WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, May 10, 2011

นายกฯแถลงการณ์ยุบสภา

ที่มา Voice TV



Voice Focus วันที่ 9 พฤษภาคม 2554 (21.30น.)

- นายกฯแถลงการณ์ยุบสภา
- ขั้นตอนเตรียมเลือกตั้ง
- พรรคการเมืองเยอรมันไม่พอใจสังหารบินลาดิน
นายกฯแถลงการณ์ยุบสภา
นายกรัฐมนตรีออกแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์ร่วมการเฉพาะกิจ ยุบสภามีผลวันพรุ่งนี้พร้อมมีการเลือกตั้งใหม่วันที่ 3 ก.ค 54 พร้อมวอนทุกฝ่ายช่วยกันขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า
ขั้นตอนเตรียมเลือกตั้ง
กกต.เดินหน้าสู่การเลือกตั้งอย่างเต็มรูปแบบพร้อมประกาศวันรับสมัครส.ส.และวันเลือกตั้งล่วงหน้าแล้ว
พรรคการเมืองเยอรมันไม่พอใจสังหารบินลาดิน
พรรคการเมืองในเยอรมัน กล่าวโจมตีสหรัฐฯกรณีสังหารอุซามะห์ บินลาดิน ควรนำมาพิจารณาคดีในศาล แทนการจับตาย

ปกป้องสถาบันฯ

ที่มา มติชน



โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์



กอง ทัพบกเชื่อว่า มีคนจาบจ้วงล่วงละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์กันมาก ฉะนั้นเพื่อปกป้องสถาบันฯ จึงพากันชุมนุมในค่ายทหาร พร้อมอาวุธยุทธภัณฑ์เพียบพร้อม ประกาศว่าจะปกป้องสถาบันฯ จนเลือดหยดสุดท้าย

ผม ไม่ปฏิเสธหรอกครับว่า ในระยะสัก 30-40 ปีมานี้ พื้นที่ซึ่งหวงห้ามเอาไว้สำหรับสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยมีอาณาบริเวณกว้าง ขวาง ใครจะล่วงละเมิดเข้าไปไม่ได้ และนับวันก็มีทีท่าว่าพื้นที่นี้ถูกขยายเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ

พื้นที่หวงห้ามทางสังคม หมายถึงอะไร?

คำ ตอบง่ายๆ ก็คือเป็นพื้นที่ทางสังคมซึ่งคนอื่นเข้าไปไม่ได้ เช่นเข้าไปตรวจสอบไม่ได้ เพราะไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะเข้าไปตรวจสอบ (ยังไม่พูดถึงว่า อาการที่อยากเข้าไปตรวจสอบก็ถูกถือว่าละเมิดแล้ว) พูดถึงก็ไม่ได้ นอกจากพูดไปในทางที่กำหนดไว้แล้ว ด้วยภาษาที่กำหนดไว้แล้ว เพราะกฎระเบียบของพื้นที่ประเภทนี้ไม่ได้ถูกกำหนดมาจากภายนอก แต่เป็นกฎระเบียบที่กำหนดกันขึ้นเองภายในพื้นที่

อย่างไรก็ตาม ในระยะ 4-5 ปีมานี้ พื้นที่ทางสังคมนี้กลับถูกละเมิดหรือรุกเข้าไปจากภายนอกมากขึ้น จนจะหาขอบเขตที่แน่นอนไม่ได้ แต่เท่าที่ผมได้อ่านหรือฟังมา ก็ต้องสรุปว่า แทบจะไม่มีการบุกรุกละเมิดพื้นที่ของฝ่ายใด ที่ต้องการปิดพื้นที่นี้ลงโดยสิ้นเชิง

พูดง่ายๆ ก็คือไม่มีฝ่ายใดที่ต้องการล้มเลิกสถาบันพระมหากษัตริย์ ฉะนั้น กล่าวกันอย่างเคร่งครัดแล้ว ความมั่นคงของสถาบันพระมหากษัตริย์ยังไม่ได้ถูกคุกคามเลย

พื้นที่ ทางสังคมที่หวงห้ามไว้โดยเฉพาะนั้นมีในทุกสังคม และในทุกยุคสมัย อีกทั้งไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะสถาบันพระมหากษัตริย์เท่านั้น ในเมืองไทยเอง พื้นที่ทางสังคมของพระสงฆ์เคยมีอาณาบริเวณกว้างกว่าปัจจุบันมาก แต่เมื่อสังคมเปลี่ยนแปลงไป พื้นที่ทางสังคมของพระสงฆ์ก็หดลงไปเรื่อยๆ โดยสถาบันพระสงฆ์ก็ยังอยู่ดีอย่างมั่นคงในสังคมไทย

ในสังคมอื่นๆ พื้นที่ทางสังคมที่หวงห้ามไว้โดยเฉพาะหลายพื้นที่ ก็ต้องหดแคบลงเหมือนกัน แต่ความมั่นคงของสถาบันที่อยู่ในพื้นที่เหล่านั้นขึ้นอยู่กับสมรรถนะว่า จะปรับตัวเองให้เหมาะกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้หรือไม่ และได้ดีเพียงไร กำลังเพียงอย่างเดียวไม่เคยรักษาความมั่นคงให้แก่สถาบันใดๆ ได้

การแสดงพลังของกองทัพจึงไม่ได้ช่วยปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่อย่างใด ร้ายไปกว่านั้น หากทำให้เข้าใจผิดว่าการแสดงพลังนี้ฝ่ายสถาบันฯเป็นผู้ริเริ่มหรือส่งเสริม อยู่เบื้องหลัง ก็ยิ่งทำให้สถาบันฯขาดความมั่นคงขึ้นไปอีก เพราะแสดงให้เห็นว่าไม่สามารถปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลงได้ นอกจากใช้กำลัง

อย่า ว่าแต่อื่นไกลเลย กองทัพไทยเองก็เป็นสถาบันที่มีพื้นที่ทางสังคมของตนเอง เคยกีดกันหวงห้ามการล่วงล้ำของคนอื่นไว้ให้ห่างได้มานาน แต่สังคมไทยก็เปลี่ยนไปแล้ว อย่างไรเสียอำนาจที่จะหวงห้ามการล่วงล้ำกำลังลดลงไปเรื่อยๆ อย่างเห็นได้ชัด แต่กองทัพมีและใช้กลวิธีเพียงอย่างเดียวในการรักษาพื้นที่ทางสังคมของตนไว้

นั่นคือพละกำลัง

สถานการณ์ ในปัจจุบันก็ชี้ให้เห็นแล้วว่า พละกำลังที่เคยมีและยังมีอยู่มากนั้น ไม่สามารถปกป้องการล่วงละเมิดพื้นที่ทางสังคมของตนเองได้ ขนาดมีม็อบมาร้องให้ยึดอำนาจ ยังได้แต่แหะๆ

แท้จริงแล้ว ความมั่นคงของสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ที่การยอมรับของประชาชน และประชาชนได้แสดงการยอมรับนั้นผ่านรัฐธรรมนูญ ดังที่กล่าวแล้วว่า ความเคลื่อนไหวทางการเมืองของทุกฝ่ายในเวลานี้ (ยกเว้นบางกลุ่มที่มีจำนวนน้อยมากๆ) ไม่มีฝ่ายใดเห็นว่าควรยกเลิกสถาบันพระมหากษัตริย์ และรัฐธรรมนูญทุกฉบับที่ผ่านมา ทั้งที่ร่างโดยคณะรัฐประหารและร่างตามวิถีทางประชาธิปไตย ต่างก็ยอมรับให้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของประเทศ

ฉะนั้นจะ พูดอีกอย่างหนึ่งก็ได้ว่า ความมั่นคงของสถาบันฯอยู่ในรัฐธรรมนูญ ตรงกันข้ามกับความเข้าใจของกองทัพ ซึ่งได้ยึดอำนาจและฉีกรัฐธรรมนูญไปหลายฉบับด้วยข้ออ้างว่าเพื่อปกป้อง สถาบันฯ ทุกครั้งที่รัฐธรรมนูญถูกฉีกทิ้ง ก็เป็นทุกครั้งที่หาความแน่นอนใดๆ แก่สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ได้

เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์มีได้เฉพาะแต่ในรัฐธรรมนูญเท่านั้น เมื่อใดที่รัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนไว้ให้มีสถาบันนี้ ก็ไม่มีสถาบันนี้

แต่ เราก็ได้ผ่านการยึดอำนาจและฉีกรัฐธรรมนูญมาหลายฉบับแล้ว โดยสถาบันพระมหากษัตริย์มิได้ถูกกระทบกระเทือนไปด้วย กรณีอย่างนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

คำตอบก็คือ เกิดขึ้นได้ด้วยทฤษฎีประหลาดอันหนึ่งซึ่งผมได้ยินมาจากนักกฎหมายท่านหนึ่ง

ท่าน อธิบายว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยก็จริง แต่ครั้นเมื่อฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งไปแล้ว อำนาจอธิปไตยจะไปอยู่ที่ไหน ท่านอธิบายว่าอำนาจอธิปไตยก็จะกลับไปอยู่กับสถาบันพระมหากษัตริย์ใหม่ และเพราะทรงถืออำนาจอธิปไตยโดยตรงเป็นการชั่วคราวนั้น ย่อมทรงใช้อำนาจนั้นไปในทางใดย่อมได้ทั้งนั้น แต่ก็ทรงใช้อำนาจนั้นไปในทางที่ก่อให้เกิดระเบียบแห่งรัฐกลับคืนมา พร้อมทั้งคืนอำนาจอธิปไตยกลับสู่ปวงชนชาวไทยใหม่ แม้ว่าจะกลับคืนมาในลักษณะที่ไม่อาจใช้อะไรได้ก็ตาม

ผมแย้งว่า ถ้าอย่างนั้นก็ต้องถือว่าไม่มีวันที่ 24 มิถุนายน 2475 เกิดขึ้นในโลก ผมคิดว่าคณะราษฎรได้วางหลักเกณฑ์สำคัญสองข้อ ซึ่งเมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯได้ทรงลงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญเมื่อวัน ที่ 27 มิถุนายน ก็เท่ากับทรงรับรองพันธสัญญาระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์ และปวงชนชาวไทยตลอดไป และผูกพันสถาบันพระมหากษัตริย์ตลอดไปด้วย

หลักการสองข้อนั้นอาจสรุปให้เข้าใจง่ายๆ ได้ดังนี้

1.ปวงชนชาวไทยเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยตลอดมา ไม่ใช่เพิ่งเป็นเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 แต่มีผู้อื่นมาแย่งเอาอำนาจอธิปไตยของปวงชนไปใช้ในทางมิชอบ จึงได้กลับมาทวงคืนอำนาจนั้นให้กลับมาเป็นของตนใหม่ในวันที่ 24 มิถุนายน หลักการข้อนี้เห็นได้ชัดในแถลงการณ์ฉบับที่ 1 ของคณะราษฎร

จริงอยู่ ผู้นำคณะราษฎรได้ขอพระราชทานอภัยโทษที่ได้ใช้ถ้อยคำล่วงเกินบุรพกษัตริย์ใน แถลงการณ์ฉบับนั้น และยอมรับว่าบุรพกษัตริย์ก็ได้ทรงทำคุณงามความดีนานัปการเช่นกัน แต่ผู้นำคณะราษฎรไม่ได้ขอเพิกถอนหลักการว่า อำนาจอธิปไตยย่อมเป็นของปวงชนชาวไทยตลอดมาไม่

ด้วยเหตุดังนั้น เมื่อมีการฉีกรัฐธรรมนูญ อำนาจอธิปไตยย่อมกลับไปเป็นของประชาชนใหม่อีกครั้งหนึ่ง แต่เป็นอำนาจอธิปไตยที่ไม่ได้เชื่อมโยงกับรัฏฐาธิปัตย์อีกต่อไป ประชาชนจะขัดขืนกับรัฏฐาธิปัตย์ที่ช่วงชิงเอามาอย่างมิชอบนั้นอย่างไรก็ได้ พระมหากษัตริย์ย่อมไม่มีพระราชอำนาจจะแต่งตั้งบุคคลใดขึ้นดำรงตำแหน่งอะไร ได้อีก เพราะย่อมไม่ทรงร่วมอยู่ในรัฏฐาธิปัตย์ที่ไม่ตั้งอยู่บนอำนาจอธิปไตยของปวง ชนชาวไทย ตามพันธสัญญาที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯได้ทรงให้ไว้กับคณะราษฎร

2.พระ มหากษัตริย์ไทยหลังวันที่ 24 มิถุนายน 2475 กับพระมหากษัตริย์ไทยก่อนวันที่ 24 มิถุนายน ไม่ใช่สถาบันทางการเมืองอันเดียวกัน และไม่มีความสืบเนื่องกันในทางหลักกฎหมาย (ไม่เกี่ยวกับความเป็นจริง) เพราะพระมหากษัตริย์ไทยก่อนวันที่ 24 มิถุนายน ไม่มีที่อยู่ในรัฐธรรมนูญ

พระ มหากษัตริย์ซึ่งมีที่อยู่ในรัฐธรรมนูญคือพระมหากษัตริย์ซึ่งใช้อำนาจ อธิปไตยแทนปวงชนชาวไทย โดยผ่านทางนิติบัญญัติ, ตุลาการ และบริหาร ซึ่งต้องรับผิดชอบต่อปวงชนชาวไทย

ฉะนั้นหากฉีกรัฐธรรมนูญ ก็เท่ากับไม่ยอมรับสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์อีกต่อไป

อย่าง น้อยในทางกฎหมาย ทุกครั้งที่กองทัพยึดอำนาจ มันไม่ง่ายอย่างนั้น เพราะเกิดปัญหาทางความถูกต้องชอบธรรมด้านกฎหมายที่ยุ่งเหยิงอีนุงตุงนังมากๆ เสี่ยงต่อการเกิดจลาจล และเสี่ยงต่อความมั่นคงของสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นอย่างยิ่ง

หากกองทัพอยากจะปกป้องสถาบันฯจริง ก็ต้องไม่ยึดอำนาจฉีกรัฐธรรมนูญ

ทฤษฎี ประหลาดเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตยนี้ ทำให้ต้องบิดเบือนประวัติศาสตร์กันยกใหญ่ ที่สำคัญคือสร้างความสืบเนื่องระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์ก่อนวันที่ 24 มิถุนายน 2475 กับหลังจากนั้น ประหนึ่งว่าเป็นสถาบันทางการเมืองอันเดียวกัน และพระราชทานรัฐธรรมนูญโดยไม่เกี่ยวกับวันที่ 24 มิถุนายน เลย

จริง อยู่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯมีพระราชดำริจะประกาศใช้ธรรมนูญปกครองราช อาณาจักรมาตั้งแต่ก่อน 24 มิถุนายน 2475 แต่ธรรมนูญดังกล่าว (ทั้งที่ฝรั่งร่างและคนไทยร่าง) ไม่ได้ยอมรับว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย เพียงแต่จะตั้งตำแหน่งฝ่ายบริหารขึ้นต่างหาก แยกออกไปจากสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อมิให้การวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองกระเทือนมาถึงสถาบันฯเท่านั้น แต่คณะบริหาร (หรือตัวอัครมหาเสนาบดี) ก็ต้องขึ้นตรงต่อพระมหากษัตริย์อยู่ดี

การบิดเบือนประวัติศาสตร์นี้ ลามไปถึง ร.6 และ ร.5 เพราะอ้างว่าพระมหากษัตริย์ทั้งสองพระองค์ล้วนตั้งพระราชหฤทัยจะสถาปนาระบอบ ประชาธิปไตยขึ้นในประเทศไทย ทั้งๆ ที่ทั้งสองพระองค์ล้วนมีพระราชนิพนธ์ที่แสดงอย่างชัดเจนว่า ประชาธิปไตย หรือระบอบรัฐธรรมนูญ ไม่เหมาะกับประเทศสยาม

จนถึงประกาศว่าจารึกสุโขทัยหลักที่ 1 คือ แมคนา คาร์ตา ของไทยก็มี

แต่ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อสร้างความสืบเนื่องที่ไม่จริงให้แก่สถาบันพระมหากษัตริย์เท่านั้น

ดังนั้น แค่เล่าประวัติศาสตร์กันอย่างตรงไปตรงมา ก็ทำให้ทฤษฎีประหลาดนี้ดำรงอยู่ไม่ได้แล้ว

ถ้าเราต้องหลอกอดีต หลอกปัจจุบัน ยังจะเหลืออนาคตอะไรอีกเล่าครั

เปิดมุมมองการเมืองของ "คำ ผกา" ขอเลือกพรรคที่สนับสนุนเสื้อแดง รบ.ในฝันต้องผ่าตัดการศึกษา-ชำระปวศ.

ที่มา มติชน



รับชมข่าว VDO

ชมคลิป

ปลายสัปดาห์ที่แล้ว คำ ผกา หรือ คุณลักขณา ปันวิชัย นักเขียนและคอลัมนิสต์ชื่อดัง แวะมาที่ห้องรับแขก

สนทนากับ"มติชนออนไลน์" เรื่อง ดูละครเรื่อง "ดอกส้มสีทอง" แล้วย้อนดู ชนชั้นนำไทย

ครั้งนี้ เราปรับโหมดมาสู่การเมือง การเลือกตั้ง ที่คาดว่า จะเกิดขึ้นในเร็ววัน

ระหว่าง พรรคประชาธิปัตย์ กับ พรรคเพื่อไทย คุณคำ ผกา เลือกเพื่อไทย

ขอ เลือกพรรคที่สนับสนุนเสื้อแดง พูดแบบตรงไปตรงมา และไม่สนใจนักการเมืองหรือตัวบุคคล แต่อยากให้ระบบกลับคืนมามากกว่า หากเลือกตั้งคราวนี้ไม่มีการแทรกแซงจากภายนอก ถึงมันจะดูพิกลพิการไปบ้าง แต่ขอให้มีการเลือกตั้งต่อเนื่องไปเรื่อยๆ โดยไม่มีเหตุการณ์อื่นๆ เช่น การรัฐประหาร ที่เข้ามาขัดจังหวะ อยากเห็นการเลือกตั้งอย่างนี้ไปอีก 20 ปี แล้วมันจะเกิดพัฒนาการของระบบ มีโครงสร้างทางการเมืองที่ดีขึ้น วันนี้นโยบายของแต่ละพรรคการเมืองไม่ได้เป็นเชิงนโยบาย แต่เป็นเมกะโปรเจกต์ ถ้าถามว่าคุณจะเอาอะไร ในเมื่อการเมืองมีการตัดตอนมาเรื่อยๆ มีการรัฐประหารทุกๆ สิบปี ไม่มีการพัฒนาที่ต่อเนื่อง ฉะนั้นตอนนี้บอกได้เลยว่าสนับสนุนคนเสื้อแดงที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย และก็เลือกพรรคเพื่อไทย ไม่มีความสุขที่พรรคประชาธิปัตย์ฉวยโอกาสขึ้นมาเป็นรัฐบาล นี่ก็เป็นจุดยืนส่วนตัว

หากพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล มีกลุ่มคนที่ไม่เอาทักษิณมาประท้วง

ก็ ต้องดูว่ารัฐบาลจะมีวิธีจัดการกับม็อบอย่างไร หรือจะมีการฆ่าประชาชนหรือไม่ ก็ต้องดูกันต่อไป แต่ถ้าหากประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาลก็ไม่เป็นไร พรรคเพื่อไทยก็เป็นฝ่ายค้าน หรือถ้าประชาธิปัตย์ทำงานดี และอีกสี่ต่อมาได้รับเลือกเป็นรัฐบาลอีก ก็ไม่มีปัญหาอะไร


คาดหวังอะไรกับคณะปฏิรูปการเมืองและสมัชชาปฎิรูปของ คุณอานันท์ ปันยารชุน และ หมอประเวศ วะสี แค่ไหน

กรณี ข้อเสนอ 5 ข้อของหมอประเวศ วะสี ที่ว่านำสังคมไทยไปสู่นิพพาน ก็ขอให้หมอประเวศไปนิพพานคนเดียว เคยถามคนไทยหรือยังว่าอยากนิพพานด้วยหรือเปล่า พวกเรายังอยากอยู่ในกิเลสตัณหา เพราะประชาธิปไตยเป็นเรื่องของการต่อรองผลประโยชน์ เป็นเรื่องความอยากมี อยากได้ อยากสุขสบาย อยากมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ชาวนาเขาก็อยากให้ลูกเป็นหมอ คงจะมีใครอยากเป็นชาวนาห้าหกรุ่นต่อๆ ไป และไม่เชื่อว่าจะมีองค์กรใดองค์กรหนึ่งสามารถปฏิรูปประเทศได้ เพราะการปฏิรูปต้องมาจากการเลือกตั้งนี่แหล่ะ ทำผ่านการต่อสู้เพื่อให้ได้ในสิ่งที่เราต้องการ และผ่านนักการเมืองที่เราเลือก

สองปีที่ผ่านมาของคุณอภิสิทธิ์ ผิดหวังอะไรมากที่สุด

ผิด หวังทุกเรื่อง เรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่น ซื้อน้ำมันไม่ได้ น้ำตาลหายไปจากตลาด น้ำมันแพง ไข่แพง เป็นเรื่องปากท้องธรรมดาๆ แล้วการพิจารณางบประมาณต่างๆ งบไปสู่กลาโหมมากขนาดไหน แต่ประชาชนยังอดอยาก ปัญหาภาคใต้ก็ไม่ดีขึ้น แล้วอย่าง กอ.รมน. ยังจำเป็นต้องมีอยู่หรือไม่ ให้งบไปเท่าไหร่ เราจำเป็นแค่ไหนที่จะมีหน่วยความมั่นคง คิดว่าใครเป็นศัตรูกับรัฐบาล ไม่เห็นวิสัยทัศน์คุณอภิสิทธิ์ในเชิงโครงสร้างเลย


รัฐบาลในฝันของคำ ผกา

สิ่ง แรกคือต้องทำผ่าตัดการศึกษา รวมถึงแบบเรียนด้วย ให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ใหม่ทั้งหมด ความรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างชาติไทยกับโลก เราเป็นใครในโลกใบนี้ ชาติไทยกับประเทศเพื่อนบ้านต้องชำระความรู้ทั้งหมด และที่บอกว่าชาติไทยไม่เหมือนใครในโลก อันนี้ต้องแก้ไขใหม่ หรืออย่างที่มีการกล่าวว่าคนไทยไม่พร้อมจะมีเสรีภาพ นี่เป็นสิ่งที่คนไทยรับรู้จากการศึกษามานานแล้ว และก็เชื่ออย่างนั้นมาตลอด ซึ่งต้องมีการแก้ไขใหม่

ส่วนการชำระประวัติ ศาสตร์เป็นเรื่องสำคัญ อย่างที่อเมริกาเคยมีการกล่าวหาอินเดียนแดงอย่างสาหัส หรือญี่ปุ่นที่ไม่เคยยอมรับว่าไปทำอะไรจีนตอนสงครามโลกครั้งที่ 2 เดี๋ยวนี้ในแบบเรียนก็มีการปรับการชำระแล้ว ของไทยเองก็ต้องหาจุดยืนที่ใกล้เคียงความถูกต้องว่าไทยกับพม่าเคยรบกันจริง หรือไม่ ไทยกับเขมรเป็นศัตรูกันจริงหรือเปล่า ความสัมพันธ์ไทยกับเพื่อนบ้านเป็นอย่างไร ล้วนแล้วต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้อง


ภาคประชาชนมีพลังมากน้อยแค่ไหน

เพียง พอแน่นอน เพราะไม่มีสังคมประชาธิปไตยไหนเริ่มต้นมาจากความเข้มแข็งของประชาชนร้อย เปอร์เซ็นต์ ภาคประชาชนต้อง ล้มลุกคลุกคลาน หรือค่อยๆ สั่งสมประสบการณ์ การซื้อเสียง ฆ่าหัวคะแนนมีอยู่ทุกสังคม ญี่ปุ่นก็มี พอเลือกตั้งซัก 20 ปี มันก็ค่อยๆ น้อยลง ใช่ว่าจู่ๆ มาบอกว่าประชาชนยังไม่พร้อม เมื่อยังไม่ให้โอกาส ไม่ให้เขาเรียนรู้ด้วยตนเอง เมื่อไหร่จะเข้มแข็ง ให้โอกาสกับการต่อสู้ทางการเมือง

หาเสียงอย่ากลวง

ที่มา ข่าวสด

บทบรรณาธิการ


การเลือกตั้งครั้งต่อไปจะเป็นการแข่งขันทางการเมืองที่รุนแรงที่สุดอีกครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

แต่ หากต้องการจะให้การแข่งขันระหว่างพรรคและนักการเมืองเป็นประโยชน์ต่อคนส่วน ใหญ่จริงๆ แล้ว สังคมและประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดหรือสร้างบรรยากาศของการแข่งขันขึ้นมา ได้

นั่นคือแทนที่จะปล่อยให้นักการเมืองสนุก สนานกับการป้ายสีโจมตีคู่แข่ง สังคมอาจจะตั้งข้อเรียกร้องหรือคำถามให้พรรคการเมืองต่างๆ นำเสนอนโยบายที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม

เปิดเวทีให้กับการถกเถียงประเด็นที่เป็นสาระและกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนทั่ว ไปอย่างแท้จริง

มิใช่เปิดเวทีการเมืองเพื่อการโต้วาที



อาทิ ในประเด็นสำคัญที่พรรคการเมืองใหญ่เช่นเพื่อไทยและประชาธิปัตย์เสนอขึ้นมาใน ลักษณะที่ใกล้เคียงกันอย่างกรณีการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ไม่ว่าจะเป็น 250 หรือ 300 บาทนั้น

มีนักวิชาการออกมาช่วยตั้งคำถามให้แล้วว่า ที่ทั้งสองพรรคยังไม่ได้ให้ความชัดเจนในเรื่องนี้ก็คือ'วิธี'ที่จะปรับขึ้นค่าแรง

เพราะ อำนาจในการตัดสินใจนั้นเป็นของคณะกรรมการไตรภาคี อันมีตัวแทนของฝ่ายลูกจ้างและฝ่ายนายจ้างด้วย มิใช่อำนาจการตัดสินใจอยู่กับรัฐเพียงฝ่ายเดียว

นอกจากนี้ยังไม่มีการพูดถึงการหาทางลดผลกระทบจากการขึ้นค่าแรงว่า

จะรับมือราคาสินค้าเพิ่มขึ้นตามไปด้วยอย่างไร



ยัง มีประเด็นที่เป็นคำถามในทำนองเดียว กันนี้อยู่อีกมากมาย และหลายข้อที่ประชาชนหรือนักวิชาการสะท้อนออกมา ก็ ยังไม่ปรากฏอยู่ในแนวนโยบายของพรรคการ เมืองใด

อาทิ การชูนโยบายปรองดองที่พูดกว้างๆ นั้น ไม่มีการลงไปในรายละเอียดว่าจะปรองดองกันแบบใด จะให้ความยุติธรรมอย่างทั่วถึงแก่ทุกฝ่ายที่เป็นเงื่อนไขสำคัญหรือไม่อย่าง ไร

ไปจนกระทั่งถึงการปฏิรูปการเมืองว่าจะให้เดินหน้าต่อไปอย่างไร หากต้องการมีรัฐบาลเข้มแข็ง จะให้ภาคประชาชนมีระบบการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพอย่างไร

เหล่านี้เป็นสิ่งที่พรรคการเมืองควรต้องพูดให้ชัดเจนมากกว่าการโต้คารม

ต้องเกินครึ่ง

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน
มันฯ มือเสือ



การเมืองไทยทะยานเข้าสู่โหมดเลือกตั้งเต็มตัว

พรรคการเมืองน้อยใหญ่ทยอยเปิดนโยบายหาเสียงและรายชื่อผู้สมัครที่เตรียมลงชิงชัยในสนาม

ไม่ เพียง นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ แกนนำพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน แต่ยังมีอีกหลายคนที่เชื่อว่าพรรคการเมืองขนาดเล็กยังคงมีนัยสำคัญต่อการ เมืองไทยที่แบ่งเป็น 2 ขั้วชัดเจน

เพราะดูตามสภาพแล้วทั้ง 2 ขั้วเสียงจะไม่ชนะกันอย่างเด็ดขาด

ดังนั้น เสียงของพรรคขนาดกลางและเล็ก ไม่ว่าพรรคภูมิใจไทย ชาติไทยพัฒนา ชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน

ตลอดจนพรรคกิจสังคม ประชาราช มาตุภูมิ พลังชล หรือรักษ์สันติ ยังมีความสำคัญอย่างมากต่อเสถียรภาพรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง

ยก ตัวอย่างกรณี นายวัชระ กรรณิการ์ โฆษกพรรคชาติไทยพัฒนา เปิดเผยว่า ในการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคจะส่งผู้สมัครส.ส.ระบบเขตประมาณ 100 เขต จากทั้งหมด 375 เขต

สำหรับระบบบัญชีรายชื่อถึงจะส่งครบ 125 คน แต่ก็ตั้งความหวังไว้ที่ 5-10 อันดับแรก

นั่นเท่ากับว่าพรรคชาติไทยพัฒนาของ นายบรรหาร ศิลปอาชา จัดวางบทบาทของตนเองไว้ชัดเจนในฐานะพรรค 'ตัวแปร'

เช่นเดียวกับพรรคภูมิใจไทย ที่ นายเนวิน ชิดชอบ คาดหวังไว้สูงถึง 74 ที่นั่งในระบบเขต

ถึงจะได้ตามนั้นก็ยังถือว่าอยู่ในโซนของพรรคตัวแปรอยู่ดี เช่นเดียวกับชาติไทยพัฒนา เช่นเดียวกับชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน

กระนั้นก็ตามคำถามสำคัญต่อผลการเลือกตั้งครั้งนี้

ก็คือสิทธิ์ในการเป็นแกนจัดตั้งรัฐบาล ควรเป็นใครระหว่างพรรคที่ได้รับเลือกอันดับ 1 หรือพรรคที่สามารถรวบรวมเสียงข้างมากได้

ซึ่งคำตอบยังไม่แน่นอนอย่างที่นายสุวัจน์ กล่าว

"ตาม ประเพณีแล้วพรรคที่ได้คะแนนเสียงอันดับ 1 จะได้สิทธิ์จัดตั้งรัฐบาลก่อน แต่บางทีมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องก็ต้องมาดูอีกที เพราะไม่มีกติกาตายตัวกำหนดไว้"

"ถ้าพรรคใดได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าเสียงสูสีก็ตอบยาก"

ถึง นายสุวัจน์ จะไม่ได้ขยายความว่าอะไรคือ 'ปัจจัยอื่น' ที่อาจเข้ามาแทรกแซงส่งผลให้พรรคอันดับ 1 ไม่ได้สิทธิ์จัดตั้งรัฐบาลตามประเพณีปฏิบัติ

แต่ก็พอทำให้เข้าใจได้ว่าหากพรรคเพื่อไทยต้องการเป็นแกนจัดตั้งรัฐบาล จำเป็นจะต้องได้รับเลือกตั้งเกินกึ่งหนึ่งคือ 250 เสียงเท่านั้น

ไม่มีทางเลือกอื่น

"นพ.นิรันดร์" รับปากตรวจสอบการใช้ ม.112 ละเมิดสิทธิ

ที่มา ประชาไท

(9 พ.ค.54)เวลา 15.00น. ตัวแทนประชาชน 3 กลุ่มประกอบด้วยโครงการมาตรา 112 รณรงค์เพื่อการตื่นรู้ เครือข่ายสันติประชาธรรม และกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย เข้าร้องเรียนต่ออนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการ เมือง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งมี นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระเป็นประธาน ให้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิโดยใช้มาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา โดยมีทั้งการคุมคาม ละเมิดสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง เสรีภาพการแสดงความคิดเห็น เสรีภาพในทางวิชาการ สิทธิในการได้รับการประกันตัว รวมทั้งปัญหาเรื่องความโปร่งใสในการดำเนินคดี

โดยสุธารี วรรณศิริ ตัวแทนจากโครงการมาตรา 112 รณรงค์เพื่อการตื่นรู้ กล่าวแสดงความกังวลถึงการออกมาให้ข่าวของภาครัฐและฝ่ายการเมืองที่ว่ากำลัง ดำเนินการออกหมายจับคนที่เข้าข่ายกระทำความผิดตามมาตรา 112 โดยเปิดเผยตัวอักษรนำหน้าชื่อ สร้างให้เกิดความกลัวและไม่กล้าแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์

นอกจาก นี้ โดยทั่วไป สิทธิที่จะได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์เป็นเรื่องสำคัญ แต่ส่วนใหญ่ในการดำเนินคดี 112 มักถูกสันนิษฐานว่าผิดจริงและจัดเป็นคดีร้ายแรงต่อความมั่นคงของชาติ ซึ่งส่งผลให้ผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้รับการประกันตัว ทำให้สิทธิของเขาหายไป รวมถึงชี้ว่า การสืบหาพยานหลักฐานควรหาทุกด้านไม่ใช่พุ่งไปที่การพยายามบ่งชี้ว่าเป็นผู้ กระทำผิด

ทั้งนี้ สุธารีเน้นว่าสิ่งที่สำคัญสำหรับสังคมไทยในภาวะความขัดแย้ง คือการให้มีการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออก เพื่อขับเคลื่อนสังคม โดยประเด็นมาตรา 112 ควรเป็นประเด็นสาธารณะ ถกเถียงได้ ไม่เฉพาะในวงวิชาการ และเจ้าหน้าที่รัฐไม่ควรข่มขู่ให้คนหวาดกลัวในการพูดคุยและอภิปรายเรื่องนี้

เกษม เพ็ญภินันท์ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ในฐานะตัวแทนจากเครือข่ายสันติประชาธรรม กล่าวถึงกรณีการคุกคามนายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลังนายสมศักดิ์อภิปรายเรื่องสถาบันกษัตริย์และรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 10 ธ.ค.53 โดยเร็วๆ นี้ นายสมศักดิ์ได้แถลงว่า มีชายสองคนขี่มอเตอร์ไซค์เข้ามาในหมู่บ้านของนายสมศักดิ์และบอกว่าจะมารับ นายสมศักดิ์ โดยทราบภายหลังว่ากลุ่มดังกล่าวเป็นทหาร และยังมีผู้โทรศัพท์มาคุกคามด้วย ทั้งนี้เกษมเน้นว่า นี่ไม่ใช่เรื่องตัวบุคคล แต่เป็นหลักการเรื่องสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานในการดำรงชีวิต ที่ควรได้รับการคุ้มครอง

เกษมระบุว่า ในการแถลงข่าวที่ผ่านมา นายสมศักดิ์ยืนยันว่ายินดีเข้าสู่กระบวนการตามปกติ หากมีการฟ้องร้อง ซึ่งล่าสุด ทราบข่าวว่านายสมศักดิ์ได้รับหมายเรียกให้ไปรับทราบข้อกล่าวหาความผิดตาม มาตรา 112 ซึ่งฟ้องโดยกองทัพบก ที่สน.นางเลิ้ง ในวันที่ 11 พ.ค.นี้ โดยเกษมแสดงความเห็นว่า การดำเนินคดีและการสืบสวนควรเป็นไปตามกระบวนการปกติ ไม่ใช่ถือว่าเป็นกรณีพิเศษ โดยชี้ว่าคดี 112 ส่วนใหญ่เป็นคดีการเมือง ซึ่งมักไม่มีการพิสูจน์ตามกระบวนการอย่างชัดเจน

เกษมเสริมด้วยว่า นอกจากมาตรา 112 ของกฎหมายอาญาแล้ว ยังมีการใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์บังคับใช้เป็นลูกโซ่ต่อกันด้วย ซึ่งกฎหมายเหล่านี้เอื้อให้ผู้ที่เห็นต่างทางการเมืองละเมิดสิทธิของอีกฝ่าย จึงเสนอให้คณะกรรมการสิทธิฯ พิจารณาว่า การบังคับใช้กฎหมายระดับใดจึงจะคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน

ด้าน สุวรรณา ตันเหล็ก ผู้ประสานงานกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย กล่าวถึงกรณีการจับกุมนายสมยศ พฤษภาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาฯ และบรรณาธิการนิตยสารวอยซ์ออฟทักษิณ เมื่อเร็วๆ นี้ด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพว่า เป็นการจับกุมที่ไม่โปร่งใสและเป็นการคุกคามสื่อ โดยก่อนหน้านั้น มีเจ้าหน้าที่บุกค้นสำนักพิมพ์ คุกคามสายส่ง โดยห้ามไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับสื่อเสื้อแดงด้วย

ทั้งนี้เธอทราบมาว่า หมายจับลงวันที่ 15 ก.พ.54 ซึ่งในช่วงวันที่ 20-22 ก.พ. นายสมยศยังปฏิบัติหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะทัวร์เที่ยวกัมพูชา ไปขึ้นเวทีปราศรัย แถลงข่าวตามปกติ ตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงไม่มีการจับตามหมายจับ แต่กลับปล่อยจนถึงวันที่ 30 เม.ย. และมาจับตัวที่ด่านอรัญประเทศ โดยดีเอสไอระบุว่า มีเจตนาจะหลบหนี ซึ่งตามข้อเท็จจริงแล้ว เป็นการออกนอกประเทศตามขั้นตอน โดยถือหนังสือเดินทางเข้าแถวตามปกติ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน นายสมยศยังไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว ด้วยเหตุผลว่าเกรงจะหลบหนีและไปจัดการกับพยานหลักฐาน ซึ่งเธอมองว่านี่เป็นการใช้มาตรา 112 เป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อจับกุม คุมขัง และไม่ให้ประกันตัว

ขณะที่ นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ประธานอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง กล่าวว่า อนุกรรมการฯ จะตรวจสอบเรื่องร้องเรียนดังกล่าวว่ามีการใช้กฎหมายอาญามาตรา 112 ละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ พร้อมกล่าวว่าเรื่องนี้สำคัญเพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯเคยตรัสว่า ต้องระวังเรื่องคดีหมิ่นฯ เพราะจะกระทบกับสถาบันฯ โดยมีการอ้างมาตรา 112 เพื่อเป็นเครื่องมือเพื่อทำลายกันทางการเมืองซึ่งไม่ถูกต้อง

"การ ตรวจสอบเรื่องนี้จึงเป็นทั้งเรื่องสิทธิและทำให้สถาบันอยู่กับสังคม ไทยได้โดยไม่ตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง" นพ.นิรันดร์กล่าวและว่า หลังจากนี้ จะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในคดีของนายสมศักดิ์มาให้ข้อมูล ส่วนกรณีของนายสมยศ ก็จะไปเยี่ยมเพื่อรับทราบข้อเท็จจริงต่อไป

ปาฐกถา ชัยวัฒน์ สถาอานันท์: ฟังเสียงเต้นของ “ความจริง” ในสังคมไทย?

ที่มา ประชาไท


“หากประสงค์จะเข้าใจสังคม ตระหนักถึงรากเหง้าแห่งความไม่เป็นธรรม
เห็นร่องรอยโครงสร้างอำนาจในสังคม
ก็ควรต้องศึกษาในห้วงขณะที่เกิดความรุนแรงขึ้น”
ในตอนท้ายของหนังสือ ความรุนแรงซ่อน/หาสังคมไทย (กรุงเทพฯ: มติชน, 2551) ข้าพเจ้าเคยเขียนว่า
อดีตตประธานาธิบดีของไฮติ Leslie Manigat ซึ่งได้อำนาจจากฝ่ายของดูวาลิเอร์เคยกล่าวถึงความรุนแรงทางการเมืองในไฮติว่า เปลื้องร่างทางสังคม (ไฮติ) จนเปลือยเปล่า” (“strips bare the social body”) และช่วยให้ได้เห็นการทำงานของสังคมที่แท้จริงซึ่งซ่อนอยู่ ความรุนแรงทางการเมืองเช่นที่เกิดในสังคมไทยทำให้ผู้คนพรั่งพรึงแต่ก็ตรึงพวกเขาไว้ ทำให้รู้สึกพลุ่งพล่านดาลเดือด จนแทบจะทำอยางอื่นใดไม่ได้นอกจากนั่งมอง แต่ในเวลาเดียวกัน ขณะที่ความรุนแรงเปลื้องร่างของสังคมจนเปลือยเปล่า ก็เป็นโอกาสที่ทรงค่าที่จะ ใช้เครื่องฟังหัวใจทาบกันผิวหนังที่เปล่าเปลือยและฟังเสียงเต้นของความเป็นจริงใต้นั้น ด้วยเหตุนี้หากประสงค์จะเข้าใจสังคม ตระหนักถึงรากเหง้าแห่งความไม่เป็นธรรม เห็นร่องรอยโครงสร้างอำนาจในสังคม ก็ควรต้องศึกษาในห้วงขณะที่เกิดความรุนแรงขึ้น
ข้าพเจ้าเห็นว่างานของ ดร.บัณฑิต จันทรโรจน์กิจ ร่วมกับกลุ่ม มรสุมชายขอบ ที่กลายมาเป็นนิทรรศการในวันนี้ เป็นความพยายามที่จะรวบรวมเรียบเรียงปะติดปะต่อความขัดแย้งที่ถึงตาย ซึ่งเกิดขึ้นกลางเมืองเมื่อหนึ่งปีที่ผ่านมา พวกเขาอาศัยข่าวจากหนังสือพิมพ์รายวันมาประมวลเหตุการณ์ข้อเท็จจริงเบื้องต้นตามลำดับเวลา จากนั้นก็บันทึกการเสียชีวิตและบาดเจ็บของคนทุกฝ่ายตามเวลาที่เกิดขึ้น จัดวางกรณีคนเจ็บคนตายไว้ในแผ่นที่ซึ่งแสดงที่ตั้งและจุดปะทะจนเกิดความรุนแรง ถัดไปก็แสดถงสถิติผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากกรณีดังกล่าวเพื่อพยายามแสดงให้เห็นทั้งสถานภาพของผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ สุดท้ายยังแสดงให้เห็นแผนภูมิของสถิติบาดแผลของเหยื่อความรุนแรงเพื่อให้พอประมาณเป้าหมายในการใช้ความรุนแรงได้บ้าง
อาจกล่าวได้ว่า ทั้งหมดนี้เป็นความพยายามของคนกลุ่มเล็กๆ ที่ใช้ข้อมูลและเรื่องราวเป็นเสมือน เครื่องฟังหัวใจกับผิวหนังที่เปลือยเปล่า ของสังคมไทย และกำลังช่วยให้เราได้ยิน เสียงเต้นของความเป็นจริง ได้นั้น
แต่ปัญหามีอยู่ว่า ความจริง” (truth) และ ความเป็นจริง” (reality) เต้นเป็นเสียงอย่างไรในบริบทความขัดแย้งชนิดที่ถึงตายเช่นที่ได้กร่อนกินสังคมไทยในช่วงเวลาขวบปีที่ผ่านมา?
การจัดการ ความจริง” : อินโดนนีเซีย ตุลาคม 2508 – มีนาคม 2509
เกิดเหตุรุนแรงครั้งใหญ่ เมื่อรัฐบาลอินโดนีเซียในขณะนั้นตอบโต้พรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซีย (PKI) ที่จะทำรัฐประหารเปลี่ยนรัฐบาล การฆ่ากันครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตทั่วประเทศราว 500,000 คน (ตัวเลขต่ำที่สุดอยู่ที่หนึ่งแสนและสูงสุดคือสองล้านคน) ไม่รวมผู้คนอีกนับแสนที่ต้องถูกจับกุมคุมขัง ทรมาน โดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรมด้วยน้ำมือรัฐ สมบัติ จันทรวงศ์ เขียนอภิปรายปัญหาเกี่ยวกับ การจัดการ ความจริง’” ในกรณีนี้ไว้ว่า
เป็นที่เข้าใจได้ไม่ยากนักว่า กลุ่มผู้นำทางการเมืองที่มีสายสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับกองทัพ ย่อมไม่อยากจะพูดถึงความรุนแรงในระดับ มหาศาล ที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการก้าวสู่อำนาจของตน กระนั้นก็ดี แม้ระบอบการปกครองของซูฮาโต ไม่เคยพยายามจะปฏิเสธว่าการประหัตประหารได้เกิดขึ้นจริง แต่เอกสารทางราชการ หรือเอกสารกึ่งราชการของอินโดนีเซียก็จงใจละเลยที่จะพูดถึงการประหัตประหารโดยสิ้นเชิง และความรู้สึกโดยทั่วไปก็คือ เรื่องนี้ไม่อาจนำมาถกเถียงอภิปรายกันอย่างเปิดเผยได้
นอกจากงานเขียนในรูปของนิยายและเรื่องสั้นของนักเขียนอินโดนีเซียแล้ว จึงอาจกล่าวได้ว่า ชาวอินโดนีเซียทั่วๆ ไป ปฏิเสธที่จะเขียนหรือพูดถึงเหตุการณ์อันร้ายแรงนี้อย่างเปิดเผย เช่น การที่นักวิจัยต่างชาติพบว่าสตรีอินโดนีเซียผู้หนึ่งตอบคำถามว่าสถานการณ์ในช่วงเวลาดังกล่าว ปกติ เป็นปกติดี ทั้งๆ ที่สามีของนางถูกฆ่าเพราะเป็นสมาชิกพรรค PKIเป็นต้น เพราะฉะนั้น ในขณะที่ในแง่หนึ่งนั้น อาจกล่าวได้ว่า แม้ ทุกคน รู้ดีกว่าเกิดอะไรขึ้นในช่วงปี ค.ศ.1965-66 หรือย่างน้อยที่สุด ผู้คนในแต่ละชุมชน ล้วนรู้ดีว่าได้เกิดอะไรขึ้นเฉพาะในชุมชนของตน แต่กว่าสามสิบปีของการที่ผู้เห็นเหตุการณ์เหล่านี้ต้องนิ่งเงียบ กว่าสามสิบปีที่เรื่อง บอกเล่าอย่างนี้ไม่มีโอกาสได้รับการบอกเล่าซ้ำ ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องของครอบครัวหรือของชุมชน ทำให้ความทรงจำ เหล่านี้อาจลบเลือนไปเองโดยธรรมชาติได้มาก สำหรับสังคมที่ชาวบ้านในชุมชนยังคงมีวัฒนธรรมแบบมุขปาฐะอยู่มาก ความเป็นไปได้ในเรื่องนี้ย่อมมีผลกระทบรุนแรงต่อการรักษาความจำของความจริง ไว้
ด้วยเหตุผลนี้เอง จึงไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใดที่ คำอธิบาย ภาพรวมของความจริงที่เกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1965จากหลักฐานที่หลงเหลืออยู่ที่เป็นที่ยอมรับกันจะมีได้หลายชุด เช่น การให้น้ำหนักแก่บทบาทของฝ่ายทหารที่นำโดยนายพลซูฮารโตและพันธมิตรของตน โดยเฉพาะในการลอบสังหารทางการเมืองที่กระทำแก่คู่แข่งทางการเมือง คือ พรรค PKI ทั้งนี้ ไม่ว่าซูฮารโตจะมีส่วนรู้เห็นในการสนับสนุนให้เกิดการรัฐประหารในวันที่ 30กันยายน ค.ศ.1965 หรือไม่ก็ตาม อย่างไรก็ดี จำนวนผู้เสียชีวิตที่สูงมาก และความกว้างขวางของการมีส่วนร่วมของมวลชนในขบวนการประหัตประหารดังกล่าว โดยไม่ต้องพิจารณาถึงบทบาทของกองทัพอินโดนีเซีย ทำให้เกิดคำอธิบายด้วยว่า การแบ่งขั้วทางการเมืองในอินโดนีเซียเมื่อปี ค.ศ.1965 นั้น เด็ดขาดสูงสุดอยู่แล้ว
ฉะนั้น การฆ่าฟันผู้คนจำนวนมหาศาลที่เกิดขึ้นจึงเป็นการสะท้อนถึงความกดดันอันรุนแรงที่บีบคั้นสังคมจนรับไม่ได้ถึงขนาดปะทุออกมาในรูปของความรุนแรงชั่วคราวทางจิตวิทยาของมวลชน มากกว่าที่จะเกิดจากการกระทำของใครคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ ในขณะเดียวกันก็มีคำอธิบายที่อาจแยกออกไปได้อีกว่าการประหัตประหารกันครั้งใหญ่นี้ หลักๆ แล้วเป็นผลมาจากการเร่งเร้าความเป็นปฏิปักษ์อันล้ำลึกและสลับซับซ้อนในระดับท้องถิ่นที่สืบเนื่องมาจากการขยายฐานทางการเมืองของพลพรรค PKI ภายใต้สถานการณ์การเมืองที่กดดันทุกฝ่ายอย่างสูงยิ่ง ในช่วงระบอบประชาธิปไตยแบบชี้นำ (Guided Democracy) ของประธานาธิบดีซูการโน และเมื่อเกิดเหตุการณ์ รัฐประหาร และ การตอบโต้รัฐประหาร ขึ้นเมื่อวันที่ 30 กันยายน ค.ศ. 1965 สถานการณ์ก็สุกงอมเกินพอที่จะเกิดความรุนแรงขึ้น ท้ายที่สุดยังมีคำอธิบายว่า วัฒนธรรมของอินโดนีเซีย เป็นวัฒนธรรมแห่งความรุนแรงที่รัฐเองมีบทบาทในการยอมรับและแม้แต่สร้างวัฒนธรรมนักเลงหัวไม้ที่ใช้วิธีการนอกกฎหมาย การลักขโมย หรือแม้แต่การฆาตรกรรมให้เกิดขึ้น ตราบเท่าที่มันเป็นประโยชน์ในทางการเมือง
แต่ในขณะที่นักวิชาการอาจถกเถียงกันได้มากมายว่าอะไรเกิดขึ้น จริงๆ ในเหตุการณ์ 1965-66 เช่นบ้างก็ว่า พลพรรคPKI เป็นผู้คิดและริเริ่มการรัฐประหารด้วยการสังหารหกนายพลของกองทัพ บ้างกว่าการ รัฐประหารเป็นผลมาจากการต่อสู้ช่วงชิงอำนาจกันภายในกองทัพเอง หรือบ้างก็ว่า นายพลซูฮารโต เป็นผู้นำการรัฐประหาร หรืออย่างน้อยที่สุดก็บิดเบือนและใช้ประโยชน์จากการที่กลุ่มนายพลถูกฆ่า บ้างก็ว่าประธานาธิบดีซูการโน อนุญาตหรือสนับสนุนให้นายทหารที่ไม่พอใจ ดำเนินการต่อนายพลเหล่านั้น และบ้างก็ว่าการปฏิบัติงานลับของต่างประเทศมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ด้วยในความพยายามที่จะขจัดประธานาธิบดีซูการโน ซึ่งมีทีท่าว่าฝักใฝ่ฝ่ายซ้าย ออกไปจากบทบาทผู้นำอินโดนนีเซีย และจากบทบาทผู้นำในกลุ่มโลกที่สาม
สำหรับทางการอินโดนีเซียแล้ว ความจริงที่เป็น ทางราชการ มีอยู่หนึ่งเดียว เพราะฉะนั้น รัฐบาลอินโดนีเซีย หลังเหตุการณ์ดังกล่าวจึงแสดงออกผ่านช่องทางต่างๆ รวมถึงในหลักสูตรการเรียนการศึกษาว่า PKI เท่านั้นที่ต้องรับผิดชอบในการฆ่าเหล่านายพล และเพราะฉะนั้น จึงเป็นกลุ่มพลังที่ทรยศต่อชาติ และควรที่จะถูกขจัดออกไปจากทุกระดับของสังคม จะเห็นได้ว่าการควบคุมวาทกรรมภายในสังคมอย่างเคร่งครัด รวมถึงการที่หน่วยงานด้านความมั่นคงมีการปฏิบัติต่อผู้ที่มีทัศนะตรงกันข้ามอย่างรุนแรง ทำให้บรรยากาศของภัยคุกคามจากคอมมิวนิสตร์ กลายเป็นสิ่งที่ระบบการปกครองของซูฮารโต สามารถนำไป สร้าง เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของตนได้เสมอ แม้เมื่อล่วงเข้ามาในทศวรรษของ ค.ศ.1990จะมีข้อเขียนของชาวอินโดนีเซียเองประเภทบันทึกความจำส่วนตัว ว่าด้วยตุการณ์เมื่อ ค.ศ.1965 ออกมาบ้าง แต่หนังสือเหล่านี้ล้วนถูกห้ามเผยแพร่โดยทางการ ในขณะที่รัฐบาลอินโดนีเซียก็ออก หนังสือปกขาว ของทางการที่ยืนยันว่า หน่วยปฏิบัติการลับของ PKI คือผู้มีบทบาทหลักในการก่อให้เกิดเหตุการณ์ ค.ศ.1965 ขึ้น
“เหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อปี ค.ศ.1965 นั้นอาจยิ่งใหญ่เกินไป
ในแง่ของเหยื่อผู้ถูกกระทำและผู้กระทำและอาจส่งผลกระทบต่อผู้มีอิทธิพลในปัจจุบันอีกจำนวนมาก
ที่อาจได้รับผลกระทบจากการเปิดเผย ความจริง
รวมถึงความรู้สึกผิดร่วมกันของสังคมที่มีแรงจูงใจอยากให้ปิดบังความจริงนี้อีกต่อไป”
ที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ได้แก่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากที่นายพลซูฮารโตพ้นจากอำนาจทางการเมืองไปแล้ว เพราะปรากฏว่า แม้งานเขียนเกี่ยวกับหตุการณ์ ค.ศ.1965 ที่ขัดแย้งกับ ความจริง หรือ ประวัติศาสตร์ ของทางราชการจะตีพิมพ์ได้ แต่ความพยายามของประธานาธิบดีอับดุล ราห์มาน วาฮิด เองซึ่งขึ้นเป็นประธานาธิบดีเมื่อปี ค.ศ.1997 ที่จะยกเลิกกฎหมายห้ามลัทธิมาร์กซ์-เลนิน กลับถูกต่อต้านอย่างรุนแรงจากเกือบจะทุกส่วนของสังคม ถึงนาดนำไปสู่การคุกคามว่าจะมีการใช้กำลังกับกลุ่มที่เรียกร้องสิทธิให้กับเหยื่อในกรณี ค.ศ.1965 ด้วยซ้ำ รวมถึงความคิดที่จะจัดตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อความจริงและการปรองดองแห่งชาติ (Komisi Independent Pencari Kebenaran untuk Rekonsiliasi National) ซึ่งถูกกำหนดให้หาความจริงเมื่อปี ค.ศ.1965 ก็ไม่สามารถเป็นรูปเป็นร่างขึ้นได้ ปฏิกิริยาเช่นว่านี้อาจอธิบายได้ว่าเป็นเพราะเหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อปี ค.ศ.1965 นั้นอาจยิ่งใหญ่เกินไปในแง่ของเหยื่อผู้ถูกกระทำและผู้กระทำและอาจส่งผลกระทบต่อผู้มีอิทธิพลในปัจจุบันอีกจำนวนมากที่อาจได้รับผลกระทบจากการเปิดเผย ความจริง รวมถึงความรู้สึกผิดร่วมกันของสังคมที่มีแรงจูงใจอยากให้ปิดบังความจริงนี้อีกต่อไป
ล่าสุดคือ ความพยายามที่จะออกกฎหมายจัดตั้งคณะกรรมการว่าด้วยความจริงและการปรองดอง (Truth and Reconciliation Commission) ซึ่งในทางปฏิบัติ แม้คลอดเป็นกฎหมายมาได้จริงๆ ก็ยังจะต้องประสบกับปัญหาว่าจะดำเนินการอย่างไรในเมื่อผู้มีชีวิตรอดเหลืออยู่ พยานรู้เห็นเหตุการณ์จำนวนมากจะอยู่ในวัยชราหรือเสียชีวิตไปแล้ว ที่สำคัญไม่แพ้กันได้แก่การที่คนเหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วไม่เต็มใจที่จะพูดถึงประสบการณ์ส่วนตัวของตน เพราะอย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่าความเงียบ คือชีวิตส่วนนี้ที่รัฐบาลเดิมเคยบีบบังคับให้คนเหล่านี้ต้องดำรงมาก่อน และแม้เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงตัวผู้นำรัฐบาลไปแล้ว แต่กระแสต่อต้านคอมมิวนิสต์ซึ่งแน่นอนว่ายังโยงใยถึงเหตุการณ์ ค.ศ.1965 ก็ยังคงดำรงอยู่ สำหรับผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ ความเป็นปฏิปักษ์และความกลัวที่มีต่ออดีตจึงยังคงมีอยู่ แม้ว่าจะด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน
สำหรับฝ่ายผู้มีอำนาจนั้น การจัดการกับ ความจริง มีได้หลายรูปแบบ เช่น ในขณะที่โดยทั่วๆ ไปแล้ว ความทรงจำของผู้เป็นเหยื่อ น่าจะเป็นการคุกคามต่อการนำเสนอภาพของความรุนแรงที่พึงปรารถนาของผู้ซึ่งมีอำนาจ แต่การที่รัฐบาลซูฮารโตไม่ปฏิเสธว่า เกิดความรุนแรงขึ้นและพยายามทำให้ประชาชนชาวอินโดนีเซียเข้าใจ หรือเชื่อว่า ความรุนแรงในระดับที่เกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1965 อาจเกิดขึ้นอีกเมื่อไรก็ได้นั้น กลับเป็นการเสริมอำนาจของตนทางอ้อมที่มีประสิทธิภาพมาก เพราะ ความทรงจำ ว่าทหารเคยทำอะไรแก่ประชาชน และชาวอินโดนีเซียเองสามารถทำอะไรต่อกันและกันเองได้นี้เองที่เป็นเครื่องเตือนความจำว่า อินโดนีเซียนั้นจำเป็นต้องมีรัฐบาลที่มั่นคง และว่ากันกว่าความกลัวว่าการโค่นล้มรัฐบาลของซูฮารโตจะนำไปสู่สถานการณ์ความรุนแรงเช่นว่านี้เองที่ทำให้กระบวนการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ในที่สุดแล้วซูฮารโตต้องหลุดพ้นจากอำนาจไปในปี ค.ศ.1998 นั้นล่าช้าไปพอสมควร ในแง่หนึ่งนั้น วิธีจัดการกับ “ความจริง” ของระบอบซูฮารโตในเรื่องนี้ไม่ได้แตกต่างอะไรนักจากคำเตือนของนักประวัติศาสตร์อินโดนีเซียว่า ความพยายามค้นหาความจริงที่เกี่ยวกับเหตุการณ์เมื่อ ค.ศ.1965 จะ “เปิดบาดแผลของชาติและสนับสนุนให้เกิดการแก้แค้น” ขึ้นมาอีก
แต่ “ความจริง” ที่เป็นประเด็นปัญหา เป็นสิ่งที่ต้องถูก “จัดการ” ในแง่ของการที่อาจถูก “ปกปิด” “บิดเบือน” “สร้างใหม่” และแน่นอนว่า ย่อมถูก “แสวงหา” ได้นี้ ในกรณีเหตุการณ์เมื่อปี ค.ศ.1965 ของอินโดนีเซียคือ ความจริงประเภทไหน”<2>
ปัญหา “ความจริง” <3>
“ในขณะที่ความเห็นซึ่งต่างกัน หรือ “ความจริงเชิงเหตุผล”
อาจเป็นสิ่งที่โต้เถียง ประนีประนอมหรือปฏิเสธได้
“ความจริงเชิงข้อเท็จจริง” ที่บางฝ่ายไม่พึงประสงค์เป็นสิ่งที่ดื้อดึงไม่ยอมหนีหายไปไหน
บางครั้งเมื่อเอาชนะกันด้วย “ความจริงเชิงข้อเท็จจริง” (factual truth) ไม่ได้
ก็จะถูกโต้ด้วย “ความเท็จอย่างซึ่งหน้า” (plain lies)
เมื่อพระเยซูถูกจับและถูกนำตัวไปพบไพเลตขุนนางโรมัน ก่อนที่จะถูกตัดสินให้ตรึงกางเขนนั้น ไพเรตถามพระองค์ว่า ตกลงพระองค์เป็นกษัตริย์ของชาวยิวหรือมิใช่ พระเยซูตอบว่า “เป็นท่านเองที่กล่าวว่าเราคือกษัตริย์ เราถือกำเนิดมาเพื่อการนี้ มายังโลกนี้เพื่อการนี้ เพื่อเป็นพยานต่อความจริง และทุกผู้คนที่อยู่ข้างความจริงก็ฟังเสียงเรา” ไพเลตจึงถามว่า “ ความจริงหรือ? (ความจริง) คืออะไร?” (John 18:37-38)<4> คำถามของไพเรตสำคัญเพราะในทางหนึ่งคำถามนี้เกี่ยวข้องกับปัญหาความเป็นกลางในทางการเมือง กล่าวคือ การที่ผู้แทนอาณาจักรโรมันถามเช่นนี้ได้ ในสภาพการณ์ทางการเมืองปาเลสไตน์ยุคนั้น แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่พระเยซูอ้างว่าเป็น “ความจริง” นั้น อาณาจักรโรมันไม่สนใจถือสาแต่อย่างใด<5> ในอีกแง่หนึ่ง คำถามของไพเลตสำคัญเพราะคำถามดังกล่าวมิได้เกี่ยวกับ “ความจริง” (about truth) ที่ว่าพระเยซูเป็นอะไรกันแน่ แต่เป็นคำถามว่า “ความจริง” นั้นเองคืออะไร เป็นการตั้งคำถามต่อการดำรงอยู่ของ “ความจริง” ซึ่งเป็นไปได้จากมุมมองของผู้มีความสงสัยอย่างแทบไร้ขอบเขต<6> อาจเพราะเช่นนี้เอง Nietzsche จึงถือว่าคำถามของไพเรต (Pontius Pilate) นี้เป็นเพียงคำถามเดียวเท่านั้นที่มีคุณค่าอยู่บ้างในพระคัมภีร์ไบเบิลทั้งเล่ม<7>
Adrent เริ่มต้นจาการถือว่า ยุคสมัยใหม่เชื่อว่า “ความจริง” เป็นสิ่งที่ไม่ได้เป็นอยู่เองหรือมิได้ถูกค้นพบ หากเป็นสิ่งที่ถูกผลิต (producted) โดยน้ำมือมนุษย์ (human mind) และแยก “ความจริง” ออกเป็นสองชนิดคือ “ความจริง” ทางคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือปรัชญาซึ่งจัดว่าเป็น “ความจริงเชิงเหตุเชิงผล” (rational truth) ส่วน “ความจริง” อีกแบบหนึ่งเป็น “ความจริงเชิงข้อเท็จจริง” (factual truth)
ในอดีต “ความจริงเชิงเหตุเชิงผล” เป็นปัญหาต่อสังคมตลอดมา เช่น ความจริงทางวิทยาศาสตร์บอกว่าโลกมิได้เป็นศูนย์กลางของจักรวาล น่าจะเป็นปัญหาต่อสังคมภายใต้กรอบพระศาสนจักรที่เห็นว่า การที่จักรวาลมีโลกเป็นศูนย์กลาง สอดรับกับความเชื่อทางศาสนามากกว่า ดังนั้น คนอย่างกาลิเลโอจึงต้องถูกสอบสวน หรือในคติทางปรัชญาการเมืองอย่างเพลโต คนพูดความจริงให้ตรวจสอบหลักฐานของสังคมการเมืองอย่างโสเกรตีสก็จะมีภัยถึงชีวิต หรือ ฮ้อบส์ ผู้เขียนLeviathan อันลือชื่อเองก็ถูกคุกคาม หนังสือของเขาถูกเผาทำลาย Arendt อธิบายว่า ความขัดแย้งในสมัยนั้นเป็นความขัดแย้งระหว่าง “ความจริง” ของนักปรัชญาประเภทหนึ่ง กับวิถีชีวิตของผู้คนพลเมืองสามัญอีกฝ่ายหนึ่ง วิถีของประชาชนเป็นวิถีที่แปรเปลี่ยนเพราะ “ความเห็น” ของผู้คนเปลี่ยนแปลงได้ วิถีของนักปรัชญาเป็นความพยายามแสวงหา “ความจริง” ที่ไม่เปลี่ยนแปลง เพื่อจะสร้างหลักการที่จะทำให้กิจการของมุนษย์คือ การเมือง มีเสถียรภาพ
ในแง่นี้ สิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับ “ความจริง” ทางปรัชญา จึงมิใช่ “ความเท็จ” แต่คือ “ความเห็น” (opinion) ยิ่งกว่าอย่างอื่น แม้ความขัดแย้งประเภทนี้จะดำรงอยู่เรื่อยมาไม่ว่าจะในความคิดของเพลโต ค้านท์ หรือ สปิโนซ่า<8>แต่ที่น่าสนใจคือ Arendt ชี้ให้เห็นว่า ในสมัยนี้การปะทะกันระหว่าง “ความจริง"”ของนักปรัชญากับความเห็นในตลาด (เช่น ในกรณีของโสกราตีส) ได้เลือนหายไปสิ้นแล้ว ไม่แง่หนึ่งเพราะการแยกศาสนจักรออกจากอาณาจักร และดังนั้น “ความจริง” อันสูงส่งทางศาสนา เช่นที่ถือกันในประเทศยุโรปก็มิได้ถูกหนุนหลังอยู่ด้วยพลังอาวุธของอาณาจักร และเพราะดูเหมือนในโลกวิชาการฝรั่งยุคปัจจุบัน แทบจะไม่มีความเห็นทางปรัชญาใดที่ศักดิ์สิทธิ์โดดเด่นถึงขั้นไม่อาจโต้แย้งได้อีก <9>
กล่าวอีกอย่างหนึ่ง “ความจริงเชิงเหตุผล” (rational truth) มิใช่ปัญหาต่อสังคมการเมือง โดยเฉพาะในสังคมที่ยอมรับสิทธิในการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง เพราะขณะนี้ “ความจริงเชิงเหตุผล” นานาชนิด แม้จะขัดแย้งแตกต่างกันก็ดำรงอยู่ด้วยกันได้ แต่ที่ดูเหมือนจะยอมกันไม่ได้ในสังคมสมัยใหม่กลับเป็น “ความจริงเชิงข้อเท็จจริง” (factual truth) มากกว่า หมายความว่า ในปรากฏการณ์ใดปรากฏการณ์หนึ่ง สังคมมนุษย์ดูจะพยายามแสวงหา “ความจริง” เกี่ยวกับปรากฏการณ์นั้น “ที่ถูกต้อง” เพียงอย่างเดียว “ความจริงเชิงข้อเท็จจริง” ที่ขัดแย้ง ต้องถูกทำให้ตกไปด้วยการกระบวนการพิสูจน์ทราบผ่านการใช้อำนาจนานาชนิดที่ดำรงอยู่ในสังคมตัดสิน เช่นในปัจจุบันแม้หลายสังคมจะอนุญาตให้ “ความจริงเชิงเหตุผล” (หรือเชิงปรัชญา) อย่างเช่นความเชื่อว่ามีหรือไม่มีพระเป็นเจ้า ความเชื่อว่าโลกกลมหรือโลกแบนดำรงอยู่ด้วยกันได้ (ในต่างประเทศ การรวมกลุ่มของผู้คนเป็นสมาคมคนเชื่อว่าโลกแบนก็มีให้เห็น) แต่ “ความจริงเชิงข้อเท็จจริง” อย่างเช่น ใครสังหารนายทหารที่สี่แยกคอกวัว ใครยิงผู้ชุมนุม และใครเริ่มต้นเผาราชประสงค์เมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว กลับเป็นปัญหาของสังคมการเมืองที่ต้องหาวิธีต่างๆ จัดการจนตกไปให้จงได้
““ความจริง” มีคุณลักษณ์เป็นเผด็จการ (despotic)
ด้วยเหตุนี้ที่ทรราชย์ทั้งหลายเกลียดชัง “ความจริง” และคนพูด “ความจริง”
ไม่ใช่เพราะคนพูด “ความจริง” ทำสิ่งที่แตกต่างจากทรราชย์โดนสิ้นเชิง
แต่เพราะทรราชย์รู้สึกว่าตนกำลังเผชิญคู่แข่งขันในสนามแห่งความเชื่อถือของผู้คน
ที่ตนเคยเป็นฝ่ายผูกขาดตลอดมา”
Arendt อธิบายว่า ที่เป็นเช่นนี้ เพราะ “ความจริงเชิงข้อเท็จจริง” เกี่ยวข้องกับผู้คนมากหลาย ทั้งเหตุการณ์และสภาพแวดล้อมที่เขาเหล่านั้นมีส่วน อีกทั้งเป็นสิ่งที่ปรากฏขึ้นผ่านพยานหลักฐานและการยืนยันให้การของพยาน “ความจริง” แบบนี้ดำรงอยู่ตราบเท่าที่ถูกพูดออกมาในที่สาธารณะแม้จะเป็นเรื่องส่วนตัวก็ตาม<10>ด้วยเหตุนี้ “ความจริงเชิงข้อเท็จจริง” จึงเป็นเรื่องทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และก่อให้เกิดขัอขัดแย้งได้โดยเฉพาะเมื่อ “ความจริงเชิงข้อเท็จจริง” ดังกล่าวไปขัดหรือไปสร้างเงื่อนไขที่ทำให้บางฝ่ายเสียประโยชน์<11> (เช่นการที่ความรุนแรงเกิดขึ้นเป็นหรือไม่เป็นฝีมือของ “คนชุดดำ” ย่อมมีผลต่ออำนาจหน้าที่ของหน่วยราชการบางหน่วยต่างจากการที่ความรุนแรงเป็นหรือไม่เป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่รัฐ) แต่ที่สำคัญยิ่งกว่า เห็นจะเป็นธรรมชาติของ “ความจริงเชิงข้อเท็จจริง” นั้นเอง
Arendt อธิบายว่า การกล่าวว่า “เยอรมันบุกเบลเยี่ยม ในเดือนสิงหาคม ค.ศ.1914” สำหรับคนที่เชื่อว่าเกิดเหตุเยอรมันบุกเบลเยี่ยม เป็นข้อความที่ไม่เกี่ยวข้องกับการที่คนอื่นจะเห็นพ้องต้องด้วย โดยอาศัยการโต้แย้งให้ความเห็น เพื่อยอมรับ “ความจริง” ข้อนี้ เพราะสำหรับฝ่ายที่เห็นว่าข้อความดังกล่าว “จริง” ก็มักไม่ขึ้นต่อปัญหาว่ามีผู้เห็นด้วยกับ “ความจริงเชิงข้อเท็จจริง” ดังกล่าวมากน้อยเพียงไร การชักจูงชักชวนไปในทางใดๆ มักไม่เป็นผล ยิ่งกว่านั้น ในขณะที่ความเห็นซึ่งต่างกัน หรือ “ความจริงเชิงเหตุผล” อาจเป็นสิ่งที่โต้เถียง ประนีประนอมหรือปฏิเสธได้ “ความจริงเชิงข้อเท็จจริง” ที่บางฝ่ายไม่พึงประสงค์เป็นสิ่งที่ดื้อดึงไม่ยอมหนีหายไปไหน บางครั้งเมื่อเอาชนะกันด้วย “ความจริงเชิงข้อเท็จจริง” (factual truth) ไม่ได้ ก็จะถูกโต้ด้วย “ความเท็จอย่างซึ่งหน้า” (plain lies)<12> ในแง่นี้ “ความจริง” มิได้มีธรรมชาติของการการชักชวน (persuasive) หากแต่มีธรรมชาติในทางครอบงำบังคับ (coercive) เธอจึงสรุปว่า “ความจริง” มีคุณลักษณ์เป็นเผด็จการ (despotic) <13> ด้วยเหตุนี้ที่ทรราชย์ทั้งหลายเกลียดชัง “ความจริง” และคนพูด “ความจริง” ไม่ใช่เพราะคนพูด “ความจริง” ทำสิ่งที่แตกต่างจากทรราชย์โดนสิ้นเชิง แต่เพราะทรราชย์รู้สึกว่าตนกำลังเผชิญคู่แข่งขันในสนามแห่งความเชื่อถือของผู้คน ที่ตนเคยเป็นฝ่ายผูกขาดตลอดมา
“ในปี 1983 Foucault สอนวิชาชื่อ “การบอกความจริง” ที่ College de France
เนื้อหาวิชาว่าด้วย “การบอกความจริง” จากแง่มุมทางการเมือง
เช่น การพูด “ความจริง” ต่อหน้าเจ้าผู้ปกครอง ทั้งที่การกระทำดังกล่าวจะก่อภัยถึงชีวิตแก่ผู้พูด”
งานเขียนของ Arendt ในปี 1961 มีหลายสิ่งชวนให้คิดถึงความเห็นของ Michel Foucault โดยเฉพาะที่ปรากฏในบทสัมภาษณ์ที่สำคัญยิ่งของเขาเมื่อปี 1977 คือ “Truth and Power”<14> Foucault กล่าวเป็นประโยคสุดท้ายในการให้สัมภาษณ์ครั้งนั้นว่า “กล่าวโดยสรุป ปัญหาทางการเมือง (ที่สำคัญเพียงอย่างเดียว) ไม่ใช่ความผิดพลาด มายา รูปการณ์จิตสำนึกที่แปลกแยก หรือ อุดมการณ์ แต่คือ “ความจริง” นั่นเอง”<15>
ดูเหมือนว่าในสองปีสุดท้ายก่อนที่เขาจะเสียชีวิตในเดือนมิถุนายน ค.ศ 1984 Faucault สนใจสอนแต่เรื่องที่เกี่ยวกับ “ความจริง” คือในปี 1983 เขาสอนวิชาชื่อ “การบอกความจริง” (The Practice of Parrhesia) ที่ College de France เนื้อหาวิชาว่าด้วย “การบอกความจริง” จากแง่มุมทางการเมือง เช่น การพูด “ความจริง” ต่อหน้าเจ้าผู้ปกครอง ทั้งที่การกระทำดังกล่าวจะก่อภัยถึงชีวิตแก่ผู้พูด<16>
ในฤดูใบไม้ร่วงของปีเดียวกัน เขาไปสอนวิชาชื่อ “วาทกรรมและสัจจะ: การทำให้การบอกความจริงเป็นปัญหาที่ยังไม่ลงตัว” (Discourse and Truth: The Problematization of Parrhesia) ที่มหาวิทยาลัยแห่งแคลิฟอร์เนีย เบิร์คเลย์<17>วิชาสุดท้ายที่เขาสอน ณ College de France ก็ใช้หัวข้อบรรยายเช่นในปีก่อนหน้า แต่เน้นที่ “การบอกความจริง” ในฐานะคุณค่าทางศีลธรรม เช่น การยอมรับ “ความจริง” แม้ว่าจะเสื่อมเสียต่อภาพพจน์ของตนก็ตาม โดย Foucault แบ่งวิถีแห่งการ “บอกความจริง” ออกเป็นสี่ทาง คือ วิถีแห่งศาสดา (prophet) ผู้มิได้เสนอ “ความจริง” ในนามตนเอง แต่ในฐานะ “ตัวกลาง” ระหว่าง “ผู้พูดที่แท้จริง” (เช่น พระเป็นเจ้า) กับมนุษย์, วิถีแห่งปราชญ์ (sage) เป็นการนำเสนอ “ความจริง” เกี่ยวกับชีวิตตัวตนของโลกนี้ ในนามของตนเองในฐานะผู้มีปัญญาญาณ, วิถีแห่งครู-นักเทคนิค (teacher-technician) ในฐานะผู้ครอบครองทักษะบางอย่างที่ถ่ายทอดต่อศิษย์ได้ และ วิถีแห่ง “ผู้บอกความจริง” (parrhesiast) เมื่อผู้บอก “ความจริง” เป็นตัวกลางระหว่าง “ความจริง” ที่ค้นพบและผู้รับฟัง “ความจริง” การบอก “ความจริง” สำหรับคนเหล่านี้มิใช่สิ่งที่จะเลือกได้ดังวิถีแห่งปราชญ์ แต่เป็นพันธะที่ต้องทำ “ความจริง” ให้ปรากฏ ในเรื่องที่เมื่อบอกไปแล้วอาจทำให้สังคมรวดร้าวแบ่งแยก แต่ที่สุดก็จะเข้มแข็งขึ้น<18>
กล่าวโดยสรุป “ความจริง” เป็นปัญหาสำคัญในความคิดของ Foucault ตลอดมา เพียงแต่ว่าในวิชาที่เขาสอนก่อนเสียชีวิต เขาโยงปัญหา “ความจริง” เข้ากับท่าทีในการ “บอกความจริง” ซึ่งมีเป้าประสงค์จะ “ช่วย” ให้ผู้ที่ได้รับฟัง “ความจริง” เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ผ่านการรู้ตัวว่าตนเป็นใครและจะเป็นมนุษย์ที่ดีที่สุดได้อย่างไร ในแง่นี้การ “บอกความจริง” จึงเป็นไปในแง่ที่ส่งเสริมให้ “ใส่ใจอาทร” ต่อตัวตน (the care of the self) ของมนุษย์นั่นเอง<19> ส่วนในระยะแรกความสำคัญของปัญหา “ความจริง” ในความคิดของ Foucault อยู่ที่กระบวนการที่อำนาจผลิต “ความจริง” ยิ่งกว่าอื่น
ปัญหาสำคัญที่ได้จากการคิดตาม Foucault คงไม่ใช่เป้าประสงค์ทางปรัชญาในการ “บอกความจริง” แต่เป็นคำถามว่า กระบวนการที่ “ความจริง” ถูกบอกในสังคมการเมืองเป็นอย่างไรมากกว่า เพราะเมื่อ “ความจริง” เป็นสิ่งที่ถูกผลิต (produced) ก็แปลว่า “ ‘ความจริง’ มิได้อยู่นอกเหนือหรือไร้อำนาจ… ‘ความจริง’ มิใช่รางวัลของวิญญาณเสรี หรือ (เป็นดัง) เด็กน้อยที่ถูกกักไว้ในความโดดเดี่ยวไม่รู้จบ หรือ เป็นอภิสิทธิ์ของพวกที่ประสบความสำเร็จในการปลดปล่อยตนเอง ‘ความจริง’ เป็นสมบัติของโลกนี้ (thing of this world) ถูกผลิตขึ้นด้วยข้อกำหนดจำกัด (constraints) หลากรูปหลายแบบ”<20>
เพราะ “โลกนี้” แปรเปลี่ยนและขึ้นต่อเงื่อนไขเฉพาะหลายอย่าง การถือว่า “ความจริง” เป็น “สมบัติของโลกนี้” หมายความว่า “ความจริง” เป็นสิ่งที่ดำรงอยู่ในทางสังคม ขึ้นต่อสภาพเฉพาะในแต่ละสังคม Foucault ยังคิดอีกว่าทุกๆ สังคมมีสิ่งที่เรียกว่า “ ระบอบแห่ง ‘ความจริง’” ซึ่งอาศัยองค์ประกอบสำคัญสองส่วน เขาเรียกส่วนแรกว่า “การเมืองทั่วไป” แห่ง “ ความจริง” ซึ่งประกอบด้วย ชนิดของวาทกรรม (discourse) ที่ยอมรับกันว่าจริงแท้ กลไกต่างๆ ในสังคมที่ช่วยให้ผู้คนแยกข้อความ “จริง” ออกจากข้อความ “เท็จ” และวิธีการที่ “ความจริง” และ “ความเท็จ” เหล่านั้นถูกควบคุมจัดการ เทคนิคกระบวนวิธีในการสร้างคุณค่าให้กับการได้มาซึ่ง “ความจริง” และ สถานภาพของบุคคลที่ถือกันว่าเป็นผู้พูด “ความจริง” ส่วนที่สองคือ “เศรษฐศาสตร์การเมือง” แห่ง “ความจริง” ซึ่งประกอบด้วย สถาบันที่ผลิต “ความจริง” ผลิตและส่งผ่านกลไกทางการเมืองและเศรษฐกิจที่สำคัญอย่างมหาวิทยาลัย กองทัพ การเขียนและสื่อมวลชน สิ่งที่ผลิตขึ้นดังกล่าว ถูกกำหนดโดยอุปสงค์ทางเศรษฐกิจและอำนาจทางการเมือง เมื่อผลิตออกมาแล้วก็กลายเป็นวัตถุที่ถูกบริโภคด้วยวิธิการหลากหลาย ผ่านกลไกทางการศึกษาและข้อมูล และที่สุดก็กลายเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันทางการเมืองและเผชิญหน้ากันทางสังคม<21>
“ปัญหาไม่น่าจะอยู่ที่ การค้นหาว่า “ความจริง” อันใดจริงแท้แน่นอนที่สุด
เพราะ “ความจริง” ต่างๆ ก็ล้วนถูกผลิตขึ้นมาด้วยกันทั้งนั้น
โจทย์จึงอยู่ที่ “ความจริง” แต่ละอย่างหรือแต่ละรูปลักษณ์ถูกผลิตขึ้นมาอย่างไร
ยิ่งกว่านั้นปัญหามิได้อยู่ที่ข้อต่างระหว่าง “ความจริง” กับ “ความเท็จ”
แต่อยู่ที่ในสังคมมนุษย์มี “ความจริง” หลายรูป “ความจริง” รูปหนึ่งอาจ “จริงกว่า” “ความจริง” อีกรูปหนึ่ง
แต่พลังของ “ความจริง” ดังกล่าวขึ้นต่อประสิทธิภาพในการผลิต “ความจริง” นั้นๆ”
Foucault ชี้ให้เห็นว่า “ความจริง” นั้นถูกผลิตขึ้นในสังคมด้วยน้ำมือมนุษย์ ผ่านสถาบันต่างๆ ด้วยเหตุนี้ “ความจริง” จึงผูกโยงอยู่กับอำนาจ ทั้งด้วยกระบวนวิธีที่ “ความจริง”ถูกใช้ (หรือถูกจัดการ) เพื่อวางเกณฑ์ควบคุมให้ชีวิตของผู้คนอยู่ใน “สภาพปกติ” และด้วยวิธีที่ “ความจริง” อ้างความเป็นนิรันดร์ไม่แปรเปลี่ยนของตน โดยฉวยใช้สาขาวิชาการ (discipline) กับความรู้ต่างๆ เพื่อแสดงให้เห็นว่า “ความจริง” นั้นๆ แท้แน่นอนมาแต่เก่าก่อนอย่างไร<22> ดังนั้นก็หมายความว่า ปัญหาไม่น่าจะอยู่ที่ การค้นหาว่า “ความจริง” อันใดจริงแท้แน่นอนที่สุด เพราะ “ความจริง” ต่างๆ ก็ล้วนถูกผลิตขึ้นมาด้วยกันทั้งนั้น โจทย์จึงอยู่ที่ “ความจริง” แต่ละอย่างหรือแต่ละรูปลักษณ์ถูกผลิตขึ้นมาอย่างไร ยิ่งกว่านั้นปัญหามิได้อยู่ที่ข้อต่างระหว่าง “ความจริง” กับ “ความเท็จ” แต่อยู่ที่ในสังคมมนุษย์มี “ความจริง” หลายรูป “ความจริง” รูปหนึ่งอาจ “จริงกว่า” “ความจริง” อีกรูปหนึ่ง แต่พลังของ “ความจริง” ดังกล่าวขึ้นต่อประสิทธิภาพในการผลิต “ความจริง” นั้นๆ หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า ขึ้นต่อความสามารถในการจัดการ “ความจริง” ของสถาบันต่างๆ ที่ทำหน้าที่ผลิตความจริงนั้นๆ และ “ระบอบแห่ง ‘ความจริง’” ที่กำกับสังคมนั้นๆ อยู่
นอกจากนั้นถ้าสถาบันที่ทำหน้าที่ผลิต “ความจริง” เหล่านี้ เป็นสถาบันสาธารณะที่ส่งผลกระทบต่อสังคมได้กว้างขวาง อย่างสถาบันวิชาการ สื่อมวลชน หรือสถาบันทางกฎหมายอย่างศาล ความสัมพันธ์ระหว่าง “ความจริง” กับอำนาจก็จะยิ่งเข้มข้น เพราะสถาบันสาธารณะเหล่านี้ได้สิทธิอำนาจ (authority) มาจากความสามราถที่จะพูด “ความจริง” ในบางสถานการณ์<23> เช่น คำฟ้องของโจทก์ คำแก้ข้อกล่าวหาของจำเลย และที่สุดคำตัดสินของศาลว่าผู้ต้องหากระทำผิดหรือบริสุทธิ์ จะกลายเป็น “ความจริง” ต่างๆ เกี่ยวกับคดีและชีวิตของผู้เกี่ยวข้องกับคดีนั้นๆ หรือ ข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ก็จะมีสถานะของ “ความจริง” ในสายตาของสาธารณชน ยิ่งในยามที่ยืนยันหลักฐานผ่านแหล่งข่าวที่เป็นทางการได้ “ความจริง” เช่นนั้นในบางสังคมอย่างสังคมไทย ก็อาจมีประสิทธิภาพในการเพิ่มความเชื่อถือยิ่งขึ้นในกระบวนการจัดการ “ความจริง” เกี่ยวกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคมไทยได้
การทำงานต่อ?
แทบทุกครั้งที่เกิดเหตุรุนแรงที่กลางเมือง จนมีผู้คนบาดเจ็บล้มตาย มักพบว่ามีผู้เกี่ยวข้องกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นหลากหลายทั้งในแง่ตัวละคร โครงสร้าง และวัฒนธรรม ขณะเดียวกันความรุนแรงที่บังเกิดก็ประกอบขึ้นจาก “ความเป็นจริง” หลายชั้น ซึ่งมาจากสาเหตุที่สลับซับซ้อน ผสานกับเหตุผลรองรับหลายประเภท
ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าเคยตั้งคำถามว่า เมื่อ “หา” ความรุนแรงที่ไป “ซ่อน” อยู่จนพบแล้ว ควรทำเช่นไร เมื่อได้เห็นร่างของสังคมไทยที่รุนแรงสลับซับซ้อนไม่เรียบง่าย สงบเย็นอย่างที่เคยเข้าใจมาแต่ก่อน แล้ว “เรา” ยังจะอยู่กับสังคมไทยอย่างไร และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น เมื่อเห็น “ร่าง” แห่งความรุนแรงที่ “ซ่อน” อยู่แล้ว ยังจะมีพลังอำนาจพอที่จะยกโทษให้ทั้งสังคมไทยและตนเองได้หรือไม่ ? จะทำอย่างไรกับโลกเช่นนี้ได้? จะจดจำอดีตที่เจ็บปวดโดยไม่ขมขื่นได้อย่างไร?
บางทีบทกวีสักบทอาจช่วยชี้ได้ว่า ควรคิดอย่างไรกับโลกเช่นนี้
คุรุเทพ รพินทรนาภ ฐากุร รจนาไว้ในบทกวี “นกเถื่อน”<24> ว่า
Power said to the world,
‘You are mine.’
The world kept it prisoner on her throne.
Love said to the world, ‘I am thine.’
The world gave it the freedom of her house.”
“อำนาจกล่าวแก่โลกว่า ‘เจ้าเป็นของข้าฯ’
โลกจึงคุมขังอำนาจไว้บนบัลลังก์ของพระนาง
รักกล่าวแก่โลกว่า ‘ข้าฯ เป็นของท่าน’
โลกจึงประทานอิสระแห่งราชวังของพระนางให้กับรัก”
---------------------------------------------------------------------------
<1> คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมธีวิจัยอาวุโส สกว.
<2> สมบัติ จันทรวงศ์, “กระบวนการจัดการกับความจริง การศึกษามิติและพลวัตของความเปลี่ยนแปลงของ “ความจริง” ในสังคมไทย,” ใน ชัยวัฒน์ สถาอานันท์, ความรุนแรงกับการจัดการ “ความจริง” (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2551), ภาคผนวก, หน้า 325-330
<3> ส่วนนี้นำมาจาก ชัยวัฒน์ สถาอานันท์, ความรุนแรงกับการจัดการ “ความจริง”, หน้า 23-39
<4> The New Jerusalem Bible. (London: Darton, Longman & Todd,1985), p.1785.
<5> Gadamer, “What is Truth?”, p.34
<6> Marcel Eck, Lies & Truth. Bernard Murchland (Trans.) (New York: The Macmillan Company, 1971), p. 207.
<7> Cited in Gadamer, “What is Truth?”, p.34.
<8> Ibid., pp.232-235.
<9> Ibid., p.235. ความข้อนี้อาจครอบคลุมเฉพาะโลกวัฒนธรรมวิชาการฝรั่งเป็นหลัก
<10> Ibid., p.238.
<11> Ibid., p.236.
<12> Ibid., p.241.
<13> Ibid.
<14> Michel Foucault, “Truth and Power,” in Colin Gordon (ed.) Power/Knowledge: Selected Interviews & Other Writings 1972-1977. Colin Gordon, Leo Marshall, John Mepham and Kate Soper (Trans.) (New York: Pantheon Books, 1980), pp.109-133. บทสัมภาษณ์นี้ตีพิมพ์ (อย่างตัดทอนลงมาก) เป็นภาษาฝรั่งเศสในชื่อ “Verite et Pouvoir” in L’Arc 70 (1977)
<15> Ibid., p.133. Foucault ใช้วลีว่า “The political question” และในต้นฉบับคำว่า truth พิมพ์ด้วยตัวธรรมดาและไม่มีอัญประกาศ
<16> Thomas Flynn, “Foucault as parrhesiast: his last course at the college de france (1984),” in James Bernauer and David Rasmussen (eds.) the final Foucault. (Cambridge: MIT Press, 1988), p.102.
<17> Alexander Nehamas, The Art of living: Socratic Reflections from Plato to Foucault. (Berkeley: University of California Press, 2000), fn.13,p.248.
<18> Flynn, “Foucault as parrhesiast,” pp.102-104. โปรดพิจารณาทักษะของข้าพเจ้าต่อความเข้าใจบางอย่างของ Flynn ได้ใน ชัยวัฒน์ สถานอานันท์, “สังคมศาสตร์กับการจัดการ “ความจริง” ในสังคมไทย,”สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ปีที่ 19 ฉบับที่ 2 (มกราคม-มิถุนายน 2541), หน้า 52-53 โดยเฉพาะเชิงอรรถที่ 20 ในหน้า 53
<19> Nelharmas, The Art of Living, pp.165-166.
<20> Foucault, “Truth and Power,” p.131.
<21> Ibid., pp.131-132.
<22> Geoff Danaher, Tony Schirato and Jen Webb, Understanding Foucault. (London: SAGE Publications, 2000), pp.26-27.
<21> Ibid., pp.37-38.
<22> Rabindranath Tagore, Stray Birds (New York: Macmillan Company, 1916), 93 ข้าพเจ้าทราบว่า ปรีชา ช่อปทุมมา ได้แปลงานชิ้นนี้เป็นภาษาไทย แต่ข้าพเจ้ามิได้ใช้สำนวนแปลของเขาเพราะหาไม่พบ นอกจากใช้ชื่อบทกวีว่า “นกเถื่อน” ตามปรีชาแล้ว ข้าพเจ้าถอดความตรงนี้เป็นภาษาไทยเอง