WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, May 25, 2011

ตอบโจทย์ ชัดๆ กับ วีระกานต์

ที่มา thaifreenews

โดย NuDang

...เสื้อแดงใครเหงาเชิญทางนี้

ที่มา thaifreenews

โดย คนเมืองกาญ





มุกหอม วงษ์เทศ: ท่าทีเบื้องต้นกับข้อเสนอเบื้องต้นเพื่อการปฏิรูปอุดมการณ์และวัฒนธรรมกษัตริย์นิยม

ที่มา ประชาไท

“ประเทศไทยมีเสรีภาพทางความคิดไม่ได้”* เป็นวรรคทองแห่งประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่ที่ตรงเป้าที่สุด เข้าใจง่ายที่สุด และจริงแท้ที่สุด

อย่างไรก็ตามหากเป็นเมื่อราวหกเจ็ดปีก่อน นึกอย่างไรข้าพเจ้าก็นึกไม่ออกว่าจะมีวันที่การต่อต้านท้าทายกฎหมายหมิ่นพระ บรมเดชานุภาพโดยเปิดเผย, แต่ในระดับ ท่วงท่า และการเมืองของการแสดงจุดยืนที่แตกต่างกัน, สามารถเกิดขึ้นได้จริงๆ ในสังคมไทย สังคมที่ดูราวกับจะดื่มด่ำกับการดำดิ่งอยู่ในยุคดำมืดไปตลอดชั่วนิจนิรันดร์

เมื่อความตื่นตัวตาสว่างแพร่ระบาดไปทั่วทุกหย่อมหญ้า, เมื่อประชาชนนับร้อยถูกทหารยิงเจ็บยิงตายกลางเมือง, เมื่อผู้บงการและผู้ปฏิบัติงานยังยิ้มแย้มแจ่มใสในความเป็นคนดีผีคุ้ม, เมื่อสื่อส่วนใหญ่ยังร่วมมือร่วมใจใส่ร้ายป้ายสี, เมื่อคนเสื้อแดงยังถูกจับกุมคุมขังแบบไร้ขื่อไร้แป, เมื่อความมีอารยธรรมถูกบิดเบือนตลบแตลงให้เป็นอาชญากรรม ฯลฯ การต่อสู้กับความวิปริตวิตถาร ไล่ล่าหาความยุติธรรม และเรียกร้องกดดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในระดับโครงสร้างย่อมเป็น พันธกิจแห่งยุคสมัยอย่างไม่อาจปฏิเสธได้

แน่นอน, พันธกิจนี้ไม่ใช่ของทุกคน ไม่สามารถเรียกร้องจากทุกคน และไม่จำเป็นต้องกำหนดกฎเกณฑ์มาตรฐานให้เท่ากันทุกคน แต่การมีใจที่จะเห็นความชอบธรรมของพันธกิจนี้ และการไม่เข้าไปร่วมหนุนเสริมพลังฝ่ายจารีตนิยมที่กระเหี้ยนกระหือรือในการ บ่อนทำลายและกวาดล้างพลังแห่งความเป็นสมัยใหม่ ย่อมเป็นการทำความเข้าใจขั้นต้นและการวางตนขั้นต่ำที่ทุกคนพึงมีพึงกระทำ

ในทำนองเดียวกับการเรียกร้องประชาธิปไตยอันมีการเลือกตั้งเป็นประธานซึ่ง เป็นการเรียกร้องความศิวิไลซ์แบบสมัยใหม่ขั้นพื้นฐานเพื่อจะทะลวงออกไปจาก วัฒนธรรมการเมืองแบบศักดินานิยมอันไร้ความศิวิไลซ์ ถึงปัจจุบันขณะนี้การเรียกร้องให้มีการแก้ไขกฎหมายอาญาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุ ภาพ มาตรา 112 ได้กลายเป็นการแสดงท่าทีเบื้องต้นหรือการแสดงจุดยืนขั้นต่ำสุดของการสลัดตัว ออกจากปลักตมของวัฒนธรรมขวาจัดอนุรักษ์นิยมจัดอำนาจนิยมจัดซึ่งสำแดงความ สถุลสามานย์และสกปรกโสโครกเกินกว่าใครก็ตามที่มีสติสัมปัชชัญญะและมโนธรรมจะ รับได้

ความเคลื่อนไหวนี้เป็นเรื่องน่ายินดีอย่างไม่ต้องสงสัย อย่างน้อยก็คล้ายกับจะบังเกิดฉันทามติในระดับหนึ่งว่า การมีอยู่และจารีตการบังคับ-แอบอ้าง-มั่วใช้กฎหมายรอยัลลิสต์อันแสนอนารยะ มาตรานี้ได้สร้างภาวะยุคเข็ญในบ้านเมืองอย่างไม่เคยมีมาก่อน ไม่มีเหตุผลใดนอกจากความไร้เหตุผลจะโต้แย้งข้อเท็จจริงและความจริงที่แยง ทะลุดวงตาทุกข้างที่ไม่บอดว่า กฎหมายหมิ่นฯ เป็นภัยสูงสุดต่อความมีอารยะของสังคมและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในทุกอาชีพ และที่ไม่มีอาชีพ หากจะแถมข้อหาเป็นภัยต่อความมั่นคงของราชอาณาจักรด้วย ก็ควรจะเข้าข่ายเช่นกัน

ทว่าก็เช่นเดียวกับขบวนรถไฟสายก้าวหน้าแทบทุกขบวน ทุกคนที่กระโดดขึ้นไม่จำเป็นต้องหล่อเลี้ยงอุดมการณ์ชนิดหนึ่งชนิดใดเป็นอัน หนึ่งอันเดียวกัน รวมทั้งยังอาจมีความคิดเห็นแตกต่างกันไปคนละทิศคนละทาง คนละข้างคนละขั้วในเรื่องสถานะและอำนาจของสถาบันกษัตริย์ในปัจจุบันซึ่งมี ลักษณะของความเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ขัดกับหลักการประชาธิปไตยอยู่อย่าง เด่นชัด และในเรื่องขบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและความยุติธรรมของประชาชนคนเสื้อ แดง

หากในที่สุดแล้ว ผลสัมฤทธิ์ของการเลือกตั้งขึ้นอยู่กับจำนวนเป็นสำคัญ การรณรงค์ทางการเมืองก็จำเป็นต้องอาศัยจำนวนเพื่อผลักดันประเด็นข้อเรียก ร้องเช่นกัน นี่ย่อมเป็นย่างก้าวสำคัญที่การเล็งเห็นปัญหาเกี่ยวกับความเป็นการเมืองของ สถาบันกษัตริย์เริ่มมีที่ทางมากขึ้นทีละน้อย ไม่ว่าการออกมาลงชื่อเรียกร้องของแต่ละปัจเจกบุคคลจะเกิดจากแรงผลักดัน แรงกดดัน หรือแรงจูงใจที่แท้จริงอะไรก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีล่าสุด - จดหมายเปิดผนึกถึงนักเขียนไทยให้ร่วมลงชื่อเรียกร้องการแก้ไขมาตรา 112

ต้องไม่ลืมด้วยเช่นกันว่า การเลือกที่จะแสดงจุดยืนทางการเมืองที่เฉพาะเจาะจงอย่างหนึ่ง เช่น เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ในสภาวะทางการเมืองที่ยุ่งเหยิงซับซ้อน ย่อมหมายถึงการเลือก-หรือได้ใช้โอกาสในการเลือกนั้น-ที่จะไม่ต้องแสดงจุดยืน ทางการเมือง แบบอื่น ในกระแสการเคลื่อนไหวขับเคี่ยวทางการเมืองที่เกี่ยวโยงกันแต่ทว่าสร้างความ กระอักกระอ่วนใจกว่า อาทิ ขบวนการเสื้อแดง ซึ่งหลายคนยังตัดสินใจไม่ได้ว่าเป็นพวกเรียกร้องประชาธิปไตยและความเสมอภาค ทางการเมืองจนถูกล้อมปราบ หรือเป็นพวกถูกหว่านล้อมชักจูงจากนักการเมืองฝ่ายทักษิณจนออกมาเผาบ้านเผา เมือง หลายคนหลับหูหลับตาปักใจว่า คือพวกหลังร้อยเปอร์เซ็นต์ และหลายคนก็เห็นอกเห็นใจว่าน่าจะเป็นพวกแรกมากกว่าพวกหลัง แต่ไม่อยากแปดเปื้อนกับภาพลักษณ์ความเกี่ยวโยงกับ “ทักษิณ”, ความเป็น “นักการเมือง” และ “ชาวบ้าน” ที่เต็มไปด้วย “ความไม่ถูกต้องทางการเมือง” รวมทั้งความเป็น “เสื้อแดง” เองที่ถูกรังเกียจจงเกลียดจงชังจากสังคมกระแสหลักและกระแสครอบงำ

สรุปอย่างสั้น การเชิดชูเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการต่อต้านวัฒนธรรมอำนาจนิยมขวา จัด-ล้าหลังคลั่งชาติคลั่งเจ้าจัดค่อยๆ สั่งสมบารมีจนกลายเป็น “ท่าทีเบื้องต้น” หรืออาจกระทั่งเป็น “เทรนด์” ที่นักฉวยโอกาสผู้มีธาตุแท้เป็นพวกชิงชังเสรีประชาธิปไตยสบช่องที่จะมุดแทรก เข้าไปร่วมประกาศตัวเพื่อขอรับเหรียญตราด้วย แต่การเมืองของความเป็นเสื้อแดงและการเมืองของการต่อสู้เรียกร้องการเปลี่ยน แปลงระดับถึงราก ยังไม่ใช่

แม้ว่าแถลงการณ์ของนักเขียนจะเชิดชูสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นไม่มาก ไปกว่าการเชิดชูความเป็นนักเขียนเอง เราก็ไม่ควรดูแคลนเจตนารมย์เพื่อยืนหยัดในความถูกต้องยุติธรรมของใคร แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรดูเบาเจตนาเกาะกระแสสร้างภาพของใครเช่นกัน ในแง่ที่งามที่สุด การร่วมลงชื่อในจดหมายเปิดผนึกของนักเขียนและกวีบางคนคือความกล้าหาญทาง จริยธรรมที่น่ายกย่อง แต่ในแง่ที่อัปลักษณ์ที่สุด การร่วมลงชื่อของนักเขียนและกวีบางคนเป็นเพียงการชุบตัว ฟอกตัว และสร้างตัว

ท่ามกลางสภาวะฝุ่นตลบในสมรภูมิที่ฝุ่นใต้ตีนเผยอตนทำตัวเป็นตีนไล่เหยียบไล่ ขยี้คนที่ไม่ยอมเป็นฝุ่น แนวหน้าหรือหัวหมู่ทะลวงฟันของการผลักดันประเด็นทางสังคมการเมืองไปสู่ขอบ ฟ้าใหม่ หากไม่ radical เกินไปจนถูกปัดตก ถอยหนี หรือเมินเฉยไปเสียแต่แรก ก็จะค่อยๆ ขยายแนวร่วมให้กว้างขวางและหลากหลายขึ้นจนเป็นตัวกำหนด “ท่าทีเบื้องต้น” ของแวดวงปัญญาชนโดยรวมซึ่งประกอบไปด้วยผู้คนที่มีอุปนิสัยใจคอและความคิดทาง วัฒนธรรมการเมืองหลายเฉด

ท่าทีเบื้องต้นของแต่ละยุคสมัยนี้เอง คือมาตรฐานทางจริยธรรมการเมืองที่แสดงออกต่อสาธารณะของฝ่ายก้าวหน้าในยุค สมัยนั้นๆ หากการ “เรียกร้องประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการทหาร” ในการเคลื่อนไหวยุค 14 ตุลาได้สร้างแบบแผนของท่าทีเบื้องต้นของยุคสมัยนั้นขึ้นมาท่ามกลางความหลาก หลายทางอุดมการณ์ของขบวนการนักศึกษาและปัญญาชนไทย การเรียกร้องประชาธิปไตยแบบตัวแทนที่มีการเลือกตั้ง การต่อต้านวัฒนธรรมอำนาจนิยมเผด็จการแบบจารีตและราชการ (เช่น การเซ็นเซอร์ การเทศนาและยัดเยียดมาตรฐานคับแคบทางศีลธรรม ฯลฯ) และการต่อต้านการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่างฉ้อฉล ก็คือการแสดงจุดยืนเบื้องต้นร่วมกันของฝ่ายก้าวหน้าในปัจจุบันที่ มิอาจน้อยไปกว่านี้ได้

แน่นอนว่าแค่การเรียกร้องขั้นต่ำสุดให้ “แก้ไข” กฎหมายที่มีปัญหาใหญ่หลวงฉบับนี้ (ซึ่งอันที่จริง ยังไม่ถึงมาตรฐานของสังคมเสรีประชาธิปไตยจริงๆ อีกทั้งมิได้มีลักษณะ radical จนทำให้พวกที่มีความคิดกลางๆ แต่ก็ไม่อยากล้าหลังรับไม่ได้) สำหรับกลุ่มขวาจัด กลุ่มล่าแม่มด และมวลชนนิยมเจ้าซึ่งมีชื่อเสียงระบือลือเลื่องทางด้านการไม่สามารถใช้ เหตุผลและความบ้าคลั่งไม่ลืมหูลืมตาแล้ว ก็ยังทนทานไม่ได้จนต้องดาหน้ากันออกมาแสดงความโง่เขลาและป่าเถื่อนให้ควรค่า กับเกียรติภูมิที่สั่งสมมา

ส่วนการออกมาคัดค้านจดหมายเปิดผนึกดังกล่าวของนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมด้วยเหตุผลว่าไม่เคยเห็นกฎหมายหมิ่นฯ ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง และอ้างว่าประเทศอื่นๆ ต่างเสียดายที่ไม่มีสถาบันกษัตริย์นั้น ได้แต่เพิ่มพูนความน่าสังเวชเวทนาซ้ำแล้วซ้ำอีกให้กับเกียรติประวัติของนิ พิฏฐ์เองเท่านั้น พร้อมทั้งชวนให้พินิจว่าการยุบกระทรวงวัฒนธรรมไปเลยน่าจะช่วยบรรเทาให้สังคม ไทยไม่ตกต่ำทางวัฒนธรรมมากไปกว่านี้

แน่นอนอีกเช่นกันว่า การแก้ไขหรือยกเลิกตัวบทกฎหมายอย่างเป็นรูปธรรมเป็นความจำเป็นเฉพาะหน้า แต่ทว่าการปรับเปลี่ยนแก้ไขวัฒนธรรมอุดมการณ์ซึ่งเป็นรากฐานบ่อเกิดของทุก สิ่งทุกอย่างก็เป็นสิ่งที่พึงกระทำควบคู่กันไปด้วย ต่อให้ตระหนักว่ายากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นเขาไกรลาสก็ตาม

ในเมื่ออุดมการณ์และวัฒนธรรมเป็นทั้งต้นตอและตัวกำกับโลกทัศน์-ความรู้สึก นึกคิด-พฤติกรรมของปัจเจก วิถีปฏิบัติทางสังคม การบัญญัติ ตีความและบังคับใช้ทาง (นอก) กฎหมาย จารีตประเพณีที่ไม่ได้ตราไว้ในรัฐธรรมนูญ และอะไรต่อมิอะไรอื่นๆ สิ่งที่จำเป็นต้องพิจารณารณรงค์แก้ไขยกเลิกเพื่อให้สอดคล้องกับการปฏิรูป สถาบันกษัตริย์ หรือความจริงแล้วคือการทำให้การปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ เป็นไปได้อย่างแท้จริง จึงคือวัฒนธรรมอุดมการณ์กษัตริย์นิยม อันมีฐานมาจากการผสมปนเปกันระหว่างคติพราหมณ์เรื่องสมมติเทพ คติพุทธเรื่องธรรมราชาและทศพิธราชธรรม อุดมการณ์สมบูรณาญาสิทธิราชย์ผนวกกับชาตินิยมแบบราชการ ประกอบกับการปลูกฝังการเทิดทูนสักการะสถาบันกษัตริย์อย่างหนักหน่วงในรอบ หลายสิบปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้อุดมการณ์ความเชื่อและขนบธรรมเนียมประเพณีของทุกสังคมวัฒนธรรมในโลก นี้ล้วนถูกสร้างขึ้นโดยมนุษย์แต่มักยึดมั่นถือมั่นกันว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ หรือโองการจากสวรรค์ ขนบธรรมเนียมประเพณีอาจมีความสืบเนื่อง ถูกประดิษฐ์ขึ้นใหม่แต่อ้างว่าเป็นของเก่าแก่โบร่ำโบราณ และย่อมเปลี่ยนแปลงไปได้ตามยุคสมัย ขนบธรรมเนียมประเพณีที่ควรยกเลิกจึงคือขนบธรรมเนียมประเพณีที่กดขี่-ขืน ใจ-ขัดแย้งกับหลักสิทธิเสรีภาพและหลักความเสมอภาคสมัยใหม่อย่างมิอาจเคียง ขนานไปด้วยกันได้ จารีตประเพณีเหล่านี้มีทั้งที่มีมาแต่โบราณ สร้างขึ้นใหม่ รวมทั้งที่เคยถูกยกเลิกไปแล้วแต่กลับมาได้รับความนิยมใหม่ยิ่งกว่าเดิม ตัวอย่างเช่น ประเพณีการหมอบคลานเข้าเฝ้าเคยถูกประกาศยกเลิกไปแล้วโดยพระจุลจอมเกล้าฯ รัชกาลที่ห้าด้วยเห็นว่าเป็นประเพณีที่เป็นต้นเหตุแห่งการ “กดขี่แก่กันทั้งปวง” ในขณะที่บ้านเมืองที่เจริญกว่าอื่นๆ ต่างยกเลิกกันไปหมดแล้ว แต่ในเวลาต่อมาวัฒนธรรมอุดมการณ์กษัตริย์นิยมที่ถูกโหมกระพือขึ้นในยุค ประชาธิปไตยกำมะลอได้ทำให้การหมอบคลานกลายเป็นสิ่งบ่งชี้ถึงอารยธรรมชั้นสูง อย่างกลับตาลปัตรกับคำประกาศสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์

การหมอบคลานซึ่งมีชีวประวัติพลิกผันจากความ “อายฝรั่ง” ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 กลายมาเป็นความอยาก “อวดฝรั่ง” ในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 นับเป็นกรณีศึกษาที่มหัศจรรย์ล้ำลึกอย่างเหลือเชื่อ

วัฒนธรรมอุดมการณ์กษัตริย์นิยมแบบสุดขั้วดังเช่นที่เป็นอยู่ในสังคมไทยไม่ ควรอย่างยิ่งที่จะดำรงอยู่ในสังคมประชาธิปไตย ข้อเสนอเพื่อการเลิกหรือลดอุดมการณ์และวัฒนธรรมกษัตริย์นิยม หรืออีกนัยหนึ่ง วัฒนธรรมเจ้าขุนมูลนาย ให้อยู่ภายในระดับอันเหมาะสมและกอปรด้วยรสนิยมอันดีเยี่ยงนานาอารยะประเทศ นี้มิใช่การล้มเลิกสถาบันกษัตริย์ ตรงกันข้าม การปรับเปลี่ยนทัศนะ วัฒนธรรมและประเพณีปฏิบัติต่อสถาบันกษัตริย์กลับจะทำให้สถาบันกษัตริย์และ ปวงชนชาวไทยมีความทันสมัยและสง่างามยิ่งขึ้น นอกจากนี้ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะสูญเสียเอกลักษณ์ไทยในเวทีสากล เพราะการยังคงมีสถาบันกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยถือเป็นสิ่งพิเศษสุดอย่าง ยิ่งยวดในตัวเองอยู่แล้ว

นอกเหนือจากการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ในด้านสถานะและโครงสร้างอำนาจตามที่สม ศักดิ์ เจียมธีรสกุลและคณะนิติราษฎร์ได้เสนอไว้อย่างรอบคอบรัดกุมเพื่อตั้งเป็นหลัก ในอุดมคติที่ควรไปให้ถึงแล้ว การปฏิรูปหรือยกเลิกอุดมการณ์และวัฒนธรรมกษัตริย์นิยม (ซึ่งแฝงฝังอยู่ในธรรมเนียมประเพณี การอบรมบ่มเพาะ การหล่อหลอมด้านการศึกษา และการสื่อสารมวลชนนั่นเอง) ควรจะครอบคลุมถึงขนบธรรมเนียมทางวัฒนธรรมภาษา แบบแผนอากัปกิริยา ประเพณีพิธีกรรม ฯลฯ ที่เสริมสร้างความศักดิ์สิทธิ์และเป็นหัวใจของการปลูกฝังคุณค่าในระดับจิตใจ จิตใต้สำนึกและจิตวิญญาณ

คติความเชื่อ
การใช้ศัพท์เฉพาะ
การหมอบคลาน
การเกณฑ์คน
การเปิด-บรรเลงเพลง

ข้อเสนอเบื้องต้นเหล่านี้เป็นข้อเรียกร้องในส่วนของรัฐบาล หน่วยงานราชการ เอกชน วัด/พระภิกษุ และบุคคลทั่วไปเป็นสำคัญ มิได้เกี่ยวข้องกับตัวบุคคลในสถาบันกษัตริย์แต่อย่างใด โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ประชาชนพลเมืองกับสถาบันกษัตริย์ดำรงอยู่ร่วมกันใน ศีลธรรมและรสนิยมอันดีตามครรลองของนานาอารยประเทศที่มีกษัตริย์อยู่ภายใต้ รัฐธรรมนูญ

........................................................

* คำกล่าวของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก

สัมภาษณ์ 4 นักเขียนรุ่นใหม่ กับ ม.112 : ถึงเวลาแล้วที่(เรา)จะต้องออกมาพูดเรื่องนี้

ที่มา ประชาไท

นับตั้งแต่ที่เหล่านักเขียนพร้อมใจกันลงชื่อใน “จดหมายเปิดผนึกถึงเพื่อนนักเขียนไทย เรื่อง ขอเชิญร่วมลงชื่อเรียกร้องแก้ไข ม.112” ก็มีกระแสตีกลับจากหลายฝ่ายทั้งในทางที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ประชาไทจึงเข้าไปพูดคุยกับ 4 นักคิด-นักเขียน ประกอบไปด้วย วาด รวี ธิติ มีแต้ม ณรรธราวุธ เมืองสุข และหนึ่งนักเขียนที่ไม่ประสงค์จะเอ่ยนาม ดังนี้

0 0 0

วาด รวี

“จริงๆ เรื่อง นี้เป็นเรื่องของนักเขียนโดยตรง เพราะว่าถ้าไม่มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น คนที่เดือดร้อนก่อนก็ต้องเป็นนักเขียน เพราะนักเขียนคืออาชีพที่แสดงความเห็นอยู่แล้ว
ไม่ว่าจะงานวรรณกรรม บทความ การแสดงออกทางศิลปะ หรือทางวิชาการก็ตาม”
วาด รวี

เริ่มต้นจากการพุดคุยกับ วาด รวี กวีผู้มีผลงานในโลกออนไลน์อยู่พอสมควรและยังเป็นหนึ่งในตัวตั้งตัวตีในการเขียนแถลงการณ์นี้ เขาเล่าว่า

ทำไมถึงมีจดหมายนี้ออกมา?
เพราะ จากปฏิกิริยาของทหารครับ โดยเฉพาะช่วงที่ผ่านมามีกรณีที่มีการจับกุมคุณสมยศ (พฤกษาเกษมสุข) และมีการฟ้องอาจารย์สมศักดิ์ (เจียมธรสกุล) เป็นประเด็นที่เราเห็นว่าการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองถูกคุกคามโดยเฉพาะ พื้นที่ทางวิชาการ อีกทั้งก่อนหน้านี้ก็มีการใช้ข้อหานี้ในทางการเมืองตลอด แต่ว่าตอนนี้มันหนักข้อขึ้นทุกที กระทั่งพื้นที่ทางวิชาการถูกข่มขู่ฟ้องร้องในลักษณะนี้ เราในฐานะนักเขียนไม่มีทางที่จะปล่อยให้พื้นที่นี้มันหดต่อไปได้แล้ว เราต้องบอกกับฝ่ายต่างๆ ของสังคมว่าต้องยุติการใช้ข้อหานี้มาเป็นเครื่องมือทางการเมือง แล้วก็ต้องแก้กฎหมายด้ว

บทบาทของนักเขียนมีความสำคัญต่อการที่จะบอกสังคมในเรื่องนี้?
จริงๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องของนักเขียนโดยตรง เพราะว่าถ้าไม่มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น คนที่เดือดร้อนก่อนก็ต้องเป็นนักเขียน เพราะนักเขียนคืออาชีพที่แสดงความเห็นอยู่แล้ว ไม่ว่าจะงานวรรณกรรม บทความ การแสดงออกทางศิลปะ หรือทางวิชาการก็ตาม ถ้าเกิดว่าอยู่ในพื้นที่ที่มีเสรีภาพแล้วก็จะมีบรรยากาศที่เอื้อต่อการสร้าง สรรค์ แต่หากมันถูกคุกคามแล้วมันก็เป็นบรรยากาศที่ไม่น่าทำงาน ไม่น่าอยู่อาศัย นักเขียนไม่อยากอยู่

เราเห็นว่ามันเป็นปัญหาที่เรา ควรจะต้องอภิปรายกันได้แล้ว เพราะมีการใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม เช่น คดีของ ดา ตอปิโด ที่ไม่ให้ประกันตัวและมีการพิจารณาคดีอย่างปิดลับ และในอีกหลายๆ กรณีที่การบังคับใช้ไม่เป็นธรรม แต่ก็ไม่มีการทักท้วงใดๆ นอกจากนักเขียนและปัญญาชนไม่กี่คนที่ออกมาพูดเรื่องนี้ ถึงเวลาแล้วที่นักเขียนจะต้องออกมาบอกกับคนอื่นๆ ในสังคม

ในแวดวงนักเขียนมีคนที่ไม่เห็นด้วยกับการที่เราออกมาเคลื่อนไหวเรื่องนี้ไหม?
ส่วน น้อยครับ ส่วนใหญ่เห็นด้วย แต่ส่วนที่ไม่เห็นด้วยนั้นไม่ใช่ว่าไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาแถลงการณ์ แต่ว่าไม่เห็นด้วยเพราะรู้สึกว่าทำไปก็ไม่มีประโยชน์ ไม่อิมแพคสังคม เขามองว่าสังคมไทยเปลี่ยนแปลงได้ยาก ไม่สำเร็จหรอก แต่นั่นก็เป็นส่วนน้อย

มีนักเขียนที่เห็นด้วยแต่ไม่กล้าลงชื่อบ้างไหม?
มี นักเขียนที่ให้เหตุผลของการไม่ลงชื่อว่าเขาไม่แนใจว่าเรื่องนี้จะถูกนำไป ใช้ทางการเมืองอย่างไร เขาก็เลยไม่ลงชื่อ แต่เขากลัวด้วยหรือเปล่า ผมคิดว่าคงมี

สิ่งที่อยากจะฝากกับปัญญาชนที่ดูเหมือนไม่มีบทบาทกับเรื่องนี้นัก
จริงๆ มีคนพูดเรื่องนี้ไปเยอะแล้ว เช่น อ.วรเจตน์ (ภาคีรัตน์) อ.สมศักดิ์ (เจียมธีรสกุล) ว่าพื้นที่ทางวิชาการเป็นฐานที่มั่นสุดท้ายของปัญญาชน ไม่ว่านักเขียน นักวิชาการ หรือปัญญาชนต้องออกมาแสดงจุดยืน มันอาจจะไม่ต้องเหมือนกับแถลงการณ์ฉบับนี้ก็ได้ แต่สิ่งที่น่าจะเห็นร่วมกันก็คือ การใช้ม. 112 อย่างไม่เป็นธรรมและถูกนำไปใช้ทางการเมือง กระทั่งมีการคุกคามเกิดขึ้น นี่ก็เป็นเหตุผลที่เพียงพอต่อการที่ปัญญาชนจะต้องออกมาพูดเรื่องนี้

0 0 0

ธิติ มีแต้ม

“ถ้าเราไม่สามารถแสดงออกความเห็นที่แตกต่างได้
เราก็หมดความหมายของการเป็นมนุษย์”
ธิติ มีแต้ม

ตามด้วย ธิติ มีแต้ม นักเขียน –กวีหนุ่มไฟแรง อดีตบรรณาธิการหนังสือปาจารยสาร ขณะนี้กำลังเริ่มต้นเขียนหนังสืออิสระ เขากล่าวว่า

คิดว่าในขณะนี้ปัญหาใดที่มีความสำคัญที่สุด ม.112 หรือ เสรีภาพในการแสดงออกที่ถูกลิดรอนไป? ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?
ทั้ง หมดนั่นเป็นปัญหา มันไม่ใช่แค่เสรีภาพในชีวิตขั้นพื้นฐานในการแสดงออก แต่เชื่อมโยงถึงเรื่องปากท้องของคนทั้งหมด อย่างง่ายที่สุดถ้าวันนี้สังคมรับรู้ว่าสถาบันฯ มีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบเศรษฐกิจไทย ไม่ว่าจะเป็นโครงการราชดำริต่างๆ กระทั่งการถือหุ้นในบริษัทใหญ่ๆ เมื่อสังคมรับรู้ว่ามีการลงทุนสร้างอะไรขึ้นมาที่มีผลกับประชาชน มันเป็นปกติที่ต้องมีการตั้งคำถาม ตรวจสอบ เหมือนที่สังคมตั้งคำถามกับนักธุรกิจ หรือนักการเมือง

แต่การจะพูด เรื่องนี้ กลับถูกควบคุมด้วยจารีตแบบไทยๆ โดยมี ม. 112 เป็นเครื่องมือ จารีตแบบไทยๆ ก็คือ การพูดถึงสถาบันฯ ไปในเชิงที่เห็นต่างจากการสรรเสริญ แม้ไม่ได้เป็นการหมิ่น ดูถูก แต่กลับแสดงออกในที่สาธารณะไม่ได้ เพราะมีความกลัวที่ครอบงำไว้ การเห็นต่างจากการสรรเสริญ ไม่ใช่การหมิ่นฯ แต่เป็นความรู้สึกสามัญของมนุษย์ ถ้าเราไม่สามารถแสดงออกความเห็นที่แตกต่างได้ เราก็หมดความหมายของการเป็นมนุษย์ ซึ่งการเห็นต่างไม่ได้ส่งผลให้สถาบันฯ เสื่อมเสียแต่อย่างใด

0 0 0

ณรรธราวุธ เมืองสุข

ทางด้าน ณรรธราวุธ เมืองสุข สื่อ มวลชน-นักเขียนที่คลุกคลีอยู่ในพื้นที่ความขัดแย้งในภาคใต้ มีผลงานหนังสือชื่อ “เป็นเขาและเป็นแขก” เขาจะมีความคิดเห็นอย่างไรต่อความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพฯขณะ นี้

“จะเรียกผมว่าเป็นฝ่ายเอาเจ้าก็ได้ หรือพวกเฉยๆ ก็ได้ ผมพูดถึง "คุณ" ของสถาบันก็ได้
จะให้วิจารณ์ก็ได้ เพราะอย่างที่บอกในตอนต้นว่า
ผมไม่เคยรู้สึกว่าอยู่ในประเทศนี้แล้วมาตรา 112 ทำให้ขาดสิทธิเสรีภาพทางความคิด
ไม่เคยรับรู้หรืออีนังขังขอบกับมันเลยด้วยซ้ำ”

“เพราะคำว่าพันธกิจของนักเขียนในมุมของผม
ผมไม่ได้จำกัดแค่ประชาชนเท่านั้น โลก จักรวาล ต้นไม้ ใบหญ้า
มันเป็นพันธกิจได้ทั้งนั้น อยู่ที่ว่านักเขียนจัดวางตัวเองไว้ในมุมไหน”
ณรรธราวุธ

ทำไมถึงลงชื่อในแถลงการณ์นี้?
ผม ร่วมลงชื่อในแถลงการณ์นี้ในฐานะของคนทำงานเขียนหนังสือ หรือสื่อที่ไม่ได้มีผลกระทบจากทางใดทางหนึ่งของมาตรา 112 เลย และผมไม่เคยรู้สึกอย่างนั้น เพราะอย่างไรเสีย งานที่ผมทำอยู่ไม่มีทางและไม่มีวันไปเกี่ยวข้องกับกฏหมายหรือเนื้อหาข้อ บังคับจากมาตรานั้นอย่างแน่นอน

เพราะฉะนั้นคำถามคือ เหตุใดผมจึงร่วมลงชื่อ แน่นอน ไม่ใช่การโหนกระแสไปกับเพื่อนนักเขียน ผมว่ามันไร้สาระที่ใครวิจารณ์เช่นนั้น การลงชื่อไม่ทำให้หนังสือผมขายได้มากขึ้นหรือทำให้คนชื่นชมผมมากขึ้นแน่ แม้ ว่าผมจะสนิทสนมกับหลายคนที่ร่วมลงชื่อเป็นเพื่อนพี่น้องที่มีความเข้มข้นใน มิตรภาพมาก แต่ในระดับความคิดความเชื่อทางการเมืองมีความแตกต่างกันพอสมควร ก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน ผมแวะไปที่ออฟฟิศของไรเตอร์ นั่งดื่มนั่งคุยกันกับคุณวรพจน์ พันธุ์พงศ์ และคุณต้อ บินหลา(สันกาลาคีรี) รู้กันอยู่ว่าวรพจน์ พันธุ์พงศ์ ความคิดความเชื่อแกเป็นอย่างไร ผมเห็นต่างกับแกเยอะมาก แต่.. ความเป็นเพื่อนเป็นพี่น้องมันต้องคุยกันได้ คุณบินหลาเสียอีกที่เราคิดเห็นคล้ายกันหลายเรื่อง แต่ทั้งสองคนนั้นยังทำงานด้วยกันได้ในฐานะคณะ บ.ก.ไรเตอร์ ฉะนั้น ในความแตกต่างนี้มันจึงมีจุดเชื่อมถึงกันอยู่ สถานะคนในแวดวงวรรณกรรมนั่นคือหนึ่ง

แต่สอง ผมว่าคือการมองเห็นผลร้ายของการใช้มาตรา 112 ที่ผ่านมา คนอย่างสมศักดิ์ เจียมฯ ไม่ควรใช้ ม.112 มาย่ำยีเสรีภาพของแก เพราะเรื่องที่แกพูดมันทำให้แกดูเป็นคนเหงามากพออยู่แล้ว แต่ความกล้าหาญทางจริยธรรมของนักวิชาการของแกไม่ควรทำลายกัน ซึ่งคนที่ทำลายไม่ใช่ใครที่ไหน มันดันเป็นทหาร มันย้ำภาพเดิมให้ชาวบ้านชาวช่องเขาด่าอีกว่า ทหารนี่มันใช้เท้ามากกว่าหัว เอะอะก็ตบเท้า ตบเท้า

ผมเชื่อว่าในเกือบสองร้อยรายชื่อที่ลงไป ความเห็นทางการเมืองไม่เหมือนกันทั้งหมด บางคนแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง หลายคนคงจะออกตัวเหมือนกันผมคือ ลงชื่อเพื่อแก้ไขเพื่อป้้องกันการนำมาตรา 112 ไปใช้ทำลายกัน เพราะมองเห็นการใช้ 112 เพื่อทำลายกันที่ผ่านมา แต่บอกชัดเจนว่า ผมลงชื่อเพื่อการแก้ไขเท่านั้น หากเป็นการลงเพื่อยกเลิก หรืออนาคตใครจะเอาแถลงการณ์นี้ไปใช้ในการณ์อื่น ผมจะขอถอนชื่อและจะพิจารณาเป็นเรื่องๆ ไป

คนทำงานสื่อมันมีความเป็น เสรีชนสูง วงการนี้ไม่มีใครจูงจมูกใครง่ายๆ หรอก เพราะฉะนั้นน่าจะเข้าใจกันได้ว่ามันไม่ใช่เรื่องที่เราประชุมโต๊ะยาวๆ โยนเงินลงมาโครม! เอาชื่อเราไปใช้ ผมว่าคนคิดแบบนั้นมันโง่มากๆ

คิดว่าประเด็นใดสำคัญที่สุดที่จะต้องมีการผลักดันเปลี่ยนแปลงแก้ไข ม.112 หรือ การลิดรอนเสรีภาพทางความคิด? หรือทั้งหมด?
จะ เรียกผมว่าเป็นฝ่ายเอาเจ้าก็ได้ิ หรือพวกเฉยๆ ก็ได้ ผมพูดถึง "คุณ" ของสถาบันก็ได้ จะให้วิจารณ์ก็ได้ เพราะอย่างที่บอกในตอนต้นว่า ผมไม่เคยรู้สึกว่าอยู่ในประเทศนี้แล้วมาตรา 112 ทำให้ขาดสิทธิเสรีภาพทางความคิด ไม่เคยรับรู้หรืออีนังขังขอบกับมันเลยด้วยซ้ำ นั่นเฉพาะตัวผมนะครับ คนอื่นผมไม่ทราบ

นับตั้งแต่หลังจากรัฐประหาร 19 กันยา ผมเห็นการใช้มาตรา 112 มากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งสมศักดิ์ เจียมธีรสกุลแกโดน แล้วแกพูดถึงความกลัวของแก แกเป็นนักวิชาการ ใช้สมองและความรู้ ใช้การค้นคว้าเพื่อมาส่งเสียง คนที่ฟ้องต้องอ่านมาก ศึกษางานของแกมาก ไม่อย่างนั้นคุณไม่สามารถทะลุกรอบวิชาการเข้าไปตีโต้ได้เลย แต่สุดท้ายมาใช้อารมณ์ ใช้ความเชื่อ ไม่ได้ใช้ความรู้ กระทั่งอาจารย์สมศักดิ์เขาเริ่มโดนคุกคาม ผมจึงคิดว่าไม่ไหวแล้ว นี่มันไม่ได้เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์เลย แต่มันเป็นแค่ประชาชนเรานี่แหละ คือคนที่ตีกรอบบัญญัติกฏเกณฑ์ทางสังคมว่าอะไรได้ไม่ได้

ผมเรียกว่า “เผด็จการทางสังคม” เหมือนผู้คุมกฏ พอนานเข้ามันรู้สึกว่าตัวเองมีอำนาจ ใช้สิ่งที่เหนือกฏหมายและจริยธรรมมาเล่นงานคนอื่นมากขึ้น ผมคิดว่าเราต้องล้างสิ่งนี้ ล้างคนทำตัวเป็นผู้คุมออกไป และทำให้มาตรานี้ไม่ตกเป็นเครื่องมือของใคร ไม่มีใครกล้าทำตัวเป็นผู้คุมกฏ ทำให้ประชาชนที่เขาต้องการใช้เสรีภาพเรื่องนั้นไม่อึดอัด

ที่ผมร่วม ลงชื่อและรู้ว่ามันเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้มาก แต่อย่างน้อยมันทำให้คนรู้ว่า คนที่เป็นนักเขียน เป็นสื่อเขาไม่ได้วางเฉยแขวนตัวเองไว้ในถ้ำอย่างเดียว

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาคิดว่าทำไมนักเขียน ปัญญาชนถึงหลบเงียบ ไม่ออกมาพูดเรื่องนี้?
ที่ ผ่านมานักเขียนไม่ได้หลบเงียบนะ เราต้องถามว่าใคร? และคุณได้อ่านงานเขาหรือเปล่า หรือคุณเป็นคนที่อยู่นอกเหนือจาก 7 บรรทัดในประเทศของเรา แต่อย่างที่บอก คนทำงานเขียนหนังสือเลี้ยงชีวิตหลายคนเขาไม่ได้รู้สึกว่า เราต้องแบกรับอะไรที่เป็นกระแส นักเขียนมันมีความเป็นปัจเจกสูง ดีชั่วคิดกันเอาเอง ใครจะคิดจะเชื่ออะไรก็เรื่องของคนนั้นรับผิดชอบกันเอาเอง

คือผมไม่ ได้เชื่ออย่างที่นักเขียนหลายคนเชื่อ อย่างเรื่อง พันธกิจของนักเขียน หรือความรับผิดชอบต่อประชาชน อะไรก็แล้วแต่ คือถ้าหลายคนเงียบเรื่อง 112 ผมจะไม่โทษเลย เช่นเดียวกับการตายที่ราชประสงค์ ผมเชื่อว่าเขามีสภาวะหรือคำอธิบายของเขาอยู่ เพราะคำว่าพันธกิจของนักเขียนในมุมของผม ผมไม่ได้จำกัดแค่ประชาชนเท่านั้น โลก จักรวาล ต้นไม้ ใบหญ้า มันเป็นพันธกิจได้ทั้งนั้น อยู่ที่ว่านักเขียนจัดวางตัวเองไว้ในมุมไหน บางคนอาจไม่เข้าใจตรงจุดนี้ เหมือนผม เลือกที่จะตั้งคำถามในหลายเรื่อง ซึ่งรู้ว่าพูดไปก็โดนด่า อย่างเช่น ผมพูดถึงความตายของคนภาคใต้ 4,000 กว่าศพนะ ผมเอาตัวเองลงไปคลุกกับมัน แต่ที่ผ่านมาผมไม่ส่งเสียงเรื่องการตายที่ราชประสงค์ ผมเลือกจะไม่พูดถึงเอง เพราะคำถามในใจของผมมีเยอะ และมันยังไม่เจอคำตอบที่ดี

ฝากอะไรถึงปัญญาชน นักเขียนรุ่นใหม่ไหม?
ไม่ มีอะไรจะฝาก เชื่อว่าพวกเขาก็ปัจเจกพอดู หลายคนอาจเลือกพูดในเรื่องที่เป็นประโยชน์ในมุมของเขา ซึ่งในวินาทีนั้นเราอาจนั่งกระดิกเท้าเล่น Facebook อยู่ก็ได้ ประเด็นผมก็คือ ถ้าเราจะสนับสนุนเสรีชน เราก็ต้องสนับสนุนอย่างจริงจัง อย่าเรียกร้องให้พวกเขาคิดหรือทำอย่างที่เราเชื่อ มันไม่มีความจริงใดเป็นที่สุดหรอก ยุคนี้เราพูดกันมากเรื่องความเป็นเสรีชน อย่าให้มันแปลกแปร่งลักลั่นมากนัก วิพากษ์ได้ วิจารณ์ได้ แต่อย่าวิพากษ์แบบรวมศูนย์ความจริง เพราะสุดท้ายคำถามนั้นจะย้อนกลับไปสู่คนถามเองว่า แล้วในขณะที่คุณตั้งคำถาม คุณได้ลงมือทำอะไรต่อเรื่องนี้บ้างหรือยัง?

เพราะฉะนั้น สำหรับผมต้องเปิดใจให้กว้างว่าสังคมเรามีคนเห็นต่างกันเยอะ มันไม่ใช่เรื่องที่เขาขี้ขลาดแอบอยู่หลังคำอธิบายแบบปัจเจกชน เพราะสิ่งที่คุณเรียกร้องอาจเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับอีกคน ผมเชื่ออย่างนั้น จะว่าผมวิพากษ์ทวนกระแส อ.ชูศักดิ์ก็ได้ เพราะผมไม่ได้เชื่ออย่างนั้น หลายคนอาจสะใจที่แกวิพากษ์กวี นักเขียน ในขณะที่ผมเศร้า เศร้าเพราะ มาตรา 112 มันจำกัดเสรีภาพของบางคนอยู่แล้ว ยังมีคนมาตีความจำกัดทางเดินให้นักเขียนหรือกวีอีก ผมว่ามันเป็นเรื่องน่าเศร้า

0 0 0

นักเขียนผู้ไม่ประสงค์ออกนาม

“จริงๆประเด็นที่ผมสนใจไม่ใช่ตัวกฏหมาย 112 ผมคิดว่าทางนิติราษฎร์พูดไว้ละเอียดแล้ว
แต่ที่น่าสนใจคือการเคลื่อนไหวของตัวจดหมาย”

“แต่ในทางกลับกันมันก็กลายเป็น 'การกระทำทางปัญญาของปัญญาชน'
ที่แยกตัวเอง ลอยตัวเองออกจากความขัดแย้งพื้นฐาน”

นักเขียน – คอลัมนิสต์ผู้ร่วมลงชื่อ แต่ไม่ประสงค์จะออกนาม

นักเขียนผู้ไม่ประสงค์ออกนาม

คิดอย่างไรกับการลงชื่อในแถลงการณ์นี้?
เพราะ ว่าเห็นด้วยกับเนื้อหาในจดหมายครับ จริงๆ ในส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับตัวกฏหมาย ทางนิติราษฏร์ได้ฉายภาพปัญหาในเรื่องตัวบทและการบังคับใช้ของมันหมดแล้ว ซึ่งเราก็เห็นตามนั้น

แน่นอนว่าอย่างที่เราเห็นคือมันถูกใช้เป็น เครื่องมือทางการเมืองในการ ทำลายผู้อื่น แต่สิ่งที่เราสนใจคือการที่เราไม่ตระหนักว่าแม้กฎหมายฉบับนี้จะไม่เกี่ยว ข้องกับเราเลยไปตลอดทั้งชีวิต แต่การดำรงคงอยู่อย่างคลุมเครือ และการถูกนำมาใช้อย่างไม่มีทางตอบโต้ของมันนั้นขัดแย้งกันเองกับหลักการพื้น ฐานของประชาธิปไตย การสร้างความกลัวถึงขนาดระดับที่แค่พูดถึงก็ไม่สามารถพูดได้ จะมีแต่ทำให้ทุกอย่างแย่ลง แม้กระทั่งการให้สัมภาษณ์นี้ถึงที่สุดก็ต้องระมัดระวังอย่างที่สุด อันนี้คือบรรยากาศแห่งความกลัว ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีใครคิดร้ายต่อใครเลย

จริงๆ ประเด็นที่ผมสนใจไม่ใช่ตัวกฏหมาย 112 ผมคิดว่าทางนิติราษฎร์พูดไว้ละเอียดแล้ว แต่ที่น่าสนใจคือการเคลื่อนไหวของตัวจดหมาย

การ อธิบายจะทำให้ผมเสี่ยงทางวรรรกรรมมากเลยฮะ ฮา! คือคิดไว้ตั้งแต่ลงชื่อแล้วว่าจริงๆ ตัวจดหมายนี้ไม่ได้มุ่งหวังความเปลี่ยนแปลงเชิงสังคม ประเภทช่วยสมยศออกจากคุกอะไรแบบนั้น แต่เป็นการมุ่งหวังที่จะโยนหินลงไปในบึงของนักเขียน( ปัญญาชน?) ที่นิ่งสนิทมากกว่าครับ พลังของมันคือการก่อให้เกิดการถกเถียงในแวดวงมากกว่าพลังทางสังคมอื่นๆ ซึ่งจะว่าไปมีแถลงการณ์น้อยชิ้นมากที่จะส่งผลได้ไกลอย่างที่ตัวบทมันเขียน ส่วนการล่าแม่มดเป็น side effect ประการหนึ่ง

ทีนี้ถ้าวิเคราะห์ตัว จดหมายดีๆ ผมเองเห็นว่ามันเป็นจดหมายที่เปิดพื้นที่กว้างพอสมควร คือไม่ว่าจะเป็นสายไหนสีไหนก็สามารถคิดเรื่องนี้ได้ แต่ในทางกลับกันมันก็กลายเป็น 'การกระทำทางปัญญาของปัญญาชน' ที่แยกตัวเอง ลอยตัวเองออกจากความขัดแย้งพื้นฐาน เพราะการต่อสู้ทางการเมืองเรื่องสีเป็นมวลชน แต่สิทธิเสรีภาพทางการพูดเป็นเรื่องของปัจเจกชน การลอยตัวอยู่หนือความขัดแย้งนี้จึงปรากฏให้เห็นว่าเรามีนักเขียนจากทั้ง ฝั่งแดง หรือฝั่งตึก (ไม่ใช่ฝั่งเหลือง) มาร่วมกันลงชื่ออย่างเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันภายใต้คำว่า “นักเขียน” เพราะจริงๆจดหมายนี้ไม่ได้แปดเปื้อนความป็นแดง ความเป็นขี้ข้าทักษิณหรืออะไร แต่อย่างที่บอกนี่้ไม่ใช่เรื่องดีหรือไม่ดี มันเป็นข้อขัดแย้งในตัวมันเอง แต่ก็ขอตั้งเป็นข้อสังเกตไว้ครับ

เห็น ด้วยมากที่แถลงการณ์นี้ทำให้เกิด แรงกระเพื่อมกับคนที่อยู่นิ่งๆ เกิดการตั้งคำถามต่อสิ่งที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะคนนอก Facebook ที่มีการตั้งคำถามว่า สิ่งที่เป็นอยู่ควรเปลี่ยนแปลงไหม แล้วทีนี้หลังจากที่เราโยนหินถามทางแล้ว แผนต่อไปคืออะไร?
ผมเอง ก็ไม่ใช่หัวหอกในการแถลงนะฮะ แต่คงต้องรอดูวงน้ำกระเพื่อมอีกครั้ง ว่าจะไปทางไหนต่อถ้ามันนำไปสู่การพูดคุยเรื่องนี้ในวงกว้าง (จริงๆอย่างน้อยในแวดวงนักเขียนหรือคนทำสื่อก็อาจจะช่วยได้ ถ้่าเรายังหวังกับนักเขียนขนาดนั้น) ว่าจะต่อยอดเรื่องนี้ออกไป แต่ที่ประมาทไม่ได้ และเริ่มโดนไปกันบ้างแล้วคือการล่าแม่มด

พูดถึงเรื่องการล่าแม่มดนี่ เราหรือเพื่อนนักเขียนเจอล่าแล้วหรือยัง? แล้วมีมาตรการรับมือ จัดการกับมันยังไง?
ผม ยังไม่เจอฮะ (รอบนี้) แต่จัดการไม่ได้หรอกมั้งฮะ ต้องเร้นตัวกันอย่างเดียว อย่าที่คานธีว่า ถ้าแกล้งหลับคงปลุกไม่ได้ แต่นี่ก็อธิบายบรรยากาศแห่งความกลัวได้เลย มันไม่ได้กลัวชั้นเดียวว่าเราจะโดนเล่นงานโดยกฏหมาย แต่เราอาจโดนเล่นจากกฎหมู่ซึ่งอันตรายกว่า ไม่มีการควบคุม และเล่นกันถึงเลือดถึงเนื้อมากกว่าด้วย

“เนวิน” เชื่อแม้ “เพื่อไทย” ชนะ “ยิ่งลักษณ์” ก็เป็นนายกฯ ไม่ได้ เพราะจะทำให้สังคมแตกแยก

ที่มา ประชาไท

เหมือนสมัยชู “สม ชาย” เป็นนายกฯ ดังนั้นอาจต้องเปลี่ยนแคนดิเดตเป็นบุคคลอื่น ด้าน “มาร์ค” ไม่ห่วง “กรุงเทพโพลล์” ให้ “เพื่อไทย” นำ เพราะสำรวจทีไรก็ให้ตนสอบตก ด้านทีมหาเสียงพรรคเพื่อไทยแจ้งความหลังถูกคุณหญิงตบระหว่างหาเสียง เจ้าตัวเผยตบเพราะรำคาญเครื่องขยายเสียง

คุณหญิงตบทีมหาเสียงพรรคเพื่อไทยระหว่างหาเสียงย่าน ถ.จันทน์ กทม.

ข่าวสดออนไลน์ รายงานเมื่อเช้าวันนี้ (25 พ.ค.) ว่า นางอุดมลักษณ์ จันทร์มา อายุ 49 ปี ทีมงานหาเสียงของนายพงษ์พิสุทธิ์ จินตโสภณ ผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขต พรรคเพื่อไทย เขต 3 ยานนาวา-บางคอแหลม พา น.ส.ญาณี โมฮำมัสอีสสมาอีล อายุ 24 ปี เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.กฤษณะ จันทร์ประเสริฐ พงส.(สบ 2) สน.วัดพระยาไกร เพื่อแจ้งความร้องทุกข์ว่าถูกคุณหญิงพวงทอง เกตุอังกูร วัย 62 ปี ใช้ฝ่ามือตบหน้า ขณะกำลังแจกใบปลิวช่วยนายพงษ์ พิสุทธิ์หาเสียง บริเวณตลาดสดกิ่งจันทร์ ถนนจันทน์ แขวงวัดพระยาไกร เขตบางคอแหลม กทม.

เบื้อง ต้นเจ้าหน้าที่เชิญคู่กรณี รวมทั้งพยานมาสอบปากคำ พร้อมทั้งไกล่เกลี่ยเพื่อให้เรื่องยุติลงด้วยความดี โดยทาง คุณหญิงพวงทอง ผู้ถูกกล่าวหา กล่าวว่าเป็นผู้ลงมือกระทำการดังกล่าวจริง เนื่องจากทนเสียงของเครื่องขยายเสียงไม่ไหว ทำให้เกิดความรำคาญ และตัวเองก็ไม่ได้เป็นพวกใครหรือชื่นชอบพรรคใดเป็นพิเศษ หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ให้ น.ส.ญาณี ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลเจริญกรุง และให้ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน

มาร์คไม่ห่วง กรุงเทพโพลล์” ให้ “เพื่อไทย” นำ เพราะสำรวจทีไรก็ให้ตนสอบตก

ด้านเอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์ รายงานว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าววันนี้ (25 พ.ค.) ถึงการทำผลสำรวจความคิดเห็นของกรุงเทพโพลล์ ที่ระบุว่าพรรคเพื่อไทยนำพรรคประชาธิปัตย์ในพื้นที่ กทม. ว่า ไม่มีอะไรน่าห่วง เพราะคนเกือบครึ่งหนึ่งยังไม่ได้ตัดสินใจ เมื่อถามว่า กระแสของโพลล์จะมีส่วนโน้มน้าวเรื่องการเลือกตั้งของประชาชนหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่หรอก ตนไม่คิดว่าประชาชนจะไปเลือกตามโพลล์ โพลล์ต้องเป็นตัววัด สิ่งที่เป็นความคิดเห็นของประชาชน เพราะแต่ละคนก็มีดุลพินิจ และในช่วงสุดท้ายตามกฎหมายก็ไม่ให้ต้องเผยแพร่อยู่แล้ว

ต่อข้อถามว่า อยากให้นายกรัฐมนตรี บอกข้อแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างตนเองกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัครบัญชีรายชื่ออันดับ 1 พรรคเพื่อไทย เพื่อให้ประชาชนได้ตัดสินใจ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยังมีเวลาอีก 10 วัน เมื่อถามว่า จุดอะไรที่ทำให้ผลสำรวจความเห็นที่ออกมาทุกครั้ง พรรคเพื่อไทยมีคะแนนนิยมมากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า ตลอดอย่างไร เอแบคโพลล์ก็บอกว่าพรรคประชาธิปัตย์นำ ตนคิดว่าไม่หรอกครับ สลับไปสลับมา

ผู้ สื่อข่าวถามว่า มีจุดอะไรที่ทำให้ตามกันตลอด นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มันตลอดอย่างไรในเมื่อนำมีอยู่หลายโพลล์ กับ ดุสิตโพล และ เอแบคโพลล์ ซึ่งเวลาก็ใกล้เคียงกัน และเวลานำกันก็เพียงแค่ 4-5% ก็มีปัญหาในเรื่องของนัยยะสถิติ ซึ่งได้พูดแล้ว แล้วก็ตรงกับข้อมูลที่ตนเห็นมาจากทุกสำนัก ก็มีเพียงแต่โพลล์ของพรรคเพื่อไทยมีบอกว่าได้เกินครึ่ง และถามว่า มีโพลอื่นๆ ไหมที่ยืนยันว่าเขาได้เกินครึ่ง

อย่างกรุง เทพโพลล์ ให้ไปดูตัวเลขว่ามันยังบอกอะไรไม่ได้เลย เพราะคะแนนคนหนึ่งได้ 20 กว่า คนหนึ่งได้ 10 กว่า มันยังไม่ได้บอกอะไรเลย ยังมีคนที่บอกว่ายังไม่ได้ตัดสินใจ 40-50% และจริงๆ กรุงเทพโพลล์ ผมก็สอบตกมาตลอด 2 ปี” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

เนวินเชื่อแม้เพื่อไทยชนะเลือกตั้ง ยิ่งลักษณ์” ก็เป็นนายกฯ ไม่ได้ เพราะจะทำให้สังคมแตกแยก

เอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์ รายงานด้วยว่า นายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า เมื่อดูจากผลการสำรวจของสำนักต่างๆ พบว่า พรรคเพื่อไทยจะมีคะแนนนำพรรคประชาธิปัตย์ โดยพรรคประชาธิปัตย์จะได้จำนวน ส.ส.ประมาณ 160 คน ส่วนพรรคเพื่อไทยจะได้ประมาณ 200 กว่าที่นั่ง แต่คิดว่าพรรคเพื่อไทยจะได้เสียงไม่ถึงครึ่ง เพราะยังมีกลุ่มพลังเงียบที่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกใครมากถึง 50% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์หากย้อนกลับไปดูในการเลือก ตั้งทุกครั้งที่ผ่านมา ดังนั้น ก่อนที่จะถึงวันเลือกตั้ง ทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์จะต้องหาวิธีการเพื่อช่วงชิงคะแนนเสียง จากคนกลุ่มนี้มาให้ได้

หากเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง จริง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 คงไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะไม่สามารถฝืนกระแสสังคมได้ เพราะจะทำให้เกิดความแตกแยกได้เหมือนเมื่อครั้งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ชูนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อครั้งที่ผ่านมา ดังนั้น ผมคิดว่า พ.ต.ท.ทักษิณอาจตัดสินใจเปลี่ยนตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ น้องสาว เป็นบุคคลอื่น อย่างไรก็ตาม การที่ พ.ต.ท.ทักษิณชู น.ส.ยิ่งลักษณ์ขึ้นมาในตอนนี้ เพราะต้องการทำให้กระแสรวมทั้งคะแนนของพรรคเพิ่มขึ้นเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง”

นาย เนวินกล่าวว่า ขณะที่เมื่อพรรคประชาธิปัตย์แพ้การเลือกตั้ง ตนเชื่อว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้สมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 จะต้องแสดงสปิริตออกซฟอร์ดด้วยการลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค เพราะนายอภิสิทธิ์ไม่มีวันยอมนั่งอยู่ในตำแหน่งหัวหน้าพรรคต่อไปอย่างแน่นอน

ศาลรับฟ้องกรณีพ่อ ‘น้องเฌอ’ ญาติผู้บาดเจ็บฟ้องรัฐ สลายชุมนุม53 ทำลูกตาย-สามีอัมพาต

ที่มา ประชาไท

เมื่อ วันที่ 23 พ.ค.54 ณ ห้องพิจารณาที่ 412 ศาลแพ่ง(รัชดา) นายพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ บิดาของนายสมาพันธ์ ศรีเทพ (น้องเฌอ) ที่เสียชีวิตจากการยิงเสียชีวิตบริเวณซอยรางน้ำในเหตุการณ์ที่ทหารได้ใช้ กำลังเข้าสลายการชุมนุมช่วงเดือนพฤษภาคม 2553 พร้อมด้วยนางวรานิษฐ์ อัสวสิริมั่นคง ภรรยาของนายฐานุทัศน์ อัสวสิริมั่น คง ชาวบ้านที่พักอาศัยในย่านบ่อนไก่ที่ได้รับบาดเจ็บโดนยิงที่ไขสันหลังเป็น อัมพาต ได้เข้าไต่สวนตามคำฟ้องและยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล จากกรณีที่ได้ฟ้องกระทรวงการคลัง (จำเลยที่1) กองทัพบก (จำเลยที่2)และ กระทรวงกลาโหม (จำเลยที่3)ในข้อหาล่วงละเมิดตาม พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดเจ้าหน้าที่รัฐปี 2539 มาตรา 5 จากกรณีการสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นเหตุให้ นายสมาพันธ์ ศรีเทพเสียชีวิต และนาย ฐานุทัศน์ต้องพิการตลอดชีวิต

ผู้พิพากษาองค์ คณะของศาลแพ่งออกนั่งบัลลังค์พิจารณา โดยได้พิจารณาตามคำร้องของโจทก์ทั้งสองคดี โดยคดีของนายสมาพันธ์ ศรีเทพ (น้องเฌอ) ที่เสียชีวิต บิดาและมาดาได้ร่วมกันฟ้องเรียกค่าเสียหายรวมเป็นเงิน 8,573,125บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ส่วนคดีของนายฐานุทัศน์ อัสวสิริมั่นคง ชาวบ้านที่พักอาศัยในย่านบ่อนไก่ที่ได้รับบาดเจ็บ ได้มอบอำนาจให้นางวรานิษฐ์ อัสวสิริมั่นคง ภรรยา ฟ้องเรียกค่าเสียหายจำนวน 1,857,864บาท

ศาลได้ไต่สวนแล้วเห็นว่า โจทก์ทั้งสองคดีมีฐานะยากจน หากให้เสียค่าขึ้น ศาลย่อมเป็นการเดือดร้อนเกินสมควร ทั้งนี้ พิเคราะห์ตามคำฟ้องโจทก์ทั้งสองคดีแล้วเห็น คดีมีมูลอันควรเข้าสู่การ พิจารณาของศาลต่อไป โดยศาลได้นัดชี้สองสถานและสืบพยานอีกครั้งในวันที่ 15 และ 29 ส.ค.54 ทั้งนี้ ในการฟ้องคดีโจทก์ทั้งสองได้รับความช่วยเหลือด้านทนายความจากศูนย์ข้อมูล ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุม เมษา- พฤษภา 53 ( ศปช.)

ที่มา: สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์

ไก่อูรับสิ้นไส้กลางศาลผังล้มเจ้ามั่วทั้งดุ้น โยนบาปสื่อหรือใครนำไปขยายผลก็ซวย พ่นพิษธาริตงานเข้า

ที่มา Thai E-News

คำแถลงต่อศาลของพ.อ.สรรเสริญ:ข้าฯ ได้รับมอบหมายให้นำเอกสารเหล่านั้นไปแจกแก่สื่อมวลชนซึ่งเอกสารที่ไปแจกนั้น มิได้หมายความว่าผู้ที่มีชื่อในเอกสารเป็นผู้เกี่ยวข้องในฐานะอยู่ในขบวนการ ล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่เป็นความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ในลักษณะต่างๆ ซึ่งให้สังคมพิจารณาและวินิจฉัยเอาเอง ซึ่งมีรายละเอียดอยู่ในเอกสาร ว่าแต่ละคนเกี่ยวข้องกันในฐานะอะไร เช่น เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในฐานะญาติพี่น้อง เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในฐานะผู้ทำธุรกิจร่วมกันอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งมิได้แถลงเลยว่า บุคคลทั้งปวงเหล่านั้นมีความสัมพันธ์ในฐานะที่เป็นผู้อยู่ในขบวนการ และมิได้ให้หมายความเช่นนั้น

แต่หลังจากนั้นมีสื่อมวลชนนำเรื่องราว ต่างๆเหล่านี้ไปขยายผล ขยายความ ซึ่งอาจจะส่งผลต่อผู้ที่เกี่ยวข้องในแผนผังดังกล่าว ทำให้ได้รับความเสียหายจากมุมมองของสังคม เพราะเป็นเรื่องที่สังคมจะต้องตัดสิน ส่วนผู้ที่ได้รับความเสียหายที่เกิดขึ้นจะฟ้องร้องกับผู้ที่นำไปขยายความใน ทางที่ผิดจากเจตนารมณ์ของศอฉ ก็สุดแล้วแต่บุคคลเหล่านั้นจะพิจารณา(แฟ้ม ภาพ:ตอนที่สรรเสริญแถลงข่าวผังล้มเจ้า โดยมีธาริตนั่งติดกันตอนนี้ไก่อูสารภาพแล้วว่า ผังล้มเจ้ามั่ว แต่ธาริตยังนำมาเป็นเหตุจะจับ19แกนนำนปช.ยัดคุก)


โดยทีมข่าวไทยอีนิวส์
25 พฤษภาคม 2554


ดร.สุธา ชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯได้ถอนฟ้องคดี"ผังขบวนการล้มเจ้า"ต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และพ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด แล้ว หลังจากพ.อ.สรรเสริญได้แถลงยอมรับต่อศาลว่า ผังขบวนการล้มเจ้าเป็นแค่การโยงบุคคลต่างๆ ว่าแต่ละคนเกี่ยวข้องกันในฐานะอะไร เช่น เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในฐานะญาติพี่น้อง เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในฐานะผู้ทำธุรกิจร่วมกันอย่างนี้เป็นต้น มิได้แถลงเลยว่า บุคคลทั้งปวงเหล่านั้นมีความสัมพันธ์ในฐานะที่เป็นผู้อยู่ในขบวนการ และมิได้ให้หมายความเช่นนั้น


อย่าง ไรก็ตามมีปัญหาตามมาว่าการที่นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีDSIออกหมายเรียก19แกนนำนปช.มามอบตัวในวันที่ 2 มิถุนายน โดยอ้างอิงจาก"แผนผังขบวนการล้มเจ้าของศอฉ."นั้น จะมีผลอย่างไร ในเมื่อศอฉ.ที่เป็นต้นเหตุบอกว่า โยงไปให้คนคิดเอง แถมคนเอาผังล้มเจ้าไปขยายผลแบบนายธาริตก็ต้องรับผลกรรมจากการถูกดำเนินคดี เองด้วย


ดร.สุธาชัยได้ถอนฟ้องจำเลยทั้งสาม ภายหลังจากพ.อ.สรรเสริญ ในฐานะจำเลยที่สาม ได้แถลงต่อศาล ดังนี้

"ประการที่หนึ่ง ศอฉ ในขณะนั้นเชื่อมั่นว่ามีขบวนการที่จ้องจะล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์จริง

ประการ ที่สอง ในช่วงเวลานั้น มีข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอินเตอร์เน็ตกล่าวหาในลักษณะทำนองว่า ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ซึ่งเป็นราชเลขาธิการในพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ โทรศัพท์มาสั่งการศอฉ อยู่ตลอดเวลา ให้ดำเนินการนานับประการกับกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งข้อเท็จจริงมิได้เป็นเช่น ซึ่งหมายความว่ามีความพยายามยามเป็นความจริง ศอฉ ก็มีความจำเป็นที่ต้องชี้แจงข้อมูลข่าวสารให้สีงคมได้รับทราบความจริงเป็น เช่นไร

นอกจากนั้นแล้ว ศอฉ ก็ได้ขยายความลงไปเพราะว่าทางราชการมีหน่วยงานทางด้านความมั่นคง ที่สำนักนายกรัฐมนตรีได้จัดตั้งขึ้น โดยมีหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องเป็นตัวขับเคลื่อน ซึ่งหน่วยงานด้านความมั่นคงก็มีการรวบรวมข้อมูลข่าวสารของขบวนการที่จ้องจะ ล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์มาโดยตลอด จึงได้นำข้อมูลทั้งหลายเหล่านี้มาประกอบเพื่อใช้ในการชี้แจงทำความเข้าใจกับ สังคม

ประการที่สาม ในช่วงเวลาเช้าของวันเกิดเหตุ ข้าฯได้มีการแถลงข่าวให้สังคมรับทราบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นว่าไมม่เป็นความ จริงตามข้อมูลที่พยายามกล่าวหาใส่ร้ายท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ โดยแถลงกำกับตอบไปด้วยว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการล้มเจ้านั้น ในขณะนั้นมีคุณดาตอร์ปิโด กับคุณจักรภพ เพ็ญแข ซึ่งทั้งสองคนนี้มีหมายจับไว้แล้ว ในช่วงเวลาเย็นเกิดจากการประชุมในช่วงบ่ายของศอฉ.ได้มติของศอฉ ที่ต้องการจะให้นำเสนอข้อมูลข่าวสารแก่สังคมเป็นลายลักษณ์อีกษรอีกทางหนึ่ง เพื่อให้สังคมพิจารณา

ข้าฯได้รับมอบหมายให้นำเอกสารเหล่านั้นไปแจกแก่สื่อมวลชน ซึ่งเอกสารที่ไปแจกนั้นมิได้หมายความว่าผู้ที่มีชื่อในเอกสารเป็นผู้เกี่ยว ข้องในฐานะอยู่ในขบวนการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่เป็นความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ในลักษณะต่างๆ ซึ่งให้สังคมพิจารณาและวินิจฉัยเอาเอง ซึ่งมีรายละเอียดอยู่ในเอกสาร ว่าแต่ละคนเกี่ยวข้องกันในฐานะอะไร เช่น เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในฐานะญาติพี่น้อง เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในฐานะผู้ทำธุรกิจร่วมกันอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งมิได้แถลงเลยว่า บุคคลทั้งปวงเหล่านั้นมีความสัมพันธ์ในฐานะที่เป็นผู้อยู่ในขบวนการ และมิได้ให้หมายความเช่นนั้น

แต่หลังจากนั้นมีสื่อมวลชนนำเรื่องราว ต่างๆเหล่านี้ไปขยายผล ขยายความ ซึ่งอาจจะส่งผลต่อผู้ที่เกี่ยวข้องในแผนผังดังกล่าว ทำให้ได้รับความเสียหายจากมุมมองของสังคม เพราะเป็นเรื่องที่สังคมจะต้องตัดสิน ส่วนผู้ที่ได้รับความเสียหายที่เกิดขึ้นจะฟ้องร้องกับผู้ที่นำไปขยายความใน ทางที่ผิดจากเจตนารมณ์ของศอฉ ก็สุดแล้วแต่บุคคลเหล่านั้นจะพิจารณา
"

ทั้ง นี้ศาลได้ดำเนินการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาท เมื่อโจทก์(ดร.สุธาชัย)รับฟังข้อเท็จจริงจากจำเลยที่สาม(พ.อ.สรรเสริญ)จึง ไม่ติดใจที่จะดำเนินคดีต่อจำเลยทั้งสามอีกต่อไป จึงขอถอนฟ้องจำเลยที่สาม

ก่อน หน้านี้นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เคยให้สัมภาษณ์ว่าแผนผังดังกล่าวเป็นเรื่องที่คิดกันขึ้นสดๆในที่ประชุมศอ ฉ.ในตอนที่จะหาเหตุสลายการชุมนุมเสื้อแดงเมื่อเดือนพฤษภาคมปีกลายนั่นเอง และยังรู้สึกละอายใจที่กุเรื่องนี้ขึ้นมา


แผนผังล้มเจ้าธาริตนำมาเป็นเครื่องมือออกหมายเรียก19แกนนำนปช.

นาย ธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอได้นำผังล้มเจ้ามาออกหมายเรียก 19 แกนนำนปช.เข้ารายงานตัวและขู่จับขังคุก หากเป็นไปตามที่พ.อ.สรรเสริญแถลงว่า ส่วนผู้ที่ได้รับความเสียหายที่เกิดขึ้นจะฟ้องร้องกับผู้ที่นำไปขยาย ความในทางที่ผิดจากเจตนารมณ์ของศอฉ ก็สุดแล้วแต่บุคคลเหล่านั้นจะพิจารณา งานนี้นายธาริตน่าจะเจองานเข้าอย่างหนักในลำดับต่อไป


อย่าง ไรก็ตาม นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดี ดีเอสไอ แถลงเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา ว่า มีมิติให้ดีเอสไอดำเนินคดีความผิดต่อความมั่นคงว่าด้วยการล่วงละเมิดสถาบันฯ ตั้งแต่ปี 2553

การดำเนินคดีนี้ไม่ใช่การกระทำผิดเฉพาะตัวบุคคล แต่เป็นการกระทำความผิดในลักษณะเครือข่าย มีการแบ่งหน้าที่กันทำ มีทั้งฝ่ายตัวการร่วมฝ่ายผู้สนับสนุน ฝ่ายออกความคิดและฝ่ายให้เงินสนับสนุนให้มีการเปิดเว็บไซต์ เป็นลักษณะเครือข่ายที่เกี่ยวพันต่อเนื่องกันมาโดยตลอด ดีเอสไอมีความเห็นว่าความผิดในคดีล้มเจ้าเป็นความผิดคู่ขนานกับความผิดฐาน ก่อการร้าย ผู้กระทำความผิดทั้ง 2 คดี เป็นบุคคลกลุ่มเดียวกัน

ดัง นั้นการกระทำความผิดล่วงละเมิดสถาบันฯ เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 54 จึงไม่ได้เป็นการกระทำความผิดเพียงคนเดียวของนายจตุพร พรพันธุ์ หรืออีก 3 คน ที่ขึ้นพูดบนเวทีปราศรัย แต่ได้พิจารณาเห็นว่ามีผู้ที่เข้าข่ายเกี่ยวข้องไม่เป็นตัวการร่วม หรือเป็นผู้สนับสนุนในความผิด 2 ฐานหลักคือความผิดยุยงปลุกปั่นตามมาตรา 116 และการล่วงละเมิดสถาบันฯ ตามมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา จากพฤติการณ์ดังกล่าว เบื้องต้นมีความผิดเพียงพอที่ดีเอสไอจะแจ้งข้อกล่าวหาคดีล้มเจ้ากับผู้ต้อง หา 19 คน โดยทั้ง 19 คน อยู่ในแผนผังตามที่ ศอฉ.ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดีเอสไอดำเนินคดีก่อนหน้านี้

อธิบดี ดีเอสไอ กล่าวอีกว่า สำหรับกำหนดตารางกันการทำงานของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ จะเริ่มจากวันจันทร์ ที่ 23 พ.ค. ดีเอสไอจะออกหมายเรียกส่งจดหมายไปยังทั้ง 19 คน เพื่อให้มารับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 2 มิ.ย.54 เวลา 09.00 น.ที่สำนักคดีอาญาพิเศษ ดีเอสไอ ชั้น 8 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียติ อาคารบี

สำหรับ รายชื่อ แกนนำ นปช.และ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ถูกดีเอสไอออกหมายเรียกดำเนินคดีล้มเจ้าทั้ง 19 คน ประกอบด้วย นายจตุพร พรหมพันธุ์ นพ.เหวง โตจิราการ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายก่อแก้ว พิกุลทอง นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ นายการุณ โหสกุล นายยศวริศ ชูกล่อม หรือ เจ๋ง ดอกจิก นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ นายชินวัฒน์ หาบุญพาด นายวิเชียร ขาวขำ นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ หรือ แรมโบ้อีสาน นายขวัญชัย สาราคำ หรือ ไพรพนา นายนิสิต สินธุไพร จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ นายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ์ นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ นายสมชาย หรือพิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ และนายพายัพ ปั้นเกตุ ที่ถูกเพิ่มชื่อเข้ามาล่าสุด

******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง

-จารึกไว้ใต้ZONE TEEN:วัยรุ่นกรี๊ดสรรเสริญ

-ดีเอสไอเรียก 19 นปช.แจ้งข้อหาคดีล้มเจ้า 2 มิ.ย.นี้

-แผนผังล้มเจ้าระเบิดเวลาโค่นเพื่อไทย

บอยคอตมาม่าไตรมาสเดียวกำไรฮวบ41% ยังไร้สำนึกเป็นสว.ลากตั้งเฉยเครือสหพัฒน์ต้องเจอจัดหนัก

ที่มา Thai E-News

ยางหัวไม่ออก-แม้ โดนเครือข่ายเสื้อแดงบอยคอตมาม่าอย่างหนัก จนส่งผลให้กำไรทรุดฮวบ41%ในไตรมาส1 แต่คนในเครือสหพัฒน์ยังไม่สำนึก ล่าสุดส่งคนตระกูลโชควัฒนาไปเป็นสว.ลากตั้งอีกราย ดังนั้นแบบนี้ต้องโดนจัดหนัก

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
25 พฤษภาคม 2554

มาม่าไตรมาสแรกปีนี้กำไรทรุดฮวบ41%

บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) เจ้าของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่า แจ้งผลดำเนินงานต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ผลการดำเนินงานงวดไตรมาสที่1(มกราคม-มีนาคม2554)กำไรสุทธิลดลงเหลือเพียง 158 ล้านบาท เทียบกับงวดเดียวกันของปีกลายที่กำไรสุทธิ 270 ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้นลดเหลือ0.88บาท จากปีก่อน1.50บาท

ส่วนงบการเงินรวม ก็กำไรสุทธิลดลงเหลือเพียง 185 ล้านบาท เทียบกับงวดเดียวกันของปีกลายที่กำไรสุทธิ 315 ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้นลดเหลือเพียง 1.03 บาท จากปีก่อน 1.77 บาทต่อหุ้น

อมเลือดอ้างยอดขายยังดีแต่ต้นทุนพุ่ง

นางรวงทอง ธนรังสีกุล ผู้จัดการฝ่ายบัญชีของมาม่า ได้ทำหนังสือแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า กำไรเฉพาะกิจการลดลง 41.31% กำไรงบรวมลดลง 41.62% โดยมีสาเหตุดังนี้

1.รายได้จากการขายเพิ่มขึ้น 9.29% โดยเพิ่มจากส่วนของงบการเงินเฉพาะกิจการ 8.75%
2.ต้นทุนขายต่อยอดขายจากงวดเดียวกันของปีก่อน 10.82%
3.ต้น ทุนที่สูงขึ้นเป็นผลจากราคาวัตถุดิบหลักของบริษัทฯสูงขึ้นอย่างต่อ เนื่อง เช่น แป้งสาลี น้ำมันปาล์ม ราคาสูงขึ้น 3%และ126%ตามลำดับ

ราคาหุ้นร่วงหนักจาก120ลงถึง95บาท


ทาง ด้านราคาหุ้น TF หรือหุ้นมาม่า ซึ่งเคยขึ้นไปสูงสุดที่ 120 บาทต่อหุ้นในช่วงเดือนกรกฎาคมปีกลาย เพราะได้อานิสงส์จากน้ำท่วม คนแห่ซื้อมาม่าบริจาคมาก ต่อมาเมื่อเครือข่ายผู้บริโภคสีแดงเริ่มรณรงค์บอยคอตเมื่อกลางเดือนธันวาคม ปีที่แล้ว ราคาหุ้นได้ร่วงลงอย่างต่อเนื่อง และลงมาลึกสุดที่94.80บาทในสัปดาห์ก่อน

ราคาล่าสุดซื้อขายที่ 98.50 บาท หรือลงมาจุดสูงสุดมากกว่า 20% ถือว่าลงมามากกว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย ที่ลงมาในช่วงที่ผ่านมาเพียงราว 7%เท่านั้น

ยังไม่กล้าขึ้นราคาจากที่เคยขู่เอาไว้

ทั้งนี้มาม่าเคยขู่ว่าจะขึ้นราคา โดยกำหนดไว้ภายใน 2 เดือน ต่อมาได้ประกาศตรึงราคาต่อไป

นาย พิพัฒ พะเนียงเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร "มาม่า" ให้สัมภาษณ์เมื่อ 12 มกราคมที่ผ่านมา อ้างว่า น้ำมันปาล์มหนึ่งในวัตถุดิบหลักในการผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่า ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นประวัติศาสตร์ อาจต้องขึ้นราคามาม่าภายใน 2 เดือน

ต่อมานายพิพัฒ ให้สัมภาษณ์ในวันที่ 23 เมษายนว่า บริษัทมีแผนที่จะตรึงราคาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรามาม่าต่อไป แม้จะยังได้รับผลกระทบจากวัตถุดิบหลักในการผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป คือ แป้งสาลีปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่น้ำมันปาล์มราคาได้อ่อนตัวลงแล้วตามที่ได้คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ เพราะเห็นว่าช่วงนี้ไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการปรับเพิ่มราคาสินค้า เพราะสินค้าบริโภคอื่นขึ้นราคาเพิ่มกันถ้วนหน้า หากปรับราคาเพิ่มในช่วงนี้เท่ากับไปซ้ำเติมผู้บริโภค

เครือข่ายผู้บริโภคสีแดงเย้ยเจอบอยคอตทำมาม่าทรุด
การรณรงค์บอยคอตมาม่าและสินค้าเครือสหพัฒน์อย่างจริงจังของคนเสื้อแดงทั้งในและต่างประเทศ

ทาง ด้านเครือข่ายผู้บริโภคสีแดง เปิดเผยว่า การที่มาม่าอ้างว่าเพราะต้นทุนสูงขึ้น แต่ยอดขายไม่ลดลง ทำให้กำไรทรุดไป41%นั้น ความจริงคงเพราะไม่กล้ายอมรับว่าเป็นผลมาจากการที่เครือข่ายผู้บริโภคเสื้อ แดงได้รณรงค์ให้คนเสื้อแดงทั่วประเทศและทั่วโลกเข้าร่วมการรณรงค์ขั้นต่ำ 20ล้านคนเพื่อบอยคอตมาม่า เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่องค์กรธุรกิจต่างๆในการทำตนรับใช้เผด็จการ ไม่สำนึกบุญคุณต่อประชาชนผู้บริโภค ซึ่งได้จัดกิจกรรมรณรงค์อย่างต่อเนื่องในไตรมาส1ของปีนี้

"เห็นได้ ชัดว่ามาม่ายังไม่มีสำนึกกลับตัวกลับใจ ยังเกาะเกี่ยวหาผลประโยชน์ต่างตอบแทนจากอำมาตย์ ท่ามกลางการกดขี่คนทั้งประเทศ ล่าสุดยังส่งนายบุญชัย โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒนพิบูล ไปเป็นสว.ลากตั้งอีก ดังนั้นเราจึงเห็นสมควรให้บอยคอตมาม่า และสินค้าในเครือสหพัฒน์ต่อไปอย่างไม่มีกำหนด จนกว่าจะสำนึกได้"เครือข่ายผู้บริโภคสีแดงระบุ

********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-วิวาทะประธานมาม่า VS เครือข่ายผู้บริโภคสีแดง:สงครามคว่ำบาตรก่อผลสะเทือนฐานเผด็จการ

-คว่ำบาตร1เดือนสะเทือนมาม่า ยกระดับบอยคอตสินค้าเครือสหพัฒน์ เริ่มทันทีหยุดซื้อ'เปา'+90แบรนด์

-นิธิ เอียวศรีวงศ์:มาม่ากับเสื้อแดง

ทราย เจริญปุระ:เราอยู่ในประเทศเสรี แต่คนที่พยายามจะให้ทุกคนมีเสรีกลับถูกลงทัณฑ์

ที่มา Thai E-News


โดย ทราย เจริญปุระ
ที่มา มติชนสุดสัปดาห์ คอลัมน์ รักคนอ่าน


มีอะไรหลายอย่างวนเวียนอยู่ในสมอง

ไม่ใช่เหตุการณ์จริงในชีวิต แต่เกิดขึ้นเฉพาะในสมองน้อยๆ ของฉัน

สาวสีลม ใครยิงใครก่อน อ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ดาวเทียมไทยคม การปฏิวัติ และเด่นจันทร์

ฉันไม่รู้จะเลือกสนใจอะไรก่อนดี

ช่วงนี้เจอคนมากมายผ่านเข้ามาในชีวิต

บางคนก็เจอซ้ำๆ บางคนก็เจอแล้วผ่านเลยไป

สุดท้ายใครกันจะกลายเป็นเพื่อนของเรา

จำนวนเพื่อนเฉียดพันใน Facebook จะเป็นตัวบอกได้หรือไม่ ว่าสุดท้ายแล้วใครจริง

เราไม่ยิงเขาก่อน เราดีกว่า เราใหญ่กว่า เราเจริญกว่า

นี่หรือความคิดของผู้นำกองกำลัง

ความอหังการเช่นนี้เคยมีประโยชน์กับผู้ใด

ภาพสุดท้ายที่ฉันทนดูได้ก่อนปิดทีวีคือท่านผู้นำท่านนี้

ยิ้มแย้มหัวร่อร่วนในงานศพของทหารพราน



โหลดบิตติดคุกสามปี แลกคลิปถูกปรับสาหัส เต้นเปลือยอกท้ายรถถูกบีบบังคับให้ขอโทษคนทั้งประเทศ

แต่ใช้อำนาจในทางมิชอบ พูดอย่างทำอย่าง เล่นพรรคเล่นพวก กลับไม่เป็นอะไร

และยังคงเชื่อมั่นกันอยู่ได้ว่าใครๆ เขาคงไม่รู้ทัน

อยู่ในประเทศเสรี เสรีที่จะคิด จะพูด จะเขียน จะกระทำ ไม่มีทางโดนจับ หากไม่ทำร้ายใคร*

แต่คนที่พยายามจะให้ทุกคนสามารถพูดและวิพากษ์ทุกสิ่งได้อย่างเสรี กลับถูกดำเนินการทางกฎหมายและสังคมอย่างร้ายแรง

ไม่ มีใครเชื่อถ้าเราบอกว่าเราน่ะโคตรกลาง ไม่ซ้าย ไม่ขวา ไม่หน้า ไม่หลัง ไม่ส้ม ไม่แสด เพราะถ้าถือข้างใดข้างหนึ่งความรักของเราจะน้อยลงไป

เพราะอะไรรู้ไหม

เพราะเราต้องเกลียดอีกข้างไง*

เราต่างโดนหลอก

โดยสรรพสิ่งในทีวี*

ทีวีดับ จอดำทำเสียขวัญกันทั้งประเทศ

บ้างก็กลัวว่าจะเกิดปฏิวัติ บ้างก็บอกว่าเป็นเพียงผลกระทบจากปฏิกิริยาในอวกาศ

พูดกันไปต่างๆ นานา

แต่สุดท้ายคงเป็นเพียงความกลัวว่าจะไม่ได้ดูเรยาและเด่นจันทร์

และคงไม่มีอะไรไว้คุยกันในวันพรุ่งนี้



( มติชนสุดสัปดาห์ ,4-10 พฤษภาคม 2554)

******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง -ทราย เจริญปุระ:91 ชีวิตคงน้อยเกินไป

ชูวิทย์จัดแจ่มวันแรกแหล่มได้ทันที:เมียเอื้ออาทร

ที่มา Thai E-News





มาแรงแซงทุกป้าย-ป้ายหาเสียงเบอร์5 นโยบายขอเป็นฝ่ายค้านของชูวิทย์ว่ากันว่ามาแรงกว่าใครเพื่อนในเวลานี้ แต่จริงๆชูวิทย์เคยเป็นนายกรัฐมนตรีมาแล้วนะ แม้จะในหนังก็เหอะ แถมมีนโยบายสุดยอดคือ"เมียเอื้ออาทร" ใครไม่มีเมีย รัฐจัดให้ ใครเบื่อเมียเก่าเอามาแลกเมียใหม่ รัฐจัดให้

ที่มา มติชนออนไลน์

ไม่ทราบว่าจะมีหลายคนจำได้หรือไม่ว่า "ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์" เคยรับบทบาทเป็น "นายกรัฐมนตรี" มาก่อน

อย่าง ไรก็ตาม เขาไม่ได้รับบทบาทเป็น "ท่านผู้นำ" ใน "ละครการเมืองฉากใหญ่" หากแต่รับบทเป็นนายกรัฐมนตรี-ท่านผู้นำมาดเคร่งขรึมดุดันในภาพยนตร์เรื่อง "ก็เคยสัญญา" เมื่อปี พ.ศ.2548

แม้ "ชูวิทย์" จะได้ปรากฏตัวบนจอภาพยนตร์ในช่วงเวลาไม่นานนัก แต่บทบาทที่เขาเคยฝากไว้ก็น่าประทับใจไม่น้อย โดยเฉพาะ คำสัญญาที่ท่านผู้นำชูวิทย์ฝากเอาไว้ว่า รัฐจะจัดหา "เมีย" ให้แก่ประชาชน (ฮา)