WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, June 11, 2011

รำลึกก่อนหลั่งเลือด10เมษา เสื้อแดงวิวาทะผู้พัน:ทำไมตอนม็อบยึดสนามบินทำเฉย ทีนี้รีบออกมาเลย

ที่มา Thai E-News



คลิปวิวาทะผู้พันกับเสื้อแดง -ระหว่างพันโท นพสิทธิ์ สิทธิพงศ์โสภณ กับเสื้อแดง ว่าด้วยประชาธิปไตย และบทบาททหารกับการเมือง และคำถามคาใจ ทำไมตอนรัฐบาลสมัครสั่งทหารจัดการม้อบยึดสนามบินถึงเฉย ทีเสื้อแดงชุมนุมทำไมคราวนี้ออกมา..

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
10 มิถุนายน 2554

แม้ จะอยู่ในโหมดเลือกตั้ง แต่คนเสื้อแดงชูคำขวัญ"เบื้องหน้าคือหีบเลือกตั้ง เบื้องหลังคือหีบศพ" ดังนั้นตามที่นัดหมายไว้ว่าทุกวันที่ 10 ของทุกเดือน จะพบกันที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ก็จึงดำเนินไปตามปกติในวันนี้

โดย มีกำหนดนัดหมายที่เสื้อแดงร่วมกันเป็นเจ้าภาพตั้งแต่ 17.00-22.00 ในงานกิจกรรมรำลึกวีรชน10เมษา ครบรอบ14 เดือน ในงานมีนิทรรศการภาพถ่ายรำลึกวีรชน,ร่วมเวที"ราษฎร"รำลึกการต่อสู้ ผู้บาดเจ็บ ผู้สูญเสีย พบกับบทเพลง และบทกวีสดุดีวีรชน จากมิตรสหายเสื้อแดงหลากหลายสาขา

ร่วมจุดเทียน และร้องเพลง"นักสู้ธุลีดิน"เพื่อสดุดีแด่เพื่อนวีรชน10เมษา พร้อมกันในเวลา 1ทุ่มตรง งานนี้ประสานงานจัดโดยทีมงานเวที"ราษฎร" และNEO2475

ย้อนรอยวิวาทะร้อนเสื้อแดงกับผู้พันบูรพาพยัคฆ์
ไทย อีนิวส์นำคลิปและเรื่องนี้มารายงานอีกครั้ง เป็นคลิปเก็บตกตอนนปช.ชุมนุมที่ผ่านฟ้า และมีทหารมาล้อมไว้โดยรอบตามวัดต่างๆรวม 8 จุด ผู้ชุมนุมจึงได้ดาวกระจายไปชุมนุมล้อมกองกำลังทหารกดดันให้ถอนกำลังออกไปให้ ห่างจากจุดชุมนุม เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2553 หรือก่อนเกิดเหตุการณ์ 10 เมษาฯ 53

ในการเข้าไปกดดันทหารที่จุดวัดบวรฯ ผู้ชุมนุมได้วิวาทะกับทหารระดับผู้พันที่เป็นผู้บังคับบัญชาชื่อ พันโท นพสิทธิ์ สิทธิพงศ์โสภณ จนเกิดวิวาทะว่าด้วยประชาธิปไตย และบทบาททหารกับการเมืองขึ้นดังที่เห็นในคลิป

น่าสังเกตด้วยว่าผู้ชุมนุมยังแอบหวังว่าเขาจะเป็น"นายทหารแตงโม"..

เปลว สีเงิน ไทยโพสต์ เคยบรรยายสรรพคุณพันโทนพสิทธิ์ไว้ว่า

พ.ท.นพ สิทธิ์ สิทธิพงศ์โสภณ (ชื่อเดิม อรัญ อุปลา) ผู้บังคับกองพันทหารม้าที่ 3 รักษาพระองค์ (ม.พัน 3 รอ.) โดนสะเก็ดระเบิด(จากเหตุการณ์10เมษา53)ส่งผลให้ได้รับบาดเจ็บที่ขาทั้งสอง ข้างเกือบขาด บาดเจ็บสาหัส ภูมิหลังท่านเป็นอีกคนเช่นกันที่ออกมาปฏิญาณจะรักษาราชบัลลังก์และไม่เอา ทักษิณกับเสื้อแดง เป็นหนึ่งในทหารราชองครักษ์ ถวายอารักขาพระบรมวงศานุวงศ์บ่อยครั้ง และเป็นผู้ประกาศห้าม พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดง เข้าพัน 3 รอ. มาแล้ว!

อย่างไรก็ดี นายบดินทร์ วัชโรบล ผู้สื่อข่าวอิสระ ได้เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องพ.ท.นพสิทธิ์และจำเลยรวม 13 ราย

โดย คำฟ้องระบุว่าจำเลย สั่งการให้ใช้กำลังทหาร พร้อมอาวุธยุทธภัณฑ์เข้าทำการสลายชุมนุมของคนเสื้อแดงที่ชุมนุมกันบริเวณ เชิงสะพานผ่านฟ้า ซึ่งมีอาวุธปืนและกระสุนจริงในการปฏิบัติการ จนทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก โดยโจทก์เป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ ขณะที่ทำหน้าที่บันทึกภาพอยู่ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยระหว่าง เหตุการณ์สลายการชุมนุม ได้ถูกทหารใช้อาวุธและกระสุนจริง ยิงเข้าใส่จนได้รับบาดเจ็บซึ่งปัจจุบันกระสุนปืนยังฝังอยู่ในร่างกาย ไม่สามารถผ่าตัดนำกระสุนออกมาได้

ท่านทายไม่ผิดหรอก...ศาลไม่รับฟ้อง

หลัง เหตุการณ์สลายการชุมนุมในเดือนพฤษภาคม 2553 พ.ท. นพสิทธิ์ สิทธิพงศ์โสภณ ได้เลื่อนขึ้นเป็น เสธ.ม.1 รอ. โดยหนังสือพิมพ์แนวหน้าพาดหัวข่าวว่า ประยุทธ์ย้ายผบ.พัน ชุดเผด็จศึกม็อบแดง ได้ดีคุมกำลังทั่วหน้า

รวมการเฉพาะเกลียด เวรกรรมตามทันมาร์คในชาตินี้ ไปที่ไหนชาวบ้านด่าไม่ไว้หน้าไอ้ฆาตกรโกหก

ที่มา Thai E-News

อภิสิทธิ์:ฝ่ายเขามีกองกำลังชุดดำไปฝึกมาและยิงใส่ทหารและประชาชน

เฮียยอดรัก( ถลกเสื้อเผยรอยกระสุน ):ผมกล้าพูดว่าผมโดนยิง 3 นัด ถูกทหารยิงไล่มาตั้งแต่กองทัพบกจนถึงสวนมิสกวัน จึงอยากถามว่าทำไมต้องยิงประชาชน แล้วทำไมต้องใช้กระสุนจริง อยากได้คำตอบเพียงคำเดียวว่าใครเป็นคนสั่งฆ่า แล้วถ้าปฏิเสธว่าไม่ใช่ แล้วทหารลงมือได้อย่างไร?

อภิสิทธิ์:กำลังตรวจสอบเหตุการณ์ทั้งหมดวันนี้อย่าไปตัดสินว่าใครถูกหรือผิด

เฮียยอดรัก:วันนี้อยากถามตรงๆ ว่าถ้าท่านไม่ได้สั่งแล้วใครสั่ง ทหารลงมือเองอย่างนั้นหรือ

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
10 มิถุนายน 2554

เวรกรรมมีจริง ไปที่ไหนก็โดนชาวบ้านรุมสาปแช่ง ตะแบงเหงื่อตกชายชุดดำๆๆๆ



เมื่อวันก่อนที่กรุงเทพฯ ชาวบ้านเปิดซักฟอกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตัวต่อตัวขณะหาเสียงถามใครสั่งทหารฆ่าประชาชน ทำไมสั่งทหารฆ่า 91 ศพ ทำไมผ่านไปเป็นปียังลงโทษผู้บงการผู้สังหารไม่ได้ บอกผิดหวังประชาธิปัตย์ทั้งที่เคยลงคะแนนให้มาก่อน

ขณะที่มาร์คเฉไฉ ไปตอบว่า รัฐบาลชุดก่อนก็สังหารพันธมิตรตอนชุมนุม 7 ตุลาคม 2551 และถามกลับว่าแล้วใครสั่งชายชุดดำฆ่าพ.อ.ร่มเกล้า และฆ่าทหาร ชาวบ้านตอบว่า ไม่รู้เพราะเป็นชาวบ้านธรรมดา จะไปรู้ได้ไง แต่นายอภิสิทธิ์ต้องรู้สิว่าใครสั่งทหารออกมาฆ่าประชาชน เพราะมีตำแหน่งนายกฯ และทหารออกมาก็ออกมาตามคำสั่ง

ใครสั่งยิง! แดงเปิดแผลให้อภิสิทธิ์ดู หาเสียงที่โคราชอ่วมหูอื้อ โดนแม่เฒ่าบุกด่าด้วย ไม่รับผิดชอบคดี91ศพ


ข่าวสด รายงานว่า "มาร์ค"บุกหาเสียงโคราชเจออีกเป็นชุด ทวงถามกรณีสลายม็อบเสื้อแดง 91 ศพ แม่เฒ่าบุกต่อว่าหน้าอนุสาวรีย์ย่าโมไม่รับผิดชอบแถมกล่าวหาคนตายฆ่ากันเอง ก่อนจะเจออีกถูกชุดหนุ่มใหญ่ถามใครสั่งฆ่า ทำใจดีสู้ขอคุยด้วยเจอถามตรงไปตรงมาย้ำใครสั่งใช้กระสุนจริงยิงผู้ชุมนุมจน ชี้แจงไม่เป็น ไม่เท่านั้นเหยื่อยังเปิดเสื้อโชว์รอยกระสุนให้ดูด้วย ด้านบิ๊กป๊อกโผล่นิด้าอ้างเพ้อเจ้อกล่าวหาทหารฆ่า ยืนยันไม่ได้สั่ง

มาร์คไปโคราชเจอบี้คดี 91 ศพ

เมื่อ วันที่ 9 มิ.ย. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลงพื้นที่ จ.นครราชสีมา เพื่อหาเสียงช่วยผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ โดยเริ่มที่บริเวณอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ย่าโม) ระหว่างนั้นมีผู้หญิงสูงวัยคนหนึ่งสวมเสื้อยืดสีเขียว กางเกงสีม่วง ถือดอกกุหลาบสีแดง ปะปนอยู่บริเวณด้านหน้าเวทีห่างจากจุดที่นายอภิสิทธิ์ยืนเพียง 3 เมตร ได้ตะโกนเสียงดังใส่นายอภิสิทธิ์ทันทีต้องการมาถามคนชื่อนายอภิสิทธิ์ว่าใคร ฆ่าประชาชน พร้อมยืนยันว่ามาคนเดียว ไม่ใช่คนเสื้อแดง คนเสื้อเหลือง หรือคนเสื้อเขียว ไม่ใช่พวกคนหลากสี อายุ 68 ปีแล้ว อยู่ปราจีนบุรี "ฉันดูทีวีมาตอนแรกก็ไม่เชื่อแต่เห็นคนที่เป็นนักศึกษาระดับปริญญาโทถูกราด น้ำมัน ไปเผาไฟเขาแล้วเอาไปติดคุก เขาเพิ่งออกมา ป้าเพิ่งดูข่าวจากทีวีช่องหนึ่ง เป็นรัฐบาลมาไม่เคยทำให้บ้านเมืองดีขึ้น อย่างนี้แล้วใครเขาจะไปไว้ใจได้ ดีแต่พูด เวลาเกิดการปะทะกัน ต่อสู้กันทางประชาธิปไตยก็หาว่าเสื้อแดงฆ่ากันเอง ไม่ยุติธรรม หาความยุติธรรมไม่เจอ วันนี้ฉันไม่ขอสาปแช่ง เพราะวันนี้เป็นวันพระ ต้องขอสาธุยกมือไหว้ย่าโมให้ท่านเป็นพยาน ใครทำดี ทำเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติก็ขอให้ได้ดี เจริญก้าวหน้า แต่คนไหนโกง ทำลายบ้านเมือง ฉันไม่ขอสาปแช่ง แต่ผีย่าโปรดกรุณา เพราะ 91 ศพตาย ถึงวันนี้ยังไม่มีคำตอบ ไม่เคยออกมาขอโทษประชาชน"

ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า ขณะที่หญิงชราคนดังกล่าวกำลังต่อว่านายอภิสิทธิ์นั้น กลุ่มสนับ สนุนซึ่งเป็นสตรีสวมเสื้อสีเหลือง และหญิงวัยกลางคนอีกคนก็ได้เข้าไปต่อว่าด้วยถ้อยคำรุน แรง จนหวิดเกิดการปะทะกัน เจ้าหน้าที่จึงแยกหญิงชราคนดังกล่าวออกไป

เจอถาม"ใครสั่งฆ่าประชาชน"

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อนายอภิสิทธิ์พร้อมคณะได้ขึ้นรถแห่ผ่านไปยังถนน โพธิ์กลาง และเลี้ยวซ้ายลงเดินบริเวณถนนสุรนารีผ่านตลาดแม่กิมเฮง ซึ่งขณะเดินหาเสียงขอคะแนนอยู่นั้น ได้มีชายสวมเสื้อยืดสีเขียว ทราบชื่อภายหลังว่านายพิสิษฐ์ โล่ห์พินิจ หรือยอดรัก คนสู้ชีวิต อายุ 56 ปี อาชีพทำโต๊ะจีน อดีตเชฟโรงแรมแห่งหนึ่ง ขี่รถมอเตอร์ไซค์เมื่อผ่านรถแห่ที่นายอภิสิทิ์กำลังยืนไหว้ขอคะแนนเสียงอยู่ ก็ตะโกนเสียงอันดัง 2 ครั้งถึงกรณีเหตุการณ์สลายม็อบจนมีผู้เสียชีวิต 91 ศพ จากนั้นก็ได้ขี่มอเตอร์ไซค์หลบเข้าไปยังวัดสะแก อ.เมือง อย่างไรก็ตาม เมื่อนายอภิสิทธิ์เดินเท้าต่อไปอีกระยะก็เจอกับนายพิสิษฐ์ ซึ่งยืนรวมกลุ่มอยู่กับแม่ค้าขายผลไม้ ซึ่งเป็นกลุ่มคนเสื้อแดง ครั้งแรกนายพิสิษฐ์ไม่อยากจะพบ แต่ทางเจ้าหน้าที่ได้มาบอกว่านายอภิสิทธิ์ต้องการที่จะพูดคุยด้วย

เนชั่น รายงานว่า นายยอดรัก คนสู้ชีวิต ได้ตะโกนเสียงดัง 2 ครั้งว่า "ไอ้ฆาตกร ไอ้ฆาตกร" จากนั้นขี่มอเตอร์ไซด์เข้าไปยังวัดสะแก


เมื่อ นายอภิสิทธิ์พบ นายพิสิษฐ์ก็กล่าวทันทีว่า "ผมขอคุยกับนายกฯ เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว นายกฯ คงจำผมได้ บ้านท่านผู้หญิงพูนสุข พนม ยงค์ ผมไปทำก๋วยเตี๋ยว ผมให้ความอนุ เคราะห์พรรคประชาธิปัตย์มาตลอด ผมอยากถามไม่มากมายเรื่องของน้ำมันฝา 3 สีเป็นของพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ ผมไม่เคยเจอตั้งแต่เกิดมา ผมอยูสีลมแต่มาทำกิจการที่โคราช ผมขอถามอีกคำเดียวถ้าอยากให้ผมกลับมารักพรรคประชาธิปัตย์ ถามนายกฯ จริงๆ ใครสั่งฆ่าประชาชน" พร้อมกันนี้ นายพสิษฐ์ได้กล่าวกับ รปภ.ของนายอภิสิทธิ์ว่า "เจ้าหน้าที่ไม่ต้องมาจับมือผม ผมไม่ต่อยนายกฯ แน่ ผมเป็นลูกผู้ชายพอ ขอให้นายกฯ ตอบคำถามผม แล้วผมจะสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์"

เปิดแผลโชว์รอยกระสุนถูกยิง

จาก นั้นนายอภิสิทธิ์ ซึ่งเข้าไปยืนประชิดตัวนายพิสิษฐ์พร้อมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและเจ้า หน้าที่ตำรวจจาก สภ.เมืองโคราช กล่าวอย่างใจเย็น แต่ก็มีเหงื่อแตกออกมา เบื้องต้นได้ชี้แจงถึงเรื่องของราคาน้ำมันปาล์มและน้ำมันพืช และยืนยันว่าน้ำมันไม่ใช่ของคนในพรรค ปชป. อย่างแน่นอน

"ส่วน เหตุการณ์ปีที่แล้วไม่มีใครสั่งฆ่าประชาชน พี่ลองคิดดูคนเป็นรัฐบาลเวลาเกิดความเสียหายทุกคนก็ต้องมาต่อว่ารัฐบาล เมื่อปี 2552 เกิดเหตุจราจลต่างๆ เราสามารถคลี่คลายได้ แต่พอปี 2553 ปรากฏว่าฝ่ายเขามีกองกำลังชุดดำไปฝึกมาและยิงใส่ทหารและประชาชนทำให้เกิด ความวุ่นวายเพิ่มตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2553" เมื่อนายอภิสิทธิ์กล่าวถึงตอนนี้ทำให้นายพิสิษฐ์แย้งพร้อมถลกเสื้อเผย รอยกระสุน ก่อนกล่าวว่า วันดังกล่าวตนก็อยู่ที่สะพานมัฆวานฯ กล้าพูดว่าตนโดนยิง 3 นัด ถูกยิงไล่มาตั้งแต่กองทัพบกจนถึงสวนมิสกวัน ครัวผู้ชุมนุมถูกตีเละเทะ จึงอยากถามว่าทำไมต้องยิงประชาชน แล้วทำไมต้องใช้กระสุนจริง ตนถูกยิงตั้ง 3 นัด แต่เพราะมีของดีเลยยิงไม่เข้า

นายอภิสิทธิ์ชี้แจงทันทีว่า เราได้บอกกับเจ้าหน้าที่ไปว่าวิธีที่จะแก้ปัญหาต้องมีการปิดล้อม แต่ทหารไม่ได้เข้าไป ทหารอยู่กับที่ ระหว่างวันที่ 14-19 พฤษภาคม 2553 แต่เกิดมีกลุ่มคนมาใช้อาวุธจนเกิดการปะทะกัน หน้าที่ของเราคือการพยายามรักษากฎหมาย แต่ยืนยันว่าไม่ได้มีคำสั่งให้เข้าไปปราบปราม ไม่ได้สั่งให้สลายการชุมนุมแม้แต่วันสุดท้ายของการชุมนุม ทั้งนี้ นายพิสิษฐ์ย้อนถามด้วยสีหน้าจริงจังว่า "วันนี้อยากถามตรงๆ ว่าถ้าท่านไม่ได้สั่งแล้วใครสั่ง ทหารลงมือเองอย่างนั้นหรือ"

นาย อภิสิทธิ์ตอบว่า "กำลังตรวจสอบ เหตุ การณ์ทั้งหมดวันนี้อย่าไปตัดสินว่าใครถูกหรือผิด ค่อยๆหาความจริง และเมื่อได้ความจริงแล้วค่อยพิจารณาต่อว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ประเทศไทยเราต้องอยู่กันให้ได้อย่างนี้และต้องคุยกันแบบผมกับคุณ และขอขอบคุณที่ฟังผมชี้แจง ไม่โต้เถียงอย่างเดียวเหมือนที่ผ่านๆ มา" จากนั้นทั้งสองได้จับมือกันก่อนจะไหว้ลา

จากนั้นมีกลุ่มแม่ค้าขายผ้า และผลไม้ราว 4-5 คน ซึ่งยืนอยู่ใกล้เคียงได้ตะโกนโจมตีเป็นระยะ นายอภิสิทธิ์ไม่ได้สนใจและขึ้นรถแห่เพื่อเดินทางต่อไปยังวิทยาลัยเทคนิค นครราชสีมา ซึ่งเป็นจุดหาเสียงจุดที่ 2 ระหว่างทางยังคงเจอคนเสื้อแดงเป็นระยะๆ อาทิ บนรถปิกอัพก็มีแม่ค้าตะโกนด่า ส่วนบนยอดตึกไทยศิลป์ พาราไดซ์ ก็มีคนออกมาโบกธงสีแดงประท้วงตลอดเวลา ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องพยายามสอดส่ายดูแลความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด

ย้ำถ้าไม่สั่งทหารลงมือได้อย่างไร

นาย อภิสิทธิ์ชี้แจงต่อว่า ตอนกลางวันไม่มีการใช้กระสุนจริง ยืนยันว่าไม่มี จนกระทั่งมีการใช้ระเบิดเอ็ม 79 ยิงมาใส่ทหารบาดเจ็บ จึงมีการตอบโต้ และต่อสู้กัน และหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวยังมีคนตายที่สีลม พระราม 4 ซึ่งเป็นการตายที่เกิดจากกลุ่มผู้ชุมนุมแต่ตนไม่ทราบว่าใครยิง อย่างไรก็ตามนายพิสิษฐ์แย้งว่าในช่วงกลางวันวันที่ 10 เมษายน 2553 มีใช้กระสุนจริงแน่นอน เพราะตนยังยืดปืนเอ็ม 16 ไว้ได้

"ผมเองก็ไม่ สบายใจที่มีการกล่าวหาว่าท่านอภิสิทธิ์เป็นฆาตกรมือเปื้อนเลือด เราอยากได้คำตอบเพียงคำเดียวว่าใครเป็นคนสั่งฆ่า แล้วถ้าปฏิเสธว่าไม่ใช่ แล้วทหารลงมือได้อย่างไร" นายพิสิษฐ์กล่าว

เหยื่อโหดยันชุดดำเป็นพวกเดียวกับทหารเพราะเจอกับตัวเต็มๆ



ขณะที่นปช.ได้แถลงข่าววานนี้ โดยให้นายกฤษณะ ธัญชัยพงศ์ แนวร่วมนปช.ซึ่งถูกจับกุมพร้อมเพื่อนรวม 3 คน จากเหตุการณ์ 19 พฤษภาคม 2553 และถูกขังคุก 1 ปีข้อหาฝืนพรก.ฉุกเฉิน ได้เปิดเผยว่าช่วงที่เขาถูกทหารจับกุมตัวนั้น ทหารกลุ่มหนึ่งที่จับกุมและควบคุมตัวเขาอย่างโหดร้ายทารุณ ทั้งบีบคอ เอาน้ำมันราดขู่จะเอาไฟเผา กระทืบทารุณนั้น เป็นที่น่าสังเกตว่าใส่ชุดดำ คลุมหน้าคลุมศีรษะด้วยหมวกไหมพรมคล้ายชายชุดดำที่สร้างสถานการณ์ในช่วง ชุมนุม

"ทหารที่เข้ามาทำร้ายผมกับเพื่อน 3 คน มีกลุ่มหนึ่งที่ใส่ชุดเขียวที่ตั้งด่านจับพวกผม ตอนที่เขาจับตัวไปทารุณให้สารภาพ เขาเรียกอีกกลุ่มหนึ่งเข้ามาซ้อมทารุณพวกผมต่อ เขาเรียกว่าไอ้โหด กลุ่มนี้คลุมหัวไอ้โม่งใส่ชุดดำครับผมยืนยันได้ครับ เพราะผมโดนกระทืบโหดร้ายขนาดนั้น จำติดตา ผมจึงยืนยันได้ว่าทั้งทหารชุดเขียวและชุดดำคือพวกเดียวกันแน่นอน"(ชมคลิปใน นาทีที่37)

นายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ์ โฆษกนปช.กล่าวว่า จากเหตุการณ์นี้น่าเชื่อว่าชายชุดดำเป็นคนที่กองทัพจัดสร้างสถานการณ์ขึ้น เพื่อป้ายสีเสื้อแดง เพราะสังเกตว่าผ่านไปเป็นปียังไม่เคยมีการจับชายชุดดำได้เลย จึงขอเรียกร้องให้กองทัพออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง



ชมคลิปรายละเอียดนายกฤษณะ ชัยพงษ์ แถลง ซึ่งในคลิปการแถลงข่าวนี้ยังมีเรื่องนปช.ตั้งศูนย์สกัดโกงเลือกตั้ง และดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ กล่าวตอบโต้ไก่อู ศอฉ.ที่อ้างว่าถูกเขาบิดเบือนกรณีผังล้มเจ้าว่า"ใครจะไปบิดเบือน ในเมื่อพ.อ.สรรเสริญเขียนคำแถลงยอมความเอง และแถลงต่อศาลมิใช่หรือว่า ผังล้มเจ้าดังกล่าวไม่ได้บอกว่าใครอยู่ในขบวนการล้มเจ้า แต่สื่อเอาไปขยายความเอง แล้วทำไมมาแก้ตัวไปอีกเรื่องในภายหลัง"

315 รหัสเลศนัย

ที่มา Thai E-News


โดย หรี่ฟุน
10 มิถุนายน 2554

การที่รัฐบาลโจรปล้นประชาธิปไตย โดยเทพเทือก สั่งการให้มีการจัด หน่วย 315 โดยมอบหมายให้ กอ.รมน. เป็นแม่งานใหญ่ร่วมกับตำรวจนครบาล และสำนักงานปราบปรามยาเสพติด (ปปส.) ในการจัด ชุดปฏิบัติการ 315 ลงพื้นที่ชุมชนต่างๆในกรุงเทพฯ และ 5 จังหวัด ปริมณฑล คือ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ นครปฐม สมุทรสาคร

ซึ่งชุดปฏิบัติการ 315 นั้น มันมีเลศนัยความหมายดังนี้ ครับ

3 หมายถึง ทหาร ตำรวจ และ ปปส. (หน่วยร่วม 3 หน่วยงาน)
1 หมายถึง พื้นที่ กทม.ทั้งหมด
5 หมายถึง 5 จังหวัดปริมณฑล

ซึ่ง ทาง กอ.รมน. ประเมิน แล้วว่ามีการแพร่ระบาดอย่างหนักของการค้าและการเสพ แค่ประเมินเท่านั้นน่ะครับ ไม่ได้มีข้อมูลหรือหลักฐานแน่ชัดอย่างที่ตำรวจและ ปปส.ที่เชี่ยวชาญและช่ำชองเกี่ยวกับเรื่องยาเสพติดของ เหล่าบรรดา ผู้ค้า ผู้ขาย และผู้เสพ เคยปฏิบัติกันมา

ทั้งนี้ทางกองทัพบก โดย กอ.รมน.ซึ่งปัจจุบัน มีอำนาจล้นฟ้าล้นแผ่นดิน โดยหวังที่จะขอตั้งเป็นทบวงเลียนแบบสหรัฐ โดยมีไอ้มหาโจรเทพเทือก ปูทางให้ ได้สั่งการให้หน่วยต่างๆร่วมจัดชุดปฏิบัติการ กับ ตำรวจและ ปปส. คือ

กองพลที่ 1รักษาพระองค์ (พล.1รอ) จำนวน 35 ชุด โดยสนับสนุนชุดละ 6 นาย
กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2รอ.) จำนวน 20 ชุด
หน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศกองทัพบก (นปอ.) จำนวน 44 ชุด
มณฑลทหารบกที่11 (มทบ.11) จำนวน 24 ชุด
หน่วยบัญชาการรักษาดินแดน จำนวน 2ชุด
กองพลทหารราบที่ 9 (พล.ร.9) จำนวน 2ชุด และกรมการสัตว์ทบ. นครปฐม จำนวน 4 ชุด

ส่วน พื้นที่รับผิดชอบของ กองทัพเรือ และกองทัพอากาศก็จัดเหล่าทัพละ 17 ชุดร่วมกับ ตำรวจและ ปปส. รวมกำลังทหาร ตำรวจนครบาล จาก สน.ต่างๆ และ ปปส.กว่า 2 พันคน ทั้งนี้กอ.รมน.ยืนยันว่า ชุดปฏิบัติการ 315 นี้ เข้าไปกวดขันเรื่องการจับกุมและปราบปรามยาเสพติดเท่านั้น

โครงการ ปราบปรามยาเสพติด ตามยุทธศาสตร์ 315 หรือ ปส.315 ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือ กอ.รมน.ที่ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการปราบปรามยาเสพติด (ปปส.) โดยให้ ตำรวจ ทหาร และพลเรือน ลงพื้นที่ โดยใช้ระยะเวลาปฎิบัติงาน 5 เดือน โดยเริ่มตั้งแต่เดือน พฤษภาคม-กันยายน 2554 นั้น มันมีเลศนัยที่ซ่อนเร้น

เลศ นัยที่ซ่อนเร้นดังกล่าว มันหลุดออกมาจากปากของ พลตำรวจเอกวิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่เติบโตในตำหน่งหน้าที่มาจากสายวัง ถือเป็นผู้บัญชาการตำรวจคนแรกที่ไม่เคยผ่านงานทั้งทางด้านการปราบปรามโจร ผู้ร้าย และทำหน้าสอบสวนอรรถคดีทั้งปวง พูดง่ายๆคือไม่เคยจับผู้ร้าย ไม่เคยทำสำนวนสั่งฟ้องผู้ต้องหา มาก่อน

เลศนัยที่หลุดออกมาจากปากของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นคนที่พูดความจริง ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ก็คือ

“ยุทธการ นี้เป็นวิธีการปราบปรามยาเสพติด ที่ดำเนินการในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งบางครั้งเจ้าหน้าที่จะเข้าไปพูดคุย ซักถาม เพื่อให้ผู้เสพไปบำบัดรักษาการติดยาเสพติดและเป็นการสแกนพื้นที่ โดยมอบหมายให้พลตำรวจโทวรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้รับผิดชอบยุทธวิธี 315 รวมทั้งดูแลการเลือกตั้ง โดยทางตำรวจจะไม่ยกเลิกแผนนี้ ส่วนการที่ทหารนำรถฮัมวี่เข้าไปปฎิบัติการก็เป็นยุทธวิธีของทหาร เช่นเดียวกับตำรวจก็มีรถคุมขังผู้ต้องหา”


การปฏิบัติการตาม ยุทธการ 315 ดังกล่าว ทำให้นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ในฐานะผู้อำนวยการเขตเลือกตั้งกรุงเทพ พรรคเพื่อไทย มองว่าโครงการนี้เข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้งและหาเสียงให้รัฐบาล โดยเฉพาะการที่ทหารเข้าไปพื้นที่สอบถามถึงโครงการยาเสพติดของรัฐบาล จึงทำหนังสือให้ผู้บัญชการทหารบกและ กกต.ขอให้ยุติโครงการดังกล่าว เพราะจากพฤติกรรมที่ลงไปพบว่าเป็นการเกาะติดกลุ่ม นปช.และหาเสียงให้รัฐบาลมากกว่า

การเรียกร้องของนายวิชาญฯถูกปฎิเส ธจากนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีและเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์มองว่าเป็นเรื่องเพ้อเจ้อ เพราะการจัดหน่วยพิเศษลงพื้นที่ไม่ให้ยาเสพติดระบาด ได้ทำมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ( ไอ้เทือกจอมตลบตะแลง แผนนี้ใช้ เวลาปฎิบัติงาน 5 เดือน โดยเริ่มตั้งแต่เดือน พฤษภาคม-กันยายน 2554) จะมายกเลิกเพื่อตามใจพรรคเพื่อไทยคงไม่ได้ แต่การที่ทหารลงพื้นที่เนื่องจากกำลังตำรวจไม่เพียงพอ ที่จะทำทีมพิเศษเข้าไปปิดล้อม ตรวจค้น ผู้กระทำผิด

สอดคล้องกับความ เห็นของพลตรี ดิฏฐพร ศศะสมิต โฆษก กอ.รมน.ว่าจะไม่ยกเลิกโครงการนี้ เพราะเป้าหมายของการค้าขายยาเสพติดต้องเป็นแหล่งที่มีเงินคือ กทม.และปริมณฑล ซึ่งต้องกระจายเจ้าหน้าที่ชุดละ 12-15 คนลงพื้นที่ ถ้าหากจะให้หยุดในช่วงเลือกตั้ง พวกผู้ค้าเสพติดจะหยุดด้วยหรือไม่ การที่ กอ.รมน.ส่งยุทธการ ปส.315 ลงพื้นที่ไม่ได้เจาะฐานหาเสียงของพรรคการเมืองใด

นี่ ไงครับ ขนาดแค่ 2 หน่วยงาน (ยกเว้นหน่วยงาน ปปส.ที่ยังเป็นใบ้อยู่ ) มันยังพูดไม่ตรงกันเลย ตำรวจเขาบอกว่ายุทธการนี้เป็นวิธีการปราบปรามยาเสพติดรวมทั้งดูแลการเลือก ตั้ง ด้วย แต่ไอ้เทือกกับทหารมันก็ยังยืนยันว่ายุทธการนี้ ไม่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง

โธ่...ไอ้เวรตะไล

Friday, June 10, 2011

เมื่อ 'ผู้หญิง' ก้าวเข้ามาในพื้นที่ของผู้ชาย

ที่มา Voice TV



อาชีพนักการเมือง เป็นอีกหนึ่งอาชีพ ที่ดูเหมือนจะเป็นพื้นที่ที่เพศสภาพ “ชาย” ผูกขาดอยู่ในทุกระดับ ไล่ตั้งแต่ประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไปจนถึงนักการเมืองระดับท้องถิ่น อาทิ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือแม้แต่ประธานชุมชน
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน โดยเฉพาะในต่างประเทศ นักการเมืองสตรี ที่ได้รับการยอมรับ และมีบทบาทที่ชัดเจนด้วยการเป็น นักการเมืองหญิงยุคใหม่ ที่กล้าท้าทายขนบและมายาคติในอาชีพนักการเมืองแบบเดิม ๆ ด้วยการออกแบบชีวิตส่วนตัวของเธอเอง ศึกษาได้จากกรณีของนายกรัฐมนตรีหญิงแห่งออสเตรเลีย “จูเลีย กิลลาร์ด”
ผู้นำหญิงแห่งแดนจิงโจ้ ปฎิเสธการเป็นแม่แบบให้กับพลเมือง และไม่ยี่หระกับการโจมตีเรื่องส่วนตัวโดยนักการเมืองชายฝ่ายตรงข้าม เธอให้เหตุผลกับเรื่องต่างๆ อย่างคนเข้าใจโลก และให้เกียรติประชาชนของเธอเอง โดยเฉพาะประเด็น “กฏหมายการทำแท้ง”
จูเลีย กิลลาร์ด ให้สัมภาษณ์แบบตีแสกหน้าทัศนะของนักการเมืองชาย โดยเธอระบุว่า “การทำแท้งมันไม่ใช่กงการอะไรของนักการเมือง ประชาชนแต่ละคนย่อมต้องเผชิญกับสถานการณ์ไปต่าง ๆ กัน มันเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคลที่ต้องตัดสินใจเรื่องนี้ ร่วมกับครอบครัว มันไม่ใช่พื้นที่ที่ดิฉันต้องเข้าไปเทศนา ดิฉันเลือกที่จะอยู่ข้างที่สนับสนุนให้ผู้หญิง ตัดสินใจเรื่องนี้ด้วยตัวของเธอเอง”
นี่เป็นเพียงบางส่วนของเนื้อหารายการคิดเล่นเห็นต่างกับ คำผกา ตอน “เมื่อผู้หญิงเข้ามาในพื้นที่ของผู้ชาย พวกเธอจะรับมือกับมันอย่างไร” ซึ่ง คำผกา วิพากษ์เรื่องนี้ไว้อย่างสนุก เต็มเปี่ยมไปด้วยสาระ แบบที่สามารถเอาไปขบคิด ต่อยอดกันต่อได้ จะเป็นอย่างไร คลิกเข้าไปชมกันเลยค่ะ

"พสิษฐ์" เปิดใจ(บ้าง) รีเพลย์ "คลิปลับ" วันพบ "มาร์ค"

ที่มา มติชน



สัมภาษณ์พิเศษโดย สุเมศ ทองพันธ์ พนัสชัย คงศิริขันธ์

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เขียนบันทึกเปิดใจลงเว็บไซต์เฟซบุ๊กส่วนตัว โดยใช้ชื่อว่า "จากใจอภิสิทธิ์ถึงคนไทยทั้งประเทศ" มาแล้ว 2 ตอน


เนื้อหาครบถ้วน ตั้งแต่เริ่มตั้ง "รัฐบาล ปชป." ปลายปี 2551 ไปจนถึงการบริหารประเทศตลอดระยะเวลาเกือบ 3 ปี


เคลียร์ทุกข้อครหาคาใจ!

แต่ ประเด็นที่น่าสนใจคือ "เบื้องลึก" ของขบวนการ "สลับขั้วการเมือง" ที่เกี่ยวโยงกับ "คดียุบพรรคพลังประชาชน (พปช.)" จนเป็นที่มาของโอกาสการแย่งชิงจัดตั้งของ "รัฐบาลเทพประทาน" จนสำเร็จในที่สุด


"อภิสิทธิ์" ระบุในเฟซบุ๊กว่า พสิษฐ์ ศักดาณรงค์ อดีตเลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้ติดต่อผ่าน "ส.ส.คนหนึ่ง" เพื่อขอพบ จึงนัดพบกันที่ร้านอาหารใกล้ ปชป. ซึ่ง "พสิษฐ์" แจ้งว่า พปช.จะถูกยุบ มาเล่าให้ฟังเพราะคิดว่าจะเป็นประโยชน์กับ ปชป.


เป็น "พสิษฐ์" ซึ่งเป็นคนคนเดียวกับ "มือปล่อยคลิปลับ" ในช่วงที่ "ศาลรัฐธรรมนูญ" กำลังพิจารณาคดียุบ ปชป.

เป็น "พสิษฐ์" ที่ออก มาแฉแหลกวงการ "ยุติธรรม" กลางเวทีปราศรัยคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 10 เมษายน โดยเล่านิทานเรื่อง "สนามฟุตบอล" ที่ "ผู้จัดการสนาม" เข้ามากำกับ "หัวหน้ากรรมการ" และใช้ "มือวิเศษ-เท้าวิเศษ" กำหนด "เกมการแข่งขัน"

จากบรรทัดนี้ เป็นอีกฉาก-อีกมุมจาก "พสิษฐ์" ที่บอกกับ "มติชน" ซึ่งเขาออกตัวว่าความจริงไม่อยากพูดถึงเรื่องดังกล่าว เพราะรู้สึก "เหนื่อย" และต้องการ "หยุด" แล้ว แต่ถูกกระตุกให้ออกมา


"ผม ไม่พร้อมที่จะเป็นสตั๊นต์ (นักแสดงแทน) ให้ใครอีก เจ็บตัวแทนคนอื่นมาตลอด วันนี้ไม่อยากที่จะเจ็บตัวอีก จึงอยากขอให้ผู้แสดงจริงทั้งหลาย เล่นเอง เจ็บเองบ้าง แต่ในเมื่อท่าน (นายอภิสิทธิ์) เขียนลงเฟซบุ๊กว่าเคยพบกับผม ถ้าผมจะบอกว่าไม่เคยพบคงไม่ได้"


"พสิษฐ์" ทวนเข็มนาฬิกา-ย้อนเวลากลับไปในวันเกิดเหตุ โดยยืนยันว่า "ผมไม่ได้เป็นคนที่ติดต่อขอพบท่านผู้นำฝ่ายค้าน และทราบล่วงหน้าว่าผมต้องไปพบท่านไม่ถึงชั่วโมงครับ... คำสั่งเพิ่งมา ผมเตรียมตัวยังแทบไม่ทันเลย ผมทราบเพียงแค่ว่าผมต้องไปพบ ส่วนพบที่ไหน ใครเป็นคนติดต่อกับใคร ผมไม่ทราบ"


ใครจะสั่งให้ท่านไปพบผู้นำฝ่ายค้านได้ ในเมื่อ "ผู้บังคับบัญชา" เลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญมีเพียงคนเดียว?


"พสิษฐ์" หัวเราะร่วนก่อนขอเปลี่ยนคำถามใหม่

ในวันนั้น "พสิษฐ์" มีคนไปด้วยอีก 1 คน

ฟาก "ผู้นำ" ก็มาพร้อมกับ "ส.ส." อีกคนหนึ่ง ซึ่งในเฟซบุ๊ก "อภิสิทธิ์" ระบุว่าคือ "มือดีล" นั่นเอง


"ประเด็น คือพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ เป็นใคร ทำไมผู้นำฝ่ายค้านต้องพบ ไม่พบได้ไหม ผมมีประโยชน์อะไรหรือ ที่ท่านเขียนในบันทึกว่าผมไปบอกท่านอย่างนั้นอย่างนี้ มันอาจจะเป็นการรวบยอดทางความคิด ก็เป็นสิทธิของท่าน แต่คนคุยกันเป็นชั่วโมง คงไม่ได้มีแค่ 2-3 ประโยค วันนั้นผมบันทึกและจำได้อย่างชัดเจน"


พสิษฐ์ : ในความคิดเห็นส่วนตัวของผม ถ้าศาลได้ลงเอาไว้แล้ว(คดีใบแดงนายยงยุทธ ติยะไพรัช) ก็ไม่น่าจะเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น มันก็อาจจะเป็นประโยชน์กับ ปชป.มั้ง


อภิสิทธิ์ : โอ้...ถ้าเป็นแค่พรรคเดียว มันก็อาจจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง หรืออาจจะไม่มีผลใดๆ พรรคร่วมก็อาจจะไปจับมือกับทางขั้วเดิม


พสิษฐ์ : เอาล่ะ ผมเข้าใจประเด็นละ แล้วผมก็จะนำความนี้กลับไปสื่อสาร...


ถือเป็นอันหมดหน้าที่ของเขา!


"ถ้า ถามว่าผมจะรู้ผลของคดีที่จะเกิดขึ้นเลยหรือ ขอโทษเถอะครับ ผมไม่ใช่ตัวตุลาการ ผมไม่ใช่องค์คณะ ที่สำคัญกว่านั้นคือผมไม่มีอำนาจ เป็นไปไม่ได้เลยที่ผมจะทราบก่อน การประชุมของตุลาการเรื่องใหญ่ๆ สำคัญๆ เป็นการประชุมลับ ข้าราชการต้องออกทั้งหมดนะครับ ผมก็ไม่เข้าใจว่าท่านจะจุดประเด็นนี้ขึ้นมาอีกทำไม ทั้งๆ ที่มันผ่านมาแล้ว ก็ควรให้ผ่านไป หลังจากนี้ ถ้าท่านอยากพูดอะไร ก็ให้ท่านพูดมาเถอะ แต่ถ้าท่านพูดต่อเรื่อยๆ ผมก็จะฟังเรื่อยๆ ถ้าประเด็นไหนผมสนใจ ผมก็จะพูดบ้าง หรือผมอาจจะให้ได้เห็นอะไรบางอย่างชัดๆ ไปเลยว่าจริงๆ แล้วมันเป็นอะไรกันแน่" เขากล่าวแกมขู่


จากนั้น "พสิษฐ์" ได้พูดถึง "ความยุติธรรม" ที่เขาเคยยืนอยู่ทั้งใน "ฝ่ายเดียวกัน" และ "ฝ่ายตรงข้าม"


"ผม ว่าความยุติธรรมวันนี้ มันตอบคำถามประชาชนได้หรือไม่ ประชาชนเองรู้ดี ในวันนี้ที่กำลังเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง ผมอ่านจากข่าว... ประเด็นนี้ผมเน้นเลยนะ "ผมอ่านจากข่าว" มีการเตรียมการกันต่างๆ นานา เหมือนล็อคว่าใครจะมา ผมก็อยากขอร้องว่าอย่าใช้ "บันได 4 ขั้น 5 ขั้น" หรืออย่าใช้ "บันไดเลื่อน" หรืออย่าใช้ "ลิฟต์" กดขึ้นไปเลย ให้มันเป็นไปตามครรลอง แต่ก่อนต้องเดินกันเหนื่อยขึ้นบันไดกัน ไม่นานที่ผ่านมาพัฒนากันเป็นบันไดเลื่อน ถ้าวันนี้เลือกตั้งแล้วเกิดเป็นตามข่าวที่ออกมากัน ผมว่าอันนี้มันกำลังขึ้นลิฟต์นะ ต้องระวัง!"


ระวังเกิดเหตุ "ไฟดับ" แล้วทำให้ "ลิฟต์ค้าง" หรือ???


"ผมกลัว "สะลิงลิฟต์" ขาดนะสิ" เขาตอบสวนทันควัน และว่า "แต่ผมภาวนาว่าอย่าให้เกิดเลย ใครอยู่ในลิฟต์บ้าง ก็รู้กันอยู่แล้วว่ามีใครบ้าง"


เขา บอกว่าวันนี้ประชาชนมีศักยภาพสูงนะครับ อย่าไปดูถูก เพราะแต่ละคนรู้ทั้งสิ้น เห็นทั้งสิ้น เข้าใจทั้งสิ้น ถ้าปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามความบริสุทธิ์ยุติธรรม ก็มั่นใจว่าประเทศไทยจะกลับมาอยู่ในภาวะสงบ


"แล้วขอฝากไปถึงคนที่คอยแต่จะ "ตัดสะลิงลิฟต์" ด้วยว่าอย่าตัดอีกเลย ตัดทุกครั้ง ถอยหลังทุกครั้ง"


ถือเป็นอีกครั้งที่ "พสิษฐ์" ทิ้งคำอุปมาอุปไมยเขย่าขวัญคนในวังวนอำนาจ!!!


(มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2554 )

Mr.Unlimit names

"ไป สอบประวัติผมดูว่าผมเคยเป็นหนี้ใคร ไม่เคย บ้านผมก็มีฐานะพอสมควร ผมทำงานไม่เคยคดโกงใคร ผมไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินทอง เพราะฉะนั้นไม่ต้องซื้อผมเลย พูดตรงๆ ตอนอายุ 25 ปี ผมมีรถเบนซ์ขับแล้ว ที่สำคัญผมเดินไปขอเงินพ่อผมได้ถ้าอยากได้รถ ดังนั้นไม่ต้องมาซื้อผม ยิ่งซื้อ ผมยิ่งไม่ไป ใครจะว่าบ้าก็เอา"


คือคำตอบโต้ข้อครหา "หนีหนี้" หรือ "หนีคดี" ของ "พสิษฐ์ ศักดาณรงค์" หรือ "ปอย" บุคคลที่ผ่านการ "เปลี่ยนชื่อ" มาถึง 6 ครั้ง


จาก "ชื่อแรก" คือ "กษมศักดิ์ชนะ" เปลี่ยนเป็นชื่อที่ 2 "ชนะ" เปลี่ยนครั้งที่ 3 กลับมาใช้ชื่อเดิม "กษมศักดิ์ชนะ"


พอ เปลี่ยนชื่อครั้งที่ 4 เป็นชื่อ "พสิษฐ์" แปลว่า ดีเลิศ, มั่งมีดีเลิศ เปลี่ยนครั้งที่ 5 เป็นชื่อ "กันตินันท์" แปลว่า ผู้ยินดีในความรัก


และล่าสุดกลับไปใช้ชื่อ "พสิษฐ์" อีกครั้ง


"ชาย มากนาม" แจง "เหตุ" ที่ต้องเปลี่ยนชื่อหลายครั้งว่า เนื่องจาก "พระเกจิชื่อดัง" ที่เพิ่งมรณภาพไปไม่นาน เป็นผู้ตั้งชื่อให้ เพราะตรวจดูดวงชะตาราศีของ "ปอย" แล้วเห็นว่าหากฤกษ์ยามช่วงเวลาใดที่ดวงชะตากำลังไม่ดี จะต้องใช้ชื่อที่พระเกจิตั้งให้เพื่อเสริมดวงชะตา


"หลังจากนี้อีกประมาณปีครึ่ง ผมต้องวนกลับไปใช้ชื่อแรก (กษมศักดิ์ชนะ) ประมาณครึ่งปี แล้วถึงจะกลับมาใช้ชื่อพสิษฐ์อีกครั้ง"


นอก จากตัวของ "พสิษฐ์" แล้ว อดีตนายเก่านาม "ชัช ชลวร" ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ก็เคยเปลี่ยนชื่อจากนามเดิมว่า "วิจิตร งามทวีสุข" ในสมัยศึกษาอยู่ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รุ่นปี 2511


หรือแม้แต่ "บิดา" ของ "พสิษฐ์" ก็เคยทิ้ง "ชื่อเก่า" แล้วมาใช้ชื่อ "พ.ต.อ.โฆษิต ศักดาณรงค์" ที่พระเกจิคนดังเป็นผู้ตั้งให้


"ถามสักคำได้ไหมว่าผมผิดตรงไหนในการเปลี่ยนชื่อ" "ปอย" กระซิบเบาๆ พลางหัวเราะทิ้งท้าย ก่อนมีชื่อที่ 7 และ 8 ในอีกครึ่งปีหลังจากนี้


(ล้อมกรอบ)

"อานันท์" ตอบโจทย์คำถามของ "ธงชัย วินิจจะกูล-สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล" ว่าด้วยประเด็นสถาบันฯ

ที่มา มติชน



ชมคลิป

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน รายการตอบโจทย์ เลือกตั้ง ′54 ทางสถานีโทรทัศน์ทีวีไทย ซึ่งมีนายภิญโญ ไตรสุริยธรรมา เป็นผู้ดำเนินรายการ ได้สัมภาษณ์นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นตอนที่ 2


ในเทปนี้ อดีตนายกรัฐมนตรีได้แสดงความคิดเห็นเรื่องการปฏิรูปประเทศไทย, การกระจายอำนาจไปสู่ประชาชน และการวิพากษ์ปัญหาการไม่ยอมรับความแตกต่างหลากหลายของสังคมไทย


นอกจากนี้ นาย อานันท์ยังตอบคำถามที่ นักวิชาการอย่าง "ธงชัย วินิจจะกูล" และ "สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล" มีต่อคณะกรรมการปฏิรูป และแสดงทรรศนะต่อประเด็นเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ในสังคมไทยอีกด้วย





โค่น"ยิ่งลักษณ์"

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน
สมิงสามผลัด



ต้องยอมรับว่าเป็นปรากฏการณ์แปลกใหม่ของการเมืองไทย

น.ส.ยิ่ง ลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัครส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ เบอร์ 1 ของพรรคเพื่อไทย ได้รับความนิยมอย่างเหลือเชื่อในการเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

ที่แปลกใจเพราะกระแส"ยิ่งลักษณ์"ติดลมบนอย่างรวดเร็ว

ทั้งที่เพิ่งลงเล่นการเมืองแค่ 20 วันเศษๆเท่านั้น

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกระแส"เสื้อแดง"ยังร้อนแรง

กระแส"ทักษิณ"ก็เป็นแรงหนุนเสริม

ผสมผสานกับความเป็นผู้หญิงเก่ง นอบน้อม ไม่ก้าวร้าว

ที่สำคัญได้รับคะแนนสงสารเยอะขึ้นเป็นเท่าตัว หลังโดนพลพรรคประชาธิปัตย์รุมทึ้งตั้งแต่ก่อนลงเล่น การเมือง

โดนหมดถูกด่าเสแสร้ง บีบน้ำตา ถูกโจมตีเรื่องส่วนตัว

ล่าสุดก็โดนหมอตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนำม็อบเสื้อหลากสี จับมือกับนายแก้วสรร อติโพธิ อดีตคตส. เตรียมร้องกรมสอบสวนคดีพิเศษ

ให้สอบสวนน.ส.ยิ่งลักษณ์ให้การเท็จคดีหุ้นชินคอร์ปเพื่อช่วยเหลือทักษิณ

เรื่องนี้จะถูกหรือผิดก็ต้องว่ากันไปที่กฎหมาย

แต่ที่พรรคเพื่อไทยติดใจเป็นเรื่องเจตนาและช่วงเวลามากกว่า

สำหรับหมอตุลย์พอเข้าใจได้ว่าทำไมต้องเคลื่อนไหวแบบนี้ เพราะมีความสนิทแนบแน่นกับพรรคประชาธิปัตย์!

แต่นายแก้วสรรนี่สิน่าประหลาดใจ

เพราะก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน นายแก้วสรรเพิ่งออกทีวีว่าจะไม่นำประเด็นนี้มาเล่นงานยิ่งลักษณ์

พูดเองด้วยว่าเรื่องมันผ่านไปแล้ว ขุดขึ้นมาเล่นตอนนี้มันไม่สวย

เพราะจะกลายเป็นเรื่องการเมือง

แล้วอะไรทำให้นายแก้วสรรเปลี่ยนใจ !?

และหากวิเคราะห์กันแล้ว ประเด็นการโจมตียิ่งลักษณ์ให้การเท็จคดีซุกหุ้น

พรรคประชาธิปัตย์ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าได้ประโยชน์เต็มๆ

ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีผลต่อคะแนนเสียงที่พรรคประชาธิปัตย์ยังเป็นรองพรรคเพื่อไทย

และวิพากษ์วิจารณ์กันอีกว่า มีการมองข้ามช็อตไปถึงหลังการเลือกตั้งแล้ว

เพราะหากพรรคเพื่อไทยชนะพรรคประชาธิปัตย์ แบบ ขาดลอย

ได้ส.ส.ถึง 270 เสียงตามที่ตั้งเป้าไว้จริง

"ยิ่งลักษณ์"ได้เป็นนายกฯ

ถึงตอนนั้นคงต้องเจอมรสุมแบบพรรคพลังประชาชน

ประเด็น"คำให้การเท็จ"ถูกนำไปขยายผลต่อ

ดีไม่ดีอาจบานปลายจนถึงขั้น"ถอดถอนนายกฯ"หรือ"ยุบพรรค"อีก

นายสมัคร สุนทรเวช และพรรคพลังประชาชนเคยประสบมาแล้ว

จะปฏิเสธยังไงก็คงไม่มีใครเชื่อ

ว่าทั้งหมดนี้เป็นแผนโค่นยิ่งลักษณ์ !?

เพลิง "คิดถึงพี่" เพลงร้องและแต่งเพื่อคุณยิ่งลักษณ์

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย

เพื่อน โทรมาบอกว่า มีคนแต่งเพลง และร้องเพลงเพื่อคุณยิ่งลักษณ์โดยเฉพาะ เขาเอาใส่ไว้ในยูทูปแล้ว และมีภาพ "คุณยิ่งลักษณ์ทุ่งนามีนบุรี" ของคุณแมวอ้วนอ้วนอยู่ในคลิปเนื้อร้องนั้นด้วย

อยู่ในลิงค์นี้นะครับ ผมทำให้มันขึ้นไม่เป็น ใครช่วยทำด้วยครับ

http://www.youtube.com/watch?v=TN8zfic5LCQ



มีคนบอกว่าเลือกตั้งครั้งนี้คนเสื้อแดงสนุกมากกว่าทุกครั้ง
มีส่วนร่วมในการหาเสียง และสนุก คึกคักกว่าปี 2550 ยุคที่คุณสมัครลงสู้ ตอนนั้น ยังต้องช่วยคุณสมัครแก้ต่างเรื่องตุลาคมบ้าง อะไรบ้าง

แต่ยุคคุณยิ่งลักษณ์ เรามีแต่เรื่องน่ารัก เรื่องน่าศรัทธามากมาย

"ชุมพล" แฉ! "เราถูกบีบด้วยพลังที่เราไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้"

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

เขียนโดย JJ_Sathon



“ชุมพล” เฉ่ง “มาร์ค” ไม่ให้เกียรติพรรคร่วมฯ
พูดได้ไงที่ดึงเข้าร่วมรัฐบาลเพราะไม่มีตัวเลือก
ลั่น ชทพ.ก็ไม่อยากร่วมงานกับ ปชป. แต่ถูกบีบบังคับด้วยพลังที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
แถมเมื่อร่วมทำงานกันแล้ว ยังออกกฎ 9 ข้อมาบังคับ
ถามถ้าพรรคร่วมฯ ถอนตัวนายกฯ จะมีอำนาจไหม
เตือนมีปัญหากับฝ่ายค้านแล้วอย่ามามีกับพรรคร่วมฯอีก มันจะไปกันใหญ่


“อย่างเมื่อวานนี้ (วันที่ 8 มิ.ย.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์
ทำให้พรรคร่วมรัฐบาลไม่สบายใจ ไปบอกได้อย่างไรว่า
ที่เลือกพรรคร่วมรัฐบาลเข้ามาเป็นเพราะว่าไม่มีตัวเลือก เหมือนกับว่า
ไม่ให้เกียรติพรรคร่วมรัฐบาลเลย ซึ่งนายกฯ ไม่น่าจะพูดอย่างนั้น
พรรคชาติไทยพัฒนาก็น้อยใจตายสิ รวมถึงที่เขียนในเฟซบุ๊กด้วยก็ไม่ควรทำ
ไม่ให้เกียรติพรรคร่วมรัฐบาล ไม่ใช่ว่าพรรคชาติไทยพัฒนาอยากจะร่วมรัฐบาล
ถ้าไม่ถูกบีบบังคับก็ไม่ร่วมแน่ ซึ่งเราถูกบีบด้วยพลังที่เราไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้
ก็ต้องมาร่วม ผมรู้สึกไม่สบายใจ ขอสะกิดไว้สักหน่อย
บรรยากาศการเลือกตั้งจะต้องนำความสงบไปสู่หลังการเลือกตั้ง
มีปัญหากับฝ่ายค้านแล้วอย่าให้มีปัญหากับพรรคร่วมรัฐบาลอีก มันจะไปกันใหญ่”

นายชุมพลกล่าวว่า
เมื่อมาร่วมรัฐบาลก็ออกกฎ 9 ข้อ บังคับทุกพรรคร่วมรัฐบาลต้องปฏิบัติตาม
ตนคิดว่าหากนายกรัฐมนตรีเข้าใจผิดในระบบรัฐสภาไทย
แบบมีรัฐบาลผสม นายกรัฐมนตรีเป็นเพียงหัวโต๊ะ
แต่ความเป็นเจ้าของ ครม.เป็นของทุกคน
ถ้าหากพรรร่วมรัฐบาลถอนออกมานายกรัฐมนตรีจะมีอำนาจหรือไม่
นายกรัฐมนตรีคิดว่านั่งหัวโต๊ะแล้วจะมีอำนาจ สามารถบังคับทุกคนได้
มันไม่ใช่ ระบอบประชาธิปไตยจะต้องฟังกัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า มองว่าจะมีปัญหาไปถึงการร่วมรัฐบาลหน้าหรือไม่ นายชุมพลกล่าวว่า
ยังเป็นเพียงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างหาเสียงเลือกตั้ง
นายกรัฐมนตรีตอบคำถามอาจจะไม่ทันคิดก็ได้
ตนอยากสะกิดไว้ วันหลังตอบคำถามอะไรขอให้คิดก่อนและให้เกียรติกันด้วย
เมื่อถามว่าแสดงให้เห็นถึงวุฒิสภาวะของนายกรัฐมนตรีหรือไม่
นายชุมพลกล่าวว่า ไม่ทราบ รู้แต่ว่านายกรัฐมนตรีไม่ได้จบรัฐศาสตร์
แต่จบเศรษฐศาสตร์มา ซึ่งตนเคยสอนหนังสือมาจึงเข้าใจเรื่องนี้ดี


http://www.go6tv.com/2011/06/blog-post_6394.html

‘รอลงอาญา’ 4 ปี 9 เสื้อแดงอุบล อีก 21 ผู้ต้องขังรอตัดสิน 5 ก.ย.54

มา ประชาไท

ที่มา: Tee Anmai

ภาพ – หลังฟังคำพิพากษาจำเลยทั้ง 9 ต่างแสดงออกถึงความโล่งใจในอิสรภาพ แม้ว่าจะต้องรายงานตัวต่อกรมควบคุมความประพฤติทุก 4 เดือน
ศาล อุบลฯ ตัดสินจำคุก 7 ปี 6 เดือน ปรับคนละ 30,000 บาท คดีเสื้อแดง 9 ราย หลังรับสารภาพลดโทษเหลือครึ่งหนึ่งและให้การเป็นประโยชน์ต่อศาลจึงลดโทษเป็น รอลงอาญาคนละ 4 ปี ปรับ 15,000 บาท และห้ามยุ่งเกี่ยวกับการชุมนุมที่ผิดกฎหมาย ส่วนกรณีผู้ต้องขังคดีการเมืองเสื้อแดง 21 คน ล่าสุด การไต่สวนพยานสิ้นสุดแล้ว ศาลนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 5 กันยายน 2554 ส่วนทนายความเตรียมยื่นประกันตัวกรณีจับผิดตัวและผู้ป่วยอัมพฤกษ์ครึ่งซีก
เมื่อ เวลา 10.30 น.วันที่ 9 มิถุนายน 2553 ณ บัลลังก์ 6 ศาลจังหวัดอุบลราชธานี นายยุทธนา คุ้มมี ผู้พิพากษาทำหน้าที่อ่านคำพิพากษาคดีอาญา หมายเลข 1218/2553 โดยอัยการจังหวัดเป็นโจทย์ยื่นฟ้องนายระวี ดำริห์และพวก รวม 9 คน ฐานความผิดต่อความสงบเรียบร้อย โดยศาลตัดสินว่าจำเลยมีความผิดรวมกัน 5 กระทง คือ 1.ร่วมกันก่อความวุ่นวายและฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โทษจำคุก 6 เดือน ปรับ 10,000 บาท 2.ก่อให้เกิดเพลิงไหม้และกีดขวางการจราจร โทษจำคุก 2 ปี ปรับ 6,000 บาท 3.ร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานและมีอาวุธ โทษจำคุก 1 ปี ปรับ 4,000 บาท 4.ร่วมกันทำให้เสียหายต่อสมบัติสาธารณะ โทษจำคุก 2 ปี ปรับ 4,000 บาท 5.ประทุษร้ายเจ้าพนักงาน โทษจำคุก 2 ปี ปรับ 6,000 บาท รวมโทษจำคุก 7 ปี 6 เดือน ปรับ 30,000 บาท
แต่ จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษกึ่งหนึ่ง เหลือจำคุก 3 ปี 6 เดือน ปรับ 15,000 บาทอีกทั้ง จำเลยมิได้มีพฤติกรรมเสียหาย จึงให้รอลงอาญา 4 ปี โดยต้องรายงานตัวต่อสำนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือน เป็นระยะเวลา 2 ปี และบำเพ็ญประโยชน์อีก 36 ชั่วโมง ดังนั้นจึงเหลือแต่โทษปรับ 15,000 บาท ซึ่งทั้ง 8 คน ได้ติดคุกมาแล้วนาน 6 เดือน จึงสามารถนำจำนวนวันที่ติดคุก x 200 บาท/วัน (36,000 บาท) มาหักลบค่าปรับได้ ยกเว้นกรณีนายไพบูลย์ ดวงศรี ที่ต้องจ่ายค่าปรับเพิ่มจำนวน 2,600 บาท
นอกจาก นี้ ศาลยังสั่งห้ามจำเลยทุกคนเข้าร่วมชุมนุมที่ฝ่าฝืนกฎหมายหรือก่อความวุ่นวาย ส่วนรถยนต์ที่ถูกยึดไว้นั้น เป็นเพียงพาหนะการเดินทาง มิได้เป็นเครื่องมือในการก่อความวุ่นวาย จึงเห็นควรให้คืนต่อเจ้าของ
ส่วน ค่าปรับนั้น จำเลยส่วนใหญ่ได้ถูกควบคุมตัวในเรือนจำเป็นเวลา 6 เดือนแล้วโทษปรับหักวันละ 200 บาทระหว่างถูกควบคุมตัวในเรือนจำ จึงทำให้จำเลยคดีการเมืองส่วนใหญ่ไม่ต้องจ่ายค่าปรับเป็นเงิน
หลัง จากฟังคำพิพากษาจำเลยทั้ง 9 ต่างแสดงออกถึงความโล่งใจในอิสรภาพ แม้ว่าจะต้องรายงานตัวต่อกรมควบคุมความประพฤติทุก 4 เดือน แต่ก็ยังดีที่พวกเขาได้รับอิสรภาพนอกห้องขัง
ยังสู้ต่อ - เพื่อความเป็นธรรม
นาย ระวี ดำริห์ เปิดเผยว่า แม้จะต้องรอลงอาญานับว่าพวกเขาทั้ง 9 คนยังโชคดีกว่า ผู้ต้องขังคดีทางการเมืองเสื้อแดงอีก 21 คนที่ยังถูกควบคุมตัวอยู่ ณ เรือนจำกลางจังหวัดอุบลราชธานี อย่างน้อยก็สามารถทำมาหากินและออกมาจัดการกับภาระหนี้สินที่พอกพูนในช่วงที่ ถูกควบคุมตัว ส่วน 21 คนนั้นไม่ได้รับแม้สิทธิในการประกันตัว
“หาก รัฐหวังจะใช้กฎหมายมาควบคุมความคิดเห็นทางการเมืองของประชาชน ก็อย่าหวังว่า เราจะยอมจำนน ผมจะยังต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมต่อไป เพราะที่ผ่านมาเราก็เห็นการเลือกปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ของรัฐแล้วว่า กับบางกลุ่มเขาเพิกเฉย กับบางกลุ่ม เขาก็ตั้งข้อกล่าวหาเกินความเป็นจริง หากมีความไม่เป็นธรรม เราจะต้องแสดงออกทางการเมืองภายใต้กรอบของกฎหมายต่อไป อย่างน้อยก็เพื่อให้อำนาจรัฐรู้ว่า เราไม่พอใจ”
นาย ระวี จำเลยที่ 1 เป็นชาวตำบลบุ่งหวาย อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี เปิดเผยว่า ในวันเกิดเหตุคือวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 นั้น เขาเดินทางเข้าเมืองเพื่อซื้ออะไหล่รถไถนาแบบเดินตาม และเห็นการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่หน้าศาลากลางจังหวัด จึงแวะเข้าร่วมเพราะต้องการประท้วงรัฐบาลที่สั่งฆ่าประชาชนที่กรุงเทพ แต่เพียงไม่ถึงชั่วโมงก็ถูกยิงที่ขาขวา 2 แผล และถูกคนเสื้อแดงนำส่งโรงพยาบาล พักรักษาตัวอยู่ 5 วันเขาก็ถูกจับพร้อมข้อหาอุกฉกรรจ์ดังกล่าว
“บักนี่ มึงจับแม่กูเฮ็ดหยัง?”
นาง สาวสิณีนาถ ชมพูษาเพศ ชาวตำบลแก่งโดม อ.สว่างวีระวงศ์ จ.อุบลราชธานี หนึ่งในห้า จำเลยที่ถูกยิง เปิดเผยว่า วันนั้นเธอเข้าร่วมชุมนุมเพราะเห็นด้วยกับแนวทางของคนเสื้อแดง และเธอได้ถือป้าย “หยุดฆ่าประชาชน” ที่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อจะสื่อสารไปยังรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และเธอถูกยิงที่ขาระหว่างเดินตามกลุ่มผู้ชุมนุมเข้าไปในสนามหญ้าหน้าศาลา กลางจังหวัด
“หนูเดินใกล้ๆ ตำรวจตลอด เพราะคิดว่าอยู่ใกล้ตำรวจแล้วจะไม่ถูกยิง แต่ยังไม่ได้เดินไปถึงด้านหน้าศาลากลางก็ได้ยินเสียงปังลงมาจากศาลากลาง จังหวัดและรู้สึกชาที่ขาขวา แล้วก็ล้มลง จากนั้นก็มีคนมาถามว่าเป็นอะไร ฉันก็ไม่รู้ พอมองดูขาก็เห็นกางเกงเป็นรู จึงรู้ว่าถูกยิง จากนั้นก็ถูกนำส่งโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ ตกค่ำวันนั้น พยาบาลเล่าให้ฟังว่า ศาลากลางจังหวัดถูกเผาแล้ว ก็มีทั้งพยาบาลเสื้อแดงที่มาให้กำลังใจ และพยาบาลเสื้อเหลืองก็กระแนะกระแหน”
วันต่อมาเธอ ได้รับอนุญาตให้กลับไปพักรักษาตัวที่บ้าน จากนั้นวันที่ 22 พฤษภาคม 2553 ตำรวจนอกเครื่องแบบ 2 นายก็ไปควบคุมตัวเธอที่บ้านมาสอบปากคำที่ สภ.เมืองอุบลราชธานีตั้งแต่บ่ายโมงจนถึงเวลา 18.00 น.เธอต้องนอนให้ปากคำเพราะบาดแผลยังไม่หาย จากนั้นเธอก็ถูกควบคุมตัวที่เรือนจำจังหวัดอุบลราชธานี โดยมีแม่ของสามีวัย 83 ปีดูแลลูก 3 คน (ลูกสาววัย 11 ขวบ และ 9 ขวบ และลูกชายวัย 7 ขวบ) ตลอดเวลา 6 เดือนที่ถูกควบคุมตัวที่เรือนจำ ก่อนจะได้ประกันตัวเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายนที่ผ่านมา
“เรายิ่งเจ็บหนัก เรายิ่งไม่หลาบจำ ยิ่งกำหราบเรายิ่งเพิ่ม การจับกุมคุมขังเท่ากับการสุมฟืนใส่ไฟ ขนาดลูกชายคนเล็กของหนูเวลาเห็นหน้าอภิสิทธิ์ทางโทรทัศน์ เขาก็จะโกรธจะวิ่งไปเตะจอโทรทัศน์พร้อมด่าว่า “บักนี่ มึงจับแม่กูเฮ็ดหยัง” มันออกมาเองโดยที่เราไม่ได้สอนให้เขาทำแบบนั้น” นางสาวสิณีนาถกล่าว
สำหรับ จำเลยทั้ง 9 ส่วนใหญ่ถูกคุมขังอยู่นาน 6 เดือน แล้วได้ประกันตัวออกไป ได้แก่ 1.นายระวี ดำริห์ 2.นายทิวา ประภา 3.นายจิระศักดิ์ (หรือ นิธิศ) พรมโนภาศ 4.น.ส.สิณีนาถ ชมภูษาเพศ 5.นายสหชน สีใส 6.น.ส.เบ็ญจวรรณ วรรณวงศ์ 7.นายไพบูลย์ ดวงศรี8.นายโพธิ์ชัย ทองชุม และ 9.น.ส.พชรมน เพ็ชรงาม
5 ก.ย. ตัดสิน 21 เสื้อแดงที่เหลือ
ส่วน ความคืบหน้าของผู้ต้องขังคดีการเมืองเสื้อแดงจังหวัดอุบลราชธานี 21 คนนั้น เวลา 16.45 น.ของวันที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา ศาลได้นัดสืบพยานจำเลยนัดสุดท้ายโดยได้เบิกตัวนางสาวปัทมา มูลนิล จำเลยที่ 3 และนายพิเชษฐ์ ทาบุดดา หรือ “อาจารย์ต้อย” จำเลยที่หนึ่งขึ้นให้การและสิ้นสุดเมื่อเวลา 20.30 น.โดยศาลนัดฟังคำตัดสินในวันที่ 5 กันยายน 2554
นาย วัฒนา จันทศิลป์ ทนายความของผู้ต้องขังคดีการเมืองเสื้อแดงอุบลราชธานีเปิดเผยว่า ในวันที่ 10 มิถุนายน 2554 นี้จะยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวให้กับนายคำพลอย นะมี ซึ่งกำลังพักรักษาอาการอัมพฤกษ์ครึ่งซีกที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ พร้อมกับนายธนูศิลป์ ธนูทอง ที่รองผู้บังคับการตำรวจเมืองอุบลราชธานีให้การว่าจับผิดตัว หลังจากก่อนหน้านี้เคยยื่นประกันตัวผู้ต้องขังทั้ง 21 คนมาแล้ว 2 ครั้ง แต่ไม่สำเร็จ ครั้งนี้จึงขอแยกยื่นเป็นรายบุคคล โดยใช้เหตุผลทางสุขภาพและความผิดพลาดของกระบวนการสอบสวนและจับกุม