WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, May 12, 2011

ที่นี่ความจริงจาก3อาจารย์สาว:ไม่ใช่แค่แถขั้นเทพ สื่อลูกคู่อำมาตย์

ที่มา Thai E-News

สื่อ กระแสหลักของไทยคงไม่ใช่แค่แถขั้นเทพ วันที่มีการจับกุมสมยศที่ด่านตม.นั้น มีการรายงานข่าวทางสื่อกระแสหลักว่าสมยศกำลังหลบหนีเข้าไปในกัมพูชา อันเป็นข้ออ้างต่อมาไม่ให้ประกันตัว โดยอ้างว่ามีพฤติการณ์หลบหนี ทั้งที่ความจริงเป็นอีกเรื่อง

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา Asia Update TV

รายการ ที่นี่ความจริง ตอนวันที่ 10 พฤษภาคม ทางโทรทัศน์ Asia Update-DNN ดำเนินรายการโดย 3 นักวิชาการสาวหัวใจประชาธิปไตย ผศ.ดร.สุดา รังกุพันธ์ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อาจารย์หวาน) ,รศ.สุดสงวน สุธีสร อาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อาจารย์ตุ้ม) และ ผศ.ดร.จารุพรรณ กุลดิลก อาจารย์พิเศษคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (อาจารย์จา)

รายการที่นี่ความจริง วันจันทร์ที่ 9ที่ พฤษภาคม 2554


การที่อ.จา ได้ไปให้ความเห็นเรื่องการส่งเสริมบทบาทพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย กับช่อง Thai PBS แล้วได้เจอกับความคิดที่ไม่เชื่อถือในประชาชนและประชาธิปไตย จากผู้หลักผู้ใหญ่หลายคนทั้งสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เอ็นจีโอ สว.แต่งตั้ง ซึ่งไม่เชื่อในประชาชน การเลือกตั้ง เหล่าปัญญาชนก็ไม่มีความสนใจในประชาชน



สื่อสาธารณะอย่าง Thai PBS เองก็ไม่ได้นำเสนอปัญหาของประเทศอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นปัญหาอย่างร้ายแรงของสังคมไทย ที่คนในกลุ่มต่าง ๆ ไม่เคยเห็นค่าในอำนาจของประชาชน และเมื่อมีการกล่าวว่าการเลือกตั้งเป็นเพียงเศษเสี้ยวเดียวของประชาธิปไตย แต่แค่เศษเสี้ยวนี้ชนชั้นสูงก็ไม่ยอมมอบให้ประชาชน กลับมีการฆ่าประชาชนอย่างโหดเหี้ยมจนองค์กร Human Rights Watch เรียกเป็นการฆาตกรรมอย่างเลือดเย็น และยังบอกอีกว่าฝ่ายรัฐปกปิดความจริง



ในกรณีเรื่องของ Human Rights Watch นั้น นายสุเทพได้ออกมาไล่ Human Rights Watch กลับไปสืบคดีของจอห์น เอฟ เคเนดี้ และบอกว่าคนของรัฐบาลยังสืบสวนข้อเท็จจริงอยู่ แต่ผู้ปฏิบัติงานในคณะกรรมการชุดต่าง ๆ นั้นก็ไม่น่าเชื่อถือ นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้แทรกแซงและยับยั้งการทำงานขององค์การนิรโทษกรรมสากลในประเทศ ไทยและมาเลเซีย ไม่ให้มาสืบค้นหาข้อเท็จจริง และฟังการแสดงวิสัยทัศน์ของทนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม



การปิดกั้นสิทธิในการแสดงความคิดเห็นของรัฐไทยยังไม่สิ้นสุดแค่นั้น มีการจับกุมตัวนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข บรรณาธิการนิตยสาร Voice of Taksin และ Red Power ด้วยมาตรา 112 และมีการใส่ร้ายว่าพยายามหนีออกนอกประเทศทั้ง ๆ ที่คุณสมยศมีหน้าที่จัดทัวร์นำเที่ยวกัมพูชาอยู่เป็นปกติอยู่แล้ว ทั้งหมดเป็นการขัดต่อปฏิญญาสากลว่าด้วยหลักสิทธิมนุษยชน

Wednesday, May 11, 2011

วีระกานต์ มุสิกพงศ์ แดง นปช.วิพากษ์แดงเพื่อไทย "ถ้าต่อสู้ชนะ คุณทักษิณกลับมาก็ยุติปัญหา"

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ




เมื่อกระดานการเมืองเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง

เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับสู่สนามเลือกตั้งเป็นคู่แข่ง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

เมื่อม็อบพันธมิตรแตกแยกทาง ความคิด-ม็อบเสื้อแดงไหลไปเป็นคลื่น ใต้น้ำในพรรคเพื่อไทย

วีระกานต์ มุสิกพงศ์ แกนนำใหญ่-ระดับอดีตประธาน นปช.เจียระไนความเป็นไปของ "ทักษิณ-เสื้อแดงและเพื่อไทย"

- ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคเพื่อไทยกับ นปช.เป็นอย่างไร

เสื้อ แดงเราประชุมกันก็ประกาศว่า เราต้องทำให้เสื้อแดงกับพรรคเป็นคนละคน แต่เราสมมติง่าย ๆ ให้เป็นขา คนละข้าง เพราะว่าเราจะเดินการเมืองโดยลำพัง ไม่มีพรรคการเมืองในระบบ รัฐสภาด้วยก็ยากที่จะประสบความสำเร็จ เมื่อเลือกพรรคเพื่อไทยแล้ว ก็อย่าทำให้พรรคเพื่อไทยกับเสื้อแดงรวบเป็นขาเดียวกัน เพราะจะทำงานไม่ประสบความสำเร็จ จะเดินไม่ได้ก็ต้องแยกเป็น 2 ขาแต่เชื่อมโยงกัน

ทางพรรคเพื่อไทยอาจจะเข้าใจอย่างเดียวกัน และเห็นด้วยว่าเรา 2 ขา แต่ ส.ส.อาจจะไม่เข้าใจ เพราะต่างคน ต่างความคิด 180 คน ส.ส.ก็จะมีพวกหนึ่งบอกว่า เป็นพวกเดียวกันกับเสื้อแดงก็ดีแล้ว เพราะว่ามันไม่เปลืองสตางค์ เวลาเชิญเสื้อแดงมาชุมนุมไม่ต้องออกสตางค์ แต่ถ้า ส.ส.เรียกชาวบ้านมาชุมนุม ต้องจ่ายค่ารถค่าเบี้ยเลี้ยงเป็นธรรมชาติ ฉะนั้นถ้าเป็นพวกกับเสื้อแดงก็สบาย

แต่พอเสื้อแดงปะทะกับรัฐบาลแรง ขึ้น ปะทะกับทหารแรงขึ้น ส.ส.ก็กลัว เพราะ ส.ส.จำนวนไม่น้อยเขาก็ไม่ใช่นักต่อสู้ เขาเป็นนักเลือกตั้ง ต้องดีกับทหาร-ตำรวจ

เขาก็เลยมองว่าพวกเสื้อแดงชักศึกเข้าบ้าน สะเทือนต่อเขา ทำให้ในพรรคมี 2 พวกที่มองเสื้อแดงแตกต่างกัน

ทาง เสื้อแดงก็พยายามจะเน้นทุกเวที ผมก็จะอธิบายว่า เสื้อแดงอย่าทำตัวเป็นพรรค ถ้าจะส่งคนสมัครก็ส่งไปให้พรรคพิจารณา อย่าไปบอกกับพรรคว่า ถ้าไม่ส่งคนของเราลงแล้วเราจะต่อต้าน...ไอ้แบบนี้ไม่ได้ มันจะกลายเป็นเราไปบงการพรรค มันไม่ถูก

- คุณวีระเป็นนักการเมืองของพรรค เป็นแกนนำคนสำคัญของ นปช. จะทำความเข้าใจกับมวลชนที่รู้สึกว่าเขาสู้เสี่ยงตายแต่พรรคไม่ทำตามที่เขา ต้องการได้อย่างไร

เสื้อแดงก็คือเสื้อแดง ไม่ใช่หนึ่งเดียวกับพรรค เสื้อแดงต้องมองไปสู่อนาคตอีกว่า วันข้างหน้าเราอาจจะทะเลาะกับพรรคก็ได้

ฉะนั้น เราอย่าไปยุ่งเขามาก พอถึงเวลาสมมติพรรคเขาเปลี่ยนไป เขาหันไปร่วมมือกับอำมาตย์ ไม่เอาแล้วรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย ขอเป็นรัฐบาลกับอำมาตย์ เราก็จะตัดญาติเลย คุณก็มาเป็นคู่ต่อสู้ใหม่ของผมแทนพรรคประชาธิปัตย์ เพราะฉะนั้นในตอนนี้ที่ยังไม่ถึง วันนั้น เราอย่าไปบงการและไม่ชอบด้วยหลักการเลย ที่เราซึ่งก็ไม่ใช่กรรมการพรรคจะไปทำอย่างนั้น แล้วถ้าทำแบบนี้ในที่สุดพรรคก็จะเสีย เสื้อแดงก็จะพัง พลังมวลชนจะพังเพราะเหตุแบบนี้

- เสื้อแดงมีความสำคัญกว่าพรรคหรือเปล่า

ก็ ไม่ แต่เราต้องคิดว่าเราต้องอยู่ต่อไป เป็นตัวของตัวเอง เฝ้าดูการเมืองหลังเลือกตั้ง มันต้องทำ ผมก็เสนอแต่คนอื่นตอบรับน้อย คือเสื้อแดงต้องยกระดับเป็นขบวนการประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย นั่นหมายความว่า เสื้อหลากสีถ้ามาเอาประชาธิปไตยก็มาร่วมขบวนกันได้ ไม่ใช่เสื้อแดงผูกขาดว่าการต่อสู้เพื่อประชา ธิปไตยแล้วจะต้องใส่เสื้อแดงเท่านั้น ถ้าไม่ใส่เสื้อแดงแล้วไม่ใช่ ไม่ถูกต้อง

- จุดยืนเสื้อแดงนอกจากต้านรัฐประหารแล้ว ยังรักทักษิณด้วย ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามไม่เอาทักษิณ

มัน ทับซ้อนกัน เพราะเรื่องของคุณทักษิณก็มีโอกาสที่จะจืดจางไปได้ หรืออาจจะมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จ คือคุณทักษิณกลับมาก็เป็นอันว่าปัญหาคุณทักษิณก็จะยุติ ผมว่าถ้าต่อสู้ชนะคุณทักษิณกลับมาก็ยุติปัญหาคุณทักษิณ หรือในทางตรงกันข้ามไม่ยุติ ถ้าคุณทักษิณเซ็ง บอกว่าผมไม่เอาแล้ว เลิกไป ก็จบไป แต่เสื้อแดงต้องอยู่ เพราะเสื้อแดงเป็นขบวนการประชาธิปไตยแห่งชาติ งานมันใหญ่กว่านั้น ผมเสนอแบบนี้มีการขานรับจากแกนนำบ้าง แต่ก็ยังไม่เข้าใจทะลุปรุโปร่ง

- นปช.อยู่สัดส่วนลำดับไหน จะแปลว่าได้รับการให้ความสำคัญระดับใดหรือไม่

ถ้า ทำใจตัวเองได้ โดยเข้าใจว่าเราเสื้อแดงไม่ใช่พรรค และพรรคก็ไม่ใช่ เสื้อแดงอย่างเดียวก็ต้องทำใจ คือยังไงตัวได้ลงก็ลง ถ้าตัวไม่ได้ลง ตัวก็ยังอยู่เสื้อแดง แต่ระหว่างที่ได้ลงก็ไปทำหน้าที่หาเสียง แบบคนของพรรค 100% ไปก่อน ถ้าเทียบไปแล้วก็คล้าย ๆ คนเสื้อเหลือง เช่นว่าสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ทำตัวลำบากนะ ในที่สุดแสดงความเป็นเสื้อเหลืองจัดก็ถูกออกจากพรรค

- ตอนนี้ทักษิณอยู่ตรงไหนของความสัมพันธ์เสื้อแดง

หัว ข้อใหญ่ที่เป็นร่มใหญ่ก็คือเอาประชาธิปไตยที่แท้จริง เมื่อได้ประชาธิปไตยที่แท้จริง เนื้อหาก็คือ โค่นอำมาตย์ไปในตัว เนื้อหาก็คือ เอาความเป็นธรรมให้กับคุณทักษิณ แล้วคุณทักษิณก็มีโอกาสจะได้กลับถ้าบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย กลับมาก็ต้องมาสู้ความเอาตามกฎหมาย

- คุณทักษิณพูดปรองดอง แปลว่าเขาจะได้กลับประเทศ หรือหมายความว่าอะไ

การ ปรองดองคือการตั้งโต๊ะเจรจากัน ผมเห็นว่าคณะกรรมการอิสระแสวงหาข้อเท็จจริงเพื่อการปรองดองของอาจารย์คณิต ณ นคร ก็น่าจะทำหน้าที่เป็นแกนกลาง ผมเห็นว่าการเลือกตั้งคือการ ปรองดองขั้นหนึ่งแล้ว ทุกคนยอมเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง และยอมรับผลแห่งการเลือกตั้ง ถ้าไม่โกงกันสะบั้นหั่นแหลกนะ ถ้าโกงกันธรรมดาสามัญ ผมดูแล้วถ้าห้ามกันขี้ฉ้อขี้โกงมันห้ามไม่ได้ แต่ว่าให้มันเป็นในเปอร์เซ็นต์ที่พอรับกันได้

- เชื่อว่าผลการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร

พรรคเพื่อไทยชนะ เพียงแต่จะมากหรือชนะน้อยเท่านั้น เป็นเรื่องที่จะต้องดูกันต่อไป

- จะถึงขนาดตั้งรัฐบาลได้หรือเปล่า

ผม ว่าตั้งรัฐบาลยังไงก็ต้องผสม จะผสมกับใครก็ต้องดูภาวะวิสัยด้วย จะเอาตามใจเราอัตวิสัยอย่างเดียวก็ไม่ได้ ต้องดูภาวะวิสัยว่ารวมกันแล้วจะเกิดความแข็งแกร่ง แล้วไปผลักดันงานที่เราต้องการได้หรือไม่

- พรรคเพื่อไทยกับ นปช.มีคนหนุนคนเดียวกัน คือ คุณทักษิณ ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์กับพันธมิตรฯคนหนุนคนละคนหรือเปล่า

เสื้อ เหลืองก็มีคนหนุนอยู่ 2-3 คน สนธิ จำลอง ส่วนในฟากนี้มีคุณทักษิณหนุนอยู่จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าถ้าขาดการสนับสนุนจากคุณทักษิณแล้ว เสื้อแดงจะจบ ถ้าเสื้อแดงไม่มีคุณทักษิณก็เดินต่อไปได้ แต่ลำบากหน่อย คุณทักษิณมาสนับสนุนเข้าก็ได้รับความสะดวก อันนี้เป็นธรรมดา แต่ถ้าหากว่าถึงเวลาหนึ่งคนเสื้อแดงกับคุณทักษิณจะต้องแยกทางกันเดิน คนเสื้อแดงก็ยัง เดินอยู่ได้

- อนาคตคุณวีระน่าจะได้ตำแหน่งรัฐมนตรี

มัน ไม่สนุกแล้ว เป้าหมายเราไม่ได้อยู่ที่นั่น ผมไม่ปรารถนาการเป็น ส.ส.แล้วนะ ถ้าจะมาลงสมัครแย่งเก้าอี้ ส.ส.ก็ไม่มีแล้ว ถ้าเราชนะ ตำแหน่งรัฐมนตรีก็ไม่ปรารถนาแล้ว แต่ถามว่าเลิกการเมืองไหม ไม่เลิก แล้วจะอยู่ยังไง ก็อยู่กับคนเสื้อแดงนี่แหละ

- คุณวีระมีประวัติศาสตร์ส่วนตัว แต่ถูกมองว่ารับจ้างทักษิณ เหนื่อยไปไหมที่ต่อสู้แบบนี้

เดี๋ยว นี้ข้อกล่าวหาก็จาง ๆ ไปนะ ส่วนที่ต่อสู้มาก็เหนื่อยจริง ๆ แต่ผมทิ้งคนเสื้อแดงไม่ได้ มันบรรยายไม่ได้เลย เห็นน้ำใจชาวบ้าน เวลาไปต่างจังหวัดเขาขอร้องเรา บอกว่าพ่อใหญ่อย่าทิ้ง ขอร้องอย่าทิ้งพวกเรา ทำให้เราทิ้งไม่ได้

- คุณวีระแตกต่างจากแกนนำคนอื่น มีสายสัมพันธ์กับประชาธิปัตย์มาก่อนด้วย

ก็ ผม 3 หัวไง เสื้อแดงกลุ่มนั้น (ที่โจมตี) เขาว่าผม 1 ก็ภาพประชาธิปัตย์ 2 ลูกเปรม 3 มาอยู่กับเสื้อแดง...แต่ถ้าเขามาคุยด้วย เราก็จะอธิบายว่าคุณต้องดูข้อมูลให้แม่น ๆ นะ แล้วค่อยแสดงความเห็น

เพราะ ปัญหาของพวกที่อยู่ในเว็บไซต์คือพวกข้อมูลไม่ค่อยดี ใช้อารมณ์ในการแก้ไขปัญหา จะหลงกลข้าศึกได้ง่าย ๆ ผมคิดว่าพวกนั้นที่ด่ามาสาดเสียเทเสียมันไม่ใช่ของแท้ เรารู้ว่ามวลชนแท้จริง ยังอยู่ ผมว่าความบริสุทธิ์ใจสำคัญ มันพิสูจน์ด้วยเวลา

- ถ้าจะเลือกอยู่แบบสบาย ๆ ก็ทำได้ใช่หรือไม่

ตอน นี้ทำได้แล้ว แต่ทำไม่ลงจริง ๆ ถ้าเลือกอย่างนั้นได้ก็ต้องถือว่าใจดำมาก ถ้าคุณได้เห็นแววตาของคนที่อยู่หน้าเวทีที่มีความรักเป็นห่วงในแกนนำ 3 คน เราได้พระเครื่องมากกว่าเพื่อน ยันต์ก็ได้มากกว่าเพื่อน ล้วนแล้วแต่มาจากคนสามัญรากหญ้า เขาเป็นมิตร ถ้าเราไปหาความสบายก็เท่ากับละทิ้งมิตรให้เขาลำบาก

ความจริงผมไป อยู่อังกฤษไม่ต้องกลับก็ได้ เพราะลูกคนสุดท้องก็เรียนใกล้จะจบแล้ว เมื่อก่อนนี้ร้านอาหารที่อังกฤษมีไว้เพื่อส่งลูกเรียน ทีนี้เมื่อลูกเรียนจบทุกคนแล้ว ก็แปลว่าเราจะมีเงินเหลือ เราก็ไปอยู่ได้ ร้านก็ดูแลเรา ไม่ต้องกลับมา เราก็สบาย แต่ในที่สุดพอไปสัก 7 วันก็ต้องอยากกลับมา

จรรยาบรรณเลือกตั้งที่นักการเมืองต้องทำ

ที่มา Voice TV



คาดการเลือกตั้งเดือด “นักการเมือง” ร่วมลงนามจรรยาบรรณเลือกตั้ง

สภาพัฒนาการเมือง ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธีของมหาวิทยาลัยมหิดล และมูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย ได้ร่วมกันจัดทำจรรยาบรรณการหาเสียงเลือกตั้งของนักการเมืองขึ้นมา เพื่อให้การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นนั้นเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ รวมทั้งเพื่อให้เกิดการยอมรับผลการเลือกตั้งในที่สุด จรรยาบรรณนี้จะประกอบไปด้วยอะไรบ้าง และจะเชื่อมั่นได้มากน้อยแค่ไหน วันนี้ (11 พฤษภาคม 2554) รายการ Hot Topic ได้รับเกีรยติจาก นายสกุล สื่อทรงธรรม กรรมการและเลขานุการมูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย

นายสกุล กล่าวว่า การลงนามครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาที่ทุกคนจะต้องปฏิบัติตาม เพื่อให้การเลือกตั้ง เป็นไปด้วยความยุติธรรม ตามระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ซึ่งเมื่อมีความสุจริตและยุติธรรม ก็ย่อมนำไปสู่การยอมรับ และช่วยลดความขัดแย้ง รวมทั้งเป็นการสร้างความตื่นตัวให้กับประชาชนในการให้ความสำคัญต่อการเลือก ตั้ง เพื่อเลือกตัวแทนมาปฏิบัติหน้าที่ในการเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ

โดยจรรยาบรรณที่กำหนดขึ้นนั้น ทุกพรรคการเมืองต่างสมัคใจและยอมรับจรรยายรรณที่กำหนดขึ้น ซึ่งมีทั้งหมด 6 ข้อ คือ

1.เคารพและปฏิบัติตามกฎหมายเลือกตั้ง

2. ไม่นำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง

3. ไม่กระทำการใดๆที่จะเป็นการผิดกฎหมายเลือกตั้ง เช่นการซื้อสิทธิ์ขายเสียง

4.ไม่ใช้กลไกของรัฐหรือทรัพยากรของรัฐ เพื่อประโยชน์ในการหาเสียง

5.หาเสียงด้วยวิธีการสันติวิธี

และข้อสุดท้ายคือยอมรับผลการเลือกตั้งที่ออกมา

“การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการต่อสู้ทางการเมือง ไม่ใช่การต่อสู้โดยใช้กำลังหรืออาวุธแต่อย่างใด เพราะเป็นการเลือกตั้งเพื่อหาตัวแทนขึ้นมาบริหารประเทศให้เดินหน้าต่อไป” นายสกุล กล่าว

"อัศวิน"เผย"ประชา"ถูกM16"กระสุนพิศษ"ใช้ในหน่วยราชการถล่ม "อภิสิทธิ์"รุดเยี่ยม "ทักษิณ"โทรให้กำลังใจ

ที่มา มติชน


ประชา ประสพดี

พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง ที่ปรึกษา (สบ10) รรท.ผบช.ภ.1 เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีนายประชา ประสพดี อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ซึ่งถูกคนร้ายยิงขณะขับรถอยู่ที่บริเวณหน้าห้างบิ๊กซี พระประแดง ได้รับบาดเจ็บเมื่อคืนวันที่ 10 พ.ค. ว่า ตรวจสอบกล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุพบว่าคนใช้ร้ายใช้รถกระบะ 4 ประตูสีดำเป็นพาหนะ และใช้ปืนเอ็ม16เอ2 เป็นอาวุธ ขณะที่กระสุนที่พบเป็นกระสุนพิเศษที่ใช้ในหน่วยราชการ

เมื่อเวลา 14.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายศุภชัย ใจสมุทร โฆษกพรรคภูมิใจไทย นายจิรพันธ์ ลิ้มสุกลศิริรัตน์ และนายกรุง ศรีวิไล (อดีตดาราชื่อดัง) ส.ส.สมุทรปราการ ร่วมแถลงข่าวถึงกรณีนายประชาถูกยิงได้รับบาดเจ็บ ว่า พรรคเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และวิงวอนให้เจ้าหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยมากกว่านี้ พร้อมยืนยันว่า เรื่องที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวกับพรรคแต่อย่างใด

ขณะที่ จส.100 ทวีตข้อความในทวิตเตอร์ว่า สำนักงานนิติวิทยาศาสตร์ตำรวจ ได้จำลองเหตุการณ์นายประชา ประสพดี อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ซึ่งถูกคนร้ายยิงขณะขับรถอยู่ที่บริเวณหน้าห้างบิ๊กซี พระประแดง ได้รับบาดเจ็บเมื่อคืนวันที่ 10 พ.ค. ที่ผ่านมา พบหัวกระสุน .223 จำนวน 1 หัว ซึ่งใช้กับอาวุธปืนสงคราม M16 รุ่นใหม่ได้

รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อเวลา 12.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รักษาการนายกรัฐมนตรี ได้เข้าเยี่ยม นายประชา ที่โรงพยาบาลพระรามเก้า โดยใช้เวลาเยี่ยมประมาณ 20 นาที ก่อนเดินทางกลับ

อย่างไรก็ตาม นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า นายประชามีอาการดีขึ้น นอกจากนี้ ได้กำชับ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) เข้มงวดในการตรวจอาวุธสงคราม พร้อมยืนยันจะไม่ประกาศใช้พ.ร.บ.ความมั่นคงในช่วงเลือกตั้ง

นอกจาก นี้นายอภิสิทธิ์แล้ว ยังมีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ และนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เข้าเยี่ยมอาการนายประชาด้วย

เมื่อ ช่วงสายที่ผ่านมา คลื่นข่าว 100.5 ทวีตข้อความในทวิตเตอร์ว่า น้องสาวนายประชา เปิดเผยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ โทรศัพท์มาให้กำลังใจ พร้อมระบุว่ารู้ตัวมือปืนแล้ว แต่ยืนยันไม่เกี่ยวกับพรรคประชาธิปัตย์

อย่างไรก็ตาม ไม่ขอเปิดเผยโรงพยาบาลที่พี่ชายเข้ารับการรักษา หวั่นถูกลอบทำร้ายซ้ำอีก

คนเดิม คนแดงนปช. "วีระกานต์ มุสิกพงศ์" เจียระไนความเป็นไปของ "ทักษิณ เสื้อแดง และเพื่อไทย

ที่มา มติชน



เมื่อกระดานการเมืองเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง

เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับสู่สนามเลือกตั้งเป็นคู่แข่ง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

เมื่อม็อบพันธมิตรแตกแยกทาง ความคิด-ม็อบเสื้อแดงไหลไปเป็นคลื่น ใต้น้ำในพรรคเพื่อไทย

วีระ มุสิกพงศ์ หรือชื่อใหม่หลังพ้นโทษนาม "วีระกานต์ มุสิกพงศ์" แกนนำใหญ่-ระดับอดีตประธาน นปช.เจียระไนความเป็นไปของ "ทักษิณ-เสื้อแดงและเพื่อไทย" ไว้อย่างน่าสนใจ

ทั้งความสัมพันธฺระหว่างพรรคเพื่อไทยกับนปช.ในปัจจุบัน

เสื้อแดงกับพรรคเพื่อไทยกับการเลือกตั้งครั้งนี้ใครสำคัญกว่ากัน นปช.อยู่สัดส่วนลำดับไหน?

จุดยืนเสื้อแดง ณ ขณะนี้

และทักษิณอยู่ตรงไหนของความสัมพันธ์เสื้อแดง !

คลิกอ่านบทสัมภาษณ์จุใจนับจากบรรทัดนี้ได้

"สมศักดิ์" รับทราบข้อกล่าวหาที่สน.นางเลิ้ง เสื้อแดง-นิติราษฎร์-ทหารอากาศโดนคดีหมิ่นฯ ร่วมให้กำลังใจ

ที่มา มติชน













รับชมข่าว VDO ชมคลิป


เมื่อ เวลา 09.45 น. นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการทางด้านประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เดินทางไปที่สถานีตำรวจนครบาลนางเลิ้ง เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา กรณีที่กองทัพบกยื่นฟ้องในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เกี่ยวกับการเขียนบทความถึงสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ที่พระราชทานสัมภาษณ์ออกทีวีในรายการ "วู้ดดี้เกิดมาคุย"

ใน การรับทราบข้อกล่าวหาครั้งนี้ใช้เวลา 1 ชั่วโมงโดยประมาณ และหลังจากนั้น นายสมศักดิ์ได้ออกมาพบปะกลุ่มคนเสื้อแดงที่มาให้กำลังใจอย่างคับคั่ง ทั้งนี้นายสมศักดิ์ ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า การเดินทางมาครั้งนี้เป็นเพียงการมารับทราบข้อกล่าวหาที่ทางกองทัพบกยื่น ฟ้องเท่านั้น ยังไม่ใช่เป็นการดำเนินคดีหรือจับตัวแต่อย่างใด และยังจะมีขั้นตอนหลังจากนี้อีกประมาณ 2 อาทิตย์ ส่วนการสอบสวนของเจ้าพนักงานนั้นเป็นไปอย่างราบรื่น ผู้กำกับให้การต้อนรับเป็นอย่างดี และได้ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย

การ รับข้อกล่าวหาในครั้งนี้ มองว่ายังไม่ครอบคลุมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งในแง่รายละเอียดของคดีก็จะต้องต่อสู้ต่อไป เพราะการที่โดนข้อกล่าวหานี้ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าเกี่ยวข้องกับมาตรา 112 อย่างไร และการที่เขียนไปนั้นมั่นใจได้ว่าไม่เข้าข่ายมาตรา 112 อย่างแน่นอน

นาย สมศักดิ์ ยังกล่าวอีกว่า ขณะนี้มีนายศรัทธา หุ่นพยนต์ เป็นทนายความให้เฉพาะหน้าก่อน แต่ในระยะยาวก็ต้องปรึกษากันอีกที และวันนี้มีอาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล และอาจารย์สาวตรี สุขศรี นักวิชาการจากกลุ่ม "นิติราษฎร์" มาเป็นพยานให้ ส่วนคิดว่าเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือไม่ ตนไม่แน่ใจ ให้คำตอบไม่ได้ ต้องให้คนอื่นมาช่วยวิเคราะห์ดีกว่า เพราะทหารมีหน้าที่ปกป้องประเทศ ไม่ได้มีหน้าที่มายื่นฟ้องประชาชน เพราะไม่ใช่หน้าที่ปกติที่เราเข้าใจกัน

การ ฟ้องคดีรูปแบบนี้เป็นการ ฟ้องแบบครอบจักรวาล ที่ไม่ใช่เฉพาะผมเท่านั้นยังรวมถึงคนอื่นๆ ด้วย เลยทำให้รู้สึกหวาดกลัว อย่างไรก็ตามอยากจะให้ประชาชนที่เดินทางมาให้กำลังใจตนในวันนี้ช่วยติดตาม คดีของคุณสุรชัย แซ่ด่าน แกนนำกลุ่มแดงสยาม และคุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย และอยากให้ช่วยกันเรียกร้องเพื่อให้คนเหล่านี้ได้รับการประกันตัวซึ่งเป็น สิทธิขั้นพื้นฐานในการต่อสู้คดีด้วย

ขณะเดียวกันเว็บไซต์ประชาไทรายงานว่า นายทหารอากาศยศนาวาอากาศตรีนายหนึ่ง ซึ่งถูกกองทัพอากาศแจ้งความดำเนินคดีเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2553 กรณีที่มีการร้องเรียนจากนายทหารเรือนายหนึ่งว่าทหารอากาศผู้นี้โพสต์ข้อ ความในเฟซบุ๊กที่อาจเข้าข่ายหมิ่นสถาบัน ได้เดินทางมาให้กำลังใจนายสมศักดิ์ด้วย (ชมเหตุการณ์ตอนนี้ได้จากช่วงท้ายคลิปของมติชนออนไลน์) โดยผู้สื่อข่าวต่างประเทศให้ความสนใจกับคดีของเขาอย่างมาก


เขา ให้สัมภาษณ์ว่า คดีของตนเอง ศาลทหารให้พิจารณาเป็นการลับ และจะมีการสืบพยานโจทก์นัดแรกในวันที่ 14 กรกฎาคม 2554 ขณะนี้ ตนเองถูกสั่งพักราชการแล้วตั้งแต่วันที่ 12 เมษายนที่ผ่านมา หลังจากถูกสำรองราชการกว่า 6 เดือน


เขาแสดงความเห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อจัดการกับผู้ที่เห็นต่างจากผู้มี อำนาจ เขายอมรับว่ากรณีของเขามีการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลในเฟซบุ๊กจริง แม้ว่าในแง่ของทหารแล้ว การวิจารณ์รัฐบาลถือเป็นการผิดระเบียบเพราะเป็นการวิจารณ์ผู้บังคับบัญชา แต่เขาวิจารณ์ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ส่วนการเชื่อมโยงไปถึงมาตรา 112 ค่อนข้างมั่นใจว่าจะสู้คดีได้ โดยยกตัวอย่างว่า เพราะเพียงแต่โพสต์เพลงถั่งโถมโหมแรงไฟ ก็ถูกนำไปเชื่อมโยงเป็นความผิดแล้ว


ผู้ สื่อข่าวถามว่า เคยเข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองก่อนหน้านี้หรือไม่ เขาตอบว่าไม่เคยเข้าร่วม เมื่อถูกถามว่า อะไรเป็นจุดเปลี่ยนให้หันมาวิจารณ์ผู้มีอำนาจ เป็นเพราะรัฐประหารหรือไม่ เขาตอบว่า รู้สึกเฉยๆ กับการรัฐประหาร เพราะรู้อยู่แล้วว่าต้องเกิดขึ้น ส่วนจุดเปลี่ยนที่ทำให้ทนไม่ได้ คือการฆ่าประชาชนของรัฐบาลเมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว เพราะตนเป็นทหารประชาธิปไตย

กรรมการสิทธิฯ เยี่ยม ‘สมยศ’ ในเรือนจำ เตรียมเรียก ‘สมศักดิ์ ’ให้ข้อมูล ถกการใช้ ม.112

ที่มา ประชาไท

ภาพ: น.พ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในฐานะประธานอนุกรรมการสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
10 พ.ค.54 ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ เวลาประมาณ 14.00 น. น.พ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในฐานะประธานอนุกรรมการสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองได้เดินทางเข้า เยี่ยมนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข บก.นิตยสารเรด พาวเวอร์ ที่ถูกจับกุมและคุมขังในข้อหาหมิ่นสถาบัน (รายละเอียดในข่าวที่เกี่ยวข้อง) โดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเศษ
น.พ.นิ รันดร์ให้สัมภาษณ์ว่า อนุกรรมการเดินทางมาตรวจสอบข้อเท็จจริงหลังจากมีกลุ่มนักวิชาการและกลุ่ม รณรงค์ทางการเมืองยื่นเรื่องร้องเรียนว่ามีการใช้มาตรา 112 อย่างไม่เป็นธรรมในกรณีนายสมยศ และ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์จากศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กรณีของสมศักดิ์นั้นจะมีการเชิญมาให้ข้อมูลในสัปดาห์หน้า สำหรับการเข้าเยี่ยมสมยศนั้นได้มีการหารือถึงสิทธิในการประกันตัว ซึ่งอนุกรรมการเห็นว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ถูกกล่าวหา อย่างไรก็ตาม ต้องใช้เวลาตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมดเกี่ยวกับข้อมูลกระบวนการของกรมสอบสวน คดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ด้วย รวมทั้งระดมสมองหลายๆ ฝ่ายเพื่อหาทางออก คาดว่าคงใช้เวลาไม่นานนัก รวมถึงอาจต้องมีการจัดเวทีสาธารณะอภิปรายในประเด็นนี้
ส่วน สภาพความเป็นอยู่ของสมยศนั้น ขณะนี้เริ่มปรับตัวได้ หลังจากก่อนหน้านี้มีความเครียดสูง นอกจากนี้อนุกรรมการฯ ยังได้เยี่ยมนายอำพล ตั้งนพกุล หรือ “อากง” วัย 61 ปีที่มีโรคประจำตัว เขาถูกตั้งข้อหาหมิ่นฯ จากการส่งเอสเอ็มเอส ซึ่งเคยได้ประกันตัวในชั้นสอบสวนและถูกคุมตัวอีกครั้งในชั้นพิจารณาคดี
ผู้ สื่อข่าวถามว่าอนุกรรมการฯ มองการใช้กฎหมายมาตรา 112 ในภาพรวมอย่างไร น.พ.นิรันดร์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นประเด็นอ่อนไหวและง่ายที่จะนำไปสู่ความรุนแรงโดยเฉพาะใน สถานการณ์ใกล้เลือกตั้ง ที่ไม่ว่าการใช้มาตรา 112 การรัฐประหาร การใช้อำนาจนอกระบบ ล้วนเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงทั้งสิ้น
เมื่อ ถามถึงรายงานกรณีที่อนุกรรมการฯ เคยตรวจสอบกรณีคนเสื้อแดงที่ถูกคุมขังด้วยข้อหาละเมิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จำนวนหลายร้อยคนในเรือนจำทั่วประเทศนั้น น.พ.นิรันดร์กล่าวว่า อนุกรรมการฯ ได้เดินทางเก็บข้อมูลในเรือนจำ 14-15 แห่งทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม รายงานนั้นไม่สำคัญเท่ากับกระบวนการที่อนุกรรมการฯ ทำให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงเรื่องสิทธิมนุษยชน และขณะนี้อยู่ระหว่างการติดตามว่าผู้ต้องหาทั้งหมดได้รับการประกันตัว หรือยังติดขัดในส่วนไหน

'สมศักดิ์ เจียมฯ' รับทราบข้อกล่าวหา 112 เบื้องต้นปฏิเสธ-พร้อมสู้คดี

ที่มา ประชาไท

011-05-11 12 :43

สม ศักดิ์ เจียมธีรสกุล รับทราบข้อกล่าวหา 112 ที่ สน.นางเลิ้ง ท่ามกลางประชาชน-สื่อไทย-เทศรอทำข่าว เบื้องต้นปฏิเสธข้อกล่าวหา พร้อมสู้คดี ฝากติดตามผู้ต้องหาที่ไม่ได้สิทธิประกันตัวด้วย ด้านทหารอากาศที่โดนข้อหาโพสต์หมิ่นในเฟซบุ๊ก ดอดให้กำลังใจ

(11 พ.ค.54) เวลาประมาณ 09.30น. ที่ สน.นางเลิ้ง สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหามาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา ตามที่ได้รับหมายเรียก โดยมีอาจารย์จากกลุ่มนิติราษฎร์ คือ สาวตรี สุขศรี และปิยบุตร แสงกนกกุล ร่วมเป็นพยานในการรับทราบข้อกล่าวหา นอกจากนี้ มีประชาชนซึ่งส่วนใหญ่สวมเสื้อสีแดงมาร่วมให้กำลังใจราว 50-60 คน พร้อมทั้งนักข่าวไทยและต่างประเทศที่มารอทำข่าวจำนวนมาก

สำหรับ กิจกรรมในบริเวณ สน. มีการชูป้ายให้กำลังใจนายสมศักดิ์ รวมทั้งตะโกน "No Lese Majeste Law" ด้วย นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมการร้องเพลงหมู่ ที่นำโดย จิ้น กรรมาชน

จากนั้น เวลาประมาณ 11.00น. สมศักดิ์ได้เดินออกมาจากห้องพนักงานสอบสวนพร้อมทั้งชี้แจงต่อผู้สื่อข่าวว่า วันนี้เดินทางมารับทราบข้อกล่าวหา มาตรา 112 ซึ่งกองทัพบกเป็นผู้รองทุกข์กล่าวโทษ จากกรณีที่ตนได้เขียนบทความภาษาไทยเกี่ยวกับการให้สัมภาษณ์ของเจ้าฟ้าหญิง จุฬาภรณ์ 2 ชิ้น ซึ่งเผยแพร่ในเว็บไซต์ต่างๆ ราวปลายเดือนมีนาคม-เมษายน โดยในชั้นนี้ยังไม่ต้องมีการประกันตัว เบื้องต้นได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาและพร้อมต่อสู้ในชั้นต่อไป โดยจะทำคำให้การอย่างเป็นทางการส่งให้เจ้าหน้าที่ภายในสองสัปดาห์นี้ เบื้องต้นมีศรัทธา หุ่นพยนต์ เป็นทนายความเฉพาะหน้า

ผู้สื่อข่าวถาม ว่า มีความมั่นใจในการสู้คดีมากน้อยเพียงใด สมศักดิ์ตอบว่า ค่อนข้างมั่นใจมากในต่อสู้คดี เพราะมาตรา 112 ไม่ได้ครอบคลุมถึงกรณีบทความของตน

ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่กองทัพบกเป้นผู้ฟ้องคดีเอง ไม่ใช่ประชาชนทั่วไป สะท้อนสภาวะการเมืองอย่างไรหรือไม่ สมศักดิ์กล่าวว่า อยากให้ตั้งข้อสังเกตเช่นกันว่ากองทัพมีหน้าที่ปกป้องประเทศตามนโยบายรัฐบาล แล้วการฟ้องคดีนี้เป็นหน้าที่ของกองทัพหรือไม่

ผู้สื่อข่าวถามว่า การถูกดำเนินคดีนี้จะทำให้ลดบทบาทตนเองในการแสดงความเห็นหรือบรรยายสาธารณะ เกี่ยวกับบทบาทสถาบันฯ หรือไม่ สมศักดิ์บอกว่า การฟ้องคดีนี้อย่างครอบจักรวาลในหลายกรณีทำให้ผู้คนหวาดกลัวที่จะพูด ในกรณีของตนนั้น ต้องทบทวนดูก่อน ทั้งนี้ ตั้งข้อสังเกตว่ามีแนวโน้มในระยะหลังว่ารัฐใช้กฎหมายนี้อย่างพร่ำเพรื่อ ทั้งที่บางทีก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่พูดหรือแสดงความเห็น

ต่อ คำถามว่า คิดว่าจะได้รับความเป็นธรรมในการดำเนินคดีหรือไม่ สมศักดิ์กล่าวว่า ยังไม่ค่อยแน่ใจ อย่างการเอ็กเซอร์ไซส์ของกองทัพทุกวันในระยะนี้ก็เป็นเรื่องที่นอกเหนือ กฎหมาย

ทั้งนี้ สมศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า "อยากฝากให้ช่วยกันติดตามคดีของหลายๆ ท่าน อย่างคุณสมยศ อากง หรือใครก็ตามที่ไม่ได้รับการประกันตัวเลย ทั้งที่เป็นกระบวนการเริ่มแรก สิทธิในการประกันตัวเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในทางสากล อยากให้ทุกท่านช่วยกันติดตามกรณีเหล่านี้ด้วย"

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่สมศักดิ์เดินทางกลับ ประชาชนที่มาให้กำลังใจได้มอบดอกกุหลาบสีแดงให้กำลังใจพร้อมทั้งตะโกนว่า "อาจารย์เป็นตัวแทนของพวกเรา เป็นสัญลักษณ์ของพวกเรา ที่จะต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย" "พวกเราจะอยู่เคียงข้างอาจารย์สมศักดิ์ๆ" ซึ่งสมศักดิ์ได้กล่าวขอบคุณผู้มาให้กำลังใจพร้อมย้ำอีกครั้งว่าให้ช่วย ติดตามกรณีของคนอื่นๆ ที่ไม่ได้รับสิทธิในการประกันตัวด้วยเช่นกัน


ทหารอากาศที่โดนข้อหาโพสต์หมิ่นในเฟซบุ๊ก ร่วมให้กำลังใจด้วย
ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า นายทหารอากาศนายหนึ่ง ยศนาวาอากาศตรี ซึ่งถูกกองทัพอากาศแจ้งความดำเนินคดีเมื่อวันที่ 4 พ.ย.53 กรณีที่มีการร้องเรียนจากนายทหารเรือนายหนึ่งว่าทหารอากาศผู้นี้โพสต์ข้อ ความในเฟซบุ๊กที่อาจเข้าข่ายหมิ่นสถาบัน ได้เดินทางมาให้กำลังใจสมศักดิ์ด้วย โดยผู้สื่อข่าวต่างประเทศให้ความสนใจกับคดีของเขาอย่างมาก

เขาให้ สัมภาษณ์ว่า คดีของตนเอง ศาลทหารได้ให้พิจารณาเป็นการลับ และจะมีการสืบพยานโจทก์นัดแรก 14 ก.ค. ขณะนี้ ตนเองถูกสั่งพักราชการแล้วตั้งแต่วันที่ 12 เม.ย. หลังจากถูกสำรองราชการกว่า 6 เดือน

เขาแสดงความเห็นว่า มาตรา 112 เป็นการนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการนำมาจัดการกับผู้ที่มีความ เห็นต่างจากผู้มีอำนาจ เขายอมรับว่ากรณีของเขามีการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลในเฟซบุ๊กจริง แม้ว่าในแง่ของทหารแล้ว การวิจารณ์รัฐบาลเป็นการผิดระเบียบเพราะเป็นการวิจารณ์ผู้บังคับบัญชา แต่เขาวิจารณ์ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ส่วนการเชื่อมโยงไปถึงมาตรา 112 ค่อนข้างมั่นใจว่าจะสู้คดีได้ โดยยกตัวอย่างว่าเพราะเพียงแต่โพสต์เพลงถั่งโถมโหมแรงไฟ ก็ถูกนำไปเชื่อมโยงเป็นความผิดแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า เคยเข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองก่อนหน้านี้หรือไม่ เขาตอบว่าไม่เคยเข้าร่วม เมื่อถูกถามว่า อะไรเป็นจุดเปลี่ยนให้หันมาคานผู้มีอำนาจ เป็นเพราะรัฐประหารหรือไม่ เขาตอบว่า รู้สึกเฉยๆ กับการรัฐประหาร เพราะรู้อยู่แล้วว่าต้องเกิดขึ้น ส่วนจุดเปลี่ยนที่ทำให้ทนไม่ได้ คือการฆ่าประชาชนของรัฐบาลเมื่อเม.ย.ปีที่แล้ว เพราะตนเป็นทหารประชาธิปไตย

บันทึกทนายอานนท์ฉบับที่ ๒ : เสียงจากเบญจจำเลย “เขาเรียกเราว่าไอ้หมิ่นฯ”

ที่มา Thai E-News

ผมเห็นภาพของ ”เบญจจำเลย” แล้วทำให้ผมเผลอสบถ “เชี่ย!” เบาๆ จนลืมตัว นี่หรือคือนักโทษคดีร้ายแรง นี่หรือคือคนที่กฎหมายบออกว่ากระทำความผิดอันเกี่ยวกับความมั่นคง สองคนเป็นชายชราหัวขาวโพลน อีกสองคนเป็นวัยกลางคนที่พูดจาสุภาพมากทั้งเป็นคนที่รักครอบครัว ส่วนอีกคนก็เป็นนักต่อสู้ทางสังคมในสายผู้ใช้แรงงานมาตลอดชีวิต กฎหมายแม่ง “เชี่ย” สุดๆ (ต้องขออภัยเพราะผมรู้สึกเ่ช่นนั้นจริงๆ)

โดย อานนท์ นำภา
ที่มา เวบไซต์สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์

โลกของที่นีีจะเปิดตอน ๐๙.๐๐ น.และจะปิดตอน ๑๕.๐๐ น….

เรือน จำพิเศษกรุงเทพ เป็นอีกหนึ่งเรือนจำในรั้วอันไพศาลของเรือนจำกลางคลองเปรม ผมมาที่นี่บ่อยมากนับแต่เริ่มอาชีพทนายความเมื่อครั้งเป็นทนายความให้กับคุณ สุวิชาท่าค้อ จำเลยคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งปัจจุบันได้รับพระราชทานอภัยโทษแล้วภายหลังจากถูกจองจำกว่า ๑ ปี กับอีก ๖ เดือน

สำหรับผมแล้ว ต้องบอกว่าเรือนจำพิเศษกรุงเทพนั้น เจ้าหน้าที่ค่อนข้างอัชฌาสัยดี และยังมีน้ำใจในการให้บริการทั้งกับประชาชนทั่วไปที่เข้ามาเยี่ยมญาติ และภายในห้องทนายความ

จำได้ว่าเมื่อหลายเดือนก่อนที่นี่เคยคึกคักมาก คราคลั่งไปด้วยพี่น้องเสื้อแดงที่มาเยี่ยมบรรดาแกนนำซึ่งถูกจองจำอยู่ที่นี่ บรรดาดอกกุหลาบสีแดง ข้าวของล้วนถูกหอบหิ้วมาอย่างน่าชื่นใจ ทว่าภาพเหล่านั้นมันหายไปแล้ว เหลือเพียงผู้ต้องขังเสื้อแดงระดับปลายแถวหลายสิบชีวิตที่ไม่มีแม้แต่ญาติ ที่มาเยี่ยม ความกลัว… ความเหงา…เสรีภาพ…

ผมมาถึงเรือนจำพิเศษ กรุงเทพเกือบสิบโมงเช้า มิเตอร์แท็กซี่บอกราคาอย่างยุติธรรมว่า ๑๑๙ บาทเกือบเท่าวันก่อนหน้านี้ ภาพที่ผมเห็นและทำให้ผมรู้สึกว่า ”น้ำใจของเพื่อน” นั้นมีจริงคือ ภาพของหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งกับเด็กอายุราว ๑๐ ขวบ ทั้งสองไม่ใช่แม่-ลูกกัน คนนึงคือผู้ที่อาสารับดูแลเด็กคนนั้น เด็กน้อยที่ชื่อ “น้องเว็ป” ลูกชายคนเดียวของพี่หนุ่ม เรดนนท์ จำเลยคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ผู้ถูกพิพากษาจำคุก ๑๓ ปี


น้อง เว็ปวิ่งกรูเข้ามากอดผมจนผมแปลกใจ เอ๊ะ ! เป็นไรหว่า? พี่สาวคนนั้นยิ้ม แล้วบอกผมว่า “น้องเว็ปชอบวิ่งเข้ามากอดเพื่อนของคุณพ่อเค้าแบบนี้แหละ ” ผมทักทายทั้งสองไม่กี่ประโยค ต้องขอตัวรีบเข้าไปเยี่ยมจำเลยเพราะกลัวจะไม่ทันเยี่ยมรอบเช้า ”พี่ครับ ผมยื่นฎีกาเรื่องขอประกันตัวพี่หนุ่มไปที่ศาลฎีกาแล้วนะครับ อาทิตย์หน้าคงทราบเรื่อง” พี่สาวคนนั้นยิ้ม ”จ๊ะ แล้วพี่จะรอฟังข่าวดี”

ผม หอบสำนวนคดีวิ่งไปตามทางเดิน เข้าไปรับเอกสารในห้องเยี่ยมสำหรับทนายความมากรอกตามแบบฟอร์ม แน่นอนว่าเจ้าหน้าที่ยังเป็นคนเดิมและยังส่งรอยยิ้มทักทายอย่างเปี่ยมล้น ไมตรี เช้านี้ผมตีเยี่ยมจำเลย ๓ คนคือ พี่หนุ่ม เรดนนท์ , พี่หมี สุริยันต์ และอากง

ระหว่างรอ ผมเดินออกมาข้างนอกห้องทนายความ พบอาจารย์จากกลุ่มนิติราษฎรสองท่านคือ อ.ปิยบุตร และอาจารย์สาวตรี(อ.ป้าน) รวมทั้งแฟนของทั้งสองท่าน อ๋อ ที่ทำให้ผมเซอร์ไพร้อีกสองคนคือ คุณอติเทพ อ.สุดา และนายทหารท่านหนึ่ง(ผมเรียกแกว่าผู้พัน) จำเลยคดีหมิ่นอีกคนเช่นกัน ทั้งหมดเข้ามาเยี่ยมพี่สมยศ และอ.สุรชัย

วันนี้ บรรยากาศที่เรือนจำครึกครื้นเป็นพิเศษ นอกจากทั้ง ๗ ท่านที่ผมกล่าวถึงแล้ว ยังมีพี่น้องเสื้อแดงอีกจำนวนหนึ่งที่มาเยี่ยมพี่สมยศ และอ.สุรชัย แน่นอนว่าเหล่านั้นผมคุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดี แม้จะจำชื่อไม่ค่อยได้ แต่ก็ส่งสายตาทักทายอย่างสนิทใจ ห้องเยี่ยมของทั้งสองคนดูแน่นไปถนัดตา ”คงมีแต่พวกเราเสื้อแดงนี่แหละนะ ที่ไม่ทอดทิ้งกัน” เสียงจากพี่สาวเสื้อแดงคนหนึ่งพูดแว่วมาเข้าหูผม ผมยิ้ม…

ผมได้พบกับหญิงชราอีกคนหนึ่ง ”ป้าอุ๊ ” แฟนอากง จำเลยอีกคนในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งถูกขังมาหลายเดือนแล้ว ปัจจุบันอากงป่วยด้วยโรคมะเร็ง แต่ยังไม่ได้รับการรักษา และถูกศาลสั่งไม่ให้ประกันตัวมาแล้วหลายครั้ง เดือนกันยายนนี้ จะเป็นเดือนที่ชีชะตาของแกว่า จะได้รับอิสระภาพ หรือจำคุกกว่า ๖๐ ปี เพียงเพราะข้อกล่าวหาว่าส่งเอสเอ็มเอส เข้าโทรศัพท์มือถือเลขานุการนายก และหมอตุล ทั้งที่แกยืนยันมาตลอดว่า “ผมส่งข้อความเอสเอ็มเอสไม่เป็น” !


ป้า อุ๊ ยกมือไหว้ผมก่อนแบบไม่ถือตัว ตายหละหว่าให้คนแก่ไหว้ ”โอ้ยๆๆๆ ป้าไม่ต้องไหว้ผมหรอกป้าอุ๊” ป้าอุ๊มาเยี่ยมอากงเช่นกัน นานๆครั้งจะได้มาเี่ยี่ยม แกฝากขอบคุณพี่สาวท่านหนึ่งที่อยู่ต่างประเทศที่ส่งเงินมาช่วยเหลือครอบครัว อากง ได้ใช้ประทังชีวิต อาทิตย์หน้าหลานๆอีก ๓ คนที่ลูกแกมาฝากเลี้ยงไว้ก็จะเปิดโรงเรียน ภาพของป้าอุ๊ กับหลานๆ ๓ คนที่คุ้นหน้าคงหายไปอีกสักระยะหนึ่งแน่นอน…

ผมกลับเข้าห้องทนายความ ประตูจากโลกสนธยาถูกเปิดออก พี่หนุ่มนั่งรอผมอยู่ ท่าทางยิ้มแย้มแจ่มใส ผมเดาว่าคงเพราะน้องเว็ปมาเยี่ยมแน่ๆ (อิอิ) ผมคุยเรื่องอุทธรร์คดีได้สักพัก พี่หนุ่มบอกว่า ”คุณอานนท์ ผมได้คุยกับพี่สมยศ กับอ.สุรชัย ทั้งสองอยากคุยด้วย อยากให้ตีเยี่ยมพร้อมๆกัน ” ก็คงไม่มีปัญหาอะไรอย่างแน่นอน โดยส่วนตัวผมก็เคารพทั้งสองท่าน และกะจะมาเยี่ยมพอดี แต่ผมอยากเข้าพบแบบคนทั่วไปมากกว่า เพราะผมไม่ได้เป็นทนายความให้กับทั้งสองท่าน… ส่วนพี่หมีกับอากง ยังไม่ออกมา ”ทั้งสองน่าจะทานข้าวอยู่กระมัง” ผมคิดในใจ ผมจึงตัดสินใจตีเยี่ยมจำเลยทั้ง ๕ อีกครั้งพร้อมๆ กันตอนบ่าย

และนี่คือที่มาของคำว่า “เบญจจำเลย” ตามที่ผมพาดหัวไว้ข้างต้น…

ผมกลับเข้ามาในห้องทนายอีกครั้งในช่วงบ่ายเศษ ผมเห็นภาพของ ”เบญจจำเลย” แล้วทำให้ผมเผลอสะบท “เชี่ย” เบาๆ จนลืมตัว นี่หรือคือนักโทษคดีร้ายแรง นี่หรือคือคนที่กฎหมายบออกว่ากระทำความผิดอันเกี่ยวกับความมั่นคง สองคนเป็นชายชราหัวขาวโพลน อีกสองคนเป็นวัยกลางคนที่พูดจาสุภาพมากทั้งเป็นคนที่รักครอบครัว ส่วนอีกคนก็เป็นนักต่อสู้ทางสังคมในสายผู้ใช้แรงงานมาตลอดชีวิต กฎหมายแม่ง “เชี่ย” สุดๆ (ต้องขออภัยเพราะผมรู้สึกเ่ช่นนั้นจริงๆ)

เรา เริ่มต้นการสนทนาด้วยการแนะนำตัวกับอ.สุรชัยก่อนเป็นอันดับแรก ส่วนพี่สมยศ เราเคยเจอกันสองสามครั้งแล้ว ผมให้น้องทนายความที่ไปด้วยกัน(ทนายเค) คุยกับอ.สุรชัย ส่วนผมคุยกับพี่สมยศ ที่เหลือนั่งรอบนม้านั่งด้านหลัง


พี่ สมยศเล่าให้ฟังว่า ไม่ได้รับการประกันตัว และขอฝากขอบคุณกลุ่มอาจารย์นิติราษฎร รวมทั้งเพื่อนพ้องน้องพี่ที่มาเยี่ยมวันนี้ แกบอกว่าอยากให้เหล่านักวิชาการที่มีชื่อเสียงในสังคม ช่วยประกันตัวแกโดยใช้ตำแหน่งประกัน ซึ่งจะเป็นการค้ำประกันที่มีผลสะเทือนเป็นอย่างมาก เพราะว่าหากคนที่มีชื่อเสียง เป็นหลักเป็นฐานในสังคมเข้าชื่อกันประกันตัว น่าจะเป็นที่น่าเชื่อถือและเท่ากับเป็นการยืนยันว่า การจับแกนั้นเป็นการกระทำที่สังคมไม่อาจยอมรับได้

อีกอย่าง พี่สมยศแนะนำว่าหากมาเยี่ยมให้ตีเยี่ยมจำเลยคดีหมิ่นพร้อมๆกันทั้ง ๕ คนพร้อมๆ กันเลย
”ผม อยากให้พี่น้องเสื้อแดง และพี่น้องที่ัรักความเป็นธรรม มาเยี่ยมพวกเรามากๆ เพื่อยืนยันว่า การที่รัฐนำเรามาจองจำเป็นสิ่งที่ไม่ชอบธรรม และอยากให้ตีเยี่ยมจำเลยคดีหมิ่นทั้งหมดพร้อมกัน อย่างน้อยก็จะได้เป็นกำลังใจให้กัน ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวในดินแดนแห่งนี้”
พี่ สมยศกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง ผมขอให้พี่สมยศช่วยพูดให้กำลังเพื่อนร่วมชะตากรรมอีกสองคนที่นั่งรออยู่ด้าน หลัง เพื่อที่ผมจะได้พูดคุยกับอ.สุรชัย พี่สมยศลุกไปนั่งด้านหลังสักพัก ภาพที่ผมเห็นคือนักโทษคดีการเมือง ๔ คนพูดจาให้กำลังใจกันและักันเหมือนกับเป็นญาติสนิทจนผมแทบไม่น่าเชื่อ หรือนี่ที่เค้าเรียกว่า ”คนบ้านเดียวกัน บ้านเลขที่ ๑๑๒”

หลังจากนั้นผมจึงลึกมานั่งอีกช่องหนึ่งเพื่อคุยกับอ.สุรชัย


อ.สุรชัยพูดเก่งมาก พูดเป็นต่อยหอยเลยจนผมฟังแทบไม่ทัน ผมนึกในใจ ”อาจารย์ครับ นี่ไม่ใช่ไฮปาร์คนะครับ” แกพูดเรื่องการต่อสู้ตั้งแต่แกเป็นคอมมิวนิสต์ ถูกจองจำมาเป็นสิบปี ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาในเรื่องการปรับตัว เป็นห่วงก็แต่น้องๆที่เข้ามาใหม่นี่แหละ ”ผมไม่มีปัญหา(สำเนียงทองแดง) เป็นห่วงแต่พวกน้องๆนี่แหละ เข้ามาใหม่ๆหากเจอพวกผู้คุมเสื้อเหลือง มันแกล้งสารพัด ซ้อมบ้างก็มี ไม่เชื่อลองถามดูสิ บางทีมันหมั่นไส้ มันก็เรียกเราว่า ไอ้หมิ่นบ้าง ไอ้… บ้าง แล้วแต่มันจะทำ แต่สำหรับผมมันไม่กล้าหรอก 555 ” แกพูดไปหัวเราะไปอย่างมีความสุข และที่ทำให้ผมประหลาดใจคือ อ.สุรชัยบอกว่า แกไม่ได้ประกันตัว และกำลังเขียนอุทธรณ์ประกันตัวด้วยตัวเอง โอ้วพระเจ้า ! คงเพราะประสบการการอยู่ในนี้ของแกกระมัง ที่ทำให้แกดูเหมือนไม่สะทกสะท้านต่อดินแดนแห่งนี้เลยแม้แต่น้อย สุดท้าย อ.สุรชัย พี่สมยศ และทุกคนฝากบอกกับพี่น้องเสื้อแดงและผู้ที่รักความเป็นธรรมทุกท่าน ขอให้มีกำลังใจในการต่อสู้ และขอให้ต่อสู้เฉพาะหน้านี้คือ เรื่องสิทธิในได้รับการประกันตัว ที่สำคัญ ขอให้สู้เพื่อจำเลยคนอื่นๆ ในเรือนจำทั่วประเทศเพื่อให้ได้รับสิทธินี้ เหมือนๆกัน

เราสนทนา กันสักพักใหญ่ และนั่นไม่น่าจะเรียกว่าเป็นการสนทนาระหว่างทนายความกับจำเลยกระมัง ผมว่ามันเหมือนการปรับทุกข์ และหาหนทางต่อสู้ร่วมกันมากกว่า …

ผม อาสาทั้ง ๕ ว่า ผมขอเป็นกระบอกเสียงนำเอาเรื่องราวในแดนตารางออกมาสู่พี่น้องข้างนอก เพื่อจะได้ประสานการต่อสู้กันต่อไป อ้อ… อีกประการ หากท่านใดไม่สะดวกที่จะไปเยี่ยมทั้ง ๕ ในเรือนจำ ทางเรือนจำพิเศษกรุงเทพได้มีบริการส่งจดหมายอิเล้คโทรนิค(E-mail) ผ่านทางอีเมลล์กลางของเรือนจำ คือ b_remand@hotmail.com และระบุว่าจะส่งถึงผู้ต้องขังชื่ออะไร แดนอะไร ทั้งนี้ผู้ต้องขังก็จะได้รับโดยผู้คุมจะปริ้นมาให้ฟรีๆ ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ

ผม ขอจบบันทึกทนายความฉบับที่ ๒ เพียงเท่านี้ และขอยืนยันว่าในฐานะสำนักกฎหมายเล็กๆ จะขอเดินร่วมขบวนสายประชาธิปไตยกับพี่น้องทุกท่านไปจนกว่าเราจะได้รับ ประชาธิปไตยที่แท้จริง


๙ พฤษภาคม ๒๕๕๔

******
-บันทึกทนายความ ฉบับที่ ๑ : เสียงกระซิบจากแดนตาราง

ขอแสดงความยินดีกับคุณจีรนุช เปรมชัยพร ที่ได้รับรางวัลสื่อมวลชนสตรีกล้าหาญ ปี 2554

ที่มา Thai E-News

ทีม ข่าวไทยอีนิวส์ขอร่วมแสดงความ ยินดีกับคุณจีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการประชาไทที่ได้รับการยกย่องจากมูลนิธิสื่อสตรีนานาชาติที่มอบ รางวัลสื่อมวลชนที่ทำหน้าที่อย่างกล้าหาญให้กับคุณจีรนุช


ที่มา ประชาไท
11 พฤษภาคม 2554

จี รนุช เปรมชัยพร ได้รับรางวัล The Courage in Journalism Award (ความกล้าหาญในการทำหน้าที่สื่อมวลชน) จาก International Women Media Foundation (IWMF-มูลนิธิสื่อสตรีนานาชาติ) ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้แก่สื่อมวลชนผู้หญิง ผู้มีความกล้าหาญและมุ่งมั่นในการประกอบวิชาชีพ

Adela Navarro Bello
Adela Navarro Bello

โดยผู้ได้รับรางวัลสื่อมวลชนสตรีที่มีความกล้าหาญประจำปี 2011 มีทั้งสิ้น 3 คนได้แก่ อเดลา นาวาโร เบลโล วัย 42 ปี เป็นผู้อำนวยการทั่วไปและคอลัมนิสต์ของนิตยสาร ซีต้านิวส์ ประเทศแมกซิโก ซึ่งเปิดโปงเรื่องความรุนแรงและคอร์รัปชั่นในบริวเณชายแดนของเมืองติฮวนนา (Tijuana) ซึ่งการนำเสนอรายงานดังกล่าวทำให้เธอกลายเป็นเป้าหมายของเครือข่ายค้ายาเสพ ติด

Parisa Hafezi
Parisa Hafezi

ปาริสา เฮเฟซี (Parisa Hafezi) วัย 41 ปี หัวหน้าฝ่ายข่าวรอยเตอร์ สาขาอิหร่าน ซึ่งถูกทำร้าย ล่วงละเมิดและคุกคาม รวมถึงถูกจับกุมคุมขังโดยเจ้าหน้าที่รัฐเนื่องจากการติดตามนำเสนอข่าวการค ลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล

Chiranuch Premchaiporn
Chiranuch Premchaiporn

จีรนุช เปรมชัยพร วัย 43 ปี ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไท, ประเทศไทย เผชิญกับโทษจำคุกสูงถึง 70 ปี เนื่องจากมีการโพสต์ข้อความต่อต้านรัฐบาลลงในเว็บไซต์ประชาไท จีรนุชถูกจับกุม และออฟฟิศถูกตำรวเข้าบุกค้น รวมถึงเว็บไซต์ประชาไทถูกบล็อกโดยรัฐบาลไทยหลายครั้ง

Kate Adie
Kate Adie

ในปีนี้ ผู้ที่ได้รับรางวัล Lifetime Achievement Award ได้แก่ เคท เอดี (Kate Adie) ผู้จัดรายการ “From Our Own Correspondent” ของ วิทยุประจำสถานีบีบีซี 4 อย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า 40 ปี เคยผ่านการรายงานข่าวเหตุการณ์จากเทียนอันเหมิน เซียรา ลีโอน และเบลเกรด เป็นต้น

รางวัล The Courage in Journalism Awards เป็นรางวัลที่มอบแก่สื่อมวลชนสตรีที่มีความกล้าหาญในการทำหน้าที่สื่อมวลชน ภายใต้สถานการณ์ที่อันตราย และรางวัล Lifetime Achievement Award เป็นรางวัลสำหรับสื่อมวลชนที่เป็นผู้บุกเบิกทั้งด้านจิตสำนึกและการทำงาน ด้านสื่อสารมวลชน โดยที่ผ่านมาจนถึงปีล่าสุดนี้ มีสื่อมวลชนสตรีที่ได้รับรางวัลทั้งสิ้น 72 คน

พิธีมอบรางวัลแก่สื่อมวลชนสตรีทั้ง 4 รายจะจัดขึ้นในลอสแองเจลิส ในวันที่ 24 ตุลาคม และที่นิวยอร์กในวันที่ 27 ตุลาคมที่จะถึงนี้


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นักโทษคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

สัมภาษณ์จีรนุช เปรมชัยพร ผอ.ประชาไท:คำถามที่ไม่มีคำตอบ ทำไมสมาคมสื่อ-องค์กรสิทธิฯเงียบเฉย