WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, May 11, 2011

ข้อบังคับหรือข้อควรปฏิบัติจากกกต.

ที่มา Voice TV



ความร่วมมือในการเลือกตั้งส.ส. พ.ศ. 2554 ประกอบด้วย 5 ข้อ คือ

ข้อ 1.มิบังควรนำสถาบันพระมหากษัตริย์ มาเกี่ยวของกับการหาเสียงในการเลือกตั้ง

ข้อ 2.จะปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมาย ระเบียบ ประกาศ อันเกี่ยวกับการเลือกตั้งอย่างเคร่งครัด

ข้อ 3.จะไม่ใช้กลไกของรัฐ หรือทรัพยากรของรัฐ มาเป็นประโยชน์ในการหาเสียงเลือกตั้ง

ข้อ 4 .จะหาเสียงเลือกตั้งโดยสันติวิธี ไม่ข่มขู่ คุกคาม คู่แข่งขันด้วยวิธีการใดๆ และไม่ใช้วิธีการรุนแรงในการหารเสียงเลือกตั้ง

และข้อ 5.จะยอมรับผลการเลือกตั้งตามที่ประชาชนได้แสดงเจตนารมณ์ในการเลือกตั้งอย่าง จริงใจ

ซึ่ง ในส่วนนี้กกต.ได้ทำตราสัญญาลักษณ์ของแต่ละพรรคจำนวน 56 พรรคการเมือง พร้อมกับเว้นช่องลงชื่อ......(ให้ตัวแทนพรรคการเมือง) มีตัวแทนพรรคการเมืองมาลงนาม จำนวน 42 พรรค จาก 56 พรรคการเมือง

111 ปี ปรีดี ฟังคลิปเสียง เตือนการโต้'อภิวัฒน์'

ที่มา Voice TV



Wake up Thailand ประจำวันพุธที่ 11 พฤษภาคม 2554

นำเสนอในประเด็น

- ครม.รักษาการ ประชุมนัดแรก 2 ชั่วโมงเสร็จ
- เพื่อไทย เปิดตัว ปาร์ตี้ลิสท์ เบอร์ 1 วันนี้ จับตา ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
- พ.ต.ท.ทักษิณ งดโฟนอิน -วีดีโอลิงค์ หลังยุบสภา
- ประชาธิปัตย์ ยันส่ง สส.เขตครบ 375 – เร่งวางตัวผู้สมัคร
- สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล รายงานตัว สน.นางเลิ้งวันนี้
- นายกฯไทยโต้มาเลเซีย - ย้ำจุดยืนกัมพูชาไม่ถอนทหาร ไทยไม่รับผู้สังเกตการณ์
- ร่่วมไว้อาลัย ไพโรจน์ สุวรรณฉวี
- 111 ปี ชาตกาล รัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์
- ไมโครซอฟท์ แถลงซื้อ Skype มูลค่า 8,500 ล้านเหรียญ
- พนักงานเคเอฟซีเดือดร้อนหนัก ร้อง ครส.ถูกนายจ้างเอาเปรียบ-เลิกจ้างไม่เป็นธรรม ทั้งกด ค่าแรงแถมไร้สวัสดิการ

ผบ.ทบ.จี้หาตัวคนร้ายยิง "ประชา" สส.เพื่อไทย ย้ำอย่าโยงทหารทุกเรื่อง ห่วงเลือกตั้งคนไม่เคารพกฎหมาย

ที่มา มติชน


เมื่อ วันที่ 11 พฤษภาคม ที่กองการบินกรมการขนส่งทหารบก (ขส.ทบ.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางไปตรวจพื้นที่บริเวณชายแดน จ.แม่ฮองสอน ถึงการเตรียมความพร้อมในการดูแลรักษาความปลอดภัยในช่วงเลือกตั้งว่า เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่ได้เป็นความรับผิดชอบของทหารโดยตรง แต่ในส่วนของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) จะมีหน้าที่เกี่ยวข้อง โดยจะมีการติดตามข้อมูลด้านการข่าวและบูรณาการการข่าวเหล่านั้นไปสู่การ ปฏิบัติ ซึ่งหากมีข่าวไม่ดีหรือมีเหตุการณ์ไม่เรียบร้อยก็จะแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ ตำรวจ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงรับทราบเพื่อให้ดำเนินการทหารคงไม่มีส่วนเกี่ยว ข้องตรงนี้


เมื่อถามว่า ในช่วงเริ่มต้นของการเลือกตั้งก็มีเหตุรุนแรง มีการยิงนายประชา ประสพดี อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กองทัพมองเรื่องนี้อย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า แค่เริ่มต้นยังไม่สามารถพูดได้ กระบวนการประชาธิปไตยต้องว่ากันไป ประชาธิปไตยแบบไทยๆ ถ้าเรายังแก้กันไม่ได้ ก็อย่าไปหาคนอื่นมาแก้ ต้องแก้กันเอง ถ้าทุกเรื่องแก้ไม่ได้หมด ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ตนเคยพูดไปตั้งแต่แรกแล้วว่า ทหารเรามีหน้าที่ของเราเฉพาะอยู่แล้ว ดังนั้น ถ้าท่านโยงทหารเข้าไปเกี่ยวในทุกเรื่องมันเป็นไปไม่ได้ เรื่องต่างๆ เหล่านี้อยากให้สื่อมวลชนไปเตือนไปพูดให้ประชาชนได้ตระหนักถึงภัยที่กำลังจะ เกิดขึ้น มีการเลือกตั้งมาไม่รู้กี่สิบครั้งแล้ว ก็มีความรุนแรงทุกครั้ง แล้วตนอยากถามว่าเกิดจากใคร ก็ต้องไปหาให้เจอว่าใครเป็นคนทำให้เกิด แล้วจะต้องดำเนินคดีกับใคร หลายอย่างอยู่ที่ประชาชนเป็นผู้เลือก เป็นผู้ที่กำหนดชะตาของบ้านเมือง เพราะเป็นระบบประชาธิปไตย


"ไม่ ใช่เฉพาะเลือกตั้งแล้วแรง บ้านเมืองไทยก็แรงอยู่แล้ว เพราะคนไม่เคารพกฎหมาย ถ้าเคารพกฎหมายทุกอย่างจบหมด ถ้าประชาชนเคารพกฎหมาย เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดมันคงไม่มีเรื่อง ดังนั้น อยู่ที่ 2 ประเด็นนี้เท่านั้น ประเด็นอื่นๆ ไม่มีใครที่จะสามารถจะทำนอกกฎหมายได้ เจ้าหน้าที่ก็ทำผิดไม่ได้ ถ้าทำผิดก็ต้องมาว่ากันตามกระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้ ทุกอย่างต้องมาพูดคุยกันว่าจะทำยังไงให้บ้านเมืองปลอดภัย เป็นไปด้วยความเรียบร้อย แล้วสังคมเป็นคนตัดสินว่าอะไรถูกอะไรผิด ใครดีใครไม่ดี แล้วท่านจะเลือกตั้งใคร ไม่เลือกตั้งใคร ก็เรื่องของประชาชน โตแล้ว มีประชาธิปไตยมากี่ปีแล้ว แล้วถึงวันนี้ท่านก็ยังมาทวงถามประชาธิปไตยกันอยู่ ผมก็ไม่เข้าใจว่าบ้านเมืองเรามันไม่เป็นประช่าธิปไตนตั้งแต่เมื่อไร ก็เห็นเป็นประชาธิปไตยมาตลอด" พล.อ.ประยุทธ์ระบุ


เมื่อถามว่า มีความเป็นห่วงสถานการณ์ในช่วงเลือกตั้งที่เกิดขึ้นนี้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ทุกคนคนในประเทศไทยก็ต้องเป็นห่วง คงไม่ใช่เฉพาะทหาร เคยบอกไปแล้วว่าประเทศไทยจะเดินไปข้างหน้าได้ไม่ได้อยู่ที่เจ้าหน้าที่เพียง อย่างเดียว ทั้งประชาชนและเจ้าหน้าที่ต้องร่วมมือกันทำหน้าที่ในการที่ในการทำให้ประเทศ ไทยมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ประชาชนต้องช่วยกันเฝ้าระวัง รวมทั้งไม่ให้ความร่วมมือในการกระทำผิดกฎหมายทุกรูปแบบ อย่างไรก็ตาม ตราบใดก็ตามที่ประชาชนยังไม่ตระหนักถึงภัยอันตรายที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองของ เราเอง ยังร่วมมือกันกระทำผิดกฎหมาย หรือเห็นการกระทำผิดกฎหมายแล้วไม่ได้แจ้งเจ้าหน้าที่ให้ดำเนินการตามกฎหมาย ที่มีอยู่ ท่านก็จะหาความปลอดภัยในบ้านเมืองไม่ได้ ดังนั้น ประชาชนทุกคนต้องร่วมมือกันและแจ้งเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่มีวาระความรับผิดชอบทางกฎหมายอยู่ มีผู้รับผิดชอบโดยตรงอยู่แล้ว ดังนั้น ประชาชนต้องมีส่วนร่วม


พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า ทหารพยายามไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเมืองอยู่ตลอด แต่ยังมีบางสื่อที่พยายามเสนอว่าทหารจะปฏิวัตินั้น มองว่ามันไม่ใช่เวลาและจะไม่พูดเรื่องนี้อีก แต่ก็ยังมีความพยายามเอาทหารเข้าไปยึดโยงเข้าไปยุ่งเกี่ยว ซึ่งหากจะวิจารณ์อย่างไรก็แล้วแต่ การเมืองจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ ขอร้องอย่าเอาทหารเข้าไปเกี่ยว เพราะเป็นคนละเรื่อง จะเห็นว่าทหารจะถูกลากไปเกี่ยวข้องในทุกๆ เรื่อง ทำให้ประชาชนอาจจะเข้าใจไม่ถูกต้องและทำให้เสื่อมเสียต่อกองทัพบก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่เอามาพูดมาว่าทหารอยู่เบื้องหลังของการเมือง ตนเรียนว่าไม่มี เป็นเรื่องของการเมือง


เมื่อถามถึงกรณีที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกมาระบุห้ามไม่ให้ข้าราชการทำตัวไม่เป็นกลางในการเลือกตั้ง พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ข้าราชการคือใคร เป็นทหารหรือไม่ ถ้าเป็นทหารตนก็จะลงโทษ แต่ถ้าไม่ใช่ทหารก็ให้ต้นสังกัดต่างๆ เขาดำเนินการ ซึ่งเท่าที่ทราบก็มีการดำเนินการไปแล้ว มีการตักเตือนหรือมีการลงโทษก็ว่าไป ทั้งนี้ ในส่วนของทหารตนได้สั่งไปแล้วว่าทุกคนต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด พยายามอย่าไปยุ่งเกี่ยว เป็นเรื่องของทางการเมือง

กกต.แนะนำนายกฯยึดมาตรา 181 หาเสียงหลังเวลาราชการ

ที่มา มติชน

เมื่อ วันที่ 11 พฤษภาคม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางอัญชลี วานิช เทพบุตร เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เดินทางมายังสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ถนนแจ้งวัฒนะ โดยมีนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. นายประพันธ์ นัยโกวิท นางสดศรี สัตยธรรม กกต. ให้การต้อนรับ ก่อนที่จะเชิญนายกรัฐมนตรีและคณะ ไปยังห้องรับรองพิเศษ เพื่อหารือถึงความชัดเจนในแนวทางการปฏิบัติของนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ในช่วงที่มีการประกาศ พระราชกฤษฎีกายุบสภาเลือกตั้งใหม่ โดย กกต.ได้แนะให้นายกรัฐมนตรียึดมาตรา 181 หาเสียงหลังเวลาราชการ

คดีโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 G: ประโยชน์สาธารณะอยู่ที่ไหนและใครถ่วงความเจริญ?

ที่มา มติชน



สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์

เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมามีข่าวบริษัท ดีแทค ฟ้องร้อง กสท โทรคมนาคม ต่อศาลปกครอง เพื่อให้ยกเลิกสัญญาให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G ระหว่าง กสท.และบริษัทในเครือของ ทรู คอร์ปอเรชั่น และขอให้ศาลมีคำสั่งระงับการดำเนินการต่างๆ ตามสัญญาดังกล่าวเป็นการชั่วคราว ในช่วงที่หน่วยงานรัฐต่างๆ กำลังพิจารณาความชอบด้วยกฎหมายของสัญญา คดีนี้ถือเป็นคดีเกี่ยวกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 G คดีที่สอง ที่มีการฟ้องร้องต่อศาลปกครอง โดยในครั้งแรกนั้น กสท ได้ฟ้องร้อง กทช ที่กำลังจะประมูลใบอนุญาตโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 G จำนวน 3 ใบ เมื่อปี 2553 ที่ผ่านมา

การ ตั้งข้อสังเกตต่อความไม่ชอบมาพากลต่อกระบวนการและเนื้อหาของสัญญา ทำให้ผู้เขียนถูกผู้เสียผลประโยชน์บางรายกล่าวหาว่า พยายาม “ถ่วงความเจริญ” ไม่ให้ประเทศไทยมีบริการโทรศัพท์ 3G ใช้ จุดประสงค์ของบทความนี้ก็เพื่ออธิบายว่า สัญญาต่างๆ และคดีที่เกิดขึ้นนี้เกี่ยวข้องกับประโยชน์ของประชาชนอย่างไร? และทำไม ผู้เขียน ซึ่งเป็นนักวิชาการที่ไม่ได้มีผลประโยชน์โดยตรง จึงต้องออกมาแสดงความคิดเห็น?

แม้ว่า การฟ้องร้องในคดีโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 G ทั้งสองคดี น่าจะเกิดจากการแรงจูงใจในการรักษาผลประโยชน์ส่วนตนของผู้ฟ้องเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นรัฐวิสาหกิจคือ กสท หรือเอกชนคือ ดีแทค ก็ตาม การที่ผู้เขียนต้องออกมาแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ ก็เพราะเชื่อว่า มีประโยชน์สาธารณะ (public interest) ซึ่งหมายถึงผลประโยชน์ของประชาชน เกี่ยวข้องกับคดีทั้งสองอย่างมีนัยสำคัญ

วิธี หนึ่งที่เราจะสามารถพิจารณาประโยชน์สาธารณะที่เกี่ยวข้องในคดีทั้ง สองได้ก็คือ การตั้งคำถามว่า หากไม่มีการฟ้องร้องกัน ซึ่งทำให้การดำเนินการต่างๆ เกิดขึ้นต่อไป จะเกิดอะไรขึ้นกับประชาชน ทั้งนี้ ในกรณีนี้ ประชาชนอาจมีได้ 3 ฐานะคือ หนึ่ง การเป็นผู้ใช้บริการหรือผู้บริโภคของบริการโทรศัพท์ 3G สอง การเป็นผู้เสียภาษีให้รัฐ และ สาม การเป็นพลเมืองเจ้าของประเทศ

ใน คดีที่ กสท. ฟ้องร้อง หากไม่มีการฟ้องร้องโดย กสท และให้การคุ้มครองชั่วคราวโดยศาลปกครอง สิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นในความเห็นของผู้เขียนก็คือ

1. ประเทศไทยจะมีผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เพิ่มขึ้นอีก 3 ราย แข่งขันกันให้บริการ 3G นอกเหนือจาก ทีโอที ซึ่งให้บริการอยู่แล้ว โดยการแข่งขันจะมีความเสมอภาค ซึ่งจะทำให้ประชาชนในฐานะผู้บริโภคได้รับประโยชน์สูงสุด

2. รัฐจะได้ค่าประมูลคลื่นความถี่ไม่ต่ำกว่า 3.9 หมื่นล้านบาท จากการออกใบอนุญาต 3 ใบ ใบละไม่ต่ำกว่า 1.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะทำให้สามารถลดภาระภาษีที่รัฐต้องจัดเก็บจากประชาชน หรือสามารถเพิ่มบริการสาธารณะต่างๆ เช่น การศึกษา หรือสวัสดิการแก่ประชาชนได้ ซึ่งจะทำให้ประชาชนในฐานะผู้เสียภาษีได้รับประโยชน์สูงสุด ทั้งนี้ ค่าใบอนุญาตคลื่นความถี่ดังกล่าวจะไม่ทำให้ค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่สูง ขึ้น เพราะเป็นเงินที่ถูกเก็บมาจากกำไรส่วนเกินของผู้ประกอบการ ไม่ใช่ส่วนที่ไปเพิ่มต้นทุน อย่างที่มักมีความเข้าใจผิดกัน

3. ระบบใบอนุญาตโดยหน่วยงานกำกับดูแลอิสระคือ กสทช. เป็นระบบมีความโปร่งใสมากกว่าและไม่เลือกปฏิบัติ จะมาทดแทนระบบสัมปทานของรัฐวิสาหกิจ ที่เต็มไปด้วยความไม่โปร่งใส และการแสวงหาผลประโยชน์ของฝ่ายการเมือง ซึ่งทำให้เกิด “อภิมหาเศรษฐี” ขึ้นมาในระบบเศรษฐกิจไทย ซึ่งภายหลังก้าวเข้าสู่การเมือง และเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งในสังคมในปัจจุบัน ระบบใหม่นี้จะมีผลในการลด “ธนกิจการเมือง” (money politics) และทำให้ประชาธิปไตยของไทยตอบสนองความต้องการของประชาชนในฐานะพลเมืองมาก ขึ้น

ดังนั้น หากมองว่า ประโยชน์สาธารณะคือ ประโยชน์ของประชาชน ถ้ามีการประมูลคลื่น 3G ตั้งแต่ปีที่แล้ว ผู้เขียนเห็นว่า ประชาชนทั้งในฐานะผู้บริโภค ผู้เสียภาษีและพลเมือง จะได้ประโยชน์สูงสุดด้วยเหตุผล 3 ประการข้างต้น

น่าเสียดายที่ การประมูลดังกล่าวไม่เกิดขึ้น เนื่องจาก ศาลปกครองรับฟ้องและให้การคุ้มครองชั่วคราวตามคำขอของ กสท. โดยอ้างเหตุผล 3 ประการโดยสรุปคือ

หนึ่ง ยังไม่มีการจัดทำแผนแม่บทบริหารคลื่นความถี่และตารางกำหนดคลื่นความถี่แห่ง ชาติ ซึ่งทำให้การประมูลของ กทช. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย สอง การให้การคุ้มครองของศาลจะกระทบเฉพาะต่อผู้ประกอบการเพียง 3 รายเท่านั้น และสาม การยังไม่มีบริการ 3G ไม่เป็นอุปสรรคต่อการให้บริการสาธารณะ

โดยส่วนตัว ผู้เขียนเห็นแตกต่างจากศาล เนื่องจากคำสั่งให้การคุ้มครองดังกล่าวของศาลกระทบต่อบริการสาธารณะอย่าง ชัดเจน และกระทบต่อผู้ที่รอใช้บริการจำนวนมาก ไม่ใช่ผู้ให้บริการเพียงสามรายเท่านั้น

ส่วนในข้อแรก

แม้ การพิจารณาว่า การดำเนินการของ กทช ไม่ชอบด้วยกฎหมายจะมีน้ำหนักก็ตาม ผู้เขียนก็เห็นสอดคล้องกับนักกฎหมายมหาชนบางคนที่เชื่อว่า กสท ไม่น่าจะมีสิทธิฟ้องในฐานะผู้เสียหาย ในการฟ้องคดีนั้น กสท อ้างว่า การประมูลคลื่น 3G ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย ของ กทช. จะทำให้ตนสูญเสียรายได้จากสัมปทานที่มีอยู่

ผู้เขียนก็ไม่เห็นด้วยกับคำกล่าวอ้างดังกล่าว เพราะแม้ กทช. หรือ กสทช. ที่จะตั้งขึ้นจะดำเนินการตามกฎหมายทุกขั้นตอน เช่น จัดทำแผนแม่บทบริหารคลื่นความถี่แล้วก็ตาม กสท ก็ยังจะเสียหายจากรายได้จากสัมปทานที่จะลดลง จากการออกใบอนุญาต 3G อยู่นั่นเอง ความเสียหายของ กสท จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับความชอบหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายในการดำเนินการของ กทช. กสท จึงน่าจะไม่ใช่ผู้เสียหายที่มีสิทธิฟ้องต่อศาลปกครอง

ส่วน ในคดีล่าสุดที่ ดีแทค ฟ้องร้องต่อศาลปกครองนั้น หากไม่มีการฟ้องร้องเพื่อระงับกระบวนการที่เป็นอยู่ สิ่งที่ผู้เขียนคาดว่า จะเกิดขึ้นก็คือ

1. นอกเหนือจาก ทีโอทีแล้ว ประเทศไทยจะมีผู้ให้บริการ 3G อีกเพียงรายเดียว คือ ทรู ซึ่งจะให้บริการ 3G ก่อนรายอื่น โดยไม่แน่ชัดว่า เอไอเอส และดีแทค ซึ่งเป็นคู่แข่งรายสำคัญจะสามารถเริ่มให้บริการได้เมื่อใด และภายใต้เงื่อนไขที่เสมอภาคกันหรือไม่ โดยเฉพาะกรณีของดีแทค ซึ่งประสบปัญหาในการได้รับอนุญาตเปิดบริการ 3G จาก กสท นั้นก็ยิ่งไม่แน่ชัดว่าจะได้รับอนุญาตเมื่อใด เพราะถูก กสท ปฏิเสธมาแล้ว

ทั้งหมดนี้จะก่อให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม อันจะนำไปสู่การผูกขาดตลาด ซึ่งทำให้ผู้บริโภคเสียประโยชน์จากค่าบริการที่แพงและคุณภาพบริการที่ต่ำ กว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งยากจะแก้ไขโครงสร้างตลาดให้กลับมาเป็นตลาดที่แข่งขันกันได้ในภาย หลัง

2. รัฐจะเสียหายจากการไม่ได้รับค่าประมูลคลื่นความถี่ไม่ต่ำกว่า 3.9 หมื่นล้านบาท เนื่องจาก กสท นำคลื่นของตนไปให้ ทรู ใช้ โดยไม่ได้คิดต้นทุน ซึ่งภายหลังจะเป็นเหตุให้ เอไอเอส และดีแทค นำไปเป็นข้ออ้างไม่ยอมจ่ายค่าคลื่นความถี่ให้แก่รัฐได้ในอนาคต ซึ่งก็เป็นความเสียหายที่ยากจะแก้ไขกลับคืนมาได้เช่นกัน

3. สัญญาที่มีลักษณะคล้ายสัมปทานระหว่าง กสท และทรู จะทำให้เกิดความไม่โปร่งใส และการแสวงหาผลประโยชน์ในตลาดโทรคมนาคมของฝ่ายการเมืองคงอยู่ต่อไปอีก 14-15 ปี ซึ่งจะเป็นผลเสียต่อทั้งตลาดโทรคมนาคมเอง และเกิดปัญหา “ธนกิจการเมือง” ที่ทำให้ประชาธิปไตยของไทยไม่ตอบสนองความต้องการของประชาชน จากอิทธิพลของกลุ่มผลประโยชน์ที่เข้ามาแทรกแซงไปอีกนาน

มา ถึงจุดนี้ ท่านผู้อ่านคงเห็นแล้วว่า ประโยชน์สาธารณะในคดี 3G ทั้งสองคดีดังกล่าวอยู่ที่ไหน? และใครกันแน่ที่เป็นผู้ถ่วงความเจริญของประเทศไทย?

( เรื่อง สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย )

ความเห็นต่อการเข้ารับทราบข้อกล่าวหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของ อ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

ที่มา มติชน



ใน ฐานะของที่ผู้เคยเกี่ยวข้องกับคดีหมิ่นพระบรมเดชานุ ภาพอยู่บ้าง ทั้งในการเป็น จำเลย พยานโจทก์ คนทำหนังสือ จัดอภิปราย และร่วมรณรงค์ คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในต่างกรรม ต่างวาระ ผมคิดว่าการไปรับทราบข้อกล่าวหาของอ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล วันพุธที่ 11 พฤษภาคมนี้ จะเป็นจุดเปลี่ยนของการเคลื่อนไหวในเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่ง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้


1. ในฐานะที่อ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ยืนยัน/สาธิต รวมทั้งเรียกร้อง ให้อภิปรายในเรื่องสถาบันกษัตริย์อย่างเปิดเผยมาอย่างต่อเนื่อง จนดูเหมือนเป็นการขยับเส้นให้ไป "ไกล" ที่สุดเท่าที่จะทำได้ในขณะนี้ การ ตั้งข้อหาของเจ้าหน้าที่รัฐครั้งนี้จะเป็นการลาก "เส้น" ที่อ.สมศักดิ์ (รวมทั้งอีกหลาย ๆ ท่านได้พยายามทำมา ) ให้กลับมาอย่างน้อยก็ไม่ให้เกินเส้นที่ถูกขีดไว้ก่อน 19 กันยา

2. การตั้งข้อหาอ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อย่างน้อยที่สุดก็ทำให้ อ.สมศักดิ์ ต้องระมัดระวังตัวมากกว่าเดิม (ซึ่งเป็นการลงทุนที่ถูกมากของกองทัพและอำนาจรัฐ) และยังเป็นการข้ามเส้นของฝ่ายอำนาจรัฐเองที่ก่อนหน้านั้น "อนุญาต" ให้มีการอภิปรายเรื่องนี้ได้ถ้าเป็นทาง "วิชาการ" โดย "นักวิชาการ"


3. ไม่ว่าการดำเนินคดีนี้จะสิ้นสุดตรงไหน ตำรวจส่งอัยการ --->อัยการสั่งฟ้อง---> ศาลชั้นต้นพิพากษา ---> ศาลอุทธรณ์พิพากษา ---> ศาลฎีกาพิพากษา แต่ในแง่ขวัญและกำลังใจของคนที่จะนำเรื่องสถาบันกษัตริย์มาอภิปรายในสาธารณะ ก็ย่อมวิตกไม่มากก็น้อย


4. ข้อหาที่ทหารจะแจ้งในวันพรุ่งนี้มีแนวโน้มที่จะกล่าวโทษแบบครอบจักรวาล ในประสบการณ์ผม การแจ้งข้อกล่าวหาเนื่องจากสัมภาษณ์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ในหัวข้อ "การมีสถาบันกษัตริย์ถูกกว่าประธานาธิบดี" มีถึง 19 ประเด็น แน่นอนว่าหลายประเด็นนั้นถ้าใช้มาตรฐานของผมแล้ว "อ่อน" มาก ตีความอย่างไรก็ไม่โดน แต่ถ้าคิดว่านี่ไม่ใช่เรื่องข้อกฎหมาย แต่เป็นเรื่องการเมือง การกล่าวโทษแบบครอบจักรวาลนั้นได้ผลในแง่ของการปิดปากไม่เพียงแต่ อ.สมศักดิ์ เท่านั้น แต่ยังรวมคนอื่น ๆ ด้วย เพราะทางการได้ "ขีดเส้น" ไว้ให้เห็นแล้ว ว่าอย่างไหนทำได้ อย่างไหนทำไม่ได้


5. ในความเห็นผมแม้ว่าทางการจะ "ฉลาด" ในแง่ของการกล่าวโทษแบบเหวี่ยงแห เพื่อหยุดยั้งการเคลื่อนไหวในระยะสั้น และทำให้ตนเองไม่ต้องปรับปรุงตัว แต่ด้านกลับที่พวกเขาลืมคิดคือ การ ทำให้การวิจารณ์ต่างๆ ลงใต้ดินมากขึ้น หลังจากนี้การวิจารณ์แนว "ปฏิรูปฯ" แบบที่อ.สมศักดิ์ทำ คงได้รับการขยายผลจากขบวนการที่ไป "ไกล" กว่านั้นว่าเป็นเรื่อง "ไร้เดียงสา"


6. แม้ว่ากรณีนี้จะทำให้เราต้องตระหนักถึงภัยของกฎหมายหมิ่นฯ มากขึ้น แต่ขณะเดียวกันเราก็ไม่ควรกลัวกฎหมายนี้จนเกินเหตุ แม้ว่าพรุ่งนี้ทางตำรวจจะเปิดเผยเนื้อหาที่ทหารได้แจ้งความ อ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล แต่เราก็ต้องตระหนักว่านี่เป็นเพียงข้อกล่าวหาของฝ่ายอนุรักษ์/จารีตนิยม คดีนี้ยังไม่ถึงอัยการเสียด้วยซ้ำ


ธนาพล อิ๋วสกุล


10 พฤษภาคม 2554

เปิดเวทีเสวนา "คุกคามสื่อ คุกคามประชาชน" วิพากษ์สังคมไทยขาดเสรีภาพ นักข่าวไม่กล้านำเสนอความจริง

ที่มา มติชน




นายชูวัส ฤกษ์ศิริสุข บรรณาธิการประชาไท


นายประวิตร โรจนพฤกษ์ ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์เนชั่น


นายวัฒน์ วรรลยางกูร นักเขียนและคอลัมนิสต์

รับชมข่าว VDO ชมคลิป


เมื่อ วันที่ 10 พ.ค. ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว ได้มีการจัดเสวนาภายใต้หัวข้อ "คุกคามสื่อ คุกคามประชาชน" ต่อกรณีนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข บรรณาธิการนิตยสาร voice of taksin ถูกจับเมื่อวันที่ 30 เม.ย. ที่ผ่านมา

นายชูวัส ฤกษ์ศิริสุข บรรณาธิการบริหารเว็บไซต์ประชาไท กล่าวว่า ตามข่าวที่ว่าเว็บไซต์ประชาไทถูกคุกคามในรูปแบบต่างๆ นับว่าเป็นปรากฎการณ์ที่ถือว่าโชคดี เพราะว่าโดนน้อยที่สุด เนื่องจากกรณีอื่น หลายๆ กรณีโดนข้อหาหมิ่นฯ หรือมาตรา112 ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม และมักจะมีมาตรฐานที่ไม่ได้รับประกันตัว ส่วนกรณีของคุณจีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไท ก็อยู่ในสถานะที่ดีกว่าเพราะไม่ได้โดนมาตรา 112 เหมือนคุณสมยศ แต่โดนเนื่องจากผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ในมาตรา 14 กล่าวคืออยู่ในสถานะตัวกลาง

ซึ่งกรณีดังกล่าวมัน น่าจะจบไปแล้ว ที่ตัวกลางไม่ควรโดนเพราะเป็นแค่เวทีเผยแพร่ความคิดเห็นเท่านั้น ต่อให้ความคิดเห็นนั้นมีลักษณะหมิ่นประมาทก็ตาม ทั้งที่ความผิดควรจำกัดอยู่ที่ข้อความเห็นเท่านั้น ไม่ใช่โดนทั้งเข่ง และคุณจีรนุชเองก็น่าจะเป็นคนแรกๆ ที่ถูกดำเนินคดี หลังการรัฐประหาร 2549 โทษฐานที่เว็บไซต์ประชาไทเปิดให้มีการแสดงความคิดเห็น ทั้งที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแสดงความคิดเห็นนั้นเลย เมื่อพิจารณาแล้วก็เป็นเพียงความคิดเห็นต่าง ซึ่งตอนนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนพิจารณาของศาล

ประชา ไทถูกบังคับไม่ให้นำเสนอคือ เรื่องเกี่ยวกับสถาบัน ศาสนา และชาติพันธุ์หรือเชื้อชาติ แต่ที่เป็นปัญหาเพราะข้อความที่วิพากษ์วิจารณ์ ถูกตีความอย่างกว้างขวางจากรัฐ ไม่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่ ประชาไทต้องมีส่วนรับผิดชอบในกรณีที่ผ่านๆ มา แต่ด้วยความที่คุณจีรนุชเป็นผู้หญิง เรียบร้อย เข้าใจว่าได้รับเห็นใจก็เลยให้ประกันตัว อีกทั้งคุณจีรนุชพูดภาษาอังกฤษได้ ทำให้การถูกคุกคามของประชาไท ได้เปิดประตูสู่โลกให้เห็นว่า เกิดอะไรขึ้นในประเทศไทย และมีการละเมิดสิทธิต่างๆ มากมายขนาดไหน

การ ที่สื่อถูกคุกคามด้วยกฎหมาย ถือว่าเป็นเรื่องปกติ ประชาไททุกวันนี้อยู่ได้ด้วยนายทุน นายทุนงดให้การสนับสนุนเพราะกลัวถูกผลกระทบด้านภาพลักษณ์ ประชาไทก็ยังอยู่ได้ด้วยการบริจาค แต่หลังจากเกิดเรื่อง งบจากการบริจาคก็ถูกตัด จะมีแต่องค์กรสิทธิมนุษยชนที่เข้ามาช่วยเหลือในสถานการณ์ที่ถูกละเมิด

นอก จากนี้ยังมีการคุกคามจากโทรศัพท์ และรูปแบบอื่นๆ ทำให้คนในประชาไทเกิดความกลัว หวาดระแวง อยู่ไม่ปกติ โดยเฉพาะเมื่ออยู่ออฟฟิศแค่ 2 หรือ 3 คน ทุกวันนี้ได้บอกทุกคนในประชาไทยว่าต้องยึดหลักเสรีภาพ ไม่ต้องกลัว ฉะนั้นจะไม่มีความเป็นตัวตน ทุกวันนี้การคุกคามมันบังคับให้เราต้องประจบสอพลอกับอำนาจต่างๆ จนทำให้ความเป็นมนุษย์และความเป็นสื่อลดลง ทั้งที่มีสิทธิจะพูดถึงประเด็นเหล่านั้นได้

ประชา ไทจะยังสู้ต่อ ถ้าเป็นการเสนอข่าวที่ไม่หมิ่นความเป็นมนุษย์ เราก็ยืนยันจะนำเสนอต่อ ก็จะเหลือแต่เรื่องในชั้นศาล และจะมีการพิจารณาคดีในเดือนตุลาคม ถ้าใครไปดูการพิจารณาคดี จะเห็นว่าศาลต้องย้ายห้องพิจารณาคดีจากห้องเล็กไปห้องใหญ่ ไม่ใช่ว่ามีสื่อไทยไปทำข่าวมากเพราะสื่อไทยมีน้อยมาก แต่จะมีสื่อต่างชาติจำนวนมาก

ประเด็นของคุณสมยศ ก็คือ ไม่ว่าจะอย่างไร คุณสมยศอยู่ในฐานะสื่อสารมวลชน และถือว่าเป็นตัวกลาง บทความที่เขียน คุณสมยศไม่ได้เขียนเอง คุณสมยศอยู่ในฐานะบรรณาธิการและโดนคดีนี้ นี่เป็นเรื่องน่าเศร้าที่สื่อกระแสหลักทั้งหลายนั้นเงียบกริบ สื่อหลายๆ สื่อก็มีความกลัวเช่นเดียวกับประชาไท สำคัญกว่าความกลัวก็คือความชินชา สำคัญกว่าชินชาคือความหมดวิญญาณจากความเป็นสื่อ ซึ่งมันเริ่มมาจากปี 2548 ในแถลงการณ์เรื่องสื่อแท้สื่อเทียมของสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย ที่จำแนกสื่อในกลุ่มวิชาชีพ ว่าพวกเราเป็นสื่อกระแสหลัก ขณะที่ PTV หรือ ASTV ที่อยู่ตามเคเบิล ไม่ใช่สื่อ จึงไม่แปลกที่คุณสมยศจะไม่ถูกจัดเป็นสื่อ

หน้าที่ ต่อไปของสื่อก็คือ พวกเราในฐานะที่เป็นพลเมืองจะต้องผลิตข่าวสารขึ้นมา และทำให้น่าเชื่อถือ เพื่อให้มีพลังพอที่จะต่อรองกับผู้มีอำนาจให้ได้

ขณะที่นายประวิตร โรจนพฤกษ์ ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์เดอะ เนชั่น กล่าวว่า ก่อนหน้านี้องค์กรฟรีดอมเฮาส์ จัดให้ประเทศไทยที่จากเดิมมีเสรีภาพของสื่อแบบกึ่งเสรี ให้กลายเป็นสื่อไม่มีเสรีภาพ เลยทำให้เกิดการถกเถียงเกี่ยวกับประเด็นนี้อย่างมากในวงการสื่อ แต่ถามว่าสังคมไทยโดยรวมตระหนักดีแค่ไหนว่าสื่อไทยมีเสรีภาพเพียงใด เอาเข้าจริงแล้วไทยอาจจะแย่กว่าสิงคโปร์หรือจีนแผ่นดินใหญ่ด้วยซ้ำ ซึ่งตอนนี้ไทยอยู่ในกลุ่มเดียวกันกับประเทศเหล่านั้นจากการจัดโดยฟรีดอม เฮาส์ ขณะที่คนบางกลุ่มยังหลงคิดว่าไทยมีเสรีภาพทางสื่ออยู่ แต่ผมก็คิดว่ามันมีกรอบของเสรีภาพอยู่ ทำให้สื่อจำนวนมากยึดติด และทุกวันนี้สื่อกระแแสหลักจำนวนมากไม่กล้านำเสนอข่าว

ตอน นี้ยังไม่รู้ว่าผู้ที่ถูกขังเนื่องจากมาตรา 112 มีจำนวนเท่าไหร่ โดยที่ทางการไทยไม่เคยเปิดเผยข้อมูลเลย นอกเหนือจากบุคคลที่มีชื่อเสียงอย่างคุณสุรชัย แซ่ด่าน คุณสมยศ แล้ว คนอื่นๆ อย่าง ดา ตอร์ปิโด ก็มีอยู่เป็นจำนวนมาก เพราะฉะนั้นเราจะต้องทำลายความเชื่อผิดๆ ที่ว่าเมืองไทยมีเสรีภาพ ซึ่งถ้าหากเมืองไทยมีเสรีภาพ เวทีการเสวนานี้คงไม่จำเป็น

สังคม ไทยยังไม่ได้เรียนรู้ว่า แม้คนอื่นจะแสดงความเห็นแตกต่าง แต่เราก็ต้องยอมรับได้ ซึ่งเป็นปัญหามาก เลยทำให้สื่อไทยมักจะร้องหาความรับผิดชอบ โดยขออ้างจากบทบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ฉบับหนึ่ง ที่ไม่เห็นด้วยกับฟรีดอมเฮาส์ และระบุว่าสื่อเก่าหรือสื่อใหม่ก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ ขณะที่โพลล์บอกว่า 60 เปอร์เซนต์ เชื่อว่าไทยมีเสรีภาพมากขึ้น แต่เราต้องมีเสรีภาพที่มาพร้อมความรับผิดชอบมากขึ้นด้วย ถ้าเราเชื่อโพลล์ มันจะกลายเป็นตลกร้ายอย่างหนึ่งที่ขัดแย้งกับความเป็นจริงในสังคมไทย แล้วคำว่าความรับผิดชอบของสื่อยักษ์ใหญ่คือจะรับผิดชอบใคร ทั้งนี้สื่อกระแส หลักที่เรียกตัวเองว่าสื่อแท้จะต้องมีความรับผิดชอบต่อคนส่วนใหญ่หรือว่าคน ส่วนน้อยในสังคมไทย

ตามที่ได้คุยกับคุณสมชาย หอมละออ ซึ่งออกแถลงการณ์ว่า ทุกวันนี้มีกฎหมิ่นพระบรมเดชานุภาพใช้จับคนจำนวนมาก ซึ่งจะเป็นการนำสถาบันเข้าสู่การเมือง คุณสมชายส่งแถลงการณ์นี้ไปยังสื่อกระแสหลักต่างๆ แต่ไม่มีสื่อไหนที่ตอบรับเลยนอกจากทางประชาไทที่ยอมลงแถลงการณ์ให้

เรา จึงไม่กล้าตั้งคำ ถาม ว่ามันเป็นสังคมที่ปฏิเสธความจริง ถ้าคุณอ่านแต่สื่อกระแสหลัก คุณจะไม่รู้เลยว่าประเทศไทยไปถึงไหนแล้ว โดยเฉพาะเรื่องปัญหาทางการเมือง อีกอย่างหนึ่งก็คือสื่อกระแสหลักบางครั้งก็ได้ประโยชน์จากคนส่วนน้อยด้วย เขาจึงไม่อยากเปลี่ยนการนำเสนอข่าวไปจากเดิม เพราะถ้าเปลี่ยนแล้วมีคนอ่านน้อยลง รายได้เขาก็น้อยไปด้วย

ผม เชื่อว่าคนไทยทุกวันนี้ต้อง หนีมาพูดความจริงใต้ดิน ซึ่งเป็นเรื่องน่าละอายอย่างยิ่ง ฉะนั้นเราต้องออกมาช่วยๆ กันทำงานลักษณะนี้ให้มากขึ้น เพราะสิ่งที่ฟรีดอมเฮาส์ออกมาพูดเป็นเรื่องถูกแล้ว และมันเป็นอย่างนี้มานานแล้ว แต่เราเพิ่งตาสว่าง

ด้านนายวัฒน์ วรรลยางกูร นักเขียนและคอลัมนิสต์ กล่าวว่า กรณีคุณสมยศนั้น คุณสมยศเคยบอกไว้ว่า ผมไม่ใช่คนสุดท้าย ยิ่งสังคมยังคงเป็นเผด็จการอยู่ ก็จะต้องมีคนต่อไป ซึ่งคราวหน้าอาจจะเป็นคุณชูวัส คุณประวิตร หรือผมก็ได้ มันมีสิทธิ์เกิดขึ้นได้กับทุกคนที่พูดความจริงหรือแค่พูดธรรมดา และการช่วยเหลือของพวกสิทธิมนุษยชนทั้งหลายนั้น วันก่อนได้พบปะกับ ดร.ธงชัย วินิจจะกูล อาจารย์ก็ตั้งข้อสังเกตว่า ทำไม Human Right Watch เพิ่งออกมาเคลื่อนไหวเรื่องกรณี 6 ศพวัดปทุมวนาราม หรือ 91 ศพ จากเหตุการณ์เมษา-พฤษภา 53 เมื่อเหตุการณ์ผ่านไปครบปี เหตุผลก็คือว่าองค์กรสิทธิมนุษยชนสากลก็รอฟังข้อมูลจากองค์กรสิทธิมนุษยชน ของไทยเหมือนกัน และที่ช้าเพราะคนที่ตายนั้นเป็นพวกคุณทักษิณ องค์กรสิทธิมนุษยชนก็เลยเกิดการลังเล

กรณีต่อมา คือหมวดเจี๊ยบที่ไปสัมภาษณ์คุณทักษิณ แล้วโดนกองทัพบกสอบสวนนั้น เมื่อที่ผ่านมาผมได้ไปเป็นวิทยากรอบรมนักข่าวใหม่ของสมาคมนักข่าวฯ เสียงส่วนใหญ่ก็บอกว่าเหมาะสมแล้วที่หมวดเจี๊ยบถูกบีบ ก็เลยไปนั่งเถียงกับนักข่าวว่าหมวดเจี๊ยบก็เป็นนักข่าวเหมือนกัน เขามีสิทธิที่จะนำเสนอข้อมูลของเขา และที่กล่าวมานี้ก็คือความเป็นจริงของสังคมไทย

เชื่อ ว่าความเป็นเผด็จการไม่ได้มาจากอำนาจรัฐอย่างเดียว แต่มันเข้าไปกินสมองพวกสื่อ นักข่าวและนักเขียน แม้กระทั่งเพื่อนนักเขียนด้วยกันเอง หรือเข้าไปกินสมองของคณะกรรมการรางวัลรางวัลพานแว่นฟ้า โดยรางวัลนี้มีจุดหมายเพื่อส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย ปรากฎว่ากรรมการบางคนกลับเห็นด้วยกับการรัฐประหาร

สื่อ ในความหมายของตนยังรวมไปถึงเพลง บทกวี ละคร นักเขียนสมัยก่อนกล้าเขียนวิพากษ์วิจารณ์สังคมมากกว่าสมัยนี้ แสดงว่าเวลาที่ผ่านไปสังคมไทยในเรื่องของความกล้าและเสรีภาพมันหดลงจนมืดมน

ปัจจุบัน การจับสื่อแบบยกพวกไม่ มี มีแต่เป็นรายๆ เพราะยุคหลังมานี้พวกที่มีอำนาจในสังคมไทยสามารถควบคุมสื่อไว้ได้ ด้วยสร้างความความกลัวให้รู้จักเซ็นเซอร์ตัวเอง หรือควบคุมนักเขียนด้วยระบบรางวัล ควบคุมโดยผู้ทรงคุณวุฒิทางวรรณกรรมที่มีความเชื่อแบบอนุรักษ์นิยม หากเขียนไปแตะประเด็นอ่อนไหวเข้าก็จะถูกหมายหัว เป็นต้น

วันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 21 ฉบับที่ 7468 ข่าวสดรายวัน แม้วโฟนฉะ รัฐบาลลอกกู้0%

ที่มา ข่าวสด

เย้ยอยู่ 2ปีครึ่ง! ไหงเพิ่งคิดออก ธอส.วัน2ไม่บูม แต่คาด2อาทิตย์ หมด2.5หมื่นล.


"แม้ว"โฟน อินเวทีเสื้อแดงอุดรฯ เย้ยรัฐบาลอยู่มาตั้ง 2 ปีครึ่ง เพิ่งจะมาคิดโครงการกู้ซื้อบ้าน 0% แต่ตัวเองคิด มาก่อนแล้วกู้ซื้อบ้าน 0% นานถึง 5 ปี ธอส.เผยยอดลูกค้าวันที่สอง เข้ายื่นเอกสารกู้บ้านหลังแรกดอกเบี้ย 0% เพิ่มอีก 3.4 พันล้าน ลดลงจากวันแรกเกินครึ่ง กรรมการผู้จัดการธอส.ชี้ถึงไม่คึกคักอย่างวันแรก แต่มั่นใจเม็ดเงิน 2.5 หมื่นล้านที่เตรียมไว้ น่าจะหมดภายใน 2 สัปดาห์ ยันไม่ได้เน้นปริมาณ แต่เน้นลูกค้าที่มีศักยภาพใช้หนี้

เมื่อวันที่ 10 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เป็นวันที่ 2 ที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดให้ประชาชนยื่นขอกู้สินเชื่อบ้านหลังแรก ตามนโยบายรัฐบาล ระหว่างเวลา 08.30-15.30 น. โดยบรรยากาศของประชาชนที่เดินทางเข้ามาขอสินเชื่อ ที่ธอส. สำนักงานใหญ่ (พระราม 9) มีประชาชนทยอยเดินทางเข้ามาขอสินเชื่ออย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงเช้า แต่จำนวนผู้ขอสินเชื่อถือว่าบางตากว่าวันเปิดโครงการวันแรก

อย่างไร ก็ดี พบว่าการเดินทางมาขอสินเชื่อเป็นวันที่ 2 ประชาชนที่เข้ามายื่นขอสินเชื่อในวันนี้ส่วนใหญ่เริ่มมีความเข้าใจ และนำเอกสารต่างๆ โดยเฉพาะเอกสารโฉนดที่ดิน สัญญาซื้อขาย หรือที่อยู่อาศัยที่จะนำมาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน แต่ยังมีบางรายที่ยังไม่เข้าใจ จึงต้องผิดหวังกลับไปเมื่อไม่ได้นำเอกสารใดๆ มาเลย

นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี กรรมการผู้จัดการ ธอส. เปิดเผยว่า ในการเปิดยื่นขอสินเชื่อโครงการบ้านหลังแรกดอกเบี้ย 0% ในวันที่ 2 มีจำนวนผู้เข้ามาขอสินเชื่อน้อยกว่าวันแรก โดยมีผู้ขอสินเชื่อทั้งหมด 2,441 ราย คิดเป็นวงเงินสินเชื่อ 3,413 ล้านบาท เมื่อรวมกับวันแรก ยอดผู้ขอสินเชื่อบ้านล่าสุดอยู่ที่ 8,397 ราย วงเงินสินเชื่อรวม 12,426 ล้านบาท แบ่งเป็นผู้ขอสินเชื่อในต่างจังหวัด 55% กรุงเทพฯ และปริมณฑล 45%

นาย วรวิทย์กล่าวว่า สำหรับสาเหตุที่มีผู้เดินทางมาขอสินเชื่อน้อยกว่าวันแรกเกือบเท่าตัวนั้น เป็นเรื่องปกติ เพราะการขอสินเชื่อวันแรก ลูกค้าได้มีการเตรียมตัวมาระยะเวลาหนึ่ง เมื่อเปิดโครงการจึงเดินทางมาขอสินเชื่อได้เร็ว ส่วนลูกค้าวันที่สอง น่าจะเป็นกลุ่มที่อยู่ระหว่างการทำเรื่อง เตรียมเอกสารเพิ่งเสร็จ ก็ค่อยๆ เดินทางทยอยเข้ามา

"ตัวเลขลูกค้าที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้น ไม่ได้คึกคักเหมือนวันแรก ก็เป็นแนวโน้มที่ดี ซึ่งน่าจะเป็นเพราะประชาชนอยู่ระหว่างตัดสินใจและเตรียมเอกสารให้พร้อม มากกว่า รวมถึงชี้ให้เห็นว่าธนาคารไม่ได้รับลูกค้าจากบ้านตามโครงการ เข้ามากู้ในโครงการนี้ แต่ประชาชนต้องเดินทางมาขอสินเชื่อด้วยตัวเอง" นายวรวิทย์กล่าวและว่า ยืนยันว่าไม่ได้เป็นเพราะธนาคารมีเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อยากเกินไป จนทำให้ประชาชนไม่สนใจโครงการ เงื่อนไขสินเชื่อบ้านหลังแรกที่ตั้งไว้ ก็ตั้งใจให้มีความรัดกุมมากที่สุด สะท้อนให้เห็นว่าเราไม่ได้ต้องการปริมาณลูกค้าจำนวนมาก แต่ต้องการให้สินเชื่อมีคุณภาพ ลูกค้ามีศักยภาพในการชำระหนี้ที่ดีได้

นาย วรวิทย์ กล่าวว่า จากจำนวนลูกค้าที่คาดว่าจะทยอยมาเรื่อยๆ ไม่ได้คึกคักเหมือนวันแรก คาดว่าเม็ดเงินสินเชื่อที่เตรียมไว้รองรับในโครงการ 2.5 หมื่นล้านบาท จะเปิดให้จองได้หมดภายใน 2 สัปดาห์ จากเดิมที่คาดว่าจะจองหมดภายใน 1 สัปดาห์ ส่วนจะมีความต้องการสินเชื่อถึง 5 หมื่นล้านบาทหรือไม่นั้น ขอดูตัว เลขสินเชื่อรอบแรกก่อน ซึ่งในจำนวน 2.5 หมื่นล้านบาท เชื่อว่าจะมีกว่า 20% หรือประมาณ 5 พันล้านบาท ที่ตรวจเอกสารและไม่สามารถอนุมัติสินเชื่อให้ได้

ทั้ง นี้ คาดว่าภายในวันที่ 9-11 พ.ค.54 นี้ จะมีประชาชนเข้ามาขอสินเชื่อ รวมประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งวงเงินที่เหลืออีก 5 พันล้านบาท จะนำไปร่วมในงานมหกรรมการเงิน ครั้งที่ 11 หรือมันนี่ เอ็กซ์โป 2011 ระหว่างวันที่ 12-15 พ.ค. ที่ชาเลนเจอร์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อให้ประชาชนได้ทางเลือกมากขึ้น นอกจากนี้ ภายในงานมันนี่ เอ็กซ์โปธอส.จะจัดโปรโมชั่นเงินกู้อัตราดอกเบี้ย 0% นาน 6 เดือน เพื่อรองรับประชาชนที่เข้าร่วมโครงการบ้านหลังแรกไม่ทันด้วย

ทางด้าน นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าว ว่า มาตรการบ้านธอส.เพื่อที่อยู่อาศัยแห่งแรก ดอกเบี้ย 0% 2 ปี ทำให้ลูกค้าให้ความสนใจค่อนข้างมาก แต่ส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าที่ซื้อไปแล้วและกำลังรอโอนบ้าน ขณะเดียวกันข่าวการออกมาตรการดังกล่าว ได้ถูกปลุกกระแสค่อนข้างแรงมาในระยะหนึ่งแล้ว และมีการคาดการณ์กันอีกว่าวงเงินกู้ 2.5 หมื่นล้านบาท ที่รัฐบาลเตรียมไว้สำหรับโครงการนี้ จะหมดภายในระยะเวลาไม่กี่วัน หลังมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 พ.ค. เป็นต้นไป ซึ่งสร้างความรู้สึกให้ผู้บริโภคกังวลว่าจะไม่ได้สิทธิ์ในโครงการดังกล่าว ทำให้ประชาชนรีบเข้าคิวตั้งแต่เช้ามืดเพื่อใช้สิทธิ์ แต่เมื่อถึงเวลาจริงๆ สถานการณ์ไม่ได้แย่อย่างที่คิด ทำให้ลูกค้าเริ่มทยอยมาใช้สิทธิ์ แต่อย่างไรก็ดี ก็เชื่อว่าวงเงินดังกล่าวน่าจะหมดแน่นอน แต่ไม่ใช่ระยะเวลาเพียงไม่กี่วันอย่างที่มีการรายงานข่าวออกไปก่อนหน้านี้ ในขณะเดียวกันการที่รัฐบาลออกมาตรการนี้ ถือเป็นเรื่องที่ดี จะช่วยระบายบ้านสร้างเสร็จแต่ยังขายไม่ได้ ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีอยู่ประมาณ 2-3 พันล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีคอนโดมิเนียม 2 โครงการ ราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่า 5-6 พันล้านบาท ที่ตรงกับคุณสมบัติตามเงื่อนไขการขอรับการใช้สิทธิ์ 0% 2 ปี

ส่วน น.ส.ธัญญา สิริปูชกะ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท มั่นคงเคหะการ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทมีบ้านแฝดและทาวน์เฮาส์ต่ำกว่า 3 ล้านบาท ที่สร้างเสร็จแล้ว อยู่ระหว่างรอการขายรวม 30 ยูนิต ซึ่งบริษัทมั่นใจว่าจะสามารถขายได้ทั้งหมด หลังจากรัฐบาลประกาศมาตรการดังกล่าว แต่ทั้งนี้ต้องรอดูผลตอบรับในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์นี้ก่อน

ขณะที่ นายสัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ กล่าวว่า มาตรการดอกเบี้ย 0% 2 ปี เพื่อการกู้ซื้อบ้านหลังแรกของภาครัฐ โดยต้องเป็นบ้านหรือคอนโดมิเนียมที่สร้างเสร็จรอโอน ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่บ้านใหม่ โดยจากการเก็บข้อมูลพบว่า ปัจจุบันบ้านและคอนโดมิเนียมราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ที่สร้างเสร็จหรือมีกำหนดจะสร้างแล้วเสร็จไม่เกิน 4 เดือนจากนี้ มีเหลือขายอยู่ในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ประมาณ 1.5 หมื่นยูนิต รวมถึงบ้านมือสอง และสินทรัพย์รอการขายของธนาคาร ราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ซึ่งมีการประกาศขายอยู่ในขณะนี้ราว 1 แสนยูนิต โดยผู้ซื้อจะได้ประโยชน์จากมาตรการบ้านหลังแรกของภาครัฐทั้งหมด ขณะเดียวกันสถานการณ์การยื่นกู้ของผู้บริโภคในวันที่ 10 พ.ค. ปรากฏว่าวงเงินขอกู้ทั้งหมดค่อนข้างแผ่วลงเมื่อเทียบกับวันที่ 9 พ.ค. ซึ่งเป็นวันแรกของการประกาศใช้มาตรการดังกล่าว ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะผู้กู้ส่วนใหญ่เป็นระดับกลาง-ล่าง ที่ขอวงเงินกู้เฉลี่ยต่อรายประมาณ 1.5-1.6 ล้านบาท ทำให้สะท้อนออกมาเป็นเม็ดเงินรวมในการขอกู้ยังไม่สูง แต่เชื่อว่าวงเงิน 25,000 ล้านบาท ที่รัฐบาลตั้งไว้จะได้รับความสนใจจากผู้บริโภคในการเข้ามาขอกู้ทั้งหมดภายใน สุดสัปดาห์นี้

นายศักดิ์ชาย จิตตนูนท์ ผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ สาขานครราชสีมา เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันแรกจนถึงขณะนี้ เวลา 15.00 น. มีผู้มายื่นขอกู้เงิน จำนวน 173 ราย โดยขอเงินกู้ 270 ล้านบาท ในส่วนเฉพาะวันนี้ มีจำนวนกว่า 60 ราย ซึ่งมีจำนวนมาก จัดเตรียมเอกสารไม่ทัน ได้แต่มาขอคำปรึกษาก่อน เบื้องต้น จนท.ตรวจสอบเอกสารที่ใช้ประกอบการพิจารณาขอกู้เงิน ยังไม่พบปัญหาแต่อย่างใด โดยตนกำชับว่าหากเอกสารไม่พร้อม หรือยังไม่ชัดเจนในบางอย่าง ให้แจ้งความจริงต่อลูกค้า อย่าสร้างความหวังเกินความจริง

น.ส.ปานชนก เสนาไชย แม่ค้าขายน้ำผลไม้ ตลาดไนท์บาร์ซ่า สวนหมาก โคราช ให้สัมภาษณ์ ว่า อาชีพพ่อค้าแม่ค้า จะมีรายได้ที่ไม่แน่นอน เมื่ออยากมีบ้านหลังแรก ก็มักติดขัดเงื่อนไขของสถาบันทางการเงินที่ค่อนข้างจะยุ่งยากซับซ้อน เมื่อมีบ้านแล้วก็ต้องซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าและเฟอร์นิเจอร์ด้วย นโยบายประชานิยมของรัฐบาล ปลอดดอกเบี้ย 2 ปี ทำให้ตนสามารถแบ่งเงินส่วนหนึ่งไปจับจ่ายซื้อสินค้าเหล่านี้ได้ เมื่อบวกลบคูณหารแล้ว มีโอกาสฝันเป็นจริงที่จะได้มีบ้านหลังแรกเป็นของตนเอง

นาย พีระศักดิ์ สงสุวรรณ์ รักษาการผู้จัดการธอส. สาขายะลา เปิดเผยว่า วันแรกมีลูกค้ามาจองบัตรคิวกันเกือบ 200 ราย แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เตรียมหลักฐานมาพร้อม บางรายนำเพียงบัตรประชาชน จึงต้องมาดำเนินการใหม่ในวันนี้ โดยยอดเงินที่ได้มีการอนุมัติของสาขายะลาสูงถึงประมาณ 44 ล้าน จำนวน 28 ราย โดยลูกค้าพบว่าส่วนใหญ่เป็นชาวจ.ยะลา บางส่วนก็จากนราธิวาส และปัตตานี โดยลูกค้าที่เดินทางมาจากต่างอำเภอของจ.ยะลา จำนวนกว่าครึ่ง มาจับจองซื้อบ้านมือหนึ่ง หรือบ้านมือสองในเขตเทศบาลนครยะลามากพอสมควรเช่นกัน

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 9 พ.ค.ที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โฟนอินมายังเวทีเสื้อแดงที่จ.อุดรธานีว่า นโยบายของตน ใครอยากซื้อบ้านหลังแรกดอกเบี้ย 0% เป็นเวลา 5 ปี ภาษีไม่เสีย ส่วนที่พรรคประชาธิปัตย์เพิ่งออกโครง การซื้อบ้านหลังแรก เมื่อก่อนเป็นรัฐบาลอยู่ 2 ปีครึ่งคิดไม่ได้ พอมาคิดออกได้ตอนเราออกนโยบายแล้ว แม่ตนสอนไว้ตอนเด็กๆ บอกลูกเอ๋ยคนเก่งอย่าไปกลัว สู้กับคนเก่งเราจะได้เก่งตาม แต่ให้ระวังคนหน้าด้านไว้ คนหน้าด้านจะเอาอย่างเดียว ที่จะเซอร์ไพรส์สุดๆ ที่พรรคประชาธิปัตย์ยังไม่กล้าเลียนแบบ คือพี่น้องอยากมีรถคันแรก คืนภาษีให้รถเก๋งคันละแสนกว่าบาท เงินห้าร้อยพันหนึ่งไม่มีความหมาย ใครเอามาให้รับเลย คนมาแจกไม่มีอาชีพอะไร เอาตังค์มาจากไหนเอามาจากการโกงภาษีทั้งนั้น รับไว้เลย มีสิทธิ์โดยชอบธรรมเพราะเป็นเงินภาษีของประชาชน แต่อย่าเลือก เลือกแล้วจะจนต่อ แต่ถ้าเลือกเพื่อไทย พี่น้องหายจนภายใน 4 ปี

เทือกแทงกั๊ก

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน
สมิงสามผลัด



เริ่มเดินหน้าเต็มตัว สำหรับการเลือกตั้งส.ส.ปี 54

หลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯพ.ร.ฎ.ยุบสภา

วันเลือกตั้งก็กำหนดแล้ว 3 ก.ค.นี้

อีกทั้งศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์แล้วว่ากฎหมายลูกทั้ง 3 ฉบับไม่มีขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญ

ฉะนั้น อีก 3 เดือนข้างหน้า คนไทยก็คงได้รัฐบาลใหม่กันแล้ว

และยิ่งสบายใจได้มากขึ้นเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ออกมาการันตีว่าจะมีการเลือกตั้งแน่นอน

ถึงขนาดบอกด้วยว่ายอมรับได้หากพรรคเพื่อไทยได้เสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาล

จึงเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้เห็นประชาธิปไตยที่เต็มใบเสียที

จะว่าไปแล้วบรรยากาศการเลือกตั้งคึกคักมาก่อนหน้านี้พอสมควร

ช่วงเดือนที่ผ่านมาก็มีการสำรวจความคิดเห็นจากหลายๆ สำนักถึงผลการเลือกตั้งในอนาคต

ยกตัวอย่างสัก 2-3 โพล

ศูนย์ วิจัยธุรกิจและเศรษฐกิจอีสาน (ECBER) ของมหาวิทยาลัยขอนแก่น สำรวจความคิดเห็นของชาวอีสานทั้งหมด 20 จังหวัด เห็นว่าพรรคเพื่อไทยจะกวาดเก้าอี้ ส.ส.เขตในภาคอีสานได้มากสุด

เอแบ คโพลสำรวจจุดแข็งของพรรคการเมืองใหญ่ "ประชาธิปัตย์-เพื่อไทย" ในแต่ละด้าน ทั้งวิสัยทัศน์ บริหาร อุดมการณ์ เศรษฐกิจ สังคม ต่างประเทศ เพื่อไทยชนะประชาธิปัตย์ในทุกด้าน

และยังระบุว่าพรรคเพื่อไทยจะได้จำนวนที่นั่งส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) มากกว่าพรรคประชาธิปัตย์

ยังมีโพลของหน่วยความมั่นคง ซึ่งเป็นปกติที่ต้องสำรวจก่อนจะมีการเลือกตั้งใหญ่ ก็ระบุว่าเพื่อไทยได้ ส.ส.มากที่สุดเช่นกัน

ทุกวันนี้การทำโพลเลือกตั้งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติไปแล้ว

และข้อเท็จจริงก็คือผลโพลของสำนักที่ได้มาตรฐานแทบไม่คลาดเคลื่อนเลย

ย้อนกลับไปดูผลเลือกตั้งที่ผ่านๆ มาได้

จะมีก็โพลของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เท่านั้นที่สวนกระแสโพลทุกสำนัก

นายสุเทพย้ำแล้วย้ำอีกว่าประชาธิปัตย์ชนะการเลือกตั้งแหงๆ

แต่ก็แปลกใจว่าถ้านายสุเทพมั่นใจพันเปอร์เซ็นต์ว่าประชาธิปัตย์ได้ส.ส.มากที่สุด

แล้วทำไมต้องชูประเด็นพรรคไหนรวบรวมจำนวน ส.ส.ได้มากที่สุด ก็มีสิทธิ์จัดตั้งรัฐบาล

ตรงนี้ขัดแย้งกันเองสุดๆ

พรรคประชาธิปัตย์ชนะเลือกตั้ง ได้ส.ส.มากที่สุดก็จัดตั้งรัฐบาลไปเลย

ทำไมต้องแทงกั๊กแบบนี้

หรือว่าประเมินแล้วว่าจะไม่ชนะเหมือนครั้งที่แล้ว

ก็เลยออกตัวไว้ก่อน

เผื่อว่าต้องไปตั้งรัฐบาลกันในค่ายทหารอีกรอบหรือเปล่า !?

ทูตญี่ปุ่นจี้อีก ทวงคดีนักข่าว

ที่มา ข่าวสด

แดงฮือรำลึก คนตาย10พค.



10 เม.ย. - คน เสื้อแดงจัดงานรำลึก 1 ปี 1 เดือนเหตุการณ์ 10 เมษาฯ 53 ที่รัฐบาลสั่งกำลังทหารขอคืนพื้นที่จากผู้ชุมนุม ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก บริเวณสี่แยกคอกวัว เมื่อวันที่ 10 พ.ค.

อัคร ราชทูตญี่ปุ่น จี้คดีฆ่า "มูราโมโตะ" ช่างภาพรอย เตอร์ ในเหตุการณ์ 10 เม.ย. 2553 จนถึง ขณะนี้ยังไม่ได้รับคำอธิบายที่น่าพอใจ ยืนยันจะติดตามจนกว่ารู้ตัวคนสังหาร และถูกลงโทษตามกฎหมาย ย้ำไม่มีเจตนาแทรกแซงกิจการภายในของไทย กลุ่มเสื้อแดงฮือชุมนุมอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย รำลึกถึงคนตายในวันที่ 10 พ.ค. ขณะที่เสื้อแดงเชียงใหม่ลุยรณรงค์ให้คนออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง

เมื่อ วันที่ 10 พ.ค. นายโนบูอะกิ อิโต อัครราชทูตฝ่ายการเมือง สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย กล่าวถึงวันครบรอบเสียชีวิต 1 ปี 1 เดือน ของนายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ ช่างภาพชาวญี่ปุ่นของสำนักข่าวรอยเตอร์ ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่สี่แยกคอกวัว เมื่อวันที่ 10 เม.ย.2553 ว่า ไม่ว่าจะเป็นการครบรอบวันเสียชีวิต 1 ปี 1 เดือนหรือเมื่อไหร่ก็ตาม สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นจะติดตามความคืบหน้าต่อไป จนทราบตัวผู้สังหารนายมูราโมโตะ

นายอิโต กล่าวต่อว่า ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย.2553 สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น เรียกร้องมาตลอดเพื่อขอทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเสียชีวิตของนายมูราโม โตะ จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่ได้รับคำอธิบายที่น่าพอใจ และเป็นคำอธิบายอย่างละเอียดเท่าที่ควร สถานเอกอัคร ราชทูตในฐานะตัวแทนของครอบครัวมูราโมโตะ ต้องการทราบรายละเอียด เพราะสื่อมวลชนญี่ปุ่นและชาวญี่ปุ่นให้ความสนใจมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งภรรยาที่ต้องการคำอธิบายต่อลูกสาวทั้ง 2 คน ที่ขณะนี้ยังเด็กมากอยู่ แต่ต่อไปจะต้องอธิบายกับลูกๆ ว่าพ่อเสียชีวิตอย่างไร

"ผมทราบมาว่าผลการหารือระหว่างดีเอสไอ (กรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม) และอัยการสูงสุดนั้น ทางดีเอสไอจะสอบสวนอีก 3 เดือน ทั้งนี้ สถานเอกอัครราชทูตไม่มีเจตนาแทรกแซงกิจการภายในของไทย แต่มุ่งมั่นติดตามจนพบผู้สังหารนายมูราโมโตะ และต้องการให้มีการลงโทษตามกฎหมายของไทยต่อไป" อัครราชทูตญี่ปุ่น กล่าว

วัน เดียวกัน เวลา 14.00 น. ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว ถนนราชดำเนิน กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย จัดเสวนา "คุกคามสื่อ คุกคามประชาชน" กรณีนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาฯ ถูกดำเนินคดีหมิ่นสถาบัน โดยในช่วงหนึ่งของการเสวนา นายวัฒน์ วรรลยางกูร นักเขียนรางวัลศรีบูรพา กล่าวว่า ความรุนแรงไม่ได้อยู่ที่ฝั่งเสื้อแดง แต่อยู่ที่ฝ่ายกุมอำนาจว่าจะทำให้แรง หรือไม่แรง ช่องทางที่ชัดเจนที่สุดคือการเลือกตั้ง แต่อนาคตน่าหนักใจ เพราะผู้กุมอำนาจของประเทศไทย อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย และสังคมโลกได้ ผู้กุมอำนาจเหล่านี้กลายเป็นสิ่งขัดขวางการเคลื่อนไปข้างหน้าของสังคม ประเทศไทยเราไม่ใช่ประเทศเล็กๆ จึงมีโอกาสที่จะเกิดการปะทะกัน เกิดสึนามิสีแดงขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้ เมื่อนั้นก็ยากที่จะคาดเดาได้ว่าจะเป็นอย่างไร ยังมองไม่เห็นทางว่า ผู้กุมอำนาจที่มีอยู่ในขณะนี้ มีใครที่มีวิสัยทัศน์ที่จะเป็นผู้รู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงได้ และรับมือความเปลี่ยนแปลงได้เท่าทัน

ส่วนนายพันทิวา ภูมิประเทศ หรือทอม ดันดี นักร้องนักดนตรีเสื้อแดง กล่าวโดยสรุปว่า หากยังใช้อำนาจก็ไม่มีทางทำให้ประเทศไทยเจริญต่อไปได้ โดยประชาชนมีกลไกอยู่แล้วในการเรียกร้องประชาธิปไตย ถ้ากลุ่มทุนเก่าไม่ยอมปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยก็อยู่ไม่ได้ และหวั่นว่าหลังเลือกตั้งเสร็จแล้ว ไม่สามารถจะบริหารประเทศไทย เพราะกลุ่มนายทุนเก่ายังมีอำนาจอยู่เต็มมือ

ต่อมาเวลา 19.30 น. ที่อนุสาวรีย์ประชาธิป ไตย มีกลุ่มเสื้อแดงประมาณ 100 คน นำโดยนายนที สรวารี นายกสมาคมสร้างสรรค์อิสรชน ร่วมชุมนุมและจุดเทียนรำลึกถึงการเสียชีวิตของกลุ่มเสื้อแดง เป็นวันครบรอบการเสียชีวิตของกลุ่มคนเสื้อแดง 1 ปี 1 เดือน และเชิญร่วมงานรำลึกการเสียชีวิตของพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดง ในวันที่ 13 พ.ค. เวลา 11.00-18.30 น. ที่สถานีรถไฟฟ้าศาลาแดง

นาย นที กล่าวว่า เพื่อให้ความรู้กับประชาชนทั่วไป ผ่านสื่อต่างๆ ให้ทราบถึงประวัติศาสตร์ของการเปลี่ยนแปลงของการเมืองไทย ว่าการเลือกตั้งไม่ใช่แค่เข้าคูหาเลือกตั้ง แต่เป็นการเลือกตั้ง ส.ส. เพื่อมาทำหน้าที่รับใช้ประชาชน โดยเหตุนี้ประชาชนควรตรวจสอบข้อมูล และเข้าใจถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการเลือกตั้ง พร้อมย้ำเตือนให้คนไทย และคนเสื้อแดงร่วมรำลึกถึงเหตุการณ์ถึงผู้เสียชีวิตในวันที่ 10 พ.ค. ก่อนนำมาสู่เหตุการณ์ในวันที่ 19 พ.ค.

ที่ จ.เชียงใหม่ นายวรวุฒิ รุจนาภินันท์ หรือดีเจ.แดง สองแคว แกนนำกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 เปิดเผยว่า กลุ่มรักเชียงใหม่ 51 และกลุ่มคนเสื้อแดงเชียงใหม่ จะเน้นกิจกรรมรณรงค์ให้คนเสื้อแดงออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งให้มากที่สุด ส่วนเรื่องความคืบหน้าของคดีฆ่าดีเจ.แดง คชสาร นั้น ไม่มีความคืบหน้า แต่พวกเราทุกคนจะอดทนรอให้มีการเลือกตั้งแล้วพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล แล้วจะไปทวงถามตำรวจอีกครั้ง