WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, May 11, 2011

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 11/05/54 ผีหลอกหลอนก่อนถึงวันหย่อนบัตร

ที่มา blablabla

โดย 3บลา ประชาไท

ภาพถ่ายของฉัน


ผีหลอกหลอน ก่อนถึง วันหย่อนบัตร
อำนาจเถื่อน อำนาจรัฐ เตรียมจัดให้
เพราะมันคือ เล่ห์กล คนจัญไร
หวังเพียง"ได้" เท่านั้น ไม่หวั่นกลัว....

ผ่านกี่ยุค กี่สมัย ก็ไม่เปลี่ยน
มันหมุนเวียน สร้างระยำ คอยทำชั่ว
ทั้งเกมโกง สารพัด จัดกันนัว
หวังสุมหัว แหกตา ประชาชน....

แพ้ไม่ได้ "คำสั่งมา" โคตร..หน้าด้าน
พวกอันธพาล กอดคอ เตรียมฉ้อฉล
วางแผนร้าย หมายมั่น สู่ฝันตน
แล้วหลอกคน ว่าโปร่งใส ในท่าที....

ปล้นเลือกตั้ง โกงคะแนน แสนอุบาทว์
ใช้อำนาจ สุดพิเศษ ประเทศนี้
ขู่ยุบพรรค รายวัน ดูมันซี
สร้างอัปรีย์ ขู่รัฐประหาร สันดานเลว....


อำนาจเถื่อน อำนาจมืด ถูกยึดติด
ความถูกผิด โยนทิ้ง พาดิ่งเหว
ยุติธรรม ลางเลือน เหมือนสุมเปลว
จึงแหลกเหลว มองไม่เห็น ความเป็นธรรม....

ผีหลอกหลอน ก่อนถึง วันเลือกตั้ง
พวกมันยัง วางแผนทราม ตามขย้ำ
จากอำนาจ มืดมน คนใจดำ
เตรียมรับกรรม..พวกชั่วช้า ดาหน้าโกง....

๓ บลา / ๑๑ พ.ค.๕๔

ผอ. ประชาไทรับรางวัลสื่อมวลชนสตรีประจำปี 2011

ที่มา ประชาไท

จี รนุช เปรมชัยพร ได้รับรางวัล The Courage in Journalism Award (ความกล้าหาญในการทำหน้าที่สื่อมวลชน) จาก International Women Media Foundation (IWMF-มูลนิธิสื่อสตรีนานาชาติ) ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้แก่สื่อมวลชนผู้หญิง ผู้มีความกล้าหาญและมุ่งมั่นในการประกอบวิชาชีพ

Adela Navarro Bello
Adela Navarro Bello

โดยผู้ได้รับรางวัลสื่อมวลชนสตรีที่มีความกล้าหาญประจำปี 2011 มีทั้งสิ้น 3 คนได้แก่ อเดลา นาวาโร เบลโล วัย 42 ปี เป็นผู้อำนวยการทั่วไปและคอลัมนิสต์ของนิตยสาร ซีต้านิวส์ ประเทศแมกซิโก ซึ่งเปิดโปงเรื่องความรุนแรงและคอร์รัปชั่นในบริวเณชายแดนของเมืองติฮวนนา (Tijuana) ซึ่งการนำเสนอรายงานดังกล่าวทำให้เธอกลายเป็นเป้าหมายของเครือข่ายค้ายาเสพ ติด

Parisa Hafezi
Parisa Hafezi

ปาริสา เฮเฟซี (Parisa Hafezi) วัย 41 ปี หัวหน้าฝ่ายข่าวรอยเตอร์ สาขาอิหร่าน ซึ่งถูกทำร้าย ล่วงละเมิดและคุกคาม รวมถึงถูกจับกุมคุมขังโดยเจ้าหน้าที่รัฐเนื่องจากการติดตามนำเสนอข่าวการ คลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล

Chiranuch Premchaiporn
Chiranuch Premchaiporn

จีรนุช เปรมชัยพร วัย 43 ปี ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไท, ประเทศไทย เผชิญกับโทษจำคุกสูงถึง 70 ปี เนื่องจากมีการโพสต์ข้อความต่อต้านรัฐบาลลงในเว็บไซต์ประชาไท จีรนุชถูกจับกุม และออฟฟิศถูกตำรวเข้าบุกค้น รวมถึงเว็บไซต์ประชาไทถูกบล็อกโดยรัฐบาลไทยหลายครั้ง

Kate Adie
Kate Adie

ในปีนี้ ผู้ที่ได้รับรางวัล Lifetime Achievement Award ได้แก่ เคท เอดี (Kate Adie) ผู้จัดรายการ “From Our Own Correspondent” ของ วิทยุประจำสถานีบีบีซี 4 อย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า 40 ปี เคยผ่านการรายงานข่าวเหตุการณ์จากเทียนอันเหมิน เซียรา ลีโอน และเบลเกรด เป็นต้น

รางวัล The Courage in Journalism Awards เป็นรางวัลที่มอบแก่สื่อมวลชนสตรีที่มีความกล้าหาญในการทำหน้าที่สื่อมวลชน ภายใต้สถานการณ์ที่อันตราย และรางวัล Lifetime Achievement Award เป็นรางวัลสำหรับสื่อมวลชนที่เป็นผู้บุกเบิกทั้งด้านจิตสำนึกและการทำงาน ด้านสื่อสารมวลชน โดยที่ผ่านมาจนถึงปีล่าสุดนี้ มีสื่อมวลชนสตรีที่ได้รับรางวัลทั้งสิ้น 72 คน

พิธีมอบรางวัลแก่สื่อมวลชนสตรีทั้ง 4 รายจะจัดขึ้นในลอสแองเจลิส ในวันที่ 24 ตุลาคม และที่นิวยอร์กในวันที่ 27 ตุลาคมที่จะถึงนี้

ใบตองแห้งออนไลน์: ไม่ต้องการปรับเปลี่ยน?

ที่มา ประชาไท

จับสุรชัย จับสมยศ แจ้งจับสมศักดิ์ เจียมฯ และอาจจะถอนประกันจตุพรกับ 9 แกนนำ นปช.

ต่อไปเป็นใครอีกล่ะ เชื่อได้ว่าคงไม่หมดแค่นี้

ตลก ร้ายคือ กระบวนการไล่ล่าเหล่านี้เกิดขึ้นในขณะที่การเมืองกำลังเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง ผู้บัญชาการทหารบกประกาศวางตัวเป็นกลาง ยอมรับได้ไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาล

ฝ่าย ทักษิณกับพรรคเพื่อไทยก็กำลังสนุกสนานกับการหาเสียงประชานิยม แจกบัตรเครดิตชาวนา ลดภาษีซื้อบ้านหลังแรก ซื้อรถคันแรก (น่าจะหักภาษีค่าสินสอดแต่งเมียคนแรกด้วย) กว้านคนเข้าพรรคไม่เลือกหน้า ไม่เว้นแม้อดีตรองผู้ว่า กทม.เจ้าของโครงการปลูกต้นปาล์มเลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา

ทำยัง กะนี่เป็นการเลือกตั้งในสภาพปกติ ไม่มีรัฐประหาร 19 กันยา ไม่มีการเข่นฆ่าประชาชนเมื่อเดือนพฤษภาปีที่แล้ว นอกจากคำขวัญเล็กๆ ที่มีอยู่บางป้ายว่า “เอาประชาธิปไตยคืนมา” พรรคเพื่อไทยยังไม่รณรงค์ซักแอะถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การล้างบางอำมาตย์ ปฏิรูปกองทัพ ปฏิรูปศาลและองค์กรอิสระ

พอจตุพรโดนกองทัพแจ้งจับหมิ่น สถาบัน ก็อกสั่นขวัญแขวนกันไปหมด กลัวเสียคะแนนเสียง กลัว ส.ส.ย้ายพรรคหนี กำชับให้รูดซิปปาก พวกแกนนำ นปช.ที่อยากเป็น ส.ส.จนตัวสั่นก็เลยรูดซิปปากกันหมด ไม่ทราบว่าชุมนุมรำลึก 19 พ.ค.ปีนี้จะเหลือขึ้นเวทีซักกี่คน ดีเหมือนกัน ขีดเส้นไปเลยว่าใครสังกัดพรรคห้ามขึ้นเวทีเสื้อแดง ไม่งั้นโดนยุบพรรค

จะ หนีความจริงกันไปไหน ทักษิณโดนรัฐประหารด้วยข้อหา “หมิ่นเหม่” ทักษิณโดนองคมนตรีออกมาระบุว่าจะ “ล้มเจ้า” คุณบอกว่าชนะแล้วจะเอาทักษิณกลับประเทศ จะกลับได้ไงถ้าไม่เคลียร์เรื่องเอาสถาบันมาเกี่ยวข้องกับการเมือง

มี บางคนตั้งข้อกังขาว่าทักษิณกลับไปฮั้วกับขั้วอำนาจจารีตนิยมแล้วหรือ ผมยังมองโลกในแง่ดี คือพอจะเข้าใจว่าทักษิณกับพรรคเพื่อไทย (อันเดียวกันนั่นแหละ เพราะทักษิณคิด เพื่อไทยทำ แปลว่าเพื่อไทยคิดไม่เป็น) มองว่านี่เป็นโอกาสเดียวที่จะได้อำนาจกลับมา ต้องชนะเลือกตั้งไว้ก่อน เลยเน้นโปรโมทนโยบายประชานิยมอันหลากหลายจนลายตา เน้นดึงคนเข้าพรรค คนที่มีบารมี คนที่มีกะตังค์ “ชนะแล้วค่อยว่ากัน” บางคนคิดอย่างนั้น

ขอบอก ว่าคิดผิดครับ เพราะคุณหนีความจริงไม่พ้นว่าพรรคเพื่อไทยต้องสู้รบกับกลไกอำมาตย์ ทั้งรัฐราชการ กองทัพ องค์กรอิสระ คุณต้องประกาศสู้ตั้งแต่วันแรกที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นทางการ เพื่อผนึกพลังให้ชัดเจนว่านี่เป็นการต่อสู้ระหว่างฝ่ายประชาธิปไตยกับฝ่าย อำมาตย์

ผมไม่ได้ปฏิเสธความจำเป็นที่ต้องเสนอนโยบายประชานิยมควบคู่ กัน แต่ความจำเป็นยิ่งกว่าคือต้องทำให้เห็นชัดเจนว่าพรรคเพื่อไทยสู้ศึกเลือก ตั้งครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงหวังชนะเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ แต่หวังเป็นตัวแทนฝ่ายประชาธิปไตยเข้าไปรื้อล้างระบบที่พิกลพิการมาตั้งแต่ รัฐประหาร

ถ้าให้สัตยาบันกับประชาชนไว้อย่างนี้ ต่อให้แพ้เลือกตั้งก็ยังเคลื่อนไหวต่อไปได้ หรือถ้าชนะ ก็มีความชอบธรรมที่จะแก้รัฐธรรมนูญทันที รื้อล้างกลไกอำนาจสำคัญทันที (ตลอดจนเอาทักษิณกลับมาได้โดยรวดเร็ว)

พรรคเพื่อไทยอย่าสำคัญตนผิด คิดว่ามีศักยภาพพอที่จะบริหารประเทศได้เหมือนพรรคไทยรักไทยใน 4 ปีแรกของทักษิณ เปล่าเลย พรรคเพื่อไทยเป็นได้แค่ทางผ่านหรือเครื่องมือในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย โดยมีจุดมุ่งหมายร่วมกันระดับหนี่งเท่านั้น ถ้าพรรคเพื่อไทยเข้ามาเป็นรัฐบาลแล้วรื้อล้างโครงสร้างอำนาจไม่ได้ อยู่ไม่ถึงปีก็เจ๊ง

ที่พูดเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่า ต้องให้พรรคเพื่อไทยหรือ นปช.ระดมพลมาช่วยสมยศ สมศักดิ์ แต่ผมมองว่าขั้วอำนาจจารีตนิยมกำลังเดินเกมเนียน ล่อให้คนเสื้อแดงเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง มีความหวังกับการเลือกตั้ง แล้วอีกด้านหนึ่งก็ไล่กำจัดปราบปรามผู้ที่เรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบัน ยกเลิก ม.112

พวกเขาคงคิดว่านื่คือแนวทางอันชาญฉลาดในการ “ปกป้องสถาบัน” พยายามปล่อยให้การเลือกตั้งกลับไปสู่ภาวะปกติให้มากที่สุด ใครชนะยอมรับได้ (จริงหรือเปล่าไม่รู้) แต่ถ้าจำเป็นก็อาจจะยอมให้นิรโทษกรรม ยอมให้แก้ไขกลไกบางอย่าง แต่ไม่ยอมให้แตะต้องกองทัพ ไม่ยอมให้แตะต้องศาล และไม่ยอมให้มีเสียงเรียกร้อง “ปฏิรูปสถาบัน”

เอ้า สมมติทักษิณได้นิรโทษกรรม ก้าวแรกที่กลับมาเหยียบแผ่นดินไทย ก็ต้องก้มกราบสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ (จบข่าว?)

แต่ เดี๋ยว อย่าเพิ่งขึ้นเพลงข่าววอฯ ผมว่ายังไม่จบ อย่าพยายามหนีความจริง สังคมไทยมันหมุนย้อนกลับไปสู่ก่อนรัฐประหาร 19 กันยาไม่ได้แล้วครับ 5 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์ที่เกิดขึ้น สิ่งต่างๆ ที่คนทั้งประเทศเห็นคาตา ทำให้มวลชน “ตาสว่าง” รู้แล้วว่าสถาบันถูกดึงมาเกี่ยวกับการเมือง จะให้เลิกแล้วต่อกัน แล้วกลับไปอยู่ “เหนือการเมือง” โดยไม่เคลียร์ปัญหาในเชิงระบบโครงสร้าง ให้สถาบันออกไปจากการเมืองอย่างแท้จริง มันเป็นไปไม่ได้แล้วครับ

ท่า ทีที่ชัดเจนของขั้วอำนาจจารีตนิยม ยังแสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่ต้องการปรับเปลี่ยน ไม่ยอมให้ปรับเปลี่ยน และยากที่จะปรับเปลี่ยนด้วยตัวเอง แม้ธงชัย วินิจจะกูล พยายามเรียกร้องให้หลีกเลี่ยงการ “ชิงสุกก่อนห่าม” โดยยกบทเรียนที่เกิดขึ้นในอดีตมาเตือนสติ

หลังการอภิปรายของธงชัย ผมได้แลกเปลี่ยนกับเพื่อนๆ หลายคน ว่าทำไมการปรับตัวของสถาบันจึงทำได้ยาก ยากกว่าในอดีตสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ด้วยซ้ำ

ผมมองว่าเป็นเพราะ ความ “ใหญ่โต” ไปด้วยผู้แวดล้อมจำนวนมาก ที่ต่างก็ได้ประโยชน์จากการแอบอิงอำนาจบารมีอันศักดิ์สิทธิ์ของสถาบัน ไม่ว่ากองทัพในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือที่เกิดใหม่มาแรง “คนชั้นกลางในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ซึ่งต้องการพึ่งสถาบันเพื่อต่อต้านนักการเมืองเลว ซื้อเสียง ในสายตาพวกเขา

อำนาจ บารมีของสถาบันไม่ได้เป็นของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์เท่า นั้น แต่ใต้ร่มเงานี้ ยังเป็นที่แฝงตัวของบุคคลและองค์กรที่ต้องการดำรงอยู่อย่างมีอภิสิทธิ์ ไม่ว่าระบบราชการ ศาล หรือกองทัพ ซึ่งเป็นตัวตั้งตัวตี “ปกป้องสถาบัน” ไล่แจ้งจับใครต่อใคร

กองทัพพยายามสร้างภาพลักษณ์ “กองทัพของพระเจ้าอยู่หัว” เช่นที่ออกมา “ตบเท้า” แสดงความจงรักภักดี (สาเหตุที่ทหารชอบตบเท้า เพราะทหารรู้จักแต่ใช้เท้า ไม่รู้จักใช้หัว) ประกาศ “ยอมตายเพื่อรักษาไว้ซึ่งพระบรมเดชานุภาพในพระมหากษัตริย์” (ฟังแล้วสับสนว่าเราอยู่ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยหรือสมบูรณาญาสิทธิ ราชย์) โดยขณะเดียวกัน เมื่อทำให้คนคิดว่าเป็น “กองทัพเป็นของพระเจ้าอยู่หัว” ก็พยายามสร้างความรู้สึกคล้อยตามอีกว่า “พระเจ้าอยู่หัวเป็นของกองทัพ” จึงไปทำหน้าที่แจ้งจับ ไล่จับ ปราบวิทยุชุมชน

ความเป็น “กองทัพของพระเจ้าอยู่หัว” และ “พระเจ้าอยู่หัวเป็นของกองทัพ” ทำให้ทหารสามารถดำรงอภิสิทธิ์ แม้ผ่านพ้นยุคเผด็จการทหารเต็มใบมาหลายสิบปี การแต่งตั้งโยกย้ายในกองทัพไม่มีนักการเมืองกล้าแตะต้อง การใช้จ่ายงบประมาณตั้งแต่จัดซื้ออาวุธไปจนรับเหมาก่อสร้าง เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะหน่วยงาน นายทหารเมื่อดำรงตำแหน่งสูง ก็จะได้เข้าทำหน้าที่ราชองครักษ์เวร พวกเขาจึงมองข้ามรั้วออกมาเห็นประชาชนเป็นผู้ถูกปกครอง ขณะที่ตัวเขาเป็นมือไม้ของการ “ปกครองแผ่นดินโดยธรรม”

ลองคิดง่ายๆ แล้วกันว่าถ้าปฏิรูปสถาบัน 8 ข้อตามที่สมศักดิ์ เจียมฯ เสนอ ทหารจะไปอยู่ที่ไหน ทหารก็หมดท่าอยู่ใต้บังคับบัญชาของรัฐมนตรีกลาโหมพลเรือนที่มาจากการเลือก ตั้ง อย่างเก่งก็ได้ไปตบเท้าโชว์นักท่องเที่ยวหน้าพระบรมมหาราชวัง ฉะนั้นอย่าแปลกใจเลยที่ทหารแจ้งจับสมศักดิ์ เพราะทหารยอมไม่ได้ถ้ามีการปรับเปลี่ยน

ใบตองแห้ง
11 พ.ค.54

ธนาพล อิ๋วสกุล:ความเห็นต่อการดำเนินคดีหมิ่นฯกับ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

ที่มา ประชาไท

ใน ฐานะของที่ผู้เคยเกี่ยวข้องกับคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอยู่บ้าง ทั้งในการเป็น จำเลย พยานโจทก์ คนทำหนังสือ จัดอภิปราย และร่วมรณรงค์ คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในต่างกรรม ต่างวาระ ผมคิดว่าการไปรับทราบข้อกล่าวหาของอ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล วันพุธที่ 11 พฤษภาคมนี้ จะเป็นจุดเปลี่ยนของการเคลื่อนไหวในเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่ง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

1. ในฐานะที่อ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ยืนยัน/สาธิต รวมทั้งเรียกร้อง ให้อภิปรายในเรื่องสถาบันกษัตริย์อย่างเปิดเผยมาอย่างต่อเนื่อง จนดูเหมือนเป็นการขยับเส้นให้ไป “ไกล” ที่สุดเท่าที่จะทำได้ในขณะนี้ การตั้งข้อหาของเจ้าหน้าที่รัฐครั้งนี้จะเป็นการลาก “เส้น” ที่ อ.สมศักดิ์ (รวมทั้งอีกหลาย ๆ ท่านได้พยายามทำมา ) ให้กลับมาอย่างน้อยก็ไม่ให้เกินเส้นที่ถูกขีดไว้ก่อน 19 กันยา

2. การตั้งข้อหาอ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อย่างน้อยที่สุดก็ทำให้ อ.สมศักดิ์ ต้องระมัดระวังตัวมากกว่าเดิม (ซึ่งเป็นการลงทุนที่ถูกมากของกองทัพ และสถาบันฯ) และยังเป็นการข้ามเส้นของฝ่ายอำนาจรัฐเองที่ก่อนหน้านั้น “อนุญาต” ให้มีการอภิปรายเรื่องนี้ได้ถ้าเป็นทาง “วิชาการ” โดย “นักวิชาการ”

3. ไม่ว่าการดำเนินคดีนี้จะสิ้นสุดตรงไหน ตำรวจส่งอัยการ --->อัยการสั่งฟ้อง---> ศาลชั้นต้นพิพากษา ---> ศาลอุทธรณ์พิพากษา ---> ศาลฎีกาพิพากษา แต่ในแง่ขวัญและกำลังใจของคนที่จะนำเรื่องสถาบันกษัตริย์มาอภิปรายในสาธารณะ ก็ย่อมวิตกไม่มากก็น้อย

4. ข้อหาที่ทหารจะแจ้งในวันพรุ่งนี้มีแนวโน้มที่จะกล่าวโทษแบบครอบจักรวาล

ใน ประสบการณ์ผม การแจ้งข้อกล่าวหาเนื่องจากสัมภาษณ์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ในหัวข้อ “การมีสถาบันกษัตริย์ถูกกว่าประธานาธิบดี” มีถึง 19 ประเด็น แน่นอนว่าหลายประเด็นนั้นถ้าใช้มาตรฐานของผมแล้ว “อ่อน” มาก ตีความอย่างไรก็ไม่โดน แต่ถ้าคิดว่านี่ไม่ใช่เรื่องข้อกฎหมาย แต่เป็นเรื่องการเมือง การกล่าวโทษแบบครอบจักรวาลนั้นได้ผลในแง่ของการปิดปากไม่เพียงแต่ อ.สมศักดิ์ เท่านั้น แต่ยังรวมคนอื่น ๆ ด้วย เพราะทางการได้ “ขีดเส้น” ไว้ให้เห็นแล้วอย่างไหนทำได้ อย่างไหนทำไม่ได้

5. ในความเห็นผมแม้ว่าทางการโดยเฉพาะสถาบันจะ “ฉลาด” ในแง่ของการกล่าวโทษแบบเหวี่ยงแห เพื่อหยุดยั้งการเคลื่อนไหวในระยะสั้น และทำให้ตนเองไม่ต้องปรับปรุงตัว แต่ด้านกลับที่พวกนี้ลืมคิดคือ การทำให้การวิจารณ์สถาบันลงใต้ดินมากขึ้น หลังจากนี้การวิจารณ์แนว “ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์” แบบที่อ.สมศักดิ์ทำคงได้รับการขยายผลจากขบวนการที่ไป “ไกล” กว่านั้นว่าเป็นเรื่อง “ไร้เดียงสา”

6. แม้ว่ากรณีนี้จะทำให้เราต้องตระหนักถึงภัยของกฎหมายหมิ่น มากขึ้น แต่ขณะเดียวกันเราก็ไม่ควรกลัวกฎหมายนี้จนเกินเหตุ แม้ว่าพรุ่งนี้ทางตำรวจเปิดเผย เนื้อหาที่ทหารได้แจ้งความ อ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล แต่เราก็ต้องตระหนักว่านี่เป็นเพียงข้อกล่าวหาของฝ่ายนิยมเจ้า คดีนี้ยังไม่ถึงอัยการเสียด้วยซ้ำ

ธนาพล อิ๋วสกุล

10 พฤษภาคม 2554

ที่มา:เฟซบุ๊ค สนพ.ฟ้าเดียวกัน

ความจริงหลายชั้นกับ “ร่าง” แห่งความรุนแรงที่เห็นอยู่ตำตา

ที่มา ประชาไท

นักปรัชญาชายขอบ

"ด้วย เหตุนี้ ข้าพเจ้าเคยตั้งคำถามว่า เมื่อ 'หา' ความรุนแรงที่ไป 'ซ่อน' อยู่จนพบแล้ว ควรทำเช่นไร เมื่อได้เห็นร่างของสังคมไทยที่รุนแรงสลับซับซ้อนไม่เรียบง่าย สงบเย็นอย่างที่เคยเข้าใจมาแต่ก่อน แล้ว 'เรา' ยังจะอยู่กับสังคมไทยอย่างไร และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น เมื่อเห็น 'ร่าง' แห่งความรุนแรงที่ 'ซ่อน' อยู่แล้ว ยังจะมีพลังอำนาจพอที่จะยกโทษให้ทั้งสังคมไทยและตนเองได้หรือไม่ ? จะทำอย่างไรกับโลกเช่นนี้ได้? จะจดจำอดีตที่เจ็บปวดโดยไม่ขมขื่นได้อย่างไร?"

ข้าง บนนี้คือบทสรุปของปาฐกถา ชัยวัฒน์ สถาอานันท์: ฟังเสียงเต้นของ “ความจริง” ในสังคมไทย? ปาฐกถาเปิดงานเสนอเอกสารข้อเท็จจริงกรณีเหตุรุนแรง เดือนพฤษภาคม 2553 และเปิดนิทรรศการ หัวข้อ "คำถามต่อความเป็นมนุษย์" ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา วันที่ 8 พฤษภาคม 2554

ชัยวัฒน์ อ้างถึงทัศนะของ Arendt ว่า เริ่มต้นจากการถือว่า ยุคสมัยใหม่เชื่อว่า “ความจริง” เป็นสิ่งที่ไม่ได้เป็นอยู่เองหรือมิได้ถูกค้นพบ หากเป็นสิ่งที่ถูกผลิต (producted) โดยน้ำมือมนุษย์ (human mind) และแยก “ความจริง” ออกเป็นสองชนิดคือ “ความจริง” ทางคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือปรัชญาซึ่งจัดว่าเป็น “ความจริงเชิงเหตุเชิงผล” (rational truth) ส่วน “ความจริง” อีกแบบหนึ่งเป็น “ความจริงเชิงข้อเท็จจริง” (factual truth)

แต่ น่าสังเกตว่า เมื่อชัยวัฒน์พูดถึงการจัดการความจริงเชิงข้อเท็จจริง หรือการเผชิญหน้าระหว่างความจริงเชิงข้อเท็จจริงกับความจริงเชิงเหตุผลใน ประวัติศาสตร์ระยะไกล ตั้งแต่ยุคโสเครตีส พระเยซู เรื่อยมาถึงการจัดการ “ความจริง” ในเหตุการณ์ที่รัฐบาลอินโดนีเซียตอบโต้พรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซีย (PKI) ที่จะทำรัฐประหารเปลี่ยนรัฐบาล การฆ่ากันครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตทั่วประเทศราว 500,000 คน ในช่วงตุลาคม 2508 – มีนาคม 2509 ดูเหมือนเขาจะมั่นใจในความชัดเจนของ “ความจริง” ทางประวัติศาสตร์ระยะไกลที่เขาอ้างถึง

แต่ทว่า “ความจริง” ของประวัติศาสตร์ระยะใกล้ หรือความจริงของประวัติศาสตร์ความขัดแย้งทางการเมืองในสังคมไทยระยะกว่า 5 ปี มานี้ ดูเหมือนชัยวัฒน์แทบจะไม่ลงลึกในรายละเอียด พูดทำนองว่าความจริงของประวัติศาสตร์ระยะใกล้ดูคลุมเครือ ซับซ้อน หรือ “หลายชั้น”

และสุดท้ายเขาจึงสรุปว่า เมื่อเห็น “ร่าง” แห่งความรุนแรงที่ “ซ่อน” อยู่แล้ว ยังจะมีพลังอำนาจพอที่จะยกโทษให้ทั้งสังคมไทยและตนเองได้หรือไม่ ? จะทำอย่างไรกับโลกเช่นนี้ได้? จะจดจำอดีตที่เจ็บปวดโดยไม่ขมขื่นได้อย่างไร?”

คำถามก็คือ ว่า ทำไมชัยวัฒน์จึงคิดว่าสังคมสามารถ หรือได้เห็นเพียง “ร่าง” แห่งความรุนแรงที่ “ซ่อน” อยู่? เพราะสำหรับคนธรรมดาทั่วไปจำนวนมาก เขาอาจมองเห็น “ร่าง” แห่งความรุนแรงที่ปรากฏอยู่ตำตามานานแล้วก็ได้ !

ตาม คำอธิบายของชัยวัฒน์ที่ว่า ความจริงถือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น และขึ้นอยู่กับ “อำนาจ” ในการผลิตสร้างความจริง หากความจริงขัดแย้งกัน ฝ่ายชนะก็มักจะเป็นฝ่ายที่มีอำนาจเหนือกว่าในการจัดการความจริง

แต่ เขาไม่ได้ตั้งคำถามต่อว่า เป็นความจริงหรือไม่ว่า ในความขัดแย้งทางการเมืองที่เป็นมาและเป็นอยู่ อำนาจที่จัดการความจริงเชิงข้อเท็จจริงและความจริงเชิงเหตุผลคืออำนาจที่ ปล้นอำนาจของประชาชนไป และเป็นอำนาจเดียวกันกับอำนาจที่ปราบปรามประชาชนที่ออกมาทวงอำนาจของตนคืน เป็นอำนาจเดียวกันกับอำนาจพิสูจน์ความจริงเชิงข้อเท็จจริงกรณีคนบาดเจ็บล้ม ตาย และเป็นอำนาจเดียวกันกับอำนาจแห่งกระบวนการยุติธรรม

และหากย้อน กลับไป ความจริงเชิงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชัน ประชานิยมมอมเมา เผด็จการรัฐสภา แทรกแซงสื่อ แทรกแซงองค์กรอิสระ ฯลฯ เป็นความจริงที่ต้องจัดการภายใน “กรอบ” ของความจริงเชิงเหตุผลคือ กระบวนการยุติธรรม กระบวนการตรวจสอบที่เป็นไปตามกติกาและหลักการประชาธิปไตยไม่ใช่หรือ?

แต่ อำนาจนอกระบบ พรรคการเมือง ม็อบ สื่อ นักวิชาการ ปัญญาชนอำมาตย์จำนวนหนึ่งกลับร่วมมือกันและให้ความเห็นชอบให้จัดการกับความ จริงเชิงข้อเท็จจริงที่เป็นปัญหานั้น ด้วยการละเมิดหลักการและกติกาประชาธิปไตย

ฉะนั้น ความรุนแรงที่พวกเขากระทำตั้งแต่แรกก็คือการทำลายความจริงเชิงเหตุผลบนหลัก การและกติกาประชาธิปไตย แล้วก็ใช้อำนาจที่ปล้นประชาชนมาสร้างกระบวนการยุติธรรมสองมาตรฐานกับฝ่ายตรง ข้ามซ้ำแล้วซ้ำเล่า และเมื่อประชาชนลุกขึ้นมาตอบโต้กับความรุนแรงนั้นเพราะความเหลืออดเหลือทน พวกเขากลับตอบโต้ประชาชนด้วยความรุนแรงยิ่งกว่าอย่างเทียบกันไม่ได้ (กำลังพล 50,000 รถถัง สไนเปอร์ กระสุน 200,000 นัด ข้อกล่าวหาล้มเจ้า ก่อการร้าย ฆ่า จับติดคุก ปิดปากด้วย ม.112 ฯลฯ)

นั่นคือ “ร่าง” แห่งความรุนแรงหรือไม่? คือ “ร่าง” แห่งความรุนแรงที่ไม่ได้ซ่อนอยู่ที่ไหนเลย เป็น “ร่าง” แห่งความรุนแรงที่คนธรรมดาอย่างชาวบ้านจากชนบท คนขับแท็กซี่ กรรมกร ฯลฯ เห็นอย่างเต็มตา และอย่างเต็มหัวใจมานานแล้ว!

คำถามคือ ชัยวัฒน์มัวไป “ซ่อน” อยู่ที่ไหน จึงไม่เห็น “ร่าง” แห่งความรุนแรงที่ปรากฏอย่างโทนโท่อยู่ตรงหน้า!

และ เหตุใด ชัยวัฒน์จึงถามว่า เมื่อเห็น “ร่าง” แห่งความรุนแรงที่ “ซ่อน” อยู่แล้ว ยังจะมีพลังอำนาจพอที่จะยกโทษให้ทั้งสังคมไทยและตนเองได้หรือไม่ ? จะทำอย่างไรกับโลกเช่นนี้ได้? จะจดจำอดีตที่เจ็บปวดโดยไม่ขมขื่นได้อย่างไร?

ทำไมไม่ถามบ้างว่า สังคมควรจะจัดการกับ “ร่าง” แห่งความรุนแรงที่เห็นตำตาอยู่อย่างไร เพราะตราบที่สังคมไม่มีคำตอบเกี่ยวกับการจัดการ “อำนาจ” ที่ควบคุมทั้งความจริงเชิงข้อเท็จจริง และความจริงเชิงเหตุผลให้อยู่ใน “ที่ทางที่ควรจะเป็น” การเรียกร้องให้ “ยกโทษ” และเรียกร้องให้ลืม “ความเจ็บปวด” คงไม่อาจช่วยอะไรได้ !

“ร่าง” แห่งความรุนแรง ก็คงแสดงบทบาทรุนแรงอยู่ต่อไป และอาจแปลงร่างไปอีกนับไม่ถ้วน และ “ร่าง” แห่งความรุนแรงที่ถอดรูปการจิตสำนึกไปจากร่างใหญ่ อาจไปซ่อนอยู่ในทุกที่ทุกอณูของสังคม แม้แต่อาจ “ซ่อน” อยู่ในจิตใต้สำนึกของของนักสันติวิธีที่มุ่งขับเน้นความสำคัญของความโกรธ ความเกลียดในจิตใจของผู้คน

มากกว่าที่จะลงลึกถึงการเรียกร้องการวาง “ระบบอำนาจ” ในการจัดการความจริงและความเป็นธรรมให้เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง !

'ประชา ประสพดี' ถูกลอบยิง นำส่งรพ.บางปะกอก1-เบื้องต้นปลอดภัยแล้ว

ที่มา ประชาไท

ประชา ประสพดี ถูกลอบยิงหลังกลับจากไปงานศพ โดยมือปืนขับรถจักรยานยนต์ประกบก่อนยิงเข้าด้านหลัง กระสุนทะลุไหล่ 2 นัด ล่าสุดถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอาการปลอดภัยแ้ล้ว

สำนักข่าวสปริงนิวส์ รายงานว่า เวลาประมาณ 21.00 น. นายประชา ประสพดี ส.ส.พรรคเพื่อไทย จ.สมุทรปราการ ถูกคนร้ายลอบยิงได้รับบาดเจ็บ ขณะขับรถอยู่บริเวณหน้าห้างบิ๊กซี สาขาพระประแดง จ.สมุทรปราการ โดยนายประชาถูกมือปืนขับรถจักรยานยนต์ประกบยิง กระสุนถูกไหล่ซ้าย 2 นัด ขณะกำลังขับรถกลับจากงานศพที่วัดย่านพระประแดง จ.สมุทรปราการ เบื้องต้น เจ้าหน้าที่นำส่งโรงพยาบาลบางประกอก 1 ล่าสุด อาการปลอดภัย โดยสามารถพูดคุยได้แล้ว

เสวนา “คุกคามสื่อ คุกคามประชาชน” ชี้สื่อถูกทำให้กลัว คนไทยไม่รู้ตัวว่าไร้เสรีภาพ

ที่มา ประชาไท

“ประวิตร” หนุนการจัดอันดับให้สื่อไทย “ไม่เสรี” ตั้งคำถามสังคมไทยตระหนักถึงเสรีภาพสื่อมากแค่ไหน “บก.ประชาไท” เผยกรณีจับสมยศ คือจับกุมตัวกลาง จวกสื่อหลักนิ่งเฉย “วัฒน์ วรรลยางกูร” ชี้ความเป็นเผด็จการเข้าไปกินสมองทั้ง สื่อ-นักข่าว-นักเขียน

สืบ เนื่องจากกรณีการจับกุมสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย และบรรณาธิการนิตยสาร voice of taksin เมื่อวันที่ 30 เม.ย.ที่ผ่านมา ด้วยข้อหากระทำการอันเป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งรัฐ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา112 และล่าสุดเมื่อวันที่ 2 พ.ค.53 ศาลอาญาพิจารณาคำร้องให้ฝากขังนายสมยศต่อที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ โดยให้เหตุผลว่าคดีมีอัตราโทษสูงเกรงว่าจำเลยจะหลบหนีอีกทั้งยังเป็นคดี เกี่ยวกับการหมิ่นสถาบันสูงสุดของชาติและจำเลยถูกจับกุมได้ขณะกำลังพยายามจะ เดินทางออกนอกประเทศ
วันนี้ (10 พ.ค.53) ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว กลุ่มสื่อประชาชนในนาม Thailand Mirror จัดเสวนา "คุกคามสื่อ คุกคามประชาชน" กรณีจับสมยศ พฤกษาเกษมสุข บรรณาธิการนิตยสาร voice of taksin โดยมีชูวัส ฤกษ์ศิริสุข บรรณาธิการบริหารเว็บไซต์ประชาไทนายประวิตร โรจนพฤกษ์ ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์เดอะ เนชั่นวัฒน์ วรรลยางกูร นักเขียนและคอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ข่าวสด และทอม ดันดี หรือนายพันทิวา ภูมิประเทศ นักร้องแนวเพลงเพื่อชีวิต ร่วมพูดคุย ดำเนินรายการโดย จิตรา คชเดช ผู้ประสานงานกลุ่มคนงานไทรอาร์ม
ชูวัส กล่าวว่า กรณีที่เว็บไซต์ประชาไทถูกคุกคามในรูปแบบต่างๆ ถือว่าโชคดีกว่าอีกหลายๆ กรณีที่ถูกข้อหาหมิ่นฯ ตามมาตรา112 ซึ่งมักจะมีมาตรฐานที่ไม่ได้รับประกันตัว แต่กรณีของคุณจีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไท ถือว่าอยู่ในสถานะที่ดีกว่า เนื่องจากไม่ได้โดนมาตรา 112 แต่มีคดีเนื่องจากความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 15 ในสถานะตัวกลาง จากกรณีมีการโพสต์ข้อความลงในเว็บบอร์ดซึ่งประชาไทเป็นผู้ให้บริการ หรืออยู่ในฐานะตัวกลางที่เปิดให้มีการแสดงความคิดเห็น ทั้งที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแสดงความคิดเห็นนั้นเลย
อย่าง ไรก็ตาม กรณีการเอาผิดกับตัวกลางนั้นเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันจบไปเมื่อกว่า 40-50 ปีมาแล้วในวงการสื่อ ซึ่งการเป็นเพียงเวทีเผยแพร่ความคิดเห็นแม้ความคิดเห็นนั้นจะพิสูจน์ได้ว่า มีลักษณะหมิ่นประมาทหรือไม่ก็ตาม ความผิดควรจำกัดอยู่แค่ข้อเขียนนั้น ไม่ควรถูกโยงไปที่ตัวกลาง เล่นที่ตัวบรรณาธิการ ยึดแท่นพิมพ์หรือปิดสื่อเหมือนเช่นในอดีตที่ผ่านมา และคุณจีรนุชเองก็อาจจะเป็นคนแรกๆ ที่ถูกดำเนินคดี หลังการรัฐประหาร 2549 ในฐานะตัวกลาง
บรรณาธิการบริหารเว็บไซต์ประชาไท กล่าวด้วยว่า โดยปกติการนำเสนอข่าวของประชาไทถูกบังคับให้ต้องเซ็นเซอร์ตัวเองใน 3 เรื่องคือ เรื่องเกี่ยวกับจ้าว เรื่องเกี่ยวกับศาสนา เรื่องเกี่ยวกับชาติพันธุ์ เชื้อชาติที่จะไม่หมิ่นแคลนกัน แต่เมื่อพิจารณาข้อความที่ก่อให้เกิดการฟ้องร้องแล้วก็พบว่าบางข้อความเพียง แสดงความคิดเห็นต่าง เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่ได้หมิ่นแคลน แต่การตีความอย่างกว้างขวางของรัฐทำให้คุณจีรนุชโดนข้อหาไปด้วยในฐานะผู้รับ ผิดชอบ ซึ่งความคืบหน้าคดี ขณะนี้อยู่ในชั้นศาล และในเดือนตุลาคมนี้จะเข้าสู่การพิจารณาคดีอีกครั้งหนึ่ง
ชู วัส กล่าวต่อมาถึงกรณีสมยศว่า ไม่ว่าจะอย่างไรคุณสมยศอยู่ในฐานะสื่อสารมวลชน และถือว่าอยู่ในฐานะตัวกลาง สำหรับบทความที่ถูกกล่าวหานั้นส่วนตัวคิดว่าคุณสมยศไม่ได้เขียนเอง แต่อยู่ในฐานะบรรณาธิการจึงโดนคดีนี้ ซึ่งเรื่องนี่เป็นเรื่องที่สื่อสารมวลชนกระแสหลักจะต้องตระหนักเป็นอย่างดี แต่สถานการณ์ที่ผ่านมากลับเงียบกริบ ซึ่งสาเหตุของความเงียบนี้อาจเนื่องมาจากสื่อต่างๆ อยู่ด้วยความกลัว และสำคัญกว่าความกลัวก็คือความชินชา สำคัญกว่าความชินชาคือการที่สื่อได้หมดวิญญาณจากความเป็นสื่อแล้ว โดยส่วนตัวมองว่า เริ่มมาจากปี 2548 จากแถลงการณ์เรื่องสื่อแท้-สื่อเทียมของสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย ซึ่งสำหรับเขาถือว่าเป็นแถลงการณ์ที่เลวร้ายที่สุดขององค์กรวิชาชีพสื่อ
แถลงการณ์ ดังกล่าวได้แสดงท่าทีอย่างเป็นทางการในการแบ่งแยกสื่อในกลุ่ม วิชาชีพที่เป็นสื่อกระแสหลักว่าเป็นสื่อแท้ ขณะเดียวกันก็กีดกันคนอื่นๆ ออกไป จากสถานการณ์ในขณะนั้นที่โทรทัศน์ผ่านดาวเทียม PTV โดยทุนของคุณเนวิน ชิดชอบ ซึ่งยังเข้ากับคุณทักษิณ ชินวัตร อยู่ในช่วงเริ่มก่อตั้ง ทำให้ PTV ไม่ถูกจัดว่าเป็นสื่อ จึงไม่แปลกที่คุณสมยศ ที่เป็นบรรณาธิการนิตยสาร voice of taksin จะไม่ถูกจัดเป็นสื่อ และสื่อสารมวลชนที่ยังมีบทบาทในการครอบงำความรูความคิดคนจึงไม่นำเสนอ เพราะพวกเขาไม่ได้มองว่าคุณสมยศเป็นสื่อ
“ประเด็น สื่อแท้สื่อเทียมกับโลกที่มันเปลี่ยนไป อินเตอร์เน็ตที่เข้ามา มันกีดกันผู้คนออกไปหมดเลย ทำให้สื่ออยู่ในสถานะที่ไม่ฟังชั่นอีกแล้ว หรือในภาษาเดิมคือสื่อสารมวลชนบ้านเราตายไปแล้ว คือมันไม่มีประโยชน์ ไม่ได้มีหน้าที่อะไรที่จะสนองอะไรกับสังคมได้อีกแล้ว” ชูวัสให้ความเห็น
บรรณาธิการ บริหารเว็บไซต์ประชาไทกล่าวต่อมาว่า ต่อไปคือหน้าที่ของพวกเราพลเมืองเองที่จะต้องผลิตข่าวสารขึ้นมา และทำให้น่าเชื่อถือ จนกระทั่งมีพลังพอที่จะขยายต่อไปยังสื่ออย่างเคเบิลทีวีซึ่งมีกลุ่มคนดูเกิน ครึ่งของประเทศ
ชูวัส เสนอแนะถึงแนวทางการรณรงค์ด้วยว่า กรณีของคุณสมยศ คุณสุรชัย แซ่ด่าน คุณดา ตอปิโด และผู้ต้องหาคดีความทางความคิดคนอื่นๆ ควรถูกผลักดันให้เป็นประเด็นรณรงค์ปลดปล่อยนักโทษการเมืองที่ต่อสู้กับอำนาจ ต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมในสังคม เพื่อขยายกลุ่มแนวร่วมในการเคลื่อนไหวให้กว้างขวางขึ้นในระดับนานาประเทศ ดังเช่นกรณีนักโทษการเมืองในพม่า และจีน อีกทั้ง การขับเคลื่อนในแนวทางวรรณกรรมและดนตรีของคนเสื้อแดงซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะ ตัวควรถูกบันทึกและเผยแพร่ต่อไปในวงกว้าง ให้เป็นเหมือนกับที่เคยเกิดเป็นกระแสของวรรณกรรมเดือนตุลาฯ ขึ้นมาอีกครั้ง
นอก จากนั้นสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง ชูวัส กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า อย่าปล่อยให้นักการเมืองหักหลังคนเสื้อแดง เพราะไม่แน่ว่าหลังจากนี้หากพรรคเพื่อไทยได้รับเสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาล แล้วจะไม่หวนกลับมาให้กฎหมายที่คุกความเสรีภาพมาไล่จับคนเสื้อแดงอีก
ส่วน ประวิตร กล่าวถึงเสรีภาพสื่อมวลชนในประเทศไทยว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีการรางงานข่าวถึงการจัดอันดับเสรีภาพสื่อในปี 2011 โดยองค์กรสิทธิมนุษยชนชั้นนำของอเมริกา “ฟรีดอมเฮาส์” ให้ประเทศไทยที่จากเดิมมีเสรีภาพของสื่ออยู่ในกลุ่ม “กึ่งเสรี” เข้ากลุ่ม “ไม่เสรี” เทียบกับเกาหลีเหนือ พม่า จีน ทำให้เกิดการถกเถียงเกี่ยวกับประเด็นนี้อย่างมากในวงการสื่อ โดยเขายกตัวอย่างถึงบทบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ไทยรัฐเมื่อวันที่ 7 พ.ค.ที่ ผ่านมา ซึ่งแสดงความเห็นแย้งกับฟรีดอมเฮาส์ โดยระบุว่าสื่อเก่าหรือสื่อใหม่ก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ และอ้างผลการสำรวจความเห็นคนไทยจากสวนดุสิตโพลล์ที่ระบุว่า 60 เปอร์เซ็นต์ เชื่อว่าไทยมีเสรีภาพมากขึ้น แต่ต้องมีเสรีภาพที่มาพร้อมความรับผิดชอบที่มากขึ้นด้วย
ประวิตร แสดงความเห็นว่า ถ้าเราเชื่อโพลล์มันจะกลายเป็นตลกร้ายอย่างหนึ่งที่ขัดแย้งกับความเป็นจริง ในสังคมไทย แล้วคำว่าความรับผิดชอบของสื่อยักษ์ใหญ่คือจะรับผิดชอบใคร ทั้งนี้สื่อกระแสหลักที่เรียกตัวเองว่าสื่อแท้จะต้องมีความรับผิดชอบต่อคน ส่วนใหญ่หรือว่าคนส่วนน้อยในสังคมไทย
“สังคมไทยยัง ไม่ได้เรียนรู้ว่า แม้คนอื่นจะแสดงความเห็นแตกต่าง แต่เราก็ต้องยอมรับได้ ซึ่งเป็นปัญหามาก เลยทำให้สื่อไทยมักจะร้องหาความรับผิดชอบ” ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์เดอะ เนชั่นกล่าว
ประวิตร ตั้งคำถามด้วยว่า สังคมไทยโดยรวมตระหนักดีแค่ไหนว่าสื่อไทยมีเสรีภาพเพียงใด เอาเข้าจริงแล้วไทยอาจจะแย่กว่าสิงคโปร์หรือจีนด้วยซ้ำ เพราะประชาชนในประเทศเหล่านั้นยังรู้ว่าสื่อในประเทศตัวเองขาดเสรีภาพ และตอนนี้ไทยอยู่ในกลุ่มเดียวกันกับประเทศเหล่านั้นจากการจัดโดยฟรีดอมเฮาส์ ขณะที่คนบางกลุ่มยังหลงคิดว่าไทยมีเสรีภาพทางสื่ออยู่ อย่างไรก็ตามส่วนตัวเขาคิดว่าไทยมีกรอบของเสรีภาพอยู่ ทำให้สื่อจำนวนมากยึดติด และทุกวันนี้สื่อกระแสหลักจำนวนมากไม่กล้านำเสนอข่าว
ประวิตร ยกตัวอย่างถึงผู้ที่ถูกขังอันเนื่องจากมาตรา 112 ว่า ถึงตอนนี้ยังไม่รู้ว่ามีจำนวนเท่าไหร่ และทางการไทยไม่เคยเปิดเผยข้อมูลเลย ซึ่งนอกเหนือจากบุคคลที่มีชื่อเสียงอย่างคุณสุรชัย แซ่ด่าน คุณสมยศ แล้ว คนอื่นๆ อย่าง ดา ตอร์ปิโด ก็มีอยู่เป็นจำนวนมาก ดังนั้นจึงจะต้องทำลายความเชื่อผิดๆ ที่ว่าเมืองไทยมีเสรีภาพ และถ้าหากเมืองไทยมีเสรีภาพ เวทีการเสวนานี้คงไม่จำเป็น
ประวิตร กล่าวด้วยว่า จากการได้พูดคุยกับคุณสมชาย หอมละออ กรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดอง แห่งชาติ (คอป.) ในฐานะสิทธิมนุษยชน ที่ได้ออกแถลงการณ์ถึงสถานการณ์ขณะนี้ที่กฎหมิ่นพระบรมเดชานุภาพถูกใช้จับคน จำนวนมาก ซึ่งจะเป็นการนำสถาบันเข้าสู่การเมือง และได้ส่งแถลงการณ์นี้ไปยังสื่อต่างๆ แต่ไม่มีสื่อไหนที่ตอบรับเลยนอกจากทางประชาไทที่ยอมลงแถลงการณ์ให้ ซึ่งคุณสมชายได้ตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับสื่อมวลชนไทย แต่สำหรับเขานี่ไม่ใช่เรื่องที่เกินจะคาดเดาได้ โดยเขามองว่าสื่อไม่กล้าตั้งคำถาม อีกทั้งยังอยู่ในสังคมที่ปฏิเสธความจริง
นอก จากนั้นในกรณีที่สื่อทางเลือกถูกปิดกันก็อาจไม่แปลกที่สื่อกระแส หลักจะไม่ออกมาเคลื่อนไหว เพราะเขาจะไม่ถูกแย่งสัดส่วนของคนอ่านไป อย่างไรก็ตามสื่อบางคนก็มีอาจมีความเชื่อว่าการใช้กฎหมายในการควบคุมสื่อ เป็นสิ่งที่ถูกต้อง อีกทั้งบางครั้งสื่อกระแสหลักก็ได้ประโยชน์บางอย่างจากการเป็นเด็กดีอยู่ภาย ใต้รัฐ เขาจึงไม่อยากเปลี่ยนการนำเสนอข่าวไปจากเดิม หรือถ้าเปลี่ยนแล้วมีคนอ่านน้อยลง รายได้ก็จะน้อยไปด้วย
ขณะ ที่ วัฒน์ กล่าวว่า กรณีคุณสมยศนั้น คุณสมยศเคยบอกไว้ว่าเขาไม่ใช่คนสุดท้าย ยิ่งสังคมยังคงเป็นเผด็จการอยู่ ก็จะต้องมีคนต่อไป ซึ่งคราวหน้าอาจจะเป็นคุณชูวัส คุณประวิตร หรือตนเองก็ได้ มันมีสิทธิ์เกิดขึ้นได้กับทุกคนที่พูดความจริงหรือแค่พูดธรรมดา และการช่วยเหลือของนักสิทธิมนุษยชนทั้งหลายนั้น วันก่อนได้พบปะกับ ดร.ธงชัย วินิจจะกูล อาจารย์ก็ตั้งข้อสังเกตว่า ทำไม Human Right Watch เพิ่งออกมาเคลื่อนไหวเรื่องกรณี 6 ศพวัดปทุมวนาราม หรือ 91 ศพ จากเหตุการณ์เมษา-พฤษภา 53 เมื่อเหตุการณ์ผ่านไปครบปี เหตุผลก็คือว่าองค์กรสิทธิมนุษยชนสากลรอฟังข้อมูลจากองค์กรสิทธิมนุษยชนของ ไทย และที่ช้าเพราะคนที่ตายนั้นเป็นพวกคุณทักษิณ องค์กรสิทธิมนุษยชนก็เลยเกิดการลังเลที่จะเข้ามายุ่งเกี่ยว
กรณี ต่อมาคือหมวดเจี๊ยบที่ไปสัมภาษณ์คุณทักษิณ (ร.ท.หญิง สุนิสา เลิศภควัต) กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ มาตีพิมพ์เป็นพ็อคเกตบุ๊ก แล้วถูกหน่วยงานเจ้าสังกัดสอบสวนนั้น เขาได้นำไปตั้งคำถามเมื่อครั้งไปเป็นวิทยากรอบรมนักข่าวรุ่นใหม่ของสมาคมนัก ข่าวฯ แล้วพบว่าเสียงส่วนใหญ่เห็นว่าเหมาะสมแล้วที่หมวดเจี๊ยบถูกบีบ ซึ่งก็มีการถกเถียงกัน และเขาได้ให้ความเห็นว่าหมวดเจี๊ยบก็เป็นนักข่าวเหมือนกัน มีสิทธิที่จะนำเสนอข้อมูลของเธอ
เหล่านี้คือความ เป็นจริงของสังคมไทย ซึ่งทำให้เชื่อได้ว่าความเป็นเผด็จการไม่ได้มาจากอำนาจรัฐอย่างเดียว แต่มันเข้าไปกินสมองสื่อ นักข่าว และแม้กระทั่งเพื่อนนักเขียนด้วยกันเอง รวมทั้งเข้าไปกินสมองของคณะกรรมการรางวัลรางวัลพานแว่นฟ้าซึ่งมีจุดหมาย เพื่อส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย แต่ปรากฏว่ากรรมการบางคนกลับเห็นด้วยกับการรัฐประหาร
วัฒ น์ กล่าวด้วยว่า สำหรับเขาสื่อยังหมายรวมไปถึงเพลง บทกวี ละคร นักเขียน ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ในอดีตมีความกล้าเขียนวิพากษ์วิจารณ์สังคมมากกว่าสมัย นี้ นี่แสดงให้เห็นว่าเวลาที่ผ่านไปสังคมไทยในเรื่องของความกล้าและเสรีภาพมันหด ลงจนมืดมน ทั้งนี้ ปัจจุบันการจับสื่อแบบยกพวกไม่มี มีแต่เป็นรายๆ เพราะยุคหลังมานี้พวกที่มีอำนาจในสังคมไทยสามารถควบคุมสื่อไว้ได้ ด้วยสร้างความความกลัวทำให้สื่อต้องเซ็นเซอร์ตัวเอง ส่วนนักเขียนก็ควบคุมด้วยระบบรางวัล ที่ถูกพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิทางวรรณกรรมที่มีความคิดความเชื่อแบบอนุรักษ์ นิยม
ด้าน ทอม ดันดี ขึ้นเวทีปลุกเร้าคนเสื้อแดงให้เดินหน้าสู้ต่อไป พร้อมระบุว่าการต่อสู้ยังไม่จบ คนเสื้อแดงจะต้องสู้ต่อ และการตายอาจต้องเกิดขึ้นอีก แต่คนเสื้อแดงจะสู้จนกว่าจะชนะ และยังแนะแนวทางต่อสู้ด้วยการดึงสหภาพแรงงานเข้าร่วม โดยยกตัวอย่างการต่อสู้ของฝรั่งเศสที่มีกลุ่มสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจอย่าง การไฟฟ้า การประปา ที่นัดหยุดงานเพื่อร่วมต่อสู้จนได้รับชัยชนะ อีกทั้งยังได้จัดแถลงข่าวคอนเสิร์ต "ทอม ดันดี ขยี้บัลลังก์เหี้ย" ที่จะมีขึ้นในวันที่ 4 มิ.ย.54 ณ ตลาดคลองถม บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ด้วย

สมศักดิ์ เจียมฯรายงานตัวคดีหมิ่นวันนี้ วงเสวนาประณามสื่อหลักตายแล้วอมสากกรณียัดคุกสมยศ

ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
11 พฤษภาคม 2554

ดร.สม ศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาที่กองทัพบกยื่นฟ้องในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่ สน.นางเลิ้ง ในวันพุธที่ 11 พฤษภาคม 2554 เวลา 10.00 น. โดยกลุ่มผู้สนับสนุนได้นัดรวมตัวให้กำลังใจจำนวนมาก เพราะกังวลว่าทางการจะหาเหตุควบคุมตัวดร.สมศักดิ์

นายอานนท์ นำภา หัวหน้าสำนักกฎหมายราษฎรประสงค์ กล่าวว่า กรณี ดร.สมศักดิ์ เข้าพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียก ย่อมเป็นการแสดงถึงเจตนาอันบริสุทธิ์ในการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ทั้งก็มิได้มีพฤติการตามกฎหมายที่จะควบคุมตัว หรือขังไว้ระหว่างสอบสวน จึงต้องถือว่า ไม่มีเหตุที่จะออกหมายขังตามกฎหมาย ทั้งนี้ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๓๙ และมาตรา ๔๐ ดังนั้นพนักงานตำรวจจึงไม่สามารถร้องขอต่อศาลเพื่อขอออกหมายขังระหว่างสอบ สวนได้ ( แต่หากเป็นกรณีที่เรียกโดยมีหมายจับรอไว้อยู่แล้ว คงต้องมานั่งด่าตำรวจกันต่อไป)


เวบไซต์ประชาไท รายงานข่าวเรื่อง เสวนา “คุกคามสื่อ คุกคามประชาชน” ชี้สื่อถูกทำให้กลัว คนไทยไม่รู้ตัวว่าไร้เสรีภาพ เมื่อวานนี้ว่า “ประวิตร” หนุนการจัดอันดับให้สื่อไทย “ไม่เสรี” ตั้งคำถามสังคมไทยตระหนักถึงเสรีภาพสื่อมากแค่ไหน “บก.ประชาไท” เผยกรณีจับสมยศ คือจับกุมตัวกลาง จวกสื่อหลักนิ่งเฉย “วัฒน์ วรรลยางกูร” ชี้ความเป็นเผด็จการเข้าไปกินสมองทั้ง สื่อ-นักข่าว-นักเขียน

สืบ เนื่องจากกรณีการจับกุมสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย และบรรณาธิการนิตยสาร voice of taksin เมื่อวันที่ 30 เม.ย.ที่ผ่านมา ด้วยข้อหากระทำการอันเป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งรัฐ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา112 และล่าสุดเมื่อวันที่ 2 พ.ค.53 ศาลอาญาพิจารณาคำร้องให้ฝากขังนายสมยศต่อที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ โดยให้เหตุผลว่าคดีมีอัตราโทษสูงเกรงว่าจำเลยจะหลบหนีอีกทั้งยังเป็นคดี เกี่ยวกับการหมิ่นสถาบันสูงสุดของชาติและจำเลยถูกจับกุมได้ขณะกำลังพยายามจะ เดินทางออกนอกประเทศ

วานนี้ (10 พ.ค.53) ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว กลุ่มสื่อประชาชนในนาม Thailand Mirror จัดเสวนา "คุกคามสื่อ คุกคามประชาชน" กรณีจับสมยศ พฤกษาเกษมสุข บรรณาธิการนิตยสาร voice of taksin โดยมีชูวัส ฤกษ์ศิริสุข บรรณาธิการบริหารเว็บไซต์ประชาไทนายประวิตร โรจนพฤกษ์ ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์เดอะ เนชั่นวัฒน์ วรรลยางกูร นักเขียนและคอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ข่าวสด และทอม ดันดี หรือนายพันทิวา ภูมิประเทศ นักร้องแนวเพลงเพื่อชีวิต ร่วมพูดคุย ดำเนินรายการโดย จิตรา คชเดช ผู้ประสานงานกลุ่มคนงานไทรอาร์ม

ชูวัส กล่าวว่า กรณีที่เว็บไซต์ประชาไทถูกคุกคามในรูปแบบต่างๆ ถือว่าโชคดีกว่าอีกหลายๆ กรณีที่ถูกข้อหาหมิ่นฯ ตามมาตรา112 ซึ่งมักจะมีมาตรฐานที่ไม่ได้รับประกันตัว แต่กรณีของคุณจีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไท ถือว่าอยู่ในสถานะที่ดีกว่า เนื่องจากไม่ได้โดนมาตรา 112 แต่มีคดีเนื่องจากความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 15 ในสถานะตัวกลาง จากกรณีมีการโพสต์ข้อความลงในเว็บบอร์ดซึ่งประชาไทเป็นผู้ให้บริการ หรืออยู่ในฐานะตัวกลางที่เปิดให้มีการแสดงความคิดเห็น ทั้งที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแสดงความคิดเห็นนั้นเลย

อย่างไร ก็ตาม กรณีการเอาผิดกับตัวกลางนั้นเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันจบไปเมื่อกว่า 40-50 ปีมาแล้วในวงการสื่อ ซึ่งการเป็นเพียงเวทีเผยแพร่ความคิดเห็นแม้ความคิดเห็นนั้นจะพิสูจน์ได้ว่า มีลักษณะหมิ่นประมาทหรือไม่ก็ตาม ความผิดควรจำกัดอยู่แค่ข้อเขียนนั้น ไม่ควรถูกโยงไปที่ตัวกลาง เล่นที่ตัวบรรณาธิการ ยึดแท่นพิมพ์หรือปิดสื่อเหมือนเช่นในอดีตที่ผ่านมา และคุณจีรนุชเองก็อาจจะเป็นคนแรกๆ ที่ถูกดำเนินคดี หลังการรัฐประหาร 2549 ในฐานะตัวกลาง

บรรณาธิการบริหารเว็บไซต์ประชาไทกล่าวด้วยว่า โดยปกติการนำเสนอข่าวของประชาไทถูกบังคับให้ต้องเซ็นเซอร์ตัวเองใน 3 เรื่องคือ เรื่องเกี่ยวกับเจ้า เรื่องเกี่ยวกับศาสนา เรื่องเกี่ยวกับชาติพันธุ์ เชื้อชาติที่จะไม่หมิ่นแคลนกัน แต่เมื่อพิจารณาข้อความที่ก่อให้เกิดการฟ้องร้องแล้วก็พบว่าบางข้อความเพียง แสดงความคิดเห็นต่าง เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่ได้หมิ่นแคลน แต่การตีความอย่างกว้างขวางของรัฐทำให้คุณจีรนุชโดนข้อหาไปด้วยในฐานะผู้รับ ผิดชอบ ซึ่งความคืบหน้าคดี ขณะนี้อยู่ในชั้นศาล และในเดือนตุลาคมนี้จะเข้าสู่การพิจารณาคดีอีกครั้งหนึ่ง

ชูวัส กล่าวต่อมาถึงกรณีสมยศว่า ไม่ว่าจะอย่างไรคุณสมยศอยู่ในฐานะสื่อสารมวลชน และถือว่าอยู่ในฐานะตัวกลาง สำหรับบทความที่ถูกกล่าวหานั้นส่วนตัวคิดว่าคุณสมยศไม่ได้เขียนเอง แต่อยู่ในฐานะบรรณาธิการจึงโดนคดีนี้ ซึ่งเรื่องนี่เป็นเรื่องที่สื่อสาร มวลชนกระแสหลักจะต้องตระหนักเป็นอย่างดี แต่สถานการณ์ที่ผ่านมากลับเงียบกริบ ซึ่งสาเหตุของความเงียบนี้อาจเนื่องมาจากสื่อต่างๆ อยู่ด้วยความกลัว และสำคัญกว่าความกลัวก็คือความชินชา สำคัญกว่าความชินชาคือการที่สื่อได้หมดวิญญาณจากความเป็นสื่อแล้ว โดย ส่วนตัวมองว่า เริ่มมาจากปี 2548 จากแถลงการณ์เรื่องสื่อแท้-สื่อเทียมของสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย ซึ่งสำหรับเขาถือว่าเป็นแถลงการณ์ที่เลวร้ายที่สุดขององค์กรวิชาชีพสื่อ

แถลงการณ์ ดังกล่าวได้แสดงท่าทีอย่างเป็นทางการในการแบ่งแยกสื่อในกลุ่ม วิชาชีพที่เป็นสื่อกระแสหลักว่าเป็นสื่อแท้ ขณะเดียวกันก็กีดกันคนอื่นๆ ออกไป จากสถานการณ์ในขณะนั้นที่โทรทัศน์ผ่านดาวเทียม PTV โดยทุนของคุณเนวิน ชิดชอบ ซึ่งยังเข้ากับคุณทักษิณ ชินวัตร อยู่ในช่วงเริ่มก่อตั้ง ทำให้ PTV ไม่ถูกจัดว่าเป็นสื่อ จึงไม่แปลกที่คุณสมยศ ที่เป็นบรรณาธิการนิตยสาร voice of taksin จะไม่ถูกจัดเป็นสื่อ และสื่อสารมวลชนที่ยังมีบทบาทในการครอบงำความรู้ความคิดคนจึงไม่นำเสนอ เพราะพวกเขาไม่ได้มองว่าคุณสมยศเป็นสื่อ

“ประเด็น สื่อแท้สื่อเทียมกับโลกที่มันเปลี่ยนไป อินเตอร์เน็ตที่เข้ามา มันกีดกันผู้คนออกไปหมดเลย ทำให้สื่ออยู่ในสถานะที่ไม่ฟังชั่นอีกแล้ว หรือในภาษาเดิมคือสื่อสารมวลชนบ้านเราตายไปแล้ว คือมันไม่มีประโยชน์ ไม่ได้มีหน้าที่อะไรที่จะสนองอะไรกับสังคมได้อีกแล้ว” ชูวัสให้ความเห็น

บรรณาธิการ บริหารเว็บไซต์ประชาไทกล่าวต่อมาว่า ต่อไปคือหน้าที่ของพวกเราพลเมืองเองที่จะต้องผลิตข่าวสารขึ้นมา และทำให้น่าเชื่อถือ จนกระทั่งมีพลังพอที่จะขยายต่อไปยังสื่ออย่างเคเบิลทีวีซึ่งมีกลุ่มคนดูเกิน ครึ่งของประเทศ

ชูวัส เสนอแนะถึงแนวทางการรณรงค์ด้วยว่า กรณีของคุณสมยศ คุณสุรชัย แซ่ด่าน คุณดา ตอปิโด และผู้ต้องหาคดีความทางความคิดคนอื่นๆ ควรถูกผลักดันให้เป็นประเด็นรณรงค์ปลดปล่อยนักโทษการเมืองที่ต่อสู้กับอำนาจ ต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมในสังคม เพื่อขยายกลุ่มแนวร่วมในการเคลื่อนไหวให้กว้างขวางขึ้นในระดับนานาประเทศ ดังเช่นกรณีนักโทษการเมืองในพม่า และจีน อีกทั้ง การขับเคลื่อนในแนวทางวรรณกรรมและดนตรีของคนเสื้อแดงซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะ ตัวควรถูกบันทึกและเผยแพร่ต่อไปในวงกว้าง ให้เป็นเหมือนกับที่เคยเกิดเป็นกระแสของวรรณกรรมเดือนตุลาฯ ขึ้นมาอีกครั้ง

นอก จากนั้นสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง ชูวัส กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า อย่าปล่อยให้นักการเมืองหักหลังคนเสื้อแดง เพราะไม่แน่ว่าหลังจากนี้หากพรรคเพื่อไทยได้รับเสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาล แล้วจะไม่หวนกลับมาให้กฎหมายที่คุกความเสรีภาพมาไล่จับคนเสื้อแดงอีก

ส่วน ประวิตร กล่าวถึงเสรีภาพสื่อมวลชนในประเทศไทยว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีการรางงานข่าวถึงการจัดอันดับเสรีภาพสื่อในปี 2011 โดยองค์กรสิทธิมนุษยชนชั้นนำของอเมริกา “ฟรีดอมเฮาส์” ให้ประเทศไทยที่จากเดิมมีเสรีภาพของสื่ออยู่ในกลุ่ม “กึ่งเสรี” เข้ากลุ่ม “ไม่เสรี” เทียบกับเกาหลีเหนือ พม่า จีน ทำให้เกิดการถกเถียงเกี่ยวกับประเด็นนี้อย่างมากในวงการสื่อ โดยเขายกตัวอย่างถึงบทบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ไทยรัฐเมื่อวันที่ 7 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งแสดงความเห็นแย้งกับฟรีดอมเฮาส์ โดยระบุว่าสื่อเก่าหรือสื่อใหม่ก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ และอ้างผลการสำรวจความเห็นคนไทยจากสวนดุสิตโพลล์ที่ระบุว่า 60 เปอร์เซ็นต์ เชื่อว่าไทยมีเสรีภาพมากขึ้น แต่ต้องมีเสรีภาพที่มาพร้อมความรับผิดชอบที่มากขึ้นด้วย

ประวิตร แสดงความเห็นว่า ถ้าเราเชื่อโพลล์มันจะกลายเป็นตลกร้ายอย่างหนึ่งที่ขัดแย้งกับความเป็นจริง ในสังคมไทย แล้วคำว่าความรับผิดชอบของสื่อยักษ์ใหญ่คือจะรับผิดชอบใคร ทั้งนี้สื่อกระแสหลักที่เรียกตัวเองว่าสื่อแท้จะต้องมีความรับผิดชอบต่อคน ส่วนใหญ่หรือว่าคนส่วนน้อยในสังคมไทย

“สังคมไทยยังไม่ได้เรียนรู้ว่า แม้คนอื่นจะแสดงความเห็นแตกต่าง แต่เราก็ต้องยอมรับได้ ซึ่งเป็นปัญหามาก เลยทำให้สื่อไทยมักจะร้องหาความรับผิดชอบ” ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์เดอะ เนชั่นกล่าว

ประวิตร ตั้งคำถามด้วยว่า สังคมไทยโดยรวมตระหนักดีแค่ไหนว่าสื่อไทยมีเสรีภาพเพียงใด เอาเข้าจริงแล้วไทยอาจจะแย่กว่าสิงคโปร์หรือจีนด้วยซ้ำ เพราะประชาชนในประเทศเหล่านั้นยังรู้ว่าสื่อในประเทศตัวเองขาดเสรีภาพ และตอนนี้ไทยอยู่ในกลุ่มเดียวกันกับประเทศเหล่านั้นจากการจัดโดยฟรีดอมเฮาส์ ขณะที่คนบางกลุ่มยังหลงคิดว่าไทยมีเสรีภาพทางสื่ออยู่ อย่างไรก็ตามส่วนตัวเขาคิดว่าไทยมีกรอบของเสรีภาพอยู่ ทำให้สื่อจำนวนมากยึดติด และทุกวันนี้สื่อกระแสหลักจำนวนมากไม่กล้านำเสนอข่าว

ประวิตร ยกตัวอย่างถึงผู้ที่ถูกขังอั
นเนื่อง จากมาตรา 112 ว่า ถึงตอนนี้ยังไม่รู้ว่ามีจำนวนเท่าไหร่ และทางการไทยไม่เคยเปิดเผยข้อมูลเลย ซึ่งนอกเหนือจากบุคคลที่มีชื่อเสียงอย่างคุณสุรชัย แซ่ด่าน คุณสมยศ แล้ว คนอื่นๆ อย่าง ดา ตอร์ปิโด ก็มีอยู่เป็นจำนวนมาก ดังนั้นจึงจะต้องทำลายความเชื่อผิดๆ ที่ว่าเมืองไทยมีเสรีภาพ และถ้าหากเมืองไทยมีเสรีภาพ เวทีการเสวนานี้คงไม่จำเป็น

ประวิตร กล่าวด้วยว่า จากการได้พูดคุยกับคุณสมชาย หอมละออ กรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ในฐานะสิทธิมนุษยชน ที่ได้ออกแถลงการณ์ถึงสถานการณ์ขณะนี้ที่กฎหมิ่นพระบรมเดชานุภาพถูกใช้จับคน จำนวนมาก ซึ่งจะเป็นการนำสถาบันเข้าสู่การเมือง และได้ส่งแถลงการณ์นี้ไปยังสื่อต่างๆ แต่ไม่มีสื่อไหนที่ตอบรับเลยนอกจากทางประชาไทที่ยอมลงแถลงการณ์ให้ ซึ่งคุณสมชายได้ตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับสื่อมวลชนไทย แต่สำหรับเขานี่ไม่ใช่เรื่องที่เกินจะคาดเดาได้ โดยเขามองว่าสื่อไม่กล้าตั้งคำถาม อีกทั้งยังอยู่ในสังคมที่ปฏิเสธความจริง

นอก จากนั้นในกรณีที่สื่อทางเลือกถูกปิดกั้นก็อาจไม่แปลกที่สื่อกระแสหลักจะ ไม่ออกมาเคลื่อนไหว เพราะเขาจะไม่ถูกแย่งสัดส่วนของคนอ่านไป อย่างไรก็ตามสื่อบางคนก็มีอาจมีความเชื่อว่าการใช้กฎหมายในการควบคุมสื่อ เป็นสิ่งที่ถูกต้อง อีกทั้งบางครั้งสื่อกระแสหลักก็ได้ประโยชน์บางอย่างจากการเป็นเด็กดีอยู่ภาย ใต้รัฐ เขาจึงไม่อยากเปลี่ยนการนำเสนอข่าวไปจากเดิม หรือถ้าเปลี่ยนแล้วมีคนอ่านน้อยลง รายได้ก็จะน้อยไปด้วย

ขณะที่ วัฒน์ กล่าวว่า กรณีคุณสมยศนั้น คุณสมยศเคยบอกไว้ว่าเขาไม่ใช่คนสุดท้าย ยิ่งสังคมยังคงเป็นเผด็จการอยู่ ก็จะต้องมีคนต่อไป ซึ่งคราวหน้าอาจจะเป็นคุณชูวัส คุณประวิตร หรือตนเองก็ได้ มันมีสิทธิ์เกิดขึ้นได้กับทุกคนที่พูดความจริงหรือแค่พูดธรรมดา และการช่วยเหลือของนักสิทธิมนุษยชนทั้งหลายนั้น วันก่อนได้พบปะกับ ดร.ธงชัย วินิจจะกูล อาจารย์ก็ตั้งข้อสังเกตว่า ทำไม Human Right Watch เพิ่งออกมาเคลื่อนไหวเรื่องกรณี 6 ศพวัดปทุมวนาราม หรือ 91 ศพ จากเหตุการณ์เมษา-พฤษภา 53 เมื่อเหตุการณ์ผ่านไปครบปี เหตุผลก็คือว่าองค์กรสิทธิมนุษยชนสากลรอฟังข้อมูลจากองค์กรสิทธิมนุษยชนของ ไทย และที่ช้าเพราะคนที่ตายนั้นเป็นพวกคุณทักษิณ องค์กรสิทธิมนุษยชนก็เลยเกิดการลังเลที่จะเข้ามายุ่งเกี่ยว

กรณีต่อ มาคือหมวดเจี๊ยบที่ไปสัมภาษณ์คุณทักษิณ (ร.ท.หญิง สุนิสา เลิศภควัต) กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ มาตีพิมพ์เป็นพ็อคเกตบุ๊ก แล้วถูกหน่วยงานเจ้าสังกัดสอบสวนนั้น เขาได้นำไปตั้งคำถามเมื่อครั้งไปเป็นวิทยากรอบรมนักข่าวรุ่นใหม่ของสมาคมนัก ข่าวฯ แล้วพบว่าเสียงส่วนใหญ่เห็นว่าเหมาะสมแล้วที่หมวดเจี๊ยบถูกบีบ ซึ่งก็มีการถกเถียงกัน และเขาได้ให้ความเห็นว่าหมวดเจี๊ยบก็เป็นนักข่าวเหมือนกัน มีสิทธิที่จะนำเสนอข้อมูลของเธอ

เหล่านี้คือความเป็น จริงของสังคมไทย ซึ่งทำให้เชื่อได้ว่าความเป็นเผด็จการไม่ได้มาจากอำนาจรัฐอย่างเดียว แต่มันเข้าไปกินสมองสื่อ นักข่าว และแม้กระทั่งเพื่อนนักเขียนด้วยกันเอง รวมทั้งเข้าไปกินสมองของคณะกรรมการรางวัลรางวัลพานแว่นฟ้าซึ่งมีจุดหมาย เพื่อส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย แต่ปรากฏว่ากรรมการบางคนกลับเห็นด้วยกับการรัฐประหาร

วัฒน์ กล่าวด้วยว่า สำหรับเขาสื่อยังหมายรวมไปถึงเพลง บทกวี ละคร นักเขียน ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ในอดีตมีความกล้าเขียนวิพากษ์วิจารณ์สังคมมากกว่าสมัย นี้ นี่แสดงให้เห็นว่าเวลาที่ผ่านไปสังคมไทยในเรื่องของความกล้าและเสรีภาพมันหด ลงจนมืดมน ทั้งนี้ ปัจจุบันการจับสื่อแบบยกพวกไม่มี มีแต่เป็นรายๆ เพราะยุคหลังมานี้พวกที่มีอำนาจในสังคมไทยสามารถควบคุมสื่อไว้ได้ ด้วยสร้างความความกลัวทำให้สื่อต้องเซ็นเซอร์ตัวเอง ส่วนนักเขียนก็ควบคุมด้วยระบบรางวัล ที่ถูกพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิทางวรรณกรรมที่มีความคิดความเชื่อแบบอนุรักษ์ นิยม

ด้าน ทอม ดันดี ขึ้นเวทีปลุกเร้าคนเสื้อแดงให้เดินหน้าสู้ต่อไป พร้อมระบุว่าการต่อสู้ยังไม่จบ คนเสื้อแดงจะต้องสู้ต่อ และการตายอาจต้องเกิดขึ้นอีก แต่คนเสื้อแดงจะสู้จนกว่าจะชนะ และยังแนะแนวทางต่อสู้ด้วยการดึงสหภาพแรงงานเข้าร่วม โดยยกตัวอย่างการต่อสู้ของฝรั่งเศสที่มีกลุ่มสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจอย่าง การไฟฟ้า การประปา ที่นัดหยุดงานเพื่อร่วมต่อสู้จนได้รับชัยชนะ อีกทั้งยังได้จัดแถลงข่าวคอนเสิร์ต "ทอม ดันดี ขยี้บัลลังก์เหี้ย" ที่จะมีขึ้นในวันที่ 4 มิ.ย.54 ณ ตลาดคลองถม บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ด้วย

ไทยเป็นตัวปัญหาในอาเซียน

ที่มา Thai E-News



สมาชิก ของอาเซียนและประชาคมโลกรู้สึกเบื่อหน่าย และมองไปว่า ประเทศไทยไม่มีเจตนาที่จะแก้ปัญหาชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาอย่างจริงจัง ตามกระบวนการของอาเซียนและข้อมติของสหประชาชาติ แม้กระทั่งรัฐมนตรีช่วยต่างประเทศของมาเลเซียก็หมดความอดทนต่อไทย และได้ออกมากล่าวหาว่าไทยละเมิดข้อตกลงเรื่องการส่งผู้สังเกตการณ์ไปยัง พื้นที่ข้อพิพาทฯ


โดย ดร.พิทยา พุกกะมาน อดีตเอกอัครราชทูต

ไม่ มีใครจะปฏิเสธได้ว่า ท่าทีของรัฐบาลไทย เกี่ยวกับปัญหาความขัดแย้งตามแนวชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา ทำให้ประเทศไทยถูกมองไปในทางลบในสายตาของสมาชิกอาเซียนและประชาคมโลก

ใน ขณะที่กัมพูชาสามารถสร้างภาพให้ต่างประเทศเห็นว่า เป็นฝ่ายที่รักสันติและปฏิบัติตามพันธกรณีและกฏหมายระหว่างประเทศ ความล้มเหลวของการทูตไทยดังกล่าวนี้นับได้ว่า เป็นผลงานของรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ฯ และรัฐมนตรีต่างประเทศของไทยที่วางตัวเป็นศัตรูกับทุกประเทศ

นับ ตั้งแต่สหประชาชาติได้มอบหมายให้อินโดนีเซีย ในฐานะประธานอาเซียน เป็นผู้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทตามแนวชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาเพื่อให้บรรลุ ถึงการคลี่คลายปัญหาการขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา ประเทศไทยได้แสดงท่าทีที่บ่ายเบี่ยงอย่างเห็นได้ชัด ในลักษณะทีเล่นทีจริง หรือไม่ยอมให้ความร่วมมือกับอินโดนีเซียอย่างดื้อ ๆ

และไม่ยอมให้ ผู้สังเกตการณ์อินโดนีเซียเข้ามาทำหน้าที่ในพื้นที่ของไทยตาม แนวชายแดนฯ โดยตั้งแง่นานาประการเพื่อหลีกเลี่ยงที่จะปฏิบัติตามข้อตกลงฯ

ใน ทางตรงกันข้าม ฝ่ายกัมพูชาได้แสดงท่าทีผ่อนปรนและยินยอมให้ความร่วมมือกับอินโดนีเซียในการ ไกล่เกลี่ยกรณีข้อพิพาทฯ โดยอ้างว่า ตนต้องการให้มีการแก้ไขข้อพิพาทฯ อย่างสันติบนพื้นฐานของกฏหมายระหว่างประเทศและตามเจตนารมย์ของกฏบัตรอาเซียน รวมถึงสนธิสัญญาและความตกลงที่เกี่ยวข้อง

ในขณะที่ไทยยังไม่มี ท่าทีที่ชัดเจนเกี่ยวกับการยอมรับการไกล่เกลี่ยของ อินโดนีเซีย กัมพูชาได้แสดงท่าทีที่ชัดเจนในการยอมให้ความร่วมมือแก่อินโดนีเซียที่จะส่ง ผู้สังเกตการณ์เข้ามาในบริเวณปราสาทพระวิหารตามมติของสหประชาชาติ

เมื่อ อินโดนีเซียได้จัดทำข้อตกลงเพื่อกำหนดอำนาจหน้าที่ของผู้สังเกตการณ์ เสร็จแล้ว กัมพูชาได้ทำหนังสือยินยอมเมื่อวันที่ ๓ พฤษภาคมเพื่อให้ข้อตกลงฯ มีผลใช้บังคับ ในขณะที่ประเทศไทยยังไม่ยอมรับข้อตกลงฯ และยังตั้งเงื่อนไขอยู่ตลอดเวลา

ทำให้สมาชิกของอาเซียนและประชาคม โลกรู้สึกเบื่อหน่ายและมองไปว่าประเทศไทย ไม่มีเจตนาที่จะแก้ปัญหาชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาอย่างจริงจังตามกระบวน การของอาเซียนและข้อมติของสหประชาชาติ

แม้กระทั่งรัฐมนตรีช่วยต่าง ประเทศของมาเลเซียก็หมดความอดทนต่อไทย และได้ออกมากล่าวหาว่าไทยละเมิดข้อตกลงเรื่องการส่งผู้สังเกตการณ์ไปยัง พื้นที่ข้อพิพาทฯ

การเจรจาในระดับทวิภาคีน่าจะเป็นวิธีแก้ปัญหา ระหว่างประเทศที่ได้ผลที่สุด แต่จนถึงปัจจุบัน การเจรจาแบบทวิภาคียังไม่มีผลคืบหน้าแต่ประการใด ในขณะที่ทหารไทยและคนไทยต้องสังเวยชีวิตจากการปะทะกับกองกำลังฝ่ายเขมรตาม แนวชายแดนฯ

นอกจากนี้ รายงานการประชุมคณะกรรมการร่วมเพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทยกัมพูชาทั้ง ๓ ฉบับก็ยังไม่ได้รับความเห็นชอบจากฝ่ายไทย เนื่องจากปัญหาภายในของไทยเอง และข้อจำกัดของรัฐธรรมนูญของปี ๒๕๕๐ ซึ่งระบุว่ารัฐสภาต้องให้ความเห็นชอบในหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ

เมื่อ การเจรจาในระดับทิวภาคีไม่ได้ผลหรือไม่คืบหน้า ไทยก็ควรจะใช้ช่องทางอื่น ๆ ซึ่งรวมถึงการไกล่เกลี่ยโดยประเทศที่สาม หรือการเจรจาในระดับพหุภาคีในขอบเขตที่จำกัด เพื่อมิให้ข้อพิพาทบานปลายเป็นปัญหาระหว่างประเทศ จนศาลโลกต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง

อาเซียนเองก็มีกลไกสำหรับการแก้ไขข้อ พิพาทในระดับภูมิภาค เช่น สนธิสัญญา Amity and Cooperation, ASEAN Regional Forum, สถาบันเพื่อสันติและความสมานฉันท์ และการประชุมสุดยอดของอาเซียน

ซึ่งประเทศไทยอาจจะใช้ให้เป็นประโยชน์ได้เพื่อส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง และเสถียรภาพในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้

*****เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ****

Respect for ASEAN Process

No one would deny that the most recent Thai-Cambodian border conflict has put Thailand in a bad light in the eyes of ASEAN and the world community, whilst Cambodia has managed to portray itself as a respectable and law abiding member. It would be all too easy to point accusing fingers at the Abhisit Government and the abrasive Thai Foreign Minister for the failure of Thai foreign policy vis-?-vis the Cambodia issue in the context of ASEAN and the international community.

Since the United Nations had mandated Indonesia, as ASEAN Chairman, to mediate the settlement of the border conflict between Thailand and Cambodia, the Thai government has not been very forthcoming in accepting the Indonesian mediation, let alone the stationing of Indonesia observers on its soil by citing technicalities. On the other hand, Cambodia has shown its willingness (at least in words) to accept mediation by ASEAN Chairman by declaring that it seeks peaceful settlement of this border dispute based on the principles of international law and the spirit of the ASEAN Charter and treaties as well as other related agreements. So, while Thailand is still struggling on how to come to terms with ASEAN mediation, Cambodia has scored points. Cambodia has lost no time in commending the efforts by Indonesia to dispatch observers to the area of the Pra Viharn (Preah Vihea) Temple in order to monitor the ceasefire in accordance with the UN mandate. Meanwhile, the Thai Foreign Ministry and the Thai Defence Ministry are still at loggerheads on the issue of deployment of observers and the GBC. When Indonesia finalized the Terms of References (TORs) for deploying the observers, Cambodia signed the Acceptance Letter on May 3rd to put the TORs into effect. Thailand has not yet accepted the TORs and still continues to put up conditions and technicalities. For ASEAN and the international community, the Thai Government’s procrastination and dubious moves could be interpreted by ASEAN members as the lack of willingness to settle the border dispute with Cambodia in accordance with ASEAN process and UN mandate.



Using bilateral mechanism may be a preferred method of resolving the border dispute but it has not hitherto made any significant progress. Moreover, the adoption of the 3 records of the meetings of the Thai-Cambodian Joint Border Committee (JBC) have not yet been approved by Thailand. The Thai government is still at a loss as to which government agency has the authority over the matter. It is still hamstrung by the 2007 Constitution that requires Parliamentary approval. Therefore, the Thai government should use all avenues available, whether they be bilateral or multilateral, to achieve a settlement of the border dispute before the issue takes on an international dimension which will be too much for Thailand to handle. The Thai-Cambodian conflict presents a great challenge to ASEAN. It can act as an obstacle to ASEAN Community to be realized in 2015. ASEAN has many mechanisms to resolve regional conflicts: The Treaty of Amity and Cooperation, the ASEAN Regional Forum (ARF), ASEAN Institute for Peace and Reconciliation, and ASEAN Summit. Thailand should engage them as much as possible to enhance peace, security, and stability in the region.

อัสซานจ์ คว้ารางวัลสันติภาพออสเตรเลีย

ที่มา Voice TV

อัสซานจ์ คว้ารางวัลสันติภาพออสเตรเลีย

นาย จูเลี่ยน อัสซานจ์ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์อื้อฉาวอย่าง วิกิลีกส์ คว้ารางวัลเกียรติยศสูงสุดจากมูลนิธิสันติภาพแห่งซิดนีย์ ในฐานะบุคคลที่ “มีความกล้าหาญอย่างมากในการต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน”

โดยผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ ซึ่งเป็นที่อื้อฉาวไปทั่วโลก ได้รับรางวัลเกียรติยศสูงสุดจากมูลนิธิสันติภาพแห่งซิดนีย์ หลังจากถูกยกย่องว่า มีความกล้าหาญอย่างมากในการต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน ไม่ต่างจาก เนลสัน แมนเดล่า อดีตประธานาธิบดี แอฟริกาใต้ และ องค์ดาไล ลามะ ผู้นำจิตวิญญาณของทิเบต

แม้มูลนิธิสันติภาพแห่งซิดนีย์จะมีการมอบรางวัลนี้เป็นประจำทุกปี แต่ทว่าบุคคลที่ได้รับเหรียญเกียรติยศสูงสุดในรอบ 14 ปีที่ผ่านมา มีเพียง 3 คนเท่านั้น ได้แก่ อดีตประธานาธิบดี เนลสัน แมนเดล่า,องค์ดาไล ลามะ และ ไดซากุ อิเกดะ ปราชญ์ชาวพุทธมหายาน นิกาย นิจิเรน

ปัจจุบันเจ้าของเว็บไซต์ที่ขุดคุ้ยข้อมูลลับของแต่ละประเทศทั่วโลกกำลังอยู่ ระหว่างการประกันตัว เพื่อสู้คดีส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนอยู่ที่อังกฤษ หลังถูกจับที่กรุงลอนดอนเมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมาตามคำร้องขอของสวีเดน ซึ่งระบุว่า เขากระทำผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศสตรี 2 ราย