WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, May 21, 2011

เส้นทางการเมืองไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

ที่มา Thai E-News

สบายกว่ากันเยอะเลย-แม้ จะมีคนพูดปลอบใจตัวเองว่าการจับได้เบอร์1กับเบอร์10ไม่แตกต่างกัน แต่เวลาออกหาเสียงนี่มันสบายผิดกันนะ ขณะที่ปู-ยิ่งลักษณ์แค่ยกนิ้วชี้"ท่าดัชนีนาง"ให้กองเชียร์นิ้วเดียวแบบ สบายๆ มาร์ค-อภิสิทธิ์ต้องทำ"ท่าปางห้ามญาติ"สุดประดักประเดิด(ภาพ:เฮียสุริยา ประชาทอล์ก)

โดย ปาแด งา มูกอ
21 พฤษภาคม 2554


ช่วง นี้เป็นช่วงวิสาขบูชา วันมหามงคลของชาวพุทธ ขออนุญาตนำคำสอนของท่าน พุทธทาสภิกขุ มามอบให้พรรคการเมืองทุกพรรค ,บรรดานักการเมือง,นักเลือกตั้ง,นักลากตั้ง ทั้งระดับชาติ,ระดับท้องถิ่น อีกทั้งนักการเมืองรุ่นเก่าและนักการเมืองรุ่นใหม่ รวมถึงประชาชนคนไทยทั่วโลก เพื่อพิจารณา

“ประชาธิปไตย ประโยชน์ของประชาชนเป็นใหญ่ ไม่ใช่ประชาชนเป็นใหญ่ ประชาชนเป็นใหญ่นั้นมันไม่แน่ ประชาชนบ้าบอก็ได้ ประชาชนเห็นแก่ตัว โดยประชาชน ของประชาชน เพื่อประชาชน ถ้าประชาชนเห็นแก่ตัวแล้วฉิบหายหมด”

ระบบ ประชาธิปไตย มันเป็นระบบครองโลกหรือเกี่ยวถึงกันไปหมดทั้งโลก ถ้าว่าระบบนี้มันมืดมิดแล้ว ก็ทั้งโลกมันจะมืดมิด แล้วมันก็กำลังมืดมิด เพราะว่าความเป็นประชาธิปไตยมันไม่ค่อยจะมีทางประชาธิปไตยนั่นฟ้าสางอย่างไร พูดสั้นๆก็ว่า คือการทำให้ศีลธรรมกลับมาเป็นรากฐานของประชาธิปไตย ประชาธิปไตยนี้มันดีต่อเมื่อ มีศีลธรรมเป็นรากฐาน ถ้าไม่มีศีลธรรมเป็นรากฐานมันก็เป็นประชาธิปไตยโกง

ประชาธิปไตยโกง นั่นมันร้ายกาจอย่างไร คือประชาชนทั้งหลายไม่มีศีลธรรม แต่ถือระบบประชาธิปไตย มันก็มีโอกาสที่จะใช้กิเลสของตนอย่างเสรี แต่ละคน ๆ มีเสรีภาพที่จะใช้กิเลสของตนอย่างเต็มที่ แล้วจะทนไหวหรือ ในเมื่อทุกคนใช้กิเลสของตนอย่างเต็มที่

เมื่อประชาชนทุกคนมันไม่มีศีลธรรม มันโกง มันก็เลือกผู้แทนโกง ระวังให้ดี อย่าเป็นประชาชนโกง เลือกผู้แทนโกง มันจะเป็นการทำลายเกินไป

เมื่อ ประชาชนเลือกผู้แทนโกง ก็ได้ผู้แทนโกง ผู้แทนโกงทั้งหลายไปประกอบกันเป็นรัฐสภา ก็เป็นรัฐสภาโกง รัฐสภาโกงไปตั้งคณะรัฐบาล ก็เป็นคณะรัฐบาลโกง เจ้าหน้าที่ทุกคนก็เป็นคนโกง โกงกันทั้งบ้านทั้งเมือง จนกระทั่งพระเจ้าพระสงฆ์ก็ไม่เว้น หรือจะโกงขึ้นไปถึงเทวดา เพราะว่าคนโกงมันทำบุญทำกุศลไปเกิดเป็นเทวดา มันก็เป็นเทวดาโกง โกงกันหมดทั้งจักรวาล แล้วจะอยู่กันได้อย่างไร.

สาธุ สาธุ สาธุ ถือเป็นคำสอนที่ “มนุษย์ขี้เหม็นทุกผู้ทุกนาม” พึงสำเหนียก และรับไว้เพื่อพิจารณาดูตัวเอง ดูคนรอบข้าง และดูไปถึงวงศาคณาญาติของตัวเอง ก็จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและสังคมไทยอย่างมหาศาล โดยไม่ต้องมีการประชาสัมพันธ์ ปลุกระดม หรือโฆษณาชวนเชื่อแต่อย่างใด

ใน เมื่อนำคำสอนของท่าน พุทธทาส เกี่ยวกับเรื่องการเมืองมาฝากท่านผู้อ่านแล้ว ก็ขอพูดถึงเรื่องการเมืองไทยที่กำลังเป็นไฮไลท์และฮอทสุดๆอยู่ในขณะนี้ ที่คุณยิ่งลักษณ์ฯประกาศชิงชัยตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยในการเลือก ตั้ง วันที่ 3 กรกฏาคม 2554 ที่จะถึงนี้

ก็เลยถือโอกาสให้เกียรติและ แนะนำ ให้กับนักการเมืองรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นสุภาพสตรีท่านแรกของประเทศไทย ที่กล้าเข้ามาชิงชัยในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศ ด้วยภาพประกอบเหล่านี้ครับ

ขอให้โชคดี....คุณยิ่งลักษณ์ฯ ขอให้อ่านคำสอนของท่าน พุทธทาส ให้ขึ้นใจ แล้วคุณจะแคล้วคลาดจากภยันตรายทางการเมืองอย่างแน่นอน


บันได 3 ขั้นของเส้นทาง ทางการเมืองของหญิงคนแรก “นารีแดง”

คำแนะนำ บันไดขั้นที่ 1

คำแนะนำ บันไดขั้นที่ 2

คำแนะนำ บันไดขั้นที่ 3 ขั้นสุดท้าย ที่เรียกว่าบันไดขั้น “สังหาร”

อย่าประมาท อย่าประมาท และอย่าประมาท...........

*******
รายงานเกี่ยวเนื่อง:เซียมซีการเมืองเบอร์1VS10คำทำนายสมเด็จโต

คู่หูนกแสกกับแมวดำเริงร่าท้าหลอน

ที่มา Thai E-News




คลิปเพื่อนซี้ นกแสกกับแมวดำ คลิกทะลุ 1.7 ล้านครั้ง

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา ข่าวสดออนไลน์

ข่าวสดออนไลน์ อ้างรายงานจากเดลี่เมล์ ว่า คลิปวิดีโอ เพื่อนซี้ต่างพันธุ์ “นกแสกเล่นกับแมวดำ” มีผู้คลิกเข้าไปชมความน่ารักทางเว็บไซต์ยูทูบเกิน 1.7 ล้านครั้งแล้ว แม้ไม่รู้ว่าต้นตอที่มาของคลิปนี้มาจากไหน แต่ผู้ที่โพสต์คลิปเป็นคนแรกอยู่ที่สเปน

แมวดำท่าทางปราดเปรียว ชื่อ “ฟูม” กับเพื่อนซี้มีปีก ชื่อ “เกบร้า” ชอบเล่นกันในทุ่ง ทุกครั้งที่เกบราร่อนลงพื้น เจ้าฟูมจะวิ่งเหยาะๆเข้าไปหา ซุกไซ้ คลอเคลียอยู่ไม่ห่าง

น่าเสียดาย ที่ฟูมไม่มีปีก มันจึงได้แต่กระโดดตัวลอยอยู่บนอากาศเพียงชั่วพริบตาและพยายามเอื้อมขาตะปบ นกแสก เมื่อเกบราบินโฉบไปมาใกล้ๆ ดูเหมือนแมวตั้งใจจะจับนกให้ได้ แต่ความจริงเป็นการเล่นไล่จับกันตามประสาเพื่อนรัก เวลาที่เล่นต่อสู้ด้วยกัน เกบราดูเหมือนเป็น “พี่” ของเจ้าฟูมเพราะเมื่อฟูมตื่นเต้นเกินไปนิด เกบราก็จะจิกแมวดำเบาๆเพื่อให้มันสงบลง พอเล่นต่อสู้ด้วยกันแล้ว ทั้งคู่ก็จะมาหอมแก้มกันอย่างน่าเอ็นดู แม้แมวดำบินไม่ได้ แต่ทั้งคู่เล่นปีนต้นไม้ด้วยกันได้อย่างสนุกสนาน

เชื่อกันว่าสัตว์ ต่างพันธุ์ที่เข้ากันได้ดีมักเป็นเพื่อนกันตั้งแต่ยังเล็ก ซึ่งคู่นี้ก็ดูเหมือนว่าน่าจะเป็นอย่างนั้นหรืออาจจะเป็นเพราะว่าทั้งคู่มี สัญชาติญาณนักล่าหนูเหมือนกันก็เป็นได้

แม้รายงานข่าวของเดลีเมล์จะ เสนอข่าวในมุมมองน่ารักๆของสัตว์โลกเพื่อนรัก แต่อย่างไรก็ดีคติความเชื่อแบบพื้นบ้านไทยๆนั้นเห็นว่าสัตว์ 2 ประเภทนี้เป็นอัปมงคล มีความเชื่อกันว่าหากนกแสกร้อง หมายถึงร้องทักคนป่วยหนักกำลังใกล้ตาย ส่วนแมวดำนั้นหากกระโดดข้ามโลงศพจะทำให้เป็นผีเฮี้ยน

ตราสัญลักษณ์ที่มุมซ้ายบนจอTVของท่าน

ที่มา Thai E-News

รูปกระต่ายอยู่บนพื้นสีน้ำเงิน มีลายกระหนกสีทอง อันหมายถึงความเจริญรุ่งเรืองของประเทศไทยภายใต้พระบรมโพธิสมภาร

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
21 พฤษภาคม 2554
ตรา สัญลักษณ์ที่ปรากฎบนจอโทรทัศน์ทุกช่อง ตรงมุมซ้ายบนนี้ คือตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 ซึ่งนายศิริ หนูแดง เป็นผู้ชนะเลิศการประกวดออกแบบ ได้รับเงินรางวัล 400,000 บาท

กระทรวงวัฒนธรรม กำหนดว่าตราสัญลักษณ์ที่ส่งเข้าประกวด ได้แก่ การแสดงถึงความหมายและระบุข้อความ “พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554” การแสดงให้เห็นพระเกียรติคุณ และพระบุญญาธิการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การแสดงให้ประจักษ์ในศิลปวัฒนธรรมไทย เอกลักษณ์ของชาติไทย และแสดงความประจักษ์ในความภาคภูมิใจที่ชาวไทยมีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัว

การประกวดครั้งนี้มีผู้สนใจส่งผลงานเข้าประกวด 63 คน จำนวนภาพ 112 แบบ และนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย ในการนี้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระ บรมราชวินิจฉัยเกี่ยวกับตราสัญลักษณ์แล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ภาพตราสัญลักษณ์ ผลงานของ นายศิริ หนูแดง ใช้เป็นตราสัญลักษณ์งาน

สำหรับความหมายตราสัญลักษณ์ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 นั้น ข่าวสดออนไลน์ รายงานว่า

อักษร พระปรมาภิไธย ภ.ป.ร. สีเหลืองทอง อันเป็นสีประจำวันพระบรมราชสมภพ อยู่กลางตราสัญลักษณ์ ขลิบรอบตัวอักษรด้วยสีทอง บนพื้นวงกลมสีน้ำเงิน ล้อมรอบด้วยกรอบโค้งเรียบสีเหลืองทอง หมายความว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นศูนย์รวมดวงใจของคนไทยทั้งชาติ

ด้าน บนอักษรพระปรมาภิไธยเป็นเลข 9 หมายถึงพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 9 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ เลข 9 นั้นอยู่ภายใต้พระมหาพิชัยมงกุฎ อันเป็นเครื่องประกอบพระบรมราชอิสริยยศของพระมหากษัตริย์ และเป็นเครื่องหมายแห่งความเป็นสมเด็จพระบรมราชาธิราช

ถัดลงมาด้านข้างซ้ายขวาของอักษรพระปรมาภิไธย มีลายพุ่มข้าวบิณฑ์สีทอง ซึ่งมีสัปตปฎลเศวตฉัตรประดิษฐานอยู่เบื้องบน

ด้าน นอกสุดเป็นกรอบโค้งมีลวดลายสีทองบนพื้นสีเขียว หมายถึง สีอันเป็นเดชแห่งวันพระบรมราชสมภพ อีกทั้งยังหมายถึงความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ และความสงบร่มเย็น

ด้าน ล่างอักษรพระปรมาภิไธยเป็นรูปกระต่ายสีขาว กระต่ายนั้นทรงเครื่องอยู่ในลักษณะกำลังก้าวย่าง อันหมายถึงปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ ตรงกับปีเถาะ ซึ่งมีกระต่ายเป็นเครื่องหมายแห่งปีนักษัตร

รูปกระต่ายอยู่บนพื้นสีน้ำเงิน มีลายกระหนกสีทอง อันหมายถึงความเจริญรุ่งเรืองของประเทศไทยภายใต้พระบรมโพธิสมภาร

เบื้องล่างตราสัญลักษณ์เป็นแพรแถบสีชมพูขลิบทอง เขียนอักษรสีทอง ความว่า พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554
สำหรับการปรากฎตราสัญลักษณ์นี้บนจอทีวี กระทู้เฉลิมไทย พันทิป รายงาน ว่า เริ่มเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2554 ที่ผ่านมา สถานีโทรทัศน์ ช่อง 11 ได้นำตราสัญลักษณ์ พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7รอบ (84พรรษา) เป็นช่องลำดับแรก ตอนเวลาประมาณ 13.45น. (รายการ กอล์ฟ พาราไดซ์ วันหยุด)

ช่อง ต่อมาที่ได้โชว์ตราสัญลักษณ์บนจอทีวีลำดับที่ 2 ก็คือ ช่อง 5 ได้โชว์ครั้งแรก เมื่อวันศุกร์ที่ 6 พฤษภาคม เวลา 16.15น.(รายการอร่อยช่อง 5)

ช่องต่อมาที่ได้โชว์ตราสัญลักษณ์บนจอทีวี ลำดับที่ 3 ก็คือ ช่อง 7 ได้โชว์ครั้งแรกเมื่อวันศุกร์ที่ 6 พฤษภาคม เวลา 17.00น. (ข่าวค่ำช่วงที่1)

ช่องต่อมาที่ได้โชว์ตราสัญลักษณ์บนจอทีวี ลำดับที่ 4 ก็คือ ช่อง 3 ได้โชว์ครั้งแรกเมื่อวันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคม เวลา 00.00น. (ภ.จีน มือปราบเหนือมิติ)

ช่องต่อมาที่ได้โชว์ตราสัญลักษณ์บนจอทีวี ลำดับที่ 5 ก็คือ ช่อง 9 ได้โชว์ครั้งแรกเมื่อวันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคม เวลา 01.00น.

และ ช่องสุดท้ายที่ได้โชว์ตราสัญลักษณ์บนจอทีวี ลำดับที่ 6 ก็คือ ช่อง Thai PBS ได้โชว์ครั้งแรกเมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 พฤษภาคม เวลา 17.00น. (ข่าวภาคเย็น)

และมีปรากฎตราสัญลักษณ์นี้ในสถานีข่าวTNN24 ของTRUE VISION และNATION CHANNELด้วยในเวลานี้

ทั้งนี้มีประกาศจากร้านชะล่อมธงไทยทางเวปไซต์พันทิปว่า
จำหน่าย ธงตราสัญลักษณ์ครบ 7 รอบ ธงตราสัญลักษณ์ใหม่ สวยงาม สำหรับ อบต เทศบาล โรงเรียน โรงงาน หน่วยงานราชการ ราคาโรงงาน สนใจติดต่อ 0865225721 0812987446 ราคา12-800บาท ขายปลีกและส่ง โดยจัดส่งทั่วโลก

Friday, May 20, 2011

อภิสิทธิ์ ถูกเสื้อแดงทวงถามความเป็นธรรม

ที่มา Voice TV



Voice News ประจำวันศุกร์ที่ 20 พ.ค.54 (19.00 น.)

- อภิสิทธิ์ ถูกเสื้อแดงทวงถามความเป็นธรรม

- ศอฉ. หลักการสวนทางกับข้อเท็จจริง

- ศึกสัญญาณ 3 จี ยังไม่จบ

อภิสิทธิ์ ถูกเสื้อแดงทวงถามความเป็นธรรม

คนเสื้อแดงตะโกนขอความเป็นธรรม จากเหตุสลายการชุมนุม กับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลางวัดไร่ขิง ส่วนนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ลงพื้นที่หาเสียงครั้งแรก ชูนโยบายแก้ปัญหาปากท้องประชาชน

ศอฉ. หลักการสวนทางกับข้อเท็จจริง

เปิดรายงานข้อเท็จจริงเหตุสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง นักวิชาการตั้งข้อสังเกตการตัดสินใจและปฏิบัติการของศอฉ. มีหลักการ แต่สวนทางกับข้อเท็จจริง

ศึกสัญญาณ 3 จี ยังไม่จบ

ศึกสัญญาณ 3 จียังไม่จบ ดีแทคเตรียมยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลปกครอง ระบุหากปล่อยให้ดำเนินการ จะเกิดการผูกขาดและสร้างความเสียหายต่อธุรกิจโทรคมนาคมทั้งระบบ

ยิ่งลักษณ์พร้อมคารวะ ประธานองคมนตรี และผบ.ทบ

ที่มา Voice TV



'ยิ่งลักษณ์' พร้อมเข้าคารวะ ประธานองคมนตรี และผบ.ทบ หากได้เป็นนายกฯ

หลังจากที่แต่ละพรรคการเมืองได้ส่งสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นับจากนี้เป็นต้นไป การลงพื้นที่หาเสียงเลือกตั้งของแต่ละพรรคก็จะเข้มข้น และดุเดือด ยิ่งขึ้น จนกว่าจะถึงวันเลือกตั้งเลยทีเดียว
วันนี้ (20 พฤษภาคม 2554) รายการ Hot Topic ร่วมพูดคุยกับนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อ อันดับ 1 ของพรรคเพื่อไทย และเป็นผู้หญิงคนแรกของประเทศไทยที่ลงชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
นางสาวยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า การลงสมัครชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ ที่ถูกวิจารณ์เป็นนอมินีและโคลนนิ่งมาจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เขา ไม่ได้เป็นนอมินี เพราะมีวิธีคิดและการทำงานที่แตกต่างกัน และการตัดสินใจลงสมัครส.ส.บัญชีรายชื่อครั้งนี้ เป็นการตัดสินใจร่วมกันของครอบครัว ไม่ใช้เป็นความประสงค์ของพ.ต.ท.ทักษิณ
“การเป็นน้องสาวของพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นจุดแข็งหรือจุดอ่อนของการลงสมัครเลือกตั้งในครั้งนี้” น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ไม่ได้มองว่าเป็นจุดแข็งหรือจุดอ่อน แต่เป็นความต้องการที่จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาให้กับประชาชน เพราะตนเองได้ผ่านประสบการณ์ทำงานทางธุรกิจมาแล้ว
ในส่วนของข้อครหาจากพรรคประชาธิปัตย์ที่ว่า “ถ้าได้เป็นนายกแล้วจะมุ่งแก้ปัญหาให้กับคนเสื้อแดง และล้างความผิดให้ พ.ต.ท.ทักษิณ นั้น เขากล่าวว่า เรื่องของการนิรโทษกรรม จะต้องได้รับความเห็นพ้องร่วมกันบนหลักการที่จะทำให้เกิดความปรองดอง และความเป็นธรรม ซึ่งถ้าประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยก็จะทำ ส่วนจะขัดแย้งกับความต้องการของคนเสื้อแดงหรือไม่นั้น จะต้องคุยกับทุกฝ่ายอีกครั้งหนึ่ง
เมื่อถามว่า คนที่ชื่อ ป.ปู (น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) กับป.ประยุทธ์ (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) จะเข้ากันได้หรือไม่นั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ยินดีที่จะเข้าไปพุดคุย เพื่อข้อคำแนะนำและปรึกษา เช่นเดียวกับพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ที่ถูกมองว่า ป็นผู้ต่อต้านระบอบทักษิณ

คลิปบรรยากาศครบ1ปีสลายการชุมนุมราชประสงค์-บก.ลายจุด ร้องเพลงรำลึกหน้าวัด

ที่มา มติชน



รับชมข่าว VDO

ที่ วัดปทุมวนาราม เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 19 พ.ค. นายสมบัติ บุญงามองนค์ หรือบก.ลายจุด แกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง พร้อมกลุ่มคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่ง เดินทางมาทำกิจกรรมรำลึกครบรอบ 1 ปี เหตุการณ์สลายการชุมนุม เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 53 ซึ่งทั้งหมดรวมตัวกันที่ด้านหน้าประตูวัด พร้อมร่วมร้องเพลงชื่อ "เดิมพัน" , "เพลงนักสู้ธุลีดิน" และ "เพลงกำชัย"


ทั้ง นี้ นายสมบัติ กล่าวถึงที่ผ่านมาคนเสื้อแดงได้รับบทเรียนอะไรจากระยะเวลาที่ผ่านมาบ้างว่า คนเสื้อแดงเรียนรู้ว่า คนที่มีอำนาจในรัฐบาลที่เราไม่ได้คาดหวังอะไร สามารถใช้มาตรการที่เกินเลยกว่าที่พวกเราคาดคิดได้ ซึ่งกล่าวได้ว่า สิ่งที่แกนนำรัฐบาลทำนั้นเป็นสิ่งที่โหดร้ายและเลือดเย็น


เมื่อ ถามว่า จากบทเรียนที่ผ่านมา จะส่งผลต่อการต่อสู้ในอนาคตอย่างไร นายสมบัติกล่าวว่า ทำให้เราเรียนรู้ที่จะระมัดระวังมากขึ้น เมื่อมีวาระหรือความจำเป็นใดๆ ก็จะมาชุมนุมรวมตัวกันที่นี่


สำหรับ การชุมนุมวันที่ 19 พ.ค. 2554 กลุ่มคนเสื้อแดงได้มารวมตัวที่บริเวณแยกราชประสงค์ เพื่อรำลึกเหตุการณ์สลายการชุมนุมในปีที่ผ่านมา กิจกรรมในงานมีการจัดพิธีกรรมทางศาสนา พร้อมกับการปราศรัยจากเหล่าแกนนำคนเสื้อแดง นอกจากนี้ ยังมีเหล่าญาติ หรือ ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 ขึ้นเวทีบอกเล่าประสบการณ์ในเหตุการณ์ด้วย


ทั้งนี้ เวลา 17.30 น. ในบริเวณที่ชุมนุมได้เกิดฝนโปรยปรายลงมาพักใหญ่จนเหล่าผู้ชุมนุมต้องกางร่ม กำบังฝนกันถ้วนหน้ากลายเป็นทะเลร่มกลางถนนราชดำริไป

กษัตริย์หล่อขวัญใจชาวโลก "จิ๊กมี่ เคซาร์ นัมเกล วังชุก" แห่งภูฎานจะอภิเษกสมรสกับ "สามัญชน"

ที่มา มติชน







สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กษัตริย์จิ๊กมี่ เคซาร์ นัมเกล วังชุก แห่งภูฎาน พระชนมายุ 31 ปี จะทรงอภิเษกสมรสแล้ว หลังจากพระองค์ได้ประกาศพระราชประสงค์ดังกล่าวระหว่างการเปิดวาระสมัยประชุม รัฐสภาภูฎาน

ด้านเจ้าหน้าที่จากกระทรวงสารนิเทศภูฎานเปิด เผยว่า กษัตริย์จิ๊กมี่ ได้เป็นประธานเปิดวาระสมัยการประชุมรัฐสภาเมื่อเช้าวันศุกร์นี้ และระหว่างนั้น พระองค์ได้ประกาศว่าจะทรงอภิเษกสมรสในเดือนต.ค.ขณะที่สื่อมวลชนท้องถิ่น รายงานว่า เจ้าสาวของพระองค์เป็นสามัญชน มีชื่อว่า "น.ส.เจ็ตซัน เปมา"

รายงานระบุว่า การประกาศดังกล่าวจะถือเป็นการอภิเษกสมรสของราชวงศ์โลกครั้งที่สามในรอบปีนี้ หลังจากเจ้าชายวิลเลี่ยม ได้ทรงเษกสมรสกับพระคู่หมั้นเคท มิดเดิลตัน ที่วิหารเวสต์มินเตอร์ ท่ามกลางการเฝ้าชมของประชาชนทั่วโลก ขณะที่เจ้าชายอัลเบิร์ต ที่ 2 แห่งราชวงศ์โมนาโค ก็มีกำหนดจะเษกสมรส กับน.ส.ชาร์ลีน วิตต์สต๊อก พระคู่หมั้น ซึ่งมีดีกรีเป็นแชมป์ว่ายน้ำ ในเดือนก.ค.นี้

ทั้งนี้ สำหรับภูฎาน ได้เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบกษัตริย์อยู่ ภายใต้รัฐธรรมนูญ เมื่อปี 2008 หลังจากประเทศนี้ได้แก้ไขรัฐธรรมนูญ และจัดการเลือกตั้งรัฐสภาเป็นครั้งแรก

การเมืองสไตล์"แอ๊บ-แบ๊ว" เบอร์อะไร ชูนิ้วแบบไหน หาเสียงให้โดนวัยโจ๋!!!!!

ที่มา มติชน



หลัง จากที่บรรดาพรรคการเมืองจับสลากหมายเลขประจำพรรคการ เมืองที่ใช้ในการเลือกตั้งที่กำลังจะถึงในวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 กันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว บรรดาแกนนำ ผู้นำขบวน หัวคะแนน รวมถึงกองเชียร์ผู้สนับสนุนต่างก็หยิบยกเลขเบอร์ที่จับได้ไปใช้ในเชิง จิตวิทยา ตีความแง่บวก ด้าน"โชค"อย่างนู้น มีความหมายอย่างนี้ ทรงคุณค่าอย่างนั้น เพื่อสร้าง"การจดจำ"ให้กับประชาชน ที่จะเข้าคูหาไปกาหมายเลขพรรคการเมืองที่ถูกใจของตัวเอง


แล้วถ้าจะเป็นการเข้าถึง เรียกร้องความสนใจจากบรรดา "วัยรุ่น" บ้างล่ะ ?


มติชนออนไลน์ หยิบยกเอาตัวอย่างท่าทาง ประกอบ อะแด๊บเป็นตัวเลขต่างๆ ผ่านรูปถ่าย ซึ่งอาจจะเป็นข้อแนะนำให้พรรคการเมืองไม่ว่าจะขนาดใหญ่ กลาง เล็ก หรือโนเนมหยิบยืมไปใช้หาเสียงกับน้องๆ วัยรุ่นที่เพิ่งมีสิทธิ์เลือกตั้ง เมื่อมีอายุ 18 ปี บริบูรณ์(ขึ้นไป)กันบ้าง


เรามาดูกัน เวลาหาเสียงกับวัยรุ่น ท่าทางการ ทั้ง"แอ๊บ" ทั้ง "แบ๊ว" ที่จะสื่อไปถึงพรรคการเมืองต่างๆ จะเป็นอย่างไร...
























ลับเฉพาะ! เมื่อ"ยิ่งลักษณ์"พูดถึง"หลังบ้าน"และลูกชาย

ที่มา มติชน



รับชมข่าว VDO

วันนี้ "น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ผู้สมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ อันดับที่ 1 ถูกจับจ้อง อย่างใกล้ชิด

เพราะถ้า พรรคเพื่อไทยของเธอได้รับชัยชนะ เหนือพรรคคู่แข่ง เธอ(อาจ) ได้เป็นนายกรัฐมนตรี

เป็นนายกรัฐมนตรี คนแรกของประเทศไทย ที่เป็นผู้หญิง

ฉะนั้นแล้ว เรื่องส่วนตัวของเธอ ย่อมเป็นที่อยากรู้ของคนทั่วไป


"มติชนออนไลน์"นำเสนอ บทสัมภาษณ์พิเศษของ"ปู"ที่พูดเรื่องส่วนตัว ในหลายๆ เรื่อง

สมาชิกในครอบครัวคิดอย่างไรที่เข้ามาเล่นการเมือง

สามี (นายอนุสรณ์ อมรฉัตร ) เนี่ยทำงานอยู่บริษัททำธุรกิจมือถือ ชื่อ บริษัทเอ็มลิ้งค์ ลูกชายอายุ 9 ขวบ ครอบครัวเราก็เหมือนเป็นมืออาชีพในการทำงานบริหาร จะมีเวลาให้ครอบครัวก็ในช่วงวันเสาร์ -อาทิตย์ ก่อนจะตัดสินใจมาทำงานการเมือง ก็ได้คุยกันแล้ว สามีพูดให้คิด 2 มุม คือการมาทำงานการเมืองก็ต้องเจอกับแรงกดดันทางการเมือง เขาถามว่าจะรับได้ไหม เราก็บอกว่าถ้าตั้งใจมาทำงานประชาชนก็ให้โอกาสเรา สิ่งที่เข้ามาในการเมืองก็ต้องอดทน แต่ก็อยากเห็นการเมืองแบบทุกคนอาสามาทำงานมากกว่า ไม่ใช่มาเล่นการเมืองอย่างเดียว ส่วนลูกชายก็จะถามเรื่องเวลาว่าจะน้อยลงแค่ไหน เขาก็บอกแล้วแต่แม่ ฉะนั้น เราต้องมั่นใจและหนักแน่น ที่สำคัญคือไม่อยากให้อะไรมากระทบกับลูก เพราะไม่อยากให้ลูกมองการเมืองเป็นสิ่งที่น่ากลัว

พ.ต.ท.ทักษิณระบุว่าคุณยิ่งลักษณ์คือโคลนนิ่ง

ต้อง แยกส่วนเหมือนกัน เรื่องโคลนนิ่งก็คือโคลนนิ่งในฐานะที่เป็นสายเลือดเดียวกัน แล้วส่วนของการทำงานและตัวเองก็ทำงานบริษัท มีโอกาสเรียนรู้วิสัยทัศน์การทำงานของท่านมาตั้งแต่เริ่มก่อร่างสร้างตัวก็ จะเข้าใจในเรื่องวิธีคิดหลักคิดของธุรกิจ รวมไปถึงหลักคิดทางการเมือง ท่านเลยใช้คำว่าโคลนนิ่งทางความคิด แต่ในเรื่องของการทำงานนั้นเราเป็นตัวของตัวเอง เพราะว่าการทำงานเราไม่สามารถฟังโดยที่เจ้าตัวเอง ผู้ที่ตัดสินใจนั้นไม่มีพื้นฐานความรู้

ฉะนั้นเราต้องมี พื้นฐานความรู้ในการเปิดรับฟังจากทุกฝ่าย และสุดท้ายแล้วเราตัดสินใจ ท่านเรียกร้องอยากเห็นการเกิดประชาธิปไตยที่แท้จริง สำหรับประเทศไทย ตรงนั้นเป็นโจทย์ใหญ่ที่ท่านเรียกร้อง ท่านอยากเห็นบ้านเมืองก้าวเข้าสู่หลักนิติธรรมมากกว่า อันนี้คือสิ่งที่ท่านเป็นนายกฯที่มาจากระบบการเลือกตั้ง ฉะนั้น ท่านอยากเห็นระบบการเลือกตั้งที่เป็นไปอย่างยุติธรรมเกิดขึ้นกับเมืองไทย

มีหลายคนเชื่อว่าคุณปูเป็นนารีขี่ม้าขาวในตำนาน

เอา เป็นว่านารีขี่ม้าขาวนี่ไม่กล้ารับ (ยิ้ม) เพราะว่า นารีในประเทศไทยมีเยอะ มีคนที่เก่งมีความสามารถอีก ขออนุญาตไม่รับ ต้องขอขอบคุณทุกท่านที่ให้เกียรติ

เมื่อโลกใหม่ดิ้นรนจะบังเกิด และโลกเก่ากำลังตาย ?

ที่มา ประชาไท

Anthropology News Volume 51, Issue 4, April 2010 ปีที่แล้วนี่เอง เป็นฉบับว่าด้วย “มานุษยวิทยาและวารสารศาสตร์”

วันจันทร์ที่ผ่านมา [16 พ.ค.] ไปงาน Public forum: Reflection for the Thai Media in the post-2010 political violence เป็นเวทีสาธารณะจัดโดย สมาพันธ์สื่อมวลชนแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAPA) ร่วมกับสมาคมนักข่าวฯ และสถาบันข่าวอิศรา

มี หลายคนพูดถึงจริยธรรมสื่อ ถึงเรื่อง objectivity ที่ “เป็นมาตรฐาน” ของสื่อมวลชน บางคนก็ว่าจริยธรรมมันต้องมีจริยธรรมเดียว จะสื่อเก่าสื่อใหม่ก็ตาม ไม่งั้นก็ไม่ใช่สื่อมวลชน เป็นสื่อเฉพาะกลุ่ม เป็น "สื่อเทียม" บางคน (รวมถึงผมเอง) ก็ว่า อย่าเอาคุณค่าที่สื่อเก่าเห็นว่าดีว่าชอบ มาครอบงำกดทับสื่อใหม่

สมชัย สุวรรณบรรณ กรรมการนโยบาย ThaiPBS ที่เพิ่งเขียนบทความเรื่อง “สื่อชนเผ่า” ลงเว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลข่าวสารปฏิรูปประเทศไทยไปเมื่อไม่นานนี้ ก็เคยเขียนบทความลงกรุงเทพธุรกิจไว้เมื่อต้นปีว่า “สื่อจะต้องยึดถือหลักภาวะวิสัย objectivity” ถ้าไม่ยึดหลักนี้ ก็เป็น “สื่อเฉพาะพวก” (partisan press) หรือ “สื่อชนเผ่า” (tribal media) 1

แต่ อะไรคือ objectivity ที่คนเหล่านี้หมายถึง มันมี objectivity ที่เป็นหนึ่งเดียว สากล และข้ามกาลเวลาอย่างที่นักวิชาชีพหลายคนเขาพยายามจะบอกไหม ?

พอพูดถึง “ชนเผ่า” วิญญาณน้อยๆ ของนักเรียนมานุษยวิทยามันก็สะกิดเรียกนะครับ อะไรมันจะผีเน่าโลงผุไปกว่านี้

ประเด็น แรกสุดเลยที่ผมจำได้ว่าเรียนในชั้นเรียนมานุษยวิทยา ก็คือเรื่อง ภววิสัย (objectivity) และ อัตวิสัย (subjectivity) ซึ่งดูว่าผมเองจะมีใจโอนเอนไปทาง อัตวิสัย หรือ อัตวิสัยร่วม (inter-subjectivity) เสียมากกว่า ภววิสัย

ในฐานะผู้สังเกต ผมเชื่อว่าตัวเราเองก็หนีไม่พ้นการให้คุณค่ากับสิ่งรอบๆ ตัวโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว

ดัง นั้นอย่าทำเหนียมทำเนียน หลอกตัวเองหรือคนอื่นว่าสิ่งที่เรารายงานหรือบันทึกนั้นมันเป็นภววิสัย บอกกันตรงๆ ไปดีกว่า ว่ามันเป็นอัตวิสัย มีอคติ จากนั้นก็ไปแสดงให้เห็นว่ามันมีอคติตรงไหนอย่างไร ให้มากเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อให้คนอ่านได้ทราบอย่างชัดเจน

David Weinberger (@dweinberger) ซึ่งตอนนี้เป็นนักวิจัยอยู่ที่ศูนย์เบิร์กแมนเพื่ออินเทอร์เน็ตและสังคม เสนอไว้ในบทความ Transparency is the new objectivity ว่า ความโปร่งใสและการเปิดเผยกระบวนการทำงาน จะเป็นสิ่งที่มาทดแทนภววิสัย และเราพ้นจากยุคของกระดาษ (Age of Papers) มาสู่ยุคของลิงก์ (Age of Links) แล้ว ดังนั้นมันจึงเป็นไปได้ที่จะทำให้ข่าวนั้นน่าเชื่อถือ ด้วยการลิงก์ไปยังที่มาของข้อมูล ให้ผู้อ่านตรวจสอบเองได้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นไปไม่ได้ในสมัยก่อนที่ข่าวยังพิมพ์บนกระดาษ (ทำให้ผู้อ่านต้องเชื่อใจในนักข่าว นั่นเป็นพื้นที่ที่ authority ทำงาน ซึ่งในปัจจุบัน สถานการณ์มันเปลี่ยนไปแล้ว)

Dan Gillmor (@dangillmor) นักหนังสือพิมพ์ที่เขียนหนังสือเกี่ยวกับสื่อพลเมือง We the Media: Grassroots Journalism By the People, For the People ก็พูดคล้ายๆ กัน เขาเห็นว่าแนวคิดเรื่องภววิสัยนั้น เป็นสิ่งที่เพิ่งจะถูกสร้างมาเมื่อไม่นานมานี้นี่เอง ตัวมันเองก็มีปัญหา และเขาก็คิดว่าเราทำไม่ได้หรอกในฐานะมนุษย์ที่ย่อมมีอคติ ในบทความ The End of Objectivity เขา เสนอว่านอกจากเรื่อง ความโปร่งใส แล้ว ยังมีอีก 3 ตัวคือ ความละเอียดถี่ถ้วน ความเที่ยงตรง และความเป็นธรรม ที่เขาเสนอว่า ถ้าทำ 4 อย่างนี้ร่วมกัน ก็น่าจะแทนภววิสัยได้

(ประเด็นเรื่องการเปิดเผยแหล่งที่มาของข้อมูล ดูต่อเรื่อง วิกิลีกส์กับวารสารศาสตร์, วารสารศาสตร์ข้อมูล, และ open public data – ข้อมูลเปิดภาคสาธารณะ)

การเปิดเผยแบบนี้แหละคือคุณค่าที่เราจะยอมรับด้วยกันได้ James Poniewozik (@poniewozik) นักข่าวของ TIME แนะนำว่านักข่าวต้องไม่ซ่อนอัตวิสัยของตัวเอง และปิดท้ายบทความของเขาว่า “วัน เวลาแห่งการทำราวกับว่าบรรดานักหนังสือพิมพ์นั้นเป็นหุ่นยนต์ผลิตข่าวที่ไม่ มีอารมณ์นั้นจบลงแล้ว แล้วนั่นก็เป็นเรื่องดี ความน่าเชื่อถือที่สร้างบนความเปิดเผยนั้น ย่อมแข็งแรงกว่าความน่าเชื่อถือที่สร้างบนนิยายที่ตกลงให้เชื่อร่วมกัน” (The days of pretending that journalists are dispassionate infobots are ending. And that’s good: trust built on openness is stronger than trust built on an agreed-upon fiction.)

นี่อาจจะคล้ายกับที่นัก มานุษยวิทยาพยายามอธิบายขั้นตอนการเข้าไปสู่สนาม ความสัมพันธ์ของผู้เขียนกับผู้คนในสนาม การได้มาซึ่งข้อมูล ความรู้สึกของผู้เขียน ฯลฯ ที่ปรากฏอยู่ในการเขียนชาติพันธุ์นิพนธ์ นั่นคือมันไม่ได้พยายามบอกว่าสิ่งที่เล่านั้นปราศจากคุณค่าการตัดสิน หากแต่อธิบายว่า ด้วยวิธีการไหนและในเงื่อนไขอะไรที่ข้อมูลเหล่านี้ถูกทำให้ปรากฏ

หรือ ถ้าพูดถึงการรายงานการประเมินต่าง ๆ มันก็จำเป็นต้องมีส่วนหนึ่ง ที่อธิบายว่าใช้ตัวชี้วัดอะไรบ้าง ทำไมถึงเลือกใช้ตัวชี้วัดพวกนั้น และวิธีการวัดวัดยังไง วัดตอนไหน ในเงื่อนไขอะไร ฯลฯ คือถึงจะบอกว่าการประเมินนี้ “เป็นภววิสัย” ไม่เข้าข้างใคร ทำไปตามตัวชี้วัดบนกระดาษ แต่เราปฏิเสธได้ไหมว่า ตัวชี้วัดและการเลือกตัวชี้วัดนั้น ไม่ใช่เรื่องอัตวิสัยในตัวมันเอง ? 2

ไม่ว่าจะ new objectivity หรือ end of objectivity (หรือ “Old Objectivity is dead. Long live the Objectivity.”) ประเด็นก็คือว่านิยามของภววิสัยมันเปลี่ยนได้ ดังนั้นการพูดว่างานชิ้นนี้ “มีภววิสัย” ลอย ๆ มันไม่ได้ช่วยอะไร สิ่งที่จะช่วยคือ แสดงให้เห็นสิว่างานชิ้นดังกล่าวมีที่มาอย่างไร หรืออะไรที่คุณนับว่าเป็น “ภววิสัย” ? เปิดให้เห็นกระบวนการการทำข่าวของคุณสิ เปิดให้เห็นกระบวนการประเมินของคุณสิ

การแสดงกระบวนการทำข่าวให้เห็น ทำให้ผมนึกถึงบทความอีกชิ้นคือ Product v. process journalism: The myth of perfection v. beta culture เขียนโดย Jeff Jarvis (@jeffjarvis) นักข่าวและอาจารย์วารสารศาสตร์ที่ CUNY เขา พูดถึงความขัดแย้งของวัฒนธรรมและวิธีทางวารสารศาสตร์ ที่ค่ายหนึ่งมองข่าวว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องสมบูรณ์เพอร์เฟ็กต์ กับอีกค่ายหนึ่งที่มองข่าวเป็นกระบวนการที่นักข่าวทำร่วมกับคนอื่นๆ และในระหว่างนั้นนักข่าวก็ต้องยอมรับและบอกต่อสาธารณะด้วย ว่าตัวเองไม่รู้อะไรและอยากรู้อะไร แล้วก็ค่อยๆ พัฒนาข่าวด้วยกันไป เหมือนซอฟต์แวร์ที่มีรุ่นเบต้าและก็อัปเดตกันไปเรื่อยๆ

ถ้าเทียบกับ ทวิตเตอร์ ก็คืออย่าไปนับว่า ทวีตหนึ่งทวีตนั้น เป็นผลิตภัณฑ์ข่าวที่จบในตัวมันเอง แต่ให้มองทั้งไทม์ไลน์ที่กำลังวิ่งไป ว่ามันเป็นกระบวนการข่าว ที่ไม่มีวันจบสิ้น รายงานไป แก้ไป อัปเดตข้อมูลใหม่ๆ ไป — ผู้เขียนบล็อก Complex Interplay (ซึ่งเป็นนักข่าววิทยาศาสตร์) บอกว่ามันเหมือนกับว่า เราเน้นที่การเดินทาง ไม่ใช่ที่จุดหมาย

ความ ขัดแย้งของ “สื่อเก่า” กับ “สื่อใหม่” มันจึงไม่ใช่เพียงการแย่งชิงพื้นที่ในเชิงทรัพยากรคลื่นความถี่ แบนด์วิธ หรือช่องทางเสนอข่าวอื่นๆ แต่ยังเป็นความขัดแย้งในระดับการค้นหาความรู้หรือญาณวิทยาอีกด้วย

“เก่า” และ “ใหม่” ที่ห้อยท้ายคำว่าสื่อ จึงไม่เพียงหมายถึงเทคโนโลยี แต่ยังหมายถึง “คุณค่าเก่า” กับ “คุณค่าใหม่” ที่ไม่ลงรอยกัน ว่าจะนับว่าอะไรเป็นความรู้ จะนับว่าอะไรเป็นพื้นที่สาธารณะ และจะนับว่าอะไรสำคัญควรค่าแก่การพูดถึงในพื้นที่สาธารณะดังกล่าว

“แท้จริงแล้ว วิกฤตสังคมเป็นผลมาจากการที่สิ่งเก่ากำลังตายไป และสิ่งใหม่ถูกขัดขวางมิให้ก่อเกิด ในระหว่างรัชสมัยเยี่ยงนี้ อาการวิปลาสนานาชนิดจะสำแดงตัวออกมา”

“The crisis consists precisely in the fact that the old is dying and the new cannot be born; in this interregnum a great variety of morbid symptoms appear.”

อันโตนิโอ กรัมชี่ (1971)

ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์ พูดถึงวรรคนี้ของกรัมชี่เมื่อเกือบสองสัปดาห์ที่แล้ว ในปาฐกถา 70 ปี ชาญวิทย์ฯ หัวข้อ ยุคเปลี่ยนผ่านวรรณกรรมไทย วรรณกรรมไทยยุคเปลี่ยนผ่าน

* ภาพประกอบโดย See-ming Lee สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ CC by-sa


1สำหรับเรื่องสื่อชนเผ่า นี่ใครสนใจ หมายถึง ชนเผ่าจริง ๆ เลยน่ะ ลองดูเล่มนี้นะครับ The indigenous public sphere: the reporting and reception of Aboriginal issues in the Australian media ว่า ด้วยเรื่องของชนพื้นเมืองในออสเตรเลียครับ ผมไม่เคยอ่านหรอกนะ เห็นแค่รีวิว แต่เคยอ่านบางบทของหนังสืออีกเล่มของผู้ร่วมเขียน คือเล่มที่ชื่อ The Public Sphere: An Introduction โดย Alan McKee ผมว่าเล่มนี้สนุกดี พูดถึงพื้นที่สาธารณะในวัฒนธรรมสมัยนิยม ใน 5 ประเด็นใหญ่ คือ อะไรคือเรื่อง ‘ส่วนตัว’ หรือเรื่อง ‘ไร้สาระ’ ในพื้นที่สาธารณะ ?, คุณค่าของสื่อที่ถูกทำให้เป็นการค้ามันด้อยค่ากว่าจริงหรือ ?, นำเสนอแบบหวือหวาแล้วมันยังไง ?, การที่ต่างคนต่างคุยในพื้นที่สาธารณะของตัวเองมันเป็นเรื่องแย่จริงหรือ ?, คนรุ่นใหม่ไม่สนใจการเมืองจริงรึเปล่า ? … ทั้งหมดผมคิดว่าหลักใหญ่ใจความก็คือ “เราจะนับว่าอะไรเป็นพื้นที่สาธารณะ” ? (แล้วเรากันใครออกไปบ้าง ?)

2 นี่เป็นประเด็นอันหนึ่ง ที่ผมคิดว่ากลุ่มอาจารย์มหาวิทยาลัยกว่า 400 คน คัดค้านมาตรฐานอุดมศึกษา “TQF” ของ สกอ. – ไม่ใช่ว่าพวกเขาจะไม่เอาการประเมินด้วยตัวชี้วัด แต่พวกเขาตั้งคำถามว่าตัวชี้วัดที่สกอ.เสนอมานั้น จะวัดสิ่งที่สกอ.ต้องการได้จริงหรือ และกรอบการวัดดังกล่าวมีความโน้มเอียงไปทางบางกลุ่มวิชา (แต่สกอ.ไม่ได้แจ้งถึงความโน้มเอียงนี้ ทำราวกับว่ามันเป็นกลาง และเป็นสากลใช้ได้กับทุกสาขาวิชา) — ติดตามเรื่องนี้ได้ที่ virtualdialogue.wordpress.com

0000000

หมายเหตุ: เผยแพร่ครั้งแรกที่ http://bact.cc/2011/new-media-new-objectivity/