ที่มา มติชน
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีพรรคประชาธิปัตย์รับคำท้าดีเบตเรื่องนิรโทษกรรม แต่จะส่งนายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นคู่ต่อกร ว่า พร้อมจะดีเบตกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แต่ถ้าพรรคประชาธิปัตย์จะส่งนายชำนิ มา คงไม่พร้อม เพราะไม่ใช่นักกฎหมาย ไม่ใช่คู่ปรับของตนในสภาผู้แทนราษฎร ช่วงที่ผ่านมาคู่ต่อสู้ของตน คือ นายอภิสิทธิ์
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Saturday, May 21, 2011
"เฉลิม"เมินดีเบตนิรโทษกรรมกับ"ชำนิ"อ้างไม่ใช่นัก กม.-คู่ปรับ ลั่นต้องเป็น"มาร์ค"เท่านั้น
"ยิ่งลักษณ์"จูง"น้องไปป์"สักการะพระธาตุ"ดอยสุเทพ" เสื้อแดงให้กำลังใจล้น
ที่มา มติชน
"ยิ่งลักษณ์"จูง"น้องไปป์"สักการะพระธาตุ"ดอยสุเทพ" เสื้อแดงให้กำลังใจล้น
ที่ วัดพระธาตุดอยสุเทพวรวิหาร เมื่อวันที่ 21 พ.ค. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ อันดับ 1 พรรคเพื่อไทย พร้อม ด.ช.ศุภเสกข์ อมรฉัตร หรือน้องไปป์ บุตรชาย ได้เดินทางไปกราบสักการะ ผูกผ้า และสรงน้ำพระธาตุดอยสุเทพวรวิหาร ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ท่ามกลางกลุ่มคนเสื้อแดงและผู้ให้การสนับสนุนที่รอต้อนรับและให้กำลังใจเป็น จำนวนมาก
มาร์ค19พ.ค.
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ เหล็กใน
มันฯ มือเสือ
การเมืองโหมดเลือกตั้งเข้มข้นน่าติดตามขึ้นทุกวัน
ได้เห็นคู่ชิงนายกฯ ชัดเจนไปแล้ว วันนี้ทุกพรรคการเมืองก็ได้หมายเลขประจำพรรคไว้หาเสียงกันเรียบร้อย
ในส่วนผู้สมัครส.ส.ระบบปาร์ตี้ลิสต์ของแต่ละพรรคก็เปิดเผยชื่อเสียงเรียงลำดับให้เห็นแล้วเช่นกัน
ฮือฮาแต่ไม่น่าแปลกใจคือปาร์ตี้ลิสต์พรรคเพื่อไทย
ที่ปรากฏชื่อ 3 แกนนำนปช.ในอันดับต้นๆ คือ จตุพร พรหมพันธุ์ อันดับ 8 ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อันดับ 9 และน.พ.เหวง โตจิราการ อันดับ 19
เมื่อออกมาเช่นนี้แน่นอนต้องถูกฝ่ายตรงข้ามตั้งคำถามโจมตีว่า เป็นการตอบแทนคนเสื้อแดงที่เคลื่อนไหวเพื่อทักษิณมาตลอดหรือไม่
คำตอบคืออาจจะจริงส่วนหนึ่ง แต่ไม่ทั้งหมด
เพราะอย่าลืมว่าปัจจุบัน ทักษิณยังเป็นนัก โทษหลบหนีอยู่ต่างประเทศ ถูกหมายหัวไล่ล่าจากรัฐบาล จนไม่กล้ากลับมาเมืองไทย
ทรัพย์สิน ที่ถูกยึดไปหลายหมื่นล้านก็ไม่ได้คืน พรรคการเมืองที่ลงทุนลงแรงสร้างไว้ก็โดนยุบแล้วยุบอีก แถมยังถูกอดีตลูกน้องคนใกล้ชิดทรยศหักหลัง
เรียกว่าทุกอย่างภายใต้การเคลื่อนไหวของเสื้อแดง ทักษิณมีแต่ทรงกับทรุด
ส่วนเรื่องยุบสภาเลือกตั้งใหม่ก็เป็นการตัดสินใจของนายกฯอภิสิทธิ์ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเสื้อแดงหรือทักษิณแม้แต่น้อย
การที่แกนนำเสื้อแดงมีชื่ออยู่ในปาร์ตี้ลิสต์ จึงน่าจะเป็นการวางกลยุทธ์ดูดซับคะแนนเสียงมากกว่า
เพราะอย่างวันนี้ดูไม่ออกแล้วว่าใครมีแฟนคลับมากกว่ากันระหว่าง "ณัฐวุฒิ" ปากดี กับ "อภิสิทธิ์" ดีแต่ปาก
เมื่อพูดถึงคนเสื้อแดงแล้วก็ต้องพูดถึงวันครบรอบ 1 ปีเหตุการณ์ 19 พฤษภา 53 ที่เพิ่งผ่านไปเมื่อวันพฤหัสฯ
หลายคนเฝ้ารอฟังว่าอภิสิทธิ์ จะมีคำกล่าวอะไรออกมาหรือไม่ เพราะ 19 พฤษภา 53 คือเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในยุคอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ
มีคนตายกว่า 90 ศพ บาดเจ็บร่วม 2,000 คน
แต่ก็ต้องเก้อ เนื่องจากไม่มีอะไรหลุดจากปากของผู้นำรัฐบาล
ไม่มีคำกล่าวแสดงความเสียใจอย่างเป็นทางการ ไม่มีคำกล่าวขอโทษใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งที่เหยื่อตายเจ็บถึงจะต่างสีแต่ก็เป็นคนไทย
แล้วอย่างนี้จะไม่ให้สงสัยนโยบายปรองดอง ลดความแตกแยกในบ้านเมือง จะเป็นจริงในทางปฏิบัติได้อย่างไร
ถ้าประชาธิปัตย์กลับมาเป็นรัฐบาล
ปูลุยตลาด-แก้แพง เลิกชั่งไข่ มาร์คเปิดแคมเปญ
ที่มา ข่าวสด
ปูลุยตลาด-แก้แพง เลิกชั่งไข่ มาร์คเปิดแคมเปญ งัดนโยบาย"วันแรกทำทันที" ชทพ.คว้า"มนต์สิทธิ์ คำสร้อย" ภท.ชูจิ้นไม่ดีแต่พูด-เมินดีเบต สมัครปาร์ตี้ลิสต์วันที่ 2-เหงา
แม่ ค้าแห่กรี๊ด"ยิ่งลักษณ์"เดินหาเสียงตลาดบางกะปิรับฟังความเดือดร้อนประชาชน พบข้าวของราคาแพงขึ้น คนจนเดือด ร้อน ลั่นถ้าได้ เป็นรัฐบาลจะแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ รวมถึงยกเลิกขายไข่แบบชั่งกิโลด้วย ยืนยันไม่ขาดคุณสมบัติผู้สมัครส.ส.วอนขอโอกาสทำงานรับใช้ประชาชน ด้านประธานกกต.ชี้ไม่มีปัญหากรณีคุณสมบัติ แต่ถ้าร้องเรียนมาก็พร้อมจะตรวจสอบ เคาะแล้วค่าใช้จ่ายหาเสียงส.ส.ต้องไม่เกิน 1.5 ล้านต่อคน ด้านมาร์คลงพื้นที่เมืองกาญจน์เปิดตัวกำนันเซียะ เย้ยนโยบายจำนำข้าวจะทำให้ล้นสต๊อก ซัดซื้อคอมพ์ให้เด็กแพงกว่านโยบายเรียนฟรีของปชป. ชพน.เปิดตัวมนต์สิทธิ์ คำสร้อย ลง ส.ส.มุกดาหาร
ย่ำตลาด - น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นำทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยหาเสียงที่ตลาดบางกะปิ กทม. รับปากถ้าเป็นรัฐบาลจะแก้ไขปัญหาสินค้าแพงเป็นอันดับแรก และยกเลิกไข่ชั่งกิโล เมื่อ 20 พ.ค.
กกต.เคาะเงินหาเสียงคนละ 1.5 ล.
เมื่อ วันที่ 20 พ.ค. ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ถ.วิภาวดีรังสิต นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกกต. กล่าวว่า ที่ประชุม กกต.มีมติเห็นชอบกำหนดค่าใช้จ่ายในการหาเสียงของผู้สมัครรับเลือกตั้งส.ส. ปี 2554 ในวงเงิน 1.5 ล้านบาทต่อคน และตนจะลงนามให้มีผลบังคับใช้โดยเร็วที่สุด ส่วนงบประมาณที่ กกต. กลางจะจัดสรรให้กกต.จว. เพื่อเตรียมความพร้อมจัดการเลือกตั้งนั้น คาดว่าจะส่งงบประมาณลงพื้นที่ได้ในวันที่ 24 พ.ค.นี้ ทั้งนี้ กกต.กลางขอให้ กกต.จว.ศึกษาขั้นตอนและจัดสรรการใช้ให้เพียงพอต่อการเลือกตั้งหรือ ควรสำรองงบไว้ หากต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ด้วย
เมื่อถามถึงกรณีมี กระแสข่าวน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัครส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นน้องสาวของพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ อาจขาดคุณ สมบัติบางประการ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับคดียึดทรัพย์ของพ.ต.ท.ทักษิณ นายอภิชาตกล่าวว่า ในขณะนี้ยังไม่ถือว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ขาดคุณ สมบัติการสมัครรับเลือกตั้ง ต้องรอให้มีการร้องเรียนเข้ามาก่อน กกต.จึงจะพิจารณาได้ แต่คดีดังกล่าวของพ.ต.ท.ทักษิณที่น.ส.ยิ่งลักษณ์เข้าไปเกี่ยวข้องไม่ใช่คดี อาญา และการพิพากษาคดีต้องถึงที่สุดแล้วเท่านั้นจึงจะถือว่าขาดคุณสมบัติ
ยันยิ่งลักษณ์ไม่ขาดคุณสมบัติ
วัน เดียวกัน นายบุญทรง เตริยาภิรมณ์ อดีตส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย คนใกล้ชิดนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ พี่สาวน.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้สัมภาษณ์ถึงการตั้งข้อสังเกตว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์อาจขาดคุณสมบัติลงสมัครส. ส. เนื่องจากเกี่ยวข้องกับคดียึดทรัพย์ของพ.ต.ท.ทักษิณว่า ยืนยันว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ได้มีปัญหาเรื่องคุณสมบัติที่จะลงสมัครส.ส.เลย ทางพรรคและฝ่ายกฎหมายได้ตรวจสอบกันอย่างรอบคอบแล้ว ส่วนเรื่องส่วนตัวอื่นๆ นั้นน.ส.ยิ่งลักษณ์ก็สามารถตอบและชี้แจงได้หมด จึงไม่น่าจะมีปัญหาอะไร มองว่ากว่าจะถึงวันเลือกตั้งเราคงจะได้เห็นการขุดคุ้ยเรื่องส่วนตัวต่างๆ ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ออกมาเปิดประเด็นมากขึ้น เพื่อให้สังคมคลางแคลงใจ เป็นการพยายามใช้วิชามารเพื่อไม่ให้เลือกพรรคเพื่อไทย และคนที่คิดได้แบบนี้ก็มีอยู่พรรคเดียวเท่านั้น
"อยากให้สังคมแยก ระหว่างคุณสมบัติของผู้สมัครส.ส. กับคดีความต่างๆ ออกจากกัน เรื่องคดีความตัดสินไปแล้ว หลายเรื่องไม่มีความผิด บางเรื่องเป็นโมฆะ วันนี้คุณปูเป็นเพียงผู้สมัครส.ส. ยังไม่ได้เป็นนายกฯ หรือฝ่ายบริหาร เราตรวจสอบคุณสมบัติครบถ้วน ยืนยันว่ามีคุณสมบัติครบ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าวันข้างหน้าคุณปูได้เป็นฝ่ายบริหารประเทศ ก็ต้องทำตามขั้นตอนของกฎหมาย เช่นในเรื่องการห้ามถือครองหุ้นเกิน 5 เปอร์เซ็นต์ หรือห้ามถือหุ้นในบริษัทที่รับสัมปทานกับรัฐ" นายบุญทรงกล่าว
ยิ่งลักษณ์พร้อมเลิกชั่งไข่ขาย
เวลา 07.00 น. ที่ตลาดสดบางกะปิ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 พร้อมแกนนำและทีมงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย อาทิ นายโอฬาร ไชยประวัติ นายวิรุฬห์ เตชะไพบูลย์ นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล น.ส.สุณีย์ เหลืองวิจิตร นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรค และนายภักดีหาญส์ หิมะทองคำ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขตบางกะปิ ลงพื้นที่ตลาดบางกะปิ ใช้เวลา 1 ชั่วโมง โดยมีพ่อค้าแม่ค้ามอบดอกกุหลาบแดงให้กำลังใจ พร้อมชูป้ายสนับสนุนว่า "ช่วยแก้ปัญหาราคาสินค้าแพง และอยากได้นายกฯ เป็นผู้หญิง" ท่ามกลางความสนใจของประชา ชนที่มาจับจ่ายซื้อของ ทั้งนี้ ทีมงานของน.ส. ยิ่งลักษณ์ได้กำชับให้ระวังเรื่องจับจ่ายสินค้าหรือรับของจากพ่อค้าแม่ค้า เพราะเกรงจะถูกร้องเรียนหรือจับผิดได้ ซึ่งบรรยา กาศเป็นไปด้วยดี ไม่มีกลุ่มคนป่วนหรือตะโกนขับไล่
น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ทีมงานพรรคมารับทราบปัญหาของประชาชน ซึ่งพบว่าสินค้าใน ท้องตลาดราคาสูงขึ้น ทำให้ประชาชนลำบาก จึงเป็นภารกิจแรกที่พรรคให้ความสำคัญและแก้ปัญหาเร่งด่วน โดยจะดูในภาพรวมทั้งการลดค่าใช้จ่ายต้นทุนการผลิต ค่าขนส่งให้มีประสิทธิภาพ รวมทั้งการกระจายสินค้าให้มีมาตรฐาน เพื่อป้องกันการผูกขาด เช่น เรื่องไข่ชั่งกิโล ที่มีปัญหาเรื่องการขนส่ง หากเข้ามาทำงานคงจะยกเลิกระบบดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ จากการลงพื้นที่ได้รับการตอบรับจากประชา ชนเป็นอย่างดี และดีใจที่ประชาชนให้โอกาสเข้ามาร่วมแก้ปัญหา ซึ่งยุทธศาสตร์การหาเสียงจากนี้จะลงพื้นที่แลกเปลี่ยนความเห็นประชา ชนกลุ่มต่างๆ เพื่อเป็นข้อมูลในการปฏิบัติงาน หากพรรคมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลจะได้ดำเนินการทันที
ไม่ขาดคุณสมบัติ-ขอโอกาสทำงาน
เมื่อ ถามถึงกระแสข่าวว่าทีมกฎหมายของพรรคกังวลเรื่องคุณสมบัติว่าอาจมีปัญหาขาด คุณสมบัติ น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ไม่กังวลเพราะมีการตรวจสอบคุณสมบัติเรียบร้อย ไม่มีปัญหา เมื่อถามย้ำว่ากังวลหรือไม่ว่าเรื่องคดีความของพ.ต.ท.ทักษิณจะส่งผลกระทบต่อ เรื่องคุณสมบัติ น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกัน ยืนยันว่าตนทำตามกฎกติกา ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ทุกอย่าง และอยากขอโอกาสให้พรรคเพื่อไทยเข้ามาแก้ปัญหาให้ประชาชนและสร้างรายได้ระยะ ยาว ต่อข้อถามว่าหากเข้ามาเป็นรัฐบาลจะยกเลิกนโยบายเก่าของพรรคประชาธิปัตย์หรือ ไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า สิ่งใดที่เป็นเรื่องดีจะคงไว้ เพื่อไม่ให้ประชาชนเสียประโยชน์ แต่ถ้าสิ่งใดต้องปรับปรุงแก้ไขจะทำให้ดีขึ้น
จากนั้นเวลา 08.30 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์พร้อมผู้บริหารและแกนนำพรรคได้เดินทางมายังศูนย์ประสานงานผู้ สมัครส.ส.เขตบาง กะปิ ย่านคลองจั่น เพื่อหารือกับทีมงาน ทั้งนี้ มีหญิงกลางคนมานั่งรอพบน.ส.ยิ่งลักษณ์ เพื่อยื่นจดหมายปิดผนึกสีขาวจ่าหน้าซองถึง พ.ต.ท.ทักษิณ โดยระบุว่าต้องการฝากจดหมายที่เขียนให้กำลังใจไปถึงพ.ต.ท.ทักษิณ แต่ไม่ทราบที่อยู่ จึงต้องมาฝากผ่านน.ส.ยิ่งลักษณ์ด้วยตัวเอง
อ่านรายละเอียดทั้งหมด คลิ้กที่นี่
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 21/05/54 บริหารการเพศระหว่างประเทศ
ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท
ผู้บริหาร สูงสุด ดุจ..ขั้นเทพ
ไอเอ็มเอฟ ยุคฟูเฟื่อง กระเดื่องฟ้า
แต่จิตใจ หมกมุ่น วุ่นกามา
ชีวิตพา เวียนวน ไม่พ้นกรรม....
บริหาร กองทุน ไม่วุ่นหรอก
หากนอกคอก คราไหน ต้องใจช้ำ
เอากิเลส ตัณหา มาครอบงำ
ล่วงถลำ ดำดิ่ง เข้าสิงตน....
เผยสันดาน ทาสแท้ ไม่แคร์สื่อ
ด้วยยึดถือ มักได้ ไร้เหตุผล
กลายเป็นเรื่อง สามานย์ ประจานคน
คิดสัปดน แหลกเหลว สุดเลวทราม....
บริหาร การเพศ เหมือนเปรตร้อง
เสียงกึกก้อง ส่อเสียด คำเหยียดหยาม
พฤติกรรม ต่ำช้า น่าประณาม
จึงจบตาม ความวิปริต ของจิตใจ....
ผู้บริหาร กองทุน วุ่นเรื่องเซ็กซ์
จึงโยกเยก สั่นคลอน เพราะอ่อนไหว
จะร้องหา ความเชื่อถือ จากมือใคร
ขออาลัย ไอเอ็มเอฟ ยุค..เสพย์กาม....
วันนี้เบาๆ ไม่เกี่ยวกับบ้านเรา แต่ใกล้ตัวเราครับ
ขอบคุณครับ
๓ บลา / ๒๑ พ.ค.๕๔
ญาติผู้ต้องขังวอนอัยการสูงสุดถอนฟ้องตั้งข้อหาแรงเกินจริงยันเจตนาสู้เพื่อประชาธิปไตย
ที่มา ประชาไท
ญาติ ผู้ต้องขังแดงเรียกร้องความเป็นธรรมต่อกรรมการสิทธิฯ และอัยการสูงสุด พร้อมอ่านแถลงการณ์พวกเขาถูกขังเพียงเพราะมาเรียกร้องประชาธิปไตย
20 พ.ค. 2554 เวลาประมาณ 11.00 น.กลุ่มญาติผู้ต้องขังคดีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม ประมาณ 20 คน ได้เดินทางไปยื่นหนังสือถึง นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ประธานอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อขอความเป็นธรรมให้กับพี่น้องเสื้อแดงที่ถูกกุมขังทั่วประเทศที่ยังไม่ ได้รับสิทธิในการประกันตัว ณ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ อาคารบี โดยมีนายมานพ กระจ่างภักตร์ เจ้าหน้าสำนักงานฝ่ายตรวจสอบด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง เป็นผู้ลงมารับเรื่องหนังสือแทน พร้อมกันนี้ กลุ่มญาติได้มอบข้อมูลผู้ต้องขังในคดีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ทั้งสิ้น 118 คน เป็นผู้ต้องขังที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาทั้งในศาลชั้นต้นและอุทธรณ์ โดยไม่ได้รับการประกันตัว 97 ราย ทั้งนี้ นายมานพกล่าวว่า จะนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของอนุกรรมการฯ แต่อาจล่าช้าสักนิด เพราะเป็นเรื่องใหญ่
ทั้ง นี้ ในระหว่างที่รอตัวแทนจากสำนักงานอัยการสูงสุดลงมารับหนังสือ กลุ่มญาติได้ยืนถือแผ่นป้ายที่มีเรื่องของนักโทษการเมืองในจังหวัดต่างๆ พร้อมทั้งอ่านแถลงการณ์ ซึ่งมีใจความว่า หลังเหตุการณ์สลายการชุมนุมในเดือนพฤษภาคม 2553 มีประชาชนถูกจับกุมคุมขังจำนวนมาก โดยกระบวนการจับกุมจนถึงการพิจารณาคดีมีความไม่เป็นธรรมโดยตลอด คนที่ถูกจับกุมมีทั้งจับผิดตัว ยัดข้อหา ตั้งข้อหาร้ายแรง จนถึงไม่ได้รับการประกันตัว ในโอกาสครบ 1 ปี ของการถูกกักขัง กลุ่มญาติจึงมาเพื่อร้องขอความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรมของประเทศ ผู้ต้องขังเหล่านั้นถูกขังเพียงเพราะพวกเขามาเรียกร้องประชาธิปไตย
รำลึก 1 ปีชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยของคนเสื้อแดงอุบลราชธานี
ที่มา ประชาไท
"กลุ่ม ช่วยเหลือครอบครัวผู้ต้องขังคดีการเมือง เสื้อแดงอุบลราชธานี" ออกแถลงการณ์ "เนื่องในโอกาสครบรอบ 1 ปี การชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยของคนเสื้อแดงอุบลราชธานี" จี้คืนผู้ต้องขังเสื้อแดงให้กับครอบครัว
เมื่อ วันที่ 20 พ.ค. 54 - ที่ จ.อุบลราชธานี กลุ่มช่วยเหลือครอบครัวผู้ต้องขังคดีการเมือง เสื้อแดงอุบลราชธานีได้ออกแถลงการณ์ "เนื่องในโอกาสครบรอบ 1 ปี การชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยของคนเสื้อแดงอุบลราชธานี" โดยมีรายละเอียดดังนี้
|
- เนื่องในโอกาสครบรอบขวบปีการชุมนุมทางการเมืองของคนเสื้อแดงอุบลฯ ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2554 ซึ่งวันเดียวกันนี้เมื่อปีที่แล้ว การชุมนุมจบลงด้วยเหตุเพลิงไหม้ศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี พร้อมกับการถูกสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดง อย่างเหี้ยมโหดที่กรุงเทพมหานคร - การชุมนุมของคนเสื้อแดง เป็นการชุมนุมของมวลชนผู้รักประชาธิปไตย มวลชนคนเสื้อแดงกำเนิดจากศรัทธาในพรรคการเมืองและนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นที่มาของรัฐบาลที่ได้ชื่อว่าเป็นรัฐบาลของพวกเรา โดยพวกเรา และเพื่อพวกเรา เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ แต่ผู้มีอำนาจบาตรใหญ่กลับปฏิเสธสิทธิเสียง และได้ปล้นอำนาจของเราไปด้วยการรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลของประชาชน อย่างไร้ยางอาย - ในปีที่ผ่านมาการชุมนุมของคนเสื้อแดง เป็นไปตามวิถีทางประชาธิปไตย พวกเราไม่ต้องการรัฐบาลที่ไม่ชอบธรรม และเพียงต้องการให้มีการยุบสภาและมีการเลือกตั้งใหม่ แต่การเรียกร้องซึ่งเป็นเรื่องสามัญในระบอบประชาธิปไตย กลับถูกปิดตาย และท่ามกลางการชุมนุมของมวลมหาประชาชนคนเสื้อแดงที่ยิ่งใหญ่ ผู้มีอำนาจกลับทำทุกอย่างที่จะรักษาอำนาจของตนเองไว้ ด้วยการปลุกปั่น สร้างสถานการณ์ จนนำไปสู่การใช้กองกำลังเจ้าหน้าที่สลายการชุมนุม ทำให้มีผู้เสียชีวิตร่วม 93 คน และบาดเจ็บอีกนับพัน เหตุการณ์ในครั้งนี้ยังเป็นเรื่องติดค้างที่พวกเราจะติดตาม ให้ผู้มีส่วนรับผิดชอบต่อการเจ็บการตายของประชาชน ถูกนำตัวมาลงโทษให้ถึงที่สุด - ในกรณีเหตุเพลิงไหม้ศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี จนเป็นเหตุให้มีการจับกุมคนเสื้อแดงในข้อหาผู้ก่อเหตุ และจนบัดนี้ก็ยังมีผู้ต้องขังอีก 21 คน ที่อยู่ในขั้นการไต่สวนพิจารณาคดี และถูกคุมขังที่เรือนจำจังหวัดอุบลฯ ในโอกาสครบรอบปีของเหตุการณ์เรามีข้อเรียกร้องต่อผู้เกี่ยวข้องดังนี้ - ประการแรก คดีเผาศาลากลางจังหวัดอุบลฯ ต้องถูกพิจารณาในฐานะคดีการเมือง การพิจารณาคดีนี้ไม่อาจมองว่าเป็นเรื่องอาชญากรรมตามปกติ และเรื่องนี้ไม่อาจพิจารณาตัดตอนแยกส่วนจากการชุมนุมที่เกิดขึ้นก่อนหน้า นั้น และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่อุบลฯ ก็ไม่อาจพิจารณาโดยตัดตอนแยกส่วนจากเหตุการณ์ที่กรุงเทพฯ การแสดงออกของมวลชนที่อุบลฯ เป็นปฏิกิริยาตอบสนองต่อการใช้อำนาจรัฐ ซึ่งพวกเขาเห็นว่า รัฐได้ใช้อำนาจอย่างไร้ความยุติธรรมและป่าเถื่อน การแสดงออกของพวกเขาจึงเป็นการกระทำเชิงสัญลักษณ์เพื่อประท้วงต่อการกระทำ ของรัฐอันเลวร้ายสุดจะทน - ประการที่สอง คดีการเมืองเป็นเรื่องของความขัดแย้ง ที่ต่างฝ่ายต่างใช้อำนาจโต้ตอบไปมาเพื่อเอาชนะกัน เราจึงขอเรียกร้องว่า การพิจารณาคดีต้องไม่มุ่งที่การเอาผิดคนเสื้อแดงแต่ฝ่ายเดียว แต่ต้องมุ่งเอาผิดต่อรัฐบาลและเจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนในการก่อเหตุการณ์ กรณีศาลากลางอุบลฯ ยังมีข้อกังขาว่า ทั้งที่ทางการสามารถประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าได้ แต่เหตุใดเจ้าหน้าที่ของจังหวัดจึงย่อหย่อนอย่างผิดปกติ ต่อการป้องกันการก่อเหตุของผู้ชุมนุม เหตุใดจึงหน่วยที่เผชิญหน้ากับผู้ชุมนุมคือกลุ่มที่ไม่ถูกฝึกมาให้รับมือกับ เหตุการณ์ จนมีการใช้อาวุธปืนกับผู้ชุมนุมโดยไม่จำเป็น จนนำไปสู่การเผาศาลากลางในที่สุด - ประการสุดท้าย ผู้ต้องหาทั้ง 21 คน ต้องได้รับสิทธิการประกันตัว ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามกระบวนการยุติธรรม ผู้รับผิดชอบไม่มีเหตุผลใดอันใดที่จะหน่วงเหนี่ยวคัดค้านการประกันตัว ทั้งนี้มีแนวปฏิบัติต่อผู้ต้องหาในคดีเดียวกันหรือทำนองเดียวกันจำนวนมากที่ ได้รับการประกันตัวอย่างไม่มีปัญหา และคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปองดองแห่งชาติ (คอป.) ซึ่งรัฐบาลได้แต่งตั้งขึ้น ก็ได้เสนอความเห็นมาโดยตลอดว่า ควรให้มีการประกันตัวผู้ต้องขังคนเสื้อแดง รวมทั้งนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เห็นด้วยกับแนวทางการให้ประกันตัวโดยเร็วที่สุด - กระบวนการยุติธรรมของไทย จักต้องคืนความยุติธรรมสู่สังคม คืนผู้ต้องขังเสื้อแดงให้กับครอบครัว อย่าลืมว่าพวกเขาถูกขัง อย่าขังพวกเขาจนลืม
|
ที่มาข่าวและภาพประกอบ: เฟซบุ็กของธีร์ อันมัย
ธรรมะขาว-ดำ’ ไม่ควรยุ่งกับเรยาและการเมือง
ที่มา ประชาไท
สุรพศ ทวีศักดิ์
เป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์มั้งครับ ที่พอละครตอนอวสานจบลงแล้ว มีพระออกมาแสดงธรรมต่อว่า ผู้ชมควรจะได้ “ธรรมะ” อะไรจากละคร
อาจเป็นเพราะก่อนหน้านี้กระทรวงวัฒนธรรมออกมาโชว์ผลงานเซ็นเซอร์ “ความเลว” ของ “เรยา” แห่ง “ดอกส้มสีทอง” ทว่าเกิดปรากฎการณ์ที่คาดไม่ถึง คือกระแสเชียร์เรยาพุ่งแรงแซงกระแส “สะแกนกรรม” จนเกิดคำถามย้อนศรเช่นว่า ทำไมกระทรวงวัฒนธรรมไม่สั่งเซ็นเซอร์ ฉากรุนแรง เลวร้าย ของ “ผู้ชายอย่างเจ้าสัว” บ้าง (เช่น ฉากเจ้าสัวสั่งให้ลูกน้องเอาผ้าพันตัวคุณนายสี่แบกไปโยนลงในบ่อน้ำทั้งเป็น ฯลฯ)
จึงเกิดคำถามตามมาว่า กระทรวงวัฒนธรรมมีหน้าที่รักษา “สองมาตรฐานทางศีลธรรมระหว่างเพศ” ด้วยหรือ?
กระนั้นก็ตาม หลายคนคงนึกไม่ถึงว่า จะได้ฟัง “ธรรมะจากเรยา” โดย ท่าน ว. วชิรเมธี พระนักคิดนักเขียนชื่อดังแห่งยุค เจ้าของวาทประดิษฐ์ “สนุกเฉพาะที่ แต่เสียหายระดับสากล” กรณีเด็กโชว์นมเมื่อสงกรานต์สีลมที่ผ่านมา (โปรดรับชมและรับฟัง)
สังเกตนะครับ แม้ว่าท่านจะพยายามชี้ให้คนดูเข้าใจที่มาที่ไปของพฤติกรรมที่มีปัญหาของเรยา แต่ “วรรคทอง” อยู่ที่ข้อความที่มีสาระสำคัญ ว่า “เพราะมีดำจึงขับเน้นให้เห็นขาวได้ชัดเจน เพราะมีขาวจึงทำให้รู้ดำ” นั่นคือเรื่องราวของเรยาถูกใส่เข้าไปในกรอบแคบๆ ของ “ธรรมะขาว-ดำ” หรือเรื่องดีกับเลว แล้วก็สรุปธรรมะจากละครทำนองว่า “เราเรียนรู้จากคนดีเพื่อเอาเยี่ยง และเรียนรู้จากคนชั่วเพื่อไม่เอาอย่าง”
ปัญหาของ “ธรรมะขาว-ดำ” คืออะไร?
1. ทำให้เรามองเห็นแต่ความหมายของถูกกับผิด ดีกับเลว แต่ไม่ได้เห็นความหมายของ “ความเป็นคน” ที่ซับซ้อนและมีบริบทหลากหลาย หากแต่ความเป็นคนจะมีความหมายก็ต่อเมื่อเขาเป็น “คนดี” ตาม “นิยาม”แห่งวาทกรรม “ธรรมะขาว-ดำ” เป็นหลัก
2. ความหมายของ “คนดี-คนเลว”ตามนิยามของธรรมะขาว-ดำ ที่เป็นอิทธิพลทางความคิดของพุทธศาสนาเถรวาทคือ “คนดีสมบูรณ์แบบ-คนเลวสมบูรณ์แบบ”เช่น ดีสมบูรณ์แบบอย่างพระอรหันต์ พระพุทธเจ้า และเลวสมบูรณ์แบบอย่างพระเทวทัต (กระทรวงวัฒนธรรมควรเสนอให้ตัดเรื่องประวัติพระเทวทัตออกจากพระไตรปิฎกด้วย นะครับ เพราะพฤติกรรมของพระเทวทัตเลวและแรงกว่าเรยาเป็นร้อยๆ เท่า)
3. ฉะนั้น คนที่มีความเป็น “คนที่สมบูรณ์” ก็คือ คนดีสมบูรณ์แบบ คนเลวไม่มีความเป็นคน หรือมีความเป็นคนที่ “บิดเบี้ยว” ไป เช่น เป็น “มนุษย์ดิรัจฉาน” (มนุสฺสติรจฺฉาโน) “มนุษย์เปรต” (มนุสฺสเปโต) ฯลฯ
4. เมื่อคนเลวไม่มีความเป็นคนตามนิยาม “ธรรมะขาว-ดำ” สังคมก็ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติต่อคนเลวอย่างที่ควรปฏิบัติต่อมนุษย์ก็ได้ เช่น ไม่ต้องปฏิบัติต่อเขาบนพื้นฐานของหลักสิทธิมนุษยชนเป็นต้นก็ได้ สังเกตไหมครับคนที่กล่าวหาว่า ทักษิณเป็นคนเลว คนเสื้อแดงเป็นคนเลว เรียกร้องให้ทำรัฐประหารและสะใจกับการใช้ “สองมาตรฐาน” ครั้งแล้วครั้งเล่า กับทักษิณและพรรคการเมืองฝ่ายทักษิณ คือคนที่อ้างว่าตนเป็นคนดีมีคุณธรรม อ้างพุทธศาสนา อ้าง “พ่อแม่ครูบาอาจารย์” กันทั้งนั้น
และที่เชียร์ให้ล้อมปราบคนเสื้อแดง (หรือ “วางเฉย”) ก็มีตั้งแต่ ชาวพุทธที่เคร่งครัด กินมังสวิรัติ ชาวพุทธดาราไฮโซที่ชอบอวดการเข้าวัดทำบุญ การเข้าคอร์สปฏิบัติธรรม การจาริกแสวงหา “แก่นพุทธปรัชญา” ชาวพุทธที่ “เฝ้าดูจิต” ระแวดระวังกิเลส ปล่อยวางความเห็นแก่ตัว หรือตัวกู ของกู ไปจนถึงชาวพุทธที่ซาบซึ้งในรสพระธรรมที่นิยมกด “like” สาธุๆ คมจริงๆ เจ้าค่ะ/ขอรับ ขอแชร์ด้วยคนนะเจ้าค่ะ/ขอรับ (เจริญพร, D จ้าโยม, น่ารักจริงๆ อ่ะ ฯลฯ)
5. ลองนึกย้อนหลังดูนะครับ เริ่มจาก “ธรรมะตอนอวสานของเรยา” ย้อนไปถึงช่วงเริ่มต้นของความขัดแย้งทางการเมืองที่มีการสร้างวาทกรรม “เราจะสู้เพื่อในหลวง” “ธรรมนำหน้า” จะเห็นภาพชัดเจนว่า “ธรรมะขาว-ดาว” ถูกนำมาทาบทับ เป็นเกณฑ์ตัดสิน และขับเคลื่อนความขัดแย้งอย่างมีนัยสำคัญ
หนึ่ง มันนำเอาการเมืองซึ่งมีมิติที่ซับซ้อนเข้ามาอยู่ในกรอบแคบๆ ทางศีลธรรมคือ “ดี-เลว” และเพื่อปกป้องดี ขจัดเลว ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงคุณค่าเชิงระบบ และ/หรือหลักการอื่นๆ เช่น หลักเสรีภาพ ความเสมอภาค สิทธิมนุษยชน หลักนิติรัฐ ฯลฯ
สอง โชคร้ายอ่างยิ่งที่ “ธรรมะขาว-ดำ” มันคลุมเครือมาก เช่น ประชาธิปไตยต้องมีธรรมาธิปไตย ถามว่า “ธรรมาธิปไตย” คืออะไร? งง! บ้างว่าคือ “ความถูกต้อง” ตามหลักการประชาธิปไตยและธรรมาภิบาล (ถ้ามันใช่แบบนี้แล้ว จะใช้ “ธรรมาธิปไตย” ให้ “มึน” กันทำไม) บ้างว่าคือ “ความถูกต้อง” ตามคำสอนพุทธศาสนาอีกต่างหากที่ต้องอยู่เหนือ หรือคอยกำกับชี้นำประชาธิปไตยอีกที (อ้าว! แล้วเราจะปกครองด้วยระบอบอะไรกันล่ะ!)
ฉะนั้น เอาเข้าจริงๆ เมื่อธรรมะขาว-ดำ มายุ่งกับการเมืองมันเลยมั่วมากๆ ไม่รู้จะก้าวไปทางไหน หรือถอยกลับดี ไปๆ มา ก็เลยชวนรบกับเพื่อนบ้านดีกว่า โหวตโนเพื่อ “ปฏิรูปการเมือง” ดีกว่า!
สาม แล้วถึงที่สุดของ “ธรรมะกับการเมือง” ก็มาลงเอยที่ “สันติวิธี” ในความหมายที่ว่าทุกฝ่ายต้องปล่อยวางอคติ ความเกลียดชัง ละตัวกู พวกของกู หันหน้ามาปรองดอง ปฏิรูปประเทศไทย โดยไม่ลงลึกถึงปัญหา “ความจริง” และ “ความยุติธรรม” ไม่สนใจอำนาจอันอยุติธรรมในการจัดการความจริงและความยุติธรรม แถมยอมรับ “เส้นสนกลใน” ในการตั้งรัฐบาลอำมาตย์ว่า มี “ความชอบธรรมระดับหนึ่ง”
และยอมรับว่า รัฐบาลหลังสลายการชุมนุมปี 53 มี “ความชอบธรรมระดับหนึ่ง” (=มีความชอบธรรมที่จะอยู่ในอำนาจต่อไปและแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ฯลฯ นั่นแหละ) ด้วยการอ้าง “ตรรกะทางคณิตศาสตร์” ที่ว่า “ตราบใดที่ยังแยกแยะไม่ได้ว่า ประชาชนที่ตาย กี่คนตายเพราะฝีมือชายชุดดำ กี่คนตายเพราะฝีมือเจ้าหน้าที่รัฐ”
นี่คือตรรกะที่ผมคิดว่า “สุดปลายทางแห่งธรรมะกับการเมือง” แล้ว ในบริบทความขัดแย้งที่เป็นมาและเป็นอยู่
เรื่องตัวบุคคล ใครจะเป็นกลาง ไม่เป็นกลาง จะ “แอ๊ป” ฝ่ายไหน ไม่แอ็ปฝ่ายไหน ผมไม่อยากพูดถึง
เพราะสาระจริงๆ ก็คือว่า เมื่อธรรมะขาว-ดำไปยุ่งกับเรยา “ความเป็นคน” ในมิติที่ซับซ้อนและแปรผันไปตามบริบทหรือเงื่อนไขต่างๆ ก็ถูกลดทอนเหลือเพียงความเป็นคนในความหมายของ “ดี-ชั่ว” เมื่อไปยุ่งกับการเมืองก็ “ดูด” มิติที่หลากหลายของการเมืองเข้าไปในมิติแคบๆ ของ “ขาว-ดำ”
และสุดปลายทางแห่งธรรม เมื่อต้องเผชิญกับ “โจทย์ความชอบธรรม-ไม่ชอบธรรม” ของรัฐบาลที่สั่งสลายการชุมนุม “ผิดหลักสากล” จนประชาชนบาดเจ็บล้มตายเป็นเบือ ธรรมะก็หันไปพึ่งพา “ตรรกะคณิตศาสตร์” เอาดื้อๆ
ฉะนั้น ถ้าเข้ามายุ่งแล้วมันทำให้เกิดการ“บิดเบี้ยว” และ“บิดเบือน” เช่นนี้ ผมว่าธรรมะอย่ามายุ่งกับ “ความเป็นมนุษย์” ของ “คนอย่างเรยา” และการเมือง น่าจะดีกว่านะครับ!รายงานรัฐศาสตร์สนทนา (1) : สัญญาทางสังคมใหม่ ทางออกของวิกฤต ?
ที่มา ประชาไท
เกษียร เตชะพีระ กล่าวว่า ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น คือการเปลี่ยนแปลงที่จะเปลี่ยนวิธีคิดแบบเก่า ในระยะ 4-5 ปีที่ผ่านมาคล้ายๆ กับมีอะไรเกิดขึ้นมากมาย มีการสะสมการเปลี่ยนแปลงทางปริมาณและทางคุณภาพ พอสะสมมาจุดหนึ่งมันก็เกิดการระเบิดเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่โต โดยเกษียรเห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ อยู่ 3 ประการ ได้แก่1.มีการเปลี่ยนย้ายที่ตั้งของอำนาจ (Power shift) 2.มีการขยับเปลี่ยนจากการเมืองของชนชั้นนำ (Elite politics) สู่การเมืองภาคมวลชน (Mass politics) 3.มีนโยบายกระจายความมั่งคั่งเกิดขึ้น
เกษียรเสนอว่าสิ่งที่สังคมไทยต้องการตอนนี้คือ 1.รัฐธรรมนูญวัฒนธรรมฉบับใหม่ ฉบับเก่านั้นเป็นการเมืองของอีลีต ซึ่งไม่เคยเตรียมพร้อมกับการที่มวลชนจะกระโดดเข้ามาเล่นการเมืองภาพใหญ่ ดังนั้นต้องมีการทำให้การเมืองภาคมวลชนมีความศิวิไลซ์ ไม่อย่างนั้นเราจะไม่สามารถออกจากกับดักได้
“ข้อคิดสำหรับรัฐธรรมนูญ วัฒนธรรมฉบับใหม่คือ เราต้องยอมรับกระบวนการโลกาภิวัฒน์ของความขัดแย้ง(Globalization of conflict) ให้ได้ คนไทยมีแต่รักใคร่กลมเกลียว รักกันนะ เราต้องทำให้การทะเลาะเป็นเรื่องปกติธรรมดา ถกเถียงพูดคุยกันได้แต่ไม่นำไปสู่ความรุนแรง สิวเป็นเรื่องธรรมชาติ conflictก็เป็นเรื่องธรรมชาติ!”
2.ลดเป้าหมายการเมืองสุดโต่ง การตกอยู่ภายใต้เป้าหมายการเมืองสุดโต่งแล้วปฏิเสธเป้าหมายอื่นทั้งหมดเป็น เรื่องที่น่ากลัว 3.ต้องมีจริยธรรม การโกหก การใส่ร้ายป้ายสี การกล่าวหา การด่าทอ ฯลฯ ไม่นำไปสู่การบรรลุเป้าหมายที่ดีได้ ถามว่า ผ่านไป 4-5 ปี คนไทยรู้รักสามัคคีขึ้นไหม สถาบันมั่นคงขึ้นไหม เราต้องคิดว่าวิธีการนั้นสำคัญกว่าเป้าหมาย 4.ต้องเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หากเราไม่เข้าใจคนที่มีความคิดเห็นที่ต่าง เราก็จะไม่สามารถทำให้มวลชนมีความศิวิไลซ์ได้ และไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีได้
ผาสุก พงษ์ไพจิตร กล่าวกระบวนการที่จะทำให้เกิดการตกลงกันให้มีสัญญาสังคมอันใหม่ โดยพูดถึง actor สำคัญที่ปรับตัวไม่ทัน เพราะวิกฤติของเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ได้มีกระบวนการพลิกผันตัวเองอย่างหน้ามือเป็นหลังมือภายในระยะเวลาหนึ่งชั่ว อายุคน หรือ 30 ปี เป็นภาวะที่เราคาดการณ์ได้ว่าเป็นภาวะที่ยุ่งยากมาก รวดเร็วมากกระทั่งกลับตัวไม่ทัน
“ในการเปลี่ยนแปลงแบบม้วนตัวเองนี้ สถาบันต่างๆ ที่มีอายุยืนยาวมามากกว่า 100-200 ปี และได้รุ่งเรืองขึ้นมาหลังสงครามเย็นนี้เองจนกลายเป็นสถาบันที่แน่นหนามาก และอาจจะทำให้กลายเป็นสถาบันที่ปิดกั้นการตกลงใหม่ที่ไม่มีความรุนแรง ดิฉันพูดถึงกองทัพไทย” ผาสุกกล่าว
นอกจากนั้นยังมีอีกสถาบันหนึ่งที่ มีความสำคัญในการเปลี่ยนแปลงสังคมไปสู่ การตกลงกันใหม่ คือ สถาบันตุลาการในระยะเวลาที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากแต่ไม่เป็นไปในทิศทางที่ดี สถาบันตุลาการยังเป็นสถาบันที่กุมอำนาจ มีความชอบธรรมที่จะใช้ความรุนแรงได้ สถาบันนี้ดูเหมือนไม่มีหลักที่ประชาชนเชื่อถือได้ และมีหลักการที่จะปกป้องผลประโยชน์ของมวลชน ถ้าเราไม่มีระบบสถาบันตุลาการที่ให้ความคุ้มครองประชาชน แล้วเราจะมาตกลงอะไรกันได้
วิกฤติการเมืองไทยขณะนี้มีความยุ่งยากมาก เพราะว่ามีปฏิกิริยาของ 2 ฝ่ายซึ่งกำลังงัดข้อกันอยู่ มีความจำเป็นที่ 2 ฝ่ายนี้จะต้องมีการเจรจากัน เพื่อหากรอบข้อตกลงร่วมกัน ฝ่ายหนึ่งคือ ฝ่ายที่ต้องการรักษาระเบียบเก่า หรือหากเกิดการเปลี่ยนแปลงก็ขอให้เปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ กับอีกฝ่ายหนึ่งคือฝ่ายที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงโดยทันที มาถึงจุดที่จะต้องข้ามพ้นสะพานนี้ คลองนี้ให้ได้ รออีกไม่ได้แล้ว ความยุ่งยากที่เกิดขึ้น เพราะว่าปฏิกิริยาของพวกที่ต้องการระเบียบเก่า สามารถที่จะอ้างอิงกับสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยมีอำนาจด้านกายภาพจากฝ่ายกองทัพบวกกับแรงสนับสนุนของสังคมและชนชั้นกลาง บางส่วน ยุทธศาสตร์หนึ่งของฝ่ายนี้คือ คือ ทำให้ฝ่ายที่จะสร้างระเบียบใหม่ ดูประหนึ่งว่าไร้ความชอบธรรม เช่น มีวาทกรรมไร้การศึกษา ถูกซื้อได้ง่าย คิดเองไม่เป็น
อย่างไรก็ตาม มีงานเชิงประจักษ์หลายชิ้นของหลายท่าน ชี้ให้เห็นว่าประชาชนต่างจังหวัดมีความตื่นรู้ทางการเมืองอย่างเป็นระบบ สามารถคิดเองได้ ทำเองได้ และหาทางเข้าสู่ข้อมูลข่าวสารด้วยตนเองได้ มีนักวิชาการญี่ปุ่นท่านหนึ่งที่ได้ทำการศึกษาประวัติศาสตร์และการเมืองใน เมืองไทย ได้สรุปไว้อย่างน่าสนใจว่า
“ความยุ่งเหยิงทางการเมืองใน ปัจจุบันเป็นขั้นตอนหนึ่งของพัฒนาการ ประชาธิปไตยของสังคมไทย ประเทศไทยกำลังประสบกับความเจ็บปวดของการเกิดใหม่ เมื่อระบบการเมืองไทยพร้อมที่จะก้าวต่อไปข้างหน้า แต่การที่จะก้าวต่อไปข้างหน้าก็ต้องมีการยอมรับว่าคนไทยได้เปลี่ยนไปแล้วจาก ทั้งสองฝั่ง และทั้งสองฝั่งที่ขัดแย้งกันต้องพร้อมที่จะเสวนากัน มาพูดคุยกัน และการพูดคุยกันนั้นอาจจะต้องมีการแลกหมูแลกแมว” แปลได้ว่าจะต้องมีการสูญเสียของทั้งสองกลุ่มด้วย ต้องมีการแลกหมูแลกแมว ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ต้องใช้เวลา
“ดิฉันในฐานะประชาชนอยากจะแสดง ความคิดเห็นต่อสถาบันหนึ่ง ซึ่งดิฉันมีความคิดเห็นว่าน่าจะมีบทบาทสำคัญที่จะทำให้กระบวนการเจรจาเป็นไป ในแนวทางที่สร้างสรรค์มากขึ้นหรือมีการพูดจาถกเถียงกันมากขึ้นหากสถาบันนี้ มีการปรับเปลี่ยน นั่นคือ สถาบันกองทัพไทย” ผาสุกกล่าวและให้เหตุผลว่า นับจากการรัฐประหาร พ.ศ.2549 กองทัพไทยได้ขยายได้บทบาทในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง จนเป็นที่กล่าวขานกันว่า “หากรัฐบาลใดที่ได้รับการเลือกตั้งแต่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากทหารก็จะอยู่ ไม่ได้” แต่ก็ยังไม่ได้มีการตั้งคำถามว่าหากทหารมีบทบาทนั้นดีหรือไม่ดี? และแนวโน้มในอนาคตจะเป็นอย่างไร?
สิ่งที่เห็นเป็นรูปธรรมว่าสถาบันทหารมีการขยายบทบาทสูงมากนั่นคือ 1.งบประมาณกระทรวงกลาโหมได้เพิ่มขึ้นในปี 2550 -2552 ถ้าเราเปรียบเทียบงบประมาณระหว่างประเทศ พบว่า กระทรวงกลาโหมของสหรัฐอเมริกา 4.3% ของจีดีพี ของไทยเรา 1.8% ของจีดีพี เกือบครึ่งหนึ่งของสหรัฐ มากกว่าเยอรมนีที่เป็นพี่ใหญ่ของ EU ที่ใช้ 1.3% ของจีดีพี อินโดนีเซีย 1%ของจีดีพี ญี่ปุ่น 0.9% ของจีดีพี จีน 2% ของจีดีพี และถ้าหากดูสัดส่วนทหารต่อประชาชน สหรัฐ 79 คน ต่อ ประชาชน 1,000 คน ญี่ปุ่น 2.2 คน ต่อ ประชาชน 1,000 คน ของเรา 10 ต่อ 1,000 คน อันนี้รวมทหารนอกประจำการด้วย
2.มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญหลัง 2549 คือการแต่งตั้งโยกย้าย ก่อนรัฐประหารนั้นโผทหารจะถูกพิจารณาโดยนายกฯก่อนเสนอให้ทรงลงพระปรมาภิไธย นับจากปี 2551 มีการแก้ไขทำให้โผทหารประจำปีอยู่ในกำกับของกองทัพแทบจะสิ้นเชิง โดยมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาในการตั้ง ผบ.ทบ. รวมทั้งผู้บัญชาการเหล่าทับด้วย คณะกรรมการเหล่านี้มีใครบ้าง แน่นอนคือรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงกลาโหม ฯลฯ
3.บทบาทของ ผู้นำฝ่ายทหารของไทยมีหลายบทบาท มีหมวกหลายใบ มีการตั้งข้อสังเกตว่าภายใน 2 สัปดาห์ที่ผ่านมามีการออกมาแสดงความคิดเห็นของฝ่ายทหารชั้นผู้ใหญ่ต่อสื่อ บ่อยมาก เช่น ผบ.ทบ.เสนอว่ารัฐบาลควรมีนโยบายต่างประเทศกับกัมพูชาอย่างไร ทั้งยังมีการออกมาพูดทำนองว่าออกมาเลือกตั้งมากๆเพื่อปกป้องพระมหากษัตริย์ จริงๆแล้วเป็นผลดีที่ชักชวนคนออกมาเลือกตั้ง มีการออกคำสั่งให้มีการปิดเว็บไซต์มากขึ้น เว็บไซต์ที่มีความเกี่ยวโยงกับความมั่นคงของประเทศ ซึ่งนิยามของคำว่า “ความมั่นคง” อาจจะไม่ใช่นิยามที่คนทั่วไปต้องการ
ผาสุก ให้ข้อมูลด้วยว่า เมื่อสามวันที่ผ่านมา (16 พ.ค.) บางกอกโพสต์รายงานว่า ผบ.ทบ.ในฐานะผู้อำนายการ กอ.รมน.ได้เสนอให้ กอ.รมน.มีลักษณะเป็นกระทรวงซึ่งดูแลความมั่นคงภายในเหมือนกับกระทรวง ของอเมริกาที่เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ 9/11 ซึ่งกำลังถูกวิจารณ์อย่างหนักว่ามีการใช้งบประมาณเป็นอันมาก มีการใช้อำนาจมืดในการปิดเว็บไซต์ ในการแสวงหาข้อมูลจนเกินเลย ด้วยเหตุผลที่ว่าต้องการรักษาความมั่นคงภายในของอเมริกา เพื่อต่อต้านขบวนการก่อการร้าย และยังมีการใช้อำนาจจับกุมผู้ต้องสงสัยและทำทารุณกรรมกับชาวต่างประเทศ เป็นสิ่งที่ไม่คาดหวังว่าจะเป็นผลงานของประเทศที่ชื่อว่าเสรีนิยมที่มีการ พูดคุยถึงสิทธิมนุษยชนมากอย่างอเมริกา
ในรายงานฉบับนั้นยังเล่าว่า ผบ.ทบ.ต้องการขยายขอบขายงานของ กอ.รมน.เพื่อจัดการกับการที่ประเทศไทยถูกคุกคาม และกฎกระทรวงใหม่นี้จะดูแลปัญหาภัยพิบัติจากธรรมชาติ ปัญหาภาคใต้ และปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และยังต้องการให้จัดตั้งงบประมาณใหม่สำหรับกระทรวงนี้ด้วย
ในรายงาน นี้ได้บอกอีกว่า ผบ.ทบ.ได้เสนอความคิดนี้ต่อนายกฯ อภิสิทธิ์แล้ว ซึ่งนายกฯก็เห็นด้วย ผบ.ทบ.จึงสั่งการให้มีคณะกรรมการเพื่อศึกษาวางแผนที่จะเสนอการตั้งกรมใหม่ นี้ให้แก่รัฐบาลต่อไป ขณะเดียวกัน กอ.รมน.กำลังถูกวิจารณ์ว่ากำลังส่งอิทธิพลต่อการเลือกตั้งครั้งใหม่ ด้วยการส่งทหารไปทำการพัฒนาเพื่อประชาชนทั่วประเทศ แต่ กอ.รมน.ปฏิเสธว่าไม่ได้ทำ
“สถาบันกองทัพไทยเป็นองค์ประกอบสำคัญของ ฝั่งปฏิกิริยาของผู้ที่ต้องการ รักษาระเบียบเก่า และเป็นองค์ประกอบอันหนึ่งของความยุ่งยากในทางการเมือง เคยมีการพูดถึงการปฏิรูปสถาบันทหารให้มีขนาดกะทัดรัดแต่มีประสิทธิภาพ ขณะนี้ไม่มีใครพูดถึงสิ่งเหล่านี้แล้ว กลายเป็นว่ากองทัพกำลังเพิ่มบทบาทโดยเฉพาะจากการรัฐประหาร 2549 ถึงเวลาแล้วหรือยังว่าจะต้องมีการพูดคุยกันว่าการขยายตัวของกองทัพเป็น เรื่องดีหรือไม่ดี? มีผลกระทบอย่างไร? และแนวโน้มเป็นอย่างไร? ถ้าเราต้องการหาทางออกให้กับประเทศ เราจะต้องเสวนาพูดคุยกันในเรื่องนี้” ผาสุก กล่าวปิดท้ายการเสวนาในช่วงแรก
ดันแคน แมคคาร์โก กล่าวถึงวิกฤติของแหล่งที่มาของความชอบธรรมทางการเมืองว่ามีอยู่ 3 แหล่งด้วยกัน คือ 1.ความชอบธรรมจากกติกาใหญ่สุดของสังคมคือรัฐธรรมนูญ มีความเชื่อกันว่าหากมีกฎเกณฑ์สังคมดีพร้อมก็จะสามารถแก้ปัญหาต่างๆ ได้ง่าย 2.ความชอบธรรมจากการเลือกตั้ง ภายหลังปี ค.ศ.2000 เมื่อเกิดระบอบทักษิณ ก็มีแหล่งความชอบธรรมอีกแหล่งเกิดขึ้นนั่นคือ ความชอบธรรมจากการเลือกตั้ง เป็นความท้าทายต่อความชอบธรรมจากรัฐธรรมนูญ ซึ่งหากผู้ใดได้รับการเลือกตั้งมาก็จะมีความชอบธรรม แม้จะคอรัปชั่นก็ตาม และ 3.ค่านิยมดั้งเดิมของคนไทยคือ ความชอบธรรมจากนักปกครองที่ดี นั่นคือ พระมหากษัตริย์ ถือเป็นความนิยมอำนาจนอกรัฐธรรมนูญ
ดันแคน คิดว่า ประเทศไทยยากที่จะมีเสถียรภาพทางการเมือง เพราะรัฐไม่มีฐานอะไรที่เป็นที่ยอมรับ การปกครองโดยคนดีมีคนท้าทายเยอะ อย่างที่ อ.ผาสุก บอก แนวคิดเรื่องความชอบธรรมจากผู้ปกครองที่ดีนั้นเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ คนในกรุงเทพฯ จะเชื่อเรื่องความดีของผู้นำมากกว่าคนในต่างจังหวัด แนวคิดความชอบธรรมที่มาจากการเลือกตั้งนั้นเป็นแนวคิดที่มาจากกลุ่มคนที่ สนับสนุนทักษิณและเพื่อไทย เป็นแนวคิดที่สนับสนุนความชอบธรรมที่ต่างกัน เลยเกิดความไม่ไว้วางใจในการเลือกตั้ง ทักษิณไม่ไว้ใจคนอื่นให้มาเป็นหัวหน้าพรรคเลยให้น้องสาว คือ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มาเป็นผู้นำในพรรคเพื่อไทยแทน
เมืองไทยนั้นมีการเปลี่ยน แปลงในวงกว้างและเชิงโครงสร้างในปี ค.ศ. 2010 คนเสื้อแดงเกิดขึ้นจำนวนมาก คนที่มาร่วมชุมนุมส่วนใหญ่เป็นคนชั้นกลางระดับล่าง การศึกษาไม่สูงมาก ไม่มีความมั่นคงในการทำงาน แทบไม่มีข้าราชการหรือมีน้อย อ.อเนก เหล่าธรรมทัศน์ เคยกล่าวไว้ว่ามีการแตกแยกกันระหว่างเขตเมืองกับต่างจังหวัด แต่เขาคิดว่าไม่ถึงขั้นนั้น เพราะฝ่ายที่อยู่ในเมืองก็เป็นคนต่างจังหวัดมากเหมือนกัน
เวลานี้คน ต่างจังหวัดเริ่มมีความกว้างขวางของแนวคิดเพิ่มมากขึ้น ชาวบ้านได้เข้ามาอยู่ในระบบตลาดแล้ว ทักษิณนั้นให้อะไรกับเขาหลายอย่างทำให้เขาเคารพ และสนใจในอำนาจเก่าน้อยลง ทำให้เขารู้สึกมีเกียรติ ไม่รู้สึกถูกกดขี่ เหยียดหยาม สิ่งที่เกิดขึ้นในปีก่อนบ่งบอกว่าประเทศไทยเปลี่ยนแปลงมาก มีการถกเถียงกันในหมู่เสื้อแดงเรื่องอำมาตย์กับไพร่ มีการวิเคราะห์กันอย่างละเอียดถึงความต้องการของผู้ชุมนุม คือ ความต้องการเป็นส่วนหนึ่งของนายทุนแต่ไม่ต้องการล้มระบบ
เสื้อแดงมี เสียงสนับสนุนมากในภาคเหนือและอีสาน เขาได้ไปทำงานที่สามจังหวัดภาคใต้ วิกฤติการณ์ด้านความชอบธรรมของคนทางใต้นั้นเขามีความรู้สึกว่าถูกล่าเมือง ขึ้นจากส่วนกลาง ไทยเสียพื้นที่ให้ต่างชาติหลายครั้งทำให้คนไทยส่วนกลางเกิดความไม่มั่นใจ ขึ้นขึ้นมา ตัวคนที่อยู่ในพื้นที่ทางใต้เองก็คิดว่าเรามาอยู่ผิดที่หรือเปล่า
ความ ขัดแย้งที่มีสีเสื้อมาแบ่งนี้ไม่ดีเลย เพราะเป็นความขัดแย้งเชิงภูมิภาคไม่ใช่เชิงอุดมการณ์เพียงอย่างเดียว อีสานมีอัตลักษณ์ของเขา มีความภูมิใจมานาน ในช่วง ค.ศ.1950 มีความรู้สึกแปลกแยกออกจากรัฐไทย มีการก่อการคอมมิวนิสต์ มีการคัดค้านไม่เห็นด้วยกับการปกครองของรัฐบาลกลาง สืบเนื่องมาจากรัฐบาลกลาง ได้เข้าไปล่าเมืองขึ้นที่อีสาน นี่คือ สิ่งที่อธิบายว่าทำไมทักษิณถึงดัง เพราะเขาไม่ได้เข้าไปเหมือนล่าเมืองขึ้นเขา เหมือนเชียงใหม่ที่มีประวัติความเป็นเอกเทศในระดับหนึ่ง ไม่รู้ว่านานแค่ไหนที่จะยอมรัฐบาลกลาง ในวงกว้างไม่ได้มีหลักฐานอะไรที่เป็นระบบ
“ลักษณะการล่าเมืองขึ้น จากส่วนกลางจนถึงเวลานี้ก็ไม่เปลี่ยน แค่มีการเปลี่ยนรูปแบบใหม่เฉยๆ ไม่ได้มีการกระตุ้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเมือง ผมรู้สึกอย่างนั้น”
“ผม มาจากทางอังกฤษตอนเหนือที่มีเรื่องราวลักษณะนี้เหมือนกัน มีอะไรก็พูดกันอย่างตรงไปตรงมา ขวานผ่าซาก ผมมีความเชื่อว่าสำหรับประเทศไทย จะต้องมีการปรับเปลี่ยนซะใหม่ เพื่อที่ประเทศไทยจะได้รับความชอบธรรมอย่างแท้จริง ภาคใต้ต้องมีการปกครองที่เป็นเอกเทศสักหน่อย เพราะบ้านผมอยู่ก็มีปัญหาอยู่เหมือนกัน ฉะนั้นผมอยากจะบอกว่าหากคุณอยากจะมีรัฐเดี่ยวในศตวรรษที่ 21 ควรที่จะให้มีการขยายคำจำกัดความของรัฐเดี่ยวให้ยืดหยุ่นมากกว่านี้ ความตึงเครียดก็จะลดลง โดยใช้แนวนโยบายที่ผ่อนคลาย และก็ควรจะทำอย่างเร่งด่วนด้วย” ดันแคนกล่าว
“ผมเชื่อว่า ผู้ที่นั่งฟังอยู่ตรงนี้เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญการเมือง การปกครองไทยทั้งนั้น แต่ถ้าจะให้ผมสอนการเมืองไทย ผมสอนไม่ได้ไม่อาจเอื้อมไม่กล้าสอน ผมไม่เข้าใจ มันยุ่งเหยิง ให้สอนการเมืองอังกฤษเสียจะดีกว่า” ชัยวัฒน์ เกริ่นนำเนื้อหา
ชัย วัฒน์ กล่าวว่า การคิดถึงสัญญาประชาคมใหม่ภายใต้สภาพแวดล้อมปัจจุบันเป็นการหวนกลับไป พิจารณาว่าอะไรคือฐานของทฤษฎีสัญญาประชาคมในปรัชญาการเมืองยุคใหม่ พื้นฐานของสัญญาประชาคมก็คือ ความไว้วางใจ และเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ต้นทฤษฎีสัญญาประชาคมในศตวรรษที่ 17 ความไว้วางใจนั้นยังมีลักษณะเป็นปัจเจกบุคคล และเป็นรากฐานของสังคมประชาธิปไตยที่ทำงานได้ แต่ในสังคมไทยได้เกิดความรุนแรงในระยะเวลาที่ผ่านมา จำเป็นที่จะต้องรื้อฟื้นความไว้วางใจขึ้นมาอย่างยิ่ง คำถามสำคัญที่ต้องถามคือว่า เราจะฟื้นความไว้วางใจได้อย่างไรหลังจากที่มันได้แตกไปแล้ว
2.Trust หรือความไว้วางใจเป็นฐานของชีวิตปกติ ไม่ว่ามนุษย์จะเดินทางไปไหน เช่น การซื้อตั๋วรถ เราก็ต้องมีความไว้วางใจว่าเราจะต้องได้เดินทาง รถจะต้องออกตรงเวลา ฯลฯ เรียนหนังสือก็ต้องมี trust ระหว่างอาจารย์กับศิษย์ คนรับทุนกับคนให้ทุน เป็นต้น 3.มีนักวิชาการต่างชาติคนหนึ่งกล่าวไว้ว่า สิ่งที่ทำให้สังคมประชาธิปไตยทำงานได้ คือ Trust Network หรือ เครือข่ายความไว้วางใจ และเครือข่ายนี้ก่อให้เกิดกลุ่มคนต่างๆ เช่น กลุ่มสมาคมนักเรียนเก่า สมาคมศาสนา สมาคมกีฬา เป็นต้น แสดงให้เห็นว่าของพวกนี้เป็นฐานสำคัญของสังคม
4.อีกประเด็นหนึ่ง คือ อภัยวิถี มีนักปรัชญาเยอรมันอธิบายไว้วว่าชีวิตมนุษย์มีปัญหาสองด้าน ด้านหนึ่ง คือ ปัญหาของอดีต ทุกอย่างเกิดขึ้นแล้วหวนคืนไม่ได้ ด้านหนึ่ง คือ ปัญหาของอนาคต ทุกอย่างที่จะเกิดล้วนไม่แน่นอน การที่มนุษย์จะอยู่กับอดีตที่หวนคืนมาไม่ได้ต้องอาศัยการให้อภัย แต่สำหรับอนาคตคือ สัญญา ซึ่งสัญญาจะเกิดขึ้นได้ถ้ามีความไว้วางใจ กล่าวได้ว่า Trust เป็นฐานของชีวิตมนุษย์ในการเดินต่อในอนาคต และ 5.จะทำอย่างไรเมื่อ Trust หักพังไปแล้ว?
“ในชีวิตครอบครัว หากใครดูดอกส้มสีทอง ภรรยาซึ่งสามีไปมีชู้อาจจะยกโทษให้ได้ แต่ไม่สามารถกลับไปมีความสัมพันธ์แบบเดิมได้ เพราะ trust มันหายไป แล้วจะฟื้นมันอย่างไร? บอกได้เลยว่าโคตรยาก” ชัยวัฒน์ ยกตัวอย่าง
ใน ทางการเมืองเวลาที่พูดถึงสถาบันตุลาการ ปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อมีการเรียกร้องเรื่องสองมาตรฐานอยู่เต็มเมือง ความไว้วางใจต่อสถาบันที่ให้ความยุติธรรมนั้นหายไป โอกาสที่จะจัดการกับความขัดแย้ง โอกาสที่จะจัดการกับอดีต จึงเป็นเรื่องที่ยาก ครั้งหนึ่งที่มันเคยทำอะไรได้นับวันจะทำอะไรได้น้อยลง แก้ปัญหาได้น้อยลง คุ้มครองป้องกันสังคมได้น้อยลง
หมายเรียก19 แกนนำแดงหมิ่นสถาบันฯ
ที่มา เดลินิวส์
ออกหมายเรียก 19 แกนนำแดง รับทราบข้อกล่าวหาจาบจ้วง 2 ก.ค. พร้อมส่งตัวให้ศาลทันที พร้อมสอบวิทยุชุมชนแพร่ซ้ำ
วันนี้ 20 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ แถลงภายหลังการประชุมพนักงานสอบสวนคดีพิเศษการกระทำความผิดเกี่ยวกับความ มั่นคงแห่งรัฐและล่วงละเมิดสถาบันว่าที่ประชุมได้พิจารณา 2 เรื่องสำคัญคือกรณีที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้ประสานให้ดีเอสไอตรวจสอบวิทยุชุมชน 6 แห่ง ที่นำคำปราศรัยที่เข้าข่ายล่วงละเมิดสถาบันของนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. และพวก เมื่อวันที่ 10 เม.ย.ไปเผยแพร่ซ้ำ จากการตรวจสอบข้อมูลของตำรวจและทหารพบว่ามีวิทยุชุมชนที่กระทำผิดในลักษณะ เดียวกันถึง 21 แห่ง ดีเอสไอ พิจารณารายละเอียดแล้วเห็นว่า คดีมีมูลจึงรับมาดำเนินการ โดยจะแยกสำนวนการสอบสวนจากคดีของนายจตุพรและพวก เพราะไม่อยากให้แต่ละคดีต้องรอกัน อีกทั้งลักษณะการกระทำความผิดมีความแตกต่างกัน เพราะเป็นการนำเทปคำปราศรัยไปเผยแพร่ซ้ำหลายครั้ง รวมถึงสถานที่ที่กระทำความผิดแตกต่างกันหลายแห่ง อย่างไรก็ตาม ดีเอสไอ ยังไม่ขอเปิดเผยรายชื่อวิทยุชุมชนดังกล่าว เพราะเกรงว่าจะมีกระทบกับการออกหมายจับ.
นายธาริต ยังกล่าวถึงการดำเนินคดีกับนายจตุพรและพวก ในคดีความผิดที่กระทบความมั่นคงแห่งรัฐ จากการพิจารณาคดีพบว่ามีความเกี่ยวเนื่องเกี่ยวพันกับการกระทำความผิดเมื่อ ปี 53 กระทั่งถึงวันที่ 10 เม.ย.โดยพบว่ากลุ่มคนดังกล่าวมีการทำงานในลักษณะเป็นเครือข่าย มีการแบ่งหน้าที่เป็นตัวการร่วมและผู้สนับสนุน มีการทำแผ่นพับ ทำเว็บไซต์ มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นฐานความผิดในคดีหมิ่นสถาบันฯ มีลักษณะเป็นความผิดคู่ขนานกับความผิดฐานก่อการร้าย ซึ่งเกี่ยวพันกับบุคคลกลุ่มเดียวกัน และกลุ่มคนดังกล่าวตรงกับแผนผังที่หน่วยงานความมั่นคงได้ระบุไว้ก่อนหน้านี้ สำหรับเหตุการณ์เมื่อวันที่ 10 เม.ย. ที่ผ่านมา นายจตุพร ไม่ได้กระทำเพียงคนเดียว แต่มีการแบ่งหน้าที่อย่างชัดเจน
นายธาริต กล่าวต่อว่า จากพฤติการณ์ดังกล่าวพนักงานสอบสวนเห็นว่าเพียงพอต่อการแจ้งข้อกล่าวหาทั้ง 19 คน จากเดิม 18 คน ได้เพิ่มนายพายัพ ปั้นเกตุ อีกหนึ่งคน ซึ่งรายชื่อของกลุ่มคนดังกล่าวอยู่ในแผนผังของหน่วยงานของความมั่นคงที่ได้ ร้องทุกข์กล่าวโทษขอให้ดีเอสไอดำเนินคดี ทุกครั้งเมื่อมีการขึ้นปราศรัยบนเวทีจะมีการพูดปราศรัยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียน และรอให้มีการชุมนุม ดังนั้น ดีเอสไอ จะดูทั้งองคาพยพ ในวันที่ 23 พ.ค.นี้ ดีเอสไอจะออกหมายเรียกทั้ง 19 คนให้มารับทราบข้อกล่าวหาทางไปรษณีย์ ส่วนนายจตุพรและนายนิสิต พนักงานสอบสวนจะไปแจ้งข้อกล่าวหาในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ จากนั้นในวันที่ 2 มิ.ย. เวลา 09.00 น. ดีเอสไอ ได้นัดผู้ต้องหาทั้ง 19 คนให้เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาพร้อมกันทั้งหมด และจะส่งตัวไปยังศาลอาญาเพื่อขออำนาจศาลฝากขังทันที ส่วนศาลจะให้ประกันตัวหรือไม่ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาล และหากผู้ต้องหาไม่ตามหมายเรียก ดีเอสไอจะขออำนาจศาลออกหมายจับต่อไป.

