ที่มา ประชาชาติธุรกิจ
คอลัมน์ เลือกตั้งรัฐบาล 2554 ในประชาชาติธุรกิจ
ละครการเมืองกำลังถึงฉาก "พีก" สะเทือนอารมณ์คนดู
ทั้งยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กำลังปะทะทางความคิด โชว์กึ๋น ชิงคะแนนผู้ชม
ฝ่าย "อภิสิทธิ์" ยังคงโชว์ความเป็นตัวของตัวเอง พูด-คิด-ทำ-โต้ ด้วยตัวเอง
ต่างจากฝ่าย "ยิ่งลักษณ์" ที่ใช้ทุกสรรพกำลัง ในเพื่อไทย-ชินวัตร-นักการเมืองพี่เลี้ยงจากบ้าน 111 ทุกเครือข่าย สนับสนุนภาพลักษณ์
อีก 3 สัปดาห์ก่อนวันลงคะแนนเลือกตั้งทั้ง 2 พรรค จึงดวลหมัดเฉพาะเรื่อง "เศรษฐกิจ" และลีลา-ท่าที กับทหาร โน้มน้าวชนชั้นสูง-ชนชั้นกลาง และคนในกองทัพ
ข่าว-ยิ่งลักษณ์จะไปพบหารือกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) จึงเป็น 1 ใน "บท" ที่ "ยิ่งลักษณ์" ต้องแสดง
สคริปต์เรื่อง "ปรองดอง" แม้ยังย่ำอยู่กับที่ แต่ยังยืนยันเนื้อหาว่าด้วยหลักนิติธรรม-นิติรัฐ ไม่ให้หลุดกรอบ
ฉาก หน้าเปิดประเด็น "พร้อมเจรจา" พร้อม ๆ กับฉากใต้ดิน ที่มีนักการเมืองระดับ "คอนเน็กชั่นพิเศษ" เดินสาย มุดกองทัพ เพื่อส่ง "สาส์น" จาก "ทักษิณ ชินวัตร"
นักการเมืองผู้มากด้วยเพื่อน-พี่ในกองทัพ จงใจเจรจาเพื่อ "แก้ไข" สัญญาณที่ถูกปล่อยเข้าหูทหารก่อนหน้านี้ที่มีนัยว่า "ชื่อ พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อาจจะเป็นเต็งหนึ่งว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม"
สัญญาณใหม่ มีความหมายชัดเจน กว่าว่า "เป็นไปได้ยากที่จะมีชื่อ พล.อ. ชัยสิทธิ์ขึ้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพราะเขามีความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยราบรื่นกับคนสำคัญในตระกูลชินวัตร"
แหล่ง ข่าว-ข้อมูลจาก "ทักษิณ" ถูกส่งตรงถึงกองทัพด้วยว่า "หากทักษิณ ให้ความสำคัญกับ พล.อ.ชัยสิทธิ์ คงบรรจุไว้ในบัญชีผู้สมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ไปแล้ว ไม่ให้ไปลงสมัคร ส.ส.เขตหินอย่างจังหวัดราชบุรี แข่งกับนักการเมืองสายแข็งจากภูมิใจไทยและประชาธิปัตย์หรอก"
ทีมงานยุทธศาสตร์ของพรรคประเมินว่า ประเด็น "ปรองดอง" เป็นประเด็นอ่อนไหว เปิดไปแล้ว "เสี่ยง"
หาก ประเมินสถานการณ์ผิดพลาด แทนที่จะได้แต้ม อาจเสียแต้มในโค้งสุดท้าย แล้วยากจะกู้คืน จึงจำเป็นต้องกำหนดแผน-บท-สคริปต์อย่างระมัดระวัง
ดังนั้น "ยิ่งลักษณ์" จึงจะไม่ใช้ประเด็นปรองดองเป็นเรื่องนำ แต่จะเบี่ยง-พลิ้วไปเปิดประเด็นเศรษฐกิจเป็นบทนำ
ที่สำคัญ จังหวะที่ทุกองคาพยพในเพื่อไทยต้องหลีก "ซีน" ให้ "ยิ่งลักษณ์" โชว์เดี่ยว
เป็นจังหวะที่แม้แต่ "ทีมเศรษฐกิจ" ทั้ง 4 คน ต้อง "ถอย" ไปยืนแถวหลัง เป็นเพียงวอลเปเปอร์ประกอบฉากเท่านั้น
ทั้งมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ โอฬาร ไชยประวัติ สุชาติ ธาราดำรงเวช และพิชัย นริพทะพันธ์ ต้องยุติบทบาทการพูดต่อสาธารณะเรื่องเศรษฐกิจ
มีหน้าที่เพียงเป็นคน "ขยายความ" หรือ "อธิบายเพิ่ม" ที่มาและหลักคิดของนโยบายเท่านั้น
ทีม หลัก-กุนซือสำคัญ "ทีมเล็ก" ที่มีองค์ประชุมเพียง 5 คน สรุปตาราง แคมเปญให้ "ยิ่งลักษณ์" ต้องแสดงอีก 3 สัปดาห์ โดยเน้นบทพูดนโยบายเศรษฐกิจอีก 5-6 เรื่อง
โดยเฉลี่ยจะเปิดนโยบายใหม่ ๆ สัปดาห์ละ 2 เรื่อง แบ่งเป็นเปิดประเด็นช่วงต้นสัปดาห์ 1 เรื่อง และช่วงเสาร์-อาทิตย์ 1 เรื่อง
ทุกเรื่องจะแตกต่าง-เพิ่มเติมตัวเลขที่ "มากกว่า" นโยบายของพรรรคประชาธิปัตย์อย่างเห็นได้ชัด
เช่น เรื่อง "เบี้ยยังชีพคนชรา 500 บาท" ซึ่งเป็นนโยบายที่ประชาธิปัตย์ได้คะแนนนิยมมากที่สุด ถูก "ยิ่งลักษณ์" ต่อเติมตัวเลขขึ้นเป็นอัตรา 600-1,000 บาท
แหล่งข่าวในทีมเล็ก-องค์ ประชุมน้อยเล่าคีย์เวิร์ดว่า "ในช่วงโค้งสุดท้ายคุณยิ่งลักษณ์จะเปิดนโยบายที่โดนใจประชาชนหลายเรื่อง แต่ทีมเศรษฐกิจ ทุกคนถูกกำชับห้ามพูดก่อน ห้ามแย่งซีนว่าที่นายกฯ"
ทีม เศรษฐกิจครึ่งหนึ่งของพรรคจึงปฏิเสธ-ยกเลิกนัดกับสื่อเป็นกรณีพิเศษ ในช่วงเวลานี้ทำแต่เพียงช่วยดูเนื้อหาใน "สคริปต์" ให้อ่านง่าย เข้าใจเร็วเท่านั้น
จังหวะก้าว-จังหวะคิดและจังหวะปราศรัยของ "ยิ่งลักษณ์" จึงถูกกำหนดไว้แล้วตามตาราง โดยเตรียมเปิดนโยบายที่ตรงจุด ตรงเวที ตรงกลุ่มเป้าหมาย และโดนใจทั้ง 6 แคมเปญ
ทั้งนี้ ทุกนโยบาย ทุกแคมเปญ แผนการในปฏิทินพรรคระบุว่า จะทยอยเปิดตัวก่อนวันที่ 26 มิถุนายน 2554 ซึ่งเป็นวันลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า
ไม่นับรวมวันปราศรัย ใหญ่ ปิดเกมการรณรงค์หาเสียงในกรุงเทพมหานคร ที่เพื่อไทยจองสนามกีฬาราชมังคลา กีฬาสถานไว้ปิดฉากอย่างอลังการในวันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม 2554 เพื่อชิงภาพข่าว-ชิงพาดหัวในวันเสาร์ที่ 2 กรกฎาคม ก่อนโหวต 1 วัน
บทสำคัญ ซีนโดนใจจะถูกใช้เรียกคะแนนเห็นใจในโค้งสุดท้าย เพื่อให้กองเชียร์ "ปิดโหวต" แบบแลนด์สไลด์
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, June 8, 2011
เปิดวอร์รูมลับ "ยิ่งลักษณ์" ชง 6 แคมเปญ โชว์ซีนเศรษฐกิจ เดี่ยวไมโครโฟน-ยึดจอ-ยกแผง
เปิดวอร์รูมลับ "ยิ่งลักษณ์" ชง 6 แคมเปญ โชว์ซีนเศรษฐกิจ เดี่ยวไมโครโฟน-ยึดจอ-ยกแผง
ที่มา มติชน
(คอลัมน์ เลือกตั้งรัฐบาล 2554 ใน ประชาชาติธุรกิจ)
ใกล้เข้าโค้งสุดท้าย ทั้งยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังปะทะทางความคิด โชว์กึ๋น ชิงคะแนนแบบไม่ยอมรามือ
ฝ่าย "อภิสิทธิ์" ยังคงโชว์ความเป็นตัวของตัวเอง พูด-คิด-ทำ-โต้ ด้วยตัวเอง
ต่างจากฝ่าย "ยิ่งลักษณ์" ที่ใช้ทุกสรรพกำลัง ในเพื่อไทย-ชินวัตร-นักการเมืองพี่เลี้ยงจากบ้าน 111 ทุกเครือข่าย สนับสนุนเต็มสูบ
รู้หรือไม่ หลังจากนี้อีก 3 สัปดาห์ "ยิ่งลักษณ์" จะชูนโยบายเศรษฐกิจล้วนๆอีก 5-6 เรื่อง พร้อมเปิดนโยบายใหม่ ๆ สัปดาห์ละ 2 เรื่อง
ทุก เรื่องจะแตกต่าง-เพิ่มเติมตัวเลขที่ "มากกว่า" นโยบายของพรรรคประชาธิปัตย์อย่างเห็นได้ชัด อย่างน้อยมี6แคมเปญที่เชื่อมั่นว่า "โดนใจ"
ประชาธิปัตย์ หรือพรรคคู่แข่งรู้หรือยังว่า เพื่อไทยจะ"ปิดโหวต"แบบแลนด์สไลด์ที่ไหน?
และงานนี้คนในพรรคเพื่อไทยถูกห้ามอะไร ?
โชคในคราวเคราะห์
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ เหล็กใน
สมิงสามผลัด
พ่ายนัดแรกจนได้ทีม บุรีรัมย์ พีอีเอ ของ นายเนวิน ชิดชอบ ครูใหญ่พรรคภูมิใจไทย
หลังบุกไปเยือนทีม ศรีสะเกษ เมืองไทย เอฟซี แล้วโดนสอยไป 0-1 เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา
เป็นความพ่ายแพ้นัดแรกของทีมเสี่ยเน
จะว่าไปแล้วการพ่ายแพ้นัดนี้
อาจเป็นเพราะนายเนวินไม่เชื่อคำเตือนของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
เพราะก่อนหน้านี้ที่นายเนวินเคยทำนายว่าประชาธิปัตย์จะแพ้การเลือกตั้ง นายอภิสิทธิ์จะไม่ได้เป็นนายกฯ
แถมยังต้องโชว์สปิริตออกซ์ฟอร์ดลาออกจากหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อีกด้วย
การทำนายครั้งนั้นเป็นเดือดเป็นแค้นให้นายอภิสิทธิ์อย่างยิ่ง
ถึงกับออกปากไล่ให้นายเนวินกลับไปทำบอลอย่างเดียว
แบบว่าอย่ายุ่งกับการเลือกตั้งอีกเลย
แล้วเป็นยังไง ไม่เชื่อมาร์ค
ผลออกมาทีมบุรีรัมย์ก็แพ้จนได้
แต่ก็มีอีกกระแสที่วิจารณ์กันกระหึ่ม
ความพ่ายแพ้ครั้งนี้อาจส่งผลดีต่อพรรคภูมิใจไทย
เพราะตัวเลขเก้าอี้ส.ส.ของภูมิใจไทยอาจไม่เข้าเป้าที่นายเนวินเคยประกาศไว้จะได้ส.ส.ทั่วประเทศถึง 111 เก้าอี้
ตอนนี้เหลืออีกแค่ 25-26 วันจะเข้าคูหากันแล้ว แต่สถานการณ์ของภูมิใจไทยยังไม่กระเตื้อง
หวังโหนกระแสยิ่งลักษณ์ โหนกระแสเพื่อไทย แบ่งเสียงในภาคอีสานบ้าง
แต่ก็โดนเพื่อไทยออกแถลงการณ์ไม่ให้ร่วมรัฐบาล
สัญญาใจที่เคยทำไว้กับนายบรรหาร ศิลปอาชา หลงจู๊แห่งชาติไทยพัฒนา
ก็ชักไม่แน่นอนแล้ว
ทางที่ดีก็ต้องเร่งทำคะแนนในพื้นที่อีสานตุนคะแนนไว้ให้เยอะที่สุด
เน้นบุรีรัมย์ สุรินทร์ โคราชบางส่วน และศรีสะเกษบางส่วน
บุรีรัมย์ก็คาดกันว่าภูมิใจไทย น่าจะกวาด 8 เก้าอี้จาก 9 เขต
สุรินทร์ก็ยังลุ้นแบ่งครึ่งๆ กับเพื่อไทยพรรคละ 4 เก้าอี้
โคราช 15 เก้าอี้ก็น่าจะได้แค่ 5-6
ส่วนศรีสะเกษยิ่งต้องโหมหนัก เพราะกระแสเสื้อแดงยังร้อนแรง
ส.ส. 8 ที่นั่ง ลุ้นแค่ 1-2 เก้าอี้ก็หืดขึ้นคอแล้ว
ฉะนั้น นายเนวินนำทีมบุรีรัมย์บุกไปพ่ายถึงถิ่นศรีสะเกษ
อาจจะส่งผลร้ายต่ออันดับในตารางไทยพรีเมียร์ลีก เพราะทีมฉลามชลยังถือว่ามีโอกาสไล่ตามทัน
แต่ส่งผลดีต่อคะแนนเสียงของภูมิใจไทยในศรีสะเกษ
ผู้สมัครส.ส.ภูมิใจไทยก็ได้ใจแฟนกูปรีอันตราย
แบบว่าเป็นโชคในคราวเคราะห์ของนายเนวิน
UN HRC ถกประเด็นไทยละเมิดเสรีภาพออนไลน์และสิทธิแรงงานข้ามชาติ
ที่มา ประชาไท
องค์กร สิทธิมนุษยชนเผยในที่ประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชา ชาติ ระบุไทยละเมิดสิทธิแรงงานข้ามชาติเพิ่มขึ้น โดยเจ้าหน้าที่รัฐ นายจ้างและบุคคลทั่วไป ด้านเสรีภาพทางอินเตอร์เน็ตถูกจำกัดมากพอๆ กับปากีสถาน โดยใช้ ป.อาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ อย่างเข้มงวด
เว็บไซต์บางกอกโพสต์รายงาน เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. ระบุสถานการณ์การละเมิดเสรีภาพในอินเตอร์เน็ต และการละเมิดสิทธิมนุษยชนของแรงงานข้ามชาติที่เพิ่มสูงขึ้นในประเทศไทยถูกนำ มาอภิปรายในที่ประชุม คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN HRC) ในกรุงเจนีวา เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา และองค์กรฮิวเมนไรท์วอช ได้ร่วมกันออกแถลงว่า แรงงานข้ามชาติจำนวน 2 -3 ล้านคนในประเทศไทยต้องเผชิญกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในชีวิตประจำวัน
การ ละเมิดสิทธินั้นรวมไปถึงการใช้ใช้กำลังหรือการสังหารทั้งโดยปัจเจก บุคคลและโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของไทย มีการทรมาน และทารุณกรรมในระหว่างถูกควบคุมตัว การละเมิดทางเพศ การละเมิดสิทธิแรงงานอย่างกว้างขวาง รวมถึงการรีดไถซึ่งมีอยู่อย่างแพร่หลาย
การ อ่านแถลงการณ์ดังกล่าว ได้รับการสนับสนุนจาก จอร์จ บุสตามานเต ผู้นำเสนอรายงานต่อที่ประชุมของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาติ โดยเขาบรรจุประเด็นการละเมิดสิทธิแรงงานในไทยลงไปในรายงานดังกล่าว
เขา กล่าวว่า การละเมิดสิทธิของแรงงานข้ามชาติในไทยนั้นเพิ่มสูงขึ้น และมีแนวโน้มว่าแรงงานเหล่านี้จะถูกมองเป็นทรัพย์สินมากว่าทีจะเป็นมนุษย์ ซึ่งมีสิทธิมีเสียง
ฮิวแมนไรท์วอชและมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการ พัฒนายังได้อ้างถึง รายงานซึ่งถูกนำเสนอเมื่อปีที่แล้ว โดยรายงานดังกล่าวใช้ชื่อว่า “หนีเสือปะจระเข้: การละเมิดสิทธิแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย” ซึ่งเป็นรายงานที่แสดงให้เห็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนแรงงานข้ามชาติ อย่างกว้างขวางโดยเจ้าหน้าที่รัฐไทย ตำรวจ บุคคลทั่วไปและนายจ้าง ซึ่งแรงงานที่ถูกละเมิดเหล่านั้นเป็นขาวพม่า ลาวและกัมพูชา ทั้งที่มีเอกสารการขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามและไม่มีเอกสาร
“ทุกๆ พื้นที่ที่เราได้เข้าไปสำรวจ ทั้งในเขตจังหวัดที่ห่างไกลจนถึงเขตอุตสาหกรรมใกล้ๆ กรุงเทพฯ การละเมิดสิทธิมนุษยชนของแรงงานข้ามชาติล้วนเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ และผู้ที่ร้องเรียนจะต้องเผชิญกับการโต้ตอบในทันทีจากเจ้าหน้าที่ตำรวจใน พื้นที่ เจ้าหน้าที่รัฐ และนายจ้าง”
แถลงการณ์ที่กล่าวต่อหน้าคณะ มนตรีสิทธิมนุษยชนจำนวน 47 คนนั้น ยังระบุต่อไปด้วยว่า ฮิวแมนไรท์วอชได้เสนอข้อเสนอ 30 ข้อต่อรัฐบาลไทยและกระทรวงที่เกี่ยวข้องแล้ว เช่น การเสนอให้ตั้งคณะกรรมการพิเศษที่เป็นอิสระขึ้นมาสืบสวนสอบสวนกรณีละเมิด สิทธิมนุษยชนแรงงานข้ามชาติ เพื่อที่จะหยุดยั้งการทรมานและการกระทำทารุณกรรมต่อแรงงานข้ามชาติที่ถูกควบ คุมตัว รวมถึงเรียกร้องให้ปรับแก้กฎหมายแรงงานเพื่อเปิดโอกาสให้แรงงานข้ามชาติรวม ตัวตั้งสหภาพแรงงานเพื่อปกป้องสิทธิของตน
“ทว่าหนึ่งปีหลังจากนั้น รัฐบาลไทยก็ล้มเหลวโดยไม่สามารถนำข้อเสนอไปปฏิบัติให้เป็นจริงได้แม้แต่ข้อ เดียว มันถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลไทยจะต้องทำให้นโยบายที่เกี่ยวข้องกับการเคารพสิทธิ มนุษยชนปฏิบัติได้จริง รวมถึงต้องมีกรอบการทำงานที่นำไปสู่การยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชนของแรงงาน ข้ามชาติ” ตัวแทนองค์กรสิทธิมนุษยชนกล่าวต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ
ใน ประเด็นสิทธิแรงงานข้ามชาตินี้ เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเจนีวา ซึ่งเป็นตัวแทนรัฐบาลไทยในการประชุมปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวทันที โดยระบุว่า ทางการไทยนั้นมีความพร้อมอยู่แล้วที่จะแลกเปลี่ยนและร่วมมือกับผู้มีส่วน เกี่ยวข้องกับปัญหาดังที่ได้กล่าวมา
อย่างไรก็ตาม ในวันเดียวกัน คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนได้รับฟังข้อมูลจาก ปูจา ปาเตล ตัวแทนจากองค์กรฟอรัมเอเชียซึ่งให้ข้อมูลเรื่องการละเมิดเสรีภาพทางอินเตอร์ เน็ต
โดยเธอกล่าวว่า เป็นที่น่าเสียใจที่การคุกคามผู้ใช้อินเตอร์เน็ตนั้นเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ ในเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งไทยและปากีสถาน ซึ่งรัฐบาลยังคงตีความสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็นซึ่งได้รับการคุ้มครอง ตาม กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) มาตรา 19 (3) ตามอำเภอใจ และนำมาสู่การจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็นผ่านอินเตอร์เน็ต
ปู จา กล่าวด้วยว่า มาตรการทางกฎหมายที่รุนแรงเกินไปซึ่งบัญญัติไว้ในมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา และมาตรา 14 พระราชบัญัติการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 นั้น ถูกนำมาใช้มากขึ้นเพื่อจัดการกับผู้ใช้อินเตอร์เน็ต
ทั้งนี้ โทษจำคุกตามกฎหมายทั้งสองมาตราถูกกำหนดไว้สูงมาก คือ 10-15 ปี และส่วนใหญ่แล้วผู้ต้องหาไม่ได้รับการประกันตัว
Mr. Frank La Rue ผู้จัดทำรายงานด้านเสรีภาพในการแสดงความเห็นเพื่อเสนอต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษย ชนแห่งสหประชาติ ได้แจ้งแก่คณะมนตรีว่ารัฐบาลไทยและปากีสถานได้ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อ บล็อกเนื้อหา มอนิเตอร์ เจาะจงตัวนักเคลื่อนไหวและนักวิจารณ์
เขา กล่าวด้วยว่าไม่กี่เดือนมานี้ คณะผู้จัดทำรายงานพบว่ามีความเติบโตของขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชนที่เรียก ร้องความเปลี่ยนแปลงเพื่อความยุติธรรม ความเท่าเทียม ความรับผิดชอบของผู้มีอำนาจและเรียกร้องการเคารพในสิทธิมนุษยชนในระดับที่ดี ขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ลักษณะเฉพาะตัวของอินเตอร์เน็ต ซึ่งเปิดช่องทางให้ปัจเจกชนได้เผยแพร่จ้อมูลข่าวสารอย่างรวดเร็วทันทีทันใด เพื่อที่จะรวมตัวกัน และเพื่อที่จะสื่อสารกับโลกให้รับรู้ถึงสถานการณ์ที่ไม่เป็นธรรมและไม่เท่า เทียม ก็ได้สร้างความกลัวให้เกิดขึ้นในหมู่รัฐบาลและผู้มีอำนาจ ซึ่งเขากล่าวว่า ข้อจำกัดในการถ่ายเทข้อมูลข่าวสารผ่านอินเตอร์เน็ตนั้นควรมีให้น้อยที่สุด โดยเหตุผลที่เป็นข้อยกเว้นอย่างยิ่งและกรณีที่จะจำกัดเสรีภาพทางอินเตอร์ เน็ตนั้นต้องเป็นกรณีที่กำหนดโดยกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ
ปู จา ปาเตล กล่าวว่า รัฐบาลไทยยังไม่ได้เปิดเผยรายชื่อยูอาร์แอลที่ถูกบล็อกจำนวน 75,000 ยูอาร์แอล รวมทั้งยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดถึงความจำเป็นและความชอบธรรมในการบล็อกยู อาร์แอลเหล่านั้น
เธอให้ข้อมูลต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนถึงกรณีของจี รนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไทด้วยว่า กรณีของจีรนุชเป็นกรณีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีในชั้นศาล ซึ่งคดีดังกล่าวเกืดขึ้นจากกรณีที่มีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตรายอื่นโพสต์ข้อความ ลงในเว็บไซต์ที่จีรนุชเป็นผู้ดูแล โดยตัวแทนจากฟอรัมเอเชียอ้างถึงความเห็นของ Mr. Frank La Rue ว่า “ตัวกลาง” ไม่พึงถูกดำเนินคดีด้วยข้อความที่ตนไม่ได้เป็นผู้เขียน และไม่ควรถูกบังคับให้ต้องทำการเซ็นเซอร์ในนามของรัฐ
“เราเรียกร้องให้ยกเลิกมาตรา 15 พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ซึ่งกำหนดให้ตัวกลางต้องรับผิด” ตัวแทนจากฟอรัมเอเชียกล่าว
ไม่มีรายงานว่า ตัวแทนรัฐบาลไทยมีท่าทีอย่างไรต่อประเด็นเสรีภาพในการแสดงความเห็นที่ถูกหยิบยกขึ้นในที่ประชุม
สำหรับ การประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติสมัยที่ 17 นี้ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุม ซึ่งเป็นสมัยประชุมสุดท้ายของเขาในตำแหน่งประธานคณะมนตรีฯ
หามผู้ต้องขังเสื้อแดงอุบลฯ เข้า ร.พ.อัมพาตครึ่งซีก เหตุเครียดจัด ไม่ได้ประกัน
ที่มา ประชาไท
ที่มา: Tee Anmai
ข้อมูลบางส่วนจาก นสพ.ข่าวสด
“ปวด หัวข้างเดียวมาสองสามวัน ปวดจนนอนไม่หลับ ต้องกินยาแก้ปวดเพื่อให้นอนหลับ แต่กว่าจะหลับก็เป็นช่วงเช้าแล้ว และเมื่อเช้าก่อนมาศาล จู่ ๆ ผมก็ลุกไม่ขึ้น”นายคำพลอยกล่าว
“ที่ ผ่านมาได้มีความพยายามยื่นขอประกันตัวทั้งด้วยหลักทรัพย์ส่วนตัวและจากกอง ทุนยุติธรรมของกระทรวงยุติธรรม แต่พวกเราก็ยังไม่ได้สิทธิประกันตัว แม้จะมีผู้ต้องขังบางรายที่มีอาการป่วยหรือตำรวจบอกว่าจับผิดตัวก็ตามที นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่นำความเจ็บป่วยมาสู่พวกเรา” ตัวแทนผู้ต้องขังคนหนึ่งกล่าวในที่สุด
บีบีซี วิเคราะห์โฉมหน้าการเมืองไทยหลังเลือกตั้ง ชี้กองทัพไม่ปล่อยมือจากการเมือง
ที่มา ประชาไท
ราเชล ฮาร์วีย์ จากสำนักข่าวบีบีซี มองการเมืองไทยพร้อมตั้งคำถาม ทหารจะยอมรับผลการเลือกตั้งครั้งนี้หรือไม่
เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. 54 ราเชล ฮาร์วีย์จากสำนักข่าวบีบีซี เขียนบทวิเคราะห์ชื่อ "Thai military′s political past looms over elections" ว่าด้วยบทบาทกองทัพต่อการเมืองไทย โดยเฉพาะต่อการเลือกตั้งครั้งสำคัญที่จะมาถึงในวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 โดยมีสาระสำคัญดังนี้
การ เมืองไทยประสบปัญหาความผันผวนอย่างมากนับตั้งแต่การทำรัฐประหารในปี 2549 ซึ่งขับไล่อดีตนายกทักษิณ ชินวัตร ผู้ที่ตอนนี้ได้กลายเป็นผู้ร้ายข้ามแดน มาจนถึงเหตุการณ์การสลายผู้ชุมนุมที่ต่อต้านรัฐบาลในปีที่แล้ว โดยการใช้กองกำลังทหารภายใต้คำสั่งจากนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
กอง ทัพมีบทบาททางการเมืองไทยมาตลอดอย่างยาวนาน ถ้าหากว่าลองเปิดทีวีและวิทยุช่องต่างๆ ที่ควบคุมโดยทหาร พร้อมทั้งช่องข่าวและเกมโชว์ต่างๆ ก็จะเจอกับรายการพิเศษต่างๆ ที่พูดถึงคุณงามความดีของกองทัพไทยอย่างสม่ำเสมอ
คริส เบเกอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองไทยกล่าวว่า ภาพลักษณ์ของกองทัพเกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์ไทยอย่างแยกไม่ออก
“กอง ทัพไทยเข้ามามีบทบาททางการเมืองอย่างยาวนานกว่า 50 ปีตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. 2475 ในช่วงนั้นกองทัพชูอุดมการณ์ว่ากองทัพมีสิทธิในการเมืองการปกครองเพราะเป็น สถาบันที่พิเศษ อีกทั้งยังใกล้ชิดกับสถาบันกษัตริย์เป็นพิเศษด้วย
และ ถึงแม้ในช่วงทศวรรษที่ 2520 กองทัพจะถูกลดบทบาทจากการเมือง เนื่องจากรัฐสภามีบทบาทมากขึ้น แต่เบเกอร์ก็ยังเชื่อว่ากองทัพไทยไม่เคยหมดความคิดที่ว่ากองทัพมีสิทธิแทรก แซงทางการเมือง “เพื่อแก้ไขสิ่งที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม โดยเฉพาะนักการเมืองและการคอร์รัปชั่น”
เป็นที่น่าสนใจว่า ในการเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้ ทหารจะยอมปล่อยวางและยอมให้รัฐบาลพลเรือนมีบทบาทได้เต็มที่หรือไม่
เมื่อทหารเข้ามามีบทบาทครั้งแล้วครั้งเล่า
ใน การทำรัฐประหารเมื่อปี 2549 ทหารให้เหตุผลกับสาธารณะว่าเป็นเพราะเรื่องการคอร์รัปชั่น และการไม่จงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ของอดีตนายกฯทักษิณ นอกจากนี้ทักษิณยังเข้าไปแทรกแซงกระบวนการการแต่งตั้งของทหาร และสามารถสถาปนาฐานอำนาจที่แข็งแรงและกว้างขวาง ซึ่งถูกมองว่าเป็นภัยต่อผู้มีอำนาจเก่า
สองปีถัดมา ก็มีหลักฐานบ่งชี้ว่าทหารมีส่วนในการจัดวางเกมทางการเมืองอีกครั้ง เมื่อได้เข้าไปมีบทบาทในการช่วยจัดตั้งรัฐบาลร่วมที่ต่อต้านทักษิณ และสนับสนุนสถาบัน ซึ่งมีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นแกนนำ
วาสนา นาน่วม ฟันธงว่า ถึงแม้ว่าเพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้ง ก็ไม่สามารถเป็นรัฐบาลได้ เนื่องจากจะมีการแทรกแซงของทหาร แต่จะไม่โฉ่งฉ่างเช่นการทำรัฐประหาร เพราะสถานการณ์ได้เปลี่ยนไปแล้ว
“หากฝ่ายค้านชนะการเลือกตั้งในครั้ง นี้ แต่ไม่ได้เป็นเสียงส่วนใหญ่ที่เด็ดขาด กองทัพอาจจะล็อบบี้พรรคร่วมไม่ให้ร่วมจัดตั้งรัฐบาล (กับพรรคเพื่อไทย)ก็เป็นได้” วาสนากล่าว
ดูเหมือนว่ากองทัพจะทำ หน้าที่ก่อนการเลือกตั้งไปแล้ว จะเห็นจากการที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการกองทัพบกได้สั่งฟ้องจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช.ด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ถูกตั้งข้อหาก่อการร้าย แต่ได้รับการประกันตัว ในการให้สัมภาษณ์ พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่ได้ทำเพื่อฝ่ายใด แต่ทำเพื่อปกป้องชาติ สถาบัน และประชาชน
กองทัพ ยังคงอยู่ใน “กรอบ”
ถึง แม้ว่ากองทัพจะอ้างว่าตนเองไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง แต่การสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงปีที่แล้วของกองกำลังทหาร ก็ทำให้กองทัพต้องกังวลใจว่าอาจจะย้อนมาทิ่มแทงตนในอนาคตได้ เนื่องจากการเลือกตั้งในครั้งนี้ จะเห็นว่าแกนนำ นปช. ต่างลงสมัครเป็น ส.ส.ในการเลือกตั้งที่จะมาถึง และถ้าหากว่าพรรคเพื่อไทยชนะ ก็ไม่แน่ว่ากองทัพอาจจะถูกเอาคืน
แบรด อดัมส์ ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียของฮิวแมนไรท์ วอทช์ให้ความเห็นว่า ทหารนั้นมีส่วนในการเมืองอย่างแน่นอน และเมื่อรัฐบาลพลเรือนและฝ่ายทหารเกิดขัดแย้งกัน ฝ่ายทหารก็มักจะเป็นฝ่ายชนะเสมอ
“ทหารอาจจะกล่าวว่าพวกเขาทำตามคำสั่งของรัฐบาล แต่ในเมืองไทย มันมักจะไม่เป็นอย่างนั้นเสมอไป” แบรด อดัมส์กล่าว
เมื่อผู้สื่อข่าวติดต่อทางกองทัพเพื่อขอสัมภาษณ์ ก็ได้รับการปฏิเสธ โดยกล่าวว่าการให้สัมภาษณ์ในช่วงก่อนการเลือกตั้งนั้นไม่เหมาะสม
อาจ จะเดายากว่าเหล่าทหารคิดอะไรอยู่ แต่ที่แน่ๆ ผลงานที่ผ่านมาก็ได้แสดงให้เห็นไปแล้วว่าเดิมพันของกองทัพขึ้นอยู่กับอะไร คริส เบเกอร์ กล่าวว่าตั้งแต่การรัฐประหาร กองทัพจัดการให้ทหารได้งบประมาณเพิ่มขึ้น 50% นอกจากนี้ ยังได้นำเอากฎหมายความมั่นคงภายในกลับมาใช้อย่างสม่ำเสมอ และกองทัพก็ได้กลับมาอยู่ในศูนย์กลางของการเมืองไทยอีกครั้ง และคงจะไม่ออกไปในระยะเวลาอันใกล้
และนักการเมืองที่ลงสมัครสำหรับการเลือกตั้งในวันที่ 3 กรกฎาคม ก็คงจะรู้เรื่องนี้อย่างเต็มอก
สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: พระพุทธรูปและมาตรา 112
ที่มา ประชาไท
สังคม ไทยเป็นสังคมพุทธศาสนา ประชาชนไทยส่วนข้างมากไหว้พระพุทธรูปมาช้านาน เพราะถือว่าพระพุทธรูปเป็นรูปแทนของพระพุทธเจ้า เป็นตัวแทนของคุณงามความดี ความบริสุทธิ์ การไหว้เคารพพระพุทธรูปนี้ดำเนินตลอดมาตั้งแต่ในอดีต และคนไทยส่วนใหญ่คงจะไหว้หรือเคารพพระพุทธรูปไปอีกนานในอนาคต ตราบเท่าที่พระพุทธศาสนายังอยู่คู่สังคมไทย
ความสำคัญอยู่ที่ว่าการ เคารพกราบไหว้พระพุทธรูปของคนไทยดำรงอยู่ได้โดย ไม่ต้องมีกฎหมายคุ้มครอง การเคารพศรัทธาพระพุทธรูปเป็นเรื่องของจิตใจ ไม่ต้องมีใครบังคับ การไม่มีกฎหมายห้ามหมิ่นพระพุทธรูปไม่ได้ทำให้การกราบไหว้บูชาพระพุทธรูป ยุติลงได้
ถ้าหากมีใครกล่าววาจาหมิ่นพระพุทธรูป จาบจ้วงพระพุทธรูป ลบหลู่ หรือไม่เคารพบูชาพระพุทธรูป แม้ว่าทำได้แต่จะไม่ก่อให้เกิดผลใดๆ เลย เพราะไม่สามารถทำให้คนไทยเสื่อมศรัทธาหรือคลายความนับถือพระพุทธรูป ตราบเท่าที่พระพุทธรูปยังเป็นสัญลักษณ์ของพระพุทธเจ้า เป็นเครื่องแทนความดี ความบริสุทธิ์ในสังคม
การไม่มีกฎหมายห้ามหมิ่นพระพุทธรูปจึงทำให้ พระพุทธรูปปลอดจากการตกเป็น เครื่องมือทางการเมือง ไม่มีอำนาจรัฐหรือใครสามารถใช้มาตราใดทางกฎหมายห้ามหมิ่นพระพุทธรูปไปใส่ ร้ายป้ายสีใคร ไปจับกุมใคร ไปจำคุกใคร หรือทำร้ายใครได้ ซึ่งแตกต่างจากการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา 112 อย่างสิ้นเชิง
เพราะ ตลอดเวลาที่ผ่านมากฎหมายอาญา มาตรา 112 กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างสำคัญของรัฐและชนชั้นปกครองในการใส่ร้าย ป้ายสี ทำลายศัตรูทางการเมือง และทำให้ประชาชนจำนวนมากต้องถูกจับกุมคุมขังติดคุก
แม้กระทั่งในขณะ นี้มีปัญญาชนฝ่ายค้านและประชาชนหลายคนถูกติดคุก ถูกดำเนินคดี ทั้งที่เรื่องทั้งหมดเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและขัดกับหลักประชาธิปไตยใน ด้านเสรีภาพทางการเมืองและเสรีภาพทางความคิดทั้งสิ้น
หลักฐานจาก องค์กรสิทธิมนุษยชนชี้ว่านับตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549 เป็นต้นมาจนถึงขณะนี้มีประชาชนถูกดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตาม มาตรา 112 แล้วราว 400 คดี และในวันที่ 23 พฤษภาคมที่ผ่านมากรมสอบสวนคดีพิเศษได้จับกุมประชาชนคือ นายเลอพงษ์ (ขอสงวนนามสกุล-ประชาไท) ชาวไทย-อเมริกัน ที่นครราชสีมา ในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพราะเผยแพร่หนังสือ The King Never Smile ทางเว็บไซต์ และผู้ต้องหาไม่ได้รับการประกันตัว
จึงเป็นที่คาดหมาย ว่าการจับกุมและลงโทษประชาชนตามมาตรา 112 นี้จะไม่หยุดและจะยิ่งเพิ่มทวีขึ้น ภายใต้การดำเนินงานล่าแม่มดของกรมสอบสวนคดีพิเศษปัจจุบัน จนกระทั่งปัญญาชน หรือแม้แต่ประชาชนทั่วไปไม่มีความแน่ใจเลยว่าในอนาคตอันใกล้จะมีผู้ตกเป็น เหยื่อกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนี้เพิ่มขึ้นอีกเท่าใด
ที่น่า สังเกตคือผู้ต้องหาจำนวนมากในจำนวนที่ถูกดำเนินคดีเป็นฝ่ายสนับ สนุนคนเสื้อแดง กลุ่มสนับสนุนฝ่ายเสื้อเหลืองมักรอดพ้นจากการถูกดำเนินคดี ปรากฏว่าผู้ถูกจับกุมตามกฎหมายมาตรา 112 เกือบทั้งหมดจะไม่ได้รับการประกันตัว เพราะศาลจะอ้างว่าเป็นคดีที่มีโทษสูง ถ้าให้ประกันตัวจำเลยจะหลบหนี ผู้ต้องหาคดี 112 จึงต้องติดคุกทันทีที่ถูกจับกุมเสมอ จากนั้นในจำนวนคดีมากกว่าครึ่งผู้ต้องหามักต้องยอมรับสารภาพและถูกศาลตัดสิน ว่ามีความผิด มีการต่อสู้คดีน้อยรายมาก เพราะผู้ต้องหาคดี 112 ส่วนใหญ่จะตกเป็นจำเลยสังคม และบุตรภรรยามักจะได้รับความเดือดร้อนไปด้วย ในรายที่ต่อสู้คดีก็มักถูกตัดสินว่ามีความผิด โดยการตีความของฝ่ายผู้พิพากษา ดังกรณีคดี น.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล ซึ่งเคยถูกศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกถึง 18 ปี กลายเป็นตัวอย่างที่ขู่ให้ผู้ต้องหาจำนวนมากรับสารภาพไว้ก่อน แทนที่จะยืนยันความถูกต้อง เพราะวิตกกันว่าถ้าสู้คดีแล้วจะถูกศาลตัดสินจำคุกยาว
ความจริงการตี ความให้ผู้ถูกจับกุมต้องมีความผิดอาจจะเริ่มต้นตั้งแต่ขั้น สอบสวนด้วยซ้ำ เช่น กรณีของนายจักรภพ เพ็ญแข ที่พูดเรื่องระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทยก็ถูกแกล้งฟ้องในข้อหาตามมาตรา 112 หรือกรณี น.ส.ปภัสชนัญญ์ ฉิ่งอินทร์ สตรีเสื้อแดงโคราช ที่เขียนคำ “พระองค์ท่าน” นำหน้าชื่อ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ บนโลงแล้วเผาเมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2552 ก็ถูกจับดำเนินคดีข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และศาลตัดสินจำคุก โดยตีความว่าคำ “พระองค์ท่าน” นั้นหมายความถึงพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เคารพสูงสุดของบุคคลทั่วไป ทำให้มีการพูดทางวิชาการว่าจะเป็นการตีความเกินบริบทเพื่อจะให้ผู้ต้องหามี ความผิดหรือไม่
ด้วยเหตุนี้เององค์การนิรโทษกรรมสากล (เอไอ) จึงเสนอต่อรัฐบาลไทยตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2553 ว่าขอให้หยุดใช้กฎหมายมาตรา 112 ไปก่อนจนกว่าจะมีการปรับปรุงแก้ไขให้ได้มาตรฐานของกฎหมายสิทธิมนุษยชนสากล นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้นักโทษที่ถูกจำคุกด้วยกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ได้รับการปล่อยตัวโดยทันที
ส่วน นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชน กล่าวเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคมที่ผ่านมาว่า การใช้มาตรตรา 112 ทำให้เกิดการลิดรอนสิทธิและละเมิดเสรีภาพ ทำให้สังคมไทยตกอยู่ใต้ความเงียบและความกลัว นอกจากนี้ยังเสนอว่า
“ใน การบังคับใช้มาตรา 112 ดูเผินๆอาจจะดูเหมือนกับเป็นการจงรักภักดีหรือต้องการรักษาสถาบัน แต่เมื่อลงไปดูในรายละเอียดพบว่าผลกระทบของการบังคับใช้เป็นการละเมิดสิทธิ มนุษยชนอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในการประกันตัว สิทธิในกระบวนการยุติธรรม สิทธิในชีวิตและความปลอดภัย สิทธิในการแสดงความคิดเห็นในฐานะพลเมือง ซึ่งผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้มีความสำคัญในระบอบประชาธิปไตยเป็นอันมาก”
คำ กล่าวของ นพ.นิรันดร์นั้นเป็นเสมือนคำเตือนให้เห็นว่าถ้าฝ่ายชนชั้นนำยังใช้มาตรา 112 ทำร้ายและจับกุมคุมขังประชาชนมากยิ่งขึ้นจะแน่ใจได้อย่างไรว่าจะเป็นมาตรการ อันดีในการรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งนายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ เสนอเพิ่มเติมว่า หากสถาบันพระมหากษัตริย์จะดำรงรักษาอยู่ได้ สถาบันจะต้องมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และข้อเสนอเรื่องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ควรมีการพูดอย่างเปิดเผยและ ได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง
กล่าวโดยสรุปแล้วถ้าพิจารณาจากการไหว้ พระพุทธรูปดังที่กล่าวมาจะเห็นได้ ว่าความจำเป็นของการใช้กฎหมายมาปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นไม่มีเลย ในประเทศเช่นอังกฤษและญี่ปุ่นก็มิได้มีกฎหมายมาตรา 112 กระแสจาบจ้างหรือล้มเจ้าก็มิได้มีบทบาทสำคัญแต่อย่างใด
ที่ มา: นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 6 ฉบับ 313 วันที่ 4 - 10 มิถุนายน พ.ศ. 2554 หน้า 9 คอลัมน์ ถนนประชาธิปไตย โดยสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
บทวิเคราะห์ มาตรา 112 ของศาสตราจารย์ กม.มหาชน อังกฤษ "ผ่านสายตา"บัวแก้ว”
ที่มา ประชาไท
ที่มา: เว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลข่าวสารปฏิรุปประเทศไทย
เมื่อ วันที่ 2 มิถุนายน 2554 เว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลข่าวสารปฏิรุปประเทศไทย (Thaireform) เผยแพร่รายงานการบรรยายของศาสตราจารย์ด้านกฎหมายมหาชนของมหาวิทยาลัย London Metropolitan University เกี่ยวกับการต่อสู้เพื่อเสรีภาพในการแสดงออกในไทย เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2552 ซึ่งสรุปคำบรรยายโดยกระทรวงการต่างประเทศ โดยมีเนื้อหา ดังนี้
ทั้งนี้ อุปทูตและเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตของไทย ณ กรุงลอนดอน ได้เข้าร่วมฟังการบรรยายดังกล่าวและสรุปคำบรรยายส่งให้ปลัดกระทรวงกระทรวง ยุติธรรมเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2552 เพื่อใช้เป็นข้อมูลโดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
กระทรวงการต่างประเทศขอเรียนสรุปสาระสำคัญของการบรรยายข้างต้น และข้อสนเทศที่เกี่ยวข้องตามที่ได้รับจากสถานเอกอัครราชทูตฯ มาดังนี้
1. เสรีภาพในการแสดงออกเป็นหัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตย และได้รับการรับรองไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ.1948 (United Nations Universal Declaration on Human Rights) และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ค.ศ.1976 (International Covenant on Civil and Political Rights) ซึ่งไทยเป็นภาคี
นอก จากนี้ เสรีภาพในการแสดงออกยังได้รับการรับรองไว้เช่นกันโดยรัฐธรรมนูญแห่งราช อาณาจักรไทยฉบับปี 2540 และฉบับปัจจุบัน (2550) อย่างไรก็ดี เสรีภาพในการแสดงออกในประเทศไทย ถูกละเมิดโดยทางการ ผ่านการแทรกแซงสื่อในยุคของรัฐบาลของพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในปัจจุบัน
2. ในอดีต วิธีการแทรกแซงสื่อในประเทศไทยมีการดำเนินการใน 3 รูปแบบ ได้แก่
(1) การซื้อสื่อไว้ในการครอบครองเพื่อให้สามารถควบคุมการรายงานข่าวได้โดยตรง
(2) การชักชวนผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในสื่อที่สำคัญเข้าร่วมในรัฐบาล เพื่อจำกัดการายงานข่าวของฝ่ายตรงข้าม
และ (3) การควบคุมหรือแทรกแซงทางอ้อมโดยการไม่จัดสรรงบประมาณด้านการโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้แก่สื่อที่เสนอข่าวเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐบาล
ทั้ง นี้ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าว รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 จึงได้ระบุข้อบทใหม่เกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อน อาทิ การห้ามมิให้นักการเมืองเป็นเจ้าของหรือถือหุ้นในหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ หรือกิจการโทรคมนาคม
นอกจากนี้ ยังมีการตราพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พุทธศักราช 2551 ซึ่งกำหนดให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ อย่างเป็นระบบ
อย่างไรก็ดี นาย Leyland ยังมีข้อกังวลอยู่ 2 ประการ คือ
(1) การที่ฝ่ายทหาร (กองทัพบก) ยังคงเป็นเจ้าของสถานีโทรทัศน์หลายสถานี
และ (2) ความจำเป็นที่จะต้องมีกระบวนการที่โปร่งใสในการคัดสรรและได้มาซึ่งบุคคลที่ เหมาะสมในคณะกรรมการฯ รวมถึงการกำหนดขอบเขตอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการฯ ที่ชัดเจน
3. ในส่วนของการบังคับใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ นาย Leyland เห็นว่ าด้วยบริบทเฉพาะของสังคมไทย โดยเฉพาะสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ในสังคมไทย การมีอยู่ของกฎหมายดังกล่าวเป็นสิ่งที่รับได้
อย่าง ไรก็ดี ในปัจจุบัน ข้อบทและการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว (มาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา) ยังคงมีจุดบกพร่องซึ่งควรได้รับการปฏิรูปโดยเฉพาะในประเด็น ดังนี้
3.1 ขอบเขตและนิยามของความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพยังขาดความชัดเจน โดยมีข้อสังเกตว่า มาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา เป็นข้อบทที่สั้นและไม่มีการอธิบายเพิ่มเติม โดยเฉพาะคำนิยามของการกระทำอันเป็นการหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์
ทั้ง นี้ ถึงแม้ว่าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จะบัญญัติไว้ใกล้เคียงกับความผิดฐานหมิ่นประมาทในกรณีบุคคลทั่วไปในประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 326 ซึ่งใกล้เคียงกับแนวคิดของกฎหมาย common law ของสหราชอาณาจักร แต่ความแตกต่างกันคือ ในขณะที่การหมิ่นประมาทบุคคลทั่วไปในมาตรา 326 และระบบกฎหมาย common law น้ำหนักของคดีจะขึ้นกับการพิสูจน์หลักฐานว่า การกระทำนั้น ก่อให้เกิดผู้ถูกหมิ่นประมาทหรือดูหมิ่น เสื่อมเสียชื่อเสียงขึ้นจริงหรือไม่
แต่การตัดสินกระทำผิดตามมาตรา 112 ของไทยที่ผ่านมา เป็นการพิจารณาบนพื้นฐานของสมมุติฐานที่มาจากการตีความของศาลว่า การกระทำหรือคำพูดเช่นว่า สามารถส่งผลกระทบในทางลบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์หรือไม่ ทั้งนี้ เนื่องจากการสืบพยานหลักฐานว่า บุคคลที่สามได้หลงเชื่อในคำพูดที่หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์หรือไม่นั้น ไม่สามารถกระทำได้ในทางปฏิบัติ เพราะหากบุคคลดังกล่าวยอมรับว่าได้หลงเชื่อ ก็อาจถูกตั้งข้อหาว่า หมิ่นพระบรมเดชานุภาพด้วยเช่นกัน
3.2 แนวโน้มการตีความและบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มีขอบเขตกว้างกว่าการกระทำผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์และบุคคลที่ได้รับการ คุ้มครองตามกฎหมายมาตราดังกล่าว แต่รวมถึงการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ และแนวคิดสาธารณรัฐนิยม
3.3 กฎหมายว่าด้วยการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่ผ่านมา ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ตั้งแต่ในอดีต โดยฝ่ายทหารที่ต้องการเสริมสร้างอำนาจให้แก่กองทัพ และปัจจุบันโดยผู้สนับสนุนกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
3.4 นอกจากปัญหาเกี่ยวกับขอบเขตและคำนิยามแล้ว มาตรา 112 ของประมวลอาญา ยังมีประเด็นที่ขัดต่อหลักการสิทธิมนุษยชนด้วย อาทิ
- มาตรา 112 เป็นฐานความผิดทางอาญาที่มีบทลงโทษรุนแรงเกินกว่าเหตุ นอกจากนี้ ความผิดดังกล่าวไม่มีการพิสูจน์องค์ประกอบด้านจิตใจ (เจตนาหรือประมาท) อันเป็นส่วนหนึ่งขององค์ประกอบของการรับผิดทางอาญา
- มาตรา 112 ไม่สามารถควบคุมกรณีผู้กล่าวหามีความประสงค์ร้ายแอบแฝง โดยอ้างความจงรักภักดีในสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเกราะกำบัง
- การบังคับใช้มาตรา 112 ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ไม่เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมที่เป็นอิสระ เนื่องจากตำรวจ ทหาร อัยการ ผู้พิพากษา และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนต่างต้องแสดงความจงรักภักดีในการปกป้องสถาบันพระ มหากษัตริย์ มิฉะนั้น อาจถูกกล่าวหาว่ากระทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเองได้
4. นาย Leyland เสนอแนวทางการปฏิรูปกฎหมายว่าด้วยการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของไทย ดังนี้
4.1 ควรจำกัดขอบเขตและแนวทางในการดำเนินคดีในความผิดฐานดังกล่าวให้ชัดเจนขึ้น กว่าเดิม อาทิ ไม่ควรระบุให้บุคคลทั่วไปสามารถร้องทุกข์กล่าวโทษเพื่อเริ่มต้นกระบวนการการ สืบสวนสอบสวนและดำเนินคดีได้
4.2 ควรจำแนกและกำหนดบทลงโทษที่แตกต่างตามลำดับความร้ายแรงภายใต้ฐานความผิดตามมาตรา 112
4.3 ควรระบุข้อยกเว้นของความผิดบางประการ เพื่อป้องกันการลงโทษคดีที่ไม่เป็นสาระ อาทิ กรณีของนาย Harry Nicolaides
4.4 ควรกำหนดให้การพิสูจน์องค์ประกอบด้านจิตใจ (เจตนาหรือประมาท) เป็นส่วนหนึ่งขององค์ประกอบการรับผิดชอบทางอาญาในฐานความผิดนี้ ซึ่งที่มีบทลงโทษสูงถึงขั้นการจำคุก
4.5 ควรให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการบังคับใช้กฎหมายฯ (พยาน ตำรวจ อัยการ ทนายความ ผู้พิพากษา และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง) ได้รับความคุ้มกันอย่างเต็มที่จากการถูกดำเนินคดี ทั้งนี้เพื่อให้เกิดกระบวนการพิจารณาคดีและพิพากษาที่เป็นธรรม
5. ในช่วงถาม - ตอบ
ผู้ เข้าร่วมฟังการบรรยายซึ่งมีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติประมาณ 30 คน ได้ถามคำถามและร่วมแสดงความคิดเห็นในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายว่าด้วย การหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งมีทั้งผู้ที่เห็นด้วย (เป็นส่วนน้อยและส่วนใหญ่เป็นชาวไทย) และผู้ที่คัดค้านการมีอยู่และการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว รวมทั้งประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้านอื่นๆ โดยรัฐบาลของพันตำรวจโททักษิณฯ
6. ข้อคิดเห็นและข้อสังเกตของสถานเอกอัครราชทูตฯ
นาย Leyland ตระหนักดีถึงเรื่องความอ่อนไหวของหัวข้อการบรรยายข้างต้น และได้ออกตัวว่าการทำวิจัยในหัวข้อดังกล่าวเป็นไปในเชิงวิชาการ ซึ่งตนมีความสนใจประเทศไทยเป็นพิเศษในการศึกษากฎหมายรัฐธรรมนูญเปรียบเทียบ และต้องการเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาความบกพร่องของกฎหมาย โดยมิได้มีวัตถุประสงค์ทางการเมืองมาเกี่ยวข้อง และตนเองก็มิได้ฝักใฝ่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด
ทั้งนี้ จากการสนทนาเพิ่มเติมกับนาย Leyland สถานเอกอัครราชทูตฯ เห็นว่า นาย Leyland เป็นนักวิชาการที่ไม่แข็งกร้าวและพร้อมรับฟังแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น ซึ่งสถานเอกอัครราชทูตฯ จะพยายามหารือ ชี้แจงและทำความเข้าใจกับนาย Leyland ในประเด็นที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างแนบเนียนต่อไป
จากใจอภิสิทธิ์ถึงคนไทยทั้งประเทศ
ที่มา ประชาไท
เผยแพร่ครั้งแรกในเฟซบุ๊ก Abhisit Vejjajiva
แม้ ตลอดระยะเวลา 2 ปีกว่า ที่ผมดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ผมพยายามสื่อสารกับพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมและความเข้าใจในการทำงานของผม แต่ที่ผ่านมาผมหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงเหตุการณ์ทางการเมืองที่มีความละเอียด อ่อน เพราะผมพยายามลดเงื่อนไขความขัดแย้ง แต่ขณะนี้สื่อมวลชนบางส่วนเสนอข้อมูล ข้อคิดที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ผมจึงจำเป็นต้องทำบันทึกชุดนี้เพื่อเป็นหลักฐาน และเพื่อประโยชน์ในการตัดสินใจชี้ชะตาอนาคตของประเทศโดยพี่น้องทุกคนในเร็ว ๆ นี้
ตอนที่ 1. การเมืองสลับขั้ว : สู่เส้นทางนายกรัฐมนตรี
หลัง จากที่พ่ายแพ้การเลือกตั้งปลายปี พ.ศ. 2550 ผมตั้งใจทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรให้ดีที่สุด ไม่เคยคิดว่าจะมีโอกาสก้าวสู่ตำแหน่งนายกฯจนกว่าจะมีการเลือกตั้งกันใหม่ แต่เหตุการณ์บ้านเมืองก็ไม่ปกติ โดยเริ่มต้นจากความขัดแย้งที่เกิดจาก นายกฯสมัคร เปิดประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อล้างความผิดให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทำให้เกิดกระแสต่อต้านรุนแรงจากประชาชนที่ไม่ต้องการให้นักการเมืองกลายเป็น อาชีพเดียวที่อยู่เหนือกฎหมายได้ เพราะสามารถใช้เสียงข้างมากในสภาออกกฎหมายล้างความผิดตัวเองได้ ในความผิด เช่น การทุจริต คอรัปชั่น ซึ่งถือเป็นวิธีการที่สั่นคลอนความมั่นคงของกระบวนการยุติธรรม และระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเป็นอย่างยิ่ง
หลายคน มองว่า พรรคประชาธิปัตย์สมคบกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แต่ผมระมัดระวังที่จะแยกแยะบทบาทของพรรคการเมืองกับภาคประชาชนที่มีสิทธิ เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ผมไม่ไปขึ้นเวทีแต่ปกป้องสิทธิของพวกเขา เมื่อใดที่มีการทำผิดกฎหมาย เช่น การยึดทำเนียบ ยึดสนามบิน หรือขัดขวางการลงพื้นที่ของรัฐมนตรี ผมแสดงจุดยืนชัดเจนทุกครั้งว่า "ผมไม่เห็นด้วย" เมื่อสถานการณ์ลุกลาม การบริหารบ้านเมืองแทบเดินไม่ได้ ประเทศชาติเสียหายยับเยินขาดความเชื่อมั่นในสายตานานาชาติ ในช่วงวิกฤตินั้นผมในฐานะผู้นำฝ่ายค้านเป็นคนเสนอนายกสมัครกลางสภาให้แก้ ปัญหาด้วยการยุบสภา ทั้ง ๆที่รู้ว่ายุบสภาในขณะนั้นพรรคประชาธิปัตย์ก็แพ้เลือกตั้ง แต่ผมต้องการให้ประเทศมีทางออกตามระบบ
ผมไม่เคยเสนอให้นายกสมัคร ลาออกจากตำแหน่ง เพราะนั่นเป็นข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุม การลาออกจะกลายเป็นการยอมจำนนต่อการใช้มวลชนกดดัน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดปัญหาระยะยาวต่อการบริหารประเทศ จึงเห็นว่าการยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชนเป็นทางออกที่ดีที่สุด โดยไม่ได้คำนึงถึงว่าพรรคจะแพ้การเลือกตั้ง เพราะการแก้ปัญหาเพื่อชาติต้องอยู่เหนือประโยชน์ของพรรคตัวเอง. นี่คือจุดยืนของผมและพรรคประชาธิปัตย์
ท่ามกลางความขัดแย้งทางการ เมืองที่ทวีความตึงเครียดให้กับประเทศไทยมาก ขึ้น คดีของพรรคพลังประชาชนซึ่งเป็นพรรคแกนนำรัฐบาลก็อยู่ในระหว่างการพิจารณาของ ศาลรัฐธรรมนูญ ในเรื่องการยุบพรรคเพราะนายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรค ทุจริตเลือกตั้ง กกต.ให้ใบแดงนายยงยุทธ จากนั้นศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีคำพิพากษายืนให้ใบแดงกับนายยงยุทธซึ่ง กติกาที่ทุกพรรคก็รับทราบมาตั้งแต่ต้น คือ หากผู้บริหารพรรคได้ใบแดงพรรคการเมืองนั้นต้องถูกยุบ ดังนั้นคดีนี้จึงชัดเจนอย่างยิ่งชนิดที่เรียกว่าปิดไว้ข้างฝาได้เลยว่า จะมีปัญหาแน่สำหรับรัฐบาลคุณสมัครกับคุณสมชาย แต่ผมไม่เคยคิดและไม่เคยดิ้นรนว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นแล้วจะเป็นโอกาสของผม
ช่วง เวลานั้น นายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ อดีตเลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญติดต่อผ่าน ส.ส. คนหนึ่งเพื่อขอพบผม เพราะมีธุระอยากพูดคุยด้วย เราก็ได้พบกันที่ร้านอาหารใกล้พรรคประชาธิปัตย์ โดยคุณพสิษฐ์บอกผมว่า พรรคพลังประชาชนจะถูกยุบนะ ผมก็เพียงแต่รับฟัง คุณพสิษฐ์บอกกับผมว่าที่เล่าให้ฟังเพราะคิดว่าจะเป็นประโยชน์กับพรรคประชาธิ ปัตย์ ซึ่งผมตอบกลับไปว่า การยุบพรรคพลังประชาชนหรือไม่เป็นเรื่องของเนื้อคดีและดุลพินิจของศาลรัฐ ธรรมนูญ แม้แต่วันนั้นผมก็ยังบอกเขาเลยว่าหากยุบพรรคพลังประชาชน ผมก็คิดว่าไม่ได้เป็นประโยชน์หรือเกี่ยวข้องกับประชาธิปัตย์ เพราะผมเชื่อว่าพรรคร่วมรัฐบาลเดิมก็คงจับมือกันเป็นรัฐบาลต่อ
แต่ ถามว่าหากพรรคการเมืองอื่นเขาตัดสินใจย้ายมาร่วมตั้งรัฐบาลกับประชา ธิปัตย์แปลกไหม ก็ต้องบอกว่าไม่แปลก เพราะบ้านเมืองเดินไม่ได้จริง ๆ กับปัญหาที่สะสมมาตั้งแต่ความพยายามแก้รัฐธรรมนูญเพื่อตัวเองจนถึงเรื่อง 7 ตุลา ใครจะคุยกับทหารอย่างไรผมไม่ทราบ เพราะผมไม่เคยติดต่อกับทหารท่านใดเลย แต่ผมเชื่อว่าไม่มีใครบังคับ ส.ส.ได้ คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคซึ่งประสานงานกับพรรคการเมืองต่าง ๆ มาถามจุดยืนผม ผมก็บอกว่ามันเป็นเรื่องของสภา และผมก็คิดอยู่ในใจว่าหากเราจะปัดว่าไม่ใช่เรื่องของเราก็ได้ แต่คนเป็นผู้นำฝ่ายค้านต้องมีความรับผิดชอบ เราไม่ได้เป็นคนไปแย่งไปปล้นอำนาจใครมา และถ้ามีโอกาสเป็นนายกฯก็ไม่คิดทำอะไรเพื่อตัวเอง ทุกอย่างเป็นกระบวนการตามระบบ ตามกฎหมาย ผมถือว่าถ้าเสียงในสภายอมรับก็ยอมรับ และการลงคะแนนก็เปิดเผย การสลับขั้วในระบบรัฐสภาเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาในทุกประเทศที่ใช้ระบบนี้ พรรคเพื่อไทยเองพยายามรักษาอำนาจทุกวิถีทาง ถึงขั้นยกตำแหน่งนายกรัฐมนตรีให้กับคุณประชา พรหมนอก ซึ่งเป็น ส.ส.พรรคเล็กด้วยซ้ำ ทำให้คุณประชาซึ่งพาผมไปเลี้ยงข้าวที่บ้านบอกจะสนับสนุนผม แต่อีกสองวันกลับประกาศว่าจะแข่งกับผม ก็ไม่มีปัญหาแข่งกันไป ถ้าทหารมีอำนาจบีบบังคับให้พรรคการเมืองต้องทำตามที่ตัวเองต้องการได้จริง ทำไมจึงมีการแข่งขันอย่างเข้มข้นในสภา
ส่วนการจัดตั้งรัฐบาลที่ วิจารณ์กันมากว่ายอมทุกอย่างให้คุณเนวินขี่คอได้ กระทรวงหลักไปดูแล ความจริงก็คือ ในสถานการณ์นั้นง่ายที่สุดคือ ใครเคยดูแลกระทรวงไหนก็ดูแลกระทรวงนั้นเหมือนเดิมทั้งหมด หลักสำคัญคือพูดกันชัดเจนว่าเรามาแก้วิกฤติให้มันจบ ไม่เคยมีสัญญาว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 237 ตามที่คุณบรรหารกล่าวอ้าง และวันที่คุณเนวินคุยกับผมก็พูดเรื่องรัฐธรรมนูญผมพูดชัดสามเรื่อง คือ เรื่องไหนที่เป็นปัญหาเชิงเทคนิคของรัฐธรรมนูญผมยินดีแก้ เพราะผมเป็นคนแรกที่พูดตอนการทำประชามติว่ารัฐธรรมนูญบางมาตราอาจต้องแก้ไข แต่เรื่องประเภทนิรโทษกรรมไม่เอานะ เพราะบ้านเมืองมันวุ่นมามากแล้ว และคุณเนวินก็บอกกับผมว่า เรื่องนิรโทษกรรมไม่ต้องพูดถึงเขาไม่สนใจเขาไม่เอา เขาขอเรื่องเขตเล็ก ผมก็บอกคุณเนวินว่า เรื่องเขตเล็กผมเป็นคนเสนอเขตใหญ่ เพราะฉะนั้นการปรับปรุงตรงนี้พักไว้ก่อนแล้วค่อยมาคุยกันว่าจะทำอย่างไร
เมื่อ สภาให้โอกาสผมเป็นนายกรัฐมนตรีผมก็มีหน้าที่แก้ไขปัญหา และตั้งใจตั้งแต่ต้นว่าจะไม่อยู่ครบวาระ ถ้าคลี่คลายวิกฤติได้ก็จะยุบสภา เพราะตอนนั้นเกิดวิกฤติเศรษกิจโลกและวิกฤติการเมือง เรียกว่า เป็นวิกฤติซ้อนวิกฤติบนสถานการณ์ที่ประเทศชาติไม่อยู่ในภาวะปกติ มีคนบอกผมด้วยซ้ำว่า อย่าไปเป็นนายกรัฐมนตรีเลยเพราะมีแต่เจ๊ากับเจ๊ง และจะเปลืองตัว ความดีจะถูกทำลายโดยองค์ประกอบรอบข้าง เพราะต้องยอมรับความจริงว่าประชาชนส่วนหนึ่งไม่ไว้วางใจพรรคร่วมรัฐบาลเดิม ที่เคยอยู่กับพรรคพลังประชาชน ก็จะทำให้ผมได้รับแรงเสียดทานไปด้วยว่า "อยากเป็นนายกรัฐมนตรีจนสามารถร่วมงานกับพรรคอะไรก็ได้" และเดี๋ยวนี้ข้อหาพัฒนาไปไกลถึงขั้นหาว่า "ผมพายเรือให้โจรนั่ง"
ผม เข้าใจดีถึงความรู้สึกของพี่น้องจำนวนไม่น้อยที่แสลงใจกับภาพที่คุณเน วิน ชิดชอบ เข้ามาโอบกอดผม ผมมองอย่างให้ความเป็นธรรมกับคุณเนวินว่า การตัดสินใจย้ายขั้วทิ้งคุณทักษิณ ที่คุณเนวิน เรียกว่า "นาย" ย่อมเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบากไม่น้อย คำพูดที่คุณเนวินฝากไปถึงคุณทักษิณที่ว่า "มันจบแล้วครับนาย" ด้วยเสียงสั่นเครือน้ำตาคลอเบ้าคงจะยังเป็นบาดแผลในใจคุณเนวินมาจนถึงวันนี้ ไม่ว่าคนจะมองคุณเนวินในภาพอย่างไร แต่ในวันนั้นผมเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจว่า คุณเนวินได้ตัดสินใจทางการเมืองเพื่อให้ประเทศเดินหน้าได้
ถ้าคิดใน ทางกลับกันผมไม่ยอมร่วมรัฐบาลกับคุณเนวินและพรรคอื่น ๆ เพียงเพราะกลัวเปลืองตัว ปล่อยให้บ้านเมืองวุ่นวายเดินหน้าไม่ได้ ผมก็ลอยตัวไม่ต้องมาอยู่ในฐานะเป็นคู่ขัดแย้งกับใคร ชีวิตก็ไม่ต้องเสี่ยงจากความรุนแรงที่เริ่มปรากฏให้เห็นในการแข่งขันทางการ เมือง แต่ถ้าผมทำอย่างนั้นก็เท่ากับเป็นการปัดความรับผิดชอบในฐานะนักการเมืองท่ี ต้องแก้ปัญหาให้ประชาชน
วันนั้นผมอาจจะคิดผิดก็ได้เพราะผมคิดว่าถ้า เราซื่อสัตย์ทำงานด้วยความอด ทนอดกลั้น ไม่ทำตัวเป็นชนวนหรือเงื่อนไขของความขัดแย้ง พยายามรับฟังทุกฝ่ายทุกสิ่งทุกอย่างจะเดินไปได้ แต่มันก็ไม่เป็นอย่างนั้น ตั้งแต่วันแรกที่ผมชนะในสภาก็มีการใช้มวลชนเสื้อแดงพยายามทำร้าย ส.ส.ที่สนับสนุนผม แม้แต่ผมเองก็ยังต้องอาศัยรถตู้ของคุณเทพไท เสนพงศ์ ออกมา เพื่อหลีกเลี่ยงการผชิญหน้าที่อาจนำไปสู่ความรุนแรง ผมบอกกับตัวเองตั้งแต่วันนั้นว่า ชีวิตผมกำลังเปลี่ยนแปลงและอาจสุ่มเสี่ยงต่อการที่จะมีชีวิตสั้นกว่าวัยอัน ควร เพราะมีคนใช้ความรุนแรงข่มขู่ทางการเมือง แต่ผมก็ยังเลือกที่จะทำหน้าที่เดินหน้าประเทศไทยเพื่อรักษาสัญญาที่ให้กับ พี่น้องประชาชนที่ให้โอกาสผมเป็น ส.ส.คนเดียวของพรรคประชาธิปัตย์ในกรุงเทพมหานครว่า "ถ้ามีโอกาสผมจะสร้างรากฐานเปลี่ยนแปลงสังคมไทยให้ประชาชนมีความมั่นคงใน ชีวิต" และผมก็ดำเนินการทันทีท่ามกลางวิกฤติซ้อนวิกฤติ ผมยังเดินหน้าสร้างระบบสวัสดิการให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ประชานิยมแต่เป็นประชายั่งยืน และไม่ได้เสียสมาธิกับปัญหาทางการเมืองจนเป็นอุปสรรคต่อการแก้ปัญหาให้พี่ น้องประชาชน
ผมยืนยันได้ครับว่าตลอดการทำงานการเมืองเกือบ 20 ปี อุดมการณ์ในการเข้าสู่การเมืองเป็นอย่างไรไม่เคยเปลี่ยนแปลง และทุกการตัดสินใจล้วนแต่ยึดประโยชน์ประชาชนทั้งสิ้น ผมทราบว่าหลายคนได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้องเพื่อปั่นกระแสให้ไม่เชื่อมั่นใน ตัวผม แต่ผมหวังว่าความจริงที่ผมเล่าให้ฟังนี้ จะทำให้ประชาชนได้เห็นว่า ยังเชื่อมั่นผมได้เพราะผมไม่เคยเปลี่ยนอุดมการณ์ และพร้อมร่วมทุกข์ร่วมสุขเคียงข้างกับคนไทยเพื่อเดินหน้าประเทศต่อไป
ผม มาทบทวนดูว่า การเข้าสู่ตำแหน่งและการดำรงตำแหน่งของผม ขัดกับหลักประชาธิปไตยไหม ผมว่ามันไม่ใช่ ผมได้รับการยืนยัน การสนับสนุนจากสภาตลอด 2 ปี แม้แต่คนเสื้อแดงก็ไม่ได้หยิบยกเรื่องนี้มาเป็นเงื่อนไขการชุมนุม จนเวลาผ่านไปเป็นปี ถ้าผมจะมีความผิดก็คงมีแค่ประการเดียว คือ ผมเป็นนายกฯในระบบสภาคนแรกหลังปี 2550 ที่คุณทักษิณสั่งไม่ได้
นักปรัชญาชายขอบ: อภิสิทธิ์ คุณคือ ‘นายกฯ 92 ศพ’
ที่มา ประชาไท
นักปรัชญาชายขอบ
ท้ายบทความชื่อ “จากใจอภิสิทธิ์ถึงคนไทยทั้งประเทศ” (เผยแพร่ครั้งแรกในเฟซบุ๊ก Abhisit Vejjajiva) คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สรุปว่า
“ถ้าผมจะมีความผิดก็คงมีแค่ประการเดียวคือ ผมเป็นนายกฯในระบบสภาคนแรกหลังปี 2550 ที่คุณทักษิณสั่งไม่ได้”
เจอ บทสรุปแบบนี้ผม “โดน” เลย เออใช่ๆ!! นี่แหละคือ “ตัวตนที่แท้จริง” ของอภิสิทธิ์ เขาคือจอมแถ กะล่อน เบี่ยงเบนประเด็นด้านๆ ภายใต้มาดที่ดูใสซื่อ ดูเหมือนสุภาพบุรุษ มีหลักการอะไรทำนองนั้น
โปรดดูความใสซื่อของเขานะครับ เช่น คำพูดที่ว่า
“...ใครจะคุยกับทหารอย่างไรผมไม่ทราบ เพราะผมไม่เคยติดต่อกับทหารท่านใดเลย แต่ผมเชื่อว่าไม่มีใครบังคับ ส.ส.ได้…”
มี ใครเชื่อไหมครับว่าอภิสิทธิ์รับเป็นนายกฯ โดยไม่ทราบจริงๆ ว่าสุเทพคุยกับทหารว่าอย่างไร เชื่อไหมครับว่าการประกาศ “ปกป้องสถาบัน” ของเนวินไม่มี “ทหารแก่ไม่เคยตาย” อยู่เบื้องหลัง และอานิสงส์แห่งการประกาศนั้นไม่ได้ส่งผลให้เขารอดจากคดีทุจริตกล้ายาง อาจไม่มีใครบังคับ ส.ส.ได้ใช่ไหมครับ แต่ถ้าจัดแบ่งผลประโยชน์ลงตัวสามฝ่าย “รัฐบาลอำมาตย์อุ้ม” ก็เกิดขึ้นได้ และเกิดขึ้นเห็นๆ เฮือกสุดท้ายแล้วยังดันทุรังโกหกตัวเองอยู่ทำไมไม่ทราบ!
หรือบางข้อความของอภิสิทธิ์ที่ว่า
“…คำ พูดที่คุณเนวินฝากไปถึงคุณ ทักษิณที่ว่า "มันจบแล้วครับนาย" ด้วยเสียงสั่นเครือน้ำตาคลอเบ้าคงจะยังเป็นบาดแผลในใจคุณเนวินมาจนถึงวันนี้ ไม่ว่าคนจะมองคุณเนวินในภาพอย่างไร แต่ในวันนั้นผมเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจว่า คุณเนวินได้ตัดสินใจทางการเมืองเพื่อให้ประเทศเดินหน้าได้”
คือ ขนาดว่าเขาโดนเนวินต่อรองขอกระทรวงเศรษฐกิจไปหมด เขาก็ยัง “เชื่อโดยบริสุทธิ์ใจ” เป็นไปได้อย่างไรครับที่คนจบอ๊อกฟอร์ด เป็นนักการเมืองอาชีพมาอย่างยาวนานจะใสซื่อบริสุทธิ์ขนาดนั้น!
ทีนี้ลองดู “หลักการ” ของเขาบ้าง อภิสิทธิ์เขียนว่า
“...แต่ เหตุการณ์บ้านเมืองก็ไม่ ปกติ โดยเริ่มต้นจากความขัดแย้งที่เกิดจากนายกฯสมัคร เปิดประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อล้างความผิดให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทำให้เกิดกระแสต่อต้านรุนแรงจากประชาชนที่ไม่ต้องการให้นักการเมืองกลายเป็น อาชีพเดียวที่อยู่เหนือกฎหมายได้ เพราะสามารถใช้เสียงข้างมากในสภาออกกฎหมายล้างความผิดตัวเองได้ ในความผิด เช่น การทุจริต คอรัปชั่น ซึ่งถือเป็นวิธีการที่สั่นคลอนความมั่นคงของกระบวนการยุติธรรม และระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเป็นอย่างยิ่ง”
จริงๆ แล้วอภิสิทธิ์ก็รู้ว่าในประเทศนี้ “ใคร” อยู่เหนือกฎหมายได้จริงๆ ทหารทำรัฐประหารซึ่งมีโทษประหารชีวิต พวกเขาเคยรับผิดตามกฎหมายหรือไม่ หากอภิสิทธิ์ยอมรับว่า “รัฐประหารไม่ถูกต้อง” กระบวนการเอาผิดที่สืบเนื่องจากรัฐประหารย่อมไม่ชอบธรรมด้วย ฉะนั้น นักการเมืองที่ถูกทำรัฐประหารย่อมมีความชอบธรรมที่จะต่อสู้เพื่อคืนความ ยุติธรรมให้กับตนเอง
ที่สำคัญคือ การต่อสู้ของนักการเมืองก็ต่อสู้ตามวิถีทางประชาธิปไตย คือผ่าน “การเลือกตั้ง” และ “กระบวนการรัฐสภา” ทำไมกรณีที่ตัวเองเป็นนายกฯ อภิสิทธิ์จึงอ้างกระบวนการรัฐสภาซ้ำแล้วซ้ำเล่า (ทั้งที่เป็นที่รู้กันว่าโดยพฤตินัยไปตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร) การออกกฎหมายนิรโทษกรรมก็ผ่านกระบวนการรัฐสภาเช่นกัน แต่อภิสิทธิ์กลับอ้างว่า “เป็นวิธีการที่สั่นคลอนความมั่นคงของกระบวนการยุติธรรม และระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเป็นอย่างยิ่ง”
แล้วกระบวน การ “สองมาตรฐาน” ที่สืบเนื่องจากรัฐประหาร การแต่งนิทานเด็กเลี้ยงแกะ “ผังล้มเจ้า” เพื่อล้อมปราบคนเสื้อแดง เป็นวิธีการรักษาความมั่นคงของกระบวนการยุติธรรม และระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอย่างไรไม่ทราบ!
ถาม จริงๆ เถอะครับ หากตอนนี้มีการใช้กองทัพยึดอำนาจอภิสิทธิ์ไป แล้วฝ่ายที่ยึดอำนาจนั้นก็เป็นโจทย์กล่าวหาว่า คุณเป็น “ฆาตกร 92 ศพ” ทำให้ประชาชนบาดเจ็บร่วม 2,000 คน แล้วก็ตั้ง “คตส.2” ขึ้นมาสอบสวนเอาผิดเอง ส่งฟ้องศาลได้เอง มีนักวิชาการ และสื่อจำนวนหนึ่งที่เกลียดคุณร่วมเป็นคณะกรรมการ “คตส.2” และเป็นพยานด้วย และศาลก็ตัดสินตามที่พวกเขาชงขึ้นมา อย่างนี้คุณอภิสิทธิ์โอเคไหมครับ เป็นการดำเนินการที่ปกป้องความมั่นคงของกระบวนการยุติธรรม และระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขไหมครับ?
คุณ อภิสิทธิ์อย่าเถียงผมนะครับว่าเรื่องของคุณเป็นแค่เรื่องสมมติ เพราะ 92 ศพ กับบาดเจ็บร่วม 2,000 คน คือเรื่องจริง และเป็นเรื่องจริงที่ไม่มีวันลบเลือนไปจากประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อ ประชาธิปไตยของประชาชนไทย (และไม่มีวันลบเลือนไปจาก “ความทรงจำ” ของคุณ เว้นเสียแต่ว่าคุณจะสูญเสีย “ความเป็นมนุษย์” จนหมดสิ้นแล้ว!)
อีกข้อความของอภิสิทธิ์ คือ
“ถ้า คิดในทางกลับกันผมไม่ยอมร่วม รัฐบาลกับคุณเนวินและพรรคอื่นๆ เพียงเพราะกลัวเปลืองตัว ปล่อยให้บ้านเมืองวุ่นวายเดินหน้าไม่ได้ ผมก็ลอยตัวไม่ต้องมาอยู่ในฐานะเป็นคู่ขัดแย้งกับใคร ชีวิตก็ไม่ต้องเสี่ยงจากความรุนแรงที่เริ่มปรากฏให้เห็นในการแข่งขันทางการ เมือง แต่ถ้าผมทำอย่างนั้นก็เท่ากับเป็นการปัดความรับผิดชอบในฐานะนักการเมืองที่ต้องแก้ปัญหาให้ประชาชน”
ถ้า คุณคิดว่า “การร่วมรัฐบาลกับเนวิน” เป็น “ความรับผิดชอบ” ที่ปฏิเสธไม่ได้ ของนักการเมือง “ผู้มีอุดมการณ์” ไม่เคยเปลี่ยนอย่างคุณ ถามว่าแล้ว 92 ศพ และบาดเจ็บร่วม 2,000 ที่เกิดจาก “ความผิดพลาด” (ไม่ได้ว่าคุณจงใจทำอย่างบ้าอำนาจนะ) ของการสลายการชุมนุมโดยรัฐบาลคุณ เป็นเรื่องที่นักการเมืองผู้มีอุดมการณ์ไม่ควรรับผิดชอบเลยเช่นนั้นหรือ?
ผมไม่เข้าใจจริงๆ ครับว่า “มาตรฐาน” ของ “ความรับผิดชอบ” ของนักการเมืองผู้มีอุดมการณ์อย่างคุณอภิสิทธิ์ มันคืออะไรกันแน่?
เท่าที่ผมพอจะเข้าใจได้ มีแต่ “ฆาตกร” เท่านั้น ที่มีพฤติกรรมปฏิเสธความรับผิดชอบต่อการฆ่าเพื่อนมนุษย์อย่างเลือดเย็น!