ที่มา ข่าวสด
ฤกษ์ดี - น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปาร์ตี้ลิสต์ ลำดับ 1 พรรคเพื่อไทย เดินทางมาช่วยลูกพรรคหาเสียงที่ตลาดครุใน จ.สมุทรปราการ เป็นเวลาเดียวกับที่เกิด พระอาทิตย์ทรงกลด เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.
"มาร์ค"โต้กลับ"ชุมพล" อ๋อยจี้ทหารเลิกแทรก "ชวน"ย้ำหลักพรรคที่ 1 สื่อเทศชี้คดีหุ้นเสี่ยงปว.
พิษ พลังที่เลี่ยงไม่ได้"มาร์ค" ย้อน"ชุมพล ศิลปอาชา"อ่านเฟซบุ๊กไม่ตลอดแล้วตอบโต้ประเด็นที่ตั้งรัฐบาล ไม่อยากเห็นบ้านเมืองเสียเวลาอีก ด้าน"มาร์ค"ย้อน"ชุมพล"อ่านเฟซบุ๊กไม่ตลอดแล้วตอบโต้ประเด็นที่ไม่ได้เขียน ไม่จำเป็นต้องชี้แจงหรือทำความเข้าใจ เพราะไม่ได้ว่าใคร ด้านเทือกโผล่ช่วยมาร์คซัดคนแก่ต้องมีความอดทน อัดเพื่อไทยหาเรื่องทหารเพราะผูกใจเจ็บที่สั่งออกมาปราบประชาชนไม่ได้ ไม่เหมือนปชป.ที่ได้รับความร่วมมือสร้างความสงบเรียบร้อยเลยเจ็บแค้น "ปู"ลงพื้นที่สมุทรปรา การช่วย 7 ผู้สมัครส.ส.เพื่อไทยหาเสียง ชาวบ้านแห่รับอบอุ่น ตกเย็นไปอยุธยา ส่วน"อภิสิทธิ์"เปิดปราศรัยใหญ่สนามกีฬามหาวิทยาลัย ระดมรถบัสขนชาวบ้านจาก 5 เขตไปฟังแน่น "อ๋อย"ทวีตแนะประยุทธ์เป็นกลาง อย่าสร้างบรรยากาศไม่ดีช่วงเลือกตั้ง เตือนให้คิดก่อนพูด เพราะยังนั่งเก้าอี้ผบ.ทบ. ควรยืนยันให้ชัดว่าทหารจะไม่แทรกแซงการเมือง
ไหว้"พ่อโต" - น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัครปาร์ตี้ลิสต์ ลำดับ 1 พรรคเพื่อไทย นมัสการขอพรหลวงพ่อโต วัดบางพลีใหญ่ใน ก่อนลงพื้นที่ช่วยผู้สมัครของพรรคหาเสียงที่ จ.สมุทรปราการ เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.
"ปู"ไม่อยากให้มีอำนาจพิเศษบีบ
เวลา 10.50 น. หน้าที่ว่าการอำเภอพระประ แดง จ.สมุทรปราการ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับ 1 พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคชาติไทยพัฒนาพร้อมทอดสะพานร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยว่า ต้องขอบคุณที่มองพรรคเพื่อไทย แต่ยังเร็วเกินไปที่จะพูดเรื่องตั้งรัฐบาล แต่ตามมารยาท พรรคที่จะได้ตั้งรัฐบาลคือพรรคที่ได้เสียงอันดับหนึ่ง
เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ที่นายชุมพล ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ระบุมีอำนาจพิเศษบีบให้ร่วมรัฐบาลครั้งที่ผ่านมา น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า การเลือกตั้งเป็นก้าวแรกที่จะก้าวไปสู่ความปรองดองและการยอมรับในเสียงของ ประชาชนที่ต้องการเห็นการเลือกตั้ง เชื่อว่าทุกคนจะให้ความร่วมมือและเคารพกติกาและเสียงประชาชน ต่อข้อถามว่าคิดว่าอำนาจที่นายชุมพลระบุ ในอนาคตจะมีเกิดขึ้นอีกครั้งหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ไม่อยากเห็นแล้ว เพราะที่ผ่านมาบ้านเมืองเสียเวลาไปหลายปีแล้ว ตนอยากให้บ้านเมืองเดินหน้าดีกว่า และถือโอกาสนี้เชิญชวนทุกคนให้ร่วมกันทำให้บ้านเมืองไปได้
ส่วนที่ระบุว่าไม่มีปัญหากับกองทัพ แต่ดูเหมือนผบ.ทบ.จะมองไปอีกทางหนึ่ง จะเป็นความขัดแย้งที่เพิ่มมากขึ้นหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ความคิดเห็นมีสิทธิเห็นต่าง แต่เชื่อว่าภาพใหญ่ หากอยากเห็นประเทศปรองดอง เดินไปข้างหน้า ผบ.ทบ.คงเปิดรับเพราะมีเจตนาดีกับประเทศอยู่แล้ว เมื่อถามว่าจะบอกกับผู้สมัครของพรรคเพื่อไทย ให้เลิกยุ่งเกี่ยวกับภารกิจปราบปรามยาเสพติด 315 หรือไม่ เพื่อยุติปัญหากับกองทัพ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า การเลือกตั้งทุกคนควรทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด และให้การเลือกตั้งสงบและสร้างสรรค์ ส่วนที่มีทหารเข้าไปในพื้นที่ต่างๆโดยเฉพาะพื้นที่ของพรรคเพื่อไทย จะมีผลกระทบกับพรรคเหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า เชื่อว่าประชาชนตัดสินใจเลือกได้ ปัจจัยใหญ่คิดว่าประชาชนมองที่ทีมงานและนโยบายพรรคเป็นหลัก
ลงพื้นที่ปากน้ำช่วย 7 ผู้สมัครพท.
เมื่อถามว่าการหาเสียงของผู้สมัครกับภารกิจปส.315 จะเป็นการขัดแย้งกันในช่วงเลือกตั้งหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า เราทำหน้าที่ของเราดีกว่า พรรคทำหน้าที่ชี้แจงนโยบายโดยประชาชนพิจารณา เมื่อถามย้ำว่าอยากให้กองทัพทบทวนภารกิจปส.315 หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า อยากขอให้การเลือกตั้งยุติธรรมและสร้างสรรค์ อย่าให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงในพื้นที่ ซึ่งคงขอความร่วมมือแบบนั้นมากกว่า เราไม่ติดใจหากรัฐบาลหรือทหารจะทำอะไร แต่ขอว่าทุกอย่างควรอยู่ในกติกาและให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างเสรี เกิดจากการตัดสินใจของประชาชน
เวลา 10.00 น. ที่ตลาดเทศบาลเมืองพระประแดง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ น.ส.ยิ่งลักษณ์ พร้อมแกนนำพรรค อาทิ น.ส.สุณีย์ เหลืองวิจิตร ลงพื้นที่จ.สมุทรปราการ เพื่อช่วยผู้สมัครทั้ง 7 เขตของพรรคหาเสียง จุดแรก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ลงพื้นที่พบประชาชนบริเวณตลาดสดเทศบาลเมืองพระประแดง ที่มีประชาชนที่มาจับจ่ายซื้อสินค้าและพ่อค้าแม่ค้า และกองเชียร์คนเสื้อแดงถือรูปถ่ายพ.ต.ท.ทักษิณและกุหลาบแดงมารอต้อนรับทั้ง สองฝั่งถนนจำนวนมาก ทำให้การจราจรติดขัดมากและทันทีที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ มาถึงต่างกรูเข้ามาประชิดตัวเพื่อขอถ่ายรูป ขอจับมือและมอบดอกไม้เป็นกำลังใจ พร้อมตะโกน "ยิ่งลักษณ์ๆ เบอร์ 1 นายกฯหญิง" ทำให้บรรยากาศค่อนข้างชุลมุน จนเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องดูแลความเรียบร้อยอย่างใกล้ชิด ขณะที่พ่อค้าแม่ค้าบางคนจับกลุ่มพูดคุยวิจารณ์ว่าตัวจริงสวยกว่าในรูป
ฮือฮาไหว้ร.2-อาทิตย์ทรงกลด
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ปราศรัยย่อยว่า วันนี้มายืนยันว่านโยบายของพรรคเพื่อไทยจะแก้ปัญหาปากท้องให้กับประชาชน จะใช้ความสามารถส่วนตัวที่เคยทำธุรกิจและทีมงานที่มีประสบ การณ์มาช่วยกันแก้ปัญหา โดยเฉพาะพื้นที่สมุทรปราการที่มีปัญหาน้ำท่วม พรรคมีนโยบายสร้างเขื่อนกั้นน้ำ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม
จากนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ พร้อมคณะได้เดินเท้าเพื่อไหว้ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง และเคาะระฆังเป็นสิริมงคล ทั้งนี้ ระหว่างทางคณะของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้พบกับนายประชา ประสพดี อดีต ส.ส.สมุทรปราการ ที่ตามมาสมทบภายหลัง โดยการลงพื้นที่ของนายประชา มีเจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติการพิเศษสภ.เมือง สมุทรปราการ พร้อมอาวุธปืนเอชเค และปืนลูกซองยาว คอยอารักขาอย่างใกล้ชิด
ต่อมาน.ส.ยิ่งลักษณ์ เดินทางไปยังที่ว่าการอำเภอพระประแดง เพื่อสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 2 ซึ่งระหว่างที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ กราบสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ ได้เกิดปรากฏการณ์พระอาทิตย์ทรงกลด ทำให้เจ้าหน้าที่พรรคและประชาชนที่สนับสนุนต่างวิจารณ์ว่าเป็นฤกษ์ดี ทั้งนี้ ตลอดทุกจุดที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ไปหาเสียงอ.พระประแดง มีกลุ่มคนเสื้อแดง เดินตามไปให้กำลังใจในทุกจุด
กองเชียร์ครึ่งพันร่วมต้อนรับ
เวลา 11.00 น. ที่ย่านครุใน อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ น.ส.ยิ่งลักษณ์ พร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่หาเสียงช่วยผู้สมัครของพรรค ท่ามกลางการตอบรับของประชาชนและพ่อค้าแม่ค้าจำนวนมาก โดยน.ส.ยิ่งลักษณ์ ใช้เวลาสั้นๆ ในการพบปะประชาชน จากนั้นได้มาหาเสียงที่ตลาดสำโรง อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ก่อนจะแวะรับประทานอาหารกลางวันที่ห้างสรรพสิค้าอิมพีเรียล สาขาสำโรง เพื่อรับประทานอาหารกลางวัน มีนายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ อดีตกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน และเจ้าของห้าง ให้การต้อนรับ มีกองเชียร์และคนเสื้อแดงกว่า 500 คน มารอรับถึงบันไดหน้าห้าง พร้อมตะโกนเรียกชื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ดังสนั่นและปรบมือแสดงความดีใจ บางคนชูป้ายที่ระบุว่า "คนเหนือรักยิ่งลักษณ์" และตะโกนเรียก "นายกฯหญิง" ส่งผลให้บรรยากาศภายในห้างวุ่นวายพอสมควร ซึ่งนางอรุณลักษณ์ กิจเลิศเลิศไพโรจน์ ผู้สมัคร ส.ส.สมุทรปราการ ต้องตะโกนบอกผู้มาให้ กำลังใจว่า "ขอให้ช่วยหลีกทางให้หน่อย เพราะคุณยิ่งลักษณ์จะเป็นลมแล้ว"
จากนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ปราศรัยว่า "ปูแข็งแรง ไม่เหนื่อย แต่ถึงเหนื่อยอย่างไรก็ทนได้ แม้เสียงไม่มี ขอเสียงของประชาชนช่วย วันนี้ปลื้มใจที่ประชาชนต้อนรับอบอุ่น และอยากให้ได้ยินเสียงทะลุไปถึงดูไบได้ไหม เพื่อให้ตื้นตันกับเสียงของเรา แม้ดิฉันจะเป็นน้องคนเล็ก แต่เมื่อเหตุการณ์เป็นแบบนี้อยู่ จึงตัดสินใจเข้ามาทำงานการเมือง"
ไหว้-ปิดทองปาก"หลวงพ่อโต"
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดเวลาที่อยู่ในห้าง มีกองเชียร์คนเสื้อแดงเดินตามให้กำลังใจตลอดเวลา จากนั้นได้เดินทางไปพบประชาชนที่ตลาดวิบูลศรี ปรากฏว่ามีกลุ่มคนเสื้อแดงขี่รถจักรยาน ยนต์โบกธงแดงนำหน้าขบวนรถ บางคนขับรถยนต์ส่วนตัวตามขบวนแห่ ทำให้เกิดความชุลมุนขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากซอยตลาดวิบูลศรีค่อนข้างจะแคบ ทั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ปราศรัยเพียงสั้นๆ เกี่ยวกับนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย และนโยบายสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วม ทำให้พ่อค้าแม่ค้าบางคนตัดพ้อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ไม่เดินลงมาพบประชาชนอย่างทั่วถึง เนื่องจากมารอรับเป็นเวลานานแล้ว
เวลา 15.00 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ พร้อมคณะ เดินทางมาที่วัดบางพลีใหญ่ใน อ.บางพลี เพื่อกราบสักการะพระพุทธรูปหลวงพ่อโต โดยน.ส. ยิ่งลักษณ์ ได้ปิดทองบริเวณริมปากขององค์พระพุทธรูป ซึ่งพระครูวิบูลธรรมานุกิจ ได้สนทนากับน.ส.ยิ่งลักษณ์ ตอนหนึ่งว่า "ขอให้เป็นนายกฯ หญิงคนแรก และเมื่อเป็นนายกฯ อย่าลืมมาวัดบางพลีบ้าง" ซึ่งน.ส.ยิ่งลักษณ์ ตอบรับว่าไม่ลืม ทั้งนี้ ก่อนเดินทางกลับ พระครูวิบูลธรรมานุกิจ ได้สวดคาถาบทชนะมาร พร้อมพรมน้ำมนต์ให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยใช้เวลาทั้งหมด 1 ชั่วโมง
จากนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้เดินทางมาที่วัดมงคลโคธาวาส อ.บางเสาธง เพื่อกราบสักการะรูปปั้นหลวงพ่อปาน ก่อนจะปราศรัยย่อยที่บริเวณลานข้างวัด โดยเน้นประชาสัมพันธ์นโยบายของพรรคเกี่ยวกับโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค นโยบายรถไฟฟ้า เพื่อแก้ไขปัญหาการคมนาคม โดยใช้เวลาปราศรัย 5 นาที จากนั้นได้เดินทางไปหาเสียงที่จ.พระนครศรี อยุธยา แต่ขณะที่กำลังเดินทางออกจากวัด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ให้เจ้าหน้าที่จอดรถเพื่อลงไปทักทายประชาชนที่มายืนถือป้ายให้กำลังใจ จำนวนมากด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การลงพื้นที่หาเสียงในจ.สมุทรปราการ ถือเป็นครั้งแรกที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ เดินทางครบทั้ง 7 เขต และระหว่างการเดินทางหากมีกลุ่มประชาชนที่สนับสนุนมาให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะโบกมือและแวะเข้า ไปทักทายตลอด
อ่านรายละเอียดทั้งหมด คลิ้ก ข่าวสด
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Saturday, June 11, 2011
"ปู"เรียกร้อง-พอที พลังพิเศษ บีบจับขั้วตั้งรัฐบาล
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 11/06/54 ส่องกระจกดูหน้าตัวเองก่อน..ต้องหล่ออย่างพี่ถึงจะเป็น รมต.ได้
ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท
จารกา หน้าดำ ระยำ..ถ่อย
จ้องแต่คอย ใส่ร้าย ป้ายเสียดสี
สมชื่อพวก จัญไร ใจอัปรีย์
พรรคกาลี ชั่วช้า สุด..สารเลว....
ดีแต่พูด ดีแต่ฆ่า บ้าอำนาจ
คิดอุบาทว์ สัปดน จนแหลกเหลว
ดีเข้าตัว ชั่ว..สาดใส่ ดั่งไฟเปลว
พาดิ่งเหว ด่าวดิ้น ทั่วถิ่นไทย....
จรกา หน้าดำ ระยำ..คิด
วิปริต ย่ำแย่ เกินแก้ไข
พวกปากหมา หน้าชั่ว ตัวจัญไร
จ้องใส่ไฟ อุกอาจ เพื่อสาดโคลน....
ส่องกระจก ดูหน้าตน ว่าคนเด่น
ซ่อนเน่าเหม็น ด่างพร้อย พวกห้อยโหน
พูดยกหาง เริงร่า ท่าปลอบโยน
ชั่วโชกโชน คือพรรคเปรต ทุเรศจริง....
หน้าต้องหล่อ อย่างมัน นั่นหรือ..ใช่
ก็แค่..ไพร่ ใยวางท่า มาสุงสิง
ต้องปากหมา ด้วยไหม? ไอ้หน้าลิง
ถึงท้วงติง ส่อเสียด หยามเหยียดกัน....
จรกา หน้าเฮี่ย แย่ง..เมียเพื่อน
ช่างเลอะเลือน เพ้อเจ้อ ละเมอฝัน
มือเปื้อนเลือด นั้นหรือ? คือพวกมัน
เชิญ..ลงทัณฑ์ ไอ้ทรราช พวกฆาตกร....
๓ บลา / ๑๑ มิ.ย.๕๔
อย่ามองข้ามคนเชียร์แขก โดย กาหลิบ
ที่มา thaifreenews
โดย bozo
เรียบเรียงโดย Tiger
คอลัมน์ เมืองไทยหรือเมืองใคร?
เรื่อง อย่ามองข้ามคนเชียร ์แขก
โดย กาหลิบ
จะประณามว่า ASTV ซึ่งเป็นขี้ข้าของระบอบเก่า
ที่กำลังล่มสลายเป็นกระบอกเสียงที่ไม่มีคุณค่าเสียทีเดียว ก็คงว่าไม่ได้
เพราะล่าสุดช่วยทำประโยชน์ให้กับกระบวนการจัดตั้งของฝ่ายประชาธิปไตยโดยไม่ได้ตั้งใจ
จากปากตั้งต้นของคุณสนธิ ลิ้มทองกูล และปากติดตามของคุณประพันธ์ คูณมี
ซึ่งนัดกันมาเป็นดาบหนึ่งดาบสองหรืออย่างไรก็ไม่รู้ได้
เรื่องที่จะเล่าเสริมต่อไปนี้ซับซ้อนเล็กน้อย จึงจะทำให้เกิดความสับสนน้อยที่สุด
เพื่อให้เราต่างก็เข้าใจในการเล่นเกม (game plan) ของฝ่ายเขาและแลเห็นภาพเดียวกัน
กรณีที่ว่านี้คือเรื่องของน้ำมันในอ่าวไทย
ซึ่งควรเป็นสมบัติร่วมกันของชาติที่มีน่านน้ำคาบเกี่ยวกันคือไทยและกัมพูชา
เกมนี้เป็นสิ่งที่เหนือกว่าสติปัญญาของคนใน ASTV มาก เว้นแต่คนอย่างคุณสนธิฯ
ซึ่งเชื่อว่ามีความเข้าใจลึกซึ้งกว่าใครๆ
แต่เมื่อเข้าใจแล้วจะใช้สัมมาทิฎฐิหรือมิจฉาทิฎฐิเข้ามาจับ ก็เป็นเรื่องบุญกรรมของคุณสนธิฯ
คุณประพันธ์ คูณมีนั้นทุกคนรู้ดีว่าเป็นร่างทรงของคนอีกคนหนึ่ง
ซึ่งถึงจะร่วงโรยไปตามวัยแล้วแต่ยังรักษามิจฉาทิฎฐิของตัวเองได้อย่างเข้มข้น
เหมือนกับนายใหญ่ที่สุดของเขา คนที่ว่านี้คือ
นาวาอากาศตรีประสงค์ สุ่นศิริ อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
ผู้หวังโหนกระแสเกลียดทักษิณมาเป็นนายกรัฐมนตรี
หรืออย่างต่ำขอมีอิทธิพลชี้นำในทางนโยบายของชาติ
ทั้งสองคนเพิ่งพูดถึงเรื่องของน้ำมันในอ่าวไทยและพูดอย่างชัดเจนว่า
นั่นล่ะคือหัวใจของเรื่อง
ไม่ใช่ปราสาทพระวิหาร
ไม่ใช่วัดแก้วสิกขาสวาระ
ไม่ใช่พื้นที่ทับซ้อน ๔.๖ ตารางกิโลเมตร
พูดง่ายๆ ว่าไทยมีเรื่องกับเขมรรอบนี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องที่งัดมาทะเลาะกันในข่าวเลย
แต่เป็นการชิงดีชิงเด่นกันในเรื่องของทรัพยากรน้ำมันในอ่าวไทยและบริเวณใกล้เคียง
แถมคนที่ทะเลาะกันในฉากหลังก็ไม่ใช่ไทยกับเขมรอีกด้วย
พื้นที่ในทะเลที่เชื่อกันว่ามีน้ำมันอยู่มากนั้น เขาแบ่งคร่าวๆ ออกเป็น ๙ พื้นที่
หรือจะเรียกว่า ๙ หลุมเหมือนสนามกอล์ฟก็ได้
ขณะนี้ความมั่นคงของรัฐบาลกัมพูชาภายใต้สมเด็จฮุนเซ็น
ทำให้เขามีความนิ่งพอจะจัดแบ่งผลประโยชน์อันมหาศาลนี้ได้ลงตัวและรวดเร็ว
ในขณะที่คนไทยขัดแย้งกันจนแทบจะเกิดสงครามกลางเมืองเต็มรูปแบบอยู่แล้ว
จึงเหมือนถูกกันออกนอกวงไปโดยปริยาย
ปัญหาคือไทยมิได้ถูกกันออกนอกวงจนลำบากเดือดร้อนเพียงคนเดียว
แต่กระทบกระเทือนถึง “ลูกพี่” ของชนชั้นนำไทย
ที่คอยเอื้อประโยชน์ให้แก่กันและกันมานานนักหนานั่นด้วย
ก่อนที่ทรัพยากรจะถูกเฉือนและแบ่งกันจนหมดก้อน
เกมเลื่อยขาเก้าอี้เกมใหม่จึงต้องเกิด
และต้องกระทำอย่างรวดเร็วก่อนจะชวดฉลูขาลเถาะ
ไม่น่าแปลกใจที่เขาสั่งทันทีว่าไทยต้อง “หาเรื่อง” กับกัมพูชา
คนที่เปิดเกมนี้ก็คือ นาวาอากาศตรีประสงค์ สุ่นศิริและสนธิ ลิ้มทองกูล
เพราะความขัดแย้งทุกประเด็นระหว่างไทยและกัมพูชา
มาจากลมปากของกลุ่มที่เคยเรียกตัวเองว่า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยทั้งสิ้น
ขณะปิดเกมก็เขกหัวทุกคนที่เป็นขี้ข้ากลุ่มเดียวกัน
จากรัฐบาลประชาธิปัตย์ ถึงกองทัพบกของประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่ารักชาติน้อยกว่าตนทั้งนั้น
ความหมายอันแท้จริงคือข้าพเจ้านี่แหละ
ที่จะช่วยกู้ผลประโยชน์ที่สูญเสียไปของลูกพี่ (ต่างชาติ) ได้ดีกว่าคนอื่น
สนธิและประสงค์เขารู้ลึกซึ้งว่า นายใหญ่ (ต่างชาติ) และนายใหญ่ (แห่งชาติ)
เขาร่วมประโยชน์กันแนบแน่นถึงสัดส่วนกันอย่างไร เขาจึงคำนวณแล้วว่า
เล่นเรื่องนี้และช่วยยกระดับไปเรื่อยๆ คือ
วิธีที่พวกเขาจะได้คะแนนสูงสุดจากนายใหญ่ทั้งสองระดับ
เป้าหมายของเรื่องนี้คือการล้มกระดานผลประโยชน์น้ำมันในอ่าวไทย
โดยสร้างเรื่องเพิ่มเติมให้เกี่ยวพันกับการเมืองไทย
โดยเฉพาะตัวอดีตนายกรัฐมนตรีคือคุณทักษิณฯ
ถ้าฝ่ายประชาธิปไตยถอดชนวนช้าเกินไป จะเกิดวิกฤติใหม่ในไม่ช้า
สงครามทางทะเลที่มีชาติใหญ่หนุนหลังอยู่ทั้งสองฝ่ายอาจเกิดขึ้นได้.
http://democracy100percent.blogspot.com/2011/06/blog-post_10.html
"อ๋อย"ทวีตซัด"ผบ.ทบ." จี้ปราม"ผู้พันไก่อู"ทำตัวเป็นศัตรูพรรคการเมือง
ที่มา มติชน นายจาตุรนต์ระบุว่า " ถ้าส่งไปปราบยาเสพติด จะไม่กระโตกกระตากไปหน่อยหรือ และยังต้องถามด้วยว่าท่านจะไปกันในหน้าที่อะไร ไปทำแทนตำรวจหรือ ทำไมไม่ใช้ตำรวจปราบยาเสพติด ถ้าผู้สมัครรับเลือกตั้งทำผิดกฎหมายทำไมคนของท่านไม่ไปแจ้งความร้องทุกข์ เพื่อดำเนินคดี หรือว่าจะเป็นการเสียเหลี่ยม หรือไม่เชื่อถือกฎหมาย การแสดงออกของ ผบ.ทบ.จึงเข้าลักษณะข่มขู่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ทำให้เสียบรรยากาศทางการเมือง และอาจทำให้คนรู้สึกว่าท่านวางตัวไม่เป็นกลางได้ จึงอยากแนะนำท่านว่าก่อนจะพูดอะไรควรคิดเสียให้รอบคอบ ท่านเป็นคนโผงผาง ตรงไปตรงไปตรงมา แต่ก็ต้องคำนึงด้วยว่าพูดแล้วคนจะรู้สึกอย่างไร " นายจาตุรนต์ยังทวีตถึงกรณีที่ ผบ.ทบ.อยากให้ประชาชนทบทวนกรณีหมู่บ้านสีแดง เพราะอยากให้ประเทศไทยมีสีเดียวว่า " ก็เป็นสิทธิของท่านที่จะแสดงความเห็น แต่ก็เป็นสิทธิของประชาชนที่จะเรียกหมู่บ้านของตัวเองเป็นสีอะไรก็ได้ ตราบใดที่ไม่ทำอะไรที่ผิดกฎหมาย บังเอิญว่าแกนนำคนเสื้อแดงเขาก็ลงสมัครเลือกตั้งกันอยู่ พอแสดงความเห็นอะไรในทางไม่ชอบสีแดง คนก็อาจมองว่าท่านไม่เป็นกลางอีกก็ได้ หมู่บ้านสีแดงมีกี่หมู่บ้าน ผมไม่ทราบ แต่ไม่มีข้อมูลว่าพวกเขาทำอะไรผิดกฎหมาย เห็นแต่หมู่บ้านสีเหลืองอยู่แถวทำเนียบรัฐบาลน่าจะไม่ถูกกฎหมาย หมู่บ้านสีเหลืองที่มีอยู่เพียงหมู่บ้านเดียวนี้ ท่าน ผบ.ทบ.จะว่ายังไง นอกจากทำผิดกฎหมายแล้ว ยังยุให้ท่านไปรบกับกัมพูชาอยู่ทุกวันด้วย" นาย จาตุรนต์กล่าวว่า "อยากแนะนำให้ ผบ.ทบ.ปรามโฆษกกองทัพบก (พล.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด) เสียบ้าง อย่าปล่อยให้มาต่อปากต่อคำกับผู้สมัครรับเลือกตั้ง จนเหมือนตั้งตัวเป็นศัตรูกับบางพรรคไปแล้ว คุณสรรเสริญมีสิทธิแสดงความเห็นทางการเมือง จะโต้กับใครก็ได้ แต่ท่านผบ.ทบ.แน่ใจหรือว่าเขาควรจะโต้ในฐานะโฆษกของกองทัพบก กองทัพเห็นตามเขาหรือ เมื่อโฆษกไม่เป็นกลางทางการเมือง คนเขาอาจคิดว่ากองทัพไม่เป็นกลางทางการเมือง ท่านไม่ควรเอาอย่างนายกฯ อภิสิทธิ์เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กับนายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่พูดอะไรไม่ตรงกันทุกวัน" นาย จาตุรนต์ระบุอีกว่า "เรื่องสุดท้ายที่อยากแนะนำคือ การวางตัวเป็นกลางและไม่แทรกแซงในการจัดตั้งรัฐบาล อยากแนะนำให้ท่านทำให้ชัดเจนเสียแต่วันนี้ ไม่ต้องรอหลังเลือกตั้ง ที่คนเขาห่วงกันทั่วบ้านทั่วเมืองก็คือ พรรคที่ได้เสียงมากแล้วอาจไม่ได้จัดตั้งรัฐบาล พูดกันตรงๆ ก็คือเขากลัวการแทรกแซงจากผู้มีอำนาจและกองทัพ เรื่องนี้ชาวต่างประเทศและชาวไทยในต่างประเทศก็วิตกกันทั้งนั้น ทำให้เขาไม่เชื่อมั่นต่อเมืองไทยของเรา เมืองไทยที่ท่านอยากให้เป็นสีเดียวนี่แหละ ผมจึงเสนอว่าให้ท่านทำเหมือนตอนที่ประกาศว่าจะไม่ทำรัฐประหารนั่นแหละ แต่ให้ออกมาพูดพร้อมกันว่าจะไม่แทรกแซงในการจัดตั้งรัฐบาลควรแถลงด้วยว่า จะไม่อนุญาตให้พรรคการเมืองใช้สถานที่ของกองทัพบกในการจัดตั้งรัฐบาลอีก แล้ว" "เรื่องแทรกแซงการจัดตั้งรัฐบาลนี้ ไม่ใช่พูดกันลอยๆ เห็นคุณชุมพล (ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา) ก็เพิ่งให้สัมภาษณ์ไม่ใช่หรือ ก็ชัดอยู่แล้วว่าคราวที่แล้วมีการแทรกแซง บีบบังคับ ที่ผมได้ยินจากปากผู้นำพรรคการเมืองบางท่าน ก็คือเขาบอกว่าผู้นำทหารขู่ นอกจากนั้นก็ขอให้ท่านเพิ่มความสุขุมมากขึ้นในการออกความเห็นต่างๆ อย่างน้อยระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง เพื่อไม่ให้ถูกมองว่าไม่เป็นกลาง หน้าที่ของทหารในระหว่างการเลือกตั้งไม่มีอะไรมากหรอกครับ แค่วางตัวให้เป็นกลางก็ประเสริฐที่สุดแล้ว" นายจาตุรนต์ระบุ
เมื่อ วันที่ 10 มถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย (ทรท.) ได้ทวีตข้อความผ่านเว็บ twitter.com ถึงกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ระบุว่าพรรคเพื่อไทย(พท.) รังแกทหารว่า " เห็นข่าว ผบ.ทบ.ฮึ่ม พท.รังแกทหารแล้วอยากจะให้คำแนะนำ ผบ.ทบ.สักหน่อย เผื่อจะเป็นประโยชน์ต่อตัว ผบ.ทบ.เอง และอาจเป็นผลดีต่อบรรยากาศทางการเมือง อ่านคำสัมภาษณ์ของคุณประยุทธ์แล้วรู้สึกว่าท่านคงลืมไปว่าท่านเป็น ผบ.ทบ.อยู่ ไม่ใช่หัวหน้ากลุ่มก๊วนอะไรที่จะบอกว่ายอมไม่ได้ หยามไม่ได้อย่างนั้น ท่านบอกว่าส่งทหารไป 2 คนแล้วถูกกดดัน ก็เลยจะส่งไป 50 คนหรือ 100 คน ถามว่าจะส่งไปทำไม จะส่งไปปราบยาเสพติดหรือปราบผู้สมัครรับเลือกตั้ง"
นับตั้งแต่นี้ไปคุณปูยิ่งลักษณ์ คงโดนอีกเยอะ โทษฐาน "คะแนนนิยมพุ่งถึงอวกาศ"
ที่มา thaifreenews
โดย ลูกชาวนาไทย
รู้สึก ว่าการหาเสียงเลือกตั้งขณะนี้เสื้อแดงมีความสุขกระปี้กระเปร่ามากที่ สุด ไหนจะนโยบายเพื่อไทยที่โดนใจมากมาย ไหนจะท่านายกฯทักษิณหันมาสู้สุดตัว
ที่ ยิ่งกว่านั้นคือ "คุณยิ่งลักษณ์" แคนดิเดท นายกฯ กลายเป็นแก้วตาดวงใจของคนเสื้อแดงชั่วเพียงข้ามคืน สร้างทั้งความหวัง สีสรร ความอบอุ่น ความลิงโลดในใจ ทั้งความงาม สติปัญญาและประสบการณ์ พรั่งพร้อมไปทุกอย่าง
ผมเชื่อว่านับตั้งแต่วันนี้ไป พวกอำมาตย์จะออก ลูกไม้ต่างๆ ออกมาถล่มคุณปูยิ่งลักษณ์ เพื่อ "หยุดความนิยม" คุณปูให้ได้ เพราะหากไม่อย่างนั้นแล้ว คะแนนเสียงของพรรคเพื่อไทยจะต้อง Land Slide ฟ้าถล่มดินทะลายแน่ๆ 300 เสียงนั้นไม่ใช่สิ่งที่จะเป็นไปไม่ได้
สามสัปดาห์อันตรายนี้พวกเขาต้องออกมาตายต่างๆ มาตัดคะแนนให้ได้
แต่ผมคิดว่าคนเสื้อแดงนั้นหนักแน่นเพียงพอไม่มีอะไรต้องน่าเป็นห่วงว่าคะแนนจะสวิงกลับเหมือนสมัยก่อน
วันนี้ การต่อสู้ทางการเมืองเป็นการต่อสู้ทางอุดมการณ์ เสียครึ่งหนึ่ง คนที่ออกไปลงคะแนนในวันนี้ลงคะแนนด้วยอุดมการณ์ครึ่งหนึ่งหรือกว่าของคนที่ ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ดังนั้นไม่ว่าอะไรก็ทำให้อุดมการณ์ต่อต้านอำมาตย์นั้นสั่นคลอนไปได้
ส่วน พวกเป็นกลาง ยังไม่ตัดสินใจนั้นผมว่ามีน้อย เพียงแต่ผลของโพล คนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยแสดงออกชัดเจนบอกโพลไปตามตรงว่าจะเลือกใครแม้จะตัดสิน ใจไปแล้ว ดังนั้นโพลจึงบอกว่ามีคนไม่ตัดสินใจ 50-60 % ถึงวันนี้ผมไม่เชื่อว่าจะมีพวกยังไม่ต้ดสินใจแล้ว วิกฤติเกือบ 5 ปี คงไม่มีคนรู้สึกช้าขนาดนั้น
แต่โพลอาจหลอกลวงพวกเสื้อเหลือง พวกอนุรักษ์นิยมด้วยกันเอง เหมือนที่สื่อทั้งหลายปิดข่าวเกี่ยวกับเสื้อแดง ทำให้พวกอนุรักษ์นิยมไม่เอ๊ะใจว่าเสื้อแดงนั้นมีเต็มแผ่นดินแล้ว วันนี้ก็ยังเข้าใจอยู่อย่างนั้นเองว่า เสื้อแดงนั้นแม้จะแรง ก็ไม่ไม่มาก
ก่อน เลือกตั้งคุณปูคงโดนขุดคุ้ยอีกเยอะ อาจขุดไปถึงขึ้นว่าตอนเป็นสาวรุ่นคุณปูมีใครมาจีบบ้าง อะไรไปโน้น คือ คุณปูไม่เคยเล่นการเมือง แผลนั้นหายาก ทั้งชีวิตก็ทำงานเหมือนพวก White Colar ทั้งหลาย คนทำงานทั่วไปนั้น จุดอ่อนทางการเมืองแบบไปทำอะไรไม่ดีไว้นั้นมีน้อย
อีกอย่างเวลาทำ ธุรกิจคุณปูก็ไม่ใช่พวกผู้รับเหมา ทำให้ไม่มีเรื่องฮั้ว เรื่องวิ่งหางาน งานของคุณปูส่วนใหญ่คือ การบริการลูกค้า จุดอ่อนจึงมีน้อยมาก
ไม่ยุบปชป.ผ่านไปกว่า 6 เดือน คำวินิจฉัยส่วนตัว 7 ตุลาการ ได้รับการเผยแพร่แล้ววันนี้
ที่มา มติชน
ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้อ่านคำวินิจฉัยที่ 16 /2553 เรื่องนายทะเบียนพรรคการเมืองขอให้ศาลมีคำสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2553
ผ่านไปกว่า 6 เดือน คำวินิจฉัยส่วนตัวของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพิ่งได้รับการเผยแพร่ในเว็บราชกิจจานุเบกษา
ล่า สุด วันที่ 10 มิถุนายน คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยที่ 16 / 2553 เรื่อง อัยการสูงสุดขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์ (ส่วนตัว) ของ 7 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพิ่งได้รับเผยแพร่
คำ วินิจฉัยส่วนตัว ที่เพิ่งได้รับการเผยแพร่ ประกอบด้วย คำวินิจฉัยส่วนตัวของ นายชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอีก 6 คนได้แก่ นายจรัญ ภักดีธนากุล นายจรูญ อินทจาร นายนุรักษ์ มาประณีต นายบุญส่ง กุลบุปผา นายสุพจน์ ไข่มุกด์ และนายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี
เปิดอ่านคำนิจฉัยส่วนตัว 7 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้ที่ http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2554/A/047/1.PDF
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์: ว่าด้วยโครงสร้างส่วนบน (ที่มองไม่เห็น) ของระบบโซตัส
ที่มา ประชาไท
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์
เผยแพร่ครั้งแรกในเว็บไซต์คมชัดลึก 7 กันยายน 2553
ระบบ โซตัส (SOTUS) ถือเป็นหนึ่งในแบบแผนปฏิบัติของชีวิตในมหาวิทยาลัย โดยทั่วไปเป็นการกล่าวถึงระบบที่เป็นตัวย่อมาจากการนับถืออาวุโส (Seniority) ยึดมั่นระเบียบ (Order) ประเพณี (Tradition) ความสามัคคี (Unity) และน้ำใจ (Spirit) ซึ่งระบบนี้ขับเคลื่อนผ่านการปกครองดูแลกันเองระหว่าง "รุ่นพี่" และ "รุ่นน้อง" และผ่านการหล่อหลอมผ่านระบบการ "รับน้อง" และ "ห้องเชียร์"
ใน ทุกๆ ปีนั้นเรื่องนี้จะมีการพูดกันเสมอๆ ในช่วงเปิดเทอมต้น โดยเฉพาะในหน้าสื่อ ทั้งการตีพิมพ์ทัศนะต่างๆ และอาจจะมีข่าวว่ามีรุ่นน้องตาย หรือฟ้องร้องถึงการรับน้องที่ป่าเถื่อน และโหดร้าย และข่าวดังกล่าวก็จะเงียบหายไปหลังจากห้องเชียร์ปิดตัวลงในช่วงสักประมาณ กรกฎาคม
เดิมนั้น เรามักอธิบายกันว่า เรื่องของระบบโซตัสนั้นดำรงอยู่ได้เพราะว่าสังคมไทยนั้นมีวัฒนธรรมแบบระบบ อุปถัมภ์ ดังนั้นระบบโซตัสก็คือ "ผลสะท้อน" ของโครงสร้างของวัฒนธรรมในสังคมใหญ่ที่ "เตรียมคนรุ่นใหม่" ให้ออกไปอยู่ในระบบที่ยอมรับว่าสังคมไม่เท่าเทียมกัน
ขณะที่ผู้ที่ สนับสนุนระบบนี้ ก็มักจะอธิบายว่าระบบโซตัสนั้นมีคุณประโยชน์เป็นอย่างมาก เพราะทำให้เกิดการขัดเกลาและช่วยเหลือกันในหมู่สมาชิกของสังคม เพราะเด็กที่เข้าสู่มหาวิทยาลัยนั้นไม่มีใครดูแล เหมือนในระบบมัธยม ดังนั้นการมีรุ่นพี่รุ่นน้องก็เป็นเรื่องที่ดีอยู่ เหมือนกับระบบอาวุโส-อุปถัมภ์ในสังคมนั้นก็ดีอยู่ ที่ไม่ดีนั้นเป็นเรื่องเฉพาะตัวของรุ่นพี่บางคน หรือคนบางคนเท่านั้น
ไม่ ว่าจะอยู่ฝ่ายนั้นก็ตาม เดิมนั้นเรามองว่าระบบโซตัสนั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องเฉพาะกับรุ่นพี่และ รุ่นน้อง ไม่เชื่อมโยงกับอาจารย์และผู้บริหารมหาวิทยาลัย ภาพของการมองและการพยายามแก้ปัญหาจึงมักวนเวียนอยู่กับเรื่องของการกวดขัน ให้ทางผู้บริหารดูแลระบบนี้ให้ดี ไม่ว่าจะยกเลิก หรือกวดขันไม่ให้เกิดอันตรายกับเด็กๆ
สิ่งที่ผมค้นพบที่เกี่ยวข้อง กับระบบโซตัสนั้นมีด้วยกันสองเรื่อง เรื่องแรกคือคำถามที่ว่าทำไมรุ่นน้องหรือเด็กเข้าใหม่ถึงยอมรับระบบนี้ (รับน้องแล้วทำไมน้องไม่ร้องจ๊าก) กับเรื่องที่สอง (ค้นพบใหม่) ว่าทำไมผู้บริหารจึงยอมรับหรือไม่ยอมมองเห็นปัญหาเรื่องระบบโซตัส
ระบบ โซตัสนั้นดำเนินไปได้ เพราะระบบดังกล่าวนั้นเป็นการลงทุนที่คุ้มมาก เพราะการยอมถูกแสดงอำนาจหนึ่งปีในฐานะน้องใหม่ทำให้สามารถได้รับการเคารพยอม รับกลับในฐานะรุ่นพี่ถึงสามเท่าเป็นอย่างน้อย (ในกรณีหลักสูตรสี่ปี) หมายถึงยอมเขาหนึ่งปีก็ได้คืนในฐานะการเป็นรุ่นพี่ถึงสามเท่า รวมทั้งการให้หลักประกันความมั่นคงในการสมัครงานและการทำงานในอนาคตเพราะ รุ่นน้องก็คาดว่ารุ่นพี่จะช่วย และรุ่นพี่ก็มีรุ่นน้องเป็นพวก
ส่วน ทำไมผู้บริหารถึงยอมให้เรื่องนี้เกิดได้นั้น ก็เพราะว่าประธานของระบบโซตัสตัวจริงก็คืออธิการบดีและคณบดีของแต่ละคณะนั่น แหละครับ และรอยต่อของระบบโซตัสที่ปรากฏตัวและถูกวิพากษ์วิจารณ์ กับระบบที่ซ่อนตัวอยู่นั้นไม่ค่อยมีคนค้นพบต่างหาก
การยินยอมให้มี การซ้อมเชียร์และรับน้องอย่างเข้มข้น อย่างน้อยในแง่ของการปล่อยให้ใช้พื้นที่ในมหาวิทยาลัยในการจัดกิจกรรมที่ขัด กับหลักการสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญนั้น สามารถเข้าใจเป็นอย่างอื่นได้ยาก นอกจากการมีผลประโยชน์บางประการที่ระบบบริหารของมหาวิทยาลัยปล่อยให้เกิด ขึ้น ซึ่งหัวใจสำคัญก็คือ การรับน้องอย่างเข้มข้นนี้ไม่ใช่ดีในแง่ของผลประโยชน์ในอนาคตของรุ่นพี่รุ่น น้องที่จะจบออกไปเท่านั้น แต่หมายถึงการสร้างหลักประกันของผู้บริหารในการเกณฑ์นักศึกษามาใช้ใน พิธีกรรมต่างๆ ของมหาวิทยาลัยได้ เพราะถ้าไม่มีระบบโซตัสแล้ว มหาวิทยาลัยคงไม่สามารถเกณฑ์นักศึกษามาทำพิธีกรรมต่างๆ ของมหาวิทยาลัยได้ และทำให้ศิษย์เก่ากลับมาให้การสนับสนุนมหาวิทยาลัยในอนาคต ซึ่งพิธีกรรมต่างๆ นี้ล้วนแล้วแต่เป็นส่วนสำคัญของการทำให้มหาวิทยาลัยเป็นที่รู้จักและมี อันดับในสังคม และในบางกรณีอาจจะมากกว่าเกณฑ์สากลอื่นๆ อาทิ งานวิจัย เสียอีก
เขียนเรื่องนี้ในตอนนี้เพราะต้องการให้จับตามองว่า แม้ว่าห้องเชียร์และการรับน้องจะจบไปแล้ว แต่นักศึกษาไม่ใช่แค่กลับเข้าห้องเรียน หรือทำกิจกรรมอื่นๆ แต่พวกเขากำลังถูกเกณฑ์โดยระบบบริหารในพิธีกรรมต่างๆ ของมหาวิทยาลัย หรืออาจรวมไปถึงการถูกเกณฑ์หรือขอความร่วมมือจากหน่วยงาน "นอก" และ "เหนือ" มหาวิทยาลัยด้วยครับ
บันทึกทนายความ ฉ. 3 : ขบวนการหยุดหนูหริ่ง ขบวนการหยุดประชาชน !
ที่มา ประชาไท
” ห้ามฉันพูด ฉันจะพิมพ์
ห้ามฉันพิมพ์ ฉันจะเขียน
ห้ามฉันเขียน ฉันก็ยังคิด
หากจะห้ามฉันคิด ก็ต้องห้ามลมหายใจฉัน”
ใน ช่วงเวลาที่สังคมถูกปกคลุมไปด้วยความกลัว ต้องยอมรับว่าคุณ “หนูหริ่ง” หรือ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ คือผู้ที่แหวกม่านของความกลัว และลุกขึ้นท้าทายความอำนาจของปีศาจ และประกาศว่าประชาชนย่อมมีเสรีภาพอย่างสมบูรณ์ ไม่มีอำนาจใดมากดหัวให้ความเป็นคนสยบยอมได้…
เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2553 ภายหลังจากที่ทหารได้ใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงเพียง 2 วัน นายสมบัติ บุญงามอนงค์ และประชาชนจำนวนหนึ่งจึงได้นัดพบปะทำกิจกรรม ณ บริเวณสวนสาธารณะใต้สะพาน เลียบทางด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์ ถนนประดิษฐ์มนูธรรม โดยได้ร่วมกันทำกิจกรรมเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร เช่นการให้ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์มาถ่ายทอดเหตุการณ์ รวมทั้งมีประชาชนผู้ที่มีข้อมูลเช่น ภาพถ่ายเหตุการณ์มาแสดงในเชิงนิทรรศการ ทั้งนี้เพื่อเป็นการผ่อนคลายสถานการณ์ โดยในวันดังกล่าวเหตุการณ์ก็มิได้มีการกระทำผิดกฎหมาย หรือก่อให้เกิดความวุ่นวายแต่อย่างใด ต่อมา นายสมบัติ บุญงามอนงค์ ได้เดินทางไปผูกผ้าแดงที่สี่แยกราชประสงค์ และถูกควบคุมตัวตามหมายควบคุมตัวของศอฉ.เป็นเวลาถึง 14 วัน ภายหลังจากนั้นศาลได้มีคำสั่งให้ ศอฉ.ปล่อยตัวเนื่องจากไม่มีเหตุในการควบคุมตัวต่อไปตามกฎหมาย และในวันปล่อยตัว พนักงานสอบสวน สน.วังทองหลางได้นำเขาส่งพนักงานอัยการและฟ้องต่อศาลแขวงพระนครเหนือว่า เขาได้ชุมนุมกันเกิน 5 คนโดยก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่ว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายอันเป็นการมั่วสุมกันเกินกว่า 10 คน ตามพรก.ฉุกเฉิน มาตรา 9 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 215 และ 216… เขาปฏิเสธ !
เมื่อ วันที่ 7 มิถุนายน 2554 เวลา 09.30 น. ศาลแขวงพระนครเหนือได้ออกพิจารณาคดีนัดแรกโดยพนักงานอัยการโจทก์ได้นำพยาน ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ 3 นายเข้าเบิกความประกอบรูปถ่ายว่า ในวันเกิดเหตุ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ ได้ร่วมกับประชาชนอีกจำนวนหนึ่ง ได้จัดกิจกรรมเป็นเชิงนิทรรศการ โดยมีการเอารูปคนตายมาปิดแสดง และมีการพูดทำนองว่าไม่เห็นด้วยกับการใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม และมีการให้คนที่อยู่ในเหตุการณ์พูดแชร์ข้อมูล ข้อเท็จจริงที่ได้ประสบมา โดยขณะนั้นได้มีรถมาชลอดู ทำให้รถติด รวมทั้งมีประชาชนจำนวนหนึ่งยืนบนพื้นผิวถนน อันเป็นความผิดตาม พรก.ฉุกเฉิน ซึ่งห้ามชุมนุมกันเกิน 5 คน และรับว่าภายหลังจากนั้นนายสมบัติ และประชาชนก็ได้แยกย้ายกันกลับโดยไม่มีเหตุการณ์ความรุนแรงใดๆ
ฝ่าย นายสมบัติ บุญงามอนงค์ได้นำสืบว่า ตนไปทำกิจกรรมที่มิได้ก่อให้เกิดความรุนแรงเป็นเพียงการจัดนิทรรศการ และพูดจาแลกเปลี่ยนข้อมูลเท่านั้น ทั้งนี้มิได้มีการตั้งเวทีปราศัย หรือก่อให้เกิดความวุ่นวายแต่อย่างใด และในขณะนั้น ประชาชนแทบไม่มีใครกล้าออกจากบ้าน รถราก็น้อยมาก ดังนั้นที่ตำรวจกล่าวหาว่าตนทำให้รถติดนั้นจึงไม่เป็นความจริง และยืนยันว่าตนเองใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ และไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องแต่อย่างใด การที่เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีกับตนนั้นเป็นการทำโดยมีเจตนาที่จะสกัดกั้นมิให้ ตนเคลื่อนไหวทางการเมืองเท่านั้น ฯ และวันนี้( 9 มิถุนายน 2554 ) ได้มีการสืบพยานจำเลยต่อโดยมี อ.กฤตยา แห่งมหาวิทยาลัยมหิดลเข้าเบิกความว่า ช่วงเหตุการการใช้กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุมเดือน เมษายน-พฤาภาคม 2553 รัฐบาลได้มีการประกาสสถานการณ์ฉุกเฉินโดยไม่ชอบ และไม่เป็นไปตามกติการะหว่างประเทศ และมีเจตนาจะใช้กฎหมายดังกล่าวสร้างเงื่อนไขในการเข้าสลายการชุมนุม รวมทั้งยังมีการใช้กำลังเกินกว่าเหตุ เป็นเหตุให้มีประชาชนเสียชีวิตจำนวนมาก และมีอ.ธีระ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เข้าเบิกความให้ความเห็นทางกฎหมายว่า การกระทำที่จะเป็นความผิดตามพรก.ฉุกเฉิน นั้น ต้องเป็นการชุมนุมเกิน 5 คน และมีลักษณะอันเป็นการก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และต้องตีความประกอบเจตนารมณ์ของกฎหมายแม่บทที่ประกาศดังกล่าวอาศัยเป็นฐาน แห่งอำนาจ และหากจะตีความเพียงว่ามีการชุมนุมตั้งแต่ คนก็จะเป็นความผิดทุกกรณี การตีความเช่นนั้นก็จะเป็นการตีความกฎหมายที่เกิดผลประหลาด ซึ่งเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนจนเกินความจำเป็น ฯ
อย่างใดก็ตาม ศาลได้นัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 14 กันยายน 2554 เวลา 9.00 น.
น่าสนใจว่า … กระบวนการยุติธรรมไทยจะมองการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างไร
น่าสนใจว่า … นี่จะเป็นกระบวนการหยุด “หนูหริ่ง” มิให้เคลื่อนไหวหรือไม่
และน่าสนใจว่า … เมื่อไหร่ประชาชนจะหลุดจากวงจรกฎหมายอุบาทว์เช่นนี้เสียที !
Red path:เสียงชาวบ้าน"VOTE NO? บ้าไปแล้ว"
ที่มา Thai E-News
กลุ่ม พันธมิตรเสื้อเหลืองสวมหัวควายหน้าป้ายหาเสียงของว่าที่นายกรัฐมนตรียิ่ง ลักษณ์ ชินวัตร ที่ย่านธุรกิจของกรุงเทพฯเพื่อเรียกร้องให้คนโหวตNO (ภาพข่าว:รอยเตอร์)
โดย FORD เรด ทรู้ธ โอนลี่
11 มิถุนายน 2554
โครงการ เส้นทางสีแดง No Coup, Fair Election รณรงค์เลือกตั้ง ต้านรัฐประหาร (ราชประสงค์-อุดรธานี-เชียงใหม่-ชุมพร) 4 ภาค 42 วัน 39 จังหวัด ระยะทาง 3,693 กม. ดำเนินการระหว่างวันที่ 8 พฤษภาคม-19 มิถุนายน 2554 ผมจะขอรายงานกิจกรรมเป็นระยะตามเส้นทางเพิ่มเติมจากเส้นทางตอนก่อน(ดูลิ้งค์ ท้ายรายงานนี้)ดังนี้
กิจกรรมวันที่ 3-5 มิย.จากถ้ำขุนตาลถึงตาก
พวกเราออกเดินทางจากเชียงใหม่ในเวลาเช้า เมื่อถึงลำพูนฝนตกทำให้ต้องหยุดพักประมาณ 1 ชม. หลังจากนั้นได้ปั่นจักรยานขึ้นเทิอกเขาขุนตาล http://www.youtube.com/watch?v=E0cfgcKK94Y
และเมื่อขึ้นถึงขุนตาลฝนได้เทกระหน่ำมาอีกครั้งทำให้ต้องจอดจักรยานแอบข้างทางเพื่อหลบฝน http://www.youtube.com/watch?v=KSHFgmk651o
หลังฝนตกอย่างหนักแดดเริ่มออก พวกเราเสื้อเปียกแล้วแห้ง แห้งแล้วเปียกทั้งเหงื่อทั้งฝนหลายรอบ จนกระทั่งมาถึงลำปางในเวลาประมาณ 18.00 น. ปั่นจักรยานรอบเมืองและเข้าพักที่วัดป่ารวกซึ่งมีท่านรองเจ้าอาวาสอนุญาตให้ กางเตนท์นอนบริเวณวัดและในกุฏิ http://www.youtube.com/watch?v=-hiMWgobjPE
วันต่อมาพวกเราปั่นจักรยานไปอ.เถิน ระยะทาง 90 กม. http://www.youtube.com/watch?v=ym1T1PGSiUE
ถึงเวลาประมาณ 17.00 น. ได้รับความอนุเคราะห์จากแกนนำเอื้อเฟื้อที่พัก คืนนั้นฝนตกหนักตลอดคืนเนื่องจากพายุเข้า
เช้า วันต่อมาตำรวจที่เถินมาส่งปากทางถนนเหลวงพร้อมถ่ายรูปเป็นที่ระลึก ระยะทางจากอ.เถินมาจ.ตากประมาณ 84 กม. พวกเราเพกที่วัดเขาถ้ำซึ่งเป็นวัดที่อยู่บนภูเขา ได้รับความกรุณาจากเจ้าอาวาสให้อาศัยในกุฏิพระ
คืนนั้นต้องอาบน้ำฝน ซึ่งอาจจะมีสารหรือแมลงบางอย่าง ทำให้มีอาการคันตามผิวหนังมาก ฝนตกตลอดคืน
เช้า วันถัดมามีเจ้าหน้าที่จากกรอมน.ของตากมาเยี่ยมถึงที่วัดพร้อมอาหารเช้า ทำให้พวกเรารู้สึกอุ่นใจ ที่กิจกรรมอยู่ภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่บ้านเมือง
บันทึกเส้นทางสีแดงต้านรัฐประหาร 6-8 มิย :
ฝน ตกตลอดคืนจนถึงสายของวันนี้ ระยะทางจากตากไปกำแพงเพชรเพียง 70 กม. ทำให้เราไม่เร่งรีบนัก เราออกจากวัดในเวลา 10.00 น. และเลือกใช้เส้นทางกำแพงเพชรสายเก่าซึ่งมีทัศนียภาพงดงามมาก คลิป
http://www.youtube.com/watch?v=LCD447XBfGY
พวกเราถึงกำแพงเพชรในเวลา 16.00 น.เข้าที่พักซึ่งเป็นรีสอร์ทเล็กๆ เย็นนั้นมีพี่น้องกำแพงเพชรมาร่วมต้อนรับเราหลายคน ได้ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกและพักผ่อนแต่หัวค่ำเนื่องจากระยะทางจากกำแพงเพชรไป นครสวรรค์ในวันที่ 7 คือ 110 กม.
พวกเราออกจากกำแพงเพชรในเวลา 8.00 น. การปั่นจักรยานใช้เส้นทางสายเอเซีย ปริมาณรถที่หนาแน่นทำให้ต้องปั่นจักรยานอย่างระมัดระวัง
บางช่วงมีการสร้างถนนทำให้มีฝุ่นมาก บางครั้งทำให้เกิดอาการระคายคอและไอ
ถึง นครสวรรค์ในเวลา 17.00 น. เข้าพักที่สำนักสงฆ์หลวงปู่ท้าวซึ่งอยู่บนเขาชานเมืองนครสวรรค์ เวลามองลงมากลางคืนจะเห็นเมืองนครสวรรค์โดยรอบสวยงามมาก มีพระพุทธรูปหล่อด้วยปูนปั้นขนาดความสูงเท่ากับตึก 8 ชั้น
เช้าวัน ถัดมาปั่นจักรยานจากนครสวรรค์มาถึงสิงห์บุรี ได้มีโอกาสทักทายพูดคุยกับชาวบ้านและสัมภาษณ์พ่อค้าผลไม้ข้างทาง เห็นว่ามีมุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับการรณรงค์ VOTE NO ของพธม.จึงถ่ายคลิปไว้ http://www.youtube.com/watch?v=qtVsQf-12KI
ลุงคนนี้บอกว่าการรณรงค์โหวตโน ทำให้ประเทศไม่มีทางออก พวกพันธมิตรก็จะไปโหยหารัฐบาลพระราชทานกันอีก จะไปติเรือทั้งโกลนว่านักการเมืองเลวหมดไม่ได้ ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ หากไม่ชอบเพื่อไทยก็มีปุระชัย มีพรรคอื่นเยอะแยะ นี่คือระบอบประชาธิปไตยต้องฟังเสียงส่วนใหญ่ ไม่ใช่คนกลุ่มน้อยดนทุรังว่าไม่เอาแบบที่พันธมิตรทำ "บ้าไปแล้ว เสียสติไปแล้ว"
กิจกรรมระหว่างวันที่ 9-10 มิย. ดังนี้
เช้าวันที่ 9 พวกเราเดินทางออกจากสิงห์บุรีโดยมีทีมนักปั่นจากบางมัญ (Bangmun Bycicle Club : BCC) ปั่นมาส่งถึงอ.พรหมบุรี
ระยะทางจากสิงห์บุรีถึงอยุธยาคือ 71 กม. แดดแรงทั้งวันทำให้พวกเราหลายคนเกิดอาการอ่อนเพลีย เนื่องจากตรากตรำมาร่วมเดือนเต็มๆ
พวก เราถึงที่พักซึ่งเป็นบ้านของคนเสื้อแดงที่อ.วังน้อยในเวลา 16.00 น. เย็นวันนั้นมีงานเลี้ยงรับประทานอาหารค่ำ มีพี่น้องเสื้อแดงในอยุธยามาร่วมงานกว่า 30 คน ได้รายงานกิจกรรมตลอดระยะทางกว่า 3,100 กม. ได้รับเงินบริจาคจากพี่น้องเสื้อแดงที่อยุธยาจำนวน 1,500 บาท
ได้แบ่งสมทบให้กับงานศพของพี่น้องเสื้อแดงที่อยุธยาคนหนึ่งที่เพิ่งจะเสียชีวิตไป 500 บาท
เช้าวันถัดมาได้ถ่ายคลิปสัมภาษณ์เจ้าของบ้านเสื้อแดงซึ่งเป็นแดงอุดมการณ์แท้คนหนึ่ง เห็นว่าน่าสนใจจึงได้นำมาเผยแพร่ http://www.youtube.com/watch?v=CfvzzqIu83s
เธอเล่าว่าก่อนหน้านี้ทำธุรกิจ OTOP ในยุครัฐบาลทักษิน มีรายได้ดีมาก แต่หลังจากรัฐประหาร 19 กย.49 ชีวิตเธอเปลี่ยนไปหมด ธุรกิจต้องหยุดชะงักเช่นเดียวกับผู้ประกอบการ OTOP อีกหลายครอบครัว นอกจากนี้หลายปีก่อนยังเคยถูกงูเห่ากัด แต่ได้รับการรักษาด้วยนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค แต่หากไม่มีนโนบายนี้ไม่แน่ใจว่าจะมีค่ารักษาพยาบาลหรือไม่
หลังจากนั้นได้ออกเดินทางมาจังหวัดสุพรรณบุรี ระยะทาง 80 กม. ถึงวัดป่าเลไลย์ในเวลาประมาณ 15.30 น.
รู้จักกิจกรรมNo Coup, Fair Election รณรงค์เลือกตั้ง ต้านรัฐประหาร
โครงการ นี้จะดำเนินการระหว่างวันที่ 8 พฤษภาคม-19 มิถุนายน 2554 เส้นทางสีแดง No Coup, Fair Election รณรงค์เลือกตั้ง ต้านรัฐประหาร (ราชประสงค์-อุดรธานี-เชียงใหม่-ชุมพร) 4 ภาค 42 วัน 39 จังหวัด ระยะทาง 3,693 กม. โครงการเส้นทางสีแดง(Red Path) นำทีมโดยคุณ FORD จัดกิจกรรม รายละเอียดคลิ้กที่ที่ภาพโปสเตอร์ด้านบน
ผู้สนใจติดต่อ 081-5836964 ผู้สนใจบริจาคสมทบทุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจกรรม เพื่อนำไปเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม ธนาคารกรุงเทพ สาขาอิมพีเรียลเวิลด์ สำโรง ชื่อบัญชี นายสมชัย เหยี่ยวฟ้า บัญชีออมทรัพย์เลขที่ 940-0-38411-2
*******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:
-รายงานกิจกรรมNo Coup, Fair Electionรณรงค์เลือกตั้ง-ต้านรัฐประหาร3,693กม.ทั่วประเทศ วันที่8-15พ.ค.54
-รายงานกิจกรรมNo Coup, Fair Electionรณรงค์เลือกตั้ง-ต้านรัฐประหาร3,693กม.ทั่วประเทศ(เส้นทางจากปราจีนฯ-ชัยภูมิ)
-No Coup, Fair Election รณรงค์เลือกตั้ง-ต้านรัฐประหาร:จดหมายจากปลายฟ้าถึงยิ่งลักษณ์
-Red Pathปั่นถึงหนองคาย:เยี่ยมครอบครัวแม่หม้ายกับลูกกำพร้าวีรชน ฝากความหวังยิ่งลักษณ์เยียวยา
-ปากคำเหยื่อใจร้าววัดปทุมฯ และคำให้การพ่อแม่วีรชนซอยรางน้ำ
-Red Path:ปากคำพยานเหตุการณ์สังหารหมู่วัดปทุม
-Red Pathเยี่ยมนักโทษเสื้อแดง:ผู้ก่อการร้ายแม่มึงดิ
-กลุ่มเส้นทางสีแดงขอโทษกรณีขึ้นเวทีเสื้อเหลือง







