WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, May 30, 2011

1 เดือนผ่านไป !สมยศ ยังไม่ได้รับการประกันตัวเพื่อต่อสู้คดี! 112 คุกคามประชาชน

ที่มา thaifreenews

โดย prainn


วันนี้ 30 พฤษภาคม 2554 (ครบรอบหนึ่งเดือน) หน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ได้มีกลุ่มพี่น้องเสื้อแดงและสมาชิกกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย ได้ร่วมกันวางดอกไม้รำลึกถึงคุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข ผู้ถูกจับกุมในข้อหา 112 และปล่อยนกพับสีแดงเป็นเครื่องหมายเพื่อแสดงถึงสิทธิ เสรีภาพ ของความเป็นมนุษย์ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ได้สิทธิในการประกันตัวเพื่อต่อสู้คดีเนื่องจากคดียัง ไม่มีคำพิพากษา ย่อมถือว่าผู้ถูกกล่าวหาย่อมเป็นผู้บริสุทธิ์และต้องได้รับสิทธิในการประกัน ตัว

สืบเนื่องมาจากกรณีที่คุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข ถูกจับกุมที่ด่านชายแดน-กัมพูชา ขณะพานักท่องเที่ยวทัวร์ประเทศกัมพูชาซึ่งเป็นธุรกิจที่คุณสมยศ ได้ดำเนินมาเป็นครั้งที่ 5 แล้ว โดยการที่ถูกจับกุมครั้งนี้เป็นการเข้า-ออก ช่องทางตามปกติของผู้ผ่านแดนทั่วไป แต่กลับถูกเจ้าหน้าที่นำไปอ้างว่าจะทำการหลบหนีออกนอกประเทศทั้งที่มีการ เดินทางเข้า-ออกโดยปกติมาหลายครั้งแล้ว

ซึ่งคงจะมองเป็นอย่างอื่นไป ไม่ได้นอกจากว่าเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง เนื่่องจากคุณสมยศ ได้เคลื่อนไหวต่อต้านความเป็นธรรมที่เกิดจากอำนาจรัฐมาโดยตลอด อีกทั้งอำนาจรัฐเองอยังกล่าวอ้างว่ากลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย เคลื่อนไหวภายใต้การกำกับของพรรคเพื่อไทยและ นปช. ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย เคลื่อนไหวต่อต้านความไม่เป็นธรรมมาตั้งแต่สมัยยังไม่มี นปช.และพรรคเพื่อไทยถือกำเนิดขึ้นเสียด้วยซ้ำ

นายทรงชัย วิมลภัตรานนท์ ประธานกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย ได้กล่าวถึงเรื่่องนี้ว่าจะต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมให้กับคุณสมยศ และผู้ถูกกล่าวหาทุกคนที่ไม่ได้รับสิทธิในการประกันตัวเพื่อต่อสู้คดีให้ถึง ที่สุด โดยเริ่มแรกก็จะมีการชุมนุมหน้าเรือนจำทุกวันในช่วงเย็นเพื่อเรียกร้อง เรื่องสิทธิการประกันตัว และการแยกขังนักโทษการเมืองกับนักโทษทั่วไป เพื่อความปลอดภัย เพราะผู้ถูกกล่าวหานั้นยังถือว่้าเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ อีกทั้งคุณสมยศ และคุณสุรชัย มีโรคประจำตัวควรได้รับการดูแลเยี่ยงมนุษย์ปุถุชนพึงกระทำ












มาร์คหาเสียงบางกะปิเจอลุงตะโกนด่าลั่นคลองแสนแสบ

ที่มา ข่าวสด

วัน ที่ 30 พ.ค. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ได้ลงพื้นตลาดบางกะปิ กทม. เพื่อช่วยนายณัฏฐ์ บรรทัดฐาน ผู้สมัครของพรรคหาเสียง ได้รับความสนใจจากบรรดาแม่ค้าย่านดังกล่าวพอสมควร โดยบางรายมอบมะนาว และผักกวางตุ้งให้กับนายอภิสิทธิ์ด้วย ขณะที่แม่ค้าบางส่วนที่ไม่ชอบพรรคประชาธิปัตย์และนายอภิสิทธิ์ ส่งเสียงไม่พอใจและถามว่าจะมาทำไม มาเฉพาะช่วงหาเสียง แต่เวลาเดือดร้อนกลับไม่เคยเห็นหน้า


จากนั้นคณะของนายอภิสิทธิ์ขึ้นรถแห่เดินทางมายังท่าเรือคลองแสนแสบ บริเวณวัดศรีบุญเรือง โดยเมื่อมาถึนายอภิสิทธิ์พร้อมผู้สมัครเดินเข้าไปขอคะแนนจากผู้ที่มาลงเรือ และพ่อค้าแม่ค้าในบริเวณดังกล่าว ก่อนเข้ากราบสมัสการพระครูสุนทรวีรวงศ์ เจ้าอาวาสวัดศรีบุญเรือง ระหว่างนั้นได้มีชายวัยกลางคนอาศัยอยู่ที่คอนโดฝั่งตรงข้ามคลองแสนแสบได้ ตะโกนตำหนิด้วยถ้อยคำที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สลายการชุมนุม แล้วลงนั่งจ้องลงมาบริเวณที่คณะของนายอภิสิทธิ์ยืนอยู่ แต่ไม่มีเหตุการณ์อะไรรุนแรง

ต่อมา นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องระหว่างการหาเสียง ถึงขั้นชูระเบิดปลอมข่มขู่ผู้สมัคร ว่า ต้องพยายามดูแล แต่เท่าที่รับรายงานบางเรื่องเจ้าหน้าที่ก็ยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับการ เมือง แต่คนก็มักจะไปโยงว่าเป็นเรื่องการเมืองทั้งหมด อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ก็ต้องทำงานหนัก ตอนนี้ก็ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดทั้งเรื่องบุคคลและอาวุธ เมื่อถามย้ำว่าจะกลายเป็นเลือกตั้งเลือดหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ก็พูดกันมาตั้งแต่ต้นและมีคนพยายามที่จะบอกว่ามันวุ่นวายมาก แต่โดยภาพรวมตนคิดว่าขณะนี้ทุกพรรคการเมืองและประชาชนก็มีความตื่นตัวในการ ที่จะเดินหน้าให้การเลือกตั้งเรียบร้อย เพราะเป็นกระบวนการที่ดีที่สุดที่จะเดินหน้าประเทศต่อไป ขอให้ช่วยกันรักษาบรรยากาศ และเจ้าหน้าที่ก็ต้องทำงานให้เข้มแข็ง

เรื่องน่ารู้ เลือกตั้ง 2554

ที่มา thaifreenews

โดย ice angel

9 เรื่องน่ารู้ เลือกตั้ง 2554

1 กำหนดวันเลือกตั้งทั่วไป 3 กรกฎาคม 2554

2 วันลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า 26 มิถุนายน 2554

3 ลงทะเบียน ขอใช้สิทธินอกเขตจังหวัด ภายใน 2 มิถุนายน 2554

4 ยื่นคำขอลงทะเบียนใช้สิทธิล่วงหน้าในเขต 13 -17 มิถุนายน 2554
5 ตรวจบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ตั้งแต่ 12 มิถุนายน เป็นต้นไป

6 ยื่นคำร้อง เพิ่มชื่อ – ถอนชื่อ ในบัญชีรายชื่อ ภายในวันที่ 22 มิถุนายน 2554

7 การแจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิ รอบแรก (ก่อน 7 ) 26 มิถุนายน – 2 กรกฎาคม
การแจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิ รอบสอง (หลัง 7 ) 4 กรกฎาคม – 10 กรกฎาคม

8 ผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งนี้ต้องเกิดก่อนวันที่ (ผู้มีอายุครบ 18 ปี บริบูรณ์ก่อนปีที่มีการเลือกตั้ง)
เกิดก่อน 3 มกราคม 2536


9 มีชื่อในทะเบียนบ้าน (ย้ายมาก่อน 90 วันนับถึงวันเลือกตั้ง) ก่อนวันที่ 5 เมษายน 2554



ตรวจรายชื่อ ถือบัตรประชาชน ใช้สิทธิของตน
ในวันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม 8โมงเช้า ถึง สามโมงเย็น


ใช้สิทธิ์เลือกตั้ง แสดงตน ณ หน่วยที่มีชื่อ รับบัตร 2 ใบ
บัตรเลือก สส.บัญชีรายชื่อ และ บัตรเลือก สส.เขต

Re:

โดย สุรชัย khonthai52

แถมด้วยเวป กกต สำหรับ download คำร้องต่างๆ

http://www.ect.go.th/newweb/th/service/index3.php


ใบสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และแบบบัญชีรายชื่อ (PDF File)

แบบคำขอใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า ณ ที่เลือกตั้งกลางในเขตเลือกตั้ง (ทก.1) (PDF File)

หนังสือตอบรับการเปลี่ยนแปลงการใช้สิทธิ (PDF File)

คำขอลงทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งนอกเขตจังหวัด (PDF File)

คำขอเปลี่ยนแปลงการใช้สิทธิเลือกตั้ง (PDF File)

แบบฟอร์มแจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนฯ (ส.ส.28) (PDF File)

แบบฟอร์มแจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.28) (PDF File)

แบบฟอร์มแจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งท้องถิ่น (ส.ถ. / ผ.ถ.31) (PDF File)

มีภาพมาให้ชมจากแดนใต้ครับ คือคนจะชั่วใครจะห้ามครับ

ที่มา thaifreenews

โดย padgotohell



ได้ต่อกันมาจากในเฟสบุก ที่มาจากเพื่อนๆของแฟนจากภาคใต้ (พวกสาวกปชป.)
คง รู้ัสึกสะใจ ที่ได้ทำตัวเช่นนี้ นิสัยคนใต้อีกอย่างที่ควรรู้(ส่วนใหญ่ และพวกนี้มักจะเป็นพวกพันธมิตรกับปชป.) คือทำอะไรก็ได้ให้กูได้หรอย จะโคตรเท่ห์ ขอใหกูได้เอาเปรียบนิดๆหน่อยๆ ไม่ว่าจะเรื่องอะไร แม้แต่คนใต้บ้านเราเหมือนกัน จะรู้สึกภูมิใจมาก ผมไม่ได้เมคเรื่อง หรือหาเรื่องด่าว่าชาวใต้น้ะครับ ผมพูดจากประสบการณ์ผม ประสบการณ์พ่อต่ที่เป็นคนใต้แท้ๆเลย

สิ่งเหล่าานี้ที่เค้าทำไม่ได้สำนึกสำเหนียกหรอกว่าถูกผิดอะไร ขอให้กูได้หรอยเป็นพอ
ส่วน ไอ้ที่ว่าเลือกทั้งน้ำตา ผมว่าน้อยครับ(เค้าจับมือให้การึ?) ส่วนมากไม่รู้เรื่องรู้ราวจริงๆครับ แต่เค้าพูดว่าพรรคบ้านเรา พวกเราต้องเลือก ไม่งั้นไอ้ที่เคยโดนปรามาสโดยพรรคปชป.เองว่าเอาเสาไฟลงก็ยังได้คงต้องรู้สึก รู้สากันบ้าง

มีแต่ในเมืองแหละครับที่มีความคิดความอ่านกันบ้าง (หมายถึงส่วนใหญ่อยู่ในเมือง นอกเมืองก็มีครับแต่สัดส่วนน้อยกว่า)
จาก โพลที่ชาวใต้เลือก พท. 20% ก็ส่วนใหญ่มาจากคนในเมืองคนค้าขายแหละครับ ส่วนที่เหลือ 80% ก็จะเป็นไม่รู้ดิ เลือกพรรคบ้านเรานี่แหละ เป็นส่วนมากอยู่ครับ

นักปรัชญาชายขอบ: นักโทษมโนธรรมสำนึก

ที่มา ประชาไท

เบน จามิน ซาแวคกี นักวิจัยของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (เอไอ) ประจำประเทศไทยและพม่า เปิดเผยว่าประเทศไทยมีนักโทษมโนธรรมสำนึกหรือนักโทษทางความคิด (Prisoner of Conscience) มากกว่า 1 คน แต่เอไอไม่สามารถเปิดเผยจำนวนและชื่อของคนที่ถูกจำคุกด้วยข้อหาหมิ่นพระบรม เดชานุภาพทั้งหมดได้ “เนื่องจากเราไม่สามารถประกาศได้ทุกครั้งเมื่อใครคนใดคนหนึ่งกลายเป็นนักโทษ มโนธรรมสำนึก" (ประชาไท,27/05/2553)

ผม “โดน” คำว่า “นักโทษมโนธรรมสำนึก” หรือ “นักโทษทางความคิด” ตามที่เอไอ นิยามว่า หมายถึง “บุคคล ใดก็ตามที่ถูกจำคุกจากสาเหตุทางเชื้อชาติ ศาสนา สีผิว ภาษา เพศ ความเชื่อ และวิถีชีวิต ซึ่งไม่ใช้และไม่สนับสนุนความรุนแรง นอกจากนี้ยังหมายถึงผู้ที่ถูกจำคุกเนื่องจากการแสดงออกทางความคิดเห็นโดย วิธีสันติ”

การเป็นนักโทษมโนธรรมสำนึก หรือนักโทษทางความคิดในความหมายดังกล่าว มันหมายถึงการถูกกดขี่ ลิดรอน กระทั่งประทุษร้าย ทำลาย “ความเป็นมนุษย์” ในระดับพื้นฐาน หรือในระดับ Existence เลยทีเดียว หมายความว่า ความมีอยู่ของความเป็นมนุษย์ถูกคุกคามหรือทำลายลงอย่างเลือดเย็น

ความเป็นมนุษย์ในระดับพื้นฐานของเราคือ ความเป็นสัตว์ที่มีเหตุผล มีมโนธรรมสำนึก และมีเสรีภาพ

ความ มีเหตุผลทำให้เราไม่สามารถยอมรับความเชื่อหรืออำนาจใดๆ ก็ตามที่อธิบายไม่ได้ด้วยเหตุผล หรือไม่ท้าทาย ทนทานต่อการตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบด้วยเหตุผล ความมีมโนธรรมสำนึกทำให้เราไม่อาจยอมรับสิ่งผิดเป็นถูกหรือถูกเป็นผิดได้ และความมีเสรีภาพทำให้เรารังเกียจการกดขี่ ครอบงำ ทำลายอิสรภาพทางความคิด ความเชื่อ อุดมการณ์ สิทธิอำนาจในการกำหนดชะตากรรมแห่งตนเองของประชาชน

ความ เป็นมนุษย์ในฐานะเป็นสัตว์ที่มีเหตุผล มีมโนธรรมสำนึก และมีเสรีภาพดังกล่าว เป็นสิ่งที่มีคุณค่าในตัวเอง (intrinsic value) คือ มันไม่ได้มีค่าเพราะว่าเป็นเครื่องมือ หรือเป็น “วิถี” (means) ไปสู่จุดหมายอื่น ฉะนั้น มันจึงไม่ควรถูกลดทอนเพื่อปกป้องจุดหมายอื่น เช่นเพื่อปกป้องสถานะ อำนาจ หรือความศักดิ์สิทธิ์ของบางสถาบัน เป็นต้น

ใน กรณีนักโทษทางความคิด หรือนักโทษมโนธรรมสำนึก ได้ก่อให้เกิด “ภาวะย้อนแย้ง” อย่างมีนัยสำคัญคือ สถาบันกษัตริย์ไทยอยู่ในฐานะเป็นที่เคารพสักการะ หรือมีสถานะที่ประชาชนต้องจงรักภักดี โดยที่ตามคติทางศาสนาที่ค้ำจุนสถานะดังกล่าวอธิบายว่า การจะเป็นที่เคารพสักการะและเป็นที่จงรักภักดีต้องมีความสัมพันธ์อย่างจำ เป็นกับ “ธรรม” ของสถาบัน หรือพูดอีกอย่างว่าผู้ที่เป็นกษัตริย์ถูกถือว่าเป็น “บุคคลแห่งธรรม” ที่ทั้งเสียสละดูแลทุกข์สุขของราษฎร อบรมสั่งสอน และเป็นแบบอย่างที่ดี

แต่ ความเป็น “บุคคลแห่งธรรม” ในความหมายดังกล่าว เมื่ออยู่ใน “บริบท” ของระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข “ธรรม” ไม่ได้หมายเฉพาะคุณธรรมส่วนตัวของผู้ปกครอง เช่น ทศพิธราชธรรม จักรวรรดิวัตรเป็นต้นเท่านั้น หากยังหมายถึง “ธรรมเชิงระบบ” ที่ถือเป็น “สัญญาประชาคม” คือหลักการ อุดมการณ์ กติกา วัฒนธรรมประชาธิปไตยด้วย ฉะนั้น ความเป็น “บุคคลแห่งธรรม” ต้องไม่ขัดแย้งกับ “ธรรมเชิงระบบ” ดังกล่าวนี้

หรือ พูดให้เจาะจงลงไปคือ นอกจากจะต้องไม่มีการอ้างสถานะของ “บุคคลแห่งธรรม” เพื่อละเมิดหลักการ อุดมการณ์ กติกา วัฒนธรรมประชาธิปไตยแล้ว “บุคคลแห่งธรรม” ยังต้องเป็นแบบอย่างของประชาชนในการเคารพ “ธรรมเชิงระบบ” ดังกล่าวด้วย

แต่กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือวัฒนธรรมที่ยกย่องสถานะ “บุคคลแห่งธรรม” ให้อยู่เหนือการตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบ ย่อมเป็นกฎหมายและวัฒนธรรมที่ขัดแย้งกับ “ธรรมเชิงระบบ” อย่างมีนัยสำคัญ

การที่สถานะของ “บุคคลแห่งธรรม” ขัดแย้งกับ “ธรรมเชิงระบบ” เช่น ขัดหลักเสรีภาพ ความเสมอภาคในความเป็นคน ทำให้สถานะดังกล่าวกดทับ และ/หรือลดทอนความเป็นมนุษย์ของประชาชนโดยพื้นฐาน ฉะนั้น จึงเกิดภาวะย้อนแย้งว่า ความจงรักภักดีที่มีต่อความมีธรรมของบุคคลแห่งธรรมขัดแย้งกับ “ธรรมเชิงระบบ” และสภาวะความขัดแย้งนั้นนำไปสู่การลดทอนความเป็นมนุษย์ของประชาชน ทว่าในขณะเดียวกันสถานะของบุคคลแห่งธรรมก็เรียกร้องความจงรักภักดีจาก ประชาชน ซึ่งพวกเขามีความชอบธรรมที่จะได้การปกป้องจาก “ธรรมเชิงระบบ” ในระบอบประชาธิปไตย

หากจะว่า ไปแล้วภายใต้สถานะของ “บุคคลแห่งธรรม” ที่วิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบไม่ได้ หรือไม่มีกฎหมายรองรับการวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบเหมือนอำนาจสาธารณะอื่นๆ ทำให้ประชาชนทุกคนกลายเป็นนักโทษทางความคิด หรือนักโทษมโนธรรมสำนึกไปโดยปริยาย

แม้ว่าเราจะไม่ถูกจับติด คุก แต่ความมีอยู่แห่งความเป็นมนุษย์ของเราถูกกดทับ ลดทอน จำกัด ไม่ให้ใช้เหตุผลในการวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบ ไม่ให้ใช้มโนธรรมตัดสินถูกผิด และไม่ให้ใช้เสรีภาพที่จะจงรักภักดีหรือไม่จงรักภักดี และ/หรือแสดงออกซึ่งความคิดต่างเห็นแย้งใดๆ อย่างเป็นสาธารณะได้ ตามที่ “ธรรมเชิงระบบ” ในระบอบประชาธิปไตยคือหลักสิทธิ เสรีภาพ และความเท่าเทียมอันเป็น “สัญญาประชาคม” รองรับให้เราสามารถมีความเป็นมนุษย์ได้อย่างเต็มที่

ฉะนั้น ไม่ว่าจะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ภายใต้ระบบการปกครองที่เป็นอยู่จริงในปัจจุบัน เราต่างคือนักโทษมโนธรรมสำนึก หรือนักโทษทางความคิด ความไม่รู้สึกว่าตนเองเป็นนักโทษดังกล่าวอาจมีเฉพาะในคนที่ไม่ต้องการจะมี ความเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์ หรือไม่ก็เพราะความเป็นมนุษย์ของเขาอาจถูกกระทำให้ “เจ็บป่วย” จนสูญเสียสำนึกในคุณค่าที่สูงส่งไป

แล้วนักโทษอย่างพวกเรายังจะชี้หน้าด่ากันต่อไป หรือจะร่วมกันต่อสู้เพื่ออิสรภาพ!

TCIJ สัมภาษณ์ พิรงรอง รามสูต รณะนันท์: “สื่อไม่ต่อสู้กับอำนาจ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจแล้ว”

ที่มา ประชาไท

ศูนย์ ข้อมูล & ข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง (TCIJ) สัมภาษณ์ พิรงรอง รามสูต รณะนันท์ รองคณบดีฝ่ายบัณฑิตศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่าด้วยสถานการณ์สื่อ


ภาพโดย ZeRo`SKiLL (CC BY-NC-ND 2.0)


TCIJ: ถ้ามองปัญหาสื่อมวลชนทั้งระบบ อาจารย์ว่าสื่อบ้านเรามีปัญหาอะไรมั้ย

พิรงรอง: มีปัญหาทั้งในเชิงโครงสร้างและเชิงปฏิบัติ ก็คือยังไม่มีการปฏิรูป

ขอ พูดเรื่องการปฏิรูปสื่อวิทยุโทรทัศน์ก่อน เราพูดกันมาตั้งแต่ปี 2535 แล้วเรื่องการปกระจายคลื่น เพราะมันชัดเจนว่ามันถูกถือครองโดยรัฐและควบคุมโดยรัฐ แต่จนถึงปัจจุบัน หนึ่งคือยังไม่เกิด กสทช. สองคือมีการกลับเข้ามาของอำนาจเก่าและทุนที่กุมสื่อด้วย ยิ่งดูเส้นทางของ กสทช. ฝั่งของการสรรหา ก็จะเห็นตัวที่ถูกส่งมาโดยทหารและธุรกิจ ตัวเป้าหมายที่จะปฏิรูปเพื่อกระจายอำนาจออก ก็ไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะมีอำนาจเก่ากลับเข้ามาในพื้นที่อำนาจใหม่

การ ถือครองโดยรัฐ เป็นอุปสรรคตรงไหน ในเมื่อทุกวันนี้คนทำสื่อวิทยุโทรทัศน์ ก็แทบไม่รู้ตัวเลยว่าคลื่นของเขาถูกถือครองโดยรัฐ เพราะคลื่นมันถูกเช่าช่วงกันมาตั้งหลายทอด เขาก็ทำงานได้
วิทยุ ค่อนข้างถูกปลดปล่อยไปเยอะ โดยเฉพาะวิทยุชุมชน ดูในแง่ landscape นะ เพราะมีคลื่นใหม่ 7-8 พันคลื่น เฉพาะวิทยุชุมชนจดทะเบียน 6,511 คลื่น ก็มีทั้งธุรกิจท้องถิ่น เอ็นจีโอ กลุ่มชาวบ้าน แต่ก็เห็นได้ว่า landscape วิทยุที่ไม่ใช่ของรัฐ มันเอียงมาทางประชาชนแล้ว

แต่ทีวียังไม่หลุด ช่วงเวลาปกติเราก็ดูอะไรบ้าๆ บอๆ ไป แต่ในช่วงเวลาวิกฤต เราก็จะเห็นว่ามันกลับไป serve รัฐ ซึ่งรัฐก็สถาปนาอำนาจในแต่ละช่วงไม่เหมือนกัน ใช้อำนาจต่างกัน อย่างตอนนี้เราก็รู้ว่าเรามีรัฐที่ back โดยทหาร

ถ้าเราทลายอุปสรรคการถือครองโดยรัฐออกไปได้ ผลดีที่จะเกิดขึ้นคืออะไร
จริงๆ ก็ต้องบอกว่าไม่ทราบ แต่ตอนนี้ประเด็นสำคัญอยู่ที่โอกาสของการที่คลื่นจะหลุดออกมามัน ยังไม่เกิดเลย ทุกวันนี้มันควบคุมแบบ by default คือไม่ใช่โดยตรง แต่มันถูก design มาอย่างนั้น ในที่สุด default นี้ก็คือ การทำให้ผู้ประกอบการรู้ว่า ความอยู่รอดทางธุรกิจมันต้องเกรงใจใครบ้าง

การ ปฏิรูปโครงสร้าง จะเป็นหลักประกันอย่างหนึ่งว่า โอกาสใหม่ๆ มันจะเกิดขึ้น ขอโยงมาเรื่องที่ตัวเองกำลังทำอยู่ คือพยายามจะผลักดันให้ผู้ผลิตรายการ ทำเนื้อหาคุณภาพหน่อย จะเป็นละคร ข่าว สารคดี รายการเด็กก็ตาม ต้องรับผิดชอบในแง่ที่ว่า ทำให้มันเป็นประโยชน์ต่อสังคมบ้างไม่มากก็น้อย นี่เป็นระดับปฏิบัติการ

แล้วปัญหาของสื่อหนังสือพิมพ์ล่ะ
ขอ มองใน 2 ระดับ คือหนึ่ง-เรื่องอุดมการณ์ความคิด สื่อหนังสือพิมพ์ในภาพใหญ่ยังพยายามรักษาไว้ซึ่งสิ่งที่เป็นอยู่ ไม่อยากเสี่ยง ไม่อยากเปลี่ยนแปลง ในอดีตเราเคยมีนักหนังสือพิมพ์ที่ต่อสู้กับเผด็จการความไม่เป็นธรรม อย่าง กศร.กุหลาบ อิศรา อมันตกุล คือมีเป้าหมายในวิชาชีพที่จะต่อสู้กับความไม่เป็นธรรม แต่ตอนนี้อุดมการณ์ อันนั้นมันหายไปแล้ว

อันที่จริง อุดมการณ์วิชาชีพเป็นอย่างหนึ่ง เป้าหมายการทำงานก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง แต่มันต้องไปด้วยกัน คือถ้าเขาไม่รู้สึกว่าสิ่งที่เคยทำมานั้นต้องเปลี่ยนแปลง เขาก็จะรักษาวิธีทำงานอย่างเก่านั้นไปเรื่อยๆ พูดอีกอย่างหนึ่งคือ อยู่ใน complacent รู้สึกพอใจภาวะที่เป็นอยู่

ไม่อยากตีขลุมนะ ก็มีความพยายามทำอะไรดีๆ จากสื่อจำนวนหนึ่ง เช่น สถาบันอิศรา แต่การเปลี่ยนแปลงภาพรวมของสื่อนี่ยังไม่เห็น แต่นั่นแหละ ก็มีคนพูดว่าต้องดูบริบทของแต่ละยุค อย่างยุคทักษิณ ก็จะเห็นว่าสื่อถูกกระทำเยอะ เช่น ตรวจสอบเจ้าของสื่อ ซื้อหุ้นมติชนโดย GMM ปลดนักข่าวที่เสนอเรื่องรันเวย์สุวรรณภูมิร้าว สร้างสื่อของตัวเองบ้าง ใช้ธุรกิจแทรกแซงต่างๆ นานา มันเป็น conflict ที่กระทบสื่อโดยตรง พอเกิดปฏิวัติ 2549 คมช.มาแนวใหม่ open กับข้อเสนอของสื่อมาก ให้เกียรติมาก ทำสิ่งที่ทักษิณไม่ทำ

จำได้ไหม สมัยนั้นมีการแต่งตั้ง สนช. (สภานิติบัญญัติแห่งชาติ) จากหัวหน้าองค์กรสื่อ ตัวแทนสมาคมฯ สภาการหนังสือพิมพ์ฯ คือดึงเอาแกนหลักของ Journalist ไป นี่คือการ co-optation ทางอำนาจ ไม่ใช่ co-operation นะ cooptation (ย้ำ) เปิดช่องให้มีการเสนอแก้ไขกฎหมายสื่อ เช่น พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ร.บ.ประกอบการ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ร.บ.สื่อสาธารณะไทยพีบีเอส ไม่ได้บอกว่าดีหรือไม่ดี แต่กฎหมายเป็นตัวกำหนดช่องทางอื่นๆ ภายในปีกว่าๆ สนช.ออกกฎหมายมา 5 ฉบับ เหมือนเปิดพื้น ที่เปิดเสรีภาพมาก

สื่ออ่านไม่ออกหรือว่า co-optation นี้เพื่ออะไร
มัน ก็อาจเป็นเรื่องของโอกาสหรือ opportunity สื่อเห็นเป็นโอกาส เกิดเป็นโครงสร้างอำนาจอีกอย่างหนึ่ง และเมื่อถึงจุดหนึ่ง สื่อก็เหลือ argument เดียว ภาพรวมๆ ก็คือ สื่อเป็นชนชั้นกลางในเมืองนั่นแหละ

เคย ไปสัมมนางานหนึ่ง มีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยภาคอิสาน ตั้งคำถามตรงๆ เลยว่า ทำไมสื่อสมคบกับทหาร อะไรอย่างนี้ แล้วก็มีตัวแทนสื่อตอบว่า คมช.น่ะเห็นความสำคัญของเสรีภาพสื่อมากกว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง... นี่เลย quote ได้เลย

มัน เป็นปฏิกิริยาตาม สถานการณ์หรือเปล่า คือเมื่อสื่อถูกกระทำ เขาก็จะต่อสู้ ซึ่งอ้างว่าสู้เพื่อเสรีภาพประชาชน พอถึงรัฐบาลที่ทำเนียนๆ เปิดพื้นที่ สื่อก็ complacent อย่างที่ว่า
เป็นโอกาสมากกว่า เป็นความมั่นคงด้วย ภาพใหญ่มันหายไป สื่อส่วนหนึ่งที่รู้จักมา เขาก็อนุรักษ์นิยมจังเลย ยังพูดถึงอุดมการณ์นักหนังสือพิมพ์อย่างเก่าอยู่

แล้วที่อาจารย์ว่าอุดมการณ์อย่างเก่ามันหายไป มันหายไปไหน
สื่อ เป็นธุรกิจ เขาต้องทำกำไรมากขึ้นเรื่อยๆ ต้องกระจายความเสี่ยงมากขึ้นเรื่อยๆ ต้อง diversify หมด กระจายความเสี่ยงในที่นี้ ก็มีตั้งแต่ต้องทำสินค้าสื่อหลายตัว หาจุดขาย niche ไม่ทำอะไรเสี่ยง มันไม่ใช่การต่อสู้ในทาง politic แล้ว แต่เป็นการต่อสู้ในทาง economic ความอยู่รอดของธุรกิจมันสำคัญมาก เพราะองค์กรสื่อไม่ใช่ทำได้ด้วยคน 4-5 คน

แล้วสื่อตัวเป็นๆ หรือที่เป็นคนๆ ไป เขาก็มีสำนึกเรื่องอุดมการณ์วิชาชีพอยู่ แต่ก็ทำไม่ได้หรือไม่ได้ทำ จะอธิบายว่าอย่างไร
ถ้า มองสองฝั่งของการต่อสู้ ตอนนี้สื่อไม่ได้ต่อสู้กับอำนาจ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจแล้ว เมื่อก่อนฐานันดรที่สี่ เป็นเอกเทศไม่ belong อำนาจใด ต่อสู้เพื่อนำความเปลี่ยนแปลงที่ดีสู่สังคม แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว เพราะสื่อก็ตาม ชนชั้นกลางชนชั้นสูงก็ตาม ก็หลอมรวมกันไปหมดในโครงสร้างอำนาจเดียวกัน ลองดูกรรมาธิการชุดต่างๆ สิ มีคนเหล่านี้อยู่ทั้งนั้น

เล่าสู่กันฟังเรื่องหนึ่ง คุณอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรี เหมือนเป็นคนงานยุ้งยุ่งนะ แต่งานสื่อไม่เคยพลาดเลย ครั้งหนึ่งมีงานแจกรางวัลวิทยานิพนธ์ดีเด่นที่ไทยรัฐ ลูกศิษย์เราได้ โดยหน้าที่เราต้องไป แต่วันนั้นติดอะไรยุ่งจริงๆ ลูกศิษย์กลับมาบอกอาจารย์ไม่ไปน่ะดีแล้ว ไม่มีใครสนใจเราหรอก ต้องหาเก้าอี้นั่งเองด้วยซ้ำ เพราะนายกฯ ไป... สังเกตงานสื่อดูสิ นักการเมืองไม่พลาดหรอก เขาต้องอิงกันอยู่

เพราะฉะนั้นสรุปได้เลยว่า การต่อสู้กับอำนาจไม่มีแล้ว เพราะสื่อเป็นส่วนหนึ่งในโครงสร้างอำนาจเสียแล้ว

กลับ มาพูดถึง landscape สื่อที่เปลี่ยนไป มันมีเรื่องเทคโนโลยีและสื่อใหม่ที่เป็นตัวขับดันด้วย internet user บ้านเราอาจจะยังไม่มากเมื่อเทียบกับการใช้กว้างขวางแทบทุกครัวเรือนในต่าง ประเทศ เพราะการรับข่าวสารของเขา 80-90% มันผ่านอินเตอร์เน็ต หนังสือพิมพ์แทบไม่มีใครอ่าน นักธุรกิจใหญ่อยากได้ข้อมูลเชิงลึก เขาก็ไม่อ่านหนังสือพิมพ์แล้ว อย่างรอยเตอร์ สำนักข่าวระดับโลก ซึ่งเก่าแก่เป็นร้อยปี ยังหันมาทำ investigative ทำข่าวที่เป็น authoritative news ตอบสนองเฉพาะกลุ่ม เขาบอกเขาเป็นสื่อเขาขายข่าว ไม่ได้ขาย banner แล้วเขาก็ขายโดย subscription

ตอนนี้ สื่อสารมวลชนที่เป็น authority แบบดั้งเดิม ก็ค่อนข้างหลุดๆ ไปจากคนรุ่นใหม่ เทรนมันเป็นแบบนี้ คนรุ่นใหม่อ่านแต่เฟสบุ๊ค คือเรื่องที่เพื่อนๆ เขาพูดกัน อยากรู้แค่นั้น อำนาจของข่าวสารก็อ่อนแอลงเรื่อยๆ สื่อหนังสือพิมพ์อีกไม่นานก็จะพับฐาน

เขาก็เตรียมตัวกันอยู่ คือย้ายฐานไปออนไลน์
ตอนนี้ยังมีคนรุ่นเรา พวก 35 up ยังอ่านอยู่ แต่อีก 10-15 ปี เด็กรุ่นใหม่ที่ไม่อ่านอะไรเลย จะเป็นจุดวิบัติของหนังสือพิมพ์

เป็นจุดวิบัติของสังคมด้วย
ใช่...เป็นจุดวิบัติของสังคม

ในสังคมผิวเผินสั้นทันด่วน เว็บไซต์ข่าวเจาะอย่าง TCIJ. จะอยู่รอดไหม
นี่สวนกระแสมาก ขอบอก

สวน กระแสหรือมีกระแสเล็กๆ กันแน่ เพราะมีคนต้องการทางเลือก อย่างรอยเตอร์หรือรูเพอร์ต เมอร์ด็อค เจ้าพ่อสื่อก็เคยพูดว่า หนังสือพิมพ์จะอยู่รอดได้ต้องทำข่าวเจาะลึก ในเมืองไทย ก็มีคนบอกว่า ข่าวเหตุการณ์รายวัน ทีวีวิทยุเขาเร็วกว่า เอาข่าวหนังสือพิมพ์ไปอ่านด้วยซ้ำ แล้วหนังสือพิมพ์จะเอาอะไรไปแข่งสู้ นอกจากจะต้องเจาะลึกกว่า
ก็จริง แต่ปัญหาก็คือจำนวนคนอ่านก็จะเล็กเป็น quality niche audience ถามว่ายังควรต้องทำไหม ก็ต้องทำ เพราะยังมีคนต้องการทางเลือกเพื่อจะรู้อะไรให้ลึกและชัดแจ้ง ยังไงก็ต้องทำ

ขอกลับ มาที่เรื่อง citizen journalist หรือนักข่าวที่ไม่ใช่นักวิชาชีพ ข้ออ่อนคือการเสนอข่าวที่เป็นความเห็นเน้น what happen / what I think ไม่อธิบายตัวปรากฎการณ์ ซึ่งนักข่าวอาชีพเขาแย้งว่ามันไม่เป็น objective คุณมีส่วนได้ส่วนเสียไม่ได้

แต่ citizen journalist เขามีมุมมองที่ care กับปัญหาท้องถิ่นของเขา และเขามองว่าการ voice out นี่เป็นสิทธิ เขาต้องการสะท้อนสิ่งที่หายไปในสื่อกระแสหลัก
มันคนละ trend กัน มันสะท้อนประชาธิปไตยแบบพหุนิยม และ diversity สุดขั้ว ส่วนหนึ่งก็เพราะเทคโนโลยี เมื่อก่อนเราก็ว่า สื่อห้ามครอบงำ ห้ามเป็นเจ้าของข้ามสื่อ ห้าม monopoly แต่จริงๆ คือ เมื่อก่อนมีคนกลุ่มเดียวที่ทำสื่อได้ มันก็ monopoly ระดับหนึ่ง แต่เวลานี้ถูกทำลายลงด้วยเทคโนโลยี มันก็เป็น argument เรื่อง monopoly กับ competition คนบางกลุ่มอาจจะชอบ บอกว่า monopoly มีไม่กี่ราย สังคมคาดหวังความรับผิดชอบได้ แต่เราก็คาดหวังให้เขาทำเพื่อสาธารณะทั้งหมดไม่ได้ เพราะเขาต้อง compete เพื่ออยู่รอด

ทุกวันนี้ บรรยากาศเลือกตั้งครอบงำสื่อ เราได้เห็นสื่อคอยวิ่งตามนักการเมืองทั้งตัวใหญ่ตัวเล็ก เพื่อจะรายงานข่าวว่า วันนี้นักการเมืองคนนี้ไปหาเสียงที่ไหน คนนั้นพาดพิงว่าคนนี้ว่าอย่างไร คนนี้ตอบโต้คนโน้นว่าอย่างไร ... มันต้องเป็นอย่างนี้จริงๆ หรือ

ความจริง สื่อจัดดีเบตเองก็ได้ จัดเวทีนำเสนอวาระเชิงนโยบายของพรรคการเมืองก็ได้ จะทำให้ข่าวมีเนื้อหามากขึ้น นี่เป็นส่วนหนึ่งของการ frame ความรับรู้ของประชาชน สื่อไม่ค่อยยอมรับบทบาท framer แต่จริงๆ คือเป็น

เขาบอกไม่ใช่หน้าที่ของ medium นี่ เขาเป็นตัวกลางนำส่งสารเท่านั้น
ใช่ สิใช่ นี่เป็นบทบาทหน้าที่ของสื่อ ที่จะต้องเปิดพื้นที่ เป็น platform ให้สาธารณะ ต้องมองด้วยว่าตอนนี้สังคมเรามีวิกฤตหลายเรื่อง ต้องช่วยกันทำให้เกิด inform citizen อย่าปล่อยให้นักการเมืองเป็นผู้กำหนดการรับรู้ของประชาชนฝ่ายเดียวอยู่ทุก วี่วัน

อย่างเมื่อเช้านี้ ทีวีบอกว่าวันนี้คุณอภิสิทธิ์ไปหาเสียงกับกลุ่มวัยรุ่นที่นี่ๆ ถามว่าคุณเป็นสื่อ คุณนั่งอ่าน schedule ของพรรคนั้นพรรคนี้ คุณเป็นโฆษกของพรรคการเมืองไปแล้ว ทำไมไม่ติดตามนโยบายหรือข้อเสนอของเขาล่ะ ว่าประชาชนมีความเห็นอย่างไร จริงๆ แล้วประชาชนอยากได้อะไร

ถามกว้างๆ เลย ...ปัญหาทั้งหมดที่เราคุยกันมา มันมาจากตัวคนหรือตัวระบบ
ไม่ แน่ใจเหมือนกัน แต่อย่างองค์กรสื่อในหลายประเทศ เขามี self regulation มีการประกันคุณภาพภายในของเขาเอง อย่างวอชิงตันโพสต์ เขามีเกณฑ์การวัดผลการทำงานของนักข่าว เช่น นักข่าวคนนี้อยู่มากี่ปี สมควรจะมีผลงานข่าวสักกี่ชิ้น เขียน commentary กี่ชิ้น มี performance review อย่างเรื่องข่าวเจาะหรือ investigative report เขาก็ใช้เป็นตัวชี้วัดผลงานของนักข่าวด้วยนะ คือประกันคุณภาพข่าวแก่ลูกค้า คือ คนอ่านหรืออย่างระบบอาจารย์มหาวิทยาลัยนี่ ก็มีว่า 6 เดือนควรทำงานวิจัยได้กี่ชิ้น สอนกี่ตัว... อาจารย์บางคนก็เกลียดมากเลยนะ แต่มันเป็นการชี้วัดได้ระดับหนึ่ง

"ใจ อึ๊งภากรณ์" วิพากษ์เว็บ "ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง"

ที่มา ประชาไท

ชื่อบทความเดิม: “เจาะลึก” ข้อมูลเรื่องเวป “ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง”

วันนี้ สุชาดา จักรพิสุทธิ์ อดีตบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี และกรรมการบริหารสำนักข่าวประชาธรรมประกาศเปิดตัวเว็บไซต์ “ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง” ซึ่งอ้างตัวเป็น “อีกทางเลือกข่าวเชิงลึก” สำหรับคนไทย และเน้นการเปิดโปงคอรรับชั่น

แต่ก่อนที่ท่านจะหลงคิดว่าอันนี้เป็นเว็บทางเลือกจริงๆ กรุณาพิจารณา “ข้อมูลเชิงลึก” ดังต่อไปนี้

1. “ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง” ได้รับเงินทุนทั้งหมดจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งเป็นองค์กรของรัฐบาลไทย ที่ได้ทุนจากการเก็บภาษีของรัฐไทย เอ็นจีโอไทยชอบขอเงินจากองค์กรนี้

2. เมื่อลองค้นหาข้อมูล “เชิงลึก” ในเว็บ “ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง” เรื่องกฏหมาย 112 ซึ่งเป็นปัญหายักษ์ใหญ่ในไทย หรือข้อมูลเกี่ยวกับการฆ่าประชาชนมือเปล่าที่ราชประสงค์และผ่านฟ้า หรือข้อมูลเรื่องงบลับของทหาร หรือการโกหกของ ศอฉ. หรือการโกงกินของนักการเมืองประชาธิปัตย์ ท่านจะไม่พบอะไรทั้งสิ้น แต่ปรากฏว่ามีการ “เปิดโปง” เรื่อง คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

3. ในเว็บ “ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง” มีลิงค์สู่เว็บแนวร่วม เช่น กกต. สำนักงานปราบปรามการคอร์รับชั่น สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย องค์กรนักข่าวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ฯลฯ ซึ่งในยุคนี้แต่ละองค์กรมีกลิ่นอายของความเป็นเหลือง

4. องค์กรหนึ่งที่ “ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง” ลิงค์ด้วยที่น่าสนใจมากคือ โครงการศูนย์ติดตามประชาธิปไตยไทย (Thailand Democracy Watch) ของคณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มี ศ.ดร.จรัส สุวรรณมาลา เป็นผู้ก่อตั้ง ท่านคงจำ ศ.ดร.จรัส สุวรรณมาลา ได้ เขาเป็น “สลิ่ม” ที่อ้างตัวเป็นกลาง ที่ไปจัดงานชูป้ายวิจารณ์การชุมนุมของคนเสื้อแดงที่สวนลุมพีนี และจุฬาฯ เป็นมหาวิทยาลัยที่นำหนังสือ A Coup for the Rich ของผมไปให้ตำรวจ เพื่อสืบสวนคดี 112

5. อีกองค์กรที่ “ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง” ลิงค์ด้วยคือ SIU (Siam Intelligence Unit) ซึ่งร่วมกับ ศ.ดร.จรัส สุวรรณมาลา (มาอีกแล้ว!!) ในการก่อตั้ง “เครือข่ายข้อมูลการเมืองไทย” ซึ่งมี คณะกรรมการกำกับทิศทาง ที่ประกอบไปด้วยคนอย่าง วีระ สมความคิด (พันธมิตรฯที่พยายามก่อสงครามกับประเทศเขมร) นพ.มงคล ณ สงขลา (อดีตรัฐมนตรีในรัฐบาลเผด็จการทหารของ คมช.) และ เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง คนทำสื่อฝ่ายเสื้อเหลือง

สรุปแล้ว “ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง” ดูเหมือนเป็นสื่อของอำมาตย์ในคราบของเอ็นจีโอ ที่เปิดตัวในยุคหาเสียงเลือกตั้ง

อภิชาต สถิตนิรามัย: สิทธิเลือกตั้ง เงินซื้อเสียง ใครโง่ ?

ที่มา ประชาไท

กล่าว อ้างได้ว่า ความแตกต่างระหว่างการรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 กับการรัฐประหารทุกครั้งก่อนหน้านี้ คือการที่ "ชาวบ้าน" ออกมาปกป้องสิทธิการเลือกตั้ง บทความนี้จะอธิบายว่า ทำไม "ชนชั้นกลางระดับล่าง" หรือ "ชาวบ้าน" จึงให้ความสำคัญกับสิทธิการเลือกตั้ง

หากเราถือว่าผู้มีรายได้ต่อคน ต่อเดือนมากกว่า 5,000 บาทขึ้นไปในปี 2552 (เส้นความยากจนด้านรายได้เท่ากับ 1,443 บาทต่อคนต่อเดือนในปี 2550) เป็นชนชั้นกลางแล้ว พบว่ามี 2 กลุ่มอาชีพ คือ เกษตรกร และแรงงานไร้ฝีมือ (ประมาณ 32% ของครัวเรือนทั้งหมด ซึ่งลดลงจาก 55% ในปี 2529) เท่านั้นที่ไม่ใช่ชนชั้นกลาง โดยเกษตรกรมีรายได้เฉลี่ยต่อคน 3,214 บาท ในขณะที่อาชีพการค้าและบริการ (20%) ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นชนชั้นกลางระดับล่างสุดมีรายได้ 5,828 บาท (พอ ๆ กับรายได้ของคนงานภาคการผลิตในอุตสาหกรรม) หรือสูงกว่าเกษตรกรเกือบสองเท่า แต่ยังต่ำกว่ารายได้เฉลี่ยต่อคน (6,239 บาท) กลุ่มการค้าและบริการนี้เพิ่มจาก 10% เศษในปี 2529 เป็น 20% ในปี 2552 ที่น่าสนใจคือกลุ่มอาชีพนี้มีแนวโน้มกระจายตัวออกจากเขตเมืองไปสู่เขตชนบท และกระจายตัวออกจาก กทม.ไปทุกภูมิภาค

ด้านการออมนั้น สัดส่วนของครัวเรือนที่ไม่มีเงินออมลดลงจาก 48% ในปี 2531 เป็น 25% ในปี 2552 (คิดเป็น 5 ล้านครัว) ในส่วนครัวเรือนที่มีเงินออมนั้น ออมเพิ่มขึ้น 10-12 เท่า จาก 507 บาท 5,145 บาทต่อเดือน แต่หากแบ่งประชากรทั้งหมดออกเป็น 5 กลุ่ม กลุ่มละ 20% แล้ว กลุ่มที่จนสุดยังคงมีการออมติดลบในปี′52 ส่วนกลุ่มที่จนรองลงมาเริ่มมีอัตราการออมเป็นบวกตั้งแต่ปี 2550 สรุปคือประมาณ 75% ของประชากรมีเงินออมในปัจจุบัน เมื่อคนส่วนใหญ่มีการออมเพิ่มขึ้น จึงไม่แปลกที่ความมั่งคั่งในรูปสินทรัพย์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น รวมทั้งกลุ่มที่จนที่สุดด้วย

ด้านภาระหนี้สินพบว่า สัดส่วนหนี้นอกระบบมีน้อยมากเพียง 3.4-8.7% ในช่วงปี 2549-2552 ทั้ง ๆ ที่สัดส่วนคนเป็นหนี้เพิ่มขึ้นจาก 41% ในปี 2537 เป็น 60% ปี 2552 แต่หนี้ส่วนใหญ่ (60-66%) เป็นหนี้เพื่อการลงทุนในช่วงหลังจากปี 2547 ในขณะที่ภาคอีสานและภาคเหนือมีสัดส่วนผู้เป็นหนี้สูงสุด (72%, 62%)

สรุป แล้ว แม้ชีวิตทางเศรษฐกิจทุกซอกมุมของสังคมไทยจะต้องเผชิญกับความผันผวนของตลาด เนื่องจากมีวิถีการผลิตและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจแบบตลาด แต่คนส่วนข้างมากของสังคมซึ่งเป็นคนชั้นกลางระดับล่างขึ้นไป มีฐานะทางเศรษฐกิจมั่นคงขึ้น สามารถรองรับความไม่แน่นอน (uncertainty) ทางเศรษฐกิจได้ดีขึ้น ในขณะที่ครัวเรือนเกษตรกร แรงงานไร้ฝีมือ และคนจนกลายเป็นชนข้างน้อย

แม้เมื่อพิจารณากลุ่มเกษตร ซึ่งไม่สามาถจัดเป็นคนชั้นกลางระดับล่างได้ พบว่ามีวิถีชีวิตทางเศรษฐกิจไม่แตกต่างจากกลุ่มชนอื่น เขาผลิตภายใต้ตรรกะของกลไกตลาดอย่างเข้มข้นเช่นกัน ในแง่นี้เขาก็ใช้วิธีคิดแบบ calculative ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสัญญาณราคาเฉกเช่นเดียวกับผู้คนในภาคการผลิต อื่น ๆ ในฐานะผู้ประกอบการด้านเกษตร เขาต้องคาดการณ์ราคาพืชที่จะปลูกล่วงหน้า คำนวณต้นทุนปัจจัยการผลิต เพื่อที่จะเลือกปลูกหรือเลือกไม่ปลูกพืชชนิดใด และเนื่องจากอาชีพนี้มีความไม่แน่นอนสูงทั้งด้านราคาผลผลิตและเงื่อนไขการ ผลิต จะรู้ตัวหรือไม่ก็ตามชาวไร่-ชาวนาต่างบริหารความไม่แน่นอนเหล่านี้ผ่านวิธี การ เช่น กระจายชนิดพืชที่ปลูก พูดอีกแบบคือจะไม่ปลูกพืชไร่ชนิดเดียวเท่านั้นบนที่ดินของตน

อีก ตัวอย่างคือ อาจปลูกข้าวไว้บริโภคเองด้วยเพื่อเป็นหลักประกันความไม่แน่นอน ทั้ง ๆ ที่หากปลูกพืชไร่ทั้งหมดอาจให้ผลตอบแทนสูงกว่า การคำนวณกำไร-ขาดทุนและการบริหารความไม่แน่นอนเหล่านี้สะท้อนว่า เกษตรกรใช้วิธีคิดทางเศรษฐกิจไม่ต่างจากผู้คนในภาคการผลิตอื่น ๆ แน่นอนว่ารายได้ของเกษตรกรโดยเฉลี่ยต่ำกว่าภาคการผลิตอื่น ทำให้เขาขาดหรือมีเงินออมน้อยกว่าที่จะรองรับความไม่แน่นอนได้ดีเท่าผู้อื่น เมื่อเหตุการณ์ด้านลบเกิดขึ้น เขาย่อมมีความจำเป็นที่จะต้องกู้ยืมเพื่อบรรเทาผลกระทบ แต่ข้อมูลชี้ว่าสัดส่วนคนน้อยกว่า 9% เท่านั้นที่ต้องพึ่งเงินกู้นอกระบบ ในแง่นี้แม้แต่เกษตรกรก็มีเครื่องมือในการจัดการความไม่แน่นอนดีขึ้น

หาก ความหมายของระบบอุปถัมภ์ทางเศรษฐกิจ คือ การที่ผู้ยากจนต้องพึ่งพาผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจสูงกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ด้านลบ (adverse shock) ซึ่งเขาต้องตอบแทนกลับในหลายรูปแบบ รวมทั้งการลงคะแนนเสียงทางการเมืองแล้ว การที่ชนส่วนใหญ่ของสังคมกลายเป็นชนชั้นกลาง หรือแม้แต่ชาวนา ซึ่งฐานะต่ำกว่าก็มีเครื่องมือในการจัดการกับความไม่แน่นอนได้ดีขึ้น สิ่งนี้มีนัยว่าการพึ่งพิงเครือข่ายอุปถัมภ์อาจลดลง

การผลิตและ ความสัมพันธ์ทางการผลิตภายใต้กลไกตลาด ย่อมกล่อมเกลาให้ผู้คนมีวิธีคิดแบบ calculative ในทางเศรษฐกิจ บทความนี้เชื่อว่าชาวบ้านใช้วิธีคิดเช่นนี้กับปริมณฑลทางการเมืองเช่นกัน การเมืองท้องถิ่นระดับ อบต.-เทศบาลมีการแข่งขันเข้มข้นขึ้นมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่ปี 2546 และการพึ่งพิงเครือข่ายอุปถัมภ์ทางเศรษฐกิจที่น้อยลง ทำให้ชาวบ้านมีอำนาจต่อรองสูงขึ้น ทั้งหมดนี้อาจหมายความว่า อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างชาวบ้านกับนักการเมือง (เงินซื้อเสียง ผลงานของนักการเมือง ฯลฯ กับเสียงสนับสนุน) มีทิศทางที่เป็นประโยชน์กับชาวบ้านมากขึ้น

พูดอีกแบบคือ การกระจายอำนาจในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาให้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมในสายตาชาวบ้าน รวมทั้งการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในระดับชาติและระดับท้อง ถิ่น เมื่อประกอบกับการที่พรรคไทยรักไทยตอบแทนคะแนนเสียงของชาวบ้านด้วยนโยบาย ประชานิยมตั้งแต่ปี 2544 แล้ว คงอ้างได้ว่า ประชาธิปไตยในสายตาชาวบ้านนั้นอย่างน้อยต้องมีความหมายว่า เขาคือผู้มีสิทธิในการกำหนดตัวผู้บริหารของเขา ดังนั้นการรัฐประหาร 2549 จึงขาดความชอบธรรมในสายตาของชาวบ้าน

จากตรรกะข้างต้น การซื้อเสียงซึ่งขาดไม่ได้ในทุกระดับการเลือกตั้ง คงไม่ได้หมายความว่าเป็นเพราะชาวบ้านเป็นคนยากจน อยู่ภายใต้เครือข่ายอุปถัมภ์ และขาดวิธีคิดที่ซับซ้อน แต่อาจหมายถึงเพราะการที่ชาวบ้านพึ่งตัวเองได้และคิดแบบ calculative ต่างหาก ในขณะที่เขาก็ตระหนักดีด้วยว่า ความเหลื่อมล้ำทางรายได้และทรัพย์สินยังคงสูงมาก เขาจึงต่อรองในทุกระดับและทุกรูปแบบกับนักเลือกตั้งเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินสด ในระหว่างการเลือกตั้ง และโครงการที่ "กินได้" ทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่นในช่วงที่ไม่มีการเลือกตั้ง และเขารู้ดีว่าเครื่องมือที่มีประสิทธิผลที่สุดในการกระจายรายได้และ ทรัพย์สินก็คือ การเลือกตั้งที่ทุกคนมี 1 เสียงเสมอหน้ากัน เพราะเขาคือผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มีจำนวนมากที่สุดของสังคม

............................
เผยแพร่ครั้งแรกในเว็บไซต์มติชนออนไลน์

“สมยศ” ร่อนจดหมายถึงองค์กรปกป้องสิทธิและประชาธิปไตยทั่วโลก

ที่มา ประชาไท

“สม ยศ พฤกษาเกษมสุข” ฝากจดหมายขอความช่วยเหลือและชี้แจงข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ต่อกรณีถูกจับกุมคดีหมิ่นฯ ผ่านผู้ที่ไปเยี่ยมสู่โลกภายนอก วอนองค์ปกป้องสิทธิประชาธิปไตยทั่วโลกเรียกร้องกดดันรัฐบาลต่อ
เมื่อ วันที่วันที่ 26 พฤษภาคม 2554 ที่ผ่านมา สมยศ พฤกษาเกษมสุข นักกิจกรรมด้านแรงงานและบรรณาธิการนิตยสาร Voice of Taksin ซึ่งถูกควบคุมตัวที่เรือนจำกลางพิเศษกรุงเทพมหานคร หลังถูกจับกุมด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ (มาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญา) ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2554 โดยสมยศได้เขียนจดหมายขอความช่วยเหลือและชี้แจงข้อเท็จจริงเพิ่มเติม รวมทั้งแสดงความขอบคุณองค์กรปกป้องสิทธิและประชาธิปไตยทั่วโลก หลังจากที่ในรอบเดือนที่ผ่านมาองค์กรเหล่านี้ได้ทำจดหมายเปิดผนึกถึงนาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพื่อเรียกร้องให้ประกันและปล่อยตัวสมยศ เพราะการจับกุมนี้ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมือง
ซึ่ง องค์กรที่ได้ทำจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องกรณีดังกล่าวถึงนาย อภิสิทธิ์ ในรอบเดือนที่ผ่านมา เช่น สมาพันธ์สหภาพแรงงานเนปาล(GEFONT) , สมาพันธ์อาหารและบริการกัมพูชา(CFSWF) , Australia Asia Worker Links, พรรคสังคมนิยมในมาเลเซีย (Socialist Party of Malaysia), Community Action Network ในมาเลเซีย, สมาพันธ์สหภาพแรงงานฮ่องกง (HKCTU), Asia Monitor Resource Centre (AMRC), Clean Cloth Campaign, Asia Floor Wage Alliance, สมาพันธ์สภาพันธมิตรสหภาพแรงงานอินโดนีเชีย(KASBI), องค์กรด้านสิทธิมนุษยชน SUARAM (Suara Rakyat Malaysia) หรืออย่าง นายฉัว เทียน ชาง (Chua Tian Chang) ส.ส.มาเลเซีย และรองประธานพรรคยุติธรรมแห่งชาติ (Parti Keadilan Rakyat - PKR) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านใหญ่สำคัญในมาเลเซีย นายซาอิด ซาฮีร์ ซาอิด โมฮัมหมัด (Syed Shahir Syed Mohamud) ประธานสภาแรงงานมาเลเซีย (Malaysian Trade Union Congress - MTUC) ที่ได้เดินทางไปสถานทูตไทยประจำกรุงกัวลาลัมเปอร์เมื่อวันที่ 12 พ.ค.ที่ผ่านมาเพื่อยื่นจดหมายเรียกร้องนายอภิสิทธิ์ ให้ปล่อยตัวสมยศ เป็นต้น
โดยจดหมายขอความช่วยเหลือและชี้แจงข้อเท็จ จริงเพิ่มเติม รวมทั้งแสดงความขอบคุณของสมยศนี้ถูกระบุว่าบันทึกโดยจิตรา คชเดช ที่ปรึกษาสหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งประเทศไทย หลังจากที่ได้เข้าพบเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2554 ที่เรือนจำกลางกรุงเทพมหานคร
โดยเนื้อหาของจดหมาย ประกอบด้วยส่วนของการชี้แจงข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ส่วนของข้อเรียกร้องและลงท้ายด้วยส่วนของการแสดงความขอบคุณองค์กรสิทธิและ ประชาธิปไตยทั่วโลกที่เคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวสมยศ
จดหมาย เปิดผนึกขอความช่วยเหลือและชี้แจงข้อเท็จจริงเพิ่มเติม รวมทั้งแสดงความขอบคุณองค์กรปกป้องสิทธิและประชาธิปไตยทั่วโลก ของสมยศ พฤกษาเกษมสุข

เรือนจำกลางพิเศษกรุงเทพมหานคร
33 ถนนงามวงศ์งาน แขวงลาดยาว
เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900
วันที่ 26 พฤษภาคม 2554
เรื่อง ขอความช่วยเหลือและขอขอบคุณรวมถึงชี้แจงข้อเท็จจริงให้ทุกท่านทราบ
เรียน องค์กรที่ปกป้องสิทธิประชาธิปไตยทั่วโลก
ผม เคยทำงานด้านปกป้องสิทธิผู้ใช้แรงงานมาอย่างยาวนานตั้งแต่เป็นนัก ศึกษาในปี 2524 จนถึง 2550 ในนามศูนย์บริการข้อมูลและฝึกอบรมแรงงาน (Center for Labour Information Service and Training; CLIST)และได้มาทำหนังสือเป็นซึ่งเป็นอีกอาชีพที่ผมรักเป็นบรรณาธิการบริหาร นิตยสารรายปักษ์ “Voice of Taksin” ทำหน้าที่สื่อมวลชนวิชาชีพในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารความเป็นจริง แสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐบาลตามปกติ และเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2553 ปีที่ผ่านมาได้ถูกนำตัวมาควบคุมไว้ที่ค่ายอดิศร จ.สระบุรี การกระทำของรัฐบาลเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพและละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่าง รุนแรง เมื่อได้รับแรงกดดันจากองค์กรของพวกท่านในปีที่แล้วทำให้มีการปล่อยตัว และนิตยาสาร “Voice of Taksin” ได้ถูกสั่งปิดรวมถึงโรงพิมพ์ด้วย ทำให้ข้าพเจ้าได้เปิดหนังสือใหม่ชื่อ RED Power และยังมีอุดมการณ์อันแน่วแน่ในการทำหนังสือรวมถึงทำธุรกิจทัวร์ประวัติ ศาสตร์ไทยเขมรควบคู่ไปด้วย
1. เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2554 ผมได้พาทัวร์พร้อมคณะ กว่า 30 คน เข้าด่านตรวจคนเข้าเมืองตามปกติ เจ้าหน้าที่แจ้งว่า ข้าพเจ้ามีหมายจับ จึงได้ควบคุมตัวไว้และส่งให้เจ้าหน้าที่ DSI มารับตาม หมายจับออกวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2554 แต่เมื่อวัน 20 กุมภาพันธ์ 2554 ที่ข้าพเจ้าได้เดินทางไปประเทศกัมพูชาและกลับเข้ามาวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2554 ตามปกติ
2. วันที่ 30 เมษายน 2554 เป็นวันเสาร์ เจ้าหน้าที่ DSI ได้ส่งตัวมาที่สำนักงานกรมสอบสวนพิเศษ และผมได้ถูกกีดกันไม่ได้พบผู้สื่อข่าวที่มารอสัมภาษณ์ ในเวลาต่อมาอธิบดี DSI นายธาริต เพ็งดิษฐ์ แถลงข่าวว่าจับตัวข้าพเจ้าในขณะเตรียมตัวหลบหนีไปประเทศกัมพูชาและจะคัดค้าน การประกันตัวต่อศาลเพราะเกรงว่าจะหลบหนี ซึ่งกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐาน หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการ ตามมาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญา(ผู้กระทำผิดต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้า ปี)
3. วันที่ 2 พฤษภาคม 2554 กรมสอบสวนพิเศษ (DSI)ได้ส่งฝากขังต่อศาล ผมได้นำหลักทรัพย์มูลค่า 1.6 ล้าน ยื่นประกันตัว ศาลมีคำสั่งดังนี้ “พิเคราะห์แล้วเห็นว่าคดีมีอัตราโทษสูงตามข้อหาเป็นความเกี่ยวข้องกับความ มั่นคงต่อราชอาณาจักรและความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พฤติการณ์แห่งคดีและลักษณะการกระทำนำมาซึ่งความเสื่อมเสียต่อสถาบันพระมหา กษัตริย์อันเป็นที่เทิดทูนและเคารพสักกระโดยกระทบกระเทือนจิตใจต่อประชาชน โดยรวมประกอบกับผู้ต้องหาถูกจับกุมในขณะกำลังเดินทางออกนอกราชอาณาจักรถือ ว่ามีพฤติกรรมหลบหนี หากให้ปล่อยตัวชั่วคราวเกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี จึงไม่อนุญาตปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหา ยกคำร้องหลังคำสั่งแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้ต้องหาและผู้ประกันทราบโดยเร็ว” สาเหตุที่ตำรวจแจ้งว่ากระทำความผิด คือในหนังสือ“Voice of Taksin” ฉบับปักษ์แรกมีนาคม 2553 และฉบับ ในคอลัมน์ คมความคิด ผู้เขียนใช้นามปากกาว่า “จิตร พลจันทร์ ได้เขียนบทความซึ่งวิญญูชน อ่านแล้วเข้าใจได้ว่าหมายถึงพระมหากษัตริย์ ซึ่งผมเป็นบรรณาธิการต้องรับผิดชอบ
4. ในวันที่ 2 พฤษภาคม 2554ผมได้ถูกส่งตัวมาที่ “เรือนจำกลางพิเศษกรุงเทพมหานคร” เจ้าหน้าที่ได้ตัดผมให้ผมทันทีและให้อยู่ใน แดน 1 ผมนั่งอยู่ในห้องกรงขังเหล็กแน่นหนา ที่เรียกกันว่าคุก ผมสูญเสียอิสรภาพ ถูกกักขังโดดเดี่ยว ตัดขาดจากโลกภายนอก เป็นความทุกข์ทรมาน ทั้งร่างกายและจิตใจอย่างไม่เคยมีมาก่อนในชีวิต
ถ้า หากผมเป็นอาชญากรหรือฆาตกรกระทำความผิดให้ผู้อื่นตายหรือ ปล้นทรัพย์ หรือกระทำผิดศีลธรรมร้ายแรง ผมสมควรรับโทษทัณฑ์ สมควรทุกข์ทรมาน พื้นฐานะกระทำความผิดหรือทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน
แต่ ผมได้ทำหน้าที่สื่อสารมวลชน แสดงความคิดเห็นอิสระ นำเสนอความจริง วิพากษ์วิจารณ์สังคม-การเมือง อันเป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ผมได้ใช้วิชาชีพสื่อมวลชน อย่างเป็นอิสระ เพื่อให้สังคมเกิดการเปลี่ยนแปลงพัฒนาก้าวหน้า หรือมีความเสมอภาคเท่าเทียม ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีผมได้ทำหนังสือพิมพ์ เป็นสื่อกลางให้ผู้คนได้แสดงความคิดเห็น เป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองโดยปราศจากความกลัวหรือต้องถูกจำกัดความคิด
ผล ของการทำหน้าที่ตามสิทธิอันพึงมีพึงได้ และทำงานตามจิตวิญญาณอิสระของศักดิ์ศรี ความเป็นคน ผมจึงถูกกล่าวหา และถูกจองจำ ให้ได้รับความทุกข์ทรมาน มีอีกหลายคนที่ต้องกลายเป็นเหยื่อ ของอำนาจป่าเถื่อน ของความคิดคับแคบเห็นแก่ตัวเพียงเพื่อรักษาอำนาจและความเป็นอภิสิทธิชน
ความ ทุกข์ทรมานและความเจ็บปวดรวดร้าวของชีวิตครั้งนี้ ไม่ใช่แค่ถูกจองจำเท่านั้น แต่ที่เจ็บปวดและคับแค้นใจก็คือ ไม่ใช่แค่การใช้กฎหมายไม่เป็นธรรมรังแกผมเท่านั้น ยังบิดเบือนความจริงอย่างน่าเกลียดอีกด้วย เช่น การไม่ให้ประกันตัว อ้างว่า ผมกำลังหลบหนีเดินทางไปต่างประเทศ ผมไม่ทราบมาก่อนเลยว่ามีหมายจับ ในข้อหา ดูหมิ่น หมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท ตามมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา ผมจึงใช้ชีวิตตามปกติ หาเช้ากินค่ำ ทำงานตั้งแต่เช้าจรดเย็น และเข้าร่วมการเคลื่อนไหวทางสังคมการเมือง
ผม มีอาชีพสื่อสารมวลชนและทำธุรกิจท่องเที่ยว ในวันที่ 30 เมษายน 2554 ผมพาคณะนักท่องเที่ยวชาวไทย 30 คน ไปเที่ยวนครวัต ประเทศกัมพูชา ซึ่งจัดไปทุกเดือน ผมเข้าช่องตรวจเอกสารเดินทางตามปกติ ไม่ได้เป็นการหลบหนี
ผม เคยถูกกล่าวหาในคดีการเมืองหลายคดีแต่ไม่เคยหลบหนี ผมต่อสู้ทุกคดี เพราะผมมั่นใจในความบริสุทธิ์ใจ และเชื่อว่ายังมีความยุติธรรมหลงเหลืออยู่บ้าง ผมไม่คิดหลบหนี แม้ว่าจำต้องถูกจองจำ ก็เพื่อจะต่อสู้กับอำนาจฉ้อฉล ต่อสู้กับการบิดเบือน และต่อสู้กับอำนาจเผด็จการของชนชั้นปกครอง ผมอาจถูกจองจำถูกทรมานถูกลงโทษแต่ผมได้ทำหน้าที่ของชีวิตอิสระได้ ทำหน้าที่ยังประโยชน์ให้กับสังคม ผมจึงพร้อมต่อสู้กับอำนาจฉ้อฉลแม้ว่าจะต้องถูกจับเข้าคุกปัญหาไม่ได้อยู่ที่ ประชาชน ซึ่งต้องการความเสมอภาคเท่าเทียม ความเป็นธรรม และประชาธิปไตย โดยได้แสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์โต้แย้งกับผู้ปกครองที่อ้างตนเองมี คุณธรรมสูงสุดในสังคม แต่เป็นปัญหาของกฎหมายเผด็จการ นั่นคือ มาตรา 112 นั้น เป็นกฏหมายไม่เป็นธรรม เป็นเครื่องมือทำลายบุคคลอื่นทางการเมืองและจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน
มี หลายคน กลายเป็นเหยื่อของมาตรา112 ต้องสูญเสียอิสรภาพ ต้องถูกจับกุมคุมขัง ถูกกล่าวหา ถูกทำลายกระทั่งถูกฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยม ผมจึงออกมาต่อสู้ เรียกร้องให้ยกเลิกมาตรา112นี้ไปเสีย ด้วยการจัดตั้ง เครือข่ายประชาธิปไตย รวบรวมประชาชนเข้าชื่อกัน 10,000 ชื่อขึ้นไป เพื่อขอให้รัฐสภา แก้ไขมาตรา 112 เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ 2550
ดังที่กล่าวมาแล้ว มาตรา112 มีความคลุมเครือ มีช่องว่างให้พวกอำนาจฉ้อฉล นำมาใช้เล่นงาน และปราบปรามประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สังคมไทยขณะนี้ มีความขัดแย้งกันมาก การจับกุมครั้งนี้ เป็นการดึง สถาบันกษัตริย์ มาเผชิญหน้ากับประชาชน
ก่อน หน้านี้ มีการกล่าวหาแกนนำ เสื้อแดง ด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามมาด้วยปิดวิทยุชุมชน ปิด เวปไซต์ ปิดกั้นการรับรู้ของประชาชน จนในที่สุด จับกุมผม ทำเป็นคดีอย่างไม่เป็นธรรม
ผม เป็นเพียงเหยื่อ ของกฎหมาย ไม่เป็นธรรม เป็นเหยื่อของเกมการเมืองที่กำลังห้ำหั่นแย่งชิงอำนาจรัฐระหว่างผ่าย ประชาธิปไตยกับฝ่ายเผด็จการ ผ่านรูปแบบการเลือกตั้งผมเป็นบุคคล ที่พวกมีอำนาจฉ้อฉลที่ชอบแอบอ้างศีลธรรมและบุญบารมี ต้องการให้ผมอยู่ในความผิด เพื่อรักษาอำนาจฉ้อฉลให้ยาวนาน ต่อไป
ผม ไม่ใช่เหยื่อรายสุดท้าย ตราบเท่าที่เรายังอยู่ภายใต้การปกครอง ที่เนื้อแท้เป็นเผด็จการ แต่เปลือกนอกฉาบด้วย คำว่าประชาธิปไตย ไว้หลอกลวงชาวโลก
ผมจะต่อสู้ให้ได้รับเสรีภาพตราบ จนลมหายใจสุดท้าย ผมยอมเสียอิสรภาพ แต่จะไม่ยอมเสียความเป็นคนอย่างแน่นอน(จดหมายที่เขียนโดยสมยศ เมื่อ วันที่ 2 พฤษภาคม 2554)
1. ผมไม่เคยคิดหลบหนี ในการต่อสู้ทางการเมืองผมโดนหน่วยงานรัฐฟ้องหลายคดี เช่น พลเอกสะพรั่ง กัลป์ยานมิตร อดีตแม่ทัพภาคที่ 3 เป็น 1 ในคณะก่อการรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2549 ภายหลังได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคง แห่งชาติ ได้ฟ้องหมิ่นประมาท ผมได้สู้คดีถึงที่สุดได้รับโทษจำคุกโทษนั้นรอลงอาญา อีกกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ได้ฟ้องหมิ่นประมาทผมก็ได้สู้จนศาลยกฟ้อง และผมได้ปรากฏตัวต่อที่สาธารณะเป็นปกติ
2. ในขณะที่สังคมคนงานยังถูกเอารัดเอาเปรียบ สหภาพแรงงานในประเทศไทยไม่อนุญาตให้องค์กรสหภาพแรงงานเกี่ยวข้องกับการเมือง ได้ และถ้าพวกเขาลุกขึ้นมาต่อสู้เรียกร้องพวกเขามีโอกาสที่โดนข้อกล่าวหาเหล่า นี้ได้อีก เพราะกฎหมายมาตรา 112 นี้ไร้ขอบเขตการฟ้องร้องใครก็สามารถไปแจ้งตำรวจได้ และในปี 2550-2554 ได้มีนักโทษคดีนี้เพิ่มเกือบ 500 คน และส่วนใหญ่จะเป็นคนที่สนับสนุนเสื้อแดง รวมถึงการขัดผลประโยชน์ก็นำมากล่าวหากันได้ด้วย และขณะนี้ด้วยสภาพที่คุมขังที่แออัด และการรักษาพยาบาลที่ไม่สะดวกสบายเท่ากับอยู่ข้างนอก ทำให้โรคประจำตัวของผมกำเริบคือโรคเก๊า มีแผลที่กำลังติดเชื้อ
ผม ขอขอบคุณองค์กรต่างๆ ที่ทำจดหมายถึงรัฐบาลเรียกร้องให้ปล่อยตัวผม รวมถึงนักโทษทางการเมืองคนอื่นๆ ผมขอเพียงได้สิทธิการประกันตัวซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ที่พึงจะ ได้ ผมควรมีสิทธิในความเชื่อ และการแสดงออกที่ไม่ได้ละเมิดสิทธิของใคร และสิทธิในการต่อสู้คดีและรัฐไม่ควรจองจำผมไว้ในคุก ขอให้ทุกท่านเรียกร้องต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
ผม หวังที่จะเห็นเสรีภาพของคนในทั่วโลกและรวมถึงพี่น้องของผม การถูกจองจำในคุกผมได้มีชีวิตอยู่ได้ดีพอสมควรและมีมิตรไมตรีจากคนอื่นๆ แต่คงไม่มีใครปรารถนาที่จะถูกจองจำ แต่การใช้อำนาจเกิดขอบเขตของรัฐบาล เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ผมอยากออกไปสู่เสรีภาพเช่นเดิม
ขอแสดงความนับถืออย่างสูง
(นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข)

หมายเหตุ : จิตรา คชเดช อดีตประธานสหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งประเทศไทย ปัจจุบัน ที่ปรึกษา/เจ้าหน้าที่สหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งประเทศไทย ผู้ประสานงาน กลุ่มคนงาน Try Arm ได้เข้าพบเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2554 ที่เรือนจำกลางกรุงเทพมหานคร (บันทึก)

สเตรทไทมส์ เปิดใจ “ทักษิณ”: กฎหมายหมิ่นทำให้สถาบันฯเสื่อม

ที่มา ประชาไท

โดย นิรมล โฆษ (Nirmal Ghosh) ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์เสตรทไทมส์

ทักษิณ ชินวัตร ให้สัมภาษณ์นสพ.เสตรทไทมส์ มั่นใจชนะการเลือกตั้งอย่างสง่างาม มุ่งอยากกลับประเทศเพื่อแก้ไขความบอบช้ำ ขอโอกาสเพื่อให้ประเทศก้าวไปข้างหน้า ชี้ทหาร “พารานอย”มากเกินไป

29 พ.ค. 54 – อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์สเตรทไทมส์ในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาที่ ประเทศดูไบว่า ความพยายามของรัฐบาลประชาธิปัตย์ในการสร้างแผนการปรองดองนั้นล้มเหลว และทำให้ประเทศแตกแยกมากขึ้น ขณะนี้จึงเป็นหน้าที่ของพรรคเพื่อไทยในการสร้างการปรองดองในชาติ และหวังว่าตนเองจะสามารถกลับประเทศไทยได้ เพื่อแก้ไขบาดแผลทางการเมืองของประเทศในช่วงห้าปีที่ผ่านมา แต่ถึงแม้ว่าจะกลับมาไม่ได้ ตนก็ยังอยากให้ประเทศไทยกลับสู่สภาวะปรกติ

“ความ ปรกติในความหมายของพรรคประชาธิปัตย์นั้นเป็นคนล่ะความหมาย เขาพยายามจะปรองดองมา 2 ปีครึ่งแล้ว แต่ก็ล้มเหลว ซ้ำยังทำให้ประเทศแตกแยกมากขึ้น เป็นคราวของเราแล้วที่จะต้องสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้น” อดีตนายกกล่าว

ใน ระหว่างการสัมภาษณ์ที่ยาว 1 ชั่วโมง เขายอมรับว่าการกระทำที่รุนแรงต่อชาวมาเลย์มุสลิมในภาคใต้สมัยที่เขาเป็น นายกถือเป็นความผิดพลาด และกล่าวว่าการเป็นตำรวจนั้นทำให้ตนถูกสอนมาว่าต้องใช้ทั้งกำปั้นเหล็กและ ถุงมือกำมะหยี่ ซึ่งที่ผ่านมาได้ใช้กำปั้นเหล็กมากไป และเสียใจในสิ่งที่เคยทำ ทั้งนี้ ในอนาคตจะต้องเปลี่ยนแปลงไป
เขายัง เสริมว่า พรรคเพื่อไทยจะรื้อฟื้นข้อตกลงกรณีพื้นที่ทับซ้อนบริเวณ 4.6 ตารางกิโลเมตรบริเวณใกล้กับเขาพระวิหารเพื่อพิจารณาถอนข้อตกลงดังกล่าว “เราควรมีการพูดคุยกัน ไม่ใช่เอะอะๆก็ส่งทหารเข้าไป ถ้าคุณมายิงใส่เพื่อนบ้านตัวเอง แล้วจะอยู่ด้วยกันอย่างสงบได้ยังไง ถ้าคุณใหญ่กว่าหรือรวยกว่า คุณก็ควรมีจิตใจที่ดีและเมตตาต่อคนที่จนกว่าและตัวเล็กกว่า” ทักษิณกล่าว

ถึง แม้จะมีการวิเคราะห์ว่าผลของการเลือกตั้งในเดือนกรกฎาคมจะค่อนข้าง สูสี โดยโพลล์สำรวจความคิดเห็นได้เผยว่าพรรคเพื่อไทยจะชนะอย่างฉิวเฉียด แต่ทักษิณค่อนข้างมั่นใจว่าเพื่อไทยน่าจะชนะได้อย่างชัดเจน และเผยว่าตนเองได้ติดตามการหาเสียงในไทยอยู่ทุกวันและวางแผนยุทธศาสตร์การ เลือกตั้งอยู่เสมอ โดยดำเนินการจากบ้านหรูหราขนาดห้องนอน 7 ห้องในย่านหรูที่ดูไบ หรือบางทีก็จากเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว และรับข้อมูลความเคลื่อนไหวต่างๆจากนักการเมืองในประเทศไทย พร้อมกับปราศรัยผ่านทางโทรศัพท์ หรือ “โฟนอิน” ในการชุมนุมของคนเสื้อแดงและการปราศรัยของเพื่อไทยอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ยังพูดคุยทางโทรศัพท์จากกลุ่มฐานเสียงต่างๆด้วย

“ถึงเวลา ที่เราจะต้องยึดมั่นในหลักการว่าเราเคารพในความคิดของประชาชน ...ถ้าคุณเรียกตัวเองว่าเป็นประชาธิปไตย คุณก็ต้องเคารพเจตจำนงของประชาชน แล้วสิ่งต่างๆก็จะดำเนินไปต่อได้เอง ผมไม่สนใจว่าใครจะว่าอะไร ไม่สนใจว่าผมจะได้กลับบ้านหรือไม่ ผมสนใจแค่ว่าเมื่อไหร่ที่ประเทศจะกลับสู่สภาวะปรกติได้เสียที”

เมื่อ ผู้สื่อข่าวเสตรทไทมส์ถามว่า คิดว่าเสถียรภาพหลังการเลือกตั้งของประเทศไทยจะขึ้นอยู่กับการเจรจามากแค่ ไหน เขาตอบว่า “ไม่มีอะไรดีไปกว่าการสานเสวนาอีกแล้ว”

เขากล่าวว่ามี บางก๊กบางฝ่ายติดต่อเข้ามาหาเขาหลังจากหมดอำนาจ เขาจึงให้ยิ่งลักษณ์เป็นตัวแทนในการเจรจาพูดคุย “ผมไม่ไว้ใจนักการเมืองคนไหนๆหรอก เพราะไม่มีความลับในหมู่นักการเมือง ผมจึงให้เธอเป็นคนไปพูดคุยกับพรรคการเมืองต่างๆ และทำงานในพื้นที่เยอะๆ ตอนนี้อยากเห็นประเทศไทยก้าวไปข้างหน้า ไม่หยุดอยู่ในสภาพเดิมๆ”

ว่าด้วยทหารกับการเมือง

“พวก ทหารเกิดอาการวิตกจริตกันใหญ่เพราะมีข่าวว่าผมจะเปลี่ยนประเทศไทยให้ เป็นสาธารณรัฐ และตั้งตนเป็นประธานาธิบดี แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่เลย เมื่อคุณกลายเป็นผู้นำ คุณก็ต้องเข้มแข็ง ไม่เช่นนั้นก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆที่เป็นปัญหาเรื้อรังได้ และพอเมื่อคุณเข้มแข็งปุ๊บ ก็มีคนบอกว่าผมอยากเป็นประธานาธิบดี ซึ่งไร้สาระมาก และนี่ก็คือเหตุผลว่าทำไมเราถึงให้มีนายกรัฐมนตรีที่เป็นผู้หญิง เขาจะได้ไม่ต้องคิดว่าผู้หญิงจะสามารถทำอะไรเช่นนั้น”

ว่าด้วยนโยบายพรรค
“ก็ มีความเหมือนและความต่างอยู่บ้าง เมื่อคุณเห็นคนกำลังกินปลา ไม่ว่าจะจากเพื่อไทยหรือประชาธิปัตย์ ปลาเหล่านั้นก็ดูเหมือนกัน แต่ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์แจกแต่ปลา แต่เราจะให้เบ็ดตกปลา และให้ประชาชนได้ตกปลาเองกินเอง และมีปลาจากทั้งแม่น้ำเอาไว้กินได้

ถ้า คุณดูการบริหารประเทศของพรรคประชาธิปัตย์ เขาต้องการเพียงแค่ผลประโยชน์ทางการเมือง แต่ของผมคือความสุขของประชาชนต้องมาก่อน และผลประโยชน์ทางการเมืองก็จะเป็นผลจากการที่พี่น้องประชาชนมีความสุข”

กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ “ทำให้เสื่อม”
ต่อ ประเด็นการฟ้องร้องและดำเนินคดีบุคคลจำนวนมากในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุ ภาพ ทักษิณกล่าวว่า “ทำให้สิ่งที่แย่อยู่แล้วเสื่อมลงไปอีก...หากว่าคุณเคารพและจงรักภักดีต่อ พระมหากษัตริย์ ต้องหยุดการแสดงความจงรักภักดีด้วยวิธีโง่ๆเช่นนี้”

และ เมื่อถามว่าเขาเห็นด้วยหรือไม่กับการรณรงค์ให้ยกเลิกกฎหมายดังกล่าว เขาตอบว่า “ก็ถ้ามีอยู่แล้วไม่ได้ใช้แบบไม่จำเป็นล่ะก็...” ซึ่งสื่อว่าก็ไม่ได้เห็นด้วยเท่าใดนัก และยังเสริมว่า “ยิ่งคุณดำเนินคดีกับคนในข้อกล่าวหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมากขึ้นเท่าใด ประชาคมนานาชาติและองค์กรสิทธิมนุษยชนก็จะเรียกร้องให้มีการยกเลิก(กฎหมาย นี้)มากขึ้นเท่านั้น”

เขาย้อนไปถึงสมัยที่เขาเป็นนายกรัฐมนตรี เขาเล่าว่าเคยเกือบให้มีการจับกุมผู้วิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์คนหนึ่ง และในการเข้าเฝ้ากับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครั้งก่อน พระมหากษัตริย์ทรงตรัสว่า “ไม่อยากให้ใช้กฎหมายตัวนี้พร่ำเพรื่อ” อดีตนายกผู้ลี้ภัยสะท้อนว่า “ผู้ที่พยายามจะแสดงออกว่าเขาจงรักภักดีต่อกษัตริย์มากๆ และประกาศว่าจะเล่นงานคนที่แตะต้องสถาบันกษัตริย์นั้น เป็นการทำให้สิ่งที่แย่อยู่แล้วแย่ยิ่งขึ้น”

ต่อกรณีที่กองทัพบกได้ เป็นผู้ยื่นฟ้องในกรณีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพรายล่า สุดนั้น ทักษิณกล่าวว่า ทหารมีหน้าที่หลักๆสองอย่าง อย่างแรกคือปกป้องอธิปไตยของชาติ อย่างที่สองคือปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ กองทัพต้องการแสดงความจงรักภักดีของตนเองโดยแสดงออกชัดแจ้งเกินไป ตนคิดว่าการกระทำดังกล่าวเป็นผลเสียต่อกองทัพและไม่ดีต่อสถาบันกษัตริย์เอง ด้วย

ที่มา: แปลและเรียบเรียงจาก
หนังสือพิมพ์เสตรทไทมส์ ฉบับวัันที่ 28 พฤษภาคม 2554