WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, May 30, 2011

ยิ่งลักษณ์..ก็ยิ่งรัก ท่านทักษิณ วันอาทิตย์สีแดง

ที่มา blablabla

โดย



ขอบคุณภาพจากคุณอาเจ บ้านไอเอฟครับ

คำเจือยแจ้ว แว่วหวาน ขับขานเสียง
ส่งสำเนียง ออดอ้อน เมื่อตอนสาย
ลมพัดซู่ โปรยละลิ่ว ต้องผิวกาย
สื่อความหมาย วันนี้ ที่ผูกพัน....

วันอาทิตย์ สดใส หัวใจสวย
อบอวลด้วย สิ่งงาม ตามแต่งฝัน
นำความรัก สวัสดี มีให้กัน
ต่อเติมวัน แสนสวย ด้วยสิ่งดี....

ยิ่งลักษณ์..ก็ยิ่งรัก ท่านทักษิณ
หูได้ยิน ช่างไพเราะ เสนาะศรี
แม้นเวลา พ้นผ่าน มานานปี
ยิ่งทวี ยิ่งรัก ยิ่งปักใจ....

ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ ย้ำให้เห็น
คือจุดเด่น นำทาง สว่างไสว
สร้างความหวัง ทั่วถิ่น แผ่นดินไทย
เริ่มต้นใหม่ ให้มีสุข ไร้ทุกข์ทน....

ช่วยกันเลือก เบอร์ ๑ ถึงฝั่งฝัน
ร่วมผูกพัน กันเถิดหนา อย่าสับสน
เลือกเพื่อไทย เพื่อชาติไทย ในบันดล
เพื่อทุกคน ได้สิ่งหวัง ตามตั้งใจ....

๓ บลา / วันอาทิตย์สีแดง ๒๙ พ.ค.๕๔

แท็กซี่ทั่วประเทศ เฮ! ทักษิณรับนโยบายเครือข่ายคนไทยรักชาติ เตรียมลุยโครงการแท็กซี่มหาชน

ที่มา thaifreenews

โดย Palrak








(29 พฤษภาคม 2554 กรุงเทพฯ) - นายวิโรจน์ พูลสุข ประธานเครือข่ายคนไทยรักชาติ พร้อม นายนิคม บุญวิเศษ ประธานสภาการแท็กซี่มหาชน ประกาศความก้าวหน้าการดำเนินโครงการแท็กซี่มหาชน หลัง อดีตนายกฯทักษิณรับนโยบายดังกล่าวไปพิจารณา

นายวิโรจน์ พูลสุข ประธานเครือข่ายคนไทยรักชาติ กล่าวถึงความคืบหน้า โครงการแท็กซี่มหาชน ว่า "นโยบายแท็กซี่มหาชน ไม่ใช่นโยบายนี้ คิดโดยผมแล้วผมจะถือนโยบายนี้เป็นของตนเองแต่นโยบายดังกล่าวเป็นของพี่น้อง ประชาชน โดยจะเป็นเจ้าของร่วมกันทั้งประเทศ เราจะร่วมกันผลักดันนโยบายนี้ให้เป็นจริง ทั้งนี้ผมเองได้เดินทางพร้อม นายนิคม บุญวิเศษ ประธานสภาการแท็กซี่มหาชน เพื่อไปพบ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดย พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ได้รับนโยบายดังกล่าวไปพิจารณา ใช้เวลาหารือในเรื่องดังกล่าว ถึง 2 ชั่วโมงเต็ม ทั้งการออกรถโดยไมต้องดาวน์ ดอกเบี้ยต่ำ เงื่อนไขน้อย ประหยัดค่าใช้จ่ายกว่า 300,000.- บาท/คัน ทำให้ผู้ขับรถแท็กซี่มีรายได้เพิ่มประมาณ 20,000.- บาทต่อเดือน รวมทั้งมีสวัสดิการอีกมากมาย"

ขณะที่ นายนิคม บุญวิเศษ ประธานสภาการแท็กซี่มหาชน กล่าวว่า "นโยบายดังกล่าวจะสำเร็จ แม้ผมจะไม่ได้ขับแท็กซี่ แต่ผมตั้งปณิทานไว้ว่า ถ้ามีโอกาส ผมจะตอบแทนแท็กซี่ โดยแก้ปัญหาแท็กซี่ทั้งระบบ โดยมี นายวิโรจน์ พูลสุข เป็นคนนำร่อง ผู้ที่ขับแท็กซี่ทุกท่านต้องร่วมกันผลักดันให้โครงการดังกล่าวเป็นจริงให้ ได้ จนถึงทุกวันนี้ เราดำเนินการมาแล้ว 90% เหลืออีกเพียง 10% เท่านั้นเองก็จะสำเร็จ"

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โดยมีตัวแทนแท็กซี่ทั่วประเทศกว่า 3,000 คันให้ความสนใจร่วมกิจกรรมดังกล่าว ขณะที่มีการแสดงมายากลสลับกับการเปิดตัวเพลงใหม่ของสภาการแท็กซี่มหาชน ที่ร้องโดย แจ๊ค ธนพล ทำให้การจัดกิจกรรมดังกล่าว เป็นไปด้วยบรรยากาศคึกคัก ก่อนที่จะสิ้นสุดในเวลา 15.00 น.

1 เดือนผ่านไป !สมยศ ยังไม่ได้รับการประกันตัวเพื่อต่อสู้คดี! 112 คุกคามประชาชน

ที่มา thaifreenews

โดย prainn


วันนี้ 30 พฤษภาคม 2554 (ครบรอบหนึ่งเดือน) หน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ได้มีกลุ่มพี่น้องเสื้อแดงและสมาชิกกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย ได้ร่วมกันวางดอกไม้รำลึกถึงคุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข ผู้ถูกจับกุมในข้อหา 112 และปล่อยนกพับสีแดงเป็นเครื่องหมายเพื่อแสดงถึงสิทธิ เสรีภาพ ของความเป็นมนุษย์ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ได้สิทธิในการประกันตัวเพื่อต่อสู้คดีเนื่องจากคดียัง ไม่มีคำพิพากษา ย่อมถือว่าผู้ถูกกล่าวหาย่อมเป็นผู้บริสุทธิ์และต้องได้รับสิทธิในการประกัน ตัว

สืบเนื่องมาจากกรณีที่คุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข ถูกจับกุมที่ด่านชายแดน-กัมพูชา ขณะพานักท่องเที่ยวทัวร์ประเทศกัมพูชาซึ่งเป็นธุรกิจที่คุณสมยศ ได้ดำเนินมาเป็นครั้งที่ 5 แล้ว โดยการที่ถูกจับกุมครั้งนี้เป็นการเข้า-ออก ช่องทางตามปกติของผู้ผ่านแดนทั่วไป แต่กลับถูกเจ้าหน้าที่นำไปอ้างว่าจะทำการหลบหนีออกนอกประเทศทั้งที่มีการ เดินทางเข้า-ออกโดยปกติมาหลายครั้งแล้ว

ซึ่งคงจะมองเป็นอย่างอื่นไป ไม่ได้นอกจากว่าเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง เนื่่องจากคุณสมยศ ได้เคลื่อนไหวต่อต้านความเป็นธรรมที่เกิดจากอำนาจรัฐมาโดยตลอด อีกทั้งอำนาจรัฐเองอยังกล่าวอ้างว่ากลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย เคลื่อนไหวภายใต้การกำกับของพรรคเพื่อไทยและ นปช. ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย เคลื่อนไหวต่อต้านความไม่เป็นธรรมมาตั้งแต่สมัยยังไม่มี นปช.และพรรคเพื่อไทยถือกำเนิดขึ้นเสียด้วยซ้ำ

นายทรงชัย วิมลภัตรานนท์ ประธานกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย ได้กล่าวถึงเรื่่องนี้ว่าจะต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมให้กับคุณสมยศ และผู้ถูกกล่าวหาทุกคนที่ไม่ได้รับสิทธิในการประกันตัวเพื่อต่อสู้คดีให้ถึง ที่สุด โดยเริ่มแรกก็จะมีการชุมนุมหน้าเรือนจำทุกวันในช่วงเย็นเพื่อเรียกร้อง เรื่องสิทธิการประกันตัว และการแยกขังนักโทษการเมืองกับนักโทษทั่วไป เพื่อความปลอดภัย เพราะผู้ถูกกล่าวหานั้นยังถือว่้าเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ อีกทั้งคุณสมยศ และคุณสุรชัย มีโรคประจำตัวควรได้รับการดูแลเยี่ยงมนุษย์ปุถุชนพึงกระทำ












มาร์คหาเสียงบางกะปิเจอลุงตะโกนด่าลั่นคลองแสนแสบ

ที่มา ข่าวสด

วัน ที่ 30 พ.ค. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ได้ลงพื้นตลาดบางกะปิ กทม. เพื่อช่วยนายณัฏฐ์ บรรทัดฐาน ผู้สมัครของพรรคหาเสียง ได้รับความสนใจจากบรรดาแม่ค้าย่านดังกล่าวพอสมควร โดยบางรายมอบมะนาว และผักกวางตุ้งให้กับนายอภิสิทธิ์ด้วย ขณะที่แม่ค้าบางส่วนที่ไม่ชอบพรรคประชาธิปัตย์และนายอภิสิทธิ์ ส่งเสียงไม่พอใจและถามว่าจะมาทำไม มาเฉพาะช่วงหาเสียง แต่เวลาเดือดร้อนกลับไม่เคยเห็นหน้า


จากนั้นคณะของนายอภิสิทธิ์ขึ้นรถแห่เดินทางมายังท่าเรือคลองแสนแสบ บริเวณวัดศรีบุญเรือง โดยเมื่อมาถึนายอภิสิทธิ์พร้อมผู้สมัครเดินเข้าไปขอคะแนนจากผู้ที่มาลงเรือ และพ่อค้าแม่ค้าในบริเวณดังกล่าว ก่อนเข้ากราบสมัสการพระครูสุนทรวีรวงศ์ เจ้าอาวาสวัดศรีบุญเรือง ระหว่างนั้นได้มีชายวัยกลางคนอาศัยอยู่ที่คอนโดฝั่งตรงข้ามคลองแสนแสบได้ ตะโกนตำหนิด้วยถ้อยคำที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สลายการชุมนุม แล้วลงนั่งจ้องลงมาบริเวณที่คณะของนายอภิสิทธิ์ยืนอยู่ แต่ไม่มีเหตุการณ์อะไรรุนแรง

ต่อมา นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องระหว่างการหาเสียง ถึงขั้นชูระเบิดปลอมข่มขู่ผู้สมัคร ว่า ต้องพยายามดูแล แต่เท่าที่รับรายงานบางเรื่องเจ้าหน้าที่ก็ยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับการ เมือง แต่คนก็มักจะไปโยงว่าเป็นเรื่องการเมืองทั้งหมด อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ก็ต้องทำงานหนัก ตอนนี้ก็ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดทั้งเรื่องบุคคลและอาวุธ เมื่อถามย้ำว่าจะกลายเป็นเลือกตั้งเลือดหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ก็พูดกันมาตั้งแต่ต้นและมีคนพยายามที่จะบอกว่ามันวุ่นวายมาก แต่โดยภาพรวมตนคิดว่าขณะนี้ทุกพรรคการเมืองและประชาชนก็มีความตื่นตัวในการ ที่จะเดินหน้าให้การเลือกตั้งเรียบร้อย เพราะเป็นกระบวนการที่ดีที่สุดที่จะเดินหน้าประเทศต่อไป ขอให้ช่วยกันรักษาบรรยากาศ และเจ้าหน้าที่ก็ต้องทำงานให้เข้มแข็ง

เรื่องน่ารู้ เลือกตั้ง 2554

ที่มา thaifreenews

โดย ice angel

9 เรื่องน่ารู้ เลือกตั้ง 2554

1 กำหนดวันเลือกตั้งทั่วไป 3 กรกฎาคม 2554

2 วันลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า 26 มิถุนายน 2554

3 ลงทะเบียน ขอใช้สิทธินอกเขตจังหวัด ภายใน 2 มิถุนายน 2554

4 ยื่นคำขอลงทะเบียนใช้สิทธิล่วงหน้าในเขต 13 -17 มิถุนายน 2554
5 ตรวจบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ตั้งแต่ 12 มิถุนายน เป็นต้นไป

6 ยื่นคำร้อง เพิ่มชื่อ – ถอนชื่อ ในบัญชีรายชื่อ ภายในวันที่ 22 มิถุนายน 2554

7 การแจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิ รอบแรก (ก่อน 7 ) 26 มิถุนายน – 2 กรกฎาคม
การแจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิ รอบสอง (หลัง 7 ) 4 กรกฎาคม – 10 กรกฎาคม

8 ผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งนี้ต้องเกิดก่อนวันที่ (ผู้มีอายุครบ 18 ปี บริบูรณ์ก่อนปีที่มีการเลือกตั้ง)
เกิดก่อน 3 มกราคม 2536


9 มีชื่อในทะเบียนบ้าน (ย้ายมาก่อน 90 วันนับถึงวันเลือกตั้ง) ก่อนวันที่ 5 เมษายน 2554



ตรวจรายชื่อ ถือบัตรประชาชน ใช้สิทธิของตน
ในวันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม 8โมงเช้า ถึง สามโมงเย็น


ใช้สิทธิ์เลือกตั้ง แสดงตน ณ หน่วยที่มีชื่อ รับบัตร 2 ใบ
บัตรเลือก สส.บัญชีรายชื่อ และ บัตรเลือก สส.เขต

Re:

โดย สุรชัย khonthai52

แถมด้วยเวป กกต สำหรับ download คำร้องต่างๆ

http://www.ect.go.th/newweb/th/service/index3.php


ใบสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และแบบบัญชีรายชื่อ (PDF File)

แบบคำขอใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า ณ ที่เลือกตั้งกลางในเขตเลือกตั้ง (ทก.1) (PDF File)

หนังสือตอบรับการเปลี่ยนแปลงการใช้สิทธิ (PDF File)

คำขอลงทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งนอกเขตจังหวัด (PDF File)

คำขอเปลี่ยนแปลงการใช้สิทธิเลือกตั้ง (PDF File)

แบบฟอร์มแจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนฯ (ส.ส.28) (PDF File)

แบบฟอร์มแจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.28) (PDF File)

แบบฟอร์มแจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งท้องถิ่น (ส.ถ. / ผ.ถ.31) (PDF File)

มีภาพมาให้ชมจากแดนใต้ครับ คือคนจะชั่วใครจะห้ามครับ

ที่มา thaifreenews

โดย padgotohell



ได้ต่อกันมาจากในเฟสบุก ที่มาจากเพื่อนๆของแฟนจากภาคใต้ (พวกสาวกปชป.)
คง รู้ัสึกสะใจ ที่ได้ทำตัวเช่นนี้ นิสัยคนใต้อีกอย่างที่ควรรู้(ส่วนใหญ่ และพวกนี้มักจะเป็นพวกพันธมิตรกับปชป.) คือทำอะไรก็ได้ให้กูได้หรอย จะโคตรเท่ห์ ขอใหกูได้เอาเปรียบนิดๆหน่อยๆ ไม่ว่าจะเรื่องอะไร แม้แต่คนใต้บ้านเราเหมือนกัน จะรู้สึกภูมิใจมาก ผมไม่ได้เมคเรื่อง หรือหาเรื่องด่าว่าชาวใต้น้ะครับ ผมพูดจากประสบการณ์ผม ประสบการณ์พ่อต่ที่เป็นคนใต้แท้ๆเลย

สิ่งเหล่าานี้ที่เค้าทำไม่ได้สำนึกสำเหนียกหรอกว่าถูกผิดอะไร ขอให้กูได้หรอยเป็นพอ
ส่วน ไอ้ที่ว่าเลือกทั้งน้ำตา ผมว่าน้อยครับ(เค้าจับมือให้การึ?) ส่วนมากไม่รู้เรื่องรู้ราวจริงๆครับ แต่เค้าพูดว่าพรรคบ้านเรา พวกเราต้องเลือก ไม่งั้นไอ้ที่เคยโดนปรามาสโดยพรรคปชป.เองว่าเอาเสาไฟลงก็ยังได้คงต้องรู้สึก รู้สากันบ้าง

มีแต่ในเมืองแหละครับที่มีความคิดความอ่านกันบ้าง (หมายถึงส่วนใหญ่อยู่ในเมือง นอกเมืองก็มีครับแต่สัดส่วนน้อยกว่า)
จาก โพลที่ชาวใต้เลือก พท. 20% ก็ส่วนใหญ่มาจากคนในเมืองคนค้าขายแหละครับ ส่วนที่เหลือ 80% ก็จะเป็นไม่รู้ดิ เลือกพรรคบ้านเรานี่แหละ เป็นส่วนมากอยู่ครับ

นักปรัชญาชายขอบ: นักโทษมโนธรรมสำนึก

ที่มา ประชาไท

เบน จามิน ซาแวคกี นักวิจัยของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (เอไอ) ประจำประเทศไทยและพม่า เปิดเผยว่าประเทศไทยมีนักโทษมโนธรรมสำนึกหรือนักโทษทางความคิด (Prisoner of Conscience) มากกว่า 1 คน แต่เอไอไม่สามารถเปิดเผยจำนวนและชื่อของคนที่ถูกจำคุกด้วยข้อหาหมิ่นพระบรม เดชานุภาพทั้งหมดได้ “เนื่องจากเราไม่สามารถประกาศได้ทุกครั้งเมื่อใครคนใดคนหนึ่งกลายเป็นนักโทษ มโนธรรมสำนึก" (ประชาไท,27/05/2553)

ผม “โดน” คำว่า “นักโทษมโนธรรมสำนึก” หรือ “นักโทษทางความคิด” ตามที่เอไอ นิยามว่า หมายถึง “บุคคล ใดก็ตามที่ถูกจำคุกจากสาเหตุทางเชื้อชาติ ศาสนา สีผิว ภาษา เพศ ความเชื่อ และวิถีชีวิต ซึ่งไม่ใช้และไม่สนับสนุนความรุนแรง นอกจากนี้ยังหมายถึงผู้ที่ถูกจำคุกเนื่องจากการแสดงออกทางความคิดเห็นโดย วิธีสันติ”

การเป็นนักโทษมโนธรรมสำนึก หรือนักโทษทางความคิดในความหมายดังกล่าว มันหมายถึงการถูกกดขี่ ลิดรอน กระทั่งประทุษร้าย ทำลาย “ความเป็นมนุษย์” ในระดับพื้นฐาน หรือในระดับ Existence เลยทีเดียว หมายความว่า ความมีอยู่ของความเป็นมนุษย์ถูกคุกคามหรือทำลายลงอย่างเลือดเย็น

ความเป็นมนุษย์ในระดับพื้นฐานของเราคือ ความเป็นสัตว์ที่มีเหตุผล มีมโนธรรมสำนึก และมีเสรีภาพ

ความ มีเหตุผลทำให้เราไม่สามารถยอมรับความเชื่อหรืออำนาจใดๆ ก็ตามที่อธิบายไม่ได้ด้วยเหตุผล หรือไม่ท้าทาย ทนทานต่อการตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบด้วยเหตุผล ความมีมโนธรรมสำนึกทำให้เราไม่อาจยอมรับสิ่งผิดเป็นถูกหรือถูกเป็นผิดได้ และความมีเสรีภาพทำให้เรารังเกียจการกดขี่ ครอบงำ ทำลายอิสรภาพทางความคิด ความเชื่อ อุดมการณ์ สิทธิอำนาจในการกำหนดชะตากรรมแห่งตนเองของประชาชน

ความ เป็นมนุษย์ในฐานะเป็นสัตว์ที่มีเหตุผล มีมโนธรรมสำนึก และมีเสรีภาพดังกล่าว เป็นสิ่งที่มีคุณค่าในตัวเอง (intrinsic value) คือ มันไม่ได้มีค่าเพราะว่าเป็นเครื่องมือ หรือเป็น “วิถี” (means) ไปสู่จุดหมายอื่น ฉะนั้น มันจึงไม่ควรถูกลดทอนเพื่อปกป้องจุดหมายอื่น เช่นเพื่อปกป้องสถานะ อำนาจ หรือความศักดิ์สิทธิ์ของบางสถาบัน เป็นต้น

ใน กรณีนักโทษทางความคิด หรือนักโทษมโนธรรมสำนึก ได้ก่อให้เกิด “ภาวะย้อนแย้ง” อย่างมีนัยสำคัญคือ สถาบันกษัตริย์ไทยอยู่ในฐานะเป็นที่เคารพสักการะ หรือมีสถานะที่ประชาชนต้องจงรักภักดี โดยที่ตามคติทางศาสนาที่ค้ำจุนสถานะดังกล่าวอธิบายว่า การจะเป็นที่เคารพสักการะและเป็นที่จงรักภักดีต้องมีความสัมพันธ์อย่างจำ เป็นกับ “ธรรม” ของสถาบัน หรือพูดอีกอย่างว่าผู้ที่เป็นกษัตริย์ถูกถือว่าเป็น “บุคคลแห่งธรรม” ที่ทั้งเสียสละดูแลทุกข์สุขของราษฎร อบรมสั่งสอน และเป็นแบบอย่างที่ดี

แต่ ความเป็น “บุคคลแห่งธรรม” ในความหมายดังกล่าว เมื่ออยู่ใน “บริบท” ของระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข “ธรรม” ไม่ได้หมายเฉพาะคุณธรรมส่วนตัวของผู้ปกครอง เช่น ทศพิธราชธรรม จักรวรรดิวัตรเป็นต้นเท่านั้น หากยังหมายถึง “ธรรมเชิงระบบ” ที่ถือเป็น “สัญญาประชาคม” คือหลักการ อุดมการณ์ กติกา วัฒนธรรมประชาธิปไตยด้วย ฉะนั้น ความเป็น “บุคคลแห่งธรรม” ต้องไม่ขัดแย้งกับ “ธรรมเชิงระบบ” ดังกล่าวนี้

หรือ พูดให้เจาะจงลงไปคือ นอกจากจะต้องไม่มีการอ้างสถานะของ “บุคคลแห่งธรรม” เพื่อละเมิดหลักการ อุดมการณ์ กติกา วัฒนธรรมประชาธิปไตยแล้ว “บุคคลแห่งธรรม” ยังต้องเป็นแบบอย่างของประชาชนในการเคารพ “ธรรมเชิงระบบ” ดังกล่าวด้วย

แต่กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือวัฒนธรรมที่ยกย่องสถานะ “บุคคลแห่งธรรม” ให้อยู่เหนือการตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบ ย่อมเป็นกฎหมายและวัฒนธรรมที่ขัดแย้งกับ “ธรรมเชิงระบบ” อย่างมีนัยสำคัญ

การที่สถานะของ “บุคคลแห่งธรรม” ขัดแย้งกับ “ธรรมเชิงระบบ” เช่น ขัดหลักเสรีภาพ ความเสมอภาคในความเป็นคน ทำให้สถานะดังกล่าวกดทับ และ/หรือลดทอนความเป็นมนุษย์ของประชาชนโดยพื้นฐาน ฉะนั้น จึงเกิดภาวะย้อนแย้งว่า ความจงรักภักดีที่มีต่อความมีธรรมของบุคคลแห่งธรรมขัดแย้งกับ “ธรรมเชิงระบบ” และสภาวะความขัดแย้งนั้นนำไปสู่การลดทอนความเป็นมนุษย์ของประชาชน ทว่าในขณะเดียวกันสถานะของบุคคลแห่งธรรมก็เรียกร้องความจงรักภักดีจาก ประชาชน ซึ่งพวกเขามีความชอบธรรมที่จะได้การปกป้องจาก “ธรรมเชิงระบบ” ในระบอบประชาธิปไตย

หากจะว่า ไปแล้วภายใต้สถานะของ “บุคคลแห่งธรรม” ที่วิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบไม่ได้ หรือไม่มีกฎหมายรองรับการวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบเหมือนอำนาจสาธารณะอื่นๆ ทำให้ประชาชนทุกคนกลายเป็นนักโทษทางความคิด หรือนักโทษมโนธรรมสำนึกไปโดยปริยาย

แม้ว่าเราจะไม่ถูกจับติด คุก แต่ความมีอยู่แห่งความเป็นมนุษย์ของเราถูกกดทับ ลดทอน จำกัด ไม่ให้ใช้เหตุผลในการวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบ ไม่ให้ใช้มโนธรรมตัดสินถูกผิด และไม่ให้ใช้เสรีภาพที่จะจงรักภักดีหรือไม่จงรักภักดี และ/หรือแสดงออกซึ่งความคิดต่างเห็นแย้งใดๆ อย่างเป็นสาธารณะได้ ตามที่ “ธรรมเชิงระบบ” ในระบอบประชาธิปไตยคือหลักสิทธิ เสรีภาพ และความเท่าเทียมอันเป็น “สัญญาประชาคม” รองรับให้เราสามารถมีความเป็นมนุษย์ได้อย่างเต็มที่

ฉะนั้น ไม่ว่าจะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ภายใต้ระบบการปกครองที่เป็นอยู่จริงในปัจจุบัน เราต่างคือนักโทษมโนธรรมสำนึก หรือนักโทษทางความคิด ความไม่รู้สึกว่าตนเองเป็นนักโทษดังกล่าวอาจมีเฉพาะในคนที่ไม่ต้องการจะมี ความเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์ หรือไม่ก็เพราะความเป็นมนุษย์ของเขาอาจถูกกระทำให้ “เจ็บป่วย” จนสูญเสียสำนึกในคุณค่าที่สูงส่งไป

แล้วนักโทษอย่างพวกเรายังจะชี้หน้าด่ากันต่อไป หรือจะร่วมกันต่อสู้เพื่ออิสรภาพ!

TCIJ สัมภาษณ์ พิรงรอง รามสูต รณะนันท์: “สื่อไม่ต่อสู้กับอำนาจ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจแล้ว”

ที่มา ประชาไท

ศูนย์ ข้อมูล & ข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง (TCIJ) สัมภาษณ์ พิรงรอง รามสูต รณะนันท์ รองคณบดีฝ่ายบัณฑิตศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่าด้วยสถานการณ์สื่อ


ภาพโดย ZeRo`SKiLL (CC BY-NC-ND 2.0)


TCIJ: ถ้ามองปัญหาสื่อมวลชนทั้งระบบ อาจารย์ว่าสื่อบ้านเรามีปัญหาอะไรมั้ย

พิรงรอง: มีปัญหาทั้งในเชิงโครงสร้างและเชิงปฏิบัติ ก็คือยังไม่มีการปฏิรูป

ขอ พูดเรื่องการปฏิรูปสื่อวิทยุโทรทัศน์ก่อน เราพูดกันมาตั้งแต่ปี 2535 แล้วเรื่องการปกระจายคลื่น เพราะมันชัดเจนว่ามันถูกถือครองโดยรัฐและควบคุมโดยรัฐ แต่จนถึงปัจจุบัน หนึ่งคือยังไม่เกิด กสทช. สองคือมีการกลับเข้ามาของอำนาจเก่าและทุนที่กุมสื่อด้วย ยิ่งดูเส้นทางของ กสทช. ฝั่งของการสรรหา ก็จะเห็นตัวที่ถูกส่งมาโดยทหารและธุรกิจ ตัวเป้าหมายที่จะปฏิรูปเพื่อกระจายอำนาจออก ก็ไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะมีอำนาจเก่ากลับเข้ามาในพื้นที่อำนาจใหม่

การ ถือครองโดยรัฐ เป็นอุปสรรคตรงไหน ในเมื่อทุกวันนี้คนทำสื่อวิทยุโทรทัศน์ ก็แทบไม่รู้ตัวเลยว่าคลื่นของเขาถูกถือครองโดยรัฐ เพราะคลื่นมันถูกเช่าช่วงกันมาตั้งหลายทอด เขาก็ทำงานได้
วิทยุ ค่อนข้างถูกปลดปล่อยไปเยอะ โดยเฉพาะวิทยุชุมชน ดูในแง่ landscape นะ เพราะมีคลื่นใหม่ 7-8 พันคลื่น เฉพาะวิทยุชุมชนจดทะเบียน 6,511 คลื่น ก็มีทั้งธุรกิจท้องถิ่น เอ็นจีโอ กลุ่มชาวบ้าน แต่ก็เห็นได้ว่า landscape วิทยุที่ไม่ใช่ของรัฐ มันเอียงมาทางประชาชนแล้ว

แต่ทีวียังไม่หลุด ช่วงเวลาปกติเราก็ดูอะไรบ้าๆ บอๆ ไป แต่ในช่วงเวลาวิกฤต เราก็จะเห็นว่ามันกลับไป serve รัฐ ซึ่งรัฐก็สถาปนาอำนาจในแต่ละช่วงไม่เหมือนกัน ใช้อำนาจต่างกัน อย่างตอนนี้เราก็รู้ว่าเรามีรัฐที่ back โดยทหาร

ถ้าเราทลายอุปสรรคการถือครองโดยรัฐออกไปได้ ผลดีที่จะเกิดขึ้นคืออะไร
จริงๆ ก็ต้องบอกว่าไม่ทราบ แต่ตอนนี้ประเด็นสำคัญอยู่ที่โอกาสของการที่คลื่นจะหลุดออกมามัน ยังไม่เกิดเลย ทุกวันนี้มันควบคุมแบบ by default คือไม่ใช่โดยตรง แต่มันถูก design มาอย่างนั้น ในที่สุด default นี้ก็คือ การทำให้ผู้ประกอบการรู้ว่า ความอยู่รอดทางธุรกิจมันต้องเกรงใจใครบ้าง

การ ปฏิรูปโครงสร้าง จะเป็นหลักประกันอย่างหนึ่งว่า โอกาสใหม่ๆ มันจะเกิดขึ้น ขอโยงมาเรื่องที่ตัวเองกำลังทำอยู่ คือพยายามจะผลักดันให้ผู้ผลิตรายการ ทำเนื้อหาคุณภาพหน่อย จะเป็นละคร ข่าว สารคดี รายการเด็กก็ตาม ต้องรับผิดชอบในแง่ที่ว่า ทำให้มันเป็นประโยชน์ต่อสังคมบ้างไม่มากก็น้อย นี่เป็นระดับปฏิบัติการ

แล้วปัญหาของสื่อหนังสือพิมพ์ล่ะ
ขอ มองใน 2 ระดับ คือหนึ่ง-เรื่องอุดมการณ์ความคิด สื่อหนังสือพิมพ์ในภาพใหญ่ยังพยายามรักษาไว้ซึ่งสิ่งที่เป็นอยู่ ไม่อยากเสี่ยง ไม่อยากเปลี่ยนแปลง ในอดีตเราเคยมีนักหนังสือพิมพ์ที่ต่อสู้กับเผด็จการความไม่เป็นธรรม อย่าง กศร.กุหลาบ อิศรา อมันตกุล คือมีเป้าหมายในวิชาชีพที่จะต่อสู้กับความไม่เป็นธรรม แต่ตอนนี้อุดมการณ์ อันนั้นมันหายไปแล้ว

อันที่จริง อุดมการณ์วิชาชีพเป็นอย่างหนึ่ง เป้าหมายการทำงานก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง แต่มันต้องไปด้วยกัน คือถ้าเขาไม่รู้สึกว่าสิ่งที่เคยทำมานั้นต้องเปลี่ยนแปลง เขาก็จะรักษาวิธีทำงานอย่างเก่านั้นไปเรื่อยๆ พูดอีกอย่างหนึ่งคือ อยู่ใน complacent รู้สึกพอใจภาวะที่เป็นอยู่

ไม่อยากตีขลุมนะ ก็มีความพยายามทำอะไรดีๆ จากสื่อจำนวนหนึ่ง เช่น สถาบันอิศรา แต่การเปลี่ยนแปลงภาพรวมของสื่อนี่ยังไม่เห็น แต่นั่นแหละ ก็มีคนพูดว่าต้องดูบริบทของแต่ละยุค อย่างยุคทักษิณ ก็จะเห็นว่าสื่อถูกกระทำเยอะ เช่น ตรวจสอบเจ้าของสื่อ ซื้อหุ้นมติชนโดย GMM ปลดนักข่าวที่เสนอเรื่องรันเวย์สุวรรณภูมิร้าว สร้างสื่อของตัวเองบ้าง ใช้ธุรกิจแทรกแซงต่างๆ นานา มันเป็น conflict ที่กระทบสื่อโดยตรง พอเกิดปฏิวัติ 2549 คมช.มาแนวใหม่ open กับข้อเสนอของสื่อมาก ให้เกียรติมาก ทำสิ่งที่ทักษิณไม่ทำ

จำได้ไหม สมัยนั้นมีการแต่งตั้ง สนช. (สภานิติบัญญัติแห่งชาติ) จากหัวหน้าองค์กรสื่อ ตัวแทนสมาคมฯ สภาการหนังสือพิมพ์ฯ คือดึงเอาแกนหลักของ Journalist ไป นี่คือการ co-optation ทางอำนาจ ไม่ใช่ co-operation นะ cooptation (ย้ำ) เปิดช่องให้มีการเสนอแก้ไขกฎหมายสื่อ เช่น พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ร.บ.ประกอบการ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ร.บ.สื่อสาธารณะไทยพีบีเอส ไม่ได้บอกว่าดีหรือไม่ดี แต่กฎหมายเป็นตัวกำหนดช่องทางอื่นๆ ภายในปีกว่าๆ สนช.ออกกฎหมายมา 5 ฉบับ เหมือนเปิดพื้น ที่เปิดเสรีภาพมาก

สื่ออ่านไม่ออกหรือว่า co-optation นี้เพื่ออะไร
มัน ก็อาจเป็นเรื่องของโอกาสหรือ opportunity สื่อเห็นเป็นโอกาส เกิดเป็นโครงสร้างอำนาจอีกอย่างหนึ่ง และเมื่อถึงจุดหนึ่ง สื่อก็เหลือ argument เดียว ภาพรวมๆ ก็คือ สื่อเป็นชนชั้นกลางในเมืองนั่นแหละ

เคย ไปสัมมนางานหนึ่ง มีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยภาคอิสาน ตั้งคำถามตรงๆ เลยว่า ทำไมสื่อสมคบกับทหาร อะไรอย่างนี้ แล้วก็มีตัวแทนสื่อตอบว่า คมช.น่ะเห็นความสำคัญของเสรีภาพสื่อมากกว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง... นี่เลย quote ได้เลย

มัน เป็นปฏิกิริยาตาม สถานการณ์หรือเปล่า คือเมื่อสื่อถูกกระทำ เขาก็จะต่อสู้ ซึ่งอ้างว่าสู้เพื่อเสรีภาพประชาชน พอถึงรัฐบาลที่ทำเนียนๆ เปิดพื้นที่ สื่อก็ complacent อย่างที่ว่า
เป็นโอกาสมากกว่า เป็นความมั่นคงด้วย ภาพใหญ่มันหายไป สื่อส่วนหนึ่งที่รู้จักมา เขาก็อนุรักษ์นิยมจังเลย ยังพูดถึงอุดมการณ์นักหนังสือพิมพ์อย่างเก่าอยู่

แล้วที่อาจารย์ว่าอุดมการณ์อย่างเก่ามันหายไป มันหายไปไหน
สื่อ เป็นธุรกิจ เขาต้องทำกำไรมากขึ้นเรื่อยๆ ต้องกระจายความเสี่ยงมากขึ้นเรื่อยๆ ต้อง diversify หมด กระจายความเสี่ยงในที่นี้ ก็มีตั้งแต่ต้องทำสินค้าสื่อหลายตัว หาจุดขาย niche ไม่ทำอะไรเสี่ยง มันไม่ใช่การต่อสู้ในทาง politic แล้ว แต่เป็นการต่อสู้ในทาง economic ความอยู่รอดของธุรกิจมันสำคัญมาก เพราะองค์กรสื่อไม่ใช่ทำได้ด้วยคน 4-5 คน

แล้วสื่อตัวเป็นๆ หรือที่เป็นคนๆ ไป เขาก็มีสำนึกเรื่องอุดมการณ์วิชาชีพอยู่ แต่ก็ทำไม่ได้หรือไม่ได้ทำ จะอธิบายว่าอย่างไร
ถ้า มองสองฝั่งของการต่อสู้ ตอนนี้สื่อไม่ได้ต่อสู้กับอำนาจ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจแล้ว เมื่อก่อนฐานันดรที่สี่ เป็นเอกเทศไม่ belong อำนาจใด ต่อสู้เพื่อนำความเปลี่ยนแปลงที่ดีสู่สังคม แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว เพราะสื่อก็ตาม ชนชั้นกลางชนชั้นสูงก็ตาม ก็หลอมรวมกันไปหมดในโครงสร้างอำนาจเดียวกัน ลองดูกรรมาธิการชุดต่างๆ สิ มีคนเหล่านี้อยู่ทั้งนั้น

เล่าสู่กันฟังเรื่องหนึ่ง คุณอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรี เหมือนเป็นคนงานยุ้งยุ่งนะ แต่งานสื่อไม่เคยพลาดเลย ครั้งหนึ่งมีงานแจกรางวัลวิทยานิพนธ์ดีเด่นที่ไทยรัฐ ลูกศิษย์เราได้ โดยหน้าที่เราต้องไป แต่วันนั้นติดอะไรยุ่งจริงๆ ลูกศิษย์กลับมาบอกอาจารย์ไม่ไปน่ะดีแล้ว ไม่มีใครสนใจเราหรอก ต้องหาเก้าอี้นั่งเองด้วยซ้ำ เพราะนายกฯ ไป... สังเกตงานสื่อดูสิ นักการเมืองไม่พลาดหรอก เขาต้องอิงกันอยู่

เพราะฉะนั้นสรุปได้เลยว่า การต่อสู้กับอำนาจไม่มีแล้ว เพราะสื่อเป็นส่วนหนึ่งในโครงสร้างอำนาจเสียแล้ว

กลับ มาพูดถึง landscape สื่อที่เปลี่ยนไป มันมีเรื่องเทคโนโลยีและสื่อใหม่ที่เป็นตัวขับดันด้วย internet user บ้านเราอาจจะยังไม่มากเมื่อเทียบกับการใช้กว้างขวางแทบทุกครัวเรือนในต่าง ประเทศ เพราะการรับข่าวสารของเขา 80-90% มันผ่านอินเตอร์เน็ต หนังสือพิมพ์แทบไม่มีใครอ่าน นักธุรกิจใหญ่อยากได้ข้อมูลเชิงลึก เขาก็ไม่อ่านหนังสือพิมพ์แล้ว อย่างรอยเตอร์ สำนักข่าวระดับโลก ซึ่งเก่าแก่เป็นร้อยปี ยังหันมาทำ investigative ทำข่าวที่เป็น authoritative news ตอบสนองเฉพาะกลุ่ม เขาบอกเขาเป็นสื่อเขาขายข่าว ไม่ได้ขาย banner แล้วเขาก็ขายโดย subscription

ตอนนี้ สื่อสารมวลชนที่เป็น authority แบบดั้งเดิม ก็ค่อนข้างหลุดๆ ไปจากคนรุ่นใหม่ เทรนมันเป็นแบบนี้ คนรุ่นใหม่อ่านแต่เฟสบุ๊ค คือเรื่องที่เพื่อนๆ เขาพูดกัน อยากรู้แค่นั้น อำนาจของข่าวสารก็อ่อนแอลงเรื่อยๆ สื่อหนังสือพิมพ์อีกไม่นานก็จะพับฐาน

เขาก็เตรียมตัวกันอยู่ คือย้ายฐานไปออนไลน์
ตอนนี้ยังมีคนรุ่นเรา พวก 35 up ยังอ่านอยู่ แต่อีก 10-15 ปี เด็กรุ่นใหม่ที่ไม่อ่านอะไรเลย จะเป็นจุดวิบัติของหนังสือพิมพ์

เป็นจุดวิบัติของสังคมด้วย
ใช่...เป็นจุดวิบัติของสังคม

ในสังคมผิวเผินสั้นทันด่วน เว็บไซต์ข่าวเจาะอย่าง TCIJ. จะอยู่รอดไหม
นี่สวนกระแสมาก ขอบอก

สวน กระแสหรือมีกระแสเล็กๆ กันแน่ เพราะมีคนต้องการทางเลือก อย่างรอยเตอร์หรือรูเพอร์ต เมอร์ด็อค เจ้าพ่อสื่อก็เคยพูดว่า หนังสือพิมพ์จะอยู่รอดได้ต้องทำข่าวเจาะลึก ในเมืองไทย ก็มีคนบอกว่า ข่าวเหตุการณ์รายวัน ทีวีวิทยุเขาเร็วกว่า เอาข่าวหนังสือพิมพ์ไปอ่านด้วยซ้ำ แล้วหนังสือพิมพ์จะเอาอะไรไปแข่งสู้ นอกจากจะต้องเจาะลึกกว่า
ก็จริง แต่ปัญหาก็คือจำนวนคนอ่านก็จะเล็กเป็น quality niche audience ถามว่ายังควรต้องทำไหม ก็ต้องทำ เพราะยังมีคนต้องการทางเลือกเพื่อจะรู้อะไรให้ลึกและชัดแจ้ง ยังไงก็ต้องทำ

ขอกลับ มาที่เรื่อง citizen journalist หรือนักข่าวที่ไม่ใช่นักวิชาชีพ ข้ออ่อนคือการเสนอข่าวที่เป็นความเห็นเน้น what happen / what I think ไม่อธิบายตัวปรากฎการณ์ ซึ่งนักข่าวอาชีพเขาแย้งว่ามันไม่เป็น objective คุณมีส่วนได้ส่วนเสียไม่ได้

แต่ citizen journalist เขามีมุมมองที่ care กับปัญหาท้องถิ่นของเขา และเขามองว่าการ voice out นี่เป็นสิทธิ เขาต้องการสะท้อนสิ่งที่หายไปในสื่อกระแสหลัก
มันคนละ trend กัน มันสะท้อนประชาธิปไตยแบบพหุนิยม และ diversity สุดขั้ว ส่วนหนึ่งก็เพราะเทคโนโลยี เมื่อก่อนเราก็ว่า สื่อห้ามครอบงำ ห้ามเป็นเจ้าของข้ามสื่อ ห้าม monopoly แต่จริงๆ คือ เมื่อก่อนมีคนกลุ่มเดียวที่ทำสื่อได้ มันก็ monopoly ระดับหนึ่ง แต่เวลานี้ถูกทำลายลงด้วยเทคโนโลยี มันก็เป็น argument เรื่อง monopoly กับ competition คนบางกลุ่มอาจจะชอบ บอกว่า monopoly มีไม่กี่ราย สังคมคาดหวังความรับผิดชอบได้ แต่เราก็คาดหวังให้เขาทำเพื่อสาธารณะทั้งหมดไม่ได้ เพราะเขาต้อง compete เพื่ออยู่รอด

ทุกวันนี้ บรรยากาศเลือกตั้งครอบงำสื่อ เราได้เห็นสื่อคอยวิ่งตามนักการเมืองทั้งตัวใหญ่ตัวเล็ก เพื่อจะรายงานข่าวว่า วันนี้นักการเมืองคนนี้ไปหาเสียงที่ไหน คนนั้นพาดพิงว่าคนนี้ว่าอย่างไร คนนี้ตอบโต้คนโน้นว่าอย่างไร ... มันต้องเป็นอย่างนี้จริงๆ หรือ

ความจริง สื่อจัดดีเบตเองก็ได้ จัดเวทีนำเสนอวาระเชิงนโยบายของพรรคการเมืองก็ได้ จะทำให้ข่าวมีเนื้อหามากขึ้น นี่เป็นส่วนหนึ่งของการ frame ความรับรู้ของประชาชน สื่อไม่ค่อยยอมรับบทบาท framer แต่จริงๆ คือเป็น

เขาบอกไม่ใช่หน้าที่ของ medium นี่ เขาเป็นตัวกลางนำส่งสารเท่านั้น
ใช่ สิใช่ นี่เป็นบทบาทหน้าที่ของสื่อ ที่จะต้องเปิดพื้นที่ เป็น platform ให้สาธารณะ ต้องมองด้วยว่าตอนนี้สังคมเรามีวิกฤตหลายเรื่อง ต้องช่วยกันทำให้เกิด inform citizen อย่าปล่อยให้นักการเมืองเป็นผู้กำหนดการรับรู้ของประชาชนฝ่ายเดียวอยู่ทุก วี่วัน

อย่างเมื่อเช้านี้ ทีวีบอกว่าวันนี้คุณอภิสิทธิ์ไปหาเสียงกับกลุ่มวัยรุ่นที่นี่ๆ ถามว่าคุณเป็นสื่อ คุณนั่งอ่าน schedule ของพรรคนั้นพรรคนี้ คุณเป็นโฆษกของพรรคการเมืองไปแล้ว ทำไมไม่ติดตามนโยบายหรือข้อเสนอของเขาล่ะ ว่าประชาชนมีความเห็นอย่างไร จริงๆ แล้วประชาชนอยากได้อะไร

ถามกว้างๆ เลย ...ปัญหาทั้งหมดที่เราคุยกันมา มันมาจากตัวคนหรือตัวระบบ
ไม่ แน่ใจเหมือนกัน แต่อย่างองค์กรสื่อในหลายประเทศ เขามี self regulation มีการประกันคุณภาพภายในของเขาเอง อย่างวอชิงตันโพสต์ เขามีเกณฑ์การวัดผลการทำงานของนักข่าว เช่น นักข่าวคนนี้อยู่มากี่ปี สมควรจะมีผลงานข่าวสักกี่ชิ้น เขียน commentary กี่ชิ้น มี performance review อย่างเรื่องข่าวเจาะหรือ investigative report เขาก็ใช้เป็นตัวชี้วัดผลงานของนักข่าวด้วยนะ คือประกันคุณภาพข่าวแก่ลูกค้า คือ คนอ่านหรืออย่างระบบอาจารย์มหาวิทยาลัยนี่ ก็มีว่า 6 เดือนควรทำงานวิจัยได้กี่ชิ้น สอนกี่ตัว... อาจารย์บางคนก็เกลียดมากเลยนะ แต่มันเป็นการชี้วัดได้ระดับหนึ่ง

"ใจ อึ๊งภากรณ์" วิพากษ์เว็บ "ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง"

ที่มา ประชาไท

ชื่อบทความเดิม: “เจาะลึก” ข้อมูลเรื่องเวป “ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง”

วันนี้ สุชาดา จักรพิสุทธิ์ อดีตบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี และกรรมการบริหารสำนักข่าวประชาธรรมประกาศเปิดตัวเว็บไซต์ “ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง” ซึ่งอ้างตัวเป็น “อีกทางเลือกข่าวเชิงลึก” สำหรับคนไทย และเน้นการเปิดโปงคอรรับชั่น

แต่ก่อนที่ท่านจะหลงคิดว่าอันนี้เป็นเว็บทางเลือกจริงๆ กรุณาพิจารณา “ข้อมูลเชิงลึก” ดังต่อไปนี้

1. “ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง” ได้รับเงินทุนทั้งหมดจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งเป็นองค์กรของรัฐบาลไทย ที่ได้ทุนจากการเก็บภาษีของรัฐไทย เอ็นจีโอไทยชอบขอเงินจากองค์กรนี้

2. เมื่อลองค้นหาข้อมูล “เชิงลึก” ในเว็บ “ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง” เรื่องกฏหมาย 112 ซึ่งเป็นปัญหายักษ์ใหญ่ในไทย หรือข้อมูลเกี่ยวกับการฆ่าประชาชนมือเปล่าที่ราชประสงค์และผ่านฟ้า หรือข้อมูลเรื่องงบลับของทหาร หรือการโกหกของ ศอฉ. หรือการโกงกินของนักการเมืองประชาธิปัตย์ ท่านจะไม่พบอะไรทั้งสิ้น แต่ปรากฏว่ามีการ “เปิดโปง” เรื่อง คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

3. ในเว็บ “ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง” มีลิงค์สู่เว็บแนวร่วม เช่น กกต. สำนักงานปราบปรามการคอร์รับชั่น สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย องค์กรนักข่าวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ฯลฯ ซึ่งในยุคนี้แต่ละองค์กรมีกลิ่นอายของความเป็นเหลือง

4. องค์กรหนึ่งที่ “ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง” ลิงค์ด้วยที่น่าสนใจมากคือ โครงการศูนย์ติดตามประชาธิปไตยไทย (Thailand Democracy Watch) ของคณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มี ศ.ดร.จรัส สุวรรณมาลา เป็นผู้ก่อตั้ง ท่านคงจำ ศ.ดร.จรัส สุวรรณมาลา ได้ เขาเป็น “สลิ่ม” ที่อ้างตัวเป็นกลาง ที่ไปจัดงานชูป้ายวิจารณ์การชุมนุมของคนเสื้อแดงที่สวนลุมพีนี และจุฬาฯ เป็นมหาวิทยาลัยที่นำหนังสือ A Coup for the Rich ของผมไปให้ตำรวจ เพื่อสืบสวนคดี 112

5. อีกองค์กรที่ “ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง” ลิงค์ด้วยคือ SIU (Siam Intelligence Unit) ซึ่งร่วมกับ ศ.ดร.จรัส สุวรรณมาลา (มาอีกแล้ว!!) ในการก่อตั้ง “เครือข่ายข้อมูลการเมืองไทย” ซึ่งมี คณะกรรมการกำกับทิศทาง ที่ประกอบไปด้วยคนอย่าง วีระ สมความคิด (พันธมิตรฯที่พยายามก่อสงครามกับประเทศเขมร) นพ.มงคล ณ สงขลา (อดีตรัฐมนตรีในรัฐบาลเผด็จการทหารของ คมช.) และ เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง คนทำสื่อฝ่ายเสื้อเหลือง

สรุปแล้ว “ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง” ดูเหมือนเป็นสื่อของอำมาตย์ในคราบของเอ็นจีโอ ที่เปิดตัวในยุคหาเสียงเลือกตั้ง

อภิชาต สถิตนิรามัย: สิทธิเลือกตั้ง เงินซื้อเสียง ใครโง่ ?

ที่มา ประชาไท

กล่าว อ้างได้ว่า ความแตกต่างระหว่างการรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 กับการรัฐประหารทุกครั้งก่อนหน้านี้ คือการที่ "ชาวบ้าน" ออกมาปกป้องสิทธิการเลือกตั้ง บทความนี้จะอธิบายว่า ทำไม "ชนชั้นกลางระดับล่าง" หรือ "ชาวบ้าน" จึงให้ความสำคัญกับสิทธิการเลือกตั้ง

หากเราถือว่าผู้มีรายได้ต่อคน ต่อเดือนมากกว่า 5,000 บาทขึ้นไปในปี 2552 (เส้นความยากจนด้านรายได้เท่ากับ 1,443 บาทต่อคนต่อเดือนในปี 2550) เป็นชนชั้นกลางแล้ว พบว่ามี 2 กลุ่มอาชีพ คือ เกษตรกร และแรงงานไร้ฝีมือ (ประมาณ 32% ของครัวเรือนทั้งหมด ซึ่งลดลงจาก 55% ในปี 2529) เท่านั้นที่ไม่ใช่ชนชั้นกลาง โดยเกษตรกรมีรายได้เฉลี่ยต่อคน 3,214 บาท ในขณะที่อาชีพการค้าและบริการ (20%) ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นชนชั้นกลางระดับล่างสุดมีรายได้ 5,828 บาท (พอ ๆ กับรายได้ของคนงานภาคการผลิตในอุตสาหกรรม) หรือสูงกว่าเกษตรกรเกือบสองเท่า แต่ยังต่ำกว่ารายได้เฉลี่ยต่อคน (6,239 บาท) กลุ่มการค้าและบริการนี้เพิ่มจาก 10% เศษในปี 2529 เป็น 20% ในปี 2552 ที่น่าสนใจคือกลุ่มอาชีพนี้มีแนวโน้มกระจายตัวออกจากเขตเมืองไปสู่เขตชนบท และกระจายตัวออกจาก กทม.ไปทุกภูมิภาค

ด้านการออมนั้น สัดส่วนของครัวเรือนที่ไม่มีเงินออมลดลงจาก 48% ในปี 2531 เป็น 25% ในปี 2552 (คิดเป็น 5 ล้านครัว) ในส่วนครัวเรือนที่มีเงินออมนั้น ออมเพิ่มขึ้น 10-12 เท่า จาก 507 บาท 5,145 บาทต่อเดือน แต่หากแบ่งประชากรทั้งหมดออกเป็น 5 กลุ่ม กลุ่มละ 20% แล้ว กลุ่มที่จนสุดยังคงมีการออมติดลบในปี′52 ส่วนกลุ่มที่จนรองลงมาเริ่มมีอัตราการออมเป็นบวกตั้งแต่ปี 2550 สรุปคือประมาณ 75% ของประชากรมีเงินออมในปัจจุบัน เมื่อคนส่วนใหญ่มีการออมเพิ่มขึ้น จึงไม่แปลกที่ความมั่งคั่งในรูปสินทรัพย์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น รวมทั้งกลุ่มที่จนที่สุดด้วย

ด้านภาระหนี้สินพบว่า สัดส่วนหนี้นอกระบบมีน้อยมากเพียง 3.4-8.7% ในช่วงปี 2549-2552 ทั้ง ๆ ที่สัดส่วนคนเป็นหนี้เพิ่มขึ้นจาก 41% ในปี 2537 เป็น 60% ปี 2552 แต่หนี้ส่วนใหญ่ (60-66%) เป็นหนี้เพื่อการลงทุนในช่วงหลังจากปี 2547 ในขณะที่ภาคอีสานและภาคเหนือมีสัดส่วนผู้เป็นหนี้สูงสุด (72%, 62%)

สรุป แล้ว แม้ชีวิตทางเศรษฐกิจทุกซอกมุมของสังคมไทยจะต้องเผชิญกับความผันผวนของตลาด เนื่องจากมีวิถีการผลิตและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจแบบตลาด แต่คนส่วนข้างมากของสังคมซึ่งเป็นคนชั้นกลางระดับล่างขึ้นไป มีฐานะทางเศรษฐกิจมั่นคงขึ้น สามารถรองรับความไม่แน่นอน (uncertainty) ทางเศรษฐกิจได้ดีขึ้น ในขณะที่ครัวเรือนเกษตรกร แรงงานไร้ฝีมือ และคนจนกลายเป็นชนข้างน้อย

แม้เมื่อพิจารณากลุ่มเกษตร ซึ่งไม่สามาถจัดเป็นคนชั้นกลางระดับล่างได้ พบว่ามีวิถีชีวิตทางเศรษฐกิจไม่แตกต่างจากกลุ่มชนอื่น เขาผลิตภายใต้ตรรกะของกลไกตลาดอย่างเข้มข้นเช่นกัน ในแง่นี้เขาก็ใช้วิธีคิดแบบ calculative ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสัญญาณราคาเฉกเช่นเดียวกับผู้คนในภาคการผลิต อื่น ๆ ในฐานะผู้ประกอบการด้านเกษตร เขาต้องคาดการณ์ราคาพืชที่จะปลูกล่วงหน้า คำนวณต้นทุนปัจจัยการผลิต เพื่อที่จะเลือกปลูกหรือเลือกไม่ปลูกพืชชนิดใด และเนื่องจากอาชีพนี้มีความไม่แน่นอนสูงทั้งด้านราคาผลผลิตและเงื่อนไขการ ผลิต จะรู้ตัวหรือไม่ก็ตามชาวไร่-ชาวนาต่างบริหารความไม่แน่นอนเหล่านี้ผ่านวิธี การ เช่น กระจายชนิดพืชที่ปลูก พูดอีกแบบคือจะไม่ปลูกพืชไร่ชนิดเดียวเท่านั้นบนที่ดินของตน

อีก ตัวอย่างคือ อาจปลูกข้าวไว้บริโภคเองด้วยเพื่อเป็นหลักประกันความไม่แน่นอน ทั้ง ๆ ที่หากปลูกพืชไร่ทั้งหมดอาจให้ผลตอบแทนสูงกว่า การคำนวณกำไร-ขาดทุนและการบริหารความไม่แน่นอนเหล่านี้สะท้อนว่า เกษตรกรใช้วิธีคิดทางเศรษฐกิจไม่ต่างจากผู้คนในภาคการผลิตอื่น ๆ แน่นอนว่ารายได้ของเกษตรกรโดยเฉลี่ยต่ำกว่าภาคการผลิตอื่น ทำให้เขาขาดหรือมีเงินออมน้อยกว่าที่จะรองรับความไม่แน่นอนได้ดีเท่าผู้อื่น เมื่อเหตุการณ์ด้านลบเกิดขึ้น เขาย่อมมีความจำเป็นที่จะต้องกู้ยืมเพื่อบรรเทาผลกระทบ แต่ข้อมูลชี้ว่าสัดส่วนคนน้อยกว่า 9% เท่านั้นที่ต้องพึ่งเงินกู้นอกระบบ ในแง่นี้แม้แต่เกษตรกรก็มีเครื่องมือในการจัดการความไม่แน่นอนดีขึ้น

หาก ความหมายของระบบอุปถัมภ์ทางเศรษฐกิจ คือ การที่ผู้ยากจนต้องพึ่งพาผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจสูงกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ด้านลบ (adverse shock) ซึ่งเขาต้องตอบแทนกลับในหลายรูปแบบ รวมทั้งการลงคะแนนเสียงทางการเมืองแล้ว การที่ชนส่วนใหญ่ของสังคมกลายเป็นชนชั้นกลาง หรือแม้แต่ชาวนา ซึ่งฐานะต่ำกว่าก็มีเครื่องมือในการจัดการกับความไม่แน่นอนได้ดีขึ้น สิ่งนี้มีนัยว่าการพึ่งพิงเครือข่ายอุปถัมภ์อาจลดลง

การผลิตและ ความสัมพันธ์ทางการผลิตภายใต้กลไกตลาด ย่อมกล่อมเกลาให้ผู้คนมีวิธีคิดแบบ calculative ในทางเศรษฐกิจ บทความนี้เชื่อว่าชาวบ้านใช้วิธีคิดเช่นนี้กับปริมณฑลทางการเมืองเช่นกัน การเมืองท้องถิ่นระดับ อบต.-เทศบาลมีการแข่งขันเข้มข้นขึ้นมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่ปี 2546 และการพึ่งพิงเครือข่ายอุปถัมภ์ทางเศรษฐกิจที่น้อยลง ทำให้ชาวบ้านมีอำนาจต่อรองสูงขึ้น ทั้งหมดนี้อาจหมายความว่า อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างชาวบ้านกับนักการเมือง (เงินซื้อเสียง ผลงานของนักการเมือง ฯลฯ กับเสียงสนับสนุน) มีทิศทางที่เป็นประโยชน์กับชาวบ้านมากขึ้น

พูดอีกแบบคือ การกระจายอำนาจในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาให้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมในสายตาชาวบ้าน รวมทั้งการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในระดับชาติและระดับท้อง ถิ่น เมื่อประกอบกับการที่พรรคไทยรักไทยตอบแทนคะแนนเสียงของชาวบ้านด้วยนโยบาย ประชานิยมตั้งแต่ปี 2544 แล้ว คงอ้างได้ว่า ประชาธิปไตยในสายตาชาวบ้านนั้นอย่างน้อยต้องมีความหมายว่า เขาคือผู้มีสิทธิในการกำหนดตัวผู้บริหารของเขา ดังนั้นการรัฐประหาร 2549 จึงขาดความชอบธรรมในสายตาของชาวบ้าน

จากตรรกะข้างต้น การซื้อเสียงซึ่งขาดไม่ได้ในทุกระดับการเลือกตั้ง คงไม่ได้หมายความว่าเป็นเพราะชาวบ้านเป็นคนยากจน อยู่ภายใต้เครือข่ายอุปถัมภ์ และขาดวิธีคิดที่ซับซ้อน แต่อาจหมายถึงเพราะการที่ชาวบ้านพึ่งตัวเองได้และคิดแบบ calculative ต่างหาก ในขณะที่เขาก็ตระหนักดีด้วยว่า ความเหลื่อมล้ำทางรายได้และทรัพย์สินยังคงสูงมาก เขาจึงต่อรองในทุกระดับและทุกรูปแบบกับนักเลือกตั้งเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินสด ในระหว่างการเลือกตั้ง และโครงการที่ "กินได้" ทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่นในช่วงที่ไม่มีการเลือกตั้ง และเขารู้ดีว่าเครื่องมือที่มีประสิทธิผลที่สุดในการกระจายรายได้และ ทรัพย์สินก็คือ การเลือกตั้งที่ทุกคนมี 1 เสียงเสมอหน้ากัน เพราะเขาคือผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มีจำนวนมากที่สุดของสังคม

............................
เผยแพร่ครั้งแรกในเว็บไซต์มติชนออนไลน์