WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, May 16, 2011

1ปีพฤษภาประชาภิวัฒน์รำลึก(5):วิสาขบูชา53

ที่มา Thai E-News


วิสาขบูชาปี 2553-เหตุการณ์ สำคัญเมื่อวัน วิสาขบูชาปี 2553 ประกอบไปด้วยข่าวเหตุการณ์ส.ส.เพื่อไทยอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในสภากรณี พระสงฆ์ที่สนับสนุนการชุมนุมของคนเสื้อแดงถูกปฏิบัติจากทหารโดยการกระชาก จีวรออกจากร่างแล้วจับมือไพล่หลัง และนำไปขังคุก โดยไม่ต้องทำพิธีสึก(ภาพข่าว:สำนักข่าวต่างประเทศ) ค่ำวันเดียวกันนั้นสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ วัดชนะสงคราม ในพิธีเจริญพระพุทธมนต์และทรงสดับพระธรรมเทศนา เนื่องในวันวิสาขบูชา พ.ศ.2553 (ภาพข่าว:เวบผู้จัดการASTV)


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ 28 พฤษภาคม 2553
1 ปี 19 พฤษภาประชาภิวัฒน์รำลึก-ก่อน ครบรอบเหตุการณ์ 1 ปี 19 พฤษภาคม 2553 ไทยอีนิวส์นำเสนอรายงานปริทรรศน์ชุด Count Down:1 ปี 19 พฤษภาประชาภิวัฒน์รำลึก เป็นตอนๆ รายงานชิ้นนี้เป็นตอนที่ 4



นาย สุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวอภิปรายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อค่ำวันที่ 27พ.ค. 2553 ว่า วันที่ 28 พ.ค.2553 เป็นวันวิสาขบูชา วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาของพุทธศาสนิกชนทั่วโลก แต่มีเรื่องน่าสะเทือนใจชาวพุทธก็คือ ในการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมนั้น ได้มีการจับกุมพระสงฆ์ที่เข้าร่วมสนับสนุนการชุมนุมอย่างน้อยก็ 5 รูปที่เขาได้เข้าไปเยี่ยมที่เรือนจำ

รัฐบาลพยายามบอกว่าพระที่ โดนจับกุมนี้เป็นพระปลอม และมีอาวุธ แต่จากการที่ได้เข้าไปเยี่ยมพระที่ถูกจับในเรือนจำยืนยันได้ว่าเป็นพระจริง โดยรูปหนึ่งนั้นเป็นพระในพื้นที่เลือกตั้งของเขาคืออำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี มีชาวบ้านเลื่อมใสศรัทธากราบไหว้มากรูปหนึ่ง โดยพระรูปนี้ถูกทหารจับกุมตัวในวันที่มีการกระชับพื้นที่สลายการชุมนุม

ทั้ง ที่เป็นพระสงฆ์อยู่และยังไม่ได้ให้ลาสึกแต่อย่างใด มีการกระชากผ้าเหลืองจีวรออกแล้วหาชุดนักโทษสีเหลืองจำคุกไว้ที่แดน9ในเรื่อ นจำกลางกรุงเทพฯ ร่วมกับพระรูปอื่นๆอีกรวม 5 รูป ในจำนวนนี้เท่าที่จำชื่อได้ เช่น พระสมุทร ขาวอ่อน อยู่แดน 6 กับพระจากขอนแก่น และสระบุรีรวม 3 รูป อีกรูปหนึ่งนามสกุลมุทุกันต์ มาจากอุบลราชธานี สอบถามดูเป็นลูกหลานของอดีตรัฐมนตรีปิ่นมุทุกันต์ ถูกขังอยู่ในแดน 9กับพระจากท่าวุ้งลพบุรี

"เรื่องนี้สะเทือนใจชาว พุทธมากครับ ผมเพิ่งไปเยี่ยมทั้ง5ท่านมา ทำอย่างนี้ได้อย่างไรว่าท่านเป็นพระปลอม กระชากจีวรออกยัดคุก หาชุดนักโทษให้ท่านใส่ โดยที่ไม่ได้สึกตามพิธีทางพระพุทธศาสนา ท่านก็ยังถือว่าท่านเป็นพระอยู่"นายสุชาติกล่าว และว่าหากพระเหล่านี้จะมีความผิดก็คือ ท่านตามมาดูแลชาวบ้านที่มาชุมนุม กลัวว่าจะไม่ปลอดภัย เวลาทหารจะเข้ามายิงท่านก็ไปขอบิณฑาตชีวิต ปรากฎว่าท่านโดนจับเสียเอง และถูกปฏิบัติไม่สมกับเมืองไทยเป็นเมืองพุทธแม้แต่น้อย

ขอบิณฑาตชีวิต-กลุ่ม พระสงฆ์ที่สนับสนุนคน เสื้อแดงขึ้นขอบิณฑบาตชีวิตผู้ชุมนุมในวันสุดท้ายก่อนถูกสลาย โดยรูปหนึ่งได้วิงวอนให้ในหลวงทรงโปรดใช้พระบารมีเป็นที่พึ่งแก่ผู้ชุมนุม ด้วย


สิ่งที่ได้รับ-สิ่ง ที่พระสงฆ์ได้รับคือชีวิต ที่ถูกสังหาร โดยท่านเหล่านี้ได้ช่วยญาติโยมเป็นครั้งสุดท้ายคือการหามร่างผู้บาดเจ็บ หรือไร้ชีวิตเข้าไปยังวัดปทุมวนาราม










กระชากจีวรจับมือไพล่หลังขังคุกไม่ต้องสึก-พระสงฆ์ที่เข้าสนับสนุนการชุมนุมถูกปฏิบัติจากทหารโดยการกระชากจีวรออกจากร่างแล้วจับมือไพล่หลัง และนำไปขังคุก โดยไม่ต้องทำพิธีสึก


"สุชาติ" จี้นายกฯ ขอโทษ ปชช. โชว์ภาพพระ 5 รูปถูกขัง "สุเทพ" โต้ไม่ใช่พระแค่ "คนห่มผ้าเหลือง"

ต่อ มาเมื่อเวลา 16.06 น. วันที่ 31 พ.ค. นายสุชาติ ลายน้ำเงิน พรรคเพื่อไทย จ.ลพบุรี อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ว่า " ผมอภิปรายในประเด็นเรื่องศาสนาพุทธ นายกฯ ไม่ได้ไปดูพระที่ถูกทหารจับ ฟังแต่รายงาน ขณะที่นายสุเทพ บอกว่า คนห่มผ่าเหลือง ขอให้ดูน้ำตาของพระ ภาพที่หลุดออกมา เอาเชือกมัดไพล่หลัง ดูน้ำตาของพระ พระรูปนี้ ชื่อ พระประเสริฐ สุรปัญโญ อายุ 48 ปี คนลพบุรี พระองค์นี้ อยู่บ้านผม เป็นคนที่คนในอำเภอท่าวุ้ง นับถือ อีกรูปหนึ่ง พระศรีอริยะ อริวังโส "

อีก รูป พระสมบูรณ์ มุทุกัณฑ์ ถูกจำคุกแดน 9 เป็นพระจาก จ.อุบลราชธานี พระมาเพื่อจะมาบอกว่า อย่ายิงประชาชน อีกรูปคือ พระบุญมี วัดโชคอำนวย จ. อุบลราชธานี ถูกจำคุก แดน 9 ไม่ได้เปล่งวาจาสึก องค์ที่ 5 พระสุนัย ขาวอ่อน อายุ 48 ปี จ.อุดรธานี ติดคุกอยู่แดน 6

ในช่วงที่นายสุชาติ โชว์รูป ปรากฏว่า ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ 2 คน ประท้วง ว่า ไม่ได้รับอนุญาตให้นำมาเปิดเผยในสภา

นายอาคม เอ่งฉ้วน ส.ส. ประชาธิปัตย์ ประท้วงว่า พระที่มาชุมนุม ไม่ชอบ เพราะมหาเถรฯห้ามพระมาชุมนุม เพราะไม่ใช่การชุมนุมโดยสงบ

ต่อ มา นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ชี้แจงว่า เรื่องพระ จะกระทบกระเทือนความรู้สึกประชาชน พฤติกรรมในที่ชุมนุม แยกแยะได้ยากว่าเป็นพระหรือคนห่มผ้าเหลือง ขณะอภิปรายนายสุเทพ ได้โชว์รูปจาก เอเอสทีวี ว่า พระที่ถูกอ้างคือ คือนายสุปัญญา

"4 คนไม่ได้เป็นพระ วันนี้อยู่ในคุก เพราะเป็นผู้ต้องหา จับกุมได้ซึ่งหน้า เป็นความผิดซึ่งหน้า จับได้หน้าบริษัทบางกอกเคเบิล วันที่ 19 พ.ค. มหาเถรสมาคม บอกว่า ความผิดซึ่งหน้า สามารถสึกได้ และขณะจับกุม ไม่มีผ้าเหลืองแล้ว ถ้าพระไม่ตีทหาร จะถูกจับหรือไม่ อยู่ในที่อโคจร เป็นแค่คนห่มผ้าเหลือง จะหาว่า ผมไม่ใช่คนพุทธ ผมบวชที่วัดสวนโมกข์ "นายสุเทพ กล่าว

นอกจากนี้ นายสุเทพ ยังเปิดข้อมูลว่า ไปตามสอบพระที่นายสุชาติ กล่าวอ้างว่า ไม่ได้อยู่ในพื้นที่

******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง

-รายงานพิเศษ1ปีพฤษภารำลึก[ตอนที่1-4]

-365 วันแล้ว ! ที่ประชาชนถูกยิงตาย !!! แต่ยังไม่มีใคร ? รับผิดชอบ (1-3 )

สูตรการเมืองจบฉบับทักษิณ

ที่มา โพสต์ทูเดย์

พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษ เปิดใจครั้งแรกกับ“โพสต์ทูเดย์”หลังการยุบสภา ถึง ความมั่นใจในการเลือกตั้ง รวมถึงทิศทางการเมืองในอนาคตและทุกข้อครหา

ทั้งนี้โพสต์ทูเดย์ได้แบ่งคลิปวีดีโอการสัมภาษณ์ครั้งนี้ออกเป็น 4 ตอนดังนี้

คลิ้กชมทั้งหมดที่นี่

จาก 'ลัดดา' ถึง 'เรยา' และ 'ชั่วฟ้าดินสลาย'

ที่มา Voice TV



คำผกา จัดเต็ม ! กระทรวงวัฒนธรรม กรณีประเด็นร้อน “ดอกส้มสีทอง” ด้วยการวิจารณ์ที่เผ็ดร้อน แบบที่แสบไปถึงทรวง

แทนที่ตัวแทนจากกระทรวงวัฒนธรรม จะออกมาแก้ปัญหาที่เกิดจากความกังวลของพ่อแม่ผู้ปกครอง ที่ต้องอกสั่นขวัญหายว่า ลูกๆ จะเลียนแบบพฤติกรรมของ “เรยา” ตัวละครจาก “ดอกส้มสีทอง” ที่มักจะแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวบุพการี แบบสารพัดสารพัน ตัวแทนของหน่วยงานเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม กลับออกมาให้ความเห็น ที่ทำให้สังคมงุนงง โดยระบุว่า “เป็นเรื่องที่ลำบากมาก โดยเฉพาะพ่อแม่ที่มีการศึกษาน้อย ก็อาจจะสั่งสอนลูกให้มีวิจารณญาน ในการชมละครเรื่องนี้น้อย แต่ถ้าหากเป็นครอบครัวที่พ่อแม่จบระดับปริญญาตรี ก็คงจะมีปัญญาสอนลูก ลูกคงเข้าใจ ไม่ต้องทำอะไรมาก”!?

นี่เป็นเพียงทัศนะเล็ก ๆ ของผู้มีอำนาจเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม ที่คราวนี้ ถึงกับทำให้ “คำผกา” อดรนทนไม่ไหว อุทิศเวลาของรายการแบบเต็มอิ่ม 30 นาที ในการจัดเต็มกระทรวงวัฒนธรรม ทั้งเรื่องเก่าเล่าใหม่ “แม่ชีทศพร” ไปจนถึง “เรยา” ในฐานะปัญหาสังคม!

พร้อมกันนี้ คิดเล่นเห็นต่างกับ “คำผกา” ตอน จาก “ลัดดา” ถึง “เรยา” และ “ชั่วฟ้าดินสลาย” ยังนำบทความที่น่าสนใน จากภาพยนตร์เรื่อง “ชั่วฟ้าดินสลาย” ความเหมือนที่แตกต่างกับ “ดอกส้มสีทอง” มานำเสนอเพิ่ม ให้ได้คิดเล่น คิดเหมือน คิดต่าง เพราะแท้จริงแล้ว ปัญหา “เรยา” กลับไม่ใช่ปัญหาใหญ่ในสังคมไทย แต่กลับเป็นวิถีปฏิบัติของ “ผู้ชาย” ในฐานะผู้มีอำนาจ ทั้ง เจ้าสัวเชง จากดอกส้มสีทอง ถึง พะโป้ จากชั่วฟ้าดินสลาย นี่ต่างหากที่เป็นปัญญาใหญ่ของสังคมไทย !

(บางช่วงบางตอนจาก บทความ ต้องอยู่ใต้อำนาจ ชั่วฟ้าดินสลายโดย อัจฉรา รักยุติธรรม) http://www.localtalk2004.com/V2005/detail.php?file=1&code=m1_06102010_01

ความย้อนแย้งของผู้ทรงธรรม

การกระทำของ พะโป้ มีลักษณะย้อนแย้ง (paradox) อย่างน่างุนงงสงสัย แม้แต่ ทิพย์ คนสนิทของ พะโป้ ก็คาดไม่ถึงว่าผู้ทรงศีลอย่างเขาจะเลือดเย็นได้ถึงเพียงนั้น

ฉันไม่สงสัยในความผิดหวัง ความโกรธ และความอาฆาตแค้นของ พะโป้ ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่มีเลือดมีเนื้อ เรื่องแบบนี้หากเกิดกับใครก็ย่อมมีความรู้สึกเช่นนั้นเป็นธรรมดา และฉันก็ไม่เรียกร้องให้เขาให้อภัยหากเขาไม่อาจทำได้ แต่ที่ฉันขัดเคืองใจก็คือการที่ พะโป้ แสดงตนเป็นผู้ตั้งมั่นอยู่ในศีลในธรรมเหนือมนุษย์ปุถุชน เขาพยายามแสดงให้เห็นว่าเขาไม่ได้ทำโทษสองคนนั้นเพราะโทสะโมหะของตน แต่เป็นการกระทำที่วางอยู่บนความชอบธรรมบางอย่าง

พะโป้ เลือกพิพากษาชะตากรรมของ ส่างหม่อง และ ยุพดี ในวันพระใหญ่ซึ่งโดยทั่วไปแล้วพุทธศาสนิกชนจะละเว้นการกระทำบาป ทุกคนรวมทั้งเขาเองยังอยู่ในชุดขาวประหนึ่งผู้ทรงศีล แทนที่จะเฆี่ยนตีหรือลงโทษด้วยความรุนแรง พะโป้ กลับใช้วิธีแบบหนามยอกเอาหนามบ่งโดยให้หลายชายและภรรยาสาวของเขาได้ครองรัก ร่วมกันตราบชั่วฟ้าดินสลายสมดังความต้องการของคนทั้งคู่

การกำหนดชะตาชีวิต การจองจำ และการหยิบยื่นความตายให้แก่ ส่างหม่อง และ ยุพดี ไม่เป็นประเด็นที่ทำให้ผู้ชมตั้งคำถามต่อความชอบธรรมในการใช้อำนาจของ พะโป้ เพราะเขาเป็นคุณอาที่เลี้ยงดู ส่างหม่อง มาแต่เล็กจนโต และเป็นสามีที่ย่อมมีอำนาจในการเป็นเจ้าของ ยุพดี ตามที่เข้าใจกันโดยทั่วไป นอกจากนั้นเขายังเป็นผู้กุมชะตากรรมของทุกชีวิตในอาณาจักรเล็ก ๆ แห่งนั้น เขาสร้างบารมีเสริมอำนาจของตนด้วยการวางตนอยู่ในครรลองแห่งความดี ดังนั้น จึงดูราวกับว่า พะโป้ มีความชอบธรรมมากพอในการลงทัณฑ์หญิงชั่วและชายโฉดที่ละเมิดจารีตประเพณีของ สังคมและท้าทายอำนาจของเขา

การกระทำของเขาจึงเป็นการกระทำที่ถูกมองว่าผ่านการใคร่ครวญโดยชอบแล้ว

ความคลุมเครือการใช้อำนาจของผู้มีบารมี

วิธีการลงโทษที่ไม่ได้เฆี่ยนโบย วัตรปฏิบัติของเขาที่ผ่าน ๆ มา และสีหน้าท่าทีเรียบเฉยของเขาเมื่อ ส่างหม่อง มาร้องขออิสรภาพ ทำให้ผู้ชมตัดสินได้ยากกว่า พะโป้ ลงโทษชายหญิงทั้งคู่ด้วยความรักหรือความแค้น ประสงค์จะเอากันให้ตายหรือเพียงแค่สั่งสอน “เด็ก” ดื้อให้รู้จักหลาบจำ

เหตุการณ์ในเรื่องดูเสมือนหนึ่งว่า พะโป้ ไม่ได้ใช้ความรุนแรงกระทำต่อ ส่างหม่อง และยุพดี

แต่การพันธนาการคนสองคนไว้ให้ปราศจากอิสรภาพก็ไม่อาจนับว่ามันไม่ใช่ความ รุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจองจำ ยุพดี ผู้เทิดทูนเสรีภาพของความเป็นมนุษย์เหนือสิ่งอื่นใด.......

ผ่ากระบวนการสรรหา กสทช.(ตอน2)"ข้อมูลใหม่" โละทิ้ง 22 รายชื่อ เร่งฟ้องศาลปกครอง 24 พ.ค.

ที่มา มติชน



ก่อนหน้านี้ มติชนออนไลน์ ได้เปิดประเด็นความไม่โปร่งใสในกระบวนการสรรหา กสทช. จำนวน 22 คน ไปแล้วเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ปรากฏว่า ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง ล่าสุดมีข้อมูลใหม่ที่น่าสนใจ หลายประเด็น


ชั่วโมง นี้ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ กระบวนการสรรหา 22 คน มิใช่แค่ นายสุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร ที่กำลังต่อสู้เพื่อรักษาสิทธิของตนเองเท่านั้น

แต่ยังมี ตัวแทนกลุ่มรักษ์ชาติ ที่อ้างว่า ได้ติดตามการเคลื่อนไหวของกลุ่มเอ็น จี โอและกลุ่มนายทุน และพบเห็นสิ่งผิดปกติ !!!

เช่น กรรมการสรรหา กสทช. และ ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นกสทช. บางคน มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องเป็นอย่างดี และมียังข้อครหาที่มีกลิ่นตุๆ

ผ่า กระบวนการสรรหา กสทช. (ตอน 2) "มติชนออนไลน์" จะชี้ประเด็นความไม่ชอบด้วยกฎหมายของการสรรหา อย่างเป็นระบบ โดยไม่พาดพิงตัวบุคคล ดังนี้


เริ่มจาก พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจาย เสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 กำหนดให้ เลขาธิการวุฒิสภาเป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือก


แต่ ใน "ระเบียบสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกผู้สมควรได้รับเลือกเป็นกรรมการกิจการ กระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ โดยวิธีการสรรหา พ.ศ. 2553" กลับไม่มีการกำหนดสิ่งที่เป็นวิธีการคัดเลือกเลยว่า วิธีการให้คะแนนเป็นอย่างไร ให้น้ำหนักกับเรื่องใด ?


การ ที่คณะกรรมการสรรหากำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาคัดเลือกผู้สมัคร ไว้ในหนังสือเชิญแสดงวิสัยทัศน์ นอกเหนือไปจากที่เลขาธิการวุฒิสภากำหนด คณะกรรมการสรรหามีอำนาจหรือไม่ เพราะทั้งพระราชบัญญัติ และระเบียบ ไม่ได้ให้อำนาจคณะกรรมการสรรหาเอาไว้แต่อย่างใด

นอก จากนี้ กรรมการ กสทช. ตามกฎหมาย เป็นกรรมการที่มีความชำนาญเฉพาะด้าน แต่กรรมการสรรหาเป็นกรรมการที่มาจากตำแหน่ง ไม่ใช่จากความชำนาญ ในการพิจารณาเอกสารและหลักฐานที่แสดงผลงานหรือความรู้ของผู้สมัครตามระเบียบ ฯ ข้อ 7 (3) คณะกรรมการสรรหามีวิธีการพิจารณาเอกสารต่างๆของผู้สมัครแต่ละรายอย่างไร?

กรรมการสรรหาฯ ใช้อำนาจตัดสิน เลือกผู้หนึ่งผู้ใดได้ หรือพิจารณาตัดสินได้เอง โดยใช้ดุลยพินิจล้วนๆ เพราะพวกเขา มิได้เป็นผู้ที่มีความรู้ความชำนาญเฉพาะด้าน


ประเด็น ต่อมา คณะกรรมการสรรหาได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการแสดงวิสัยทัศน์ว่า ผู้ที่ไม่สามารถเข้าร่วมในการแสดงวิสัยทัศน์ ไม่ถูกตัดสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคัดเลือกจากคณะกรรมการสรรหา ก็เท่ากับว่า การแสดงวิสัยทัศน์ไม่ใช่องค์ประกอบที่สำคัญที่นำมาใช้ในการพิจารณาสรรหา


เพราะ ฉะนั้น การสรรหาจึงจำกัดอยู่ที่ ระเบียบฯ ข้อ 7 (3) คือต้องพิจารณาจากเอกสารและหลักฐานที่แสดงผลงานหรือความรู้ และความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ด้านใดด้านหนึ่งที่กำหนดไว้ในกฎหมาย


ประกอบ กับ ระเบียบ ฯ ไม่กำหนดถึงวิธีการพิจารณาในเรื่องดังกล่าวเอาไว้ จึงทำให้ ระเบียบ ฯ ไม่สมบูรณ์ครบถ้วน เพราะไม่มีใครทราบหลักเกณฑ์และวิธีการในการพิจารณาเอกสารและหลักฐาน ทำให้กระบวนการสรรหาไม่โปร่งใส เพราะไม่มีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาคัดเลือกถึงตัวบุคคลที่ชัดเจน เช่น ในการพิจารณาผลงานของผู้สมัคร มีการอ่านอย่างไร ให้คะแนน

ประเด็นก็คือ กรรมการสรรหาที่ไม่มีความรู้ในด้านดังกล่าวจะทำอย่างไร เพราะโลกแห่งความเป็นจริง เราไม่ควรเอาคนไม่มีความรู้มาประเมินคนมีความรู้ได้


จริง ๆ แล้ว การสรรหากรรมการระดับชาติที่มีความสำคัญเช่นนี้ควรทำด้วยความละเอียดรอบคอบ โปร่งใสในทุกขั้นตอนเปิดเผยหลักเกณฑ์และวิธีการในการคัดเลือกที่มีราย ละเอียดที่ชัดเจนล่วงหน้าเพื่อให้ผู้สมัครทราบ ควรมีกระบวนการในการให้คะแนนผู้สมัครที่ชัดเจนว่า ให้คะแนนจากเอกสารหรือหลักฐานใดที่ผู้สมัครส่งมา


ตามหลักการแล้ว กรรมการสรรหาไม่มีดุลพินิจที่จะเลือกผู้สมัครจากเหตุผลอื่นนอกเหนือไปจาก สิ่งที่เป็นคุณสมบัติของกรรมการกสทช. ตามที่พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุ กระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 กำหนดเอาไว้คือเป็น "ผู้ที่มีผลงาน หรือ มีความรู้ หรือ มีความเชี่ยวชาญ หรือ มีประสบการณ์"

เพราะฉะนั้น คณะกรรมการสรรหาจึงต้องตอบให้ได้ว่าผู้ที่คณะกรรมการสรรหาเลือกมีคุณสมบัติ ใน 4 ประการที่กฏหมายกำหนดเหนือกว่าผู้ที่คณะกรรมการสรรหาไม่ได้คัดเลือกอย่างไร


เนื่อง เพราะ “ระเบียบสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกผู้สมควรได้รับเลือกเป็นกรรมการกิจการ กระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ โดยวิธีการสรรหา พ.ศ. 2553” ไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการสรรหาที่เป็นระบบ มีความโปร่งใสและเป็นธรรมเอาไว้


การสรรหาจึงเกิดจากการใช้ดุลพินิจของกรรมการสรรหาซึ่งพระราชบัญญัติไม่ได้ให้อำนาจดังกล่าวกับคณะกรรมการสรรหาเอาไว้ ผลของการสรรหาจึง
เป็นที่สงสัยของหลายๆฝ่าย

ผู้มีส่วนได้เสียจึงควรฟ้องขอให้ศาลปกครองเพิกถอนระเบียบดังกล่าวเนื่องจากระเบียบไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการสรรหาเอาไว้


ทั้งๆ ที่พระราชบัญญัติกำหนดให้ต้องกำหนด ประกอบกับการสรรหาบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งสาธารณะควรมีวิธีการสรรหาที่เป็นระบบ มีความโปร่งใสและเป็นธรรมอันเป็นสิ่งที่ต้องพึงมีในการสรรหากรรมการระดับ ชาติ ในเมื่อระเบียบฯ ไม่ชอบด้วยกฏหมาย จึงทำให้กระบวนการสรรหาทั้งหมดไม่ชอบด้วยกฏหมายไปด้วย



ประเด็น ข้อกฎหมาย ที่น่าสนใจคือ หากพบว่าเลขาธิการวุฒิสภาหรือคณะกรรมการสรรหามีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้ อำนาจโดยมิชอบในการสรรหาเพื่อให้ได้มาซึ่งพวกพ้องหรือผู้ที่ตนสนับสนุน ทั้งๆที่มีคุณสมบัติด้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้รับการสรรหา

ผู้ ที่ไม่ได้รับการสรรหาอาจฟ้องทางอาญาตามมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญากับเลขาธิการวุฒิสภา และดำเนินการตามมาตรา 123/1 แห่งกฎหมาย ป.ป.ช. ฉบับใหม่กับคณะกรรมการสรรหาได้อีกด้วย

หาก พบว่ามีการกระทำผิด กฏหมาย ป.ป.ช.ฉบับใหม่กำหนด โทษจำคุกสูงสุด สำหรับกรณีที่คณะกรรมการซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐประเภทหนึ่งปฏิบัติหรือ ละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติ หน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ


ฉะนั้นแล้ว หากจะฟ้องขอให้ศาลปกครองเพิกถอนประกาศ 22 รายชื่อ จะต้องทำภายใน1เดือนนับจากวันประกาศรายชื่อ นั่นคือ 24 พ.ค. ศกนี้ .

หาเสียงก่อนยุบสภา ระวังเจอคุก-ตัดสิทธิ

ที่มา มติชน



ประสงค์ วิสุทธิ์ คอลัมน์ ณ ริมคลองประปา

ช่วง ก่อนมีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2554 และกำหนดวันเลือกตั้งทั่วไปในวันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม 2554 พรรคการเมืองต่างๆ รวมทั้ง (ว่าที่) ผู้สมัคร ส.ส.ต่างเร่งหาเสียงอย่างขนานใหญ่

พรรคประชาธิปัตย์ยิงสปอตโฆษณาทางโทรทัศน์ถี่ยิบ

ขณะ ที่พรรคเพื่อไทย มีแกนนำออกรายการทีวีเสื้อแดงโฆษณานโยบายพรรค และโจมตีพรรคคู่แข่ง เช่นเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ที่หลบหนีคดีอยู่ต่างประเทศ ออกรายการโทรทัศน์เสื้อแดงติดต่อกันหลายวัน คุยถึงนโยบายพรรคเพื่อไทยที่ตนรังสรรค์ขึ้น

การ ที่พรรคการเมืองต่างๆ เร่งช่วงชิงโฆษณาหาเสียงทางโทรทัศน์ เพราะรู้ดีว่าหลังจากมีพระราชกฤษฎีกายุบสภาแล้ว ไม่มีสิทธิไปเช่าเวลาหาเสียงทางวิทยุและโทรทัศน์ได้อีก เนื่องจาก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผ้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 กำหนดให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นผู้จัดสรรเวลาให้แต่ละพรรคได้ออกอากาศอย่างเท่าเทียมกัน ห้ามพรรคการเมืองและผู้สมัครเช่าเวลาหาเสียงทางวิทยุและโทรทัศน์ด้วยตนเอง (มาตรา 59 ประกอบ 60)

ใครฝ่าฝืนมีโทษจำคุก ปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ

อย่าง ไรก็ตาม แม้จะเป็นการเช่าเวลาทางวิทยุโทรทัศน์หรือซื้อสื่ออื่นๆ หาเสียงก่อนยุบสภาก็ไม่สามารถทำได้ตามอำเภอใจ เพราะต้องนำค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไปคำนวณรวมกับค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งที่จะมี ขึ้นในวันที่ 3 กรกฎาคมด้วย ทั้งนี้ เป็นไปตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 ที่บัญญัติว่า ในกรณีที่พรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง หรือสมาชิกได้ซื้อเวลาในการออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียง หรือสถานีวิทยุโทรทัศน์ หรือได้ซื้อเนื้อที่โฆษณาในหนังสือพิมพ์ หรือโฆษณาโดยวิธีอื่น ให้นำค่าใช้จ่ายดังกล่าวไปรวมคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายของพรรคการเมืองในการเลือก ตั้งครั้งถัดไปด้วย

แต่ถ้ามีคนใจป้ำให้ไปใช้เวลา ออกอากาศให้ฟรีๆ เช่น โทรทัศน์เสื้อแดงให้แกนนำพรรคเพื่อไทยไปจัดรายการเป็นชั่วโมงๆ ต่อวัน ต้องนำมาคิดคำนวณเป็นเงินด้วยหรือไม่

คำตอบคือ ต้องนำมาคิดคำนวณด้วย ซึ่งเป็นไปตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งฯ ที่กำหนดห้ามผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใช้จ่ายในการเลือกตั้ง (บนโต๊ะ) เกินกว่าที่ กกต.กำหนด

ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายดังกล่าวให้รวมถึงบรรดาเงินหรือทรัพย์สินอื่นใดที่บุคคลใด ๆ จ่ายหรือรับว่า จะจ่ายแทนหรือนำมาให้ใช้โดยไม่คิดค่าตอบแทน เพื่อประโยชน์ในการหาเสียงเลือกตั้ง โดยความยินยอมของผู้สมัครหรือพรรคการเมืองนั้นด้วย ในกรณีที่นำทรัพย์สินมาให้ใช้ให้คำนวณตามอัตราค่าเช่าหรือค่าตอบแทนตามปกติ ในท้องที่นั้นๆ

การใช้จ่ายเงินตามที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองบัญญัติให้ถือว่า เป็นการใช้จ่ายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ให้นำมารวมคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายของผู้สมัครหรือพรรคการเมืองด้วย (มาตรา 50 วรรคสาม วรรคสี่)

เมื่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งฯ คุมเข้มเรื่องค่าใช้จ่ายเช่นนี้ รับรองว่าคู่แข่งคงไปขุดหาหลักฐานการใช้จ่ายในการหาเสียงก่อนยุบสภามายื่น ร้องต่อ กกต.แน่

ใคร (ผู้สมัครและหัวหน้าพรรค) ที่ใช้เวลาหาเสียงทางโทรทัศนไปอย่างไม่บันยะบันยังหนาวแน่ เพราะอาจทำให้ค่าใช้จ่ายเกินกว่าที่ กกต.กำหนดได้ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่1-5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,00-100,000 บาท หรือปรับเป็นจำนวน 3 เท่าของจำนวนเงินที่เกินจำนวนเงินที่ กกต.กำหนด และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด 5 ปี (มาตรา 141)

ใน การเลือกตั้งครั้งนี้ กกต.กำหนดค่าใช้จ่ายหาเสียงของผู้สมัคร ส.ส.ไว้เท่าเดิมคือ ไม่เกินรายละ 1.5 ล้านบาท ดังนั้น สำหรับพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อครบทั้ง 125 คน ก็มีสิทธิที่จะใช้เงินหาเสียงในนามของพรรคได้ไม่เกิน 187.5 ล้านบาท

อาจ มีผู้ปรามาสว่า เพดานค่าใช้จ่ายในการหาเสียงเลือกตั้งที่ กกต.กำหนดไว้แค่ 1.5 ล้านบาท เป็นเรื่องหลอกเด็ก เพราะเอาเข้าจริงในพื้นที่ที่มีการต่อสู้อย่างดุเดือดอาจใช้เงินเป็นร้อย ล้านบาทอย่างต่ำๆก็ 30-40 ล้านบาทซึ่งกกต.จับใครไม่ได้สักคนเดียว

แต่ หารู้ไม่ว่า ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ผ่าน(ปลายปี2550)มีกระแสข่าวว่า กกต.จังหวัดได้ตรวจสอบบัญชีค่าใช้จ่ายที่ผู้สมัคร ส.ส.ยื่นไว้ พบว่าน่าจะไม่ถูกต้องหรือมีพิรุธประมาณ 500 ราย ในจำนวนนี้มีผู้ได้รับเลือกเป็น ส.ส.กว่า 10 ราย โดยมีรัฐมนตรีในรัฐบาลปัจจุบันรวมอยู่ด้วย เพียงแต่ว่า สำนักงาน กกต.ดองเรื่องไว้ไม่ดำเนินการจนกระทั่งมีการยุบสภา

กลายเป็นเผือกร้อนที่ กกต.จะหยิบมาฟันใครตอนนี้ก็ลำบาก เพราะจะถูกย้อนศรฟ้องกลับว่า ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบได้

มีชัย ฤชุพันธุ์ วิพากษ์"อำนาจเบ็ดเสร็จ"กกต. ออกกฎเอง ตีความเอง ตัดสินเอง

ที่มา มติชน



วันที่ 15 พ.ค. 2554 เว็บไซต์ www.meechaithailand.com ของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานวุฒิสภา กรรมการกฤษฎีกา ในคอลัมน์ถามตอบกับมีชัย ได้มีผู้ใช้นามแฝงว่า คนตรงๆ ถามคำถามเรื่อง กกต.จังหวัด ว่า

" กกต.จังหวัด ก็คือคนของนักการเมืองที่คุมจังหวัดนั้นได้ เป็นการสรรหาที่ภาครัฐให้คนในจังหวัดหากันเอง คนหาก็ถูกกำหนดไว้แล้วเพียงแต่ทำให้ดูแนบเนียน ดังนั้นต่อให้ไปแจกเงินกลางตลาดก็มองไม่เห็น ผมเห็นว่าที่มาของกกต.จังหวัดน่าจะผ่านการกลั่นกรองจากอำนาจตุลาการของ จังหวัดหรืออาจารย์เห็นว่าอย่างไรครับ"

อดีตประธานวุฒิสภา ตอบว่า " เมื่อไปให้อำนาจ กกต.ในการจัดการเลือกตั้งเสียเอง กกต.ก็ต้องไปตั้งคนขึ้น และเมื่อ กกต.ไม่มีพื้นเพหรือเครือข่ายในต่างจังหวัด อะไรที่ได้รับรายงานมาก็ย่อมนึกว่าดีแล้ว เป็นของธรรมดา และเมื่อ กกต.มีอำนาจเบ็ดเสร็จ การจะทักท้วงก็ย่อมเป็นการยาก

ความ ผิดพลาดจึงอยู่ที่การให้ กกต.เป็นผู้มีอำนาจจัดการเลือกตั้ง ออกกฎระเบียบว่าด้วยการเลือกตั้ง ตีความกฎระเบียบนั้นเอง ตรวจสอบการเลือกตั้ง บังคับการให้เป็นไปตามกฎระเบียบที่ตนออก และตัดสินเรื่องราวเกี่ยวกับการฝ่าฝืนกฎระเบียบนั้นเสียเองเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งไม่มีองค์กรใดมีอำนาจมากเท่านี้

ทุกคนจึงต้องฝืนทนไปจนกว่านักวิชาการสมัยใหม่เขาจะมองเห็นอันตราย "

"สมชาย"อวยพรวันเกิด"บิ๊กจิ๋ว" แย้มเป็นไปได้กลับร่วมงาน พท. "ทักษิณ"มอบกุหลาบแดง ต่อสายหาด้วยตัวเอง

ที่มา มติชน



ผู้ สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมว่า นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายประภัสร์ จงสงวน ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย นำกระเช้าดอกไม้มาอวยพรวันเกิด พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายรัฐมนตรี เนื่องในวันคล้ายวันเกิดครบ 79 ปี ที่ริเวอร์ไรน์ คอนโดมิเนียม อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี ทั้งนี้ นายสมชายนำกระเช้าดอกไม้มา 2 กระเช้า ซึ่งมีชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ติดอยู่ด้วย 1 กระเช้า


นาย สมชายให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าพบ พล.อ.ชวลิตว่า ตนมาอวยพรวันเกิด พล.อชวลิต ไม่ได้มาเชิญเข้าพรรคเพื่อไทย เพราะมันเป็นหน้าที่ของนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย อีกทั้งตนไม่มีอำนาจศักยภาพพอ

"ถ้าถามถาม ใจของตน ตนอยากให้ พล.อ.ชวลิตไปช่วยงานพรรคเพื่อไทย เพราะในพรรคมีนายทหารและตำรวจที่เป็นลูกน้องของ พล.อ.ชวลิตเยอะ หาก พล.อ.ชวลิตกลับไปอยู่กับน้องๆ คงจะอบอุ่น ส่วน พล.อ.ชวลิตจะมาช่วยพรรคเพื่อไทยหาเสียงหรือไม่นั้น ตนคิดว่าใครมาช่วยพรรคหาเสียงถือว่าดี และเป็นไปได้ที่ พล.อ.ชวลิตจะมาช่วยหาเสียง" นายสมชาย กล่าว


ผู้สื่อข่าวถามว่า กระเช้าดอกไม้มีชื่อของ พ.ต.ท.ทักษิณ มีการฝากอวยพรอะไรมาบ้าง นายสมชายกล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้มาอวยพรด้วยตัวเอง จึงฝากกระเช้าดอกไม้มาให้ ส่วนการอวยพรคิดว่าคงสามารถคุยกันได้ เพราะรู้เบอร์โทรศัพท์ก็คุยกันได้


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมชายให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเสร็จ นายสมชายจะขึ้นลิฟต์ไปพบ พล.อ.ชวลิต แต่ รปภ.ไม่ให้เข้า โดยอ้างว่า พล.อ.ชวลิตไม่ได้แจ้งอนุญาต ทำให้นายพร้อมพงศ์ชี้แจงว่า นายสมชายเป็นอดีตนายกฯ จะไปอวยพร พล.อ.ชวลิต พร้อมกับมีผู้ประสานงานลงมายืนยันให้นายสมชายเข้าพบ พล.อ.ชวลิตได้ รปภ.จึงอนุญาต ทั้งนี้ นายสมชายใช้เวลาไปพบ พล.อ.ชวลิต 20 นาที จากนั้นนายสมชายให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่า ตนอวยพรพลเอกชวลิตให้มีอายุมั่นขวัญยืนและเป็นกำลังใจให้พวกตนต่อไป โดย พล.อ.ชวลิตได้ขอบคุณ โดยไม่มีการคุยเรื่องการทำงานการเมืองร่วมกันอีกครั้ง


"วันนี้ เป็นวันเกิดก็ควรมาแสดงความดีใจ โดย พล.อ.ชวลิตมีหน้าตาสดใส สมองเปี่ยมด้วยความสามารถ ซึ่งระหว่างที่คุยกัน พ.ต.ท.ทักษิณโทรศัพท์อวยพร พล.อ.ชวลิตด้วยตัวเอง ส่วนจะคุยเรื่องการเมืองกันหรือไม่ ตนไม่ได้ฟังเพราะเป็นเรื่องมารยาท โดย พล.อ.ชวลิตบอกว่าไม่ได้ทอดทิ้งน้องๆ มีอะไรก็ช่วยบอกกล่าว ยืนยันว่าวันนี้ไม่ได้คุยเรื่องการเมือง เพราะเรื่องต่างๆ มันแล้วแต่สถานการณ์ข้างหน้า วันนี้สรุปว่ามิตรภาพเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง" นายสมชายกล่าว

นายกฯนอมินี

ที่มา ข่าวสด

ทิ้งหมัดเข้ามุม
มันฯ มือเสือ



การจัดเตรียมโผรายชื่อผู้สมัครส.ส.

ทั้งระบบเขตและบัญชีรายชื่อของบรรดาพรรค การเมือง ที่เกิดภาวะฝุ่นตลบตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ประกาศยุบสภา

สัปดาห์ นี้ฝุ่นน่าจะจางลง ก่อนถึงวันเปิดรับสมัคร เลือกตั้งที่ กกต.กำหนดเปิดรับสมัครระบบบัญชีรายชื่อ วันที่ 19-23 พ.ค. จากนั้นวันที่ 24-28 พ.ค. เป็นคิวของผู้สมัครระบบเขต

อย่างที่หลายคนพูดไปแล้วว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นการต่อสู้ของประชาธิปัตย์กับเพื่อไทย

ประชาธิปัตย์นั้นแน่นอนว่าชูนายอภิสิทธิ์ กลับมาเป็นนายกฯอีกรอบ

ขณะ ที่เพื่อไทยเพิ่งตกลงกันได้เมื่อไม่กี่วันมานี้ ว่าจะส่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวพ.ต.ท. ทักษิณ ลงสมัครระบบบัญชีรายชื่ออันดับ 1 เป็น คู่ชิงนายกฯกับนายอภิสิทธิ์

ส่วนพรรคอื่นๆ หวังแค่ได้รับเลือกเป็นรัฐบาล ไม่ได้หวังไกลถึงนายกฯ จะมีก็แต่พรรครักประเทศไทยของ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ที่อาสาขอเป็นฝ่ายค้านเพื่อตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่น ถือเป็นจุดขายไปอีกแบบ

นายชูวิทย์ ยังนำพวงมาลัยรถและสุนัขมาประกอบ การแถลงข่าว โดยกล่าวว่าพวงมาลัยรถ เป็นสัญลักษณ์ การขับเคลื่อนประเทศ

ส่วนสุนัขเป็นสัญลักษณ์ความซื่อสัตย์ของจริง ไม่เหมือนกับพวกนักการเมืองในสภา

หายหน้าไปนาน กลับมาครั้งนี้นายชูวิทย์ ยังตลกร้ายเหมือนเดิม

ย้อนกลับไปยัง 'อภิสิทธิ์-ยิ่งลักษณ์' คู่ชิงนายกฯ

เริ่ม มีคนนำเอาทั้ง 2 คนมาเปรียบเทียบกันแล้ว ทั้งเรื่องรูปร่างหน้าตา ความหล่อความสวย ความรู้ความสามารถ ฐานะชาติตระกูล และคุณสมบัติอื่นๆ อีกหลายอย่าง

สรุปว่าถ้าเทียบกันตัวต่อตัว ถึงน.ส.ยิ่งลักษณ์จะเป็นผู้หญิง และได้ชื่อว่าเป็น 'นอมินี' ของพ.ต.ท. ทักษิณ แต่ก็เชื่อว่าจะสู้กับนายอภิสิทธิ์ ได้อย่างสบาย

เพราะเรื่องนอมินีนั้น นายสมัคร สุนทรเวช เคยเป็นมาก่อนและได้รับเลือกตั้งจนชนะได้เป็นนายกฯ มาแล้ว

ถ้าประชาชนอยากจะเลือกเสียอย่าง นอมินีหรือไม่นอมินีจึงไม่ใช่ปัญหา

และ ความจริงอย่างนายอภิสิทธิ์ ที่เข้ามาเป็นนายกฯ บริหารประเทศอยู่ 2 ปีครึ่ง ที่ผ่านมาก็ไม่ได้เป็นตัวของตัวเองสักเท่าไหร่ นั่นก็เพราะเป็นนอมินีเหมือนกัน

ต้องทำตามที่เจ้าของอำนาจตัวจริงสั่งการ

ไม่ใช่หรือ

"10พยาน"ในวัด สเกตช์รูป มือปืนดักรอประชา

ที่มา ข่าวสด

แจ๊กเกตสีดำ-เดินถามหา ก่อนขึ้น"วีโก้ "ตามไปยิง อส.ในงานศพรุดให้การ แพทย์ผ่าตัดสส.เหยื่ออีก เจอสะเก็ดกระสุน-แก้ว


ตร.เร่ง สอบ 10 อาสาสมัครตำรวจโรงพักพระสมุทรเจดีย์ที่เห็นรถวีโก้สีดำจอดอยู่ในวัด ช่วง"ประชา ประสพดี"ร่วมพิธีศพ เพื่อเตรียมออกภาพสเกตช์ออกหมายจับมือปืนแจ๊กเกตดำตามที่พยานเห็นหน้า "คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง"นัดประชุมพนักงานสืบสวนสอบสวนวันนี้ ตรวจสอบความคืบหน้าคดีเพื่อล่าตัวมือปืน ส่วนความคืบหน้าอาการอดีตส.ส.หมอผ่าตัดเพิ่มคีบเอาสะเก็ดแก้วออกจากบาดแผล เตรียมส่งให้พนักงานสอบสวนนำไปตรวจสอบ

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 15 พ.ค. ที่โรงพยาบาลพระราม 9 ทีมแพทย์ผู้รับผิดชอบตรวจรักษาอาการของนายประชา ประสพดี ได้นำตัวนายประชา ออกจากห้องพักผู้ป่วยในชั้น 15 ไปยังห้องผ่าตัดชั้นที่ 4 ของร.พ.หลังจากพบว่านายประชามีอาการเจ็บระคายเคืองและอักเสบที่บริเวณต้นคอ เบื้องต้นแพทย์ได้ตรวจพบว่ามีสะเก็ดของเศษแก้วหรือเศษโลหะที่มีขนาดเล็กมาก ตกค้างฝังอยู่ที่ผิวหนังบริเวณคอ แพทย์ได้รักษาโดยการฉีดยาชา แล้วใช้เครื่องมือสะกิดเอาสะเก็ดดังกล่าวออกมาได้ โดยใช้เวลาประมาณ 20 นาที

ด้านนายศุภธร จันทรกุล ผู้จัดการแผนกสื่อสารการตลาด ร.พ.พระราม 9 เปิดเผยว่า ในส่วนของสะเก็ดที่สามารถนำออกมาจากผิวหนังบริเวณต้นคอของนายประชานั้น ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นสะเก็ดของอะไร เนื่องจากมีขนาดที่เล็กมาก ซึ่งโรงพยาบาลจะประสานให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เป็นเจ้าของคดีมารับไปตรวจ สอบเพื่อไว้เป็นหลักฐานเพิ่มเติม ส่วนอาการโดยทั่วไปของนายประชาก็ดีขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งแพทย์ยังต้องให้ยาแก้อักเสบรักษาอาการอย่างต่อเนื่อง

ผู้สื่อ ข่าวรายงานว่า ยังคงมีผู้เดินทางมาเยี่ยมอาการนายประชาอยู่เป็นระยะ แต่ไม่มากเหมือนทุกวัน เนื่องจากทางแพทย์ได้ขอให้ผู้ที่จะเดินทางมาเยี่ยมนั้นมาเยี่ยมเฉพาะเท่าที่ จำเป็น เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาที่ผู้ป่วยได้เข้าพักรักษาอาการก็มีผู้ที่รู้จักสนิท สนมและให้การนับถือเดินทางมาเยี่ยมตั้งแต่เช้าตามเวลาที่ทางโรงพยาบาล เปิดให้เข้าเยี่ยมคนป่วยได้ตลอดทั้งวัน จนทำให้มีเวลาพักผ่อนไม่เพียงพอ ทางแพทย์จึงต้องการให้ผู้ป่วยพักผ่อนให้มากในช่วงนี้

วันเดียวกัน ที่พรรคประชาธิปัตย์ นาย สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าในคดีลอบยิงนายประชา ซึ่งล่าสุดพยานที่เห็นเหตุการณ์ปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ว่า ต้องรอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานไปสักระยะหนึ่ง เวลาทำคดีทุกคดีตำรวจต้องรวบรวมพยานหลักฐานทั้งพยานวัตถุและพยานบุคคล เราจะไปกดดันไม่ได้

สำหรับความคืบหน้าของการสืบสวนสอบสวนหาตัวมือปืน และกลุ่มผู้อยู่เบื้องหลังในการก่อเหตุครั้งนี้ เมื่อเวลา 15.20 น. วันเดียวกัน ที่สภ.พระประแดง จ.สมุทรปรา การ พ.ต.อ.ศุภรกฤษฏิ์ ประชากิตติกุล ผกก. สภ.พระประแดง ได้เรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับชั้นสัญญาบัตรประจำสถานี มาประ ชุมร่วม เพื่อวางแนวทางสืบสวนสอบสวนคดีคนร้ายประกบยิงนายประชา โดยใช้เวลาการประชุมร่วมกันประมาณ 1 ชั่วโมง คาดว่าจะเป็นการจัดเตรียมข้อมูลความคืบหน้าสำหรับรายงานในการประชุมร่วมกับ พล.ต.ต.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง รองผบช.ภ.1 และพล.ต.ต.จิตติ รอดบางยาง ผบก.ภ.จว. สมุทรปราการ ที่จะเดินทางมาประชุมในวันจันทร์ที่ 16 พ.ค. เวลา 10.00 น.

ด้านพ.ต.ท.เสน่ห์ มณีน้อย สว.สส.สภ. พระประแดง จ.สมุทรปราการ กล่าวว่าชุดสืบสวนที่ได้รับคำสั่งมอบหมายเร่งรัดการสืบสวนจากทาง พ.ต.อ.ศุภรกฤษฏิ์ โดยได้อาสาสมัครตำรวจชุมชนของสถานีตำรวจภูธรพระประแดง (อส.ตร.สภ.พระประแดง) ประมาณ 10 นาย ที่จัดการจราจรและดูแลความเรียบร้อยภายในวัดคันลัด ต.ทรงคนอง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ในคืนเกิดเหตุ เป็นจุดสุดท้ายที่นายประชาเดินทางไปร่วมงานสวดพระอภิธรรมศพเจ้าอาวาส และคาดว่าสามารถจดจำรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีโก้ สีดำ ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน ซึ่งเป็นของคนร้าย ที่น่าจะนำมาจอดรอ หรือมาจอดคอยสังเกต การณ์ ขณะที่นายประชาอยู่ภายในวัด ทั้งนี้เพื่อนำมาเป็นข้อมูลรายงานให้ผู้บังคับบัญชาได้รับทราบ และช่วยเร่งรัดแนวทางสืบสวนติดตามรถยนต์ของคนร้ายโดยเร็ว

รายงานข่าว เปิดเผยว่า หลังจากที่ตำรวจได้ตัวพยานปากสำคัญที่เห็นชายสวมแจ๊กเกตสีดำเดินป้วนเปี้ยน อยู่ในวัดคันลัด ซึ่งนายประชาไปร่วมงานศพก่อนถูกยิง ซึ่งมีพยานระบุว่าชายแจ๊กเกตสีดำคนดังกล่าวได้สอบถามว่า"นายประชาออกจากวัด ไปหรือยัง" จากนั้นชายแจ๊กเกตสีดำก็เดินไปขึ้นรถปิกอัพวีโก้สีดำ 4 ประตูออกจากวัด และมีรถปิกอัพ 2 ประตูอีกคันขับตามไป ซึ่งถือว่าเป็นเบาะแสสำคัญที่จะสาวถึงกลุ่มคนร้าย ดังนั้น พนักงานสอบสวนจึงเชิญตัวเจ้าหน้าที่อาสาสมัครตำรวจประมาณ 10 นายที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในวัดในวันเกิดเหตุมาสอบสวนว่ามีใครเห็นหน้าชายสวม แจ๊กเกตสีดำ คาดว่าจะออกรูปสเกตช์ชายแจ๊กเกตสีดำผู้ต้องสงสัยว่าเป็นคนร้ายได้ในเร็วๆนี้

ด้าน พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ผบก.ป. กล่าวว่าพล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา รอง ผบ.ตร. ฐานะหัวหน้าศูนย์บริหารและปฏิบัติการเกี่ยวกับเหตุการณ์ร้ายแรง (ศบร.) ก็มีคำสั่งให้กองปราบปราม ติดตามซุ้มมือปืนต่างๆ รวมไปจนถึงกลุ่มมือปืนทั้ง 50 ราย ที่ สตช.ได้ขึ้นบัญชีดำไว้ เบื้องต้นได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบความสัมพันธ์ของผู้มีอิทธิพลใน แต่ละพื้นที่ว่า แต่ละรายมีความสัมพันธ์หรือเกี่ยวข้อง ติดต่อกันมากน้อยเพียงใด รวมไปจนถึงความสัมพันธ์ของกลุ่มมือปืนด้วยกันเอง ก็มีบางรายที่เชื่อมโยงงานกันเป็นเครือข่าย ก็ต้องหาหาข้อมูลมือปืนแต่ละรายว่าเคยรับงานมากี่ครั้ง มีพฤติกรรมอย่างไรบ้าง บางคนหลังก่อเหตุไม่เคยทิ้งร่องรอยให้ตรวจสอบ ข้อมูลดังกล่าวจะนำมาเป็นข้อมูลประกอบกับคดียิงนายประชาด้วย

ASTV สนธิ สับ ป๊อก ท๊อป มาร์ค ชวน

ที่มา youtube

โดย red9645