ที่มา Voice TV
Voice Focus 13 พฤษภาคม 2554 (21.30น.)
คนรักประชาธิปไตย ต้องช่วยกันขับไล่ เผด็จการ
ที่มา Voice TV
Voice Focus 13 พฤษภาคม 2554 (21.30น.)
ที่มา Voice TV
โดยนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ได้นำพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎรทูลเกล้าฯ บัดนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตราพระราช กฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะรัฐบาลจะได้นำพระราชกฤษฎีกานี้ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาในวันที่ 10 พฤษภาคม เป็นผลให้มีการยุบสภาผู้แทนราษฎรต่อไป
การยุบสภา นำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ แต่ก็ยังเป็นข้อกังวลสำหรับคนไทยจำนวนไม่น้อย ว่าจะมีอุบัติทางการเมืองในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง หรือสุดท้าย แม้จะมีการยุบสภา แต่อาจจะไม่มีการเลือกตั้ง รวมทั้งหากมีการเลือกตั้งจริง แต่ผลการเลือกตั้งจะเป็นสิ่งที่ทุกคนยอมรับและไม่นำไปสู่ปัญหารอบใหม่ได้ หรือไม่ ฟังการวิเคราะห์จาก คุณจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในรายการIntelligence
ที่มา Voice TV
“ แม้ว่า คณะกรรมการปฎิรูป จะลาออกไปแล้ว แต่การขับเคลื่อนประเทศ ตามแนวทาง และข้อเสนอของคณะกรรมการปฎิรูปซึ่งมีมากกว่า 20 เรื่อง ก็ยังคงขับเคลื่อนต่อไป เพราะมีสมัชชาเพื่อการปฎิรูป ซึ่งมี นพ.ประเวศ วะสี เป็นประธาน รวมทั้งเครือข่ายภาคประชาชน จะทำหน้าที่ขับเคลื่อนข้อเสนอแนะ เพื่อปฎิรูปประเทศต่อไป” ดร.เพิ่มศักดิ์ กล่าวว่า
ส่วนข้อวิพากษ์วิจารณ์ ว่าคณะกรรมการปฎิรูป เป็นเครื่องมือทางการเมืองของรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั้น ดร.เพิ่มศักดิ์ บอกว่า ก็มีวิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอด แต่การทำงานของคณะกรรมการปฎิรูป มีความเป็นอิสระ และเป็นตัวของตัวเอง ส่วนข้อเสนอของคณะกรรมการปฎิรูป ที่เสนอให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ พิจารณานั้น เป็นที่น่าเสียดายว่า รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ไม่ให้ความสำคัญเท่าที่ควร ทั้ง ๆ ที่เป็นข้อเสนอของคณะกรรมการ ซึ่งตัวเองตั้งขึ้นมา นับว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียโอกาสอย่างยิ่ง
“ น่าผิดหวัง ที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ไม่มีความตั้งใจจริง หรือจริงจังกับข้อเสนอของ คณะกรรมการปฎิรูป ทั้ง ๆ ที่บางเรื่องเป๋นเรื่องที่ ตัดสินใจได้ทันที อย่างไรก็ตาม ก็ไม่คาดหวังว่า รัฐบาลใหม่ จะเอาข้อเสนอ ของ คณะกรรมการปฎิรูป ที่เสนอไปแล้ว นำไปปฎิบัติ แต่เชื่อว่า ภาคประชาชนจึงทำหน้าที่ขับเคลื่อนนี้ต่อไป” ดร.เพิ่มศักดิ์ กล่าว
ดร.เพิ่มศักดิ์ กล่าวด้วยว่า อยากให้สื่อมวลชน นำเอา ข้อเสนอของ คณะกรรมการปฎิรูป ที่เสนอไปแล้ว มาเป็นประเด็น ถามพรรคการเมือง และนักการเมืองที่ลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งนี้ว่า เห็นด้วยหรือไม่ ถ้าไม่เห็นด้วย เพราะอะไร ซึ่งจะเกิดประโยชน์ ในแนวทางปฎิรูปประเทศอย่างแท้จริงแล
ที่มา มติชน
ยิ่งลักษณ์และทักษิณ
อนุสรณ์ อมรฉัตร คู่ชีวิตยิ่งลักษณ์
ไหนๆ ก็เปิดตัวเป็น เบอร์หนึ่ง ผู้สมัครระบบบบัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ทั้งยังมีแนวโน้มแคนดิเดต คู่ท้าชิง นายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลชุดต่อไป ภายหลังการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น ยิ่งทำให้ตัวตนของ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" เด่นชัด เป็นที่น่าจับตาจากทุกฝักฝ่าย
หลายคนคงทราบดีกับบทบาทบิ๊กบอส "เอสซี แอสเซส" ของยิ่งลักษณ์ ที่ตะลุยคลุกคลีมาอยู่แต่กับเรื่องของการบริหารธุรกิจอหังสาริมทรัพย์มาเป็นเวลาหลายปี หลังจับไม้ต่อมาจากคราวบริหารเอไอเอส ก่อนถูกทั้งดัน ทั้งผลักให้ก้าวเข้าสู่ถนนการเมืองอย่างเต็มตัว ณ วันนี้ ในฐานะตัวแทนสายตรงของ "ทักษิณ ชินวัตร" พี่ชายผู้มากบารมี เจ้าของบ้านเพื่อไทย (ตัวจริง) ซึ่งส่งบริวารแตกมาสร้างตัวใหม่เมื่อครั้งพลังประชาชนโดนฟ้าผ่า ที่เดิมทีมีรากเหง้ามาจากอาณาจักร"ไทยรักไทย"ที่ล่มสลายเพียงแค่ชื่อ
เรารู้จักภาพ "ปู - ยิ่งลักษณ์ " ผู้หญิงขาว หน้าหมวย สวย รวย ฉลาด มากความสามารถและเก่งในเชิงธุรกิจ นามสกุล"ชินวัตร" เป็นตัวการันตี เพียงเท่านั้น...
มติชนออนไลน์ จึงขอหยิบ จำแนก เรื่อง ส่วนตั๊ว ส่วนตัว อีกหนึ่งแง่มุม ของผู้หญิงที่ชื่อ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ที่เราๆ ยังไม่รู้ หรือยังไม่คุ้นเคยมาให้ทราบกัน...10 เรื่องด้วยกัน
1. เห็นมีแต่ความรู้เรื่องการบริหารธุรกิจอัดแน่นเต็มไปหมดอย่างนี้ ประหนึ่งจบด้านบริหารมาโดยตรง แต่หากย้อนไปดูแท้จริงแล้วจะพบว่า "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" เธอจบคณะรัฐศาสตร์ (มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) สาขารัฐประศาสนศาสตร์ ต่างหาก ที่เป็นสาขาเน้นบริหารรัฐกิจ บริหารบุคคล เน้นปกครอง โดยมีความฝันแรกเริ่มเดิมทีว่าอยากเป็นทูต ด้วยซ้ำ หลังจากนั้นก็จับพลัดจับผลูมาช่วยธุรกิจของครอบครัว ชินวัตร ซะอย่างนั้น
2. ประสบความสำเร็จอย่างสูงในลุคส์ ซีอีโอ 3 บริษัทใหญ่ แห่งตระกูล "ชินวัตร"อย่างนี้ ใครจะรู้เล่าว่า "ยิ่งลักษณ์" เริ่มจับงานแรกหลังเรียนจบโท จากมหาวิทยาลัยเคนทักกีสเตท สหรัฐอเมริกา ด้วยการเป็น"เซลส์วูเม่น" ขายโฆษณาเยลโล่เพจเจส (สมุดหน้าเหลือง) ของบริษัท ชินวัตร ไดเร็กทอรี่ส์ จำกัด ก่อนจะก้าวใหญ่นั่งแท่นคุมเอไอเอส ตามด้วย เอสซี แอสเซส รวมถึงดูแลไทยคม ในฐานะกรรมการและเลขาฯมูลนิธิ
3. แท้จริง "ยิ่งลักษณ์" ไม่ได้"ซิง"มาตั้งแต่ต้น ในเรื่องของการจับงานด้านการเมือง ด้วยเมื่อยังเป็นเด็กสาวตัวน้อย เธอก็ติดสอยห้อยตามนายเลิศ ชินวัตร ผู้เป็นบิดาไปหาเสียงเป็น ส.ส. ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ออกจะบ่อยๆ ไหนจะไปช่วยเยาวลักษณ์ ชินวัตร พี่สาวคนโตลงพื้นที่อีกหลายครั้งเมื่อครั้งเป็นนายกเทศมนตรี เชียงใหม่
4. ไม่ต้องแปลกใจ ที่ทำไม "ทักษิณ" ถึงเข็ญ"ยิ่งลักษณ์" ขึ้นเป็นเบอร์หนึ่ง ในการกุมบังเหียนเพื่อไทย(จนได้) ด้วยน้องนุชสุดท้องของพี่แม้วผู้นี้ เป็นน้องเลิฟที่สุด และน่าไว้วางใจที่สุด ในบรรดาพี่น้องทั้ง 9 คน ของ"ทักษิณ" สองคนนี้เขาสนิทกันมาก มีอะไรก็ปรึกษาหารือตามประสาพี่ๆน้องๆ มานานนมแล้ว
5. การปรากฎของ "ยิ่งลักษณ์" ไม่ใช่ชื่อใหม่อะไร ในหมู่ "แกนนำพรรคเพื่อไทย" เพราะ "พี่แม้ว" เคยร้องขอให้ "ยิ่งลักษณ์" รับตำแหน่ง "หัวหน้าพรรคเพื่อไทย" คนแรกๆ ด้วยซ้ำ หลังจาก "พลังประชาชน" ถูกสั่งให้ "ยุบพรรค" แต่ติดที่ว่าตอนนั้นคุณน้องปู คนสวยยังไม่กล้าออกตัวมาก ด้วยยังจับธุรกิจอหังสริมทรัพย์ ภายใต้หลังคา เอสซี แอสเซส อันเป็นงานหลักนัมเบอร์วัน
6. หลายคนหลงเข้าใจผิดมาตั้งนมนานว่า "ยิ่งลักษณ์" ในวัย 43 ที่ยังคงความสวย สะพรั่ง หุ่นดี แต่งตัวเก่ง สไตล์คนที่ดูแลตัวเองมาตลอด ยัง"โสด" แต่แท้จริงเธอผู้นี้ ออกเรือนมีครอบครัวไปแล้วตั้งแต่ พ.ศ. 2538 กับชายหนุ่มผู้โชคดีที่ชื่อ "อนุสรณ์ อมรฉัตร" อดีตผู้บริหารหนุ่มไฟแรงของบริษัทในเครือ ซีพี เมื่อสิบกว่าปีก่อน กระทั่งปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เอ็ม ลิงก์ เอเชีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด ซึ่งเป็นของเจ๊แดง - เยาวภา วงศ์สวัสดิ์
7. ในงานแต่งงงานของ ยิ่งลักษณ์ กับ อนุสรณ์ เมื่อ 16 ปีก่อน ที่โรงแรมไฮแอทนั้น จัดว่าเป็นงานระดับช้างชนช้าง ที่ได้เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ นี่ล่ะ เป็นตัวแทนในนามกลุ่มซีพี เปิดประตูสานสัมพันธ์ครอบครัว "อมรฉัตร" กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตัวแทนในนามกลุ่มชินวัตร ซึ่งขณะนั้น ยังดำรงตำแหน่งแค่ รองนายกรัฐมนตรี ควบตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ ในสมัยรัฐบาล ชวน หลีกภัย และกลายเป็นความหวังที่จะเป็นตัวเชื่อมสองกลุ่มที่ทรงอิทธิพลในเมืองไทย (ณ ขณะนั้น)
8. ยิ่งลักษณ์ และ อนุสรณ์ ครองรักแบบไร้ทายาท ควบคู่ไปกับการที่ต่างคนต่างทุ่มเทตั้งใจทำงานมายาวนาน 7 ปี (แหน่ะ) ถึงค่อยให้กำเนิด ด.ช.ศุภเสกข์ (แปลว่า นักปราชญ์ที่เก่งที่เลื่องลือ) โซ่ทองคล้องความรักระหว่างแม่ปู กับ พ่อป๊อบ ให้เหนียวแน่นเข้าไปอีก แม้จะไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน ตอนนี้ น้องไปป์ อายุ 9 ขวบแล้ว โดยเธอและสามีก็จะแบ่งกันคนละบทบาท บทบาทยิ่งลักษณ์จะเป็นทั้งแม่และเพื่อน ส่วนผู้เป็นพ่อก็จะเน้นรักษาเรื่องระเบียบวินัย ฝึกความมีวินัยให้กับลูก กระนั้นแล้ว ยิ่งลักษณ์ก็ยังคงอยากรักษาความเป็นส่วนตัวของครอบครัวเธอมิค่อยอยากให้ใครก้าวล่วงสักเท่าไหร่(อยู่ดี)
9. มุมหลักหลายคนจะพุ่งเป้า "ยิ่งลักษณ์" ในฐานะผู้บริหาร เป็นนายที่พนักงานต้องให้ความยำเกรง แต่ในความธรรมดาของความเป็นแม่ เธอละเอียด อ่อนโยน ไม่แพ้ใคร ซึ่ง แม่ปู ไม่เคยตีลูกไปป์แม้แต่แอะเดียว เป็นคู่แม่ลูกที่รักและสนิทกันมาก แค่ไหนไม่รู้ แต่เมื่อรู้ว่าลูกชายคนเดียวชอบเล่นฟุตบอลมาก แม่ปูก็ถึงขั้นสร้างสนามฟุตบอลขนาด 2,500 ตารางเมตร ไว้ในบ้านให้ลูกเล่นก็แล้วกัน และถ้าว่างกันเมื่อไหร่ แม่ลูกคู่นี้ก็จะพากันไปออกรอบตีกอล์ฟเป็นกิจวัตร
10. ปิดท้ายเคล็ดลับความสาวสะพรั่ง แม้อายุจะเลยเลข 4 สำหรับสาวหนุ่มที่อยากดูดีตามแบบ "ยิ่งลักษณ์" เธอเน้นไม่เครียด สุขสนุกกับงาน ไม่ท้อ ปัญหามีไว้แก้ ให้เวลากับงานเต็มที่ กลับบ้านไปก็ให้เวลากับลูก แต่ที่เน้นย้ำสำหรับสาวปู คือ สุขภาพใจ ซึ่งสำคัญสุด
เอ๊! ไม่รู้ว่า เมื่อก้าวเท้าเข้าสู่สนามการเมืองแล้ว "ยิ่งลักษณ์" ยังจะสุข และสนุกกับ งานหิน ที่รออยู่เบื้องหน้าอีกหรือเปล่าน๊า... ?
ที่มา มติชน
โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน
ที่มา มติชน
ภาย หลังจากที่แกนนำพรรคเพื่อไทย นำโดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เดินทางไปพบนายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช ที่ บ้านพักเมืองทองธานี เพื่อเชิญมาร่วมงานทางการเมืองกับพรรคเพื่อไทย ตั้งแต่ช่วงเวลาประมาณ 11.00 น. วันที่ 12 พฤษภาคมนั้น
นาย เสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช แถลงเข้าร่วมงานการเมืองกับพรรคเพื่อไทย พร้อมกับ นายสรวงศ์ เทียนทอง นายฐานิสร์ เทียนทอง และ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง อย่างเป็นทางการ โดยให้รองหัวหน้าเป็นรักษาการหัวหน้าพรรคประชาราช ส่วนตำแหน่งของตนในพรรคเพื่อไทย จะมีความชัดเจนในวันประชุมใหญ่ของพรรค วันที่ 16 พฤษภาคมนี้
ทั้งนี้ การเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ขึ้นอยู่กับมติของพรรค ซึ่งชัดเจนในวันประชุมใหญ่เช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ตนและพรรคเพื่อไทยมีเจตนารมณ์ร่วมกันคือ เทิดทูนและธำรงไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และร่วมกันสร้างไมตรีจิตมิตรภาพกับประเทศเพื่อนบ้านบนพื้นฐานความเสมอภาค ไม่แทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน รวมทั้งร่วมกันทำสงครามขั้นเด็ดขาดกับยาเสพติด
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ เหล็กใน
มันฯ มือเสือ
กรณีอัยการฝ่ายคดีพิเศษยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาถอนประกันตัว 9 แกนนำนปช.
ซึ่งต่อมาศาลได้มีคำสั่งให้ถอนประกันแกนนำนปช. 2 คน จากทั้งหมด 9 คน คือ นายจตุพร พรหมพันธุ์ กับ นายนิสิต สินธุไพร
เนื่องจากศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า
คำ ปราศรัยของนายจตุพร และนายนิสิต บนเวที ปราศรัยเมื่อวันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ในวาระครบรอบ 1 ปี เหตุการณ์ 10 เมษาฯ 53
มีบางช่วงบางตอนอาจส่อไปในทางทำให้เกิดความวุ่นวายต่อ บ้านเมือง ซึ่งผิดเงื่อนไขตามที่ศาลกำหนดไว้ในการปล่อยตัวชั่วคราวในคดีก่อการร้าย
หลังศาลมีคำสั่งถอนประกันทั้ง 2 คนถูกส่งตัวเข้าไปอยู่เรือนจำทันที
จาก นี้ต้องติดตามดูกันต่อไปว่าการถอนประกันแกนนำเสื้อแดง ซึ่ง นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบ สวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ เป็นผู้เดินเรื่องด้วยตัวเองตั้งแต่แรก
จะมีผลต่อการปราศรัยหาเสียงเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทยอย่างไรหรือไม่
โดยเฉพาะนายจตุพร ที่นอกจากจะเป็นอดีตส.ส.และแกนนำเสื้อแดงแล้ว ยังเป็นนักปราศรัยฝีปากกล้า ชื่อชั้นตีคู่มากับ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
สไตล์ การปราศรัยของนายจตุพร นอกจากเข้มข้นดุดัน ยังเน้นการเปิดโปงข้อมูลเบื้องหลังเหตุการณ์สลายม็อบเดือนเม.ย.-พ.ค.53 อย่างถึงพริกถึงขิง
แต่ละเรื่องที่นายจตุพร นำมาเปิดทั้งในสภาและบนเวทีเสื้อแดง ล้วนทำให้คนในรัฐบาล ดีเอสไอ และกองทัพ ต้องปั่นป่วนร้อนรนไปตามๆ กัน
อย่างไรก็ตามคำสั่งถอนประกันครั้งนี้ เมื่อเป็นคำสั่งศาลนั้นทุกฝ่ายต้องเคารพ
ถือเป็นบทเรียนสอนใจให้กับบรรดาแกนนำเสื้อแดง โดยเฉพาะแกนนำที่มีชื่อเป็นผู้สมัครเลือกตั้งส.ส.ในนามพรรคเพื่อไทย
ต้องระมัดระวังเรื่องการปราศรัย ไม่ให้ฉวัดเฉวียนหรือหมิ่นเหม่ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม
อีกทั้งเวทีคนเสื้อแดงกับเวทีพรรคเพื่อไทย จำเป็นต้องแยกออกจากกันอย่างชัดเจนเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อกันและกัน
เพราะตราบใดที่ผลการสำรวจโพลทั้งบนดินและใต้ดินยังพร้อมใจกันกระหน่ำออกมา ว่าพรรคเพื่อไทยมีแนวโน้มเป็นผู้ชนะการเลือกตั้ง
การโดน "เตะสกัด" จากมือและเท้าที่มองไม่เห็น
ย่อมไม่ยุติง่ายๆ แน่
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ คอลัมน์ที่13
ลัทธิเหยียดผิว หรือ racism (เรสซิซึม) เป็นปัญหาสำคัญปัญหาหนึ่งของโลกที่มีมาแต่อดีตและยัง"ตกค้าง" อยู่ในสังคม
ความ หมายของลัทธิเหยียดผิว มีขอบเขตกว้างเกินคำว่าผิว เพราะรวมถึงการเหยียดเชื้อชาติ ชนชั้น ชนเผ่า มีลักษณะของอคติ เลือกปฏิบัติ กดขี่ เหยียดหยาม
นายปลอดประสพ สุรัสวดี ยกคำว่า "เหยียดผิว" จากพฤติกรรมของ นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง
กรณี โพสต์ในหน้าเฟซบุ๊กว่าเจอ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ กับครอบครัวไปกินข้าวร้านเดียวกัน ว่า "ทำให้เราอดนึกขำไม่ได้ว่า คนที่เรียกตัวเองว่า 'ไพร่' ก็ไม่ได้ใช้ชีวิตแตกต่างไปจากคนที่เขาเรียกว่าเป็นพวก 'อำมาตย์' สักเท่าใดนัก"
นายปลอดประสพกล่าวว่า การที่นายกรณ์คิดอย่างนี้ ทำให้ประหลาดใจว่าสมัยนี้ยังมีการเหยียดผิวเหมือนในสหรัฐ เมื่อยุคทศวรรษ 50-60
ประวัติ ศาสตร์ของลัทธิเหยียดผิว เริ่มเมื่อ 500-1,000 ปีที่แล้ว จากการที่ชาวยุโรปขยายอาณานิคมและนำชาว แอฟริกันไปเป็นทาสในโลกใหม่ หรือประเทศที่ตกอยู่ภายใต้อาณานิคม
เพราะเชื่อว่าคนแอฟริกันผิวดำมี ความเป็นมนุษย์น้อยกว่าคนผิวขาวอย่างชาวยุโรป เนื่องจากความเจริญของชาวแอฟริกัน ไม่ทัดเทียมกับอารยะของ ชาวยุโรป
ต่อ มา กลางศตวรรษที่ 19 นักวิทยาศาสตร์และนักปรัชญาชาวอเมริกันและชาวยุโรปบางกลุ่ม มีแนวคิดการเหยียดผิวขึ้นใหม่ โดยหันไปต่อต้านชาวยิว ด้วยความเกลียดชังว่าถูกชาวยิวเข้ามาแย่งงาน แย่งโอกาสในสังคม
ต่อมาเกิดกลุ่มนาซีที่เข่นฆ่าชาวยิวราวกับผักปลา ในสงครามโลกครั้งที่ 2
ส่วน การเหยียดผิวในอเมริกา เริ่มตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 ในช่วงเวลาดังกล่าว ชาวยุโรปบางกลุ่มและผู้อพยพได้รับความทุกข์จากความหวาดกลัวชาวต่างชาติของ ชาวอเมริกัน โดยเฉพาะในทศวรรษ 60 ที่พื้นที่ของคนผิวสีแทบมีน้อยมากในสหรัฐ
แม้ในจอโทรทัศน์ก็มีแต่ดาราผิวขาวและมีการแบ่งแยกร้านอาหารและรถเมล์ของคนผิวขาวและผิวสีอย่างชัดเจน
หลัง จากการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมของชนผิวสี นำโดย มาร์ติน ลูเธอร์ คิง กลางศตวรรษที่ 20 แนวคิดการเหยียดผิวไม่เป็นที่ยอมรับทางสังคมอีกต่อไป
แม้ ในแง่ปฏิบัติ การเหยียดผิวก็ยังมีให้เห็นอยู่ในแง่ของสังคมและเศรษฐกิจ เช่น ความไม่เท่าเทียมกันในการจ้างงาน การซื้อบ้านหรือเช่าบ้าน การศึกษา
ปัจจุบัน แม้ นายบารัก โอบามา ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีผิวสีคนแรกในประวัติศาสตร์ของอเมริกา แต่ก็ยังมีกรณีเหยียดผิวในหลายรัฐ
ใน ทางกฎหมาย นานาประเทศเป็นภาคี "อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกประติบัติทางเชื้อชาติในทุก รูปแบบ" (CERD) เมื่อวันที่ 21 ธ.ค.2508 และมีผลบังคับ ใช้วันที่ 27 ก.พ. 2546 ซึ่งไทยเป็นภาคีอนุสัญญาฯ เมื่อ วันที่ 28 ม.ค.2546 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 ก.พ.2546
ในอนุสัญญาฯ ใช้คำว่า "การเลือกประติบัติทางเชื้อชาติ" ซึ่งหมายถึงการจำแนก การกีดกัน การจำกัดหรือการเลือก โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของเชื้อชาติ สีผิว เชื้อสายหรือชาติกำเนิดหรือเผ่าพันธุ์กำเนิด ซึ่งมีเจตนาหรือมีผลให้เกิดการระงับหรือกีดกั้นการเคารพสิทธิมนุษยชนและ เสรีภาพขั้นพื้นฐานของบุคคลในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมและในด้านอื่นๆ ของการดำรงชีวิตในสังคม
รวมทั้งการระงับหรือกีดกั้นการใช้สิทธิเหล่านั้นอย่างเสมอภาคของบุคคล
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ บทบรรณาธิการ
คณะ กรรมการปฏิรูปประเทศไทยชุดที่มี นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน นำเสนอความเห็นให้กับรัฐบาลชุดที่ผ่านมาอย่างเป็นทางการรวมทั้งสิ้น 3 ครั้ง
ครั้ง แรกและครั้งที่สองมีข้อสรุป 9 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.จำกัดการถือครองที่ดิน 50 ไร่ เกินกว่านั้นให้คิดภาษีอัตราก้าวหน้า 2.จัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างมีธรรมาภิบาล 3.ปฏิรูประบบยุติธรรมที่เกี่ยวกับคดีที่ดินและทรัพยากร
4.ปฏิรูประบบ ประกันสังคมให้เป็นอิสระและโปร่งใสขึ้น 5.มีระบบสวัสดิการแก่ผู้สูงอายุ 6.สร้างสังคมที่คนไทยอยู่เป็นสุขร่วมกัน 7.เร่งกฎหมายกระจายอำนาจ 8.ตั้งสมัชชาและสนับ สนุน ศิลปวัฒนธรรมภาคประชาชน
9.จัดตั้งสมัชชาปฏิรูปทุกระดับทำงานต่อเนื่อง
ส่วนครั้งที่ 3 เป็นเรื่องของการจัดสรรอำนาจระหว่างรัฐบาลกลางกับท้องถิ่นโดยตรงจำนวน 4 ข้อคือ
1.ยกเลิกการบริหารส่วนภูมิภาคทั้งหมด โอนอำนาจการจัดการทรัพยากรให้องค์การปก ครองส่วนท้องถิ่น
2.สร้างกระบวนการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมกับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นได้อย่างเป็นรูปธรรม
3.รัฐบาล กลางยังมีหน้าที่ความรับผิดชอบในกิจการระดับชาติ แต่ไม่มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนผู้บริหารองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ทำได้เพียงใช้อำนาจในการชักจูง
4.ปฏิรูประบบการคลังและการบริหารบุคลากรของท้องถิ่นให้เหมาะสมกับท้องถิ่นของตนเอง
มีคำถามว่า ข้อเสนอเหล่านี้ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาลเพียงใด
จาก ข้อเท็จจริงพบว่า นอกจากงานบางส่วนด้านการปฏิรูปที่ดินในเบื้องต้น ซึ่งยังไม่ได้แตะในประเด็นสำคัญแล้ว ในประเด็นอื่นๆ แทบจะมิได้รับการตอบสนองอะไรเลย
ทั้งที่รัฐบาลชุดที่ผ่านมาเป็นผู้ผลักดันให้จัดตั้งคณะกรรมการปฏิรูปขึ้นมาด้วยตนเอง
ประเด็น ที่จะต้องพิจารณาก็คือ หากเห็นว่าข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูปสะท้อนภาพที่แท้จริงของสังคมไทย และเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยลดหรือระงับปัญหาในอนาคตได้
พรรคการเมืองใดบ้างจะสมาทานข้อเสนอเหล่านี้ และพร้อมจะประกาศตัวที่จะผลักดันให้เกิดการปฏิรูปขึ้นมาอย่างเป็นรูปธรรม
หรือถ้าไม่เห็นด้วย ก็จะต้องแสดงเหตุผลว่าทำไม
ที่มา ประชาไท
จุลศักดิ์ แก้วกาญจน์
“…คุณพ่อคุณแม่บางคนอาจมีการศึ
ลัดดา ตั้งสุภาชัย (ผู้อำนวยการกลุ่มเฝ้าระวั
ทัศนคติที่เห็นชัดเจนที่สุด คือ การจำแนกแบ่งคนที่มีระดับสติปั
เรื่องการดูละครถูกวกมาผูกติดกั
ถ้า ระดับการศึกษา, ชนชั้น และวุฒิภาวะที่พัฒนาขึ้นตามอายุ คือคำตอบของการวิเคราะห์สังเคราะห์ในสื่อประเภทต่างๆ ได้จริง ทำไมกระทรวงวัฒนธรรมยังคงต้องทำตัวเป็น ผู้ใหญ่แสนดีและรู้มากไปเสียทุกเรื่องอยู่อีก? ที่ย้อนแย้งที่สุด หากใช้ฐานความคิดชุดเดียวกัน ไปทาบทับเพื่อวิเคราะห์ในกรณีการห้ามฉายหนัง Insects in the backyard แล้ว นับว่าเป็นเรื่องตลกอย่างที่สุด ที่ฟ้องว่า เอาเข้าจริงๆ แล้วมาตรฐานการกำกับดูแลเนื้อหาสื่อและการจำกัดการเข้าถึงเนื้อหาสื่อใน ประเทศนี้ไม่เคยมี และหากใครสักคนยกอ้างคิดว่ามาตรฐานขึ้นมากล่าว มันก็คือวิธีคิดที่ล้นไปด้วยอัตวิสัยและอำนาจตามตำแหน่งที่ตนสวมบทบาทอยู่ เท่านั้นเอง
หากย้อนกลับไปเมื่อปี 2547 มติคณะรัฐมนตรีฉบับหนึ่งได้กล่าวถึงการส่งเสริมให้มีรายการโทรทัศน์สำหรับ เด็กและเยาวชนมากขึ้น และส่งต่อให้เกิดการทำงานของกรมประชาสัมพันธ์และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ในการจำแนกประเภทรายการที่เหมาะสมกับผู้คนวัยต่างๆ ในสังคม จนกลายเป็น ฉลาก “เรต” แปะหน้ารายการโทรทัศน์อย่างเช่นทุกวันนี้
แต่ มีอีกเรื่องหนึ่งที่ภาควิชาการด้านสื่อสารมวลชนพยายามจัดทำขึ้นมาตี คู่กับมติคณะรัฐมนตรีฉบับดังกล่าว นั่นคือ การจัดทำหลักสูตร “สื่อศึกษา” หรือ “Media Literacy” ให้เป็นรูปธรรมขึ้นมา ทั้งในหลักสูตรสถาบันการศึกษาและสำหรับการศึกษาแบบสาธารณะ แต่ดูเหมือนว่า งานที่วางโครงสร้างทางความคิดของอนุชนเช่นนี้กลับไม่ได้รับการผลักดันให้ เกิดขึ้นจริงจากหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งที่การสร้างให้อนุชนสามารถวิเคราะห์ สังเคราะห์ และรู้เท่าทันในสื่อประเภทต่างๆ ที่รายล้อมตัวตั้งแต่ลืมตาตื่นจนถึงเข้านอนคือสิ่งที่สำคัญมากกว่าการจะผูก ขาดหน้าที่การเซนเซอร์ในเนื้อหาสื่อของคนเพียงไม่กี่คนในประเทศนี้เท่านั้น ที่จะต้องออกมาเสนอหน้าตัวเองออกมาเรื่อยๆ และชี้ถูกชี้ผิดว่าอะไรควรดู อะไรไม่ควรดู
เรามีผู้ใหญ่รู้ดีมากมายไปหมด แต่ในทางกลับกัน เรามีแต่เด็กและเยาวชนที่อ่อนแอจากระบบการศึกษาที่กลายเป็นเครื่องมือให้ ผู้ใหญ่ในสังคม ต้องลำบากผัดหน้าผัดตาแต่งตัวเป็นลิเกตัวพระตัวนางมาช่วยเหลือเด็กตัวน้อยๆ ที่ได้รับผลกระทบจากสื่อน้ำเน่าไร้สาระกันเรื่อยไป เพราะว่าพ่อแม่แท้ๆ ของเด็กน้อยเหล่านี้ เป็นชนชั้นล่าง เป็นคนที่มีการศึกษาน้อย เป็นพวกทำมาหากินไปวันๆ
สิ่งที่คนชนชั้นกลางและมีการศึกษาอย่างต่ำ ที่สุดคือระดับปริญญาตรีต้อง รักษาไว้ ก็คือโครงสร้างและสถานะของตัวเองในสังคม ผ่านการให้คุณค่าและมาตรฐานทางจริยธรรมที่แปรผกผันมาจากสถานะทางสังคมนั่น เอง
การที่ใครสักคนพยายามจะผูกขาดความดี ความงาม และจริยธรรมศีลธรรม เพื่อให้ดำรงไว้ซึ่งสถานะทางสังคมของตนเองและพรรคพวกของตน มันน่ากลัวมากกว่าการที่เด็กสักคนประกาศให้โลกรู้ว่า “โตขึ้นจะเป็นแบบเรยา” เสียด้วยซ้ำไป
ถ้าผู้ใหญ่รู้มากจำพวกนี้ เล็งเห็นจริงๆ ว่าการศึกษาจะแก้ไขปัญหาของเด็
หลังจากละครเรื่องดอกส้มสี
สิ่งที่ผู้ใหญ่รู้มากและเต็มเปี
ผู้ใหญ่รู้มากพวกนี้อาจจะไม่ได้กลัวว่าเด็กจะโตขึ้นแล้วเป็นแบบเรยา
แต่ การที่เด็กและเยาวชนรู้เท่าทันสื่อ , สามารถจำแนกแยกแยะ “สาร” รวมถึงประเมินคุณค่าของสื่อทุกประเภทได้ด้วยตนเอง คือ สิ่งที่ผู้ใหญ่รู้มากจำพวกนี้กลัวต่างหาก.
ข่าวสารเกี่ยวกับประเทศไทยที่คุณไม่อาจหาอ่านได้จากสื่อ
"ปกติการต่อสู้ทางการเมืองที่เกิดขึ้น จนมีการเปลี่ยนแปลงการเมืองครั้งสำคัญไปทั่วโลก ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เกิดจากการต่อสู้ทางอุดมการณ์และการไม่ได้รับความยุติธรรมทั้งสิ้น ความไม่ยุติธรรมนี่แหละ เป็นเหตุแห่งการที่ประชาชนต้องมารวมตัวกันต่อสู้ เพื่อให้ความยุติธรรมกลับมาสู่สังคมของเขา"
ทักษิณ ชินวัตร
1 พ.ย. 51