WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, May 14, 2011

“คำ ผกา” ชี้ “ณัฐวุฒิ” พาลูกเมียกินข้าวนอกบ้านถือว่าต้องตามธรรมเนียมไพร่

ที่มา ประชาไท

คำ ผกา” เขียนบทความสอน “กรณ์ จาติกวณิช” ชี้ “ไพร่-อำมาตย์” ไม่เกี่ยวกับเรื่องทรัพย์สินเงินทอง แต่เป็นเรื่องการต่อสู้ทางการเมืองหลังรัฐประหาร 2549 โดยฝ่ายแย่งอำนาจคือ “อำมาตย์” ส่วนเรื่องกินข้าวนอกบ้านถือเป็นสำนึกแบบไพร่กระฎมพี เพราะใช้ภาชนะร่วมกับคนอื่น ย้ำณัฐวุฒิและครอบครัวออกมากินข้าวนอกบ้านถือว่าถูกต้องตามธรรมเนียมไพร่ รวมทั้งกรณ์และเมียก็ถือว่าเป็นไพร่

ตามที่เมื่อวันที่ 7 พ.ค. ที่ผ่านมา นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้โพสต์ลงในบัญชีผู้ใช้ facebook ว่า "เมื่อสักครู่ ได้มาทานข้าวกับภรรยาที่ร้านอาหารแถวๆทองหล่อ คนที่นั่งอยู่โต๊ะข้างๆบอกว่า ณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ กับครอบครัวเพิ่งลุกไปจากโต๊ะที่ผมนั่งอยู่ไม่ถึง 5 นาทีที่ผ่านมานี้เอง ทำให้เราอดนึกขำไม่ได้ว่า คนที่เรียกตัวเองว่า "ไพร่" ก็ไม่ได้ใช้ชีวิตแตกต่างไปจากคนที่เขาเรียกว่าเป็นพวก "อำมาตย์" สักเท่าใดนัก" และตามมาด้วยวิวาทะออนไลน์ จากนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อนั้น (อ่านข่าวย้อนหลัง)

ล่าสุดเมื่อวานนี้ มีในหนังสือพิมพ์มติชนออนไลน์ มีการเผยแพร่บทความหัวเรื่อง ไพร่ VS อำมาตย์” เขียนโดย “คำ ผกา” นักเขียน และคอลัมน์นิสต์หนังสือพิมพ์ ซึ่งวิจารณ์วิวาทกะของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดย คำ ผกา ระบุว่า “ให้ตายเถอะ ฉันไม่คิดเลยว่า ประเทศไทยจะโชคร้ายมีรัฐมนตรีคลังที่ทัศนคติทางการเมืองและสังคมที่เสื่อม ทรามขนาดนี้ ทั้งสะท้อนความคับแคบของโลกทัศน์ วิธีคิด แสดงอาการของคนที่สักแต่ได้เรียนหนังสือทว่าขาดการศึกษาอย่างรุนแรง”

คำ ผกา ได้อธิบายเรื่อง ไพร่-อำมาตย์ ว่าไม่ใช่เรื่องของความสามารถในการบริโภค แต่เป็นเรื่องการต่อสู้ทางการเมือง “วาทกรรม ไพร่-อำมาตย์ นั้นคนที่มีปัญญาย่อมเข้าใจได้ทันทีว่ามันหมายถึงการต่อสู้ของประชาชนที่ออก มาบอกว่า สังคมไทยต้องการระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ทว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับสังคมไทย โดยเฉพาะนับตั้งแต่หลังการรัฐประหารปี 2549 คือการกระทำที่ดึงเอาระบอบประชาธิปไตยออกจากสังคมไทย-คือขบวนการล้ม ประชาธิปไตย, ล้มประชาชน-พลันพวกเราที่เป็นประชาชนอยู่ดีๆ ต้องกลายไปเป็น "ไพร่" ส่วนชนชั้นนำที่แย่งอำนาจไปจากประชาชนจึงกลายเป็น "อำมาตย์"-กลับไปสู่การปกครองยุคก่อนสมัยใหม่”

ย้ำ อีกรอบ เพราะดูเหมือนคนอย่างกรณ์น่าจะสมองช้า การรับรู้ช้า และเข้าใจอะไรได้ช้า (ไม่อย่างนั้นคงไม่เขียนทัศนคติเสื่อมๆ ออกมาเช่นนั้น) - ย้ำว่า - ความเป็นประชาชนถูกพรากไปจากคนไทยเพราะการรัฐประหาร และนับแต่นั้นคนไทยแบ่งออกเป็น อำมาตย์+เครือข่าย, ไพร่ และสุดท้าย คือกลุ่มสมองช้าปัญญาทึบ นึกว่าใครมีปัญญาไปกินข้าวร้านแพงๆ แปลว่า "อำมาตย์" คนกลุ่มนี้เลยเลือกอยู่ข้างเป็นสมุนอำมาตย์คอยเห่าเป็นคอรัสให้อำมาตย์แลก เศษเนื้อเศษกระดูกเท่านั้น” บทความที่เขียนโดย คำ ผกา ระบุ และย้ำว่า พรรคประชาธิปัตย์ “เป็นแค่สมุนรับใช้อำมาตย์ – ไม่แม้แต่จะเป็นอำมาตย์ด้วยตนเอง”

ทั้งนี้ ความเป็นไพร่และอำมาตย์นั้นไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับปริมาณของเงินทอง ทรัพย์สินที่ครอบครองอยู่ ทว่า มันเกี่ยวพันโดยตรงกับสิ่งที่เรียกว่าสิทธิในฐานะที่เป็นประชาชนในระบอบการ ปกครองที่มิใช่ประชาธิปไตย "อำมาตย์" มีสิทธิจะชี้บอกว่าสิ่งมีชีวิตหน้าไหนคือคนและหน้าไหนไม่ใช่คน”

คำ ผกา อธิบายด้วยว่า "วัฒนธรรมการกินข้าวนอกบ้านเป็นวัฒนธรรมของไพร่กระฎุมพี การที่ครอบครัวของนายณัฐวุฒิออกมาทานข้าวนอกบ้านนั้นถือว่าถูกต้องตาม ธรรมเนียมไพร่ทุกประการ"

การกินข้าวนอกบ้าน เท่ากับว่าเราได้ใช้ จาน ชาม ช้อน ส้อม แก้วน้ำ ร่วมกับคนอื่น เครื่องครัว มีด ครก เขียงของร้านนั้นทำอาหารมาให้คนร้อยพ่อพันแม่กินมาแล้ว ปราศจากสำนึกแบบกระฎุมพี วัฒนธรรมการกินการใช้ของร่วมกับคนร้อยพ่อพันแม่ที่เราไม่รู้จักไม่มีวันเกิด ขึ้นได้

ขยายความต่อไปว่า สำนึกแห่งการใช้ของร่วมกันเป็นสาธารณะ เป็นส่วนหนึ่งของสำนึกและวัฒนธรรมประชาธิปไตยด้วย (ด้วยความที่เราตระหนักว่าคนที่กินช้อนคันเดียวกับเราเมื่อวานก็เป็นคน เหมือนกับเราจึงไม่เห็นมีอะไรน่ารังเกียจกับการไปกินข้าวในร้านอาหาร)

ณัฐ วุฒิ ใสยเกื้อ และครอบครัวเป็นไพร่ออกมากินข้าวนอกบ้านนั้นถูกต้องตามธรรมเนียมไพร่ทุก ประการ กรณ์และเมียก็เป็นไพร่ด้วยเช่นกัน จึงมีวัฒนธรรมการกินข้าวนอกบ้านเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน”

คำ ผกา อธิบายด้วยว่ามีความแตกต่างของไพร่สองคนคือกรณ์และณัฐวุฒิ โดยที่ “ไม่ ได้ต่างตรงที่ใครมีเงินมากกว่ากัน แต่ที่ต่างกันที่ณัฐวุฒิเป็นไพร่ที่ออกมาต่อสู้เพื่อให้มาซึ่งความเป็น ประชาชนกลับมาสู่คนไทยทุกคน ส่วนกรณ์เป็นไพร่ที่ต้นตระกูลก็โล้สำเภามาจากหมู่บ้านเล็กๆ จากเมืองจีน (ซึ่งไม่แปลกเพราะสังคมไทยก็เป็นสังคม Mestizo หรือสังคมลูกครึ่งอยู่แล้ว แต่ที่แปลกคือ Mestizo ของไทยเลือกจะจำว่าตนเองเป็นอำมาตย์ มากกว่าเป็นลูกครึ่งจีนอพยพ) อาศัยเกาะกิน หาสัมปทาน ค้าขาย เป็นนายหน้าให้กับอำมาตย์จนมั่งคั่งขึ้นมาระดับหนึ่ง และด้วยทางครอบครัวมิได้อบรมให้ตระหนักรู้จักรากเหง้าที่มาของตนเอง”

วัน ดีคืนดีเลยลืมตัวเป็นวัวลืมตีน ลืมไปว่าบรรพบุรุษของตนก็เป็นไพร่จ่ายส่วยเท่านั้น เมื่อเป็นวัวลืมตีนเช่นนี้ คนอย่างกรณ์จึงมีความสุขที่จะหากินในฐานะสมุนอำมาตย์มากกว่าจะตระหนักในความ สำคัญของประชาธิปไตยและสิทธิของคนไทยในฐานะที่เป็นประชาชน บวกกับเป็นเพียงผู้ที่ได้เรียนหนังสือแต่มิได้มีการศึกษาจึงขาดความลึกซึ้ง มีความคิดและความสามารถในการทำความเข้าใจปรากฏการณ์ทางสังคมได้แต่เพียง ผิวเผิน ทั้งไร้รสนิยมในการเขียน ถกเถียง และแสดงความรู้สึก” ตอนหนึ่งของบทความโดย “คำ ผกา” ระบุ (อ่านบทความทั้งหมดที่นี่)

Thursday, May 12, 2011

"ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร"จากเซลส์ขายโฆษณาสู่คู่ชิงตำแหน่งนายกฯ คนที่ 28

ที่มา มติชน




ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร


ยิ่งลักษณ์ ในบทบาทน้องสาวที่อยู่เคียงข้างพี่ชายอย่างทักษิณ มาตลอด


อดีตนายกฯทักษิณ -อดีตนายกฯสมชาย และว่าที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ?


ยิ่งลักษณ์ พบปะมวลชนคนเสื้อแดง




ยิ่งลักษณ์ บินไปแดนไกลเพื่อรดน้ำดำหัว ทักษิณ เมื่อช่วงสงกรานต์ 54 ที่ผ่านมา


อนุสรณ์ อมรฉัตร สามีที่มิได้จดทะเบียนสมรสของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร


ยิ่งลักษณ์ และน้องไปป์ บุตรชายหัวแก้วหัวแหวน

หลังเลือกตั้งทั่วไป 3 กรกฎาคม ไม่เกิน 7 วัน

คนไทยทั้งประเทศน่าจะได้รู้กันว่า ใครเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 28

แต่ชั่วโมงนี้ ศึกชิงตำแหน่งผู้นำประเทศ โฟกัสไปที่ปาร์ตี้ลิสต์ เบอร์ 1 ของพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทย

แน่นอน ฟาก"ประชาธิปัตย์"จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หนุ่มนักเรียนนอกผู้มากด้วยวาทศิลป์ คารมคมคาย ที่เพิ่งประกาศยุบสภาฯไปหมาดๆ ด้วยประสบการณ์การบริหารประเทศชาติอย่างทุลักทุเลท่ามกลางความขัดแย้งในรอบ 2 ปี กว่ามานี้ ในฐานะ มวยรุ่นพี่


เมื่อฝั่งนั้นมีหัวหน้าพรรคหน้าหล่อ ฟาก "เพื่อไทย" ก็มิน้อยหน้า เคาะเสียงอันหนักแน่นมาจากแดนไกล ดันสาวสวย ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสุดที่เลิฟ ทักษิณ ชินวัตร ขึ้น สังเวียนต่อสู้ บรรจุให้เป็นมีคุณสมบัติเพียบพร้อม(ที่สุดแล้ว) ในการเป็นผู้นำพรรคเพื่อไทย ด้วยความรู้ ความสามารถทางธุรกิจ ภาพลักษณ์ที่โดดเด่นคือ ผู้หญิงเก่ง และมีท่าทีประนีประนอม ปรองดองแบบผู้หญิง จุดนี้คือ ความได้เปรียบของเธอ

ถ้าอย่างนั้น มติชนออนไลน์ จึงขอนำท่านผู้อ่านไปทำความรู้จักผู้หญิงเก่ง สวย ปราดเปรียว ที่ชื่อ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กันดีกว่า


ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีชื่อเล่นว่า ปู เป็นบุตรคนสุดท้อง ในจำนวน 9 คน ของนายเลิศ และนางยินดี ชินวัตร (ธิดาในเจ้าหญิงจันทร์ทิพย์ (ณเชียงใหม่) ระมิงค์วงศ์) และยังเป็นน้องสาวแท้ๆ คลานตามพี่ชาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ 23 ของประเทศไทย


ยิ่งลักษณ์ หรือ น้องปู ของพี่แม้ว เกิดเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2510 ปัจจุบัน เธอมีอายุ ย่าง 44 ปี จบการศึกษาปริญญาตรี จาก คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2531 และปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเคนทักกีสเตท สหรัฐอเมริกา เมื่อ พ.ศ. 2533 จากนั้น ได้เข้าทำงานที่ บริษัท ชินวัตร ไดเร็กทอรี่ส์ จำกัด ต่อมา ได้รับการแต่งตั้ง เป็นกรรมการผู้อำนวยการบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส เมื่อ พ.ศ. 2545


"ยิ่งลักษณ์" เล่าว่า จริงๆ เธอจบคณะรัฐศาสตร์ (มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) สาขารัฐประศาสนศาสตร์ บริหารรัฐกิจ บริหารบุคคล เน้นปกครอง จริงๆ ต้องไปเป็นปลัดอำเภอ ซึ่งตรงกับงานการเมือง แต่ตอนนั้นอยากไปเป็นทูตซึ่งต้องไปอยู่ต่างประเทศ และทูตก็เป็นผู้ชายหมดเลย ประกอบกับแม่อยากให้ลูกอยู่เมืองไทย เธอจึงมาเรียนรัฐประศาสนศาสตร์ ก่อนไปต่อปริญญาโทที่อเมริกา เรียน MIS


หลังจาก ตระกูลชินวัตรและดามาพงศ์ ขายหุ้นกลุ่มบริษัทชินคอร์ป ให้แก่ เทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ ของรัฐบาลสิงคโปร์ ยิ่งลักษณ์ ได้ลาออกจากตำแหน่งในเอไอเอส โดยยังดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เอสซี แอสเซท จำกัด เพียงตำแหน่งเดียว โดยก่อนหน้านั้นเธอได้ขายหุ้นที่ถืออยู่ในมือทั้งหมด เพื่อทำกำไรออกไปก่อน ตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2548 และยังนั่งเก้าอี้กรรมการและเลขานุการ มูลนิธิไทยคม


เห็นเป็นสาว สวย เก่ง ในมาด working woman และยังใช้คำนำหน้าชื่อว่า "นางสาว" กับนามสกุล "ชินวัตร" จนมาถึงอายุ 43 ปี แล้ว หลายคนคงคิดว่า ยิ่งลักษณ์ ยังคงครองความโสดได้มาถึงอายุปูนนี้ เนื่องจากข่าวคราว เรื่องลูกและสามี แทบจะมิได้ถูกแพร่งพรายผ่านสาธารณชนออกจากปากของเธอเอง หรือคนใกล้ชิดสักเท่าไหร่เลย


แท้จริงแล้ว " ยิ่งลักษณ์" ออกเรือนมีครอบครัวไปแล้วตั้งแต่อายุ 29 ปี กับ อนุสรณ์ อมรฉัตร ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เอ็ม ลิงก์ เอเชีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทของนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ พี่สาวคนที่ 5 ในตระกูลชินวัตร และมีโซ่ทองคล้องความรักด้วยกัน 1 คน คือ น้องไปป์ - ศุภเสกข์ อมรฉัตร ในวัย 9 ขวบแล้ว


จาก เส้นทางนักธุรกิจ สู่ถนนทางการเมือง ตามคำขอของพี่แม้ว ดูจะไม่ใช่เรื่องง่ายๆ สำหรับยิ่งลักษณ์ ผู้จับแต่งานบริหารทางด้านธุรกิจมาตลอดเอาเสียเลย นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้ น้องสาวหัวแก้วหัวแหวนของพี่แม้ว ถูกปรามาสว่า ไม่มีประสบการณ์การเมือง และการบริหารระบบราชการมาก่อน...และยังเป็นแค่หุ่นเชิดของพี่ชาย


ความเป็นจริงแล้ว บนถนนการเมืองอันร้อนระอุ เส้นทางนี้ อาจเป็นเรื่องที่ ยิ่งลักษณ์ ก็พอจะรู้และเตรียมตัว(มาบ้าง) นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 กระทั่งบ้านเมืองผ่านเรื่องราว วิกฤตความขัดแย้งต่างๆมามากมาย ในช่วง 4-5 ปี มานี้

ย้อนกลับไปดูการให้สัมภาษณ์ ผ่าน Positioning Magazine ของยิ่งลักษณ์ เมื่อเดือนเมษายน 2549 ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านการก้าวเข้าไปบริหารธุรกิจ จากมือถือ เอไอเอส ไปสู่ อสังหาริมทรัพย์ ภายใต้บ้านชื่อ เอสซี แอสเซท อีก 1 ธุรกิจของ ตระกูล "ชินวัตร" ก่อนอุบัติเหตุทางการเมืองครั้งใหญ่ จะทำให้พี่ชายของเธอ ต้องเพลี่ยงพล้ำรับสภาพต่อชะตากรรมภายใต้กระบอกปืน รถถัง และคำพิพากษาของศาล ขณะดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศ เมื่อเกือบ 5 ปีก่อน


ยิ่งลักษณ์ บอกในตอนนั้นเพียงแค่ว่า เธอ สนใจเรื่องการเมืองในฐานะประชาชนคนหนึ่ง อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่รู้ว่า จะกระโดดลงสู่สนามการเมืองหรือไม่ เพราะไม่ถนัดและเป็นเรื่องที่หนัก ทำธุรกิจสนุกกว่า แต่ก็ไม่กลัวเพราะคลุกคลีมาตั้งแต่ตอนเด็กๆ ทั้งเคยช่วยหาเสียง มาตลอดตั้งรุ่นพ่อ (เลิศ ชินวัตร) ที่เป็น ส.ส. ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ พี่สาวคนโต (เยาวลักษณ์ ชินวัตร) เป็นนายกเทศมนตรี เชียงใหม่ คุณอา (สุรพันธ์ ชินวัตร) ก็เป็น ส.ส.


แต่กระนั้นยิ่งลักษณ์ ก็เคยบอกกับพี่แม้วว่า "พี่น้องไม่อยากหรอก เห็นพี่ชายแบบนี้ มันเจ็บ" เรียกว่า ยิ่งลักษณ์มีข้อมูลและเข้าใจสภาพการณ์ทางการเมืองอย่างดี


"บาง ครั้งบรรลุเป้าหมายที่เราตั้งไว้ ก็ชื่นใจ เหมือนปลูกต้นไม้ ดอกไม้ เห็นผลผลิตแล้วก็ดีใจ การได้ทำงานกับคน มีทีมงานทำด้วยกันแล้วอบอุ่น ถือว่ามีความสุข แต่การเมืองยังไม่รู้ ถ้าถามส่วนตัวจริง ๆ

... คนที่จะลงการเมืองต้องมีความพร้อมทุกอย่าง พร้อมทั้งฐานะการเงิน พร้อมทั้งครอบครัวที่ให้การสนับสนุน ถ้าจะให้ดีต้องมั่นคงในหน้าที่การงาน มั่นคงในครอบครัว ถึงจะสามารถเสียสละให้ส่วนรวมได้ เพราะทุกอย่าง เวลา จะไม่ใช่ของตัวเอง จะเป็นของประชาชน เพราะฉะนั้นถ้าตัวเองไม่พร้อม...อย่าไป ถ้าไปแล้วตัวเองยังไม่มีงานทำ ไปหางานในนั้น มันก็ไม่ใช่ หรือว่าดูครอบครัวไม่ได้ ไม่มีเวลาเลี้ยงลูก ถ้าไป สุดท้ายลูกกลับไปเป็นปัญหาสังคม อยู่ตรงนี้ดีกว่า


แต่วันหนึ่ง ข้างหน้า ไม่รู้ ถ้าพอใจกับการทำงานแล้ว ลูกโตแล้ว เป็นเรื่องของอนาคต เพราะเท่าที่เห็น ต้องพร้อม ตอนนั้น เพราะอย่างเมื่อก่อนพ่อไป แม่ก็ต้องดูแลลูกแทน เป็นทั้งพ่อทั้งแม่ เพราะพ่อเป็นคนของประชาชน ท่านนายกรัฐมนตรี เวลาที่เคยได้เจอพี่น้องวันนี้ก็หายไป


ถ้าเราคิดเราทำอะไรที่เป็นประโยชน์กับสังคมได้ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าเราไม่ได้สร้าง value added กลับไป ก็ไม่ควรเข้าไป การเมืองก็ไม่ได้ถึงขนาดไม่ดี แต่การเมืองต้องเป็นเรื่องที่ต้องเสียสละ และทำให้ดีที่สุด" ความในใจยิ่งลักษณ์ เมื่อหลายปีก่อน

เมื่อ บ้านเมืองผ่านพ้นยุคของคมช. เข้าสู่ยุคของประชาธิปัตย์ ซึ่งพลิกขั้วมาคุมอำนาจตั้งรัฐบาลโดยได้ฐานเสียงใหญ่ในสภาฯ จากพรรคร่วมรัฐบาลที่ตั้งใหม่และย้ายข้าง ภายหลังพรรคพลังประชาชนโดนประหาร พรรคเพื่อไทยก็เกิดขึ้น จากการรวมไพร่พลที่รอดจากการถูกแขวน ชื่อของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็โผล่ขึ้นมาเป็นแคนดิเดตหัวหน้าพรรคในช่วงนั้นเป็นครั้งแรก ซึ่ง ณ ตอนนั้น เธอค่อยๆ ก้าวเข้ามาเป็นแกนนำพรรคเพื่อไทยแล้ว


ในนิตยสาร เสียงทักษิณ ( Voice of Taksin) ซึ่งวางแผงในวันที่ 26 กรกฎาคม 2552 ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็เปิดใจพูดถึงพี่ทักษิณ ด้วยถ้อยความว่า

"“ตั้งแต่ พี่ทักษิณตั้งใจเข้าไปรับใช้ ประเทศ ทำงานการเมืองอย่างเต็มที่ ในฐานะน้องก็ได้แต่ติดตามข่าวสารและให้กำลังใจพี่เสมอมา เพราะรู้ว่าพี่มีความตั้งใจที่จะทำงานรับใช้ประเทศ แต่ส่วนตัวนั้น ปูไม่ได้มีความสนใจที่จะเข้าสู่การเมืองเลย เพราะบ้านเราเติบโตจากการค้าขาย แต่วันนี้ครอบครัวเราก็ประสบปัญหาไม่ได้รับความเป็นธรรม เราเป็นน้องก็อดที่จะรักและห่วงใยพี่ไม่ได้ แต่เราก็ไม่ย่อท้อ เพราะรู้ว่า ความตั้งใจของท่านที่จะทำงานรับใช้ประเทศนั้น สักวันหนึ่งต้องมีคนเห็นและเข้าใจเรา แม้ว่าจะนานแค่ไหนก็ตาม "

จากนั้น ชื่อของ ยิ่งลักษณ์ ก็ปรากฎขึ้นอยู่เนือง จน ฮอต ฮิต มาแรง แซงทั้งหัวหงอก หัวดำ ขุนพลเพื่อไทย มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วง 3-4 เดือนมานี้ กระทั่ง เมื่อมีการประกาศยุบสภาฯ อย่างเป็นทางการเมื่อ 9 พ.ค. 54 ชื่อของยิ่งลักษณ์ ก็ชัดเจน แจ่มแจ้ง ว่า เป็นคนที่ ทักษิณ ไว้วางใจ 100 % ให้เป็นเบอร์หนึ่งนำทัพเพื่อไทย ปูทางก้าวสู่ เก้าอี้นายกรัฐมนตรี ที่หวังจะให้เป็นผู้หญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ไทย ด้วยเชื่อในฐานเสียงจากมวลชนทั่วประเทศว่า เพื่อไทยต้องมาแรงเป็นอันดับ 1 ในการจัดตั้งรัฐบาล โดยใช้ความเป็นสายตรง สยบทั้งแรงกระเพื่อมภายในพรรคเพื่อไทยเอง และศึกภายนอกจากบรรดาพรรคคู่แข่งที่แย่งชิงหวังจะตั้งรัฐบาล


สุดท้าย เลือด ย่อมข้นกว่าน้ำ อยู่แล้ว


เห็น ได้ว่า พักหลังๆ พี่แม้ว ขยันทวิตข้อความเชียร์น้องสาวที่รักซะเหลือเกินผ่านทางทวิตเตอร์ ที่การันตีในความสามารถของน้องสาว ที่สร้างเนื้อสร้างตัวมาจาก "เซลส์แมน" ขายโฆษณาเยลโล่เพจเจส (สมุดหน้าเหลือง) จนถึงผู้บริหารระดับบริหารระดับสูงของเอไอเอส และเอสซี แอสเซส


แต่ในกระแสอีกหลายๆ ด้าน ก็มองว่า ยังไงซะ ยิ่งลักษณ์ ยังไม่มีคุณสมบัติเหมาะสมอะไร ถ้าหากจะมาเป็นผู้นำในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่ง ศ.ดร.ลิขิต ธีรเวคิน ราชบัณฑิต ผู้อำนวยการโครงการปริญญาเอก วิทยาลัยสื่อสารการเมือง มหาวิทยาลัยเกริก ก็ให้มุมในการวิเคราะห์ คุณสมบัติของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้อย่างน่าสนใจว่า

"ยัง อ่อนประสบการณ์ ยังติดเรื่องอาวุโสอะไรต่างๆ มันไม่ง่าย แค่บริหารพรรคก็ลำบากแล้ว แต่ถ้ามีคนหนุนหลังอยู่ก็อาจจะทำได้ ก็บริหารงานในลักษณะของตัวแทน"


ขณะที่ ผลสำรวจภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำระหว่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ของประชาชนผ่านทางเอแบคโพลล์ ระหว่างวันที่ 23-30 เม.ย.54 ที่ผ่านมา ก็พบว่า อภิสิทธิ์ ได้รับเสียงโหวตจากประชาชนสูงกว่า ยิ่งลักษณ์ เกือบทุกด้านของภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำ ยกเว้นความสำเร็จทางธุรกิจและมีฐานะร่ำรวย


ยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ของยิ่งลักษณ์ที่ยังไม่ก้าวสู่การเมืองเต็มตัว กับผลสำรวจความเห็นของประชาชนด้วยการสุ่มสำรวจบางส่วน

สถานะตอนนี้ของ ยิ่งลักษณ์ เธอจึงจำต้องปล่อยมือจากธุรกิจ ที่ถนัดและชื่นชอบ หันมาเล่นการเมืองอย่างเต็มตัว ตามบัญชาการของพี่ชาย

ล่าสุด เมื่อวันที่ 12 พ.ค. 54 แหล่งข่าวจากบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปัจจุบัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร ยังเข้ามาบริหารงานตามปกติ และไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ท่ามกลางการถือหุ้นอยู่ในบริษัท เอสซีฯกว่า 1 ล้านหุ้น ซึ่งเมื่อเทียบสัดส่วนแล้วมีไม่ถึง 1% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด หุ้นดังกล่าวได้มาจากการแตกพาร์จาก 10 บาท มาเป็น 5 บาท ส่วนผู้ถือหุ้นรายใหญ่ใน เอสซีฯ คือ น.ส.แพทองธาร น.ส.พินทองทา ชินวัตร และ คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร


ขณะที่รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ แจ้งว่า จากการตรวจสอบบริคณห์สนธิ พบว่าในส่วนของบริษัท เอสซีฯ ไม่พบข้อมูลผู้ถือหุ้น แต่บริษัทดังกล่าวมีการเกี่ยวโยงกับบริษัท โอเอไอ แมนเนจเม้นจ์ จำกัด ซึ่งไม่พบว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ถือหุ้นแต่อย่างใด โดยผู้ที่ถือหุ้นในโอเอไอฯนั้นประกอบด้วย นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ นางกาญจนา หงษ์เหิน นางเพ็ญโสม ดามาพงศ์ นายพรชัย ศรีประเสริฐ นายชานนท์ สุวสิน โดยกรรมการผู้มีอำนาจลงนามมีจำนวน 2 คน คือ นายชานนท์ และนางกาญจนภา


นี่จึงเป็นบทพิสูจน์อันท้าทายของผู้หญิงที่ชื่อ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" กับงานหินก้อนมหึมาจากพี่ชายสุดที่รักขนมาแบกไว้บนหลัง เพื่อวัด"กระแสทักษิณ"ว่ายังทรงพลังมากอำนาจ ในการเรียกมวลชนอยู่อีกหรือไม่

...ตอนหน้า พบกับ 10 เรื่องที่คนไม่(ค่อย)รู้เกี่ยวกับ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร !!!

พูดเอาหล่อ

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน



ช่วงค่ำวันจันทร์ที่ผ่านมา ถ้าใครดูทีวีช่อง 11 อาจนึกว่ารายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์" ฟื้นคืนชีพ

ทั้งที่เป็นการแถลงเกี่ยวกับการตราพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนฯ ที่มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา 10 พ.ค.เป็นต้นไป

ใน มาตรา 3 และมาตรา 4 ของพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว บัญญัติให้มีการเลือกตั้งใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไปในวันอาทิตย์ที่ 3 ก.ค.อย่างที่หลายคนรู้กันแล้ว

ในการแถลง นอกจากนายกฯอภิสิทธิ์ จะชี้แจงเหตุผลการยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่

เพื่อต้องการให้ประเทศไทยเริ่มต้นเดินหน้า หลังจมปลักอยู่ในวิกฤตซ้ำซ้อนมากว่า 6 ปี

นายกฯอภิสิทธิ์ ยังถือโอกาสนี้สาธยายผลงานด้านต่างๆ ของรัฐบาลที่ดำเนินการมา 2 ปีเศษนับแต่เข้ามาบริหารประเทศต้นปี 2551

ไม่ ว่าการแก้ปัญหาคนว่างงาน ปัญหาเศรษฐกิจโดยเฉพาะด้านการส่งออก การท่องเที่ยว และการฟื้นฟู ตลาดหลักทรัพย์ การเริ่มต้นนโยบายเรียนฟรี

เบี้ย ยัง ชีพผู้สูงอายุ โครงการประกันรายได้เกษตรกร การสร้างความปรองดองสมานฉันท์ ปัญหายาเสพติด ปัญหาคอร์รัปชั่น ปัญหาค่าครองชีพ การเพิ่มค่าแรง

นายกฯอภิสิทธิ์ ยังพยายามจะบอกว่าแม้ปัญหาส่วนใหญ่ดังกล่าวยังแก้ไขไม่สำเร็จ หรือผลงานบางอย่างยังไม่อยู่ในขั้นน่าพอใจ

แต่รัฐบาลชุดนี้ได้เริ่มต้นปูพื้นฐานนโยบาย อันจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาให้สำเร็จลุล่วงในอนาคตไว้แล้ว

ส่วนหลักในการบริหารบ้านเมือง นายกฯอภิสิทธิ์ บอกว่าจากวันนี้ไปการเมืองการปกครองไทย ต้องยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย

ต้องไม่เดินออกนอกเส้นทางรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

ทั้งหมดนี้สรุปเอาจากถ้อยแถลงของนายกฯอภิสิทธิ์ เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมาแบบคร่าวๆ ซึ่งหลายคนฟังแล้วถึงกับเคลิ้มไปเลยทีเดียว

แต่กับคนที่มีชีวิตอยู่ในโลกความเป็นจริงโดยเฉพาะบรรดาประชาชนระดับหาเช้ากินค่ำ

ฟังแล้วคงรู้ดีว่าอะไรคือความจริง อะไรคือความไม่จริง

เนื่องจากในช่วง 2 ปีเศษที่ผ่านมา การกระทำต่างหากคือเครื่องพิสูจน์รัฐบาลชุดนี้อย่างประจักษ์ชัดที่สุด

เศรษฐกิจดีจริงหรือไม่ การเมืองเป็นประชา ธิปไตยจริงหรือไม่

เพียงคำพูดเอาหล่อเอาเท่แค่ไม่กี่คำ อย่านึกว่าประชาชนเขาจะเชื่อ

จดหมายถึงนายดอน

ที่มา มติชน



โดย รุจ ธนรักษ์ http://www.roodthanarak.com

สวัสดี ดอนเพื่อนรัก


นาย เป็นอย่างไรบ้าง สบายดีไหม ที่โน่นหนาวมากมั้ย วันก่อนนายได้ดู แมนยู เตะกับ เชลซี หรือเปล่า เราเสียใจกับแฟนเชลซีอย่างนายด้วยนะ (ฮ่าๆ)


เรา เขียนจดหมายมาหานายวันนี้ก็เพราะกระแส เรื่อง "ไพร่-อำมาตย์" ที่เราเคยคุยกันบ่อยๆ สองสามวันนี้มีกระแสเรื่องนี้ขึ้นมาอีกครั้งจากกรณีทวิตเตอร์ของ รมต.คลัง และร้านอาหารย่านทองหล่อ ไม่รู้นายได้เห็นข่าวเรื่องนี้บ้างหรือยัง


ที่ เราอยากเล่าให้นายฟัง เพราะเดาว่านายอยู่อังกฤษคงไม่ได้ตามเรื่องนี้มากเท่าไหร่ นายคงไม่รู้ว่ามีคนชั้นกลาง (ค่อนไปทางสูง) อีกมากที่ดูจะยังสับสนในประเด็นนี้ ทั้งที่เราก็เคยคุยกันไปแล้วหลายครั้ง ตั้งแต่ก่อนนายจะไปเรียนอ็อกซ์ฟอร์ดเสียอีก


สาเหตุ ที่เรากล้าฟันธงว่าเป็นคนชั้น กลางค่อนไปทางสูง ก็เพราะว่าเรื่องนี้แพร่หลายใน Social Media อย่างทวิตเตอร์และเฟซบุ๊ก คนชั้นล่างที่ไหนจะมีเวลาว่างมากพอจะติดตามเรื่องพวกนี้ นั่งอ่าน นั่งคอมเม้นต์ ทะเลาะตบตีกันในอินเตอร์เน็ต คนชั้นล่างเขาต้องหาเช้ากินค่ำกันทั้งนั้น มีแต่คนชั้นกลาง ใช้ iPad อย่างพวกเราเท่านั้นแหละที่มีเงินและเวลาเหลือมากพอจะทำเรื่องพวกนี้ได้


นาย ลอง search ข่าวย้อนหลังดูนะ มันกลายเป็นประเด็นในสื่อกระแสหลักอยู่สองสามวันเลยทีเดียว เรื่องราวทั้งหมดมันเริ่มจากทวิตของท่าน รมต. คลังที่ว่า


"เมื่อ สักครู่ ได้มาทานข้าวกับภรรยาที่ร้านอาหารแถวๆ ทองหล่อ คนที่นั่งอยู่โต๊ะข้างๆบอกว่า ณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ กับครอบครัวเพิ่งลุกไปจากโต๊ะที่ผมนั่งอยู่ไม่ถึง 5 นาทีที่ผ่านมานี้เอง ทำให้เราอดนึกขำไม่ได้ว่า คนที่เรียกตัวเองว่า ′ไพร่′ ก็ไม่ได้ใช้ชีวิตแตกต่างไปจากคนที่เขาเรียกว่าเป็นพวก ′อำมาตย์′ สักเท่าใดนัก"


ดอน – นายคิดเหมือนเราไหม ?


เราว่าลึกๆแล้วท่าน รมต. คงตั้งใจจะ "ประชด" คนอีกกลุ่มหนึ่งที่อยู่ตรงข้ามกับท่าน ลึกๆแล้วเราเดาว่าท่านคงอยากบอกว่า


"นี่ ไง เห็นไหม แกนนำน่ะเขาสู้แล้วรวยกันทั้งนั้น ไม่เห็นมีใครไปลำบากเป็นไพร่เหมือนชาวบ้านเลย อย่าไปหลงเชื่อคำพูดพวกแกนนำ พวกนี้มันรับเงินทักษิณมารวยทั้งนั้น มันอ้างว่าตัวเองเป็นไพร่ แต่ลับหลังก็ใช้ชีวิตเหมือนอำมาตย์นั่นแหละ"


เพียงแต่แน่นอนว่าแกไม่พูดอย่างนี้ตรงๆ แล้วก็ออกมาแก้เกี้ยวไปอีกแบบในภายหลัง


แต่ เราก็มั่นใจนะว่าลึกๆแล้วหลายคน "เข้าใจ" เรื่องนี้ไปไม่ต่างจากนี้แน่ๆ ดูจากคอมเม้นต์และกระแสใน Social Media ทั้งหลายก็เดาได้ไม่ยาก พวกเขาเพียงแต่ไม่พูดออกมาตรงๆเท่านั้นแหละ


นาย รู้ไหม เราเห็นเรื่องนี้ครั้งแรกก็อดเวทนาคนชั้นกลางเหล่านี้ไม่ได้จริงๆ ทั้งที่พวกเขาอยู่ท่ามกลางข้อมูลข่าวสารท่วมทับแทบทุกวันมาเป็นเวลาหลายปี แต่ดูเหมือนพวกเขายังไม่เข้าใจประเด็นของการชูคำว่า "ไพร่" เลยสักนิด เขาไม่สามารถ "ก้าวข้ามแกนนำ" และ "ผีทักษิณ" แล้วลองฟัง "เนื้อหา" จริงๆของคนเสื้อแดงเขาบ้างเลยว่าเขาพูดเรื่องอะไรมาเป็นปีๆ – พูดไปโดนยิงหัวไป ก็ยังไม่หยุดพูด


ก็ อย่างที่เราเคยบอกนายหลายครั้ง เราน่ะไม่สนใจหรอกว่าแกนนำคนไหนจะรวยจะจน เราคิดว่า "ตัวตน" ของแกนนำไม่ได้สำคัญไปกว่า "หลักการ" ที่เราควรยึดถือ เพราะถ้าไม่คิดอย่างนี้ก็คงเละตุ้มเป๊ะเวลา "ตัวบุคคล" แตกกันเองเพราะมันจะไม่มีหลักยึด ทุกวันนี้นายก็เห็นตัวอย่างแถวสะพานมัฆวานไม่ใช่เหรอ


อย่างที่นายรู้ดี คำว่า "ไพร่" ที่คนเสื้อแดงเขานำเสนอขึ้นมา มันไม่ได้แทน "ความแตกต่างทางเศรษฐกิจ" ของผู้คนในสังคมหรอกนะ เราไม่คิดว่าจะมีใครบ้องตื้นพอที่จะลุกขึ้นมายอมโดนยิงตายข้างถนน เพียงต้องการเรียกร้องให้ทุกคนในประเทศนี้ร่ำรวยล้นฟ้าจนติดอันดับนิตยสาร ฟอร์บส อย่างเท่ากันหมด เหมือนกันหมด – เราเชื่อว่าทุกคนรู้ดีว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่ทุกคนจะรวยเท่ากัน


"ไพร่" ที่เขายกมานั้น มันแทน "ความไม่เท่าเทียมทางการเมือง" และ "ความไม่เท่ากันของคุณค่าชีวิต" ต่างหาก


ความ ไม่เท่ากันการเมืองที่เขาพูดถึงคือ "สิทธิ" ในการปกครองตนเอง สิทธิในการเลือกคนมาปกครอง สิทธิที่จะ "รัก" หรือ "ไม่รัก" ใคร โดยไม่ถูกบังคับขืนใจ เขาเลือกใครมาปกครองก็อย่าไปใช้แท็คติก "ล้ม" คนที่เขาเลือกมา ถ้าคนที่เขาเลือกมาจะผิด จะเลว จะชั่ว เขาก็ขอให้ว่ากันไปตามหลักการและหลักฐาน ไม่ใช่ชกใต้เข็มขัดซ้ำแล้วซ้ำอีก


"ความ เท่ากันทางการเมือง" ที่ไพร่เรียกร้อง ยังหมายถึง "การไม่เล่นเส้น" อีกด้วย เพราะการเล่นเส้นเป็นรากเหง้าของ "อิทธิพลนอกระบบ" ที่กระจายอยู่ในประเทศนี้ตั้งแต่ระดับเด็กประถมถึงผู้แทนในรัฐสภา ตราบใดที่เรายังต้อง "มีเส้น" กับใครสักคน และจำเป็นจะต้องใช้เส้นเหล่านั้นเหนือ "ระบบ" และ "กฏกติกา" ที่มองเห็นกันได้ในที่แจ้ง เราก็คงไม่สามารถเจริญไปไหนได้ไกล ไม่สามารถเป็นสังคม "ศิวิไลซ์" และไม่สามารถ "พึ่งตนเอง" ได้จริงๆเสียทีหรอก


ไพร่ น่ะไม่เคยมีเส้น


ส่วน อำมาตย์ น่ะมีเส้นเสมอ


ความ ไม่เท่ากันทางการเมืองของไพร่ ยังหมายถึง "เสียง" ที่ควรจะดังเท่ากันในสังคม เพราะไม่ว่าจะรวยหรือจน จะสูงหรือต่ำ คนเราก็มีปัญหาด้วยกันทั้งนั้น เราจะเท่าเทียมกันได้อย่างไรถ้าเสียงของคนชั้นกลางในเมือง "ดัง" กว่าเสียงของคนชายขอบเสมอ – คนชั้นกลางกรี๊ดกร๊าดเรื่องสาวสงกรานต์เปิดนมไม่กี่วัน รัฐก็ออกมาจัดการอย่างกระฉับกระเฉง ส่วนชาวบ้านมาชุมนุมขอให้ยุบสภา กลับถูกด่าว่าโง่ ถูกหลอก แล้วเอากระสุนไปยิงหัวเขาเสียเกือบร้อยศพ


นอก จากนั้น "ไพร่" ยังหมายถึงความต่ำต้อยด้อยกว่าของ "คุณค่าชีวิตคน" เพราะถ้าเรา "เห็นคนเท่ากัน" เราก็จะไม่ "โอเค" กับการยอมให้ใครสักคนโดนฆ่าตายด้วยเงื่อนไขทางการเมืองที่ไม่เหมือนเราเด็ด ขาด เว้นเสียแต่ว่าเราเห็นคนเหล่านั้น "ไม่เท่ากับเรา" เพราะเขาเป็นคนอื่น เพราะเขาเป็นคนนอก เพราะเขาไม่ใช่เพื่อน พี่ น้อง ญาติ เจ้านาย ลูกค้า ของเรา – เราจะไปแคร์เขาทำไม จะตายก็ตายไปสิ


เปรียบ ได้เหมือน "ชาวบ้าน" หรือ "ไพร่" ​ที่ถูกเกณฑ์ไปรบอยู่เสมอ ทุกครั้งที่พระราชากระหายอำนาจอยากมีบารมีล้นฟ้าสุดขอบแผ่นดิน รบกันเมื่อไหร่ ชาวบ้านตายก่อนเสมอ ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านเผ่าไหน ชาติใดก็เถอะ เพราะคุณค่าของชีวิต "ไพร่" มันไม่เคยเท่ากับคุณค่าชีวิตคนที่สูงกว่า เมื่อไหร่ที่ต้องเลือกขึ้นมา ไพร่ ก็เหมาะแล้วที่จะถูกเลือกให้ไปตายก่อน


จะเห็นว่าในตัวหลักการของความ "ไม่เท่าเทียม" ทางการเมืองและคุณค่าชีวิต มันก็ไม่เกี่ยวอะไรเลยกับความรวย ความจน


เรา เข้าใจดีว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาต่าง กัน บางคนเก่ง บางคนโง่ บางคนฉลาด บางคนช้า บางคนเร็ว – เราเข้าใจด้วยว่าธรรมชาติสังคมมนุษย์มันไม่ใช่ยูโทเปีย มันไม่ได้เป็นสังคมอุดมคติ มันต้องมีระดับชั้นของคนแน่ๆ – แต่สิ่งที่คำว่า "ไพร่" เรียกร้องคือความเท่ากันในทางการเมือง ความเท่ากันทาง "สิทธิพื้นฐาน" และ "เสรีภาพเบื้องต้น"


หรือถ้า จะให้พูดในเชิงเศรษฐกิจ (เพราะอาจจะเข้าใจง่ายกว่าสำหรับเหล่าคนกรุงเทพ) เหล่า "ไพร่" ต้องการเรียกร้อง​ "โอกาส" ที่จะทำมาหากินอย่างเท่าเทียมด้วยตนเอง ไม่ได้เรียกร้องให้ทุกคนรวยเท่ากัน เพราะเขาทราบดีว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้ ขอเพียงแค่ใครเก่งกว่าก็รวยกว่า ใครทุ่มเททำงานมากกว่าก็ไปได้ดีกว่า ไม่ใช่ดูกันที่เส้นสาย ชาติกำเนิด หรือนามสกุล


ดังนั้น จะเห็นว่าการที่ท่าน รมต. ไปเจอแกนนำคนเสื้อแดงในร้านอาหารย่านทองหล่อ มันจะไม่สามารถกลายเป็น "ประเด็น" ได้เลยถ้าท่าน รมต. พอจะเข้าใจความหมายของคำว่า "ไพร่" ที่ถูกชูขึ้นมาบ้าง เพราะแกนนำเสื้อแดงจะรวยหรือจน จะกินอะไร จะขี้ที่ไหน มันไม่เกี่ยวอะไรกับ "หลักการ" ที่คำว่า "ไพร่" นำเสนอ


น่าเสียดาย ที่ท่าน รมต. ไม่สามารถ "แยกแยะ" ประเด็นเรื่องความไม่เท่าเทียมในสังคมได้อย่างถูกต้อง ก็ถ้าขนาดคนระดับ รมต. ยังสับสนปนมั่วในหลักการของสังคมขนาดนี้ แล้วเราจะคาดหวังการบริหารงาน หรือการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจที่มุ่งสร้าง​ "โอกาส" และ "ความเท่าเทียม" ได้อย่างไรล่ะ นายว่าจริงไหม


น่าเสียดาย – บางทีถ้าเขาได้โอกาสไปเรียนอ็อกซ์ฟอร์ดเหมือนนาย ก็อาจจะดีกว่านี้เนอะ


…….


ดอน – นายคิดเหมือนเราไหมว่าประเด็นนี้มันสะท้อนความจริงที่น่าเศร้าใจอีกอย่างนึง


ดู เหมือนคนชั้นกลางในกรุงเทพ จะมีความเข้าใจต่อ "หลักการ" ของสังคม "ศิวิไลซ์" อย่างตื้นเขินจนน่าใจหาย ทั้งที่หลักการที่คำว่า "ไพร่" ชูขึ้นมานั้น มันเป็นประโยชน์กับคนชั้นกลางและลูกหลานของพวกเขาโดยตรงเลยนะ


คนชั้นล่างน่ะ ต้องตายแล้วเกิดใหม่อีกกี่ชาติก็ไม่รู้กว่าจะลืมตาอ้าปากได้บ้าง


ส่วนคนชั้นสูง นามสกุลดัง อย่างท่าน รมต. น่ะ เขาไม่เดือดร้อนเรื่อง "ความไม่เท่าเทียม" หรอก ทุกคนก็รู้ดี


จะ มีก็แต่ "คนชั้นกลาง" อย่างเรากับนายนี่แหละ ที่ไม่ได้เกิดมาบนกองเงินกองทอง เกิดมาไม่มีเส้นสาย นามสกุลไม่โด่งดัง ไม่มีปืน ไม่มีเงิน ไม่มีกองทัพเป็นของตัวเอง อยากได้อะไรก็ต้อง "วิ่งเต้น" เอาตลอดชีวิต


ไล่ไปตั้งแต่หาโรงเรียนดีๆให้ ลูกเรียน หาเตียงในโรงพยาบาลชั้นดียามป่วยไข้ ไปจนฝากเนื้อฝากตัวให้ผู้ใหญ่เกื้อหนุนในหน้าที่การงาน ฝึกฝนการเข้าสังคม สร้างตัวตนของตนเองให้โดดเด่น เพื่อเสริมสร้าง "ระดับ" ของตัวเองและลูกหลานให้สูงยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ


คนชั้นกลางนี่แหละ ที่ต้องเบียดเสียดเหยียบหัวกันและกันทุกวัน เพื่อ "ไต่บันได" แห่งความไม่เท่าเทียมในสังคม เราต้องแย่งกันปีนบันไดให้สูงที่สุด เพื่อให้ลูกของเราเกิดมาในตำแหน่งที่ดีกว่าคนอื่น – พวกเรายินดีจะคิดกันเช่นนี้ ทั้งที่ความคิดเช่นนี้แหละที่ไปส่งเสริมระบบแห่งความไม่เท่าเทียมให้ดำรง อยู่ต่อไป


การที่คนชั้นกลางต้องใช้ชีวิตในสังคมเมืองร่วมกับคน ชั้นสูง (ในขณะที่คนชั้นล่างเขาไม่กล้าแม้แต่จะคิด) ทั้งที่ตัวเองไม่มีเงิน ไม่มีเส้น ไม่มีปืน นั้น สิ่งเดียวที่จะช่วยการันตี "สิทธิ" ที่คนชั้นกลางพึงมีก็คือหลักแห่งความเท่าเทียม


ดัง นั้นการที่คนชั้นกลางยังไม่ตื่น รู้กันเสียทีว่า "หลักการแห่งความเท่าเทียม" คือพลังเพียงอย่างเดียวที่ตนเองพึงจะมีได้นั้นมันช่างน่าเศร้า เพราะมันแปลว่าพวกเขายังยินดีที่เห็นลูกหลานตนเองวิ่งแข่งไต่บันไดกันอยู่ ต่อไปไม่จบสิ้น


วันนี้ – เราเหยียบเท้าใครในผับ ก็ต้องคอยเงี่ยหูฟังว่าเขาลูกใคร


พรุ่ง นี้ – ลูกเราไปเหยียบบ้าง ก็ต้องสอนลูกว่าให้เงี่ยหูฟังไว้ก่อน แล้วค่อยมาถามป๊าว่าเส้นเราใหญ่กว่าเขาไหม ถ้าเส้นเราใหญ่กว่าก็เล่นมันเลยอย่าไปกลัว


ตราบ ใดที่คนชั้นกลางยังไม่สำนึกว่า "หลักการ" คือหนทางราคาถูกที่สุดแล้วที่ตนเองควรไขว่คว้า เราก็ต้องก้มหน้าพึ่งพา เงิน ปืน หรือไม่ก็ เส้น อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่เสมอ


…..


ดอนเพื่อนรัก


เราอยู่ในสังคมที่มีคนรวย คนจนได้


เราอยู่ในสังคมที่มีคนเก่ง คนไม่เก่งได้


เราอยู่ในสังคมที่มีคนขยัน คนขี้เกียจได้


เราอยู่ในสังคมที่มีคนฉลาด คนโง่ได้


แต่เราอยู่ในสังคมที่ "โอกาส" เติบโตของคนไม่เท่ากันไม่ได้


เราอยู่ในสังคมที่ "สิทธิ" และ "เสรีภาพ" ของคนมีไม่เท่ากันไม่ได้


เราอยู่ในสังคมที่ "คุณค่า" ชีวิตของคนแตกต่างกันไม่ได้


เพราะคนจน คนไม่เก่ง คนขี้เกียจ คนโง่ ย่อมอยากได้ "โอกาส" ที่เปิดกว้างสำหรับวันพรุ่งนี้


พวกเขาก็ล้วนเป็น "คน" ที่สมควรได้รับสิทธิพื้นฐานของมนุษย์เหมือนเราทุกคน


และที่สำคัญ เราไม่อยากให้ลูกหลานของเราต้องวิ่งไต่บันไดเหมือนพวกเราไปตลอดกาล


เราไม่รู้ว่าเขาจะสอนเรื่องนี้ให้นายไหมที่อ็อกซ์ฟอร์ด


แต่เราหวังว่านายจะเข้าใจเรื่องนี้บ้างไม่มากก็น้อยนะเพื่อน


เราเอง

ข่าวดีของลุงสุจิต: มวลชนไม่ทิ้งกัน พรรคอย่าทิ้งมวลชน

ที่มา ประชาไท

อัญชลี มณีโรจน์ รายงาน

หน้า ห้องพิจารณาคดีที่ 7 ชั้น 2 ตึกศาลยุติธรรมจังหวัดเชียงใหม่ มีคนกลุ่มหนึ่งมาเจอกัน โดยแทบจะไม่มีใครรู้จักกันมาก่อน พวกเขามาเพราะเชื่อมั่นว่า “เราไม่ทอดทิ้งกัน”

ลุงสุจิต อินทชัยและป้าศรีบุตร์ผู้เป็นภรรยานั่งรออยู่หน้าห้องด้วยสีหน้าวิตกกังวล ลุงกำลังจะเข้าฟังศาลอ่านคำพิพากษา นิกรเพื่อนของลุงสุจิต ผู้ถูกดำเนินคดีเสื้อแดงอีกคนนั่งหน้าหม่นไม่ต่างกัน เขาขี่มอเตอร์ไซค์มาจาก อ.แม่ออนเพื่อมาให้กำลังใจลุง ทนายอาสาสองคนจากกลุ่มยุติธรรมล้านนาปรึกษาหารือกันเรื่องจะหาเงินประกันตัว จากไหนหากลุงถูกตัดสินจำคุก อาสาสมัครจากศปช. (ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมเม.ย.-พ.ค.53) และนักกิจกรรมหญิงซึ่งพยายามจัดตั้งกลุ่มครอบครัวผู้ต้องขังคดีการเมืองยืน ลุ้นตัวโก่งอยู่หน้าห้อง เกือบได้เวลาอ่านคำพิพากษา ทนายของลุงคือคุณกิตติไกร ไกรคุ้ม ซึ่งไม่มีใครเคยเจอมาก่อนก็เดินทางมาถึง

ทนายและลุงสุจิตเข้าไปฟังคำพิพากษาแล้วกลับออกมาบอกข่าวดีด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม สรุปว่าศาลสั่งปล่อยตัว
ลุงสุจิต อินทชัย อายุ 57 ปี เรียนจบ ป.4 ประกอบอาชีพรับจ้างขนของที่สถานีรถไฟเชียงใหม่ เข้าร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงตั้งแต่ปี 2552 โดยสมัครเป็นการ์ดให้กับกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ลุงสุจิตถูกจับกุมตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม 2553และถูกคุมขังเป็นเวลา 6 เดือน ก่อนที่จะมีโอกาสได้ขึ้นศาลไต่สวนในเดือนธันวาคม 2553และได้รับการประกันตัวออกมาพร้อมกับนิกรด้วยเงินกองทุนยุติธรรม พร้อมเงื่อนไขปรองดองที่รัฐบาลคู่กรณีวางให้เดิน

ระหว่างที่ลุงอยู่ในคุก ภรรยาและลูกชายจะไปเยี่ยมสัปดาห์ละครั้ง ฝากเงินให้ลุงไว้ใช้จ่ายครั้งละ 500-1,000 บาท ป้าเล่าว่า “ตำรวจมาจับตัวลุงไปตั้งแต่วันที่ 30 พ.ค. 53 มาตอน 7 โมงเช้า ลุงยังไม่ตื่น ป้าขึ้นไปปลุก แล้วเขาก็เอาตัวลุงซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ไป ลุงเขาชอบไปชุมนุม ใส่เสื้อแดง โพกผ้าแดง เอาธงแดงติดรถมอเตอร์ไซค์ ป้าห้ามก็ไม่ฟัง ลุงว่าทำเพื่อลูกเพื่อหลาน ช่วงวันที่ 10 มีนาก็ไปชุมนุมที่กรุงเทพด้วยสิบกว่าวัน ลุงขอเงินป้าไป เราเป็นห่วงแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ลุงมีโรคประจำตัวต้องกินยาจากโรงพยาบาลสวนปรุงทุกวัน ไม่กินจะเพี้ยน”

โชคดีที่ทนายกิตติไกร เพื่อนบ้านของลุงเข้ามาช่วยเหลือว่าความให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

ผม รู้จักกับลุงมาก่อน ลุงนิสัยดี ป้าเขามาขอให้ผมช่วย ไปเยี่ยมผมยังต้องเอามาม่าไปฝากเป็นลัง มาศาลก็เลี้ยงข้าว และให้ค่าน้ำมันลุงด้วย ลุงเขามีอาชีพรับจ้าง รายได้น้อย”
ทนาย สรุปคำพิพากษาให้ฟังว่า ลุงสุจิตไปร่วมชุมนุมตั้งแต่ต้นที่โรงแรมแกรนด์วโรรส ย้ายมาที่สถานีรถไฟ และวันเกิดเหตุที่มีการเผาจวนผู้ว่า ตู้สัญญาณจราจร และรถดับเพลิง 2 คัน ลุงก็ตามไปด้วย ลุงรับสารภาพว่าไปจริง และก็ผิดจริง เพราะมีประกาศ พรก.ฉุกเฉินอยู่แล้ว แกจึงผิดฐานร่วมชุมนุม ก่อความวุ่นวาย และเผายาง ซึ่งแกก็เผายางจริง ส่วนข้อหาอื่นที่ลุงไม่ได้ทำ ลุงก็ต่อสู้ คือข้อหาทำลายตู้สัญญาณไฟจราจร เผารถดับเพลิง ซึ่งค่าเสียหายตามที่ฟ้องมาคือ 10.8 ล้าน แต่ศาลยกฟ้องเพราะพยานหลักฐานไม่เพียงพอ คดีที่ลุงรับสารภาพ ศาลตัดสินจำคุก 2 ปี ปรับ 20,000 บาท ลุงรับสารภาพลดโทษเหลือ 1 ปี ปรับ 10,000 แต่จำคุก 6 เดือนให้รอลงอาญาไว้ก่อน เพราะศาลเห็นว่าลุงอายุมากแล้วและไม่เคยมีประวัติ ประกอบกับพฤติการณ์ตอนเกิดเหตุคือการชักจูงกันมาจึงได้มาร่วมด้วย ส่วนค่าปรับลุงไม่ต้องเสียอีก เพราะแกติดคุกมาหกเดือน การอยู่ในเรือนจำ เขาจะหักชดเชยให้วันละ 200 บาท มันก็เกินจากที่ลุงจะต้องเสียค่าปรับ แต่ก็ต้องดูว่าอัยการจะอุทธรณ์ต่อหรือไม่

กลับบ้านเย็นนี้ลุงสุจิตต้องทำ กับข้าวเลี้ยงทนายกิตติไกรเป็นการตอบแทน ที่ช่วยว่าความให้ (แต่ทนายเป็นคนซื้อและออกค่ากับข้าว ส่วนแกเป็นคนทำ-ฮา) “ผมเสียพระเครื่องไปสององค์ให้ทนาย แกไม่คิดเงินผม” ลุงยังยิ้มไม่หุบ ลุงบอกว่า “รู้สึกดีใจมาก โล่งใจ ตอนอยู่ในคุก เครียดมาก อยากออกมาลุย รัฐบาลมันสองมาตรฐาน มันไม่เป็นธรรม อยากต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม”

เมื่อถูกถามว่าคุ้มหรือที่ต้องถูกจำคุก ลุงตอบอย่างมั่นใจว่า “ผมคิดว่าผมคุ้ม เราได้ประชาธิปไตยคืนมาแล้ว ยุบสภาแล้ว ลองดูกันอีกครั้ง จะไปเลือกตั้งแน่นอน เลือกพรรคเพื่อไทยอยู่แล้ว”
ลุงฝากถึงพรรคเพื่อไทยว่า “ขอให้พรรคเพื่อไทยได้คะแนนเสียงเกินสามร้อย ขอให้มีนโยบายที่ช่วยคนรากหญ้าคนที่มีรายได้ต่ำให้พอมีพอกิน ถ้าได้เป็นรัฐบาลแล้วก็อยากให้ช่วยดูแลให้กระบวนการยุติธรรมมีความเป็นธรรม ไม่เป็นสองมาตรฐานเช่นที่ผ่านมา” ส่วนคนเสื้อแดงที่ยังอยู่ในคุก ลุงฝากว่า “ขอให้เพื่อนเสื้อแดงทุกคนสบายใจ รักษาสุขภาพให้ดี อย่าได้ห่วงเรื่องข้างนอก จะหาทางช่วยกันเอง อดทนเอาไว้”
ชีวิตวันข้างหน้า ลุงสุจิตฝันอยากได้รถพ่วงสักคันเอาไว้ประกอบอาชีพค้าขาย เพราะตนแก่มากแล้ว ไม่สามารถเป็นกรรมกรรับจ้างได้ตลอดไป ถ้าทางนปช.ช่วยเยียวยาเรื่องนี้ได้ ลุงจะดีใจมาก หลังพิจารณาคดีเสร็จสิ้นนิกรพาลุงไปเปิดบัญชีธนาคารและเอาแบบฟอร์มรับการ ช่วยเหลือเยียวยาให้ลุงกรอก เขายิ้มแย้มยินดีกับอิสรภาพของลุงสุจิต แม้ยังไม่รู้ชะตาชีวิตของตนเอง นิกรเป็นคน อ.แม่ออน ถูกฟ้องคดีเดียวกับลุงสุจิต เขารับสารภาพ ศาลตัดสินจำคุก 2 ปี ลดโทษเหลือ 1 ปี ปรับ 3,000 บาท ให้ไปรายงานตัวสำนักงานคุมประพฤติ 1 ปี 4 ครั้ง แต่อัยการยังคงยื่นอุทธรณ์ต่อ แม้ว่าศาลชั้นต้นจะอ่านคำพิพากษาไป ตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคมปีที่แล้ว

นอก จากลุงสุจิตและนิกรแล้ว กลุ่มยุติธรรมล้านนายังมีคดีของคนเสื้อแดงอยู่ในมืออีกกว่า 40 คดี และมีทนายอาสาสมัครอีก 25 คนที่อาสาทำคดีให้กับผู้ต้องหาเสื้อแดงโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

...เช้า นี้ที่ศาลยุติธรรมจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมกับข่าวดีของลุงสุจิต ความหมายของข้อความ “เราไม่ทอดทิ้งกัน” ได้ปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัดผ่านภาพการมารวมตัวกันของมวลชนคนธรรมดา ทั้งผู้ต้องขัง ผู้ต้องหา ญาติ ทนายอาสาและนักกิจกรรม

วันที่ 3 ก.ค. ที่จะมาถึงในอีกไม่กี่วัน ในฐานะมวลชนผู้ตื่นตัวทางการเมืองและผ่านการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาอย่าง โชกโชน พวกเขาจะไปใช้สิทธิเลือกตั้งให้หายอยาก อย่างไม่จำเป็นต้องถาม แน่นอนว่าพวกเขาเลือกพรรคเพื่อไทย คำถามที่เหลือจึงมีเพียงว่า เมื่อมวลชนไม่ทอดทิ้งกันและไม่ทอดทิ้งพรรค สุดท้ายพรรคจะทอดทิ้งมวลชนหรือไม่

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 12/05/54 สไกป์ สกั๊ง

ที่มา blablabla

โดย 3บลา ประชาไท

ภาพถ่ายของฉัน

เมื่อคนหนึ่ง จิตใจ ใสสะอาด
ช่วยเติมวาด ความหวัง พลังใหม่
ขันอาสา พี่น้อง เพื่อนผองไทย
เพื่อก้าวไป ข้างหน้า ร่วมฝ่าฟัน....

คนปราดเปรื่อง เลื่องชื่อ ถือสัจจะ
ไม่ลดละ ต่อเติม เพื่อเพิ่มฝัน
ให้พ้น ทุกขเวทนา ทั่วหน้ากัน
ด้วยยึดมั่น ตั้งใจ ทำได้จริง....

อีกคนหนึ่ง ดีแต่พูด สุดแสนแย่
เก่งเพียงแค่ กู้หนี้ ทวียิ่ง
ซ้ำกะล่อน กลิ้งกลอก หลอกเหมือนลิง
ทำได้จริง คือเรื่องโง่ โอ้อวดตน....

หนุ่มสไกป์ เติมฝัน ในวันสวย
ขอแรงช่วย เกื้อหนุน ให้พูนผล
พากลับบ้าน สานฝัน ในบันดล
เพื่อผองชน ยิ้มร่า ทั่วหน้ากัน....


หนุ่มสกั๊ง ออดอ้อน วอนแม่ยก
ล้านโกหก คำพูด สุดน่าขัน
เอามาเชิด อีกรอบ ถ้า..ชอบมัน
แล้วโรมรัน พันตู เพื่อกู้..โกง....

วันเวลา หมุนไป จนได้เห็น
ใครโดดเด่น ใครเหลวแหลก แตกเป็นผง
ประชาชน คนมีสิทธิ์ คิดบรรจง
โปรด..กาลง ตรงคนดี ให้มีชัย....
๓ บลา / ๑๒ พ.ค.๕๔

สาแก่ใจอำมาตย์รอยุบสภาหมดเอกสิทธิ์ยัดคุกตู่ เปิดดูจะๆคลิปปราศรัยต้นเหตุศาลถอนประกัน

ที่มา Thai E-News


ศาล ถอนประกันจตุพร พรหมพันธุ์ และนิสิต สินธุไพร หลังจากเลื่อนมาตัดสินภายหลังยุบสภา ซึ่งทำให้หมดเอกสิทธิคุ้มครอง ขณะที่หน่วยคอมมานโดมาคุ้มกันหนาแน่น ราวกับรู้ล่วงหน้า ท่ามกลางความแค้นใจของคนเสื้อแดง(ภาพข่าว:รอยเตอร์ )

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
12 พฤษภาคม 2554

ศาล ถอนประกันจตุพร พรหมพันธุ์-นิสิต สินธุไพรขึ้นเวทีเสื้อแดงผิดเงื่อนไขเป็นไปตามโผที่ว่าเลื่อนมาตัดสินหลัง ยุบสภาเพื่อหาเหตุส่งจตุพรเข้าคุกเพราะหมดเอกสิทธิ์ส.ส.คุ้มครอง ช่วงบ่ายโมงวันนี้ ก่อแก้ว พิกุลทอง นำทีมเสื้อแดงเยี่ยมให้กำลังใจนัดแรกที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ

ศาลอาญา รัชดาถอนประกัน2แกนนำ นปช. อ้างปราศรัยเนื้อหารุนแรงอาจก่อให้เกิดความวุ่นวาย ที่เหลืออีก7รอด ยกคำร้อง ด้าน นปช.ส่งทนายพร้อมหลักทรัพย์ยืนขอประกันพร้อมขออุทธรณ์คำสั่งศาลแล้ว

การ พิจารณาตัดสินดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากมีการเลื่อนพิจารณามาหลายครั้ง บรรดานักสังเกตการณ์ทางการเมืองต่างพากันคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่า อาจรอให้มีการยุบสภาก่อน เพื่อให้หมดเอกสิทธิ์คุ้มครองส.ส. เพราะอำมาตย์มีความมุ่ง
มั่นจะเอาตัวนายจตุพรไปเข้าคุกให้ได้ แต่ที่ผ่านมาทำไม่สำเร็จเพราะติดมีเอกสิทธิ์คุ้มครองส.ส. ทำให้จตุพรมีบทบาทในการแหตุการณ์สังการประชาชนในปีกลายทั้งในเวทีคนเสื้อแดง และการอภิปรายในสภาฯ


ศาลอาญา รัชดาภิเษก 12 พ.ค.2554 เวลา 10.00 น. ศาลออกนั่งบัลลังก์ เพื่อออกคำสั่ง กรณีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาประกอบการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข การอนุญาตปล่อยชั่วคราว 9 แกนนำ นปช. ได้แก่ นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อายุ 62 ปี อดีตประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ,นายจตุพร พรหมพันธุ์ อายุ 44 ปี ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย , นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อายุ 35 ปี, นพ. เหวง โตจิราการ อายุ 59 ปี ,นายก่อแก้ว พิกุลทอง อายุ 45 ปี ,นายขวัญชัย สาราคำ หรือ ไพรพนา อายุ 58 ปี ,นายยศวริศ ชูกล่อม หรือ เจ๋ง ดอกจิก อายุ 52 ปี, นายนิสิต สินธุไพร อายุ 54 ปี และนายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท อายุ 58 ปี จำเลยที่ 1-8 และ 10 ในคดีร่วมกันก่อการร้าย หลังจากที่จำเลยทั้ง 9 คนได้ขึ้นเวทีปราศรัย เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2554 ในงานครบรอบ 1 ปีรำลึกถึงสมาชิก นปช. ที่เสียชีวิต จากการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 ที่ผ่านมา

ศาล พิเคราะห์แล้วเห็นว่า " เมื่อพิจารณาคำปราศรัยตามคำฟ้องของอัยการเห็นว่า มีคำพูดของจำเลยที่ 2 (นายจตุพร พรหมพันธุ์) และจำเลยที่ 8 (นายนิสิต สินธุไพร) บางตอนที่อาจจะส่อไปให้เกิดความวุ่นวายต่อบ้านเมือง ซึ่งผิดเงื่อนไขประกันที่ศาลกำหนดไว้ในการปล่อยตัวชั่วคราวในคดีก่อการร้าย จึงให้ถอนประกันจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 8 ดังกล่าว ส่วนจำเลยอื่นให้ยก "

หลัง ศาลมีคำสั่ง ได้เกิดเหตุวุ่นวายขึ้นเล็กน้อยในห้องพิจารณาคดี โดยหน่วยปราบจลาจลคอมมานโดจำนวนร่วมร้อยคนก็รักษาการณ์ข้างล่างศาลระหว่างรอ นำจตุพร-นิสิตขึ้นรถเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ต่อไป

นางธิดา ถาวรเศรษฐ รักษาการประธาน นปช. กล่าวว่า ทาง นปช.อยู่ในระหว่างการส่งทนายเข้าขออุทธรณ์คำสั่งศาลและในทางเดียวก็ได้ยื่น ขอประกันแกนนำ นปช.ทั้งสองคนไปพร้อมกันแล้ว นอกจากนั้น นางธิดายังได้ระบุว่าแกนนำทั้งสองคนไม่ได้ทำผิดเงื่อนไขการประกันตัวในคดี ก่อการร้าย ซึ่งมีเงื่อนไข ไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐานคดีเท่านั้น

เปิดคลิปปราศรัย10เมษา54 จตุพรรนิสิตผิดเงื่อนไขแน่หรือ?





1ปีวีรชนเครือข่ายประชาธิปไตยผนึกมือ สานต่อเจตนารมณ์สมยศให้สมบูรณ์ล่า1หมื่นชื่อเลิก112

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
12 พฤษภาคม 2554

เครือ ข่ายประชาธิปไตย (คปต.)สานต่อเจตนารมณ์ของสมยศ พฤกษาเกษมสุข เลขาธิการเครือข่ายให้สมบูรณ์ แม้จะถูกจับกุมคุมขังข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามมาตรา112ไปแล้ว แต่คปต.จะใช้โอกาสงานรำลึก 1 ปีวีรชน 19 พฤษภาคม จัดกิจกรรม ณ บริเวณลานอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 6 สวนลุมพินี คู่ขนานกับเวทีใหญ่ นปช.ระดมล่ารายชื่อประชาชนให้ครบ 10,000 ชื่อ เพื่อเสนอให้ยกเลิกมาตรา112



เครือข่ายประชาธิปไตยจัดกิจกรรมครบรอบ 1 ปี การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย:ยกเลิก 112 /หยุดขังคุกผู้บริสุทธิ์ / ลงโทษผู้เกี่ยวข้องสังหารหมู่ประชาชน

ณ บริเวณลานอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 6 สวนลุมพินี กรุงเทพฯ
19 พฤษภาคม 2554 เวลา 17.00 – 23.00 น.

เครือ ข่ายประชาธิปไตย (คปต.; Democracy Networks, DNs) ซึ่งประกอบด้วยการรวมตัวกันของเสรีชนจากกลุ่มต่างๆ มากกว่า 30 กลุ่ม ทั้งในและต่างประเทศเพื่อทำกิจกรรมรณรงค์ให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยที่แท้จริง และการยกเลิกมาตรา 112 ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายเครื่องมือของฝ่ายเผด็จการใช้กำจัด/ยับยั้งไม่ให้กระบวน การประชาธิปไตยเติบโตได้อย่างสมบูรณ์ จะจัดกิจกรรมและเวทีปราศรัยทางการเมืองเนื่องในโอกาศครบรอบ 1 ปี การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของคนเสื้อแดงและผู้สนับสนุนระบอบประชาธิปไตยที่ ถูกรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ล้อมปราบและสลายการชุมนุมอย่างรุนแรง และนำไปสู่การสังหารหมู่ 91 ศพ เมื่อช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมา

ในการนี้ คปต. ขอเชิญชวนสื่อมวลชน และประชาชนจากทุกกลุ่ม องค์กร และสีเสื้อ ที่รักความเป็นธรรมและยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย เข้าร่วมทำกิจกรรม ฟังการปราศรัย และแสดงออกทางการเมือง โดยจะจัดขึ้นในวันพฤหัสที่ 19 พฤษภาคม 2554 ณ บริเวณลานอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 6 สวนลุมพินี กรุงเทพฯ เวลา 17.00 – 23.00 น. โดยกิจกรรมหลักๆ มีดังนี้

กิจกรรมที่ 1: เวทีปราศรัย

16.00 – 17.00 น. ต้อนรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมด้วยดนตรีเพื่อประชาธิปไตย (วงท่าเสาร์ นำโดย วัฒน์ วรรลยางกูล)

17.00 – 18.00 น. พิธีสาบแช่ง 4 ภาค ผู้บงการสังหารหมู่ประชาชน

เหนือ: ตัวแทนคณะกรรมการ คปต. ภาคเหนือ (จิรโรจน กีรติศักดิ์วรกุล)

อิสาน: ตัวแทนคณะกรรมการ คปต. ภาคอิสาน (ป้อม ศรีธาตุ)

กลาง: ตัวแทนคณะกรรมการ คปต. ภาคกลาง (เกษศิรินทร์)

ใต้: ตัวแทนคณะกรรมการ คปต.ภาคใต้ (ระหว่างประสาน)

18.00 – 23.00 น. การปราศรัยในประเด็นหลักที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของ คปต. ได้แก่

1. เรียกร้องให้ปล่อยนักโทษคดีหมิ่น ม. 112 ทุกคน โดยยกกรณีสมยศ พฤกษาเกษมสุข (เลขาธิการ คปต.) และสุรชัย แซ่ด่าน (หัวหน้ากลุ่มแดงสยาม)ที่ต้องโทษคดีนี้และอยู่ระหว่างการคุมขัง เป็นตัวอย่างในการปราศรัย (ฐาน/เชียงราย)

2. เรียกร้องให้ยกเลิก ม. 112 ซึ่งเผด็จการใช้เป็นเครื่องมือคุกคาม และละเมิดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน (ระหว่างการประสานนักวิชาการ/ตัวแทนกลุ่มต่างๆ ทั้งในและนอก คปต.)

3. สถานการณ์ล่าสุดของผู้ถูกสังหาร 91 ศพ เช่นการเยียวยา ความเป็นธรรม และญาตผู้สูญเสีย (กิ๊ก-ข้อมูล และประสานตัวแทนคณะกรรมการ คปต.)

4. เรียกร้องให้ผู้มีส่วนร่วมในการสังหารหมู่ประชาชน (เม.ย. – พ.ค. 53) ถูกลงโทษ เพื่อให้เกิดความยุติธรรมและเป็นบรรทัดฐานที่ถูกต้องของสังคมไทย (ระหว่างประสานตัวแทนคณะกรรมการ คปต.)

กิจกรรมที่ 2: ตั้งโต๊ะให้ประชาชนร่วมลงชื่อยกเลิก ม. 112

คปต. ได้จัดทำแบบให้ประชาชนร่วมลงชื่อยกเลิก ม. 112 โดยในเบื้องต้นได้พิมพ์แบบฯ เพื่อให้ประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมลงชื่อยกเลิกกฎหมายมาตรานี้ในวันงานที่ 19 พ.ค.นี้ จำนวน 5,000 ชุด จึงขอเชิญชวนผู้รักความเป็นธรรมและประชาธิปไตยทุกท่านมาร่วมลงชื่อในแบบฯ ดังกล่าว ซึ่งจะจัดเตรียมไว้บริเวณด้านข้างเวทีปราศรัย ทั้งนี้ ขอให้นำสำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้าน พร้อมลายเซ็นรับรองสำเนาถูกต้องของท่านบนเอกสาร มาอย่างละ 1 ชุด เพื่อใช้ประกอบการลงชื่อในแบบฯ โดย คปต. จะทำการรวบรวมรายชื่อไปเรื่อยๆ

และ เมื่อได้จำนวนขั้นต่ำ 10,000 ชื่อ (ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ) ในแต่ละครั้ง ก็จะทยอยนำเสนอเข้าทางระบอบรัฐสภา เพื่อพิจารณายกเลิกกฎหมายมาตรานี้ ต่อไป


*****แบบฟอร์มยกเลิกมาตรา 112*****

ร่างพระราช บัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา(ฉบับที่........) พ. ศ............... ให้ไว้ณวันที่.................... พ.ศ. ......... เป็นปีที่.....ในรัชกาลจจุบัน………………………………

มีพระบรมราชโองการโปรด เกล้าฯให้ประกาศว่าโดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายอาญาจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดย คําแนะนําและยินยอมของรัฐสภาดังต่อไปนี้มาตรา๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา(ฉบับที่...) พ.ศ.......”

มาตรา๒พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา๓ให้ยกเลิกความในมาตรา๑๑๒ แห่งประมวลกฎหมายอาญา

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ... นายกรัฐมนตรี

**หมาย เหตุ สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันหลักของประเทศชาติ เป็นศูนย์รวมจิตใจและสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนในชาติ ประวัติศาสตร์สอนให้รู้ว่า สถาบันหรือองค์กรใดหากไม่เปิดรับคําวิพากษ์วิจารณ์จะไม่มีการพัฒนาและปรับ ปรุงตนให้สอดคล้องกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลสมัย และหากไม่มีการพัฒนาและปรับตัวเข้ากับยุคสมัย สถาบันหรือองค์กรนั้นก็จะเสื่อมและล่มสลายลงในที่สุด

การมีอยู่ของ มาตรา ๑๑๒ ตามประมวลกฎหมายอาญาเป็นอุปสรรคอย่างสําคัญเนื่องจากเป็นการปิดกั้นการ วิพากษ์วิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งแทนที่จะเป็นการ ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์กลับเป็นการบ่อนทําลายสถาบันฯในระยะยาว และหากการวิพากษ์วิจารณ์นั้นเป็นการวิพากษ์วิจารณ์อย่างไม่สร้างสรรค์ก็ย่อม เป็นความผิดตามมาตราที่๓๒๖มาตราที่๓๒๘และมาตราที่๓๙๓แห่งประมวลกฎหมายอาญา อยู่แล้ว

ประกอบกับตลอดระยะเวลาที่มีการบัญญัติฐานความผิดนี้ไว้ใน ประมวลกฎหมายอาญา มีการนําไปใช้เพื่อประโยชน์ในการทําลายคู่แข่งทางการเมืองเป็นจํานวนมาก และการบัญญัติข้อความในมาตรานี้ยังก่อให้เกิดความกํากวมนําไปสู่การตีความ ที่ลิดรอนเสรีภาพของประชาชนมากจนเกินสมควร อีกทั้งยังขัดต่อหลักการเรื่องสิทธิและเสรีภาพทางการพูดและการแสดงความคิด เห็นที่บัญญัติรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับ รวมถึงยังขัดต่อปฏิญญาสากลว่าสิทธิมนุษยชนซึ่งประเทศไทยได้รับรองและให้ สัตยาบันแล้วด้วย

ด้วยเหตุนี้จึงสมควรที่จะแก้ไขเพิ่มเติมประมวล กฎหมายอาญาเพื่อยกเลิกฐานความ ผิดตามที่บัญญัติไว้ในมาตราดังกล่าว จึงจําเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

แบบข.ก.๑แบบแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับชื่อที่อยู่ลายมือชื่อของผู้เข้าชื่อเสนอกฎหมาย

เขียน ที่.................................................................... วันที่............เดือน....................................พ. ศ. .................. ๑. ชื่อตัวและชื่อสกุล๒. เลขประจําตัวประชาชน๓. ที่อยู่ตามทะเบียนบ้านเลขที่.................... ตรอก/ซอย................................................... หมู่.................. ถนน.............................................. ตําบล/แขวง............................................... อําเภอ/เขต..................................... จังหวัด....................................................... รหัสไปรษณีย์........................................
อาชีพ.........

ขอเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่..........)พ.ศ..........ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๑๒ แห่ง ประมวลกฎหมายอาญาเป็นไปตามสิทธิของมาตรา163 รัฐธรรมนูญแห่งราชอารณาจักรไทย 2550(ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นคนมีสิทธิเข้าชื่อ ร้องขอต่อประธานรัฐสภาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติตามที่กําหนดไว้ในหมวด3และ หมวด5 แห่งรัฐธรรมนูญนี้)

ข้าพเจ้าขอรับรองว่าข้อความที่ปรากฏข้างต้นเป็นความจริงทุกประการลง

ชื่อ........................................................................ ผู้เข้าชื่อเสนอ กฎหมาย(.......................................................................)

หมายเหตุข้าพเจ้าได้แนบเอกสารมาพร้อมกับแบบข.ก.๑ดังนี้

๑. สําเนาบัตรประจําตัวประชาชนบัตรประจําตัวประชาชนที่หมดอายุบัตรหรือหลักฐานอื่นใดของทางราชการที่มีรูปถ่ายสามารถแสดงตนได้

๒. สําเนาทะเบียนบ้านกรุณาส่งแบบนี้พร้อมลงนามรับรองสําเนาบัตรประจําตัว ประชาชนหรือบัตรอื่นที่ออกโดยทางราชการ (เช่นใบอนุญาตขับขี่รถยนต์) และสําเนาทะเบียนบ้านตามที่ระบุไว้ในหมายเหตุ มาที่

สํานักงานนิตยสาร Red Power ห้างอิมพีเรียลลาดพร้าว ห้องAI28-29 ชั้น5 ตั้งอยู่เลขที่2539 ซอยลาดพร้าว81-
83 แขวงวังทองหลางกรุงเทพ10310 โทร. 089 500 7232 , 089 666 3401

ทั้งนี้สามารถดาวน์โหลดแบบข้างต้นเพื่อใช้เข้าชื่อได้ที่: www.redpowernews.com

พลาดไม่ได้อย่างเด็ดขาด: ห้านักวิชาการดังในงานชุมนุมปาฐกถา 70 ปี ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
11 พฤษภาคม 2554


มา ช้าไปหน่อยสำหรับการปาฐกถาของนักวิชาการแถวหน้าในงานแสดงมุทิตาจิต 'ชุมนุมปาฐกถา 70 ปี ชาญวิทย์ เกษตรศิริ' ที่หอประชุมศรีบูรพา ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ วันที่ 7 พฤษภาคม 2554

ทั้งมติชนและประชาไท เกาะติดการปาฐกถาครั้งนี้ และลงรายละเอียดการปาฐกถาไว้ดีอยู่แล้ว ไทยอีนิวส์ขอแนะนำท่านตามไปอ่านโดยพลัน . .

ประชาไท "ธงชัย วินิจจะกูล: มรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในปัจจุบัน ของสหายเจ้าเก่า"

มติชน "ชมคลิปงานปาฐกถา "70 ปี อ.ชาญวิทย์" : เศรษฐศาสตร์-ธรรมรัฐ-เสรีภาพ-วรรณกรรม-สมบูรณาญาสิทธิราชย์"


ทั้งนี้ไทยอีนิวส์ขอนำเทปปาฐกถามาฝากชาวไทยอีนิวส์ โดยเฉพาะปาฐกถาที่ฮอตสุดคงไม่พ้นของศาสตราจารย์ธงชัย วินิจจะกุล

“ การประนีประนอมหาทางออกในวันนี้จะส่งผลดีต่อ (สถาบัน) พระมหากษัตริย์ในระยะยาว อันดับแรกสุดคือ ‘เปิดประตู’ เปิดช่องทางให้กับการประนีประนอม หยุด ใช้มาตรา 112 ณ บัดนี้ ปลดปล่อยคนที่เดือดร้อนโดยเร็วที่สุด ปล่อยคุณสมยศ (พฤกษาเกษมสุข) ปล่อยคุณดา (ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล) และคนอื่นๆ

ขจัด บรรยากาศความกลัวที่ปกคลุมประเทศไทยในขณะนี้ ยอมให้มีการอภิปรายถึงบทบาทสถานะทางการเมืองของ (สถาบัน) พระมหากษัตริย์อย่างเปิดเผย ปล่อยให้กระบวนการประชาธิปไตยดำเนินไปตามทางของมันไม่ว่าจะลุ่มๆดอนๆขนาดไหน ก็ตาม


หากน้อยกว่านี้ สายกว่านี้ หรือรังแกกันต่อไป ก็จะยิ่งเร่งให้ “สุก” โดยไม่จำเป็นเลย


พระ มหากษัตริย์ต้องอยู่พ้นจากการเมืองอย่างแท้จริง จึงจะไม่เกิดความขัดแย้งในเรื่องสถาบันหรือตัวบุคคลอีกต่อไป ฝ่ายเจ้าจึงจะไม่ต้องวิตก วิ่งเต้น สะสมกำลัง ชิงความได้เปรียบกันอีกต่อไป ไม่ต้องกลัวว่านักการเมืองรายใดจะมาเป็นคู่แข่ง เพราะไม่มีอำนาจการเมืองเป็นเดิมพันอีกต่อไป

ฝ่าย เจ้าของไทยในปัจจุบันจะมีสายตายาวไกลพอหรือไม่ เห็นแก่ประเทศชาติประชาชนขนาดไหน หรือพวกเขาอยู่สูงเหนือประชาชนจนไม่เข้าใจว่าความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแล้วใน ระดับรากหญ้าและไม่สามารถหยุดยั้งหรือย้อนเวลากลับได้อีกแล้ว”

ธงชัย วินิจจะกูล, ประชาไท

* * * * * * * *


ตอนที่ 1 ศ. ผาสุก พงษ์ไพจิตร ""เศรษฐศาสตร์(ของ)การเมืองไทย"



ตอนที่สอง ผศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ "ธรรมรัฐ/ธรรมาภิบาล : จากไอเอ็มเอฟ สู่ใต้ร่มธรรมราชา"



ตอนที่สาม "สิทธิเสรีภาพ หลังทักษิณ/หลังอภิสิทธิ์" โดย รศ.ดร.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์



ตอนที่สี่ รศ.ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์ "ยุคเปลี่ยนผ่านวรรณกรรมไทย วรรณกรรมไทยยุคเปลี่ยนผ่าน"



ตอนที่ 5 ดร.ธงชัย วินิจจะกูล "มรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในปัจจุบัน"




* * * * * * * *

รู้จักกับ ศ. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

ข่าวที่ผ่านมาในไทยอีนิวส์

ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ:“คำแจง”โครงการวิจัย “เขตแดนของเรา-เพื่อนบ้านอาเซียนของเรา”

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ : ชาตินิยมสยาม และชาตินิยมไทย กับกรณีปราสาทเขาพระวิหารมรดกโลก

ศ.ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ:เตือนนักวิชาการระวังให้จงหนักแห่ถือหางพันธมิตรก่อจลาจลอนาธิปไตยจะนำไทยไปสู่ยุคมืดเผด็จการ

ที่นี่ความจริงจาก3อาจารย์สาว:ศึกเฟซบุ๊คอำมาตย์กรณ์VSไพร่ณัฐวุฒิ

ที่มา Thai E-News

เมื่ออำมาตย์กรณ์ต้องไปนั่งกินข้าวโต๊ะเดียวกับไพร่ณัฐวุฒิ

จากเฟซบุ๊คกรณ์ จาติกวณิช



เมื่อ สักครู่ ได้มาทานข้าวกับภรรยาที่ร้านอาหารแถวๆทองหล่อ คนที่นั่งอยู่โต๊ะข้างๆบอกว่า ณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ กับครอบครัวเพิ่งลุกไปจากโต๊ะที่ผมนั่งอยู่ไม่ถึง 5 นาทีที่ผ่านมานี้เอง ทำให้เราอดนึกขำไม่ได้ว่า คนที่เรียกตัวเองว่า "ไพร่" ก็ไม่ได้ใช้ชีวิตแตกต่างไปจากคนที่เขาเรียกว่าเป็นพวก "อำมาตย์" สักเท่าใดนัก



จากเฟซบุ๊ค ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ

ตอนหัวคำ่พาแก้มไปทานข้าวร้านที่เขาชอบช้างน้อยก็ไปด้วย สุดคาดหมายว่ากรณ์ จาติกวาณิชย์จะเอามาเป็นประเด็นแล้วบอกว่าไม่นึกว่าคนประกาศตัวเป็นไพร่จะมี วิถีชีวิ​ตคล้ายพวกเขา ฟังเรานะกรณ์ เพราะประเทศนี้มีคนคิดอย่างคุณการกดขี่จึงดำรงอยู่ ทำไมกำหนดว่าไพร่ต้องจน ต้องโง่ ต้องก้มหน้ารับการเหยียบยำ่ ทำไมไพร่มันจะกินข้าวร้านเดียวกับนายทุนไม่ได้ ประชาชนจงเจริญ

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา Asia Update TV

รายการ ที่นี่ความจริง ตอนวันที่ 10 พฤษภาคม ทางโทรทัศน์ Asia Update-DNN ดำเนินรายการโดย 3 นักวิชาการสาวหัวใจประชาธิปไตย ผศ.ดร.สุดา รังกุพันธ์ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อาจารย์หวาน) ,รศ.สุดสงวน สุธีสร อาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อาจารย์ตุ้ม) และ ผศ.ดร.จารุพรรณ กุลดิลก อาจารย์พิเศษคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (อาจารย์จา)

รายการที่นี่ความจริง วันอังคารที่ 10 พฤษภาคม 2554

กล่าว ถึงสงครามเฟซบุ๊คระหว่างนายกรณ์ จาติกวนิช รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง กับนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช. ที่นายกรณ์แสดงความเห็นให้ตีความได้ว่าเป็นการเหยียดหยามคนเป็นไพร่ และเห็นว่าไม่ควรกินข้าวร้านเดียวกับอำมาตย์อย่างตน และการตอบโต้ของนายณัฐวุฒิ กับบรรดาผู้คนในสังคมออนไลน์ ที่พากันแสดงความเห็นต่อทั้งสองฝ่าย

แม้ว่าฝ่ายคุณณัฐวุฒิจะมีผู้ สนับสนุนน้อยกว่า แสดงว่าสังคมออนไลน์นั้นยังเข้าไม่ถึงคนเสื้อแดงเท่าไหร่นัก เนื่องจากโลกอินเตอร์เน็ตนั้นฝ่ายอำมาตย์เริ่มใช้ก่อน และมีผู้ใช้อยู่เป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ก็มีคนเสื้อแดงฝ่ายประชาธิปไตยจำนวนมากเริ่มปรากฏกายขึ้นบนโลกไซเบอร์ ซึ่งเป็นการยากที่รัฐบาลจะปิดเสียทั้งหมดเพราะมีพรรคพวกของตัวเองอยู่มาก





แม้ว่าอาจจะกำลังมีการยุบสภา แต่ก็อาจจะยังมีการรัฐประหารจากกองทัพเกิดขึ้นได้อีก เพราะยังคงมีข้ออ้างเดิม ๆ ทั้งการทุจริต คอรัปชั่น การหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ อาจมีการจัดแดงเทียมออกมาก่อความวุ่นวาย เพื่ออ้างเหตุในการรัฐประหาร ซึ่งในกรณีนี้ กองทัพจะมุ่งเป้าหมายที่คนใส่เสื้อแดง จึงขอให้คนเสื้อแดงใส่เสื้อหลากสีออกมาต่อต้าน

หากมีการเลือกตั้ง จริง ก็ขอให้เฝ้าระวังการโกงเลือกตั้ง ทั้งการพิมพ์บัตรเลือกตั้งเกินจำนวนหลายล้านใบแล้วเอาไปเปลี่ยนหีบ จัดเลือกตั้งตรงกับวันหยุดยาวเพื่อให้คนออกไปเที่ยว ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นครั้งสำคัญที่สุดระหว่างฝ่ายประชาธิปไตยและ ฝ่ายเผด็จการ ดังนั้นฝ่ายประชาชนผู้รักประชาธิปไตยจึงต้องเฝ้าระวัง และตั้งใจเลือกตั้งให้ดีที่สุด ไม่ยอมให้มีการยึดอำนาจจากประชาชนไม่ว่าโดยวิธีใดทั้งผ่านทางระบบยุติธรรม หรือผ่านทางทหาร