ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม
จ่าบ้าน
วันนี้เป็นวันวิสาขบูชา วันสำคัญของโลกเป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน
ปี นี้กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม จัดงานสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาตั้งแต่วันที่ 11 ถึงวันนี้ 3 แห่ง คือมณฑลพิธีลานอเนกประสงค์ กองทัพภาคที่ 1 กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ ที่วัดสระเกศ และวัดยานนาวา
ตั้งแต่เช้าวันนี้ ทั้งสามแห่งมีการตักบาตรพระสงฆ์ รวมไปถึงพิธีเวียนเทียนทุกวัด
พระ พุทธเจ้าประสูติที่สวน ลุมพินีวันเมื่อวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 หรือเดือนวิสาขะ เมื่อ 80 ปีก่อนพุทธศักราช ตรัสรู้ที่อุรุเวลาเสนานิคม แคว้นมคธ เมื่อวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือนเดียวกัน ก่อนพุทธศักราช 45 ปี และเสด็จดับขันธปรินิพพานที่สาลวโนทยานของมัลลกษัตริย์ กรุงกุสินารา แคว้นมัลละ เมื่อวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือนวิสาขะเช่นเดียวกัน ก่อนพุทธศักราช 1 ปี วันนี้พุทธศาสนกาลดำรงมาถึงปีที่ 2554 แล้ว
สำหรับ ประเทศไทย กรมส่งเสริมวัฒนธรรมค้นคว้าหลักฐานมาว่า เริ่มต้นครั้งแรกตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย สันนิษฐานว่าได้รับแบบอย่างจากลังกา ด้วยมีความสัมพันธ์กันใกล้ชิด
หลัก ธรรมในวันวิสาขบูชาที่พุทธศาสนิกชนควรยึดถือและปฏิบัติในชีวิตประจำวัน คือ อริยสัจ 4 หรือความจริง 4 ประการ ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ในวันวิสาขบูชานี้ ประกอบด้วย
ทุกข์ คือปัญหาของชีวิต ที่เกิดกับการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ของมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม
สมุทัย คือต้นเหตุแห่งปัญหา หรือสาเหตุการเกิดทุกข์ มีต้นเหตุจากตัณหา ความอยากได้ไม่มีที่สิ้นสุด
นิโรธ คือความดับทุกข์ สามารถดับกิเลส ตัณหาออกไปได้
มรรค คือหนทางที่นำไปสู่การดับทุกข์เพื่อแก้ปัญหาให้บรรลุเป้าหมายตามต้อง การ
หน ทางคือ มรรค มีองค์ 8 ประกอบด้วย 1.สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ 2.สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ 3.สัมมาวาจา เจรจาชอบ 4.สัมมากัมมันตะ ทำการงานชอบ 5.สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีพชอบ 6.สัมมาวายามะ พยายามชอบ 7.สัมมาสติ ระลึกชอบ และ 8.สัมมาสมาธิ ตั้งใจชอบ
ขอพุทธศาสนิกชนทั้งปวงจงพบหนทางแห่งการดับทุกข์เทอญ
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, May 17, 2011
วิสาขะมาส
ปมการเมือง-ยิงส.ส. ประชา ประสพดี
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ ข่าวทะลุคน
ประกาศยุบสภาแค่วันเดียว สนามเลือกตั้งก็ระอุทันที
เมื่อนายประชา ประสพดี อดีตส.ส.สมุทร ปราการ พรรคเพื่อไทย ถูกมือปืนรัวยิงรถเก๋งคัมรี่ พรุน 9 นัด ขณะขับรถอยู่ใกล้แยกพระประแดง
แต่โชคยังดีไม่ถึงฆาต กระสุนแค่ถากหัวไหล่
เจ้าตัวออกมาฟันธงว่ามาจากปมขัดแย้งการเมือง และรู้ตัวคนสั่งฆ่า
ฝากไปถึง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ทั้งน้ำตา
ว่าอย่ามาซ้ำเติมว่าสาเหตุเกิดจากตนเองไปมีเรื่องกับคนอื่นหรือไม่
ย้ำไม่เอาชีวิตไปแลกกับการเมือง และไม่เคยทำร้ายใคร
ชาวเมืองปากน้ำ สมุทรปราการ เกิด 31 ตุลาคม 2503 บุตรของ นายประนอม - นางสมสมัย ประสพดี
ปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยสยาม
อาชีพทนาย ความ
ผันมาเล่นการ เมือง เป็นส.ส.สมุทร ปราการ พรรคไทยรักไทย เมื่อวันที่ 6 ม.ค. 2544
จากนั้นเป็นส.ส. ปากน้ำเรื่อยมาในการเลือกตั้ง ก.พ. 2548, เม.ย. 2549 และ ธ.ค.2550 ในนามพรรคพลังประชาชนและพรรคเพื่อไทย
อดีตที่ปรึกษารมว.อุตสาหกรรม (นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ)
แสดงตัวว่าเป็นผู้ใกล้ชิดของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร โดยนำข้อความต่างๆ จากพ.ต.ท.ทักษิณ มานำเสนอผ่านสื่อมวลชน
ก่อนหน้านี้ยังเป็น 1 ใน 3 ส.ส.ที่ออกมาจัดรายการตอบโต้กับแกนนำพันธมิตรฯ ในช่วงเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ
ระยะหลังมีบทบาทชัดเจนในการประสานกับการเคลื่อนไหวของนปช.
มีข่าวถูกพรรคภูมิใจไทยดึงไปร่วมงาน แต่เจรจาไม่สำเร็จ
ล่าสุด พยายาม"ดูด"ส.ส.ในทีมปากน้ำที่ย้ายไปอยู่พรรคอื่นกลับมา
ก่อนเกิดเหตุถูกยิงถล่มในพื้นที่ของตัวเอง
ขอฝากถึง...คุณยิ่งลักษณ์
ที่มา thaifreenews
โดย Fahsai
แด่...คุณยิ่งลักษณ์ ค่ะ
@หนทางเดิน ใช่โรย โดยกุหลาบ
คุณยิ่งลักษณ์ คงทราบ ความจริงนี้
อุปสรรค หลากหลาย เข้าโจมตี
รออยู่ที่ ทางผ่าน นั้นมากมาย
@เมื่อฟ้าส่ร้าง เธอมา ในหล้าโลก
ให้ความโศก เกิดก่อน แล้วผ่อนสาย
ให้ความทุกข์ อุปสรรค มาทักทาย
แล้วคลี่คลาย สมดั่งหมาย เพื่อไทยทำ
@หรือฟ้าอยาก ให้เธอ เจออุปสรรค
ให้ผ่านรัก ผ่านหนาว ผ่านความช้ำ
ให้ผ่านทุกข์ ผ่านภัย เพื่อให้จำ
แล้วให้นำ ทุกอย่าง ผ่านทางเดิน
@เพื่อให้เธอ ได้แกร่ง เหนือแหล่งหล้า
พร้อมฟันฝ่า กล้าโดด แม้โขดเขิน
ไม่ยึดติด ผิดหวัง ยามร่วมเดิน
พร้อมเผชิญ อุสรรค ที่ทักทาย
@แล้ววันหนึ่ง เธอผ่าน เส้นทางนั้น
คงถึงวัน ปรีดา น่าใจหาย
หากเธอมอง ย้อนหลัง เคยฝังกาย
เธออาจหมาย ยิ้มร่า คว้าชัยครอง
โพล-นอมินี-91ศพ
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ เหล็กใน
สมิงสามผลัด
พรรคประชาธิปัตย์เปิดตัวว่าที่ผู้สมัครส.ส.ทั่วประเทศ ภายใต้สโลแกน "เดินหน้าต่อไปด้วยนโยบายเพื่อประชาชน" ไปเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา
ที่ประหลาดใจก็คือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ระบุว่าการผลเลือกตั้ง 3 ก.ค.นี้
2 พรรคใหญ่ก็คือพรรคประชาธิปัตย์ กับ เพื่อไทย จะสูสีกัน
แพ้ชนะกันไม่เกิน 4-5 เก้าอี้
การคาดการณ์ของนายอภิสิทธิ์สวนกระแสโพลทั่วประเทศที่สำรวจไปกันก่อนหน้านี้ว่าพรรคเพื่อไทยจะชนะแบบ "ขาดลอย"
ไม่ใช่ชนะเฉพาะพื้นที่อีสานเท่านั้น
แต่จะกวาดส.ส.ทั่วประเทศได้เกินครึ่ง
ส่วนที่นายอภิสิทธิ์ฟันธงแบบนี้ คงจะฟังแต่โพล "เทพเทือก" อย่างเดียว
เพราะ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประกาศแบบหัวชนฝาว่าประชาธิปัตย์ชนะแหงๆ
แถมยังปรามาสคนที่ระบุว่าประชาธิปัตย์แพ้ว่าให้เอาปี๊บคลุมหัวได้เลย
ตรงนี้ก็ต้องรอดูผลหลังการเลือกตั้ง
จะได้รู้ว่าใครต้องหาปี๊บมาคลุมหัวกันแน่
นอกจากนี้นายอภิสิทธิ์ยังประกาศตัวชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีอีกครั้ง
คุยลั่นมีความพร้อมเต็มที่เพื่อช่วงชิงกับ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" แห่งเพื่อไทย
ก่อนเกทับว่ายิ่งลักษณ์ก็แค่เป็นนอมินีของพี่ชาย
ฟังแบบนี้ ก็ต้องถามกลับไปว่าแล้วนายอภิสิทธิ์เป็นนอมินีใคร
เป็นนอมินีของอำมาตย์ใช่หรือไม่
เพราะใครๆ ก็รู้กันการได้เป็นรัฐบาลเมื่อ 2 ปีก่อน เพราะ"มือที่มองไม่เห็น"ชักใยอยู่เบื้องหลัง
ตั้งรัฐบาลกันในราบ 1
ยังต้องลุ้นกันอีกว่าถ้าผลเลือกตั้งครั้งหน้า เกิดประชาธิปัตย์ได้ส.ส.น้อยกว่าเพื่อไทยขึ้นมาจริงๆ
ยังจะต้องไปตั้งรัฐบาลกันในค่ายทหารอีกหรือเปล่า ??
สุด ท้ายนายอภิสิทธิ์ยังประกาศต่อไปอีกว่านโยบายเพื่อประชาชนตลอด 2 ปีกว่า ทั้งเรียนฟรี 15 ปี เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และประกันรายได้เกษตรกร
แต่นายอภิสิทธิ์ไม่เห็นพูดถึงปัญหาค่าครองชีพที่พุ่งพรวดๆ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเลย
ปัญหาข้าวยากหมากแพงที่แก้ไม่ตก
ปัญหาไฟใต้-ยาเสพติดก็ไม่ได้ลดน้อยลงเลย
ที่สำคัญที่สุด นายอภิสิทธิ์ไม่เคยประกาศเลยว่าหากกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้งแล้ว
จะหาตัวคนสั่งฆ่า 91 ศพเหยื่อสลายม็อบแดงให้ได้ !?
คดี 91 ศพบาดเจ็บอีก 2 พันคนยังเป็นรอยด่างของรัฐบาล
เพราะนอกจากไม่เคยแสดงความรับผิดชอบแล้ว
ยังโยนความผิดให้คนชุดดำ โยนความผิดให้คนเสื้อแดง
ประชาชนคงต้องตัดสินใจเอาเองว่า
หากต้องการให้คดี 91 ศพกระจ่างชัด
ควรจะเลือกประชาธิปัตย์กลับมาบริหารประเทศอีกหรือไม่ ?
ทำไมกลัวความจริง
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ บทบรรณาธิการ
อีก สองวันจะเป็นวันครบรอบปีเหตุการณ์ 19 พฤษภาคม 2554 ที่มีผู้เสียชีวิตในวันเดียวเป็นจำนวนมากที่สุดจากจำนวนผู้เสียชีวิตรวม 91 ศพ อันเนื่องมาจากคำสั่งสลายการชุมนุมของรัฐบาล
แต่การสอบสวนสาเหตุ และการติดตามหาตัวผู้กระทำผิดในการสังหารประชาชนและเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกลางเมืองใหญ่ กลับแทบจะไม่มีความคืบหน้าใดๆ
ความ ไม่คืบหน้านี้เองที่เป็นแรงกดดันให้ญาติของผู้เสียชีวิต ไปจนกระทั่งถึงผู้ได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 2,000 คนตั้งคำถามเอากับความจริงใจในการทำงานของรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐที่รับผิด ชอบ
ตั้งคำถามว่าทำไมจึงต้องกลัวความจริง
คําถามนี้มิได้ดัง ขึ้นจากภายในสังคมไทยด้วยกันเองเท่านั้น แต่รัฐบาลของต่างประเทศที่มีประชาชนในสังกัดของตนเองเสียชีวิตในเหตุการณ์ นี้ด้วย ก็ตั้งคำถามในแบบเดียวกัน
ดังเช่นที่รัฐบาลอิตาลีตั้งคำถามกับการเสียชีวิตของนายฟาบิโอ โปเลงจี ผู้สื่อข่าวชาวอิตาลี
ดัง เช่นที่รัฐบาลญี่ปุ่นตามติดเพื่อขอรับทราบสาเหตุการเสียชีวิตของนายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ ช่างภาพชาวญี่ปุ่น ด้วยความเอาจริงเอาจังยิ่ง
มีทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเดินทางมาเอง มีทั้งการที่เจ้าหน้าที่ของสถานทูตขอเข้าพบกับเจ้าหน้าที่ไทยอยู่เป็นระยะ
ลํา พังการเสียชีวิตอย่างผิดปกติเพราะถูกสังหารด้วยอาวุธสงคราม ก็เป็นเรื่องเลวร้ายในตัวเองอย่างยิ่ง แต่เมื่อเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นและผ่านพ้นไปแล้ว ย่อมไม่สามารถแก้ไขอะไรได้
สิ่ง ที่จะทำให้ความเลวร้ายของการฆาตกรรมทุเลาลงได้บ้างสำหรับผู้อยู่เบื้องหลัง ก็คือการอำนวยให้ความจริงและความยุติธรรมเกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด ตรงไปตรงมาที่สุด และโปร่งใสที่สุด
อะไรก็ตามที่นอกเหนือไปจากกระบวนการอำนวยความจริงและความยุติธรรม จะยิ่งเป็นการซ้ำเติมความเลวร้ายนั้นให้หนักข้อรุนแรงยิ่งขึ้น
และทำให้คำถามว่าทำไมจึงต้องกลัวความจริงยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้น
“ภูมิใจห้อย” เข็นแก๊งรถอีแต๋น ลงปาร์ตี้ลิสต์ ท้าดีเบต "น้องปู"
ที่มา thaifreenews
โดย ขวดเปล่า
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 16 พฤษภาคม 2554 15:44 น.
"ภูมิใจ ไทย" เปิดตัว แก๊งม็อบรถอีแต๋น “คำตา” ลงสมัครปาร์ตี้ลิสต์ “สะอิ้ง” ท้า “ยิ่งลักษณ์” หัวหน้าไพร่ดีเบตเรื่องคนจน เย้ย “ทักษิณ” ถึงทางตัน ส่ง “ยิ่งลักษณ์” ปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1 เท่ากับเทหมดหน้าตัก ฟันธงสนามเลือกตั้งเดือดแน่
วันนี้ (16 พ.ค.) นายศุภชัย ใจสมุทร โฆษกพรรคภูมิใจไทย แถลงเปิดเผยผู้สมัครในระบบปาร์ตี้ลิสต์ที่เสนอตัวเข้ามา โดยเป็นกลุ่มประชาชนที่ประกอบอาชีพ เกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา และขับรถแท็กซี่ ซึ่งเป็นกลุ่มคนจนส่วนใหญ่ของประเทศ ทั้งนี้ เหตุผลที่เสนอตัวเข้ามาเพราะเห็นด้วยกับนโยบายของพรรค 3 เรื่อง คือ “เพิ่มทุน สร้างที่ มีทาง” โดยมีทั้งหมด 15 คน ประกอบด้วย นายคำตา แคนบุญจันทร์ นางศุภาธินันท์ ไถวสินธุ์ (ป้าสะอิ้ง) นายประเสริฐ ชินศรี ด.ต.กรณ์ วราธรรมกุล นายณัฐพล งามเฉลา นางสกุลลักษณ์ ศักดาพิทักษ์ พ.อ.ประยูร ผิงผ่อง นายธนัช นาคจันทึก นายสิทธัตถะ น้อยเจริญ นายอดุลย์ อาจชายแดน นายสมพงษ์ คงผลึก นายบุญสวย ชัยคถา นายคำก่าย กองพร นายชัยบูรณ์ศิริ โคตรมา นายไกรวัลย์ เกษมศิลป์ และทั้งหมดอาสาจะไปรณรงค์หาเสียง ปราศรัยทุกเขตเลือกตั้ง แม้กระทั่งดีเบตตามสถานีโทรทัศน์ในนามพรรค ตามความรู้ความสามารถของตัวเอง ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และถือว่าเป็นครั้งประวัติศาสตร์ในการเสนอชื่อคนรากหญ้าจริงๆเข้ามาทำงานการ เมือง
นายศุภชัย กล่าวว่า แต่ละคนพร้อมอาสาร่วมรณรงค์หาเสียง ปราศรัยในจุดต่างๆ และหากมีการดีเบตในเวทีต่างๆ ตามสถานีโทรทัศน์ทุกคนก็พร้อมจะไปร่วมด้วย
ด้าน นายคำตา กล่าวว่า สาเหตุที่เข้าพรรค เพราะมั่นใจนโยบาย ซึ่งเป็นนโยบายพื้นปัญหารากหญ้า เช่น ราคาข้าว เกวียน 2 หมื่น ราคาพืชผลการเกษตร และตลอดการเคลื่อนไหวคือปัญหาเรื่องแหล่งน้ำ ที่ดินทำกิน มั่นใจครูใหญ่ที่เคยกำกับดูแล จึงมั่นใจนโยบายของพรรคสั้นๆ แต่แตะต้องได้จริง มีผลจริง สามารถดำเนินนโยบายได้จริง
ป้าสะอิ้ง กล่าวว่า ตนศรัทธาพรรค นโยบายโดนใจ ที่ผ่านมาต่อสู้เรื่องที่ทำกินมาโดยตลอด ทั้งนี้ตนพร้อมดีเบตกับนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัครระบบบัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 ของพรรคเพื่อไทย หากดีเบตเรื่องคนจน หรือปัญหาสังคมไทย
โฆษก พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัครระบบบัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 ของพรรคเพื่อไทย ว่า การที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้นางสาวยิ่งลักษณ์ลงระบบบัญชีรายชื่อลำดับที่หนึ่งแสดงให้เห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เทหมดหน้าตัก เท่ากับเดิมพันไพ่ใบสุดท้าย ไม่มีไพ่ใบอื่น จึงเสนอชื่อน้องสาวที่ควรเก็บไว้ แต่ไม่เก็บ นั่นคือความรุนแรงที่เกิดขึ้นทุกมติ ความรุนแรงในเขตเลือกตั้งมันต้องมีแน่นอน
“อยากเรียกร้องผ่านสื่อให้ประชาชนเลือกพรรคขนาดกลาง ถ้า 2 พรรคได้คะแนนมาก ไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย เพราะมีอำนาจต่อรองมากขึ้น หากเพื่อไทยได้ 260 ก็จบ แต่ถ้าแพ้ 2-3 คะแนน การจัดตั้งรัฐบาลก็จะมีความขัดแย้งรุนแรง ความสมานฉันท์ก็ไม่เกิด ประชาชนต้องคิดเรื่องนี้ด้วย อย่าให้พรรคเสียงดังมาก” นายศุภชัย กล่าว
บทสัมภาษณ์โพสต์ทูเดย์:"ยิ่งลักษณ์"อาสานำ“ประเทศไทย”พ้นความขัดแย้ง
ที่มา thaifreenews
โดย lovethai
"ยิ่งลักษณ์"ตอบนิรโทษทักษิณ?
ยิ่งลักษณ์ตอบคำถามสื่อมวลชนหลังมติพรรคส่งชิงเก้าอี้นายกฯ ลั่นไม่ทำอะไรเพื่อคนๆเดียว พร้อมขอใช้ความเป็นผู้หญิงก้าวสู่ความปรองดอง
เมื่อ วันที่ 16 พ.ค. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าผู้ที่ผู้สมัครส.ส.ระบบรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ได้ตอบคำถามสื่อมวลชนภายหลังจากที่ประชุม ส.ส.พรรค มีมติ เลือกให้เป็นผู้สมัครลำดับที่ 1 และเป็นแคนดิเดตในการท้าชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรี โดยมีรายละเอียดดังนี้
@กรณีไม่มีประสบการณ์ทางการเมือง จะนำพาพรรคประสบชัยชนะได้อย่างไร
ยิ่ง ลักษณ์ : ประสบการณ์ที่ผ่านมาไม่ได้ห่างไกลจากทางการเมือง เราเข้าใจธรรมชาติของการเมือง สิ่งหนึ่งคือแม้ดิฉันจะเป็นผู้หญิง แต่เวลานี้ประเทศต้องการความปรองดองและต้องการคนกลางคอยประสาน แม้ดิฉันค่อนข้างใหม่ แต่ก็เปิดกว้างที่จะพูดคุยใครก็ตามเพื่อทำให้ประเทศก้าวต่อไปข้างหน้า
@รู้สึกอย่างไรเมื่อโดนฝ่ายตรงข้ามโจมตีเรื่องส่วนตัว
ยิ่ง ลักษณ์ : เป็นปกติตามที่ดิฉันได้เรียนตามคำกล่าวเบื้องต้น ดิฉันพร้อมจะรับการพิสูจน์จากสาธารณะชนภายใต้กติกามารยาทที่เป็นธรรม เรียนว่าตรงนี้มีความพร้อม และก็อยากเห็นบ้านเมืองเรามาเล่นการเมืองในรูปแบบที่สร้างสรรค์
@เรื่องการนิรโทษกรรม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรมีความเห็นอย่างไร
ยิ่ง ลักษณ์ : ไม่อยากให้มองอย่างนั้น ต้องเรียนว่าประเทศไทยยึดหลักนิติธรรม การทำอะไรนั้นก็เชื่อว่าทางพรรคเพื่อไทยคงไม่อนุญาตให้ดิฉันทำอะไรเพื่อคนๆ เดียว การทำอะไรต่างๆ นั้นต้องคำนึงถึงความเสมอภาคและสิทธิเสรีภาพของทุกคน ดิฉันขันอาสามาทำงานเพื่อประชาชน แน่นอนว่าก็ต้องเห็นแก่ประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง
@ในฐานะที่คุณเป็นน้องสาวคนเล็กของพ.ต.ท.ทักษิณ ประชาชนที่ลงคะแนนให้ก็เท่ากับว่าลงให้พ.ต.ท.ทักษิณ
ยิ่ง ลักษณ์ : ดิฉันคิดว่า คนไทยจะลงคะแนนให้สามส่วนคือ หนึ่งส่วนคือผู้นำ ส่วนที่สองคือทีมเวิร์คของพรรค ส่วนที่สามคือนโยบาย ตราบใดที่นโยบาย นี่คือกุญแจสำคัญที่ทำให้ประชาชนเลือกหมายเลขที่จะเป็นรัฐบาลในอนาคต
@พ.ต.ท.ทักษิณจะกลับบ้านอย่างไร
ยิ่ง ลักษณ์ : มันยังเร็วเกินไป จะพูดเรื่องนั้น ก้าวแรกคือการเลือกตั้ง เพราะระบบบัญชีรายชื่อหมายเลขหนึ่งควรเป็นสิ่งที่ประชาชนจะตัดสินว่าใครจะ เป็นรัฐบาล เมื่อถึงก้าวที่สอง ดิฉันถึงพร้อมจะตอบคำถามนั้น พรรคเพื่อไทยและรัฐบาลจะปฏิบัติต่อประชาชนทุกคนด้วยความเท่ากัน แม้จะเป็นพี่ชายชองดิฉันแต่ประชาชนทุกๆคนก็จะได้รับสิ่งที่เท่าเทียมกัน หลักสำคัญคือเราคำนึงถึงผลประโยชน์ของคนส่วนใหญในชาติเป็นสำคัญ
@แนวทางของพ.ต.ท.ทักษิณที่เพื่อไทยจะทำให้เกิดปรากฏการณ์การเทคะแนนให้จริงหรือไม่
ยิ่ง ลักษณ์ : ท่านทักษิณเองท่านมีความคิดดีๆ ก็เป็นธรรมดา ถ้าใครมีความคิดดีๆ ดิฉันก็เปิดกว้างแล้วก็เปิดรับ เพราะหลายๆ ท่าน วันนี้นอกจากพ.ต.ท.ทักษิณ พรรคก็มีที่ปรึกษาอีกหลายท่านที่พร้อมให้คำแนะนำ นั้นโจทย์แรกก็คือว่าพรรคควรจะเปิดรับสิ่งที่ดีๆ แล้วก็ผ่านเข้ามาในกระบวนการของพรรคในการที่จะตัดสินใจ ถามว่าผลจะเป็นอย่างไรนั้นต้องให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน
@การสร้างสร้างความปรองดองดองจะทำได้หรือไม่และจะรับแรงกดดันจากความขัดแย้งอย่างไร
ยิ่ง ลักษณ์ : ต้องกลับมาสู่หลักว่า การที่เราอยากเห็นประเทศชาติปรองดอง ดิฉันก็จะใช้ความเป็นผู้หญิงในการก้าวเข้าหาและก้าวไปสู่ความปรองดอง ในการยินดีที่จะพบและยินดีที่คุยจะเพื่อแลกเปลี่ยน เรียนเชิญชวนว่าวันนี้ถึงเวลาแล้วมองข้ามความขัดแย้งเพื่อให้ประเทศชาติเดิน ไปข้างหน้า
(ที่มา โพสต์ทูเดย์ ,16 พฤษภาคม 2554)
เฟิรสท์สปีช ‘ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร’ คู่ชิงตำแหน่งนายกฯ “มองข้ามความขัดแย้ง...ไม่แก้แค้น แต่แก้ไข”
ที่มา ประชาไท
น.ส.ยิ่ง ลักษณ์ ชินวัตร กล่าวในการแถลงเปิดตัว หลังได้รับเลือกจากพรรคเพื่อไทย ให้เป็นผู้สมัคร ส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อ อันดับ 1 พรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2554 ณ ที่ทำการพรรคเพื่อไทย มีเนื้อหาโดยละเอียด ดังนี้
0 0 0
เรียนท่านพี่น้องประชาชน และท่านสื่อมวลชนที่เคารพรักอย่างยิ่ง
ใน วันนี้ ดิฉันดีใจ และมีความภูมิใจที่ได้มาพบกับท่านสื่อมวลชนในอีกสถานะหนึ่งซึ่งเป็นสถานะที่ เป็นภารกิจอันทรงเกียรติที่ดิฉันจะได้มีโอกาสเข้ามาร่วมกับพรรคเพื่อไทยใน การรับใช้ประชาชน
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ดิฉันเป็นเด็กต่างจังหวัด เรามีครอบครัวที่ทำการค้าขาย ดิฉันมีโอกาสได้สัมผัสกับการค้าขายตั้งแต่วัยเล็ก ซึ่งเราก็ได้ร่วมรับรู้ธุรกิจตั้งแต่เริ่มก่อร่างสร้างตัว เรียนรู้ปัญหา และการแก้ปัญหาโดยตลอด ประกอบกับครอบครัวของดิฉัน ซึ่งมีทั้งคุณพ่อ พี่สาว และพี่ชายที่เข้ามาทำงานทางการเมือง
ดิฉันมีส่วนในการได้ร่วมรับรู้ และร่วมในการพบปะประชาชนตั้งแต่ยังเด็ก ทำให้เข้าใจปัญหาและความทุกข์ยากของประชาชนมาโดยตลอด
สำหรับ ตัวดิฉันเอง ดิฉันจบรัฐศาสตร์ นอกจากนั้น ดิฉันผ่านงานบริษัทเอกชน ผ่านการทำงานมาจากสายประเภทธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจสิ่งพิมพ์ สื่อโทรทัศน์ ทีวี โทรคมนาคม และการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว ทั้งหมดทุกประเภทที่ดิฉันได้เข้ามาร่วมประสบการณ์ในการทำงานนั้น ล้วนเป็นงานพัฒนาและงานบริการเพื่อลูกค้าหรือประชาชนแทบทั้งสิ้น
อย่าง เช่นเหตุการณ์สึนามิที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2547 ดิฉันทราบอย่างเดียวว่า ในฐานะที่เป็นผู้นำองค์กร ทำอย่างไรให้ประชาชนหรือลูกค้าของดิฉันนั้นสามารถติดต่อกับญาติ หรือเจ้าหน้าที่เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยสึนามิในครั้งนั้น นั่นคือสิ่งที่ดิฉันพึงกระทำ และทำอย่างดีที่สุด เพื่อให้การช่วยเหลือบรรดาผู้ที่ประสบภัยนั้นรอดชีวิต นี่ก็เป็นอีก 1 งานที่ดิฉันภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่ง ในการช่วยเหลือประชาชน
จาก การทำงานบริการ ทำให้เข้าใจว่า ทุกข์ หรือความเดือดร้อนของลูกค้านั้น รอไม่ได้ (เน้นเสียง) ต้องได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็วและทันทีคะ
อีก ส่วนหนึ่งของชีวิต ดิฉันได้ร่วมทำงานกับมูลนิธิไทยคม ทำงานทางด้านของการศึกษาและกีฬาเพื่อเยาวชนไทย ซึ่งดิฉันมองเห็นว่า อนาคตเยาวชนไทยนั้นเป็นสิ่งสำคัญ และอนาคตของเด็กไทยนั้น ถ้าอนาคตเด็กไทยแข็งแรง ก็จะทำให้ประเทศไทยแข็งแรงไปด้วย นั่นคือสิ่งที่ดิฉันอยากเข้ามามีส่วนในการที่จะร่วมพัฒนาเพื่อเยาวชนไทยของ เราด้วย
ดังนั้น นอกจากงานที่ดิฉันได้มีการเรียนรู้ด้วยความหลากหลายวิชานั้น ยังมีโอกาสที่ได้รับถ่ายทอดความรู้ และแนวความคิดจากคุณพ่อและพี่ชายที่มองในเรื่องของการมองไปข้างหน้าและทาง เลือกใหม่ๆ อยู่เสมอ ซึ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ดิฉันพยายามที่จะเรียนรู้มาโดยตลอดตั้งแต่เล็กจนถึง ปัจจุบัน
หลังเหตุการณ์ปฏิวัติรัฐประหารเมื่อปี 2549 คงไม่เป็นที่ปฏิเสธว่า ด้วยสถานการณ์นี้ ทำให้ดิฉันได้มีโอกาสเรียนรู้และเข้าใจธรรมชาติของการเมืองเป็นอย่างดี และผ่านไปถึง 5 ปี ผู้คนและประชาชนก็ยังคิดถึงพี่ชายและคิดถึงนโยบายเก่าๆ ที่เคยทำมาในอดีต รวมถึงให้ความอบอุ่น ความเมตตากับครอบครัวดิฉัน ดิฉันจึงรู้สึกว่าครอบครัวของเรานั้น เป็นหนี้ประชาชน
นี่เป็นเหตุผล ใหญ่ของการตัดสินใจเข้ามาทำงานการเมือง ดิฉันไม่ได้เข้ามาเล่นการเมือง แต่ดิฉันอยากจะเสนอตัวมารับใช้ประชาชน อยากเห็นประเทศไทยของเรามองข้ามความขัดแย้ง แล้วเดินไปข้างหน้าด้วยกัน
ดัง นั้นสิ่งที่ตั้งใจอยากจะเห็นและเข้ามาทำงานครั้งนี้ ก็คือการอยากจะเห็นความสามัคคีปรองดองในชาติเพื่อจะเป็นการส่งสัญญาณว่า พรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะสร้างความปรองดอง และพรรคเพื่อไทยนั้นไม่คิดแก้แค้น แต่จะแก้ไข
รวมถึงการสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับประชาชน และแก้ปัญหาความทุกข์ยากปากท้องของประชาชนซึ่งเป็นปัญหาเร่งด่วน และอยากเห็นการเมืองไทยเป็นการเมืองที่สร้างสรรค์ เป็นไปตามระบบนิติธรรม ดังนั้น ดิฉันและพรรคเพื่อไทย ขอยืนยันอีกครั้งว่า พวกเราขอขันอาสาที่จะทำงาน รับใช้ บนภารกิจอันทรงเกียรตินี้
ดิฉันพร้อมที่จะเข้ารับการพิสูจน์ต่อสาธารณชนภายใต้กติกามารยาทที่เป็นธรรม
ดิฉัน ขอยืนยันในเจตนารมย์และความตั้งใจ จะทุ่มเทแรงกายแรงใจ เพื่อเข้ามาทำงานทางการเมืองและรับใช้พี่น้องประชาชน ซึ่งหวังว่าประชาชนจะให้โอกาสดิฉันและพรรคเพื่อไทยในการเข้ามาทำงานรับใช้ใน ครั้งนี้
0 0 0
ถามตอบ สื่อมวลชน
“พรรคเพื่อไทยคงไม่ได้อนุญาตให้ดิฉันทำเพื่อคนคนเดียว”
น.ส.ยิ่ง ลักษณ์ ตอบคำถามสื่อมวลชนกรณีถูกโจมตีเรื่องส่วนตัวว่า “เป็นปกติที่ดิฉันได้เรียนในคำกล่าวเบื้องต้นว่า ดิฉันพร้อมที่จะรับการพิสูจน์ต่อสาธารณชน ภายใต้กติกามารยาทที่เป็นธรรม นี่ก็เรียนว่า ตรงนี้มีความพร้อม และอยากเห็นบ้านเมืองเรานั้นมาเล่นการเมืองในรูปแบบที่สร้างสรรค์”
สำหรับ คำถามว่าจะนิรโทษกรรมเอาพี่ชายกลับมาใช่หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า “ไม่อยากให้มองอย่างนั้น ต้องเรียนว่าประเทศไทยยึดหลักนิติธรรม การทำอะไรนั้น ก็เชื่อว่าพรรคเพื่อไทยคงไม่ได้อนุญาตให้ดิฉัน ทำเพื่อคนคนเดียว การทำอะไรต่างๆ นั้น ก็ต้องคำนึงถึงความเสมอภาคและสิทธิเสรีภาพของทุกคน ดิฉันขันอาสามาทำงานเพื่อประชาชนแน่นอนคะ ต้องเห็นแก่ผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง”
น.ส.ยิงลักษณ์ ตอบคำถามถึงการประเมินแนวทาง “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” จะทำให้ประชาชนสนับสนุนเพื่อไทยและเกิดปรากฏการณ์อะไรได้อีกหรือไม่ โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า “อย่างแรกต้องบอกว่า ท่านทักษิณเอง ท่านมีความคิดดีๆ ก็เป็นธรรมดา ถ้าใครมีความคิดดีๆ ดิฉันก็เปิดกว้างแล้วก็เปิดรับคะ เพราะหลายๆ ท่าน วันนี้นอกจากท่านทักษิณเอง เราก็มีท่านที่ปรึกษาอีกหลายท่านที่พร้อมให้คำแนะนำ ฉะนั้น โจทย์แรกก็คือว่า การที่พรรคควรจะเปิดรับสิ่งที่ที่ดีๆ แล้วก็ผ่านเข้ามาในกระบวนการของพรรคในการที่จะตัดสินใจ ถามว่าผลจะเป็นอย่างไรนั้น ก็คงจะให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน”
สำหรับคำ ถามเกี่ยวกับวิกฤตเรื่องความขัดแย้งและแนวทางปรองดองสามัคคีนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า “การที่เราอยากเห็นประเทศชาติปรองดอง อันนี้ต้องเรียนว่า ดิฉันก็จะใช้ความเป็นผู้หญิงในการก้าวเข้าหา แล้วก็ก้าวไปสู่ความปรองดอง โดยการยินดีที่จะพบ และยินดีที่จะคุยเพื่อแลกเปลี่ยน จึงเรียนเชิญชวนว่า วันนี้ ถึงเวลาแล้วที่เราจะมองข้ามความขัดแย้ง แล้วเพื่อให้ประเทศชาติเดินไปข้างหน้าคะ”พันธมิตรฯ ชี้ "ยิ่งลักษณ์" ชิงนายกฯ เป็นตัวอย่างของการเมืองที่ล้มเหลว จึงต้องโหวตโน
ที่มา ประชาไท
"สุ เทพ" เชื่อ "อภิสิทธิ์" ได้เปรียบกว่า "ยิ่งลักษณ์" มาก เพราะได้แสดงความเป็นผู้นำแก้ปัญหาประเทศ รักษาบ้านเมืองให้รอดพ้นมาได้ "ยิ่งลักษณ์" เป็นนายกฯ คงทำงานยากเพราะต้องคอยฟังเสียงโทรศัพท์ทางไกล ส่วน "พันธมิตรฯ" ชี้การโหวตโน คือการทำบุญให้แก่ประเทศ โดยปล่อยให้คนชั่วมาปกครองบ้านเมือง
"ยิ่งลักษณ์" นั่งเบอร์ 1 ปาร์ตี้ลิสต์เพื่อไทย ลั่นไม่แก้แค้น แต่จะแก้ไขปัญหา
เมื่อ วานนี้ (16 พ.ค.) ที่ประชุมใหญ่พรรคเพื่อไทยได้ลงมติเอกฉันท์เลือก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวของ พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นว่าที่ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 และเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของพรรคเพื่อไทย ภายหลังที่นายวิทยา บุรณศิริ อดีต ส.ส.พระนครศรีอยุธยา เสนอชื่อเพียงผู้เดียว
น.ส.ยิ่ง ลักษณ์ ได้ยืนยันความพร้อมในการทำหน้าที่ และชูนโยบายความสามัคคี ปรองดอง และเน้นสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในบ้านเมือง โดยไม่คิดจะแก้แค้น แต่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน และระบุว่าไม่รู้สึกหวั่นไหวกับการโจมตีเรื่องส่วนตัวทางการเมือง พร้อมรับการพิสูจน์ต่อสาธารณะภายใต้กติกาที่เป็นธรรม ส่วนการชูนโยบายนิรโทษกรรมและนำตัว พ.ต.ท.ทักษิณ กลับประเทศนั้นเห็นว่าเป็นเรื่องที่เร็วเกินไป เพราะสิ่งแรกที่ควรทำคือการแก้ไขปัญหาให้กับประเทศชาติ (ข่าวที่เกี่ยวข้อง)
"สุเทพ" ชี้ "ยิ่งลักษณ์" เป็นนายกฯ คงทำงานยาก เพราะต้องคอยฟังเสียงจากโทรศัพท์ทางไกล
เอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์ รายงานว่า เมื่อวานนี้ (16 พ.ค.) นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทย จะส่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นแคนดิเดตชิงเก้าอี้นายกฯ ว่า เวลาจะพูดถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ต้องพูดด้วยความระมัดระวังเพราะเป็นสุภาพสตรี แต่ขอบอกว่า ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ก็ขอต้อนรับในฐานะเป็นผู้นำของพรรคการเมือง คู่แข่งขัน และให้ความนับถือจะปฏิบัติต่อเธอในฐานะที่เป็นคู่แข่งขันคนหนึ่ง เขาเชื่อว่าประชาชนไม่ได้พิจารณาที่ความเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย แต่จะพิจารณาว่า ใครจะเป็นนายกรัฐมนตรีที่เหมาะสมในภาวะบ้านเมืองขณะนี้ ถ้าตรงนี้คิดว่า นายอภิสิทธิ์ได้เปรียบมาก และพรรคประชาธิปัตย์ได้ 10 คะแนนเต็ม เพราะนายอภิสิทธิ์ได้แสดงฝีมือ ความเป็นผู้นำในการเป็นนายกฯแก้ปัญหาของประเทศในช่วงวิกฤตของประเทศ รักษาบ้านเมืองรอดพ้นมาได้ 2 ปีกว่า
"ส่วนคุณยิ่งลักษณ์ ประชาชนคงหลับตาแล้วนึกไม่ค่อยออกว่า ถ้าเป็นนายกรัฐมนตรี แล้วจะแก้ปัญหาประเทศอย่างไร หรือต้องทำงานไปคอยฟังเสียงโทรศัพท์ทางไกลตลอดเวลาว่าจะวิพากษ์ว่าอย่างไร มันก็เหมือนหนังตะลุง ก็เลยทำงานยาก ทำให้เสียเปรียบมาก มีส่วนที่ได้เปรียบอย่างเดียวคือ พรรคนั้นเงินเยอะ มีวิชาเทพ วิชามาร ชำนาญศึก ขนาดถูกยุบพรรคมาแล้ว 2 หนที่เขาจับได้ ยังมีที่จับไม่ได้อีกนะ ที่จับไม่ได้ก็มีเยอะ ถือเป็นความช่ำชองที่ได้เปรียบ ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นหัวเลี้ยวหัวที่สำคัญของประเทศ ประชาชนที่เลือกตั้งต้องชั่งใจอย่างหนัก" เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ระบุ
ส่วน การที่ พ.ต.ท.ทักษิณประเมินว่า พรรคประชาธิปัตย์จะได้คะแนนน้อยลง เพราะนโยบายพรรค ประชาชนจับต้องไม่ได้นั้น นายสุเทพกล่าวว่า ขอให้เอาสิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณพูดวันนี้แปะติดไว้ข้างฝา ติดไว้คู่กับสิ่งที่เขาพูดไว้เลือกตั้งเสร็จแล้วค่อยมาดูกัน
โฆษกพันธมิตรฯ ชี้เพื่อไทยส่ง "ยิ่งลักษณ์" ชิงนายกฯ เป็นตัวอย่างการเมืองที่ล้มเหลว ต้องโหวตโน
เอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์ รายงานด้วยว่า นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้กล่าวว่า หากพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้เป็นนายกฯ ประเทศคงจะไม่สงบ และมีความวุ่นวายเหมือนเดิม ยกเว้นเงื่อนไข 3 ประการ คือ หนึ่ง การกลับมาของ นช.ทักษิณนั้นจะต้องเคารพในหลักนิติรัฐนิติธรรม ซึ่งกระบวนการยุติธรรมก็ได้สิ้นสุดไปเรียบร้อยแล้ว สอง ต้องหยุดขบวนการทั้งในพรรคเพื่อไทยและกลุ่มคนเสื้อแดง ที่มีลักษณะการจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือคิดเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข และ สาม ต้องหยุดพฤติกรรมการทุจริตคอร์รัปชัน
โฆษกพันธมิตรฯ กล่าวอีกว่า เมื่อมองอีกมุมหนึ่งก็สะท้อนให้เห็นว่า พรรคการเมืองไม่ได้เป็นสมบัติของประชาชนอย่างแท้จริง แต่กลายเป็นว่าผู้มีอิทธิพลในพรรคสามารถกำหนดชี้ขาดให้ญาติพี่น้องของตัวเอง มาเป็นหัวหน้าพรรคหรือคู่ชิงนายกฯ ได้ นี่คือตัวอย่างของการเมืองที่ล้มเหลว รวมทั้งในฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์ที่มีความพยายามโน้มน้าวว่านักการเมืองไม่ได้ เลวทุกคนนั้น ก็เป็นเพียงคำกล่าวอ้างของนักการเมืองในระบบที่พยายามปกป้องคนในกลุ่มอาชีพ ของตัวเองทั้งสิ้น ไม่ต่างจากการยกมือสนับสนุนในการอภิปรายไม่ไว้วางใจทุกครั้ง แม้ว่าบางคนจะถูกชี้มูลโดย ป.ป.ช.ก็ตาม แสดงให้เห็นว่าระบบพรรคการเมืองที่เห็นแก่ประโยชน์ของพวกพ้องนั้น ไม่สามารถที่จะเอื้ออำนวยให้เกิดการปฏิรูประบบคนดีในสภาผู้แทนราษฎรได้ และจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลง จึงเป็นสาเหตุที่ประชาชนต้องร่วมมือกันรณรงค์กาในช่องไม่ประสงค์ลงคะแนน เพื่อส่งสัญญาณการปฏิรูปการเมืองครั้งใหญ่
“การโหวตโน คือการไม่ทำบาปทำร้ายประเทศชาติ และยังถือเป็นการทำบุญให้แก่ประเทศ โดยไม่ส่งเสริมพรรคการเมืองข้างใดข้างหนึ่งที่จะนำเสียงของเราไปแอบอ้างใน การทำร้ายประเทศ หรือปล่อยให้คนชั่วมาปกครองบ้านเมือง” นายปานเทพกล่าว
นอกจากนี้ นายปานเทพยังกล่าวว่า จะมีการไปรณรงค์โหวตโน ในที่สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่อาคารกีฬาเวสน์ 2 สนามไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง ด้วย