WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, May 24, 2011

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 24/05/54 เลือกภูมิใจไทย..ได้ห้อยกับเทือก

ที่มา blablabla


เลือก..ภูมิใจไทย..ได้ห้อยกับเทือก
ก็เชิญเลือก ตามสิทธิ์ ที่คิดนั่น
ดีหรือชั่ว มั่วหรือบ้า ไม่ว่ากัน
สิทธิ์ใครมัน ชอบแบบไหน เลือกได้เลย....

อยากได้พวก ใจดำ อำมหิต
ก่อวิกฤติ คิดชั่ว อย่ามัวเฉย
เชิญเลือกมัน ตามใจ ได้ดั่งเคย
สมกันเลย ชั่วกับชั่ว ตัวอัปรีย์....

เลือกคนโฉด สามานย์ สันดานเถื่อน
ทำตัวเหมือน มาเฟีย เฮี่ย..เต็มที่
รวมหัวกัน สร้างฉิบหาย มาหลายปี
พวกเห็นดี ยังตามโอ๋ โง่กว่า..ฟาย....

เกือบร้อยศพ มันสั่งฆ่า อย่างบ้าบิ่น
ยังพลิกลิ้น เชือดเฉือน แทบเลือนหาย
มันสร้างเรื่อง สัปดน จนวุ่นวาย
เชิญงมงาย หากคิดสั้น ว่ามันดี....

ยุคบ้านป่า เมืองเถื่อน ไม่เลือนลด
พวกโป้ปด ถูกชูเชิด ประเสริฐศรี
ตั้งหน้าเชียร์ พวกสับปลับ คนอัปรีย์
เมืองกาลี คนตามัว ทั่วแผ่นดิน....

หากเลือก ภูมิใจไทย ได้ห้อยเทือก
มิใช่เสือก แค่อยากรู้ ผู้ตัดสิน
สิทธิ์ของท่าน จะเลือกใคร ให้โบยบิน
สุขหรือสิ้น 3 กรกฎา ตั้งตารอ....

๓ บลา / ๒๔ พ.ค.๕๔

วาทกรรมดูแคลนสติปัญญาประชาชนภายใต้บรรยากาศการหาเสียง

ที่มา ประชาไท

ภายใต้บรรยากาศการเลือกตั้งมีการแข่งขันหาเสียงดังที่ปรากฏเป็นข่าวกันอยู่ทุกวัน แต่สิ่งที่เราควรจะช่วยกันหยุดยั้งและต่อต้านคือวาทกรรมดูแคลนสติปัญญาประชาชนที่แฝงมากับการหาเสียง

ฝ่าย ผู้ใช้วาทกรรมเหล่านี้ต้องการสร้างความชอบธรรมให้กับแนวทางและนโยบาย หาเสียงของตนเอง จึงพยายามป้ายสีแนวคิดหรือนโยบายที่ตรงกันข้ามให้กลายเป็น “เรื่องผิด” หรือเป็น “ความเขลา” ที่ประชาชนไม่ควรไปหลงตาม ดังนั้น ในบรรยากาศเช่นนี้จำเป็นต้องช่วยกันหยุดคิดและลดทอนพลังของวาทกรรมดูแคลนสติ ปัญญาเหล่านี้

วาทกรรมเข้าข่ายดังกล่าวเท่าที่พอจะรวบรวมได้ในขณะนี้มีอยู่ 4 ข้อ คือ

1. ใช้ระบบบัญชีรายชื่อผิดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
นัก วิชาการและนักวิเคราะห์บางท่านออกมาโจมตีบัญชีรายชื่อของบรรดาพรรคการ เมืองทันที โดยชี้ว่าบัญชีรายชื่อที่จัดขึ้นมาเป็นเรื่องของการตอบแทนบุญคุณบ้าง หาที่ให้นายทุนบ้าง เป็นที่ที่พวก ส.ส. เขตถูกยัดเยียดให้อยู่บ้าง สรุปคือล้วนแต่เป็นเรื่องการจัดการผลประโยชน์ภายในพรรค มากกว่าจะใช้เป็นพื้นที่เพื่อ “คัดสรรบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ” มาทำงานจริงๆ

ข้อเท็จจริงหนึ่งที่ยังถือว่าไม่นานเกินกว่าจะจดจำ คือ การใช้ระบบบัญชีรายชื่อเพื่อดึง “คนทำงานฝีมือดี” เข้าสู่ระบบการเมืองนั้น บรรลุจุดสุดยอดของมันเองเมื่อครั้งที่ใช้รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 โดยเฉพาะกรณีของพรรคไทยรักไทยในการเลือกตั้ง 2544

ปฏิเสธไม่ได้ว่า แวดวงการเมืองได้คนอย่างคุณปุระชัย คุณสุรเกียรติ์ นพ.สุรพงษ์ (30 บาท) หรือแม้แต่ “ไอ้ก้านยาว” คุณประพัฒน์ มาอยู่ใน ครม. กลายเป็นยุคที่บุคลากรจากแวดวงอื่นๆ ได้ก้าวเข้าสู่แวดวงการเมืองโดยอาศัยระบบบัญชีรายชื่อนั่นเอง แม้ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ในคราวเดียวกันนั้นเปิดช่องทางให้นายทุนพรรคจำนวนหนึ่งเข้ามาสู่บัญชีราย ชื่อด้วย แต่เทียบกับปัจจุบันแล้ว ใครจะสามารถบอกได้บ้างว่า รัฐธรรมนูญ 2550 ออกแบบมาให้เอื้อกับเจตนารมณ์เรื่องผู้มีความรู้ความสามารถ มากไปกว่ารัฐธรรมนูญ 2540 ตรงไหนบ้าง?

ซึ่งถ้ารัฐธรรมนูญ 2540 ประสบความสำเร็จในการดึงคนนอกสู่วงการการเมือง คำถามสำคัญคือ ใครเล่าที่ฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 ทิ้ง? เราเห็นแต่ภาพของกลุ่มหัวก้าวหน้ารวมทั้งชาวบ้านจำนวนไม่น้อยแสดงการต่อต้าน การรัฐประหาร 19 กันยา ซึ่งฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 แต่กลุ่มชนชั้นนำกลุ่มอนุรักษ์นิยมไม่เคยแยแส แถมเชื่อว่าต้องทำลายรัฐธรรมนูญ 2540 เสียด้วยซ้ำ

ดังนั้น การวิจารณ์ว่าพรรคการเมืองทำลายเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญโดยเอาระบบบัญชีราย ชื่อไปใช้เพื่อสมประโยชน์กันและกันเท่านั้น แท้จริงแล้วผู้พูดควรศึกษาปะวัติศาสตร์และหันไปประณามฝ่ายที่ทำลายรัฐ ธรรมนูญ 2540 เสียมากกว่า รวมทั้งถามตัวเองอย่างซื่อสัตย์ด้วยว่า ไปอยู่ที่ไหนมาตอนชาวบ้านเขาต่อต้านรัฐประหารและลงมติไม่เอารัฐธรรมนูญ 2550 ถ้าเคยเห็นดีเห็นงามกับกระบวนการผลักประเทศให้ถอยหลังในคราวนั้น ก็ต้องซื่อสัตย์พอจะตอบตนเองว่า การที่สถาปัตยกรรมทางการเมือง ปัจจุบันได้ทำลายประสิทธิภาพของระบบบัญชีรายชื่อไปเสียแล้ว เหตุสำคัญมาจากแนวคิดล้าหลังที่ต่อต้านการเมือง-นักการเมือง มากกว่าจะเป็นความผิดของฝ่ายการเมืองเองใช่หรือไม่

2. ทำงานเพื่อคนๆ เดียว
ความ น่าประหลาดของวาทกรรมข้อนี้ คือ ในสังคมที่ซับซ้อนถึงเพียงนี้ ยังอุตส่าห์มีคนเอาประเด็นที่บิดเบือนข้อเท็จจริงมากขนาดนี้มาใช้โจมตีฝ่าย อื่น

วาทกรรมนี้พยายามสื่อเรื่องความขัดกันของผลประโยชน์ (Conflict of interest) ว่า ถ้าอีกฝ่ายเข้ามาและทำทุกอย่างเพื่อช่วยคนๆ เดียวเสียแล้ว ประชาชนจะเสียประโยชน์เพราะผลประโยชน์ของคนๆ เดียวนั้นจะทำลายสิ่งที่ประชาชนพึงจะได้รับ

ปัญหาคือ สิ่งที่รัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ทำในช่วงที่ครองอำนาจใช่จะสามารถกล่าวได้เต็ม ปากว่าเป็นการทำเพื่อส่วนรวมไปเสียทุกเรื่อง เรื่องที่ชัดๆ อย่างการผลักดันให้ ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อเพิ่มเป็น 125 จากเดิม 80 ที่ ยังมีการถกเถียงจนบัดนี้ว่า ทำไมประชาชนต้องเสียสิทธิจากการมีผู้แทนแบบแบ่งเขตน้อยลง? เขาเสียประโยชน์ใช่ไหม? แล้วพรรครัฐบาลได้ประโยชน์ไปเต็มๆ ใช่ไหม? ประเด็นง่ายๆ อยู่ที่พรรคประชาธิปัตย์เล็งเห็นว่าตนได้กำไรจากระบบบัญชีรายชื่อ จึงผลักดันให้เพิ่มจำนวน โดยเฉพาะ ส.ส. เขตที่หดหายไปส่วนมากมาจากภาคอีสาน เรื่องนี้ไม่ต้องบิดเบือนกันเพราะสื่อทุกสื่อวิเคราะห์ไปในทิศทางเดียวกัน นี้อย่างไม่มีปิดบัง

จากย่อหน้าที่กล่าวมาเห็นได้ชัดว่าเป็นกรณี Conflict of interest ล้วนๆ เพราะยังไม่มีความชัดเจนเลยว่าการลดจำนวน ส.ส. แบบแบ่งเขตลงช่วยให้ประชาชนได้ประโยชน์ตรงไหน? ซึ่งเป็นอุทาหรณ์ว่า การเกิดความขัดกันของผลประโยชน์ไม่จำเป็นเลยที่จะต้องขึ้นกับการทำอะไรบางอย่างเพื่อ “คนๆ เดียว” หรือไม่ การที่พรรคๆ หนึ่งแม้จะไม่ได้ถูกกล่าวหาว่าทำเพื่อคนๆ เดียว ก็ไม่ได้แปลว่าพรรคนั้นจะมุ่งทำงานเพื่อประชาชนไปเสียทุกเรื่อง

เหมือน กับครั้งที่มีเสียงท้วงติงว่า พรรคร่วมรัฐบาลพรรคหนึ่งที่กินมูมมามมาก แล้วผู้จัดการรัฐบาลออกมาบอกว่า “ไม่มีเขา เราก็อยู่ไม่ได้” ประชาชนย่อมมีสิทธิถามเช่นกันว่า ในคำตอบนั้นผลประโยชน์ของประชาชนอยู่ตรงไหน? บทเรียนเหล่านี้จึงยืนยันว่า พรรคหนึ่งๆ ที่ไม่ได้ทำเพื่อคนๆ เดียว ก็อาจจะทำเรื่องต่างๆ เพื่อรักษาอำนาจตัวเองโดยไม่แยแสประชาชนได้เช่นกัน

ประเด็นแท้จริง อยู่ที่ว่า ประชาชนนั้นมีสติปัญญาพอที่จะประเมินผลประโยชน์โดยยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง หากมีนโยบายใดประชาชนรู้สึกว่าได้ประโยชน์และเผอิญมีคนอื่น (จะคนเดียวหรือมากกว่านั้น) ได้ประโยชน์ร่วมด้วย ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายแต่อย่างใด

เช่น นาย ก. มีญาติซึ่งถูกขังมาเป็นปี เพียงเพราะดันไปยืนจุดไฟสูบบุหรี่แถวศาลากลางจังหวัดที่ถูกเผาอย่างไม่ได้ รู้อิโหน่อิเหน่ จนบัดนี้ยังอยู่ในคุก เขาจึงประเมินว่าเขามีโอกาสได้ประโยชน์จากพรรคที่ประกาศเรื่องหลัก “นิติธรรม” อย่างชัดเจน และก็เลือกพรรคนั้นเพราะหวังจะได้หลักนิติธรรมไปช่วยญาติของตน หรือเพราะเล็งเห็นแล้วว่าหลักนิติธรรมของฝ่ายที่ครองอำนาจมากว่า 2 ปีนั้นมันเอนเอียงจนญาติต้องติดคุกฟรี ส่วนจะมีนักโทษอื่นอีกกี่คนได้ประโยชน์จากการฟื้นฟูหลักนิติธรรมเป็นเรื่อง รองไป โดยปกติประชาชนจะคิดเช่นนี้กับทุกๆ นโยบาย คือ เอาตนเองเป็นศูนย์กลางเสียก่อน

จะเห็นว่า ในประเด็นสาธารณะเช่นนี้ เป็นเรื่องแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่นโยบายหนึ่งๆ จะถูกแปะป้ายว่า “เพื่อคนๆ เดียว” เพราะความซับซ้อนของผลประโยชน์มีมากกว่าเรื่องปากท้อง แต่ความรู้สึกอยุติธรรมต่างหากที่คั่งค้างในใจผู้คนจำนวนมากตั้งแต่ถูกปล้น อำนาจไปดื้อๆ ถือเป็นความต้องการที่ประชาชนจำนวนมากต้องการเรียกร้องกลับมา

ใน อดีตเคยเกิดการบิดเบือนการใช้กฎหมายเพื่อทำลาย “คนๆ เดียว” และฝ่ายที่ลงมือทำก็ขาดปัญญาพอที่จะมองเห็นว่าผลกระทบเกิดในวงกว้างกว่านั้น เพราะมีคนอีกจำนวนมากรู้สึกว่าเขาถูกกระทำร่วมไปด้วย ประชาชนไม่น้อยที่รู้สึกว่าการปล้นอำนาจทำให้เขาเป็นตกเหยื่อพอๆ กับผู้นำรัฐบาลคนหนึ่งที่ถูกรัฐประหาร ดังนั้น ถ้าใครอุตริมาคิดแทนชาวบ้านว่า นโยบายหรือแนวทางใดแนวทางหนึ่งจะช่วยคนๆ เดียวจนทำลายประโยชน์ส่วนรวม โดยละเลยประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาสดๆ ร้อนๆ จะไม่ให้ประชาชนที่ถูกปล้นอำนาจรู้สึกว่าถูกดูแคลนสติปัญญาได้อย่างไร

3. ทำงานต่อเนื่องกับเริ่มนับหนึ่งใหม่
นี่ เป็นวาทกรรมที่เอาชาวบ้านเป็นตัวประกัน โดยอ้างว่าหากเปลี่ยนไปเลือกอีกฝ่ายประเทศชาติจะนับหนึ่งใหม่หรือถอยหลัง กลับ การอ้างวาทกรรมนี้มีปัญหาขาดการทบทวนประวัติศาสตร์การเมืองระยะใกล้อีกนั่น เอง

ว่ากันเฉพาะหลังพฤษภาทมิฬเป็นต้นมา รัฐบาลที่นำโดยพรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยกลับมาด้วยชัยชนะจากการเลือกตั้งเลย หากไม่เกิดกรณีพิเศษ พรรคประชาธิปัตย์เคยแพ้พรรคชาติไทยหนึ่งครั้งและในคราวหลังแพ้พรรคความหวัง ใหม่ จนเมื่อเกิดวิกฤตการเงิน 2540 และตามด้วยกรณีกลุ่มงูเห่านั่นเอง คุณชวนถึงได้ขึ้นสู่อำนาจอีกครั้ง ส่วนในยุคไทยรักไทยต่อเนื่องจนถึง คมช. พรรคประชาธิปัตย์ยังแพ้อีกครั้งในการเลือกตั้ง 2550 แม้ว่าฝ่ายตรงข้ามจะถูกบั่นทอนกำลังไปอย่างหนักแล้วก็ตาม การขึ้นสู่อำนาจภายใต้การนำของคุณอภิสิทธิ์เกิดขึ้นได้เพราะอาศัยกรณีงูเห่า อีกเช่นกัน

พรรคต่างๆ จึงควรตระหนักว่า รูปแบบการครองอำนาจทางการเมืองหลังเลือกตั้งเป็นความไม่ต่อเนื่อง (Discontinuity) มากกว่าจะเป็นความต่อเนื่อง (Continuity) ครั้งที่เกิดความต่อเนื่องมีเพียงครั้งเดียวเท่านั้น คือ เลือกตั้ง 2548 ซึ่งพรรคไทยรักไทยกลับมาได้ แต่ชัยชนะครั้งนั้นนำไปสู่การต่อต้านทักษิณอย่างรุนแรงและกระแสขึ้นสูงขึ้น เรื่อยๆ จนเกิดการรัฐประหาร 19 กันยา

จะเห็นว่าเป็นเรื่องปกติมากของ การเปลี่ยนฝ่ายครองอำนาจทางการเมืองและทิศ ทางนโยบาย ทั้งกรณีที่มีเลือกตั้งหรือมีรัฐประหาร กรณีไม่ต่อเนื่องอย่างครั้งที่พรรคไทยรักไทยมาแทนรัฐบาลคุณชวน แต่กลับได้รับความนิยมอย่างสูงก็เพราะได้สร้างความแปลกใหม่เชิงนโยบายเป็น สำคัญ ภายใต้การเปลี่ยนโฉมนโยบายและไม่เหลือความต่อเนื่องใดๆ (จากรัฐบาลก่อนหน้า) ประเทศชาติก็หาได้หยุดอยู่กับที่หรือถอยหลังแต่อย่างใด

ในส่วนนี้จึงคล้ายๆ กับประเด็นข้อที่ 2 คือ ประชาชนย่อม สามารถ ประเมินนโยบายด้วยวิจารณญาณของตนว่าเขาต้องการนโยบายแบบใด การพยายามอ้างว่า คนที่เลือก “ความต่อเนื่อง” นั้น มีวิสัยทัศน์ดีกว่าฝ่ายที่เรียกร้อง “ความเปลี่ยนแปลง” จึงเป็นเรื่องผิด ผิดทั้งวิธีคิดและผิดทั้งข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์การเมืองเอง

ที่สำคัญ ระบบ เลือกตั้งถูกออกแบบมาให้ประชาชนตัดสินใจว่า จะเปลี่ยนหรือจะใช้ของเดิมต่อไป โดยชั่งนำหนักจากผลลัพธ์ผลกระทบต่างๆ ที่ทุกคนได้รับภายใต้การบริหารประเทศในช่วงที่ผ่านมา ด้วยระบบเช่นนี้ การเลือกที่จะไม่เอาความต่อเนื่องไม่ใช่เรื่องของการคิดผิดหรือขาดวิสัย ทัศน์ แต่คือการให้คะแนนผลงานการบริหารมากกว่า คนชอบก็เลือกต่อคนไม่ชอบก็ขอเปลี่ยน ใจความหลักมีอยู่เท่านี้

อย่า ดูแคลนประชาชนว่า การเลือกฝ่ายที่นำเสนอความเปลี่ยนแปลงจะทำให้บ้านเมืองหยุดชะงัก แต่ควรกลับไปถามตนเองว่าทำดีพอให้คนเขาอยากเลือกหรือไม่!

คำถามสำคัญ อีกข้อ คือ เมื่อคราวเกิดรัฐประหาร 19 กันยา ซึ่งว่ากันว่าทำให้ประเทศถอยหลังอย่างมาก โดยเฉพาะได้สร้างสถาปัตยกรรมทางการเมืองที่เพิ่มอำนาจของฝ่ายอนุรักษ์นิยม และเอาใจพวกปฏิกิริยาล้าหลังนั้น พรรคการเมืองไหนบ้างที่ไปหามเสลี่ยงให้เผด็จการและมองดูกระบวนการทำลายความ ต่อเนื่องของความก้าวหน้าทางการเมืองไปต่อหน้าต่อตา ทั้งที่สิ่งนั้นต่างหากคือ “ความต่อเนื่อง” แบบที่ประชาชนอยากรักษาไว้!

4. จ้างมาก่อกวนการเลือกตั้ง
ถ้า ความจำผมยังไม่ผิดเพี้ยนนัก จำได้ว่าการประท้วงต่อต้านคุณอภิสิทธิ์ตามโอกาสต่างๆ มีมาตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง กรณีคลาสสิคคือการชูป้าย “ดีแต่พูด” ของคุณจิตรา คชเดช (ที่จริง แวดวงการเมืองและหนังสือพิมพ์ได้ใช้งานวลีนี้กันถ้วนหน้า จนควรจะต้องขอบคุณคุณจิตราไว้ด้วย)

ดังนั้น ผมจึงไม่ค่อยเข้าใจว่า การประท้วงคุณอภิสิทธิ์ตามเวทีปลีกย่อยที่ดำเนินเรื่อยมาตั้งแต่หลัง เหตุการณ์สลายชุมนุมนั้น เหตุใดเมื่อเข้าสู่บรรยากาศการเลือกตั้ง กลับมีคำอธิบายออกมาทันทีว่าเป็นการเล่นเกมป่วนของพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม เพื่อก่อกวนการหาเสียง?

ผมเชื่อของผมเองว่า หากคุณทักษิณกลับประเทศไทยมาวันนี้ จะต้องมีคนที่แห่กันออกไปต่อต้านขับไล่จำนวนมหาศาล รวมทั้งใน Social media โดยที่คนเหล่านี้ไม่จำเป็นเลยจะต้องไปให้พรรคประชาธิปัตย์ไปจ้างมาจากไหน เพราะคนไม่เอาคุณทักษิณนั้น “มีอยู่เอง” แบบไม่ต้องว่าจ้าง

ฉันใดก็ ฉันนั้น พรรคประชาธิปัตย์ควรจะตระหนักได้แล้วว่า ในสังคมนี้ต้องมีคนที่ไม่เอาคุณอภิสิทธิ์อยู่แน่ๆ และมีอยู่ในแบบที่ไม่ต้องไปจ้างวานมาแม้แต่น้อย เป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “มันมีของมันเอง” แบบที่คุณทักษิณเผชิญ การมีอยู่ของกลุ่มผู้ต่อ ต้านเช่นนี้เป็นผลจากพฤติกรรมในอดีต จึงเป็นความเข้าใจผิดอย่างใหญ่หลวงและเป็นความคิดที่ไร้เดียงสาอย่างยิ่งหาก สรุปเอามั่วๆ ว่า พฤติกรรมในอดีตที่ผ่านของคุณอภิสิทธิ์มีแต่ “ทำให้คนรัก”

อย่างน้อย กรณีที่ครั้งหนึ่งคุณอภิสิทธิ์พูดกลางสภาว่า ศาลโลกตัดสินว่าเฉพาะตัวปราสาทพระวิหารเป็นของเขมร แต่ที่ดินใต้ปราสาทยังเป็นของไทยนั้น ก็ทำให้ผมคนหนึ่งที่รักในสติปัญญาของคุณอภิสิทธิ์ไม่ลงเอาเสียเลย นับประสาอะไรกับคนที่เขาต้องบาดเจ็บหรือสูญเสียญาติมิตรไปภายใต้การทำงานของ ศอฉ. และคุณอภิสิทธิ์ ย่อมไม่แปลกที่เขาจะ “รัก” คุณอภิสิทธิ์ไม่ลง และคนแบบนี้ไม่ต้องจ้างมาประท้วง การทำลายความน่าเชื่อถือของฝ่ายต่อต้านโดยตราหน้าว่าทุกคนถูกจ้างมา รังแต่จะทำให้ความไม่ชอบของเขาเพิ่มขึ้นๆ

ต้องเข้าใจข้อเท็จจริงว่า ในการบริหารประเทศของผู้นำทุกคนจะมีทั้งกองเชียร์และผู้ที่ได้รับผลกระทบ เชิงลบจากนโยบายหรือการทำงานใดๆ เสมอ ผู้นำทุกคนในอดีตจึงมีทั้งคนรักและคนชังอยู่คู่กันเป็นปกติ ถ้าชอบเจอแต่คนที่เข้ามาอวยก็ควรจะอยู่แต่ในเฟซบุ๊กของตนเอง ส่วนโลกของความเป็นจริงต้องยอมรับว่าคนรัก-คนชังเป็นสิ่งที่ปุถุชนไม่อาจจะ ควบคุมได้ตามใจตัว และความชังไม่จำเป็นต้องจ้างวาน

ดังนั้น ใคร ก็ตามที่เป็นบุคคลสาธารณะแล้วคิดว่าตนเองจะต้องมีแต่ คนรัก ส่วนคนชังนั้นถูกจ้างมาทั้งสิ้น ย่อมเข้าข่ายดูแคลนสติปัญญาประชาชนอย่างรุนแรง

กล่าวโดย สรุป วาทกรรมต่างๆ ที่ยกมาเป็นตัวอย่างของการดูแคลนสติปัญญาประชาชน โดยไม่ตระหนักว่า วิจารณญาณของผู้มีสิทธิเลือกตั้งนั้นซับซ้อน มีพัฒนาการ และประเมินผลได้ผลเสียของเขาอยู่อย่างสม่ำเสมอ คนที่ใช้วาทกรรมเหล่านี้มีแต่ภาพของต่างจังหวัดที่ “ขายเสียง-คิดไม่เป็น” จินตนาการไม่ออกว่าคนจำนวนมากที่โกรธแค้นในยามที่ถูกปล้นอำนาจไปอย่างอ ยุติธรรม จนสำคัญผิดว่าหว่านเงินเยอะๆ ก็ซื้อใจกันได้และเป็นที่มาของการดำเนินนโยบายแบบหวังเอาใจแต่ไม่เห็นหัวคน

การ พยายามผูกขาดนิยาม “ความถูกต้องทางการเมือง” ไว้ฝ่ายเดียวด้วยวิธี “ดูแคลนสติปัญญาประชาชน” เป็นกลวิธีหลักที่ฝ่ายอนุรักษนิยม (ทั้งชนชั้นนำและฝ่ายการเมือง) ใช้กล่าวหาประชาชนว่า “ไม่พร้อม” มาโดยตลอด และนั่นเป็นสิ่งที่ควรจะหยุดได้แล้ว

สุรพศ ทวีศักดิ์ : “ธรรมนิยม” ทางเลือกใหม่ของสังคมไทย?

ที่มา ประชาไท

กว่า 5 ปีมานี้ เรานำคำว่า “ธรรมะ” มาใช้จนสังคมเละตุ้มเปะกันหมดแล้ว

"ท่าน พุทธทาสท่านพูด ว่า ถ้ามีธรรมมะแล้ว ก็ไม่ต้องมีการเมือง ประเทศไทยภายใต้ธรรมนิยมคือ มีความเข้าใจในความเป็นจริง เข้าใจความเป็นไปของชีวิต เข้าใจความเป็นไปของโลก และเท่าทันมัน ในเชิงธรรมมะสุดท้ายแล้วชีวิตก็เป็นเรื่องชั่วคราว สุดท้ายตายแล้ว ก็เอาอะไรไปไม่ได้"
สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ (มติชนออนไลน์ 22 พ.ค.2554)

นี่ คือคำอธิบายของ “เช็ค” สุทธิพงษ์ เมื่อเขาถูกซักว่า ประเทศไทยควรเป็นรูปแบบ "เสรีนิยม" ที่อาจมีช่องว่างระหว่างคนจน-คนรวย หรือเป็น "สังคมนิยม" ที่ทุกคนเสมอภาคกัน? และเขาเสนอ "ทางเลือกใหม่-ทางเลือกที่สาม" โดยเห็นว่า ประเทศไทยควรเป็น "ธรรมนิยม" เพราะ "ธรรมะ" อยู่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่ก่อให้เกิดความวุ่นวาย

อ่าน มุมมองนี้แล้ว ทำให้ผมรู้สึกว่า “ธรรมะ” อาจเป็นคำที่มีปัญหามากที่สุดคำหนึ่งในสังคมไทย ที่ว่ามีปัญหาไม่ได้หมายความว่าเป็นคำที่ไม่ดี แต่มันเป็นคำที่ถูกนำมาใช้อย่างครอบจักรวาล เป็นยาวิเศษรักษาทุกโรค สร้างความสับสน หรือถึงขั้นมั่วมากๆ เลยก็ว่าได้

ท่านพุทธทาสนิยาม “ธรรมะ” ว่า หมายถึง ธรรมชาติ กฎธรรมชาติ การปฏิบัติตามกฎธรรมชาติ และผลที่เกิดจากการปฏิบัติตามกฎธรรมชาติ ตามนิยามนี้ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ธรรมะ ฉะนั้นความหมายของธรรมะจึงครอบจักรวาล เวลาหยิบคำนี้มาใช้ก็ใช้เสมือน “เชื่อ” ว่า มันอธิบายปัญหาได้ครอบจักรวาลจริงๆ

เช่น ที่สุทธิพงษ์อ้างคำพูดของท่านพุทธทาสว่า “ถ้ามีธรรมะแล้ว ก็ไม่ต้องมีการเมือง” สมมติฐานนี้เป็นไปได้ทางเดียวเท่านั้น คือเป็นไปตามสมมติฐานทางปรัชญาการเมืองที่ว่า ในสภาพสังคมตามธรรมชาติเป็น “สังคมก่อนสังคมการเมือง” ที่คนอยู่กันอย่างไร้กฎกติกา แต่นั่นมั่นเป็นสมมติฐานทางปรัชญาการเมืองเพื่อใช้อธิบายว่าทำไม “สังคมการเมือง” หรือสังคมที่มีกติกามีสัญญาประชาคมในการอยู่ร่วมกันจึงเกิดขึ้น โดยข้อเท็จจริงแล้วสังคมก่อนสังคมการเมืองจะมีอยู่จริงหรือไม่นั้น ดูเหมือนจะไม่มีข้อพิสูจน์แน่ชัด

สังคมที่เรารู้จักกันจริงๆ คือ “สังคมการเมือง” ซึ่งเป็นสังคมที่มีกติกาบางอย่างในการอยู่ร่วมกันเสมอ ฉะนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีสังคมซึ่งไม่มีการเมือง แม้แต่สมติให้คนไทยบรรลุธรรม เป็นพระอรหันต์กันทุกคน สังคมไทยก็ต้องมีการเมือง หรือต้องเป็นสังคมที่ต้องอยู่กันด้วยระบบ/กติกาบางอย่างที่เป็นหลักประกัน “ความเป็นธรรม” ในการอยู่ร่วมกัน

ประเด็นสำคัญ ผมไม่รู้ว่าสุทธิพงษ์กำลังพูดถึง “ธรรมนิยม” ในฐานะเป็นหลักการของปัจเจกบุคคล หรือหลักการทางสังคมกันแน่?

เพราะ เมื่อเขาใช้คำว่า “ประเทศไทยภายใต้ธรรมนิยม” ดูเหมือนเขากำลังเสนอหลักการทางสังคม แต่คำขยายความต่อมาที่ว่า “คือ มีความเข้าใจในความเป็นจริง เข้าใจความเป็นไปของชีวิต เข้าใจความเป็นไปของโลก และเท่าทันมัน ในเชิงธรรมมะสุดท้ายแล้วชีวิตก็เป็นเรื่องชั่วคราว สุดท้ายตายแล้ว ก็เอาอะไรไปไม่ได้” คำขยายนี้มันมีความหมายในเชิงเป็นหลักการดำเนินชีวิตของปัจเจกบุคคล

นี่ คือตัวอย่างของความสับสนของการใช้คำว่า “ธรรมะ” ในสังคมไทย มันสับสนว่าในนามของ “ธรรมะ” คุณกำลังเสนอหลักการอะไรกันแน่เพื่อให้เป็น “ทางเลือกที่สาม” แทนเสรีนิยม และสังคมนิยม

กว่า 5 ปีมานี้ เรานำคำว่า “ธรรมะ” มาใช้จนสังคมเละตุ้มเปะกันหมดแล้ว มีการใช้ “ธรรมนำหน้า”ไปสู่รัฐประหาร สร้างอุดมการณ์ชาตินิยมสุดโต่งจนต้องรบกับประเทศเพื่อนบ้าน จนกระทั่งธรรมนำหน้ามาถึงการประกาศชวน “ผบ.ทบ.ออกมารณรงค์โหวตโน” (เป็นคำเชิญชวนของพิภพ ธงไชย ประกาศผ่านทางเอเอสทีวี แสดงว่า “ธรรมนำหน้า” นี่ใช้ “บริการ” จาก ผบ.ทบ.ทุกเรื่องเลยว่ะ/ครับ)

ย้อนไปช่วงที่ กระแสเสื้อเหลืองกำลังแรง เราได้ชมสปอร์ตของท่านพุทธทาสทางเอเอสทีวีทุกวันว่า “ประชาธิปไตย ไม่ใช่ประชาชนเป็นใหญ่ ต้องประโยชน์ของประชาชนเป็นใหญ่ หากประชาชนเป็นใหญ่ ถ้าประชาชนบ้าๆบอๆก็ฉิบหายกันหมด” (ประมาณนี้)

คำพูดแบบนี้มีปัญหา มาก เพราะถามได้ว่านิยาม “ประโยชน์ของประชาชน” ใครควรเป็นผู้มีอำนาจนิยาม และมีอำนาจตัดสินว่าจะเลือกประโยชน์แบบไหน หากไม่ใช่ประชาชนต้องเป็นผู้นิยาม เป็นผู้เลือก และต่อให้ประชาชนบ้าๆบอๆกันทั้งประเทศเลย จะมีเทวดาที่ไหนมานิยามหรือเลือกประโยชน์ที่ดีที่สุดให้แก่ประชาชนได้จริง

ประเด็น คือ มันไม่จริงหรอกครับที่ประชาชนจะบ้าๆบอๆกันทั้งหมด (หรือบ้าๆบอๆกันตลอดไป) และมันเป็นไปไม่ได้ที่จะมี “อภิชน” มาคิดแทนว่าอะไรคือประโยชน์ที่ดีที่สุดสำหรับประชาชน โดยที่อภิชนเหล่านั้นไม่เอาเปรียบประชาชน ฉะนั้น ประชาธิปไตยที่บอกว่าประชาชนเป็นใหญ่มันจึงชัดเจนในตัวมันเองอยู่แล้วว่า ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจในการนิยามประโยชน์และเลือกประโยชน์ที่ดีที่สุดแก่ พวกเขาเอง

ที่สำคัญ ประชาธิปไตยเป็นระบบการปกครองที่วางอยู่บนความเชื่อมั่นใน “ความเป็นมนุษย์” ของประชาชนในฐานะเป็น “สัตว์ที่มีเหตุผล” เมื่อประชาชนมีเสรีภาพในการใช้เหตุผลแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน เขาย่อมสามารถเลือกประโยชน์ที่ดีที่สุดแก่ตนเองและส่วนรวมได้

แม้จะ เป็นจริงว่า อาจมีประชาชนบ้าๆบอๆ แต่ในประวัติศาสตร์เราไม่เคยพบว่าประชาชนบ้าๆบอๆได้สร้างความเสียหายแก่ สังคมมนุษย์เท่ากับ “อภิชนบ้าๆบอๆ” ฉะนั้น ข้ออ้างเรื่องประชาชนบ้าๆบอๆจึงไม่อาจหักล้างความหมายของประชาธิปไตยที่ถือ ว่าประชาชนเป็นใหญ่ เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริงได้

ธรรมะนั้น ดีแน่ ถ้าใช้ถูกเรื่อง ไม่มั่ว แต่ถ้าใช้ผิดเรื่องนอกจากจะก่อให้เกิดความสับสนแล้ว การอ้างธรรมะอ้างศีลธรรมแบบครอบไปทุกเรื่อง บางทีมันก็ “บดบัง” ไม่ให้เราเห็นปัญหาที่แท้จริง

เพราะเราจะเห็นแต่ว่าคนนั้นคนนี้ไม่มี ธรรมะ ไม่มีศีลธรรม มีอคติ โกรธกัน เกลียดกัน ฆ่ากัน เพียงเพราะไม่เข้าใจสัจธรรมของชีวิต ความเป็นไปของโลกตามที่ธรรมะสอน แต่มองไม่เห็นปัญหาเชิงระบบ เช่น ไม่เห็นปัญหาโครงสร้างอำนาจเผด็จการจารีตที่ครอบงำสังคมตลอดมา ไม่เห็นปัญหาความไม่เป็นธรรมทางสังคมในมิติต่างๆ ที่สำคัญไม่เห็นแม้กระทั่ง “ความไม่ชอบธรรม” ที่รัฐกระทำต่อประชาชน ฯลฯ

เรามองเห็นแต่ความโลภ โกรธ หลง ในใจคน แล้วก็โหยหา "ธรรมะที่อยู่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่ก่อให้เกิดความวุ่นวาย” และจินตนาการว่าจะมี “บุคคลแห่งธรรม” มาปลดเปลื้องความวุ่นวายนั้นๆ ให้กับคนทั้งหมด ซึ่งเป็น “มายาคติ” ที่ฝังลึกในจิตใต้สำนึกของเรามานาน

ท่าน พุทธทาส พระไพศาล พระ ว. วริรเมธี เป็นต้น ล้วนแต่เป็นพระที่ทำคุณประโยชน์แก่พุทธศาสนาและสังคมไทยหลายด้าน แต่ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ควรตั้งคำถาม หรือวิพากษ์วิจารณ์ทัศนะทางสังคม-การเมือง หรือคำสอนบางอย่างของท่านเหล่านี้

และแม้แต่ธรมะที่เป็นคำสอนของพระ พุทธเจ้า เราก็ควรตั้งคำถามด้วยเช่นกันว่า คำสอนในมิติทางสังคมและการเมืองนั้น จะถือว่ามีสถานะเป็น “อกาลิโก” เหมือนคำสอนเรื่อง “นิพพาน” หรือไม่

เพราะไม่มีทัศนะทางสังคม-การ เมืองใดๆ ที่ไม่มีบริบท เมื่อบริบทเปลี่ยนไป จะเรียกหาคำสอนในบริบทเมื่อสองพันกว่าปีที่แล้วมาเป็น “สูตรสำเร็จ” หรือเป็น “ทางเลือก” ของสังคม-การเมืองในปัจจุบันได้อย่างไร !

“ความจริง” เรื่องการเผาศาลากลางอุบลฯ “ความจริง” ของสังคมไทย

ที่มา ประชาไท

1

ภาย หลังจากเพลิงพิโรธศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานีมอดลงในบ่ายวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 วันเดียวกับการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงที่กรุงเทพฯ หลังจากนั้น “ส่วนราชการและประชาชนชาวอุบลฯ” ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ เพื่อแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แม้กิจกรรมทั้งหลายนี้จะไม่ช่วยให้ศาลากลางกลับคืนสู่สภาพเดิม หรือแก้ปัญหาอะไรได้ แต่ความสำเร็จของมันก็คือ การประกาศความรู้สึกต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในนามชาวอุบลราชธานี

ความ รู้สึกที่กล่าวนี้ ประกอบกับการสนทนาวิสาสะกับผู้คนหลากหลายวงการในจังหวัดอุบลฯ คงจะไม่เกินเลยไปที่ผู้เขียนจะสรุปว่า ชาวอุบลฯ – อย่างน้อยก็ได้แก่ ข้าราชการ นักธุรกิจ ชนชั้นกลาง ชาวเมือง ซึ่งเป็นกลุ่มที่ “เสียงดัง” ที่สุดในสังคม - มีข้อสรุปต่ออัคคีภัยที่ผ่านมาว่า การเผาศาลากลาง จังหวัดเป็นอาชญากรรมที่อุกอาจอย่างไม่ต้องสงสัย เหตุการณ์นี้ก่อขึ้นโดยอาชญากรที่คลุ้มคลั่งไร้สติ หรือไม่เช่นนั้น ก็เป็นการเตรียมตัวมาก่อนของขบวนการก่อการร้าย ซึ่งไม่ว่าจะเป็นไปในแบบใด ความผิดนั้นชัดแจ้ง และคนเหล่านั้นควรถูกนำตัวมารับอาญาแผ่นดินอย่างสาสม

เราอาจเรียกความรู้สึกนึกคิดที่กลายเป็นข้อสรุปนี้ว่า “ความจริง” กระแสหลักของชาวอุบลฯ ในการเข้าใจเรื่องราวศาลากลางจังหวัดที่ผ่านมา

แต่ ก่อนที่จะยอมรับความจริงนี้อย่างง่ายๆ เราอาจจะเริ่มต้นจากการตั้งคำถามว่า ความจริงกระแสหลักในการมองเรื่องการเผาศาลากลางอุบลนั้นมาจากไหน? ผู้เขียนเสนอว่า ความจริงนี้ -ไม่มากก็น้อย - เป็นผลจากการปั้นแต่งขึ้นโดยรัฐ โดยหยิบยืมดัดแปลงทฤษฎีการเมืองมวลชนโบร่ำโบราณมาใช้กับสังคมไทยอย่างได้ผล ซึ่งจะขอกล่าวถึงทฤษฎีที่สำคัญ 2 ประการดังนี้

ประการแรก ทฤษฎีฝูงชนคลาสสิก ซึ่งเป็นทฤษฎีพฤติกรรมรวมหมู่ดั้งเดิม ที่กำเนิดขึ้นในยุโรปตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18-19 ในบริบทการตื่นตัวของขบวนการปฏิวัติประชาธิปไตยประชาชน แต่เหตุการณ์นี้ถูกมองด้วยความตื่นตระหนกจากชนชั้นสูง ที่หวั่นเกรงว่าการกระทำเหล่านั้นจะกระทบต่อเสถียรภาพและประโยชน์สุขของตน การแสดงออกของมวลชนจึงถูกมองว่าเป็นการรวมตัวของผู้มีปัญหาในการอยู่ร่วมกับ สังคม ฝูงชนอาจถูกมองว่าเป็นคนบ้า อาชญากร ไร้สติ ฝูงชนจึงหมายถึงกลุ่มชนที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบน ไร้เหตุผล จนอาจถึงขั้นคลุ้มคลั่ง การร่วมตัวของพวกเขาจึงมีพื้นฐานมาจากความไม่ปกติ และเมื่อมารวมตัวกันเข้า ความไม่ปกติยิ่งถูกปลุกปั่นจากบรรยากาศของการชุมนุม หรือจากนักปลุกปั่น/เจ้าลัทธิ จนกลายเป็นฝูงชนผู้คลุ้มคลั่ง ป่าเถื่อน และอันตราย [1]

แม้ ว่าจะมีทฤษฎีฝูงชนแบบอื่นหลากหลายในเวลาต่อมา แต่ทฤษฎีคลาสสิกก็ยังคงอิทธิพลอย่างสูง ทั้งในแวดวงวิชาการและสาธารณชน จนอาจเรียกได้ว่าเป็นทฤษฎีกระแสหลักในเรื่องนี้ และน่าสังเกตว่าทฤษฎีนี้เป็นที่ยอมรับอย่างไม่เสื่อมคลายในสังคมที่มีลักษณะ อนุรักษนิยมสูง

สำหรับสังคมไทยเราจะเห็นอิทธิพลของทฤษฎีนี้ได้อย่าง ชัดเจน โดยทั่วไปทัศนคติของคนไทยต่อการชุมนุมของชาวบ้านก็คือ พวก “ม็อบ” ที่ไร้เหตุผล ถูกปลุกปั่น มีผู้หนุนหลัง ในกรณีของคนเสื้อแดง เราจะพบแนวทางการอธิบายพฤติกรรมของคนเสื้อแดงที่ว่า เป็นพวกชาวบ้านที่ไม่ประสีประชา แต่ถูกจ้างวานมา หรือถูกเกณฑ์มาโดยหัวคะแนน เป็นพวกคลั่งผู้นำอย่างไม่ลืมหูลืมตา และต่อมาการชุมนุมของพวกเขาก็ไร้เหตุผลมากขึ้นเป็นลำดับ เป็นพวกสร้างความปั่นป่วนวุ่นวาย สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ และภาพลักษณ์ของประเทศ ท้ายที่สุดก็ลงเอยด้วยจลาจลเผาบ้านเผาเมือง

ประการที่สอง ทฤษฎีสมคบคิด (Conspiracy Theory) ซึ่งเป็นการอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคม ด้วยการเลือกปะติดปะต่อข้อมูลต่างๆ เป็นเรื่องเป็นราว แต่มักไม่มีหลักฐานหรือข้อพิสูจน์ที่ชัดเจน ทฤษฎีนี้ซึ่งที่จริงควรจะเรียกว่าการคาดเดามากกว่า มักเริ่มจากการตั้งคำถามว่า เหตุการณ์นั้นๆ เกิดขึ้นโดยใครเป็นต้นเหตุ และเกี่ยวข้องกับใคร หรือมีองค์กรอะไรอยู่เบื้องหลัง หลังจากนั้นก็พยายามโยงข้อเท็จจริงที่สอดคล้องกันกลายเป็นเรื่องราว [2] ตัวอย่างเรื่องราวที่ถูกสร้างขึ้นตามทฤษฎีสมคบคิดยอดนิยมในระดับโลก เช่น การมาเยือนของ UFO แผนยึดครองโลกของชาวยิว หรือเบื้องหลังกรณี 9/11 เป็นต้น เรื่องราวลึกลับน่าตื่นเต้นเหล่านี้ กลายเป็นที่นิยมข้ามยุคสมัย และมีกลุ่มคนที่เชื่อถือเรื่องราวเหล่านี้อย่างจริงจัง

คำอธิบาย เรื่องราวตามทฤษฎีสมคบคิด ซึ่งเกิดขึ้นบนสมมติฐานและข้อมูลที่พิสูจน์ไม่ได้ ถูกมองจากวงวิชาการว่า เป็นปรากฏการณ์อุปาทานรวมหมู่ หรืออาจถูกอธิบายว่าเป็นไปตามหลักจิตวิทยาสังคม เนื่องจากคำอธิบายเป็นไปบนเรื่องราวลึกลับน่าตื่นเต้น ซึ่งการอธิบายสังคมแบบนี้ที่จริงได้ถูกตอกย้ำอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันจากนิยาย หรือภาพยนตร์ ซึ่งคงจะไม่ผิดนักหากจะบอกว่า คนส่วนใหญ่ติดตามเรื่องราวทางสังคมเหมือนเสพนิยาย/ภาพยนตร์ โดยคอยดูว่าใครเป็นพระเอกผู้ร้าย และเรื่องราวจะถูกเปิดเผยอย่างไร อย่างไรก็ตามเราก็จะพบว่า การเข้าใจความเป็นไปทางสังคมตามทฤษฎีสมคบคิดจะเป็นที่นิยมมากที่สุด ในสังคมที่ไม่เป็นประชาธิปไตย คือมีลำดับชั้นสูงต่ำในสังคม มีข้อห้ามรู้ ห้ามพูดถึง ห้ามวิจารณ์สูง

คำอธิบายเรื่องราวตามทฤษฎีสมคบคิด ไม่เพียงเป็นที่นิยมในหมู่ประชาชนทั่วไปเท่านั้น แต่ยังเป็นที่นิยมในหมู่ชนชั้นปกครองด้วย นักปรัชญาชี้ว่า ในแง่หนึ่งทฤษฎีสมคบคิดมีความเชื่อมโยงกับความเชื่อเรื่องอำนาจของบุคคล เหนือมนุษย์ เช่นความเชื่อทางศาสนา ที่เชื่อในพระเจ้า หรือตัวแทนของพระเจ้าที่มาปราบยุคเข็ญนำพามนุษย์ไปสู่แสงสว่าง บุคคลเหนือมนุษย์นี้เองคือผู้ชักนำความเปลี่ยนแปลงของสังคมมนุษย์ โดยตรรกะนี้ พบว่าในหมู่ชนชั้นปกครองจะอาศัยคำอธิบายนี้ในการให้ความชอบธรรมแก่อำนาจของ ตน ในยุคโบราณเราพบว่าแนวคิดนี้เป็นเครื่องมือของระบอบกษัตริย์ ในการอธิบายบุญญาธิการและบารมีมากล้นของกษัตริย์เหนือหัวที่อุทิศแก่แผ่นดิน แต่ในยุคหลังจากนั้นพบว่าแนวคิดนี้มักเป็นเครื่องมือของผู้ปกครองเผด็จการ ทั้งหลาย [3]

ประเด็น สำคัญที่ทฤษฎีสมคบคิดถูกวิจารณ์ในแวดวงวิชาการอีกก็คือ ทฤษฎีนี้ละเลยความสำคัญของเหตุปัจจัยทางสังคม ไม่ว่าในมิติประวัติศาสตร์ หรือมิติด้านโครงสร้างและสถาบัน ซึ่งเป็นเงื่อนไขอันซับซ้อนของปรากฏการณ์หนึ่งๆ ซึ่งหมายความว่าความเป็นไปในสังคมย่อมอยู่เหนือการบงการของปัจเจกบุคคลตัว เล็กๆ ทว่าทฤษฎีสมคบคิดกลับทำในทางกลับกัน คือละเลยความสำคัญของเหตุปัจจัยทางสังคม แต่ไปให้ความสำคัญกับการกระทำของบุคคล ซึ่งเท่ากับยกให้ปัจเจกบุคคลมีอิทธิพลถึงขนาดบงการความเปลี่ยนแปลงในสังคม ได้ การกระทำเช่นนี้ผิดเป้าหมายของสังคมศาสตร์ เพราะแทนที่จะมุ่งอธิบายเงื่อนไขที่นำมาสู่การเกิดขึ้นของปรากฏการณ์ทาง สังคม กลับไปทำงานสืบสวนสอบสวนแบบนักสืบ และเมื่อนำมาใช้ในการเข้าใจเหตุการณ์ทางสังคม ก็จะเป็นการลดทอนความซับซ้อนของเหตุปัจจัยอันหลากหลาย ให้เหลือแต่เรื่องการบงการของบุคคลกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น

ใน สังคมไทย ซึ่งเราท่านรับรู้กันดีถึงระดับความเป็นประชาธิปไตย และความสืบเนื่องของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ความแพร่หลายของข่าวลือ ข่าวลับเฉพาะ หรือข่าววงใน พร้อมกับเรื่องราวของมหาบุรุษ ช่างเป็นเรื่องที่เราคุ้นเคยจนดูเหมือนมันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับความเป็น ไทย สำหรับในเหตุการณ์การชุมนุมของคนเสื้อแดงในปีที่ผ่านมา ทฤษฎีสมคบคิดสำแดงตัวผ่านการอธิบายเรื่องราวการชุมนุมว่า เกิดจากการบงการของนักการเมืองบางคนบางกลุ่ม และในตอนสุดท้ายก็มีกลุ่มชายชุดดำเข้ามาแทรกแซงจนเหตุการณ์บานปลาย

เมื่อ ตระหนักถึงทฤษฎีการเมืองมวลชนทั้งสองประการ ซึ่งเป็นเครื่องมือของรัฐในการผลิต – ตอกย้ำความจริงแก่เราแล้ว เราอาจย้อนกลับไปทบทวนเหตุการณ์ในเดือนเมษายน นับจากรัฐบาลได้ประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ และจัดตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เราจะพบว่า การปิดกั้นข่าวสารจากสื่ออื่นๆ และผูกขาดการนำเสนอข่าวสารโดย ศอฉ. ก็คือการสร้างเรื่องราว “ความจริง” ภายใต้ทฤษฎีทั้งสอง ซึ่งมีโครงเรื่องที่ประกอบด้วยสองด้านหนุนเสริมกัน คือเป็นการชุมนุมของมวลชนที่ไร้สติ และมีการชักใยของไอ้โม่งเบื้องหลัง ที่หวังประโยชน์จากการสร้างสถานการณ์ ซึ่งในที่สุดเหตุการณ์ก็บานปลายจนทำให้ ศอฉ. ต้อง “กระชับพื้นที่” ในครั้งนั้นสิ่งที่ ศอฉ. ทำในฐานะกระบอกเสียงของรัฐก็คือ การผูกขาดคัดสรรดัดแปลงตีความสร้างเรื่องซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตามโครงเรื่องดังกล่าว จนเกิดเป็น “ความจริง” ของคนส่วนใหญ่ในสังคม และนี้เองคือที่มาของความเข้าใจเหตุการณ์การเผาศาลากลางฯ ของชาวอุบลราชธานี

2

ผู้ เขียนจะกล่าวถึง “ความจริง” อีกชุดหนึ่งของเหตุการณ์การเผาศาลากลางอุบลฯ พร้อมทั้งให้รายละเอียดเหตุการณ์นับจากเดือนมีนาคมจนถึงวันที่เพลิงถูกจุด ขึ้นในเดือนพฤษภาคม ในช่วงนี้จึงเป็นการแสดงให้เห็นความจริงภายใต้กรอบการมองอีกแบบหนึ่ง ขณะเดียวกันก็ถือโอกาสนำเสนอบันทึกเรื่องราวที่แทบไม่มีโอกาสถูกนำเสนอใน สื่อสาธารณะใดๆ

ก่อนอื่น เงื่อนไขเบื้องต้นในการเข้าใจความจริงกรณีศาลากลางอุบลฯ คือเราต้องมองเรื่องราวอย่างมีที่มาที่ไป ซึ่งจะพบว่าผู้ชุมนุมหาได้เป็นฝูงชนไร้สติ แต่พวกเขาคือมวลชนผู้นิยมพรรคไทยรักไทย ด้วยความชื่นชอบนโยบาย และการบริหารประเทศของหัวหน้าพรรค ในปี 2553 พวกเขามาชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภาแล้วจัดเลือกตั้งใหม่ เนื่องจากเห็นว่ารัฐบาลในขณะนั้นมีที่มาไม่ชอบธรรม ซึ่งเป็นสิทธิทางการเมืองตามปกติในระบอบประชาธิปไตย (ผู้เขียนจะไม่กล่าวถึงที่มาของมวลชนคนเสื้อแดงมากไปกว่านี้เนื่องจากมีผู้ กล่าวถึงไว้ไม่น้อยแล้ว)

สำหรับการเข้าใจเหตุการณ์การเคลื่อนไหวของ คนเสื้อแดง นับจากเริ่มต้นจนถึงวันสุดท้าย เราควรจะมองเรื่องนี้อย่างมีพัฒนาการ และพัฒนาการการชุมนุมที่เข้มข้นขึ้นที่อุบลฯ ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไร้เหตุผล หากแต่เป็นปฏิกิริยาโต้ตอบต่อการใช้อำนาจของรัฐที่รุนแรงและป่าเถื่อนมาก ขึ้นในสายตาของพวกเขา เพื่อให้เห็นลำดับพัฒนาการผู้เขียนจะแบ่งเหตุการณ์ที่อุบลฯออกเป็น 4 ช่วงด้วยกัน [4]

ช่วงแรก นับจาก 12 มีนาคม - 6 เมษายน ช่วงนี้เริ่มจากกลุ่มคนเสื้อแดงอุบลฯเดินทางไปสมทบกับคนเสื้อแดงจากทั่ว ประเทศ เป้าหมายคือการชุมนุมที่กรุงเทพมหานคร ในเช้าวันเดินทางคนเสื้อแดงอุบลฯ ซึ่งมีอยู่ไม่น้อยกว่า 8 กลุ่ม ได้เคลื่อนไปสมทบกันขบวนผู้เรียกร้องประชาธิปไตยที่มุ่งหน้าสู่เมืองหลวง การเดินทางส่วนใหญ่ใช้รถปิกอัพส่วนตัว ลงขันค่าน้ำมันกันเอง ขนของใช้เสบียงและผู้คนไว้บนปิกอัพ ในวันนั้นมีรถจากอุบลฯประมาณ 500 คัน มีมวลชนรวมประมาณ 5,000 คน นับเป็นการเปิดฉากการชุมนุมที่ยิ่งใหญ่ฮึกเหิมในความรู้สึกของประชาชนที่ ต้องสงบเสงี่ยมเจียมตัวมาตลอด

ในช่วงแรกมีการตั้งเวทีที่สะพานผ่าน ฟ้า ผู้ชุมนุมประเมินว่ามีการตอบรับจากประชาชนทั่วไปดีพอสมควร ข้อเรียกร้องคือให้รัฐบาลรีบยุบสภาโดยเร็ว มีการเจรจากับรัฐบาลซึ่งดูทีท่าว่าจะหาทางออกร่วมกันได้ ท่ามกลางความหวัง มีกิจกรรมที่สร้างความรู้สึกร่วมอย่างมากคือการ “เทเลือดไพร่” ในสถานที่สำคัญ แต่มีคนบางกลุ่มออกมาชี้ว่าเลือดอาจมีเชื้อโรคติดต่อร้ายแรง นักการเมืองบางคนแสดงความสงสัยว่าอาจเป็นเลือดสัตว์ ผู้ชุมนุมรู้สึกเจ็บแค้นใจจากความรู้สึกถูกย้ำยีความเป็นมนุษย์ ในช่วงนั้นยังมีกลุ่มคนเสื้อสีชมพูออกมารวมตัวกันสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล

สำหรับ มวลชนจากอุบลฯ มีการสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกำลังคนไปกลับบ้านกับกรุงเทพฯ ที่อุบลฯ ประมาณวันที่ 17 มีนาคม เริ่มมีการตั้งเวทีชุมนุมใกล้ที่ทำการเทศบาลนครอุบลฯ มีการปราศรัยของแกนนำท้องถิ่นสลับกับการรับฟังการถ่ายทอดข่าวสารการชุมนุม ของคนเสื้อแดง คนเสื้อแดงในอุบลฯบางส่วนมาร่วมเวที ส่วนใหญ่ติดตามข่าวสารจากทีวีคนเสื้อแดงที่บ้าน ติดตามทางอินเทอร์เน็ต หรือโทรคุยกัน บรรยากาศเหมือนการติดตามข่าวสารและส่งกำลังใจไปยังตัวแทนที่เสียสละไป ปฏิบัติภารกิจสำคัญยังแดนไกล

ช่วงที่ 2 ระหว่างวันที่ 7 - 25 เมษายน ช่วงนี้สถานการณ์กลับตึงเครียดขึ้นเป็นลำดับ การชุมนุม ปิดล้อมรัฐสภากลายเป็นเงื่อนไขให้รัฐบาลใช้เป็นโอกาสประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และจัดตั้ง ศอฉ. คนเสื้อแดงส่วนหนึ่งคิดว่านี่คือแผนของรัฐบาลที่เตรียมการจะใช้ความรุนแรง ดังนั้นผลจากการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินก็คือ ทำให้คนเสื้อแดงเกิดความรู้สึกถึงการต่อสู้อย่างแตกหัก

ในวันที่ 7 เมษายน ท่ามกลางข่าวลือว่ารัฐบาลจะใช้กำลังสลายการชุมนุม รัฐบาลมีคำสั่งให้ยุติการส่งสัญญาณ PTV ที่อุบลฯ การรับสัญญาณทีวีเริ่มขาดๆ หายๆ สิ่งที่เกิดขึ้นคือความวิตกร้อนรนใจ ในเย็นวันนั้นมีคนเสื้อแดงมารวมตัวกันและบุกเข้าไปภายในสนามหญ้าภายในรั้ว ศาลากลางฯ ผู้ชุมนุมกันในค่ำคืนจนค่อนคืนวันนั้นประมาณมี 2,000-3,000 คน ถัดจากวันนั้นมีการชุมนุมที่สนามหญ้าศาลากลางอย่างต่อเนื่องด้วยความวิตก กังวลต่อสถานการณ์ในกรุงเทพฯ

10 เมษายน มีการปะทะที่สี่แยกคอกวัว ในขณะที่การปิดกั้นข่าวสารด้วยการบล็อคสัญญาณทีวีและอินเทอร์เน็ตของคนเสื้อ แดง และ ศอฉ. ผูกขาดการให้ข้อมูลของตนแต่ฝ่ายเดียวทำให้สถานการณ์แย่ลงทุกขณะ ที่ชุมนุมบนถนนหน้าศาลากลางฯได้กลายเป็นจุดนัดพบของคนเสื้อแดงที่มาติดตาม รับฟังข่าวสาร และส่งแรงใจถึงพี่น้องที่กรุงเทพฯ การสังหารโหดที่สี่แยกคอกวัวทำให้ผู้ชุมนุมที่อุบลฯ เกิดอาการช็อค ไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้น ระคนกับโศกสลดใจ

สายๆ วันที่ 11 เมษายน ด้วยความคับแค้นใจ คนเสื้อแดงจัดขบวนแห่ประณามรัฐบาลฆาตกรทั่วเมืองอุบลฯ ในเวทียามเย็นมีตัวแทนจากเหตุการณ์ที่กรุงเทพฯขึ้นมาเล่าเหตุการณ์บนเวที มีการระดมอาสาสมัครเข้าไปต่อสู้จนถึงที่สุดที่กรุงเทพฯ ระดมเงินทองและข้าวของบริจาค การชุมนุมทางการเมืองอย่างสงบ ได้ยกระดับเป็นการต่อสู้กับฝ่ายตรงกันข้ามถึงขั้นเอาเลือดเนื้อเข้าแลก

ช่วงที่ 3 ระหว่าง 13 - 17 พฤษภาคม เมื่อ ศอฉ.ประกาศมาตรการขั้นเด็ดขาดเพื่อ “กระชับพื้นที่” เข้าไปยังแยกราชประสงค์ พร้อมกับข่าวการลอบยิง เสธ.แดง เวทีการชุมนุมที่หน้าศาลากลางจังหวัดอุบลฯก็คลาคล่ำไปด้วยคนเสื้อแดงที่โกรธ แค้นอีกครั้ง สำหรับคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่ง เสธ.แดง คือ นักรบของประชาชน ไม่ว่าฝ่ายใดทำร้ายเขา ผลก็คือเพิ่มความเกลียดโกรธแค้นของคนเสื้อไปอีกระดับหนึ่ง

ข่าวการ สังหารโหดประชาชนในนามการกระชับพื้นที่ในแต่ละวันสร้างความเจ็บ ปวดให้กับผู้ชุมนุมมากขึ้นๆ แต่ก็ยิ่งกระตุ้นให้มีการระดมพลไปสมทบที่กรุงเทพฯอย่างไม่ขาดสาย คนที่ไปกรุงเทพฯและเข้าไปยังจุดเผชิญหน้ากับทหารโทรศัพท์กลับมารายงานยัง เวที จุดสูงสุดของอารมณ์ของผู้ชุมนุมเกิดขึ้นในวันที่ 15 พฤษภาคม เมื่อร่างไร้วิญญาณของนายอินทร์แปลง เทศวงศ์ แท็กซี่ชาวอุบล ที่ถูกยิงจากเหตุการณ์กระชับพื้นที่มาถึงจังหวัดอุบลฯ ในค่ำคืนนั้นที่หน้าเวทีปราศรัยมีการจัดพิธีคารวะดวงวิญญาณของแท็กซี่วีรชน มีมวลชนล้นหลามและระดมเงินบริจาคได้มากกว่าทุกครั้ง ท่ามกลางบรรยากาศที่เศร้าสลด ยากจะทำใจ และความรู้สึกที่รอการระเบิด การจากไปด้วยของแท็กซี่มือเปล่าชาวอุบลฯด้วยคมกระสุนของทหาร คนจนๆ ที่ไปทำงานเก็บเงินเลี้ยงครอบครัว ที่ไปเรียกร้องสิ่งที่เขาควรจะได้รับ เร้าความรู้สึกของการถูกกดขี่ขมเหงและได้รับแต่ความอยุติธรรม ความเกลียดชังรัฐบาลยกระดับไปอีกขึ้น รัฐบาลคือศัตรูที่ที่ป่าเถื่อน อำมหิต ทำทุกอย่างเพื่อรักษาอำนาจของตนเอง

บ่ายวันที่ 16 พฤษภาคม ด้วยความคับแค้นอัดแน่นใจ กลุ่มคนเสื้อแดงนัดทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ประณามสาปแช่งของรัฐบาล มีการเผายางรถยนต์ในสถานที่สำคัญ 7 แห่งในจังหวัดอุบลราชธานี กลุ่มควันดำพวยพุ่งเหนือท้องฟ้า ส่วนราชการการจังหวัดวิ่งจ้าละหวั่น ท่ามกลางความตื่นตระหนกของชาวเมืองทั่วไป และก็ไม่ผิดไปจากการคาดการณ์ เย็นวันนั้นรัฐบาลประกาศให้อุบลราชธานีเป็นพื้นที่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน

ช่วงสุดท้าย วันที่ 19 พฤษภาคม การประกาศพื้นที่ฉุกเฉินที่อุบลฯมีผลเพียงแต่การทำให้คนเสื้อแดงไม่ออกมา ชุมนุมกันอย่างโจ่งแจ้ง ในช่วงนี้มีข่าวหน้าหูว่าทหารจะมาปิดสถานีวิทยุชุมชนคนเสื้อแดงซึ่งเป็นช่อง ทางสื่อสารสุดท้ายที่มี

เย็นวันที่ 18 พฤษภาคม คนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งไปรวมตัวกันที่สถานีวิทยุทั้งสองแห่งเพื่อปกป้องสถานี วิทยุ และติดตามข่าวสารร่วมกัน ท่ามกลางข่าวทหารเตรียมใช้กำลังขั้นเด็ดขาดสลายการชุมนุม คนเสื้อแดงส่วนหนึ่งมีความหวังกับการประสานงานของ ส.ว. ให้มีการเจรจาระหว่างแกนนำกับรัฐบาลอีกครั้ง ในคืนวันนั้นจนถึงนาทีสุดท้ายในรุ่งสางวันที่ 19 พฤษภาคม คนเสื้อแดงบางส่วนมีความหวังว่าคนสำคัญจะออกมาช่วยยุติเรื่องนี้ แต่ก็ผิดหวัง

รุ่งเช้าวันที่ 19 พฤษภาคม คนเสื้อแดงที่สถานีวิทยุทั้งสองแห่งมีจำนวนมากขึ้น ข่าวสารที่ขาดๆ หายๆ แต่ก็พอรับภาพได้ เผยให้เห็นกองกำลังทหารเข้าเคลียร์พื้นที่ มีภาพคนเจ็บ คนเสียชีวิต สำหรับคนเสื้อแดงคนเหล่านั้นคือญาติพี่น้องของพวกเขา การดูการถ่ายทอดเป็นไปพร้อมกับเสียงวิจารณ์ สลับกับเสียงหวีดร้อง ร่ำไห้ โผเข้าปลอบใจกัน

เมื่อแกนนำที่เวทีราชประสงค์ประกาศยุติการชุมนุมและ ขอมอบตัว ความโกรธแค้นและเสียใจจากเหตุการณ์ที่กรุงเทพฯ ทำให้ฝูงชนไปรวมตัวกันที่หน้าศาลากลางฯ คนเสื้อแดงประมาณ 600 คน กระจายอยู่นอกรั้วศาลากลาง มีการจุดไฟเผายางรถยนต์ มีรถติดเครื่องเสียงและมีคนสลับกันขึ้นปราศรัยวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์ที่ กรุงเทพฯอย่างเผ็ดร้อน

เหตุการณ์ตึงเครียดขึ้นเมื่อคนเสื้อแดงจำนวน หนึ่งพังรั้วศาลากลาง และวิ่งกรูเข้าไปในสนามหญ้าหน้าศาลากลาง ในขณะที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของจังหวัดยิงปืนสวนออกมาหลายนัด มีคนถูกกระสุนบาดเจ็บ 5-6 คน หลังจากนั้นอีกหลายอึดใจมีข่าวลือว่าหนึ่งในผู้ถูกยิงเสียชีวิตแล้วที่โรง พยาบาล ความตื่นตระหนกกลับกลายเป็นความโกรธแค้น ณ จุดนั้นไม่มีใครบอกได้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคือความคลุ้มคลั่งไร้สติ หรือความรู้สึกถึงขีดสุดของความเจ็บแค้นจากการถูกย่ำยีศักดิ์ศรีของความเป็น มนุษย์ และการปฏิเสธที่จะยอมรับอำนาจรัฐอันป่าเถื่อนไร้ความชอบธรรมที่จะปกครองอีก ต่อไป ฝูงชนจำนวนหนึ่งที่ไม่กลัวแม้กระทั่งความตาย บุกประชิดศาลากลางและจุดไฟเผาสัญลักษณ์ของอำนาจรัฐที่กดขี่ข่มเหง เพื่อกอบกู้ความเป็นคนของพวกเขากลับคืนมา

เหตุการณ์ในวันนั้นถูกตั้ง ข้อสังเกตว่า ทั้งที่ทางจังหวัดสามารถประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่การเตรียมการป้องกันกลับหละหลวม ทำไมจึงให้กำลังเจ้าหน้าที่กลุ่มแรกที่รับมือกับฝูงชนคือกลุ่มที่ไม่เคยถูก ฝึกมาให้รับสถานการณ์การจลาจล จนมีการใช้อาวุธโดยไม่จำเป็น ทำไมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารจำนวนมากในวันนั้นใส่เกียร์ว่าง ทำให้คนไม่กี่คนบุกประชิดเข้าไปเผาอาคารได้ และทำไมไม่มีรถดับเพลิงมาเตรียมรับสถานการณ์ทั้งที่สถานีดับเพลิงอยู่หางออก ไปไม่กี่กิโลเมตร

3

ผู้ เขียนได้กล่าวถึงความจริง 2 แบบ เรื่องการเผาศาลากลางฯ จุดประสงค์ไม่ได้ต้องการชี้ว่า ความจริงชุดใด “จริง” กว่ากัน แต่ต้องการชี้ว่าเราต่างก็อยู่ภายใต้ความจริงคนละแบบ เข้าใจเหตุการณ์คนละอย่าง และตัดสินเรื่องราวหนึ่งๆ ด้วยทัศนะที่แตกต่างกันไป

ความจริงที่แท้นั้นคืออะไร หากจะมี ก็คงมีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่รู้

สำหรับมนุษย์ปุถุชนอย่างเรา ที่อาจเอื้อมจะตัดสินความจริง สิ่งที่เราควรตระหนักก่อนอื่นใด คือเข้าใจความจริงเกี่ยวกับความจริง

เหตุการณ์ การเผาศาลากลางจังหวัดอุบลฯ ไม่อาจถูกมองโดยแยกจากเหตุการณ์ก่อนหน้านั้น ไม่อาจมองว่าเป็นเรื่องของพวกคลุ้มคลั่งเผาบ้านเผาเมือง แต่เหตุการณ์นี้เป็นผลพวงของความขัดแย้งทางการเมือง ที่ต่างฝ่ายต่างใช้กลยุทธ์เพื่อเอาชนะคะคานกัน ดังนั้นหากจะถามว่าใครคือผู้เผาศาลากลางตัวจริง คำตอบอาจจะมีว่า ก็คือคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่าย รวมทั้งเราท่าน ผู้ชม ผู้เชียร์ ซึ่งต่างก็มีส่วนร่วมกันจุดไฟ หรือนัยหนึ่งสังคมไทยโดยร่วมจะต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ร่วมกัน

“ความจริง” เรื่องการเผาศาลากลางอุบลฯ “ความจริง” ของสังคมไทย
ภาพโดย ธีร์ อันมัย

ใน โอกาสที่วันพิพากษาจำเลยคดีเผาศาลากลางอุบลฯ (อาจจะรวมจังหวัดอื่นด้วย) งวดเข้ามา ซึ่งมาอยู่ในช่วงเดียวกันการครบรอบปีของเหตุการณ์พฤษภาคม 2553 ในเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองซึ่งทุกฝ่ายต้องรับผิดชอบไม่น้อยกว่ากัน ขออย่าปล่อยให้ผู้ต้องหาทางการเมืองที่อุบลฯหรือที่อื่นๆ กลายเป็นผู้รับบาปของเหตุการณ์ทั้งหมด ขออย่าให้ขวบปีต่อไปของเหตุการณ์พฤษภาคมเลวร้ายกว่าที่ผ่านมา.

อ้างอิง

  1. ประภาส ปิ่นตบแต่ง (2552). กรอบการวิเคราะห์การเมืองแบบทฤษฎีขบวนการทางสังคม. กรุงเทพฯ: โครงการผลิตตำราและเอกสารการสอน คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. บทที่ 1.
  2. Wikipedia. Conspiracy Theory. available at http://en.wikipedia.org/wiki/Conspiracy_theory
  3. Hugo Antonio Perez Hernaiz (2008) . The Used of Conspiracy Theories for the Construction of a Political Religion in Venezuela. in International Journal of Human and Social Sciences 3 : 4. 2008 . p. 241-252. available at www.waset.org/journals/ijhss/v3/v3-4-31.pdf สำหรับนักปรัชญาที่วิพากษ์ทฤษฎีสมคบคิด และเป็นผู้ชี้ว่าทฤษฎีนี้เป็นมักเป็นที่นิยมในผู้ปกครองอำนาจนิยมคือ Karl Popper (1902-1994) ใน Karl Popper. (1995). The Open Society and its Enemies. London : Routledge.
  4. ข้อมูลมาจากการสังเกตการณ์ของผู้เขียนในระหว่างการชุมนุม ประกอบกับติดตามสัมภาษณ์บุคคลต่างๆ หลังจากนั้น

สีสันวันสมัครส.ส.

ที่มา Thai E-News

สบายกว่ากันเยอะเลย-แม้ ใครจะบอกว่าการได้เบอร์1กับเบอร์10ไม่เห็นต่างกัน แต่เวลาหาเสียงจริงๆนี่มันสบายผิดกันนะ ขณะที่ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยกนิ้วเดียว"ท่าดัชนีนาง"หาเสียง แต่อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องยกสิบนิ้ว"ปางห้ามญาติ"แบบประดักประเดิด(ภาพข่าว:REUTERS)

ความจริงใจมันผิดกัน-ขณะ ที่ปู-ยิ่งลักษณ์กราบขอบคุณผู้สนับสนุนทั้งใบหน้าและแววตา แต่ดูเหมือนมาร์ค-อภิสิทธิ์ดูจะไม่มีท่าว่าไยดีกับแม่ยกที่พากันยกกองเชียร์ มากรี๊ดให้กำลังใจซักเท่าไหร่(ภาพข่าว:AP)

เบอร์1ครับ-จตุ พร พรหมพันธุ์ ชู 1 นิ้วแทนการสนับสนุนหมายเลข 1 พรรคเพื่อไทย ซึ่งเขามีชื่อสมัครเป็นส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ด้วย ระหว่างถูกคุมตัวจากคุกมาขึ้นศาลคดีถูกอภิสิทธิ์ฟ้องหมิ่นประมาท(ภาพข่าว:REUTERS)

สัมภาษณ์แกนนอน:ใครว่าผมสู้แบบหน่อมแหน้ม

ที่มา Thai E-News

การ ทำกิจกรรมแบบผม คนส่วนใหญ่คิดว่ามันหน่อมแหน้ม แต่ผมเห็นแล้วว่ามันไม่หน่อมแหน้ม ต้องกล้า อย่าคิดว่ากิจกรรมผมหน่อมแหน้ม ใจที่มันเดินแต่ละก้าวนี้นะ ผมพิสูจน์ให้มวลชนเห็นแล้วที่สำคัญวิธีแบบนี้ทำให้ฝ่ายรัฐไปไม่เป็น

โดย ผ่านฟ้า
ฟังไฟล์เสียงสัมภาษณ์ http://www.mediafire.com/?lmkoiprj5cqdnzy

Q) คุณนิยามตัวเองเป็นใคร ผู้รักประชาธิปไตย หรือ คนเสื้อแดงธรรมดา หรือแกนนำ นปช.

A) ผมนิยามตัวเองแล้วว่าผมเป็นแกนนอน อย่างนี้ก่อน เวลาผมพูดเป็นแกนนอนในตอนแรกกับตอนนี้ไม่เหมือนกัน

ตอน แรกสุดที่ผมใช้วาทะกรรมแกนนอน เพราะมีคนมาขอให้ผมมาเป็นแกนนำ แต่ว่าผมรู้สภาพตัวเองว่าเป็นแกนนำไม่ได้นะครับ ไม่อยากเป็นแกนนำ เพราะว่าเดิมมีแกนนำอยู่แล้ว การประกาศตัวเป็นแกนนำ จะเกิดสภาพการแย่งชิงกัน อันตรายกับขบวนการอย่างนี้ ผมรู้ว่าทำอย่างนั้นไม่เหมาะสมนะครับ

ต่อมาในสถานการณ์ที่เกิดสูญญา กาศในขบวนเสื้อแดง มันจำเป็นจะต้องมีการนำ แต่ว่าผมคิดว่าผมไม่ใช้คำว่าเป็นการนำ เพื่อจะเป็นแกนนำ อันนี้ชัดเจน ผมก็เลยอเรียกตัวเองเป็นแกนนอน

หลังจากทำกิจกรรมมาระยะหนึ่ง ผมจึงได้นำเสนอแนวคิดเรื่องแกนนอน นำคำนี้มาเป็นสถานะให้คนอื่นมาร่วมกัน แกนนำทำให้คนแย่งชิงกันนำ แต่การเป็นแกนนอน ไม่จำเป็นต้องแย่งชิง แต่เชิญชวนให้คนมาเป็นกันเถอะ อะไรอย่างนี้ และไม่มีใครขัดแย้งในการเป็นแกนนอน เหมือนกับคนอาสาสมัครเข้ามาปฎิบัติงาน


สิ่ง ที่ผมเสนอนี้อยู่ภายใต้ฐานคิดเพื่อจะเปลี่ยนคุณภาพของมวลชน เป็นผู้ปฎิบัติงาน และวาทะกรรมแกนนอน จริงๆแล้วก็คือคำว่า ผู้ปฎิบัติงานนี่เอง

Q) มีคนบอกว่า การมีเสื้อเหลืองและเสื้อแดง สะท้อนให้เห็นความล่มสลายของอุดมการณ์ คุณ เห็นด้วยหรือเห็นต่างอย่างไร ขอให้อธิบาย

A) ผมเห็นต่าง คนเรามีสิทธิที่จะวิวัฒนาการทางความคิดใหม่ หมายความว่า เมื่อเวลาเปลี่ยนไป ความคิดแบบนั้นก็อาจเป็นอย่างนั้นจริงๆ มาถึงวันหนึ่ง ความคิดก็มิอาจเหมือนกัน แตกต่าง เปลี่ยนแปลงไป ขึ้นกับอุดมการณ์ในการต่อสู้

ผมไม่อยากดิสเครดริตเสื้อเหลืองมาก ในความเป็นจริง เสื้อเหลืองบางคน เขาก็มีความคิดในเชิงก้าวหน้า เพียงแต่ว่า เขาไปใช้ยุทธศาสตร์ที่ล้าหลัง แต่ว่าในระดับปัจเจก มีความคิดที่ก้าวหน้า หรือว่ามีรูปธรรมบางอย่างที่ก้าวหน้า แล้วแต่ว่าใครจะอยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์การนำอะไร เช่น การนิยมเรื่อง ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ มันเป็นยุทธศาสตร์ฝ่ายขวาในอดีต ทำให้ภาพของฝ่ายหรือคนที่ก้าวหน้าอยู่ในขบวนไม่สามารถแสดง หรือนำเสนอภาพตรงนี้ได้ชัดเจน

ในขณะที่ฝ่ายเสื้อแดง ผมก็เห็นว่า โดยรากฐานส่วนใหญ่เป็นผู้ถูกกระทำภายใต้โครงสร้าง ดังนั้น เขาพยายามเสนอในการที่จะมีการปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง เป็นการปรับเปลี่ยนเพื่อให้โครงสร้างทางอำนาจ หรือโครงสร้างทางสังคม มันมีความแบนราบมากขึ้น และมันสามารถไปตอบสนองต่อความต้องการ หรือศักดิ์ศรีของการเป็นพลเมืองทั้งสังคมได้มากกว่า

ดัง นั้น ภายใต้การเคลื่อนจากแรงขับตรงนี้ ผมคิดว่า ฝ่ายแดงมีความก้าวหน้า แต่ไม่ได้แปลว่า ฝ่ายแดงไม่มีความผิดพลาดเลย ผมคิดว่ามีความผิดพลาดอยู่ในท่วงทำนองการต่อสู้อยู่ไม่น้อย อันนี้ก็ต้องเปลี่ยนไป

ส่วนคำถามว่า มันแตกแยกทางอุดมการณ์หรือไม่ ผมคิดว่าอุดมการณ์มันไม่ได้ผูกไว้กับคนยุคหนึ่งหรืออะไรนี่ เป็นความคิดที่ไม่ถูกนัก แต่ว่าอุดมการณ์ ในการต่อสู้เพื่อสังคมที่มีความยุติธรรมกว่า ไม่เห็นมันล่มสลายอย่างไร

Q) ข้อกล่าวหาก่อนการปราบปรามเดือนเมษายนและพฤษภาคม ซึ่งแม้กระทั่งปัญญาชนกลุ่มที่ เคยเรียกตัวเองว่า “คนเดือนตุลา” ก็ขานรับคือ “ขบวนการล้มเจ้า” คุณคิดอย่างไร และ เชื่อมโยงเข้ากับการต่อสู้ของ นปช.ยุคปัจจุบัน(ธิดา ถาวรเศรษฐ์)ในเรื่อง ประชาธิปไตยที่มี พระมหากษัตริย์เป็นประมุข อย่างไร

A) คือ พวกคนตุลาหรือซ้ายเก่าพวกนี้ ที่ไปโหนใช้วิธีการของฝ่ายขวา หรือสร้างข้อกล่าวหาเรื่องคอมมิวนิสต์นี่
ไม่ น่าเชื่อนะว่าพวกที่เคยเป็นคอมมิวนิสต์ ดันมากล่าวหาเสื้อแดง ซึ่งไม่รู้จักอะไรเกี่ยวกับคอมมิวนิสต์เลย ว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ว่าเป็นพวกล้มเจ้า

ประการแรกสุด ผมคิดว่าคนเหล่านี้ก็ไม่ใช่พวกนิยมเจ้า แต่เขาใช้อาวุธที่ตนเองนั้นเคยถูกทิ่มแทง มาใช้เพื่อจะล้มเสื้อแดง

เหมือน กับว่า เวลาคุณสู้ หรือจะต่อสู้ แล้วสู้เขาไม่ไหว แล้วคุณก็เลยไปเรียนวิชาคัมภีร์มาร ฝึกวิชามาร แล้วถูกธาตุไฟเข้าแทรก แล้วเลยเสืยสติ เพราะจริงๆแล้วโดยพื้นฐาน คุณเองก็ไม่ได้เชื่อถืออะไรกับสิ่งเหล่านี้มาก่อน แล้วก็ยังเคยเป็นผู้ที่วิจารณ์พวกฝ่ายขวาหรือพวกอนุรักษ์

ผม คิดว่าพวกที่ใช้แนวคิดเรื่องชาตินิยม มาเป็นเครื่องมือในการต่อสู้ทางการเมืองพวกนี้ ถูกธาตุไฟเข้าแทรก หรือธาตุไฟแตกเพราะฝึกวิชามาร

คือผมก็ต้องยอมรับว่า ถูกทิ่มแทงด้วยข้อหาเหล่านี้ตลอดเวลา กรณีที่อาจารย์ธิดาขึ้นมาตั้งการ์ด ผมคิดว่าเป็นการตั้งการ์ดที่มีความหมายแตกต่างจากเสื้อเหลือง ที่มีการอธิบายว่า ระบบการปกครองอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเนื้ย ซึ่งหากนิยามลงไปในละเอียด มีความต่างกันพอสมควร ในแง่ท่วงทำนองของฝ่ายเสื้อเหลือง จะแปลแบบไทยๆ หรือแปลแบบ”อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมูข”ดูเหมือนสถานะของอำนาจจะเต็ม เปี่ยมด้วยโซนนี้กลับดูด้อยลงไปด้วยซ้ำ

ในขณะที่ผมเชื่อว่า อาจารย์ธิดา พูดเรื่องเหล่านี้ ก็ยังอยู่ในกรอบที่อำนาจสูงสุดก็ยังอยู่กับประชาชน

Q) หนึ่งปีหลังจาก 19 พฤษภาคม 2553 เวลาพูดถึงความยุติธรรม มันมีความหมาย 2 นัยที่ซ้อน กันอยู่ ระหว่าง ความยุติธรรมที่มวลชนซึ่งเรียกว่า”ไพร่”ควรได้รับโอกาสในการมีส่วนร่วม ตัดสินใจทางนโยบายสาธารณะอย่างเสมอภาคและมีนิติธรรม กับรูปธรรมของการหาตัว ผู้กระทำการสังหารหมู่ประชาชนโดยอำนาจรัฐ คุณคิดว่าเรื่องไหนเป็นหลัก เรื่องไหนเป็น รอง และควรทำอย่างไรเพื่อบรรลุ เป้าหมายที่เป็นจริง

A) ต้องทำทั้ง 2 เรื่อง เพียงแต่ว่า เราพูดเรื่องนี้กับใครต้องดูให้ดี

อย่าง เช่นประเด็นเรื่อง 91 ศพ หรือ การสลายการชุมนุม มันเป็นบาดแผลทางการเมืองของรัฐบาล แล้วก็ฝ่ายอำมาตย์ ทหารทั้งหลาย อันนี้ต้องบดขยี้เข้าไป เลยเป็นแผล ยิ่งคุณบดเท่าไหร่ แผลเปิดเมื่อไหร่ ก็เห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ

แต่การที่คุณจะหามวลชนเข้าร่วม จะต้องสร้างข้อเสนอที่เป็นนโยบายสาธารณะเพื่อเสนอต่อสาธารณชน

ช่วง หลังผมเสนอพิมพ์แดงล้อไปกับพิมพ์เขียวประเทศไทย คือต้องสร้างข้อเสนอว่า เมื่อมีประชาธิปไตย หรือ เมื่อฝ่ายประชาธิปไตยชนะแล้ว รูปธรรมและหน้าตาของประเทศมันเป็นอย่างไร แล้วคนทั้งสังคมที่ไม่ใช่เสื้อแดงมันจะได้ประโยชน์อะไรจากตรงนี้ ซึ่งตรงนี้ถ้าเราทำนำเสนอแนวความคิดตรงนี้ได้ จะทำให้คนที่ไม่ใช่เสื้อแดง สนใจการตายของคนเสื้อแดง

คุณไปพูดเรื่องการตายของคน เสื้อแดงอย่างเดียว เขาไม่รู้สึกอะไร ตายก็ตายไป แต่ถ้าคุณอยากเอาคนเหล่านี้เป็นพวก คุณจะต้องแยกแยะให้ได้ว่า ถ้าสังคมเป็นประชาธิไตยแล้ว คุณจะได้ประโยชน์อะไรที่เป็นรูปธรรม มันต้องคิดจากการให้เขาได้ประโยชน์

สงครามครั้งนี้ไม่ใช่ สงครามของคนชั้นกลาง มันเป็นสงครามของคนที่ถูกกระทำ คนข้างล่าง คนรากหญ้า ดังนั้นเราเอา ปัญหาไปโยนให้คนชั้นกลางในประเทศนี้ เขาไม่รับ พูดแบบนี้ไม่มีประโยชน์

เรื่องสังหารหมู่ประชาชนนี้ ผมคิดว่าจะไปเรื่อยๆ ถ้าเปลื่ยนขั้วอำนาจรัฐเมื่อไหร่ โอกาสที่จะเอากลไกรัฐไปสืบดึงเรื่องจริง เอาวีดีโอ เอาแผนทั้งหมด ข้อมูลที่มีอยู่ทั้งหมด อย่างเช่น มีวอร์รูมสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตามชั่วโมงเลย ไม่ใช่แค่วันที่ 19 พฤษภาคมเท่านั้น ต้องเอาก่อนหน้านั้นว่า เซ็นทรัลเวิลด์ มีแผนการรับมืออย่างไรต่อการชุมนุม เอาผู้บริหารมา เอาหัวหน้าการ์ด รปภ.มา เอาวีดีโอมา โดยเฉพาะวีดีโอ ไม่เฉพาะวันที่ 19 จะต้องเปิดเผย

รวมทั้งข้อมูลสาธารณะสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ที่รัฐบาลและดีเอสไอ จะต้องนำมาเปิดเผย ที่ยังมีอีกเยอะมาก ถ้าขั้วเปลี่ยนผมเชื่อว่า ข้อมูลเหล่านี้ ไหลออกมาเลย

พอมันไหลออก มาแล้ว ทำให้เห็นเลยว่าโดยรวมทั้งหมดเลย ซึ่งอาจจะมีเสื้อแดงอยู่ร่วมในการเผา หรือมันอาจจะมีข้อมูลที่ชัดว่า ข้อมูลของใคร การกระทำของใครที่มีคำสั่งในการลั่นกระสูนปืนออกมา สิ่งเหล่านี้มันค่อยๆไหลออกมามากขึ้น เมื่อออกมามากขี้น ผู้คนก็ประจักษ์ต่อข้อมูล

ผมเชื่อว่า ต้องมีข้อมูลชัดๆเชิงประจักษ์ ทำให้สังคมทบทวน และทำความเข้าใจกับเรื่องนี้อีกที จะมีผลต่อคนที่เกี่ยวข้องในการสั่งการเหล่านี้

Q) จากเหตุการณ์ในอดีต 14ตุลาฯ 6ตุลาฯ หรือพฤษภาทมิฬ ก็ไม่สามารถทำความจริงให้กระจ่างในแง่ของคนที่เกี่ยวข้อง กลัวจะจบซ้ำรอยเหตุการณ์ในอดีตหรือไม่A)

อันนั้นมันจบ เพราะไปนิรโทษกรรมก่อน ก็เลยจบ ในทางคดีทำไม่ได้ แต่ว่าในทางสืบสวน เหตุการณ์ข้อเท็จจริงต่างๆ มันมีขั้นมีตอนอยู่ สามารถทำให้เกิดการถอดองค์ความรู้ได้

Q) ความไม่เป็นเอกภาพในการต่อสู้ของคนเสื้อแดง คุณมองอย่างไร

A) คือผมเชื่อว่า เป้าหมายเหมือนกันหมด ส่วนวิธีการอาจจะต่างกันนะครับ ส่วนความไม่เป็นเอกภาพ ต้องอภิปรายก่อนว่า มันไม่เป็นเอกภาพอะไร ไม่เป็นเอกภาพในเป้าหมาย หรือว่า จังหวะการเล่น ไม่เป็นเอกภาพ มันต้องดูเรื่องนี้ แต่ว่า ผมเชื่อว่าในเชิงเป้าหมาย มันเป็นเอกภาพแล้ว

Q) อย่างกรณีการตอบโต้กันระหว่างคุณจตุพรกับคุณสุรชัย หรือกรณีคุณสุรชัยกับคุณธิดา มันแสดงให้ เห็นถึงความไม่เป็นเอกภาพขององค์กร

A) อันนั้นนะใช่ แต่ว่าจริงๆแล้ว มันเป็นเรื่องข้อจำกัตของแต่ละหน่วย

เอา เข้าจริงๆ ผมมีโอกาสได้พูดคุยด้านลึกทั้งสองฝ่าย มีการนั่งเปิดอกคุยกันได้ทั้งสองฝ่าย ผมเชื่อว่ามีเอกภาพ โดยเนื้อหามันเป็นเอกภาพ แต่ว่าท่วงทำนองในการแสดงออกแต่ละฝ่ายต่างกันบ้าง

เป็นธรรมชาติของการมีหลายๆกลุ่ม ดูเหมือนว่า จะมีการแย่งชิงกันนำ และก็เกิดการวิพากษ์กัน แต่ถ้าวิพากษ์กันหนัก มันก็จะมีปัญหา

Q) การแสดงท่าทีแบบเวทีนี้มีเจ้าของ และการสกัดกั้นคนบางพวก ที่มีความเห็นต่างจากแกน นำ นปช.เข้าร่วม ต้องไปใช้เวทีเล็กอย่างอนุสรณ์สถานที่สี่แยกคอกวัวแทน ที่ปรากฏในยุคหลังๆมานี้ คุณ คิดว่าจะเพิ่มขึ้นหรือลดน้อยถอยลง เพราะอะไร

A) คนจัดงาน เขาก็จะคุมเวทีเป็นธรรมดานะ แน่นอน เขาต้องเอาคนของเขาขึ้นก่อน มีคนขอขึ้นเต็ม ตลอดทั้งคืน มีหลายคนไม่ได้ขึ้นนะ อยู่ข้างหลัง มีคนมาขอขึ้นเวที นักการเมืองบ้าง แกนนำบางคน บ้าง ก็ว่ากันไป อันนี้เป็นเหตุผลที่หนึ่ง

เหตุผลที่สอง ผมคิดว่า ความรับผิดชอบต่อสิ่งที่นำเสนอภาพลักษณ์ออกไป มันอาจมีปัญหา ผมคิดว่า นปช. เขาเซฟพอสมควร เวลางานของเขา เขาก็จัดคนของเขาขึ้น ต้องเซฟ เพราะว่า ฉวัดเฉวียนมากนัก ก็คุมคอนเซปป์ไมได้

จริงๆแล้วมันสามารถสื่อสารกัน ได้ ผมคิดว่า นปช. เขาไม่มีเทคโนโลยีที่ทำให้เนื้อหาการปราศรัยถูกกำหนดไว้ก่อน และก็มีขบวนการพัฒนาในการปราศรัยบนเวทีนะ ซี่งที่จริงแล้ว เขาอาจไม่คิดอะไรมาก ผมเป็นคนนอก ผมยังถูกเชิญขึ้นไปเลย

ก็มีเหมือน กันที่คนนอกถูกเชิญขึ้นไป แต่ว่ามันน้อย ไม่ใช่ว่าทุกคนจะได้ขึ้นไป ผมก็ไม่ได้ขึ้นทุกครั้ง ไม่ใช่ไปเดินแหย่ๆ นะ ถ้าไม่เชิญ ผมก็ไม่ขึ้นเลย อยู่ข้างล่างตลอด แต่ถ้าเขาเชิญก็ไม่มีปัญหา ถ้าไม่เชิญก็ยินดี ไม่มีปัญหา ไม่ถึงขนาดว่าจะต้องขึ้นเวทีทุกครั้ง ไม่งั้น ในทัศนะผม คนที่ไม่ขึ้นเวทีก็ต่อสู้ไม่ได้สิ

ทำไมต้องขึ้นเวที เราอยากจะเปิดเวทีของเราเอง ทำสัมมนาอะไรก็ได้ อยากพูดอะไร เราก็จัด มันต้องอยู่ภายใต้การรับผิดชอบของเราเอง อันนี้ก็วิจารณ์ตรงๆ เลย เวทีย่อยก็ต้องพัฒนา เพราะจริงๆเวทีใหญ่ถูกบีบเหมือนกันนะ ถูกบีบให้ต้องเปิด ให้คนอื่นขึ้นนะ เหมือนอะไรบางอย่าง เช่น ลดหน่อย ลดหน่อย

อย่างเช่น ร้องเพลงน่ะ ลดหน่อย ก็จะเห็นว่าเขาพยายามลด มีการอภิปรายเรื่องคุณภาพ อาจจะมีช่วงที่ออกมาใหม่ๆ ยังเบลอๆ อยู่ แต่ว่า ชัดเจนมาก ผมอยู่ข้างหลัง ผมรู้ว่าเขาพูดอะไร มีการวิพากษ์ขบวนการนำ เขาก็มีการวิพากษ์กันเยอะ เขากำลังปรับเรื่องคุณภาพ เขาก็วนอยู่แถวๆ นั้น
โดย ส่วนตัวผมก็อยากจะคาดหวัง แต่ผมเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องนี้มานานแล้ว ผมไม่คาดหวังนะ ผมทำมวลชนอย่างเดียว ไม่สนใจแกนนำ ไม่สนใจรัฐบาล ไม่สนใจอำมาตย์ ตั้งหน้าตั้งตาทำเรื่องการศึกษาเป็นหลัก อันนี้ธงผมเลยนะ ผมเชื่อว่านี้คือปัจจัยชี้ขาดที่แท้จริง ไม่ใช่การเป็นผู้นำที่เก่ง หรือการแสดงบนเวทีเก่ง นั้นเป็นแค่การแสดงออก แต่ว่าการปรับคุณภาพของประชาชนเป็นที่สุดแล้ว

เหมือนระบบ การศึกษา เราไม่ได้ต้องการนักเรียนเหรียญทอง บุคคลนี้ได้เหรียญทองโอลิมปิคบางแผนก ไม่ใช่ ไม่ต้องการสิ่งนั้น แต่ต้องการให้คนในประเทศนี้มีคุณภาพ ด้านการศึกษา เรียนวิทยาศาสตร์ เรียนคณิตศาสตร์ มีความรู้จริง ไม่ใช่มีความรู้ไม่กี่คน ได้ขึ้นรับเหรียญทองโอลิมปิค ขณะที่เด็กลูกชาวบ้านไม่มีการศึกษา เรียนจบ ป.6 อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ต้องเปลี่ยนวิธีคิด

เริ่มที่ตัวเราเองและคนรอบๆ ข้าง สร้างเวทีของภาคประชาชนคนเสื้อแดง ส่วนแกนนำเขาจะทำอะไรก็เรื่องของเขา อย่าไปโยนความหวังทุกอย่างให้องค์กร ผม ดูแล้วเขาทำไม่ได้หรอก และไม่มีศักยภาพในการทำอะไรมากมาย ค่อยปรับไป ถ้าทำมาตั้งนาน ป่านนี้ไม่รู้ไปถึงไหนแล้ว ถ้าเราทำเรื่องการศึกษาแต่ต้น แล้วมีซอฟแวร์ มีระบบ มีหลักที่มิใช่หลักสูตรเดียว แต่ว่ามันมีแนวทางที่เป็นรูปธรรม คือ หนึ่ง เราต้องจัดกลุ่มระดับย่อยก่อน กลุ่มย่อยมันดี มีกระจายอำนาจ สอง มันบริหารจัดการง่าย สาม มันถูก มันเป็นขบวนการเรียนรู้ ไม่ใช่มาฟังบรรยาย ไม่ใช่การสอน แต่เป็นขบวนการเรียนรู้

ถ้าทำแบบนี้ได้ ถ้าจัดตั้งให้ดีเป็นองค์กรเล็กๆได้ ก็จะทำองค์กรใหญ่ๆ ได้ ถ้าเราทำมา 4 ปี จะองค์กรขนาด นปช. หรือ 24 มิถุนาฯเป็นร้อยๆกลุ่มไปแล้ว ที่มีเท่านี้ เพราะไม่ลงทุนกลุ่มย่อย หน่วยย่อยมาใหม่ๆ แรกๆ ก็ทะเล่อทะล่าพอประมาณ พอถึงจุดหนึ่งปุ๊บ ก็จะพัฒนาตัวเองมีกลุ่มก้อน มีการผลิตสื่อขึ้นมา ถ้าเราทำสิ่งเหล่านี้ ทำการผลิตทางความรู้ความคิด เป็นอีกเรื่องหนึ่งเลย

ที่ คนมาบ่นว่า แกนนำเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ผิด เพราะองค์กรนำในอนาคตจะไม่ใช่ นปช. อาจจะมีคนใน นปช. ขึ้นมาเป็นแกนนำ แต่ผมเชื่อสุดลิ่มทิ่มประตูเลย ถ้าเราปูทางอย่างนี้ได้ คนมีคุณภาพจะไต่เพดานขึ้นมา จะเห็นคนมีคุณภาพเยอะแยะเลย จะคัดสรรองค์กรที่ขึ้นมานำมีคุณภาพที่สูงมาก เต้นใน นปช.อาจจะเข้ามา พี่ตู่อาจจะเข้ามา ระดับอาจารย์ธิดาอาจจะเข้ามา รองจาก 3 คนนี้ ต้องหืดขึ้นคอ และจะมีดาวเด่นแต่ละจุด งานเกิดขึ้นมา ข้างหลังระดับเทพ/เซียนมาเยอะแยะที่ยังไม่เปิดตัว

Q) คนเสื้อแดงที่เข้าร่วมในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในขณะนี้และอนาคตอันใกล้ จำนวน และคุณภาพเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างไร ขอให้อธิบายตามทัศนะของคุณ

A) ผมเชื่อว่าไม่ได้ลดลง แต่ว่า เพิ่มขึ้นหรือเปล่า คิดว่าอาจเพิ่มขึ้นบ้าง คนที่ทนไม่ได้กับหตุการณ์ 19 พฤษภาคม เป็นการประจักษ์ที่ยอมรับไม่ได้จากตรงนี้ จะโผล่ขึ้นมา แต่ไม่ใช่ปริมาณที่มากมาย แต่ว่ามีจริง ส่วนทิศทางในอนาคตนี้นะครับ ผมมีความเชื่อในเชิงคุณภาพมากกว่า ผมเชื่อว่า ปริมาณในอนาคต เกิดจากคุณภาพ

ก่อน ที่เราจะเป็นอย่างนี้ เราก็มีคุณภาพระดับหนึ่งแล้ว แล้วก็มีปริมาณระดับหนึ่ง ถ้าเราอยากจะขยายมากกว่านี้ ก็แปลว่าจะต้องพัฒนาคุณภาพเราให้สูงขึ้น ก็จะมีปริมาณมาสมทบเพิ่ม ต้องคุณภาพสูงมามาก และต้องเป็นทั้งขบวน มันไม่ใช่เฉพาะแกนนำ
คน ทั่วไปดูถูกเสื้อแดง แต่พอคนเสื้อแดงเจอกัน โอ้โห! อบอุ่นเป็น มีข้อมูล มีเหตุมีผล มีวุฒิภาวะ มีความฉลาดทางอารมณ์ ไม่ใช่มีแต่ความคุ้มคลั่ง เหมือนคนบ้า

ถ้าพัฒนาคุณภาพอย่างนี้ได้ ผมคิดว่าคนจะฟังเยอะขึ้น คนจะเข้าใจมาก ต้องพัฒนาทางคุณภาพก่อน การเอาคนแบบแว๊บๆ ไปออกสื่อ ออกทีวี หรือไปพูดกับคนอื่น ไม่ได้คนเพิ่มหรอก ไม่มีมวลชนมาเพิ่ม มันเหมือนเอาคนเสียสติไปขายของ มันต้องเอาคนนิ่งๆ ฝึกให้นิ่ง ไม่ได้แปลว่าเอาคนนิ่งๆอย่างผมไปนะ แต่ว่ามันต้องฝึกทั้งขบวน เป็นทั้งขบวน

Q) การพ่วงติดแบบแฝดสยาม เพื่อนำคนเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทยผนึกแน่นกัน ตามยุทธศาสตร์ 2 ขา 5 เวทีของธิดา เกิดขึ้นได้อย่างไร และคาดผลว่าจะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะต่อการเลือกตั้งและการเคลื่อนไหวของชาวเสื้อแดง

A) ผมเห็นด้วยเรื่อง 2 ขา แต่ผมเห็นว่า แต่ละขาต้องมีการนำที่แตกต่าง คือหมายความว่าต้องมี พื้นที่ที่เป็นอิสระพอประมาณ พรรคเพื่อไทยต้องไม่มามีอิทธิพลสูงในเสื้อแดง ไม่ใช่มีอิทธิพลถึงขนาดนำ อาจเป็นได้แค่ผู้สนับสนุน หรือแนวร่วม แต่หากมีอิทธิพลมากไป ผมคิดว่า เพื่อไทยต้องออกโรงทางเวทีพรรคการเมือง คือถ้าไม่ใช่ตู่กับณัฐวุฒิ ควรยืนห่างๆหน่อยไม่ต้องขึ้นเวทีบ่อย
บาง ทีผมรู้สึกว่าดูทีวี ดูปราศรัยเสื้อแดง นปช.แล้วผมรู้สึกเหมือนฟังปราศรัยของพรรคเพื่อไทย ทำไมมันเป็นแบบนั้น ทั้งตัวบุคคลขึ้นไป หรือเนื้อหาที่คุย เหมือนนักการเมืองเข้าไปทุกวัน ผมคิดว่ามันไม่จำเป็น เราเป็นภาคประชาชน เราอาจจะมีเนื้อหาไปอีกแบบหนึ่ง

ใน หมู่ของเสื้อแดง ผมคิดว่าเราต้องเพิ่มพื้นที่ของภาคประชาชนให้นำชัดเจน พูดขนาดนี้พูดถึงทักษิณด้วย หมายความว่าคุณต้องนำทักษิณ คือผมยังไม่เข้าใจว่าทักษิณรอบล่าสุดที่กลับออกมาโฟนอินใหม่หลัง 19 พฤษภาปีก่อนอีกครั้งเวลามีเวที นปช.

พูด ตรงๆนะ ผมไม่ได้รังเกียจคุณทักษิณ แต่ว่าคุณโฟนอินทำไม คุณแย่งภาพการต่อสู้ของภาคประชาชน เพราะคุณมันเด่นกว่า มาทำไมไม่รู้ ผมรู้สึกเสียดายมาก เลย คนฉลาดระดับคุณทักษิณ ไม่น่าจะอ่านเกมนี้พลาด หรือแกกลัวคนเสื้อแดงทิ้งหรือไงไม่รู้ ก็เลยพยายามมีอยู่ในทุกเวที

ทักษิณ ไปแหย่อยู่บนเพื่อไทย ไปให้ความเห็นอะไรนี่ ก็พอประมาณ แต่โดยส่วนตัวผมก็ยังรู้สึกว่ามากไปอีก ควรจะลดลงทั้งสองเวที ให้ข้างล่างมีอิสระ

ฐานคิดทัศนะของผม เกี่ยวกับเรื่องการจัดตั้ง เรื่ององค์กร เรื่องอะไรต่างๆ เริ่มจากล่างขึ้นบน ให้คนมีพื้นที่พัฒนาจากตรงนั้นขึ้นมา ลดการพึ่งพาบุคคลลง เชื่อมโยงได้แต่ลดการพึ่งพาแบบซุบเปอร์ฮีโร่ ส่วน เพื่อไทยก็ควรเข้าโหมดเลือกตั้ง ควรจะทำการเมือง ให้เสนอนโยบายทางการเมืองของคนทุกคน ไม่ใช่เฉพาะคนเสื้อแดง ถ้าเพื่อไทยอยากจะชนะก็ต้องทำการเมืองที่คนไม่ใช่เสื้อแดงยอมรับได้ ต้องไปทางนั้น อย่าผูกติดเสื้อแดง เพราะเสื้อแดงเลือกอยู่แล้วนะ แล้วก็จะเชียร์ให้ชนะ ให้เป็นรัฐบาล แต่ว่าพรรคจะต้องทำให้นโยบายให้เป็นที่ยอมรับของสังคม

เสื้อ แดงก็ไปช่วยดีๆด้วย ถ้าช่วยไม่ดี ก็จะเป็นการดึงขาเพื่อไทย อันนี้เป็นศิลปะว่าจะหนุนกันยังไง เชื่อมกันยังไง ความพอดีของมันต้องมี แต่ไม่ใช่กินเลยกัน จนเหมือนในสภาพการณ์ปัจจุบันที่รู้สึกเกินเลยไป แล้วพยายามจัดระยะห่างที่ถูกต้อง

ผมคิดว่าการที่แต่ละคน พยายามพูดอภิปรายกันว่าควรจะอยู่ระดับไหนดี แสดงว่าทุกคนรู้แล้ว เมื่อก่อนนี้มันติดกัน ตอนที่สู้กันปีก่อน เกือบจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเลย แทบจะพังไปพร้อมกัน

แต่วันนี้สถานการณ์ไม่ใช่ จะต้องแยกกันแล้วก็แค่คุยกันพอ ไม่ถึงขนาดต้องมาอี๋อ๋ออะไรมากมาย

ผม คิดว่าคนบางคนเสื้อแดงบางคนไม่ควรจะไปเป็น สส.เพื่อไทย ไปลงทำไมเยอะแยะ ผมรู้สึกตกใจที่เข้าไปเยอะขนาดนั้น บางคนเข้าใจได้ เพราะเขาเป็นมาอยู่ก่อนแล้ว แต่บางคนทำไมต้องเข้าไป เป็นเรื่องที่ผมรู้สึก รู้สึกไม่ดี

การต่อสู้ของเสื้อแดง มันไม่จำเป็นจะต้องขนาดนี้ เราทำให้พรรคชนะได้ แล้วเชื่อมโยงกับเจตจำนงของประชาชนได้ แต่ว่าบางทีเราไม่จำเป็นต้องไปเป็นผู้มีอำนาจ
ต้อง เหลือคนมายืนอยู่ข้างประชาชนมั่ง เข้าไปเยอะเกินเหมือนกับว่าทุกคนต้องเดินเข้าเส้นทางนั้นหมด เหมือนไม่มีร่องอื่น เราต้องทำให้เห็นว่า เสื้อแดงนี่มันไม่ใช่แค่สะพาน แค่เดินแถวไปเป็นผู้มีอำนาจทางการเมือง

นี่เป็นรากฐาน สำคัญ ไม่ต้องเดินไปถึงขนาดนั้นทุกคนก็ได้ บางคนมีศักยภาพ บางคนไม่มีศักยภาพ จะเดินไปทำไม ถามจริงๆคุณจะเดินไปทำไม หรือคนมีศักยภาพไม่ต้องเดินไป ก็ดี ผมว่าจะได้รับเสียงปรบมืออย่างกึกก้องเลยล่ะ

Q) กรณีคนในพรรคเพื่อไทยบางกลุ่มตั้งข้อรังเกียจว่าคนเสื้อแดงจะทำให้พวกเขาไม่ ได้รับ เลือกตั้ง และคนบางกลุ่มเชื่อว่า หากมีคนเสื้อแดงพวกเขาจะได้ชัยชนะแบบถล่มทลาย ฝ่ายใดมีความเชื่อที่ผิดพลาด หรือถูกต้องมากกว่ากัน

A) ผมตอบได้เลย สูตรมันอยู่ที่ว่ามวลชนเสื้อแดง ต้องเป็นมวลชนพื้นฐานให้ แล้วต่อยอด เพื่อไทยมีแต้มต่อเป็นมวลชนเสื้อแดงนะครับ คนกลุ่มนี้คุณต้องสร้างความสัมพันธ์ให้กำลังดี แล้วไม่ต้องเอาใจมากหรอกครับ เพราะเป็นเรื่องสปิริตของเสื้อแดงด้วย แค่จัดให้ลงตัว แต่ว่าวัดใจกันได้ พวกเขาจะเป็นคะแนนเสียงพื้นฐานให้ หลังจากนั้นพรรคเพื่อไทยต้องเสนอนโยบายต่อวงที่กว้างกว่าคนเสื้อแดง ต่อยอดขึ้นไปอีก ทำให้คนกลุ่มอื่นเข้ามาเลือก ศิลปะอยู่ตรงนี้

คนที่ วิจารณ์เรื่องนี้น่ะถูกทั้ง 2 ข้างแหละ แต่ว่าวิธีการทำให้ชนะถูกต้องเลย คือเอาเสื้อแดงเป็น ฐาน แล้วทำนโยบายที่ก้าวหน้าขึ้น ต่อยอดที่ทำให้คนกลุ่มอื่นสามารถที่จะเห็นชอบแล้วก็มีส่วนร่วม ถ้ามัวแต่ทำการเมืองเพื่อที่จะให้คนเสื้อแดงเลือกเท่านั้น แพ้!

Q) หากมีการรัฐประหารอีกครั้งหรือหลายครั้ง คุณจะอยู่ตรงไหนของสถานการณ์

A) ธงผมต่อต้านรัฐประหารชัดเจนอยู่แล้วนะครับ ส่วนรูปธรรมนี่ ขอดูบริบทหน่อยนึงว่าผมอยู่ตรงไหนได้ สิ่งที่ผมทำก่อนหน้านี้คือ ผมเสนอตลอดเวลาว่าถ้าเกิดรัฐประหารต้องทำอะไร เสนออย่างนี้ตลอดเวลา

แต่ ผมรู้ว่าเมื่อเกิดรัฐประหารรอบนี้แล้ว ตอนนี้ผมอยู่ในที่แจ้งแล้ว ก่อนนี้ยังขยับๆอะไรยังไม่เท่าไหร่ จากนี้ไป ผมเชื่อว่าผมเป็นคนหนึ่งที่อาจจะโดนบล็อค ผมอาจจะไม่ใช่แกนนำนะ แต่ว่าผมเป็นคนที่หลังจากแกนนำถูกจับแล้วก็อาจต้องโดนบล็อคเป็นผมก่อนอันดับ ต้นๆ

ฉะนั้น ในการเคลื่อนไหว ถ้าผมไม่โดนบล็อคซะก่อน ผมอาจจะเริ่มจากในโลกไซเบอร์ แล้วก็ส่งสัญญาณออกมา เมื่อจังหวะได้ ผมคงคิดว่าเหมาะสม ผมก็ออกมา ถูกจับก็ไม่เป็นไร

หมายความว่าการถูก จับไม่ใช่ปัญหา ผมพร้อมจะออกมาแล้วถูกจับ แต่อยากให้ออกมาแล้วทำอะไรได้มากกว่าถูกจับ ขอผมทำอะไรก่อนได้ไหม(หัวเราะ) ขอขยับในโลกไซเบอร์ก่อน คิดว่าโลกไซเบอร์จะเป็นที่อยู่ของผม เป็นพื้นที่ทางการเมือง หลังจากนั้นแล้วผมก็จะประเมินสถานการณ์อีกที

Q) หากไม่ใช่การรัฐประหาร แต่เป็นการสร้างรัฐบาลหุ่นที่กองทัพเชิดอยู่เบื้องหลัง คุณจะทำ อย่างไร


A) ถ้าเป็นแบบนี้ก็ต้องวิพากษ์วิจารณ์ เป็นคนที่วิพากษ์วิจารณ์ตลอดเวลา ทำเรื่องนี้ให้เห็น ทำได้แค่นี้ แหละ คือถ้าเป็นรัฐบาลแห่งชาติก็ต้องดูกันนะ ถ้าเป็นรัฐบาลแห่งชาติเป็นอะไรก็ต้องดู ถ้ามีกิจกรรม ร่วมก็ต้องร่วม

Q) แสดงว่าสำหรับรัฐบาลประชาธิปัตย์ รับได้ เพราะว่า โหวตเลือกกันในสภาฯ

A) ผมไม่ได้ยอมรับหรอก เพียงแต่ว่าผมก็วิจารณ์ ผมไม่ได้นิ่งเฉย การยอมรับแสดงว่านิ่งเฉย แล้วก็วิพากษ์วิจารณ์เวลามีการจัดกิจกรรมให้เข้าร่วมกันในการต่อสู้ ในการไล่ออก ผมก็ไปทุกครั้ง แต่ว่าผมไม่ใช่แกนนำ ผมก็ทำเหมือนที่คุณทำ คนอื่นทำ

Q) ทิศทางในอนาคตของคนเสื้อแดง ต่างจากผู้รักเสรีภาพ ยุติธรรม และประชาธิปไตยกลุ่ม อื่นๆ อย่างไร

A) คนเสื้อแดงส่วนใหญ่เป็นคนรากหญ้าในโครงสร้างสังคมไทยปัจจุบันนี้ เป็นคนที่ถูกกระทำ เป็นคนด้อยสิทธิ์ เรียกว่าเป็นความยากจนด้านสิทธิ์ โดยเฉพาะด้านสิทธิ์ทางการเมืองนะครับ ความยากจนด้านสิทธิ์นี่ ทำให้เขากลายเป็นคู่ขัดแย้งพื้นฐานทำให้เกิดการลุกขึ้นสู้เพื่อชีวิตที่ดี กว่า เพื่อปลดปล่อยจากการถูกกดขี่

เพียงแต่ว่าคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ รวมทั้งคนชั้นกลางที่มาเป็นแนวร่วม ส่วนใหญ่เป็นการต่อสู้ครั้งแรก ดังนั้นทักษะการต่อสู้ หรือความรู้ในการจัดระบบวิธีการต่อสู้จึงไม่เชี่ยวชาญ ซึ่งแตกต่างจากฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ไม่ได้เป็นผู้ถูกกระทำ

พันธมิตรฯส่วนใหญ่เกิดจากการ ปลุกเร้า ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากความไม่พอใจในการบริหารและคุณภาพของนักการเมืองใน ปัจจุบัน ซึ่งผมพอฟังขึ้น มีเหตุมีผล แต่ว่าพวกกระแสชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และกระแสชาตินิยม มันเกิดจากการปลุกเร้า ขาดพื้นฐานที่เป็นจริง

ไม่ ใช่เรื่องเศรษฐกิจหรือถูกกดจริงๆ มันเป็นเรื่องของการ เรื่องของจิตที่ถูกปลุกเร้าขึ้นมาจากฐานสิ่งนี้ สังเกตว่าเมื่อทำไปถึงจุดหนึ่ง เรื่องนามธรรมแบบนี้เกาะเกี่ยวอะไรไม่ค่อยได้ ก็จะค่อยๆหายไป สุดท้ายก็ไปทำมาหากินดีกว่า คนเสื้อเหลืองมันจึงหายไปเรื่อยๆ เพราะมันนามธรรมเกินไป มันไกลตัว

ในขณะที่เสื้อแดงไม่ ใช่ มันเกิดมาจากรากฐานจริงๆ เมื่อคุณยิ่งกดทับลงไปอีก แรงเด้งกลับยิ่งกลแรงขึ้น ยิ่งเปิดพื้นที่เปิดประเด็นมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ยิ่งมองเห็นชัดขึ้น คนข้างล่างก็ขยายการมีส่วนร่วม การเติบโตของคนเสื้อแดง มันมาจากฐานแบบนี้นะครับ

แต่ว่า ฝ่ายพันธมิตรมีนักจัดการที่มีระบบ มีความรู้ในการจัดการมวลชนสูง กระบวนการจัดการเสื้อแดงสู้ไม่ได้สักอย่างหนึ่ง เอาแค่ ส้วม ขยะ โรงคงโรงครัว สู้เค้าไม่ได้สักอย่าง การจัดการ์ด การจัดเวที การจัดสคริปต์ การวางประเด็น การขยายสื่อ อะไรอย่างงี้ เต็มไปด้วยนักจัดการมวลชนที่มีประสบการณ์สูงมาก ผ่านการต่อสู้หลายครั้ง อาจจะตั้งแต่สะสมเชิงคุณภาพของคนที่ผ่านเดือนตุลา ผ่านพฤษภาคมปี 2535 จำนวนมาก

คนพวกนี้ทำให้ระบบการจัดการดีกว่าคนเสื้อแดง เพียงแต่ว่าตัวรากฐานของความชอบธรรมในประเด็น ความชอบธรรมของการต่อสู้อ่อนกว่า ก็เท่านั้น

Q) เวลาที่พูดถึงคำว่าอำมาตย์ คุณเห็นด้วยตรงไหน ไม่เห็นด้วยตรงไหน อธิบายเพิ่มเติม

A) อำมาตย์คือ คนที่แวดล้อมสถาบัน นี่คืออำมาตย์ แล้วใช้สถานะของสถาบันไปแสวงผลประโยชน์ คน เหล่านี้มีสถานะอยู่ได้เมื่อมีสถาบัน และด้วยความเชื่อมโยงเหล่านี้ ทำให้เขาพยายามที่จะรักษา หรือพยายามที่จะโยงทุกอย่าง เพื่อที่จะให้สังคมเห็นความสำคัญของสิ่งนี้

เหมือนคน เฝ้าศาลเจ้ากับศาลเจ้า เขาต้องทำให้ศาลเจ้านั้นศักด์สิทธิ์ เมื่อศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์ คนเฝ้าศาลเจ้าก็ได้รับผลประโยชน์ ความหมายของอำมาตย์ก็คือสิ่งนี้

Q) มีคนพยายามบอกว่า ทิศทางการขับเคลื่อนของคนเสื้อแดงภายใต้การนำของ นปช. ยามนี้ เป็นจุดการเริ่มต้นนับถอยหลังสู่จุดจบ แต่บางคนกลับบอกว่า เป็นแค่การการเริ่มต้นจุดจบ ยังมองไม่เห็นเลย คุณมีทัศนะอย่างไรA)

คง ไม่ได้เดินไปถึงจุดจบ เพียงแต่ว่า จุดไคลแมกซ์ใหม่ที่จะเกิดขึ้น จะไม่เกิดขึ้นจากแกนนำ ผมพูดไปแล้วว่า มันไม่ได้เกิดจากความเชื่อผม เขาไม่ได้พาไปสู่จุดจบ แต่เรื่องต่อจากนี้ไป มันเป็น เรื่องของขบวนข้างล่าง คนก็ยังไม่กลับมาเข้าที่ แต่มันก็ขยับบ้างแล้วนะ แต่ผมเชื่อว่า ละครเรื่องใหม่ที่จะเกิดขึ้นมาใหม่ภาคต่อไป เกิดจากคนข้างล่างทำ

Q) คนบางกลุ่มวิพากษ์ว่า ยุทธศาสตร์ของ นปช.ยามนี้ เข้าข่าย สู้ไป กราบไป ที่ไม่มีทางได้ผล ในการทำให้อำมาตย์ละวางการไล่ล่าเพื่อทำลายการขับเคลื่อนเพื่อประชาธิปไตย คุณคิด อย่างไร

A) มันขึ้นอยู่กับการตีความว่า การพูดหรือการกระทำในบางเรื่อง เป็นเช่นนั้นหรือเปล่า เราคิดว่ามัน หมายความเช่นนั้นจริงๆ หรือเปล่า ผมไม่คิดว่าเป็นเช่นนั้น

แม้ว่า เราจะไม่เห็นด้วยหรือไม่พอใจต่อท่วงทำนองของ นปช.ในบางจังหวะ สิ่งที่เรารู้ได้โดยจริงๆ เมื่อมีภาพ มีแก่นสาระจริงๆ ไม่ใช่ฟังเสร็จก็จบ เขาก็คิดว่า สู้ไปด่าไป เมื่อกลับกลายเป็นไปเจรจาของวีระ ไปเจรจากับอะไร เป็นการยอมถอยอะไรอย่างนี้ ผมเชื่อว่าไม่จริง

ใน สงคราม ช่องทางเจรจาต้องเปิดสะดวก เพื่อดูว่า หลังจากนั้น เขาขยับต่อสู้ต่อหรือเปล่า ต่างหาก อันนี้เป็นประเด็น แต่เราดูแค่ไปจับไม้จับมือ ไปพบปะคนโน้นคนนี้ ผมว่าอันนั้นไม่ใช่ประเด็น ในทัศนะผมนะ ผมว่ามันเป็นการวิเคราะห์ที่ตื้นมาก

ในสงคราม การเจรจามีตลอดเวลา แต่มันยังไม่จบสงคราม มันขึ้นอยู่ว่า พอเจรจาเสร็จ ทำอย่างไรต่อ เกมส์มันรุกต่อไหม ถ้าต่อ เราจะมองแค่การกินข้าว กินกาแฟคุยกันแล้ว บอกว่า นี่มันซูเอี๋ยกัน แล้วก็กลับมารบกันใหม่ อันที่รบกันใหม่นี้ เป็นลิเกเหรอ ผมว่าไม่ใช่ สงครามโลกยังมีช่องทางการเจรจาเลย เอาเป็นเอาตาย ในทางการเมืองก็ต้องมีช่องทางการเจรจา

แนวคิดแบบนี้ ผมเสนอไปแล้ว ว่าคุณสามารถป้องความเสี่ยง ด้วยการกระจายอำนาจ ทำฐานล่าง และเป็นองค์กรไร้หัว แกนนำเรานี้ คนเก่งๆ มากๆ เลย คนคิดว่าแกไม่เก่ง แต่ผมว่า แกโคตรเก่งเลย อาจารย์ธิดา คือผมว่า แกเป็นคนเก่งมาก ผม แปลกใจมาก ที่คนทั่วไปคิดว่าอาจารย์ธิดาไม่ได้เรื่อง ไม่เก่ง ไม่มีความรู้ ไม่มีความสามารถ ผมว่าแกนี่โคตรๆเลย เพียงแต่ว่าปัญหาของแกนนำเราคือ พวกนี้ศึกษารูปแบบการต่อสู้ถอยหลังในอดีต ขาดการมองไปในโอกาส รูปแบบการต่อสู้หรือรูปแบบในอนาคต แล้วมองว่า อะไรเป็นโอกาสที่เราจะหยิบมาใช้ ในการวางยุทธ์ศาสตร์ ให้มันเอื้อกัน สิ่งนี้เราขาด

ในที่อื่นๆ เขารู้ศึกษาตำราประวัติศาสตร์การต่อสู้ในอดีตมาหมด รู้ว่าเขาต่อสู้มายังไง แต่นี่มันเป็นรูปแบบของสภาพสังคมในอดีตย้อนหลัง ถ้าเราสามารถมองเห็นอนาคตและรู้รูปแบบการต่อสู้ในอนาคตได้ และพยายามที่จะใช้เครื่องมือเหล่านั้นเอามาใช้

คุณรู้ไหมในสงครามโลก ฝ่ายสหรัฐพยายามศึกษาเรื่องคลื่นเอฟเอ็ม คลื่นวิทยุ ช่วงหนึ่งสู้กันถึงขนาดรู้วิธีของความรู้ที่ยังไม่เกิดขึ้น ส่งคลื่นวิทยุอีกแบบหนึ่งที่ฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถดักฟังได้ระยะหนึ่ง

แต่ ถ้าถามผมว่า ขบวนเสื้อแดงมองเห็นอะไรข้างหน้า รูปแบบบริบทไปข้างหน้าอย่างไร ถ้าเราเห็นหรือมองไปข้างหน้าแล้ว จึงจัดวางตัวเองไปสบช่องกับโอกาสนั้นและทำสิ่งนั้น ก็จะสร้างนวัตกรรม แต่ที่มันไม่เกิดขึ้นเพราะว่า มัวแต่คิดเรื่องเดิม ขาดสิ่งใหม่ แล้วจะวนกับรูปแบบทำงาน เพราะไม่วิจัย

ซึ่งในภาคธุรกิจนะ หรือภาคองค์กร มันเป็นเรื่องปกติมาก โดยเฉพาะองค์กรไร้หัวแบบสตาร์ฟิช(-ปลาดาว-)อะไรอย่างนี้ และมีการจัดการซับซ้อนมาก KM (- การจัดการความรู้-)ก็ไม่รู้จักนำมาใช้ ไม่สร้าง ทั้งที่คนในภาคธุรกิจ เขาทำจนไม่ปรากฏอยู่ในตำราเสมือนหายไป แล้วยังขาดการกระจายอำนาจ

เพราะการต่อสู้ในอดีตเป็นการต่อสู้ในแนว ดิ่ง เพราะไม่มีเทคโนโลยีมาช่วย ขนาดของปัญญาชนมีน้อย ไม่มีผู้ประกอบการ ไม่มีผู้บริหารยุคใหม่ ไม่มีผู้เรียนเอ็มบีเอ เลยมีสภาพเป็นแนวดิ่ง

เดี๋ยว นี้คนมีความสามารถเยอะแยะ นี่คือสภาพการณ์ที่ผมกำลังจะบอกว่า เราไม่จำเป็นต้องออกแบบอะไรเหมือนในอดีต อดีตเป็นพื้นฐานสำคัญ แต่จะต่อยอดจากนี้ไปต้องมองไปที่ อนาคตและต้องทำสิ่งนี้

Q) 19 พฤษภาฯ ครบ 1 ปี รูปแบบกิจกรรมที่จะจัด มองไว้อย่างไร และคาดหวังอะไร

A) คือ1ปีจะต้องมีความหมายนะ ผมคิดว่ามันพอๆ กับวันที่10 เมษา วันที่ 10 เมษา เขาเรียกว่า ยุทธการเปลี่ยนทางน้ำไหล คือจริงๆ วันที่ 10 เมษาฯ ทหารเป็นจำเลย เราทิ่มไปเต็มแรง แต่ว่า ถูกจับข้อมือพลิก จนทำให้เราล้มและไล่กระทืบ เราออกหมัดไป พลาดครับ เขารอจังหวะอยู่ แล้วเล่นยูโด ที่คนตัวเล็กสามารถล้มคนตัวใหญ่ได้ โดยการใช้แรงของฝ่ายตรงข้ามของศัตรู ถลาเข้ามาจับบิดล้ม ล้อค เหวี่ยง ดังนั้น นี่คือ 10 เมษา เราแทบไม่ได้อะไร ดังนั้น 19 พฤษภาคมนี้ ห้ามพลาด ต้องเสยมันเป็นจำเลยให้ได้ จะยังใงอีกเรื่องหนึ่ง

ผมเสนอไปแล้วไม่ ต้องมีเวทีปราศรัย เป็นการจัดงานรำลึกเต็มรูปแบบ ทำงานในรูปแบบงานรำลึก เราอยู่บนฟุตบาธราชประสงค์ไม่ปิดถนน จัดนิทรรศการริม ฟุตบาธ ใช้ฮิวแมนเชส(ยืนคล้องแขนต่อตัวกันเป็นขบวนแถว)

ในต่างประเทศมีการ รณรงค์กัน อย่างในเยอรมนีเขายืนคล้องแขนกันร้อยกว่ากิโล คนจะปิดถนนทำไม ในเมื่อคนไม่ได้อยู่บนถนน คนมันอยู่ในรถ แล้วมันขับรถผ่านและมองเห็น คุณจะปิดถนนทำไม ใครจะปิดถนน ฉันจะเปิดถนนให้คนวิ่งได้เต็มที่ คนเยอะเท่าไหร่ คนผ่านเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี ได้เห็นป้าย เห็นภาพ เห็นกิจกรรม เห็นภาพของการรำลึก

แต่ว่ารูปแบบการประท้วงพวกนี้ในเมืองไทยไม่มี การเอาสิ่งเหล่านี้เข้ามาใช้ ตลกไหม ถือว่าสุดๆ เลย บางคนบอกว่าครีเอทีฟมาก แต่ พูดตรงๆ ไม่ใช่ครีเอทีฟมากมายขนาดนั้นนะ คนอื่นเขาก็ทำกัน แต่ว่าพวกเสื้อแดงมันไม่ทำ ผมบอกก่อนนะว่า มันมีอีกเยอะ แต่ถ้าคุณจัดปราศรัย เขารู้ว่าจะต้องมีการอัดเทป แต่ถ้าคุณจัดอีกรูปแบบอีกแบบหนึ่ง ไปไม่เป็นนะครับ บอกว่าไปไม่เป็น
อย่าง ที่ผมเล่นเกมส์ผูกผ้าแดง ก็ไปไม่เป็น สุดท้ายถึงกับเอาป้ายออก เล่นกันถึงเอาป้ายหนี เพราะว่าเขาเล่นไม่เป็น เขาไม่รู้จักเกมส์นี้ วันแรกจับผมไปก่อน ออกมาได้ 2 อาทิตย์ ผมก็ไปผูกใหม่ วันที่ผมออกมาผูกใหม่ เต้นไม่เป็นเลยนะ ยืนงงเลย ตำรวจ ทหาร เต็มเลย แต่มันงงไม่รู้จะทำอะไร แล้วคนก็มาผูกใหญ่เลย

ผมบอกว่า อาทิตย์หน้าจะมาผูกอีก โอโห้ อาทิตย์หน้า คนมาเยอะเลย เล่นยกระดับไปเรื่อยๆ เป็นงานที่ตำรวจโคตรอายเลย เฝ้าป้ายแล้วดึงสื่อเข้ามา แล้วสามารถส่งข้อความเรื่องที่มีคนตายได้ นี่คือราชประสงค์ ส่งข้อความให้คนกลับมาที่ความผิดพลาดเหล่านี้ และเห็นว่า รัฐปิดกั้นการแสดงออกของประชาชน เข้าทางผมที่สุด นั่นทำไปเลย ผมก็ผูกผ้าได้ แล้วก็ไปกินข้าว สี่ทุ่มผมกลับมาใหม่ ไม่มีตำรวจสักคน ป้ายก็ไม่มี รั้วก็ไม่มี แล้วก็ได้ถ่ายรูป นำรูปไปแปะใว้ในเฟชบุ๊ค เล่นให้ถูกจังหวะ สุดท้ายเลยเอาป้ายออก แพ้ราบคาบในเกมส์

ผมเชื่อว่ามีเกมส์แบบนี้อีกเยอะ ในการต่อต้านรัฐประหาร ผมเสนอเรื่องว่า ทำไมไม่ไปซ้อมกดเอทีเอ็มเล่น หาคน 400-500 คนไปยืนเข้าหน้าธนาคารกรุงเทพ บอกว่า ถ้าทำรัฐประหารเมื่อไหร่ คนไทยจะไปกดเอทีเอ็มให้หมด ไม่ ต้องไปกดจริงนะ เพียงแค่ เอาเอทีเอ็มไปตรวจดูว่ามีเงินเหลือเท่าไหร่ เอาหน้าธนาคารกรุงเทพสำนักงานใหญ่นะ ต่อแถวตั้งแต่ให้ยาวที่สุด

มีวิธีการมากมาย นึกไม่ออกให้นึกถึงกรีนพีช ว่ากรีนพีชเวลาระห่ำขนาดไหน

ใน ต่างประเทศมีคนคิดเรี่องนี้ แล้วฝึกคนแบบนี้ ฝึกปฎิบัติการแบบนี้ เป็นมืออาชีพ ฝึกและคิดเรื่องพวกนี้ออกแบบเรื่องพวกนี้ให้ได้ เหลือแต่คนที่ดีแต่พูด เดินถือป้าย หรือ ล่าสุดผมอ่านจดหมายของนักศึกษาธรรมศาสตร์คนหนึ่ง ที่เขียนถึงอธิการบดีสมคิดเลย เป็นการต่อสู้ด้วยการเขียนจดหมาย

ทำไม เราไม่มีนวัตกรรม ทำไมเสื้อแดงมันไม่ครีเอทีฟ หรือที่ผมเสนอว่าให้ใส่เสื้อสีแดงทุกวันอาทิตย์ ทำไมคนไม่เข้าถึง ถ้าคนเสื้อแดงเข้าถึงนะปานนี้ไปถึงไหนแล้ว ใส่เสื้อสีแดงทุกวันอาทิตย์ ง่ายๆ กิจกรรมง่ายๆ การเลือกตั้งตายเลย แต่ผมไม่รู้จะอธิบายอย่างไรกับขบวนนี่ อาจเป็นเรื่องใหม่มากๆ
หรือ คนส่วนใหญ่คิดว่ามันหน่อมแหน้ม แต่ผมเห็นแล้วว่ามันไม่หน่อมแหน้ม ต้องกล้า อย่าคิดว่ากิจกรรมผมหน่อมแหน้ม ใจที่มันเดินแต่ละก้าวนี้นะ ผมพิสูจน์ให้มวลชนเห็นแล้ว

นี่เป็นเรื่องที่ผมจะพามวลชน เดินต่อ ในเรื่องของการต่อสู้ของประชาชน และก็สร้างรูปแบบการต่อสู้ของตัวเองขึ้นมา การมีเวทีปราศรัยมีได้ แต่อย่าบอกว่ามันมีแค่เวทีปราศรัย สิ่งที่เราต้องทำ ออกแบบ ต้องทำการทดลอง ใครคิดอะไรออกได้ ต้องคิด คนหนึ่งคิดแบบหนึ่ง คนหนึ่งคิดอีกแบบหนึ่ง ที่สอดคล้องกับเราเอง ขอให้มวลชนเปลี่ยนตัวเองมาเป็นผู้ปฎิบัติงาน แล้วคิดให้ออก

เสรีชนก็เป็นปฎิบัติการหนึ่ง เราก็ทำของเราได้ ใช้คนไม่กี่คนแต่ว่าคุณต้องเปลี่ยนมวลชนเป็นผู้ปฎิบัติงาน อย่าไปคาดหวังองค์กรนำ อย่าส่งทั้งหมดไปให้องค์กรนำ สิ่งหนึ่งที่คุณควบคุมได้คือตัวคุณเอง นี่คือสภาวะนำ เราต้องมีภาวะผู้นำ ไม่ใช่พึ่งพาแกนนำ แกนนำเป็นภาวะที่ไม่ใช่คุณภาพในสังคมประชาธิปไตย สังคมประชาธิปไตยเป็นสังคมที่ประชาชน เป็นผู้กระทำ

ปรากฎการณ์ของ เอ็น จี โอ ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ที่เป็นประชาธิปไตย เยอะมาก เพราะมันเกิดจากจิตสำนึกในเรื่องการไม่รอรัฐ

แน่ นอนว่า ในแง่หนึ่ง เป็นจุดอ่อน แต่อีกแง่หนึ่ง ก็เป็นจุดแข็ง เป็นทั้งสองสิ่ง ทักษิณเป็นทั้งสองสิ่ง เหมือนกัน แกนนำ นปช.ก็เป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน มันขึ้นอยู่ว่า เราจะใช้อย่างไรให้ดีที่สุด ระดับไหน ด้วย ท่วงทำนองแบบไหน

ผม คิดว่า แกนนำจะต้องไปปรับตัว แต่การที่เรามีแกนนำและเป็น สส.อยู่ในสภาอย่างจตุพร นี่เป็นจุดแข็ง ไม่ได้เป็นจุดอ่อน เขาทำหน้าที่ เขาเต็มที่มากในสภา ถ้าไม่มีจตุพรในสภา ผมว่าอภิปรายเฉา ใครจะเป็นคนเสื้อแดงที่จะอภิปรายในสภาได้ อย่าหาว่า แช่งนะ ผมคิดว่าพรรคเพื่อไทยไม่รอด

ผมให้โอกาสนะว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยปรับตัวได้ พัฒนาให้เป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชน โดยการลดการเป็นนายทุนพรรคลง ของกลุ่มการเมือง สร้างขบวนการมีส่วนร่วม พัฒนาพรรคให้เป็นมืออาชีพมากขึ้น ไม่ใช่เสนอชื่อออกมาแล้วมีเสียงยี้ หรือมีการชิ่งกันจนน่าเกลียดเกินไป

ถ้าพรรคเพื่อไทยปรับไม่ได้ วันหนึ่งจะมีพรรคทางเลือกอื่น แต่ผมไม่เห็นด้วยที่จะมีพรรคเสื้อแดงในตอนนี้

ใน ชั่วโมงนี้ ต้องให้พรรคเพื่อไทยพิสูจน์ให้ถึงที่สุด ถ้าทำไม่ได้ พรรคจะต้องไปโดยถูกทำลายจากฝ่ายตรงข้าม หรือเพราะเสื้อแดงไม่เอาแล้ว แล้วอาจทำพรรคการเมืองของคนเสื้อแดงขึ้นมา หรือพรรคทางเลือกใหม่ขึ้นมา ผมค่อนข้างเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคเฉพาะกิจ คนเสื้อแดงจะพัฒนา จะมีอิทธิพลอย่างมากต่อพรรคการเมือง หมายความว่า อาจจะสนับสนุนพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลหรือให้มีคุณภาพ หรือไม่ก็เสื้อแดงอาจจะมีพรรคการเมืองตัวเองขึ้นมา

นั่นต้องหมายความ ว่า คุณภาพภายในขบวนเสื้อแดงต้องเปลี่ยนสูงมาก คิดว่าคงใช้เวลาพอประมาณ ถ้าพัฒนาได้ เสื้อแดงก็จะเดินตรงๆ เข้าวินเลย

แต่ว่าถ้าไม่เปลี่ยนไป ในทางคุณภาพและยังยื้อยุดกันแบบนี้ ผมคิดว่าเสื้อแดงอาจจะถูกทำลาย บางส่วนอาจจะถูกทำลาย และก็อาจจะมีการเกิดใหม่อีกรอบ เป็นอะไรไม่รู้ ที่เหลืออยู่อาจจะมีการรวบรวมเกิดใหม่อีกรอบ เกิดจากการปรับตัวครั้งใหญ่จากเรื่องปัจจัยพื้นฐาน จากเรื่องจริง และถูกกระทำอย่างต่อเนื่อง ยิ่งตียิ่งโต แต่ว่าเวลาเราโตขึ้นมา รูปแบบระบบกลไกภายในเป็นประเด็นสำคัญ

ก่อนหน้านี้ คนไม่สนใจกลไกภายใน ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่สามารถปลดปล่อยประสิทธิภาพได้เต็มที่ ถ้าพวกเสื้อแดงขนาดนี้ และอยู่ในมือของการบริหารของพวกพันธมิตรฯ ผมรับรองว่าจะยิ่งใหญ่ไพศาลมาก ดังนั้นเราจะต้องเปลี่ยนเชิงคุณภาพ ใช้ความรู้ความเข้าใจในการบริหารการจัดการ อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ด้วยนะครับ ไม่ใช่เหตุผลทางการเมือง

อย่างต่างจังหวัดทางภาคอิสาน เกิดไม่ได้เลย ขาใหญ่ตบหมด โดยเห็นมวลชนเป็นเหมือนฝูงสัตว์ในซาฟารีหรือไง คุณไปไล่ต้อนมาอยู่ในคอก ทัศนะแบบนี้ของคนบางคนอันตรายมาก ไม่เป็นประชาธิปไตย

แนวทางผมคือแนวทางปลดปล่อย กระจายอำนาจแล้วเชื่อมโยงกันลิงค์ ทุกคนมีเกียรติ คุณมีเกียรติ ผมมีเกียรติ เราต่างคนต่างมีเกียรติ เราไม่จำเป็นต้องขึ้นต่อซึ่งกันและกัน แล้วมีงานไหนที่มีระดับสมัชชาค่อยว่ากัน มันอยู่กันอย่างมีศักดิ์ศรี มันแบนราบ แต่มันต้องจัดตั้งกันด้วย

อยู่กันเป็นปัจเจกไม่ได้ ปัจเจกไม่มีพลัง คุณจะต้องจัดตั้งกลุ่มให้ได้ อย่างน้อยกลุ่มขนาดเล็ก และถ้าคุณจะขยายกลุ่มขนาดเล็กได้ จากไซส์เอสมาเป็นไซส์เอ็ม แต่ว่าไซส์เอ็มของคุณต้องมีศักยภาพสูง ทำการผลิต ทำการจัดการของคุณได้ดี คุณบริหารได้ ก็ขยายไซส์ ไม่ใช่คุณเป็นไซส์แอล เพราะเหตุผลว่าคุณไล่ต้อนคนมาอยู่ในคอกทแบบนี้ไม่ได้ พออยู่รวมกันมากๆ ก็ทะเลาะกัน จะโตได้อย่างไร

แล้วพอคุณไล่ต้อนคน คุณก็เอาพลังงานไปกับการไล่ต้อน แล้วพอคุณเฆี่ยนมาก คนก็จะกลับมาแว้งกัด แทนที่จะพุ่งหอกไปข้างหน้า กลับพุ่งหอกใส่กัน คุณไปดูขบวนเถอะ เต็มด้วยการแทงใส่กัน พลังงานสูญเสียไปมากมหาศาล

เราไม่มีการเตรียม การ วางแผนหรือพัฒนาตน หรือถ้าเรามีเวลาฝึกฝนตนเอง ซึ่งสำคัญมาก ต้องฝึกฝนตนเอง ถ้าเราฝึกฝนตนเองแล้วไปต่อสู้ทางการเมือง เราจะชนะได้ ผมไม่สงสัยว่าจะชนะหรือเปล่า สิ้นสงสัย แน่นอน ถ้าเป็นผู้ชายมันโคตรเท่ห์ เป็นผู้หญิงโคตรเซ็กซี่น่าคบหา น่านับถือ

เราอาจจะเกลียดเสื้อแดง แต่พอเจอตัวจริงมันโคตรเท่ ไม่ใช่พวกเสื้อแดงโง่ ไร้การศึกษา เป็นทาสทักษิณ

ถ้า เราทำคุณภาพแบบนี้ในขบวน ซึ่งผมเชื่อว่า เราทำได้ มีชาวบ้านจำนวนหนึ่ง ดูอย่างยายฮาย ชาวบ้านไหม ลองไปตรรกกะแกสิ พ.ศ.กฎหมายฉบับไหนรู้หมดแหละ หลักการกฎหมาย เรื่องสิทธิมนุษยชนรู้หมด เถียงไล่บี้หมดแหละ แพ้รูดเลย นี่ชาวบ้านนะ แต่ว่ามีการฝึกอย่างมีวิชาการ มีกฎหมายไหน ไล่อย่างเป็นหลักการ

นี่เอารูปอวตาร 112 ไม่เอา 112 อยู่ในเฟชบุ๊ค เอ้ย เอาออกนะ เพราะว่าเขาจะจับเรื่องข้อหา 112 แค่มีอวตารไม่มี 112 เขาจะจับ เชื่อเลย

ผม ไปปราศรัยกับอาจารย์สุรชัย ที่เชียงราย มีข่าวถ้าใครไปฟังปราศรัยสุรชัย กับ บ.ก. ที่เชียงราย ตำรวจจะมาจับ เสื้อแดงก็เชื่อ โทรศัพท์มาบอกลือกันใหญ่เลย คุณภาพเสื้อแดงแบบนี้จะชนะเหรอ? เจอพวกตรรกกะ พวกยอกย้อน

เกิดต้องไปเจอไอ้พวกหมอตุลย์ที่อธิบายว่าโลกแบน ถึงแม้ว่าคุณจะรู้ว่าโลกกลมนะ ไปเถียงกับพวกนั้นต้องแพ้ครับ เพราะหลักการอธิบายอย่างนั้น เราฝึกฝนไม่พอ

Monday, May 23, 2011

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 23/05/54 ชอบเบอร์ไหน...ก็เลือกเบอร์นั้น

ที่มา blablabla

โดย 3บลา ประชาไท

ภาพถ่ายของฉัน

ขอเชิญชวน ชาวไทย ไปใช้สิทธิ์
เพื่อชีวิต ก้าวไป ได้ดีกว่า
หลายปีผ่าน ทุกข์ทน หม่นหมองมัว
เพราะคนชั่ว ยึดเมือง เรื่อง..อัปรีย์....

ชอบเบอร์ไหน เลือกเบอร์นั้น อย่าหวั่นหวาด
มาเติมวาด ส่วนที่หาย อย่าหน่ายหนี
สองมือเรา ร่วมสร้างฝัน ในทันที
เลือกคนดี ได้สิ่งดี ไม่มีภัย....

อยากได้คน สั่งฆ่า ประชาราษฎร์
คิดอุบาทว์ ชาติสัปดน กว่าหนไหน
สร้างแตกแยก ทั่วถิ่น แผ่นดินไทย
เลือกเบอร์สิบ กาได้ ในทันที....

อยากกินดี อยู่ดี มั่งมีสุข
หมดสิ้นทุกข์ ล้ำเลิศ ประเสริฐศรี
เลือกเบอร์หนึ่ง สวยใส ได้คนดี
ทั่วปฐพี ร่มเย็น เห็นทันตา....

ใครอยากได้ ฆาตกร กระฉ่อนโลก
เติมวิปโยค สามานย์ ด้วยการฆ่า
โคตรตอแหล ดีแต่พูด สุดพรรณา
ก็เชิญกา พวกคนชั่ว มั่วอวดดี....

เลือกเบอร์หนึ่ง สวยใส ท่านได้สิทธิ์
เพื่อชีวิต ก้าวล้ำ ย้ำ..ศักดิ์ศรี
เพื่ออนาคต ลูกหลาน ให้นานปี
เลือกสิ่งดี ชีวิตดี มีสุขเอย....

๓ บลา / ๒๓ พ.ค.๕๔

Sunday, May 22, 2011

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ "ไพร่" ตัวพ่อ

ที่มา มติชน



โดย ตวงศักดิ์ ชื่นสินธุ


เป็น ข่าวร้อนฉ่าตั้งแต่เมื่อสัปดาห์ก่อนหน้าถึงการปะทะคารมกันผ่านทางเฟซบุ๊ก เมื่อ "อำมาตย์ชาย+อำมาตย์หญิง" กับ "ไพร่" ที่บังเอิญไปใช้บริการร้านอาหารเดียวกัน แม้จะไม่ได้ปะหน้ากันตรงๆ ก็ตาม

แต่แล้วเครื่องดื่มขวดเดียวก็ทำให้เรื่องไม่น่าจะเป็นเรื่องกลับเป็นเรื่องขึ้นมาจนได้

มติ ชน "อาทิตย์สุขสรรค์" มีโอกาสได้เป็นแขกรับเชิญที่บ้านเศรษฐสิริ ย่านสนามบินน้ำ เจ้าของบ้านไม่ใช่ใครอื่น คือ "ไพร่" ตัวพ่อ ที่กล่าวได้ว่ามีแม่ยกมากที่สุดในบรรดานักพูดเสื้อแดง

...ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ หรือ เต้น

เป็น คนอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช เกิดเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2518 เป็นลูกชายคนเล็กของนายสำเนา และนางปรียา ใสยเกื้อ มีพี่ชาย 1 คน ชื่อ นายเจตนันท์ สมรสกับ (แก้ม) สิริสกุล ใสยเกื้อ อดีตนางฟ้าสายการบินแห่งหนึ่ง มีทายาทเป็นชายหนึ่ง คือ ด.ช.นปก หรือ น้องช้างน้อย และหญิงหนึ่งคือ ด.ญ.ชาดอาภรณ์ หรือ น้องตราตรึง

ชีวิต ตั้งแต่เด็กเติบโตมาในครอบครัวผู้นำท้องถิ่น ที่มีปู่และตาเป็นผู้ใหญ่บ้าน พออายุได้ไม่กี่เดือนพ่อแม่ก็แยกทางกัน เด็กชายเต้นจึงไปอยู่กับครอบครัวฝ่ายแม่

จบชั้นประถมจากโรงเรียนวัด พระมหาธาตุ อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช แล้วมาเรียนชั้นมัธยมที่โรงเรียนเบญจมราชูทิศนครศรีธรรมราช ซึ่งที่โรงเรียนนี้เองที่เป็นสถานเพาะบ่มเด็กผู้ชายคนหนึ่งให้กลายเป็นดาว เด่นคว้าแชมป์บนเวทีโต้คารมมัธยมศึกษา ซึ่งถือว่าเป็นรายการที่โด่งดังมากในขณะนั้น

สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ คณะนิเทศศาสตร์ ปริญญาโทจากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)

ความที่เป็นนักกิจกรรม นักโต้วาทีเก่า ทำให้เขามีวาจาเป็นเสมือนมนตราเรียกคะแนนความรักจากบรรดาแม่ยกได้อย่างท่วมท้น

เขาย้อนอดีตเมื่อวันวาน ที่มาของความมุ่งมั่นที่อยากจะเข้าไปเป็นผู้แทนราษฎรในสภาว่า...

"ผม เป็นหลานผู้ใหญ่บ้าน เวลามีการทำถนนในหมู่บ้าน พวกคนขับรถดั๊มพ์ คนขับรถแทร็กเตอร์ก็จะกินมานอนที่บ้านผู้ใหญ่ มันกลายเป็นภาพที่ผมซึมซับมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วก็เข้าใจว่าคนอยู่กับสังคมชนบท อยู่อย่างชาวบ้านอยู่อย่างไร

...ที่ บ้านผมก็เป็นครอบครัวที่เป็นนักสู้ ไม่ยอมให้ใครมารังแกง่ายๆ ผมผ่านประสบการณ์ตรงนั้นมา ได้เผชิญหน้ากับอิทธิพล อำนาจมืดมาสารพัดรูปแบบ"

เขาสมัคร ส.ส.สองครั้งสองคราวเพราะชอบการเมือง ได้เป็น ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์สมใจ แต่เป็นได้แค่ 7 วัน

และนี่เป็นอีกครั้งของการสมัครเป็นแคนดิเดต ปาร์ตี้ลิสต์ พรรคเพื่อไทย

ค่ำ วันหนึ่ง ณัฐวุฒิ สวมชุดเสื้อยืดคอกลมสีขาวกางเกงขาสั้น ลายสก๊อตแบบสบายๆ ผายมือเชื้อเชิญให้เข้าไปนั่งคุยแบบสบายๆ ภายในบ้าน พร้อมกับแนะนำให้รู้จักกับภรรยาสุดที่รักและแก้วตาดวงใจทั้งสอง

ตามเข้ามารู้จักกับเรื่องราวของเขา...ผู้ชายที่ประกาศกับใครๆ ว่า เขาคือ ไพร่ ตัวจริง



- เป็นนักโต้วาทีตั้งแต่ยังอยู่ชั้นมัธยม?

ผม เป็นนักกิจกรรม เวลาในโรงเรียนมีงานอะไรผมจะทำหน้าที่เป็นโฆษกมาตั้งแต่เด็กๆ สมัยนั้นผมเกเรมาก กินเหล้า สูบบุหรี่ ตั้งแต่ ม.1 พอขึ้น ม.3 ก็ไปตีกับเด็ก ม.6 เป็นขาใหญ่ตั้งแต่อยู่ ม.4 แล้ว

อย่างตอนที่ โรงเรียนจัดกิจกรรมปีใหม่ ผมก็บอกเพื่อนที่ห้องเอากระดาษหนังสือพิมพ์ไปปิดช่องหน้าต่างให้มืด แล้วเอาไฟมาติด เครื่องเสียงมาตั้ง เปิดเป็นดิสโก้เธคเต้นดื่มกันสนุกสนาน มีเพื่อนๆ มากันกว่า 300 คน สนุกกันมาก แต่เด็กผู้หญิงไม่เอาด้วยเพราะเหม็นควันบุหรี่ ออกไปร้องไห้หน้าห้องจนครูทราบเรื่อง ต้องเชิญผู้ปกครองมาพบครู ตอนนั้นผมพาแม่ไป แม่ผมร้องไห้เสียใจไม่คิดว่าให้ลูกมาโรงเรียนแล้วจะมาเป็นแบบนี้ ผมเลยได้คิดว่า ผมทำให้น้ำตาลูกผู้หญิงคนหนึ่งที่รักเรายิ่งกว่าชีวิตไหล

หลัง จากนั้นเริ่มคิดใหม่ทำใหม่ ลดกิจกรรมโลดโผน แล้วหันไปเริ่มสนใจกิจกรรมการเมืองในโรงเรียน พอมีการเลือกตั้งประธานนักเรียน ผมทำหน้าที่เป็นประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์ ช่วยหาเสียง ช่วยปราศรัยให้กับพรรคๆ หนึ่ง จนชนะได้เป็นกรรมการนักเรียน คราวนี้พอมีรายการโต้วาที อาจารย์จึงส่งไปแข่ง ตอนนั้นโต้วาทีดังมาก มีนักเรียนหญิงวิทยาลัยต่างๆ ขอเพลงให้ฟังทุกคืน รายการวิทยุดังๆ เชิญผมไปสัมภาษณ์ มีจดหมายจากทั่วประเทศเขียนมาถึงเป็นลังๆ

- มีครูสอนโต้คารม?

มี อาจารย์ที่โรงเรียนช่วยสอนบ้าง เช่น อาจารย์ทวี แดงหวาน แต่จริงๆ แล้วผมสั่งสมประสบการณ์ในการพูดมาจากการปราศรัยช่วยน้าชายหาเสียงตอนสมัคร ส.จ.ที่อำเภอสิชล ตอนนั้นผมอายุ 16 ปี ยังพูดไม่ค่อยเป็น แต่ก็มีคนมาฟังกันมากคงเพราะบอกกันปากต่อปากว่ามีเด็กมาพูด ปรากฏว่า น้าชายผมชนะเลือกตั้ง

- ได้สัมผัสกับการเมืองเต็มๆ ด้วยตนเองครั้งแรกเมื่อไหร่?

ตอน อายุครบ 25 ปี ในปี 2544 รัฐธรรมนูญกำหนดให้คนอายุ 25 ปีลงสมัครเลือกตั้งได้ แบบลงเขตเดียวเบอร์เดียวจึงตัดสินใจลงสมัคร ส.ส.สังกัดพรรคชาติพัฒนาโดยมี กร ทัพพะรังสี เป็นหัวหน้าพรรค

ตอน นั้นซื้อรถเก๋งมือสอง ยี่ห้อฮอนด้า แอคคอร์ด ขับลงไปที่บ้านเปิดเวทีปราศรัยอย่างเดียว มีคนฟังเยอะมากขึ้นเรื่อยๆ มีคู่ต่อสู้คือ มาโนชย์ วิชัยกุล ของพรรคประชาธิปัตย์เป็น ส.ส.มาหลายสมัย ผมแพ้ได้คะแนนเป็นลำดับที่สอง แต่ได้คะแนนมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของพรรคชาติพัฒนาในภาคใต้

- สอบตกส.ส.แล้วกลับไปทำอะไรต่อ?

พอ สอบตกก็หมดตัว เหลือรถคันเดียวหมดไปหลายแสนบาท กลับมาบ้าน ตั้งหลักอยู่พักหนึ่ง ก็เริ่มมีงานทอล์คโชว์เข้ามา มีรายการโทรทัศน์ติดต่อเข้ามา อีกรายการรัฐบาลหุ่น ให้เลียนแบบเสียงของ ดร.ไตรรงค์ สุวรรณคีรี พอทำไปๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงภายใน มีบางส่วนถอนตัว แล้วผมเข้าไปทำหน้าที่แทนเขียนบทล้อการเมือง รายการเริ่มดัง เงินก็เข้ามามาก เริ่มไปเรียนต่อปริญญาโท คณะรัฐประศาสนศาสตร์ ที่นิด้า คิดว่ายังไงก็ควรจะมีฐานทางการศึกษาเพิ่มเติม เพราะว่าจะอย่างไรก็ตามผมก็ต้องกลับไปการเมืองอีก และงานที่ผมทำเป็นนักพูด นักบรรยายก็จำเป็นจะต้องมีวิชาความรู้อะไรพอสมควร

ปี 2548 ผมก็ลงสมัคร ส.ส.อีกครั้งในนามพรรคไทยรักไทย เขต 4 จ.นครศรีธรรมราช มีคนสมัคร 4-5 คน มีการทำโพล ผมคะแนนดีกว่าเพื่อน แต่ก็แพ้อีกได้คะแนน 28,000 คะแนน หมดตัวอีกรอบ แถมยังเป็นหนี้อีก ผมหมกตัวอยู่ในคอนโดฯไม่ออกไปไหนเลยไม่มีเงิน ได้กินข้าววันละ 2 กล่องที่แฟนซื้อมาให้ เป็นอย่างนี้ประมาณครึ่งเดือน ตัดสินใจนำสร้อยทอง ที่มีคุณค่ากับผมมากที่สุดไปขาย เป็นสร้อยที่ได้มาตอนเป็นแชมป์โต้คารมจากสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนมัธยม

- เลิกสนใจการเมือง ?

ไม่ ครับ จากนั้นเริ่มมีคนติดต่อให้ไปพูดอีก เริ่มมีรายได้ ผมเริ่มสนิทกับพี่ตู่-จตุพร พรหมพันธุ์ (พ.ศ.2548) พี่ตู่มักจะโทร.มาชวนไปนั่งกินข้าวด้วยกัน จากนั้นก็เริ่มคบกันมาอยู่ด้วยกันตลอด จนมีการตั้งรัฐบาล

มาคิดทำ โทรทัศน์ช่องเอ็มวี 1 โดยนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี มาจัดรายการก่อนที่จะเป็นเอ็มวี 1 ก็มีผมกับพี่ตู่ ไปจัดรายการทางยูบีซี 9 ชื่อรายการ "คุยข่าวมันวันอาทิตย์" ทำสักพัก ก็ไปทำเอ็มวี 1 โทรทัศน์ดาวเทียม

จากนั้นวันที่ 2 เมษายน 2549 ได้เป็นผู้แทนสมใจ หลังสมัครลงปาร์ตี้ลิสต์ อยู่ลำดับดีมากคือ 98 ส่วนพี่ตู่ลำดับ 97 เข้าไปรายงานตัว ได้บัตรผู้แทนราษฎร แต่การเลือกตั้งครั้งประกาศเป็นโมฆะ เป็น ส.ส.ได้เพียง 7 วัน

จนมาถึงวันที่ 20 กันยายน 2549 หลังเกิดการปฏิวัติ ผมกับพี่ตู่ โทร.หาพี่วีระ (วีระ มุสิกพงศ์ อดีตประธาน นปช.) พี่วีระก็บอกให้ไปเจอกันที่พรรคไทยรักไทยเปิดแถลงข่าวสู้ ว่าไม่ยอมรับการปฏิวัติ

ก็ไปที่พรรคไทยรักไทย ผมไม่รู้เรื่องไม่เคยสู้กับคณะปฏิวัติ ผมนึกไม่ออกเลย ผมอยากเป็นผู้แทนฯเฉยๆ จะสู้อย่างไรกับการปฏิวัติ แต่ผมเคยเป็นผู้ชุมนุมตอนเดือนพฤษภา สนามหน้าเมืองนครศรีธรรมราช มีการตั้งเวทีขับไล่เผด็จการ ไม่รู้จักแกนนำ และคิดอยู่ในใจแล้วว่าผมไม่เอาการรัฐประหารตั้งแต่พฤษภาคม ปี 2535

- พอการต่อสู้ดุเดือดขึ้นกลัวบ้างหรือเปล่า?

ผม เป็นคนไม่กลัวคน ผมเป็นคนสนุกสนานเฮฮา ถ้าพูดเอาฮาก็พูดได้ทั้งวันทั้งคืน แต่ว่าข่มเหงกันไม่ได้รังแกกันไม่ได้ ไม่กลัว ไม่เคยวิตกกังวลกับเรื่องว่าเขาจะเอาไปขังหรือไปฆ่าเวลาสู้

เพราะ ถ้าสู้แล้วมันคิดเรื่องนั้นไม่ได้ ถ้าคิดเรื่องนั้นก็ไม่ต้องสู้ แต่ไม่ใช่มุทะลุจนไม่รอบคอบ พรรคพวกก็บอกว่าผมได้ทั้งบุ๋นทั้งบู๊ ผมว่าจริงๆ ไม่ใช่ แต่ว่ามันอยู่ที่สถานการณ์ไหนควรทำอย่างไรจะไม่บู๊เพราะอารมณ์ โมโห แต่จะบู๊เพราะจำเป็นเท่านั้น และต้องให้ชนะเท่านั้น รวมทั้งต้องมีวิธีการที่ปลอดภัยที่สุด สมัยเด็กผมไม่เคยตีใครด้วยความโมโห ผมตีให้เพื่อนทั้งนั้นจริงๆ

- ในช่วงการต่อสู้ที่รุนแรง คิดถึงลูก?

ห่วง คิดว่าลูกไม่ควรมารับผิดชอบหรือเผชิญอะไรกับสิ่งที่เราสู้ ไม่แฟร์ เพราะว่าลูกควรจะมีชีวิตที่สะดวกสบายไม่ควรมีชีวิตผ่านความทุกข์และความกด ดัน แต่ว่าเมื่อเราออกมาสู้ลูกก็หลีกเลี่ยงผลกระทบพวกนี้ไม่พ้น ตอนถูกขังก็เป็นห่วง ห่วงมากเข้าก็เลยปรับวิธีคิดใหม่ ถ้าคิดว่าสามคนเป็นแค่ลูกเมีย มันห่วงไม่จบ ผมก็เลยคิดว่าเขาสามคนเป็นเสื้อแดง เมื่อสามคนเป็นคนเสื้อแดงเขาจะต้องสู้เขาก็ต้องผ่านความเจ็บปวดพวกนี้มาให้ ได้ เพราะครอบครัวเสื้อแดงหลายครอบครัว เจ็บปวดกว่านี้อีกคนที่เขารักตาย พิการ บาดเจ็บ ผมแค่ถูกขังก็มีวันออก เห็นหน้ากันได้ทุกวันเวลาไปเยี่ยม

- เข้าไปอยู่ในคุกได้อะไรบ้าง?

ผม อ่านหนังสือเป็นลังๆ มีญาติพี่น้องส่งให้ คิดว่าอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ไทยตั้งแต่ปี 2475 ถึงปัจจุบันจนหมดและประวัติศาสตร์การต่อสู้ของมหาตมะ คานธี เหมา เจ๋อ ตุง ดร.ซุน ยัด เซ็น การปฏิวัติ ชนชั้นนายทุนในอังกฤษการปฏิวัติฝรั่งเศส การต่อสู้ในปากีสถาน การต่อสู้ของโฮจิมินห์ ฯลฯ

อ่านแล้วเอามาเทียบ เคียงกับการต่อสู้ของเราจะเห็นมิติของการตัดสินใจมิติการประเมินสถานการณ์ ผลกระทบที่เกิดขึ้น บางเรื่องเทียบเคียงกันได้เลยบางเรื่องเป็นความแตกต่างที่เราเก็บไว้ในคลัง ของความรู้เผื่อว่าจะเจอเหตุการณ์แบบนี้ เผื่อว่าสถานการณ์การต่อสู้ของประชาชนมันมีลักษณะคล้ายคลึงกันเทียบเคียงกัน มันอยู่ที่เราจะจับอะไรมาพูด

- ทำไมจึงหยิบคำว่า "ไพร่" มาใช้ในการต่อสู้?

ผม เพียงแค่ต้องการสื่อสารกับคนทั้งสังคม ที่ผมเรียกตัวเองว่า "ไพร่" เพื่อจะสื่อว่าที่พวกคุณทำกับเราทุกอย่างเพราะไม่ได้เห็นเราเป็นประชาชนใช่ หรือไม่ เพราะเห็นเราเป็นไพร่ใช่ไหม จึงทำกับเราแบบนี้ ถ้าเห็นเราเป็นประชาชนต้องมีสิทธิเสรีภาพ แต่ถ้าเห็นเราเป็นไพร่จะจิกหัวใช้ยังไงก็ได้ จะรังแกจะกดขี่ทำอะไรก็ได้

ความ หมายของคำว่า "ไพร่" ของผมคือ ไม่ได้ต้องการจะบอกว่าคนจน-คนรวย เรื่องสูง-เรื่องต่ำ แต่เป็นเรื่องของคนที่ถูกกดขี่ ถูกลดทอนความเป็นประชาชน ผมต้องการสื่อสารสิ่งนี้

คำว่า "ไพร่" ไม่ใช่ว่าผมเพิ่งบัญญัติขึ้นมีการใช้มาชั่วนาตาปี แต่ผมต้องการจับคู่คำ จะเรียกว่า "ขี้ข้า" (หัวเราะ) มันก็ดูจะไม่เข้าเท่าไร ครั้นจะไปเรียกว่า "พี่น้องขี้ข้าทั้งหลาย" มันก็ไม่ได้ หาอยู่หลายคำ จนกระทั่งสุดท้ายมาใช้คำว่า "ไพร่" นำมาสร้างเรื่องราวเป็นสนามการต่อสู้ระหว่างอะไรกับอะไร ไม่เชิงประชดแต่ต้องการจะทิ่มแทงไปตรงใจกลางของปัญหา ส่วนคำว่าอำมาตย์ก็มาจากอำมาตยาธิปไตย ไม่ได้มีอะไรสลับซับซ้อน

ผม เชื่อว่าปัญหาทางชนชั้นของประเทศนี้มีจริง แล้วนายกรณ์ ก็ได้ยืนยันอีกครั้งว่ามีจริง ผมไม่คิดว่าปี 2554 จะมีคนคิดแบบนี้ได้ แต่ก็เป็นเรื่องที่สังคมได้เห็นแล้ว

- วางอนาคตของครอบครัวไว้อย่างไร?

ผม ว่าการต่อสู้ของคนเสื้อแดงอีก 3-5 ปีน่าจะได้ข้อยุติและหลังจากนั้นผมจะอยู่ในฐานะใดไม่ใช่เรื่องที่ต้องวิตก กังวล ผมก็ดูแลครอบครัวให้เติบโตเป็นชีวิตที่มีความสุขที่เขาต้องการเท่านั้น

คือ ทำบ้านเมืองให้น่าอยู่เสียก่อน แล้วค่อยทำบ้านเราให้น่าอยู่สำหรับลูกเมียของเราเอง ถ้าไม่ทำบ้านเมืองให้น่าอยู่สำหรับทุกคน มันหันมามองลูกเมียข้างหลังมันหันมองไม่เต็มตา เพราะหันไปมองข้างหน้ามันยังมีความเจ็บปวดมันยังมีการกดขี่เอารัดเอาเปรียบ กันอยู่แบบนี้

ยิ่งลักษณ์นำทัพ เบอร์1สู้เบอร์10

ที่มา ข่าวสด


มีความชัดเจนเกี่ยวกับการเลือกตั้งหลายเรื่อง

เริ่มตั้งแต่พรรคเพื่อไทยมีมติส่งน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ลงสมัครส.ส.บัญชีรายชื่อหรือปาร์ตี้ลิสต์ลำดับ 1

ซึ่งเท่ากับเป็นการประกาศไปในตัวว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ คือผู้ท้าชิงตำแหน่งนายกฯ กับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคและผู้สมัครปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 1 จากพรรคประชาธิปัตย์

ต่อมาในการยื่นเปิดรายชื่อผู้สมัครส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ที่กฎหมายกำหนดไว้ 125 คนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่หัวหน้าพรรคแต่ละพรรคต้องจับสลากหมายเลขประจำพรรค

ปรากฏพรรคเพื่อไทยจับได้เบอร์ 1 พรรคประชาธิปัตย์จับได้เบอร์ 10

ส่วนพรรคดังๆ ที่เหลือ พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน เบอร์ 2 พรรครักประเทศไทยของนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ เบอร์ 5 พรรคพลังชล เบอร์ 6

พรรครักษ์สันติของร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ เบอร์ 12 พรรคกิจสังคม เบอร์ 14 พรรคภูมิใจไทย เบอร์ 16 พรรคชาติไทยพัฒนา เบอร์ 21 และพรรคมาตุภูมิของพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เบอร์ 26

พรรคไหนได้เบอร์อะไรถึงจะไม่มีผลต่อคะแนนเสียง แต่ก็น่าจะมีผลกับขวัญกำลังใจผู้สมัคร

จากนี้ยังต้องรอวันที่ 24-28 พ.ค. คิวเปิดรับสมัครส.ส.ระบบเขต ก่อนจะนำเบอร์ประจำแต่ละพรรคไปขึ้นป้ายหาเสียงเหมือนกันทั้ง 375 เขตทั่วประเทศ

สรุปว่าใครเป็นใคร สังกัดพรรคใดในการเลือกตั้ง ต้องรอถึงวันสุดท้ายของการรับสมัคร 28 พ.ค.นี้ก่อนถึงจะแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์



ถึงจะมีความคืบหน้าในหลายเรื่อง แต่ภาพรวมการเลือกตั้งยังไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

ยังเป็นสนามต่อสู้ของ 2 พรรคใหญ่คือประชาธิปัตย์กับเพื่อไทย โดยมีพรรคขนาดกลางและเล็กเป็นตัวแปร

เพื่อไทยนั้นได้ชื่อเป็นพรรคการเมืองทุนหนา โดดเด่นในเรื่องนำนโยบายมาทำให้เป็นจริงในทางปฏิบัติ

การที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตัดสินใจส่งน้องสาวคนเล็กมาทำหน้าที่แม่ทัพสู้ศึกเลือกตั้งหนนี้ หลายคนเชื่อว่าน่าจะมีรายการ'จัดหนัก'ไม่ต่างจากพ.ต.ท.ทักษิณมาเอง

หรืออาจจะยิ่งกว่า เพราะพ.ต.ท.ทักษิณ คงไม่ปล่อยให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ น้องสาวที่เป็นทั้งทายาททางธุรกิจ และทายาททางการเมือง ต้องพ่ายแพ้หมดรูปแน่นอน

ขณะที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ เองหลังเข้ามาทำหน้าที่นำทัพพรรคเพื่อไทย ก็ฉายแววให้เห็นว่าถึงเป็นผู้หญิงแต่ก็เป็นคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อกับนาย อภิสิทธิ์

โดยเฉพาะประโยคทอง'ไม่แก้แค้น แต่จะแก้ไข' กลายเป็นคำฮิตติดตลาดเพียงชั่วข้ามวัน

ส่วนนโยบายหาเสียงภายใต้สโลแกน'ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ' คือการตอกย้ำความเชื่อมั่นว่าชื่อ'ทักษิณ' ยังขายได้ในตลาดเมืองไทย

การที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีประสบการณ์เป็นผู้บริหารธุรกิจหมื่นล้านมาก่อน ทำให้มีข้อเด่นเหนือกว่าคู่แข่งในด้านความเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจเงินๆ ทองๆ

ถึงประสบการณ์ทางการเมืองจะเป็นรองก็จริง แต่ก็มีคนในพรรคเพื่อไทยพร้อมช่วยเติมส่วนที่ขาดตรงนี้

การเข้าสู่การเมืองของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ถึงจะไม่ได้อยู่นอกเหนือความคาดหมาย แต่ก็สร้างความหวาดวิตกให้กับพรรคประชาธิปัตย์ไม่น้อย

เห็นจากการที่ลูกพรรคบางคนแค่ได้ยินว่า'ยิ่งลักษณ์'จะมาเป็นปาร์ตี้ลิสต์ ลำดับ 1 ก็งัดเอาข้อมูลเรื่องส่วนตัวขึ้นมาโจมตีทันที จนผู้ใหญ่ในพรรคต้องรีบห้ามปรามเพราะกลัวเข้าเนื้อตัวเอง

หรือล่าสุดมีความพยายามจะบอกว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ อาจขาดคุณสมบัติลงสมัครส.ส. เนื่องจากมีส่วนเกี่ยวพันกับคดีที่พ.ต.ท.ทักษิณถูกยึดทรัพย์

ยังดีที่นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกกต. รีบออกมาเคลียร์ให้ก่อน เรื่องเลยจบเร็ว



หลังเกมตื๊อ'ดีเบต'ไม่ได้ผล แถมถูกคนโดนตื๊อตอกกลับว่าถนัดทำงาน ไม่ถนัดพูด

พรรคประชาธิปัตย์จึงต้องเปลี่ยนเป้า หันมาโจมตีน.ส.ยิ่งลักษณ์ เข้ามาทำงานการเมืองเพื่อหาทางนิรโทษกรรมให้พี่ชายของตนเอง

ทั้งยังพยายามขยายผลขัดแย้งเรื่องที่เพื่อไทยวางตัวแกนนำเสื้อแดงไว้ในบัญชีปาร์ตี้ลิสต์จำนวนมาก

อย่างไรก็ตามเรื่องที่นำมาโจมตี เท็จจริงอย่างไรต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์

โดยเฉพาะการนิรโทษกรรมพ.ต.ท.ทักษิณ ที่ต่อให้พรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งก็ใช่ว่าจะทำได้ง่ายๆ หรือทำได้เลยทันที เพราะถ้าชัดเจนขนาดนั้นประชาชนคงไม่ยอม

สำหรับโพลสำรวจคะแนนนิยมพรรคการเมือง ที่ผ่านมาช่วงโค้งแรกยังผลัดกันแพ้-ชนะ ระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับเพื่อไทย

โดยมีกลุ่มพลังเงียบอีกกว่าครึ่งยังไม่ตัดสินใจเพราะต้องการรอฟังนโยบายแต่ละพรรคให้ชัดเจนกว่านี้ก่อน

ขณะที่สองพรรคใหญ่ยังเกทับกันไปมาด้วยจำนวนตัวเลขที่คาดว่าจะได้รับเลือก แล้วก็เป็นฝ่ายประชาธิปัตย์ที่เผยพิรุธออกมาก่อน

เพราะในขณะที่ปากบอกมั่นใจจะได้ส.ส.เกินกว่า 200 เสียง ยกทีมพรรคร่วมหน้าเก่ากลับมาจัดตั้งรัฐบาลอีกรอบ

แต่พอฝ่ายตรงข้ามท้าทายให้จับมือลงสัตยาบันเปิดทางให้พรรคเสียงมากอันดับ 1 ได้จัดตั้งรัฐบาลก่อน กลับทำไม่รู้ไม่ชี้อ้างกฎหมายเปิดช่องให้พรรคที่รวบรวมเสียงข้างมากได้เป็น ฝ่ายจัดตั้งรัฐบาล

สอดรับกับกระแสคนวงในฟันธงถึงเพื่อไทยจะชนะเลือกตั้ง แต่ก็ไม่ได้เป็นรัฐบาล ขู่ให้พรรคเล็กพรรคน้อยถอยห่างออกจากคนชื่อทักษิณ

ทำให้ล่าสุด"นายใหญ่'ต้องออกมายืนยัน

ทั้งยังให้นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคแถลงย้ำซ้ำสองว่าถ้าหากพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งได้ส.ส.เกินครึ่ง 250 เสียง

ก็ยังพร้อมเปิดกว้างจับมือกับพรรคอื่น ตั้งเป็น'รัฐบาลผสม'เพื่อให้เกิดความมั่นคงในการบริหารประเทศ

เพื่อไทยเปิดจุดยืนแลกหมัดกับประชาธิปัตย์ ล่อใจพรรคขนาดกลางและพรรคขนาดเล็กเข้าเป็นพวก หวังหักล้างประเด็น'ชนะแต่ไม่ได้เป็นรัฐบาล'

ต้องจับตาเพื่อไทยจะฝืนชะตากรรมสำเร็จหรือไม่