WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, June 12, 2011

"เจ้าฟ้าลั่น" อดีตเสนาธิการกองทัพ "ขุนส่า" เสียชีวิตแล้ว

ที่มา ประชาไท

เจ้าฟ้าดัง หรือ จางซูเฉียน ผู้มีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลกองทัพเมิงไตย ภายใต้การนำของ "ขุนส่า" ถึงแก่กรรมแล้ว

มี รายงานว่า เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. ที่ผ่านมา เจ้าฟ้าดัง หรือ เจ้าฟ้าลั่น หรือ จางซูเฉียน วัย 84 ปี อดีตเสนาธิการกองทัพเมืองไตย Mong Tai Army (MTA) ของขุนส่า ได้ถึงแก่กรรมด้วยโรคประจำตัวขณะพำนักอยู่ที่บ้านพักส่วนตัวในกรุงย่างกุ้ง สหภาพพม่า

เจ้าฟ้าดัง เป็นอดีตนายทหารกองกำลังจีนก๊กมินตั๋ง หรือ "จีนขาว" จบโรงเรียนนายทหารจากใต้หวัน เข้าร่วมกองกำลังขุนส่าราวปี พ.ศ. 2503 เจ้าฟ้าดัง ถือเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการกำกับกองกำลังภายใต้การนำของ ขุนส่า และเป็นผู้ได้รับความไว้วางใจจากขุนส่าเป็นพิเศษ โดยได้รับแต่งตั้งเป็นทั้งที่ปรึกษาและเป็นผู้จัดการวางแผนด้านการทหาร ตั้งแต่กองกำลัง SUA ถึงกองกำลัง MTA ที่ล่มสลายไปเมื่อต้นปี พ.ศ.2539 นอกจากนี้ เจ้าฟ้าดัง ยังถือเป็นคู่บุญของขุนส่า ซึ่งทั้งสองต่างพึ่งพาอาศัยกันจนเป็นที่กล่าวขานกันว่า "ขุนส่า คือ นายเสนอ เจ้าฟ้าดัง คือนายปฏิบัติ"

เจ้าฟ้าดัง เป็นผู้บงการในการจับตัวแพทย์ชาวรัสเซีย 2 คน เป็นตัวประกันต่อรองแลกเปลี่ยนตัว ขุนส่า ซึ่งถูกรัฐบาลทหารพม่าจับกุมตั้งแต่ปี 2512 จนขุนส่า ได้รับการปล่อยตัว เมื่อปี 2516 หลังจากขุนส่า ได้รับการปล่อยตัว ทั้งสองได้ร่วมงานกันจนกระทั่งนำกองกำลังเข้าร่วมกับกองกำลังกู้ชาติไทใหญ่ SURA กลุ่มนายพลเจ้ากอนเจิง และสามารถตั้งเป็นกองทัพเมืองไตย MTA ซึ่งเป็นกองกำลังต่อต้านพม่าที่มีอาวุธทันสมัยมากที่สุดและมีกำลังทหาร มากกว่า 3 หมื่นนาย

หลังจากขุนส่า นำกองทัพเมืองไตย MTA เข้าสวามิภักดิ์ต่อรัฐบาลทหารพม่า เมื่อต้นปี พ.ศ. 2539 ทั้งขุนส่า และ เจ้าฟ้าดัง พร้อมด้วยนายทหารคนสำคัญอื่นๆ ได้ย้ายไปอยู่กรุงย่างกุ้งภายใต้การดูแลของหน่วยกรองพม่าโดยที่ได้รับสิทธิ ประกอบธุรกิจต่างๆ และเมื่อปี 2550 ขุนส่า ผู้ซึ่งเป็นที่รู้จักของคนทั้งโลกในชื่อ "ราชายาเสพติด" ได้ถึงแก่กรรมขณะมีอายุ 73 ปี

ชมภาพ / อ่านข่าวย้อนหลังได้ที่

http://www.khonkhurtai.org/

"คน เครือไท" เป็นศูนย์ข่าวภาคภาษาไทยเครือข่ายสำนักข่าวอิสระไทใหญ่ หรือ สำนักข่าวฉาน (SHAN – Shan Herald Agency for News) มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในรัฐฉาน สหภาพพม่า ตลอดจนตามแนวชายแดนไทย ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับองค์กรการเมือง / การทหารกลุ่มใด สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ shan_th@cm.ksc.co.th หรือ ติดตามอ่านข่าวสารภาคภาษาอังกฤษได้ที่ www.shanland.org ภาคภาษาไทใหญ่ที่ www.mongloi.org และภาคภาษาไทยที่ www.khonkhurtai.org

คนละพรรคการเมืองใหม่เดียวกัน เด็กลิ้มล่าชื่อปลดเคราแพะ เจอขู่กลับคุก10ปีเลยนะมึงทำเป็นล้อเล่น

ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์

นายสมศักดิ์ โกศัยสุข หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ ได้ออกประกาศในเฟซบุ๊คของเขาว่า ขอให้นายสำราญ รอดเพชร กับกรรมการบริหารพรรคการเมืองใหม่บางคนยกเลิกการสัมมนา"โหวตNOปฏิรูปประเทศไทย" โดยแจ้งว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ประกาศ แจ้งว่า นายสำราญกับพวกฝ่าฝืนกฎหมมายว่าด้วยพรรคการเมืองพ.ศ.2550มาตรา17ที่กำหนดว่า ผู้มีอำนาจกระทำการแทนพรรคการเมืองคือหัวหน้าพรรค หรือกรรมการที่หัวหน้าพรรคมอบหมายเท่านั้น

นอกจากนั้นการที่นายสำราญ กับพวกใช้หัวกระดาษสัญลักษณ์พรรคการเมืองใหม่ก็ ฝ่าฝืนมาตรา25 เพราะไม่มีอำนาจกระทำการในนามของพรรค ต้องระวางโทษจำคุกไมเกินหนึ่งปี ปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

และยังทำผิดมาตรา104อีก โสดหนึ่งฐานสมคบรู้เห็นเป็นใจกลั่นแกล้งพรรคการเมือง โทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบปี ปรับตั้งแต่สี่หมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจถูกศาลเพิกถอนสิทธิทางการเมือง 5 ปี

กก.บห.เสียงข้างมากประกาศ "พรรคการเมืองใหม่" ร่วมโหวตโน

ทั้งนี้ประชาไท รายงานว่า คณะกรรมการบริหารพรรคการเมีองใหม่เสียงข้างมาก 10 คน ประกาศ "พรรคการเมืองใหม่" ร่วมโหวตโน แจงล่ารายชื่อยื่นถอดถอน "สมศักดิ์" จากตำแหน่งหัวหน้าพรรค คาดครบ 2,000 รายชื่อใน 7-8 วันนี้

11 มิ.ย. 54 - เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ห้องประชุมอินทนิล โรงแรมจันทรเกษม พาร์ค ได้มีการจัดงานสัมมนา "รวมพลการเมืองใหม่ Vote No ปฎิรูปประเทศไทย" ซึ่งจัดโดยคณะกรรมการบริหารพรรคการเมีองใหม่เสียงข้างมาก 10 คน ต่อมานายสำราญ ได้อ่านแถลงการณ์ในนามผู้ปฏิบัติงานพรรคการเมืองใหม่มีสาระสำคัญว่า เมื่อเข้าสู่โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งยิ่งเปลือยให้เห็นธาตุแท้ของนักการ เมืองที่คิดถึงเพียงชัยชนะในการเลือกตั้งเท่านั้น โดยไม่สนใจปัญหาของประเทศที่หมัหหมมมายาวนาน ทั้งความขัดแย้งทางการเมือง ความมั่นคงของประเทศ หรือหารจาบจ้วงสถาบันสูงสุด ทั้งยังมีการโยนหินถามทางการนิรโทษกรรมให้กับนักการเมืองที่ทุจริต คอร์รัปชั่นที่จะก่อวิกฤตรอบใหม่ ดังนั้นสมาชิกพรรคการเมืองใหม่ส่วนหนึ่งจึงเห็นควรในการเชิญชวนให้ประชาชน ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งให้มากที่สุด และลงคะแนนในช่องไม่ประสงค์จะเลือกใครหรือโหวตโนร่วมกับพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย เพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการประกาศอิสรภาพของประชาชน เพื่อเริ่มต้นอภิวัฒน์ประเทศในทุกๆด้าน

ผู้สื่อข่าวถามถึงคดีฟ้อง ร้องระหว่างนายสุริยะใสกับนายสมศักดิ์ โกศัยสุข หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ เรื่องนี้นายสุริยะใสกล่าวว่า ในเรื่องของพรรคยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของ กกต. กรณีที่พรรคไม่เคยมีมติส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่งล่าสุด กกต.ได้ให้ตนไปชี้แจงเพิ่มเติม เหลือเพียงการชี้แจงของฝ่ายนายสมศักดิ์ ซึ่งหวังว่า กกต.จะมีคำวินิจฉัยที่ชัดเจนก่อนวันที่ 26 มิ.ย.นี้ ที่เป็นวันเลือกตั้งล่วงหน้า ทั้งยังจะเป็นการสร้างบรรทัดฐานต่อไปในอนาคตด้วย เพราะหาก กกต.วินิจฉัยให้ฝ่ายนายสมศักดิ์สามารถลงเลือกตั้งได้ ก็หมายความว่ากรรมการบริหารพรรคหรือศูนย์สาขาพรรคจะไม่มีความหมาย โดยหัวหน้าพรรคสามารถตัดสินใจในทุกเรื่องได้เอง ส่วนเรื่องที่ตนฟ้องหมิ่นประมาทนายสมศักดิ์นั้น ไม่อยากให้มองว่าเป็นความขัดแย้งส่วนตัว เป็นเพียงความเห็นที่ต่างกันในเรื่องแนวทางพรรคเท่านั้น แต่เมื่อมีการกล่าวหาตนในทางเสียหายก็จำเป็นที่ต้องฟ้องร้องเพื่อปกป้อง ศักดิ์ศรีของตัวเอง

นายสำราญ กล่าวเสริมด้วยว่า ในส่วนของการยื่นถอดถอนนายสมศักดิ์จากตำแหน่งหัวหน้าพรรคนั้น ขณะนี้ได้มีสมาชิกพรรคทำการล่ารายชื่ออยู่ คาดว่าจะครบ 2,000 รายชื่อใน 7-8 วันนี้ ก่อนที่จะเดินหน้าตามขั้นตอนต่อไป

Saturday, June 11, 2011

คำถามข้ามปี ใครสั่ง "ฆ่า" ประชาชน คำตอบวันเลือกตั้ง

ที่มา มติชน



(ที่มา หน้า 3 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 11 มิถุนายน 2554)


ไม่ว่าจะตระเวนหาเสียงในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ไม่ว่าจะตระเวนหาเสียงในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ล้วนมีคนชูป้ายและร้องตะโกนถาม

1 ใครสั่งฆ่าประชาชน

1 ดีแต่พูด ทำไม่เป็น

1 ปัญหาข้าวยากหมากแพง แม้กระทั่งไข่ แม้กระทั่งน้ำมันปาล์ม อันเป็นพืชเศรษฐกิจซึ่งมาจากภาคใต้แท้ๆ ก็มีปัญหา

ใครเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ต้องอึดอัด

เพราะพื้นที่กรุงเทพมหานครถือได้ว่าเป็นพื้นที่ในลักษณะฐานที่มั่นมาอย่างยาวนานของพรรคประชาธิปัตย์

ยาวนานตั้งแต่แรกก่อตั้งพรรคเมื่อเดือนเมษายน 2489

ยาวนานตั้งแต่ยุค นายควง อภัยวงศ์ ยาวนานตั้งแต่ยุค ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ตกทอดมาถึงยุค นายชวน หลีกภัย ยุค นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

คล้าย กับคำถามที่เสนอมาจากประชาชนมีความสัมพันธ์แนบแน่นกับกลุ่มคนเสื้อแดง นปช. อันสามารถโยงไปยังความสัมพันธ์กับพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นคู่ต่อสู้ของพรรคประชาธิปัตย์

แต่อย่าลืม 91 ศพ อย่าลืมคนบาดเจ็บเกือบ 2,000 คน และอย่าลืมที่ถูกจับกุมร่วม 300 คน



เป็นไปไม่ได้หรอกที่เมื่อมีคนตาย 91 ศพ มีคนบาดเจ็บเกือบ 2,000 คน มีคนถูกจับกุมในขอบเขตทั่วประเทศร่วม 300 คน

ทุกอย่างจะเงียบหายไปราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น

แม้มหากวีบางท่าน นักสิทธิมนุษยชนบางท่าน นักต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมบางท่าน จะโหยหาอาลัยต่อตึกรามที่ถูกวางเพลิง

แต่ญาติผู้เสียชีวิตย่อมต้องอาลัยหาต่อคนในครอบครัวของเขา

แต่ญาติผู้ได้รับบาดเจ็บ ต้องนอนแบ็บอยู่โรงพยาบาล ขาดการดูแลอย่างอบอุ่น ย่อมได้รับความเดือดร้อนไปตามๆ กัน

ยิ่งญาติของผู้ที่ถูกจับกุมคุมขัง ยิ่งมากด้วยความรู้สึก

คน เหล่านี้ก็อยู่ในสภาพแทบไม่แตกต่างไปจากคนที่เคยได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ นองเลือดเมื่อเดือนตุลาคม 2516 เหตุการณ์สังหารหมู่กลางเมืองเมื่อเดือนตุลาคม 2519 เหตุการณ์นองเลือดเมื่อเดือนพฤษภาคม 2535

น่าเศร้าที่เวลาผ่านมา 1 ปี นอกจากยังมิได้มีการนำคดีขึ้นฟ้องร้องในศาลสถิตยุติธรรม ยังไม่มีใครให้คำตอบได้ว่า ใครสั่งฆ่าประชาชน

กระสุนที่สังหารมาจากคำสั่งและการตัดสินใจของผู้ใด



น่าเศร้าที่เมื่อเผชิญกับคำถามจากผู้ได้รับผลกระทบ แรงสะเทือนจากสถาน การณ์เมื่อเดือนเมษายน เมื่อเดือนพฤษภาคม 2553

แม้กระทั่ง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ไม่มีคำตอบที่แน่ชัด

ทั้งๆ ที่ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งๆ ที่อาสาตนเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกคำรบหนึ่ง

ขณะที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ โยนความผิดให้กับ "ชายชุดดำ"

โดยที่เวลาผ่านมา 1 ปี ไม่ว่าดีเอสไอ ไม่ว่าตำรวจ ไม่ว่าทหารที่ถือปืนเข้าไปไล่ยิงประชาชน ก็ไม่มีคำตอบว่าชายชุดดำเป็นใคร

คำถามจึงต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

เป็นคำถามไปยัง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นคำถามไปยัง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีบทบาทเป็นอย่างสูง

ไม่ว่า 2 คนนี้จะยังอยู่ในตำแหน่งนี้หรือไม่ คำถามก็ยังดังกึกก้องอยู่

เป็น คำถามที่ผู้ถูกกล่าวหาในคดีก่อการร้ายก็พร้อมอย่างเต็มที่ที่จะสู้คดี เป็นคำถามที่รัฐบาลซึ่งมีส่วนอย่างสำคัญในการออกคำสั่งอันนำไปสู่การสลายการ ชุมนุม ก็ยังไม่มีความพร้อมที่จะนำคดีไปสู่การพิจารณาในศาลสถิตยุติธรรม

ทั้งๆ ที่เวลาของเหตุการณ์ผ่านมาแล้ว 1 ปีเศษ



จึงช่วยไม่ได้ที่การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นคำตอบสำหรับคำถามว่า ใครสั่งฆ่าประชาชน

เพราะว่ากรณีเดือนเมษายน พฤษภาคม 2553 มีประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างมหาศาล ล้มตายจำนวนมาก บาดเจ็บจำนวนมาก ถูกจับกุมคุมขังจำนวนมาก

คำตอบจากการเลือกตั้งเป็นเพียงคำตอบ 1 ก่อนนำไปสู่อีกหลายคำตอบที่จะตามมา

2011-06-11@1113 Music VDO ตะกายดาว สีสรรการเมือง ทำทุกอย่างให้เป็นข่าวเพื่อคะแนนเสียง

ที่มา thaifreenews

โดย Tuxedo

2011-06-11@1113 Music VDO ตะกายดาว สีสรรการเมือง ทำทุกอย่างให้เป็นข่าวเพื่อคะแนนเสียง


2011 06 11@1108 ชูวิทย์หาเสียงสงขลา ถาวรหยามแค่สีสรรไม่ใช่คู่แข่งปชป, บัง๓จิ๋มเจอฝนไล่เผ่นไม่ทัน


2011-06-11@1127 ผบทบฮึ่มพทห้ามหยามทหาร, จาตุรนต์แนะนำผบทบให้แจ้งความ วางตัวเป็นกลางประเสริฐสุด


2011-06-11@1140 นิรโทษกรรม ยิ่งลักษณ์ทำเพื่อทุกคนอย่างเสมอภาค vs มาร์ค๙๑ศพ อย่าไปทำ

สื่อเยอรมันก็แพร่สกู๊ป "หมู่บ้านเสื้อแดงเพื่อประชาธิปไตย"

ที่มา ข่าวสด







ผู้ สื่อข่าวรายงานวันที่ 11 มิ.ย. ว่า นอกจากสำนักข่าวรอยเตอร์ของอังกฤษจะทำรายงานพิเศษเรื่อง "หมู่บ้านเสื้อแดง" ในไทยเผยแพร่ไปทั่วโลกแล้ว สื่อมวลชนของเยอรมัน "ดอยช์เวลล์" ก็ทำเรื่องราวหมู่บ้านเสื้อแดงเผยแพร่เช่นกันทางเว็บไซต์ http://www.dw-world.de ในชื่อเรื่องว่า "หมู่บ้านเสื้อแดงเพื่อประชาธิปไตย ตื่นตัวรับการเลือกตั้ง"

รายงานระบุว่า หลังจากกลุ่มผู้ประท้วงเสื้อแดงประกาศต่อสู้จนกว่าจะได้ชัยชนะคือการยุบสภา และจัดการเลือกตั้ง ถูกสลายการชุมนุมอย่างร้ายแรงไปเมื่อปีที่แล้ว มีผู้เสียชีวิต 91 รายและบาดเจ็บกว่า 2,000 ราย ตอนนี้กลุ่มเสื้อแดงจัดแถวเตรียมพร้อมเลือกผู้แทนเข้าสภาในวันที่ 3 ก.ค. กันอย่างคึกคัก โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท มีหมู่บ้านในอุดรธานีและขอนแก่นอย่างน้อย 320 หมู่บ้านที่เปิดตัวสนับสนุนเสื้อแดงอย่างชัดเจน เพราะหลังจากพ่ายแพ้ในการต่อสู้เรียกร้องเมื่อปีก่อน ตอนนี้ทางกลุ่มชาวบ้านกลับมารวมตัวกันอีกเพื่อรักษาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว กันผ่านวิถีทางใหม่

ผู้นำคนหนึ่งในหมู่บ้านหนองหูลิง ในจังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า ตนและภรรยาเดินทางไปร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงเมื่อปีก่อน หลังการชุมนุมสิ้นสุดลง ชาวบ้านกลับมาอย่างพ่ายแพ้ ตอนนั้นไม่กล้าแม้จะใส่เสื้อแดง เพราะกลัวรัฐบาลและทหารจะตามมาทำร้าย ความทรงจำถึงเหตุการณ์ในปีก่อนยังแจ่มชัด


รายงานระบุในตอนท้ายว่า คำถามบางประการที่ยังตกค้างอยู่ในประเทศที่มีรอยร้าวลึกนี้ก็คือ สองพรรคที่เป็นอริกันจะรับได้หรือไม่ หากพรรคฝ่ายค้านชนะได้เสียงข้างมาก กระบวนการเลือกตั้งครั้งนี้จะบริสุทธิ์ยุติธรรมหรือไม่

ตัวแทนเสื้อแดงคนหนึ่งกล่าวว่า ถ้าการเลือกตั้งเป็นไปอย่างประชาธิปไตย ก็ไม่มีอะไรมาขัดขวางกระบวนการปรองดองได้ ชาวบ้านที่สนับสนุนเสื้อแดง ก็ต้องการสามัคคี

แต่ปัญหาก็คือ สิ่งนี้จะเกิดขึ้นหรือไม่ก็ยังไม่แน่นอน บรรดาผู้สงสัยต่างเชื่อว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเพียงการประวิงเวลาจากความขัดแย้งทางการเมือง

'เฟซบุ๊ก' ยั่วประจาน

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



“เฟซบุ๊ก” เป็นพิษ

จากเจตนารมณ์ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
จั่วหัวประเดิม “เกมยุทธ์เชิงการตลาด” ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์ก “ขายตรง” ถึงบรรดากองเชียร์แม่ยก พ่อยก

“ผมพยายามสื่อสารกับพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง
เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมและความเข้าใจในการทำงานของผม
แต่ที่ผ่านมาผมหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงเหตุการณ์ทางการเมืองที่มีความละเอียดอ่อน
เพราะผมพยายามลดเงื่อนไขความขัดแย้ง แต่ขณะนี้สื่อมวลชนบางส่วนเสนอข้อมูล
ข้อคิดที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ผมจึงจำเป็นต้องทำบันทึกชุดนี้เพื่อเป็นหลักฐาน
และเพื่อประโยชน์ในการตัดสินใจชี้ชะตาอนาคตของประเทศโดยพี่น้องทุกคนในเร็วๆนี้”

พยายามลดเงื่อนไขความขัดแย้ง แต่การณ์กลับกลายเป็นจุดชนวน

“ฟื้นฝอย” ทะเลาะกับพรรคร่วมรัฐบาล

จากเวอร์ชั่นแรกที่เปิดฉากเหน็บ “บิ๊กเติ้ง” นายบรรหาร ศิลปอาชา
หลงจู๊ใหญ่พรรคชาติไทยพัฒนาพาดพิงไปถึงนายเนวินชิดชอบ“ครูใหญ่”พรรคภูมิใจไทย
ที่ออกมาทวงสัญญาลูกผู้ชายเป็นทำนองว่า
เป็นนักการเมืองต้องทำเพื่อพี่น้องประชาชนทุกคน
ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของพรรคพวกหรือคนๆเดียว

แสดงตัวตนของคนชื่อ “อภิสิทธิ์” ไม่เคยลดราวาศอกให้ใคร

มาถึงเวอร์ชั่น “จากใจอภิสิทธิ์ถึงคนไทยทั้งประเทศ”
ที่ย้อนอดีตเคลียร์ตัวเองกันตั้งแต่เริ่มฟอร์มรัฐบาล “อภิสิทธิ์ชน”
เคลียร์ปัญหาค้างคาใจ ไล่กันมาตั้งแต่เบื้องหลังคดียุบพรรคพลังประชาชน
อันเป็นที่มาของการ “สลับขั้ว” พรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสจัดตั้ง “รัฐบาลเทพประทาน”

“อภิสิทธิ์” เฟ้นเอาเฉพาะส่วนดีเอาไว้กับตัว

“ผมคิดว่าแม้คนไทยจะตะขิดตะขวงใจกับการที่ผมไปทำงานกับพรรคร่วมรัฐบาลเดิม
แต่คนที่คิดอยู่ในระบบย่อมเข้าใจว่า เรามีผู้เล่นอยู่เท่านี้ ไม่สามารถเปลี่ยนผู้เล่นได้
เพราะคนที่จะเปลี่ยนผู้เล่นคือประชาชน เมื่อเปลี่ยนผู้เล่นไม่ได้
ผมก็ต้องจัดทีมจากผู้เล่นที่มีและดูแลให้ผู้เล่นเหล่านั้นเดินตามกติกาที่ผมวางไว้”

พูดกันเป็นนัย จำใจเลือกพรรคร่วมรัฐบาลเข้ามาเพราะไม่มีตัวเลือก

เล่น “โยนชั่ว” ให้เพื่อนรับไปซะขนาดนี้
ก็ไม่แปลกที่นายชุมพล ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา
จะออกอาการฉุนกึก “ย้อนเกล็ด” กันแบบเลือดสาด

“ไม่ใช่ว่าพรรคชาติไทยพัฒนาอยากร่วมรัฐบาล ถ้าไม่ถูกบังคับก็ไม่เลือกแน่
เราถูกบีบด้วยพลังที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ก็ต้องมาร่วมผมไม่สบายใจขอสะกิดไว้หน่อย
บรรยากาศการเลือกตั้งต้องนำความสงบไปสู่หลังการเลือกตั้ง
มีปัญหากับฝ่ายค้านแล้วอย่าให้มีปัญหากับพรรคร่วมอีก มันจะไปกันใหญ่”

“ถูกบีบด้วยพลังที่มองไม่เห็น”

“จบข่าวเลย” คนระดับนายชุมพล
ที่อีกสถานะหนึ่งเป็นนักวิชาการ อาจารย์สอนหนังสือมหาวิทยาลัย
มีเครดิตมากกว่านักเลือกตั้งอาชีพทั่วไป เปิดปากแฉเอง
เบื้องหลังการสลับขั้ว เปิดทางรัฐบาล “อภิสิทธิ์ชน” มีคนกำกับฉากอยู่เบื้องหลัง

ตอกย้ำภาพการจัดตั้งรัฐบาล “เทพประทาน” ในค่ายทหาร

และก็เป็น “อภิสิทธิ์” ที่แบไต๋ออกมาเอง จากข้อความตอนหนึ่งในเฟซบุ๊ก
“ช่วงเวลานั้นนายพสิษฐ์ศักดาณรงค์อดีตเลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญ
ติดต่อผ่าน ส.ส.คนหนึ่ง เพื่อขอพบผม เพราะมีธุระอยากพูดคุยด้วย
เราก็ได้พบกันที่ร้านอาหารใกล้พรรคประชาธิปัตย์

โดยคุณพสิษฐ์บอกผมว่า พรรคพลังประชาชนจะถูกยุบนะ ผมก็เพียงแต่รับฟัง
คุณพสิษฐ์บอกกับผมว่าที่เล่าให้ฟังเพราะคิดว่าจะเป็นประโยชน์กับพรรคประชาธิปัตย์
ซึ่งผมตอบกลับไปว่า การยุบพรรคพลังประชาชนหรือไม่
เป็นเรื่องของเนื้อคดีและดุลพินิจของศาลรัฐธรรมนูญ
แม้แต่วันนั้นผมก็ยังบอกเขาเลยว่าหากยุบพรรคพลังประชาชน
ผมก็คิดว่าไม่ได้เป็นประโยชน์หรือเกี่ยวข้องกับประชาธิปัตย์
เพราะผมเชื่อว่าพรรคร่วมรัฐบาลเดิมก็คงจับมือกันเป็นรัฐบาลต่อ”

ตามจังหวะที่นายพสิษฐ์ให้สัมภาษณ์พิเศษไล่หลังในหนังสือ
พิมพ์มติชนฉบับประจำวันที่ 10 มิถุนายน ฉายซ้ำ “คลิปลับ” วันนัดพบ “ผู้นำฝ่ายค้าน”

จับประโยคสนทนา ใกล้เคียงกับช็อตเบื้องหลังที่นายอภิสิทธิ์ถ่ายทอดออกมา

เรื่องของเรื่อง
ประเด็นสำคัญมันอยู่ตรงที่ว่า “อภิสิทธิ์” กับ “พสิษฐ์” มีการนัดพบกันจริงๆ
ในห้วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อ และผลออกมาก็เป็นไปตามที่มีการเจรจาความกัน

มันก็ชัด มีขบวนการ “ล็อบบี้” อยู่ฉากหลัง

เถียงไม่ขึ้น รัฐบาล “อภิสิทธิ์” ก่อกำเนิดมาจาก “พลังที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”.




ทีมข่าวการเมือง


http://www.thairath.co.th/content/pol/178103

Re:

โดย dแดง

อ่านบทความเหลืองแฉบ้างดีกว่า

ASTVผู้ จัดการสุดสัปดาห์ - ในระหว่างที่การเมืองกำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่ “พรรคประชาธิปัตย์” ภายใต้การนำทัพของเขากำลังอ่อนแออย่างถึงขีดสุด ไม่มีท่าทีว่าจะชนะศึกเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 3 กรกฎาคม และแทบไม่เห็นหนทางที่จะกลับสู่เส้นทางแห่งอำนาจได้อย่างไร “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคการเมืองเก่าแก่พรรคนี้เลือกที่จะใช้ “โซเชียลเน็ตเวิร์ก” อย่าง “เฟซบุ๊ก(facebook)” สื่อสารกับสังคมไทยในประเด็นที่ล้วนแล้วแต่มีนัยสำคัญทางการเมืองทั้งสิ้น

จนผู้คนงงงวยกันทั้งบ้านทั้งเมืองว่า เจ้าของสมญานาม “ดีแต่พูด” กำลังหันมาเอาทีทาง “ดีแต่เขียน” แล้วกระนั้นหรือ

อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบเนื้อหาในข้อเขียนที่นายอภิสิทธิ์ตั้งชื่อเอาไว้อย่างสวยหรูว่า “จากใจอภิสิทธิ์ถึงคนไทยทั้งประเทศ” ใน http://www.facebook.com/Abhisit.M.Vejjajiva ก็ทำให้เห็นถึงเป้าประสงค์ของข้อเขียนชิ้นนี้ได้เป็นอย่างดีว่า ทำไมนายอภิสิทธิ์ถึงตัดสินใจใช้ช่องทางนี้แทนที่จะเลือกใช้วิธีการให้ สัมภาษณ์ผ่านสื่อมวลชน ดังเช่นที่เขาเขียนเอาไว้ว่า “แม้ตลอดระยะเวลา 2 ปีกว่าที่ผมดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ผมพยายามสื่อสารกับพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วม และความเข้าใจในการทำงานของผม แต่ที่ผ่านมา ผมหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงเหตุการณ์ทางการเมืองที่มีความละเอียดอ่อนเพราะผม พยายามลดเงื่อนไขความขัดแย้ง แต่ขณะนี้สื่อมวลชนบางส่วนเสนอข้อมูล ข้อคิดที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ผมจึงจำเป็นต้องทำบันทึกชุดนี้เพื่อเป็นหลักฐานและเพื่อประโยชน์ในการตัดสิน ใจชี้ชะตาอนาคตของประเทศไทยโดยพี่น้องทุกคนในเร็วๆ นี้”

หรือสรุปง่ายๆ ว่า สื่อมวลชนไม่ให้ความเชื่อถือข้อมูลที่นายอภิสิทธิ์สื่อสารด้วยการพูด และข้อเท็จจริงที่สื่อมวลชนนำเสนอผ่านสื่อออนไลน์กำลังบั่นทอนความน่าเชื่อ ถือของเขาหนักขึ้นทุกวัน ดังนั้น จึงจำต้องเขียนผ่านเฟซบุ๊กเพื่อให้บรรดาคนรักอภิสิทธิ์ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ ที่นิยมใช้ช่องทางนี้ในการติดตามความเคลื่อนไหวทางการเมืองได้เข้าใจ

ขณะที่ข้อดีของการเขียนข้อความผ่านเฟซบุ๊กก็คือ นายอภิสิทธิ์จะสามารถเขียนข้อความใดๆ ลงไปก็ได้โดยที่ไม่ต้องถูกซักถามจากสื่อมวลชนที่รู้เท่าทันข้อมูล

สำหรับข้อเขียนจากใจนายอภิสิทธิ์ที่สื่อสารผ่านเฟซบุ๊กขณะนี้มีทั้งหมด 2 ตอนด้วยกัน โดยตอนแรกมีชื่อว่า “การเมืองสลับขั้ว : สู่เส้นทางนายกรัฐมนตรี” ส่วนตอนที่สองมีชื่อว่า "กฎเหล็ก 9 ข้อ : สู่บรรทัดฐานใหม่ทางการเมือง"

ทั้งนี้ เมื่อวิเคราะห์ลงในรายละเอียดของข้อเขียนในตอนแรกแล้วจะเห็นว่า สาระสำคัญที่นายอภิสิทธิ์ต้องการสื่อสารหรืออาจสามารถใช้คำว่า “แก้ตัว” มีหลายประเด็นด้วยกันคือ

หนึ่ง-นายอภิสิทธิ์ปฏิเสธเรื่องความสัมพันธ์กับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตย และโจมตีการชุมนุมในทำเนียบรัฐบาล การชุมนุมในสนามบินและขัดขวางการลงพื้นที่ของรัฐมนตรีว่าเป็นสิ่งที่ผิด กฎหมาย ด้วยการใช้ข้อความว่า

“หลายคนมองว่า พรรคประชาธิปัตย์สมคบกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แต่ผมระมัดระวังที่จะแยกแยะบทบาทของพรรคการเมืองกับภาคประชาชนที่มีสิทธิ เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ผมไม่ขึ้นเวทีแต่ปกป้องสิทธิของพวกเขา เมื่อใดที่มีการทำผิดกฎหมาย เช่น การยึดทำเนียบฯ ยึดสนามบิน หรือขัดขวางการลงพื้นที่ของรัฐมนตรี ผมแสดงจุดยืนชัดเจนทุกครั้งว่า ผมไม่เห็นด้วย”

นายอภิสิทธิ์เลือกที่จะตัดตอนข้อมูล โดยมิได้อธิบายบริบทของสาเหตุที่ทำให้พันธมิตรฯ ต้องตัดสินใจกระทำดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ระเบิด” และ “M-79”ที่คร่าชีวิตอันบริสุทธิ์ของประชาชนที่ออกมาชุมนุมตามสิทธิที่ระบุไว้ ในรัฐธรรมนูญรายแล้วรายเล่า โดยที่รัฐบาลในขณะนั้นไม่สามารถปกป้องและคุ้มครองชีวิตของผู้ชุมนุมได้

ขณะเดียวกันนายอภิสิทธิ์ก็ไม่กล้าพอที่จะยอมรับความจริงว่า “คนของพรรคประชาธิปัตย์” ถูกส่งเข้ามาร่วมกับพันธมิตรฯ จำนวนไม่น้อยเพื่อแสวงหาผลประโยชน์และฉวยจังหวะแห่งความวุ่นวายของสถานการณ์ ก้าวขึ้นสู่อำนาจ และทำให้เขากลายเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย

นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ยังโจมตีพันธมิตรฯ ด้วยว่า ข้อเรียกร้องให้นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นลาออกเป็นการยอมจำนนต่อการใช้มวลชนกดดัน โดยระบุชัดเจนว่า จะส่งผลให้เกิดปัญหาระยะยาวต่อการบริหารประเทศ ทั้งๆ ที่การลาออกก็เป็นหนทางหนึ่งที่ระบุเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ และมิใช่เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

นายอภิสิทธิ์ปฏิเสธการใช้มวลชนกดดัน แต่นายอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีได้ก็เพราะการใช้มวลชนกดดันมิใช่หรือ

สอง-นายอภิสิทธิ์ปฏิเสธเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร โดยออกตัวด้วยการอธิบายอย่างน่าเกลียดว่า “ใครจะคุยกับทหารอย่างไรผมไม่ทราบ เพราะผมไม่เคยติดต่อกับทหารท่านใดเลย… ถ้าทหารมีอำนาจบีบบังคับให้พรรคการเมืองต้องทำตามที่ตัวเองต้องการ ทำไมจึงมีการแข่งขันอย่างเข้มข้นในสภา”

นายอภิสิทธิ์กำลังจะบอกต่อสังคมว่า เขามิได้ใช้ทหารเป็นเครื่องมือในการจัดตั้งรัฐบาล ก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยกรรมวิธีในรัฐสภา แต่นายอภิสิทธิ์ก็ไม่ได้ปฏิเสธเช่นกันว่า คนของพรรคประชาธิปัตย์อย่างนายสุเทพ เทือกสุบรรณเคยติดต่อกับทหารหรือไม่

ที่สำคัญคือ ถ้านายอภิสิทธิ์ไม่ได้ทหารช่วยจัดตั้งรัฐบาลจริง ทำไมโควตารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจึงนำไปใส่พานให้กับ “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” ที่เป็นคนนอก มิใช่คนของพรรคประชาธิปัตย์หรือพรรคการเมืองที่เข้าร่วมรัฐบาลแต่อย่างใด

นายอภิสิทธิ์กล้าที่จะปฏิเสธหรือว่า การยกตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมไม่ใช่รางวัลที่มอบให้ในฐานะที่ทำ ให้สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ

ทั้งนี้ หลักฐานที่ยืนยันการจัดตั้งรัฐบาลโดยมีทหารหนุนหลังที่นายอภิสิทธิ์ไม่อาจ ปฏิเสธได้ก็คือ การที่ “นายชุมพล ศิลปอาชา” หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ออกมาแฉด้วยตัวเองว่า “ไม่ใช่ว่าพรรคชาติไทยพัฒนาอยากจะร่วมรัฐบาล ถ้าไม่ถูกบีบบังคับก็ไม่ร่วมแน่ ซึ่งเราถูกบีบด้วยพลังที่เราไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้ ก็ต้องมาร่วม” ซึ่งแน่นอนว่า คนที่บีบพรรคชาติไทยพัฒนาจะเป็นใครหรือองค์กรใดมิได้ ถ้ามิใช่ “คนสีเขียว”

จากนั้นนายอภิสิทธิ์ใช้ข้อเขียนของตนเองอธิบายข้อวิจารณ์เรื่อง “การยอมทุกอย่างให้คุณเนวินขี่คอ ได้กระทรวงหลักไปดูแล” ว่า “ความจริงก็คือในสถานการณ์นั้นง่ายที่สุดคือ ใครเคยดูแลกระทรวงไหนก็ดูแลกระทรวงนั้นเหมือนเดิมทั้งหมด” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า วิธีคิดของนายอภิสิทธิ์นั้น มิได้ตั้งใจเข้ามาแก้ปัญหาให้กับชาติบ้านเมืองแต่อย่างใด เพราะเป็นการแก้ปัญหาที่ง่ายเกินไป โดยมิได้มองถึงผลเสียหายที่จะเกิดกับประเทศชาติ

เป็นสมการการเมืองที่ผิดเพี้ยน เพราะการที่พรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอย่างพรรคประชาธิปัตย์มิได้นั่งบริหาร งานกระทรวงสำคัญๆ ทำให้การขับเคลื่อนประเทศเกิดปัญหาตามมามากมาย และกาลเวลาก็เป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่า การยอมยกระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ก่อให้เกิดเรื่องราวที่สร้างความผิดหวังให้กับรัฐนาวาของนายอภิสิทธิ์มาก น้อยเพียงใด

ซ้ำร้ายนายอภิสิทธิ์ยังอ้างด้วยว่า การจับมือระหว่างเขาและนายเนวินนั้นคือการเข้ามาแก้วิกฤติของประเทศให้จบ เพราะขณะนั้นกำลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจและวิกฤตการเมือง

แน่นอน ทุกคนเข้าใจดีถึงข้อจำกัดของประเทศในห้วงเวลานั้น แต่บทสรุปของเหตุการณ์เมื่อนายอภิสิทธิ์นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีกว่า 2 ปี นายอภิสิทธิ์กลับมิได้ทำให้วิกฤตของประเทศคลี่คลาย โดยวิกฤตการเมืองก็ยังดำเนินไปอย่างหนักหนาสาหัสจนเกิดเหตุการณ์เผาบ้านเผา เมือง ขณะที่วิกฤตเศรษฐกิจก็ยังหนักหน่วงจากภาวะข้าวยากหมากแพงที่สร้างความเดือด ร้อนให้แก่ประชาชนทั้งประเทศ

นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ยังแสดงออกในข้อเขียนชื่นชมนายเนวินอย่างออกหน้าออกตาอีกต่าง หากว่า “ผมเข้าใจดีถึงความรู้สึกของพี่น้องจำนวนไม่น้อยที่แสลงใจกับภาพที่คุณเนวิน ชิดชอบเข้ามาโอบกอดผม ผมมองอย่างให้ความเป็นธรรมกับคุณเนวินว่า การตัดสินใจย้ายขั้วทิ้งคุณทักษิณ ที่คุณเนวินเรียกว่านาย ย่อมเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบากไม่น้อย คำพูดที่คุณเนวินฝากไปถึงคุณทักษิณที่ว่า มันจบแล้วครับนาย ด้วยเสียงสั่นเครือน้ำตาคลอเบ้าคงจะยังเป็นบาดแผลในใจคุณเนวินมาจนถึงวันนี้ ไม่ว่าคนจะมองคุณเนวินในภาพอย่างไร แต่ในวันนั้นผมเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจว่า คุณเนวินได้ตัดสินใจทางการเมืองเพื่อให้ประเทศเดินหน้าได้”

นายอภิสิทธิ์เชื่อสนิทใจได้อย่างไรว่า คนที่มีประวัติและเบื้องหลังทางการเมืองที่พร่ามัวผู้นี้จะตัดสินใจทางการ เมืองเพื่อให้ประเทศเดินหน้าไปได้ ถ้าไม่มีเรื่องอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง และถ้าต้องการให้ประเทศเดินหน้าจริงและเสียสละจริง ทำไมพรรคภูมิใจไทยถึงได้โควตากระทรวงเกรดเอไปครองครอบถึง 4 กระทรวง และแทบจะกล่าวได้ว่า ทั้ง 4 กระทรวงเป็นกระทรวงที่มีเรื่องราวที่ไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก

สี่-นายอภิสิทธิ์ยอมรับว่า รู้จัก เคยพบและรับประทานอาหารร่วมกับ “น้องปอย-นายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์” อดีตเลขานุการของ “นายชัช ชลวร” ประธานศาลรัฐธรรมนูญ โดยนายพสิษฐ์ติดต่อผ่าน ส.ส.คนหนึ่งของพรรคประชาธิปัตย์เพื่อขอเข้าพบตนเอง เพื่อแจ้งให้ทราบว่า พรรคพลังประชาชนจะถูกยุบ พร้อมทั้งพร่ำพรรณนาว่า ตัวเขาเองและพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ประโยชน์จากการนี้

ทั้งนี้ การที่นายอภิสิทธิ์หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาอธิบาย เป็นเพราะต้องการเชื่อมโยงให้เห็นถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำพิพากษาออกมา ว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่มีความผิดทั้งคดีใช้จ่ายเงินกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการ เมือง 29 ล้านบาทและคดีรับเงินบริจาคจากทีพีไอ 258 ล้าน ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างหนักต่อกระบวนการยุติธรรม เพราะก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อการทำหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ

เพราะก่อนหน้าที่ศาลจะมีคำพิพากษาออกมา นายพสิษฐ์ผู้นี้ก็กระทำการอันลือลั่นด้วยการปล่อยคลิปเพื่อเปิดโปงความไม่ ชอบมาพากลในคดีดังกล่าว และผู้ที่นาย พสิษฐ์ไปพบก็คือ “นายวิรัช ร่มเย็น” ส.ส.และกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นหนึ่งในคณะทำงานคดียุบพรรคประชาธิปัตย์

นายอภิสิทธิ์ต้องการคลี่ประเด็นที่ค้างในหัวใจของสังคมว่า พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่มีเส้น ทำทุกอย่างตรงไปตรงมา แม้นายพสิษฐ์จะมาให้ข้อมูลเรื่องผลแห่งคดี นายอภิสิทธิ์ก็มิได้สนใจ ดังนั้น จงโปรดอย่านำไปเชื่อมโยกกับคดีที่ตามมาในภายหลัง

แต่ที่ต้องขีดเส้นใต้เอาไว้คือ ข้อเขียนในเฟซบุ๊กของนายอภิสิทธิ์ก็ทำให้สังคมเข้าใจได้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับนายพสิษฐ์นั้น อยู่ในระดับที่ไม่ธรรมดา เพราะมิฉะนั้นแล้วคงไม่สามารถนัดพบกับคนของพรรคประชาธิปัตย์ได้บ่อยครั้ง เช่นนี้

ถัดจากวันที่ 6 มิ.ย.อันเป็นวันแรกที่นายอภิสิทธิ์เขียนเปิดใจ อีกไม่กี่วันถัดมาคือวันที่ 8 มิ.ย.นายอภิสิทธิ์ก็ส่งข้อเขียนตอนที่ 2 ลงเฟซบุ๊กโดยให้ชื่อว่า “กฎเหล็ก 9 ข้อ : สู่บรรทัดฐานใหม่ทางการเมือง”

ทั้งนี้ เนื้อหาสาระของข้อเขียนตอนนี้ นายอภิสิทธิ์ต้องการอธิบายให้สังคมได้เห็นถึงความเป็นนักการเมืองมืออาชีพ ความเป็นคนดี ความเป็นคนซื่อสัตย์สุจริตของตนเองที่ประกาศผ่านกฎเหล็ก 9 ข้อ หลังจากภาพพจน์ติดลบอย่างหนักจากข้อหา “พายเรือให้โจรนั่ง” โดยยกตัวอย่างให้เห็นถึงผลงานในการหยุดยั้งการคอรัปชั่นที่เกิดขึ้นในรัฐบาล ของตนเอง 4 เหตุการณ์ด้วยกันคือ

กรณีปลากระป๋องเน่าที่เกิดขึ้นในยุคที่นายวิฑูรย์ นามบุตร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตามต่อด้วยกรณีของนายวิทยา แก้ว ภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและทีมที่ปรึกษาที่มีข้อกล่าวหาเรื่องการ ทุจริต

โดยนายอภิสิทธิ์ย้ำให้เห็นว่า ขอเพียงแค่มีข้อสงสัยหรือมีพฤติกรรมที่เข้าข่ายกฎเหล็ก 9 ข้อที่เขาวางไว้ นายอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์ก็จะดำเนินการในทันทีเพื่อรักษาบรรทัดฐาน ทางการเมือง แต่นายอภิสิทธิ์ไม่ได้ขยายความในเวลาต่อมาว่า ท้ายที่สุดแล้วพรรคประชาธิปัตย์ของเขาสามารถนำตัวคนผิดมาลงโทษได้หรือไม่

เช่นเดียวกับความไม่ชอบมาพากลที่เกิดขึ้นกับคนของพรรคภูมิใจไทยและนายเนวิน ซึ่งนายอภิสิทธิ์ยืนยันว่าก็มิได้ยกเว้น ดังกรณีของนายมานิตย์ นพอมรบดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข หรือนายวีระศักดิ์ จินารัตน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มีปัญหาในเรื่องการประมูลข้าวที่ต้องพ้นไปจากตำแหน่งดังกล่าว

“เมื่อปรากฏพยานหลักฐานเช่นนี้ ผมไม่ลังเลที่จะดำเนินการตามกฎ 9 ข้อที่ผมวางไว้ ซึ่งในขณะนั้นผมทราบดีว่าการตัดสินใจสร้างความไม่พอใจกับนางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ และนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ไม่มากก็น้อย เพราะเป็นคำสั่งเด็ดขาดทันทีโดยไม่เปิดโอกาสให้ใครมีสิทธิ์ต่อรองทั้งสิ้น”

แต่นายอภิสิทธิ์ก็มิได้อธิบายอีกเช่นกันว่า ท้ายที่สุดแล้วผลแห่งคดีเป็นเช่นไร และมีใครต้องรับโทษตามกฎหมาย นอกเหนือจากการพ้นไปจากตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่

แน่นอน ไม่มีใครไม่เชื่อในความเป็นคนซื่อสัตย์และความเป็นคนดีของนายอภิสิทธิ์ แต่นายอภิสิทธิ์ก็มิอาจทำให้สังคมได้เชื่อว่า มิได้พายเรือให้โจรนั่งจริง

ที่สำคัญคือ นายอภิสิทธิ์ขอโอกาสจากประชาชนให้เข้ามาบริหารประเทศอีกครั้ง โดยจะอาศัยพลังของมวลชนในการขจัดปัญหาดังกล่าวให้หมดไป แต่นายอภิสิทธิ์คงลืมไปว่า การกลับมาเป็นรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์อีกครั้งก็หนีไม่พ้นที่จะต้องร่วมกับ พรรคเก่าๆ หน้าเดิมๆ ซึ่งสุดท้ายแล้วปัญหาเดิมก็จะวนกลับมา เพราะถ้าไม่มีพรรคเหล่านั้น นายอภิสิทธิ์ก็ไม่มีทางได้เป็นนายกรัฐมนตรี

นี่คือความจริงที่ไล่ล่านายอภิสิทธิ์และนายอภิสิทธิ์มิอาจปฏิเสธความจริงที่เกิดขึ้นได้

เสื้อแดงยุโรปชูไพร่อินเตอร์กาเบอร์1 จ้องจับโกงเลือกตั้ง-กดดันอำมาตย์เลิกฝืนมติประชาชนไทย

ที่มา Thai E-News


โดย ประชาสัมพันธ์ุ UDD THAI OF EUROPE (นปช.อียู)
11 มิถุนายน 2554

นปช.อี ยูสัญจรพบปะพี่น้องที่ประเทศฟินแลนด์ เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และรณรงค์ให้พี่น้องที่อยู่ในประเทศฟินแลนด์ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งนอกราช อาณาจักร




ซึ่ง ในงานได้รับเกียรติจากชาวต่างชาติที่ทำงานด้านการรณรงค์เรื่องสิทธิมนุษยชน ,สิ่งแวดล้อม,อดีตนักการเมือง รวมทั้งกวี และนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยจากประเทศพม่า ซึ่งลี้ภัยอยู่ที่ประเทศฟินแลนด์ ได้ร่วมเสวนาพูดคุยแลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็นเรื่องการเมืองในประเทศไทย ทั้งอดีตที่ผ่านมา ปัจจุบัน และอนาคตที่กำลังจะมีการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่3 ก.ค.นี้

เรา ต้องขอขอบคุณที่มิตรชาวต่างชาติเหล่านี้ได้นำเสนอข้อคิดเห็นอันเป็น ประโยชน์อย่างยิ่งต่อการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงในต่างประเทศ แม้ว่าในรายละเอียดปลีกย่อยของการถกเถียงแลกเปลี่ยน อาจมีมุมมองที่แปลกต่างกันบ้าง ก็เพราะมีพื้นฐานความรับรู้และประสบการณ์ที่มากน้อยแตกต่างกันไปต่อ สถานการณ์การเมืองไทย และหวังว่าจะได้รับการหนุนช่วยในระดับนานาชาติต่อไป

จาก การสัญจรครั้งนี้พบว่า มีพี่น้องคนไทยในประเทศฟินแลนด์จำนวนมากที่ยืนอยู่ฝ่ายประชาธิปไตย คือ คนเสื้อแดง ที่ลุกขึ้นมาเรียกร้องขอคืนอำนาจให้ประชาชนโดยแท้จริง ไม่ใช่เผด็จการซ่อนรูปเหมือนที่ผ่านมา ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นประชาธิปไตย โดยมีประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ และร่วมกันเชิญชวนพี่น้องคนไทยในทั่วโลกให้ออกมาแสดงพลังครั้งสำคัญใน ประวัติศาสตร์ชาติไทย เลือกพรรคที่อยู่ฝ่ายประชาชน ไม่ใช่พรรคที่ออกมาฆ่าประชาชน

ตอนนี้กระแสผู้หญิงทั่วโลกมาแรง การที่ประเทศไทยจะมีนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทยจึงเป็น เรื่องที่ทั่วโลกกำลังจับตามองว่าการเลือกตั้งในวันที่3 ก.ค.ที่จะถึงนี้ ฝ่ายประชาธิปไตยจะฝ่าฟันกระบวนการจ้องทำลาย กลโกงต่างๆของฝ่ายเผด็จการอำนาจมืดไปได้หรือไม่

ถึงแม้ว่าคะแนนจะมา เป็นอันดับหนึ่งก็ต้องลุ้นกันอีกยกหนึ่งว่าจะสามารถจัด ตั้งรัฐบาล และมีนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทยได้หรือไม่ ดังนั้นคนไทยในทุกมุมโลกจึงจะร่วมกันจับตามองและเคลื่อนไหวกดดันให้ชนชั้นนำ คายอำนาจ และยอมรับมติเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน หากมีการขัดขวางโดยมิชอบ เราก็จะออกมารณรงค์ทั่วโลกต่อไป

ก่อนจบงานแยกย้ายกันกลับที่พัก ก็ไม่ลืมที่จะบอกว่า เข้าคูหากาเบอร์ 1 และไพร่อินเตอร์กาเบอร์ 1 ชมภาพกิจกรรมทั้งหมดได้ที่ www.thairedeu.com

การเลือกตั้งที่ชัดเจนที่สุด

ที่มา มติชน



โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 10 มิถุนายน 2554)

การ เลือกตั้ง 3 กรกฎาคมนี้ น่าจะเป็นมหกรรมการใช้สิทธิของประชาชนคนไทย ที่มีเป้าหมายทางการเมืองชัดเจนมากที่สุดครั้งหนึ่ง โดยมีกระแสการต่อสู้ระหว่างขั้ว ระหว่างอุดมการณ์ทางการเมือง เข้ามาเกี่ยวพันอย่างแนบแน่น

เพราะฉะนั้น การแสดงออกของประชาชนส่วนหนึ่ง ในช่วงระหว่างการหาเสียงของพรรคการเมืองต่างๆ จึงปรากฏชัดเจนว่าตั้งใจจะเลือกใครและตั้งใจจะปฏิเสธใคร

แม้ชาวเสื้อ แดงโดยรวมจะยอมรับข้อห้ามปรามของแกนนำ ไม่ให้มีการรวมกลุ่มไปขัดขวางต่อต้านการหาเสียงของนายกฯอภิสิทธิ์และพรรคประ ชาธิปัตย์ เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นเงื่อนไขนำไปสู่การยุบพรรคเพื่อไทยสกัดนายกฯหญิง

แต่ในแง่อารมณ์ความรู้สึกส่วนบุคคลซึ่งต้องการแสดงออกทางการเมือง ยากที่ใครจะห้ามได้

ขบวนหาเสียงของนายอภิสิทธิ์ในหลายพื้นที่ จึงหนีไม่พ้นโดนประชาชนคนสองคน ชูป้ายต่อต้านบ้าง ตะโกนด่าทอบ้าง

เนื้อหาหลักคือกรณี 91 ศพ

ไปจนถึงปัญหาข้าวยากหมากแพง การเข้ามาเป็นรัฐบาลท่ามกลางข้อกังขา ระบบ 2 มาตรฐาน

แม้ฝ่ายประชาธิปัตย์พยายามจะอธิบายปรากฏการณ์นี้ เพื่อเชื่อมโยงถึงพรรคเพื่อไทยและ นปช.

ผู้อาวุโสของประชาธิปัตย์บางคน ถึงกับอ้างว่าเป็นการจัดตั้งกันมา เป่าหูกรอกข้อมูลผิดๆ ให้มาแสดงออก

อาจจะหวังปลอบใจกันเอง ว่าประชาชนทั่วไปไม่ได้คิดต่อต้านนายกฯรูปงามอย่างนั้นหรอก

เสียงพรรคเรายังดีอยู่

ประชาชนยังเชื่อมั่นอภิสิทธิ์อยู่

อะไรทำนองนั้น

แต่ สิ่งที่เราจะเห็นได้จากการแสดงออกของประชาชน ในการเผชิญหน้ากับอภิสิทธิ์ขณะหาเสียงก็คือ การชูป้ายที่เขียนแบบตามมีตามเกิด กระทั่งเดินดุ่มๆ เข้าไปแล้วตะโกน

ไม่ได้ขว้างปาข้าวของ

ยิ่งไข่ซึ่งเป็นของแพงก็ไม่มีการปา

ขณะที่เหตุผลของอภิสิทธิ์และรัฐบาล ที่อ้างว่ามีผู้ก่อการร้าย มีนักรบชุดดำ จนนำสู่เหตุการณ์บานปลาย 91 ศพนั้น

ไม่ สามารถอธิบายให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบเขายอมรับได้หรอก ว่าทำไมจึงมีเจ้าหน้าที่รัฐลั่นกระสุนใส่ผู้ชุมนุม จนล้มตายและบาดเจ็บจำนวนมาก

คำว่านักรบชุดดำจึงตีค่าได้เพียงแค่เป็นคำเอ่ยอ้าง ที่ผู้นำรัฐบาลซึ่งมีกลไกในมือมากมาย จะต้องหาพยานหลักฐานมายืนยัน มิใช่พูดลอยๆ

ฉะนั้นอีก 3 สัปดาห์สุดท้ายของการหาเสียง ขบวนของนายกฯอภิสิทธิ์คงหนีไม่พ้นการแสดงออกของประชาชนเช่นนี้อีก

อันเป็นการแสดงออกตามสิทธิในระบอบประชาธิปไตยแท้ๆ อีกด้วย

ความ จริง อารมณ์ความรู้สึกแบบนี้ มีคนพร้อมจะแสดงออกตั้งนานแล้ว ตั้งแต่หลัง 19 พฤษภาคม 2553 ด้วยซ้ำ เพียงแต่ได้รับการปกปิดด้วยขบวนอารักขานายกฯที่ใช้เจ้าหน้าที่ทหาร-ตำรวจนับ ร้อยในทุกๆ วัน

คุ้มกันตั้งแต่ออกจากบ้าน มายังทำเนียบรัฐบาล และในทุกสถานที่ที่เดินทางไป

แล้วจัดอารักขาขนาดนั้นทำไม ก็เพราะรู้ดีว่าจะเกิดอะไรตามมา หลังกระชับพื้นที่สำเร็จเสร็จสม

จนเมื่อนายกฯอภิสิทธิ์ต้องสลัดคณะผู้อารักขา มาลงตามท้องถนนเพื่อหาเสียงเลือกตั้งนี่แหละ

จึงได้พบความจริงจากสังคมไทย

และแน่นอน 3 กรกฎาคมนี้ จะเป็นการเลือกตั้งที่ประชาชนมีเป้าหมายการเมืองชัดเจนที่สุด

สายบัวบอกลึกซึ้ง ท่วงทำนองผบ.ประยุทธ์ ศึกษา "สาย สีมา"

ที่มา มติชน




มีความแตกต่างเชิงเปรียบเทียบอย่างแน่นอนระหว่างท่าที นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ต่อกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องการเข้าพบและขอคำแนะนำจากผบ.ทบ.

อย่าได้แปลกใจหาก นายสุเทพ เทือกสุบรรณ จะหยิบเอาคำว่า "เสแสร้ง" มาสวมให้กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อย่างไม่ลังเล

แถมยังเน้นย้ำซ้ำอีกในวันรุ่งขึ้น

ขณะที่ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก อ้างระเบียบปฏิบัติและความเหมาะสมในห้วงแห่งการเลือกตั้ง

กระนั้น ท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นุ่มนวลอย่างยิ่งด้วยกัปปิยโวหาร

"ต้องขอขอบคุณที่ให้เกียรติกองทัพ"

เป็นความนุ่มนวล สั้นกระชับ ด้วยท่วงทำนองแบบทหาร ขณะเดียวกัน ก็สะท้อนรากฐานแห่งความเป็น "ทหารเสือราชินี" ได้อย่างเด่นชัด คมเฉียบ

แม้ จะเป็นการปฏิเสธ แต่ภายในการปฏิเสธนั้นก็มิได้รอนไมตรี แม้จะอ้างเรื่องความเหมาะสมในห้วงแห่งการหาเสียงเลือกตั้ง แต่ก็กำหนดระยะเวลาเอาไว้อย่างแน่นอน

เมื่อเทียบกับคำว่า "เสแสร้ง" อันมาจาก นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ย่อมประจักษ์ในจุดต่าง

จุดต่างในการเผชิญกับแต่ละจังหวะก้าวของการเคลื่อนไหวระหว่าง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำให้หวนคิดถึงโลกนิติแต่โบราณ ท่านรจนาเป็นบาลีว่า

สีตวาโจ พหุมิต์โต

ผรุโส อัปปมิต์ตโก

อุปมัง เอต์ถ กาตัพพ์

สุรยจันทราชุนัง

ผู้มีวาจาอ่อนหวาน มีมิตรมาก

ผู้มีวาจาหยาบร้าย มีมิตรน้อย

ควรระลึกถึงพระจันทร์และพระอาทิตย์เป็นแบบอย่าง

เหล่านี้เองคือรากที่มาแห่งโคลงโลกนิติที่ว่า

"อ่อนหวานมานมิตรล้น เหลือหลาย

หยาบบ่มีเกลอกราย เกลื่อนใกล้

ดุจดวงศศินฉาย ดาวดาด ประดับนา

สูรยส่องดาราไร้ เมื่อร้อนแรงแสง"

ไม่เพียงแต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะสัมผัสได้ถึงความเป็นจริงนี้

หากแต่ชาวบ้านซึ่งติดตามการเสนอความปรารถนาของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ต้องการเข้าพบเพื่อขอคำแนะนำจาก ผบ.ทบ.เมื่อได้ยินคำพูดอันสุภาพ นุ่มนวลจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ย่อมประจักษ์

ประจักษ์ใน "ก้านบัวบอกลึกซึ้ง ชลธาร, มารยาทส่อสันดาน ชาติเชื้อ"

ถามว่าเมื่อประสบเข้ากับวาจาดูหมิ่น เหยียดหยาม หยาบช้าสามานย์ จะบริหารจัดการอารมณ์อย่างไรจึงสามารถรอดพ้นจากกับดักนั้นได้

นักวรรณกรรมวิทยาบางท่านเสนอให้เก็บรับบทเรียนจาก "สาย สีมา"

สาย สีมา เป็นตัวละครเอกของ เสนีย์ เสาวพงศ์ ในนวนิยายเรื่อง "ปีศาจ" เขาจบธรรมศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ดำรงอาชีพเป็นทนายความ

เส้นทางชีวิตได้รู้จักกับ "รัชนี" นางเอกซึ่งเป็นธิดาของท่านเจ้าคุณ อำมาตย์ใหญ่

ด้วยความรักความปรารถนาดีต่อชายคนรัก รัชนีเชิญสายเป็นแขกในงานเลี้ยงที่คฤหาสน์ท่านเจ้าคุณบิดา

อันทำให้ สาย สีมา ถูกดูหมิ่นเหยียดหยามจากชนชั้นผู้ดีมีสกุล

เบื้องหน้าการดูหมิ่นเหยียดหยาม ประณามด่าว่า คล้ายกับที่ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ประสบคราพาลูกเมียไปนั่งกินอาหาร ณ ร้านหนึ่งในซอยทองหล่อ

สาย สีมา เยือกเย็นอย่างยิ่ง สุขุมอย่างยิ่ง สุภาพและนุ่มนวลอย่างยิ่ง

เขา จะทำอย่างอื่นได้อย่างไร ในเมื่อคำประณามหยามเหยียดนั้นเป็นน้ำลายอันถ่มถุยมาจากที่สูง หมายจะให้แปดเปื้อนสร้างความสกปรก สร้างความรู้สึกต่ำต้อยน้อยหน้า ประหนึ่งเป็นการขับไล่ออกไป

อย่างมากที่ สาย สีมา จะทำได้ก็คือ เดินหนีจากน้ำลายนั้น หรือไม่ก็เช็ดคราบน้ำลายนั้นเสีย

คำยืนยันจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต่อหนามไหน่และเรือใบที่โรยมาว่าไม่ท้อแท้ จะขอยืนหยัด

จึง ชอบแล้ว เพราะเมื่อลงสมัครรับเลือกตั้ง ปวารณาตนเป็นนักการเมือง ก็เหมือนออกมายืนกลางแจ้งในฐานะบุคคลสาธารณะ ย่อมถูกตรวจสอบ ย่อมถูกราวีทั้งต่อหน้าและลับหลัง

การยืนหยัดและตอบโต้อย่างสุภาพจึงเป็นแนวทางที่ชอบที่ควรยิ่ง

วอชิงตัน โพสต์ชี้กรณีฟ้อง"ยิ่งลักษณ์"เบิกความเท็จคดีซุกหุ้น บีบเมืองไทยป่วน-ขวางกลุ่มทักษิณขึ้นอำนาจ

ที่มา มติชน



วอชิงตัน โพสต์ รายงานเมื่อวันที่ 10 มิ.ย.ว่า รายงานข่าวกรณีน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถูกยื่นฟ้องเบิกความเท็จคดีซุกหุ้นของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ว่า อาจทำให้การเมืองไทยวุ่นวายอีกครั้ง โดยขณะนี้ นางยิ่งลักษณ์ กำลังมีคะแนนนิยมนำในการแข่งขันเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีไทยคนใหม่ แต่การต่อสู้ทางกฎหมายที่ขัดขวางไม่ให้นักธุรกิจหญิงวัย 43 ปี รายนี้ เป็นนายกฯคนใหม่ของไทย อาจสร้างความไร้เสถียรภาพทางการเมืองให้กับเมืองไทยอีกรอบหนึ่ง

รายงาน ระบุว่า ในช่วงสัปดาห์ที่่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยได้ยื่นฟ้องข้อหาหมิ่นประมาทต่อ นายนายแก้วสรร อติโพธิ อดีตกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) และ น.พ.ตุลย์ สิทธิสมวงษ์ แกนนำเครือข่ายกลุ่มเสื้อหลากสี ที่ยื่นเรื่องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตรวจสอบน.ส.ยิ่งลักษณ์ กรณีให้การเท็จในชั้นศาลในคดียึดทรัพย์พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเธอให้การว่า ได้ซื้อหุ้นมูลค่า 20 ล้านบาทจากกิจการชินคอร์ป โดยศาลไม่ได้พูดถึงถึงคำให้การของน.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นพิเศษ หรือกรณีการครอบครองหุ้นของเธอ

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ระบุว่า การต่อสู้ทางกฎหมายของนางยิ่งลักษณ์ต่อกรณีฟ้องร้องดังกล่าว อาจเพิ่มความวิตกให้แก่นักลงทุน ซึ่งขณะนี้กำลังวิตกกังวลกับสถานการณ์การเมืองไทยที่อาจเกิดการประท้วงใหญ่ หรือการปฎิวัติรัฐประหารระลอกใหม่ ภายหลังการเลือกตั้ง

โดยนายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิจัยประจำสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ เปิดเผยว่า เมือง ไทยกำลังกลับไปสู่การต่อสู้เดิมๆ ระหว่างกลุ่มต่อต้านและกลุ่มสนับสนุนพ.ต.ท.ทักษิณ และการยื่นฟ้องดังกล่าวน่าจะเป็นความเคลื่อนไหวเพื่อป้องกันไม่ให้เหล่าผู้ สนับสนุนทักษิณได้ขึ้นสู่อำนาจอีก

รายงาน ระบุว่า กลุ่มผู้สนับสนุนพ.ต.ท.ทักษิณ และคนไทยจำนวนมาก เชื่อว่า กระบวนการยุติธรรมไทย ถูกใช้ประโยชน์ด้านการเมือง และนักวิเคราะห์ชี้ว่า ความเชื่อดังกล่าวได้ส่งผลให้เกิดวิกฤตการเมืองขึ้นในเมืองไทย โดยกลุ่มผู้สนับสนุนพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นจำนวนเรือนหมื่น ได้ชุมนุมบนท้องถนนในกรุงเทพ เพื่อเรียกร้องให้กองทัพและกระบวนการยุติธรรมไทยยุติการแทรกแซงทางการเมือง

วอชิงตัน โพสต์ ระบุด้วยว่า จากโพลสำรวจเมื่อเร็วๆ นี้ ชึ้ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ กำลังมีคะแนนนิยมนำนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีปัจจุบัน และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในหลายส่วนของประเทศไทยไทย อย่างไรก็ตาม ศึกเลือกตั้งครั้งนี้ ถือว่าสูสีมากและนักวิเคราะห์มองว่า ทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ ไม่น่าที่จะได้คะแนนเด็ดขาดในการเป็นรัฐบาลเดี่ยว และจะต้องพึ่งพาพรรคขนาดเล็กมาร่วมจัดตั้งรัฐบาล