WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, May 22, 2011

สุเทพลั่น "อภิสิทธิ์" เหนือกว่า "ยิ่งลักษณ์" ทุกประการ

ที่มา มติชน


นาย สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าววันที่ 22 พฤษภาคม ว่า กรณีผลสำรวจระบุ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่ออันดับ 1 พรรคเพื่อไทย (พท.) มีคะแนนความนิยมมากกว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ปชป. ไม่มีหรอก อย่าไปกังวลใจ โพลมีขึ้นมีลงเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

ถาม ว่า ในสายตาหากเปรียบเทียบนายอภิสิทธิ์กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีความคิดเห็นอย่างไร นายสุเทพกล่าวว่า จะถามตนไม่ได้ แต่นายอภิสิทธิ์ เหนือกว่าทุกประตูทุกประการ ถ้าถามประชาชนจะมีคำตอบคล้ายๆ กัน

ถาม ย้ำว่า จุดแตกต่างทั้ง 2 คนที่ชัดเจน นายสุเทพกล่าวว่า นายอภิสิทธิ์เป็นนักการเมืองอาชีพ มีชีวิตวิญญาณที่ทำงานมุ่งมั่นให้กับประชาชนตามแนวทางประชาธิปไตย ทางด้าน น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินมาแนวทางเดียว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มุ่งประโยชน์กำไรทางธุรกิจ

ถามว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์แสดงความมั่นใจจะได้คะแนนเสียงเกินครึ่งในสภา นายสุเทพกล่าวสวนทันทีว่า ไม่เชื่อ

ใบตองแห้ง...ออนไลน์: จดหมายเปิดผนึกถึงนายกฯอานันท์: 112 ไม่ใช่แค่การบังคับใช้

ที่มา ประชาไท

ขอ เขียนจดหมายเปิดผนึกมั่ง ถึงท่านนายกฯ อานันท์ที่ผมชื่นชม จำได้ว่าสมัยที่เคยสัมภาษณ์ท่าน ผมงี้แสนปลื้ม จนถึงวันนี้ก็ยังขอเรียกท่านว่านายกฯ อานันท์ เพราะท่านยังเป็นนายกฯ ในดวงใจคนชั้นกลางอย่างผม (แบบเดียวกับชวนยังเป็นนายกฯ ในดวงใจของคนใต้ ทักษิณเป็นนายกฯ ในดวงใจของเสื้อแดง)

ได้อ่านที่นายกฯ อานันท์ชี้แจงนักข่าวต่างประเทศเรื่องมาตรา 112 แล้วมองเห็นทั้งด้านที่มีความหวังเล็กๆ และด้านที่ผิดหวัง...เยอะหน่อย

ด้าน ที่มีความหวังเล็กๆ คือนายกฯ อานันท์ยอมรับว่าการบังคับใช้กฎหมายมีปัญหา เนื่องจากใครก็ได้มีสิทธิกล่าวโทษ ซึ่งเปิดโอกาสให้คนใช้ประโยชน์จากตัวกฎหมายและสถาบันพระมหากษัตริย์เพื่อผล ประโยชน์ของตนเอง หากแก้ปัญหาดังกล่าวได้ก็คงจะลดปัญหาที่เกิดขึ้น

นั่นแสดงว่านายกฯ อานันท์เห็นด้วยกับข้อเสนอให้แก้ไขมาตรา 112 อย่างน้อยก็ให้มีหน่วยงานกลางหน่วยเดียวเป็นผู้แจ้งความกล่าวโทษ (ซึ่งนิติราษฎร์เสนอให้เป็นสำนักราชเลขาธิการ)

เรื่อง นี้ต้องแก้ไขกฎหมายนะครับ ไม่ว่าจะให้หน่วยงานใดก็แล้วแต่ เพราะถ้ามาตรา 112 ยังเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ที่ยอมความไม่ได้ (ไม่เหมือนหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดา) ใครๆ ก็แจ้งความได้ ถ้าไม่ต้องการให้นาย ก. นาย ข.แจ้งความกล่าวโทษได้ ก็ต้องเพิ่มข้อจำกัดเข้าไปในตัวบทกฎหมาย

ซึ่ง เมื่อท่านพูดกับสากลโลกเช่นนี้แล้ว ก็หวังว่าในฐานะที่ท่านเป็น Royalist ที่มีเครดิตสูงในหมู่ชนชั้นนำ จะช่วยผลักดันให้เกิดการแก้ไข เพื่อช่วย “ลดปัญหา” ไม่เพียงแค่พูดลอยๆ แล้วหายไปกับสายลม

และหวังว่าท่านจะ แสดงท่าทีคัดค้านการ “ใช้ประโยชน์จากสถาบันพระมหากษัตริย์” ที่มีการออกหมายเรียกหมายจับอย่างมากมายโดยส่อนัยไล่ล่ากวาดล้างกันทางการ เมือง ไม่ใช่ท่านพูดแล้ววางเฉย ปล่อยให้ “ใช้ประโยชน์จากสถาบันพระมหากษัตริย์” กันต่อไป ในฐานะผู้จงรักภักดีอย่างแท้จริง ท่านควรจะต้องช่วยยับยั้งกลั่นกรองเพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์

อย่าง ไรก็ดี ส่วนที่น่าผิดหวังในคำให้สัมภาษณ์คือ ท่านบอกว่า “การดำรงอยู่ของกฎหมายไม่ได้เป็นปัญหา แต่สิ่งที่เป็นปัญหาคือการบังคับใช้ และเจ้าหน้าที่ที่บังคับใช้”

นั่นหมายความว่าท่านอานันท์ไม่เห็นว่าการกำหนดโทษจำคุก 3-15 ปีเป็นปัญหา แค่เป็นปัญหาที่ใครก็กล่าวโทษได้

อ้าว แล้วปัญหาการบังคับใช้กฎหมายในแง่ที่ผู้ต้องหามักไม่ได้ประกันตัวละครับ สาเหตุที่ไม่ให้ประกันเพราะศาลท่านอ้างว่าคดีนี้มีโทษสูง จำเลยอาจหลบหนี จำเลยจำนวนหนึ่งก็เลยหนีจริงๆ เพราะผิดไม่ผิดยังไม่รู้ แค่ถูกกล่าวโทษก็ขังยาว

ฉะนั้นที่ท่านนายกฯ อานันท์บอกว่าตัวบทกฎหมายไม่มีปัญหา มีเพียงปัญหาการบังคับใช้ จึงผิดตรรกะ เพราะทั้งสองด้านเกี่ยวเนื่องกัน

ปัญหา การบังคับใช้ไม่ได้มีเพียงเรื่องที่ใครก็กล่าวโทษได้ แต่ยังมีกรณีที่กล่าวโทษมั่ว และเมื่อผู้ต้องหามอบตัวแล้วมักไม่ได้รับประกันตัวตามสิทธิในรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ยังมีเรื่องการวินิจฉัยและตีความของศาล ซึ่งท่านนายกฯ อานันท์ไม่ได้พูดหมด

ผมยกตัวอย่างนะครับ ปัญหาการบังคับใช้เช่นกรณีจีรนุช เปรมชัยพร กับกรณีสมยศ พฤกษาเกษมสุข ซึ่งถูกออกหมายจับโดยไม่รู้ตัว เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบไม่เคยแจ้งให้ทราบ จีรนุชถูกจับที่ ตม.เมื่อกลับจากต่างประเทศ สมยศถูกจับที่ ตม.เมื่อจะเดินทางเข้าเขมร ผลคือสมยศไม่ได้ประกันตัว เพราะศาลมองว่าจะหลบหนี ทั้งที่สมยศถูกออกหมายจับตั้งแต่วันที่ 15 ก.พ.เมื่อวันที่ 20-22 ก.พ.เขายังนำคณะทัวร์ไปเขมร และยังขึ้นเวทีปราศรัย แถลงข่าว เคลื่อนไหว อยู่ตามปกติ กระทั่งจะไปเขมรอีกครั้งเมื่อวันที่ 30 เม.ย.จึงถูกจับ

ปัญหาการบังคับใช้ยังมีเรื่องของการกล่าวโทษได้ครอบ จักรวาล ไม่ว่าจะพูดหรือเขียนอย่างระมัดระวังแค่ไหน เช่นกรณีของ อ.ใจ อึ๊งภากรณ์ อ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ซึ่งผมเคยอ่านข้อความที่เขาถูกกล่าวหาแล้ว เซอร์ไพรส์มาก เพราะเป็นข้อความที่ปกติธรรมดา พูดง่ายๆ ว่า สิ่งที่ อ.สมศักดิ์เคยพูดและเขียนมา ยังน่าจะ “โดน” ยิ่งกว่านี้ เช่นเดียวกับกรณีจักรภพ เพ็ญแข ข้อความที่จักรภพพูด ที่มีสื่อถอดความมาเผยแพร่ให้อ่านกันทั้งประเทศ เป็นข้อความที่นักวิชาการมากมายเคยพูดมาก่อน หลังจักรภพก็ยังมีคนพูด

การกล่าวโทษตามมาตรา 112 จึงเป็นเรื่อง “ลมเพลมพัด” แล้วแต่ลมจะพัดไปทางใคร คุณก็ซวย

นอก จากนั้นยังมีการเลือกปฏิบัติ ดังเช่นคดีของ “อากง” วัย 61 ผู้ถูกกล่าวหาว่าส่ง SMS หมิ่น DSI อ้างข้อมูล กอ.รมน.ว่าถูกขึ้น “บัญชีดำ” ในฐานะเสื้อแดงฮาร์ดคอร์

จะหมิ่นหรือไม่หมิ่น ว่ากันไปตามพยานหลักฐานสิครับ ดูซิมการ์ด ดูบันทึกการใช้โทรศัพท์ ทำไมต้องอ้างรายงาน กอ.รมน.เหมือนเราอยู่ในยุคถีบลงเขา เผาลงถังแดง นี่คือการเลือกปฏิบัติ คือแปลว่าถ้าคุณเป็นเสื้อแดง ถ้าคุณถูก กอ.รมน.ขึ้นบัญชีดำ ก็น่าเชื่อว่าผิดมาตรา 112

แบบเดียวกันเลย เอากระดาษแผ่นเดียวที่ ศอฉ.เขียนขึ้นเอง มากล่าวหา 18 แกนนำเสื้อแดง “ล้มเจ้า” ถ้าแน่จริง พล.อ.ประยุทธ์ หรือใครก็ตามที่รับผิดชอบ ต้องลงชื่อในแผนผัง รับรองว่าเป็นความจริง คนที่ถูกกล่าวหาเขาจะได้ฟ้องกลับ เพื่อพิสูจน์กัน

ปัญหาการบังคับใช้ ที่กล่าวมาทั้งหมด ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่เกิดขึ้นเพราะตัวบทกฎหมายมาตรา 112 เป็นปัญหา การบังคับใช้ที่ครอบจักรวาลมาจากตัวบทกฎหมายที่กำหนดความผิดครอบจักรวาลและ บทลงโทษเกินสมควรแก่เหตุ ต่อให้ท่านนายกฯ อานันท์เชื่อว่าให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเป็นผู้กล่าวโทษแล้วจะลดปัญหา ถ้าไม่แก้ไขตัวบทกฎหมายให้ชัดเจนแน่นอน เหมาะสม หน่วยงานที่รับไปก็จะมีปัญหายุ่งยากลำบากใจในการวินิจฉัยเสียเอง

มาตรา 112 ยกระดับขึ้นมาจากความผิดฐานดูหมิ่นและหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดา แน่นอนว่า “นี่เป็นวัฒนธรรมของเรา” ซึ่งพอยอมรับได้ถ้าสมเหตุสมผล และอยู่ในกรอบของระบอบประชาธิปไตยที่สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐ ธรรมนูญ แต่ปัญหาที่ดำรงอยู่คือ มาตรา 112 กำหนดความผิดและกำหนดโทษแตกต่างจากบุคคลธรรมดาหลายสิบหลายร้อยเท่า

การ หมิ่นประมาทบุคคลธรรมดา มีข้อยกเว้นความผิด หากเป็นการติชมโดยสุจริต วิพากษ์วิจารณ์เพื่อประโยชน์สาธารณะ และยกเว้นโทษ หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นความจริง เว้นแต่เป็นเรื่องส่วนตัว... แต่มาตรา 112 ไม่มี

การหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดา มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี การดูหมิ่นบุคคลธรรมดา มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน... แต่มาตรา 112 ไม่แยก และเหมารวมโทษจำคุก 3-15 ปี หมายความว่าศาลจะตัดสินต่ำกว่า 3 ปีไม่ได้ นี่เป็นโทษที่สูงกว่าสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชด้วยซ้ำ และแก้ไขใหม่โดยคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน หลัง 6 ตุลา 2519

หลัง 6 ตุลา 2519 ที่ท่านนายกฯ อานันท์ถูกพักราชการจากปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ในข้อหาฝักใฝ่ลัทธิคอมมิวนิสต์ จนต้องลาออกจากราชการนั่นละครับ ความอยุติธรรมที่ท่านได้รับในครั้งนั้นผมยังเจ็บแค้นแทนไม่หาย ท่านถูกกล่าวหาด้วยการขึ้นบัญชีดำและอ้างข้อมูลฝ่ายความมั่นคง คล้ายๆ กันนี่แหละ ถึงวันนี้ผมอยากถามท่านจังว่า ท่านเห็นว่าการเพิ่มโทษโดยประกาศคณะปฏิรูปฯ เหมาะสมหรือไม่

กฎสากลกับมาตรฐาน

ผม ไม่ทราบว่าท่านนายกฯอานันท์เคยอ่านคำแถลงของนิติราษฎร์ หรือคำให้สัมภาษณ์ของ อ.วรเจตน์หรือเปล่า อ.วรเจตน์ชี้ว่า มาตรา 112 ไม่ควรอยู่ในหมวดความมั่นคงของรัฐ เพราะรัฐประชาธิปไตย ไม่ใช่รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่รัฐกับพระมหากษัตริย์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน รัฐประชาธิปไตย ตัวรัฐแยกกับพระมหากษัตริย์ พระมหากษัตริย์เป็นเพียงองค์กรหนึ่งของรัฐ การกระทำผิดต่อพระมหากษัตริย์จึงไม่ใช่กระทบความมั่นคงของรัฐทุกกรณี ต้องแยกแยะเป็นกรณีไป เช่น ลอบปลงพระชนม์ ถือว่ากระทบความมั่นคง แต่การหมิ่นประมาทหรือดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ถือเป็นความผิดที่ไม่กระทบความ มั่นคง (เพราะพระมหากษัตริย์ไม่ใช่รัฐ เราเปลี่ยนแปลงมา 79 ปีแล้ว)

สิ่ง ที่ผมพยายามจะพูดก็คือ มาตรา 112 ทั้งตัวบทกฎหมายและการบังคับใช้ตีความ ตั้งอยู่บนฐานของอุดมการณ์ที่ยังเห็นว่ารัฐกับพระมหากษัตริย์เป็นอันหนึ่ง อันเดียวกัน หรืออีกนัยหนึ่ง เป็นมรดกอุดมการณ์สมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่ตกทอดมาอยู่ในระบอบประชาธิปไตย

อุดมการณ์เช่นนี้แหละที่ทำให้เป็น ปัญหา ทั้งหลักการของกฎหมายและการบังคับใช้ แต่ถ้ามาตรา 112 อยู่ภายใต้อุดมการณ์ประชาธิปไตย การดำรงอยู่ของกฎหมายจะไม่เป็นปัญหาเลย

ท่าน นายกฯ อานันท์กล่าวอย่างฟังดูงดงามว่า “คนไทยส่วนใหญ่รัก เคารพ และเทิดทูนสถาบันกษัตริย์ ซึ่งคนจากประเทศอื่นๆ อาจมองว่าคนไทยรักและเคารพสถาบันกษัตริย์แบบแปลกๆ แต่ไม่ว่าภายนอกจะมองว่าอย่างไร แต่นี่เป็นวัฒนธรรมของเรา เช่นเดียวกับในหลักการพหุวัฒนธรรม ผู้อื่นก็ควรจะเคารพในความหลากหลาย และไม่ควรตัดสินว่าอะไรดีหรือไม่ดี”

คำถามคือ มาตรา 112 อยู่ในหลักการพหุวัฒนธรรม เคารพในความหลากหลาย อย่างที่ท่านพูดหรือเปล่า ผู้ที่รัก เคารพ เทิดทูนสถาบันกษัตริย์ อย่างพงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง “เคารพในความหลากหลาย และไม่ควรตัดสินว่าอะไรดีหรือไม่ดี” ดังที่ท่านพูดหรือเปล่า

“มันก็ไม่ใช่หน้าที่ของผมที่ต้องไปตัดสิน สถาบันกษัตริย์ในที่อื่นๆ เช่น ในอังกฤษ หรือนอร์เวย์ เพราะเป็นกษัตริย์ของเขา ประชาชนของเขา ผมคิดว่าการใช้กฎสากลกับระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญในทุกที่ๆ นั้นไม่ถูกต้องเพราะมีรายละเอียดต่างๆ ที่แตกต่างกัน แต่ก็ควรมีมาตรฐานหนึ่งๆ ที่กำหนดไว้ซึ่งยอมรับได้ร่วมกัน”

ตรงนี้ ยิ่งฟังแล้วสับสน ท่านบอกว่าใช้กฎสากลไม่ได้ แต่ควรมีมาตรฐาน แล้วจะมีมาตรฐานอะไร ถ้าไม่ใช่มาตรฐานของระบอบประชาธิปไตยซึ่งเป็นสากล

ท่าน นายกฯ อานันท์เป็นนักเรียนเก่าอังกฤษ จบกฎหมายเกียรตินิยมจากเคมบริดจ์ และรับราชการเป็นเอกอัครราชทูตในหลายประเทศ ท่านคงเข้าใจดีว่า ในระบอบประชาธิปไตย (อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข) ของอังกฤษ หรือของหลายๆ ประเทศในยุโรป สถาบันกษัตริย์ล้วนดำรงอยู่ได้ด้วยการที่คนส่วนใหญ่รักเคารพ เช่นเดียวกับประเทศไทย

สถาบันกษัตริย์ของอังกฤษเปิดให้พวกนิยม สาธารณรัฐ หรือพวก Republic วิพากษ์วิจารณ์มาเป็นร้อยสองร้อยปีแล้ว แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังรักเคารพ ชื่นชม โดยสถาบันกษัตริย์ปรับตัวอยู่ตลอด ตั้งแต่สมัย The King’s Speech มาถึง The Queen (หนังยังข้ามมาชนะใจคนอเมริกันจนได้ออสการ์ไปหลายตัว)

ถึงวันนี้ แม้พวก Republic ยังวิพากษ์วิจารณ์อยู่ แต่ก็เป็นเพียงเสียงข้างน้อยหยิบมือ แม้อังกฤษไม่มีกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แต่ใครพูดจาไม่เหมาะสมแสดงความไม่เคารพ ก็ถูกสาธารณชนต่อต้านหรือบอยคอตต์

นั่น คือมาตรฐานสากลของระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ อยู่ภายใต้หลักการสิทธิเสรีภาพ ในอันที่จะเชื่อ ในอันที่จะรัก เคารพ นับถือ ซึ่งเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตย

คำถามคือท่าน นายกฯ อานันท์เชื่อหรือไม่ว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ของเราสามารถดำรงอยู่ได้ เป็นที่เคารพ รัก เทิดทูน ของคนส่วนใหญ่ โดยไม่ต้องมีมาตรา 112 ผมเชื่อ ท่านเชื่อหรือไม่

ที่พูดเช่นนี้ไม่ใช่ผมบอกว่าต้องยกเลิกมาตรา 112 แต่ให้คงไว้โดยเพิ่มข้อยกเว้นความผิดในกรณีที่ติชมโดยสุจริตหรือวิจารณ์ เพื่อประโยชน์สาธารณะ และกำหนดโทษให้เหมาะสม ไม่ใช่บอกว่ายกเลิกแล้วให้ใครก็ได้มาปาวๆ พูดจาให้ร้าย ดูหมิ่นสถาบันอันเป็นที่เคารพรักของคนส่วนใหญ่

สาเหตุที่เราต้อง เรียกร้องให้แก้ไขมาตรา 112 เป็นเพราะอะไร สาเหตุมันไม่ใช่เรื่องของความคันปากอยากวิพากษ์วิจารณ์เบื้องสูง ใครจะอยากหาเหาใส่หัวหาอัปรีย์ใส่ตัวถึงขนาดนั้น ถ้าไม่ใช่เพราะว่าตลอด 5 ปีที่ผ่านมา มีการอ้างอิงสถาบัน ดึงสถาบันอันควรเป็นที่เคารพรักของคนไทยทุกฝ่าย มาใช้ประโยชน์ มาเป็นอาวุธกล่าวหาให้ร้ายกันทางการเมือง จนเกิดการแบ่งฝักฝ่ายและทำให้คนอีกฝ่ายคับแค้นใจจนตอบโต้ด้วยอารมณ์ โดยเมื่อมีการวิพากษ์วิจารณ์ความพยายามดึงสถาบันเข้ามาเกี่ยวข้องกับการ เมืองของผู้แอบอ้างผู้ใกล้ชิด ก็จะถูกคนเหล่านั้นใช้ประโยชน์จากมาตรา 112 และสถาบันพระมหากษัตริย์ จนกระทั่งวิกฤตบานปลายมาถึงปัจจุบัน

ซึ่ง ท่านนายกฯ อานันท์ก็คงทราบดีว่า วิกฤตในวันนี้พัฒนาไปถึงไหนแล้ว อดีตนายกฯ โปร่งใสอย่างท่านน่าจะเข้าใจดีว่าเมื่อเกิดแรงต้าน ท่านจะกดจะดันมันไว้ หรือจะหาวิธีให้ไอน้ำระบายออกมาบ้าง

เราเรียกร้องให้แก้ไขมาตรา 112 เปิดโอกาสให้วิจารณ์เพื่อประโยชน์สาธารณะ กล่าวให้ถึงที่สุดก็คือเพื่อประโยชน์ของสถาบัน เพราะสถาบันดำรงอยู่เพื่อประโยชน์สาธารณะ สถาบันจะดำรงอยู่เป็นมิ่งขวัญของประชาชนสืบไปชั่วกาลนาน ก็ต้องไม่ถูกดึงเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมือง เมื่อใดที่มีแนวโน้มว่าสถาบันจะถูกดึงเข้ามา หรือถูกอ้างอิง ต้องเปิดกว้างให้มีการท้วงติงเพื่อปกป้องสถาบัน และต้องเปิดกว้างเพื่อรับฟังทุกฝ่าย อันจะเป็นประโยชน์ต่อสถาบัน (และต่อสาธารณะ)

เราเรียกร้องให้ปฏิรูปอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ ก็เพื่อที่จะทำให้เกิดความชัดเจน เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตยอย่างเคร่งครัด ไม่ปล่อยให้เกิดความคลุมเครือ จนมีผู้อ้างอิงไปใช้อำนาจนอกรัฐธรรมนูญ แทรกแซงอำนาจบริหาร อำนาจตุลาการ สร้างรัฐทหารซ้อนรัฐ หรือกระทั่งอ้างสถาบันฉีกรัฐธรรมนูญ ซึ่งก่อให้เกิดวิกฤตกับประเทศทุกครั้งที่ผ่านมา

หรือท่านนายกฯ อานันท์จะไม่ยอมรับว่า การอ้าง “พระราชอำนาจ” จนเลยเถิดไปจากกรอบของระบอบประชาธิปไตย เป็นสาเหตุหนึ่งในวิกฤตที่เกิดขึ้นครั้งนี้

ขอเรียนตรงๆ ว่า ผมฟังท่านนายกฯ อานันท์ตอบคำถามเรื่องการปฏิรูปอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์แล้ว นอกจากผิดหวัง ผมยังห่อเหี่ยว มองไม่เห็นอนาคต มองไม่เห็นทางออกที่จะนำไปสู่ “การเปลี่ยนผ่านอย่างสันติ” เพราะผมมองว่าท่านนายกฯ อานันท์เป็นผู้จงรักภักดีที่แท้จริง ที่มีสายตากว้างไกล เป็น Royalist หัวก้าวหน้าที่มีเครดิตสูงสุด หนึ่งในน้อยคน

แต่เมื่อท่านนายกฯ อานันท์ยังคิดได้แค่นี้ ผมก็ได้แต่เศร้าใจ

ด้วยความเคารพ
ใบตองแห้ง
22 พ.ค.54
...................................

แผนผังล้มเจ้าระเบิดเวลาโค่นเพื่อไทย

ที่มา Thai E-news

โดย ปาแด งา มูกอ
22 พฤษภาคม 2554

ยินดีต้อนรับ เข้าสู่ความความเอื้ออาทร ของ ดีเอสไอ ..!

นาง ธิดา ถาวรเศรษฐ์ นายการุณ โหสกุล นายยศวริศ ชูกล่อม หรือ เจ๋ง ดอกจิก นายชินวัฒน์ หาบุญพาด นายวิเชียร ขาวขำ นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ หรือ แรมโบ้อีสาน นายขวัญชัย สาราคำ หรือ ไพรพนา นายนิสิต สินธุไพร จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ นายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ์ นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ นายสมชาย หรือพิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ และนายพายัพ ปั้นเกตุ

การทุ่มเททั้งชีวิตและจิตใจในการปฏิบัติงานของ ดีเอสไอ มีเลศนัยซ่อนเร้น

มาตามคาดครับกับข่าวข้างล่างนี้

ดี เอสไอ เตรียมเรียก 19 แกนนำเสื้อแดง รับทราบข้อหาคดีล้มเจ้า 2 มิ.ย.นี้ จากนั้นส่งตัวให้ศาลอาญาพิจารณาให้ประกันหรือไม่ กรณีปราศรัยพาดพิงสถาบันเบื้องสูง เมื่อวันที่ 10 เม.ย. ส่วน“จตุพร”และ นิสิต สินธุไพร จะส่งจนท.ดีเอสไอไปแจ้งข้อกล่าวหาในเรือนจำ

ที่กรม สอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 20 พ.ค. นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ แถลงหลังการประชุมพนักงานสอบสวนคดีล่วงละเมิดสถาบันเบื้องสูงว่า สืบเนื่องจากคณะกรรมการคดีพิเศษ มีมิติให้ดีเอสไอดำเนินคดีความผิดต่อความมั่นคงว่าด้วยการล่วงละเมิดสถาบันฯ ตั้งแต่ปี 2553

การดำเนินคดีนี้ไม่ใช่การกระทำผิดเฉพาะตัวบุคคล แต่เป็นการกระทำความผิดในลักษณะเครือข่าย มีการแบ่งหน้าที่กันทำ มีทั้งฝ่ายตัวการร่วมฝ่ายผู้สนับสนุน ฝ่ายออกความคิดและฝ่ายให้เงินสนับสนุนให้มีการเปิดเว็บไซต์ เป็นลักษณะเครือข่ายที่เกี่ยวพันต่อเนื่องกันมาโดยตลอด ดีเอสไอมีความเห็นว่าความผิดในคดีล้มเจ้าเป็นความผิดคู่ขนานกับความผิดฐาน ก่อการร้าย ผู้กระทำความผิดทั้ง 2 คดี เป็นบุคคลกลุ่มเดียวกัน

ดัง นั้นการกระทำความผิดล่วงละเมิดสถาบันฯ เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 54 จึงไม่ได้เป็นการกระทำความผิดเพียงคนเดียวของนายจตุพร พรพันธุ์ หรืออีก 3 คน ที่ขึ้นพูดบนเวทีปราศรัย แต่ได้พิจารณาเห็นว่ามีผู้ที่เข้าข่ายเกี่ยวข้องไม่เป็นตัวการร่วม หรือเป็นผู้สนับสนุนในความผิด 2 ฐานหลักคือความผิดยุยงปลุกปั่นตามมาตรา 116 และการล่วงละเมิดสถาบันฯ ตามมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา จากพฤติการณ์ดังกล่าว เบื้องต้นมีความผิดเพียงพอที่ดีเอสไอจะแจ้งข้อกล่าวหาคดีล้มเจ้ากับผู้ต้อง หา 19 คน โดยทั้ง 19 คน อยู่ในแผนผังตามที่ ศอฉ.ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดีเอสไอดำเนินคดีก่อนหน้านี้

อธิบดี ดีเอสไอ กล่าวอีกว่า สำหรับกำหนดตารางกันการทำงานของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ จะเริ่มจากวันจันทร์ ที่ 23 พ.ค. ดีเอสไอจะออกหมายเรียกส่งจดหมายไปยังทั้ง 19 คน เพื่อให้มารับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 2 มิ.ย.54 เวลา 09.00 น.ที่สำนักคดีอาญาพิเศษ ดีเอสไอ ชั้น 8 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียติ อาคารบี

ส่วน นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายนิสิต สินธุไพร่ ที่ถูกควบคุมในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในคดีก่อการร้าย ดีเอสไอจะไปแจ้งข้อกล่าวหาที่เรือนจำโดยหมายจะเรียกผู้ต้องหาให้เข้ามารับ ข้อกล่าวหาพร้อมกัน เนื่องจากเมื่อแจ้งข้อกล่าวหาคดีล้มเจ้าแล้วดีเอสไอมีความจำเป็นจะต้อง สั่งให้ผู้ต้องหาไปที่ศาลอาญา เพื่อขออำนาจศาลฝากขังพร้อมคัดค้านการประกันตัว ส่วนศาลจะให้ประกันตันหรือไม่ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล ดีเอสไอไม่สามารถก้าวล่วงได้

ส่วน กรณีกรณีถ้าผู้ต้องหาไม่มาตามหมายเรียกก็จะออกหมายจับต่อไป นอกจากนี้ ดีเอสไอจะดำเนินคดีกับวิทยุชุมชนที่ได้ถ่ายทอดเสียงการปราศรัยของนายจตุพร พร้อมพวกเมื่อวันที่ 10 เม.ย.หลังจากตำรวจและ กอ.รมน.ได้เข้าตรวจค้นวิทยุชุมชนหลายแห่งล่าสุด เมื่อวันที่ 19 พ.ค.จากนั้นตำรวจนครบาล ส่งเรื่องมาให้ดีเอสไอดำเนินคดีล้มเจ้ากับวิทยุชุมชน 6 แห่ง เบื้องต้นดีเอสไอพบว่าวิทยุชุนชุมชน 6 แห่ง มีมูลความผิดเพียงพอที่ดำเนินคดี นอกจากนี้ยังมีวิทยุชุมชนอีก 15 แห่ง ที่ทาง บช.น.จะส่งให้ดีเอสไอดำเนินคดีคดีล้มเจ้าต่อไป ส่วนชื่อวิทยุชุมชนเปิดเผยไม่ได้

สำหรับรายชื่อ แกนนำ นปช.และ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ถูกดีเอสไอออกหมายเรียกดำเนินคดีล้มเจ้าทั้ง 19 คน ประกอบด้วย นายจตุพร พรหมพันธุ์ นพ.เหวง โตจิราการ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายก่อแก้ว พิกุลทอง นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ นายการุณ โหสกุล นายยศวริศ ชูกล่อม หรือ เจ๋ง ดอกจิก นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ นายชินวัฒน์ หาบุญพาด นายวิเชียร ขาวขำ นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ หรือ แรมโบ้อีสาน นายขวัญชัย สาราคำ หรือ ไพรพนา นายนิสิต สินธุไพร จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ นายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ์ นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ นายสมชาย หรือพิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ และนายพายัพ ปั้นเกตุ ที่ถูกเพิ่มชื่อเข้ามาล่าสุด

ผมเคยคาดการณ์มาแล้วว่า อย่างไรเสีย ดีเอสไอ จะต้องพยายามดำเนินคดีเรื่องล้มเจ้า ในห้วงระยะเวลาใกล้วันเลือกตั้งให้จงได้ (อ่านบทความเรื่อง:ลับสุดยอด ผังล้มเจ้า + แผนโค่นเพื่อไทย)

ทั้ง ที่เรื่องนี้ ดีเอสไอ ได้สอบปากคำเจ้าหน้าที่ของ ศอฉ. จำนวนหนึ่งไปแล้ว ซึ่งปรากฏว่าไม่มีเจ้าหน้าที่ของ ศอฉ.คนใด รวมถึงโฆษกไก่อู กล้าที่จะให้ถ้อยคำหรือข้อมูล เจาะจงตัวผู้กระทำผิด ส่วนใหญ่เป็นการระบุพฤติกรรมภาพรวมเท่านั้น

โดยเฉพาะนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติถึง กับ เคยให้สัมภาษณ์ว่าแผนผังดังกล่าวเป็นเรื่องที่คิดกันขึ้นสดๆในที่ประชุมศอ ฉ.ในตอนที่จะหาเหตุสลายการชุมนุมเสื้อแดงเมื่อเดือนพฤษภาคมปีกลายนั่นเอง และยังรู้สึกละอายใจที่กุเรื่องนี้ขึ้นมา

นั่นย่อมหมายถึงว่า เจ้าหน้าที่ ศอฉ.ที่ให้ถ่อยคำหรือข้อมูลเหล่านั้นทราบดีอยู่แก่ใจ ว่าคดีนี้มันเป็นเพียงละครฉากหนึ่งในการทำลายแกนนำคนเสื้อแดงเท่านั้น และละครฉากนี้ฉากเดียวเท่านั้น ที่จะทำให้ รัฐบาลอภิสิทธิ์ และ ศอฉ.รอดตัว แต่ผมว่ามันจะปวดกบาลมากกว่าเมื่อถึงเวลาขึ้นศาล

เรื่องง่ายๆแบบนี้ เด็กอนุบาลก็เล่นเป็น.....

No Coup, Fair Election รณรงค์เลือกตั้ง-ต้านรัฐประหาร:จดหมายจากปลายฟ้าถึงยิ่งลักษณ์

ที่มา Thai E-News

จดหมายถึงยิ่งลักษณ์-เด็ก หญิงปลายฟ้าซึ่งพ่อกับแม่เสียชีวิตจากการติดเชื้อHIVทั้งคู่ฝากจดหมายถึง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้ประสบความสำเร็จในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และขอความอนุเคราะห์ทุนการศึกษา เธอตั้งใจอยากเป็นพยาบาลเมื่อโตขึ้น

โดย FORD เรด ทรู้ธ โอนลี่
21 พฤษภาคม 2554

โครงการ เส้นทางสีแดง No Coup, Fair Election รณรงค์เลือกตั้ง ต้านรัฐประหาร (ราชประสงค์-อุดรธานี-เชียงใหม่-ชุมพร) 4 ภาค 42 วัน 39 จังหวัด ระยะทาง 3,693 กม. ดำเนินการระหว่างวันที่ 8 พฤษภาคม-19 มิถุนายน 2554 ผมจะขอรายงานกิจกรรมเป็นระยะตามเส้นทางเพิ่มเติมจากเส้นทางตอนก่อน(ดูลิ้งค์ ท้ายรายงานนี้)ดังนี้

18 พฤษภาคม จดหมายจากเด็กหญิงปลายฟ้าถึงยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

พวกเราออกเดินทางจากบ้านคุณมัยภรณ์และคุณ Gerrit ในเวลา 8.00 น. เส้นทางจากชัยภูมิมุ่งหน้าชุมแพรถไม่มากนัก

มี เหตุหวาดเสียวเล็กน้อยเกิดขึ้นขณะที่พวกเราปั่นจักรยานเมื่อมีรถกระบะสี น้ำตาลยี่ห้อ Yoyota Vego ได้ขับเข้าใกล้จักรยานของพวกเราด้วยความเร็วสูงและพยายามที่จะพุ่งชนท้ายรถ ของพวกเราคันหนึ่ง ไม่ทราบว่าเป็นความตั้งใจที่จะพุ่งชนหรือเพียงแค่การ "ทักทาย" ของผู้ไม่หวังดี สิ่งที่พวกเราทำได้คือจำยี่ห้อ สี และทะเบียนรถและโทรแจ้งสันติบาลที่คอยดูแลพวกเราตลอดเส้นทาง

ระยะทางจากชัยภูมิถึงชุมแพคือ 80 กม. พวกเราถึงเทสโก้ชุมแพในเวลา 15.30 น. ก่อนเวลานัดหมายครึ่งชม.

ที่ นั่นพวกเราได้รับการต้อนรับจากประธานนปช.ชุมแพ 52 คุณวีระศักดิ์และพี่น้องชาวชุมแพหลายคน คณะเดินทางได้เดินทางไปพักที่บ้านของคุณวีระศักดิ์ และมีพี่น้องเสื้อแดงจากชุมแพ และต่างอำเภอ รวมถึงจ.ขอนแก่นมาร่วมเสวนาในเย็นวันนั้น

พวกเราและคุณ Gerrit ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์การชุมนุมร่วมกับแกนนำชาวบ้านและได้คุณ Gerrit ได้ร่วมเป็นวิทยากรให้คำแนะนำในการเลือกตั้ง

ในเช้าวันถัดมาเวลา ประมาณ 6.30 น. มีเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่งจูงมือคุณป้าของเธอมาพบพวกเราที่บ้านพัก เด็กหญิงตัวน้อยๆคนนี้เล่าเรื่องของเธอให้พวกเราฟัง ทำให้ผมตัดสินใจถ่ายทำคลิปการสัมภาษณ์และขอให้เธอเขียนจดหมายฉบับหนึ่งขึ้น มา และผมรับปากว่าจะนำไปให้บุคคลที่เธอต้องการทันทีที่ผมกลับกรุงเทพฯ

เรื่องย่อของดญ.ปลายฟ้า .. ดญ.ปลายฟ้าอายุ 9 ปี เรียนชั้นป.3 โรงเรียนแห่งหนึ่งที่ชุมแพ เธอเป็นเด็กกำพร้า บิดามารดาเสียชีวิตเมื่อเธอยังเล็ก เนื่องจากติดเชื้อ HIV ทั้งคู่

ปัจจุบันเธออยูกับป้าที่เธอเรียกว่าแม่ และตาที่เธอเรียกว่าพ่อ เธอมีความฝันอยากเป็นนางพยาบาล เนื่องจากเธอเข้าใจว่าจะสามารถรักษาพ่อแม่ไม่ให้เสียชีวิต เธอต้องการขอทุนการศึกษาจากคุณปูยิ่งลักษณ์ ผู้ที่เธอได้ยินว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปของเมืองไทย..



http://www.youtube.com/watch?v=pWo8JSRM2qY



http://www.youtube.com/watch?v=kZH5XmbJ8fY



19-21 พค.เส้นทางขอนแก่น และอุดรธานี รำลึก1ปี19พฤษภา-เยียวยาผู้บาดเจ็บ

วัน ที่ 19 พฤษภาคม 2554 พวกเราออกเดินทางหลังจากที่หนูน้อยปลายฟ้าฝากจดหมายถึงคุณยิ่งลักษณ์เสร็จ สิ้น ระยะทางจากชุมแพถึงขอนแก่น 125 กม.

การปั่นจักรยานในช่วงเช้า เป็นไปอย่า่งราบรื่น แต่ช่วงบ่ายเราต้องพบกับฝนที่โปรยปรายลงมาเป็นระยะ พวกเราถึงขอนแก่นในสภาพที่มอมแมมด้วยน้ำฝนและคราบโคลนที่ดีดมาจากล้อรถ จักรยาน

มีพี่น้องเสื้อแดงกลุ่มเล็กๆที่ทราบข่าวกิจกรรมเส้นทางสีแดง และตัดสินใจรอ รับพวกเราที่ขอนแก่นแทนที่จะเดินทางมาราชประสงค์เพื่อร่วมชุมนุมครอบรอบ 1 ปี พวกเราแวะไปทำกิจกรรมจุดเทียนแดง ผูกผ้าแดง และร้องเพลงนักสู้ธุลีดินให้กับวีรชนที่จากไปกลางเมืองขอนแก่น

เช้า วันถัดมาพวกเราปั่นจักรยานจากขอนแก่นมาอุดรธานี จุดหมายปลายทางคือสถานีวิทยุชุมชนคนรักอุดร ระยะทาง 115 กม. พวกเรามาถึงสถานีในเวลา 18.00 น. โดยก่อนเข้าสถานีได้แวะตลาดที่อยู่ไม่ไกล ได้รับแรงใจและอาหารผลไม้จากแม่ค้าในตลาดไปฝากพี่น้องที่สถานี

เช้า วันถัดมา 21 พฤษภาคม พวกเราออกเดินทางไปเยี่ยมคุณเกียรติศักดิ์ ซึ่งบาดเจ็บจากการเข้าร่วมชุมนุมที่กรุงเทพฯเมื่อปีกลาย ที่บ้านในเวลาประมาณ 10.00 น.โดยการนำของคุณอาภรณ์

คุณเกียรติศักดิ์ ดูสดชื่นกว่าเมื่อ 6 เดือนก่อนที่เราพบ ผมได้สัมภาษณ์คุณเกียรติศักดิ์เพื่อส่งให้กับคอป. ตลอดเวลา 46 นาทีของการสัมภาษณฺ์คุณเกียรติศักดิ์มีใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มเมื่อนึก ถึงอดีตที่เคยร่วมต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย หลังจากนั้นได้มอบเงินที่พี่น้องเสื้อแดงบริจาคให้เพื่อเยียวยาจำนวน 2,000 บาท ดูคลิป





http://www.youtube.com/watch?v=RSVx9XJJkmo และ http://www.youtube.com/watch?v=h7NZKFnEQhg

หลัง จากการสัมภาษณ์เสร็จสิ้น ผมได้ขอลูกสาวอายุ 13 ขวบซึ่งกำลังศึกษาอยู่ในระดับมัธยมเขียนจดหมายถึงคุณยิ่งลักษณ์เพื่อสนับ สนุนทุนการศึกษา ซึ่งผมรับปากจะนำไปมอบให้ทันทีที่พวกเราเดินทางกลับกรุงเทพฯ

หลังจาก นั้นพวกเราได้เดินทางมาที่หนองคาย พักที่วัดแห่งหนึ่งริมแม่น้ำโขง และในวันที่ 22 พฤษภาคม พวกเราจะเดินทางไปเยี่ยมครอบครัวเด็กกำพร้าที่อ.ปาดคาด จ.หนองคาย ระยะทาง 90 กม.



รู้จักกิจกรรมNo Coup, Fair Election รณรงค์เลือกตั้ง ต้านรัฐประหาร

โครงการ นี้จะดำเนินการระหว่างวันที่ 8 พฤษภาคม-19 มิถุนายน 2554 เส้นทางสีแดง No Coup, Fair Election รณรงค์เลือกตั้ง ต้านรัฐประหาร (ราชประสงค์-อุดรธานี-เชียงใหม่-ชุมพร) 4 ภาค 42 วัน 39 จังหวัด ระยะทาง 3,693 กม. โครงการเส้นทางสีแดง(Red Path) นำทีมโดยคุณ FORD จัดกิจกรรม รายละเอียดคลิ้กที่ที่ภาพโปสเตอร์ด้านบน

ผู้สนใจติดต่อ 081-5836964 ผู้สนใจบริจาคสมทบทุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจกรรม เพื่อนำไปเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม ธนาคารกรุงเทพ สาขาอิมพีเรียลเวิลด์ สำโรง ชื่อบัญชี นายสมชัย เหยี่ยวฟ้า บัญชีออมทรัพย์เลขที่ 940-0-38411-2

*******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-รายงานกิจกรรมNo Coup, Fair Electionรณรงค์เลือกตั้ง-ต้านรัฐประหาร3,693กม.ทั่วประเทศ วันที่8-15พ.ค.54

-รายงานกิจกรรมNo Coup, Fair Electionรณรงค์เลือกตั้ง-ต้านรัฐประหาร3,693กม.ทั่วประเทศ(เส้นทางจากปราจีนฯ-ชัยภูมิ)

-กลุ่มเส้นทางสีแดงขอโทษกรณีขึ้นเวทีเสื้อเหลือง

Saturday, May 21, 2011

ยิ่งลักษณ์ หาเสียงเชียงใหม่ วอนเลือกเพื่อไทยทั้งจังหวัด

ที่มา Voice TV



Voice News ประจำวันเสาร์ที่ 21 พ.ค.54 (19.00 น.)

-ยิ่งลักษณ์ หาเสียงเชียงใหม่ วอนเลือกเพื่อไทยทั้งจังหวัด

- อภิสิทธิ์ เปิดนโยบาย วันแรกทำได้ทันที เน้น 4 นโยบายหลัก

-กระถาง Blue twig ตอบโจทย์กลุ่มคอนโด-ทาวเฮาท์

-ยิ่งลักษณ์ หาเสียงเชียงใหม่ วอนเลือกเพื่อไทยทั้งจังหวัด

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นำทีมพรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่หาเสียงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เป็นครั้งแรก ท่ามกลางมวลชนเสื้อแดงให้การต้อนรับจำนวนมาก

-อภิสิทธิ์ เปิดนโยบาย วันแรกทำได้ทันที เน้น 4 นโยบายหลัก

ด้านหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นำทีมแกนนำพรรคประชาธิปัตย์และ ผู้สมัคร ส.ส. 4 เขต ประกาศนโยบายวันแรกทำได้ทันที ใน 4 นโยบายหลัก

-กระถาง Blue twig ตอบโจทย์กลุ่มคอนโด-ทาวเฮาท์

สมาทร์บิส พบชม กระถาง แนวใหม่ คิดค้นขึ้นมา ให้มีฟังก์ชั้นการใช้งานที่ดีขึ้น เหมาะสำหรับการติดผนังในที่อยู่อาศัยที่มีพื้นที่ไม่มาก แต่ต้องการธรรมชาติ

ภาพอบอุ่น"ยิ่งลักษณ์"ปิ๊กบ้านเกิด ณ เชียงใหม่ ควง"น้องไปป์" ชูนิ้วชี้ ขอคะแนน No.1

ที่มา มติชน

นับถอยหลังเข้าสู่วันเลือกตั้ง คืบคลานเข้าสู่วันอาทิตย์ 3 ก.ค. 54 เข้ามาทุกที ๆ


เวลา นี้ บรรดาผู้สมัครส.ส.โดยเฉพาะปาร์ตี้ลิสต์ ต่างก็ลงพื้นที่กันน่าดู ในการแนะนำตัว ให้เป็นที่รู้จักของชาวบ้าน เพื่อเร่งทำคะแนนก่อนวันเปิดหีบจะมาถึง


เฉกเช่นเดียวกับ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สตรีหมายเลข 1 ปาร์ตี้ลิสต์ แห่ง สำนักพรรคเพื่อไทย


ที่เวลานี้ ผู้คนทั่วบ้านทั่วเมืองต่างก็จับตาดูความเคลื่อนไหวของเธอกันแบบก้าวต่อก้าว พื้นที่ต่อพื้นที่


ด้วยความที่เธอเป็นคนสำคัญ ซึ่ง"ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกฯ ผู้อยู่แดนไกล ฝากความหวังไว้อย่างเต็มเหนี่ยว


ใน การพา อาณาจักรเพื่อไทย ที่มีตัวเองเป็นหัวสมองขับเคลื่อน ก้าวสู่ความเป็นผู้นำในการจัดตั้งรัฐบาลอย่างสมสง่า ด้วยการกวาดที่นั่งเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร


รวมถึงปูทางให้เป็น ว่าที่ นายกรัฐมนตรี หญิง คนแรกในประเทศไทย


โดยมีฐานเสียงขุมใหญ่ อยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของพี่น้อง ตระกูลชินวัตร เป็นพื้นที่เบิกทาง


และเมื่อถึงคราวที่ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องปิ๊กบ้านเกิด อีกครั้ง พร้อมๆ กับการพาน้อง ไปป์ ด.ช.ศุภเศกข์ อมรฉัตร ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน วัย 9 ขวบ ไปพบปะเยี่ยมเยียนพี่น้องชาวเชียงใหม่ พร้อมด้วยเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ผู้พี่ และบรรดา ผู้สมัครส.ส.เพื่อไทยลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่คืนวันที่ 20 พ.ค. ที่ผ่านมา ต่อเนื่องกิจกรรมแน่นเอี้ยด ในวันที่ 21 ก.พ.

จึง ไม่ต้องแปลกใจว่า เหตุใด พวกเขาถึงได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากคนบ้านเดียวกันและพี่น้องเสื้อแดง ที่ผูกขาดความไว้วางใจเห็นดีเห็นงามกับพรรคเพื่อไทยมากมายถึงเพียงนี้ ไม่ว่าจะเดินทางไปที่ไหน


เริ่มจากการกราบสักการะอนุสาวรีย์ครู บาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนา ที่เชิงดอยสุเทพ ก่อนที่จะขึ้นไปสักการะ วัดพระธาตุดอยสุเทพวรวิหาร ซึ่งแน่นอนทุกคนล้วนตั้งจิตอธิษฐานและขอพรให้กำชัยศึกเลือกตั้งในครั้งนี้

จากนั้น ปู ยิ่งลักษณ์ ,น้องไปป์ พร้อมด้วย คณะเพื่อไทยก็เดินทางไปยังวัดโรงธรรมสามัคคี อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ วัดประจำตระกูล "ชินวัตร" เพื่อกราบไหว้กู่หรืออัฐิบรรพบุรุษ พร้อมไปขอพรนางจันทร์สม ชินวัตร ผู้เป็นป้า ควบคู่ไปกับการหาเสียงช่วย น.ส.ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เชียงใหม่ เขต 1 หาเสียง โดยได้รับดอกกุหลาบสีแดงเพื่อเป็นกำลังใจ


ตลอดการลงพื้นที่รอบเชียงใหม่นั้น ยิ่งลักษณ์ หญิงสาว สวย ผู้เก่ง ปราดเปรียว สีหน้าเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม พร้อมกับชูนิ้วเป็นเลข 1 แสดงถึงขุมพลังอุนแน่วแน่ว่าเธอจะพา พรรคเพื่อไทยให้เป็นที่ 1 ตามความมุ่งหมายของพลพรรคเพื่อไทย และกลุ่มคนเสื้อแดงที่ให้การสนับสนุน...


ดูรายละเอียดทั้งหมด คลิ้กที่นี่

โจทย์เศรษฐกิจ"ยิ่งลักษณ์" แก้ระบบประกันราคาข้าว 3G และ 4G พร 1 ข้อ และคุณสมบัติต้องห้าม ?

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ









พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร พี่ชายŽ คู่ท้าชิงว่าที่นายกรัฐมนตรี คนที่ 28 ประกาศล่วงหน้า จะเจรจากับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์Ž ประธานองคมนตรี หากได้กลับบ้าน

พ.ต.ท. ทักษิณพูดว่า ใครที่โกรธเกลียดผม หากได้กลับเมืองไทย ผมจะแวะไปหาทุกคน เพื่อถามว่าโกรธเกลียดอะไรผม รวมถึงท่านประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ (พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์) ด้วย ถ้าท่านให้ผมคุย ผมคุย วันนี้ถ้าท่านให้ผมโทรศัพท์คุยก็คุย ผมไม่มีอะไร ผมคนไทย เราเคารพผู้ใหญ่ด้วยคุณวุฒิและวัยวุฒิ เพราะฉะนั้น ทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิของท่านผมเคารพได้ ไม่มีปัญหา

สอด คล้องกับความปรารถนาของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรŽ ผู้สมัคร ส.ส.ระบบปาร์ตี้ลิสต์ หมายเลข 1 ของพรรคเพื่อไทย ที่แสดงความจำนงในวาระสัมภาษณ์พิเศษกับผู้สื่อข่าวในเครือมติชนว่า ภายใน 6 เดือนแรกหากได้เป็นนายกรัฐมนตรี จะลงมือทำวาระเร่งด่วนโดยเร็ว 2 วาระ

วาระแรก คือ เรื่องปัญหาปากท้องประชาชน

วาระที่สอง คือ เรื่องสามัคคีปรองดอง


คำ ว่า ปรองดองŽ ในทรรศนะ ยิ่งลักษณ์Ž คือ อยากเห็นประเทศก้าวไปสู่ความสามัคคีปรองดอง ทำอย่างไรจะให้ประเทศเป็นหนึ่ง คือต้องเห็นประโยชน์ของประเทศส่วนใหญ่ แล้วทำให้บ้านเมืองกลับมาอยู่ในหลักนิติธรรมŽ


ถ้าย้อนกลับมาว่า เราควรจะเริ่มจากตรงไหน ก็ปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 ว่าจะทำอย่างไรให้ประเทศกลับมาเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง คือสิ่งไหนควรกลับมาสู่ความยุติธรรมและเสมอภาคก็ควรจะกลับมาทำ แต่สุดท้ายคือเราต้องได้รับความคิดเห็นจากประชาชนส่วนใหญ่Ž


ทว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีนักการเมืองกระดูกเบอร์ใหญ่ ระดับเซียนหลายคน พยายามทำเรื่อง ปรองดองŽ มาหลายหน แต่ก็ยังไม่บรรลุเป้าหมาย


ยิ่งลักษณ์Ž บอกว่า การปรองดอง เป็นโจทย์ที่ประเทศชาติต้องการŽ


วิธี การไปสู่เป้าหมายของเธอ คือ ต้องคุยกับทุกส่วน เหมือนกับการที่เราบอกว่าจะทำให้เกิดความสามัคคีปรองดองต้องคุยกับทุกภาค ส่วน ว่าทุกภาคส่วนวันนี้เป็นอย่างไร การคาดหวังเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่บนพื้นฐานจะสำเร็จหรือไม่นั้น การปรองดองที่แท้จริง ทุกคนต้องมองข้ามความขัดแย้งของตัวเองŽ


ต้องเอาโจทย์ของประเทศ เป็นที่ตั้งก่อนว่า หากจะเดินหน้านั้นจะต้องทำอย่างไร อาจจะไม่ตรงกับใจเราร้อยเปอร์เซ็นต์ และถ้าต่างคนต่างยึดของตัวเองก็ไม่มีทางที่จะปรองดองได้Ž


แม้ ว่าที่ผ่านมา ยิ่งลักษณ์Ž จะเคยพบปะกับ พล.อ.เปรมŽ บ้าง แต่เธอก็ยังไม่เคยได้กราบสวัสดี และหากว่าได้พบอีกครั้ง สิ่งที่ ยิ่งลักษณ์Ž จะทำคือ ขอคำแนะนำ คงไม่กล้าที่จะบอกว่าคุยŽ


เรื่อง ที่ทุกพรรคหวาดหวั่น คือ คดียุบพรรคŽ และพรรคที่เธอสังกัดนั้นเคยผ่านการถูกยุบมาแล้วถึง 2 ครั้ง ถามว่าเธอกลัวคดีจะซ้ำรอยหรือไม่ เธอตอบว่า การเมืองต้องทำให้ทุกคนสามารถวิจารณ์ในที่สาธารณะอย่างเปิดเผยได้ แต่ก็อยากขอให้เราเล่นการเมืองอย่างสร้างสรรค์และอยู่ในกติกา


นักการเมืองหลายรายวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการตั้งรัฐบาลล่วงหน้า มีนัยว่า แม้เพื่อไทยชนะ แต่อาจจะไม่ได้จัดตั้งรัฐบาลŽ


ยิ่ง ลักษณ์Ž บอกว่า ดิฉันไม่อยากเห็นบ้านเมืองเป็นอย่างนั้น อยากเห็นบ้านเมืองเดินไปข้างหน้า อยากเห็นการเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ และทุกคนเคารพในกติกา เพราะเชื่อว่าวันนี้ ถ้าเราเห็นการแก้ไขให้ประเทศเดินไปข้างหน้า ก็ต้องเคารพกติกา เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้มาจากเสียงของประชาชนŽ


พันธะ-สัญญา ของ ยิ่งลักษณ์Ž ทั้งในฐานะ น้องสาว-อดีตนายกฯŽ และในฐานะ ว่าที่-หัวหน้ารัฐบาลŽ ประกาศเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล มีความว่า


คำ ว่าปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1 นั้นยังไม่ได้สรุปว่าเป็นนายกรัฐมนตรี หลังจากที่ประชาชนตัดสินแล้วค่อยกลับมาดูว่าใครเหมาะสมเป็นนายกฯ แต่สิทธิอันแรกคือพรรคไหนได้เสียงมากที่สุดควรได้ตั้งรัฐบาลŽ


อยู่ ที่จำนวนเสียงว่าจำนวนเสียงเกินครึ่งหรือเปล่า ถ้าเกินครึ่งโดยหลักก็คงจะตั้งรัฐบาลได้เลย แต่พรรคเพื่อไทยเราก็ยินดีและเชิญชวนมีพรรคร่วมเข้ามา เพราะว่าการทำงานหลาย ๆ พรรค มีจำนวนผู้ที่มีความชำนาญนั้นก็เป็นสิ่งที่ดีŽ
เมื่อถูกชูขึ้นมาเป็นคู่ท้าชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เธอบอกว่าเธอพร้อม แต่อยากให้ทุกอย่างเป็นขั้น-เป็นตอน


ขั้น แรกก่อน คือเราเป็นปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1 เราก็อยากให้ประชาชนเลือกเรามาทำงาน ก็ต้องดูจำนวน ส.ส. จากนั้นก็จะดูขั้นที่ 2 ต่อว่า ถ้าได้จำนวน ส.ส.มากเป็นที่ 1 ถึงจะมีความสามารถในการจัดตั้งรัฐบาล แล้วพรรคไหนที่ได้ที่ 1 ก็ควรมีสิทธิเสนอคนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีŽ


"โจทย์ เศรษฐกิจ"ที่อยู่ในหัวของ ยิ่งลักษณ์Ž มีหลายเรื่อง แต่วาระที่ไม่เหมือนประชาธิปัตย์ ชัดเจนคือ แก้ไขŽ การประกันราคาสินค้าเกษตร เป็น การรับจำนำŽ


กรณีของข้าว จะมีการปรับเปลี่ยนจากการรับประกันราคา มาเป็นการรับจำนำ ประชาธิปัตย์เขามองเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบนำเงินคงคลังไปให้ แต่เพื่อไทยกระตุ้นให้เกิดการหมุนเวียนของเงิน ทั้งดีมานด์-ซัพพลาย เป็นไปตามกลไกตลาดที่สมบูรณ์Ž


การประกันราคาทำให้สินค้าไม่เป็น ไปตามราคาตลาด แต่การรับจำนำ หากช่วงไหนราคาข้าวตกต่ำ เราก็สามารถนำสินค้าที่มีอยู่เยอะไปส่งออก ซัพพลายก็หมดไป ทำให้เกิดการหมุนเวียน เป็นกลไกตลาดที่แท้จริงŽ

เรื่องเทคโนโลยี 3G ถึง 4G ในทรรศนะของ ยิ่งลักษณ์Ž นั้นต้องเร่งรัด และหากทุกอย่างพร้อมก็จะเปิดระบบ 4G ไปด้วย

แต่ วันนี้ของ ยิ่งลักษณ์Ž ทุกนาทีมีแต่เรื่องการเมือง ส่วนเรื่องหุ้นร้อน-ตำแหน่งในบริษัทของตระกูล ชินวัตรŽ นั้นเธอเคลียร์พ้นตัว ไม่พัวพัน


ดิฉันตัดสินใจเอง ชีวิตเราต้องตัดสินใจเอง ตัดสินใจมาครั้งนี้แล้ว ก็ได้มีการเคลียร์เรื่องหุ้น ซึ่งตามหลักการแล้ว เรื่องหุ้นนั้นไม่ได้ผิดข้อบังคับอะไร แต่ที่เคลียร์ก็เพราะอยากแสดงความชัดเจนในการทำงานมากกว่า

เธอ บอกว่า คำประกาศของ ทักษิณŽ ที่หวังกลับบ้านปลายปีนี้ เป็นแพลนส่วนตัวของท่าน เราต้องกลับมาที่ความเป็นจริง ว่าความเป็นจริงเป็นอย่างไรบ้างŽ

คำถามเกือบสุดท้าย นักข่าวถามว่า ถ้ามีพร 1 ข้อ คุณยิ่งลักษณ์อยากขออะไร เธอหยุดคิดนิดหนึ่งก่อนตอบว่า ความจริงแล้วอยากได้หลายข้อ


แต่ถ้าให้ข้อเดียว จะบอกว่าถ้าเห็นว่าเราเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ขอให้เรามาเป็นรัฐบาลŽ


................

ยิ่งลักษณ์-คุณสมบัติต้องห้าม?

คู่แข่ง-คู่ท้าชิง นายกรัฐมนตรี คนที่ 28 กำลังตกที่นั่งเดียวกับ อดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ 23 ของประเทศไทย

พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย เมื่อครั้งเตรียมขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 มีเรื่อง "หุ้นเป็นพิษ" ทำให้ต้องติดกับดัก ปปช.อยู่นานหลายเดือน

กระทั่งคำวินิจฉัยตุลการศาลรัฐธรรมนูญ ออกมา 8 ต่อ 7 เสียงวินิจฉัยให้พ.ต.ท.ทักษิณ พ้นผิด เก้าอี้นายกรัฐมนตรี จึงมั่นคง

กรณี ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้ซึ่งยื่นบัญชีรายชื่อ เป็นผู้สมัครส.ส.ระบบปาร์ตี้ลิสต์ หมายเลข 1 มีข้อสังเกตในวงการการเมืองว่า เธออาจจะมีคุณสมบัติต้องห้าม ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 102 ที่บัญญัติเกี่ยวกับ "ลักษณะต้องห้าม" ไว้ ดังนี้

1.ติดยาเสพติดให้โทษ
2. เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต
3. เป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
4. ต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล
5. เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกโดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึง 5 ปีในวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
6. เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ เพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทำการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ
7. เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน เพราะร่ำรวยผิดปกติ
8. อยู่ในระหว่างต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
9. เคยถูกวุฒิสภามีมติให้ถอดถอนออกจากตำแหน่ง

ใน คำพิพากษาศาลฎีกานักการเมืองที่ ยึดทรัพย์พ.ต.ท.ทักษิณ 46,373 ล้านบาท ตัดสินว่า ขณะที่พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี และ คุณหญิงพจมาน ภรรยา มีผู้ถือหุ้นแทน ดังนี้ 1.นายพานทองแท้ 458,550,000 หุ้น 2.น.ส.พิณทองทา 604,600,000 หุ้น 3.นายบรรณพจน์ 336,340,150 หุ้น และ 4. น.ส.ยิ่งลักษณ์ 20,000,000 หุ้น รวมทั้งสิ้น 1,419,490,150 หุ้น

คำพิพากษานี้ ทำให้เกิดปัญหาในข้อกฎหมายว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ขัดคุณสมบัติข้อที่ 7 เรื่องการลงสมัครส.ส.หรือไม่

น.ส.ยิ่ง ลักษณ์ ตอบคำถามนี้ว่า "ได้ทำตามกติกาและกฎเกณฑ์ที่มีอยู่ ไม่มีปัญหาในเรื่องคุณสมบัติอย่างแน่นอน และกรณีคดี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ไม่เกี่ยวข้องกัน"

ด้าน นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. อธิบายว่า คุณสมบัติของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ผู้สมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ลำดับ 1 พรรคเพื่อไทย ยังไม่ถือว่าขาดคุณสมบัติ จากกรณีเคยถูกศาลฎีกา แผนกคดีอาญานักการเมือง สั่งให้ยึดทรัพย์สินที่ คตส. สั่งอายัด 202 ล้านบาท ตกเป็นของแผ่นดิน ในคดีที่ถือหุ้นแทน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พี่ชาย เพราะต้องรอให้มีการร้องเรียนเข้ามาก่อน กกต.จึงจะพิจารณา คดีซุกหุ้นที่ "ยิ่งลักษณ์" เข้าไปเกี่ยวข้อง ไม่ใช่คดีอาญา ต้องเป็นคดีอาญาและการพิพากษาคดีต้องถึงถึงที่สุดแล้วเท่านั้น จึงจะถือว่าขาดคุณสมบัติ

นายชูศักดิ์ ศิรินิล ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า คดีดังกล่าวศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้พิพากษายึด ทรัพย์ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จึงไม่ใช่ทรัพย์ของน.ส.ยิ่งลักษณ์ และฝ่ายกฎหมายของน.ส.ยิ่งลักษณ์ คงตรวจสอบแล้วว่า ไม่มีปัญหา เพราะทรัพย์ของน.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ได้ถูกยึด และศาลฎีกาก็เข้าใจว่าเป็นทรัพย์ของพ.ต.ท.ทักษิณ

นายแก้ว สรร อติโพธิ อดีตกรรมการ คตส. กล่าวว่า คดีนี้คนที่ถูกยึดทรัพย์และถูกตัดสินคดีคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ได้ถูกยึดทรัพย์ แต่เป็นทรัพย์ที่ถือแทนพ.ต.ท.ทักษิณ หรือช่วยซุกไว้เท่านั้น ดังนั้น คิดว่า ไม่น่าจะมีปัญหาเรื่องคุณสมบัติการเป็น ส.ส.

"แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะต้องถูกดำเนินคดีใน 3 คดีที่รออยู่ คือ1. เบิกความเท็จต่อศาลฎีกาในคดียึดทรัพย์พ.ต.ท.ทักษิณ 2. ให้การเท็จต่อ คตส.ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐในเวลานั้น 3. คดีการโอนหุ้นเป็นเท็จต่อกลต. ในคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ" นายแก้วสรรกล่าว

หาเสียงผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นค่าใช้จ่าย

ที่มา Voice TV

หาเสียงผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นค่าใช้จ่าย

กกต.ฝากถึง กกต.จังหวัดต่างๆ ให้ทำความเข้าใจพรรคการเมือง หาเสียงผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก คิดเป็นค่าใช้จ่ายต้องรายงานต่อ กกต.

นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เผยถึงการหาเสียงผ่านทางโซเชียลเน็ตเวิร์กของพรรคการเมืองต่างๆ ว่า ขณะนี้เริ่มมีการหาเสียงผ่านทางโซเชียลเน็ตเวิร์กแล้ว ซึ่งเป็นการหาเสียงที่ราคาถูกมากและกำลังเป็นที่นิยม ตรงกลุ่มเป้าหมาย เพราะกลุ่มเป้าหมายนี้มีประมาณ 8-9 ล้านคน


ได้ฝากให้ กกต.ประจำจังหวัด (กกต.จว.) และผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด (ผอ.กต.จว.) ทั่วประเทศ สร้างความเข้าใจกับผู้สมัครและประชาชน ว่า การหาเสียงสามารถทำได้ ไม่ได้ห้าม แต่ต้องคิดเป็นค่าใช้จ่ายที่พรรคการเมืองหรือผู้สมัครต้องรายงานต่อกกต.ไม่ เช่นนั้นถือเป็นความผิด

ขณะเดียวกันเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง เตือนว่าการใช้ช่องทางนี้ก็ควรระมัดระวัง อย่าให้เข้าข่ายเรื่องการใส่ร้ายป้ายสีโจมตี เพราะการใช้ถ้อยคำถ้าเข้าข่ายลักษณะใส่ร้ายหรือหลอกลวงตามมาตรา 53 (5) ของพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.และการได้มาซึ่งส.ว. จะเข้าองค์ประกอบความผิดได้

นอกจากนี้มีเรื่องของช่วงระยะเวลาการหาเสียงที่กฎหมายกำหนดในเรื่องหาเสียง ก่อนวันเลือกตั้งห้ามไม่ให้มีการหาเสียง ดังนั้นต้องประชาสัมพันธ์ให้เข้าใจ เพราะมีบางคนอาจกระทำผิดโดยไม่

อาจารย์ชาญวิทย์กับวิกฤตการเมืองช่วงเปลี่ยนผ่าน

ที่มา มติชน



โดย เกษียร เตชะพีระ



อาจารย์ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้บุกเบิกโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

(เรียบ เรียงจากคำกล่าวเกริ่นนำปาฐกถาของผู้เขียนในงาน "ชุมนุมปาฐกถา 70 ปี ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ" ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์, 7 พฤษภาคม ศกนี้)

ถึงแม้จะเหนื่อยล้าจากเพิ่ง ตรวจข้อสอบปลายเทอมเสร็จ แต่พอคุณธนาพล อิ๋วสกุล แห่ง นิตยสารฟ้าเดียวกัน ออกปากเชิญชวนให้มาร่วมปาฐกถาในโอกาสอาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อายุครบ 70 ปี ผมก็ตอบรับทำให้โดยไม่ลังเล

ทั้งนี้เพราะอาจารย์ชาญวิทย์เป็นครู 1 ใน 4 ท่าน ที่เปลี่ยนวิธีมองโลกของผม

ยิ่ง กว่านั้นในท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองอันดุเดือด แหลมคม รุนแรงรอบหลายปีที่ผ่านมา อาจารย์ชาญวิทย์ยังเป็นหลักยึด-ที่พึ่ง-และแบบอย่างของอาจารย์นักวิชาการและ ปัญญาชน รุ่นลูกศิษย์หลานศิษย์ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และสังคมไทยที่กว้างออกไป

ที่ อาจารย์เป็นเช่นนั้นได้ในขณะที่ครูบาผู้หลักผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อยพากันเขว ผมเห็นว่า เพราะมีหลัก 3 ประการที่ท่านยึดไว้มั่นคง กล่าวคือ: -

1) เป้าหมายทางการเมืองที่สุดโต่งนั้นทำลายมากกว่าสร้างสรรค์

เราอาจสกัดกลั่นข้อเขียนคำอภิปรายและสัมภาษณ์หลายครั้งในระยะหลังของอาจารย์ชาญวิทย์ที่เน้นความสำคัญของการประนีประนอมปรองดอง "เกี๊ยะเซี๊ยะหรือสมานฉันท์" แทนการแตกหัก (อาทิ www.prachatai.com/journal/2009/08/25534 และ www.prachachat.net/ view_news.php?newsid=02pol01270553§ionid=0202&day=2010-05-27) ได้ว่า....

ต่อให้เป็นเป้าหมายการเมืองที่ดี แต่ถ้ายึดมั่นถือมั่นเอาไว้แต่เพียงเป้าเดียว โดยไม่คำนึงถึงเป้าหมายการเมืองอันดีงามอื่นๆ ที่เหลือทั้งหมด เช่น

จะเอาแต่ประชาธิปไตย โดยไม่คำนึงถึงสิทธิเสรีภาพ

จะเอาแต่ต่อต้านคอร์รัปชั่น โดยไม่คำนึงถึงประชาธิปไตย

จะปกป้องสถาบันหลักของบ้านเมือง แต่ไม่คำนึงถึงสิ่งดีงามอื่นๆ ทั้งหมดทั้งมวลที่ระเบียบการเมืองหนึ่งๆ พึงมีเสียแล้ว

สุด ท้ายมันจะส่งผลทำลายเสียหายต่อบ้านเมือง มากกว่าจะสร้างสรรค์สิ่งดีงามขึ้นมา เพราะลักษณะของชีวิตทางการเมืองที่เป็นจริงนั้นมันเป็นพหูพจน์

การ เมืองจึงเป็นเรื่องของการพยายามหาจุดประนีประนอมที่ลงตัวระหว่างเป้าหมายการ เมืองต่างๆ อันหลากหลาย แทนที่จะสะวิงสุดโต่งสุดขั้วแตกหักไปทางหนึ่งทางเดียว

2) วิธีการสำคัญกว่าเป้าหมาย

ใน ระยะที่ผ่านมา พลังการเมืองบางฝ่ายไม่เลือกวิธีการที่ใช้ ไม่ว่ารัฐประหาร, ใช้ความรุนแรง, ก่อการร้าย, โกหกหลอกลวงใส่ร้ายป้ายสี, ดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้เห็นต่างจากตัว เพื่อไปบรรลุเป้าหมายที่ตนเห็นว่าถูกต้องดีงาม

แต่ในที่สุดแล้ว การณ์กลับตาลปัตรเป็นว่าวิธีการอันเลวร้ายนั้นได้ไปทำลายเป้าหมายดังกล่าวลง หมด ยกตัวอย่างเช่นรัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ.2549 ของ คปค.

คปค. กล่าวอ้างว่าที่ก่อรัฐประหารก็เพื่อต่อต้านคอร์รัปชั่น, เพื่อรักษาความรู้รักสามัคคีในหมู่คนไทย, และเพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์

ทว่าในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา คอร์รัปชั่นหมดไปจากวงการรัฐบาลหรือ?

คนไทยรักสามัคคีกันมากขึ้นหรือ?

สถาบันพระมหากษัตริย์มั่นคงมากขึ้นหรือไม่ อย่างไร? ด้วยวิธีการรัฐประหาร

สำหรับ อาจารย์ชาญวิทย์การยึดมั่นสันติวิธีและการเจรจาหาทางออกด้วยความรู้และ เหตุผล ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศเพื่อนบ้านรวมทั้งในประเทศเราเอง จึงเป็นสาระสำคัญกว่าเป้าหมายเรื่องดินแดนหรืออำนาจอธิปไตยใด ๆ (อาทิ http://matichon.co.th/mtc-flv-window.php?newsid=1297138809 และ www.oknation.net/blog/piggylin/2011/02/18/entry-4)

3) คำโกหกใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่นไม่ยั่งยืน

ใน ระยะที่ผ่านมานักวิชาการผู้พยายามยึดหลักวิชา ตั้งตนอยู่ในความเที่ยงธรรม มักถูกด่าว่า โจมตีใส่ร้ายป้ายสีจากพลังการเมืองที่ขัดแย้งกันฝ่ายต่างๆ อย่างดุเดือดเลวร้าย รุนแรงชนิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยผ่านสื่อสารมวลชนที่อยู่ในมือของพวกเขา ไม่ว่าหนังสือพิมพ์ วิทยุ ทีวี เว็บไซต์ หรือบนเวทีชุมนุมอภิปรายต่างๆ จากข้างถนน, ห้องประชุมไปจนถึงกลางรัฐสภา (อาทิ www.prachatai.com/journal/2006/11/10711, www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9510000054643)

ใน ฐานะอาจารย์อาวุโสและอดีตอธิการบดีผู้มีฐานะบทบาทสำคัญ อาจารย์ชาญวิทย์จึงค่อนข้างโดนโจมตีหนักหน่วงเป็นพิเศษ (อาทิ www.prachatai3.info/journal/2007/05/12828, www. prachatai.com/print/18167 และ www.manager. co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9540000023205)

ท่ามกลางสรรพศัพท์สำเนียงระเบ็งเซ็งแซ่ดังกล่าว ผมพบว่าวิธีอยู่กับมันก็คือทำใจเสียว่า

ถ้าอะไรจริง แม้ไม่มีใครพูดถึงเขียนถึง มันก็จริง

แต่ถ้าอะไรไม่จริง ต่อให้เอาไปพูดไปเขียนกันเลอะเทอะวุ่นวาย มันก็ไม่จริงขึ้นมาได้

หากมองเช่นนี้ได้ ใจเราก็จะค่อยสงบเยือกเย็นลง

และ ปล่อยให้ความจริงเป็นเครื่องพิสูจน์ในท้ายที่สุดว่า ระหว่างอาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริกับคนที่ได้ชื่อว่าเป็นนักวิชาการ และเจ้าพ่อสื่อผู้ต้องหาคดีก่อการร้ายนั้น ประวัติศาสตร์จะพิพากษาว่าอย่างไร?

ผมคิดว่าบทเรียนที่เรา พอสรุปได้จากบทบาทและประสบการณ์ของอาจารย์ชาญวิทย์กับวิกฤตการเมืองไทยรอบ หลายปีที่ผ่านมาก็คือ พลังการเมืองใดละทิ้งหลักการ 3 ข้อข้างต้นนั้น

ถึงชนะใหญ่โตก็ชั่วครู่ชั่วคราว ไม่ยั่งยืน

รังแต่จะพ่ายแพ้ เพลี่ยงพล้ำ เสื่อมถอย แตกแยก หดเล็กลงในระยะยาว (www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1297584699&grpid=no&catid=04, http://news.mthai.com/ headline-news/112145.html และ www.bangkokpost.com/print/234122/)

ดัง ที่เราเห็นกันอยู่ว่าถึงขั้นใช้วิธีการอันเลวร้ายที่เคยทำกับคนอื่นมาเล่น งานทำลายพวกพ้องเดียวกันเองแล้วตอนนี้ (www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1304654083&grpid=no&catid=&subcatid=)

และน่าเชื่อว่าสุดท้ายวิธีการเลวร้ายดังกล่าวก็จะย้อนมาทำลายตัวผู้ใช้เองในที่สุด

ดีแต่เบต

ที่มา มติชน



โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 20 พฤษภาคม 2554)

เมื่อ ได้เบอร์ คราวนี้ก็ได้ลุยหาเสียงกันอย่างจริงจัง ชาวบ้านจะเริ่มเห็นภาพผู้สมัครเลือกตั้งเดินชูนิ้วกันว่อน โดยพรรคเพื่อไทยได้เปรียบหน่อย ชูแค่นิ้วเดียว แต่ยังไงก็ขอเป็นนิ้วชี้ อย่าเผลอเป็นนิ้วที่ยาวที่สุดในมือแล้วกัน มันไม่สุภาพ

ส่วนคู่แข่งสำคัญคือประชาธิปัตย์ ลำบากที่ต้องยกทั้งสองมือ แบกันสิบนิ้ว

สำหรับพรรคของ ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ ขอเสนอให้ชูไม้บรรทัดแบบ 1 ฟุตหรือ 12 นิ้วไปเลย เป็นโลโก้ประจำตัวอยู่แล้ว

หมายเลขของพรรคและผู้สมัคร มีส่วนสำคัญอยู่บ้างคือทำให้ผู้ใช้สิทธิจำง่ายหรือยาก

แต่ก็ไม่ใช่ส่วนทั้งหมดอันจะนำไปสู่การชนะหรือแพ้

นโยบายของแต่ละพรรค ความน่าเชื่อถือของตัวบุคคล และกระแสนิยมจากประชาชน มีส่วนสำคัญกว่า

ยิ่งพรรคไหนเคยทำอะไรประทับใจประชาชน ก็จะยิ่งรักษาฐานเสียงเอาไว้ได้มาก

พรรคไหนลงมือทำงานแล้วมีแต่ทำให้ประชาชนยากลำบาก อันนี้ย่อมประทับใจไปอีกแบบ

การทำโพลในช่วงที่ผ่านมา จึงสามารถบ่งบอกได้ไม่ยากว่า พรรคไหนแรงที่สุด

แต่ยังมีเวลาในการพลิกคะแนนเสียงอยู่ จนกว่าจะถึงวันเลือกตั้ง 3 กรกฎาคมนั่นแหละ

ระหว่าง 40 กว่าวันนี้ แต่ละพรรคคงต้องงัดกลวิธีเพื่อหาคะแนนเสียงกันอย่างเต็มที่

เข้าใจได้ไม่ยากว่า เหตุใดนายกฯอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์ จึงเรียกร้อง "เจ๊ปู" ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เบอร์ 1 ของเพื่อไทย ให้ขึ้นเวทีดีเบตทุกวี่ทุกวัน

ตะโกนท้าเหยงๆ กันเลยก็ว่าได้

เพราะการพูดจาเป็นกลเม็ดเด็ดสุดในการหาเสียงของประชาธิปัตย์

ยิ่งหัวหน้าพรรคคนนี้ ยิ่งเก่งที่สุดในเรื่องการพูด

แต่ในทางกลับกัน เรื่องเก่งการพูดนี่แหละ จากจุดแข็งได้กลายเป็นจุดตายของประชาธิปัตย์ไปแล้ว

เพราะระยะหลังโดนโจมตีอย่างหนักว่า "ดีแต่พูด"

กระนั้น ก็ตาม ในทันทีที่เพื่อไทยเปิดตัวเบอร์ 1 เป็นยิ่งลักษณ์ ในทันใดประชาธิปัตย์ไม่รอช้าที่จะงัดจุดแข็งซึ่งกำลังเป็นจุดตาย ให้พลิกกลับมาเป็นจุดทำลายคู่แข่งทางการเมือง

นั่นคือท้าดีเบต

ฝ่ายเจ๊ปูก็ต้องงัดกรรเชียงปูออกมาตีหนีลูกเดียว เพราะการขึ้นเวทีดีเบตเหมือนการเดินไปขึ้นเขียง

แปลง่ายๆ ว่าสู้อภิสิทธิ์ไม่ได้ในเรื่องนี้ ก็ต้องหนีอย่างเดียว

ประชาธิปัตย์ก็พูดถูก ว่าการดีเบตเป็นกระบวนการสากล

แต่ไม่ดีเบตก็ไม่ได้ผิดกติกาอะไร

วันเดียวกับที่จับสลากเบอร์ปาร์ตี้ลิสต์นั้น "เจ๊ปู" ยิ่งลักษณ์ เดินชูนิ้วชี้มาให้สัมภาษณ์เปิดใจกับเครือมติชน

โดยแวะเยี่ยมเยียน "ศูนย์ข่าวเลือกตั้ง-ข่าวสด" ด้วย

เจ๊ปูพูดถึงเรื่องดีเบตว่า ขอใช้เวลาไปพบปะประชาชนเพื่อนำเสนอนโยบาย ดีกว่าไปขึ้นโต้วาที

เลยถามไปว่า ทำไมไม่บอกชัดๆ ไปเลย เป็นคนชอบทำงาน ไม่ได้ดีแต่พูด

คำตอบพร้อมเสียงหัวเราะคือ ยังเกรงใจเขา ไม่อยากใช้คำนั้น

เชื่อว่าประชาธิปัตย์คงจะรุกเรื่องนี้ต่อไปอีก เพราะเหนือกว่า

แต่ถ้ามากไป เดี๋ยวจุดแข็งจะเป็นจุดตายได้อีก ด้วยข้อหานั้นจะย้อนกลับมา

ดีแต่พูด ดีแต่เบต