WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, June 9, 2011

"ยิ่งลักษณ์" สาธิตการใช้ TABLET PC ให้นักเรียนดู

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

เขียนโดย JJ_Sathon

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พบประชาชน ชมผลิตภัณฑ์โอท๊อปของชุมชน
และสาธิตการใช้ TABLET PC
ให้เด็กนักเรียนประถมชุมชนมุสลิมบ้านหม้อ อุรุพงษ์ กทม. 8 มิ.ย. 54


































http://www.go6tv.com/2011/06/tablet-pc.html

ภาพ ปู ฟีเวอร์@สถานนี สะพานใหม่

ที่มา thaifreenews

โดย แมวอ้วนอ้วน

วันนี้โชคดี (อีกแหล่ะ) คุณปู ยิ่งลักษณ์ มาพบปะกับประชาชนที่ ตลาดยิ่งเจริญ สะพานใหม่
มาพร้อมกับนโยบายรถไฟฟ้า ซึ่งจะวิ่งมาถึงที่สะพานใหม่แห่งนี้ จึงเป็นที่มาของ @สถานนีสะพานใหม่
ไม่ได้มาแบบพูดไปเรื่อย แต่มาพร้อมคนที่ทำงานเป็น ผุ้ว่า รฟม. คุณประพัฒน์ จงสงวน ดังนั้นจึงมั่นใจได้ว่า
พูดแล้วทำได้จริง





แรกๆ ตอนลงจากรถ ประชาชนที่ติดตามข่าวและทราบว่าคุณปู จะมา ก็มารอต้อนรับกันพอสมควร
พอถึงตอนมาถึงจริง เท่านั้นแหล่ะ ปากต่อปาก บอกกันในตลาด แป๊บเดียว แน่นนนนนเอียดดดด แบบนี้





ผู้การกองบิน F1 อนุดิษฐ์ นาครทรรพ (ตามภาพที่แจกเป็นรูปการ์ตูน พี่ป๊อบขับเคื่องบิน เอฟสิบหก ติดเบอร์ 1 )
ยิ้ม พร้อมหันมาบอกแบบคนกันเอง นี่มากันเองนะเนี่ย ไม่มีจัดตั้ง

Re:






คุณปู กับเด็กๆ ดูเป็นธรรมชาติดี อาจจะเพราะงานที่คุณปูทำ
ทั้งที่มูลนิธิไทยคม และโครงการสานรัก ของAIS ที่มีการสนับสนุน เด็กๆ และความเป็นครอบครัว ให้อบอุ่น
มาตลาดนี้ มีคนนำลูกหลานให้อุ้มตั้ง 3 - 4 คน
พอให้คุณปู อุ้มเสร็จแล้ว รีบออกมาคุยด้วยความดีใจ "คุณยิ่งลักษณ์ อุ้มลูกฉันด้วย"






ดูสีหน้า ประชาชน ที่มาร่วมต้อนรับสิครับ เขามาอย่างรอคอยคนที่เขารักจริงๆ

Re:






อย่าให้ผู้หญิง คณะรัฐประหาร และแก้วสรร มีเอกสิทธิ์ในการทำลายกฎหมาย

ที่มา ประชาไทย

ใน ฐานะอดีตนักเรียนกฎหมายคนหนึ่ง ผมถึงกับขนลุกซู่ขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินอาจารย์แก้วสรร อติโพธิ ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงเหตุผลในการเคลื่อนไหวเพื่อให้มีการดำเนินคดีกับคุณยิ่ง ลักษณ์ ชินวัตรว่าผู้หญิงไม่มีเอกสิทธิในการทำลายกฎหมาย (สามารถหาอ่านบทสัมภาษณ์ได้ในหนังสือพิมพ์หลายแห่งที่ตีพิมพ์วันที่ 7 มิถุนายน 2554) และยังให้เหตุผลต่อไปอีกว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย หากมีการกระทำความผิดขึ้นก็ต้องได้รับโทษอย่างเท่าเทียม หากคุณยิ่งลักษณ์เป็นผู้ชายตนเองก็จะต่อสู้เฉกเช่นเดียวกัน

ผมรู้สึก ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นนักกฎหมายที่มีชื่อเสียงอย่าง อาจารย์แก้วสรรออกมาป่าวประกาศถึงหลักการของตนเองต่อสาธารณะอย่างห้าวหาญ และหลักการดังกล่าวนี้สะท้อนให้เห็นความคิดที่จะพยายามสร้างนิติรัฐให้ บังเกิดขึ้น อันหมายถึงรัฐที่มีการปกครองโดยกฎหมายไม่ใช่โดยตัวบุคคล ดังนั้น จึงควรต้องให้ความสำคัญและไม่ให้ใครมารังแกกฎหมายไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ผู้ชายหรือผู้หญิง

ทั้งหมดนี้ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งแต่มีคำถามคาใจอยู่ว่า หลักการนี้ควรจะมีข้อยกเว้นให้กับคณะรัฐประหารด้วยหรือเปล่าครับ


แฟ้มภาพ


การ รัฐประหารเป็นการรังแกกฎหมายหรือไม่ ในประเด็นนี้แม้แต่สามัญชนที่ไม่ได้เป็นผู้มีความรู้ทางด้านกฎหมายก็คง ตระหนักได้ว่าไม่ใช่เพียงการรังแกเท่านั้น แต่การรัฐประหารเป็นการย่ำยีกฎหมายด้วยการใช้กำลัง ไม่ใช่แนวทางในการเปลี่ยนรัฐบาลอย่างที่ควรจะเป็นในแนวทางนิติรัฐอย่างแน่ นอน ถ้าหากว่าบุคคลใดที่ยึดมั่นในหลักการว่าไม่มีใครอยู่เหนือกว่ากฎหมาย ไม่มีใครมีเอกสิทธิ์เหนือกฎหมาย บุคคลนั้นก็ควรต้องออกมาคัดค้านกับคณะรัฐประหารเช่นเดียวกันใช่หรือไม่ครับ

แต่ ก็เป็นที่รับรู้กันว่าเมื่อเกิดการรัฐประหาร ไม่มีการออกมาป่าวประกาศเลยว่าไม่มีใครมีเอกสิทธิ์ทำลายกฎหมาย และจะต่อสู้คัดค้านอย่างถึงที่สุดไม่ว่าผู้ย่ำยีกฎหมายนั้นจะเป็นทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศหรือตำรวจ ผมมั่นใจว่าไม่ได้ยินประโยคนี้จากนักกฎหมายชื่อดังผู้ยึดมั่นหลักในหลัก กฎหมายคนใดทั้งสิ้น

ลำพังเพียงการเงียบเป็นเป่าสากต่อการรัฐประหาร ยังอาจพอเข้าใจได้ แต่ที่อาจเข้าใจไม่ได้เลยก็คือว่าการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรที่ถูก ตั้งขึ้นโดยคณะรัฐประหาร (ซึ่งทำการย่ำยีรัฐธรรมนูญฉบับที่อาจารย์แก้วสรรเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงคนสำคัญ ในการผลักดันในบังเกิดขึ้นนั่นแหละ) จะอธิบายปรากฏการณ์นี้ว่าอย่างไรดี ถ้าหากกล้าป่าวประกาศต่อสาธารณะอย่างขึงขังว่า ไม่ว่าหน้าใครก็ตามไม่มีเอกสิทธิ์ในการทำลายกฎหมาย

หรือจะอธิบายว่า คณะรัฐประหารไม่ได้ย่ำยีกฎหมาย บุคคลกลุ่มนี้เพียงแต่มาเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญให้ดีขึ้นด้วยการใช้รถถังเท่า นั้น อย่าคิดมากไปเลยนักศึกษา มันไม่เหมือนกับนักการเมืองที่กำลังหาเสียงในการเลือกตั้งอยู่ขณะนี้หรอก ดังนั้น การเข้าไปรับตำแหน่งใน คตส. (คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ตั้งขึ้นโดย คมช.) จึงเป็นการสละอันสูงส่งในการปกป้องประเทศชาติ ไม่ใช่การรับใช้คณะรัฐประหารที่ย่ำยีกฎหมายแต่อย่างใด

ไม่ใช่เพียง เท่านั้น ผมยังออกจะสงสัยว่าหากนักการเมืองประกาศแนวนโยบายการออกกฎหมายนิรโทษกรรมใน การหาเสียงมันจะเป็นความผิดอะไรหรือครับ ดีเสียอีกไม่ใช่หรือที่นักการเมืองหรือพรรคการเมืองนั้นๆ พูดอย่างชัดเจนและหาเสียงในประเด็นดังกล่าว ถ้าหากประชาชนคนใดเห็นด้วยก็เดินไปกาบัตรลงคะแนนให้กับพรรคนั้นไปเลย ใครที่มีความคิดเห็นแตกต่างก็รณรงค์กันไปในทางสังคม ก็จะทำให้เกิดการวิวาทะ โต้แย้ง ถกเถียง ด้วยเหตุและผลอันจะทำให้ส่วนรวมเกิดการเรียนรู้และร่วมเข้าใจตัดสินใจใน ประเด็นเช่นนี้

หรือว่าจะให้กฎหมายนิรโทษกรรมในสังคมไทยถูกเขียนขึ้น มาได้ในรูปแบบเดียว คือด้วยอำนาจของคณะรัฐประหารที่นิรโทษกรรมให้แก่การกระทำของตนในการยึดอำนาจ โดยไม่จำเป็นต้องแสวงหาความชอบใดๆ มารองรับเลยแม้แต่น้อย

การป่าว ประกาศถึงการยึดมั่นในหลักการทางกฎหมายก็เป็นสิ่งที่สมควรจะให้ ความชื่นชม แต่การกระทำอันนั้นก็ควรจะต้องดำเนินไปอย่างสม่ำเสมอ เท่าเทียมกันระหว่างทุกคนและทุกกลุ่มไม่ใช่หรือ หากคำประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นโดยการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลบางกลุ่มบางฝ่าย ก็คงไม่อาจมีความหมายเป็นอื่นไปได้นอกจากเป็นเพียงการพยายามอ้างอิงถึงหลัก การที่สูงส่งเพื่อปกปิดการกระทำในลักษณะอันตรงกันข้ามของตนเท่านั้น

นักโทษนิรนามบันทึก: “ความหวังของนักโทษหมิ่นเบื้องสูง”

ที่มา ประชาไท

ที่มา: สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์

ณัฐ สัตยาภรณ์พิสุทธิ์ วัย 28 ปี ในครอบครัวฐานะปานกลาง เมื่อเรียนจบ ม.6 เขาเรียนต่อได้ 2 ปีที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงก็ต้องหยุดเรียน ออกมาทำงานอิสระในอาชีพการตลาดอิเลคทรอนิค (E-Marketing) เขาจึงมีความรู้ความชำนาญในโลกไซเบอร์ที่เป็นเวทีอิสระสำหรับเขาได้แสดงความ คิดเห็นในโลกของการสื่อสารทางอินเตอร์เน็ต

ในปี 2552 ผู้คนในโลกไซเบอร์ตื่นรู้ที่จะถกเถียง แลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับบทบาทสถาบันพระมหากษัตริย์ในสังคมไทย โดยมีเว็ปไซต์ทั้งในประเทศและต่างประเทศจำนวนมากมายที่เป็นเวทีแสดงความคิด อย่างอิสระ

เขาจึงได้มีโอกาสอ่านเว็บไซต์เหล่านี้และมีส่วนร่วมต่อ การแสดงความคิด เห็นเฉกเช่นเสรีชนทั่วไป โดยมีเว็บไซต์ (ฟ้าเดียวกัน) เป็นอีกเวทีหนึ่งที่เป็นชุมชนแสดงความคิดเห็นอย่างเปิดเผย เขาใช้เวลาว่างหลังจากเสร็จงานในอาชีพของเขา เข้ามาในเว็บบอร์ดแสดงความคิดเห็นและเชื่อมโยงข้อมูลด้านต่างๆที่หลั่งไหลไป มาในโลกไซเบอร์โดยไม่รู้ว่าเสรีภาพในด้านความคิดของเขาจะเป็นอันตรายที่มา ถึงตัวเขาในข้อหาความผิดพรบ.คอมพิวเตอร์และหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

เขา ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2552 ในข้อหาดูหมิ่นพระมหากษัตริย์และนำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ เขารับสารภาพต่อตำรวจโดยไม่มีทนายความ วันที่ 14 ธันวาคม 2552ศาลพิพากษาจำคุก 3 ปี 18 เดือน ถูกจองจำอยู่แดน 4 เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยไม่มีญาติพี่น้องมาเยี่ยมเยียนเขา พ่อแม่ของเขาโศกเศร้าจนแทบจะเป็นบ้าที่ลูกชายต้องมาติดคุกในข้อหาหมิ่นพระ บรมเดชานุภาพ ส่วนญาติพี่น้องของเขาก็ตั้งข้อรังเกียจในตัวเขา

เขา ไม่รู้ว่าจะอธิบายเรื่องราวของเขาให้ครอบครัวได้เข้าใจได้อย่างไรแม้ แต่ตัวเขาในวันนี้ยังงุนงงกับข้อกล่าวหาในคดี หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพียงเพราะเขาได้แนะนำเว็บไซต์ในลักษณะเชื่อมโยงจากเว็บบอร์ดไปสู่เว็บไซต์ ที่มีข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เขาเป็นนักโทษที่เก็บตัวเงียบ ไม่มีญาติมิตรมาเยี่ยมเยียน เขาเคยเป็นคนร่าเริงสนุกสนาน ชอบพูดคุยกับเพื่อนๆ แต่หลังจากที่เขาถูกจองจำเขากลายเป็นคนเงียบขรึม หลายครั้งพูดอยู่คนเดียว จนนักโทษด้วยกันเป็นห่วงว่าเขาเริ่มมีอาการรั่วหรืออาการเบื้องต้นที่อาจทำ ให้เขากลายเป็นคนบ้านั่นเอง

เขาหวังว่าจะได้รับการอภัยโทษจากพระมหา กษัตริย์ เพื่อให้ได้รับอิสรภาพและจะได้กลับไปใช้ชีวิตเป็นพลเมืองที่จงรักภักดีอีกคน หนึ่ง เขานั่งนับวันปฎิทินในทุกวันเวลาที่ผ่านไป เพื่อรอคอยวันแห่งอิสรภาพของเขา

ซึ่งเขาเองก็ไม่รู้ว่าจะต้องรออีกนานแค่ไหน”

บันทึกโดย…นักโทษนิรนาม

"สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล" ยื่นเอกสารให้ปากคำคดีหมิ่นฯ แล้ว

ที่มา ประชาไท

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ยื่นเอกสารให้ปากคำคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพซึ่งกองทัพบกเป็นผู้ฟ้องแล้ว


แฟ้มภาพ: ประชาไท

เมื่อเวลา 12.34 น. ของวันที่ 7 มิ.ย. สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ความเห็นท้ายข่าวในเว็บไซต์นิวแมนดาลา เล่า ความคืบหน้าของคดีที่เขาถูกกล่าวหาด้วยความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยระบุว่า เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.ที่ผ่านมา เขาและทนายได้เดินทางไปยัง สน.นางเลิ้ง เพื่อยื่นเอกสารให้ปากคำความยาว 8 หน้ากระดาษพร้อมเอกสารประกอบ เพื่อตอบบันทึกข้อกล่าวหายาว 3 หน้าของตำรวจที่ได้รับเมื่อเดือนที่แล้ว (12 พ.ค.) โดยในตอนแรก ตำรวจนัดยื่นเอกสารให้ปากคำในวันที่ 26 พ.ค. แต่เขาไม่สะดวก เนื่องจากมีหน้าที่การงานของมหาวิทยาลัยซึ่งใกล้เปิดภาคเรียนแล้ว จึงขอเลื่อนมาเป็นวานนี้ (7 มิ.ย.)

สมศักดิ์ ระบุว่า ตอนแรกที่ได้รับหมายเรียกเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมนั้น เขาสงสัยว่าเหตุใด สน.นางเลิ้งจึงรับผิดชอบคดีนี้ แต่ภายหลังก็ได้ทราบว่า เพราะกองบัญชาการกองทัพบก ซึ่งเป็นผู้ฟ้อง อยู่ในพื้นที่ความรับผิดชอบของ สน.ดังกล่าว

นอกจากนี้ สมศักดิ์ยังแจ้งต่อชุมชนเว็บไซต์นิวแมนดาลาถึงกระบวนการสืบสวนตามกฎหมายไทย พร้อมแสดงความเห็นด้วยว่า การสืบสวนในชั้นตำรวจคงใช้เวลานานหลายเดือน

อนึ่ง ก่อนหน้านี้ สมศักดิ์เข้ารับทราบข้อกล่าวหาที่ สน.นางเลิ้ง เมื่อวันที่ 11 พ.ค. 54 โดยได้ชี้แจงต่อสื่อมวลชนว่า คดีดังกล่าว กองทัพบกเป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ จากกรณีที่ตนเขียนบทความภาษาไทยเกี่ยวกับการให้สัมภาษณ์ของเจ้าฟ้าหญิงจุฬา ภรณ์ 2 ชิ้น ซึ่งเผยแพร่ในเว็บไซต์ต่างๆ ราวปลายเดือนมีนาคม-เมษายน เบื้องต้นได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาและพร้อมต่อสู้ในชั้นต่อไป

‘ใจ อึ๊งภากรณ์’ จวกกระทรวงต่างประเทศบิดเบือนคำพูดนักกฎหมายอังกฤษเรื่อง ม.112

ที่มา ประชาไท

8 มิ.ย.54 นายใจ อึ๊งภากรณ์ อดีตอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เขียนตอบโต้รายงานกระทรวงต่างประเทศไทยที่รายงานคำพูดของ Peter Leyland ศาสตราจารย์กฏหมายอังกฤษที่บรรยายในมหาวิทยาลัยที่กรุงลอนดอน ซึ่งปรากฏในเว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลข่าวสารปฏิรูปประเทศไทย

http://www.thaireform.in.th/component/flexicontent/item/5944--112-qq.html และประชาไทนำมารายงาน http://prachatai.com/journal/2011/06/35321

โดย ใจชี้แจงว่าบางย่อหน้ามีการบิดเบือนคำพูดของผู้บรรยายไปโดยสิ้นเชิง โดยที่ผู้บรรยายไม่เคยพูดเช่นนั้น เช่น ในข้อ 3. กระทรวงการต่างประเทศสรุปว่า Peter Leyland มีจุดยืนว่า“ในส่วนของการบังคับใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ นาย Leyland เห็นว่าด้วยบริบทเฉพาะของสังคมไทย โดยเฉพาะสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ในสังคมไทย การมีอยู่ของกฎหมายดังกล่าวเป็นสิ่งที่รับได้”

ใจหยิบยกต้นฉบับ มาแปลเพื่อเทียบเคียงกับฉบับกับกระทรวงการต่างประเทศสรุป โดยนำมาจากบทความวิชาการชื่อเดียวกันกับหัวข้อบรรยาย “The struggle for freedom of expression in Thailand: Media Moguls, the King, Citizen Politics and the Law”ตีพิมพ์ไว้ใน Journal of Media Law (2010) 2(1) 115-137 ซึ่ง Peter Leyland มีข้อสรุปดังนี้

"It was argued that the lèse-majesté law has been applied recently by certain sections of the Thai elite to re-establish their grip on political power. Obviously, such conduct by the Thai authorities in the name of the King is strongly at variance with a commitment to a democratic constitution guaranteeing the protection of individual human rights in Thailand, as well as a breach of the country’s international treaty obligations. This law must be abolished or radically reformed not simply because the right to free expression is integral to the recent 1997 and 2007 Constitutions, but because the law is placed beyond constitutional oversight.

"ในบทความนี้ ข้าพเจ้าเสนอว่ากฏหมายหมิ่นฯ ถูกใช้ในช่วงนี้โดยบางส่วนของอภิสิทธิ์ชนไทย เพื่อรื้อฟื้นอิทธิพลในอำนาจทางการเมือง มันเป็นเรื่องชัดเจนว่าการกระทำดังกล่าวโดยเจ้าหน้าที่ไทย ในนามของกษัตริย์ ขัดแย้งอย่างรุนแรงกับจุดยืนของรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยที่รับประกันและปกป้อง สิทธิมนุษยชนของบุคคลในประเทศไทย และนอกจากนี้เป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับสัญญาสากลที่ประเทศไทยร่วมลงนามอีกด้วย กฏหมายนี้จะต้องถูกยกเลิกไป หรือไม่ก็ปฏิรูปอย่างถอนรากถอนโคน เพราะนอกจากสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญปี ๔๐ และปี ๕๐ แล้ว กฏหมายนี้ยังมีสถานภาพนอกรัฐธรรมนูญอีกด้วย

ในอีกส่วนหนึ่งมี การเสนอว่า“In essence, it will be argued that the law (lèse-majesté law) as applied in its current form, which has included measures intended to close down internet sites and control use of the web, fundamentally undermines freedom of expression.”

“โดยแก่นแท้แล้ว ข้าพเจ้าจะเสนอว่ากฏหมายหมิ่นฯ ในรูปแบบที่บังคับใช้ทุกวันนี้ ซึ่งรวมถึงมาตรการที่มีเจตนาในการปิดไซท์ทางอินเตอร์เน็ท และควบคุมการใช้เวป์ ทำลายสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกโดยสิ้นเชิง”

และในส่วนที่กล่าวถึง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 Leyland เสนอว่า

“There is increasing evidence that this law (Computer Crime Act) is being employed as a political weapon…..In other words, lèse-majesté, which has been shown in this article to be a thoroughly discredited law, is being used under this legislation as a pretext to intimidate any parties, groups or persons opposed to the government and thereby to stifle political debate.”

“มีหลักฐานมากขึ้นว่า พ.รบ. ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง.... พูดง่ายๆ กฏหมายหมิ่นฯ ซึ่งในบทความนี้ได้อธิบายไปแล้วว่าเป็นกฏหมายที่ขาดความชอบธรรมโดยสิ้นเชิง กำลังถูกใช้ภายใต้ (พรบ. คอมพิวเตอร์) เพื่อเป็นข้ออ้างในการข่มขู่ องค์กร กลุ่มคน หรือบุคคล ที่คัดค้านรัฐบาล ซึ่งมีผลในการปิดกั้นการโต้เถียงทางการเมือง

นอกจากนี้ Peter Leyland ยังฟันธงว่ากระบวนการยุติธรรมในกรณีคุณดาร์ ตอร์บิโด ขาดมาตรฐานยุติธรรมและมีปัญหามาก

ทั้งนี้ บทความภาษาอังกฤษของ Porfessor Peter Leyland อ่านได้ที่ http://www.mediafire.com/?vrlq19yhpwqa1jc

นอก จากนี้ใจยังระบุว่า Leyland ได้ส่งอีเมล์หาใจโดยตรง โดยยืนยันจุดยืนตามบทความดังกล่าวที่ได้หยิบยกมา และเชื่อว่าคำพูดของตัวเขาถูกบิดเบือนโดยเว็บไซต์ภาษาไทย

เก็บตกเรื่องขำขัน: "มนต์เสน่ห์เลือกตั้ง"

ที่มา Thai E-News


คอลัมน์ ชกไม่มีมุม
วงค์ ตาวัน
หนังสือพิมพ์ข่าวสด
8 มิถุนายน พ.ศ. 2554

การ เลือกตั้งครั้งนี้ น่าจะมีจำนวนผู้ไปใช้สิทธิ์ค่อนข้างสูง เนื่องจากบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก อีกทั้งเป็นการเลือกตั้งท่ามกลางความขัดแย้งรุนแรงทางการเมือง

แต่เมื่อนำความขัดแย้งรุนแรงนี้ เข้าสู่เวทีประชาธิปไตยที่สงบสันติ และประชาชนมีส่วนร่วมค่อนข้างมาก

จึงเป็นการต่อสู้ในกรอบกติกาอันดีงาม

พร้อมๆกัน เมื่อ 2 ขั้วทางการเมือง ใช้เวทีนี้มาต่อสู้กัน จะดุเดือดรุนแรงขนาดไหน ก็ลงเอยด้วยการตัดสินของประชาชน

ถ้าหากควบคุมให้ดำเนินไปอย่างบริสุทธิ์ ยุติธรรมได้

สุดท้ายใครจะแพ้ใครจะชนะก็ต้องยอมรับ

ลงเอยมีผู้ชนะและผู้แพ้อย่างไร้ข้อกังขา บ้านเมืองเราก็น่าจะเข้าสู่ความสงบอย่างแท้ จริง!

การเลือกตั้งจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดของมวลมนุษย์

ไม่ได้ดีสมบูรณ์แบบอย่างแน่นอน แต่ดีกว่าวิถีอื่น

นี่ถ้านายกฯอภิสิทธิ์ยอมยุบสภาตั้งแต่ต้นปี 2553 ประเทศชาติสงบสุขไปนานแล้ว

ประชาชนคนไทยไม่ต้องล้มตาย นายกฯก็ไม่ต้องมีข้อกล่าวหาร้ายแรงที่ยากจะลบล้าง

ไปถูกใครหลอกให้หลงเชื่ออะไรผิดๆ ก็ไม่ทราบ!

มีข่าวเหตุการณ์ชิ้นหนึ่งจากขอนแก่น ใครได้อ่านแล้วต้องหัวเราะลั่น และชื่นชมมนต์เสน่ห์ของการเลือกตั้ง

เหตุ เกิดเมื่อสายๆ วันอาทิตย์ที่ผ่านมานี้เอง เมื่อนางบุญจันทร์ พลหาญ หรือนางหน่อย อายุ 51 ปี แม่ค้าในตลาดเทศบาลนครขอนแก่น ก่อเหตุระทึกปีนไปเกาะอยู่บนเสาไมโครเวฟขององค์การโทรศัพท์

โดยปีนขึ้นไปอยู่บนความสูง 40 เมตร

เจ้า หน้าที่จะเกลี้ยกล่อมอย่างไรก็ไม่ฟัง ได้แต่บ่นทดท้อในหนี้นอกระบบ 10 เจ้า ต้องส่งดอกวันละ 3 พันบาท โดนนักเลงทวงหนี้คุกคามทำร้ายหลายครั้ง

จับหลานไปกักขังก็มี เจ้าหนี้ตามยึดที่ยึดบ้านซ้ำ

จนกระทั่งมีจังหวะตำรวจพูดผ่านโทรโข่ง ขอให้ลงมาก่อน เดี๋ยวไม่ได้ไปเลือกตั้งในวันที่ 3 ก.ค.นี้

พร้อมกับถามว่าอยากเลือกเบอร์ไหน ฝ่ายนางหน่อยตะโกนว่าเบอร์ 1

เท่านั้นแหละบรรดาไทยมุงก็ตะโกนเป็นเสียงเดียวกัน ถ้าจะเลือกเบอร์ 1 ก็ต้องรีบลงมา

สุดท้ายจึงยอมลงมาแต่โดยดี ท่ามกลางเสียงเฮของไทยมุง

เห็นไหม อิทธิพลดีๆ ของการเลือกตั้งก็มีอยู่!

หน้า 2

ตัว-ตัว:ชาวบ้านจัดหนักซักฟอกมาร์ค91ศพ

ที่มา Thai E-News



ขณะที่อภิสิทธิ์ต้องสาละวนกับคำถามเรื่องสังหาร 91 ศพวันละหลายรอบ คู่แข่งของเขากำลังหาเสียงประกาศนโยบาย..

Wednesday, June 8, 2011

ประกัน vs จำนำ ราคาข้าว สรยุทธสัมภาษณ์ ปชป วรงค์ พท พิชัย 1+2

ที่มา thaifreenews

โดย Tuxedo

1
2011-06-07@1740 ประกัน vs จำนำ ราคาข้าว สรยุทธสัมภาษณ์ ปชป วรงค์ พท พิชัย



2
2011-06-08@1740 ประกัน vs จำนำ ราคาข้าว สรยุทธสัมภาษณ์ ปชป วรงค์ พท พิชัย 2

"ยิ่งลักษณ์"ชูนโยบายกองทุนจังหวัดละ 100 ล้านซื้อใจผู้หญิง พร้อมยกระดับแม่บ้านสอบเทียบม.6

ที่มา มติชน

เมื่อ วันที่ 8 มิถุนายน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อลำดับ 1 พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย นายโอฬาร ไชยประวัติ นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ คณะทำงานฝ่ายเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย และผู้สมัคร ส.ส.หญิง กทม. พรรคเพื่อไทย เดินทางไปหารือกับคุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล ประธานสภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ ทั้งนี้ นางเยาวเรศ ชินวัตร อดีตประธานสภาสตรีฯ และคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ในฐานะที่ปรึกษาประธานสภาสตรีฯ และ น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล บุตรสาว พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผลหรือ เสธ.แดง ก็ได้เดินทางมาร่วมหารือในครั้งนี้ด้วย

คุณ หญิงณัฐิกา กล่าวว่า บทบาทของสตรีไทยได้เพิ่มมากขึ้น จึงอยากเสนอประเด็นให้มีการจัดตั้งกระทรวงสตรี เพื่อให้สามารถดำเนินนโยบายสังคมเพื่อบูรณาการการดำเนินงานได้

ด้าน น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยมีนโยบายส่งเสริมสตรีทั้งในเรื่องของสิทธิ บทบาทความเท่าเทียมในสังคม และศักดิ์ศรี รวมทั้งจะส่งเสริมในเรื่องของรายได้และอาชีพเสริมให้กับสตรีด้วย ทั้งนี้ โอท็อปถือเป็นการแสดงถึงความสามารถของสตรี จึงมีนโยบายที่จะส่งเสริมอาชีพให้กับผู้หญิง และเพื่อให้องค์กรสตรีสามารถขับเคลื่อนได้ ก็จะตั้งกองทุนส่งเสริมบทบาทสตรี โดยจะตั้งงบฯเฉลี่ยจังหวัดละ 100 ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาและเป็นศูนย์ฝึกอาชีพให้กับสตรี หากพรรคเพื่อไทยได้จัดตั้งรัฐบาลก็จะทำงานร่วมกับสภาสตรีฯ และกลุ่มแม่บ้านในแต่ละจังหวัดควบคู่กันไปด้วย ทั้งนี้ กลุ่มแม่บ้านที่ไม่ได้จบการศึกษาระดับ ม.6 แต่มีความรู้ความสามารถมีจำนวนมาก ดังนั้น จะให้กลุ่มแม่บ้านเหล่านี้สามารถสอบซ่อมและเชื่อมหน่วยกิตที่เคยเรียนในอดีต เพื่อเป็นการยกระดับให้กับกลุ่มแม่บ้านภายใน 1 ปี จะได้มีวุฒิไปใช้สมัครงาน รวมทั้งตั้งศูนย์ดูแล 24 ชั่วโมง

"วันนี้ พรรคเพื่อไทยมีผู้สมัคร ส.ส.หญิงทั้งระบบเขตเลือกตั้งและระบบบัญชีรายชื่อถึง 66 คน ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของสตรีที่เข้ามามีบทบาททางการเมือง และหากพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลก็จะมีผู้หญิงเข้าไปทำงานทั้งในฝ่าย นิติบัญญัติและฝ่ายบริหารอีกมากด้วย โดยจะขอเป็นตัวกลางที่จะเชื่อมระหว่างภาครัฐ และกลุ่มสตรีทั้งในเมืองและต่างจังหวัดด้วย" น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าว