WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, May 16, 2011

ฟังคุณยิ่งลักษณ์แถลงครั้งแรกวันนี้...เยี่ยม

ที่มา thaifreenews

โดย Bell

เพิ่งได้มีโอกาสดูคลิปแถลงข่าวเปิดตัวคุณยิ่งลักษณ์..หมายเลข 1 เพื่อไทย

ไม่ผิดจากที่คาด..เธอทำได้

ตอบคำถามทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ..เยี่ยม

นิ่งมาก..

ยิ่งลักษณ์ ปาร์ตี้ลิสต์เบอร์1





xxx13 xxx13 xxx13

มากี้..หนาวละแก

ผู้สื่อข่าวบีบีซีตั้งคำถาม ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวไทยจะยอมรับ "ยิ่งลักษณ์" หรือไม่?

ที่มา มติชน

สำนัก ข่าวต่างประเทศหลายสำนักต่างรายงานข่าวที่พรรคเพื่อ ไทยเสนอชื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นผู้สมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ อันดับที่ 1 ของพรรค ซึ่งส่งผลให้เธอกลายเป็นคู่ชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 3 กรกฎาคม


สำนัก ข่าวบีบีซีรายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ถือเป็นนักธุรกิจหญิงที่ประสบความสำเร็จ มีประสบการณ์ทางการเมืองน้อยมาก อย่างไรก็ตาม แต่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของคนในสังคม


ซึ่งราเชล ฮาร์วีย์ ผู้สื่อข่าวบีบีซีประจำประเทศไทย ได้ตั้งคำถามว่า องค์ประกอบดังกล่าวจะทำให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กลายเป็นจุดดึงดูดความสนใจ หรือ เป็นที่ไม่ยอมรับ จากผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งชาวไทยกันแน่?


ทั้งนี้ บีบีซียังระบุด้วยว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ถือเป็นสตรีไทยรายแรกที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงตำแหน่งนายกรัฐมตรี

สื่อต่างประเทศตีข่าว ยิ่งลักษณ์-แคนดิเดต นายกฯ

ที่มา ข่าวสด


  • ภาพ : ภาพ-รอยเตอร์





  • เมื่อ วันที่ 16 พ.ค. สำนักข่าวต่างประเทศชั้นนำของโลก ทั้งเอพี เอเอฟพี และรอยเตอร์ ต่างรายงานข่าวน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้รับเลือกจากสมาชิกพรรคเพื่อไทยให้เป็นผู้ชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้หญิงคนแรก ซึ่งน.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวกับที่ประชุมว่า ขอโอกาสพิสูจน์ตนเอง และขอให้ทุกคนเชื่อมั่นตนเหมือนที่เชื่อมั่นพ.ต.ท.ทักษิณ ยืนยันจะไม่แก้แค้น แต่จะแก้ไขปัญหา และจะทำทุกอย่างไปตามกระบวนการยุติธรรม

    น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ตนมีความพร้อมและมั่นใจเข้ามาร่วมงานทางการเมือง ที่บอกว่ามั่นใจเพราะนโยบายของพรรคเพื่อไทยตอบโจทย์ประชาชน และเราเห็นพ้องต้องกันว่าพรรคเพื่อไทยมีที่ปรึกษาและทีมงานที่มีความรู้ความ สามารถและประสบความสำเร็จในอดีต และตนอยากเห็นความสามัคคีปรองดองเกิดขึ้นให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน พรรคเพื่อไทยไม่คิดแก้แค้นแต่จะแก้ไข แม้ว่าตนเป็นผู้หญิงก็จะทำภารกิจเต็มที่และจะใช้ความเป็นผู้หญิงก้าวไปสู่ ความปรองดองให้ประเทศเดินไปข้างหน้าเพื่อฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจปากท้อง พี่น้องประชาชน

    “อยากเห็นการเมืองสร้างสรรค์เป็นไปตามหลักยุติธรรม ยืนยันว่าจะใช้ความรู้และความตั้งใจเพื่อเดินหน้าไปยังจุดหมาย และไปถึงรัฐบาล และพร้อมจะทำตามกติกามารยาทและเป็นไปตามความยุติธรรม จึงขอโอกาสให้พิสูจน์และร่วมทำงานกับพรรคเพื่อไทย เหมือนที่ท่านให้ความไว้วางใจพี่ชายของดิฉัน” น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าว

    ด้านพล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า วันนี้คนไทยจะเห็นได้นารีขี่ม้าขาวมาบริหารประเทศ ซึ่งจะช่วยให้ประเทศไทยเกิดความสันติสุข เหมือนในคำทำนาย โดยน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แม้จะเป็นผู้หญิง แต่ก็ประสบความสำเร็จในวิชาชีพ มีภาพลักษณ์ของความประนีประนอม แต่ภายในมีความเด็ดขาด ซึ่งจะนำพาประเทศไปสู่สันติสุขได้


    “เราได้บุรุษผู้มีความโลภอย่างผมมาเยอะแล้ว ถึงเวลาที่ประเทศไทยจะมีผู้นำที่เป็นผู้หญิงเหมือนในนานาอารยะประเทศเสียที เชื่อผมเถอะวันนี้เราจะได้ผู้หญิงมาเป็นผู้นำประเทศ เป็นนารีขี่ม้าขาวมาช่วยให้ประเทศไทยพ้นวิกฤต” พล.อ.พัลลภ กล่าว

    ยินดียิ่ง ยิ่งลักษณ์ กับบันไดขั้นแรก

    ที่มา Thai E-News

    โดย ปาแด งา มูกอ
    16 พฤษภาคม 2554

    พรรค เพื่อไทยลงมติวันนี้ตามคาดให้น้องสาวอดีตนายกฯทักษิณลงส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็นอันดับที่ 1 เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย

    เป็น อันที่แน่นอนแล้วว่าคุณยิ่งลักษณ์ฯ เธอได้ตัดสินใจลงสู่เส้นทางการเมืองอย่างเต็มตัว ก็ไม่ว่ากัน ขอแสดงความยินดี และขอชื่นชมในความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว ที่จะมาเผชิญกับสิ่งที่คุณยิ่งลักษณ์ไม่เคยประสบพบเห็น มาก่อนตั้งแต่เกิด

    ขอให้อดทน รอบคอบ อย่าประมาท และอย่าประมาท

    ใน โอกาสต้อนรับน้องใหม่ตามประเพณีทางการเมืองอันดี ผมก็ขอนำภาพตลกๆแต่แฝงในความเป็นจริงให้คุณยิ่งลักษณ์ฯและท่านผู้อ่านได้ ทัศนาดูครับ







    ปิดท้ายสำหรับพรรคการเมืองที่น่าสงสารและน่าเวทนา ที่สุด

    สุกอยู่ดิน กากินบ่ได้
    สุกอยู่ฟ้า กายื้อบ่เถิง
    ฉีกขากลวมเปรว กันท่าผู้อื่น
    ต้องเขียดอย่ากลัวคาว ฉวยมือลูกสาวอย่ากลัวเสียเบี้ย = ทำอะไรอย่ากลัวสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา

    หมาบ่เห่าจ้างขบ
    ป๋าตัวหลวง จ้างต๋ายน้ำตื้น

    ********
    เรื่องเกี่ยวเนื่อง:ยิ่งลักษณ์ดีพอสำหรับตำแหน่งนายกฯแล้วหรือ?

    คำ ผกา:ไพร่VSอำมาตย์

    ที่มา Thai E-News

    ดินเนอร์หรูที่ซอยทองหล่อ-คู่ รักเสื้อแดงหลายคู่พากันไปรับประทานอาหารสุดหรูที่ซอยทองหล่อตามคำเชิญของ แกนนอน บก.ลายจุด อันเป็นย่านสถานที่ซึ่งกรณ์ จาติกวณิช พาเมียไปดินเนอร์และให้บังเอิญต้องไปนั่งโต๊ะเดียวกับที่ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และลูกเมียเพิ่งมานั่งหมาดๆ จนเกิดเรื่องตามมา (ภาพ:JPLSOFTบอร์ดIF)

    โดย คำ ผกา
    ที่มา มติชนสุดสัปดาห์

    เมื่อ ตอนเป็นเด็กฉันอยู่บ้านไม้ เคยเห็นลวดลายฉลุไม้สวยวิจิตรในวัดแล้วอยากรู้ว่าทำไมเราไม่เอาของสวยๆ อย่างนั้นมาประดับบ้านหรือทำเป็นลวดลายตกแต่งบ้านให้สวยขึ้น

    ตา ของฉันซึ่งเป็นเจ้าของบ้านตอบว่า "บ้านชาวบ้านถ้ามีงานไม้แกะสลักอยู่ในบ้านแล้วจะขึด" คำว่า "ขึด" แปลว่า เป็นกาลกิณีอะไรทำนองนั้น

    ถ้าคำถามใดมีคำตอบว่า "ถ้าทำลงไปแล้วจะขึด" ก็เป็นอันว่าไม่ต้องถามต่อ ไม่ต้องสงสัย ขึดก็คือขึด

    สถาน ที่ที่จะตกแต่งด้วยไม้ฉลุหรือไม้แกะสลักได้ถ้าไม่ใช่วัดก็ต้องเป็นบ้าน "เจ้านาย" บ้านไพร่สามัญชนมีไม่ได้ ข้อห้ามทำนองนี้มีอีกมาก เช่น ผ้าถุงที่ทอสอดดิ้นเงินดิ้นทองนั้น หญิงไพร่สามัญชนใส่ไม่ได้ จะ "ขึด" เพราะมีไว้สำหรับ "เจ้าหญิง" เท่านั้น

    เสื้อผ้า เครื่องประดับ และอีกหลายอย่าง ว่ากันว่าหากผู้ครอบครอง "บุญไม่ถึง" แล้วดันทุรังเก็บรักษาเอาไว้กับตัว ก็จะมีอันเป็นไปต่างๆ นานา

    เพชร สูงค่าบางชิ้น ว่ากันว่าตกอยู่ในมือผู้ที่ไม่ใช่เจ้าของตัวจริง ไม่มีบารมีพอ เพชรนั้นก็จะนำมาซึ่งความพินาศมาสู่ผู้ครอบครอง อย่างนี้เป็นต้น

    ต่อมาเมื่อโตพอที่จะเรียนรู้ว่าความเชื่อว่าด้วย "ขึด" และข้อห้าม หรือ Taboo นั้น มีอยู่ในทุกสังคมด้วยเหตุผลต่างๆ กัน

    แต่ ข้อห้ามเกี่ยวกับการบริโภคนั้นส่วนใหญ่มีไว้กีดกันมิให้สามัญชนทำตัวเสมอ เจ้านายหรือสำนวนไทยเรียกว่า "เทียมเจ้าเทียมนาย" หากใครบังอาจประพฤติเช่นนั้นก็มีอาการ "เหาจะกินหัว" ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    เหตุที่ต้องมีข้อห้าม เพราะเครื่องมือที่ใช้พยุงอำนาจของชนชั้นปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ นั้นคือ "อำนาจแห่งการบริโภค" เพราะนี่จะเป็นเครื่องหมายแสดงบุญญาธิการที่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า ทั้งนี้ เนื่องจากความชอบธรรมของผู้ปกครองในโลกก่อนสมัยใหม่นั้นต้องอ้างอิงอยู่กับ อำนาจที่เหนือมนุษย์ เช่น เป็นองค์อวตารของพระนารายณ์ เป็นหน่อพุทธางกูล เป็นพระรามกลับชาติมาเกิด เป็นผู้สั่งสมบุญบารมีมาหลายชาติ ดังนั้น จึงมาเสวยเป็นชาติกษัตริย์ในปัจจุบัน

    เมื่อมีบุญดังนั้น องค์ราชาและเครือญาติจึงทรงเครื่องเพชร เครื่องทอง ทับทรวง มงกุฎ บัลลังก์ เครื่องประดับ เสื้อผ้า รวมทั้งที่อยู่อาศัย ปราสาทราชวังอันจำลองมาจากภาพเทวดา นางฟ้าไปจนถึงทิพยวิมานของพระอินทร์ ไม่เหมือนพวกไพร่ ทาส สามัญชนทั้งหลาย


    กาลต่อมาเมื่อสังคมไม่ได้มีแต่กษัตริย์กับไพร่ที่ถูกเกณฑ์แรงงานมาทำงานให้กษัตริย์ฟ​รีๆ แต่เริ่มมีการค้า

    แน่ นอนว่านอกจากทำสงครามแล้ว เหล่ากษัตริย์จำนวนไม่น้อยก็กระโดดเข้าสู่สนามการค้าเพื่อเพิ่มพูนความ มั่งคั่งของตนเองด้วยเช่นกัน ความสัมพันธ์ของกษัตริย์กับพ่อค้าจึงเกิดขึ้น

    และ แน่นอนว่าชนชั้นพ่อค้านั้นย่อมมีทักษะในการค้าขายเหนือชนชั้นกษัตริย์ แต่ชนชั้นราชาหรือกษัตริย์จะรักษาความชอบธรรมในฐานะผู้มีบุญอวตารลงมาเกิด เป็นกษัตริย์ไว้ได้อย่างไร หากวันหนึ่งพ่อค้าที่มีเงินเท่ากับหรือมากกว่ากษัตริย์อุตริไปสร้างบ้านให้ เหมือนทิพยวิมานพระอินทร์ของกษัตริย์ขึ้นมา หรือไปสั่งช่างทองทำเชี่ยนหมากทองคำฝังเพชรให้เมียหิ้วไปวัดเหมือนของที่ เมียกษัตริย์หิ้วทุกประการ หากมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น การจะไปอ้างเอาความชอบธรรมเรื่องบุญญาธิการแต่ชาติปางก่อนอาจจะถูกสั่นคลอน เอาได้ เผลอๆ ไอ้พ่อค้าคนนั้นมันจะอ้างว่า มันก็เป็นองค์อวตารของพระรามอีกองค์ขึ้นมาแข่งขันช่วงชิงอำนาจ-ขืนปล่อยเป็น เช่นนี้ก็เจ๊งกันพอดี

    ชนชั้นปกครองจึงพึ่งพาอำนาจเหนือธรรมชาติอีก ครั้งหนึ่ง กำหนดกฎหมายพร้อมข้อห้ามที่อิงเอาเหตุผลอย่างเหาจะกินหัวหรือเป็นกาลกิณีมา ห้ามเสียเลยว่า หากมิใช่หน่อเนื้อพุทธางกูร สืบสายเลือดในวงศ์วานของราชาแล้ว ต่อให้มีเงินมากแค่ไหนก็อย่ามาบังอาจบริโภคสิ่งที่เป็น "ราชูปโภค" พ่อค้าต่อให้มีเงินมากแค่ไหนก็ไม่มีสิทธิไปสร้างบ้านให้มีหน้าตาเหมือน ปราสาทราชวัง ไม่มีสิทธิทำเชี่ยนหมากทองคำให้เมียหิ้ว

    และอย่างที่ พวกเราทุกคนก็ทราบดีว่า ด้วยฤทธิ์เดชอำนาจของ "ทุนนิยม" บวกกับกระบวนการ enlighten หรือ ตาสว่าง ของชนชั้นกลางจำนวนมากที่ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาพิสูจน์ว่าองค์ความรู้ เชิงเทววิทยาของเหล่าราชาทั้งหลายนั้น มันเรื่องโกหกทั้งเพเลยนี่หว่า เหล่าราชาทั้งหลายแค่ใช้องค์ความรู้เชิงไสยศาสตร์เหล่านั้นมาหลอกใช้ แถมรีดนาทาเร้นพร้อมทั้งสยบสติปัญญาของเหล่าไพร่ให้เชื่องมิกล้าสบตาหรือทัด ทานอำนาจของราชาและศาสนจักร

    การค้นพบระบบสุริยจักรวาล การค้นพบว่าโลกกลม การเกิดขึ้นของเครื่องจักรไอน้ำ กำเนิดโรงงานอุตสาหกรรมที่ผลิตสินค้าได้คราวละมากๆ การโค่นล้มระบอบกษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก กำเนิดธุรกิจการพิมพ์ที่ทำให้หนังสือ ความรู้เป็นของสาธารณะและไม่ได้ถูกผูกขาดโดยชนชั้นปกครองอีกต่อไป การปกครองระบอบประชาธิปไตย การขยายตัวของชนชั้นกลาง การศึกษาของมวลชน การเกิดขึ้นของสังคมเมือง กำเนิดของคนงานคอปกขาว คอปกน้ำเงิน อำนาจของพ่อค้าที่มาพร้อมกับทุน การริเริ่มของธุรกิจการขายของเงินผ่อน ธุรกิจธนาคาร ฯลฯ เหล่านี้ทำให้ชาติกำเนิด หรือการอ้างเอาบุญญาธิการจากชาติปางก่อน หรือ "พระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า" มิใช่ข้อกำหนดสิทธิของการบริโภคอีกต่อไป

    บรรดา พ่อค้า กระฎุมพีที่มีเงิน ต่างมีเครื่องอุปโภคบริโภคไม่ต่างจากชนชั้นกษัตริย์ในอดีต บ้านของพ่อค้าก็สามารถสร้างได้ใหญ่โตเป็นปราสาทราชวังได้ไม่แพ้กษัตริย์

    แน่นอนว่า สิ่งนี้ย่อมนำความระคายเคืองมาสู่กลุ่ม "เจ้า" หรือ ที่ต่อมาพวกเขาจะเรียกตนเองว่า "ผู้ดีเก่า"

    จาก นั้นจึงพยายามสร้างความแตกต่างระหว่าง "ผู้ดีเก่า" กับเหล่ากระฎุมพีมีสตางค์ที่บังอาจมามีอำนาจในการบริโภคทัดเทียมกับพวกเขา โดยเหยียดหยามกระฎุมพีว่าเป็นพวก Nouveau Rich หรือพวก สามล้อถูกหวย เพิ่งจะรวย บ้าเงิน ไร้รสนิยม

    ในความตกต่ำของบรรดา "เจ้าตกอับ" บ้างก็ดิ้นรนเอาตัวรอดด้วยการไปแต่งงานกับเศรษฐีใหม่ที่ตนเองดูถูกนั่นเอง

    (ชวน ให้นึกถึงละครเรื่องวนิดาขึ้นมาในบัดดล เพราะประจักษ์ก็ต้องแต่งงานกับวนิดาเพราะเป็นผู้ดีเก่าตกยาก เป็นหนี้นายทุนอย่างพ่อของวนิดาใช่หรือไม่)


    ท่ามกลางความตก ต่ำของพวก "เจ้า" ในโลกสมัยใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยทุนและจิตสำนึกทางการเมืองสมัยใหม่ ระบอบประชาธิปไตยที่เปลี่ยนไพร่มาเป็นประชาชน พลเมือง โลกปัจจุบันขับเคลื่อนด้วยแนวคิดเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน ความรู้และวิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์ ศาสนา พระเจ้า ลัทธิ ความเชื่อ ผี ฯลฯ กลายเป็นวัตถุเพื่อการศึกษาในเชิงสังคมวิทยา มานุษยวิทยาเพียงเพื่อจะทำความเข้าใจว่า ความเชื่อเหนือธรรมชาติเหล่านั้นทำหน้าที่อะไรในสังคมก่อนสมัยใหม่

    ใน โลกเช่นนี้ประชาชนทุกคนต่างมีสิทธิอย่างเท่าเทียมกันที่จะใฝ่ฝันถึงการมี ชีวิตที่ดีกว่า เราจะมีบ้านที่ดีกว่านี้ มีรถที่ดีกว่า ลูกของเราจะมีการศึกษาที่ดีขึ้น ชีวิตของเราสามารถลิขิตหรือกำหนดด้วยการกระทำในปัจจุบัน ในชาตินี้ ไม่เกี่ยวกับ บุญ หรือ กรรมแต่ชาติปางก่อน ไม่เกี่ยวกับชาติกำเนิด บุญญาธิการ บารมี แต่เกี่ยวกับความสามารถของเราในฐานะปัจเจกบุคคล เกี่ยวกับประสิทธิภาพของรัฐบาล โครงสร้างทางสังคม นโยบายของพรรคการเมืองที่เราเลือกไปเป็นตัวแทนของเรา ฯลฯ

    และบทกลอน โบราณ ประเภท "กระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย น้ำเต้าน้อยจะถอยจม" นั้นมิใช่คำสาปแช่งแต่เป็นคำอวยพร เพราะสังคมประชาธิปไตยต้องเป็นเช่นนั้น สังคมประชาธิปไตยคือสังคมที่ไม่มีไพร่ ไม่ผู้ดี ไม่มีขี้ครอก ทุกคนออกมาเดินถนน กินข้าว ตามตรอกซอกซอยอย่างเป็นปกติ

    ความสามารถใน การเข้าถึงการบริโภคมิได้ถูกกำหนดจากชาติกำเนิด แต่ด้วยจำนวน "เงิน" ที่มีอยู่ในมือ และในสังคมที่มีการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม คนทุกคนในสังคมต่างสามารถเข้าถึงการบริโภคได้ใกล้เคียงกันและมีศักดิ์ศรี เสมอกัน

    ข้อความในเฟซบุ๊กของ กรณ์ จาติกวาณิช ที่อ้างอิงเรื่องการกินอาหารในร้านอาหารร้านเดียวกับ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โดยอ้างเรื่อง -ไหนว่าเป็นไพร่ ไยมากินข้าวร้านเดียวกับอำมาตย์- นั้นเป็นข้อความชวนขันอย่างยิ่ง ทั้งชวนขันและชวนให้น่าสมเพชเวทนาพอๆ กับข้อความก่อนหน้านั้นที่บอกว่า คนฝรั่งเศสจะเสียไหมที่ไม่มีกษัตริย์อีกต่อไป เลยอดเฉลิมฉลองมีความสุขกับงานแต่งงานเจ้าชาย เจ้าหญิง แบบอังกฤษ

    ให้ ตายเถอะ ฉันไม่คิดเลยว่า ประเทศไทยจะโชคร้ายมีรัฐมนตรีคลังที่ทัศนคติทางการเมืองและสังคมที่เสื่อม ทรามขนาดนี้ ทั้งสะท้อนความคับแคบของโลกทัศน์ วิธีคิด แสดงอาการของคนที่สักแต่ได้เรียนหนังสือทว่าขาดการศึกษาอย่างรุนแรง

    วาท กรรม ไพร่-อำมาตย์ นั้นคนที่มีปัญญาย่อมเข้าใจได้ทันทีว่ามันหมายถึงการต่อสู้ของประชาชนที่ออก มาบอกว่า สังคมไทยต้องการระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ทว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับสังคมไทย โดยเฉพาะนับตั้งแต่หลังการรัฐประหารปี 2549 คือการกระทำที่ดึงเอาระบอบประชาธิปไตยออกจากสังคมไทย-คือขบวนการล้ม ประชาธิปไตย, ล้มประชาชน-พลันพวกเราที่เป็นประชาชนอยู่ดีๆ ต้องกลายไปเป็น "ไพร่" ส่วนชนชั้นนำที่แย่งอำนาจไปจากประชาชนจึงกลายเป็น "อำมาตย์"-กลับไปสู่การปกครองยุคก่อนสมัยใหม่

    ย้ำอีกรอบ เพราะดูเหมือนคนอย่างกรณ์น่าจะสมองช้า การรับรู้ช้า และเข้าใจอะไรได้ช้า (ไม่อย่างนั้นคงไม่เขียนทัศนคติเสื่อมๆ ออกมาเช่นนั้น) - ย้ำว่า - ความเป็นประชาชนถูกพรากไปจากคนไทยเพราะการรัฐประหาร และนับแต่นั้นคนไทยแบ่งออกเป็น อำมาตย์+เครือข่าย, ไพร่ และสุดท้าย คือกลุ่มสมองช้าปัญญาทึบ นึกว่าใครมีปัญญาไปกินข้าวร้านแพงๆ แปลว่า "อำมาตย์" คนกลุ่มนี้เลยเลือกอยู่ข้างเป็นสมุนอำมาตย์คอยเห่าเป็นคอรัสให้อำมาตย์แลก เศษเนื้อเศษกระดูกเท่านั้น

    พรรคประชาธิปัตย์ที่หน้าด้านรับเป็น รัฐบาลโดยไม่แคร์ความถูกต้อง ไม่แคร์หลักนิติรัฐ คือสมุนของเหล่าอำมาตย์ - เป็นแค่สมุนรับใช้อำมาตย์ - ไม่แม้แต่จะเป็นอำมาตย์ด้วยตนเอง

    เพราะ เมื่อไหร่ก็ตาม ที่อำมาตย์เลิกโอบอุ้มพวกคุณ และตราบที่ประเทศไทยยังไม่มีประชาธิปไตย ในวันนั้น พลพรรคประชาธิปัตย์ก็จะกลายเป็นไพร่ไม่ต่างจากคนไทยคนอื่นๆ และพร้อมจะถูกอำมาตย์ที่แท้จริงอัปเปหิ ใส่ร้าย ขับไล่ออกนอกประเทศ

    ทั้ง นี้ ความเป็นไพร่และอำมาตย์นั้นไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับปริมาณของเงินทอง ทรัพย์สินที่ครอบครองอยู่ ทว่า มันเกี่ยวพันโดยตรงกับสิ่งที่เรียกว่าสิทธิในฐานะที่เป็นประชาชนในระบอบการ ปกครองที่มิใช่ประชาธิปไตย "อำมาตย์" มีสิทธิจะชี้บอกว่าสิ่งมีชีวิตหน้าไหนคือคนและหน้าไหนไม่ใช่คน

    และ โปรดดูตัวอย่างสมุนรับใช้อำมาตย์รุ่นพี่อย่าง พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่แตกญญ่ายพ่ายยับเยินเห่าใส่ร้ายกันทุกวัน ด้วยตกกระป๋องจากสมุนอำมาตย์มาเป็นไพร่เสียแล้วในวันนี้ เพราะกลุ่มสตรีชั้นสูงและผู้มีนามสกุลพระราชทานต่างพากันออกมาแสดงความ เดียดฉันท์กันถ้วนหน้า จนลืมไปว่าเมื่อครั้งจูบปากกันหวานชื่นนั้นอาหารมันดีและดนตรีมันไพเราะขนาด ไหน

    และหวังว่า คุณวรกร จาติกวณิช จะไม่ลืมวันที่นั่งกินข้าวห่อร่วมกับม็อบพันธมิตรฯ พร้อมชมวิวพระที่นั่งอนันตสมาคมอย่างซ่านซึ้งหัวใจ

    วัฒนธรรม การกินข้าวนอกบ้านเป็นวัฒนธรรมของไพร่กระฎุมพี มีใครเคยได้ยินว่าควีนของอังกฤษออกไปกินข้าว ณ ผับโน้น ผับนี้ หรือเที่ยวไปกินข้าวร้านโน้นร้านนี้หรือไม่? ต่อให้อยากชิมฝีมือเชฟมิชลินสามดาวแค่ไหนก็ไม่อาจออกมาเที่ยวกินข้าวนอกบ้าน ได้ และไม่เกี่ยวกับว่าจะมีเงินมากน้อยแค่ไหนด้วย

    การกินข้าวนอก บ้าน เท่ากับว่าเราได้ใช้ จาน ชาม ช้อน ส้อม แก้วน้ำ ร่วมกับคนอื่น เครื่องครัว มีด ครก เขียงของร้านนั้นทำอาหารมาให้คนร้อยพ่อพันแม่กินมาแล้ว ปราศจากสำนึกแบบกระฎุมพี วัฒนธรรมการกินการใช้ของร่วมกับคนร้อยพ่อพันแม่ที่เราไม่รู้จักไม่มีวันเกิด ขึ้นได้

    ขยายความต่อไปว่า สำนึกแห่งการใช้ของร่วมกันเป็นสาธารณะ เป็นส่วนหนึ่งของสำนึกและวัฒนธรรมประชาธิปไตยด้วย (ด้วยความที่เราตระหนักว่าคนที่กินช้อนคันเดียวกับเราเมื่อวานก็เป็นคน เหมือนกับเราจึงไม่เห็นมีอะไรน่ารังเกียจกับการไปกินข้าวในร้านอาหาร)

    ณัฐ วุฒิ ใสยเกื้อ และครอบครัวเป็นไพร่ออกมากินข้าวนอกบ้านนั้นถูกต้องตามธรรมเนียมไพร่ทุก ประการ กรณ์และเมียก็เป็นไพร่ด้วยเช่นกัน จึงมีวัฒนธรรมการกินข้าวนอกบ้านเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน

    แต่ ความแตกต่างของไพร่สองคนระหว่างกรณ์และณัฐวุฒิ ไม่ได้ต่างตรงที่ใครมีเงินมากกว่ากัน และไม่แปลกอันใดที่ไพร่จำนวนมากมีเงินมากกว่าคนที่นึกว่าตนเองเป็นอำมาตย์ และมีรสนิยมการกินอยู่ที่ดีกว่าคนที่นึกว่าตนเองอำมาตย์เพราะไปรับใช้ อำมาตย์เสียด้วยซ้ำ

    แต่ที่ต่างคือ ณัฐวุฒิเป็นไพร่ที่ออกมาต่อสู้เพื่อให้มาซึ่งความเป็นประชาชนกลับมาสู่คนไทย ทุกคน ส่วนกรณ์เป็นไพร่ที่ต้นตระกูลก็โล้สำเภามาจากหมู่บ้านเล็กๆ จากเมืองจีน (ซึ่งไม่แปลกเพราะสังคมไทยก็เป็นสังคม Mestizo หรือสังคมลูกครึ่งอยู่แล้ว แต่ที่แปลกคือ Mestizo ของไทยเลือกจะจำว่าตนเองเป็นอำมาตย์ มากกว่าเป็นลูกครึ่งจีนอพยพ) อาศัยเกาะกิน หาสัมปทาน ค้าขาย เป็นนายหน้าให้กับอำมาตย์จนมั่งคั่งขึ้นมาระดับหนึ่ง และด้วยทางครอบครัวมิได้อบรมให้ตระหนักรู้จักรากเหง้าที่มาของตนเอง

    วันดีคืนดีเลยลืมตัวเป็นวัวลืมตีน

    ลืม ไปว่าบรรพบุรุษของตนก็เป็นไพร่จ่ายส่วยเท่านั้น เมื่อเป็นวัวลืมตีนเช่นนี้ คนอย่างกรณ์จึงมีความสุขที่จะหากินในฐานะสมุนอำมาตย์มากกว่าจะตระหนักในความ สำคัญของประชาธิปไตยและสิทธิของคนไทยในฐานะที่เป็นประชาชน บวกกับเป็นเพียงผู้ที่ได้เรียนหนังสือแต่มิได้มีการศึกษาจึงขาดความลึกซึ้ง มีความคิดและความสามารถในการทำความเข้าใจปรากฏการณ์ทางสังคมได้แต่เพียง ผิวเผิน ทั้งไร้รสนิยมในการเขียน ถกเถียง และแสดงความรู้สึก

    ไพร่อ ย่างณัฐวุฒิต่อสู้กับประชาชน ในฐานะประชาชน ส่วนไพร่อย่างกรณ์เลือกจะขออยู่อย่างเชื่องๆ แค่ได้แทะเศษเนื้อที่เหลือจากอำมาตย์ก็สุขใจ ไพร่อย่างนี้ ฉันเรียกว่าไพร่น่าสมเพช ถ้าในยุคเลิกทาสก็คงเรียกว่า ทาสที่ปล่อยไม่ไป ชอบคลานแต่ไม่ชอบเดินทั้งๆ ที่มีสองขา

    ไพร่ประเภทนี้มักมีปมด้อย เพราะ positioning ตัวเองไว้ผิดฝาผิดตัว จะไปเป็นอำมาตย์ก็ต้องเป็นไม่ได้เพราะชาติกำเนิดไม่ให้ จะกลับมาเป็นไพร่ ไพร่ที่มีจิตสำนึกถูกต้องเขาก็ไม่เอาด้วย เป็นเช่นนี้จึงสำแดงทัศนะอันน่าสมเพชออกมาอยู่เนืองๆ

    และทัศนะล่าสุดว่าด้วยไพร่และอำมาตย์ของกรณ์ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเขาบ้องตื้น บ้อท่า และไร้น้ำยาขนาดไหน-กรณ์เอ๊ยกรณ์!

    เรือนจำพร้อมรับมือแดง-แม่เกดร่วมปราศรัย 1 ปี 19 พ.ค.

    ที่มา ข่าวสด



    เมื่อ วันที่ 16 พ.ค. นายชาติชาย สุทธิกลม อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยถึงมาตรการเตรียมความพร้อมหากกลุ่มผู้ชุมนุมแนวร่วมประชาธิปไตยต่อ ต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) หรือคนเสื้อแดงจะเดินทางมาที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในวันที่ 19 พ.ค.นี้เพื่อรำลึก 1 ปีเหตุการณ์สลายการชุมนุม ว่าคงไม่มีเหตุการณ์รุนแรงใด ๆ เพราะหากคนเสื้อแดงจะเดินทางมาที่เรือนจำก็คงเป็นไปในลักษณะของการให้กำลัง ใจนายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายนิสิต สินธุไพร 2 แกนนำที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ ด้านเรือนจำมีมาตรการดูแลสถานที่ด้วยการประสานขอกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจไว้ รองรับสถานการณ์

    ขณะนี้ นายจตุพรยังอยู่ในแดนแรกรับและจะอยู่ในแดนนี้เพียง 10-15 วัน จากนั้นจะถูกจำแนกไปแยกขังในแดนอื่น ส่วนนายนิสิตถูกคุมขังอยู่ในแดน 5 ซึ่งเคยถูกคุมขังอยู่ก่อนหน้านี้จึงให้กลับเข้าไปอยู่ในแดนเดิม ด้านนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความนายจตุพร กล่าวว่า ในวันที่ 18 พ.ค. นี้ เวลา 10.00 น.ตนจะเดินทางไปยื่นคำร้องต่อศาลอาญาเพื่อขออนุญาตให้นายจตุพร ออกนอกเรือนจำเพื่อไปสมัครรับเลือกตั้ง

    ส่วนนางพะเยาว์ อัคฮาด ประธานศูนย์ช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การเมืองและมาร ดาน.ส.กมนเกด อัคฮาด หรือน้องเกด พยาบาลอาสาที่ถูกยิงเสียชีวิตภายในวัดปทุมวนาราม กล่าวถึงการจัดกิจกรรมรำลึกครบรอบ 1 ปี เหตุการณ์สลายการชุมนุม ว่าในวันที่ 19 พ.ค. จะร่วมทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้วีรชนที่เสียชีวิตรวมทั้งน้องเกด ภายในวัดปทุมวนาราม ช่วงเย็นจะไปร่วมชุมนุมและปราศรัยร่วมกับทางแกนนำ นปช.บริเวณสี่แยกราชประสงค์ ซึ่งจะมีการจัดกิจกรรมจุดเทียนไว้อาลัยให้กับวีรชน

    หลังจากเสร็จสิ้นงานครบรอบ 1 ปี ในวันที่ 19 พ.ค.นี้ก็จะร่วมเคลื่อนไหวเดินหน้าทวงถามความยุติธรรมให้เข้มข้มขึ้น โดยจะยกระดับการเคลื่อนไหวมากกว่าเดิมและเดินทางไปทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กับเหตุการณ์สลายชุมนุม โดยเฉพาะดีเอสไอ ซึ่งทางญาติวีรชน ประมาณ 200 คน บอกว่าหลังวันเสร็จงานวันที่ 19 พ.ค.นี้จะซื้อแหนบถอนขน นำไปมอบให้นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอด้วย

    ลับสุดยอด ผังล้มเจ้า + แผนโค่นเพื่อไทย

    ที่มา Thai E-News



    โดย ปาแด งา มูกอ
    16 พฤษภาคม 2554

    คราวที่แล้วผมได้เขียนในบทความที่ว่า บ้านเมืองจะวอดวาย ด้วยไม้ขีดก้านสุดท้าย ปรากฏว่ามีท่านผู้อ่านมากท่านด้วยกัน ไม่เข้าใจกับแผนผังที่ผมนำมาประกอบ

    กอ รปกับแผนผังฉบับดังกล่าว มันเหมือนกับเด็กๆชั้นอนุบาลหัดวาดเขียนยังไงยังงั้น มันโยงไปโยงมา จนผมเองยังสับลับสน ว่าไอ้แผนผังแบบนี้หรือว่ะ ที่ออกมาจากการวางแผนของหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านความมั่นคงของประเทศ รวมทั้ง ศูนย์อับเฉา ในขณะนั้นที่เป็นคนเอาเปิดเผยต่อสาธารณชน นี่มันวางแผนกันเอง หรือคิดแผนใส่ร้ายให้คนอื่นกันแน่

    งงจริงๆ
    เอา เป็นว่าผมพยายามหาฉบับที่ดูง่ายขึ้น และเพื่อให้ท่านผู้อ่านเข้าใจมากขึ้น เห็นถึงความทุเรศชัดเจนขึ้น ดังที่ผมถอดมาจากแผนผังดังกล่าวน่ะครับ

    กลุ่มแรกที่เป็นสีแดง

    กลุ่ม/สื่อ อันตราย
    นสพ.ความจริงวันนี้ / นสพ.ไทยเรดนิวส์ / วอยว์ออฟทักษิณ / นปช. / พีเพิลแชนแนล


    กลุ่มที่สองสีน้ำตาลอมส้ม

    บุคคล / เว็ป / กิจกรรม

    1.สุ รชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ 2.วีระ มุสิกพงศ์ 3.สงคราม กิจเลิศไพโรจน์ 4.สมยศ พฤกษาเกษมสุข 5.วิภูแถลงฯ 6.จตุพร พรหมธุ์ 7.จักรภพ เพ็ญแข 8.ณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ 9.วิสา คัญทัพ 10.ก่อแก้ว พิกุลทอง 11.สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ 12.เว็ปฟ้าเดียวกัน คนเหมือนกัน 13.สุธรรม แสงประทุม 14.พานทองแท้ 15.ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ 16.ห้างอิมพิเรียล 17.พ.ต.ท.ทักษิณ 18.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล 19.ใจ อี๊งภากรณ์ 20.อาคม ซิดนีย์ 21.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ 22.อดิศร เพียงเกษ 23.เว๊ป นปช.ยูอเส เอ 24.เอนก ชัยชนะ 25.เหวง โตจิราการ 26.ชูพงษ์ ถี่ถ้วน 27.ดา ตอร์ปิโด 28.การประชุมปราศรัย 29.เพชรวรรท วัฒนพงศ์ศิริกุล 30.วิทยุชุมชนคนรู้ใจ 31.ธันยัฐวุฒิ ทวีวโรฒ 32.คลื่นรักเชียงใหม่ 33.สุชาติ นาคบางไทร 34.ดีเจหนึ่ง 35.พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ 36.สมชาย วงศ์สวัสดิ์

    ส่วนที่สามที่เป็นเส้นโยงกันไปโยงกันมา และมีข้อความปัญญาอ่อนใส่ลงไป แค่นั้นล่ะครับ

    ทั้ง หมดคือแผนผัง “ล้มเจ้า” ที่จะกลายเป็นผลงานอมตะ และต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ชาติไทย พร้อมทั้งเก็บไว้ในหอสมุดแห่งชาติ เพื่อให้อนุชนคนรุ่นหลังได้ศึกษาค้นคว้าต่อไป ตราบชั่วกัลปาวสาน

    ใน เมื่อพูดถึงเรื่องปัญหาอุปสรรคที่บรรดาแกนนำคนเสื้อแดง ที่ต่างได้รับน้ำใจไมตรีที่เปี่ยมล้นจากหน่วยงานของรัฐอย่างถ้วนหน้า ด้วยข้อหาฉกาจฉกรรจ์แทบทั้งสิ้น

    ปัญหาที่เกิดขึ้น ย่อมส่งผลกระทบต่อพรรคเพื่อไทย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และนั่นย่อมหมายถึง ความพยายามที่จะให้พรรคเพื่อไทย แพ้การเลือกตั้งอย่างราบคาบ ของการเลือกตั้งที่จะมาถึง

    ผมมีลางสังหรณ์อีกครับ หมู่นี้มักมีลางสังหรณ์เกิดขึ้นบ่อยๆ ผมขออธิบายย่อๆแบบนี้ครับ
    - พรรคเพื่อไทย จะต้องเผชิญศึกหนักที่สุดยิ่งกว่าครั้งใดๆ มันมิใช่ศึกที่จะแข่งกับพรรคประชาธิปัตย์ เพราะนั่นมันกระจอกเกินไป ถ้าว่าตามกฎกติกา

    - พรรคเพื่อไทย จะต้องเผชิญกับ 5 หน่วยงานของรัฐ ที่หินและโหดที่สุด นับตั้งแต่มีกรุงรัตนโกสินทร์

    - พรรคเพื่อไทยจะต้องฝ่าด่านในการถูกจ้องจับผิดในทุกๆประเด็น นับตั้งแต่วินาทีแรกของการปราศรัยหาเสียง เรื่อยๆไปจนถึงวันเลือกตั้ง เรื่อยๆไปจนถึงการนับคะแนน เรื่อยๆไปจนถึงการประกาศผู้ได้รับเลือกตั้ง และเรื่อยๆไปจนเข้าสู่การปฏิบัติการของ กกต.จังหวัด , กกต.ส่วนกลาง เรื่อยๆไปจนถึงศาลรัฐธรรมนูญ เรื่อยๆไปห

    ากเห็นว่าเหตุการณ์คับขัน สุดท้าย พี่เขียวก็ออกมารับผิดชอบโดยอ้างถึงความชอบธรรม เพื่อความสงบสุขของบ้านเมือง

    ผมถามว่า พรรคเพื่อไทย จะสามารถฝ่าด่าน ทั้งหมดได้หรือไม่

    ผม ตอบว่า โคตรยากครับ เพราะรัฐบาลรักษาการและหน่วยงานทั้ง 5 เขาวางแผนรองรับไว้เรียบร้อยแล้ว แผนที่ว่ามันหนักเสียยิ่งกว่า แผนล้มเจ้า เสียอีก เพราะมันจะล้มทั้งมวลชนคนเสื้อแดงและล้มพรรคเพื่อไทยในคราวเดียวกัน

    อย่ากระพริบตา

    เมื่อ มาถึงจุดนี้แล้ว เราจะทำอย่างไร เราจะแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างไร มีวิธีเดียวครับ ประชาชนคนไทยทั้งชาติที่มีใจยุติธรรม ยึดมั่นในคุณธรรม ความถูกต้องของความเป็นมนุษย์ ความเป็นคนไทย โดยเฉพาะพลังมวลชนคนเสื้อแดง ท่านต้องออกมาถล่มทลาย ทะลุทะลวง ต่อต้าน ขัดขวาง นับตั้งแต่วันเลือกตั้ง การนับคะแนน การประกาศผลเลือกตั้ง การจัดตั้งรัฐบาล

    ขั้นตอนไหนที่มันไม่ชอบมาพากล ขั้นตอนไหนที่มันเริ่มไม่ถูกต้องตามกฎกติกา ขั้นตอนไหนที่มันเริ่มเข้าสู่ความไม่ยุติธรรม

    พลังมวลชนเท่านั้นจะเป็นผู้พิทักษ์และตัดสินใจ ประเทศไทยจงเจริญ..........

    ไม่ ′Like′

    ที่มา มติชน



    โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร

    (ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 15 พฤษภาคม 2554)

    ประหนึ่งว่าเรื่องเล็ก และไม่ได้มากด้วยสาระ

    กรณี "กรณ์ และวรกร จาติกวณิช" ใช้เฟซบุ๊กพาดพิงถึง "ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ -เมีย-ลูก-พี่เลี้ยง"

    มีเรื่อง "ร้านอาหาร เบียร์ และไวน์" ที่ทองหล่อเป็นฉากหลังอันสำคัญ

    เป็นฉากหลังอันมีความ "นัย" ระหว่างบรรทัด ที่ต่อเชื่อมไปยังประเด็น "อำมาตย์" กับ "ไพร่"

    "อำมาตย์"
    กับ "ไพร่" ที่เป็นสัญลักษณ์ความขัดแย้งที่ร้าวลึก เปราะบาง ของสังคมไทยในช่วงหลายปีมานี้

    เรื่องเล็ก จึงไม่เล็ก

    กล่าวสำหรับ "กรณ์ จาติกวณิช" ซึ่งเป็น "ผู้เริ่มต้น" ก่อนนั้น

    ภาพที่เราเห็นตอนนี้ คือ นักการเมืองที่กำลังพยายามมัดใจชาวบ้าน ผ่านบทบาทรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    ทั้งเรื่องดอกเบี้ยศูนย์เปอร์เซ็นต์กับการซื้อบ้านหลังแรกของคนมีรายได้น้อยและปานกลาง 1-3 ล้านบาท

    ทั้งการรีไฟแนนซ์หนี้บัตรเครดิตให้กับประชาชน

    แม้จะมีกลิ่นอายของการหาคะแนนเสียงสำหรับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น

    แต่สำหรับนักการเมืองหนุ่มอนาคตไกล ความพยายามช่วยเหลือชาวบ้านในระดับล่างก็เป็นเรื่องที่น่าติดตาม

    และพิสูจน์ในอนาคตว่านี่คือจุดยืนของเขาจริงๆ หรือไม่ กับการมุ่งเน้นไปช่วยเหลือคนยากคนจนจริงๆ

    ภาพของ "กรณ์ จาติกวณิช" ที่เป็นนักเรียนนอก ทำงานกับบริษัทข้ามชาติมาค่อนครึ่งชีวิต ที่โน้มตัว "สูง" ยิ่ง ลงไปหาชาวบ้านระดับล่าง ทั้งในเมืองและชนบท จึงน่าสนใจ

    แต่ พลันที่เขาเขียนข้อความในเฟซบุ๊ก หลังจากที่รู้ว่าตนเองนั่งดื่มเบียร์ในร้านเดียวกันกับนายณัฐวุฒิ ที่กำลังดื่มไวน์ ทำนองยั่วล้อว่า "เราอดนึกขำไม่ได้ว่า คนที่เรียกตัวเองว่าไพร่ ก็ไม่ได้ใช้ชีวิตแตกต่างไปจากคนที่เขาเรียกว่าเป็นพวกอำมาตย์ สักเท่าใดนัก" ก็อด "สะดุด" ใจไม่ได้

    สะดุดใจเพราะการตีฆ้องร้องป่าว ผ่าน "โซเชียลเน็ตเวิร์ก" ดังกล่าว อาจไม่ใช่แค่รู้มาบอกไป

    เพราะมันมี "ความระหว่างบรรทัด" ที่สะท้อนความรู้สึกลึกๆ บางอย่างของคนเขียนด้วย

    และคงหวังให้เรื่องนี้มี "ปฏิกิริยา"

    ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ

    เพียงแต่มันไม่ได้มีเฉพาะปฏิกิริยา "Like" ในเฟซบุ๊กเท่านั้น

    หากแต่มันยังมีฝ่ายที่ตั้งถามด้วยว่านี่คือ การดูถูกดูแคลน-การพยายามแยกเขาแยกเราหรือไม่

    การยั่วล้อนี้ว่า นี่คือ การวางอิฐอีกก้อน เพื่อทำให้กำแพงแห่งความแตกต่างของคนในชาติสูงขึ้นอีก ใช่หรือไม่

    และกรณ์ จาติกวณิช คือตัวแทนของคนที่ตรงข้ามกับไพร่ ใช่หรือไม่

    นี่คือ ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น

    แน่ นอน ฝ่ายคนเสื้อแดงก็ต้องหยิบฉวยใช้เป็นประเด็นทางการเมือง ที่ตอกย้ำว่า นายกรณ์ซึ่งเป็นแกนนำสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ มีทัศนคติไม่ดีต่อคนเสื้อแดง

    แม้ "กรณ์ จาติกวณิช" จะพยายามอธิบายในภายหลังว่า ไม่ได้มีวัตถุประสงค์อย่างที่เข้าใจ และย้ำว่า "ประเด็น ของผมก็คือจะมาปลุกปั่นให้สังคมแตกแยกทำไม ในเมื่อทุกคนมีวิถีชีวิตไม่แตกต่างกัน ผมเองไม่เคยมองว่าคนไทยแตกต่างกัน และนั่นคือประเด็นสำคัญ"

    น่าเสียดาย ที่คำชี้แจงนี้ ออกมาทีหลัง

    ซึ่งสำหรับ "โซเชียลเน็ตเวิร์ก" ที่กรณ์ จาติกวณิช มุ่งใช้ประโยชน์ทางการเมืองสูงสุด รู้ดีว่า เพียงชั่วไม่กี่วินาที สิ่งที่สื่อออกไปทีหลังย่อมถือว่า "ล่าช้า" ยิ่งแล้ว

    "ข้อความแรก" ที่สะพัดไปต่างหากคือไฮไลต์

    แถม มีข้อสังเกตในเชิงจิตวิทยาว่า สิ่งที่ถ่ายทอดออกมาไม่ว่าจะเป็นการพูดหรือเขียนอย่างดิบๆ และฉับพลันในโซเชียลเน็ตเวิร์ก นั่นแหละคือสิ่งที่สะท้อนว่าคนเขียนหรือพูด "คิดอย่างไร"′

    ทำให้งานนี้นอกจากต้องจ่ายค่าอาหาร เบียร์ ให้ร้านที่ไปกินแล้ว

    กรณ์ จาติกวณิช ต้องมี "รายจ่ายอื่น" ด้วย

    และยังเป็นสิ่งยืนยันว่าสังคมไทยขัดแย้งและเปราะบางมากเพียงใด

    เรื่องเล็ก อาจบานปลายเป็นเรื่องใหญ่ได้หากไม่ระวัง

    มาฟังคุณยิ่งลักษณ์ให้สัมภาษณ์ฯ..แล้วจะเชื่อว่า เธอทำได้

    ที่มา thaifreenews

    โดย Bell

    อยากรู้ว่าคุณยิ่งลักษณ์เธอพูดจาเคอะเขินไหม..เลยไปตระเวนดูตามคลิป

    เอามาฝากค่ะ



    ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 16/05/54 ประลองอำนาจเงิน

    ที่มา 3blabla

    โดย 3บลา ประชาไท

    ภาพถ่ายของฉัน


    เงินใครเยอะ จัดไป อย่าได้ช้า
    เร่เข้ามา ท้าประลอง ป่าวร้องร่ำ
    ร่วมกันสร้าง รอยมลทิน ถิ่นระยำ
    ให้ชอกช้ำ หมองมัว ทั่วแผ่นดิน....

    ฝั่งตรงข้าม ดีเด่น คุณเห็นไหม
    เอ้า..จัดให้ ถึงคราว ต้องด่าวดิ้น
    เหลือเพียงความ บอบช้ำ น้ำตาริน
    ยามสูญสิ้น คุณค่า คำว่า"คน"....

    ทุ่มซื้อเสียง ซื้อตำแหน่ง แย่งเป็นใหญ่
    จะเหยียบหัว เหยียบเท้าใคร ก็ไม่สน
    รู้เพียงว่า เพื่อพวกพ้อง พี่น้องตน
    ต้องฆ่าคน อีกเท่าไหร่ ก็ไม่แคร์....

    เกมส์ประลอง อำนาจเงิน เกินหยุดยั้ง
    เสียงปืนดัง ทั่วถิ่น แผ่นดินแน่
    ชิงไหวพริบ การฆ่า ตั้งตาแล
    คำว่าแพ้ คือตาย มลายพลัน....

    3 กรกฎา กำหนดไว้ ไปเลือกตั้ง
    เพื่อความหวัง เกิดก่อ ต่อเติมฝัน
    ใครจะยิง ใครจะล่า จะฆ่ากัน
    ช่างหัวมัน ใช้สิทธิ์เรา ที่เฝ้ารอ....


    แม้นประลอง อำนาจเงิน เกินขนาด
    ความอุบาทว์ แผ่ขยาย ทำลายต่อ
    ถนอมมือ ถนอมใจ เอาไว้พอ
    นับวันรอ สั่งสอนมัน วันเอาคืน....

    ๓ บลา / ๑๖ พ.ค.๕๔