WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, May 17, 2011

55 ในที่สุดประเทศไทยก็จะมีนายกรัฐมนตรีที่เก่ง ฉลาด และสวยที่สุดในโลก

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย


ผม จำได้ว่า นายกรัฐมนตรีที่สวยที่สุดในโลกตอนนี้คือ นายกรัฐมนตรีของประเทศอูเครน ที่มีชื่อว่า จูเลีย ทีโมเชนโค (Julia Tymoshenko) แต่คนยูเครนไม่ได้คิดว่าเธอแค่เป็นนายกฯที่สวยเท่านั้นนะครับ ยังเป็นคนเก่ง มีศีลธรรม แต่หนักแน่นกล้าหาญ เพรานายกฯ จูเลีย เป็นผู้นำในการ "ปฎิวัติ" ของยูเครนในที่ชื่อว่า "การปฎิวัติสีส้ม (orange revolution)" ในปี 2547-2548 โดยนายกฯจูเลียยืนหยัดต่อสู้กับอำนาจรัฐเดิมที่กดขี่และคอรับชั่นแต่มีรัส เซียให้การสนับสนุน ตอนนั้นมีข่าวแล้วด้วยว่ารัสเซียส่งหน่วยรบพิเศษปลอมตัวเป็นชาวยูเครนปนมา กับประชาชนที่เข้าร่วมการประท้วงเพื่อทำร้ายแกนนำของผู้ประท้วง แต่นายกฯ จูเลียซึ่งเป็นแกนนำผู้ประท้วงก็ไม่ได้หวาดกกลัวแต่ยืนหยัดสู้ จนการปฎิวัติสีส้มประสบความสำเร็จ

ตอนนี้ประเทศไทยเราก็จะมี "นายกรัฐมนตรีที่สวย เก่ง และฉลาด" ทัดเทียมกับชาวยูเครนแล้วนะครับ คือ คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตอนนี้ก็อยู่ที่ว่าคนเสื้อแดงจะสนับสนุนคุณยิ่งลักษณ์ให้ก้าวขึ้นไปสู่ ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้อย่างไร งานนี้ไม่ง่าย เชื่อว่าฝ่ายอำมาตย์คงต่อต้านอย่างหนัก เพราะพวกเขาคงพยายามต่อต้านคำว่า "นารีขี่ม้าขาว" ที่เคยสร้างภาพมานานว่าเป็นคนของฝ่ายอำมาตย์ แต่คำทำนายนั้นกำลังย้อนมาเล่นงานฝ่ายอำมาตย์เอง ที่ใช้ความเชื่อของประชาชนเป็นเครื่องมือ วันนี้นารีขี่มาขาวดันมีแนวโน้มว่าจะเป็นพวกเสื้อแดง

ผมคิดว่า วันนี้ กาละเทศะเหมาะสมและลงตัวอย่างที่สุดที่ประเทศไทยจะมีนายกฯที่เป็นผู้หญิง เพราะในเงื่อนไขอื่นๆ ก่อนหน้านี้ ผมมองไม่เห็นโอกาสเลยที่ นักการเมืองสตรีของไทยจะมีใครที่ก้าวไปเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ไม่ว่าคุณหญิงสุดารัตน์ หรือที่เคยโด่งดังคือ คุณหญิงสุพัตรา มาสดิสถ์ ก็ยังไม่มีโอกาสขนาดที่จะสามารถชิงตำแหน่งนายกฯหญิงได้

แต่วันนี้คุณยิ่งลักษณ์ มีโอกาสมากที่สุด ทั้งเงื่อนไขทางด้านการเมือง ความพร้อมของประชาชนที่จะยอมรับ

ผู้ นำสตรีในเอเซียส่วนใหญ่ที่จะมีโอกาสก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศได้ มักจะมีเงื่อนไข "แรงสนับสนุน" จากครอบครัวที่มีปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่งทางการเมือง เช่น กรณีนางอินทิรา คานธี นายกฯอินเดีย นางคอรอซาน อีคีโน นางโอโรโย่ หรือนางสิริมาโว ไนยเกรของศรีลังกา ซึ่งมักจะอาศัยบารมีเดิมของบิดา สามีหรืออื่นๆ ที่ทำให้ผู้หญิงได้มีโอกาสก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ

แต่เมื่อเป็นผู้นำ แล้ว เธอเหล่านั้นก็ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพียงแต่เงื่อนไขของสังคมทำให้ต้องอาศัยบารมีของอดีตผู้นำที่เป็นสามีหรือ บิดา เป็นต้น

วันนี้คุณยิ่งลักษณ์มีโอกาสอย่างที่สุด แม้จะต้องอาศัยบารมีของพี่ชาย คือท่านนายกฯทักษิณ ชินวัตร ก็ตาม แต่ผมไม่คิดว่านั้นจะเป็นจุดด้อยที่ต้องไปกลัวฝ่ายตรงข้ามโจมตี เพราะคุณยิ่งลักษณ์ก็มีความเก่ง ความฉลาด ฝีมือของตัวเองด้วยเช่นกัน

หากมีโอกาสแล้ว ก็ทำงานเพื่อประชาชนอย่างถึงที่สุดก็แล้วกัน
โอกาส ที่จะเป็น "นารีขี่ม้าขาว" นั้นไม่ได้มาอย่างง่ายๆ นัก มักเกิดจากเงื่อนไขพิเศษที่ผู้นำบารมีที่เป็นบุรุษ เช่น พ่อ สามี ประสบปัญหาทางการเมือง แต่มีประชาชนสนับสนุนจำนวนมาก




อ่านรายละเอียดทั้งหมดต่อ คลิ้กที่นี่ครับ

บทวิเคราะห์ : ครป. พันธมิตรฯ และการรัฐประหาร

ที่มา Thai E-New

โบนัสยึดสนามบิน-ปรีดา เตียสุวรรณ์ สปอนเซอร์ใหญ่พันธมิตรตบรางวัลทัวร์อียิปต์ 10 วันให้พันธมิตรสายNGOsไปทัวร์อียิปต์ หลังจากยึดสนามบินโค่นรัฐบาลจากการเลือกตั้งของประชาชนสำเร็จ ในภาพนี้ก็มีสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ สมศักดิ์ โกศัยสุข พิภพ ธงชัย สุริยะใส กตะศิลา นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ สุริยันต์ ทองหนูเอียด เป็นอาทิ ตอนนี้พวกเขากำลังเสนอปฏิรูปการเมือง กับโหวต NO

โดย สมสุริยะ ทองสุกใส
17 พฤษภาคม 2554

นาย สุริยันต์ ทองหนูเอียด เลขาธิการคณะกรรมารณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (น่าจะเปลี่ยนเป็นคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการรัฐประหาร น่าเหมาะกว่า ) ได้แถลงจุดยืนของครป.ในการเลือกตั้งครั้งนี้ไว้เมื่อไม่นานมานี้

ดูรายละเอียดได้ที่เวบไซต์ครป. http://www.cpdthai.org

โดย เนื้อหาสาระแนวความคิดหลักของแถลงการณ์นั้น เป็นเพียง”วาทกรรม”ที่ใช้มาตลอดของพวกอำมาตยาธิปไตย พวกนิยมรัฐประหาร พวกอนุรักษ์นิยม พวกไม่สนับสนุนให้มีการเลือกตั้ง ไม่เชื่อว่าให้อำนาจอธิปไตยควรมาจากประชาชน

เพื่อทำลายความชอบธรรมของนักการเมือง เพื่อให้คนดีมีศีลธรรม (ต้องคนดีของพวกอำมาตย์เท่านั้น)ขึ้นปกครองบริหารประเทศได้
เช่นเดียวกัน

จุด ยืนจากแถลงการณ์ครป.ก็ไม่ต่างจากเวทีปราศรัยของพันธมิตรฯ หน้าทำเนียบรัฐบาลทุกวันนี้คือ นอกจากสร้างกระแสคลั่งชาติให้ไทยรบกับเขมรแล้ว ยังมีแนวทางเดียวกัน นั่นคือ ถอยจากพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ให้พรรคการเมืองใหม่ลงเลือกตั้ง และชูธง Vote No

นำโดย สนธิลิ้ม สุริยะใส กตสิลา พิภพ ธงไชย สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ มิใช่ฝั่งต้องการให้พรรคการเมืองใหม่ลงสนามเลือกตั้งเช่น สมศักดิ์ โกสัยสุข และ สาวิทย์ แก้วหวาน

แม้ว่า ครป. จัดให้มีกิจกรรมรณรงค์เลือกตั้ง “เลือกนโยบายพรรคการเมืองเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย” ทำดูเหมือนว่าจักสนับสนุนประชาธิปไตยระบอบรัฐสภา

แต่มันเป็นเพียง เกมส์สร้างภาพลักษณ์ เท่านั้น เนื่องเพราะเมื่อปี่กลองการเลือกตั้งกังวานไปสักระยะ พวกเขาครป.จะเคลื่อนไหวให้ “โหวตโน” โดยให้เหตุผลว่า ไม่มีพรรคการเมืองไหนที่ควรเลือกเพื่อการปฏิรูป และ เพื่อกระทำตัวเป็นหางเครื่องให้พันธมิตรอีกครั้งหนึ่ง

เหมือนเช่นคำ สัมภาษณ์ของพิภพ ธงไชย ผู้นำทางความคิดของครป. โดยนสพ.ไทยโพสต์ ฉบับแทบลอยด์ล่าสุด : Vote No เพื่อปฏิรูปการเมือง ตอนหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า ….

“ครป.ก็ออกแถลงการณ์มาว่า ให้ไป Vote เพื่อปฏิรูป แต่ปัญหาว่าไป Vote เพื่อปฏิรูปจะทำยังไง สุดท้ายแล้วถ้า Vote เพื่อแสดงปฏิรูปอย่างที่ครป.เสนอมามันก็ต้องลงมาที่ช่อง Vote No เพื่อปฏิรูป ทำสำเร็จหรือไม่อีกเรื่องหนึ่งนะ……….ผมก็จะนัดคุยกับองค์กรภาคประชาชนอีก หลายองค์กร เขาไม่จำเป็นต้องมาประกาศเหมือนพันธมิตร เหมือนกรณีที่ครป.ประกาศว่าเลือกตั้งเพื่อการปฏิรูป เขาไม่ได้ประกาศ vote no นะ แต่ต่อไปเราก็ต้องถามว่าเลือกตั้งเพื่อการปฏิรูปจะไปกาช่องไหนล่ะ"

และ ยุทธวิธี Vote No คงเป็นการสร้างกระแสไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง ไม่ให้ความชอบธรรมกับนักการเมือง ไม่เห็นด้วยกับพรรคการเมืองในระบอบรัฐสภา แม้แต่พรรคการเมืองใหม่

ยุทธวิธีที่ตามมา ไม่ว่าเสียง Vote No จะมากหรือน้อยเพียงใด โอกาสจึงเป็นไปได้สูง เมื่อพรรคเพื่อไทย ได้เสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาล ก็จะมีการชุมนุมกดดันของม็อบมีเส้นอย่างพันธมิตรฯ และครป.(พรรคปแมลงสาปก็คงหนุนเช่นเดิมแม้ว่า Vote No จักกระทบต่อฐานเสียงพวกเขาก็ตาม )

ไม่ยอมรับผลการเมืองเลือกตั้ง ไม่ยอมรับให้พรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาล และต้อง “ปฏิรูปการเมือง” เท่านั้น ตามแนวทางพันธมิตรที่สนธิ ลิ้มและลิ่วล้อได้เสนอว่าหลังเลือกตั้ง แล้วพันธมิตรจะเคลื่อนไหวให้มีการปฏิรูปประเทศไทยต่อไป

แน่นอนว่า ปฏิรูปการเมืองของพวกเขา มิใช่ การปฏิรูปกฎหมาย 112 กองทัพ องคมนตรี และกระบวนการยุติธรรม ที่เป็นอุปสรรคขวากหนามของการพัฒนาประชาธิปไตยในสังคมไทย

แน่ นอนว่า ทางเดียวเท่านั้นที่พวกเขาจักดำเนินกระบวนการปฏิรูปได้ นั่นคือ พวกเขาต้องเชื้อเชิญคณะบุคคลนอกระบบประชาธิปไตย กระทำการรัฐประหารเหมือนเช่น รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่พวกเขาเคยกระทำมาแล้ว

เท่ากับว่า พวกเขายังโหยหาแนวทางรัฐประหาร ใช่หรือไม่?

และรัฐประหารรอาจเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งก็ได้ ใครก็มิอาจจะทำนายฟันธงล้านเปอร์เซนต์ว่า ไม่ปรากฎเป็นแน่แท้ในขวานทองใบนี้
เพราะเกมส์การต่อสู้ระหว่างฝ่ายประชาธิปไตยกับฝ่ายอำมายาธิปไตย คงมิจบเพียงการเลือกตั้งเท่านั้น

ครป. และพันธมิตร ที่เรียกร้องให้ VOTE NO อยู่ขณะนี้ จึงเป็นเพียงหมากหนึ่งในกระดานการเมืองของฝ่ายอำมาตยาธิปไตย เท่านั้นเอง

*******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:มหาภารตยุทธของเลขาฯ ครป.

ถึงจะสั่นก็สั่นสู้ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" เปิดตัวครั้งแรก เสียบ 2 ดอกเข้ายอดอก "อภิสิทธิ์-บุญยอด"

ที่มา มติชน



แม้จะเสียงสั่นเป็นบางช่วง และเหลือบดูสคริปต์เป็นบางครั้ง

แต่การแถลงข่าวเปิดตัวครั้งแรกของ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ก็แฝงคมทางการเมืองที่ไม่ธรรมดา

ทีมการเมืองพรรคเพื่อไทยต้องการใช้การแถลงข่าวเปิดตัวครั้งนี้ปิด "จุดอ่อน" ของ "ยิ่งลักษณ์" ที่ถูกมองว่าเป็นละอ่อนทางการเมือง

หรือการเป็น "นอมินี" ของ "ทักษิณ ชินวัตร"

พร้อมกับชูจุดเด่นเรื่องประสบการณ์การทำงานเพื่อสร้างภาพเปรียบเทียบกับ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ"

"ยิ่ง ลักษณ์" เริ่มต้นการเปิดตัวด้วยการเล่าประวัติชีวิตของตนเองว่าอยู่ในครอบครัวที่ทำ ธุรกิจ และเป็นนักการเมือง จึงคุ้นเคยกับเรื่องดังกล่าวมาตั้งแต่เด็ก

นอกจากนั้นยังเรียนจบคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

เพื่อจะบอกว่าเธอเรียนด้าน "การเมือง" มาโดยตรง

ส่วนประสบการณ์การทำงาน ก็ทำงานมาทั้งธุรกิจสิ่งพิมพ์ (สมุดโทรศัพท์หน้าเหลือง) โทรทัศน์ โทรคมนาคม และอสังหาริมทรัพย์

ทั้งหมดเพื่อบอกว่าเธอไม่ใช่ "ละอ่อน" ทางการเมืองและการทำงาน

ในการแถลงครั้งนี้ "ยิ่งลักษณ์" หลีกเลี่ยงการเอ่ยชื่อ "ทักษิณ" แต่ใช้คำว่า "พี่ชาย" แทน

รวม ทั้งไม่เอ่ยชื่อบริษัทที่ทำงานทั้งที่เป็นบริษัทขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น "เอไอเอส" หรือ "เอสซี แอสเสท" เพราะคงประเมินแล้วว่าไม่เป็นผลบวกมากนักเนื่องจากเป็นธุรกิจของตระกูลชิน วัตรทั้งในอดีตและปัจจุบัน

เธอสรุปว่าทุกธุรกิจที่ทำมา คือ การบริการลูกค้าหรือประชาชน

จากนั้น "ยิ่งลักษณ์" ก็เล่าประสบการณ์ตอนเป็น "ซีอีโอ" ในการช่วยเหลือลูกค้า "เอไอเอส" ในเหตุการณ์สึนามิ เมื่อปี 2547

"ดิฉัน ทราบอย่างเดียวว่าในฐานะที่เป็นผู้ นำองค์กร เราจะทำอย่างไรให้ประชาชนหรือลูกค้าสามารถติดต่อกับญาติหรือเจ้าหน้าที่ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยสึนามิในครั้งนั้นให้รอดชีวิต นี่ก็เป็นหนึ่งงานที่ดิฉันภาคภูมิใจในการช่วยเหลือประชาชน"

ก่อนสรุปแบบให้คนคิดถึงผลงานการช่วยเหลือประชาชนในเหตุการณ์ "น้ำท่วม" ที่ผ่านมาของรัฐบาล "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ"

"จากงานบริการดังกล่าว ทำให้ดิฉันรู้ว่าทุกข์หรือความเดือดร้อนของลูกค้านั้นรอไม่ได้ ต้องได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็วและทันที"

1 ดอก...

"ยิ่งลักษณ์" เล่าถึงความรู้ที่หลากหลายที่ได้จากพ่อและ "พี่ชาย" ที่มอง "ไปข้างหน้า" และ "ทางเลือกใหม่" เสมอ เพื่อแสดงถึงวิสัยทัศน์ของตนเอง

จากนั้นจึงปรับโหมดเข้าสู่เรื่องการตัดสินใจรับตำแหน่ง "ปาร์ตี้ลิสต์" หมายเลข 1

"ยิ่ง ลักษณ์" เริ่มจากเหตุการณ์หลังการรัฐประหารที่ทำให้เข้าใจธรรมชาติการเมืองมากขึ้น และพบว่า 5 ปีผ่านไปประชาชนก็ยังคิดถึง "พี่ชาย" และนโยบายในอดีต

"ประชาชน ยังให้ความอบอุ่น เมตตากับครอบครัว ดิฉันจึงรู้สึกว่าครอบครัวจึงเป็นหนี้ประชาชน และเป็นเหตุผลใหญ่ที่ตัดสินใจมาทำงานด้านการเมือง"

พอเข้าสู่เรื่องการเมือง "ยิ่งลักษณ์" ก็พูดจาภาษาการเมืองทันที ทั้งคำว่า "รับใช้ประชาชน-การปรองดอง-มองข้ามความขัดแย้ง-แก้ความทุกข์ยากของประชาชน"

และ "ไม่คิดแก้แค้น แต่คิดแก้ไข"

ก่อนตบท้ายการแถลงข่าวด้วยประโยคสำคัญที่เหมือนต้องการสอนวิชา "สุภาพบุรุษ" ให้กับ "บุญยอด สุขถิ่นไทย" ที่ออกมาเล่นเรื่อง "ครอบครัว" ของ "ยิ่งลักษณ์"

"ดิฉันพร้อมที่จะรับการพิสูจน์ต่อสาธารณชน ภายใต้กติกาและมารยาทที่เป็นธรรม"

เสียบกลับอีก 1 ดอก

แม้จะเป็นแค่ "ยกแรก" ของ "ยิ่งลักษณ์" แต่เธอก็โชว์จะเขี้ยวคมทางการเมืองให้เห็น

แม้จะเป็นสคริปต์ที่เตรียมมาและเสียงสั่นเป็นบางครั้ง

แต่ก็น่าจับตามองว่าระยะเวลา อีกเกือบ 2 เดือนบนเวทีการหาเสียงเลือกตั้งจะเปลี่ยนบุคลิกที่สุภาพอ่อนน้อมของ "ยิ่งลักษณ์" หรือไม่

บางทีเราอาจได้เห็น "ยิ่งลักษณ์" คนใหม่

"สวยประหาร"

สมัชชาคนจน เครื่อข่ายปฏิรูปที่ดินประนาม กอ. รมน. บุกทำร้ายชาวบ้านโนนดินแดง

ที่มา Thai E-News



ขอบคุณภาพจากปะชาไท

เมื่อ วันที่ 13 พฤษภาคม กอ. รมน. อ้างปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ พากองกำลังร่วม 5000 คน พร้อมถือรูปในหลวง บุกไล่ที่ และทุบตีทำร้ายชาวบ้านโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ จนบาดเจ็บ 9 คน รวมทั้งเผาทำลายวัดอย่างป่าเถือน

ที่มา ประชาไท
16 พฤษภาคม 2554
16 พ.ค. 54 สมัชชาคนจน และเครือข่ายปฏิรูปที่ดิน ออกแถลงการณ์ประณามปฏิบัติการความรุนแรงและป่าเถื่อนของสภาประชาชน 4 ภาค กองทัพภาคที่ 2 และรัฐบาล จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2554 ซึ่งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ร่วมกับกลุ่มสมาชิกสภาประชาชน 4 ภาคจำนวนมาก บุกเข้าไปยังพื้นที่ชุมชนบ้านเก้าบาตร ต.ลำนางรอง อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ สมาชิกเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย โดยอ้างว่าต้องการเข้ามาในพื้นที่เพื่อปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ จนเกิดเหตุ ปะทะกันอย่างรุนแรงและทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 9 คน โดยมีรายละเอียด ดังนี้

หยุดใช้ความรุนแรงในพื้นที่โนนดินแดง
รัฐบาลต้องเร่งจัดสรรที่ดินทำกินให้กับเกษตรกรในรูปแบบโฉนดชุมชน

สืบ เนื่องวันที่ 13 พฤษภาคม 2554 เวลาประมาณ 11.00 น. กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ร่วมกับกลุ่มสภาประชาชน 4 ภาคประมาณ 5,000 คน ได้บุกเข้าพื้นที่ที่เป็นที่พักอาศัยของกลุ่มชาวบ้านผู้ประสบปัญหาเรื่อง ที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่หมดสัญญาเช่าการปลูกป่ายูคาลิปตัสของบริษัทเอกชน ด้วยรถปิ๊กอัพประมาณ 500 คัน โดย กอ.รมน.และกลุ่มสภาประชาชน ได้อ้างถึงสาเหตุของการเข้าไปในพื้นที่ว่า “ต้องการเข้าไปปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ์” และได้ใช้กำลังทหารเข้าทำลายทรัพย์สินและทำร้ายร่างกายชาวบ้านซึ่งส่วนใหญ่ เป็นผู้หญิงจนได้รับบาดเจ็บหลายราย

ณ ขณะนี้ ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากพฤติกรรมอันรุนแรงเกินกว่าเหตุ ได้ส่งผลให้มีชาวบ้านได้รับบาดเจ็บจำนวน 9 คน หนึ่งใน 9 คนนี้ เป็นชาวบ้านหมู่บ้านเก้าบาตร ซึ่งเป็นสมาชิกของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย (คปท.) ได้รับบาดเจ็บสาหัส เนื่องจากถูกผลักล้มลง หัวฟาดพื้นจนสลบและได้รับความกระทบกระเทือนทางสมอง

นอก จาก นี้ ในชุมชนใกล้เคียงกับชุมชนบ้านเก้าบาตร ได้มีการใช้กำลังเข้าทำร้ายชาวบ้านและทำลายทรัพย์สินจนเสียหายเป็นจำนวนมาก แม้จะมีชาวบ้านอาศัยอยู่ในพื้นที่ แต่ก็ไม่สามารถทัดทานกำลังได้ มีการเผาทำลายกุฏิพระสงฆ์จำนวน 8 หลัง และได้จับกุมพระสงฆ์จำนวน 9 รูป ไป

ต่อสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นนี้ เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย(คปท.) มีความเห็นและข้อเรียกร้อง ดังนี้

  1. การ แก้ไขปัญหาทีดินทำกินควรเป็นหน้าที่ของฝ่ายรัฐบาล ที่มีกลไกทำงานร่วมกับภาคประชาชนอยู่แล้ว ทหารไม่ควรเข้ามายุ่งเกี่ยวในการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน ตามที่เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทยได้เคยเรียกร้องมาตลอด
  2. การ ใช้ความรุนแรงเข้าทำลายทรัพย์สินและทำร้ายร่างกายชาวบ้านในครั้งนี้ ถือเป็นการกระทำที่ผิดต่อหน้าที่อย่างรุนแรง เป็นการใช้กำลังอันเกินกว่าเหตุ รัฐบาลจึงควรแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำที่เกิดขึ้น
  3. เพื่อให้การ แก้ไขปัญหาในพื้นที่โนนดินแดงลุล่วงไปได้ รัฐบาลควรเร่งดำเนินการจำแนกและนำที่ดินที่หมดสัญญาเช่าจากการปลูกป่ายูคา ลิปตัส มาจัดสรรให้กับเกษตรกรไร้ที่ทำกินในรูปแบบโฉนดชุมชน โดยคัดกรองเกษตรกรที่มีคุณสมบัติเหมาะสม ให้ได้รับความเป็นธรรมโดยทั่วกัน

เร่งปฏิรูปที่ดินเพื่อคนจน สร้างสังคมที่เป็นธรรม

เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย
16 พฤษภาคม 2554


* * * * * * * * *

แถลงการณ์สมัชชาคนจน
ประณามปฏิบัติการความรุนแรงและป่าเถื่อน
ของสภาประชาชน 4 ภาค กองทัพภาคที่ 2 และรัฐบาล

จาก เหตุการณ์เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2554 ซึ่งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ร่วมกับกลุ่มสมาชิกสภาประชาชน 4 ภาคจำนวนมาก บุกเข้าไปยังพื้นที่ชุมชนบ้านเก้าบาตร ต.ลำนางรอง อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ สมาชิกเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย โดยอ้างว่าต้องการเข้ามาในพื้นที่เพื่อปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ จนเกิดเหตุ ปะทะกันอย่างรุนแรงและทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 9 คน ทั้งหมดเป็นผู้หญิงในชุมชนบ้านเก้าบาตรและ 1 รายในจำนวนนี้ถูกกระชากผมจนพลัดตกจากรถศีรษะฟาดพื้นหมดสติอาการสาหัส

นอก จาก นี้ กอ.รมน. และกลุ่มคนดังกล่าวได้บุกต่อเข้าไปยังกลุ่มที่มีพระวันชัยเป็นแกนนำ ซึ่งฝ่ายทหารได้เข้าไปเผาโรงครัวและทำลายกุฏิพระจำนวน 8 หลังเสียหายทั้งหมด และได้จับพระจำนวน 9 รูป ขึ้นรถปิคอัพไปและบังคับให้สึก

พื้นที่นี้เป็นพื้นที่หมดสัญญาเช่า ของบริษัทเอกชนซึ่งเคยเช่าปลูกยูคา ลิปตัส ในอดีตฝ่ายรัฐโดย กอ.รมน.เคยให้สัญญากับชาวบ้านว่าจะจัดสรรพื้นที่ให้ แต่ต่อมากลับบิดพลิ้วทำให้ชาวบ้านไม่ได้รับความเป็นธรรม และล่าสุดในครั้งนี้ กอ.รมน.ได้ใช้ความป่าเถื่อนรุนแรงต่อชาวบ้าน

จาก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดและการกระทำอัน ต่ำช้าของรัฐบาล โดยการปฏิบัติการของกองทัพภาคที่ 2 สมคบคิดกับกลุ่มคนที่เรียกตนเองว่าสภาประชาชน 4 ภาค ได้ร่วมจัดตั้งกลุ่มมวลชนและกองกำลังติดอาวุธ พร้อมทั้งปลุกระดมให้เกลียดชังกลุ่มผู้เดือดร้อนปัญหาที่ดินของอำเภอโนน ดินแดงที่อยู่ระหว่างการแก้ไขปัญหาร่วมกับรัฐบาลและหน่วยงานราชการที่ เกี่ยวข้องในระดับพื้นที่ ทั้งเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน และกลุ่มอนุรักษ์ต้นน้ำลำนางรอง จนกระทั่งนำมาสู่การบุกเข้าไปทำร้ายชาวบ้าน วางเพลิงที่พักอาศัยและกุฏิพระ ทุบทำลายพระพุทธรูป รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ใช้อาวุธปืนข่มขู่ ตลอดจนการบุกเข้าจับพระสึกโดยไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จ จริง

สมัชชา คนจนขอประณาม กองทัพภาคที่ 2 กลุ่มสภาประชาชน 4 ภาค และรัฐบาล ที่ได้ปฏิบัติการใช้ความรุนแรงและป่าเถื่อน กระทำเสมือนบ้านเมืองนี้ไม่มีขื่อไม่มีแป ไม่ต่างอะไรกับประเทศที่ปกครองด้วยรัฐบาลเผด็จการ ซึ่งต่างจากประเทศที่เป็นประชาธิปไตย ที่ต้องเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ให้เกียรติ และคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนต่อประชาชนในประเทศ

ดัง นั้นสมัชชาคนจนจึงเรียกร้องต่อรัฐบาลที่เชื่อมั่นว่าตนเองปกครองด้วย ระบอบประชาธิปไตย ต้องออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน ตามหลักสากลของประเทศประชาธิปไตยพึงกระทำ

ด้วยความเคารพในสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
สมัชชาคนจน
16 พฤษภาคม 2554

กันกระสุน ไม่กันกกต.! หน่วยคุ้มกันยังราบ 11เหมือนเดิม

ที่มา บางกอกทูเดย์



รถยนต์กลายเป็นปัจจัยที่ 5 ของคนในสังคมไทยไปแล้วในทุกวันนี้
ยิ่งบริการซื้อรถยนต์เงินผ่อน บริการไฟแนนซ์รถยนต์ มีประสิทธิภาพและมีเงื่อนไขที่ล่อใจให้คนสามารถซื้อรถได้ง่ายมากขึ้นเพียงใด คนก็ยิ่งอยากซื้อรถยนต์กันมากขึ้นเท่านั้น
เด็กเรียนจบมาใหม่ๆ เพิ่งเริ่มต้นทำงาน บ้านยังไม่มีจะอยู่ ที่จอดรถยังไม่มีจะจอด ก็ดาวน์รถผ่อนรถเอามาจอดข้างบ้านข้างตึก หรือในซอยกันเกร่อไปหมด
ขณะที่รถยนต์หรูก็เป็นอีกค่านิยมหนึ่งที่กำลังมาแรงสำหรับกลุ่มคนที่มีโอกาส
ดังนั้นจึงไม่แปลกที่กลุ่มนักการเมืองที่มีโอกาสเป็นรัฐบาล จะล่อกันอย่างสนุกสนานในเรื่องของงบประมาณจัดซื้อรถยนต์ประจำตำแหน่ง
ล่าสุดในเมนูเปิบพิศดาร ของการประชุม ครม.ฉาวกระฉ่อนโลก ของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคมที่ผ่านมา ก็มีการล่องบประมาณในเรื่องรถยนต์ประจำตำแหน่งกันหลายคัน ท่ามกลางความงุนงงสงสัยเป็นอย่างมากว่า

รถยนต์ประจำตำแหน่งนั้นเร่งด่วนขนาดไหน ถึงได้รอรัฐบาลใหม่ไม่ได้?!?
แต่แม้ว่างบประมาณรถยนต์ประจำตำแหน่งจะหอมหวานสักเพียงใดก็ตาม แต่ก็ใช่ว่าคนได้ไปจะปลอดภัย 100 เปอร์เซ็นต์เสียเมื่อไหร่ อาจเจอะเจอรายการรถยนต์เป็นพิษ หรือรถยนต์ชง ไม่ถูกกับดวงตนเองก็ได้
ในอดีตที่ผ่านมาจึงมีคนที่ดวงดับ ถูกทำร้ายถูกฆาตกรรมให้เห็นก็เยอะ โดยเฉพาะในแวดวงการเมือง เวลาที่แข่งกันดุเดือดมากๆ ก็มีการไล่ยิงไล่ถล่มกันคารถยนต์ให้เห็นอยู่เป็นระยะๆ
แต่นับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 เป็นต้นมา ยังไม่มีการใช้รถยนต์กันกระสุนสำหรับนายกรัฐมนตรี และสำหรับรัฐมนตรีกันมากมายขนาดนี้มาก่อนเลย เพราะในอดีตคนที่ขึ้นมากุมอำนาจและผลประโยชน์ทางการเมือง ไม่ได้ขึ้นมาเพื่อทำลายล้างคู่แข่งทางการเมืองเหมือนอย่างเช่นในทุกวันนี้
ในอดีตคนที่เป็นหัวหน้าพรรคการเมือง คนที่เป็นายกฯ คนที่เป็นรัฐมนตรี จึงไม่ต้องอยู่อย่างหวาดระแวงว่าจะต้องโดนทำร้าย จะไปไหนก็ไม่กล้าไป หรือถ้าไปก็ต้องมีกองกำลังป้องกัน มีการใช้รถยนต์กันกระสุน

หรือแม้แต่กระทั่งมีเฮลิคอปเตอร์ เตรียมรอเอาไว้เพื่อหลบหนีอย่างฉุกเฉิน
ซึ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่ว่าเฮลิคอปเตอร์ กำลังทหารตำรวจนับร้อย หรือแม้แต่รถยนต์กันกระสุน ในวันที่เป็นนนายกรัฐมนตรี เป็นรัฐมนตรี แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ประชาชนมองด้วยความสังเวชใจ แต่ก็เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ ใช้ได้อย่างเต็มที่
แต่ในยามที่เป็นรัฐบาลรักษาการ ในยามที่จะต้องลงพื้นที่ไปหาเสียง ซึ่งเป็นผลประโยชน์ส่วนตน ไม่ใช่ผลประโยชน์ของประเทศแล้ว สมบัติของชาติที่เคยใช้ได้สบายมือ ก็กลายเป็นสิ่งที่ไม่สามารถจะใช้ได้เหมือนอย่างเคย
เพราะคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกมาระบุห้ามนายกรัฐมนตรี ใช้รถยนต์กันกระสุนประจำตำแหน่ง และทีมรักษาความปลอดภัยจากหน่วยงานราชการมาใช้หาเสียงนอกเวลาราชการ

ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้องตามหลักการ ว่าทรัพย์สินของทางราชการ จะนำไปใช้ส่วนตัวได้อย่างไร???
เมื่อ ปลายสัปดาห์ที่แล้ว นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รักษาการนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จึงต้องหันมาใช้รถยนต์ส่วนตัว ยี่ห้อเบนซ์ S500 ทะเบียน กท 654 นครปฐม ซึ่งเป็นรถยนต์ที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รักษาการรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ยืมจากเพื่อนมาให้ใช้ แทนรถยนต์กันกระสุน ยี่ห้อเบนซ์ S600 ทะเบียน ษห 3834 ที่ใช้อยู่เป็นประจำ

ซึ่งสำหรับเบนซ์คันใหม่ที่นายสุเทพยืมมาให้ ใช้ นายอภิสิทธิ์ได้ตอบคำสัพยอกเรื่องรถเบนซ์คันใหม่ที่นำมาใช้กันกระสุนหรือไม่ ขณะที่เดินทางไปยังพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อร่วมประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค แบบทีเล่นทีจริงว่า
“ไม่รู้ ยังไม่ได้ลองเลย”
แต่ผู้เชี่ยวชาญด้าน กฎหมายกระซิบว่า เสื้อเกราะ รถยนต์กันกระสุน ถือเป็นยุทโธปกรณ์ที่ประชาชนทั่วไปไม่สามารถจะมีไว้ในครอบครองโดยถูกต้องตาม กฎหมายได้
ขืนให้มีได้แบบเสรี มีหวังพวกคนร้ายก็คงซื้อเสื้อเกราะมาใส่ แล้วก็ขับรถยนต์กันกระสุนไปปล้นแบงก์กันเป็นแน่ เพราะไม่ต้องห่วงเรื่องโดนตำรวจซัลโวเพราะกระทำผิดกฎหมาย

ฉะนั้นหาก เป็นไปตามกฎหมายแล้ว รถยนต์คันดังกล่าวที่นายอภิสิทธิ์ใช้อยู่ในขณะนี้ เวลาที่ไม่ได้ไปราชการ จึงไม่น่าจะกันกระสุนได้เหมือนรถยนต์ประจำตำแหน่ง
ซึ่ง เรื่องนี้มีการตั้งคำถามที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยจะแฮปปี้กับมุมมองของ กกต. กันมากพอสมควร โดยเฉพาะจากขั้วของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งบางคนพูดแบบเป็นลางว่า ทำแบบนี้ก็เหมือนกับต้องการส่งนายกรัฐมนตรี หรือส่งรัฐมนตรีไปตาย!!!
นี่คือการโพล่งแบบที่คนโบราณถือนักถือหนา เด็กคนไหนโพล่งออกมาแบบนี้มีหวังโดนตบปาก เพราะถือว่าแช่งผู้ใหญ่
แต่ที่บางคนในพรรคประชาธิปัตย์พูด ก็เพราะต้องการให้ กกต.อะลุ้มอะล่วยให้ยังคงใช้รถยนต์กันกระสุนได้ 24 ชั่วโมง

ปัญหา คือ กกต.เองก็ลำบากใจ เพราะหากมีใครร้องเรียนขึ้นมาว่าทำไมไม่เอาผิดกรณีเอาทรัพย์สินราชการไปใช้ ส่วนตัวนอกเวลาราชการ และเป็นการใช้ในการช่วยหาเสียงด้วย ซึ่งแน่นอนว่าหากมีใครร้องเรียนขึ้นมาเช่นนี้ กกต.ก็จะลำบากใจ
หรือหากไม่ทำอะไร กกต.นั่นแหละที่จะโดนเสียเองในข้อหาละเว้นปฏิบัติหน้าที่
ดังนั้น กกต. จึงต้องยืนยันว่า เรื่องของการใช้รถกันกระสุนของทางราชการในการหาเสียงนอกเวลาราชการคงทำไม่ได้
รถ กันกระสุนประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของทางราชการจากศูนย์รักษาความปลอดภัย แห่งชาติ(ศรภ.) ยี่ห้อเบนซ์ S600 สีดำ ทะเบียน ษห 3834 กทม. จะต้องเก็บเอาไว้ใช้ในเวลาราชการเท่านั้น!!!

รวมทั้งบรรดารถประจำ ตำแหน่งนายกฯ ที่มีหลายคันสลับผลัดเปลี่ยนกัน ไม่ว่าจะเป็น รถเบนซ์ S600 ทะเบียน ชพ 1420 ซึ่งหน่วยรักษาความปลอดภัยจัดมาให้ รวมทั้งรถขับเคลื่อน 4 ล้อกันกระสุน ยี่ห้อเรนจ์โรเวอร์ ทะเบียน ฌอ 5999 ซึ่งรับช่วงต่อมาจากผู้นำชาติอาเซียนในช่วงการประชุมอาเซียนซัมมิทที่ไทย เป็นเจ้าภาพเมื่อปี 2552 ด้วย
นอกจากนี้ยังมีรถฝาแฝดกับรถเบนซ์ ทะเบียน ษห 3834 อีก 2 คัน ประกอบด้วย หมายเลขทะเบียน ษห 3835 และ ษห 3836 ซึ่งทั้งหมดเป็นรถเบนซ์ S600 เหมือนกันทั้งหมด เป็นรถเบนซ์แฝดสาม ที่มีราคาคันละ 21 ล้านบาท
และแม้จะมีการพยายามตั้งประเด็นว่า การเป็นนายกรัฐมนตรีหรือนรักษาการนายกรัฐมนตรีนั้นต้องเว้นตามช่วงเวลา ราชการด้วยหรือ? แต่ก็มีเสียงสะท้อนออกมาจากคนใน กกต. ว่า ก็ต้องย้อนถามกลับไปว่า

ทำไมปัญหานี้จึงไม่เคยเกิดขึ้นกับอดีตนายกรัฐมนตรีคนใดๆมาก่อนเลย
ทำไมนายกรัฐมนตรีคนอื่นๆ จึงไม่ต้องใช้รถยนต์กันกระสุนเวลาที่ไปลงพื้นที่หาเสียงเลือกตั้ง
ซึ่งเรื่องนี้นายอภิสิทธิ์ สามารถสอบถามจากนายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ดูได้
แม้ แต่กระทั่งนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในอดีตที่เคยเป็นรัฐมนตรีมาหลายครั้ง ก็ไม่เคยต้องใส่เสื้อเกราะ และใช้รถยนต์กันกระสุน เหมือนเช่นในยุคสมัยนี้เลยสักนิด
นายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ ต่างหากที่สมควรจะตั้งคำถามกับตัวเองว่า เกิดอะไรขึ้น และทำอะไรไว้ จึงทำให้ต้องหวาดระแวงระแวดระวังขนาดนี้ แล้วในอนาคตจะอยู่กันอย่างไร
ทำไม อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์รุ่นก่อนๆ อย่างนายชวน หลีกภัย นายบัญญัติ บรรทัดฐาน หรือบรรดาอดีตเลขาธิการพรรคคนก่อนๆ จึงสามารถใช้ชีวิตแบบปุถุชนคนไทยธรรมดาในเวลาหาเสียงเลือกตั้ง

เพราะ คนเหล่านั้นไม่เคยกระทำอะไรที่ผิดไปจากครรลองของการแข่งขันต่อสู้ ทางการเมืองปกติใช่หรือไม่ จึงทำให้ไม่ต้องหวาดกลัวไม่ต้องหวาดระแวง
ดัง นั้นคำถามจึงวกมาเข้าตัวนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพเองว่า แล้วไปทำอะไรไว้อย่างนั้นหรือ เมื่อมาถูก กกต. ขอให้เว้นการใช้รถยนต์กันกระสุนนอกเวลาราชการ จึงสะดุ้งกันขนาดนี้
แต่ แม้ว่า รถยนต์กันกระสุน จะกัน กกต. ไม่ได้ ต้องสลับไปใช้รถส่วนตัวนอกเวลาราชการ แต่ว่าบรรดาทีมรักษาความปลอดภัย นายอภิสิทธิ์ยังคงใช้กำลังจากกรมการทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) กองทัพบก และหน่วยบัญชาการอากาศโยธิน (อย.) กองทัพอากาศ ร่วมกับตำรวจจากกองบังคับการตำรวจสันติบาล เป็นกำลังหลักเช่นเดิม
เพราะใช้ กองกำลังจาก ราบ 11 จนทุกวันนี้แบบนี้นี่เอง คนถึงพูดไม่ยอมจบไม่ยอมสิ้นเสียที ว่ารัฐบาลมาร์ค ตั้งขึ้นมาในค่ายทหาร

"บก.ลายจุด-ชาย" คุยกันอีกรอบก่อนแดงชุมนุมใหญ่ 19 พ.ค. เมื่อพื้นที่ "การเมือง" ทับซ้อน "เศรษฐกิจ"

ที่มา มติชน



รับชมข่าว VDO

เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม รายการตอบโจทย์ ทางสถานีโทรทัศน์ทีวีไทย ที่มีนายภิญโญ ไตรสุริยธรรมา เป็นผู้ดำเนินรายการ ได้เชิญนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด แกนนอนเสื้อแดง และนายชาย ศรีวิกรณ์ นายก สมาคมผู้ประกอบการวิสาหกิจในย่านประสงค์ มาร่วมรายการ เพื่อพูดถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้น ในวันที่ 19 พฤษภาคมนี้ ซึ่งคนเสื้อแดงมีกำหนดการมาชุมนุมรำลึกครบรอบเหตุการณ์ 1 ปี การสลายการชุมนุมวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ณ สี่แยกราชประสงค์ ตั้งแต่เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป


โดยนายชายได้พูดในฐานะของตัวแทนผู้ประกอบการย่านราชประสงค์ ทั้งผู้ประกอบการรายใหญ่และรายย่อยที่ต้องประสบปัญหาเดือดร้อนทางด้าน เศรษฐกิจจากการชุมนุมของคนเสื้อแดง นับตั้งแต่การชุมนุมอย่างยืดเยื้อซึ่งจบลงด้วยเหตุรุนแรงและเพลิงไหม้เมื่อ ปีที่แล้ว มาจนถึงการชุมนุมบริเวณสี่แยกราชประสงค์ในทุกวันที่ 19 ของเดือน ในอีกหลายเดือนต่อมาหลังจากนั้น


สำหรับการชุมนุมในวันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม 2554 นายชาย ได้ ร้องขอให้แกนนำนปช. ตัดสินใจไม่ปิดสี่แยกราชประสงค์ และขยับเวทีการชุมนุมให้อยู่ห่างจากสี่แยกประมาณ 10 เมตร เพื่อเป็นการเปิดช่องทางการจราจรบางส่วน ให้ผู้ประกอบการ พนักงานบริษัท และผู้ที่ต้องติดต่อธุรกิจในย่านดังกล่าว สามารถสัญจรไปมาได้บ้าง


ขณะที่นายสมบัติพูดในฐานะตัวแทนของคนเสื้อแดงซึ่งต้องบาดเจ็บล้มตายและได้รับความสูญเสียจากการร่วมต่อสู้ทางการเมือง โดยเขายืนยันว่า ณ ปัจจุบัน พื้นที่สาธารณะอย่างสี่แยกราชประสงค์ไม่ได้มีสถานะเป็นเพียงพื้นที่ทางการ ค้าอีกต่อไป เพราะสำหรับคนเสื้อแดงแล้ว พื้นที่ดังกล่าว คือ พื้นที่ทางการเมือง ที่เคยเป็นทุ่งสังหาร ซึ่งทำให้พวกเขาต้องกลับมาเรียกร้องความเป็นธรรมอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง


บก.ลายจุดเห็นว่า หลังจากที่กลุ่มผู้ประกอบการย่านราชประสงค์ ออกมาสะท้อนความเดือดร้อนของผู้ประกอบการอันเกิดจากการชุมนุมของคนเสื้อแดง เมื่อหลายเดือนก่อน แกนนำนปช.ก็มีการปรับตัว โดยไม่ได้ไปนัดชุมนุมกันที่สี่แยกราชประสงค์ทุกวันที่ 19 ของเดือนอย่างแต่ก่อน แต่จะใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นจุดรวมตัว ก่อนจะเคลื่อนขบวนมายังบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยแทน


สำหรับการชุมนุมของคนเสื้อแดงในวันพฤหัสฯที่จะถึงนี้ แกนนอนเสื้อแดงระบุว่า เขาเคยพยายามเสนอนางธิดา ถาวรเศรษฐ์ รักษาการประธานนปช.แล้วว่า ถ้าคนเสื้อแดงไม่ปิดถนนได้จะเป็นการดีที่สุด แต่ต้องยอมรับว่า คนเสื้อแดงอีกจำนวนหนึ่งก็ยังคุ้นชินกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองในรูปแบบ เดิมอยู่ อย่างไรก็ตาม ตนเห็นด้วยกับข้อเสนอของนาย ชาย ที่ร้องขอไม่ให้คนเสื้อแดงปิดสี่แยกราชประสงค์ เพื่อเปิดช่องทางการจราจรไว้บางส่วน ซึ่งคงต้องให้แกนนำนปช.ตัดสินใจในประเด็นดังกล่าวอีกครั้งหนึ่ง


รับชมคลิปรายการตอบโจทย์ตอนล่าสุดแบบเต็มๆ ได้ที่สัญลักษณ์ "รับชมข่าว VDO" ด้านบน

ยิ่งลักษณ์ 'โคลนนิ่ง-หนังตะลุง หรือ นอมินี ?'

ที่มา Voice TV



Wake up Thailand ประจำวันอังคารที่ 17 พ.ค. 54
นำเสนอประเด็น
- วิสาขบูชา รำลึกวันประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน
- มติเพื่อไทยเลือก “ยิ่งลักษณ์” แคนดิเดต นายกฯ
- วิสัยทัศน์ยิ่งลักษณ์ “มองข้ามความขัดแย้ง...ไม่แก้แค้น แต่แก้ไข”
- นานาทัศนะ ต่อ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
- ผู้สื่อข่าวบีบีซีตั้งคำถาม ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวไทยจะยอมรับ "ยิ่งลักษณ์" หรือไม่?
- สุเทพ ต้อนรับ ยิ่งลักษณ์ คู่ชิงนายกฯ ตอกย้ำ อภิสิทธิ์ เหนือกว่า
- คืบหน้าคดียิงประชา ประสพดี
- ใต้ระอุ “พระ” ตกเป็นเป้าหมาย
- รำลึก 19 ปี พฤษภา 2535
- ศาลอาญา ระหว่างประเทศ เตรียมยื่นฟ้องกรรมการผู้จัดการ IMF
- ไอเอ็มเอฟ ตั้ง รักษาการแทน ผอ.ฉาว
- กัดดาฟี่ถูกหมายจับข้อหา อาชญากรรมต่อมานุษยชาติ

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 17/05/54 ประชาชนต้องเลือก..มาพูด หรือ ทำงาน

ที่มา blablabla

โดย 3บลา ประชาไท

ภาพถ่ายของฉัน


ดีแต่พูด พิสูจน์ไว้ เห็นได้ชัด
เลวกว่าสัตว์ เดรัจฉาน สันดานหมา

กระแนะกระแหน เหมือนตุ๊ด สุดระอา
ใช้วาจา เชือดเฉือน เหมือนอันธพาล....

ประชาชน มองเห็น เป็นตัวเลือก
ขออย่า..เสือก ผลักใส ใช้โวหาร
เอามาพูด เพ้อพร่ำ หรือทำงาน
โง่ดักดาน หรือปราดเปรื่อง เรื่องทันคน....

สองปีกว่า เห็นแบบไหน พูดให้หมด
ใครโป้ปด ใครสับปลับ ใครสับสน
หนี้ล้านล้าน อวดโอ้ โง่เหลือทน
ยังสัปดน เฉไฉ ไร้ทิศทาง....

ดีแต่พูด จ้อจี้ อัปรีย์ปาก
ไม่กระดาก เล่ห์ลิ้น ถวิลสร้าง
ประเทศชาติ ย่อยยับ จนอับปาง
กลับยกหาง พวกตน เป็นคนดี....

อยากได้คน ทำงาน สานประโยชน์
ไม่ชั่วโฉด เลวทราม ตามบดบี้
ช่วยฟื้นฟู ชาติไทย ให้มั่งมี
เพิ่มราศรี เจิดจ้า สง่างาม....

เลือกโคลนนิ่ง คนดี เป็นที่ตั้ง
เติมความหวัง สู่แดนดิน ถิ่นสยาม
นำรอยยิ้ม ใสซื่อ เลื่องลือนาม
ให้งดงาม ทั่วแคว้น แผ่นดินทอง....

"เฉลิม"เหน็บ"มาร์ค"มวยออกอาการ ใกล้แพ้ท้า"ดีเบต" ชี้"ยิ่งลักษณ์" ชนะใสไม่จำเป็นต้องเข้าแลก

ที่มา มติชน

เมื่อ วันที่ 16 พฤษภาคม ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อดีตประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ที่พรรคเพื่อไทยว่า ตนได้ฟังที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พูดในงานสัมมนาพรรคประชาธิปัตย์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาแล้วเห็นด้วยว่าถึง เวลาแล้วที่คนไทยจะต้องเลือกอภิสิทธิ์ เพื่อให้ได้สุเทพ เทือกสุบรรณ มาเป็นรองนายกรัฐมนตรี ได้เนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย และพรรคภูมิใจไทยมาอนุมัติงบประมาณทิ้งทวนแสนล้านบาท หรือจะเลือก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แล้วจะได้พรรคเพื่อไทย กับ พ.ต.ท.ทักษิณ มาแก้ปัญหาประเทศ ส่วนการจะดีเบตหรือไม่นั้นปกติเป็นเรื่องของความสมัครใจของทั้ง 2 ฝ่าย หากพรรคต้นสังกัดมีนโยบายที่ชัดเจนก็ไม่จำเป็นจะต้องดีเบต

"สิ่ง ที่คุณอภิสิทธิ์พูดออกมานั้นมันเหมือนมวยออกอาการ พอจะแพ้ก็จะวิ่งเข้าใส่ เพื่อแลกหมัด หวังจะแลกเพื่อน็อคคุณยิ่งลักษณ์ แต่ถ้ามวยจะชนะ ไม่มีใครวิ่งเข้าแลกหรอก เพราะถ้ารู้ตัวว่าชนะยก 5 ก็ฟุตเวิร์กไม่ให้เจ็บตัว" ร.ต.อ.เฉลิมกล่าว

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า สำหรับโพลที่ออกมาว่าพรรคเพื่อไทยยังไม่ชนะพรรคประชาธิปัตย์ในบางประเด็น นั้นตนไม่อยากวิจารณ์ แต่จากการลงพื้นที่ภาคอีสานแล้วตนสามารถบอกได้เลยว่า 1.พรรคประชาธิปัตย์ไม่มีทางชนะพรรคเพื่อไทย และ 2.พรรคเพื่อไทยจะชนะพรรคประชาธิปัตย์ อย่างน้อย 30 เสียง ซึ่งจะแลนด์สไลด์หรือชนะเกิน 250 เสียงหรือไม่ตนขอลงพื้นที่อีกครั้งหนึ่งถึงจะตอบได้ แต่ยืนยันได้ว่าพรรคเพื่อไทยจะชนะพรรคประชาธิปัตย์ล้านเปอร์เซ็นต์

"ณัฐวุฒิ"ปูด"ธาริต"ยกหูหานักการเมือง-บิ๊กฝ่ายมั่นคง รายงานผลจัดการ"จตุพร"

ที่มา มติชน

เมื่อ วันที่ 16 พฤษภาคม ที่พรรคเพื่อไทย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่ม นปช. ให้สัมภาษณ์ว่า ในวันที่ 18 พ.ค. ทีมทนายความจะยื่นอุทธรณ์ขอปล่อยตัวชั่วคราวนายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายนิสิต สินธุไพร แกนนำกลุ่ม นปช. โดยเหตุผลในการต่อสู้จะมีทั้งประเด็นเงื่อนไขการควบคุมตัวขัดแย้งกับ พฤติกรรม นอกจากนี้ การขออุทธณ์ปล่อยตัวชั่วคราวจะแนบกำหนดการชุมนุมรำลึก 1 ปี 19 พ.ค.2553 เพื่อให้ศาลได้เห็นว่าการชุมนุมไม่ได้สร้างความปั่นป่วนวุ่นวาย แต่เป็นไปตามหลักสงบสันติ พร้อมกันนี้จะยื่นหนังสือของนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ต่อศาลเนื้อหารับรองว่านายจตุพรเป็น ส.ส.สังกัดพรรคเพื่อไทยมีบทบาทสำคัญในสภาและพรรคตกลงที่จะส่งสมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ เพื่อใช้เป็นเหตุผลขอให้ศาลปล่อยตัวเพื่อรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งตามระบอบ ประชาธิปไตย ซึ่งได้ร้องขอนายยงยุทธเป็นพยานในประเด็นดังกล่าวด้วย

"แต่ หลังศาลถอนประกัน ตัวละครสำคัญอย่างนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ได้โทรศัพท์ถึงนักการเมือง ข้าราชการระดับสูงฝ่ายความมั่นคงบอกว่าผมจัดการให้เรียบร้อยครับ จตุพรเรียบร้อยแล้วนะครับ ซึ่งผมขอให้นายธาธิตชี้แจงว่าที่พูดนี้หมายถึงอะไร ภารกิจจัดการ 2 แกนนำ นปช.เป็นภารกิจร่วมของกลไกราชการหรืออย่างไร เรื่องนี้มีข้าราชการบางคนที่รับรู้คำพูดของนายธาริตแล้วไม่สบายใจ จึงสะท้อนมาที่ผม" นายณัฐวุฒิ กล่าว