่-อำมาตย์ ที่ทองหล่อ

ที่มา Voice TV



Wake up Thailand ประจำวันจันทร์ที่ 9 พฤษภาคม 2554

นำเสนอในประเด็น

- การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 1
- ผลการประชุมสุดยอดผู้นำอาเชียน
- ภาคประชาชน อาเซียน 10 ประเทศ เสนอ 3 ประเด็น
- พม่า"หวังเก้าอี้ ปธ.อาเซียน” 57
- สถิติการโหวตในสภา
- เอแบคโพลชี้ เพื่อไทยได้รับการสนับสนุนจาก ปชช.
- เหนือ ปชป.เกือบทุกตัวชี้วัด ยกเว้นซื่อสัตย์สุจริต
- นิด้าโพลชี้ “เพื่อไทย” เฉือน”ประชาธิปัตย์
- สำรองเพิ่มหมื่นล. กู้บ้านหลังแรก ธอส.แจกบัตรคิว 9
- พ.ค.นี้-คาดอนุมัติแค่40%
- มุทิตาจิต 70 ปี อ.ชาญวิทย์ Voice new วันเสาร์ที่ 7 พ.ค 54
- ทฤษฎีลูกกวาด

พฤหัสทับดวงเมือง

ที่มา มติชน



โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 8 พฤษภาคม 2554)


22.39 น. 4 พฤษภาคม 2554 ที่ผ่านมา

ดาวใหญ่ฝ่ายคุณธรรม "พฤหัสบดี" โคจรเข้าทับดวงเมือง

และหลัง 24 พฤษภาคม 2554 ดาวราหูจะโคจร สู่ "เรือนมรณะ"

การขับเคลื่อนของ "ดวงดาว" ดังกล่าว ทำให้โหราจารย์หลายคน บอกว่า "ความสงบร่มรื่น" จะคืนกลับสู่ประเทศอีกครั้ง

ฟังแล้ว ก็ "ใจชื้น"

อย่างไรก็ตาม เมื่ออ่าน "มติชนสุดสัปดาห์" ฉบับล่าสุด หน้าปก "โอซามา บิน ลาเดน" พร้อมกับคำพาดปก "พฤหัสทับลัคนา" ทั้งในส่วนบทความ "ในประเทศ" และบทความ "ต่างประเทศ" แล้ว ก็ต้องรั้งๆ ใจตัวเองเอาไว้ตามสมควร

จะ "เพริด" ไปตาม "ลิขิตของดวงดาว" ว่าสถานการณ์บ้านเมืองจะสงบ โดยไม่ใส่ใจ ข้อเท็จจริง และแนวโน้ม อื่นๆ เลยไม่ได้

เอาเรื่อง "บิน ลาเดน" ก่อน

แม้ ชาวอเมริกันจะเฉลิมฉลองด้วยความดีอกดีใจ ที่ศัตรูหมายเลข 1 ของประเทศถูกเด็ดชีพ หลังจากที่ทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างตามล่า มาร่วม 10 ปี

แต่ก็ดูเหมือนว่านักวิเคราะห์ทั่วโลก จะมองไปในทิศทางเดียวกัน

นั่นก็คือ "เรื่องไม่จบ"

ไม่จบ เพราะเชื่อว่า "กลุ่มก่อการร้าย" (ในสายตาตะวันตก) จะสืบทอดเจตนารมณ์ของ บิน ลาเดน ต่อไป

ทั้งการ "แก้แค้น"

ทั้งการต่อต้าน "อำนาจ" สหรัฐที่แผ่ขยายไปทั่วโลก

บรรยากาศแห่งความหวาดกลัว หวาดระแวง ยังคงจะดำเนินต่อไป

และยิ่งจะเลวร้ายลงไปอีก หาก "สหรัฐ" เชื่อว่าปฏิบัติการแบบฮีโร่ฮอลลีวู้ด คือ "สิ่งที่ถูกต้อง" สามารถบุกเข้าไป ที่ไหน อย่างไรก็ได้ เพราะถือตนเองเหนือกว่าทั้งทางด้านเทคโนโลยีและอาวุธ โดยไม่ได้ใส่ใจว่าจะไปละเมิดชีวิต หรืออธิปไตยของคนอื่น-ประเทศอื่น

ซึ่งนั่นจะนำไปสู่กระแสความไม่พอใจ ของผู้ถูกกระทำอย่างแน่นอน

แล้วจะนำไปสู่การต่อต้าน "สหรัฐ" อย่างรุนแรงอีกครั้ง

"อำนาจ" จึงไม่อาจจะยุติ "ปัญหา" ได้อย่างเบ็ดเสร็จ และถาวร

ซึ่งตรงนี้ ก็สามารถย้อนมาสู่การพิจารณาความเป็นไปของประเทศไทยเราได้เช่นกัน

นั่นคือ "อำนาจ" ไม่อาจเป็นยาวิเศษแก้ปัญหาชาติอย่างถูกต้องได้ โดยเฉพาะ "อำนาจนอกระบบ" ทั้งหลาย

เมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทำตามคำมั่น ด้วยการทูลเกล้าฯเสนอ "ยุบสภา" เมื่อบ่ายวันที่ 6 พฤษภาคม

จากนี้ถนนทุกสายก็ควรมุ่งไปสู่ "การเลือกตั้ง"

และทำให้การเลือกตั้งนั้นสนองเจตจำนงประชาชนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ไม่ควร มีอำนาจอื่นใด ทั้งที่ "มองเห็น" และ "มองไม่เห็น" เข้ามาบิดเบือน "อำนาจตามระบอบประชาธิปไตย" ของประชาชนนั้น

จริงอยู่ แม้จะมีความหวาดวิตกว่า "เลือกตั้ง" แล้ว วิกฤตของชาติก็ไม่จบ มีความวุ่นวาย และปัญหาต่อไปแน่นอน

แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะทำให้อำนาจ "อื่น" เข้ามาขัดขวาง หรือ ดำรงตนเป็น "คุณพ่อรู้ดี" ว่าควรจะทำหรือไม่ทำอะไร

ปล่อยให้กระบวนการ "เลือกตั้ง" ที่เป็นผลมาจากการใช้สิทธิใช้เสียงของประชาชน ปรับตัว เรียนรู้ และหาทางออกด้วยตนเอง

ไม่ควรมี "ใคร" เข้ามายุ่งเกี่ยวอีก

และไม่ควรมี "ใคร" ใช้อำนาจพิเศษเพื่อตนเองทั้งสิ้น

เพราะ "บทเรียน" ที่เราได้รับ ยืนยันว่า "ทางลัด" "ทางพิเศษ" ไม่ได้นำไปสู่การแก้ปัญหา

ตรงกันข้ามกับสร้างปัญหายิ่งขึ้นอีก

หากเราเชื่อการลิขิตของดวงดาว ว่านับจากนี้ไปประเทศชาติจะเข้าสู่ความสงบสุข

ก็ขอให้เชื่อว่าความสงบสุขดังกล่าวเกิดมาจากการเคารพเจตนารมณ์ส่วนใหญ่ของประชาชน

ซึ่งตอนนี้ก็คือ "การเลือกตั้ง"

ไม่ใช่ความสงบสุขที่เกิดจากอำนาจ "อื่นใด" มาจัดการ หรือแทรกแซง

สำหรับประชาชนแล้วต้องทำใจ และเข้าใจว่า เส้นทางหลังเลือกตั้ง เป็นทาง "วิบาก" แน่นอน

แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นใดที่เหมาะสมกว่านี้

อย่าไปเชื่อกับการชี้นิ้วของใครว่าควรจะไปทางโน้นทางนี้เด็ดขาด

ตั้ง"คำถามต่อความเป็นมนุษย์"ปมพฤษภาฯเดือด เผยสถิติเจ็บ-ตายถูกยิงกลางวันแสกๆ กระสุนเข้าลำตัวช่วงบนเยอะสุด

ที่มา มติชน




อ.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ




นิทรรศการ "คำถามต่อความเป็นมนุษย์














กราฟแสดงตัวเลขผู้เสียชีวิต









ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ผ่านมา ที่ห้องประชุมมูลนิธิ 14 ตุลา อนุสรณ์สถาน14ตุลา สี่แยกคอกวัว มีการ เสนอเอกสารข้อเท็จจริงกรณีเหตุรุนแรงเดือนพฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมา ของกลุ่ม "มรสุมชายขอบ" คณะทำงานเฉพาะกิจ นำทีมโดย ดร.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

อ.บัณฑิต กล่าววว่าในเอกสารได้ระบุข้อสังเกตในตัดสินใจและปฏิบัติการของศูนย์อำนวยการ แก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ระหว่างวันที่ 13-19 พฤษภาคม 2553 มีทั้งหมด 11 ข้อ

ประกอบด้วย 1. ในระหว่างการชุมนุมมีการสร้างภาพความขัดแย้งระหว่างทหารกับแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) โดย เฉพาะกองกำลังพล ร.2 รอ. ที่มีฉายาบูรพาพยัคฆ์กับฝ่าย นปช. ถึงกับมีการบ่งชี้ว่าเป็น “โจทก์เก่า” ส่งผลต่อการตั้งคำถามต่อความรอบคอบเหมาะสมในการตัดสินใจของรัฐบาลและ ศอฉ. ว่ามีทางเลือกที่จะใช้กำลังหน่วยอื่น

2. ผลสืบเนื่องจากข้อ 1 ทำให้เกิดคำถามตามหลักสากล การ กำหนดยุทธวิธีในการเข้าปะทะ (Rule of Engagement) จะต้องไม่ใช้หน่วยทหารที่ถึงขั้นละลายจากการปะทะครั้งก่อนหน้าหรืออาจมี อารมณ์ในการปะทะกับฝูงชนหรือประชาชน ซึ่งมีความโกรธแค้นอยู่เป็นทุนเดิม สิ่งเหล่านี้น่าจะป้องกันบรรเทาได้ด้วยการใช้หน่วยทหารที่มีความชำนาญเฉพาะ

3. การเคลื่อนกำลัง ในการเคลื่อนกำลังของกองทัพใช้รถสายพานและรถบรรทุกส่วนหนึ่ง เป็นทั้งข้อดีและข้อเสีย ดังที่ปรากฏในวันที่ 10 เมษายน ว่าการใช้รถสายพานลำเลียงน่าจะก่อให้เกิดผลทางจิตวิทยาในการข่มขวัญฝ่ายผู้ ชุมนุมและช่วยป้องกันนายทหารภาคสนามได้

4. การสื่อสารคำสั่ง การตามสายการบังคับบัญชาในปฏิบัติการทางทหารที่ใช้กำลังกว่าห้าหมื่นนาย ได้ใช้วิธีการสื่อสารใดในระหว่างปฏิบัติการ ภาพรถจักรยานยนต์ที่ล้มลงพร้อมการเสียชีวิตของพลทหารณรงค์ฤทธิ์ สาระ ในวันที่ 28 เมษายน 2553 น่าจะเป็นบทเรียนสาคัญในการจัดการสื่อสารของกองทัพได้ไม่มากก็น้อย ในบางกรณีก็ยังเป็นปริศนา เช่น บุคลากรของกองทัพอากาศ 2 นาย ขับขี่รถยนต์ กระบะเข้าพื้นที่ในวันที่ 17 พฤษภาคมและถูกยิงบริเวณ ทาให้ จ.อ.อ. พงศ์ชลิต พิทยานนทกาญจน์ เสียชีวิต เป็นต้น

5. ในทางยุทธวิธีว่าทหารได้รับคำสั่งให้ดำเนินการกับ นปช. และผู้ชุมนุมอย่างไร มีมาตรการแยกแยะผู้ชุมนุม ออกจากประชาชนทั่วไปและกลุ่มก่อการร้ายหรือไม่

6. ปฏิบัติการของ ศอฉ. เน้นการใช้วิธีการใช้ปืนยิงขึ้นฟ้าเพื่อข่มขวัญ เช่น การยิงปืนขึ้นฟ้าถูกใช้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม เวลา 0.10 น. ซึ่งเป็นเวลากลางดึก จากนั้นก็ใช้วิธีการยิงกระสุนยางในตอนเช้าเวลา 7.00 น. เพื่อเปิดทางให้ทหารเข้าพื้นที่ควบคุม จากนั้นมีการใช้กระสุนยางยิงเปิดทางในเวลาประมาณ 12.00 น. แต่ก็มีการยิงปืนขึ้นฟ้าเพื่อข่มขวัญอีก ในเวลา 12.30 น.มีการใช้แก๊สน้ำตาและยิงปืนข่มขู่ควบคู่กัน จนกระทั่งมีการปะทะกันระหว่างทหารกับกลุ่มกองกำลังในสวนลุมพินีมีการปะทะกัน ด้วยกระสุนจริงในช่วงเวลา 12.30-13.30 น. ส่วนการ์ด นปช. ในย่านถนนพระราม 4 ได้จำกัดการตอบโต้เพียงประทัดยักษ์และพลุบั้งไฟ ในเวลาต่อมามีการปะทะกันระหว่างทหารกับการ์ด นปช. ที่ยิงน็อต หินและลูกแก้วพลุตะไล ขณะที่ทหารเลือกใช้กระสุนยางตอบโต้

7. เมื่อรัฐใช้ทหารเข้าจัดการชุมนุมของพลเรือน เครื่องบ่งชี้ความรุนแรงอีกประการหนึ่ง ได้แก่การใช้กระสุนรบกับประชาชน หลัง จากการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนายอภิสิทธิ์มีการเปิดเผยจานวนกระสุนที่ถูก เบิกจ่ายและใช้ไปในระหว่างการจัดการเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2553 ยอดเบิกจ่ายกระสุนปืน ตั้งแต่ 11 มีนาคม-19 พฤษภาคม 2553 น่าสะเทือนใจ เพราะพล.อ.ดาว์พงษ์ ถึงกับอุทานว่า "ตัวเลขเป๊ะๆ" นั้น หลุดออกมาได้อย่างไร…”

8. การตั้งเขตยิงกระสุนจริง ในเขตราชปรารภ และซอยรางน้ำเป็นการสร้างข้อกังขาให้ แก่ผู้ได้พบเห็นมาก เพราะเป็นจุดที่มีการเสียชีวิตมากที่สุดจุดหนึ่ง แต่เพียงไม่นานก็ถูกถอด เปลี่ยนเป็นป้าย "บริเวณนี้ใช้เครื่องมือปราบจลาจล" รวมเวลาที่ใช้กระสุนจริงอย่างน้อย 29 .20 ชั่วโมง

9. การจัดการหน่วยกู้ชีพ ความสูญเสียอาจลดได้มาก หากรัฐบาลได้จัดเตรียมกำลังและประสานงานกับหน่วยกู้ชีพ เว้นแต่มีความต้องการกำจัดผู้ชุมนุมอย่างเด็ดขาด นับแต่วันที่ 14 พฤษภาคม เวลาประมาณ 18.30 น. หน่วยกู้ชีพทุกหน่วยถูกสั่งให้ถอนกำลังออกจากพื้นที่ ผู้ชุมนุมรับภาระในการนำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลเอง, ในวันที่ 15 พฤษภาคม เวลา 16.50 น. รถกู้ชีพไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้ เพราะถูกทหารยิงสกัดเอาไว้ มีเพียงคันเดียวที่เข้าไปรับคนเจ็บ

10. การเจรจาเพื่อลดระดับความขัดแย้งให้เข้าสู่ภาวะปกติ ความพยายามในการเจรจาของฝ่ายรัฐบาลขึ้นกับบทบาทของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะและนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในขณะที่แกนนา นปช. มีบทบาทสำคัญในการเจรจาตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม และเมื่อการเจรจาล้มเหลวจะเห็นได้ว่ามีความพยายามของกลุ่มอื่น เช่น ฝ่ายวุฒิสภาที่เสนอตัวเข้ามาร่วมคลี่คลายวิกฤต อย่างไรก็ดี ไม่มีคาตอบจากฝ่ายรัฐบาลจนวินาทีสุดท้ายที่เข้าสลายการชุมนุม ส่งผลให้ผู้ชุมนุมเสียชีวิตและบาดเจ็บ รวมทั้งกรณี 6 ศพวัดปทุมวนารามอีกด้วย

และ 11. การละเลยรายละเอียดเล็กๆ แต่สำคัญในเทคนิคการเจรจาแบบสันติวิธี เช่น การจัดโต๊ะ เจรจาระหว่างรัฐบาลกับแกนนา นปช. เป็นจัดโต๊ะแบบประจันหน้า ที่กำหนดลำดับชั้น อาวุโส และการเป็นคู่ตรงกันข้าม น่าเสียดายว่าทีมสันติวิธีที่เป็นคนกลางน่าจะพิจารณาจัดโต๊ะแบบกลม เพื่อเลี่ยงความรู้สึกประจันหน้าระหว่างศัตรู

ข้อสังเกตว่าด้วยผู้ชุมนุมที่บาดเจ็บและเสียชีวิต

1. กลุ่มผู้บาดเจ็บ เอกสารที่ได้จากสถานพยาบาล ได้มีสถิติคนเจ็บระหว่างวันที่ 13-19 พฤษภาคม พบว่ามีคนเจ็บ
ที่ถูกบันทึกเอาไว้จานวน 582 ราย เวลา ที่ผู้บาดเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาลเป็นเวลาระหว่าง12.00-18.00 น. เป็นช่วงเวลาที่มีผู้บาดเจ็บมากที่สุดถึงร้อยละ 30 เป็นที่น่าสังเกตว่าเป็นเวลากลางวันที่ผู้บาดเจ็บน่าจะเป็น "เป้าหมาย" ที่ชัดเจนและผู้ยิงหรือสั่งการยิงมาสามารถ "เห็น" ได้ รองลงมาคือ กลุ่มที่ถูกยิงระหว่างหลังเที่ยงคืนถึง 6 โมงเช้ากว่าร้อยละ 16 นอกจากนี้ ในกลุ่มผู้บาดเจ็บเป็นพลเรือนถึงร้อยละ 90.2 ขณะที่เป็นเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจร้อยละ 7.04 กลุ่มผู้บาดเจ็บเป็นชายมากที่สุดคือร้อยละ 93.99 และเพศหญิงร้อยละ 5.84

ใน การบาดเจ็บที่ระบุอาการได้พบว่าถูกกระสุนร้อยละ 45.36 สามารถจำแนกเป็นบาดแผลที่ศีรษะร้อยละ 9.59 คอร้อยละ 2.24 ลำตัวร้อยละ 27.4 ช่วงแขนร้อยละ 22.26 และขาร้อยละ 28.77

2. กลุ่ม ผู้เสียชีวิต ซึ่งนับเฉพาะบริเวณบ่อนไก่พระราม 4 ร้อยละ 20, สีลม (ศาลาแดง สวนลุมพินี และราชดำริ) ร้อยละ 22, รางน้าดินแดงร้อยละ 30, ราชปรารภและซอยหมอเหล็งร้อยละ 7 รวม ยอดผู้เสียชีวิตในเขตดังกล่าว ระหว่าง 13-19 พฤษภาคมมีจานวน 55 ราย กลุ่มใหญ่ที่สุดคืออายุวัยฉกรรจ์จนถึงวัยกลางคน คือระหว่าง 20-49 ปี ในกลุ่มนี้เป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ (รับจ้าง แท็กซี่ อาสาสมัครและค้าขาย) กว่าร้อยละ 61 เป็นทหารร้อยละ 6

ภูมิลำเนาของผู้เสียชีวิตมาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือร้อยละ 42 รองลงมาคือกรุงเทพมหานครร้อยละ 35 ไม่สามารถระบุได้ร้อยละ 15 ตำแหน่งบาดแผลที่มีนัยสำคัญต่อการเสียชีวิต พบว่าร้อนละ 36 เป็นบาดแผลที่ศีรษะ ช่วงอกร้อยละ 27 ช่วงลำตัวร้อยละ 12 และลำคอร้อยละ 11

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า ทางกลุ่มได้จัดทำนิทรรศการ "คำถามต่อความเป็นมนุษย์" ซึ่งการแสดงแผนภูมิสถิติและแผนที่ผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ปะทะเมื่อเดือน พฤษภาคม 2553 ซึ่งจะแสดงไปจนถึงวันที่ 19 พ.ค. ที่อนุสรณ์สถาน 14ตุลา

"ลูกเหลิม"ซัดถูกป้ายสีกล่าวหาซื้อเสียง ท้า"บุรณัชย์"บอกชื่อให้ชัด ลั่นไม่จำเป็นเพราะ พท.กระแสดีอยู่แล้ว

ที่มา มติชน

เมื่อ วันที่ 8 พฤษภาคม นายวัน อยู่บำรุง ว่าที่ ผู้สมัคร ส.ส. พท.เขตบางบอน กล่าวถึงกรณีโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ออกมาระบุ พื้นที่เขตบางบอนมีขบวนการให้ประชาชนนำบัตรประชาชนไปแสดง หากอยู่ในเขตเลือกตั้งมีการสัญญาว่าจะมีอามิสสินจ้างว่า ต้องให้ นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษก ปชป. บอก มาเลยว่า ใครซื้อเสียง ระบุชื่อมาให้ชัดๆ จะซื้อเสียงอะไรยุบสภายังไม่ยุบเลย ใครจะทำอะไรมันไม่เกี่ยวกับตน พท.กระแสความนิยมดีอยู่แล้ว จะซื้อเสียงให้เสี่ยงต่อการโดนใบแดงทำไม หมดสมัยแล้วที่จะมาใส่ร้ายป้ายสีกัน


"ขณะ ที่มีพรรคการเมืองพรรคหนึ่งนำข้าวสารที่ข้างถุงระบุข้อความว่า ถุงยังชีพช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย นำมาแจกชาวบ้่านในกรุงเทพฯ แต่ชาวบ้านเขาไม่เอา เขาพูดกันว่ามันเป็นข้าวสารบาป กินไปแล้วจะปวดท้อง เขาเลยไม่เอา ข้าวสารทั้งหมดจึงไปกองอยู่ที่วัด เรื่องนี้ผมไม่ฟ้องร้อง กกต. เพราะเสียเวลาสู้ในสนามดีกว่า"Ž นายวันกล่าว