ที่มา ข่าวสด
ชพน.ชู2นิ้ว-เนยิ้มรับ16 เติ้งพอใจ21-ปุระชัย12 "ปู"เป?ดชีวิตครอบครัว เขินไม่ใช่"นารีขี่ม้าขาว"
รับ สมัครปาร์ตี้ลิสต์คึกคัก เพื่อไทยเฮลั่นได้เบอร์ 1 มาร์คยิ้มเจื่อนจับเบอร์ 10ให้ประชาธิปัตย์ ส่วนพรรคเล็กชพน.ได้เบอร์ 2 ภท.เบอร์ 16 พรรคเติ้งได้เบอร์ 21 ชูวิทย์มาแล้วจับเบอร์ 5 ปุระชัยพอใจเบอร์ 12 เท่านิ้วฟุตในไม้บรรทัด กองเชียร์ทุกพรรคตามเฮแน่นอัฒจันทร์ เนวินฟุ้งได้ 111 ส.ส. เติ้งชี้ถึงเวลาให้อภัยกันแล้ว รายงานข่าวเผยทุกพรรคจัดโผ เสร็จก่อนสมัครไม่กี่ชั่วโมง กกต.สรุปมีแค่ 6 พรรคส่งเต็มบัญชี แดงพรึบปาร์ตี้ลิสต์เพื่อไทย ยิ่งลักษณ์ให้สัมภาษณ์ศูนย์ข่าวเลือกตั้งข่าวสด ตัดสินใจเล่นการเมืองเองไม่เกี่ยวแม้ว
เบอร์1 - น.ส.ยิ่ง ลักษณ์ ชินวัตร ชูนิ้วสัญลักษณ์เบอร์ 1 ที่พรรคเพื่อไทยจับได้เป็นหมาย เลขประจำพรรคในการหาเสียงเลือกตั้ง ท่ามกลางความดีใจของกองเชียร์
กกต.รับสมัครปาร์ตี้ลิสต์
วัน ที่ 19 พ.ค. ที่ศูนย์เยาวชนไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดรับสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ระบบบัญชีรายชื่อเป็นวันแรก โดยกกต.เตรียมความพร้อมและอำนวยความสะดวกผู้สมัครและพรรคการเมืองที่จะเดิน ทางมา เพื่อลงสมัครและจับหมายเลขผู้สมัคร ซึ่งจะอนุญาตให้กองเชียร์ของทุกพรรคเข้ามาในอาคารได้พรรคละไม่เกิน 100 คน และให้อยู่บนสแตนด์เชียร์เป็นกำลังใจให้พรรคการเมืองระหว่างการจับหมายเลข พรรคที่สมัคร
นอกจากนั้น ทางบก.น.1 ได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ 200 นาย สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ เทศกิจของกทม.มาดูแลโดยรอบสถานที่รับสมัคร ตั้งจุดตรวจจค้นอาวุธบริเวณถนนมิตรไมตรีทั้งสองฝั่ง เพื่อป้องกันผู้ไม่หวังดีมาสร้างสถาน การณ์ และเจ้าหน้าที่อนุญาตให้ผู้ที่เกี่ยวข้องใช้ประตู 2 ผ่านเข้าออกไปภายในอาคารกีฬาเวสน์ โดยพล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผชบ.น. ได้มาตรวจความเรียบร้อยด้วยตัวเอง
ชุมพลมาถึงเป็นคนแรก
ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับบรรยกาศการเปิดรับสมัครส.ส. ที่ศูนย์เยาวชนไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง ปรากฏว่า ตั้งแต่เวลา 05.30 น. มีผู้สนับสนุนของแต่ละพรรคเดินทางมารอให้กำลังใจผู้สมัคร ทั้งพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน โดยบางส่วนมา ถึงตั้งแต่ช่วงกลางดึกของวันที่ 18 พ.ค. ทำให้การจราจรบริเวณถนนมิตรไมตรี ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านไปยังสถานที่รับสมัครติดขัด เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องขอให้ผู้สนับสนุนนำรถโดยสารไปจอดยังพื้นที่ด้านนอก แต่อนุญาตให้รถขบวนที่จะใช้แห่หลังได้เบอร์มาจอดรอไว้ฝั่งตรงข้าม
เวลา 06.00 น. นายชุมพล ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา เป็นหัวหน้าพรรคคนแรก ที่มาถึงสนามกีฬาฯ แต่ต้องยืนรออยู่หน้าประตู กระทั่งเวลา 06.30 น. เจ้าหน้าที่จึงเปิดประตูให้เข้าภายในเพื่อสมัครได้ ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด มีการตรวจบัตรที่กกต.แจกโดยจำแนกสีบัตรไว้แล้ว หากไม่มีบัตรที่กกต.แจกให้ก็ไม่มีสิทธิได้เข้ามาในพื้นที่
กองเชียร์ตามเฮแน่นอัฒจันทร์
ผู้ สื่อข่าวรายงานด้วยว่า เวลา 07.10 น. ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นำผู้สมัครผ่านเข้าไปด้านในสถานที่รับสมัคร มีผู้ชายกลางคนสวมเสื้อแดง สกรีนข้อความ"ความจริงวันนี้" ซ้อนรถจักรยานยนต์รับจ้างผ่านมาที่ประตู ด้านนอก และตะโกนด้วยเสียงดังด่า ว่าเกลียดพรรคประชาธิปัตย์ ไม่พอใจการสลายการ ชุมนุมจนมีผู้เสียชีวิต และท้าทายให้มาดีเบตด้วย จนเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเข้ามาดูแลให้อยู่ในความสงบ
เวลา 07.00 น. เจ้าหน้าที่ได้ให้กองเชียร์ของแต่ละพรรคไม่เกิน 100 คน ไปนั่งบนอัฒจันทร์ โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าประจำตามจุดกองเชียร์ ซึ่งกองเชียร์พรรคชาติไทยพัฒนา ใส่เสื้อสีชมพูได้เข้ามาเป็นอันดับแรก ตามด้วยกองเชียร์ของพรรครักประเทศไทย พรรครักษ์สันติ โดยพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ มีแกนนำที่ลงสมัครทั้งแบบบัญชีรายชื่อ และแบบเขต ขึ้นมานั่งบนอัฒจันทร์ด้วย ทั้งนี้ ระหว่างที่หัวหน้าพรรคแต่ละพรรคเดินทางเข้ามาภายในอาคารและช่วงรอจับเบอร์ กองเชียร์ต่างปรบมือและส่งเสียงเชียร์ประชันกันเป็นระยะๆ พร้อมชูป้ายของพรรคและนโยบาย
26 พรรคลุ้นจับสลากชิงเบอร์
ผู้ สื่อข่าวรายงานบริเวณหน้าจุดลงทะเบียนว่า ในช่วงที่นายอภิสิทธิ์ และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เดินเข้ามาภายในอาคารกีฬาเวสน์ 2 ได้เกิดชุลมุนขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากมีสื่อมวลชนจำนวนมากรุมถ่ายภาพและพยายามขอสัมภาษณ์ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องร้องขอความร่วมมือกับสื่อมวลชนให้รักษากฎกติกาที่ตกลง ไว้ และขอให้อยู่ด้วยความเป็นระเบียบ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างรอเวลาจับเบอร์ นายอภิสิทธิ์ได้เดินไปพูดคุยกับแกนนำของแต่ละพรรคด้วย ขณะที่นายบัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ได้ทักทายกับพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ บริเวณจุดที่ลงเวลา
สำหรับพรรคการ เมืองที่มาลงทะเบียนก่อนเวลา 08.30 น. ที่กกต.กำหนดเปิดรับสมัครมี 28 พรรค โดยพรรคชีวิตที่ดีกว่า มาลงทะเบียนเป็นพรรคแรกในเวลา 05.41 น. ตามด้วยพรรคไทยเป็นไทย พรรคไทยเป็นสุข พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคเสรีนิยม พรรคประชาธรรมชาติสามัคคี พรรครักษ์สันติ พรรคพลังคนกีฬา พรรคเพื่อไทย แต่เมื่อตรวจสอบเอกสารก่อนจับสลากเบอร์ พบว่ามี 2 พรรคได้แก่ พรรคชีวิตที่ดีกว่า และพรรคพลังคนกีฬา นำเอกสารและค่าธรรมเนียมมาไม่ครบ จึงไม่สามารถจับสลากเบอร์ได้ ทำให้เหลือพรรคที่จับสลากเลือกเบอร์ 26 พรรค
เพื่อไทยเฮลั่นเบอร์ 1
ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการจับเบอร์ของแต่ละพรรคนั้น นายอภิชาตเป็นผู้จับสลากเรียงลำดับให้แต่ละพรรคที่มาลงทะเบียนก่อนเวลา 08.30 น. ได้สิทธิ์ขึ้นมาจับเบอร์ของแต่ละพรรคตามลำดับที่นายอภิชาตจับสลากขึ้นมา โดยพรรคพลังมวลชน เป็นพรรคแรกที่ได้ขึ้นไปจับเบอร์ โดยจับได้เบอร์ 9 พรรคการเมืองใหม่ขึ้นไปจับเป็นอันดับสอง โดยนายสมศักดิ์ โกศัยสุข จับได้เบอร์ 20 จากนั้นนายอภิสิทธิ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นไปจับเบอร์เป็นอันดับที่สาม เมื่อเปิดเบอร์ออกมาเป็นหมายเลข 10 นายอภิสิทธิ์ ได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ
ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า สำหรับพรรคเพื่อไทยมีคิวจับเบอร์เป็นลำดับที่สี่ ต่อจากพรรคประชาธิปัตย์ โดยนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรค เป็นคนจับ ได้เบอร์ 1 ทำให้แกนนำพรรคที่นั่งรอลุ้นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายเสนาะ เทียนทอง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รวมทั้งกองเชียร์ส่งเสียงร้องด้วยความยินดีลั่นห้อง และนำเบอร์มาติดทันทีเช่นกัน และ ได้ถือป้ายเดินโชว์นโยบายพรรครอบอัฒจันทร์ ผ่านทุกพรรค
ผู้สื่อข่าว รายงานด้วยว่า จากนั้นพรรคต่างๆ ก็ทยอยกันขึ้นไปจับเบอร์ตามลำดับ ตั้งแต่พรรคแทนคุณแผ่นดิน พรรคกิจสังคม พรรคดำรงไทย จนถึงพรรคกสิกรไทยซึ่งเป็นพรรคที่ขึ้นไปจับเบอร์เป็นลำดับสุดท้าย ต่อจากพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน ที่จับได้เบอร์ 2
อ่านรายละเอียดทั้งหมด คลิ้กที่นี่
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Friday, May 20, 2011
เพื่อไทยเฮง"เบอร์1" เจ๊ปูเฮลั่น มาร์คได้ "เบอร์10"
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 20/05/54 รับน้องใม่จาก..สุภาพบุรุษ
ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท

จ้องใส่ร้าย ป้ายสี อัปรีย์ปาก
แถมสำราก วาจา ดั่งหมาเห่า
เผยสันดาน คนชั่ว หลงมัวเมา
เห็นแค่เงา ยังโหนหวน กวนส้นตีน....
หวังโจมตี ด้วยเล่ห์ ดิสเครดิต
ตอแหลจริต หลุกหลิก ทำพลิกลิ้น
อวดศักดา ว่าพวกตน ไร้มลทิน
ที่แท้สิ้น คุณค่า ราคาคน....
รับน้องใหม่ ใสสวย ด้วยการเห่า
เท่ห์ไม่เบา สุภาพบุรุษ สุดสับสน
เสนอหน้า พูดสับปลับ ทำสัปดน
หลอกพวกตน ว่าแจ๋วจริง ด่าหญิงไทย....
ดีแต่พูด พ่นน้ำลาย หมายข่มขวัญ
ตาเป็นมัน จ้องเหยื่อ น่าเบื่อไหม
หาผ้าถุง มาใส่ซะ คงสะใจ
สมจัญไร คนปากหมา บ้าน้ำลาย....
พรรคแต๋วตุ๊ด สุดระยำ ทำปากเสีย
หน้าตัวเมีย เรียงตัว ชั่ว..ชิบหาย
ผลงานเลว มีตลอด คือวอดวาย
ไม่เคยอาย เพราะมันด้าน สันดานเลว....
ออกมารับ น้องใหม่ ใส่ร้ายเขา
พูดงี่เง่า สุดต่ำช้า พาลงเหว
แล้วจ้างสื่อ รุกไล่ ดั่งไฟเปลว
พรรคโคตรเลว คนอัปรีย์ มีพรรคเดียว....
แรงไปนิด...ขออภัยท่านผู้อ่านนะครับ
๓ บลา / ๒๐ พ.ค.๕๔
กวีประชาไท: "เราแคล้วคลาดกันวันเดินขบวนใหญ่"
ที่มา ประชาไท
นายบานชื่น
แ ด่ ค ว า ม ต า ย เ มื่ อ เ ดื อ น พ ฤ ษ ภ า ค ม 2553
-อีซา[1]-
วันที่พี่ชาย หายไปจากบ้าน
ดอกตะแบกบาน นานแล้วใช่ไหม
กาเหว่าหลังบ้าน ส่งเสียงพิไร
เขาเดินขบวนใหญ่ ผ่านหน้าบ้านเรา
ข่าวร้ายเดินทาง มาจากทิศใด
หนักหน่วงห้วงใน ให้ได้โศกเศร้า
เสียงปืนเปรี้ยงปร้าง ตะแบกร้างเงา
ไม่ไกลบ้านเรา เขายิงกันตาย
อาบูบาร์ก! กลับมา, อาบูบาร์ก! กลับมา
น้องร้องเรียกหา พี่ได้ยินไหม
ผมชื่ออีซา มาตามหาพี่ชาย
ถนนทุกสาย ช่างไร้วี่แวว
พี่ออกจากบ้าน วันเดินขบวนใหญ่
ติดตามเขาไป รั้งท้ายปลายแถว
ธงแดงแกว่งไกว สุดสายปลายแนว
ลับตาโน่นแล้ว เราแคล้วคลาดกัน
ทหารถือปืน ยืนเต็มถนน
รถถังปืนกล ขนมาเลื่อนลั่น
ผู้ก่อการร้าย ตายลงทุกวัน
ชีวิตแสนสั้น อย่าเพ้อฝันใด
เขาบอกพี่ชาย ไปเก็บของเก่า
เขตแดนสีเทา ห้ามใครเข้าใกล้
พี่ไม่รู้หรอก ประชาธิปไตย
ตามกลิ่นขยะไป เก็บขายแลกเงิน
ในวันฟ้าแดง แข่งแสงตะวัน
พี่บอกทหาร หุ้มเกราะเหาะเหิน
แล้วร้องเพลงเศร้า ก่อนออกก้าวเดิน
“ประชาชนยับเยิน ท.ทหารเพลินใจ”
-อาบูบาร์ก[2]-
วันที่น้องชาย หายไปจากบ้าน
เสียงปืนที่นั่น ดังขึ้นใช่ไหม
โธ่เอ๋ย! อีซา ตามหาพี่ชาย
เดินสู่ความตาย ถนนสายนั้น
ข่าวร้ายเดินทาง มาถึงล่าช้า
น้องชายถูกฆ่า ในเขตสังหาร
เจ้าจากไปแล้ว เราแคล้วคลาดกัน
วันคืนแสนสั้น ไม่พอฝันใด
อีซา! กลับมา, อีซา! กลับมา
พี่ร้องเรียกหา เจ้าได้ยินไหม
เขาชื่ออีซา เดินตามหาพี่ชาย
แล้วถูกยิงตาย กลางสายลมแล้ง
ตะแบกดอกนั้น บานแล้วร่วงหล่น
ทิ้งกลีบลงบน แผ่นดินโหยแห้ง
เลือดบนถนน แม้ข้นขื่นแดง
ก็มิเปลี่ยนแปลง ชะตากรรมใด
พระเจ้ากำหนด อนาคตเรา
เดินทางเปลี่ยวเหงา เจ้าอย่าร้องไห้
คืนสู่โลกหน้า อย่างผาสุกใจ
พระเจ้าบอกร่างกาย...ไม่ใช่
หลังรอยเลือดแห้ง ชะแรงลมฝน
หางนกยูงหม่น ปนกลิ่นแดดเศร้า
เหลือรู้สึกใด ที่เป็นของเรา
ซาบซึ้งนั้นเล่า แปลว่า “เหงาจับใจ”
กาเหว่าหลังห้อง คิดถึงน้องเช่นกัน
มันร้องเพลงหวาน แต่บางวันร้องไห้
คอยเหลียวมองทาง อยู่อย่างห่วงใย
อีซาไปไหน ทำไม...ไม่กลับมา
มองต่าง ‘สมชัย สุวรรณบรรณ’ : บทบาทสื่อใหม่กับการเลือกตั้ง
ที่มา ประชาไท
สุเทพ วิไลเลิศ
19 พฤษภาคม 2554
แน่ นอนว่าการเลือกตั้งทั่วไปที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้านี้ คือหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญที่จะมีผลกระทบต่อประชาชนคนไทยทั้งประเทศในระยะยาว และสื่อจะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งยวดในการนำพาข่าวสารไปให้ประชาชนประกอบการ พิจารณาตัดสินใจเลือกผู้แทนไปทำหน้าที่แทนตนตามวิถีทางประชาธิปไตย
เมื่อ สมชัย สุวรรณบรรณ เขียนบทความเรื่อง “การเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ กับ ปัญหาสื่อชนเผ่า (partisan press)” และเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลข่าวสารปฏิรูปประเทศไทย ของสถาบันอิศรา เมื่อ 17 พ.ค. ที่ผ่านมา ทำให้ผู้เขียนย้อนนึกถึงบรรดาปัญหาอุปสรรคในการเปลี่ยนแปลงสื่อให้เป็น ประชาธิปไตยตลอดระยะเวลากว่าสิบปี เพราะเมื่อมีวาระทางสังคมคราวใด สื่อมักถูกตั้งคำถามถึงบทบาทและการทำหน้าที่เสมอมา แต่ก็น่าแปลกที่ไม่มีการปฏิรูประบบหรือโครงสร้างสื่อที่รัฐผูกขาดกรรมสิทธิ์ อยู่ เพื่อให้สื่อทุกประเภทได้เกิดขึ้นและทำหน้าที่สนองตอบสาธารณะตามบริบทของตน ซ้ำเสียงของสื่อกระแสหลักที่อยากเห็นการปฏิรูประบบกลับแผ่วเบาจนน่าใจหาย
การ เลือกตั้งผู้แทนราษฎรในหนนี้ก็เช่นกัน สมชัย สุวรรณบรรณ ซึ่งดำรงตำแหน่งกรรมการนโยบายขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่ง ประเทศไทย และอดีตหัวหน้าแผนกภาษาไทยของบีบีซี ได้ขมวดปมปัญหาของสื่อไปถึงสิ่งที่เรียกว่า “สื่อชนเผ่า” หรือ partisan press โดยให้นิยามความหมายที่จำกัดและมุ่งเป้าไปที่สื่อใหม่ ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าเป็นประเด็นที่สาธารณชนควรพิจารณาให้ถี่ถ้วนและไม่หลง ลืมด้านที่ไม่ถูกพูดถึง ไม่เช่นนั้นแล้วอาจทำให้ผู้อ่านเข้าใจได้ว่าสื่อที่เกิดขึ้นใหม่เป็นสิ่งที่ ทำลายประชาธิปไตย
พิจารณาจากข้อเขียนดังกล่าวอาจสรุปมุมมองของสม ชัยได้ว่า “สื่อชนเผ่า” หมายถึง สื่อเฉพาะกลุ่มที่มีวาระทางการเมืองและอาจนำพาประเทศไปสู่ระบอบอำนาจนิยมที่ มีลักษณะการปกครองแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จ สื่อสารครอบงำด้วยข้อมูลด้านเดียวจนอาจนำไปสู่การชักชวนให้ละเมิดสิทธิของ ผู้อื่นหรือให้กระทำผิดกฎหมาย โดยมีบุคคลคอยบงการหรือควบคุมสื่อเหล่านี้ และท้ายสุดระบุว่า ปัจจุบันอยู่ในรูปของทีวีดาวเทียม สื่อออนไลน์ และวิทยุชุมชนหรือวิทยุขนาดเล็กของกลุ่มการเมือง
แน่นอนเช่นกันว่า สื่อที่นำพาประเทศไปสู่ระบอบเผด็จการหรือยอมรับอำนาจของ ผู้ทำรัฐประหาร ครอบงำความคิดประชาชน ชักชวนให้ไปทำร้ายหรือฆ่าผู้อื่น รวมทั้งการสื่อสารด้วยถ้อยคำที่ก่อให้เกิดความเกลียดชังทั้งหลาย ย่อมเป็นสื่อที่เป็นปฏิปักษ์กับสังคมประชาธิปไตยและสาธารณชนไม่ควรยอมให้ เกิดขึ้น
หากแต่ข้อเขียนชิ้นนี้ได้ระบุเจาะจงและมุ่งเป้าไปเฉพาะสื่อ ที่เกิดขึ้น ใหม่ โดยหลีกเลี่ยงที่จะกล่าวถึงสื่อกระแสหลักอย่างสื่อของรัฐและสื่อที่เอกชนได้ รับสัมปทานและดำเนินการเชิงพาณิชย์ทั้งวิทยุและโทรทัศน์ ซึ่งต้องหมายรวมถึงสถานีโทรทัศน์สาธารณะอย่างทีวีไทยที่เกิดขึ้นภายหลังการ รัฐประหาร 19 กันยา ด้วย เพราะสื่อกระแสหลักเองก็อาจตกอยู่ในฐานะของสื่อชนเผ่าในนิยามของสมชัยได้ เช่นกันเมื่อพิจารณาในมิติของเนื้อหา และก็ปรากฏให้เห็นชัดเจนในบางรายการของสถานีวิทยุโทรทัศน์ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์
การเกิดขึ้นและแพร่หลายของสื่อใหม่อย่างวิทยุขนาด เล็ก สื่อออนไลน์ และโทรทัศน์ดาวเทียมในปัจจุบัน นอกจากเหตุผลในเรื่องความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการเข้าถึงโดยง่ายแล้ว อีกปัจจัยหนึ่งคือการที่สื่อกระแสหลักไม่สามารถทำหน้าที่ตอบสนองในด้าน ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะได้ครบถ้วน และประการหลังนี้คือประเด็นใหญ่ที่สะท้อนปัญหาเรื่องสิทธิการสื่อสารในสังคม ไทยตลอดมา ทั้งที่จริงสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารและสิทธิในการแสดงความคิดเห็นถือ เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ดังนั้นการอ้างถึงหลักจริยธรรมและจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อกระแส หลักเข้าเทียบกับสื่อใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นจึงเป็นเรื่องผิดฝาผิดตัว เพราะสิทธิในการสื่อสารของประชาชนในสื่อใหม่เป็นคนละเรื่องกับหลักเกณฑ์ของ นักวิชาชีพในสื่อกระแสหลักที่ต้องรับผิดชอบหน้าที่ที่มีต่อสังคม แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะใช้สิทธิในการสื่อสารโดยไม่ต้อง แสดงความรับผิดชอบ
กล่าวโดยสรุปได้ว่า การที่ข้อเขียนเรื่อง“การเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ กับ ปัญหาสื่อชนเผ่า (partisan press)” ของสมชัย สุวรรณบรรณ หลีกเลี่ยงที่จะกล่าวพาดพิงหรือนับรวมเอาสื่อกระแสหลักว่าอาจอยู่ในสถานะ “สื่อชนเผ่า” ได้ตามนิยามที่เสนอ ซ้ำยังนำเอามาตรฐานทางวิชาชีพของสื่อมวลชนหรือสื่อกระแสหลักมาเป็นเครื่อง มือในการมองสื่อใหม่ จึงสะท้อนให้เห็นถึงความระแวดระวังที่มาจากอคติของสื่อกระแสหลัก
และ หากเปรียบการสื่อสารเป็นสนามหรือเป็นพื้นที่สาธารณะที่แต่เดิมสื่อ กระแสหลักเป็นผู้ใช้ประโยชน์โดยอ้างพันธะหน้าที่ที่มีต่อการรับรู้ข้อมูล ข่าวสารของประชาชน เมื่อประชาชนพร้อมที่จะลุกขึ้นมาใช้สิทธิการสื่อสารในทางตรงย่อมควรต้องได้ รับสิทธิในทันทีโดยไม่มีการบ่ายเบี่ยงจากผู้ใช้ประโยชน์เดิม ซึ่งอันที่จริงสื่อกระแสหลักควรต้องมีหน้าที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชน ได้ใช้ประโยชน์และร่วมปกป้องเสรีภาพของสื่อใหม่ เพราะการที่สื่อกระแสหลักจะอ้างเสรีภาพในการแสดงออกของตนเพียงฝ่ายเดียวและ สกัดกั้นเสรีภาพทางความคิดเห็นของสื่อที่เกิดขึ้นใหม่ก็อาจไม่ต่างจากการผูก ขาดอำนาจในการสื่อสารเช่นเดียวกับที่รัฐปฏิบัติเสมอมา
แต่ประเด็น ที่ผู้เขียนคิดว่ามีความสำคัญในช่วงเวลาที่จะมีการเลือกตั้ง นี้ คือการตั้งคำถามถึงบทบาทของทั้งสื่อใหม่และสื่อกระแสหลัก ว่าจะมีส่วนในการส่งเสริมให้เกิดประชาธิปไตยที่มีคุณภาพได้อย่างไร และจะทำเช่นไรให้ประชาชนทุกกลุ่มอุดมการณ์ที่แตกต่างกันได้มีพื้นที่และมี ส่วนร่วมทางการเมืองในทุกระดับ และการใช้สื่อในทางการเมืองจะมีกรอบกติกาที่ชัดเจนและทุกฝ่ายพอจะยอมรับร่วม กันได้อย่างไร
ท้ายสุดในภาวการณ์ที่ยังไม่มีกลไกอิสระอย่าง กสทช. เข้ามาทำหน้าที่กำกับดูแลสื่อทั้งวิทยุและโทรทัศน์ กระทั่งออกใบอนุญาตให้กับสื่อใหม่ที่เกิดขึ้นแล้วอย่างวิทยุชุมชน วิทยุธุรกิจขนาดเล็ก เคเบิลทีวี และโทรทัศน์ดาวเทียม ซึ่งเป็นปมปัญหาตลอดมาในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างสื่อในสังคมไทยให้เป็น ประชาธิปไตย แต่วาระเฉพาะหน้ากับการเลือกตั้งที่ใกล้จะมาถึงนี้กลับเป็นโจทย์ท้าทายสื่อ ใหม่ให้แสดงคุณค่าต่อสาธารณะ แล้วเราจึงอาจตอบได้ว่าสื่อใหม่เกิดมาเพื่อธำรงประชาธิปไตยได้มากน้อยเพียง ใด
ไม้หนึ่ง ก.กุนที: วันนั้น วันนี้ ปีนี้ ปีกลาย
ที่มา ประชาไท
เสื้อแดงรำลึก 1 ปีสลายการชุมนุมแยกราชประสงค์
ที่มา ประชาไท
'เครือข่ายประชาธิปไตย' จัดเวทีรำลึก 19 พ.ค.ที่สวนลุม ทำพิธีสาปแช่งผู้บงการสังหารหมู่ปชช.
ที่มา ประชาไท
เครือ ข่ายประชาธิปไตย จัดเวทีรำลึก 1 ปี 19 พ.ค. ที่สวนลุม ทำพิธีเผาพริก-เกลือสาปแช่งผู้บงการสังหารหมู่ประชาชน รณรงค์ยกเลิกกฎหมายอาญามาตรา 112 ปล่อยนักโทษการเมือง
(19 พ.ค.54) เวลา 18.00 น. เครือข่ายประชาธิปไตย (คปต.) ตั้งเวทีปราศัยบริเวณลานพระบรมรูป ร.6 สวนลุมพินี โดยมีประชาชนเสื้อแดงทยอยเข้าร่วมราว 500-600 คน กิจกรรมบนเวทีประกอบด้วยพิธีเผาพริกเผาเกลือสาปแช่งผู้บงการและผู้กระทำการ สังหารหมู่ประชาชนในการชุมนุมเมื่อปีที่แล้ว โดยแบ่งออกเป็นพิธีตามภาคต่างๆ ทั้งภาคกลาง ภาคอีสาน ตะวันตก เหนือ รวมถึงภาษาเขมร พร้อมให้เหตุผลว่าต้องใช้วิธีนี้เพราะวิธีอื่นๆ ไม่ได้ผลแล้ว
นอก จากนี้ยังมีการปราศัยจากนักวิชาการ อาทิ สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ สุดา รังกุพันธุ์ โดยชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการยกเลิกกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเล่นงานฝ่ายตรงข้าม โดยยกกรณีของสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ สมยศ พฤกษาเกษมสุข และนักโทษการเมืองรายอื่นๆ ที่ปัจจุบันยังถูกคุมขัง พร้อมแจ้งว่าวันที่ 22 พ.ค.นี้ แดงสยามจะจัดกิจกรรมรณรงค์ปล่อยนักโทษการเมืองที่หน้าเรือนจำ ในเวลา 16.00น. ด้วย
ขณะ ที่บริเวณข้างเวทีมีการตั้งโต๊ะเพื่อให้ประชาชนเข้าชื่อ 10,000 ชื่อเพื่อยกเลิกมาตรา 112 และกฎหมายด้านความมั่นคง 3 ฉบับ (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน. พ.ร.บ.ความมั่นคง และกฎอัยการศึก) ผ่านทางรัฐสภา
นอก จากนั้น ยังมีกิจกรรมดนตรีจากศิลปินต่างๆ อาทิ วัฒน์ วรรลยางกูรและวงท่าเสา ชาย อิสระชน การร้องเพลงประสานเสียงจากจิ้น กรรมาชน สมบัติ บุญงามอนงค์และคณะ รวมถึงละครเล่าเหตุการณ์ช่วง 13-19 พ.ค.ปีที่แล้วจากกลุ่มประกายไฟการละครด้วย ขณะที่กิจกรรมโดยรอบ มีผู้ชุมนุมบางส่วนนำสีชอล์กมาวาดรูป-เขียนข้อความที่พื้น จำลองเหตุการณ์การเสียชีวิตของผู้ชุมนุมเมื่อวันที่ 19 พ.ค.53 พร้อมตะโกน "ที่นี่มีคนตาย" ด้วย
สำหรับ เครือข่ายประชาธิปไตย เปิดตัวเมื่อวันที่ 3 เม.ย.ที่ผ่านมา เพื่อทำกิจกรรมรณรงค์ยกเลิกมาตรา 112 และปล่อยผู้ต้องหาที่ต้องโทษกฎหมายหมิ่นฯ ให้ได้รับเสรีภาพหรือการประกันตัว โดยประกอบด้วยกลุ่มเสื้อแดงจากจังหวัดสตูล พัทลุง ราชบุรี สิงห์บุรี นครปฐม ปทุมธานี กรุงเทพฯ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม สมุทรปราการ ชลบุรี ตราด ลพบุรี นครราชสีมา อุบลราชธานี อุดรธานี นครสวรรค์ พะเยา ลำปาง เชียงราย กลุ่ม 24 มิถุนา แดงสยาม แดงตะวันออก สมัชชาสังคมก้าวหน้า พลังแดงชะอำ พลังหญิง สหายสีแดง ตัวแทนจากสหภาพแรงงาน สหภาพครู ทนายความ กลุ่มศิลปิน พระสงฆ์ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย แนวร่วม LA และแดงเสรีชนเยอรมัน
ศาลปกครองสูงสุดสั่ง ปปง.ชดใช้ 5 เอ็นจีโอ ฐานเชื่อบัตรสนเท่ห์สั่งตรวจสอบการเงิน
ที่มา ประชาไท
โปรดเกล้าฯชลิตเป็นองคมนตรีใหม่
ที่มา Thai E-News
พล อากาศเอก ชลิต พุกผาสุก เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผบ.ทอ.และรองประธานคมช.คนที่1 (นั่งขวาสุด)เข้าเฝ้าฯทั้งสองพระองค์ พร้อมกับคณะคมช. และพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี เมื่อคืนวันที่ 19กันยายน 2549
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
พระ บาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศ ว่า ตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งองคมนตรี ตามประกาศลงวันที่ 8 เมษายน พุทธศักราช 2551 แล้วนั้น
บัดนี้ ทรงพระราชดำริเห็นเป็นการสมควรแต่งตั้งองคมนตรีเพิ่มขึ้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 12 ประกอบกับมาตรา 13 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุก เป็นองคมนตรี ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 18 พฤษภาคม พุทธศักราช 2554 เป็นปีที่ 66 ในรัชกาลปัจจุบัน
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี
อนึ่ง พลอากาศเอกชลิต เป็นอดีตผู้บัญชาการทหารอากาศ และเป็นรองประธานคมช. ซึ่งทำรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549
ปราบดา หยุ่น-ทราย เจริญปุระผนึก8นักเขียนดังล่าชื่อนักเขียนแก้112 หยุดใช้คดีหมิ่นฯปิดกั้นเสรีภาพ
ที่มา Thai E-News
หมายเหตุไทยอีนิวส์:นัก เขียนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งประกอบไปด้วย บินหลา สันกาลาคีรี,ปราบดา หยุ่น,ทราย เจริญปุระ,วาด รวี,ดวงฤทัย เอสะนาชาตัง,ซะการีย์ยา อมตยา,กิตติพล สรัคคานนท์ และ วรพจน์ พันธุ์พงศ์ ได้ทำจดหมายเปิดผนึกถึงเพื่อนนักเขียนไทยทั่วประเทศ เรื่อง: ขอเชิญร่วมลงชื่อในการเรียกร้องให้มีการแก้ไขมาตรา 112 และยุติการใช้ข้อกล่าวหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพปิดกั้นการแสดงออกและแสดงความ คิดเห็นทางการเมือง
ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้
เพื่อน นักเขียนทุกท่าน เรา - นักเขียนผู้มีรายชื่อในท้ายจดหมายฉบับนี้ เชื่อว่าท่านคงเห็นด้วยว่า เสรีภาพในการแสดงออกและแสดงความคิดเห็น คือหัวใจสำคัญของการเป็นนักเขียนในสังคมประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นงานเขียนประเภทใด ไม่ว่าจะเป็นนักเขียนผู้ทำงานเขียนเพื่อเลี้ยงชีพ หรือเป็นนักเขียนผู้ผลิต “งานสร้างสรรค์” ไม่ว่าจะเป็นนักเขียนผู้มีอุดมการณ์ ศรัทธา และความเชื่อส่วนตัวเช่นไร เสรีภาพในการแสดงออกและแสดงความคิดเห็น ถือเป็นพื้นฐานสำคัญเบื้องต้นที่เอื้อให้นักเขียนทุกคนทุกแขนงในสังคม ได้มีพื้นที่ มีอิสรภาพ และมีโอกาสในการพัฒนาทั้งคุณภาพผลงานและทั้งคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่โดยเท่า เทียมกัน
เมื่อใดก็ตามที่เสรีภาพในการแสดงออกและแสดงความคิดเห็นตก อยู่ในสภาวะบอบบาง อ่อนแอ และสั่นคลอน สถานภาพของการเป็นนักเขียนในสังคมประชาธิปไตยย่อมตกอยู่ในสภาวะบอบบาง อ่อนแอ และสั่นคลอนไปด้วย ผลกระทบเบื้องต้น คือการหยุดชะงักของโอกาสในการพัฒนาความรู้ ความคิด และการสร้างสรรค์งานเขียน เนื่องเพราะถูกจำกัดขอบเขตการแสดงออกและการสานต่อทางปัญญา ผลกระทบขั้นรุนแรงกว่าคือการต้องใช้ชีวิตและทำงานภายใต้บรรยากาศอันมืดมิด ภายใต้ความหวั่นวิตกถึงการสูญเสียสิทธิ สูญเสียอิสรภาพอย่างไม่เป็นธรรม และหวาดกลัวต่ออันตรายที่อาจเกิดกับตนเองและครอบครัว
สังคมไทยขณะนี้ มีการนำกฎหมายอาญามาตรา 112 มาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยคนหลายกลุ่มหลายฝ่าย มีการใช้มาตราดังกล่าวในการข่มขู่คุกคาม กระทั่งฟ้องร้องดำเนินคดี คุมขังและริดรอนอิสรภาพของประชาชนผู้ถูกกล่าวหาจำนวนมาก ทำให้เห็นว่าสังคมไทยกำลังก้าวล่วงสู่สภาวการณ์ที่เสรีภาพในการแสดงออกและ แสดงความคิดเห็นถูกคุกคามอย่างอยุติธรรมมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ นอกเหนือไปจากความกังวลในฐานะประชาชนที่อาจต้องเผชิญกับการคุกคาม เราในฐานะนักเขียน ย่อมมิอาจนิ่งดูดายและปล่อยให้หัวใจสำคัญของการเป็นนักเขียนและการทำงาน เขียนภายใต้สังคมประชาธิปไตย ต้องตกอยู่ในวิกฤตเช่นนี้
ข้อความสั้น ๆ ของกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่กล่าวว่า:
“ผู้ ใด หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี”ได้ถูกนำมากล่าวอ้างกล่าวหาเพื่อประโยชน์ทางการเมือง เพื่อข่มขู่ ฟ้องร้อง และคุมขังประชาชน
หลาย ครั้งเป็นการตีความกฎหมายโดยกว้าง เช่น แม้แต่การไม่ยืนถวายพระพรเมื่อมีการเปิดเพลงสรรเสริญพระบารมีก็กลายเป็นความ ผิดฐานดูหมิ่นได้
นอกจากนั้น กระบวนการบังคับใช้กฎหมายมาตรานี้ ยังได้ฉวยใช้ความรู้สึกต่อองค์พระมหากษัตริย์ของคนทั่วไป มารวบรัดขั้นตอนการดำเนินคดี ไม่ดำเนินคดีตามกระบวนการที่ถูกต้องเหมาะสมตามกฎหมาย หากแต่เป็นการดำเนินคดีตามอำเภอใจ เช่นสั่งให้มีการไต่สวนโดยปิดลับ และห้ามสื่อมวลชนทำข่าว
จนกระทั่งบัดนี้ แม้แต่สื่อมวลชนและนักวิชาการที่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยของรัฐบาล ซึ่งอภิปรายเรื่องการเมืองที่เกี่ยวเนื่องกับสถาบันกษัตริย์อย่างเป็น วิชาการ ยังถูกฟ้องร้องดำเนินคดีด้วยกฎหมายมาตรา 112 เช่นกัน
หลาย กรณีที่เกิดขึ้น เราไม่สามารถเข้าใจได้ว่าเป็นการ “หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย” อย่างไร นอกจากเป็นเพียงแต่การพยายามนำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ด้วยเหตุผล และข้อมูลทางประวัติศาสตร์อย่างตรงไปตรงมา ด้วยกิริยาและวาจาที่อยู่บนมาตรฐานของมนุษย์ผู้มีอารยธรรม อีกทั้งยังเป็นการแสดงทัศนะที่เกิดจากเจตนารมณ์อันดีต่อสถาบันกษัตริย์และ สังคมไทย เป็นการนำเสนอแนวทางที่จะสร้างความมั่นคงยั่งยืนให้กับสถาบันกษัตริย์ในระยะ ยาว มิได้ลบหลู่ล่วงเกิน หรือต้องการ “ล้ม” สถาบันแต่ประการใด
บรรยากาศ ของความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นในสังคม และพฤติกรรมคุกคามโดยคนบางกลุ่ม เช่น ทหารไทยที่ออกมาตบเท้าข่มขู่ประชาชนและฟ้องร้องนักวิชาการ ตอกย้ำให้เราตระหนักว่า ถึงเวลาแล้วที่สังคมต้องนำกฎหมายอาญามาตรา 112 มาเป็นประเด็นทบทวนพิจารณาปรับปรุงแก้ไขอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันมิให้เสรีภาพในการแสดงออกและแสดงความคิดเห็นของประชาชนถดถอยล้า หลัง ก้าวย่างไปสู่ยุคมืด หรือถูกทำลายลงโดยสิ้นเชิงในที่สุด
ถึง เวลาแล้วที่สังคมไทยต้องแยกแยะ “การล้มสถาบัน” ออกจากการอภิปรายเพื่อนำไปสู่เสถียรภาพทางสังคมในระยะยาว และการปกป้องเสรีภาพในการแสดงออกและแสดงความคิดของประชาชน ภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ใน ฐานะประชาชนชาวไทยผู้มีความเป็นห่วงและกังวลต่อสภาวการณ์บ้านเมืองภายใต้ บรรยากาศของความหวาดกลัว และในฐานะนักเขียนไทยผู้หวงแหนเสรีภาพในการแสดงออกและแสดงความคิดเห็น เราต้องการเรียกร้องให้มีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยเร็วที่สุด และสนับสนุนการนำแนวทางที่ปัญญาชนบางกลุ่มบางท่าน (เช่น กลุ่มนิติราษฎร์ อาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และกลุ่มอื่นๆ) ได้เสนอแนะไว้ในหลายวาระ ขึ้นมาพิจารณาประกอบกัน เพื่อนำไปสู่บทสรุปที่เป็นธรรมและก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สังคมไทย
นอก จากนี้ เราต้องการเรียกร้องให้ผู้ใช้สถาบันกษัตริย์เป็นข้ออ้างในการแสดงบทบาทและ วางอำนาจทางการเมือง เช่น ทหาร ได้ยุติพฤติกรรมดังกล่าว และปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตนเอง หากความสงบสุข ความสามัคคี และความเป็นธรรม คือสิ่งที่ท่านต้องการให้เกิดขึ้นอย่างบริสุทธิ์ใจ
ในสังคม ประชาธิปไตยที่ประกอบด้วยความแตกต่างหลากหลาย การเรียนรู้และแลกเปลี่ยนความเชื่อและความคิดเห็นที่แตกต่าง คือกระบวนการที่ช่วยให้เกิดความมั่นคงในการอยู่ร่วมกัน และช่วยบรรเทาความรุนแรงของความขัดแย้งที่สามารถบังเกิดตามธรรมชาติของสังคม การประนีประนอมนั้นมิได้เกิดจากความกลัว หากแต่เกิดจากการฝากความหวังไว้กับการเรียนรู้ของประชาชน และฝากความเชื่อมั่นไว้กับสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน หากเสรีภาพในการแสดงออกและแสดงความคิดเห็นของประชาชนถูกคุกคามและสั่นคลอน ความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อระบอบประชาธิปไตยและต่อประเทศของตน ย่อมสั่นคลอนเสื่อมถอยอย่างไม่ต้องสงสัย
เพื่อนนักเขียนที่เคารพทุก ท่าน เรา - นักเขียนผู้มีรายนามในท้ายจดหมายนี้ ต้องการเรียกร้องให้มีการทบทวน ปรับปรุง แก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 เพื่อความมั่นคงของประชาธิปไตย เพื่อความเป็นธรรมในสังคม เพื่อความยืนยงของสถาบันกษัตริย์ และเพื่ออนาคตของประเทศชาติ
เรา - นักเขียนผู้มีนามต่อท้ายจดหมายฉบับนี้ มั่นใจว่าเพื่อนนักเขียนทุกท่านตระหนักถึงความสำคัญของเสรีภาพในการแสดงออก และแสดงความคิดเห็น และหากท่านเห็นด้วยกับข้อเรียกร้อง เห็นด้วยว่าต้องยุติการใช้ข้อกล่าวหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาเป็นเครื่องมือ ทางการเมือง เราขอเรียนเชิญให้ท่านร่วมแสดงออกกับเราในครั้งนี้ ด้วยการลงชื่อสนับสนุนข้อเรียกร้องดังกล่าวในฐานะนักเขียน
เราย้ำ ว่าเสียงของท่านมีความสำคัญกับผู้ที่กำลังถูกดำเนินคดีอย่างไม่ ยุติธรรมทุกคน ทั้งในอดีต และในอนาคต เราขอให้ท่านสละเวลาลงชื่อเพื่อร่วมเรียกร้องด้วยกันกับเรา ตามช่องทางที่ระบุไว้ท้ายจดหมายฉบับนี้
19 พฤษภาคม 2554
บินหลา สันกาลาคีรี
ปราบดา หยุ่น
ทราย เจริญปุระ
ดวงฤทัย เอสะนาชาตัง
ซะการีย์ยา อมตยา
กิตติพล สรัคคานนท์
วรพจน์ พันธุ์พงศ์
วาด รวี
หมายเหตุ – ท่านสามารถติดต่อลงชื่อได้ตามช่องทางดังต่อไปนี้
1. ติดต่อกับเจ้าภาพทั้งแปดโดยตรง
2. อีเมล thaiwriteranti112@rocketmail.com
3. http://www.thaipoetsociety.com/index.php?topic=3668.0
4. แฟกซ์: ถึง วาด รวี ที่เบอร์ 02 439 3536
5. จดหมาย: วารสารหนังสือใต้ดิน 825/666 หมู่ 1 ประชาอุทิศ ทุ่งครุ กรุงเทพฯ 10140
6. facebook: UndergroundBuleteen Thailand



