WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, May 28, 2011

แอมเนสตี้สากลเผยมีนักโทษทางความคิดในไทยมากกว่า 1 คนแต่ไม่อาจเปิดเผยได้

ที่มา ประชาไท

เบน จามิน ซาแวคกี นักวิจัยของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (เอไอ) ประจำประเทศไทยและพม่ารับ มีนักโทษทางความคิดในไทยมากกว่า 1 คน แต่เปิดเผยรายละเอียดไม่ได้ เหตุมีจำนวนไม่แน่นอนและมีผลต่อการทำงานทางยุทธศาสตร์ทางสากล

เบนจา มิน ซาแวคกี นักวิจัยของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (เอไอ) ประจำประเทศไทยและพม่า เปิดเผยว่าประเทศไทยมีนักโทษมโนธรรมสำนึกหรือนักโทษทางความคิด (Prisoner of Conscience) มากกว่า 1 คน แต่เอไอไม่สามารถเปิดเผยจำนวนและชื่อของคนที่ถูกจำคุกด้วยข้อหาหมิ่นพระบรม เดชานุภาพทั้งหมดได้ “เนื่องจากเราไม่สามารถประกาศได้ทุกครั้งเมื่อใครคนใดคนหนึ่งกลายเป็นนักโทษ มโนธรรมสำนึก"

ซาแวคกีให้เหตุผลว่าสาเหตุที่เอไอไม่สามารถตีพิมพ์ รายชื่อของนักโทษ มโนธรรมสำนึก และนักโทษทางการเมืองที่ถูกตัดสินจากมาตรา 112 ทั้งหมดในรายงานประจำปีของเอไอสากลได้ เนื่องจากมีเนื้อที่จำกัด

นอก จากนี้ เขายังกล่าวว่าคนที่ถูกจับด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มีจำนวนที่ไม่แน่นอน และพูดถึงการเปิดเผยข้อมูลและการรณรงค์ในทางสาธารณะในประเด็นนี้ว่า เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณา เนื่องจากมีผลต่อการทำงานทางยุทธศาสตร์ขององค์กร

ก่อน หน้านี้ซาแวคกี ในฐานะนักวิจัยของเอไอสากลในประเทศไทย ถูกกล่าวหาโดยนักสิทธิมนุษยชนไทยบางส่วนว่าประนีประนอมกับสถาบันทางอำนาจของ ไทยมากเกินไป และไม่ให้ความสำคัญของปัญหากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเท่าที่ควร หลังจากการเสวนาที่ FCCT เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาในหัวข้อกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งเขาเองเป็นหนึ่งในผู้พูดด้วยนั้น เขาได้ให้สัมภาษณ์ต่อเนชั่นว่าปัญหา “การขาดความโปร่งใส” ต่อจำนวนบุคคลที่ถูกดำเนินคดีด้วยมาตรา 112 ควรเป็นปัญหาของรัฐบาลไทยมากกว่าของเอไอ

ในรายงานสากลประจำปีของแอ มเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลที่ผ่านมา เอไอได้ระบุว่าประเทศไทยมีนักโทษมโนธรรมสำนึกอย่างน้อยหนึ่งคน คือ วิภาส รักสกุลไทย นักธุรกิจจากจังหวัดระยองที่ถูกดำเนินคดีด้วยมาตรา 112 เนื่องจากโพสต์ข้อความในเฟซบุ้กที่เป็นการวิพากษ์วิจารณ์พระมหากษัตริย์ เอไอให้คำนิยามของ “นักโทษมโนธรรมสำนึก” ว่าหมายถึง “บุคคลใดก็ตามที่ถูกจำคุกจากสาเหตุทางเชื้อชาติ ศาสนา สีผิว ภาษา เพศ ความเชื่อ และวิถีชีวิต ซึ่งไม่ใช้และไม่สนับสนุนความรุนแรง นอกจากนี้ยังหมายถึงผู้ที่ถูกจำคุกเนื่องจากการแสดงออกทางความคิดเห็นโดย วิธีสันติ”

วิดีโอและภาพ "วันปฏิวัติประชาชนรัฐฉาน" ปีที่ 53

ที่มา ประชาไท

ทีมข่าวต่างประเทศ



[วิดีโอ] พิธีสวนสนามเนื่องใน “วันปฏิวัติประชาชนรัฐฉาน” (Shan State People’s Resistance Day) ครบรอบปีที่ 53 เมื่อ 21 พ.ค. 54 ที่ฐานที่มั่นดอยไตแลง รัฐฉานตอนใต้ ฉบับวิดีโอความยาว 10 นาที พร้อมคำบรรยายภาษาไทย

การแสดงดนตรีในคืนวันที่ 20 พ.ค. 54 ก่อนงานพิธี “วันปฏิวัติประชาชนรัฐฉาน” ปีที่ 53 ที่ฐานที่มั่นดอยไตแลง ของกองทัพรัฐฉาน (SSA)

"จ้า ตแซง" คณะยอดแซงแลงใหม่จากบ้านเปียงหลวง ทำการแสดงเมื่อ 20 พ.ค. 54 ในคืนก่อน งานพิธี “วันปฏิวัติประชาชนรัฐฉาน” ปีที่ 53 สำหรับ "จ้าตแซง" เป็นอุปรากรแบบฉบับชาวไทใหญ่ ลักษณะเป็นการร้องรำทำเพลงตอบโต้กันแบบสดๆ รวมถึงการแสดงละครที่สอดแทรกด้วยคำสอนทางพุทธศาสนา วัฒนธรรม ประเพณีของคนไทใหญ่ คิดค้นเป็นครั้งแรกโดยพ่อเฒ่าออเจ่ยะ (พ.ศ. 2446 - 2530 ) แห่งเมืองสี่ป้อ รัฐฉาน ในปี พ.ศ. 2487 ก่อนที่จะได้รับความนิยมไปทั่วรัฐฉาน


ทหารกองทัพรัฐฉานเตรียมพวงมาลา เพื่อนำไปวางไว้อาลัยให้กับทหารในกองทัพซึ่งเสียชีวิตระหว่างการสู้รบ

ประชาชนชาวไทใหญ่เข้าร่วมงานพิธี “วันปฏิวัติประชาชนรัฐฉาน” ปีที่ 53 เมื่อ 21 พ.ค. 54 ที่ผ่านมา

พระสงฆ์และประชาชนในพิธี “วันปฏิวัติประชาชนรัฐฉาน” ปีที่ 53 ที่ดอยไตแลง เมื่อ 21 พ.ค. ที่ผ่านมา

พล.ท.บี ทู (คนที่สองจากขวา) ผู้บัญชาการทหารของพรรคก้าวหน้าแห่งชาติคะเรนนี (Karenni Natonal Progress Party - KNPP) นั่งในปะรำพิธี พร้อมกับนายทหารในกองทัพรัฐฉาน (SSA) กองทัพรัฐฉานเหนือ (SSPP) และกองกำลังของกลุ่มชาติพันธุ์ที่พันธมิตรฯ ซึ่งเข้าร่วมพิธีวันปฏิวัติประชาชนรัฐฉานปีที่ 53 วันที่ 21 พ.ค. 54

ทหารกองทัพรัฐฉาน (SSA) สวนสนามในงานพิธี “วันปฏิวัติประชาชนรัฐฉาน” ปีที่ 53 เมื่อ 21 พ.ค.

ทหารกองทัพรัฐฉาน (SSA) ในงานพิธี “วันปฏิวัติประชาชนรัฐฉาน” ปีที่ 53 เมื่อ 21 พ.ค. ที่ฐานที่มั่นดอยไตแลง รัฐฉานตอนใต้

ทหารกองทัพรัฐฉาน (SSA) ในงานพิธี “วันปฏิวัติประชาชนรัฐฉาน” ปีที่ 53 เมื่อ 21 พ.ค. ที่ฐานที่มั่นดอยไตแลง รัฐฉานตอนใต้

ทหารกองทัพรัฐฉาน (SSA) สวนสนามในงานพิธี “วันปฏิวัติประชาชนรัฐฉาน” ปีที่ 53 เมื่อ 21 พ.ค.

ทหาร กองทัพรัฐฉาน (SSA) ในงานพิธี “วันปฏิวัติประชาชนรัฐฉาน” ปีที่ 53 เมื่อ 21 พ.ค. ธงพื้นสีฟ้าที่ทหารถือ คือ ธงของสภากอบกู้รัฐฉาน (Restoration Council of the Shan State - RCSS) ซึ่งเป็นองค์กรทางการเมือง ส่วนธงพื้นสีแดงคือธงของกองทัพรัฐฉาน (Shan State Army – SSA)

ทหารกองทัพรัฐฉาน (SSA) ในงานพิธี “วันปฏิวัติประชาชนรัฐฉาน” ปีที่ 53


อาร์ม เครื่องหมายที่ไหล่ซ้ายของ ทหารกองทัพรัฐฉาน (SSA) ในปีนี้เปลี่ยนจกรูปหัวเสือ เป็นรูปเสือเต็มตัว ปักอักษรไทใหญ่ “ทัพศึกจึ่งไต” พื้นหลังเสือเป็นแถบสีเหลือง เขียว แดง อันหมายถึงธงชาติรัฐฉาน

พล.ต.เจ้า จายยี่ รองประธานสภากอบกู้รัฐฉาน (RCSS) คนที่ 1 ระหว่างกล่าวสุนทรพจน์ในงาน ทั้งนี้ เจ้าจายยี่เป็นอดีตนายทหารในกองทัพแห่งชาติรัฐฉาน (Shan State National Army – SSNA) ซึ่งในเดือนพฤษภาคมปี 2548 ได้เลิกสัญญาหยุดยิงกับกองทัพพม่า และนำกองกำลังมาเข้าร่วมกับกองทัพรัฐฉาน (SSA) ของ เจ้ายอดศึก

พ.อ.เจ้า จายทู ผู้ช่วยเลขาธิการใหญ่คนที่ 2 กองทัพรัฐฉาน “เหนือ” (SSA/SSPP) ระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ในงานวันปฏิวัติประชาชนรัฐฉานปีที่ 53 ที่ดอยไตแลง รัฐฉาน เมื่อ 21 พ.ค. โดยกองทัพรัฐฉาน “เหนือ” โดย พล.ต.หลอยมาว ได้ส่ง พ.อ.เจ้าจายทูเป็นตัวแทนร่วมงานดังกล่าว และได้ประกาศว่าจะเข้าร่วมกับกองทัพรัฐฉาน (SSA) และสภากอบกู้รัฐฉาน (RCSS) ด้วย โดยถือเป็นการประกาศต่อต้านกองทัพพม่าอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้กองทัพพม่าโจมตีฐานที่มั่นกองทัพรัฐฉาน “เหนือ” อย่างหนักมาตั้งแต่กลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา หลังกองทัพรัฐฉาน “เหนือ” ไม่ยอมเปลี่ยนสถานะเป็นกองกำลังพิทักษ์พื้นที่ (HGF)

นาย ทหารในกองทัพรัฐฉาน และกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ที่เป็นพันธมิตร ได้ถ่ายภาพร่วมกันเป็นที่ระลึกหลังงานพิธี “วันปฏิวัติประชาชนรัฐฉาน” ครบรอบปีที่ 53

พ.อ.เจ้าจายทู ผู้ช่วยเลขาธิการใหญ่คนที่ 2 กองทัพรัฐฉาน “เหนือ” (SSA/SSPP)

พล.ท.เจ้ายอดศึก ผู้นำกองทัพรัฐฉาน (SSA) และประธานสภากอบกู้รัฐฉาน (RCSS)

ภาพบรรยากาศจากพิธีสวนสนามเนื่องใน “วัน ปฏิวัติประชาชนรัฐฉาน” (Shan State People’s Resistance Day) ครบรอบปีที่ 53 ที่ฐานที่มั่นดอยไตแลง ของกองทัพรัฐฉาน (Shan State Army – SSA) ในพื้นที่ชายแดนรัฐฉาน

พิธีดังกล่าวจัดขึ้นโดยกองทัพรัฐฉาน (SSA) “ใต้” และสภากอบกู้รัฐฉาน (Restoration Council of the Shan State - RCSS) โดยการจัดงานปีนี้กองทัพรัฐฉาน “เหนือ” (SSA/SSPP) ภายใต้การนำของพรรคก้าวหน้ารัฐฉาน (Shan State Progress Party – SSPP) ได้ส่ง พ.อ.เจ้าจายทู ผู้ช่วยเลขาธิการใหญ่คนที่ 2 พรรคก้าวหน้ารัฐฉานเป็นผู้แทนมาร่วมงาน และมีการประกาศเข้าร่วมกับกองทัพรัฐฉาน (SSA) และ สภากอบกู้รัฐฉาน (RCSS) ด้วย

โดยถือเป็นการประกาศเข้าร่วมเป็นพันธมิตรทั้งด้านการเมืองและการทหารกับกองทัพรัฐฉาน (SSA) อย่าง เป็นทางการ และถือเป็นการประกาศต่อต้านกองทัพพม่าอย่างเป็นทางการอีกครั้ง หลังจากกองทัพรัฐฉาน “เหนือ” ทำสัญญาหยุดยิงกันเมื่อปี 2532

พล.ท.เจ้ายอดศึก ประธานสภากอบกู้รัฐฉาน (RCSS) และ ผู้นำกองทัพรัฐ ฉาน (SSA) ให้สัมภาษณ์หลังพิธีสวนสนามว่า ประชาชนในรัฐฉานอยากเห็นกองทัพในรัฐฉานแต่ละกองทัพ หันมาปรองดอง สามัคคีกัน โดยการรวมกองทัพระหว่างสองกองทัพรัฐฉาน จะมีการรวมกันอย่างจริงจังโดยภายในปีนี้จะเห็นความชัดเจน ส่วนรูปธรรมขณะนี้ทั้งเราทั้งสองกองทัพพูดคุยกัน เข้าใจกัน โดยจะมีการลงรายละเอียดอีกทีในเรื่องระเบียบวินัยของกองทัพ และไม่ว่ากลุ่มไหนในรัฐฉาน ตอนนี้เราสามัคคีกันทุกกลุ่ม

ส่วนเจ้าจายทู รองผู้บัญชาการคนที่ 2 กอง ทัพรัฐฉาน “เหนือ” กองทัพรัฐฉานเหนือมีการหยุดยิงมาตั้งแต่ปี 2532 โดยหวังจะเอาการเมืองมาแก้ไขปัญหาทางการเมือง แต่กองทัพพม่าไม่รับฟัง มีการใช้กำลังทหารข่มขู่ และมีการปะทะกับกองทัพรัฐฉานเหนือตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคม ที่ผ่านมา โดยกองทัพรัฐฉานเหนือยืนยันว่าจะไม่มีการเจรจากับกองทัพพม่าอีก “ต่อสู้ก็คือต่อสู้ ไม่มีเจรจา เพราะกองทัพเราอยู่กับสภากอบกู้รัฐฉานแล้ว"

สำหรับการจัดงานวันประชาชนปฏิวัติรัฐฉาน เพื่อเป็นการรำลึกถึงเหตุการณ์เมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2501 ซึ่งเจ้าน้อยซอหยั่นต๊ะและพลพรรคราว 30 คน ได้ตั้งกองกำลังต่อต้านรัฐบาลพม่าในรัฐฉาน ในชื่อกลุ่ม "หนุ่มศึกหาญ" (Noom Serk Harn - NSH) ขึ้นที่เมืองหาง เขตอำเภอเมืองโต๋น ในรัฐฉานตอนใต้ ด้านตะวันออกของแม่น้ำสาละวิน

ไม่ยืนยัน คนอเมริกันที่ถูกจับข้อหาหมิ่นฯคือนายสิน แซ่จิ้ว

ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
28 พฤษภาคม 2554

ราย งานจากเว็บไซต์ ประชาไทภาษาอังกฤษเผย นายเลอพงษ์ วิไชยคำมาตย์ ซึ่งถูกตำรวจจับกุมตัวภายใต้ข้อหาหมิ่นฯ อาจจะเป็นนายสิน แซ่จิ้ว ผู้แปลหนังสือ The King Never Smile เป็นภาษาไทย

นายเลอพงษ์ หรือ Joe Gordon อายุ 54 ปี เป็นคนไทยที่เปลี่ยนสัญชาติเป็นอเมริกันเมื่อราว 30 ปีก่อน ได้ถูกจับกุมตัวเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาโดยตำรวจกว่า 20 นาย ที่บ้านพักของเขาที่โคราช หลังจากที่เขาเดินทางกลับมาจากประเทศสหรัฐฯเพื่อมารักษาพยาบาล

ข้อมูล เพิ่มเติมที่เว็บไซต์ประชาไทภาคภาษาอังกฤษเปิดเผยคือ เจ้าหน้าที่ดีเอสไอถือว่าคดีนี้เป็นคดีที่มีความสำคัญ เพราะเชื่อว่านายเลอพงษ์ คือนายสิน แซ่จิ้ว (ค้นหาเพิ่มเติมด้วยตนเองได้จากกูเกิ้ล keyword "นายสิน แซ่จิ้ว") เจ้าของเว็บไซต์ที่จัดตั้งขึ้นในประเทศสหรัฐเมื่อปี 2550 โดยมีการแปลบทความจากหนังสือ The King Never Smile เขียนโดย Paul M. Handley เป็นภาษาไทย

อย่างไรก็ดีจากการตรวจสอบจากเว็บไซต์ของนายสิน แซ่จิ้ว พบว่านายสิน ประกาศว่าตนเองอยู่ในรัฐแคลิฟอเนีย ประเทศสหรัฐฯ ในขณะที่ข้อมูลจากประชาไท แจ้งว่านายเลอพงษ์ อาศัยอยู่ในรัฐโคโลราโดกว่า 30 ปีแล้ว

อนึ่งนายสิน แซ่จิ้ว ให้รายละเอียดตนเองไว้ในเว็บไซต์ของตนว่า "นายสิน แซ่จิ้ว เป็นนามปากกาของชาวอเมริกันที่เคยอาศัยอยู่ในประเทศไทย และได้เห็นเหตุการณ์การฆ่าหมู่นักศึกษาประชาชนอย่างป่าเถื่อนในวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 หลังจากนั้นก็ได้ทำงานหลายอย่างในประเทศไทย รวมทั้งเคยเป็นครูสอนหนังสือ(องค์การConsortium)ที่ศูนย์ผู้อพยพพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี"

นาย Jon Russell นักข่าวจากเว็บไซต์ Asiancorrespondent.com ได้ตั้งประเด็นต่อกรณีดังกล่าวว่า การกระทำของนายเลอพงษ์ หากมีการกระทำจริง ก็ถูกกระทำขึ้นในประเทศสหรัฐฯไม่ใช่ประเทศไทย และกรณีดังกล่าวนี้เป็นการจับกุมตัวต่อประชาชนชาวอเมริกัน(ไม่ใช่คนไทย) นาย Jon ยังชี้ว่าเป็นเรื่องที่น่าติดตามว่าการจับกุมตัวดังกล่าวจะพัฒนาเหตุการณ์ไป อย่างไรเพราะจะก่อให้เกิดกระแสการถกเถียงถึงเรื่องกฏหมายหมิ่นฯ รวมไปถึงการกลายเป็นความระหว่างประเทศ และยังเป็นแรงสนับสนุนกดดันให้มีการปรับปรุงกฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอีก ด้วย

หมายเหตุ ข่าวดังกล่าวขณะนี้ได้ถูกเผยแพร่ไปทั่วโลกแล้ว แต่ยังไม่เป็นข่าวในประเทศไทย กดดูที่ลิงก์


American Arrested for Insulting Thai King

New York Times - Thomas Fuller - ‎8 hours ago‎
BANGKOK — An American citizen has been arrested in Thailand and accused of insulting the country's monarchy in the latest in a string of cases highlighting the strict and controversial laws protecting the ailing king. ...

American citizen charged with insulting Thai king: What is lèse-majesté?

Washington Post (blog) - Sarah Anne Hughes - ‎11 hours ago‎
A Thai " cyber scout,” recruited by the Thai justice ministry, patrols cyberspace in search of anybody violating the kingdom's strict lèse majesté rules. (PORNCHAI KITTIWONGSAKUL - AFP/GETTY IMAGES) Most Westerners take for granted ...

Thailand arrests American for alleged king insult

Newsday (subscription) - ‎13 hours ago‎
(AP) -- Thai authorities said Friday they arrested an American citizen on charges he insulted the country's monarchy, in part by posting a link on his blog four years ago to a banned book about the Southeast Asian nation's ailing king. ...

American Faces More Than 15 Year Sentence in Thailand for Insulting Monarchy

Voice of America - Daniel Schearf - ‎13 hours ago‎
Supporters of Somsak Jeamteerasakul, a 54-year-old professor and former student activist, hold placards at a police station in Bangkok, May 11, 2011. Thailand's army filed charges against the historian for insulting the monarchy, a crime punishable by ...

US citizen charged with Thai royal insult

Reuters - Panarat Thepgumpanat, Martin Petty - ‎18 hours ago‎
BANGKOK (Reuters) - Thai authorities have arrested and charged a US citizen with insulting the country's revered monarchy, the latest of a growing number of people accused of breaching the world's toughest lese-majeste laws. The Department of Special ...

US citizen held for Thai 'insult'

BBC News - ‎18 hours ago‎
An American citizen of ethnic Thai descent has been arrested in Thailand for allegedly insulting the monarchy. The US embassy in Bangkok has confirmed the arrest of an American citizen. The 54-year-old man is reportedly accused of posting on his blog a ...

Friday, May 27, 2011

2 พรรคใหญ่เลือกหาเสียงในถิ่น

ที่มา Voice TV



Voice News ประจำวันศุกร์ที่ 27 พ.ค. 54 ( 19.00 น.)

- 2 พรรคใหญ่เลือกหาเสียงในถิ่น

- 5 พรรคการเมืองดีเบตนโยบายเศรษฐกิจ

- วันล้ออายุ กับพุทธทาสภิกขุ

2 พรรคใหญ่เลือกหาเสียงในถิ่น

2 พรรคการเมืองใหญ่ เดินหน้าหาเสียงในถิ่นฐานเสียงของตัวเอง เพื่อไทยหาเสียงวันสุดท้ายที่มหาสารคาม ส่วนประชาธิปัตย์เปิดตัวผู้สมัครส.ส.ภาคใต้ ที่จังหวัดภูเก็ต

5 พรรคการเมืองดีเบตนโยบายเศรษฐกิจ

นิด้า เปิดเวทีดีเบตนโยบายเศรษฐกิจ 5 พรรคการเมือง แต่ละพรรคชูปัญหาปากท้องประชาชน พร้อมปัญหาค่าครองชีพเป็นแนวทางหลักในการหาเสียง

วันล้ออายุ กับพุทธทาสภิกขุ

105 ปีท่านพุทธทาสภิกขุ กับการสืบทอดเจตนารมย์ ล้ออายุ ในวันคล้ายวันเกิด ไม่ให้หลงระเริง และพิจารณาตนเองในช่วง 1 ปีที่เติบโต

"นพดล"ยัน"ยิ่งลักษณ์"นายกฯแน่ เปรยเป็นรัฐบาลดึง"ชทพ.-ชพน."ร่วม แต่ภูมิใจไทยเป็นไปไม่ได้

ที่มา มติชน

เมื่อ วันที่ 27 พฤษภาคม นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แถลงที่พรรคเพื่อไทย (พท.) กรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ระบุ พท.ยังไม่ชัดเจนเรื่องตัวนายกรัฐมนตรีและไม่ควรให้อนาคตประเทศถูกกำหนดโดย ผู้ต้องหาหนีคดีว่า พท.มีความชัดเจนและมีมติพรรคออกมาแล้วว่าจะสนับสนุน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 พรรคเพื่อไทย (พท.) เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งการที่บอกว่าเลือกพรรคเพื่อไทยแล้ว น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีนั้นไม่มีแน่นอน อีกทั้งที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณ ก็พูดชัดเจนว่าสนับสนุน น.ส.ยิ่งลักษณ์


ผู้ สื่อข่าวถามถึงกระแสข่าว พ.ต.ท.ทักษิณต้องการดึงเอาพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) และพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน (ชพน.) มาร่วมรัฐบาลหาก พท.ชนะการเลือกตั้ง นายนพดลกล่าวว่า ถ้า พท.ได้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง อาจจะมีพรรคการเมืองขนาดเล็กมาร่วมจัดตั้งรัฐบาลบ้าง ซึ่ง ชทพ.และ ชพน. ก็เป็นพรรคการเมืองที่เคยทำงานร่วมกันมาและมีความเป็นไปได้ แต่ที่เป็นไปไม่ได้เลยคือพรรคภูมิใจไทย (ภท.) "เหตุเพราะความสัมพันธ์ระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ กับท่านบรรหาร (ศิลปอาชา) และคุณสุวัจน์ (ลิปตพัลลภ) ก็คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เพราะเคยร่วมทำงานกันมา แต่เวลานี้ยังเร็วเกินไป"

ประชัน Social Media"ประชาธิปัตย์" ก้าวล้ำเข้าถึงทุกตัวละคร "เพื่อไทย"ขายอิมเมจ"ยิ่งลักษณ์"โดดเด่น

ที่มา มติชน



ท่ามกลางความก้าวหน้าทันสมัย ในโลกแห่งการสื่อสารทางSocial Media ที่กำลังบุกเข้าไปเจาะกลุ่ม คนรุ่นใหม่ ที่มีไลฟ์สไตล์อยู่ทางหน้าจอคอมพิวเตอร์ มือถือ ไอโฟน ไอแพด หรือแท็บเล็ต แทนที่สื่อกระดาษ รวมถึงโทรทัศน์ และวิทยุมากขึ้น ในการติดต่อสื่อสารพูดคุยกันไม่ว่าจะเรื่องใดๆ

ยิ่งในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง Social Media จึงกลายเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

เห็น ได้ชัดเจนจาก 2 พรรคการเมืองใหญ่ อย่าง ประชาธิปัตย์ และเพื่อไทย ก็ใช้ Social Media เป็นอีกหนึ่งช่องทางเพื่อติดต่อสื่อสารกับประชาชนในการเผยแพร่ประชันสารพัด นโยบาย (ทำได้จริงหรือเปล่าไม่รู้) ของพรรคตัวเอง รวมถึงเปิดช่องทางให้มีการติดต่อพูดคุยกับประชาชนที่มีฟีดแบคกลับมาอีกด้วย


มติชนออนไลน์จึงได้สอบถามทัศนะ 2 นักวิชาการด้านสื่อ

นายธาม เชื้อสถาปนศิริ ผู้จัดการฝ่ายวิจัย โครงการมีเดียมอนิเตอร์ Media Monitor ซึ่งให้ความเห็นว่า ในมุมมองส่วนตัว ถ้าให้เปรียบเทียบ การทำ Social media ที่ใช้ในการนำเสนอนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทย ค่อนข้างแตกต่างกันตรงที่ว่า พรรคเพื่อไทยมีการใช้สื่อสาธารณะทางอินเตอร์เน็ตแบบช่องทางเดียว ซึ่งการใช้เฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์ของผู้สมัครส.ส.ของพรรคยังมีน้อยอยู่ จึงค่อนข้างไม่ค่อยอัพเดท

ขณะที่ในตัวหน้าเว็บหลักของ พรรคเพื่อไทยเองนั้น โดยรวมค่อนข้างเป็นแบบแผนและทำออกมาได้ดี แต่ก็เป็นเพียงแค่การชูนโยบายของพรรค การโฆษณาที่ใช้ในการหาเสียง ผลงานที่ผ่านมาของทางพรรคเท่านั้น และค่อนข้างเน้นไปที่ตัวบุคคลเพียงคนเดียว อย่างเช่นการนำเสนอ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัครส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ อันดับหนึ่งของพรรคเพื่อไทย จนทำให้ผู้สมัครคนอื่นๆ ของพรรคโดนกลบหมดในโลกของSocial Media


ขณะที่ ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ต้องยอมรับว่า ในแง่ของสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่หลายคนมีการใช้ โซเชี่ยล มีเดีย เพื่อบ่งบอก โฆษณาความเป็นตัวตนของตัวเองกันอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นของตัวเฟซบุ๊กของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเอง นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน นายกรณ์ จาติกวณิช นายกอร์ปศักดิ์ สภาวะสุ หรือนายสาทิตย์ วงษ์หนองเตย เป็นต้น

หรือแม้กระทั่งหน้าเว็บเพจของพรรค ประชาธิปัตย์เอง ก็มีการอัพเดทข้อมูลข่าวสารอยู่เรื่อยๆ และมีการเปิดให้แสดงความคิดเห็น หรือให้ประชาชนเข้าไปโพสข้อความต่างๆ ตอบโต้กันผ่านทางเฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์ เพื่อติดต่อสื่อสารกับคนของพรรคประชาธิปัตย์ รวมถึงมีการถ่ายทอดสดการลงพื้นที่หาเสียงต่างๆ ของสมาชิกพรรคนอกเหนือไปจากตัวของนายอภิสิทธิ์ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคเอง จึงทำให้การหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ ผ่านทางโลกของอินเตอร์เน็ตดูมีความยืดหยุ่น ใกล้ชิด และดูเข้าถึงประชาชน โดยต้องยอมรับว่า ทางปชป.มีทีมงานที่เข้มแข็งและทำงานกันเป็นทีมในการช่วยแพร่กระจายนโยบายของ พรรค


"การ เผย แพร่ของข้อมูลข่าวสารของพรรคประชาธิปัตย์ ไปได้ไกลกว่าทางพรรคเพื่อไทย เห็นได้จากการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างประชาชนผู้ใช้ระบบสื่อสารทางอินเตอร์เน็ต กับกับตัวของพรรค ซึ่งต้องยอมรับว่า ปชป.เขาใช้ช่องทางนี้ในการแตกกระจายนโยบายต่างๆ ในการหาเสียงเพื่อเป็นแรงผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อนกิจกรรมต่างๆ เท่ากับว่า ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว และก็ไม่ได้ดูว่า นายอภิสิทธิ์ โดดเด่นเหนือลูกพรรคคนอื่นๆ เหมือนที่เพื่อไทยพยายยามชูยิ่งลักษณ์ให้มีภาพกลบผู้สมัครคนอื่นๆ ด้วย แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ผู้ที่ใช้โซเชี่ยลเน็ตเวิร์คจะต้องชื่นชอบประชาธิปัตย์กว่าเพื่อไทยนะ" นายธามกล่าว

ด้าน ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มองว่า ในภาพรวมของการใช้ Social Media ของนักการเมืองไทย ยังคงเป็นเหมือนการพูดคุยสื่อสารเพียงด้านเดียว ส่วนใหญ่ผู้ใช้ยังไม่ค่อยเข้าใจธรรมชาติของ ความเป็นสื่อสังคมออนไลน์ สารที่นำเสนอไปก็ยังไม่ได้ก่อให้เกิดการปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้ เมือพูดด้านเดียวก็เหมือนกับเป็นการโฆษณาประชาสัมพันธ์ นโยบายของพรรคเพียงเท่านั้น

ทั้งๆที่มันควรที่จะมีการทำ ความเข้าใจและเข้าให้ถึงกลุ่มเป้าหมาย ความต้องการของประชาชนในเรื่องต่างๆ เช่น เรื่องนโนยบายทางการศึกษา ซึ่งทางพรรคการเมืองนั้นๆ ควรเปิดช่องทางในสื่อออนไลน์ในการทำการพุดคุยกับนักเรียน นักศึกษา พ่อแม่ ผู้ปกครอง หรืออาจารย์ในความต้องการปัญหา และสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในแวดวงการศึกษาด้านต่างๆ เพื่อให้มีความเข้าใจว่า สิ่งไหน เป็นแบบใด เพื่อที่จะทำให้นโยบายของตนเองสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่


ดร.มานะ กล่าวต่อว่า การใช้ Social Media ของพรรคการเมืองต้องมีการวางแผนการใช้งานตลอด ซึ่งอย่างในเมืองนอกเขามีแบบแผนที่ดีและก็เข้าถึงประชาชนให้มีการตอบโต้สื่อ สารกันไปมา อย่างที่ บารัค โอบาม่า ใช้ในการหาเสียงก่อนเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ เขาก็ใช้มายสเปซ ในการสื่อสารกับประชาชนรวมถึงใช้ในการะดมทุนเพื่อใช้ในการเลือกตั้ง ซึ่งตอนนั้น เฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์ยังไม่ได้รับความนิยม แต่ของเมืองไทยเอง เราใช้สื่อตรงนี้ตามกระแสโดยเฉพาะช่วงนี้ ซึ่งอาจจะดูคึกคักและมีการตื่นตัวขึ้นมาหน่อย แต่ขาดการวางแผนในระยะยาว และไม่ค่อยประกอบกับสื่อหลักเท่าที่ควร


ส่วนการใช้สื่อดัง กล่าวนี้ ของพรรคใหญ่ๆ อย่างประชาธิปัตย์ และเพื่อไทย ที่มีการประชันนโยบาย กันนั้น ก็ต้องยอมรับว่า ประชาธิปัตย์นำหน้าเพื่อไทยในเรื่องนี้มานาน ซึ่งนักการเมืองในพรรคก็เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีการใช้เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ส่วนตัว แต่ความจริงจะว่าก็ไม่ต่างอะไรกันมากกับพรรคเพื่อไทย ที่บางทีก็ยังคงเป็นการป้อนข้อมูลข่าวสารเพียงทางเดียว อาจไม่ค่อยเกิดประโยชน์ ไม่ได้ติดต่อ พุดคุยหรือแชร์นโยบายของพรรคตนเองกับประชาชนเท่าใดนัก

" จริงๆ แล้วอยากจะให้พรรคการเมืองต่างๆ ใน Social Media อย่างเข้าใจธรรมชาติของมัน มีการกำหนดแผน กลยุทธ์แนวทางของพรรคให้ชัดเจนว่า ตรงกับความเป็นจริงด้านไหน อยากให้หวังผลในระยะยาวมากกว่าระยะสั้น"

ดร.มานะ กล่าว

ตามไปดู บ้านบิ๊กบัง ในค่ายทหาร ราบ 11 วิจารณ์แซดกระทบภาพลักษณ์กองทัพ

ที่มา มติชน




หนึ่งในบ้านพัก 5 เสือทบ.


ห้องรับแขกสุดหรู


ห้องประชุม ?


เกษียณปี 2550

จาก กรณีที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีต ผบ.ทบ. ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรคมาตุภูมิ ใช้บ้านพักรับรองภายในกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11รอ.) เป็นที่ดำเนินกิจกรรมทางการเมือง จนส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของกองทัพบก ทั้งๆ ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ให้นโยบายว่า กองทัพจะไม่ยุ่งกับการเลือกตั้ง และจะให้สิทธิทุกพรรคเท่าเทียมกันในการหาเสียงในพื้นที่หน่วยทหาร

ขณะ ที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ กล่าวชี้แจงว่า การพักอาศัยที่บ้านภายใน ร.11 รอ. ได้ทำหนังสือขออนุญาตอย่างถูกต้องจากกองทัพบก และการที่เป็นอดีตผู้บัญชาการทหารบกทำให้มีพี่น้อง เพื่อน มาเยี่ยมเยียนบ่อยครั้ง แต่ไม่เคยใช้บ้านหลังนี้ทำกิจกรรมหรือเคลื่อนไหวทางการเมือง หากเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับงานการเมืองแล้ว ตนจะใช้สถานที่ที่ทำการพรรค

ก่อนหน้านี้ ต้นกุมภาพันธ์ 2554 นิตยสาร WHO ? นำเสนอบทสัมภาษณ์"บิ๊กบัง"ใน บ้านพักหลังงามย่านพหลโยธิน

สิ่งที่น่าตื่นใจคือ ในโรงรถและรอบบ้าน มีรถหรูจอดอยู่หลายคัน ...บางคันยังป้ายแดง

จริง ๆ แล้ว บ้านพักหลังงามหลังนี้จะมิใช่ กรรมสิทธิ์ของ พล.อ.สนธิ แต่เขาก็พำนักมาแล้วร่วม 3 ปี ด้วยเป็นหนึ่งในบ้านพักของ 5 เสือ ทบ. (ผู้บัญชาการทหารบก รองผู้บัญชาการทหารบก ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก 2 นาย เสนาธิการทหารบก) ซึ่งสร้างเสร็จไปแล้ว 4 หลัง

บ้าน แต่ละหลังจะมีภาพสนามกอล์ฟกว้างสุดลูกหูลูกตาเป็น "หลังบ้าน" ซึ่ง พล.อ.สนธิชี้ชวนชม พลางว่า หากเป็นยามเช้าด้วยแล้วมักจะต้องหยิบกล้องคู่ใจขึ้นมาบันทึกภาพไว้ไม่ขาด จากนั้นก็จะใช้เป็นฉากหลังสำหรับกาแฟถ้วยโปรดและหนังสือพิมพ์ในมือทุกเช้า.

อภิสิทธิ์ น๊อตหลุด (version เน้นๆ )

ที่มา thaifreenews

โดย ice angel




เหวง-ธิดา ยันแผนล้มเจ้าของ ศอฉ.ไม่มีหลักฐาน จ้องฟ้องกลับธาริต

ที่มา ข่าวสด



เมื่อ วันที่ 27 พ.ค. ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ นางธิดา โตจิราการ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) พร้อมด้วย น.พ.เหวง โตจิราการ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย นายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ์ นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย แกนนำ นปช. และนายสมบัติ บุญงามอนงค์ บก.ลายจุด แกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง และสมาชิกกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตยจำนวนหนึ่ง ได้เข้าเยี่ยม นายจตุพร พรหมพันธุ์ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย นายนิสิต สินธุไพร และนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย ผู้ต้องขังคดีความผิด มาตรา 112 ภายในแดน 1 ใช้เวลาเข้าเยี่ยม 1 ชั่วโมง

ระหว่างเดินทางกลับนางธิดาและน.พ.เหวง ได้นําผังล้มเจ้าของ ศอฉ.เมื่อปี 53 กับผังล้มเจ้าของดีเอสไอ ปี 54 มาโชว์ต่อสื่อมวชน เพื่อให้เปรียบเทียบข้อมูลและรายชื่อบุคคลที่อยู่ในผังว่าเหมือนกัน โดยมีรายชื่อแกนนํานปช.ติดอยู่ด้วยหลายคน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ พ.อ.สรรเสริญ ได้ออกมายอมรับต่อศาลว่าผังศอฉ.ดังกล่าวไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน

นางธิดา กล่าวว่าไม่พบนายจตุพร เนื่องจากถูกเบิกตัวไปศาล ส่วนนายนิสิต ก็ยังคงมีสุขภาพแข็งแรงดี และเมื่อวานนี้ตนได้เดินทางไปพบนายอัมสเตอร์ดัม ที่ฮ่องกง ก็ได้มีการพูดคุยถึงความคืบหน้าการดำเนินคดี 91 ศพต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ รวมทั้งปัญหาการเมืองในไทย โดยนายอัมสเตอร์ดัมเป็นห่วงกรณีที่ แกนนำ 19 คน ถูกออกหมายเรียกในคดีล้มเจ้า ระหว่างนี้ตนก็ได้ทำหนังสือมอบอำนาจไว้ให้กับนายอัมสเตอร์ดัม 1 ฉบับ หากเกิดอะไรขึ้นในวันที่ 2 มิ.ย.หากตนต้องติดคุกก็ขอให้เขาช่วยดำเนินการเรียกร้องความเป็นธรรมแทนด้วย

นอกจากนี้ น.พ.เหวง โตจิราการ กล่าวถึงกรณี พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก ในฐานะอดีตโฆษกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ยอมความต่อศาลอาญายอมรับว่า ผังล้มเจ้าของศอฉ. ซึ่งมีชื่อนายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นั้นเป็นเพียงการดำเนินการตามความเชื่อ ปราศจากหลักฐาน และยอมรับด้วยว่า บุคคลที่ถูกกล่าวหาในผังล้มเจ้าไม่ได้หมายความว่าอยู่ในขบวนการล้มเจ้า ดังนั้น เมื่อมีการออกมายอมรับอย่างนี้ ตนจึงขอถามหาความรับผิดชอบจาก ศอฉ. และ จาก พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รวมทั้ง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ โดยจะมีการตั้งทนายเพื่อฟ้องร้องเอาผิดกับ ศอฉ.และรัฐบาลชุดนี้ที่ปล่อยให้ความเข้าใจผิดเกิดขึ้นมายาวนานจนถึงปัจจุบัน ซึ่งก็คงต้องมีการฟ้องกลับนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอด้วยอย่างแน่นอนที่กล่าวหาซึ่งไม่ตรงกับความเป็นจริง

27 5 54 ข่าวเที่ยงDNN เบื้องหลัง อภิสิทธิ์ น๊อตหลุด

ที่มา thaifreenews

โดย trex0196