WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, May 30, 2011

ร้องปลดเจิมศักดิ์พ้นช่อง11เหตุใช้สื่อรัฐโจมตีเพื่อไทยใส่ร้ายเสื้อแดง ตะแบงหาเสียงช่วยประชาธิปัตย์

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
30 พฤษภาคม 2554

หมายเหตุไทยอีนิวส์:ลุ่ม คนเสื้อแดงล้านนา ได้ส่งแถลงการณ์ถึงรัฐมนตรีประจำสำนักนายรัฐมนตรี (นายองอาจ คล้ามไพบูลย์) และ ผอ.สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ผ่าน ผอ.ศูนย์ประชาสัมพันธ์ภาคเหนือ เรื่อง ขอให้ยกเลิกรายการที่ นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เป็นผู้ดำเนินรายการทั้งหมด ดังมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

วันนี้( 30พ.ค.)กลุ่มคนเสื้อแดง 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ประกอบด้วย แดงเชียงใหม่ แดงเชียงราย แดงพะเยา แดงลำปาง แดงลำพูน แดงแพร่ แดงน่าน และแดงแม่ฮ่องสอน ได้มาร่วมปรึกษาหารือกันในหลายๆเรื่อง

1.รวมตัว กันเป็นกลุ่มเสื้อแดงเสรีชนรักประชาธิปไตย ไม่เอาเผด็จการ ไม่มีพรรคการเมือง มีแต่คนที่มีใจรักความยุติธรรมมารวมตัวกันเท่านั้น ในนาม "กลุ่มเสื้อแดงล้านนา"

2.เราจะดำเนินกิจกรรมรณรงค์ส่งเสริม ประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการอำนาจมืดต่อไป ทั้งการออกเวทีสัญจร และจัดสัมมนาวิชาการให้มวลชน ตราบที่เราเห็นว่าประเทศชาติของเรายังไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

3.กิจกรรม ที่เราจะดำเนินการนั้นจะเป็นการทำงานต่อเนื่องจากที่เราเคยช่วยกัน ทำตลอดมา งบประมาณการทำงานทุกบาททุกสตางค์มาจากพวกเรากันเองประชาชนทุกหมู่เหล่าช่วย กันบริจาค

และเนื่องด้วยการมารวมตัวกันของพี่น้องหลายจังหวัดในครั้ง นี้ เรามีความคิดเห็นร่วมกัน ในเรื่องที่สถานีโทรทัศน์ช่อง 11 หรือ ช่องหอยม่วง NBT ให้ นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ดำเนินรายการสร้างความแตกแยก เจตนาใส่ร้ายป้ายสี ต่อกลุ่มคนเสื้อแดงอย่างไม่เป็นธรรม ขาดซึ่งสามัญสำนึกในการสร้างความสามัคคีและความสงบสุขในช่วงการเลือกตั้ง

งาน แรกของการรวมตัวกันของกลุ่มเสื้อแดงล้านนาจึงเป็นการขับไล่นายเจิมศักดิ์ ให้ยุติการทำรายการทุกกรณีก่อนที่จะถึงวันเลือกตั้ง วันนี้เราจึงได้ทำหนังสือถึงนาย องอาจ คล้ามไพบูลย์ รมต.ประจำสำนักนายรัฐมนตรี ผู้ดูแลช่อง 11 และ ผอ.ช่อง 11 ให้ยกเลิกรายการของนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง โดยทันทีตามแถลงการณ์ และวันที่ 1 ที่จะถึงนี้หากยังไม่มีมาตรการอะไรออกมา เราจะมาทวงถามกันอีกครั้ง

..........

ใน สถานการณ์ของประเทศไทยซึ่งเข้าสู่การเลือกตั้งในวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 กลุ่มคนเสื้อแดงล้านนา ซึ่งเป็นองค์กรเสื้อแดงอิสระที่มิได้สังกัดพรรคการเมืองใด ต้องการเห็นความยุติธรรมและความสงบสุข ภายในประเทศ ซึ่งจะมาจากประชาชนอันเป็นพลังบริสุทธิ์ออกไปใช้สิทธิ์ใช้เสียงอย่างอิสระ ตามแนวทางระบอบประชาธิปไตย

กลุ่มคนเสื้อแดงล้านนา ขอประกาศเจตนารมณ์ ว่าเราจะดำเนินการตามแนวทางส่งเสริมให้ได้มาซึ่งระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง สร้างความยุติธรรมในการเลือกตั้ง และต่อต้านอำนาจนอกระบบที่ใช้อำนาจแทรกแซงการเลือกตั้งเพื่อให้เกิดความได้ เปรียบเสียเปรียบ ของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งอย่างถึงที่สุด

ตาม แนวทางนี้เราขอให้ สื่อมวลชนทุกแขนง ไม่ว่าจะของเอกชน หรือของรัฐได้เสนอข่าวเกี่ยวกับการเลือกตั้งให้ประชาชนได้รับทราบอย่างเป็น กลาง แต่ปรากฏหลักฐานอันเป็นที่ชัดเจนในขณะนี้ว่า สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย หรือ NBT ช่อง 11 ได้ให้ นายเจิม ศักดิ์ ปิ่นทอง ดำเนินรายการ หาเสียงให้แก่พรรคการเมืองหนึ่ง และโจมตีอีกพรรคการเมืองหนึ่ง ด้วยการใช้เล่ห์เพทุบายในการอธิบายความ โดยสร้างความแตกแยกในหมู่ประชาชน ป้ายสีให้ร้ายต่อองค์กรประชาธิปไตยคนเสื้อแดง ซึ่งก่อให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบในทางการเลือกตั้ง อันเป็นการกระทำของสถานีวิทยุโทรทัศน์ของรัฐ อย่างไม่เป็นธรรมในช่วงที่มีการหาเสียงเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในขณะนี้

เพื่อ ให้ เกิดความยุติธรรมและให้การเลือกตั้งเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย จึงขอให้ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย หรือ NBT ช่อง 11 ยกเลิกรายการ ที่นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เป็นผู้ดำเนินรายการทั้งหมดโดยทันที

ทั้ง นี้ กลุ่มคนเสื้อแดงล้านนา จะเดินทางมาติดตามการดำเนินการของช่อง 11 ในเรื่องที่แจ้งให้ทราบในครั้งนี้ ในวันที่ 1 มิถุนายน 2554 เวลา 15.00 น. ณ.ศูนย์ประชาสัมพันธ์ภาคเหนือจังหวัดเชียงใหม่อีกครั้งหนึ่ง



กลุ่มคนเสื้อแดงล้านนา

วันที่ 30 พฤษภาคม 2554

'ลิเบีย ตูนีเซีย อียิปต์ ไทยแลนด์'!กระหึ่มแดนจิงโจ้

ที่มา Thai E-News

โดย Thai Red Australia
30 พฤษภาคม 2554

ไทยเรดออสเตรเลีย ผนึกกำลังหลายประเทศ ต่อสู้เผด็จการ

เมื่อ วันเสาร์ที่ 26 พฤษภาคม ที่ผ่านมา กลุ่มประชาธิปไตยไทยออสเตรเลีย หรือ Thai red Australia ได้ไปร่วมงาน Culture of Resistance Green Left Weekly " A tribute to the revolutions in the Middle East, Africa and Latin America " , Ukrainian Assoc Hall, 59 Joseph St, Lidcombe ซึ่งเป็นงานระดมทุน และเป็นการจัดงานเพื่อความร่วมมือกันของประเทศต่างๆ ที่ต้องการปลดปล่อยประเทศตนให้พ้นจากอำนาจเผด็จการ อย่างเช่น ซีเรีย ลิเบีย อิหร่าน ปาเลสไตน์ ตูนีเซีย อียิปต์ และอีกหลายประเทศในตะวันออกกลาง และลาตินอเมริกา





ภาย ในงาน ทางกลุ่มพลังประชาธิปไตยไทยออสเตรเลีย ยังได้จัดบอร์ด แสดงถึงประวัติศาสตร์การต่อสู้ของประชาชนไทย ตั้งแต่คศ.1932 (พ.ศ.2475) จนถึง ปัจจุบัน อย่างเช่นเหตุการณ์ 14ตุลา 6ตุลา พฤษภาทมิฬ รวมไปถึงเหตุการณ์10เมษา และ19พฤษภาของปีที่แล้วด้วย ซึ่งประเทศต่างๆ ที่อยู่ในสถานการณ์ใกล้เคียงกัน ได้ให้ความสนใจ และพร้อมให้การสนับสนุนการต่อสู้ของประชาชนไทยอย่างเต็มที่

พร้อมงาน นี้ ได้มีการลงชื่อ เพื่อให้ยกเลิก กฎหมายมาตรา 112 ที่เป็นกฎหมายริดรอนสิทธิมนุษยชน และเป็นกฎหมาย ข่มขู่คุกคามฝ่ายตรงข้าม เป็นปัญหาของประเทศ อยู่ทุกวันนี้

เชิญชมวีดีโอจากงาน



******
ข่าวเกี่ยวเนื่อง:ไพร่ยุโรปเลือกเบอร์1เตือนอำมาตย์เลิกฝืนมติ

แหม่..ทำเข้าไปได้!เอาหญ้ายัดปากป้ายอภิสิทธิ์

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา เฟซบุ๊คMkrab Wansri


เฟซ บุ๊คของผู้ใช้ชื่อMkrab Wansriได้ลงภาพมีการทำลายป้ายหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์หลายแบบ ทั้งกรีดแผ่นป้ายนำภาพถ่ายส่วนหัวของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ออก ขณะที่บางป้ายเจาะช่องตรงปากแล้วนำหญ้ามายัดใส่ปาก

เป็น ห่วงพื้นฐานทางจริยธรรมคนไทยบางกลุ่ม ค่อนข้างต่ำ ซึ่งจะทำให้บ้านเมืองมีปัญหาไม่จบสิ้นครับ การเคารพกติกา การรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง การมีน้ำใจนักกีฬาคือรู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ยังต้องรณรงค์ปลูกฝังกันต่อไป

พร้อมกันนั้นได้เปิดเผยที่มาของภาพว่า ภาพที่เห็นปรากฎอยู่ที่อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยมีเพื่อนส่งมาให้

ก่อน หน้านี้รายการเรื่องเล่าเช้านี้ทางช่อง 3 ของสรยุทธ์ สุทัศนะจินดา นำเสนอข่าวว่าที่กาฬสินธุ์มีการนำหญ้ายัดปากป้ายนายอภิสิทธิ์ ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฏหมาย



ป้ายหาเสียง ปชป. ที่ จ.น่าน ถูกทุบ กรีดเละ



ไทยรัฐออนไลน์ รายงานว่า สนามเลือกตั้งน่านดุ ป้ายหาเสียงพรรคประชาธิปัตย์ โดนมือดี ทุบ-กรีด พ่นสีข้อความทับแผ่นป้ายผลงานและนโยบาย พังเละ

หลัง การมีการ สมัคร ส.ส.จังหวัดน่าน เสร็จสิ้นแล้ว ส่งผลให้บรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้ง เริ่มกลับมาคึกคัก และมีสีสันขึ้นอย่างชัดเจน ป้ายหาเสียงของพรรคการเมืองต่างๆ เริ่มทยอยขึ้นในถนนสายต่างๆ ทั้งสายหลักและตามหมู่บ้านชุมชนต่างๆ

อย่าง ไรก็ตาม แผ่นป้ายผลงานและนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีรูปนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ซึ่งติดตั้งไว้ตั้งแต่สะพานพัฒนาภาคเหนือ เริ่มจากบ้านแสงดาว หมู่ 2 ต.ฝายแก้ว อ.ภูเพียง จ.น่าน ยาวตลอดเส้นทางสายน่าน-แม่จริม ไปจนถึงบริเวณบ้านน้ำใส หมู่ 5 ต.ฝายแก้ว อ.ภูเพียง จ.น่าน จำนวนกว่า 25 แผ่นป้าย ได้ถูกทำลายเสียหาย โดยใช้มีดกรีดบริเวณรูปนายอภิสิทธิ์ จนเป็นรู บางป้ายก็ถูกกรีดขาดจนเหลือครึ่งเดียว

นอกจากนี้บางป้ายยังถูกพังล้ม ระเนระนาด ที่หนักคือ สีพ่นข้อความ ทับแผ่นป้ายผลงานและนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 54 ที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ไม่มีผู้แทน หรือว่าที่ผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ จ.น่าน เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่อย่างใด

โดยขณะนี้ทาง พล.ต.ต.ฉลองชัย บุรีรัตน์ ผบก.ภ.จ.น่าน ได้ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.ภูเพียง เร่งเก็บข้อมูล สืบสวน เพื่อทำบันทึกหลักฐาน แต่ยังไม่สามารถหาตัวผู้กระทำผิดได้

ด้านนายคำรณ ลำพูน ผู้สมัครเลือกตั้ง สส. ในระบบบัญชีรายชื่อ และในฐานะที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ สาขาน่าน เปิดเผยว่าขณะนี้ ได้รับรายงานว่าป้ายหาเสียงพรรคถูกทำลาย แล้ว โดยป้ายหาเสียง ดังกล่าวนี้ เป็นป้ายนโยบายพรรคจากส่วนกลางซึ่งส่งให้กับทีมงานดำเนินการติดตั้งจึงไม่ ทราบในเรื่องจำนวนป้าย และการติดตั้งทั่วทั้งจังหวัดน่าน

โดยตนเอง จะได้มอบหมายให้ทางศูนย์ประสานงานพรรคประชาธิปัตย์สาขาน่าน เข้าแจ้งความร้องทุกข์เพิ่มอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากเป็นคดีเกี่ยวกับการทำลายทรัพย์สิน

เจาะลึกข้อมูลเรื่องเว็บ “ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง”

ที่มา Thai E-News

เมื่อ ลองค้นหาข้อมูล “เชิงลึก” ในเว็บ “ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง” เรื่องกฏหมาย 112 ซึ่งเป็นปัญหายักษ์ใหญ่ในไทย หรือข้อมูลเกี่ยวกับการฆ่าประชาชนมือเปล่าที่ราชประสงค์และผ่านฟ้า หรือข้อมูลเรื่องงบลับของทหาร หรือการโกงกินในโครงการหลวง หรือการโกหกของ ศอฉ. หรือการโกงกินของนักการเมืองประชาธิปัตย์ ท่านจะไม่พบอะไรทั้งสิ้น แต่ปรากฏว่ามีการ “เปิดโปง” เรื่อง คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
29 พฤษภาคม 2554

วันนี้ สุชาดา จักรพิสุทธิ์ อดีตบรรณาธิการบริหารนิตยสาร สารคดี และกรรมการบริหารสำนักข่าวประชาธรรม ประกาศเปิดตัวเว็บไซท์ “ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง” ซึ่งอ้างตัวเป็น “อีกทางเลือกข่าวเชิงลึก” สำหรับคนไทย และเน้นการเปิดโปงคอรรับชั่น

แต่ก่อนที่ท่านจะหลงคิดว่าอันนี้เป็นเวH[ทางเลือกจริงๆ กรุณาพิจารณา “ข้อมูลเชิงลึก” ดังต่อไปนี้

1. “ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง” ได้รับเงินทุนทั้งหมดจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งเป็นองค์กรของรัฐบาลไทย ที่ได้ทุนจากการเก็บภาษีของรัฐไทย เอ็นจีโอไทยชอบขอเงินจากองค์กรนี้

2. เมื่อลองค้นหาข้อมูล “เชิงลึก” ในเว็บ “ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง” เรื่องกฏหมาย 112 ซึ่งเป็นปัญหายักษ์ใหญ่ในไทย หรือข้อมูลเกี่ยวกับการฆ่าประชาชนมือเปล่าที่ราชประสงค์และผ่านฟ้า หรือข้อมูลเรื่องงบลับของทหาร หรือการโกงกินในโครงการหลวง หรือการโกหกของ ศอฉ. หรือการโกงกินของนักการเมืองประชาธิปัตย์ ท่านจะไม่พบอะไรทั้งสิ้น แต่ปรากฏว่ามีการ “เปิดโปง” เรื่อง คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

3. ในเว็บ “ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง” มีลิงค์สู่เวH[แนวร่วม เช่น กกต. สำนักงานปราบปรามการคอร์รับชั่น สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย องค์กรนักข่าวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ฯลฯ ซึ่งในยุคนี้แต่ละองค์กรมีกลิ่นอายของความเป็นเหลือง

4. องค์กรหนึ่งที่ “ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง” ลิงค์ด้วยที่น่าสนใจมากคือ โครงการศูนย์ติดตามประชาธิปไตยไทย (Thailand Democracy Watch) ของคณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มี ศ.ดร.จรัส สุวรรณมาลา เป็นผู้ก่อตั้ง

ท่านคงจำ ศ.ดร.จรัส สุวรรณมาลา ได้ เขาเป็น “สลิ่ม” ที่อ้างตัวเป็นกลาง ที่ไปจัดงานชูป้ายวิจารณ์การชุมนุมของคนเสื้อแดงที่สวนลุมพีนี และจุฬาฯ เป็นมหาวิทยาลัยที่นำหนังสือ A Coup for the Rich ของผมไปให้ตำรวจ เพื่อสืบสวนคดี 112

5. อีกองค์กรที่ “ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง” ลิงค์ด้วยคือ SIU (Siam Intelligence Unit) ซึ่งร่วมกับ ศ.ดร.จรัส สุวรรณมาลา (มาอีกแล้ว!!) ในการก่อตั้ง “เครือข่ายข้อมูลการเมืองไทย” ซึ่งมี คณะกรรมการกำกับทิศทาง ที่ประกอบไปด้วยคนอย่าง วีระ สมความคิด (พันธมิตรฯที่พยายามก่อสงครามกับประเทศเขมร) นพ.มงคล ณ สงขลา (อดีตรัฐมนตรีในรัฐบาลเผด็จการทหารของ คมช.) และ เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง คนทำสื่อฝ่ายเสื้อเหลือง

สรุป แล้ว “ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง” ดูเหมือนเป็นสื่อของอำมาตย์ในคราบของเอ็นจีโอ ที่เปิดตัวในยุคหาเสียงเลือกตั้ง
****
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-สัมภาษณ์ "สุชาดา" ผอ.สำนักข่าวเจาะแห่งใหม่ ทะลวงข้อมูลคอรัปชั่น

ไพร่ยุโรปเลือกเบอร์1เตือนอำมาตย์เลิกฝืนมติ

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 พฤษภาคม 2554

คน ไทยในต่างประเทศตื่นตัวขานรับกระแสการเลือกตั้ง ไปพร้อมกับการรณรงค์ยกเลิกมาตรา 112 ทั้งนี้จากรายงานของอาจารย์จรัล ดิษฐาอภิชัย อดีตกรรมการ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และแกนนำนปช.ที่อยู่ระหว่างลี้ภัยการเมืองในยุโรป เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ ได้ไปพบปะกับกลุ่มเสื้อแดงดอร์มูน เยอรมนี เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์การเมือง และการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

ผู้ร่วมงานได้นำป้าย และเสื้อรณรงค์ยกเลิกมาตรา๑๑๒ ในประมวลกฎหมายอาญา งานนี้มีนายจักรภพ เพ็ญแข อดีต ส.ส.สุนัย จุลพงศธร อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง และคุณดารุณี กฤตบุญญาลัย ได้สกายส์เข้ามาร่วมกับที่ประชุมด้วย

งานนี้คุณอริสมันต์ได้ร้องเพลงใหม่ ชื่อเพลงทักษิณ และเพลงยิ่งลักษ์ ด้วย บรรยากาศคึกคัก

อาจารย์ จรัลกล่าวถึงบทบาทของเขาในช่วงนี้ว่า ได้พยายามให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ ๓ กรกฎาคม แก่บุคคลและองค์การประชาธิปไตยในประเทศต่างๆ โดยเมื่อวันอังคารที่แล้วได้พบกับ M. Bernard Saugey สมาชิก และเลขาธิการวุฒิสภา ฝรั่งเศส ซึ่งM.Saugey ต้องการรับทราบว่า ทำอย่างไรวิกฤตการณ์ทางการเมืองไทยจึงจะคลี่คลายลง ซึ่งผมแจ้งไปว่า หากชนชั้นปกครองยอมรับเจตจำนงและเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนไทย ปล่อยให้พรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้ง ซึ่งแน่นอนว่าคงเป็นพรรคเพื่อไทยได้จัดตั้งรัฐบาล สถานการณ์ก็น่าจะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น"

กระแสตื่นตัวของไพร่เสื้อแดงในต่างประเทศ



ไพร่อังกฤษกับยุโรปเลือกเบอร์1 http://www.internetfreedom.us/thread-25560.html

Sunday, May 29, 2011

พท เรียกร้องกกต ทำการประชาสัมพันธ์การใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าแก่ประชาชน

ที่มา Pheuthai

พท เรียกร้องกกต ทำการประชาสัมพันธ์การใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าแก่ประชาชน



พท วอนกกต ดูแลกการจัดทำบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าให้โปร่งใส



พท วอนเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัย ให้กับเวทีปราศรัยของทุกพรรค

ยิ่งลักษณ์ปราศรัยใหญ่ สวนลุมพินี กรุงเทพฯ 28 5 54

ที่มา Pheuthai

part1



part2

ห้าพรรคการเมือง ประชันแผนแก้ไขปัญหาปากท้องประชาชน

ที่มา ประชาไท

ทีม เศรษฐกิจห้าพรรคการเมือง ย้ำต้องแก้ไขปัญหาค่าครองชีพ ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ อุ้มเกษตรกร พร้อมรองรับมาตรการการเปิดค้าเสรีในอาเซียน กรณ์เน้น ปชป.พร้อมผลักดันพ.ร.บ.ภาษีและที่ดิน

ภาพประกอบโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ

27 พ.ค 54 – เวลา 13.00 น. ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจจัดเวทีสัมมนาเรื่อง “ท้าความคิด...ประชันนโยบายปากท้องกับ 5 พรรค การเมือง” โดยเชิญตัวแทนจากทีมเศรษฐกิจจากพรรคต่างๆมาเสนอนโยบาย ประกอบด้วย นายพิชัย นริพทะพันธุ์ จากพรรคเพื่อไทย นาย กรพจน์ อัศวินวิจิตร จากพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง จากพรรคประชาธิปัตย์ นายสรยุทธ เพ็ชรตระกูล จากพรรคภูมิใจไทย และนายเกษมสันต์ วีระกุล จากพรรคชาติไทยพัฒนา

นาย พิชัย นริพทะพันธุ์ จากพรรคเพื่อไทย กล่าวว่าขณะนี้ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของโลกมิได้อยู่ในสหรัฐอเมริกาและแถบ ยุโรปอีกต่อไป แต่เคลื่อนย้ายมายังแถบเอเชียโดยเฉพาะจีน อินเดีย และอาเซียน ฉะนั้นจึงเห็นความสำคัญในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของอาเซียน ทั้งในแง่การผลิต การกระจายสินค้า และบริการ

โดยใน 90 วัน แรก หากพรรคเพื่อไทยได้เข้ามาเป็นรัฐบาล จะดำเนินโครงการรื้อสร้างปรับปรุงระบบขนส่ง โดยจะสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูงเพื่อเชื่อมตัวระหว่างภูมิภาค และขยายเส้นทางรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯออกไปอีก 10 สายโดยไม่ให้ค่าบริการเกิน 20 บาท และจะมีการสร้าง “เมืองใหม่” โดยให้เป็นศูนย์กลางการเงิน,ไอที และการบริการสุขภาพ สวนในแง่การศึกษา จะแจกคอมพิวเตอร์แท็บเล็ต 800,000 เครื่องให้แก่เด็กประถมหนึ่งเครื่องต่อหนึ่งคน และทำให้อินเตอร์เน็ตไวไฟความเร็วสูงใช้ได้อย่างทั่วถึง

นอก จาก นี้ในส่วนของภาคเกษตรกรรม จะสร้างชลประทานระบบท่อในบริเวณลุ่มน้ำเพื่อให้ชาวนาปลูกข้าวได้มี ประสิทธิผลมากขึ้น และสร้างเขื่อนเพิ่มเพื่อป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ ที่สำคัญคือจะเปิดตัวโครงการ “เครดิตการ์ดชาวนา” หรือ “บัตรเพิ่มศักดิ์ศรีเกษตรกร” ที่ให้สินเชื่อแก่ชาวนา โดยนำเงินจากการจำนำข้าวมาปล่อยกู้ให้ก่อน นายพิชัยกล่าวว่าวิธีนี้จะทำให้ชาวนาประหยัดขึ้นถึง 40-50% โดยไม่จำเป็นต้องไปกู้หนี้นอกระบบ

ในส่วนของภาคธุรกิจ จะปรับลดภาษีนิติบุคคลเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันในการลงทุนในประเทศ โดยในปัจจุบัน ภาษีนิติบุคคลอยู่ที่ 30% จะปรับลงเป็น 23% ในปี 2555 และให้เหลือ 20% ในปี 2556 ในขณะเดียวกันจะเพิ่มค่าแรงให้กับแรงงานเป็น 300 บาท และเพิ่มเงินเดือนแรงงานที่จบปริญญาตรีเป็น 15,000 บาท โดย หวังว่าในการเพิ่มรายได้ให้คนในประเทศ จะทำให้การบริโภคจับจ่ายใช้สอยสูงขึ้น และส่งผลให้ประเทศได้รายได้จากภาษีบุคคลมากขึ้นตามลำดับ

นอกจากนี้ยังเสนอให้พักหนี้ครัวเรือน โดยหนี้ที่ต่ำกว่า 5 แสนบาท จะพักหนี้ให้ห้าปี และจัดโครงสร้างหนี้ใหม่เพื่อแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ และเพิ่มกองทุนหมู่บ้าน จากแต่ก่อนหมู่บ้านละ 1 ล้านบาท จะเพิ่มเป็น 2 ล้านบาท รวมถึงตั้งธนาคารหมู่บ้าน ในส่วนของนักศึกษามหาวิทยาลัยที่เพิ่งจบใหม่ จะมีการตั้ง “กองทุนตั้งตัว” ซึ่งจัดให้มหาวิทยาลัยละ 1พัน ล้านบาท เพื่อปล่อยกู้ให้นักศึกษาที่จบแล้วนำไปทำธุรกิจเพื่อตั้งตัว และสานโครงการเก่าเช่น โครงการหนึ่งหมู่บ้านหนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือ OTOP, โครงการผู้ประกอบการรายย่อย หรือ SML, ส่งเสริมการท่องเที่ยว และกระจายรายได้ให้ทั่วถึง, โครงการครัวไทยสู่ครัวโลก

พรรค ชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน นายกรพจน์ อัศวินวิจิตรชี้ว่า จะแก้ปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้น โดยการลดราคาวัตถุดิบและต้นทุนการผลิต และตรึงราคาน้ำมัน นอกจากนี้จะเพิ่มวงเงินเครดิตให้แก่ภาคการผลิตโดยไม่คิดดอกเบี้ย

สำหรับกลุ่มแรงงานและเกษตรกร ได้เสนอนโยบายการงดภาษีเงินได้ให้แก่ผู้ที่เข้าตลาดแรงงานในช่วง 5 ปี แรก เพื่อเป็นการลดภาระแก่ผู้ที่เข้าทำงานใหม่ โดยไม่กระทบกับโครงสร้างการเก็บภาษีโดยรวม และงานที่ทำจะต้องมีความมั่นคงและรายได้สูง โดยเสนอขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 350 บาทซึ่ง มากกว่าพรรคอื่นๆ สาเหตุที่มั่นใจว่าทำได้นั้น เนื่องจากจะมีโครงการ “สร้างเถ้าแก่เงินล้าน” ซึ่งเป็นโครงการสร้างธุรกิจขนาดย่อยโดยให้เงินกู้รายละ 1 ล้านบาท ดอกเบี้ย 0% ใน สามปีแรก ซึ่งหากทำได้สำเร็จจะทำให้เกิดการจ้างงานที่มากขึ้นและทำให้ค่าแรงสูงขึ้น ด้วยเป็นลำดับ และจะให้มีเงินกู้เพื่อให้แรงงานสามารถซื้อที่อยู่อาศัย นอกจากนี้ ยังจะส่งเสริมการส่งแรงงานไปต่างประเทศโดยทางรัฐจะจัดให้มีสินเชื่อควบคู่ กัน

ใน แง่ ของสวัสดิการสังคม นายกรพจน์ยอมรับว่ากลไกของกองทุนหมู่บ้านเหมาะสมกับการปล่อยเงินกู้ดีอยู่ แล้ว มากกว่าโครงการธนาคารไปรษณีย์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน นอกจากนี้หากพรรคชาติไทยพัฒนาได้เป็นรัฐบาล จะเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และผู้พิการให้มากขึ้น 2 เท่า และเพิ่มการรักษาพยาบาลให้เป็นทุกโรงพยาบาล ไม่จำกัดเฉพาะที่ใดที่หนึ่งเท่านั้น โดยเงินที่จะนำมาอุดหนุนโครงการที่กล่าวมานั้นอาจมาจากหลายทาง เช่น รายได้มวลรวมประชาชาติที่เพิ่มขึ้น และการเก็บภาษีชนิดใหม่ๆเพิ่มเติม เช่น Land Development Tax ซึ่งในต่างประเทศเก็บจากที่ดินที่อยู่ใกล้การพัฒนาของรัฐ เป็นต้น

พรรค ภูมิใจไทย โดยมีนายสรยุทธ เพ็ชรตระกูล เป็นตัวแทนทีมเศรษฐกิจชี้ว่า ขณะนี้ประเทศไทยเผชิญกับความท้าทายทั้งในประเทศและนอกประเทศอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นทางด้านสิ่งแวดล้อม ความมั่นคงทางอาหาร การกีดกันการค้าเสรี และในประเทศยังประสบปัญหาการขนส่งที่ยังไม่พร้อม

นายสุรยุทธกล่าวว่า หากพรรคภูมิใจไทยได้เข้ามาเป็นพรรคร่วมรัฐบาล จะมีนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจผ่านทางโครงการหลักๆสี่ด้าน คือ การเกษตร, อุตสาหกรรมไฮเทค เช่น ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์, เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และอุตสาหกรรมสิ่งแวดล้อม (eco-industry) โดย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้วยการปรับมูลค่าเพิ่ม และพัฒนาองค์ความรู้ที่จำเป็น เช่น พัฒนาผู้ประกอบการรายย่อยให้มีทิศทางที่ชัดเจนและมีซัพพลายเชนที่เข้มแข็ง ควบคู่ไปกับการพัฒนาการคมนาคมขนส่ง เช่น รถไฟรางคู่ โครงการถนนปลอดฝุ่น รวมถึงการสร้างศูนย์กระจายสินค้าบริเวณชายแดนเพื่อส่งเสริมการลงทุนและ กระจายสินค้าได้มีประสิทธิภาพขึ้น

ทาง พรรค จะคำนึงถึงนโยบายทางเศรษฐกิจที่แก้ไขปัญหาการเหลื่อมล้ำ โดยในส่วนของผลผลิตทางการเกษตรโดยเฉพาะข้าว จะใช้ระบบประกันข้าว ซึ่งสามารถจัดการได้อย่างเป็นระบบโดยให้มีการลงทะเบียน ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ง่าย และประกันเฉพาะส่วนต่างเท่านั้นทำให้ไม่เกิดปัญหาต่างๆเช่นการเสื่อมราคาของ สินค้า การรั่วไหลทุจริต การแทรกแซงราคาตลาดที่เกิดขึ้นเมื่อใช้ระบบจำนำข้าว นอกจากนี้จะส่งเสริม การพัฒนาพันธุ์ข้าว และระบบชลประทานเพื่อให้สามารถขยายการเพาะปลูกและเพิ่มผลผลิตให้ได้มากขึ้น และจะส่งเสริมให้ปลูกยางในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกด้วย

ในการกระจายความเหลื่อมล้ำนี้ นายสุรยุทธกล่าวว่ายังมีนโยบายกระจายพื้นที่ทำกิน โดยจัดสรรพื้นที่ราชพัสดุตามทางรถไฟให้กับประชาชนเพื่อเป็นที่อยู่อาศัย และทำมาค้าขาย และเพื่อเป็นการลดภาระแก่ประชาชน จะลดภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT จาก 7% ให้เหลือ 5% และ ปรับลดภาษีนิติบุคคลเพื่อส่งเสริมการลงทุน นอกจากนี้ จะส่งเสริมเยาวชนไทยให้เป็นนักกีฬามืออาชีพ โดยโดยการสร้างศูนย์กีฬาอาชีพให้อีกด้วย

ใน ขณะ ที่ทางนายเกษมสันต์ ในฐานะตัวแทนทีมเศรษฐกิจพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า สิ่งที่จะทำทันทีเมื่อได้รับเลือกเข้ามาเป็นพรรคร่วมรัฐบาล คือ ตั้งแผน งานว่าด้วยการปรองดองแห่งชาติ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าได้ต่อ และตั้งคณะกรรมการเพื่อพัฒนายุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ ให้คณะรัฐมนตรีหยุดการโกงกิน และเตรียมความพร้อมสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจในอาเซียน โดยย้ำถึงความสำคัญของประชาคมทางเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ว่า เนื่องจากในปี 2558 ประเทศ สมาชิกในภูมิภาคอาเซียน นอกจากจะสามารถเคลื่อนย้ายแรงงานและบริการได้อย่างอิสระแล้ว การค้าขายในหมู่ประเทศสมาชิกจะเป็นไปอย่างเสรี แต่เนื่องจากในปัจจุบัน ประเทศไทยเก็บภาษีนิติบุคคลอยู่ที่ 30% ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านตั้งไว้ที่สูงสุด 20% เช่นเดียวกับภาษีรายได้บุคคลประเทศไทยเก็บอยู่ที่ 0-37% แต่ประเทศเพื่อนบ้านเก็บสูงสุด 20% ซึ่งหากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป การลงทุนอาจจะเคลื่อนย้ายไปยังประเทศอื่นๆมากกว่ามาในประเทศไทย

จึงเสนอนโยบายสองด้านหลักๆ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจดังกล่าว คือ ให้ มีการปรับลดภาษี เช่นภาษีนิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ ควบคู่ไปกับการลงทุนและปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐานให้ดีเท่ากับค่าเฉลี่ยที่กำหนดไว้โดยธนาคารโลก ทั้งหมดนี้เพื่อให้เศรษฐกิจในภาพรวมโตได้ถึง 8% จากปัจจุบันที่อัตราเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ที่ประมาณ 4.4% นอกจากนี้ ยังเสนอให้มีการปรับโครงสร้างภาษีให้เป็นธรรมในระดับบุคคล และเก็บภาษีให้เข้มงวดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทางด้านของพรรคประชาธิปัตย์ นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ในฐานะทีมเศรษฐกิจของพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า ทางพรรคสามารถดำเนิน นโยบายที่ได้ริเริ่มไว้แล้วได้ทันทีหากได้กลับเข้ามาเป็นรัฐบาลอีก ไม่ว่าจะเป็นนโยบายช่วยเหลือและเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชน เช่น นโยบายลดค่าครองชีพ ค่าไฟ ค่าโดยสาร และตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร นโยบายปรับหนี้นอกระบบ และหนี้บัตรเครดิตสำหรับชนชั้นกลาง รวมถึงตั้งกองทุนฟื้นฟู และกองทุนอื่นๆให้แก่เกษตรกร โดยจะปรับโครงสร้างหนี้ให้เหลือ 50% หาก สามารถชำระหนี้ได้ครึ่งแรก ทั้งนี้ จะให้มีการประกันรายได้ให้แก่เกษตรกร และอุดหนุนปัจจัยการผลิตทางการเกษตร เช่น ปุ๋ย และให้มีประกันภายนาล่มที่เกิดจากภัยธรรมชาติ 2,000 บาทต่อ 1 ไร่ด้วย

ในส่วนของแรงงาน จะปรับค่าแรงขึ้นให้มากกว่า 25% ภายใน 2 ปี และดำเนินโครงการ”บ้านหลังแรก” โดยให้กู้เงินเพื่อซื้อบ้านโดยไม่คิดดอกเบี้ยต่อไปอีก 25,000 หลัง

นอกจากนี้ นายกรณ์ยังกล่าวถึงปัญหาการเข้าถึงทรัพยากร เช่น ที่ดินทำกิน ซึ่งในปัจจุบันรัฐบาลกำลังผลัก ดันโครงการโฉนดที่ดิน ธนาคารที่ดิน และย้ำว่าพระราชบัญญัติทรัพย์สินและที่ดินที่ปัจจุบันกำลังรอการพิจารณาใน สภานั้น จะเป็นสิ่งแรกๆที่พรรคประชาธิปัตย์จะนำมาผลักดันเมื่อได้เข้ามาเป็นรัฐบาลต่อไป

และ ใน ระดับประเทศ จะส่งเสริมให้มีการลงทุนเพิ่มขึ้น โดยการสร้างแหล่งน้ำให้เกษตรกรในการเพาะปลูก พัฒนาแหลมฉบังให้เป็นเมืองท่า และสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น จีน ลาว และมาเลเซีย เพื่อให้เกิดความสะดวกรวดเร็วในการคมนาคมและการขนส่งสินค้า

ทางออกจากปัญหาความขัดแย้ง ตามทัศนะของพุทธศาสนา

ที่มา ประชาไท

แม้ผมจะวิจารณ์การอ้างพุทธศาสนา หรือการนำ ธรรมะ มาใช้อธิบาย และ/หรือเสนอทางออกจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในหลายบทความว่า ก่อให้เกิดปัญหามากกว่าช่วยแก้ปัญหา แต่ไม่ได้หมายความว่า ผมคิดว่าควรปิดกั้นการเสนอทัศนะทางพุทธศาสนาในการแก้ปัญหาการเมือง หรือคัดค้านการอ้างอิงทัศนะทางพุทธศาสนาอธิบายการเมือง เพียงแต่ต้องการชี้ให้เห็นว่า การเสนอนั้นๆ มีปัญหาอย่างไรบ้าง
บทความนี้ผมต้องการเสนอทัศนะทางพุทธศาสนาเป็นทางออกจากความขัดแย้งทางการเมือง ตามความเข้าใจ (ตีความ) ของผมดังนี้
1. การทำความเข้าใจปัญหาผ่าน กฎอิทัปปัจจยตา หรือ กฎความเป็นเหตุปัจจัยของสรรพสิ่ง ที่ผ่านมามีข้อผิดพลาดที่สำคัญคือ เมื่อพระสงฆ์บางรูปอธิบายว่า ตราบใดที่นักการเมืองคอร์รัปชันย่อมเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดรัฐประหาร ซึ่งอาจทำให้เข้าใจผิดว่า คอร์รัปชันเป็น สาเหตุจำเป็น ของการเกิดรัฐประหาร เหมือนประโยคว่า อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร ซึ่งความเป็นจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะความสัมพันธ์ระหว่างรัฐประหารกับคอร์รัปชันไม่ได้มีความสัมพันธ์อย่าง จำเป็นเหมือนอวิชชากับสังขาร
ตามกฎอิทัปปัจจยตา (เรียกอีกอย่างว่า ปฏิจจสมุปบาท) เมื่ออวิชชาเกิดสังขารต้องเกิดตามมาอย่างจำเป็น (necessary) แต่ ในทางการเมืองเมื่อเกิดคอร์รัปชันไม่จำเป็นว่ารัฐประหารต้องเกิดตามมาเสมอไป ในอารยประเทศเมื่อมีปัญหาคอร์รัปชันเขาก็แก้ด้วยวิธีอื่นๆ ได้ เช่น การตรวจสอบในสภา การตรวจสอบของนักวิชาการ สื่อ ใช้กระบวนการถอดถอน และ/หรือกระบวนการยุติธรรมภายใต้ระบอบประชาธิปไตย
ฉะนั้น หากจะใช้กฎอิทัปปัจจยตาอธิบายเหตุปัจจัยของรัฐประหาร ต้องจัดความสัมพันธ์ของเหตุปัจจัยให้ถูก เหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดรัฐประหารอย่างจำเป็นคือระบบสังคม-การเมือง หรือระบบกฎหมายของรัฐที่เปิดช่องให้อำนาจนอกระบบเข้ามาแทรกแซงการเมืองได้
2. พุทธศาสนาถือว่าทุกสิ่งเกิดแต่เหตุ ทุกข์หรือปัญหาในชีวิตและปัญหาทางการเมืองเป็นต้น ก็ย่อมมีสาเหตุเช่นกัน จะแก้ปัญหาก็ต้องแก้ที่ต้นเหตุ ฉะนั้น หากจะออกจากปัญหาความขัดแย้งก็ต้องแก้ที่ต้นเหตุให้ได้
แก้ที่ต้นเหตุ คือแก้เรื่องอำนาจนอกระบบและรัฐประหาร
แล้ว ปัญหาคอร์รัปชันไม่แก้หรือ แก้ครับ ต้องแก้ทุกวัน แก้ไปเรื่อยๆ เหมือนแก้ปัญหาเศรษฐกิจเป็นต้น แต่ต้องไม่แก้ด้วยวิธีรัฐประหาร เพราะเราไม่รู้ว่าปัญหาคอร์รัปชันจะหมดไปเมื่อใด เหมือนกับไม่รู้ว่าปัญหาเศรษฐกิจจะหมดไปเมื่อใด และก็ไม่มีหลักประกันใดๆ ว่ารัฐบาลที่มาจากรัฐประหารจะไม่คอร์รัปชัน หรือจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจเก่งกว่ารัฐบาลที่ประชาชนเลือก
3. การแก้ที่อำนาจนอกระบบและรัฐประหารมีทั้งระยะสั้นและระยะยาว ระยะสั้นต้องแก้ปัญหาที่รัฐประหารก่อขึ้น คือ
1) การทำลายระบบนิติรัฐด้วยการฉีกรัฐธรรมนูญ จึงทำให้เกิดการทำลายระบบนิติธรรมตามมาด้วยการสร้าง ระบบสองมาตรฐาน ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในการเอาผิดนักการเมืองและพรรคการเมืองฝ่ายตรงกันข้าม แต่ช่วยเหลือนักการเมืองและพรรคการเมืองฝ่ายตัวเองอย่างน่าเกลียด ทั้งในกรณีคดียุบพรรคและการไม่ต้องรับผิดต่อการสลายการชุมนุมที่ผิดหลักสากล จนเป็นเหตุให้ประชาชนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก ปัญหาดังกล่าวนี้จะต้องแก้สองเรื่องหลักๆ คือ
ก) คืนสิทธิที่จะต่อสู้ในคดีความต่างๆ แก่นักการเมือง พรรคการเมือง และประชาชนทุกคนที่ถูกดำเนินการเอาผิดจากกระบวนการที่สืบเนื่องจากรัฐประหาร เนื่องจากกระบวนการดังกล่าวเป็นการปฏิบัติแบบสองมาตรฐานซึ่งขัดต่อหลัก นิติธรรมที่ผู้ถูกกล่าวหาต้องมีสิทธิต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรมที่เป็นกลาง ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่กระบวนการยุติธรรมที่ฝ่ายรัฐประหารเป็นโจทย์กล่าวหาเอง สืบสวนสอบสวนเอง ส่งฟ้องเอง ตัดสินเอง
ข) มีกระบวนการที่เป็นกลางไต่สวนหาข้อเท็จจริงและเอาผิดตามกระบวนการยุติธรรม ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยกรณีที่รัฐบาลอภิสิทธิ์สลายการชุมนุมในเดือนเมษา-พฤษ ภา 2553 (โดยต้องพิจารณาความผิดของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องตามข้อเท็จจริงและตัวบท กฎหมาย)
2) ส่วนระยะยาว ต้องมีคณะกรรมการพิจารณาการจัดวางระบบกฎหมายเกี่ยวกับสถานะ อำนาจ และบทบาทของสถาบันกษัตริย์และกองทัพให้สอดคล้องกับหลักสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และความยุติธรรมตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งจะเป็นแนวทางปกป้องสถาบันให้อยู่เหนือการเมืองอย่างแท้จริง ให้กองทัพอยู่ภายใต้อำนาจของรัฐบาลที่ประชาชนเลือกอย่างแท้จริง และจะเป็นการปิดประตูรัฐประหารอย่างถาวร
4. หยุดการการตีความพุทธศาสนาเพื่อรับใช้ผู้มีอำนาจ เช่น การอ้างอิงคำสอนเรื่องทศพิธราชธรรม และจักรวรรดิวัตร ไม่ควรอ้างอิงเพื่อใช้เป็นเครื่องมือ ยอพระเกียรติ เท่านั้น ดังประเพณีที่ทำตามๆ กันมา ต้องซื่อสัตย์ต่อหลักธรรมดังกล่าวโดยกล้าหาญที่จะอ้างอิงว่า หลักทศพิธราชธรรมคือหลักการตรวจสอบผู้มีอำนาจว่าได้ใช้อำนาจนั้นถูกทำนอง คลองธรรมหรือไม่ ไม่ใช่หลักสำหรับสนับสนุนว่ามีบางอำนาจที่สมควรตรวจสอบไม่ได้
5. การอ้างพุทธศาสนานั้น ต้องกล้าชี้ความไม่เป็นธรรมเชิงโครงสร้างด้วย ไม่ใช่เพียงเตือนสติให้คนละโลภ โกรธ หลง หรือเป็นกลางแบบลอยตัวเหนือปัญหาเท่านั้น โครงสร้างอำนาจนอกระบบที่เป็นสาเหตุให้เกิดรัฐประหารนั้น หากพิจารณาตามหลักการพุทธศาสนาย่อมเป็น โครงสร้างอยุติธรรม ที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข หรือแทนที่ด้วยโครงสร้างที่ยุติธรรมที่อยู่บนหลักเสรีภาพและความเสมอภาคในความเป็นคน
จะว่าไปแล้ว หลักกรรมในพุทธศาสนานั้น คือ หลักความเสมอภาคทางศีลธรรม ในความหมายว่า ทุกคนต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง ใครทำดีย่อมได้รับผลดี ใครทำชั่วย่อมได้รับผลชั่ว โดยหลักการนี้หากนำมาประยุกต์ใช้ในทางกฎหมายก็เท่ากับว่า ทุกคนเสมอภาคตามกฎหมาย ฉะนั้น จึงไม่มีใครที่ทำผิดแล้วสมควรได้รับการยกเว้การเอาผิดตามกฎหมายภายใต้ มาตรฐานเดียวกัน
นอกจากนี้หลักกรรมยังเป็นหลักที่ยืนยัน ความเสมอภาคในความเป็นมนุษย์ ในความหมายว่า ทุกคนมีเสรีภาพในการเลือกการกระทำ และเมื่อใช้เสรีภาพในการเลือกย่อมต้องรับผิดชอบต่อผลการกระทำนั้นเสมอ
ฉะนั้น หลักคิดดังกล่าวจึงสนับสนุนหลักการมีเสรีภาพอย่างเท่าเทียมตามระบอบประชาธิปไตย
อย่างไรก็ตาม หลักกรรมที่อธิบายว่า คนเราเกิดมาต่างกัน มีฐานะทางสังคมต่างกัน ควรได้รับการปฏิบัติต่างกัน โดยกฎหมายและโดยวิธีอื่นๆ เพราะทำกรรมมาต่างกันในอดีตชาติ นั้น ต้องดูว่าเป็นการตีความตรงตามที่พระพุทธเจ้าสอนจริงๆ หรือไม่ และต้องดูบริบททางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของการตีความหลักกรรมในความหมาย ดังกล่าวด้วยว่า มีวัตถุประสงค์ทางสังคมและการเมืองอย่างไร
สำหรับ ผมเห็นว่า การตีความหลักกรรมในความหมายที่ยืนยันความเสมอภาคทางศีลธรรม และความเสมอภาคในความเป็นมนุษย์ น่าจะสอดคล้องกับที่พระพุทธเจ้าสอนมากกว่า (ถึงแม้ไม่ตรงทั้งหมด แต่ก็มีประโยชน์ต่อการสร้างสังคมที่เป็นธรรมมากกว่า)
6. สุดท้าย ผมคิดว่าพุทธศาสนาไม่ได้มองชีวิตและโลกสมบูรณ์แบบ สัจธรรมข้อแรกคือ ทุกข์ ในอริยสัจสี่นั้น คือการยืนยันความบกพร่องหรือความไม่สมบูรณ์แบบของชีวิตและโลกในความเป็นจริง ซึ่งหมายความว่าชีวิตและโลกในความเป็นจริง ไม่ว่าในมิติของปัจเจก สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ฯลฯ มีปัญหา มีข้อบกพร่องต่างๆ ให้เราต้องเรียนรู้ ทำความเข้าใจ และแก้ไขไปเรื่อยๆ บางเรื่องอาจเป็นไปได้ที่จะแก้ไขได้เสร็จสิ้น บางเรื่องอาจต้องเรียนรู้และแก้ไขอยู่ร่ำไป
ใน แง่นี้พุทธศาสนาจึงชี้แนะให้เราเปิดกว้างที่จะเรียนรู้และเลือกใช้ความคิด และวิธีการแก้ปัญหาหลายๆ แบบ เพื่อให้เลือกใช้ความคิดและวิธีการที่สามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุดมากที่สุด
ด้วย เหตุนี้ พุทธศาสนาจึงไม่ปฏิเสธวิถีทางประชาธิปไตยในการแก้ปัญหาการอยู่ร่วมกันในทาง สังคม-การเมือง เพราะพุทธศาสนายืนยันวิธีแก้ปัญหาด้วยปัญญามากกว่าวิธีแก้ปัญหาด้วยอำนาจ แน่นอนว่าวิถีทางประชาธิปไตยเป็นวิถีทางที่ใช้ปัญญาได้อย่างมีประสิทธิภาพ กว่าวิถีทางเผด็จการ ฉะนั้น ภายใต้ปัญหาที่ยุ่งเหยิงกว่า 5 ปี มานี้ เราจำเป็นต้องหาทางออกจากปัญหาให้ได้ด้วยวิถีทางประชาธิปไตย
ไม่ ว่าจะเป็นปัญหาคอร์รัปชัน ปัญหารัฐประหาร และกระบวนการสืบเนื่องจากรัฐประหาร รวมถึงปัญหาการจัดวางสถานะ อำนาจ และบทบาทของอำนาจนอกระบบและกองทัพ จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขด้วยปัญญาที่ยึดโยงอยู่กับหลักการ อุดมการณ์ และวิธีการที่เป็นประชาธิปไตยเท่านั้น
และสำหรับพุทธศาสนา การเดินตามหลักการ อุดมการณ์ และวิธีการที่เป็นประชาธิปไตยนั่นเอง คือความหมายของการตัดสินใจที่เรียกว่ามี ธรรมาธิปไตย หรือการตัดสินใจอย่างยึด ความถูกต้อง เป็นใหญ่ ในบริบทของสังคม-การเมืองยุคปัจจุบัน

แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

ที่มา ประชาไท

ลอง จินตนาการถึงภาพตัวเองนั่งอยู่เบื้องหน้านายแพทย์ซักคน แล้วหมอก็พูดขึ้นว่า “ทำใจดี ๆ นะครับ คุณเป็นโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย หนทางรักษาให้หายขาดนั้นไม่มี ทำได้เพียงประคับประคองอาการไว้ให้นานที่สุด” แม้คุณจะเป็นคนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ที่มีสิทธิในการรักษาพยาบาลในประเทศนี้ อย่างสมบูรณ์ แต่กระบวนการที่จะได้สิทธินั้นต้องมีขั้นตอนดังนี้

- ผู้ ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายยื่นบัตรทอง พร้อมกับบัตรประจำตัวประชาชน แจ้งความจำนงเพื่อขอใช้สิทธิรับบริการทดแทนไต ที่โรงพยาบาลที่ระบุในบัตรทอง

- รายชื่อของผู้ป่วย ไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย จะถูกส่งไปยังโรงพยาบาลที่ร่วมบริการทดแทนไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย เพื่อเสนอข้อบ่งชี้ในการบริการต่อคณะกรรมการพิจารณาบริการทดแทนไตฯ ระดับจังหวัด

- ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ ได้รับการอนุมัติจากคณะ กรรมการพิจารณา บริการทดแทนไตฯ ระดับจังหวัด จะได้รับการลงทะเบียนเป็นผู้ป่วยในระบบ

- ผู้ป่วยไต วายเรื้อรังระยะสุดท้าย จะได้รับการแจ้งกลับจากโรงพยาบาลที่ระบุในบัตรทอง เพื่อเตรียมตัวเข้ารับการบริการ ณ โรงพยาบาลที่ร่วมโครงการรักษาโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย

จากนั้นคุณจะได้รับการบริการจากโรงพยาบาลที่ร่วมโครงการ จนกว่าจะถึงวันสุดท้ายของชีวิต

แต่ หากคุณเป็นบุคคลที่ไม่ใช่คนสัญชาติไทย โอกาสการเข้าถึงบริการดังกล่าวคงเป็นไปได้ยาก เช่นเดียวกับกรณีของนางชิชะพอ ชาวปกาเกอญอ (กะเหรี่ยง) อายุ 48 ปี เป็นบุคคลอยู่ระหว่างการสำรวจเพื่อจัดทำเบียนบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน เกิดที่บ้านกะลิคี ประเทศพม่า เข้ามาประเทศไทยทางด่านเปิ่งเคลิ่ง ตำบลแม่จัน อำเภออุ้มผาง ตอนอายุ 17 ปี ปัจจุบันอาศัยอยู่บ้านสามัคคี ตำบลอุ้มผาง อำเภออุ้มผาง

นางชิชะพอเริ่มเข้ารับการรักษาที่โรง พยาบาลอุ้มผางเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2552 ด้วยอาการซีด เข้ารับการเจาะเลือด แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรค Anemia จึงรับยาและเจาะเลือดซ้ำเรื่อยมา จนเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2553 แพทย์ได้วินิจฉัยเพิ่มเติมว่าเป็นโรคไตระยะสุดท้าย End-stage renal disease (ESRD) เข้ารับการรักษาทั้งที่เป็นผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในเป็นระยะระยะ

19 มีนาคม 2554 นางชิชะพอเข้ารับการรักษาเป็นผู้ป่วยใน และอายุรแพทย์ประจำโรงพยาบาลอุ้มผาง ให้ความเห็นว่าควรได้รับการฟอกล้างไตเพื่อขับของเสียออกจากร่างกาย แต่เมื่อทำการเช็คสิทธิในการรักษา ปรากฏว่า นางชิชะพอไม่มีสิทธิในการรักษาพยาบาลจากกองทุนใด ๆ แพทย์จึงทำได้เพียงให้การรักษาทางยาเท่านั้น

ล่าสุดเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2554 นางชิชะพอ ถูกรับตัวเข้ารักษาเป็นผู้ป่วยในของโรงพยาบาลอุ้มผางอีกครั้งด้วยอาการ เหนื่อยง่าย ครั้งนี้อาการของนางชิชะพอไม่ทุเลาลง แพทย์ตัดสินใจส่งตัวไปรักษาต่อกับนายแพทย์พิสิฐ ลิมปธนโชติ แพทย์เฉพาะทางประจำหน่วยไตเทียมของโรงพยาบาลแม่สอด ในวันจันทร์ที่ 23 พฤษภาคม 2554 และได้ทำการเจาะหน้าท้องเพื่อทำการล้างไตทางช่องท้องอย่างต่อเนื่อง

การล้างไตทางช่องท้องอย่างต่อเนื่อง (Continuous Ambulatory Peritoneal Dialysis หรือ CAPD) เป็นวิธีการดูแลรักษาผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการยอมรับ วิธีหนึ่ง ซึ่งผู้ป่วยไตวายเรื้อรังสามารถทำได้ด้วยตนเอง และในช่วงเวลาที่น้ำยาอยู่ในช่องท้องสามารถทำงานได้ตามปกติ โดยผู้ป่วยปกติใช้เวลาปล่อยน้ำยาเข้าออกรอบละ 30-45 นาที และต้องดำเนินการวันละ 4 รอบ รอบละ 4-8 ชั่วโมง ซึ่งวิธีการนี้ ผู้ป่วยไม่ต้องระวังเรื่องการรับประทานอาหารมากจนหมดความสุข อีกทั้ง ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีความสดชื่น เนื่องจากการล้างไตทางช่องท้องเป็นการถ่ายของเสียออกจากร่างกายทุกวัน วันละประมาณ 4 ครั้ง ของเสียจึงไม่ตกค้างในร่างกายนาน

หลังจากอาการของนางชิชะพอคงที่แล้ว แพทย์วางแผนจะเจาะเส้นเลือดบริเวณต้นคอเพื่อฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (Hemodialysis-HD) ซึ่งต้องเดินทางมารับ บริการฟอกเลือดที่หน่วยบริการที่มีเครื่องไตเทียมและแพทย์โรคไต สัปดาห์ละ 2-3 ครั้งๆ ละ 4-5 ชั่วโมง

ใน ส่วนของค่าใช้จ่ายการเจาะหน้าท้องและเส้นเลือด ทางโรงพยาบาลแม่สอดแจ้งว่า ไม่สามารถให้การอนุเคราะห์ผู้ป่วยกรณีนางชิชะพอได้ ทางโรงพยาบาลอุ้มผาง จึงยินยอมรับภาระค่าใช้จ่ายดังกล่าว โดยให้เป็นหนี้สิ้นเรียกเก็บมายังโรงพยาบาลแต่ด้วยภาระปัจจุบันของโรงพยาบาล อุ้มผางจึงยังไม่สามารถชดใช้ค่าใช้จ่ายดังกล่าว รวมถึงค่าใช้จ่ายที่กำลังจะเกิดขึ้น ราวสามแสนบาทต่อปี

หนทางรอดของ นางชิชะพอจึงเลือนรางเหมือนแสงสว่างที่รออยู่ปลายอุโมงค์ที่ มืดมิด แต่กว่าจะถึงวันนั้น แสงจากคบเพลิงที่ผู้คนจะยื่นมือมาช่วยนับเป็นกำลังใจอันสำคัญที่จะทำให้เธอ ก้าวไปจนถึงแสงนั้นได้