WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, May 27, 2011

ภาพดีเสียงใสที่ประชาชนไม่ต้องการ

ที่มา ประชาไท

เก่งแต่สร้างภาพ และ ดีแต่พูด อาจเป็นวาทกรรมใหม่ในทางการเมืองของประเทศไทยไปแล้ว ซึ่งสองคำนี้มิได้จำกัดความแต่เฉพาะ ภาพ และ เสียง ของคนในพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้น หากยังเป็นคำที่ใช้ได้กับนักการเมืองแทบทุกคนทุกพรรค ด้วยสามารถเห็นได้จากพฤติกรรมการแสดงออกของนักการเมืองทั้งหน้าใหม่หน้าเก่า ยันเช้าจรดเย็น ทั้งการวางตนสร้างภาพให้ดูดี จีบปากจีบคำพูดเอาเรื่องดีเรื่องถูกเข้าข้างฝ่ายตน เอาภาพเน่ารูปเสียเรื่องปดมดเท็จให้ฝ่ายตรงข้าม ปิดบังภาพจริงที่มีผลเสียกับตัวและเลี่ยงการกล่าวถึงผลงานที่ไม่ได้ทำหรือทำ ไม่ได้ โดยแสดงสีหน้าท่าทางการพูดการจาอธิบายเหตุยกผลเปลี่ยนจากผิดเป็นถูก ให้ถูกเป็นผิดได้อย่างน่าทึ่งทีเดียว
ภาพ (image) ที่ เกิดขึ้นในใจของคน มักเป็นภาพที่เกิดจากลักษณะของการกระทำ ความประพฤติ หรือ พฤติกรรมของบุคคล องค์กร เช่น ภาพของอดีตนายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัย เป็นผู้มีความซื่อสัตย์สุจริต ยึดมั่นในหลักการและวิถีทางประชาธิปไตย ภาพอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้ที่ฉลาดเชี่ยวชาญการบริหารและมีความสามารถในการตัดสินใจที่เด็ดขาด หรือแม้แต่การนำมาใช้กับองค์กร เช่น ภาพของพรรคประชาธิปัตย์ที่ผู้คนทั่วไปมองว่าเป็นสถาบันการเมืองฝ่ายอนุรักษ์ นิยม พรั่งพร้อมด้วยบุคลากรและนักปราศรัยที่มีคุณภาพ ส่วนพรรคไทยรักไทยเป็นภาพการรวมตัวกันของนักบริหารและกลุ่มทุนที่มี ประสบการณ์ หรือ ฝ่ายทุนเสรีนิยม เป็นต้น
สำหรับ เสียง (speech) มา จากพฤติกรรมการสื่อสารด้วยวัจนภาษาที่เป็นการใช้ความสามารถเพื่อเปลี่ยนความ เชื่อ ทัศนคติ ค่านิยมและการกระทำของบุคคลให้เกิดการยอมรับและทำตามที่ผู้โน้มน้าวประสงค์ รวมถึงการใช้ถ้อยคำโวหารน้ำเสียงและอากัปกริยาในการถ่ายทอดความคิดและความ รู้สึกแก่ผู้ฟัง ซึ่งผู้พูดจะพยายามหาเหตุผลมารองรับสนับสนุนโดยใช้ชุดข้อมูลของตนและข้อเท็จ จริงเท่าที่เป็นประโยชน์ เช่น การใช้วาทศิลป์ของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ประชาชนต้องมาก่อน” “การเดินไปข้างหน้าเพื่อสร้างความปรองดอง การอธิบายเรื่องสินค้าราคาแพงว่าเป็นผลมาจากเศรษฐกิจโลก กฎเหล็ก 9 ข้อและความรับผิดชอบทางการเมือง หรือกระทั่งเสียงข้อเสนอและสัญญาจากอดีตนายกทักษิณที่อ้างว่า จะแก้ปัญหาความยากจนให้หมดสิ้นไป แก้ปัญหาเศรษฐกิจและเพิ่มรายได้ประชาชน เน้นแก้ไขไม่คิดแก้แค้น ทั้งหมดเป็นคำกล่าวที่เป็น เสียง เพื่อประโยชน์ ในสิ่งที่ตนปรารถนาและการได้มาซึ่งเป้าหมายที่ต้องการ
ใน อดีตการแข่งขันกันทางการ เมือง ประชาชนอาจไม่สามารถเปรียบเทียบนักการเมืองจากผลงานได้มากนัก เนื่องจากยังไม่ค่อยปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรมสักเท่าใด การแข่งกันที่นโยบายไม่ชัดเจนเข้มข้นเหมือนปัจจุบัน ประชาชนมักใช้วิธีการพิจารณานักการเมืองและให้การยอมรับพรรคการเมืองที่ ภาพและ เสียง เสียเป็นส่วนใหญ่ เป็นการดูว่าใครมีภาพสวยดูดี ใครพูดได้มันใช้เสียงได้ เก่งเชื่อมโยงเหตุผลได้ดีกว่ากัน จึงเป็นการวัดกันด้วยเกณฑ์ของภาพที่เห็นที่ปรากฏบวกกับเสียงพูดจาปราศรัยที่ ได้ยิน โดยไม่ได้มองและให้ความสำคัญกับผลงานและการปฏิบัติที่ผ่านมา
กระทั่งวันนี้นักการเมืองและพรรคการเมืองหลายคนหลายพรรคก็ยังนำภาพและเสียงที่ เป็นระบบเก่าโบราณมาใช้แสดงชักจูงโน้มน้าวประชาชนให้หลงเชื่ออยู่อีก นำเสนอภาพซื่อสัตย์สุจริตแต่พฤติกรรมอิงแอบกับการทุจริตคอรัปชัน วา ทะคารมที่เปล่งออกมาสวนทางกับผลการปฏิบัติที่ขายไม่ออก อธิบายความด้วยหลักการเหตุผลชนิดเอาดีเข้าตัวชั่วให้คนอื่น และอีกมากมายหลายแง่มุมจนนำมาสู่ความเสื่อมเสียและบั่นทอนศรัทธาของประชาชน ซึ่งก็ล้วนมาจากบริบทของความเป็นนักการเมืองที่ติดหล่มอยู่กับการเมืองล้า สมัยทั้งสิ้น ทำให้นักการเมืองจึงไม่ต่างอะไรมากไปกว่าการแสดงของดาราในบทละครน้ำเน่าที่ มีเรื่องราวฉาวโฉ่ได้ทุกวี่ทุกวัน ตัวตนที่แท้จริงเป็นอย่างไรมิอาจใช้สายตาและหูฟังแยกแยะตัดสินได้ เพราะเท่าที่เห็นได้ยินได้ฟังพวกเขามักแสดงบทลุยน้ำลุยโคลนดูเสมือนว่ารัก และมุ่งมั่นช่วยเหลือประชาชน แต่ผลลัพธ์กลับโยนปัญหาเข้าใส่ประชาชนอยู่ร่ำไปทั้งสิ้นค้าราคาแพง ค่าครองชีพสูง ปัญหาการว่างงานและอื่นๆ มากมาย อีก พูดจาไพเราะอ่อนหวานหลักการดี เสียงบอกพร้อมปรองดองแต่ปากแทะเล็มเหน็บแหนมทิ่มแทงกันตลอดเวลา จนบางครั้งหลายคนหลายท่านแอ็คชั่นมากไปจนลืมบทท่องของตัวเองแล้วเพี้ยนกลาย ไปว่าเขาทั้งที่อิเหนาเคยเป็นก็ยังมี
ขณะที่การเลือกตั้งกำลังงวดเข้ามานี้ คงเป็นเวลาเดียวกันที่บรรดานักการเมืองจะได้ใช้ความสามารถพิเศษในการแสดง ภาพ ดี และ หยอด เสียง ใส เข้าใส่ประชาชนจนยากที่จะแยกแยะได้ว่าภาพไหนเสียงใดจริงปลอม เพราะภาพที่เขาตั้งใจให้เราเห็นอาจไม่ได้เป็นของจริงดังที่ปรากฏ เสียงที่ได้ยินอาจเคลือบแคลงแฝงไว้ด้วยผลประโยชน์ตามที่เขาได้เขียนบทไว้ แล้ว ดังนั้นการต่อสู้กับ ภาพและเสียง ของนักการเมืองครั้งนี้ประชาชนจำต้องใช้วิจารณญาณและความสามารถที่พิเศษกว่า นั่นคือ เห็นรูปแต่ไม่เชื่อภาพ ได้ยินแต่ไม่เชื่อเสียง ใช้ความจริงที่จับต้องมองเห็นและสัมผัสได้อย่างเป็นรูปธรรมเป็นเกณฑ์ในการ ตัดสินใจ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด คือ ผลงานและการปฏิบัติของนักการเมืองที่แล้วมา ซึ่งหากใช้สติและเปรียบเทียบดูก็จะรู้ได้ว่าภาพการแสดงที่เคยปรากฏในอดีตและ ผลที่ได้ตามมาหลังจากนั้นมันสอดคล้องกับภาพที่เกิดขึ้นจริงหรือไม่ สิ่งใดที่เคยพูดเคยสัญญาแล้วผลสัมฤทธิ์หลังจากนั้นเป็นอย่างไร ประชาชนจะไม่นำภาพที่ถูกปรุงแต่งและเสียงที่ผ่านการตัดต่อมาใช้ตัดสินใจอีก แล้ว อย่าลืมว่ามีกรณีตัวอย่างมากมายที่ประชาชนได้เห็นได้ทราบ มีผลงานการปฏิบัติที่ผ่านการเรียนรู้และประจักษ์แล้วทั้งสองตา จักเป็นตัวชี้วัดที่ดีและสำคัญที่สุดมากกว่าแค่ ภาพและเสียง อย่างแน่นอน

สื่ออเมริกัน VOA: ประเทศไทยจับคนอเมริกันข้อหาหมิ่นฯ

ที่มา Thai E-News


ที่มา Voice of America
แปลไทยโดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
27 พฤษภาคม 2554 9:35 am UTC

เจ้า หน้าที่ในประเทศไทยได้กล่าวว่า คนอเมริกันคนหนึ่งได้ถูกจับกุมตัวหลังจากที่เขาได้โพสต์ข้อความที่อาจจะเป็น การหมิ่นสถาบันฯบนบล็อกของเขา

เจ้าหน้าที่ตำรวจกล่าวว่านายเลอพงษ์ วิไชยคำมาตย์ อายุ 54 ปี ถูกจับกุมตัวเมื่อวันอังคารในจังหวัดทางภาคอีสานและได้ถูกควบคุมตัวอยู่ใน เรือนจำในกรุงเทพฯ

เจ้าหน้าที่กล่าวว่าผู้ต้องหาซึ่งเป็นชาวอเมริกัน เกิดที่ประเทศไทยได้แปลบทความที่มีเนื้อหาอาจหมิ่นต่อสถาบันฯโดยโพสต์ลงใน เว็บบล็อกของเขา เขายังได้ถูกกล่าวหาว่าได้เผยแพร่ลิงก์ไปยังหนังสือ The King Never Smiles ซึ่งเป็นหนังสือที่ถูกมองว่ามีการวิพากษ์วิจารณ์ต่อครอบครัวของราชวงศ์

เจ้า หน้าที่ไทยกล่าวว่าเขาได้ย้ายจากประเทศไทยเมื่ออายุ 35 ปี และได้กลับมาประเทศไทยเพื่อทำการรักษาพยาบาล เขาได้วางแผนที่จะกลับประเทศสหรัฐฯในเดือนพฤศจิกายนนี้ เจ้าหน้าที่ทูตสหรัฐฯได้กล่าวว่าทางสถานทูตได้ให้ความช่วยเหลือทางการทูตกับ เขาแล้ว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ชาวอเมริกันเชื้อสายไทยตกเป็นเหยื่อ112รายล่าสุด / Thai E-news

ร้องศาลอาญาระหว่างประเทศฉบับใหม่ ใช้ผลสอบฮิวแมนไรต์ว็อท์ชชี้ชัด'ทหารฆ่า'ลากคอฆาตกรชดใช้

ที่มา Thai E-News


ที่มา เวบไซต์ Robert Amsterdam

คำแถลงการณ์ของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติกรณีอาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ

26 พฤษภาคม 2554—แกนนำกลุ่มเรียกร้องประชาธิปไตยนปช.ได้ร้องขอให้สำนักงานกฎหมาย อัมสเตอร์ดัม แอนด์ พีรอฟฟ์ ยื่นคำร้องเพิ่มเติมต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ(ไอซีซี) ในนามของกลุ่ม เพื่อขอให้ศาลทำการไต่สวนเหตุการณ์ความรุนแรงต่อกลุ่มผู้ชุมนุมในระหว่าง เดือนเมษายนและพฤษภาคม ปี 2553 อย่างเป็นอิสระ

เนื่องมาจากปรากฏหลักฐานและคำให้การของพยานใหม่ คำ ร้องต่อศาลอาญาระหว่าง ประเทศฉบับใหม่ จะผนวกรายงานล่าสุดของกลุ่มเอ็นจีโอองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน อย่างองค์กรฮิวแมนไรท์วอซซ์เข้าไปด้วย เพราะเนื่องจากองค์กรเห็นถึงความพยายามที่สำคัญในการทำความจริงให้ปรากฏ และสร้างความกระจ่างชัดต่อเหตุการณ์สังหารหมู่ที่กรุงเทพมหานคร

กลุ่ม นปช.เชื่อว่า คำร้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศฉบับที่สองมีความจำเป็น เนื่องจากมีเหตุการณ์ใหม่หลายเหตุการณ์เกิดขึ้น และทั้งนี้เพื่อจะย้ำให้เห็นถึงเจตจำนงของรัฐบาลไทยที่เพิกเฉยต่อความคืบ หน้าในการสอบสวน หรือการดำเนินคดีต่อบุคคลที่มีส่วนรับผิดชอบ รวมถึงการที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะสั่งให้ปกปิดข้อเท็จจริง

หลาย เดือนนับตั้งแต่การยื่นของร้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศครั้งแรก รัฐบาลใช้วิธีการหลบหลีกหลายวิธี โดยเปลี่ยนย้ายความรับผิดชอบภายในหน่วยงานรัฐหลายหน่วย รวมถึงการที่กองทัพยังเสวยสุยกับการไม่ต้องรับผิดใดๆอย่างชัดแจ้ง มีการร่างนโยบายองค์กรโดยการใช้การดำเนินงานแบบคาดเดา และไม่ให้ความร่วมมือกับการสอบสวนถึงกรณีของข้อกล่าวหาอาชญากรรมสงคราม ซ้ำยังแทรกแซงหน่วยงานที่แต่งตั้งโดยรัฐบาลเอง อย่างคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.)

สิ่งที่คนไทยทุกคนรับรู้คือกลุ่มอำมาตย์พยายามที่จะไม่เผชิญ หน้ากับความจริง เรื่องเหตุการณ์สังหารหมู่ แม้ว่าจะมีคำแถลงการณ์จากกลุ่มพรรคการเมือง แต่ กลุ่มนปช.จะไม่ยอมรับการพูดคุยเรื่องการนิรโทษกรรมจนกว่าความจริงจะปรากฏ และจุดยืนที่หนักแน่นของเราคือ ไม่มีการปรองดองสมานฉันท์ใดที่สามารถเกิดขึ้นได้โดยปราศจากความรับผิด


ประชาชน ชาวไทยจะต้องลุกขึ้นต่อต้านการใช้กฎหมายเผด็จการ และเรื่องสองมาตรฐานที่ทำลายการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย และจำกัดเสรีภาพการแสดงออกอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือก ตั้ง ด้วยการยึดมั่นแนวทางแสดงหาความจริงและความเป็นธรรมในสังคม อคติอันหยั่งรากลึกและการเซ็นเซอร์ตนเองของสื่อที่จงรักภักดีต่อรัฐบาล ไม่ได้สามารถทำอะไร นอกจากสร้างความมุ่งมั่นให้แก่ที่ปรึกษากฎหมายของกลุ่มนปช.ในความพยายามที่ จะอธิบาย และเปิดโปงขวากนามแห่งความอยุติธรรมอย่างเป็นระบบที่ยังคงมีอยู่ในทุกซอก ทกมุมของประชาธิปไตยในประเทศไทย

แม้การเลือกตั้งกำลังจะมีขึ้น แต่แกนนำกลุ่มนปช.กลับถูกดำเนินคดีหลายคดี รวมถึง คดีก่อการร้าย ปลุกระดมและหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มี การสั่งให้ดำเนินคดีจากพรรคผู้นำรัฐบาลด้วยเหตุผลทางการเมือง ทั้งนี้เพื่อพยายามจำกัดกิจกรรมการเคลื่อนไหวของเรา และปฏิเสธสิทธิขั้นพื้นฐานของเราในฐานะพลเมือง ก่อนจะมีเหตุการณ์การกักขังตามอำเภอใจ และจำคุกนักกิจกรรมทางการเมืองที่เคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยโดยมิชอบ ด้วยกฎหมายอีกครั้ง กลุ่มนปช.ตั้งใจที่จะหาโอกาส แสดงความเห็น และนำเสนอข้อเท็จจริงที่ท้าทายต่อข้อกล่าวหาเรื่องก่อการร้ายของรัฐบาล

รายงาน ฉบับใหม่ทั้งสามฉบับที่สำนักงานกฎหมายอัมสเตอร์ดัม แอนด์ พีรอฟฟ์เผยแพร่ในวันนี้ ได้รวบรวมข้อมูลที่แสดงให้เห็นถึงระดับของโครงสร้างอคติที่มีอยู่ในระดับสูง รวมถึงการบิดเบือนการใช้ทรัพยากรรัฐของรัฐบาลอภิสิทธิ์เพื่อประกันว่าผลของ การเลือกตั้งตกอยู่ประโยชน์ของประชาชนส่วนน้อย

โปรดเข้าร่วมการต่อสู้กับการบิดเบือนการใช้อำนาจของรัฐที่ไร้ประชาธิปไตยและถูกหนุนหลังโดยทหาร

นปช.

*******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-รายงานของฮิวแมนไรต์ว็อท์ช:ความล้มเหลวในการเอาผิดเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของรัฐบาลตอกย้ำปัญหาการปล่อยให้คนผิดลอยนวล


แบ รด อดัมส์ แห่งฮิวแมนไรท์วอทช์ล่าวว่า "แกนนำ นปช. ถูกตั้งข้อหาว่าก่ออาชญากรรมร้ายแรงไปแล้ว แต่ถึงแม้รัฐบาลจะให้สัญญาว่าจะเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงด้วย จนถึงขณะนี้ยังไม่มีทหาร หรือตำรวจซักนายที่ถูกดำเนินคดี"..เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของรัฐบาลอยู่ เหนือกฎหมาย "สภาพเช่นนี้เน้นให้เกิดความเข้าใจในหมู่ประชาชนไทยว่า ตาชั่งของกระบวนการยุติธรรมนั้นไม่เป็นกลาง"

‘วันแรกทำได้ทันที’ แต่ 2 ปีไม่เห็นทำอะไร?

ที่มา บางกอกทูเดย์



สโลแกน พรรคประชาธิปัตย์ “วันแรกทำได้ทันที” ก็มีคนมาวงเล็บว่า (อยู่ 2 ปีไม่เห็นทำอะไร ) ทำให้แฟนๆ ของพรรคประชาธิปัตย์ไม่พอใจเป็นอย่างมาก

ประชาชน รวมทั้งหลายพรรคการเมืองต่างเห็นตรงกันว่า “ความขัดแย้ง-ความแตกแยก” ยังดำรงอยู่ในทุกอณูของสังคมไทย ซึ่งเป็นเรื่องจริงที่ปฏิเสธไม่ได้

จึง ไม่แปลกหากจะเห็นพรรคการเมืองเคาะนโยบายเชิญชวนให้พ่อแม่พี่น้องร่วม กัน “สร้างสังคมอุดมสามัคคี” เพื่อใช้เป็น “ม็อตโต้” ในการรณรงค์หาเสียงในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ชาติไทยที่จะมีขึ้นใน วันที่ 3 กรกฎาคมที่จะถึงนี้

แม้สังคมจะขานรับนโยบายสมานฉันท์...แต่ทว่าก็ยังคงมีข้อกังขาเช่นกันว่าจะมีพรรคใดจริงใจให้เกิดความสมานฉันท์อย่างแท้จริงบ้าง?

โดยเฉพาะการที่ “น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่ออันดับที่ 1ของพรรคเพื่อไทย ประกาศว่า...

“การเสนอตัวมารับใช้ประชาชน เพราะอยากเห็นประเทศไทยมองข้ามความขัดแย้ง แล้วเดินไปข้างหน้าด้วยกัน อยากเห็นความสมัคคีปรองดองในชาติ

ซึ่ง พรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะสร้างความปรองดองและไม่คิดแก้แค้น แต่จะแก้ไข ส่วนการนิรโทษนั้นจะทำเพื่อทุกคนไม่ใช่เฉพาะ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คนเดียว”

ช่วงนี้จะเห็นสโลแกนของพรรคการเมืองต่างๆ ออกมา “ขายฝัน” ให้กับประชาชนจำนวนมาก อย่างของ “พรรคการเมืองหนึ่ง” กับม็อตโต้สวยหรูที่ว่า “พูดแล้วทำ เน้น 3 ท เพิ่มทุน สร้างที่ มีทาง” ก็มีมือดีนำไปต่อว่า “พูดแล้วทำ ทำแล้วโกง” จนทำให้สโลแกนผิดเพี้ยนไป

ส่วน สโลแกนพรรคประชาธิปัตย์ “วันแรกทำได้ทันที” ก็มีคนมาวงเล็บว่า (อยู่ 2 ปีไม่เห็นทำอะไร ) ทำให้แฟนๆ ของพรรคประชาธิปัตย์ไม่พอใจเป็นอย่างมาก

ซึ่งหากพูดถึงม็อตโต้ “วันแรกทำได้ทันที” เป็นสโลแกนที่พรรคประชาธิปัตย์ใช้เป็นหนึ่งกลยุทธ์ในหาเสียงเลือกตั้ง

ประเด็น หลักของนโยบายนี้ต้องการ “ขายความพร้อม” ของพรรค...และพยายามชี้ให้เห็นว่าหาก “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 จะสานต่อนโยบายเดิมๆ ที่เคยทำไว้เมื่อ 2 ปีครึ่งที่ผ่านมาได้ทันที

แบบว่า...ลงมือทำให้เห็นผลได้เลยในวันที่สภาโหวตให้นั่งเก้าอี้นายกฯ

หลาย คนพอฟังแบบนี้ก็เกิดข้อสงสัยขึ้นมาทันที...ถ้านายอภิสิทธิ์ได้เป็น นายกฯ อีกครั้งจะแก้ปัญหาข้าวยากหมากแพงได้ในวันแรกเลยหรือไม่? และยังจะคงนโยบายไข่ชั่งโลอยู่หรือเปล่า? จะเลิกเอาเงินกองทุนน้ำมันไปใช้กับราคาดีเซลอีกหรือไม่?

ปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จะกลับมาสงบสุขทันทีหรือไม่? ราคาพืชผลการเกษตรจะได้รับการดูแลอย่างเป็นธรรม ชาวบ้านที่ประสบอุทกภัยจะได้รับการชดเชยเยียวยาหรือเปล่า?

นโยบาย เรียนฟรีจะได้รับการแก้ไขหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาก็ฟรีไม่จริง? ดังนั้นสโลแกนหาเสียงของ พรรคประชาธิปัตย์จึงไม่ค่อยมีคนเชื่อเท่าไหร่นัก

เพราะ อย่างที่ “ม็อตโต้” ออกมาเมื่อ 2 ปีที่แล้ว “99 วันทำได้จริง” แต่มาวันนี้ “พรรคประชาธิปัตย์” เป็นรัฐบาลนั่งบริหารมา 2 ปีกว่า แต่ไม่เห็น “ผลงาน” อะไรเป็นรูปเป็นเป็นร่าง

สุดท้ายประชาชนก็มีแต่จะแย่ลง!

ผู้ว่าฯเข้าข้าง! แค่ข่าวลือ กกต.ปฏิเสธลั่น!-ใบสั่งไม่มี!!

ที่มา บางกอกทูเดย์



เทศกาล เลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 3 กรกฎาคมนี้ หลายภาคส่วนในสังคมไทย ยังมีความเชื่อว่า จะเป็นการปลดล็อคทางตันของการเมืองไทย ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่เกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
การทำรัฐประหาร ครั้งนั้น ได้ทำให้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเกิดการสะดุด และผิดเพี้ยน จนนำมาซึ่งความแตกต่างทางความคิดเป็นหลายขั้วอย่างไม่น่าเชื่อ
และทำให้เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของไทย มีปัญหาและได้รับความบอบช้ำอย่างหนัก
รวม ทั้งหลายคนเริ่มเบื่อหน่ายว่าเมื่อไหร่ การช่วงชิงอำนาจและผลประโยชน์ทางการเมืองจนไม่สนใจผลกระทบ ไม่สนใจว่าจะทำให้ระบบยุติธรรม ระบบราชการ หรือแม้แต่กระทั่งระบบขององค์กรอิสระแปรปรวนไปอย่างใด
ไม่สนแม้กระทั่ง ว่า จะทำให้บรรดาคณาจารย์ในมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาจารย์ในด้านนิติศาสตร์ จะลำบากใจกับการสอน การอธิบายความให้กับนิสิตนักศึกษาสักเพียงใด
ดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะมี การคาดหวังกันเป็นอย่างมากว่า การเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นจะผ่าทางตันได้ หากทุกฝ่าย ทุกกลุ่ม ทุกขั้วอำนาจ ยอมรับในผลการเลือกตั้งที่ออกมา
ซึ่งแม้ว่าการเลือกตั้งอาจ จะไม่ใช้วิธีที่ยอดเยี่ยมมากที่สุดในการแก้ไข ปัญหา แต่โดยในสถานการณ์ที่ยังมีคนไม่ยอมที่จะถอยแม้แต่สักก้าว จนทำให้การ Set Zero ไม่สามารถที่จะเกิดขึ้นได้จริงเสีย
และทำให้ความปรองดองเป็นเพียงแค่ลมปาก หรือดีแต่พูดกันไปวันๆ โดยไม่มีใครสนใจที่จะทำอย่างจริงๆ จังๆ
อย่างน้อยการเลือกตั้ง ก็คือ วิธีที่น่าจะเหมาะสมกับสถานการณ์ในขณะนี้มากที่สุด
ปรากฏการณ์ ในการเปลี่ยนสีเปลี่ยนขั้ว ทั้งในแวดวงการเมือง ในแวดวงอำนาจ และแม้แต่กระทั่งในแวดวงกองเชียร์ จึงเห็นได้อย่างชัดเจนมากขึ้น ว่าวันนี้แม้จะเป็นการดวลกันในการหาเสียงของ 2 พรรคการเมืองใหญ่ คือ พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์ เป็นหลัก แต่ก็ใช่ว่าบรรดาพรรคการเมืองอื่นๆ จะด้อยค่าหรือลดรัศมีลง
เพราะความเชื่อในเรื่องของผลการเลือกตั้งยังคงเป็นความหลากหลาย
พรรคเพื่อไทย หมายเลข 1 อาจจะชนะแบบ Land Slide อย่างที่มีการคาดการณ์กันก็ได้
หรือ พรรคประชาธิปัตย์ อาจจะกวาดเก้าอี้ได้มากกว่า 200 เก้าอี้ อย่างที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รักษาการนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรค และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในฐานะเลขาธิการพรรค คาดเดากันเอาไว้ก็เป็นไปได้อีกเช่นกัน
ในขณะที่เอาเข้าจริงๆ อาจจะยังไม่มีการชนะที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด จึงจำเป็นต้องจับมือกับพรรคการเมืองขนาดกลางขนาดเล็กในการจัดตั้งรัฐบาลผสม ขึ้นมาก็เป็นไปได้ด้วยเหมือนกัน
ฉะนั้นสิ่งที่ชัดเจนที่สุดในเวลานี้ก็คือ การหาเสียงเลือกตั้งในครั้งนี้ ต่างสาดคารมเข้าใส่กัน อัดกระสุนดินดำสู้กันอย่างหนัก
และพลอยทำให้ปรากฏการณ์ “ข่าวลือทางการเมือง” และ “เด็กเลี้ยงแกะทางการเมือง” ลั่นระงมไปหมดทั้งสังคม
ข้อ ที่พรรคประชาธิปัตย์หลายคนกำลังใช้อยู่ก็คือ การพยายามกล่าวอ้างเรื่องไม่สามารถลงพื้นที่หาเสียงได้เต็มที่เหมือนกับพรรค การเมืองอื่นๆ เพราะถูกกลุ่มคนที่ใส่เสื้อสีแดงตามราวี ชูป้ายขับไล่ ไม่ยอมรับ และมีความพยายามที่จะเชื่อมโยงว่าเป็นการประทำของกลุ่มคนเสื้อแดง ของ นปช. โดยต้องการที่จะพาดพิงไปถึงพรรคเพื่อไทย
เพราะต้องยอมรับว่า มีการมองว่ากลุ่มคนเสื้อแดง กลุ่ม นปช. นั้นมีความสนิทแนบแน่นกับพรรคเพื่อไทย ดังนั้นจึงต้องพยายามโยงประเด็นของคนใส่เสื้อแดงเข้ากับพรรคเพื่อไทยตาม สไตล์ถนัด ทั้งๆ ที่หากจะย้อนถามว่า ในเมื่อประชาธิปัตย์ต้องการโยงความสัมพันธ์ของกลุ่มพลังคนเสื้อแดงเข้ากับ พรรคเพื่อไทยแล้ว
บริบทแห่งคำถามเดียวกันก็ต้องย้อนถามกลับด้วยว่า แล้วความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มคนเสื้อเหลืองกับพรรคประชาธิปัตย์ล่ะ จะถือเป็นมิติแห่งความสัมพันธ์ในระดับใด
และลึกซึ้งกันแบบไหน ผลประโยชน์ร่วมกันหรือข่มขู่แบล็กเมล์ ถึงได้ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ยอมให้เกิดคำว่า 2 มาตรฐานขึ้นระหว่างคดีของกลุ่มคนเสื้อแดง กับคดีของกลุ่มคนเสื้อเหลือง
รวม ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ และบรรดานายกองร้องด่าท้าทายฝีปากกล้าทั้งหลายที่รายล้อมรอบตัวนายอภิสิทธิ์ ล้วนเลือกที่จะไม่ตอบโต้กลุ่มคนเสื้อเหลือง ไม่ปะทะคารมกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ
ไม่ว่านายสนธิจะแรงใส่ หรือจัดหนักจัดเต็มชนิดลากไส้ออกมาโชว์เป็นขดๆ สักเพียงใดก็ตาม
นายอภิสิทธิ์ ไม่กล้าที่จะท้าดีเบตถึงความเป็นจริงแห่งข้อกล่าวหาสารพัด กับนายสนธิ
แต่ นายอภิสิทธิ์ เลือกที่จะท้าเหยงๆทุกวี่วันที่จะขอดีเบตแข่งกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัครปาร์ตี้ลิสต์ ลำดับที่ 1 ของพรรคเพื่อไทย ทั้งๆ ที่นโยบายในการหาเสียงของทั้ง 2 พรรคนั้นชัดเจนแล้ว โดยที่ประชาชนไม่ได้อยากรู้ถึงนโยบายพรรคอีกแล้ว
แค่อยากจะรู้ว่า จะทำจริงหรือไม่ หรือว่าจะดีแต่พูดกันเท่านั้น
การ ท้าดีเบตของนายอภิสิทธิ์ ที่ได้รับฉายาว่า The Podium เพราะเชื่อมั่นว่าเป็นข้อได้เปรียบมากที่สุดเพียงหนึ่งเดียวของนายอภิสิทธิ์ ที่มีต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จนทำให้เหมือนเป็นการมุ่งท้าตีท้าต่อยไม่เลิก จึงกลายเป็นเรื่องตลกในสายตาของสังคม ว่านี่ควรเป็นวุฒิภาวะของคนที่จะเป็นผู้นำประเทศหรือไม่???
ท้าพูด ท้าเถียงเพียงอย่างเดียว จนกลายเป็นเท่ากับว่า ประชาธิปัตย์พูดเป็นต่อยหอยถึง พรรคเพื่อไทย และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จนเหมือนการหาเสียงให้ไปในตัวเลยก็ว่าได้
ขณะเดียวกันกระบวนการหาเสียง แบบเล่นกันทุกรูปแบบ ได้ทำให้เกิดการเผชิญหน้ากันมากยิ่งขึ้น เพราะวันนี้ได้เกิดการตั้งคำถามกลับขึ้นมามากมายแล้วว่า ที่บอกว่ามีคนใส่เสื้อแดงไปก่อกวนการหาเสียงการลงพื้นที่ของประชาธิปัต ย์นั้น เป็นคนใส่เสื้อสีแดงกลุ่มไหน เป็นกลุ่มที่จัดฉากกันเอง เพื่อหวังคะแนนสงสาร และหวังยืมมือคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. มากำจัดคู่แข่งหรือเปล่า???
แม้แต่ 1 ใน 5 เสือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง อย่างนายประพันธ์ นัยโกวิท คณะกรรมการการเลือกตั้ง ด้านบริหารงานเลือกตั้ง ยังยอมรับเลยว่า การเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น ถือว่าเป็นการเลือกตั้งยากลำบากที่สุด ตั้งแต่มีการแต่งตั้ง กกต. ขึ้นมา
เพราะการเลือกตั้งที่ผ่านมา ไม่มีความขัดแย้งกันถึงขนาดนี้ รวมถึงความแตกต่างในด้านความคิดที่ส่งผลไปถึงเรื่องความรุนแรง
“หลัง จากการปฏิวัติรัฐประหารผ่านพ้นไป ได้มีการจัดการเลือกตั้ง ส.ส. ในปี พ.ศ.2550 แต่ให้หลังจากนั้น 3-4 ปี ความแตกแยกทางความคิดมันมากขึ้นเรื่อยๆ มาสะสมขึ้นเรื่อยๆ เดิมมีเสื้อสีเดียว แต่ปัจจุบันมีเสื้อไม่รู้กี่สี” นายประพันธ์กล่าว
งานนี้ 5 เสือ กกต.เหนื่อยแน่ โดยเฉพาะในประเด็นที่จะถูกโจมตีว่า กรรมการตัดสินไม่เป็นกลาง
ซึ่ง นายประพันธ์ ยืนยันว่า ตรงนี้ทาง กกต.ได้ตระหนัก และมีการประชุมหลายครั้ง ระดมทุกฝ่ายมาพูดคุย พร้อมยึดหลักกฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง และต้องทำหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง ไม่มีการช่วยใคร ถูกคือถูก ผิดคือผิด เน้นความตรงไปตรงมา ไม่มีผลประโยชน์
เป็นการเลือกตั้งที่แม้แต่ กกต. ก็ยังต้องมีเดิมพันที่สูงด้วยเช่นกัน เพราะถ้า กกต.ตกหลุมพรางไม่ว่าจะโดยเต็มใจหรือไม่เต็มใจก็ตาม จนกลายไปเป็นเครื่องมือทำลายคู่แข่งทางการเมืองให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งขึ้นมา ความน่าเชื่อถือ หรือเครดิตของ กกต. เที่ยวนี้ก็จะหมดสิ้นลงในทันที
และปัญหาก็จะต้องเกิดขึ้นตามมาอย่างมากมายแน่
เพราะ วันนี้ ทั้งๆ ที่ยังไม่มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น แต่ก็เริ่มมีคำถามลอยลมหนาหูมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วว่า จะมีการโกงเลือกตั้งด้วยการสลับสับเปลี่ยนหีบหรือไม่???
มีการใช้บัตรผีที่เกิดจากการพิมพ์บัตรเลือกตั้งเกินกว่าที่ต้องใช้จริงๆ หรือไม่???
หรือแม้แต่กระทั่งจะมีกรณีไฟฟ้าดับ แล้วเกิดปาฏิหาริย์คะแนนแซงคู่แข่งได้หน้าตาเฉยหรือไม่???
สิ่ง เหล่านี้แม้จะเป็นพฤติกรรมการเมืองยุคเก่าที่เคยเกิดขึ้นในอดีต แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีเกิดขึ้นอีกเสียเมื่อไหร่ ยังดีที่นายประพันธ์ยืนยันว่าจะพยายามควบคุมและป้องกันอย่างเต็มที่ โดย กกต.มีการวางเจ้าหน้าที่ที่เป็นกลาง บุคลากรทุกคนไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับการเลือกตั้ง ดังนั้นจึงมั่นใจพฤติกรรมการโกงในลักษณะดังกล่าวไม่สามารถเกิดขึ้นได้ง่าย ๆ
แต่ แม้ว่า กกต. จะอ้างถึงความเข้มงวดในการควบคุมการเลือกตั้งเพียงใดก็ตาม แต่เนื่องจากการเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นเดิมพันสำคัญของการจะเปลี่ยนหรือ ไม่เปลี่ยนขั้วทางการเมือง จึงมีการเล่นกันแบบเต็มเหนี่ยวไม่มียั้ง
เทศกาลข่าวลือสารพัดจึงได้เกิดขึ้นไม่หยุดหย่อน
ล่า สุดมีกระแสข่าวลือเกิดขึ้นหนาหูเป็นอย่างมาก ว่าเพราะผลโพลล์ของสำนักโพลล์ต่างๆ ที่ยังมีความเป็นวิชาการที่แท้จริง และมีความเป็นกลางทางการเมือง ส่วนใหญ่จะออกมาว่าพรรคเพื่อไทยค่อนข้างได้เปรียบ และมีโอกาสที่จะได้รับชัยชนะ ได้รับโอกาสในการรวบรวมเสียงเพื่อจัดตั้งรัฐบาลก่อน
รวมทั้งแม้กระทั่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ปาร์ตี้ลิสต์ ลำดับที่ 1 ของพรรคเพื่อไทย ก็มีคะแนนนิยมกระเตื้องขึ้นมาเรื่อยๆ เพราะสังคมเริ่มเห็นใจว่า โดนป้ายสีทางการเมืองหนักมาก
ทั้ง 2 ประการยิ่งทำให้กลุ่มอำนาจที่แพ้ไม่ได้ กำลังพยายามทุกวิถีทางที่จะพลิกเกมที่สูสีอยู่ในขณะนี้ให้กลับมาชนะให้ได้ โดยไม่คำนึงถึงวิธีการ
จึงเกิดข่าวลือว่า ได้มีการใช้กลไกอำนาจรัฐ เข้าไปแทรกแซง สั่งการข้าราชการประจำต่างๆ โดยเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องกับฐานประชาชนมากๆ อย่างเช่นผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ปลัดอำเภอ ให้หาทางช่วยโกงการเลือกตั้งให้ด้วย
ซึ่งแม้จะเกิด กระแสข่าวลืออย่างมากเป็นพิเศษในช่วงนี้ แต่ บางกอก ทูเดย์ ก็ยังไม่เชื่อว่าจะมีผู้ว่าราชการ มีนายอำเภอ หรือมีปลัดอำเภอ กล้าที่จะสุ่มเสี่ยงเอาชีวิตราชการทั้งชีวิตมาเสี่ยงกับนักการเมือง ที่ยังไม่มีความชัดเจนชนิด 100 เปอร์เซ็นต์ ว่าจะได้เข้ามามีอำนาจ ได้เข้ามาเป็นรัฐบาลจริงหรือไม่
เพราะข้าราชการย่อมรู้ดีว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่การเลือกตั้งซ่อมที่มีพื้นที่จำกัด แต่นี่เป็นการเลือกตั้งใหญ่ทั่วประเทศ แถมยังมีคะแนนปาร์ตี้ลิสต์จากประชาชนส่วนใหญ่เข้ามาอีกด้วย เกิดไปยินยอมโกงตามคำสั่งดังที่มีข่าวลือสะพัดในเวลานี้
แล้วหน่วยเลือก ตั้งอื่นๆ อีกทั่วประเทศเขาไม่ได้เอาด้วย ทำให้พรรคที่หวังจะให้แพ้ เกิดฝ่าดงโกงเข้ามาเป็นรัฐบาลได้ในที่สุด จะไม่ถูกเช็คบิลหรือ
เพราะการ ช่วยโกงการเลือกตั้ง ไม่ว่าอย่างไรก็หนีไม่พ้น ม.157 อย่างแน่นอนหากถูกเล่นงาน ซึ่งเป็นคดีอาญาอายุคดียาว 20 ปี... ข้าราชการคนไหนจะกล้าเสี่ยง?!?
สิ่งที่เป็นไปได้ ในภาวะที่คะแนนจากโพลล์ยังขึ้นๆ ลงๆ เบียดบี้กันแบบนี้ โดยไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วใครจะมา ปลอดภัยไว้ก่อนสำหรับอนาคตในการรับราชการก็คือ เกียร์ว่าง
ดังนั้นหาก พรรคการเมืองหรือขั้วการเมืองใด คิดว่าจะมีแต้มต่อในการเลือกตั้ง ด้วยการสั่งบรรดาข้าราชการให้ลงมาช่วยเอาเปรียบหรือโกงการเลือกตั้งแล้ว ต้องถือว่าพรรคการเมืองหรือขั้วการเมืองเหล่านั้นไม่ฉลาดเอามากๆ
เพราะตราบใดที่ข้าราชการยังไม่ชัวร์ว่าใครมาแน่ ตอนนี้ก็เลยเข้าเกียร์ว่างกันอุตลุดไปหมด
เช่น เดียวกับกระแสข่าวลือในเรื่องที่จะใช้ กลไกของ กกต. ในการยุบพรรค หรือในการแจกใบแดง ใบเหลือง เพื่อเป็นการกำจัดคู่แข่งขันนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ อีกเช่นกัน เพราะท่าทีของ กกต.ชุดนี้ มีการย้ำตลอดว่า
อยากจะให้แข่งขันกันด้วยความยุติธรรม หากผลการเลือกออกมาก็ต้องยอมรับให้ผู้ที่ชนะได้ขึ้นไปบริหาร ตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย
แม้ แต่ในเรื่องที่ลือๆกันว่า อาจจะมีการยุบพรรคเกิดขึ้นอีก นายประพันธ์ นัยโกวิท ยังพูดชัดว่า กรณียุบพรรคถือเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความละเอียด รอบคอบ ในการตรวจสอบ
“เราจะต้องทำด้วยความเป็นกลาง ต้องพิจารณาจากหลักฐาน ด้วยความละเอียด รอบคอบ ใครจะมาบอกว่าผิด แล้วยุบพรรคนี้ไปเลย มันไม่ใช่ มันต้องมีข้อเท็จจริง ต้องเอากฎหมายมาดู ไม่ใช่จะทำงานตามใบสั่งหรือตามใจตัวเอง”
ดังนั้นในเทศกาลเลือกตั้งรอบนี้ บางกอก ทูเดย์ ยืนยันว่าประชาชนต้องหูหนัก และแน่วแน่ในการเลือกตั้งให้กับพรรคที่มีนโยบายที่ตนเองพอใจ และออกไปใช้สิทธิ์กันให้มากๆ
เพราะครั้งนี้หากใครประมาทไม่ไปใช้สิทธิ์ลงคะแนน... ผลจะออกมาอย่างไรก็ได้ทั้งนั้น

นักโทษชายคนนั้น(1)

ที่มา บางกอกทูเดย์

ถ้าไม่มีอะไรพลิกผัน..หลังเที่ยงคืนวันที่ 3 กรกฎาคม..ปีนี้..การเมืองประเทศไทย จะก้าวไปสู่อีกหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์..

เพราะนับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นต้นมา..มีแต่การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงข้างหน้า..ที่ไม่เหมือนการเลือกตั้งครั้งใดๆ ในอดีต

เป็นการเลือกตั้ง..ที่แปลกแหวกแนว..เพราะหัวหน้าพรรคของพรรคที่ได้รับการคาด หมายว่าจะเป็นพรรคที่ชนะเป็นอันดับหนึ่ง..คือพรรคที่ถูกปฏิวัติรัฐประหารไป เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 และจากวันนั้นจนบัดนี้..พรรคที่ถูกปฏิวัติ..ก็คือพรรคที่ได้รับการขานรับจาก ประชาชนมากที่สุด

ขานรับทั้งๆ ที่รู้ว่า..หัวหน้าพรรคตัวจริงนั้น..อยู่ต่างประเทศในฐานะผู้ต้องคดี..เป็น ผู้ต้องหาหลบหนีคำพิพากษา..อันเป็นโทษจำคุก..2 ปี

ประชาชนส่วนใหญ่..ให้การสนับสนุนผู้ต้องคำพิพากษา..คู่ต่อสู้ทางการเมือง เรียกเขาว่า "นักโทษชาย"..แต่..ประชาชนส่วนใหญ่เลือกพรรคที่มี.."นักโทษชาย" ให้มาเป็นอันดับหนึ่งในการเลือกตั้ง..

นักโทษชายผู้นี้..แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 2 คน..และกำลังจะแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนที่ 3 หากว่าพรรคของเขาได้รับการชัยชนะในการเลือกตั้ง

ทำไม..ประชาชนส่วนใหญ่..จึงประพฤติปฏิบัติเช่นนั้น..

เพราะเขาผู้นั้น นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง..และฐานะนักโทษชายของเขานั้น..เป็นคำ กล่าวหาและคำพิพากษาที่มิได้มาจากกระบวนการยุติธรรมอันเป็นปรกติ

และ..พฤติกรรมแห่งความผิดของเขา..ก็คือการเอาเงินจากครอบครัวของเขาไปซื้อ ที่ดินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยนำออกมาประมูลขาย..ในราคาที่แพงกว่าที่ดินที่ ได้ถูกประมูลขายไปแล้วก่อนหน้า..และกฎหมายระบุไว้อย่างแจ่มแจ้งว่า..

ธนาคารแห่งประเทศไทยนั้นสามารถบริหารและดำเนินการไปเป็นอิสระและปลอดภัยจากการบังคับบัญชาของฝ่ายการเมือง

และที่สำคัญที่สุด..บัดนี้การซื้อขายนั้นได้รับการยืนยันจากกระบวนการ ยุติธรรมอันเป็นสากลว่า..ไม่ผิดและไม่ขัดต่อกฎหมาย..แถมยังให้จ่ายเงินคืน พร้อมดอกเบี้ยให้กับผู้ซื้อและเอาที่ดินกลับไปเป็นของธนาคารชาติ

เรื่องนี้ยังไม่จบ..

พลังประชาชน พลังที่แท้จริง!

ที่มา โลกวันนี้

รายงาน(วันสุข)
จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้ วันสุข
ปีที่ 6 ฉบับที่ 311 ประจำวัน จันทร์ ที่ 23 พฤษภาคม 2011
โดย ชายชาติ ชื่นประชา

ปรากฏการณ์ ทางการเมืองในห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีทั้งปัญหาเรื่องการใช้ความรุนแรงกับนักการเมืองของพรรคเพื่อไทยที่ส่อแวว ว่าจะเป็นผู้ได้ชัยชนะทางการเมือง จนถึงขั้นต้องใช้วิธีการล่าสังหารเอาชีวิตกัน รวมถึงบรรยากาศการเปิดตัวผู้สมัครพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งปาร์ตี้ลิสต์อันดับหนึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

เมื่อ มองทั้งสองปรากฏการณ์ผนวกกันไปแล้วมีคำถามว่าน่าเชื่อได้ว่าพรรค เพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้งอย่างแน่นอน แต่คำถามที่สะท้อนจากปรากฏการณ์ความรุนแรงคือ แม้จะชนะจะมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลได้จริงหรือ?

ผู้เขียนถามปัญหาที่ตรง ประเด็นนี้เนื่องจากวิเคราะห์จากสถานการณ์และ ปรากฏการณ์รูปธรรมที่เกิดขึ้น รวมถึงภูมิปัญญาของฝ่ายอีลิต การเคลื่อนไหวที่ผ่านมาแล้ว อดคิดตามคำถามนั้นไม่ได้จริงๆว่าผู้เขียนเชื่อว่าการเลือกตั้งต้องเกิดขึ้น และพรรคเพื่อไทยน่าจะชนะการเลือกตั้ง แต่ปรากฏการณ์ระดับพื้นผิวบ่งบอกแล้วว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มิใช่แค่การ เลือกตั้งในสถานการณ์ปรกติที่เป็นการต่อสู้ระหว่างพรรคการเมืองหลายๆพรรคที่ มีสถานภาพ ความสามารถ ความคิดความอ่าน แล้วเสนอทางเลือกให้ประชาชน รวมถึงประชาชนก็ตัดสินใจเลือกบุคคลหรือพรรคแบบสมเหตุสมผล โดยตัดสินใจจากทั้งประสบการณ์ระดับบุคคลที่เสนอตัวให้เลือก ความรู้ คุณความดี หรือการทำงานรับใช้พื้นที่ในห้วงที่ผ่านมา

แต่ผู้เขียน เชื่อว่าในความเป็นจริงแล้ว ปรากฏการณ์พื้นผิวดังกล่าวเป็นภาพลวงตาเท่านั้น เพราะการเลือกตั้งในครั้งนี้เป็นการต่อสู้ช่วงชิงอำนาจการบริหาร อำนาจการเมืองระหว่างกลุ่มหลักภายใต้โครงสร้างอำนาจที่แท้จริงของรัฐไทย คือระหว่างกลุ่มอีลิตที่ร่วมมือกับทุนเก่ามาก่อนต่อสู้กับกลุ่มทุนใหม่ที่มี ฐานสนับสนุนจากพลังของมวลชนครึ่งค่อนประเทศ

โดยเฉพาะในประเด็นที่ แหลมคมคือ กลุ่มทุนใหม่อย่างน้อยก็เดินแนวทางทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ประชาชนมีสิทธิเลือก มีสิทธิวิจารณ์ และท้ายที่สุดหากเบื่อหรือโกงมากเกินไป ไม่ว่าจะโกงทั้งโครต หรือโครตโกง ประชาชนก็ใช้สิทธิของตนที่จะไม่เลือกได้ในคราวหน้า

ดังนั้น กลุ่มทุนใหม่เมื่อตนเองเสนอนโยบายที่ลงไปดูแลคนชั้นล่าง รวมถึงถูกรังควานและใช้อำนาจไม่เป็นธรรมจากชนชั้นบน จึงทำให้มวลชนกลับมาสนับสนุน ซ้ำร้ายกลุ่มอีลิตยังใช้วิธีรุนแรงสังหารผู้สนับสนุนเหล่านั้น โดยสร้างความชอบธรรมจากวาทกรรมที่กล่าวหาว่ามวลชนเสื้อแดงที่สนับสนุนทุน ใหม่เป็นพวกล้มเจ้าและก่อการร้าย ยิ่งทำให้เกิดการขยายตัวเชิงปริมาณและคุณภาพของหมู่มวลผู้สนับสนุนกลุ่มทุน ใหม่มากเข้าไปอีกเป็นเท่าทวี

ความชอบธรรมของกลุ่มทุนใหม่จึงอิงอยู่ กับระบอบการเลือกตั้ง ประชาธิปไตย ปรัชญาของการที่ทุกคนมีสิทธิมีเสียงที่จะเลือกอนาคตตนเอง ไม่ว่าจะยากดีมีจนหรือร่ำรวยขนาดไหน เขาสามารถเลือกหรือไม่เลือกผู้ที่ต้องการจะให้เป็นตัวแทนมาปกครองบ้านเมือง ของเขาได้เท่าเทียมกัน

ตรงข้ามกับกลุ่มอีลิตที่ไปร่วมมือกับทุนเก่า โบราณ โดยสาระแล้วนับด้านขีดความสามารถถือว่าเป็นทุนนายหน้าล้าหลัง คอร์รัปชัน และไร้ประสิทธิภาพ ไม่รู้จักทำมาหากิน ส่วนพวกอีลิตก็คิดบนตรรกะของทฤษฎีโบราณที่ว่าประชาชนยังโง่เขลา ขาดความพร้อมที่จะปกครองตนเอง จึงต้องมีตัวแทนที่เหนือกว่า ทั้งด้านองค์ความรู้และชาติพันธุ์ ซึ่งได้แก่กลุ่มพวกอีลิตด้วยกันเองมาเป็นผู้ปกครอง ปรัชญาแนวคิดของคนกลุ่มนี้จึงไม่สนใจเรื่องความเท่าเทียม และไม่คิดว่าหนึ่งเสียงของคนจนกับคนรวยจะเท่ากัน

คนเหล่านี้มองแต่ ข้อบกพร่องของฝ่ายตรงข้ามที่ว่าเป็นทุนสามานย์และคดโกง ไม่ควรมาปกครองประเทศ ซึ่งเป็นการมองปัญหาที่ไม่ได้ผิดอะไรนัก เพียงแต่ว่าคนกลุ่มนี้นั่นเองเมื่อ 4 ปีที่แล้วมีโอกาสแก้ไขปัญหาก็ดันไม่แก้ปัญหาในระดับต้นตอ คือปัญหาการผูกขาดรวมศูนย์เชิงโครงสร้างอำนาจทั้งทุนและการเมืองต่างสามารถ รวมอำนาจภายในโครงสร้างที่ตนได้เปรียบแล้วนำอำนาจทางเศรษฐกิจมาปูทางสู่การ มีอำนาจทางการเมือง

คนกลุ่มนี้ทำได้แค่สร้างวาทกรรมแล้วแย่งอำนาจ จากกลุ่มทุนใหม่ที่เขาผ่าน การเลือกตั้งมาแล้วทำสิ่งที่เลวกว่า ร้ายที่สุดคือเมื่อแก้ปัญหาไม่ได้ ผู้คนออกมาเรียกร้องกลับใช้ความรุนแรง ใช้กองทัพ ซึ่งเผอิญพวกเบาปัญญาครองอำนาจอยู่ทั่วกองทัพมากเกินไป จึงประพฤติตนเหมือนสัตว์เลี้ยงในระบบ ยอมทำตามกลุ่มอีลิต ใช้อาวุธสงครามสังหารเข่นฆ่าประชาชนแล้วนึกว่าจะได้ชัยชนะ เพราะประชาชนหยุดชั่วคราวกลับไปทบทวน

อย่างไรก็ตาม วิเคราะห์แล้วเชื่อได้ว่าวันนี้กลุ่มอีลิตและกองทัพเบาปัญญาต่างรับรู้และ สำนึกได้ว่าประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจแท้จริงกำลังจะออกมาแสดงสิทธิ และเป็นที่เชื่อได้อีกเช่นกันว่าถ้าปล่อยให้มีการเลือกตั้งชัยชนะจะต้องเป็น ของประชาชนและกลุ่มทุนใหม่คือพรรคเพื่อไทย เหตุการณ์ต่อไปข้างหน้าจึงมีหนทางความเป็นไปได้ คือปล่อยให้มีการเลือกตั้งภายใต้การตัดกำลัง (สังหารแกนของเสื้อแดง) ซึ่งเชื่อกันผิดๆว่าเป็นต้นตอที่ทำให้คนมาร่วมชุมนุมมากขึ้น

หาก กำจัดคนกลุ่มนี้ได้ประชาชนจะไม่มารวมตัว การลงคะแนนจะพลิกผันไปได้ หรือหนทางที่สองอาจจะใช้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระดับท้องถิ่นทำท่าแบบประชาธิปไตยคือ หาเรื่องสอยและแจกใบแดงผู้สมัครพรรคเพื่อไทยให้มากขึ้น หรือทางเลือกที่สาม เมื่อหมดท่าจริงๆก็ให้ กกต. หมดสภาพ ผิดกฎเกณฑ์ ผิดกฎหมาย จนทำหน้าที่ไม่ได้หรือลาออกเสียจนไม่สามารถรับรองการเลือกตั้งได้ แล้วแถมพ่วงด้วยการใช้สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ที่เตรียมเอาไว้ ทำให้เกิดหนทางการขยายอำนาจปกครองของกลุ่มอีลิตต่อไป

ที่พูดมาทั้ง หมดไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ เพราะความโง่เขลาเบาปัญญา รวมถึงกระหายอำนาจของกลุ่มอีลิต ผนวกกับความโง่เขลาของกองทัพช่วงนี้ สามารถบันดาลสภาพดังกล่าวให้เกิดขึ้นได้จริง

แต่จะขอเตือนเอาไว้ว่า อย่าประมาทพลังมวลชน สถานการณ์สากลในลิเบียและประเทศอื่นๆก็แสดงให้เห็นแล้วว่าผู้นำเผด็จการใน พ.ศ. นี้ ภายใต้สังคมโลกาภิวัตน์ไม่สามารถจะใช้อำนาจอย่างไม่มีขอบเขตและไม่ชอบธรรม อีกได้ต่อไป

หากไม่ตรงไปตรงมาและไม่ทำให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ ยุติธรรม กกต. ไม่ใช้อำนาจบนความถูกต้องชอบธรรม เชื่อว่าแผ่นดินจะลุกเป็นไฟ โมเดลลิเบียจะเกิดขึ้นในประเทศไทยอย่างแน่นอน ไม่เชื่อก็ลองดู คนที่ฉลาดกว่านั้นป่านนี้รู้ตัวหมดแล้ว และกำลังผ่องถ่ายสมบัติพัสถานและทรัพย์สินออกต่างประเทศกันอยู่ทุกวัน ถ้าช่างสังเกตจะพบปรากฏการณ์ดังกล่าวได้ เพราะฉะนั้นสรุปได้ว่าอย่าประมาทพลังของประชาชนเป็นอันขาด

แรงจริง!!??

ที่มา โลกวันนี้

ฉุก(ละหุก)คิด
จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้
ปีที่ 12 ฉบับที่ 3063 ประจำวัน ศุกร์ ที่ 27 พฤษภาคม 2011
โดย นายหัวดี

ไม่ ใช่แค่ผลสำรวจของโพลต่างๆที่ออกมายืนยันว่า “เจ๊ปู” มีคะแนนนิยมนำเหนือ “หล่อหลักลอย” เท่านั้น แต่กระแสเกือบทุกพื้นที่หาเสียง ยกเว้น “ปักษ์ใต้” บ้านสะตอนั้น เกิดปรากฏการณ์ “เจ๊ปูฟีเวอร์” ที่แรงจริงๆ!

จะเป็น เพราะ “ความสวยเลือกได้” หรือ “บุคลิก” ความเป็นผู้หญิงที่อ่อนหวาน ถ่อมเนื้อถ่อมตัว แถมยังเป็น “หญิงแกร่งและเก่ง” อีก จึงทำให้ผู้คนอยากเห็น “เจ๊ปู” ตัวเป็นๆว่าตัวจริงเสียงจริงเป็นอย่างที่พูดอย่างที่เล่ากันปากต่อปากหรือ ไม่?

กระแส “เจ๊ปูฟีเวอร์” จึงทำให้กลุ่ม “รักโดเรแม้ว” และ “เกลียดโดเรแม้ว” ก้าวข้าม “โดเรแม้ว” ไปโดยปริยาย ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการสลายขั้วสี หาก “เจ๊ปู” สามารถฝ่าด่าน “อีแอบ” ได้

แต่ ศึกลากตั้งยังอีกยาวไกล แม้จะเหลืออีกไม่กี่สิบวันก็ตาม อะไรก็เกิดขึ้นได้ ตราบใดที่ “สัตว์การเมือง” และ “อีแอบ” ยังมีแต่ “ของกู-พวกกู”

อย่าง ที่ “พญายี้” สวมวิญญาณโหรใหญ่ทำนายแบบม้วนเดียวจบว่า “ก๊วนเพื่อแม้ว” ชนะ “ก๊วนสะตอ” แน่นอน แต่ไม่เกินกึ่งหนึ่ง และ “เจ๊ปู” ก็ไม่มีวาสนาได้สวม “หัวโขน”

ส่วน “หล่อหลักลอย” ก็ต้องแสดงสปิริต “ลาออก” จาก “หัวหน้าก๊วนสะตอ” เช่นเดียวกับ “นายหัวบัญญัติ” ที่ทำเป็นบรรทัดฐานมาแล้ว

แล้ว “โหรห้อย” ก็ฟันธงแบบเบ็ดเสร็จ ใครจะได้สวม “หัวโขน” ต้องขึ้นอยู่กับ “อีแอบ”!

ไม่ใช่เสียงสวรรค์ของ “ไพร่” หรือ “สัตว์การเมือง”!

คำ ทำนายของ “โหรห้อย” ไม่ได้ทำให้ “เจ๊ปู” และ “ก๊วนเพื่อแม้ว” ตื่นตกใจแต่อย่างใด เพราะรู้ดีว่าตราบใดที่ “อีแอบ” ยังเป็น “จ๊อกกี้” ที่แท้จริงของ “บิ๊กมีสี” ก็ต้องทำทุกวิธีที่จะไม่ให้ “เจ๊ปู” และ “ก๊วนเพื่อแม้ว” กลับมามีอำนาจ

ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็ต้องเอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยมนตร์ก็ต้อง “ปล้นจี้”!

จะจริงหรือเท็จ ก็ต้องให้ “เวลา” เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า “คำพูด” และ “เกียรติ” ของ “บิ๊กมีสี” จะเป็น “โจ๊ก” และ “จ๊กม๊ก” หรือไม่?

แต่ ที่แน่ยิ่งกว่าแช่แป้ง คืออาการของบรรดาหัวและหางใน “ก๊วนสะตอ” ที่วันนี้เกิดอาการ “ผวา” กันเป็นแถวกับกระแส “เจ๊ปูฟีเวอร์” อย่าง “บิ๊กอ้วน” ไพร่ชั้น 2 ลิ่วล้อใกล้ชิด “โดเรแม้ว” ทวิตข้อความอย่างสะใจถึงอาการลนลาน ฟาดงวงฟาดงาอย่างผิดธรรมชาติของ “หล่อหลักลอย” และ “เทพอมทุกข์” คงรู้แล้วว่ากินยาผิดซอง จึงทำให้กระแส “เจ๊ปู” แรงจริงๆ!

ขณะที่ภายใน “ก๊วนสะตอ” ก็แรงไม่แพ้กัน แต่เป็น “แรงอาฆาต” ของ “ก๊ก”ต่างๆในก๊วน!

**********************************************************************

สมัครรับ “ข่าวสั้น SMS โลกวันนี้รายวัน” เดือนละ 30 บาท (ไม่รวม VAT7%)
สมัครวันนี้ทดลองใช้งานฟรี 30 วัน

วิธีสมัคร (มือถือทุกระบบ AIS, DTAC, TRUE) เพียงกด *48998981001 โทรออก

หมายเหตุ : สอบถามรายละเอียดที่ 0-2422-8155 , 0-2422-8158-59

ผังล้มเจ้า

ที่มา โลกวันนี้

บทบรรณาธิการ

หาก ไม่มีการฟ้องร้อง ประชาชนก็คงไม่ได้ความจริง และอาจตกเป็นเหยื่อของขบวนการแบ่งแยกแผ่นดินที่ต้องการให้คนไทยเกิดความ เกลียดชังและเข่นฆ่ากันเองไปอีกนาน โดยเฉพาะการนำสถาบันเบื้องสูงมาเป็นเครื่องมือ ซึ่ง 5 ปีที่ผ่านมามีผู้ถูกกล่าวหาและจับกุมเรื่องสถาบันหลายร้อยคน สื่อต่างๆถูกปิดนับไม่ถ้วน

เช่นเดียวกับนายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เป็นหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหา และเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา ได้ถอนฟ้อง พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก ในฐานะโฆษกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ในคดี “ผังขบวนการล้มเจ้า”

หลังจากศาลได้ดำเนินการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อ พิพาท โดย พ.อ.สรรเสริญได้ลงนามยอมความ แถลงยอมรับต่อศาลว่า ผังขบวนการล้มเจ้าเป็นแค่การโยงบุคคลต่างๆแต่ละคนเกี่ยวข้องกันในฐานะอะไร เช่น เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในฐานะญาติพี่น้อง เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในฐานะผู้ทำธุรกิจร่วมกัน อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งขณะนั้น (วันที่ 26 เมษายน 2553) พ.อ.สรรเสริญยืนยันว่า มิได้แถลงว่าบุคคลทั้งปวงที่ปรากฏในผังมีความสัมพันธ์ในฐานะขบวนการล้มเจ้า แต่ศอฉ. ในขณะนั้นเชื่อมั่นว่ามีขบวนการที่จ้องจะล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์จริง

ส่วน เอกสารที่แจกแก่สื่อมวลชนก็เพื่อให้สังคมพิจารณาและวินิจฉัยเอาเอง ซึ่งมีรายละเอียดอยู่ในเอกสารว่าแต่ละคนเกี่ยวข้องกันในฐานะอะไร แต่สื่อมวลชนนำเรื่องราวต่างๆไปขยายผล ขยายความ ซึ่งอาจส่งผลต่อผู้ที่เกี่ยวข้องในแผนผังให้ได้รับความเสียหายจากมุมมองของ สังคม ผู้ที่ได้รับความเสียหายที่เกิดขึ้นก็ต้องไปฟ้องร้องกับผู้ที่นำไปขยายความ ในทางที่ผิดจากเจตนารมณ์ของ ศอฉ. เอง

คำแถลงเป็นลายลักษณ์อักษรของ พ.อ.สรรเสริญดังกล่าว จึงทำให้สังคมได้รู้ความจริงว่าผังขบวนการล้มเจ้าที่ถูกนำมากล่าวหาใส่ร้าย ป้ายสีกันมานานนับปีนั้น เป็นแค่ความเชื่อของ ศอฉ. จากสถานการณ์ในขณะนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นจากหลักฐานและข้อมูลที่เป็นจริง แต่ผลที่ตามมานั้น ศอฉ. และเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเกิดผลกระทบต่อสังคมโดย รวมอย่างกว้างขวาง

โดยเฉพาะประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ถูกคนบางกลุ่มนำมา ขยายผลในทางการเมือง เพื่อผลประโยชน์ของตนและพวกพ้อง แม้แต่รัฐบาลเองก็มีการนำเรื่องนี้มาตอกย้ำหลายครั้งหลายหน อาทิ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่นำมาพูดในลักษณะว่ามีการเชื่อมโยงกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งวันนี้แกนนำและประชาชนนับร้อยถูกดำเนินคดีในเรื่องเกี่ยวกับสถาบัน ทั้งที่เรียกร้องประชาธิปไตยและความยุติธรรม

วิธีดาวน์โหลดคำขอลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า

ที่มา Voice TV









การเลือกตั้งล่วงหน้าครั้งนี้พิเศษกว่าครั้งก่อนๆ เพราะกฎหมายกำหนดให้ต้องมีการลงทะเบียนกับ กกต.ก่อนเท่านั้น ถึงจะไปใช้สิทธิได้ โดยสามารถรับแบบฟอร์มคำร้องได้ที่สำนักทะเบียนอำเภอหรือทะเบียนท้องถิ่น

แต่วอยซ์ทีวีมีอีกวิธีหนึ่งในการรับแบบฟอร์ม ที่ทั้งง่าย สะดวก และรวดเร็ว ทั้งยังประหยัดเวลาเดินทางมาแนะนำ นั่นคือการดาวน์โหลดจากเว็บไซต์ของ กกต.

โดยปกติการเลือกตั้ง มักจะมีประชาชนหลายล้านคนที่ไม่สามารถไปใช้สิทธิในวันเลือกตั้งจริงได้ กฎหมายจึงกำหนดให้มีการเลือกตั้งล่วงหน้า แต่ครั้งนี้พิเศษกว่าเดิม เพราะผู้ที่ประสงค์จะใช้สิทธิล่วงหน้า ต้องลงทะเบียนก่อน ถึงจะใช้สิทธิได้ วิธีดั้งเดิมก็คือการไปขอรับแบบฟอร์มคำร้องขอลงทะเบียนที่สำนักทะเบียนอำเภอ หรือทะเบียนท้องถิ่น แต่เพื่อความสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น กกต.ได้เปิดให้ดาวน์โหลดแบบฟอร์มได้จากเว็บไซต์

วิธีการดาวน์โหลด เริ่มจากการเข้าไปที่เว็บไซต์ของ กกต. www.ect.go.th และคลิกที่ช่อง "เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร" เมื่อเข้าสู่หน้าเว็บ แถบซ้ายมือจะมีเมนูให้เลือกมากมาย ให้คุณผู้ชมเลือกที่หัวข้อ "แบบฟอร์ม สื่อประชาสัมพันธ์" จากนั้นคลิกที่คำว่า "แบบฟอร์ม" เราจะเห็นว่ามีให้ดาวน์โหลดจำนวนมาก

หากเป็นผู้ที่ต้องการเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตจังหวัด ให้ดาวน์โหลดแบบฟอร์มที่ 2 หรือ แบบ ส.ส.42 ซึ่งเป็นการยื่นเป็นรายบุคคล แต่ถ้าต้องการยื่นเป็นกลุ่ม ให้ใช้แบบฟอร์มที่ 3 หรือ แบบ ส.ส.42 / ก. จากนั้นก็สามารถปริ้นออกมา เพื่อกรอกรายละเอียดให้ครบถ้วนได้เลย

ทั้งนี้ ในท้ายแบบฟอร์ม จะเป็นส่วนที่นายทะเบียนคืนให้กับผู้ยื่นคำร้อง เพื่อใช้เป็นหลักฐาน เมื่อนายทะเบียนพิจารณาแล้วเห็นว่า ควรได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิล่วงหน้าได้ จะมีหนังสือตอบรับที่เรียกว่า แบบ ส.ส.42 ข. ให้เพื่อนำไปยื่นต่อ กกต.ประจำเขตในวันเลือกตั้ง

สำหรับวิธีการดาวน์โหลดแบบฟอร์มลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าแบบอื่นๆ ก็จะมีขั้นตอนเหมือนกัน ถ้าคุณผู้ชมต้องการเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตจังหวัด ก็ให้ดาวน์โหลดแบบฟอร์มที่ 5 หรือ แบบ ทก.1 แต่ถ้าต้องการยื่นเป็นกลุ่ม ให้ดาวน์โหลดแบบฟอร์มที่ 6 หรือ แบบ ทก.1/1 แทน ซึ่งทั้งสองแบบฟอร์มนี้ ก็จะได้รับหนังสือตอบรับแจ้งผลการขอลงทะเบียนใช้สิทธิก่อนวันเลือกตั้งในเขต เลือกตั้ง หรือ แบบ ทก.2 เพื่อใช้เป็นหลักฐานในวันที่ไปเลือกตั้งเช่นเดียวกัน

ส่วนการเลือกตั้งล่วงหน้านอกราชอาณาจักร สามารถดาวน์โหลดได้ 2 ช่องทาง คือจาก www.ect.go.th โดยเลือกแบบฟอร์มที่ 8 หรือดาวน์โหลดจากเว็บของกรมการกงสุล www.consular.go.th ก็ได้ โดยเลือกที่เมนู "เลือกตั้งนอกราชอาณาจักร" ซึ่งจะเป็นแบบฟอร์มเดียวกับของ กกต.

ส่วนคนที่สมาร์ทโฟน เช่น ไอโฟนหรือแบล็กเบอรี่ ก็สามารถดาวน์โหลดได้เช่นเดียวกัน โดยใช้แอพลิเคชั่นเว็บเบราเซอร์นั่นเอง เมื่อเข้าไปแล้วก็สามารถดำเนินการตามขั้นตอนเดิมได้เลย เมื่อแบบฟอร์มถูก ดาวน์โหลดไว้ในเครื่อง หรือส่งเข้าอีเมล์แล้ว ก็สามารถปริ้นได้เลย ข้อดีของการใช้สมาร์ทโฟน ก็คือสามารถส่งต่อแบบฟอร์มนี้ไปยังผู้อื่นได้ ซึ่งช่วยให้เพื่อนๆของเราไม่ ต้องเสียเวลาไปดาวน์โหลดใหม่

ผู้ที่ประสงค์จะเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตจังหวัด และนอกราชอาณาจักร ต้องยื่นแบบฟอร์มขอลงทะเบียนเลือกตั้ง ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 2 มิถุนายน ส่วนผู้ที่ต้องการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้ง เริ่มยื่นได้ตั้งแต่วันที่ 13-17 มิถุนายนนี้