WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, May 17, 2011

ฟ้าหญิงฯมีอุบัติเหตุรถยนต์ที่เยรูซาเลมเจ็บเล็กน้อย

ที่มา Thai E-News

สมเด็จ พระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงได้รับอุบัติเหตุเล็กน้อยเมื่อวันจันทร์ที่ 16 พฤษภาคม ระหว่างเสด็จเยือนเยรูซาเลม ประเทศอิสราเอล จากอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่เกี่ยวข้องหลายคัน (ภาพข่าว:AP)


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
17 พฤษาคม 2554

สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ และทรงได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย วันนี้ (16) ระหว่างเสด็จเยือนกรุงเยรูซาเลม อิสราเอล รัฐบาลและโฆษกโรงพยาบาลในอิสราเอลเปิดเผยต่อเอเอฟพี

ยาเอล บอสเซม-เลวี โฆษกประจำโรงพยาบาลฮัดดาซาห์ เปิดเผยกับสำนักข่าวต่างประเทศว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จไปยังโรงพยาบาลโดยที่ทรงมี “พระอาการบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย” อย่างไรก็ตาม ทางโรงพยาบาลฮัดดาซาห์ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม

ด้าน มิคดี โรเซนเฟลด์ โฆษกตำรวจอิสราเอล กล่าวว่าพระองค์กำลังเสด็จไปทรงพบหารือกับประธานาธิบดีชิมอน เปเรส ของอิสราเอล ขณะรถพระที่นั่งประสบอุบัติเหตุระหว่างทาง
ขณะ ที่ อาเยเลต ฟริช โฆษกหญิงประจำตัวประธานาธิบดีเปเรซ แถลงว่า ภายหลังเกิดอุบัติเหตุ พระองค์ยังคงเสด็จต่อไปพบหารือกับประธานาธิบดี และหลังจากนั้นจึงประทานอนุญาตให้นำพระองค์ไปยังโรงพยาบาลเพื่อให้แพทย์ทำ การตรวจพระวรกาย

“ขบวนเสด็จของพระองค์ ประสบอุบัติเหตุที่มีรถเกี่ยวข้องหลายคัน แต่เป็นอุบัติเหตุที่เล็กน้อยมาก” ฟริชกล่าว “พระองค์ทรงมีรอยฟกช้ำจากอุบัติเหตุ ทว่าพระองค์มิได้เสด็จไปโรงพยาบาล (ในทันที) พระองค์มีรับสั่งว่า ไม่ว่าอย่างไร พระองค์ประสงค์จะพบกับชิมอน เปเรส”

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงเป็นองค์ประธานของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ทั้งนี้ พระองค์เสด็จเยือนอิสราเอล เพื่อทรงงานในโครงการทางด้านวิทยาศาสตร์ระหว่างทั้งสองประเทศ และร่วมลงนามในความร่วมมือ

ช่างภาพจากสำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า ฟ้าหญิงจุฬาภรณฯ เสด็จออกจากโรงพยาบาลฮัดดาซาห์ หลังจากทรงเข้ารับการตรวจพระวรกายเป็นเวลา 90 นาที

ปูเปิดตัวสวยปัดคำท้าดีเบตมาร์ค:ถนัดทำมากกว่าพูด

ที่มา Thai E-News

ปู-ยิ่งลักษณ์เปิดตัวได้สวย เมื่อปฏิเสธคำท้าทายดีเบตของมาร์ค-อภิสิทธิ์ว่า "เป็นคนถนัดทำมากกว่าพูด"


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์





นางสาวยิ่งลักษณ๋ ชินวัตร กล่าวในโอกาสได้รับเลือกให้เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งอันดับ 1 ในระบบบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย ซึ่งจะกลายเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี คู่แข่งขันของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โดยชี้แจงถึงประสบการณ์ของเธอว่าเหมาะสมที่จะก้าวขึ้นมาบริหารประเทศ

เธอ ตอบข้อซักถามที่นายอภิสิทธิ์ท้าทายให้เปิดดีเบต โดยกล่าวปฏิเสธ ว่า "เป็นคนถนัดทำมากกว่าพูด"...ซึ่งนั่นทำให้คนหวนนึกไปถึงป้ายในมือผู้นำ กรรมกรหญิงที่เคยยกขึ้นประณามนายอภิสิทธิ์ว่า"ดีแต่พูด"







ข่าวพาดหัวALJAZEERA:Thaksin sister to run for Thai PM

*********

ปูVSมาร์ค:โปรดสังเกตดี ๆ ดูแววตา ใครพูดโกหก ใครพูดจริง คุณเป็นผู้ตัดสิน



Monday, May 16, 2011

'ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร'ใช้ความเป็นหญิงสร้างความปรองดอง

ที่มา Voice TV










พรรคเพื่อไทยมีมติเป็นเอกฉันท์ส่งนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขึ้นผู้สมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่ออันดับ 1 หวังชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกประเทศไทยและเป็นครั้งแรกที่ นางสาวยิ่งลักษณ์เปิดใจต่อที่ประชุมท่ามกลางเสียงปรบมือกึกก้องในห้องประชุม

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้แถลงวิสัยทัศน์ต่อที่ประชุม ส.ส.พรรคเพื่อไทยว่ามีความพร้อมและจริงใจที่จะทำงานในตำแหน่งนี้ รวมทั้งมั่นใจว่า นโยบายของพรรคเพื่อไทยจะตอบโจทย์ประชาชนโดยเฉพาะอยากเห็นความสามัคคีปรองดอง เกิดขึ้นในชาติโดยให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน พร้อมกับย้ำว่าขอยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้สมัครทุกคนจนได้เป็นรัฐบาล และยังได้เปิดใจกับสื่อมวลชนว่ายังเร็วเกินไปที่จะพูดถึงการนิรโทษกรรม พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร

ด้านร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง อดีตประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่ารู้สึกดีใจกับมติพรรคครั้งนี้ เพราะได้สนับสนุน นางสาวยิ่งลักษณ์มาตลอด 2 ปี เนื่องจากเป็นบุคคลที่มีความสามารถและโดดเด่นเรื่องธุรกิจและยังมองว่าการ ท้าดีเบตของพรรคประชาธิปัตย์เหมือนมวยออกอาการ มวยจะแพ้ต้องรีบชวนชกเผื่อฟลุ๊กคู่แข่งน็อก แต่นางสาวยิ่งลักษณ์นั่นเป็นมวยอยู่แล้ว อย่าไปดูถูก และยังมองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคเพื่อไทยน่าจะชนะพรรคประชาธิปัตย์ประมาณ 30 ที่นั่ง แต่ถ้าพรรคเพื่อไทยแพ้ก็จะขอเล่นการเมืองรอบสุดท้าย

นางสาวยิ่งลักษณ์ เกิดวันที่ 21 มิถุนายน 2510 เป็นบุตรคนสุดท้องในจำนวน 9 คนของนายเลิศ และนางยินดี ชินวัตร สมรสกับนายอนุวรณ์ อมรฉัตร กรรมการผู้อำนวยการบริษัทเอ็ม ลิ้งค์ เอเชีย คอร์ปอเรชั่น และมีบุตรชาย 1 คน

22 ประเทศจับตาเลือกตั้งไทย ห่วงความรุนแรง

ที่มา Voice TV



ชาวต่างชาติร่วมสังเกตการณ์เลือกตั้งในประเทศไทย

การเลือกตั้งในประเทศไทยที่จะมีขึ้นมีขึ้นในวันที่ 3 กรกฎาคม นี้ ไม่เพียงแต่ชาวไทยเท่านั้นที่ให้ความสำคัญ กับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองตามระบอบประชาธิปไตยในครั้งนี้ ชาวต่างชาติก็จับตามองเช่นเดียวกัน การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นจะทำให้ความขัดแย้งทางการเมือง คลี่คลายไปไหนทิศทางใด รวมทั้งความรุนแรง และการซื้อเสียง จะมากน้อยแค่ไหน วันนี้ (16 พฤษภาคม 2554) รายการ Hot Topic ได้รับเกียรติจากนางสมศรี หาญอนันทสุข ผู้อำนวยการเครือข่ายเอเชีย เพื่อการเลือกตั้ง มาร่วมพูดคุยในรายการ

นางสมศรี กล่าวว่า ในช่วงของการเลือกตั้ง จะมีตัวแทนจาก 22 ประเทศ ส่วนใหญ่เป็นประเทศในภูมิภาคเอเชีย เข้ามาสังเกตการณ์การเลือกตั้ง เพื่อศึกษา และเรียนรู้พฤติกรรมการเลือกตั้งของไทย ซึ่งมีความแตกต่างจากประเทศในภูมิภาคเอเชีย เขายังเชื่ออีกว่า การส่งคนลงสังเกตการณ์เลือกตั้งครั้งนี้ จะช่วยให้เกิดการตื่นตัวในการป้องปรามการทุจริตเลือกตั้งในรูปแบบต่างๆ เพราะประเทศไทยมีการซื้อเสียงมากที่สุด

ทั้งนี้หลังจากการเลือกตั้งแล้วเสร็จ คณะผู้สังเกตการณ์จะทำรายงานเพื่อนำเสนอให้กับกกต. เพื่อนำไปปรับปรุงการทำงานด้วย

“ยอมรับว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมากกต.จังหวัดไม่ค่อยมีความน่าเชื่อถือ เพราะกกต.จังหวัดบางคนก็เป็นคนของนักการเมือง ทำให้บางพื้นที่มีการกลั่นแกล้งกันทางการเมือง” นางสมศรี กล่าว

นางสมศรี ยอมรับว่า การรณรงค์ในการเลือกตั้งให้ Vote No นั้น สำหรับประเทศไทยในครั้งนี้มีผลเป็นอย่างมาก และเป็นประเทศเดียวที่มีตัวเลือกให้ Vote No

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แคนดิเดตนายกฯ

ที่มา Voice TV



Voice News ประจำวันที่ 16 พ.ค.54 (19.00 น.)

- ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แคนดิเดตนายกฯ

- วรวีร์ มะกูดี เปิดใจครั้งแรก

- "ตารุง เดจารัต" กีฬาชนิดใหม่ในซีเกมส์นี้

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แคนดิเดตนายกฯ

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1 พรรคเพื่อไทย เผยเข้ามาเพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่แก้แค้น ระบุจะใช้ความอ่อนโยนสร้างความปรองดองในสังคม

วรวีร์ มะกูดี เปิดใจครั้งแรก

วรวีร์ มะกูดี รักษาการนายกสมาคมฟุตบอลฯ เปิดใจครั้งแรก เตรียมฟ้องกลับอดีตผู้บริหารสมาคมฟุตบอลอังกฤษ ที่กล่าวหารับสินบนเลือกเจ้าภาพฟุตบอลโลก

"ตารุง เดจารัต" กีฬาชนิดใหม่ในซีเกมส์นี้

"ตารุง เดราจัต" ศิลปะการต่อสู้ของชวาตะวันตก สู่กีฬาชนิดใหม่ ในการแข่งขันซีเกมส์ปลายปีนี้ ที่ประเทศอินโดนีเซีย

การเลือกตั้ง คือการปฏิรูปการเมือง

ที่มา มติชน



โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์



การ เลือกตั้งในประเทศไทยที่กำลังจะมาถึงนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทย แต่การเลือกตั้งจะไม่นำมาซึ่งความสมานฉันท์ระหว่างกลุ่มต่างๆ ฉะนั้นจึงไม่เป็นหลักประกันว่าจะนำมาซึ่งความสงบเรียบร้อย และไม่มีการเลือกตั้งที่ไหนในโลกที่จะนำมาซึ่งความสุจริตของผู้บริหาร หรือนำมาซึ่งการปฏิรูปการเมือง (เพราะการปฏิรูปเป็นกระบวนการทางสังคม ไม่ใช่เรื่องที่นักปราชญ์จะมานั่งประชุมกันแล้วกำหนดให้คนอื่นปฏิรูปการ เมือง)

แต่การเลือกตั้งมีความสำคัญต่อประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงนี้อย่างยิ่ง

เพราะการเลือกตั้งจะนำมาซึ่ง "สิทธิธรรม" และ "อาญาสิทธิ์" ขอประทานโทษที่ต้องขยายความเป็นภาษาอังกฤษว่า legitimacy และ authority อันเป็นสองอย่างที่ถูกทำให้คลอนคลายไปในเมืองไทย นับตั้งแต่ช่วงก่อนรัฐประหาร 2549 และมลายหายสูญไปโดยสิ้นเชิงโดยรัฐประหารครั้งนั้น

สิทธิธรรม ไม่ใช่ความถูกต้องตามกฎหมาย แต่เป็นความเห็นชอบของผู้คนว่าอำนาจที่มีและใช้อยู่นั้น เป็นอำนาจที่ต้องยอมรับ แม้จะเห็นว่าได้ใช้อำนาจนั้นไปในทางที่ผิด แต่ก็ยังยอมรับอำนาจนั้น คนที่เห็นว่าใช้อำนาจไปในทางที่ผิด ย่อมหาหนทางที่ชอบธรรมต่างๆ เพื่อแสดงให้เห็นว่าผู้มีอำนาจใช้อำนาจไปในทางที่ผิด หากคนกลุ่มนี้ประสบความสำเร็จ คือมีคนเชื่อถือหรือเห็นด้วยมากๆ สิทธิธรรมของผู้ปกครองซึ่งแม้ถูกต้องตามกฎหมาย ก็เริ่มสั่นคลอน เพราะผู้คนไม่ได้เห็นว่าใช้อำนาจไปในทางที่ผิดอย่างเดียว แต่เริ่มเห็นว่าอำนาจที่มีอยู่ก็ไม่น่ายอมรับด้วย

ผู้ที่ต่อต้าน ทักษิณ ในปลายสมัยพรรค ทรท. ประสบความสำเร็จ ไม่แต่เพียงทำให้คนจำนวนมากเห็นด้วยว่า ทักษิณใช้อำนาจไปในทางที่ผิด แต่ยังทำให้เห็นว่า แม้แต่สิทธิธรรมของทักษิณในฐานะนายกฯ ก็ไม่น่ายอมรับด้วย จึงพากันสนับสนุนการตีความ ม.7 ของรัฐธรรมนูญปี 40 ไปในทางที่จะขจัดทักษิณออกไป

อำนาจที่วางอยู่บนรากฐานของสิทธิธรรม ทำให้เกิดอาญาสิทธิ์ คืออำนาจซึ่งใครๆ ก็ยอมรับ อาจจะออกมาในรูปของกฎหมาย, ประเพณี, ความเคารพนับถือต่อบุคคลหรือสถาบัน, อำนาจดิบ หากผู้คนยอมรับว่าอำนาจดิบเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาทางการเมือง ฯลฯ อาญาสิทธิ์หรืออำนาจอันเป็นที่ยอมรับนั้นเป็นอำนาจใหญ่มาก ไม่ค่อยมีใครกล้าสู้ เพราะเท่ากับสู้กับสังคมทั้งหมด ไม่ใช่สู้กับเจ้าหน้าที่เป็นคนๆ ไป

ทั้งสิทธิธรรมและอาญาสิทธิ์ล้วน ดิ้นได้ทั้งคู่ แต่ไม่ได้ดิ้นด้วยความกะล่อนอย่างเดียวกับที่เราคุ้นเคยกับนักการเมืองนะ ครับ แต่ดิ้นได้ตามความเปลี่ยนแปลงในสังคม สมัยหนึ่ง ตำแหน่งหรือสถาบันใดเคยเห็นว่ามีสิทธิธรรม แต่อีกสมัยหนึ่ง ก็ไม่เห็นว่ามีเสียแล้ว

เมื่อสิทธิธรรมดิ้นได้ อาญาสิทธิ์ก็ดิ้นได้ หลังการรัฐประหาร 2549 มีคนจำนวนมากอย่างเหลือล้นในสังคมไทย ไม่ได้ยอมรับว่ากองทัพมีสิทธิธรรมใดๆ ที่จะเข้ามาแก้ปัญหาทางการเมือง แม้ว่ากองทัพยังมีอำนาจดิบเท่าเดิม ถ้าผู้นำกองทัพไม่เข้าใจ กลับไปคิดว่าตัวมีอาญาสิทธิ์ที่จะมาก้าวก่ายทางการเมืองมากเท่าไร ก็ยิ่งทำลายกองทัพเองมากขึ้นเท่านั้น ทำลาย ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าใครเขาจะไปยึดเอารถถังกลับคืนมา แต่หมายความว่า แม้แต่การใช้อำนาจอันมีกฎหมายรองรับของกองทัพในเรื่องอื่นๆ เช่น ไปรบกับปัจจามิตร ก็ยังมีคนสงสัยว่ากำลังหาประโยชน์ใส่ตนหรือเปล่า

ถ้า อาญาสิทธิ์ของอะไรก็ตาม ดิ้นหายไปหมด ในที่สุดก็เหลือแต่อำนาจดิบ ไม่มีสังคมใดๆ แม้แต่สังคมของมนุษย์ถ้ำ ที่อาจบริหารจัดการได้ด้วยอำนาจดิบล้วนๆ

ความวุ่นวายทั้งหมดที่เกิด ให้เห็นในเมืองไทยตั้งแต่ช่วง 2549 จนถึงทุกวันนี้ แสดงให้เห็นว่าสิทธิธรรมและอาญาสิทธิ์ในสังคมไทยของทุกกลไกได้มลายหรือหมด พลังลงแล้ว ยากจะสถาปนาสิทธิธรรมให้กลับคืนมาง่ายๆ โดยหันกลับไปใช้อาญาสิทธิ์อย่างเข้มงวดกวดขัน เช่นบังคับใช้กฎหมาย, ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน, ใช้ พ.ร.บ.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน, ปิดเว็บไซต์, ปิดสื่อ, ใช้ ม.112 ฯลฯ ก็ไม่บังเกิดผลแต่อย่างใด เพราะอาญาสิทธิ์ต้องตั้งอยู่บนสิทธิธรรม เมื่อคนจำนวนมากไม่เห็นว่าผู้ใช้อำนาจมีสิทธิธรรม สิ่งที่เคยเชื่อว่าเป็นอาญาสิทธิ์ก็ไม่เป็นอาญาสิทธิ์อีกต่อไป เป็นได้แค่อำนาจเถื่อนที่มีตัวอักษรรองรับไว้ในราชกิจจานุเบกษาเท่านั้น

หน ทางเดียวที่จะนำภาวะปรกติ (ปรกติเฉยๆ นะครับ ไม่ใช่ปรกติสุข) กลับคืนมาสู่สังคมไทยได้ คือ สร้างสิทธิธรรมปฐมภูมิขึ้นก่อน และแม้ไม่มีความหวังใดๆ ให้แก่การเลือกตั้งมากนัก แต่ก็มีฉันทามติค่อนข้างชัดเจนว่า ประเทศไทยต้องจัดให้มีเลือกตั้งใหญ่ การเลือกตั้งจะนำมาซึ่งรัฐบาลซึ่งอาจไม่เป็นที่น่าพอใจ แต่เป็นรัฐบาลที่มีสิทธิธรรมอย่างชัดเจน เพราะได้รับการสนับสนุนด้วยคะแนนเสียงเลือกตั้ง

อย่างน้อย สถาบันแรกที่มีสิทธิธรรมอันยากจะปฏิเสธคือ รัฐบาล ได้เกิดขึ้นแล้ว ถ้าหากต้องการจะหลุดพ้นจากสภาวะ "อปรกติ" ที่เผชิญอยู่ ก็เป็นภาระของสังคมไทยที่จะต่อต้านหรือสนับสนุนรัฐบาลใหม่ ด้วยสิทธิเสรีภาพอันมีกฎหมายรองรับต่างๆ สิทธิเสรีภาพเหล่านี้เป็นอาญาสิทธิ์ในระบอบประชาธิปไตย และต้องทวงกลับคืนมา อย่ายอมให้ถูกทำหมันไปอีก เพราะปราศจากสิทธิเสรีภาพเหล่านี้ สิทธิธรรมของรัฐบาลเองก็จะคลอนคลายลงด้วย

จากจุดเริ่มต้น แห่งสิทธิธรรมเช่นนี้ สังคมมีช่องทางที่จะร่วมกันสถาปนาอาญาสิทธิ์ขึ้นในสังคมไทยใหม่อีกครั้ง หนึ่ง แต่ต้องเตือนว่าสิทธิธรรม และอาญาสิทธิ์ที่จะได้รับการสถาปนาขึ้นใหม่ อาจไม่เหมือนเดิมไปหมดทุกอย่างก็ได้ คงต้องมีการต่อสู้กันโดยครรลองของระบอบประชาธิปไตย อาจจะอย่างเข้มข้นในบางกรณี ระหว่างกลุ่มคน, สถาบัน, องค์กร ที่เคยได้เปรียบในระบอบสิทธิธรรม และอาญาสิทธิ์แบบเดิม กับกลุ่มคนที่ต้องการปรับเปลี่ยนระบอบสิทธิธรรม และอาญาสิทธิ์เสียใหม่ แต่ไม่เป็นไร ในที่สุดก็ต้องลงตัวที่จุดใดจุดหนึ่ง แล้วเราก็จะกลับไปสู่ความปรกติได้ ซึ่งแน่นอนว่ายังมีความขัดแย้งกัน เพียงแต่เป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นท่ามกลางการยอมรับสิทธิธรรมและ อาญาสิทธิ์ร่วมกันเท่านั้น

หลังจากเก้าสิบกว่าชีวิต และการบาดเจ็บอีกกว่าสองพัน (หลายรายในนั้นถูกหมายให้ตายแล้ว แต่เพราะยิงไม่แม่น หรือดวงดี หรืออะไรก็แล้วแต่) เราก็ได้มาถึงจุดที่เป็นทางออกของสังคมร่วมกัน นั่นคือการเลือกตั้งใหญ่ ในความมืดมนหลายปีที่ผ่านมา การเลือกตั้งเป็นจุดเริ่มต้นของทางออกในช่วงนี้ ใครก็ตามที่พยายามขัดขวางการเลือกตั้ง เพราะคิดสั้น, เพราะหวงอำนาจ, เพราะกลัวพวกกูแพ้, เพราะเกลียดมึง, หรือเพราะเหตุใดก็ตาม กำลังทำลายประเทศให้ย่อยยับหนักลงไปอีก

แม้กระนั้น ผมก็ไม่ปฏิเสธว่าพลังที่จะขัดขวางการเลือกตั้ง หรือบิดเบือนเจตนารมณ์ของการเลือกตั้งยังมีอยู่ และเครื่องมือสำคัญคือกองทัพ ซึ่งอาจลุกขึ้นยึดอำนาจก่อนการเลือกตั้งด้วยหน้ามืดหรือหลังการเลือกตั้ง ด้วยมืดหน้าก็ได้ บังเอิญได้เห็น บ.ก.ลายจุด ทำกิจกรรมต่อต้านรัฐประหารที่หน้าธนาคาร เชิญชวนให้ประชาชนแต่งชุดดำถอนเงินจากธนาคาร หากเกิดรัฐประหารขึ้น

ด้วย ความเคารพต่อท่าน บ.ก.ลายจุด ผมเกรงว่าทำแค่นี้จะเป็นเพียงสัญลักษณ์ เพราะผู้ถือบัญชีธนาคารรายย่อยๆ อย่างพวกเรา ถึงมีมากแต่ถอนมาแล้วก็ไม่รู้จะเอาไปไว้ที่ไหน (แม้มีมูลค่าไม่ถึง 50,000 บาทต่อบัญชีก็ตาม) ผมจึงอยากเรียน เสนอมาตรการเพิ่มเติมในการต่อต้านรัฐประหาร แต่เป็นข้อเสนอที่ปลอดจากการถูกจับหรือติดคุก (ตามรสนิยมส่วนตัวของผม) ด้วยนะครับ

จุดมุ่งหมายคือ ทำให้ความไร้ระเบียบปรากฏอย่างชัดเจนจนกระทั่ง สิ่งที่คณะรัฐประหารพยายามสถาปนาให้เป็นอาญาสิทธิ์กลายเป็นอำนาจดิบอย่าง ชัดเจน ฉะนั้นควรทำเพิ่มเติมดังนี้

1.รัฐประหารวันไหน ก็ขอลาป่วยทันที ลูกก็ลาป่วยด้วย ไม่ต้องไปโรงเรียน คณะรัฐประหารอาจสั่งหยุดงานในวันรุ่งขึ้นเพราะกลัวสับสน ก็ยิ่งดีเพื่อจะได้สามารถทำกิจกรรมต่อต้านรัฐประหารได้โดยไม่เสียวันลา

2.คน มีรถยนต์เอารถออกมาในถนน พาลูกเมียไปขับรถเล่น เตรียมข้าวกล่องและน้ำไปด้วย ขับชมกรุงหรือชมเมืองไปเรื่อยๆ เพื่อให้รถติดชนิดจลาจลไปเลย คนไม่มีรถก็ควรขึ้นรถเมล์ บอกกระเป๋าที่มาเก็บเงินว่าไม่มีตังค์จ่าย ขอลงป้ายหน้า แล้วก็ขึ้นคันใหม่ไปเรื่อยๆ หากเบื่อการขับรถหรือขึ้น-ลงรถเมล์ ก็ไปเที่ยวตามแหล่งที่นักท่องเที่ยวชอบไป นับตั้งแต่วัดแจ้ง, พระพรหมเอราวัณ, พารากอน, อะไรก็ได้ ให้มันแน่นขนัดจนแทบเดินไม่ได้

รถก็ยิ่งติดมากขึ้น และสับสนวุ่นวายจนกระทั่ง ธุรกิจของคนที่เฉยๆ กับการรัฐประหารหรือสนับสนุนการรัฐประหารดำเนินไปแทบไม่ได้

3.โทรศัพท์ ร้องเรียนกองอำนวยการของคณะรัฐประหารทุกเรื่อง นับตั้งแต่แขกที่มาขอพักที่บ้านไม่ยอมกลับสักที ไปจนถึงเพื่อนบ้านตดเหม็น หรือถามคำถามโง่ๆ เช่น แล้วจะยังมีการเลือกตั้งอีกไหมเนี่ย, ทหารจะเปลี่ยนเครื่องแบบให้สวยกว่าเก่าไหม ฯลฯ ได้ทั้งนั้น

4.อันนี้ เสี่ยงหน่อยนะครับ แอบติดป้ายประณามการรัฐประหารมากที่สุดเท่าที่ตัวเองจะปลอดภัย ส่งข้อความผ่านลูกโป่งสวรรค์ก็ได้ ส่งเอสเอ็มเอสก็ได้ แต่ต้องทำให้จับผู้ส่งไม่ได้ด้วย กระดานข่าวออนไลน์นั่นก็เหมาะ วางใบปลิวในห้องน้ำ ส่งจดหมายลูกโซ่ ถ้าใจกล้ากว่านี้ ก็เอาป้ายไปแอบแปะไว้ที่ก้นนายทหารที่ถูกรุมล้อมสัมภาษณ์

5.บอยคอต สินค้าเจ้าที่เชียร์รัฐประหาร โดยเฉพาะสินค้าที่ขายได้เพราะความเคยชิน ไม่ใช่เพราะมีคุณภาพดีกว่าคู่แข่ง เช่น บะหมี่สำเร็จรูป หนังสือพิมพ์, โทรทัศน์ วิทยุ ฯลฯ อย่าซื้อ, อย่าดู, ใครให้โฆษณาแก่สื่อเหล่านี้ก็ขู่ว่าจะบอยคอตตามไปด้วย

ผม อยากเรียนเสนอ บ.ก.ลายจุดว่า คิดต่อไปเถอะครับ มีอะไรดีๆ ที่ประชาชนธรรมดาก็มีอำนาจดิบที่สามารถต่อต้านการใช้อำนาจดิบของกองทัพได้ เยอะแยะกว่านี้อีก เพื่อแสดงให้เขาเห็นตั้งแต่วันแรกว่า มึงได้ทำให้บ้านเมืองเละเทะอย่างไร เพราะความบ้าอำนาจของมึง

ตอบ ทรู คอร์ปอเรชั่น เรื่องสัญญา 3G ระหว่าง ทรู กับ กสท.

ที่มา มติชน



โดย สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

ตาม ที่ ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้นำเสนอ “ข้อเท็จจริง” ในมุมของตน และกล่าวหาว่า บทความของผู้เขียนได้พาดพิงถึงทรูอย่าง “คลาดเคลื่อนข้อเท็จจริง” และมีการ “คาดเดา” หลายเรื่องโดยไม่ถูกต้องนั้น ผู้เขียนยินดีอย่างยิ่งที่จะได้เสนอ “ข้อเท็จจริง” ในมุมของผู้เขียนในฐานะนักวิชาการ ซึ่งไม่มีส่วนได้เสีย แต่ได้ติดตามเรื่องดังกล่าวอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ เพื่อให้สาธารณชนได้พิจารณาอย่างรอบด้านว่า “ข้อเท็จจริง” ในเรื่องนี้เป็นอย่างไรกันแน่

ก่อน อื่น ผู้เขียนขอทบทวนสัญญา 3G ระหว่าง ทรู กับ กสท โดยสังเขป สาระสำคัญส่วนใหญ่ของการทำสัญญาดังกล่าวอยู่ในสัญญา 2 ฉบับหลักคือ “สัญญาเช่า” และ “สัญญาขายส่ง” ในส่วนของสัญญาเช่านั้น กสท จะ “เช่า” อุปกรณ์โทรคมนาคมจาก ทรู มาติดตั้งบนเสาที่ กสท จะสร้างขึ้น ซึ่งเป็นการเช่าทรัพย์สินกันตามปรกติ อย่างไรก็ตาม สัญญาดังกล่าวมีข้อกำหนดที่เกินจากสัญญาเช่าทั่วไปโดยกำหนดว่า “กสท จะนำคลื่นความถี่ในย่าน 800 MHz จำนวน 15x2 MHz … มาใช้กับเครื่องและอุปกรณ์ของบริษัทเท่านั้น” (ข้อ 2.12) ส่วนสัญญา “ขายส่ง” นั้น กสท จะนำเอาโครงข่ายทั้งหมด รวมทั้งอุปกรณ์ที่เช่าจากทรู มา “ขายส่ง” กลับให้ ทรู โดย ทรู มีสิทธิใช้โครงข่ายดังกล่าว 80% ซึ่งทำให้สัญญาขายส่งนี้มีผลบังคับผู้ขายเกินกว่าสัญญาขายส่งทั่วไปและกีด กันผู้ซื้อรายอื่น

ประเด็นที่ ทรู โต้แย้งผู้เขียนมี 3 ข้อ คือ 1. การทำสัญญา 3G ระหว่าง ทรู กับ กสท จะทำให้มีผู้ให้บริการ 3G รายเดียวนอกจาก ทีโอที คือ ทรู หรือไม่? 2. การทำสัญญาดังกล่าวจะทำให้รัฐเสียค่าประมูลคลื่นความถี่มูลค่า 3.9 หมื่นล้านบาทหรือไม่? และ 3. สัญญาดังกล่าวมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน ต้องทำตามกฎหมายร่วมทุนฯ หรือไม่?

ในประเด็นแรกนั้น ผู้เขียนกล่าวไว้ว่า หากปล่อยให้สัญญาดังกล่าวเกิดขึ้น “นอกเหนือจาก ทีโอทีแล้ว ประเทศไทยจะมีผู้ให้บริการ 3G อีกเพียงรายเดียว คือ ทรู ซึ่งจะให้บริการ 3G ก่อนรายอื่น โดยไม่แน่ชัดว่า เอไอเอส และดีแทค ซึ่งเป็นคู่แข่งรายสำคัญจะสามารถเริ่มให้บริการได้เมื่อใด” ทั้งนี้ คำว่า “ผู้ให้บริการ” ดังกล่าวของผู้เขียนหมายถึงผู้ประกอบการที่มีโครงข่าย เพราะการแข่งขันที่แท้จริงจะเกิดขึ้นจากผู้ประกอบการที่มีโครงข่ายหลายราย แข่งขันกันอย่างเสมอภาคเท่านั้น ทรู กล่าวว่า ผู้เขียนเข้าใจผิด เพราะในปัจจุบัน นอกจาก ทีโอที แล้ว ยังมีผู้ให้บริการขายส่ง (ซึ่งมีโครงข่าย) อีกรายหนึ่งคือ กสท ส่วนผู้ให้บริการขายต่อ (ซึ่งไม่มีโครงข่าย) ก็มีอยู่แล้วหลายราย ทั้งนี้ กสทและทีโอทีต้องปฏิบัติต่อผู้ขายต่อทุกราย รวมทั้ง ดีแทคและเอไอเอสอย่างเสมอภาคกัน

จะเห็นว่า ผู้เขียนและทรู เห็นตรงกันว่า หากนับเฉพาะผู้ประกอบการ 3G ที่มีโครงข่ายนั้น ในปัจจุบัน นอกจาก ทีโอทีแล้ว ก็เหลืออีกเพียงรายเดียว ซึ่งทรูระบุว่าคือ กสท แต่ผู้เขียนมองว่าคือ ทรู นั่นเอง เพราะทรูได้สิทธิในการใช้โครงข่ายของ กสท ไปถึง 80% จึงมีสภาพเสมือนเป็นผู้ประกอบการที่มีโครงข่ายแทน กสท (แม้จะใช้กลเม็ดทางกฎหมายขอใบอนุญาตแบบไม่มีโครงข่ายก็ตาม) ในสภาพเช่นนี้ กสท ย่อมไม่สามารถปฏิบัติต่อรายอื่นได้อย่างเสมอภาคกับทรูได้ เพราะเหลือความจุอีกเพียง 20% เท่านั้น นอกจากทีโอที แล้ว ตลาดจึงเหลือผู้ให้บริการ 3G ที่มีโครงข่ายเพียงรายเดียวคือ ทรู

นอก จากนั้น กสท ยังให้ทรูเริ่มให้บริการก่อนรายอื่น และไม่อนุญาตให้ ดีแทคให้บริการ 3G บนคลื่นที่ดีแทคใช้บริการ 2G อยู่ การกระทำดังกล่าวทั้งหมดทำให้ ทรู ได้เปรียบในการแข่งขันเป็นอย่างมาก เพราะหากคู่แข่งต้องการได้คลื่นความถี่เพียงพอที่จะแข่งขันกับทรู ก็จะต้องรอการจัดสรรคลื่นจาก กสทช. จึงไม่น่าแปลกใจที่รายงานของที่ปรึกษาการเงินของ กสท คือบริษัท BNC และ Value Partners เองก็ได้วิเคราะห์ว่า ทรู จะมีส่วนแบ่งตลาด 3G เพิ่มขึ้นถึง 5% จากการได้ทำการตลาดก่อนรายอื่น

ในประเด็นที่สอง ทรู โต้แย้งว่าการทำสัญญาดังกล่าวจะไม่ทำให้รัฐเสียค่าประมูลคลื่นความถี่ 3.9 หมื่นล้านบาท โดยอ้างว่า คลื่นความถี่ของ กสท เป็นคลื่นความถี่เดิม และ กสท ไม่ได้นำคลื่นความถี่มาให้ ทรู ใช้ เพียงแต่ขายต่อบริการให้ทรู ผู้เขียนแปลกใจที่ ทรู กล่าวอ้างดังกล่าว เพราะสัญญาเช่า ข้อ 2.12 ที่ยกมาข้างต้น ระบุอย่างชัดเจนว่า กสท ต้องนำคลื่นความถี่ของตนมาใช้กับเครื่องและอุปกรณ์ของทรูเท่านั้น และสัญญาขายส่งก็ทำให้ทรูได้ใช้คลื่นนั้นถึง 80% ทั้งนี้ กสท ไม่ได้คิดมูลค่าของคลื่นความถี่ดังกล่าวแต่อย่างใด เมื่อทรูได้คลื่นความถี่มาฟรี หากผู้ประกอบการรายอื่นต้องเสียค่าใช้จ่ายในการประมูลคลื่นความถี่ ก็ย่อมไม่สามารถแข่งขันกับ ทรู ได้ จึงเป็นเหตุให้ กสทช ไม่สามารถกำหนดมูลค่าคลื่นความถี่ตั้งต้นไว้ที่ 1.3 หมื่นล้านบาทตามที่เคยกำหนดไว้ หากต้องการรักษาการแข่งขันที่เสมอภาค ซึ่งจะเป็นเหตุให้รัฐเสียรายได้จากการประมูลคลื่นความถี่ไปในที่สุด

ทรู ยังเข้าใจผิดด้วยว่า รายได้จากการประมูลคลื่น 3G ไม่ได้เป็นรายได้เข้ารัฐ ทั้งที่ กฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นฯ ซึ่งผู้เขียนมีส่วนในการยกร่าง กำหนดไว้ในมาตรา 45 ว่า “เงินที่ได้จากการประมูลเมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วให้ส่งเข้าเป็นรายได้แผ่น ดิน”

ในประเด็นที่สาม ที่ว่า สัญญาดังกล่าวเป็นสัมปทานที่ต้องทำตามกฎหมายร่วมทุนฯ หรือไม่นั้น กฎหมายร่วมทุนฯ กำหนดไว้ว่า การลงทุนใน “กิจการของรัฐ” ที่มีการร่วมการงานกับเอกชน ซึ่งมีมูลค่าเกินกว่า 1 พันล้านบาทนั้น ต้องดำเนินการตามกฎหมายร่วมทุนฯ ไม่น่าจะมีข้อสงสัยว่า สัญญาดังกล่าวมีการ “ร่วมการงานกับเอกชน” อย่างชัดเจน เพราะการร่วมการงานหมายความรวมถึง “ร่วมลงทุนกับเอกชนไม่ว่าโดยวิธีใด หรือมอบให้เอกชนลงทุนแต่ฝ่ายเดียว โดยวิธีการอนุญาต หรือให้สัมปทาน หรือให้สิทธิไม่ว่าในลักษณะใด” และมีความชัดเจนว่า โครงการดังกล่าวมีมูลค่าเกินกว่า 1 พันล้านบาท เพราะ กสท ก็ให้ข้อมูลว่า ตนจะได้ผลตอบแทนถึง 1.4 หมื่นล้านบาท ประเด็นที่เหลืออยู่จึงมีเพียงว่า โครงการนี้เป็น "กิจการของรัฐ" ตามกฎหมายหรือไม่เท่านั้น

มาตรา 5 ของกฎหมายร่วมทุนฯ บัญญัติไว้ว่า "กิจการของรัฐ" หมายความว่า “กิจการที่ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอื่นของรัฐ หรือราชการส่วนท้องถิ่นหน่วยใดหน่วยหนึ่งหรือหลายหน่วย รวมกัน ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ต้องทำตามกฎหมายหรือกิจการที่จะต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติ หรือทรัพย์สินของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอื่นของรัฐ” เป็นที่ชัดเจนว่า โครงการนี้ได้ใช้คลื่นความถี่ ซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติ ดังปรากฏในสัญญาเช่า ข้อ 2.12 ข้างต้น

ทรู อ้างว่า สัญญาดังกล่าวได้ผ่านการตรวจสอบของ “นักกฎหมายอาชีพผู้มีประสบการณ์หลายสิบคน แต่ไม่มีใครเห็นว่าสัญญาดังกล่าวมีลักษณะเหมือนสัมปทาน” แต่เมื่อดูรายชื่อที่ทรูอ้างถึงก็พบว่า เกือบทั้งหมดเป็นนักกฎหมายหรือที่ปรึกษาของทรู หรือ กสท หรือธนาคารที่ให้กู้ในโครงการนี้ ซึ่งล้วนมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องหรือได้รับค่าตอบแทนจาก ทรู หรือ กสท ในทางใดทางหนึ่งทั้งสิ้น ยกเว้นสำนักงานอัยการสูงสุด ที่ผ่านมา กสท และทรู ก็อ้างมาตลอดว่า สำนักงานอัยการสูงสุดให้ความเห็นชอบสัญญานี้แล้ว

ปัญหา ก็คือ เราไม่เคยได้ทราบเลยว่า สำนักงานอัยการสูงสุดวินิจฉัยด้วยเหตุผลอย่างไรจึงสรุปว่า สัญญาดังกล่าวไม่ต้องทำตามกฎหมายร่วมทุนฯ ทั้งที่เห็นได้อย่างชัดเจนว่า มีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติคือคลื่นความถี่ ในส่วนของสัญญา “เช่า” ผู้ที่อ้างว่า สัญญาดังกล่าวไม่ต้องทำตามกฎหมายร่วมทุนฯ มักหลีกเลี่ยงที่จะกล่าวถึงส่วนของสัญญา “เช่า” แต่อ้างเฉพาะส่วนของสัญญา “ขายส่ง” ว่าเป็นการให้บริการที่ต้องขออนุญาตจาก กทช. จึงไม่เป็นสัญญาสัมปทาน

จริงหรือไม่ที่ อธิบดีอัยการฝ่ายปรึกษา ซึ่งรับผิดชอบสัญญานี้ ยังไม่ได้ให้ความเห็น และยังไม่ได้ตรวจสัญญา เนื่องจากมีข้อสงสัยบางประการ แต่สำนักงานอัยการสูงสุดก็ได้ทำความเห็นกลับไปยัง กสท ให้เดินหน้าโครงการต่อไปเลย? นอกจากนี้ ในการสัมมนาที่คณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ อัยการที่ร่วมอภิปรายกับผู้เขียนก็กล่าวในทำนองที่ว่า การทำสัญญาดังกล่าวมีการหลีกเลี่ยงกฎหมาย เพราะทำตรงไปตรงมาไม่ได้ เพียงแต่ท่านเห็นว่า การหลีกเลี่ยงกฎหมายไม่ใช่การฝ่าฝืนกฎหมาย

จึง เกิดคำถามว่า ในการตรวจสัญญาดังกล่าว สำนักงานอัยการสูงสุดได้ใช้ความรอบคอบเพื่อรักษาประโยชน์ของรัฐ (และประโยชน์สาธารณะ) และได้รายงานถึงข้อเสียเปรียบหรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่รัฐ ตามหน้าที่ตามมาตรา 23 ของกฎหมายองค์กรอัยการฯ หรือไม่? เพราะปรากฏว่า สัญญาดังกล่าวน่าจะทำให้ กสท เสียเปรียบ ทรู หลายประการ ที่ชัดเจนที่สุดอย่างหนึ่งก็คือ การที่ กสท ให้ทรูใช้คลื่นความถี่ โดยไม่คิดมูลค่าดังที่กล่าวมาแล้ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชน สำนักงานอัยการสูงสุดจึงควรเปิดเผยผลการตรวจสัญญาดังกล่าวในทุกขั้นตอนต่อ สาธารณะ

นอกจากนี้ ทรู ยังหลีกเลี่ยงที่จะกล่าวถึงข้อสังเกตของ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่ว่า สัญญาดังกล่าวน่าจะเป็นสัญญาตามกฎหมายร่วมทุนฯ หรือข้อสังเกตของ ดร. วรเจตน์ ภาคีรัตน์ นักกฎหมายจากธรรมศาสตร์ที่มีความเห็นไปในแนวทางเดียวกัน

นอก จากน่าจะขัดกับกฎหมายร่วมทุนฯแล้ว ยังปรากฏเป็นข่าวด้วยว่า สำนักเลขาธิการ กทช ได้ทำความเห็นเพื่อเสนอ กทช ว่า สัญญาดังกล่าวยังอาจขัดกับมาตรา 46 ของกฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นฯ ที่ห้ามผู้ได้รับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ มอบการบริหารจัดการบางส่วนหรือยินยอมให้ผู้อื่นประกอบการแทน (กรุงเทพธุรกิจ 13 พฤษภาคม 2554)

หรือว่า ทรู ถนัดที่จะอ้างแต่ความเห็นของนักกฎหมายที่มีผลประโยชน์ได้เสียกับตน ใช้สื่อของตนเสนอข้อมูลด้านเดียวต่อประชาชน และกล่าวหาผู้อื่นโดยไม่ให้โอกาสชี้แจง? เพื่อความเป็นธรรมต่อผู้เขียน และเพื่อพิสูจน์ “ข้อเท็จจริง” ของทั้งสองฝ่าย ผู้เขียนพร้อมที่จะอภิปรายร่วมกับทรูในทุกเวที รวมทั้งรายการสดใน ทรู วิชั่นส์ด้วย ว่าแต่ว่า ทรู จะกล้าร่วมอภิปรายกับผู้เขียนหรือไม่?

ไม่ได้"ลอก"แต่"คล้าย" ฟัง"อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ"นึกถึง"บารัก โอบามา" จาก"คุณยายเนียม"ถึง"เราเริ่มต้นแล้ว"

ที่มา มติชน



ใน วันที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ประกาศยุบสภาเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคมที่ผ่านมา และแถลงผ่านทางสถานีโทรทัศน์ในช่วงค่ำของวันนั้น

คำปราศรัยของ "อภิสิทธิ์" ยังคมคายเช่นเดิมสมกับเป็น "นักพูด" ที่หาตัวจับยาก

เขา เลือกใช้คำที่สละสลวยในการอธิบายเหตุผลการยุบสภา และใช้เวลาส่วนใหญ่แถลงผลงานของรัฐบาล โดยเลือกประเด็นที่พรรคประชาธิปัตย์ในการหาเสียงครั้งนี้

และทุกประเด็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ การศึกษา การประกันรายได้เกษตรกร การปรองดองฯลฯ

"อภิสิทธิ์" จะตบท้ายด้วยคำว่า "เราได้เริ่มต้นแล้ว"

เพื่อที่จะบอกว่าเขาได้ทำแล้ว แต่ยังไม่ถึงเป้าหมายที่ต้องการ

เป็นกลยุทธ์การสร้างความต่อเนื่องกับสโลแกนของพรรคประชาธิปัตย์ในการหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้

.....เดินหน้าต่อไปด้วยนโยบายเพื่อประชาชน

เมื่อ "เริ่มต้นแล้ว" จะได้ "เดินหน้าต่อไป"

กลยุทธ์ การทิ้งคำ "เริ่มต้นแล้ว" ในทุกผลงานที่แถลงของ "อภิสิทธิ์" ทำให้หลายคนนึกถึงคำปราศรัยของ "บารัก โอบามา" ในวันที่รับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา

วันนั้น "โอบามา" ใช้วิธีการทิ้งคำ "Yes, we can" หรือ "ใช่ เราทำได้" เป็นช่วงๆในตอนท้ายของการปราศรัย

การทิ้งคำลักษณะนี้เป็นการตอกย้ำให้คนจำและรู้สึกตามนั้น

และสร้างความคมคายให้กับการปราศรัย

ความละม้ายคล้ายคลึงดังกล่าวนี้เองทำให้คนนึกถึงการยกตัวอย่าง "คุณยายเนียม" ของ "อภิสิทธิ์" ในวันรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

เพราะคล้ายกับ "คุณยายแอนน์ นิกสัน คูเปอร์" อายุ 106 ปีจาก "แอตแลนตา" ในคำปราศรัยวันเดียวกันของ "โอบามา" เพื่อสร้างอารมณ์สะเทือนใจให้กับผู้ฟัง

แต่การสรุปว่า "อภิสิทธิ์" ลอกข้อสอบก็ดูจะไม่เป็นธรรม

เพราะ "อภิสิทธิ์" นั้นจบมาจากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดเป็นประธานโต้วาทีของมหาวิทยาลัย ย่อมต้องศึกษาเรื่องหลักการพูดแบบตะวันตกมาเป็นอย่างดี

ทำให้วิธีการพูดของเขาละม้ายคล้ายคลึงกับ "โอบามา" โดยบังเอิญถึง 2 ครั้ง

แต่ก็ทำให้คนนึกถึงนโยบาย "บ้านหลังแรก" และ "รักษาฟรี"

ไม่ได้ "ลอก" เพียงแค่ "คล้าย" เท่านั้นเอง

…………………………………





คำปราศรัยของ "บารัก โอบามา" ที่เมืองชิคาโก้ วันที่ 4 พฤศจิกายน 2551

"การ เลือกตั้งครั้งนี้ได้ก่อ ให้เกิด ′ครั้งแรก′ ในหลายๆ เรื่อง และก่อให้เกิดเรื่องราวมากมายที่เราจะบอกเล่าสู่คนรุ่นต่อไป แต่เรื่องหนึ่งที่อยู่ในใจของผมในคืนนี้เป็นเรื่องของหญิงผู้หนึ่งซึ่งออกมา ลงคะแนนเสียงที่แอตแลนตา เธอก็เหมือนกับคนอื่นๆ อีกนับล้านซึ่งเข้าแถวรอเพื่อจะลงคะแนน

เว้นแต่ว่า แอนน์ นิกสัน คูเปอร์ หญิงผู้นั้นอายุ 106 ปีแล้ว

เธอ เกิดขึ้นมาในยุคของทาส ในห้วงเวลาที่ยังไม่มีรถยนต์วิ่งอยู่บนถนน ไม่มีเครื่องบินอยู่บนท้องฟ้า ในยุคที่คนเช่นเธอไม่สามารถลงคะแนนเสียงได้ด้วย 2 เหตุผล คือ เพราะเธอเป็นผู้หญิงและเพราะสีผิวของเธอ

และ คืนนี้ ผมคิดว่าทุกสิ่งในอเมริกาที่เธอได้เห็นมา 1 ศตวรรษ ความร้าวรานใจและความหวัง การต่อสู้และความก้าวหน้า ช่วงเวลาที่พวกเราถูกบอกว่าเราไม่สามารถทำได้, กับผู้คนผลักดันความเชื่อของอเมริกา,ใช่ เราทำได้ !!

ณ ห้วงเวลาที่เสียงของผู้หญิงเงียบงัน และความหวังของพวกเธอถูกละเลย เธอดำรงชีวิตอยู่เพื่อมองหญิงเหล่านั้นลุกขึ้น เปล่งเสียง และเรียกร้องสิทธิเลือกตั้ง, ใช่ เราทำได้ !!

เมื่อ เกิดความหดหู่จากพายุใน ภาคกลางที่เกิดจากความแห้งแล้ง และเศรษฐกิจตกต่ำไปทั่วประเทศ เธอเคยมองเห็นประเทศชาติต่อสู้กับความกลัวด้วยข้อตกลงใหม่ งานใหม่ และด้วยสำนึกใหม่, ใช่ เราทำได้ !!

เมื่อ ลูกระเบิดหล่นลงบนอ่าวของ เรา และทรราชย์คุกคามโลก เธออยู่ที่นั่น เป็นพยานของคนในรุ่นนั้นซึ่งเติบโตขึ้นสู่ความยิ่งใหญ่ และประชาธิปไตยที่พวกเราพิทักษ์รักษา, ใช่ เราทำได้ !!

เธอ อยู่ที่นั่นเพื่อได้เห็นรถ เมล์ในมอนท์โกเมอรี่ บ้านในเบอร์มิงแฮม ถนนในเซลมา และบาทหลวงจากแอตแลนตาผู้บอกกับประชาชนว่า ′เราจะได้ชัยชนะ′, ใช่ เราทำได้ !!

ชายซึ่งได้เหยียบดวงจันทร์ กำแพงที่สลายลงในเบอร์ลิน และโลกซึ่งเชื่อมโยงถึงกันด้วยวิทยาศาสตร์และจินตนาการของเรา

และ ในปีนี้ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ เธอแตะนิ้วของเธอลงบนจอคอมพิวเตอร์ ออกเสียงเลือกตั้ง เพราะหลังจากผ่านประสบการณ์ 106 ปี ในอเมริกา ทั้งในยามรุ่งเรืองที่สุดและในโมงยามที่มืดมิดที่สุด เธอย่อมรู้ว่าอเมริกาสามารถเปลี่ยนแปลงได้

ใช่ พวกเราทำได้!!!"

......................





ประกาศยุบสภาฯ ของ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" วันที่ 9 พฤษภาคม 2554

"ผม พูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำ ครับว่า ท่ามกลางภาวะความยากลำบากเหล่านี้ปัญหาที่เป็นปัญหาพื้นฐานของพี่น้อง ประชาชนนั้นก็ได้มีการเดินหน้าในการแก้ไข ได้มีการเริ่มต้นนโยบายหลายสิ่ง หลายอย่าง ซึ่งทำให้เราสามารถที่จะใช้เป็นประโยชน์ในการเดินหน้าทำงานต่อไป

ก่อน ที่ผมจะเข้ามารับตำแหน่ง นั้น เศรษฐกิจไทยของเรากำลังได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากเศรษฐกิจโลก อัตราการขยายตัวติดลบ คนกลัวกันว่าจะมีคนว่างงานพุ่งสูงไปถึง 1 ล้าน 2 ล้านคน สุดท้ายการฟื้นฟูเศรษฐกิจ การกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลทำให้การว่างงานนั้นไปแตะที่ 7 แสนคนเพียงระยะเวลาสั้น ๆ ลดลงมาอย่างรวดเร็วเหลือ 3 แสนคน ฟื้นเศรษฐกิจให้กลับมาขยายตัวเป็นบวก การส่งออก การท่องเที่ยว สูงสุดเป็นประวัติการณ์แม้แต่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็สูงสุดในรอบเป็นสิบปี

ถาม ว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้เศรษฐกิจดีเป็นที่พอใจหรือไม่ ก็ต้องตอบครับว่าไม่พอใจ เพราะตราบใดที่ยังมีพี่น้องประชาชนและครอบครัว ตั้งแต่แม่ฮ่องสอน ลงไปนราธิวาส จากกาญจนบุรีไปอุบลราชธานียังคงมีปัญหาที่รายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย เราพอใจไม่ได้

แต่ขณะเดียวกันเราก็พูดได้ว่าการแก้ไขปัญหาปูทางไปสู่การสร้างเศรษฐกิจที่ดี….. เป็นงานที่เราได้เริ่มต้นแล้ว

ก่อน ที่ผมจะเข้ามารับตำแหน่ง พี่น้องประชาชนและหลายครอบครัวมีภาระมากครับ ทั้งในเรื่องการศึกษาของลูกหลาน ทั้งในเรื่องการดูแลผู้สูงอายุ คุณพ่อ คุณแม่ คุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย รัฐบาลได้มาเริ่มต้นนโยบายเรียนฟรี 15 ปี ลดภาระค่าใช้จ่ายทางการศึกษาต่าง ๆ ได้นำโครงการเบี้ยยังชีพถ้วนหน้ามาให้พี่น้องประชาชนที่มีอายุเกิน 60 ปี แบ่งเบาภาระให้กับพี่น้องประชาชนไปได้

ถาม ว่าเพียงพอหรือไม่ ก็ต้องตอบว่าไม่พอ เพราะผมเชื่อมั่นว่า ครอบครัวของพี่น้องนั้นก็ต้องการที่จะมีหลักประกันความมั่นคง และการสร้างโอกาสให้กับลูกหลานมากกว่าที่เป็นอยู่

แต่งานที่จะทำสิ่งเหล่านี้นั้น เราไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์...เราได้เริ่มต้นแล้ว

ก่อน ที่ผมจะเข้ามารับหน้าที่ เกษตรกรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศเผชิญกับภาวะความไม่แน่นอนอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดินฟ้าอากาศ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องความผันผวนของราคาของพืชผล รัฐบาลนี้ได้เข้ามาเริ่มต้นโครงการประกันรายได้ เป็นการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรแบบครอบคลุมทั่วถึง เงินสดไปถึงมือ เพื่อเป็นหลักประกันในเรื่องของรายได้เป็นครั้งแรก ทำให้พี่น้องเกษตรกรทำการเกษตรแล้วไม่ขาดทุน พร้อม ๆ กันไปก็ได้อนุมัติโครงการประกันภัยพืชผล ที่จะมีการใช้ต่อไปปลายปีนี้

ถามว่าเพียงพอหรือยังในการที่จะยกระดับความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกรให้เป็นที่พึงพอใจ ก็ต้องตอบว่ายัง

แต่ขณะเดียวกันก็พูดได้เช่นเดียวกันว่างานที่จะยกระดับความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกร....ได้เริ่มต้นอย่างแท้จริง

พี่ น้องครับ นอกเหนือจากเรื่องของเศรษฐกิจและปากท้องแล้ว ปัญหาที่เกิดขึ้นในเรื่องของความขัดแย้งทางการเมืองก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งซึ่ง ยังหนักหน่วงอยู่แน่นอนที่สุด

ถาม ว่าวันนี้มีความปรองดอง สมานฉันท์หรือยังก็ต้องตอบว่ายัง แต่ขณะเดียวกัน 2 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้ยืนยันความเป็นนิติรัฐของประเทศ ให้เห็นว่าประเทศไทยนั้นปกครองด้วยกฎหมาย แล้วก็สามารถทำให้ภาวะต่าง ๆ กลับเข้ามาสู่ความเป็นปกติระดับหนึ่งที่จะคืนอำนาจให้แก่พี่น้องประชาชนได้

ดังนั้นงานที่สร้างความปรองดองสมานฉันท์....ก็ได้เริ่มต้นแล้วเช่นเดียวกัน"

………………………….

คำแถลงวันรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" วันที่ 17 ธันวาคม 2551

"และ สำหรับพี่น้องชาวอีสานครับ 16-17 ปีบนถนนการเมือง ผมไปเยี่ยมเยียนท่านหลายครั้ง ได้รับรู้ปัญหาความทุกข์ ความยากจนของทุกๆ ท่าน และไม่ว่าจะเป็นช่วงที่ได้ร่วมปั้นข้าวเหนียวข้างเถียงนา ที่สนทนากันที่ไร่มันสำปะหลัง ผมไม่ลืม

และ ที่ผมอดที่จะเอ่ยถึง ไม่ได้นะครับก็คือคุณยายเนียม ที่อำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี ที่ครั้งสุดท้ายที่ผมได้ไปรณรงค์หาเสียงนั้น ท่านได้มอบแหวนวงนี้ให้กับผมและก็บอกกับผมว่ายายหมั้นคุณอภิสิทธิ์ให้กับคน อีสานแล้ว

ผม ไม่ทราบว่าคุณยายเนียมกำลัง ดูหรือฟังสิ่งที่ผมพูดอยู่หรือไม่ แต่อยากจะบอกกับคุณยายครับว่า วันนี้คนที่รับแหวนจากท่านจะทำงานให้ท่าน ทำงานให้กับญาติพี่น้องของท่าน ทำงานให้กับชาวอีสานของท่านและคนไทยร่วมชาติกับท่านอย่างเสมอภาคด้วยความ ทุ่มเท และด้วยความซื่อสัตย์สุจริต"

……………

ชมคลิป "ยิ่งลักษณ์" แถลงเปิดตัวเป็น "ปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1" พท. ลั่นไม่คิด "แก้แค้น" แต่คิด "แก้ไข"

ที่มา มติชน



รับชมข่าว VDO

ภาย หลัง สมาชิกพรรคเพื่อไทยมีมติเสนอชื่อให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อ เป็นอันดับ 1 ของพรรค น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้แถลงข่าว ณ ที่ทำการพรรคเพื่อไทย

โดย ในการแถลงข่าวตอนหนึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า หลังรัฐประหารปี 2549 ตนเองก็เรียนรู้และเข้าใจธรรมชาติของการเมืองเป็นอย่างดี เมื่อเวลาผ่านไป 5 ปี ผู้คนยังคิดถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผู้เป็นพี่ชาย นโยบายเก่าๆ ของพรรคไทยรักไทย รวมทั้งให้ความเมตตาแก่ครอบครัวชินวัตรอยู่ ดังนั้น ครอบครัวชินวัตรจึงเป็นหนี้ของประชาชน นี่คือเหตุผลใหญ่ที่ทำให้ตนตัดสินใจเข้ามาทำงานการเมืองในครั้งนี้

ว่า ที่ผู้สมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1 ของพรรคเพื่อไทย กล่าวต่อว่า ตนอยากเห็นประเทศไทยมองข้ามความขัดแย้ง แล้วเดินไปข้างหน้าด้วยกัน ตนอยากเห็นความสามัคคีปรองดองภายในชาติ เพื่อส่งสัญญาณว่าพรรคเพื่อไทยพร้อมสร้างความปรองดอง ไม่คิด "แก้แค้น" แต่คิด "แก้ไข" นอกจากนี้ ตนยังอยากเห็นการเมืองไทยเป็นการเมืองที่สร้างสรรค์ตามระบบนิติธรรม

คลิกชมคลิปการแถลงข่าวทั้งหมดได้ที่สัญลักษณ์ "รับชมข่าว VDO" ด้านบน

′พล.อ.จงศักดิ์ พานิชกุล′ ไขรหัส ′แลนด์สไลด์′ จาก ′ทักษิณ′ สู่ ′ยิ่งลักษณ์′

ที่มา มติชน



สัมภาษณ์พิเศษ โดย สิริญญา นิมะกุล และ จำนง ศรีนคร

"ดัง นั้น เรื่องความสามารถคุณปูต้องพิสูจน์ ยกตัวอย่างอาคิโน แม่บ้านแท้ๆ ไม่มีความรู้เรื่องการเมืองเลย แต่พอถึงเวลาสามีเขาตายแล้วคนในพรรคเขาสนับสนุน โดยเฉพาะนายฟิเดล รามอส บอกว่ายูต้องเป็นเพราะยูเป็นจุดรวมใจ เขาต้องการศูนย์รวม ส่วนเรื่องการบริหารเรื่องการเมืองไม่เป็นไร มีคนช่วยอยู่แล้ว"

ชัดเจนว่าการขับเคี่ยวเลือกตั้งครั้งนี้ ระหว่าง 2 พรรคการเมืองใหญ่ ระหว่าง "ประชาธิปัตย์" กับ "เพื่อไทย"

ทั้ง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เป็นคู่ชกที่มีเดิมพันยิ่งใหญ่ว่าใครจะนำพรรคตัวเองจัดตั้งรัฐบาลหลัง เลือกตั้ง

แต่ทว่า "เพื่อไทย" ยังมีอาการผลุบๆ โผล่ๆ ที่จะชูตัว "ยิ่งลักษณ์" ขึ้นชก

พล.อ.จงศักดิ์ พานิชกุล หรือ "เสธ.จง" ตท.9 อดีตประธานคณะที่ปรึกษา รมว. กลาโหม ที่ตบเท้าเข้าสังกัด "เพื่อไทย" ผู้เป็นทั้งพ่อตา สกลธี ภัททิยกุล ส.ส.กทม.พรรค ปชป. และเป็น "เพื่อน" ที่โตมาด้วยกันกับ "พ.ต.ท.ทักษิณ" ในเมืองเหนือ

ไขรหัสลับผ่าน "มติชน" อย่างมีที่มาที่ไป

@ ประเมินการเลือกตั้ง จะมีความรุนแรงมากหรือไม่

จริงๆ การเลือกตั้งทุกครั้งก็มีอย่างนี้ทุกครั้ง เพราะว่าเรายังไม่ไปถึงจุดที่การเมืองเป็นการอาสารับใช้สาธารณะ ยังคิดว่าการเมืองเป็นการแสวงหาอำนาจ เมื่อมีการแสวงหาอำนาจมันก็แก่งแย่งกัน มันก็ต้องอดทน เป็นวิธีเดียวที่จะทำให้คนอยู่ร่วมกันได้ เอะอะเบ็ดเสร็จจะให้ทหารมาปกครอง ผมไม่เห็นด้วย ทหารปกครองได้ แต่ต้องเป็นช่วงสั้นๆ ที่มันมีวิกฤตเท่านั้น ระยะยาว ทำไม่ได้หรอก ในอดีตทหารเข้า มาปกครองประเทศ หลายครั้ง ผมไม่เห็นใครจบสวยสักคน ลองไปดูสิ แม้แต่ พล.อ.สุรยุทธ์ (จุลานนท์ องคมนตรีและอดีตนายกฯ) ท่านก็พูด ท่านทำมา 1 ปี ท่านก็รู้ แต่ที่ถามว่ารุนแรงไหม ผมว่าไม่รุนแรง แต่ถามว่ามีไหม มันก็มี

@ อำนาจเงินจะหลั่งไหล อำนาจอิทธิพลความรุนแรง จะแสดงบทบาทแค่ไหนในครั้งนี้

ถ้า คนส่วนใหญ่จะเอาอย่างนี้ เราจะไปทริคกี้ (มีเล่ห์เหลี่ยม) ทำไม คนส่วนใหญ่ต้องการอย่างนี้ไปตามคนส่วนใหญ่มันก็จะมั่นคง คือ คนไทยเนี่ยมันวัฒนธรรมศรีธนญชัย เราชื่นชมกัน ซึ่งผมว่ามันไม่ถูก วัฒนธรรมนี้ควรจะเลิกได้แล้ว สังคมเรากลายเป็นสังคมที่ยอมรับคนมีเล่ห์เหลี่ยม มันก็เลยใช้เล่ห์เหลี่ยมตลอดเวลา เป็นสังคมที่ใช้เล่ห์เหลี่ยม ส่วนคนไม่มีเล่ห์เหลี่ยมกลายเป็นคนโง่ เป็นคนไม่ฉลาดไป แต่เวลาเราออกไปสู่โลกภายนอกคนภายนอกเขาไม่เล่ห์เหลี่ยมแต่เขาตรงไปตรงมา ต้องช่วยกันไม่อย่างนั้นลูกหลานจะอยู่กันอย่างไร การเมืองก็เหมือนกันครั้งเนี้ย (เน้นเสียง) ลองให้ประชาชนเขาเลือกตั้งอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม วันนี้ประชาชนเขารู้แล้วว่าคนที่ไปบริหารประเทศชาติ มันมีผลอยู่กับตัวเขา บางทีไปอยู่ในครัวเลยเช่นเรื่องน้ำมันปาล์ม เรื่องไข่ หรือบางทีไปอยู่ในรถเช่นราคาน้ำมัน

@ แต่ดูเหมือนว่าซีกของรัฐบาลมีความมั่นใจมากว่าจะกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง ด้วยอำนาจบางอย่าง

ใน เวลาที่พรรคเพื่อไทยไปหาเสียงกับประชาชน จะคอนเซนเทรต (มุ่งสนใจ) กับประชาชน แต่รัฐบาลนี้เวลาที่จะคอนเซนเทรตกับประชาชนเริ่มมีน้อยแล้ว เขาเลยจะไปคอนเซนเทรตกับองค์ประกอบอื่นๆ ที่จะทำให้ตัวเองได้เป็นรัฐบาล กระแสการเปลี่ยนแปลงในตะวันออกกลางเป็นตัวอย่าง ให้เห็นว่าวันใดก็ตามที่พรรคการเมืองละทิ้งคนที่เป็นพื้นฐานของประเทศและไป มุ่งที่จะรักษาอำนาจของตัวเองไว้ มันจะมีผลกระทบต่อความมั่นคงของตัวเอง เราไม่ได้ไปดูถูกพรรคประชาธิปัตย์ แต่ดูแล้วพรรคประชาธิปัตย์ยังให้ความสำคัญเรื่องพวกนี้น้อยลง

อย่าง ลิเบียมีทุกอย่าง มีกินมีใช้ รัฐบาลจัดให้ แต่ที่เขาขาดไปคือเขาถูกปกครอง อยู่ๆ เฮ้ย...เหมือนเมืองขึ้น มีคนมาปกครอง ไม่ได้เป็นประชาธิปไตย ฉะนั้นใครก็ตามที่อาสามาเป็นทำงานการเมืองต้องพยายามให้ความเป็นประชาธิปไตย กับคนมากที่สุด และก็เป็นหัวใจถาวร การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ต้องอดทนไม่ใช่พอไม่ดั่งใจแล้วต้องหาวิธี เอาปืนไปจ่อหัวบ้าง บังคับเขาบ้าง มันก็บูดเบี้ยวหมด

@ กองทัพมีส่วนทำให้บูดเบี้ยวหรือไม่

เรา ทำโพลออกมา สวนดุสิตโพลทำให้ว่าพี่น้องต้องการทหาร 2 อย่าง 1.ไม่ยุ่งการเมือง 2.ทำงานในหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุด คือทหารในฝันไปยุ่งการเมืองเมื่อไหร่ก็เจ็บตัวเมื่อนั้น

@ ท่าทีของผู้นำกองทัพในปัจจุบัน

เขา ก็พยายาม เพราะเขารู้แล้วว่ายิ่งไปยุ่งการเมืองมากเท่าไหร่ มันเปลืองตัวคนในกองทัพ เมื่อใดก็ตามที่เราไปยุ่งกับการเมืองมากๆ เกียรติภูมิเราก็ตกต่ำ เพราะเราไปเลือกข้าง ยุคหนึ่งต้องขอทหารไปนับคะแนนเพราะไม่มีใครที่เป็นกลางเท่าทหารแล้ว แล้วก็เรียบร้อย ชาวบ้านเชื่อทหารมาก คนที่เป็นทหารจริงเขาก็อยากให้ทหารอยู่ในสถานะนั้นอีกครั้ง ถือว่ามีเกียรติ ผมว่า ผู้บังคับบัญชาทหารในปัจจุบัน ถ้าอยากอยู่แบบมีเกียรติ เราก็ต้องเป็นทหารอาชีพจริงๆ ใครที่ชอบใครที่อยากเล่นการเมืองก็ออกมา ประเทศจะได้เจริญ เชื่อว่าผู้บัญชาการยุคนี้ดูเขาก็ดี

ทหารเป็นข้า ราชการประจำ อย่าไปข้ามเส้น เมื่อเป็นข้าราชการปุ๊บเขามีฝ่ายการเมืองดูแลเขาอยู่ ถ้าการเมืองก็ควรเป็นเรื่องของการเมืองคุยกัน อย่าไปข้าม ทหารก็เช่นเดียวกันเราเป็นข้าราชการประจำก็อย่าไปข้ามเส้นยุ่งกับการเมือง

@ ภาพของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ผ่านมามีแนวทางคนละแนวกับเพื่อไทยและเสื้อแดง

ผม ว่าแนวความคิดเหมือนกัน แต่บุคลิกต่างๆ อาจจะไม่ค่อยตรงใจ เราอยากได้คนนุ่มนวลในยามนี้ เขาไม่ได้เฮ้ย...กูไม่เอาพรรคเพื่อไทย ไม่ได้พูด แล้วพูดว่ายอมรับเสียงของคนส่วนใหญ่ไม่ว่าเลือกพรรคไหน

@ การถอนประกัน 2 แกนนำเสื้อแดงจะทำให้สถานการณ์มีความรุนแรงมากขึ้นหรือไม่

ต้อง เข้าใจกระบวนการยุติธรรม บางทีมันก็สวนกับเรื่องรัฐศาสตร์ เพราะถ้ากระบวนการยุติธรรมไปนึกถึงรัฐศาสตร์มาก มันก็จะไม่เป็นหลัก ผมไม่ได้เข้าใครออกใครนะ บางทีก็เห็นใจ เพราะเขาก็ต้องว่าตามตัวอักษร แต่เมื่อผลมันทำไปแล้ว ถ้ามันเป็นไปตามหลักการ ผมว่าเขาก็รับได้ แต่ถ้าพูดในนามของคนพรรคเพื่อไทย ผมว่าได้คะแนนบาน กลับจะเป็นบวก คนส่วนใหญ่เขามองอย่างนั้น หนังบางเรื่องต้องพระเอกตายตอนจบ โรมิโอกับจูเลียตทำไมโอ้โฮ...ถึงประทับใจคนเหลือเกิน หนังบางเรื่องมันเป็นอย่างนี้

@ ให้ประเมินผลหลังจากการเลือกตั้ง

ถ้า เพื่อไทยไม่ได้เกินกึ่งหนึ่งก็จะอยู่เป็นฝ่ายค้าน ฟันธงได้เลย แต่การที่เป็นฝ่ายค้านดังเดิมเป็นโอกาสดีของเพื่อไทยไหม ผมก็ว่าดีอีก เพราะมั่นใจว่าเมื่อเป็นรัฐบาลผสมรวม อนาคตไม่เหลือเพราะผลประโยชน์ มันไปไม่รอดเพราะผลประโยน์มันขัดกัน ยิ่งจะเป็นโอกาสดีให้เพื่อไทยตอกย้ำอีกว่าถ้าครั้งหน้าเอาผมมาเกินกึ่งหนึ่ง นะ แต่ถ้าเพื่อไทยไปรวมกับพรรคอื่นโดยที่ตัวเองมีเสียงไม่เกินกึ่งหนึ่งก็ เหนื่อยเหมือนกัน ถ้าเจอคู่จับดี ก็ดีไป แต่ถ้าไปเจอคู่จับที่ทำอะไรนอกลู่นอกรอย ไม่ตรงนโยบายพรรคก็จะอึดอัดว่าเขาลำบาก ฉะนั้นสภาพที่ดีที่สุดให้ประชาธิปัตย์ได้เกินกึ่งหนึ่งบริหารให้เต็มที่ไป เลย

@ ชื่อคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถูกพูดถึงมากที่สุด

มั่น ใจว่านายกฯที่พรรค พท.จะเลือกมาเป็นก็ต้องเป็นคนในพรรค คนดีมีฝีมือมีเยอะ เพียงแต่วันนี้ถ้าไปหยิบใครมาสักคนไปหาเสียงแข่งกับเขามันยังไม่เด็ดจริงๆ เพราะบรรยากาศตอนนี้มันชิงการนำ ถูกต้องแล้วตอนนี้ก็ขายนายกฯทักษิณคนเดียว เพราะคนเชื่อถือ แต่ไม่ใช่จะให้ทักษิณเป็นนายกฯ เพราะไม่ได้อยู่แล้ว ส่วนคุณปู (ยิ่งลักษณ์) แม้เป็นปาตี้ลิสต์อันดับหนึ่งแต่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นนายกฯ ถ้าวิเคราะห์คุณปูอายุ 40 กว่าแล้วนะ เป็นผู้ใหญ่บริหารงานของเอไอเอส แล้วสิ่งที่เธอมีแต่คนอื่นไม่มีคือมนุษยสัมพันธ์ เป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน ในบางครั้งคนที่อ่อนน้อมถ่อมตนเข้ากับคนได้ก็เป็นคุณสมบัติ แต่บ้านเราก็ไม่เคยมีนายกฯหญิง จริงอยู่อาจจะอ่อนอาวุโส แล้วถามว่าตอนที่คุณอภิสิทธิ์ได้เป็นหัวหน้าพรรค ปชป.ก็ไม่มีใครคัดค้าน ของแบบนี้ไม่ลองก็ไม่รู้ คุณยิ่งลักษณ์ผมก็ว่าได้นะ

@ การเลือกคุณยิ่งลักษณ์จะเป็นการราดน้ำมันใส่กองไฟหรือไม่

เขา ถึงไม่อยากพูดว่าจะเป็นใคร แล้วก็ไม่จริงอีกว่าปาร์ตี้ลิสต์อันดับหนึ่งจะต้องเป็นนายกฯ ถึงเวลาเขาอาจเอาใครก็ได้ มันไม่เสียเวลาหรอก แต่วันนี้เราอย่าปิดประตูทั้งคุณปูและคนอื่น แต่ถ้าประกาศชัดเจนกันวันนี้ มันเอากันถึงตายเลย (เน้นเสียง) เพราะยังไม่มีอะไรต่อรองในมือ ให้ได้เสียงก่อน แล้วค่อยมากำหนดว่าใคร แล้วค่อยให้เหตุผลว่าทำไม ดังนั้น ประเด็นสำคัญคือเมื่อถึงเวลาคุณปูอยากเป็นนายกฯหรือไม่ แกคงไม่แฮปปี้มั้งถ้าต้องเป็นนายกฯเพราะ พี่ชายสั่ง คุณปูต้องเป็นนายกฯเพราะสมาชิกเห็นว่าคุณปูพร้อม ต้องแสดงศักยภาพเพื่อให้มีคนหนุนหลัง แต่โดยส่วนตัวผม ผมยกมือให้เพราะดูหน่วยก้านแล้วเขาใช้ได้

"เรื่อง ความสามารถคุณปูต้องพิสูจน์ ยกตัวอย่างอาคิโน (นางคอราซอน อาคิโน อดีตประธานาธิบดีของฟิลิปปินส์ ) แม่บ้านแท้ๆ ไม่มีความรู้เรื่องการเมืองเลย แต่พอถึงเวลาสามีเขาตาย แล้วคนในพรรคเขาสนับสนุน โดยเฉพาะนายฟิเดล รามอส บอกว่ายูต้องเป็นเพราะยูเป็นจุดรวมใจ เขาต้องการศูนย์รวม ส่วนเรื่องการบริหารเรื่องการเมืองไม่เป็นไร มีคนช่วยอยู่แล้ว"

@ การลาออกของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ทำให้มองว่าเพื่อไทยกำลังระส่ำ

ถาม ว่าเสียดายไหม ก็เสียดาย เพราะท่านเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในพรรค ผมก็ลูกน้องเก่าท่าน แต่ท่านมีเหตุผลส่วนตัว เราก็ต้องเคารพ แต่เมื่อถ้าพรรคยังเห็นความสำคัญท่าน ถ้ามีสัญญาณออกมาว่ายังเห็นความสำคัญท่าน ผมเชื่อว่าท่านคงจะมาช่วยงานพรรคอีกครั้ง แต่จะเป็นรูปแบบไหนไม่รู้ ผู้ใหญ่ในพรรคก็เสียดายทั้งนั้น ทุกคน (ย้ำเสียง) แต่พี่จิ๋วท่านเปิดเครื่องรับรึเปล่าผมไม่รู้ คือคนต่างยุคต่างสมัยความรู้สึกต่างกัน รุ่นผมเห็นดงบังชิงกิ อาจรู้สึกเฉยๆ แต่วัยรุ่นอาจตื่นเต้น พี่จิ๋วแก่กว่าผมตั้ง 20-30 ปี ท่านเห็นอะไรบางทีอาจเฉยๆ แต่ผมเห็นอาจของขึ้น บางเรื่องเราอาจเฉยๆ แต่ท่านอาจมีความรู้สึก

@ ทีมนายทหารที่เข้าไปเหมือนไม่ค่อยมีบทบาท ไม่มีงานทำ

เวลา ไปอยู่ในพรรค ผมเข้าใจมันเหมือนทีมฟุตบอลทุกคนอยากเป็น 11 ตัวแรก แต่ผมกลับมองว่าเราไปช่วยเขามันถึงเวลาจังหวะเขาอยากได้คนโหม่ง เราก็ลงไปเล่นได้นี่คือเรามีจิตสาธารณะ เมื่อไหร่ก็ได้ ไม่ใช่ว่าโอ้โฮ...กูต้องดิ้นรน ไปลง 11 ตัวแรก ทุกวันนี้พี่เหลิม (ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง) ขอให้ช่วยก็ไป

@ ปัญหาคือคุณทักษิณ และพรรคเพื่อไทย หากกลับมาอีกครั้งจะเป็นการจุดชนวนความขัดแย้ง

วันนี้ ผู้ใหญ่พออายุมากขึ้นข้อมูลที่ได้รับมันจะห่างความจริงไปเยอะ แล้วความสำเร็จที่มีมาในอดีตมันจะเป็นตัวบ่อนทำลายผู้ใหญ่เอง แม้จะได้ข้อมูลผิดมา ก็จะคิดว่าตัวเองสำเร็จอีกนั่นแหละ นี่คือจุดอ่อนของผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่แต่ละคนเป็นคนดีหมดนะ แต่ละคนรักประชาชนรักบ้านเมืองหมด

ผู้ใหญ่เหมือนขอนไม้ที่ ล้มไปแล้ว คนก็จะไม่ไปเยี่ยมเพราะมันล้มไปแล้ว มีวิธีเดียวที่จะให้คนไปเยี่ยมคือ กูต้องมีเห็ด ชาวบ้านถึงได้ไปหาเห็ดที่ขอนไม้ใหญ่ ต้องมีฤทธิ์มีเดชคนถึงจะไปเยี่ยม ผู้ใหญ่บ้านเราเลยได้รับข้อมูลเฉพาะคนที่ไปหาประโยชน์ เฉพาะคนที่ไปเก็บเห็ด พวกนี้ก็จะเอาข้อมูลเฉพาะที่เป็นประโยชน์กับตัวเองไปบอก ต้องผลิตเห็ดเยอะๆ นะครับท่าน ผมจะได้มาเยี่ยมอีก จะได้เกณฑ์คนมาเยี่ยม แต่วันหนึ่งเมื่อขอนไม้ไม่มีธาตุอาหารให้เห็ดงอกได้ มันก็กลายเป็นขอนตายซาก ฉะนั้นผู้ใหญ่ต้องออกมาหาข้อมูลเองบ้าง ก้าวไปหาคนเยอะๆ จะได้รู้บรรยากาศว่าคนรุ่นใหม่คิดอะไรกัน...