ที่มา Thai E-News
เจอภาพใน social network ส่งต่อๆ กันมา ก็เลยเอามาฝาก ดูกันขำๆ สะท้อนว่าคนใน เน็ต เขาคิดเห็นกันอย่างไร อิอิ (ที่มา:บอร์ดไทยฟรีนิวส์)
คนรักประชาธิปไตย ต้องช่วยกันขับไล่ เผด็จการ
ที่มา Thai E-News
ที่มา Thai E-News
คุณ วาด รวี และ คุณปราบดา หยุ่น ครับ ในขณะที่คุณทั้งสองกำลังจิบกาแฟถ้วยที่ 2 ของวันนี้อยู่ในห้องที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า 25 องศา ผมอยู่ไกลออกไปเกินกว่า 1,000 กิโลเมตร จากเมืองหลวงของประเทศ อยู่ท่ามกลางอากาศที่ร้อนเกิน 34 องศา ผมอาจจะมีอารมณ์ไปบ้างก็ต้องขอโทษอีก 20 ปีข้างหน้า เมื่อคุณมีอายุใกล้เคียงกับอายุของผมในขณะนี้ ผมหวังจะได้รับจดหมายตอบจากคุณทั้งสอง และ หวังว่า อีก 20 ปีข้างหน้า คุณจะเขียนมาขอโทษผมก็ได้ ผมจะรอครับรมต. นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ (3 มิถุนายน 2554)
12 มิถุนายน 2554
เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2554 ไทยอีนิวส์ ได้ลงข่าว "นักเขียนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งประกอบไปด้วย บินหลา สันกาลาคีรี,ปราบดา หยุ่น,วาด รวี,ดวงฤทัย เอสะนาชาตัง,ซะการีย์ยา อมตยา,กิตติพล สรัคคานนท์ และ วรพจน์ พันธุ์พงศ์ เป็นต้น ได้ทำจดหมายเปิดผนึกถึงเพื่อนนักเขียนไทยทั่วประเทศ เรื่อง: ขอเชิญร่วมลงชื่อในการเรียกร้องให้มีการแก้ไขมาตรา 112 และยุติการใช้ข้อกล่าวหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพปิดกั้นการแสดงออกและแสดงความ คิดเห็นทางการเมือง" ปราบดา หยุ่นผนึกมือนักเขียนดังล่าชื่อนักเขียนแก้ม.112 หยุดใช้คดีหมิ่นฯปิดกั้นเสรีภาพการเมือง
ซึ่งมีการแสดงความคิดเห็นของรมต. กระทรวงวัฒนธรรมต่อจดหมายนักเขียนนี้ ปราดา หยุ่น และวาด ระวี จึงได้ทำหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2554 ว่า
ตาม ที่ท่านรัฐมนตรีได้ให้สัมภาษณ์แสดงความเห็นต่อจดหมายเปิดผนึก เรื่องเรียกร้องให้มีการแก้ไขมาตรา 112 ลงวันที่ 19 พฤษภาคม ของนักเขียน โดยมีเนื้อข่าวสั้น ๆ ตามการรายงานของเว็บไซต์มติชนออนไลน์ดังนี้"ผมไม่เคยเห็นมาตรา 112 ถูกหยิบมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง และนักการเมืองกว่าร้อยละ 99 ก็ไม่มีปัญหากับมาตราดังกล่าว ผมเดินทางไปหลายประเทศที่เคยมีสถาบันพระมหากษัตริย์ ชาวบ้านต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเสียดายที่ไม่มีสถาบันกษัตริย์แล้ว อยากจะรื้อฟื้นให้กลับมาใหม่ เพื่อจะเป็นประมุข รวมทั้งสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ กลับกันไทยยังมีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ จึงสมควรมีมาตราดังกล่าวไว้ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์" นายนิพิฏฐ์กล่าว
นาย นิพิฏฐ์กล่าวว่า หากเราแก้ไขมาตรา 112 ให้ไปอยู่ในหมวดเดียวกับความผิดฐานหมิ่นประมาทบุคคล เชื่อว่าสุดท้ายก็อาจมีการเสนอให้แก้ไขลดโทษลง หรือแก้ให้ยอมความกันได้อีก ยิ่งข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ที่ให้แก้ไขให้สำนักราชเลขาธิการเป็นผู้ฟ้องร้องเอง ยิ่งทำให้เกิดปัญหา เพราะจะกลายเป็นว่าเอาสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นคู่กรณีกับชาวบ้าน การให้ชาวบ้านฟ้องร้องเองได้ถ้าพบเห็นพฤติกรรมที่อาจฝ่าฝืนมาตรา 112 ส่วนตัวคิดว่าว่าเหมาะสมแล้ว เพราะมาตราดังกล่าวอยู่ในลักษณะความผิดต่อความมั่นคงของราชอาณาจักร http://matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1306048341&grpid=01&catid=01
ซึ่ง ท่านรมต. กระทรวงวัฒนธรรมก็ตอบโต้ด้วยการออกหนังสือเปิดผนึกและเผยแพร่ที่ที่เวบไซด์ ของกระทรวงวัฒนธรรม เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2554 และล่าสุดวันที่ 11 มิถุนายน 2554 วาด ระวี ออกหนังสือโต้กลับเช่นกัน
เรียน คุณวาด รวี และ คุณปราบดา หยุ่นผม อ่านจดหมายเปิดผนึกของคุณทั้งสองที่มีถึงผมแล้ว ตอนแรกตั้งใจจะไม่ตอบ เพราะไม่มีเวลา แต่คิดไปคิดมาถ้าไม่ตอบคุณทั้งสองอาจจะเข้าใจผิดว่า ผมยอมรับหรือจำนนต่อเหตุผลของคุณ ซึ่งอาจทำให้ผมได้รับความเสียหายได้
"ข้อ หา" ที่คุณทั้งสองตั้งให้ผมนั้นดูเหมือนรุนแรงเกินไป และขัดต่อเหตุผลและข้อเท็จจริงหลายประการ แต่ผมให้อภัย เพราะคิดว่าคุณทั้งสองกำลัง "จินตนาการ" ตามวิสัยของความเป็นนักเขียนของคุณ แต่บังเอิญจินตนาการของคุณล้ำเข้ามาในเขตแดนของผม และทำลายความสงบสุขในเขตแดนของผม โดยไม่เป็นธรรมโดยเฉพาะข้อหาที่คุณ กล่าวว่า การให้สัมภาษณ์ของผม "ไม่เป็นผลดีต่อการใช้เหตุผลและสติปัญญาของสังคม และอาจส่งผลให้วัฒนธรรมทางปัญญาของสังคมไทยเสื่อมเสียได้" และข้อหาที่ว่าผม "กระทำโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์" ผมขอแก้ข้อกล่าวหาของคุณทั้งสอง ดังนี้
ข้อ 1 กรณีที่คุณทั้งสองกล่าวว่า มาตรา 112 ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ขอชี้แจงว่า ต้องยอมรับความจริงว่าปัจจุบันมีผู้พยายามทำความผิดตามมาตรา 112 มากขึ้นอย่างผิดปกติจะด้วยวัตถุประสงค์อย่างไรก็ตาม และต้องยอมรับว่าผู้ทำความผิดตามมาตรา 112 ส่วนใหญ่เป็นนักการเมืองหรือผู้สนับสนุนนักการเมือง ดังนั้น เมื่อรัฐดำเนินคดีกับคนเหล่านี้ จึงเป็นการใช้อำนาจตามปกติ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม และศาลก็มีคำพิพากษาลงโทษไปแล้วหลายราย ดีที่คุณทั้งสองยังไม่กล่าวหาว่า "ศาล" ก็ใช้มาตรา 112 เป็นเครื่องมือทางการเมืองด้วย ต่อไปภายภาคหน้าหากมีผู้กระทำความผิดฐานข่มขืน กระทำชำเรามากขึ้น คุณวาด รวี และคุณปราบดา หยุ่น อย่าเผลอว่ารัฐใช้ข้อหาข่มขืนกระทำชำเราเป็นเครื่องมือทางการเมืองอีกล่ะ ครับ เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่นักการเมืองหรือผู้สนับสนุนทางการเมืองเป็นผู้ พยายามละเมิดมาตรา 112 จึงต้องดำเนินคดีกับบุคคลเหล่านี้เท่านั้นเอง ท่านทั้งสองอย่าจินตนาการอะไรไปให้มากไปกว่านี้เลยครับ
ข้อ 2 ความเห็นของผมในประเด็นที่ว่าหากให้ราชเลขาธิการเป็นผู้ฟ้องร้องเอง เหมือนกับการเอา "สถาบัน" มาเป็น "คู่กรณี" กับประชาชน โดยคุณทั้งสอง แย้งว่า เคยมีกรณีที่สำนักราชเลขาธิการเป็นคู่กรณีมาแล้ว เช่น กรณีสำนักราชเลขาธิการมอบให้ดีเอสไอเป็นโจกท์ฟ้อง "เสี่ยอู๊ด" กรณีการจัดสร้างพระสมเด็จเหนือหัว ในประเด็นนี้ ผมขอชี้แจงว่า ความผิดของเสี่ยอู๊ด เป็นความผิดตาม พรบ.คุ้มครองผู้บริโภค, พรบ.เครื่องหมายราชการ และกฎหมายอาญา ฐานฉ้อโกงประชาชน เท่านั้น มิใช่ กรณีตาม มาตรา 112 ที่มอบให้สำนักราชเลขาธิการเป็นผู้ฟ้องหรือมอบให้ดีเอสไอเป็นผู้ฟ้อง เป็นเรื่องผู้เสียหายจำนวน 921 คน ไปแจ้งความร้องทุกข์ว่า "ถูกฉ้อโกง" และเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบต้องพิจารณาหาว่า การกระทำของเสี่ยอู๊ดผิดกฎหมายใดบ้างเท่านั้น มิใช่เป็นกรณีสำนักราชเลขาธิการ เป็นคู่กรณีกับชาวบ้าน ตามที่คุณทั้งสองเข้าใจ ประเด็นนี้ผมไม่โทษคุณ เพราะคุณมิใช่นักกฎหมาย แต่บังเอิญคุณจินตนาการตามความรู้เท่าไม่ถึงการณ์เท่านั้นเอง ในฐานะผู้มีอายุมากกว่า ถือว่า "อโหสิ" กันได้ แต่หากผมไม่ตอบจะทำให้ประชาชนสับสน เพราะคุณทั้งสอง ก็มีต้นทุนทางสังคมสูงอยู่ หากคนไทยไม่ใช้หลัก "กาลามสูตร" ในการพิจารณาก็อาจเชื่อคุณทั้งสองได้
ข้อ 3 ประการต่อไปคุณทั้งสอง กล่าวว่า ผมมีความเห็นไม่ตรงกับท่านนายกรัฐมนตรี ขอชี้แจงว่า ผมและท่านนายกรัฐมนตรีมีความเห็นตรงกัน เป็นเรื่องที่คุณทั้งสองจับบางคำพูดของท่านนายก ฯ มากล่าว เป็นการ "ตีความไม่แตก" เท่านั้นเอง และในบางเรื่องที่ผ่านมา ผมก็เคยมีความเห็นไม่ตรงกับท่านนายกฯ แต่เมื่อมีมติออกมาเป็นอย่างไรทุกอย่างก็ยุติ ความจริงคุณทั้งสองที่อ้าง "ประชาธิปไตย" น่าจะมายกย่องผม แต่คุณกลับตำหนิผม หาว่าผมมีความเห็นต่าง ผมจึงสับสนความเป็นบุคคลใน "ระบอบประชาธิปไตย" ของคุณทั้งสองจริง ๆ
ส่วนข้อหาที่ว่าผมทำให้ "วัฒนธรรมทางปัญญาของสังคมเสื่อมถอย" ซึ่งเป็นข้อหาที่รุนแรง ผมยังไม่ตอบวันนี้ เพราะไม่มีเวลาจริง ๆ
คุณ วาด รวี และ คุณปราบดา หยุ่น ครับ ในขณะที่คุณทั้งสอง กำลังจิบกาแฟถ้วยที่ 2 ของวันนี้อยู่ในห้องที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า 25 องศา ผมอยู่ไกลออกไปเกินกว่า 1,000 กิโลเมตร จากเมืองหลวงของประเทศ อยู่ท่ามกลางอากาศที่ร้อนเกิน 34 องศา ผมอาจจะมีอารมณ์ไปบ้างก็ต้องขอโทษอีก 20 ปีข้างหน้า เมื่อคุณมีอายุใกล้เคียงกับอายุของผมในขณะนี้ ผมหวังจะได้รับจดหมายตอบจากคุณทั้งสอง และ หวังว่า อีก 20 ปีข้างหน้า คุณจะเขียนมาขอโทษผมก็ได้ ผมจะรอครับ
นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม
(3 มิถุนายน 2554)
(ที่มา http://www.m-culture.go.th/detail_page.php?sub_id=2898)
ต่อมา"วาด รวี" ได้เขียนบทความตอบโต้ รมว.นิพิฏฐ์ กลับทันที ผ่านทางเฟซบุ๊กของ "UndergroundBuleteen Thailand" ความว่า
เกี่ยวกับ 3 ประเด็นในคำตอบจดหมายของรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม
เนื่องจากคำตอบของรัฐมนตรี http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1307800784&grpid&catid=02&subcatid=0207ที่ตอบจดหมายเปิดผนึกนี้ http://www.prachatai3.info/journal/2011/05/35200
ตามที่ รมต. ตอบมาสามข้อ ข้าพเจ้ามีความเห็นดังนี้
คำตอบ ข้อหนึ่ง ของ รมต. ฟังไม่ได้ เนื่องจากไม่ได้พูดถึงประเด็น "ใครก็ร้องได้" ซึ่ง เป็นประเด็นที่แม้แต่ นายกฯ อภิสิทธิ์ก็เคยแสดงความเห็นว่ามีปัญหา ประเด็นนี้เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ ม.112 ง่ายที่จะใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง
ข้อสอง มี 2 ประเด็นย่อย คือ 1 ในกรณีเสี่ยอู๊ด ถือว่า สำนักราชเลขาฯ เป็น คู่กรณี กับชาวบ้านหรือไม่ ดูข่าวนี้ http://news.sanook.com/social/social_225230.php ถ้าสำนักราชเลขาฯ ไม่ใช่คู่กรณี ทำไมดีเอสไอต้องรอไฟเขียว? ทำไมสำนักราชเลขาฯ ต้องเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะให้ใครดำเนินการ ระหว่าง สตช., ดีเอสไอ, กรมการศาสนา อันที่จริง หากศึกษาคำพิพากษาคดีนี้ ก็จะเห็นว่า "ความเป็นคู่กรณี" ของสำนักราชเลขาฯ อยู่ที่ประเด็นการนำสัญลักษณ์ของพระมหากษัตริย์มาใช้
ข้อสอง ประเด็นย่อยที่ 2 คือ กรณีนี้ถือได้ว่าอยู่ในบริบทแค่ ม. 112 หรือไม่? การที่ รมต. ยืนยันว่าตนพูดเฉพาะบริบท ม.112 นั้นน่าตกใจพอสมควร เช่นนั้น หมายความว่า ท่าน รมต. เห็นว่า กรณีอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ ม. 112 สถาบันฯ สมควร/อยู่ในฐานะ/เหมาะสม ที่จะเป็นคู่กรณีกับชาวบ้าน? จริง ๆ การโต้ รมต. ไม่ใช่การโต้ที่เกี่ยวกับข้อกฎหมาย หรือ ม.112 เลย แต่เป็นการโต้ว่า รมต.เข้าใจผิด ที่บอกว่า สำนักราชเลขาฯเป็นคู่กรณีกับชาวบ้าน = สถาบันเป็นคู่กรณีกับชาวบ้าน ซึ่งไม่จริง เพราะไม่ใช่ และสำนักราชเลขาฯ เคยเป็นคู่กรณีแล้ว (ไม่เกี่ยวกับว่าในกรณีกฎหมายข้อใด) และดุลยพินิจของสังคม (และสำนักราชเลขาฯ) ไม่เห็นว่า การที่สำนักราชเลขาเป็นคู่กรณี = สถาบันเป็นคู่กรณี
ข้อสาม ที่บอกว่า รมต. เห็นต่างกับ นายกฯ ไม่ได้บอกว่า รมต. ผิดที่เห็นต่าง แต่ รมต. ผิดตรงที่ไปยืนยันสิ่งที่ผิดกับข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่แม้แต่นายกยังยอมรับไปแล้ว
ท่านรมต. จบกฎหมายมาจริง ๆ หรือนี่ ทำไมตรรกะท่านแกะรอยแกะดาวขนาดนี้
ประเด็นนี้ข้าพเจ้าเคยตอบไปแล้วที่กระทู้นี้ ผู้สนใจเชิญชม http://www.thaipoetsociety.com/index.php?topic=3712.msg20048#new
ดูข่าวที่เกี่ยวข้อง ปราบดา หยุ่นผนึกมือนักเขียนดังล่าชื่อนักเขียนแก้ม.112 หยุดใช้คดีหมิ่นฯปิดกั้นเสรีภาพการเมือง
ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
12 มิถุนายน 2554
ธนาพล อิ๋วสกุล บรรณาธิการฟ้าเดียวกัน ฝากเตือนความจำถึงท่าทีขั้วระดับแถวหน้าของอำมาตย์ต่อบทบาทของสถาบันกษัตริย์ของไทย
ที่มา มติชน
ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 3,323 คน โดยเก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 2 - 9 มิถุนายน ที่ผ่านมา พบว่า ในการเลือกตั้ง ส.ส ระบบบัญชีรายชื่อ คนกรุงเทพฯ ระบุว่า จะเลือกพรรคเพื่อไทย ร้อยละ 33.6 (เพิ่มขึ้นจากผลการสำรวจครั้งก่อน เมื่อวันที่ 20 – 22 พ.ค. ร้อยละ 7.8) จะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 17.1 (เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.4) และจะเลือกพรรครักประเทศไทย ร้อยละ 3.2 (เพิ่มขึ้น ร้อยละ 1.2) อย่างไรก็ตามมีถึงร้อยละ 44.1 ที่ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเลือกพรรคใด
สำหรับการเลือกตั้ง ส.ส. ในระบบแบ่งเขตพบว่า คนกรุงเทพฯ ระบุว่าจะเลือกผู้สมัครของพรรคเพื่อไทย ร้อยละ 33.8 (เพิ่มขึ้นจากผลการสำรวจครั้งก่อน เมื่อวันที่ 20 – 22 พ.ค. ร้อยละ 7.5) จะเลือกผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 17.6 (เพิ่มขึ้น ร้อยละ 2.4) และจะเลือกผู้สมัครของพรรครักษ์สันติ ร้อยละ 1.3 (เท่ากับผลสำรวจครั้งก่อน) อย่างไรก็ตามมีถึงร้อยละ 46.4 ที่ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเลือกผู้สมัครของพรรคใด โดยเกณฑ์ที่คนกรุงเทพฯ ใช้ในการเลือก ส.ส. ระบบแบ่งเขตคือ เลือกจากคุณสมบัติและผลงานในอดีตของผู้สมัคร (ร้อยละ 49.4) รองลงมาคือ เลือกจากนโยบายที่ใช้หาเสียง (ร้อยละ 31.6) และเลือกจากพรรคการเมืองที่สังกัด (ร้อยละ 19.0)
ทั้งนี้เมื่อแยกพิจารณาเป็นรายเขตพบว่า พรรคเพื่อไทยมีคะแนนนำอยู่ 21 เขต ได้แก่ เขต 3 เขต 4 เขต 5 เขต 7 เขต 8 เขต 10 เขต 11 เขต 12 เขต 13 เขต 14 เขต 16 เขต 17 เขต 18 เขต 20 เขต 23 เขต 24 เขต 26 เขต 27 เขต 29 เขต 32 และเขต 33 ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์มีคะแนนนำใน 6 เขต ได้แก่ เขต 1 เขต 2 เขต 15 เขต 19 เขต 22 และเขต 30 ส่วนอีก 6 เขตทั้ง 2 พรรคมีคะแนนสูสีกันได้แก่ เขต 6 เขต 9 เขต 21 เขต 25 เขต 28 และเขต 31
เมื่อสอบถามว่าอยากได้ใครมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปมากที่สุดพบว่าอยากได้ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ร้อยละ 42.6 (เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.7) รองลงมาคือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร้อยละ 23.6 (เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.2) ร.ต.อ. ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ ร้อยละ 3.9 (เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.0) และ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์ ร้อยละ 2.4 (ลดลงร้อยละ 1.2) ขณะที่อีกร้อยละ 27.5 ยังไม่แน่ใจว่าจะเลือกใครดี
สำหรับ สิ่งที่คนกรุงเทพไม่อยากเห็นมากที่สุดในการเลือกตั้งครั้งนี้พบว่า อันดับแรกได้แก่ การซื้อสิทธิ์ขายเสียง (ร้อยละ 23.2) รองลงมาคือ การก่อกวน ข่มขู่ ทำร้ายผู้สมัครฝ่ายตรงข้าม (ร้อยละ 20.5) และการหาเสียงด้วยวิธีใส่ร้ายป้ายสี (ร้อยละ 20.1)
ทั้ง นี้เมื่อสอบถามถึงความเชื่อมั่นต่อคณะกรรมการการเลือก ตั้งในการควบคุมดูแลการเลือกตั้งให้มีประสิทธิภาพและบริสุทธิ์ยุติธรรมพบว่า ร้อยละ 66.9 ไม่ค่อยเชื่อมั่นถึงไม่เชื่อมั่นเลย (เพิ่มขึ้นจากผลการสำรวจเมื่อวันที่ 20 – 22 พ.ค. ร้อยละ 0.8) ขณะที่ร้อยละ 33.1 เชื่อมั่นค่อนข้างมากถึงเชื่อมั่นมาก
ที่มา ข่าวสด
นักการเมืองเดินหน้าหาเสียงเลือกตั้งมาแล้วครึ่งทาง
นับถอยหลังเหลืออีก 3 สัปดาห์ให้บรรดาคอการเมืองได้ลุ้นระทึก
ถึงนาทีนี้เป็นพรรคเพื่อไทยที่ยังครองกระแสเหนียวแน่น โพลสำรวจออกมากี่ครั้งก็ยังเป็นฝ่ายนำพรรคคู่แข่ง
ทั้ง ยังมีแนวโน้มว่าถ้าการเมืองเล่นกันตามกฎกติกาแบบแฟร์ๆ ไม่มี "มือพิเศษ" เข้ามากระตุกแข้งกระตุกขา พรรคเพื่อไทยก็ยังมีโอกาสทำแต้มทิ้งห่างออกไปอีกในช่วงระยะเวลาที่เหลือ
อย่างไรก็ตาม ถึงโพลที่ออกมาจะเป็นตัวปลุกขวัญบรรดาผู้ที่อยู่ทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลังพรรคเพื่อไทยให้เกิดความฮึกเหิม
ล่าสุดถึงกับปล่อยตัวเลขเป้าหมายใหม่ จากเดิมตั้งไว้เกินครึ่ง 250 เสียง มาอยู่ที่ 270 เสียง และพร้อมปั๊มยอดให้ไปถึง 300 เสียง
นอกจากเผื่อไว้สำหรับการแจกใบเหลือง-ใบแดงของคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต. สูงสุดที่ 25 ใบ
การได้เสียงมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเป็นการตัดปัญหาถูกแย่งชิงจัดตั้งรัฐบาลโดยพรรคอันดับ 2 ได้เด็ดขาดมากเท่านั้น
กระนั้น ก็ยังเป็น "มวยหลัก" อย่างน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แม่ทัพหญิงพรรคเพื่อไทย ที่ไม่หลงระเริงไปกับกระแสว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย
ยังคงออกเดินสายช่วยผู้สมัครของพรรคหาเสียงอย่างหนัก โดยไม่สนใจกับผลโพลที่นอนมา
เพราะโพลถึงอย่างไรก็ยังเป็นโพล จะโค้งแรกหรือโค้งหลัง สุดท้ายต้องไปตัดสินกันวันที่ 3 กรกฎาคม
ตรงนั้นถึงจะเป็นของจริง
เป็น อย่างที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้แต่แรก "ยิ่งลักษณ์ฟีเวอร์" มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเจอกระบวนการแรงเสียดทานจากฝ่ายตรงข้ามที่กุมอำนาจรัฐในมือมากเท่า นั้น ไม่ว่าจะมาในรูปแบบเสียงกระแหนะกระแหนว่าใช้มารยาหญิงบีบน้ำตา ออดอ้อนขอคะแนนเสียง
บ้างก็มาในรูปแบบวาจากระโชกโฮกฮาก คำก็ว่าล้มเจ้า สองคำก็ว่าเป็นพวกเผาบ้านเผาเมือง สามคำก็ว่าเตรียมเข้ามานิรโทษกรรมทักษิณ
แต่เมื่อไม่ได้ผลเพราะคนส่วนใหญ่ไม่เอาด้วย เพราะอยากเห็นการต่อสู้กันด้วยนโยบายมากกว่าการเอาชนะกันด้วยฝีปาก
เมื่อ สถานการณ์พลิกผันอย่างนี้ หนักเข้าคู่แข่งพรรคเพื่อไทยก็เลยต้องหันกลับไปหา "ตัวช่วย" เดิมๆ อย่างกองทัพ และแนวร่วมเสื้อหลากสี เป็นต้น
ส่วนการเข้ามาร่วมวงการเมืองของสองตัวช่วยดังกล่าว
จะ มีผลทำให้สถานการณ์ของพรรคแกนนำรัฐบาลกระเตื้องขึ้นได้จริงหรือไม่ หรือจะยิ่งเป็นการซ้ำเติมให้พรรคย่ำแย่หนักเข้าไปใหญ่ ยังเป็นที่น่าสงสัย
ปรากฏเป็นภาพข่าวรายวัน แหล่งชุมชนย่านตลาดสดกลายเป็นสถานที่ไม่ปลอดภัยของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในการเดินพบปะหาเสียงกับชาวบ้าน
เสี่ยงต่อการเจอคนเสื้อแดงดักจู่โจมประชิดตัว
ไล่ ต้อนทวงถามความคืบหน้ากรณี 91 ศพเดือนเมษาฯ-พฤษภาฯ 53 บ้างก็ชูป้ายข้อความแสลงใจ "ดีแต่พูด" ปะปนกับเสียงตะโกนต่อว่าปัญหาข้าวยากหมากแพง สลับกับเรื่องไข่ชั่งกิโล
ระหว่างที่พรรคประชาธิปัตย์ตกอยู่ในสภาพทุลักทุเลนี้เอง
เป็นจังหวะเดียวกับที่น.พ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนำเสื้อหลากสี จับมือกับนายแก้วสรร อติโพธิ อดีต คตส. ออกมาแสดงบท บาทเคลื่อนไหว
กล่าวหาน.ส.ยิ่งลักษณ์ เบิกความเท็จต่อศาลในคดีซุกหุ้นของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พร้อมกับยื่นให้กรรมาธิการของวุฒิสภาตรวจสอบ
ท่าม กลางข้อกังขาของสังคมส่วนหนึ่งว่าอาจมีเบื้องหลังแอบแฝง เนื่องจากเรื่องจบไปนานแล้วแต่กลับมีการรื้อฟื้นขึ้นมาในช่วงพรรคประชา ธิปัตย์กำลังเพลี่ยงพล้ำ
สำหรับหมอตุลย์นั้นไม่เท่าไหร่ เพราะรู้จุดยืนดีอยู่แล้ว
แต่ในส่วนของนายแก้วสรร เคยพูดไว้เองก่อนหน้าไม่กี่วันว่าการขุดเรื่องดังกล่าวขึ้นมาเล่นงานในช่วงเลือกตั้ง นักเลงเขาไม่ทำกัน
การจับมือกับหมอตุลย์ จึงเป็นการเปลี่ยนท่าทีแบบปุบปับและน่าสงสัย
ในทางการเมือง พรรคเพื่อไทยได้ร้องต่อ กกต. พร้อมเข้าแจ้งความต่อกองปราบฯ เป็นการตอบโต้
ขณะ ที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตั้งรับเรื่องนี้อย่างสุขุม โดยให้สัมภาษณ์ต่อสื่อ มวลชนว่าพร้อมยอมรับการตรวจสอบของสาธารณชนที่อยู่บนกติกาของความเป็นธรรม และจะอดทนทำหน้าที่ชี้แจง
อย่างไรก็ตาม การปัดฝุ่นเรื่องนี้ขึ้นมาใหม่
ถูก มองเป็นเกมหวังผลระยะยาวของฝ่ายตรงข้ามว่าถ้าหากน.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้เป็นนายกฯ จริงก็อาจอยู่ในตำแหน่งได้ไม่นาน ทำให้ต้องมีการเปลี่ยนตัว จนกลายเป็นช่องว่างให้เกิดการพลิกขั้ว
ซ้ำรอยการเมืองช่วง "รัฐบาลสมชาย" หลุดจากอำนาจ
แต่ ที่หวังผลแบบปัจจุบันทันด่วนเลยก็คือ การที่กองทัพกระโดดลงมาเป็นคู่กรณีขัดแย้งกับนักการเมืองพรรคเพื่อไทยเสีย เอง เรื่องการตั้งหน่วยเฉพาะกิจปราบปรามยาเสพติด 315 จนมีการแจ้งความกันนัวเนีย
จับตาไปที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. อยู่ในอารมณ์เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย
แรกๆ ก็บอกว่ายอมรับได้ถ้าพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล แต่ต่อมาก็บอกให้ระวังจะถูกแย่งอำนาจกลับคืน เมื่อวานชื่นชมกันอยู่ดีๆ รุ่งขึ้นอีกวันกลับออกมาว้ากแหลก
ขณะที่สื่อต่างชาติจับจังหวะวิเคราะห์การเมืองไทยไปในทำนองเดียวกัน
เชื่อ ว่าทั้งกรณีหมอตุลย์-แก้วสรร และท่าทีของผู้นำกองทัพ คือสัญญาณบ่งชี้ความวุ่นวายที่อาจเกิดขึ้นหากพรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายชนะเลือก ตั้ง
เพราะพลังพิเศษบางอย่างที่นายชุมพล ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ใช้คำว่า "พลังที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้" ซึ่งเคยอยู่เบื้องหลัง "บีบ" ให้พรรคขนาดกลางและเล็กเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลเมื่อ 2 ปีก่อน
ครั้งนี้คงไม่ยอมผ่อนปรนอีกเช่นกัน
ที่มา thaifreenews
โดย ลูกชาวนาไทย
ที่มา thaifreenews
โดย ลูกชาวนาไทย
ที่มา ประชาไท
เมื่อ วันที่ 9 มิถุนายน 2554 กลุ่มจับตานโยบาย ปี 2 (Policy Watch) ซึ่งก่อตั้งโดยคณาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จัดงานเสวนา “นักเศรษฐศาสตร์พบนักการเมือง” เพื่อเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองนำเสนอนโยบายทางเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยในงานมีตัวแทนจากพรรคประชาธิปัตย์ คือกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ และพรรคเพื่อไทย คือ รศ.ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช ร่วมนำเสนอนโยบาย และมีนักวิชาการคือ รศ.ดร.สกนธ์ วรัญญูวัฒนา, รศ.ดร.ปัทมาวดี ซูซูกิ และ ผศ.ดร.อภิชาต สถิตนิรามัย จากคณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ร่วมตั้งคำถามและให้ความคิดเห็น ดำเนินรายการโดย ปกป้อง จันวิทย์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มธ.
เปิดตัวนโยบายเศรษฐกิจ
กอร์ป ศักดิ์ สภาวสุ ประธานคณะทำงานด้านยุทธศาสตร์ และรองประธานพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์มีนโยบายหลักคือ เศรษฐกิจเข้มแข็ง ประชาชนเข้มแข็งและธุรกิจเข้มแข็ง และชี้ว่า ที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์ได้ดำเนินนโยบายต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ดังกล่าว เช่น การใช้แผนกระตุ้นเศรษฐกิจในต้นปี 2552 ซึ่งทำให้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้นมากในหลายด้าน ทั้งอัตราการจ้างงาน อัตราเงินเฟ้อ การส่งออก และดัชนีรายได้เกษตรกร
ส่วนนโยบายเศรษฐกิจ ในอนาคต กอร์ปศักดิ์กล่าวว่า จะมุ่งเพิ่มรายได้ของประชาชน โดยเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ ลดรายจ่ายด้วยการจัดสวัสดิการ รวมถึงส่งเสริมศักยภาพของผู้ประกอบการ และจะดำเนินนโยบายที่ทำให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้เนื่องจากมองว่าเป็นจุดที่ สำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยเน้นจุดแข็งของประเทศที่มีอยู่แล้ว เช่น การท่องเที่ยว เกษตรกรรม โครงการครัวโลก เป็นต้น
ด้าน สุชาติ ธาดาธำรงเวช อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทยและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เน้นว่านโยบายเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทยมุ่งที่การสร้างความร่ำรวยให้กับ ประชาชนผ่านทางนโยบายต่างๆ เช่น โครงการหมู่บ้านละล้าน โครงการพักหนี้ครัวเรือน รวมถึงการยกระดับราคาข้าว จัดทำบัตรเครดิตการ์ดเกษตรกร และขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาททั่วประเทศ ส่วนในด้านของการพัฒนา จะเน้นสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น รถไฟความเร็วสูง สร้างเขื่อนในภาคกลางเพื่อป้องกันน้ำท่วม โครงการ “เมืองใหม่” โครงการเซาท์เทิร์น ซีบอร์ด และสร้างท่อขนส่งน้ำมัน เป็นต้น
“ฝัน” กับความเป็นจริง
จาก นั้น อภิชาต สถิตนิรามัย นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองและพัฒนา สรุปถึงสถานการณ์เศรษฐกิจไทยว่า หลังจากรัฐประหารในปี 2549 พบว่างบประมาณรายจ่ายของไทยขยายตัวขึ้น และเพิ่มขึ้นในอัตราเร็วกว่ารายได้ ทำให้หนี้สาธารณะของไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยรายจ่ายของรัฐส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการต่างๆ อย่างไรก็ตาม เงินจำนวนมากที่ใช้ตามนโยบายเหล่านี้ก็มิได้ลงไปสู่คนจนอย่างแท้จริง
“ราย จ่ายนโยบายเหล่านี้ จากการสำรวจของสภาพัฒน์ฯ พบว่าเงินตกลงมาถึงคนจนน้อยมาก เช่นในกรณีเบี้ยผู้สูงอายุ ได้รับไม่ถึง 2% ของคนจนทั้งหมด เช่นเดียวกับนโยบายเงินกู้ คนจนเข้าถึงจริงเพียง 1% และเงินกู้การศึกษาเพียง 0.2% เท่านั้น” อภิชาตกล่าว
นอกจากนี้ ยังเพิ่มเติมว่าประเทศไทยจำเป็นต้องหาวิธีเพิ่มรายได้ เพื่อให้สมดุลกับรายจ่าย ซึ่งสามารถทำได้ด้วยการเก็บภาษีให้เต็มศักยภาพ โดยข้อมูลของธนาคารโลกชี้ว่า ปัจจุบัน ประเทศไทยเก็บภาษีได้ 16% ของรายได้มวลรวมประชาชาติ (GDP) ในขณะที่อัตราการเก็บภาษีดังกล่าวในประเทศโลกพัฒนาโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 19% ซึ่งถ้าหากไทยสามารถเก็บภาษีได้เต็มศักยภาพ อาจเก็บภาษีได้ถึง 21% ของจีดีพี
"อัตราภาษีรายได้บุคคลในประเทศไทยยังถือว่ามีอัตราต่ำ และไม่ก้าวหน้า เพราะคนที่มีรายได้สูงสามารถลดหย่อนได้มาก" อภิชาตกล่าวและพูดถึงภาษีสินทรัพย์ ว่าขณะนี้ในไทยเก็บภาษีได้เพียง 0.01% ของรายได้ประชาติ ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านเช่น เวียดนาม สามารถเก็บภาษีดังกล่าวในส่วนของรัฐบาลท้องถิ่นได้ 60% ในขณะที่ไทยเก็บได้เพียง 9.2% เท่านั้น
ถามมา ตอบไป
ต่อ มา เป็นช่วงถาม-ตอบระหว่างนักวิชาการและผู้แทนจากทั้งสองพรรค โดยอภิชาตได้ถามถึงภาพรวมว่า โครงการขนาดใหญ่ทั้งหมดที่นำเสนอมานี้มีมูลค่าทั้งหมดเท่าไร และมีวิธีหารายได้เพิ่มเติมอย่างไร และพรรคเพื่อไทยมีเหตุผลอะไรที่จะลดภาษีให้คนซื้อบ้านและรถในช่วงห้าปีแรก ทั้งๆ ที่คนเหล่านี้ไม่ถือว่าเป็นคนจน ซึ่งจะทำให้ยิ่งทำให้โครงสร้างภาษีบิดเบี้ยวขึ้นไปอีก
ต่อคำถามดัง กล่าว ตัวแทนจากพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า ตนมองว่าคำนิยามของคำว่า ‘คนจน’แตกต่างไปจากที่นักวิชาการมอง ซึ่งตนเองมองว่าในประเทศยังมีคนจนกว่า 55 ล้านคน ซึ่งสมควรได้รับโอกาสที่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจ และไม่ได้มองว่าคนที่ซื้อบ้านและรถเป็นคนรวย แต่มองว่าเป็นปัจจัย 4 สมัยใหม่ที่จำเป็นต้องมี ส่วนโครงการขนาดใหญ่จะให้เอกชนเป็นผู้ดำเนินการ ยกเว้นการตัดถนน การสร้างแหล่งน้ำ ประปา จะให้รัฐเป็นคนจัดการ นอกจากนี้ ได้เสนอให้ลดภาษีนิติบุคคลให้สอดคล้องกับอัตราเท่ากับในประเทศอาเซียน เพื่อส่งเสริมการลงทุน และให้บรรษัทจัดสรรเงินได้เพิ่มขึ้นมา ไปกระจายให้กับลูกจ้างให้เหมาะสมและเท่าเทียมกัน
ทางฝ่ายพรรคประชา ธิปัตย์มองว่า ประเทศจำเป็นต้องมีการปฏิรูประบบภาษี เนื่องจากการเก็บภาษีไม่ตรงตามสัดส่วนของรายได้ กลายเป็นว่าผู้ที่มีรายได้น้อยจ่ายภาษีมากกว่า หากว่าเราเก็บภาษีได้รัดกุมขึ้น จะได้รายได้จากภาษี 2แสนล้าน นอกจากนี้ การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ จะกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย และส่งผลให้จีดีพีสามารถปรับขึ้นได้รวดเร็ว
นโยบายประชานิยม VS ความยั่งยืนทางการคลัง
ถัด มา สกนธ์ วรัญญูวัฒนา นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์การคลังและเศรษฐศาสตร์ท้องถิ่น ถามผู้แทนทั้งสองพรรคในประเด็นของการสร้างสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจใน การแก้ไขปัญหาค่าครองชีพ และความยั่งยืนของนโยบายการคลังในอนาคต เนื่องจากการใช้นโยบายประชานิยมดังที่ทั้งสองพรรคหาเสียงนั้น มักจะสร้างปัญหาให้กับเสถียรภาพการคลัง
ต่อประเด็นนี้ สุชาติ ตัวแทนจากพรรคเพื่อไทยมองว่า นโยบายประชานิยมเป็นการให้โอกาสประชาชน และยังคงมีความจำเป็น เนื่องจากนโยบายนี้ไม่ได้ให้เงินใครเปล่าๆ เพียงแต่เป็นการให้เงินกู้ให้ประชาชนนำไปบริหารจัดการต่อ และเมื่อประชาชนมีเงินทุน ก็จะทำให้ผลผลิตสูงขึ้นเนื่องจากจะมีการลงทุนกับเทคโนโลยีที่เจริญก้าวหน้า และส่งผลให้จีดีพี่เพิ่มสูงขึ้นด้วย
ในทางกลับกัน กอร์ปศักดิ์กล่าวว่าพรรคประชาธิปัตย์ดำเนินนโยบายอนุรักษ์นิยมทางเศรษฐกิจ มากกว่า และชี้ว่าปัญหาในนโยบายการคลังคือโครงสร้างการเก็บภาษีที่ผิดพลาด และต้องแก้ไขโดยเก็บเงินจากคนที่ใช้ทรัพยากรประเทศมากที่สุด และชี้ว่านโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่นโยบายประชานิยม นอกจากบางอย่างเช่น การแจกเครื่องแบบและแบบเรียนแก่เด็กนักเรียน
คำถามอื่นๆ ที่น่าสนใจ
จะมีการเก็บภาษีทรัพย์สินภาษีมรดกในอนาคตหรือไม่
สุชาติ กล่าวว่าเรื่องเช่นนี้ไม่สามารถประกาศล่วงหน้าได้ว่าจะมีท่าทีอย่างไร แต่เห็นด้วยว่าต้องทำให้การกระจายที่ดินให้เท่าเทียม ด้านกอร์ปศักดิ์มองว่าการเก็บภาษีดังกล่าวเป็นเรื่องยาก เนื่องจากทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศลดลง และกล่าวว่าจะแก้ปัญหารายได้ที่ไม่ได้มาตรฐาน โดยการยกระดับรายได้ทั้งหมด เช่นการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ การใช้นโยบายการคลังอย่างมีวินัย และเลือกลงทุนเฉพาะในจุดแข็งของประเทศเช่น การเกษตร และท่องเที่ยว
แต่ละพรรคจะมีแนวทางในการขับเคลื่อนนโยบายอย่างไรภายใต้ภาวะที่ยากลำบากและมีขัดแย้งทางการเมือง
ตัว แทนพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า เนื่องจากพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีผู้นำเสื้อแดงเป็นผู้สมัคร ส.ส.จึงไม่มีปัญหา และเนื่องจากในหมู่คนไทย ยังมีความเชื่อเรื่องการไม่มีเสียงข้างมากในสภาที่เด็ดขาด แปลว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศไม่เชื่อมั่นว่ามีเสียงข้างมากที่เป็นตัวแทนตนเอง จึงมอบหน้าที่ให้หน้าที่ของ ส.ส.เป็นผู้ทำหน้าที่ตัดสินใจแทน ฉะนั้น ในการเลือกตั้งที่มาถึง หากว่าไม่มีเสียงข้างมากเลย ก็ต้องให้ ส.ส. เป็นผู้ตัดสิน โดยหากพรรคเพื่อไทยได้เสียงข้างมาก ก็ต้องให้สิทธิในการจัดตั้งรัฐบาล แต่ถ้าหากตั้งไม่ได้ ก็ต้องให้พรรคถัดมาคือ ปชป.เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล แต่ไม่ว่าผลออกมาเป็นอย่างไร ทุกฝ่ายก็ต้องยอมรับผลการเลือกตั้ง เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้
ทางด้านตัวแทนพรรคเพื่อไทย ชี้ว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ยังปกครองในระบอบศักดินาอยู่ โดยวางเวลาในการเปลี่ยนผ่านประเทศอยู่ในระยะเวลา 10 ปีข้างหน้า โดยกล่าวว่าชนชั้นนำควรจะต้องยอมรับในการเปลี่ยนแปลง และต้องร่วมกันแก้ไขปัญหาที่อยู่ที่โครงสร้างการเมืองการปกครองที่ยังเป็น ระบบศักดินา ให้เป็นระบบที่ปกครองโดยประชาชน เนื่องจากประชาชนในสมัยนี้ตื่นรู้เรื่องสิทธิเสรีภาพตนเองแล้ว
คิดอย่างไรกับงบประมาณทหารที่เพิ่มขึ้นทุกปี มีความจำเป็นมากเพียงใด และควรลดหรือไม่
สุชาติ มองว่า งบประมาณทหารที่สูงขึ้นทุกปี ไม่มีความจำเป็น ควรลดลงไป ในขณะที่กอร์ปศักดิ์มองว่า เนื่องจากทหารเป็นผู้ดูแลประชาชน อยากให้ใช้ของดีๆ เพื่อไม่ให้เสียงบประมาณเปล่า ทั้งนี้งบประมาณทหารยังมีความจำเป็นเพื่อให้ทหารเป็นคนเก่ง มีความสามารถด้านเทคโนโลยี เมื่อออกมาแล้วสามารถไปประกอบธุรกิจกับภาคเอกชนได้ แต่ควรใช้ให้เหมาะสม
ถ้าค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มขึ้น และทำให้เอกชนอยู่ไม่ได้จำเป็นต้องปิดกิจการ และปลดลูกจ้างออกทางพรรคมีมาตรการรองรับอย่างไร
พรรค เพื่อไทยระบุว่า ต้องแก้กฎหมายให้ค่าแรงขึ้นให้ได้ภายในเวลาสามเดือน และดำเนินควบคู่ไปกับการลดภาษี จริงๆ แล้วในปัจจุบัน ค่าจ้างขั้นต่ำในหลายพื้นที่อยู่ระดับ 300 บาทหรือมากกว่าอยู่แล้ว และมองว่าหากนายจ้างกดค่าแรงให้ต่ำ ก็จะส่งผลให้ผลผลิตต่ำไปด้วย และเสนอแนะให้นายจ้างย้ายโรงงานมาอยู่ชายแดนเพื่อลดต้นทุน
ทางด้าน พรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่าต้องคุยเรื่องนี้กับนายจ้าง เพราะอย่างไรก็ตามต้องให้นักธุรกิจเดินต่อไปได้ เนื่องจากเป็นผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ และเป็นผู้หารายได้หลัก จริงๆ แล้วจึงไม่สามารถไปบังคับได้ เพราะเป็นการตัดสินใจของเขา
ที่มา ประชาไท
ณัฐนันท์ อิทธิยาภรณ์-ณัฎฐพัชร์ ทัศนรุ่งเรือง
ศูนย์ข้อมูลข่าวสารปฏิรูปประเทศไทย
http://www.thaireform.in.th/2011-02-03-07-45-08/item/5977-2011-06-10-12-22-45.html
“เทพ ชัย" เหนื่อยแทนคนไทยมองไม่เห็นอนาคต เห็นแต่ภาพความวุ่นวาย การเผชิญหน้า "วีระ ธีระภัทรานนท์" ฟันธง เพื่อไทยชนะแต่ไม่ถึงครึ่ง "วงศ์ทนง" ชี้วัยรุ่นสนใจการเมือง "เบาบาง-ตื้นเขิน" เลือก ส.ส. แบบเอามัน
นับ เวลาจากนี้ไปเหลืออีกเพียง 20 กว่าวัน สำหรับการเลือกตั้งครั้งสำคัญที่จะมีผลต่อประเทศไทย และเป็นห้วงเวลาเดียวกันกับที่ผู้คนจากหลายภาคส่วน ต่างแสดงความห่วงใย ปนความกังวลใจลึกๆ ว่า ภายหลังการเลือกตั้งในวันที่ 3 กรกฎาคม ผ่านพ้นไปแล้ว ประเทศไทยจะเดินหน้าไปทางไหน ความขัดแย้ง การก่อกวนด้วยวิธีต่างๆ ในช่วงที่ผ่านทั้งในสภาและนอกสภา จะสงบลงหรือไม่ อย่างไร
แม้คำถามเหล่านี้ยังค้างคาใจอยู่ แต่มีเวทีเสวนา "มองมุมสื่อ ประเทศไทยหลังการเลือกตั้ง" ที่ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย (เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. ที่ผ่านมา) จงใจจัดขึ้นเร็วก่อนกำหนด เพื่อเปิดมุมมอง 4 หนุ่ม 4 มุมมองจากสายตา “สื่อ” ที่ คิดต่าง เพื่อร่วมกันหาทางออกให้กับอนาคตประเทศไทย ในด้านสังคม การเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ รวมทั้งบทบาทของ สื่อมวลชนภายหลังการเลือกตั้ง
“เหนื่อย” ไม่มีพรรคไหนพูดถึงอนาคต
คำตอบแรกๆที่ “เทพชัย หย่อง” ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ Thai PBS พูดเปิดเวทีมุมมองการเมืองหลังการเลือกตั้ง ก็คือ “เหนื่อย” ยิ่งดูจากแนวทางการหาเสียง กลับไม่มีพรรคไหนที่มีการพูดถึงอนาคตของประเทศไทยเลย
มี แต่หาทางลบหนี้ ทำให้ชาวนาขายข้าวได้แพงมากขึ้น เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ ให้กุญแจสองดอก เป็นหนี้ซื้อคอนโดดอกหนึ่ง เป็นหนี้ซื้อรถอีกดอกหนึ่ง....
สิ่ง เหล่านี้ นายเทพชัย ชี้ชัดว่า ไม่ใช่วิสัยทัศน์ แต่เป็นเพียงกลยุทธ์การหาเสียงเท่านั้น ดังนั้นเขาจึงอยากเห็น อยากได้ยินยิ่งลักษณ์ สนั่น อภิสิทธิ์ บอกชัดๆ ว่า จะพาประเทศไทยไปทางไหน หรือจะยืนอยู่จุดไหนในเวทีอาเซียน พร้อมบอกด้วยว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ อยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของการรวมตัวเป็นอาเซียน ไม่ว่าจะฟิลิปปินส์ สิงค์โปร มาเลเซีย อินโดนีเซีย ต่างก็มีความพร้อมที่จะเดินไปข้างหน้าแล้ว
แต่ ประเทศไทย กลับไม่สนใจการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกรอบตัวเลย ทั้งๆ ที่การเลือกตั้งครั้งนี้ ถือว่า ถูกวิเคราะห์และตั้งความหวังไว้มากที่สุด ไม่ว่าจะเปิดหน้าหนังสือพิมพ์ หรือกดรีโมตเปลี่ยนโทรทัศน์ไปช่องใด จะมีคนมานั่งวิเคราะห์ตลอดเวลาว่า หลังการเลือกตั้งจะเกิดอะไรขึ้น ผอ.ทีวีไทย มองว่า ส่วนใหญ่จะมีแนวทางคล้ายๆ กัน นั่นคือ มองไม่เห็นอนาคต เห็นแต่ภาพความวุ่นวาย การเผชิญหน้า
“เรา เชื่อว่า หากมีการเลือกตั้งขึ้นมาจะช่วยล้างอะไรบางอย่าง และเป็นจุดเริ่มต้นที่จะนำไปสู่ก้าวใหม่ที่ดีขึ้น แต่ปรากฏการณ์ ความเคลื่อนไหวในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ไม่มีความชัดเจนและสงสัยว่าจะจบอย่างไร หากยิ่งลักษณ์มาเป็นอันดับหนึ่ง จัดตั้งรัฐบาลได้ ก็เห็นความวุ่นวาย ขวากหนาม ผลพวงที่ไม่สวยงามรออยู่ข้างหน้า
อีกด้านหนึ่ง หากเป็นพรรคของอภิสิทธิ์ขึ้นมา ดูจากโพลล์ทั้งหลายชี้ว่าตัวเลข ไม่สวยนัก แต่ก็จะหาทางกระทั่งจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาได้ ซึ่งก็จะเกิดความวุ่นวายในอีกรูปแบบหนึ่งเช่นกัน” นายเทพชัย ขยายความให้เห็น
วีระโพล ฟันธง เพื่อไทยชนะ
ประเทศไทยหลังการเลือกตั้ง จะเป็นอย่างไร ในสายตา "วีระ ธีระภัทรานนท์" นักวิเคราะห์และสื่อมวลชนอิสระ ซึ่งตอบแบบตรงไปตรงมาว่า ประมวลจากหลายๆ คนที่ ได้พบปะพูดคุย จะไม่มีพรรคไหนได้คะแนนเกิน 251 ที่นั่ง
ก่อนที่เขาจะยกเหตุผลการวิเคราะห์มาประกอบอีก
“มอง จากการเลือกตั้งปี 2550 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งหลังจากมีการล้างไพ่ บวกกับการเปลี่ยนแปลงกฎกติกาในการเลือกตั้ง คิดว่า ไม่น่าจะมีพรรคไหนที่จะได้คะแนนเสียงกึ่งหนึ่ง หรือเกิน 251 ที่นั่ง ในทางกลับกัน หากไม่มีพรรคไหนได้คะแนนเสียงเกินหนึ่ง ก็จะต้องมี 2 พรรคแรกที่ได้มากที่สุดแน่ เพราะการเมือง 2 ขั้วฝ่ายปรากฏชัด
ทั้ง นี้ จาการคาดการณ์ประชาธิปัตย์อาจได้คะแนนเสียงบวกลบเท่าเดิม หรือหากมีตัวช่วยเต็มที่ก็น่าจะได้ แค่ 175 ที่นั่ง ส่วนเพื่อไทยให้เต็มที่สุดๆ ตัดปัจจัยอื่นๆ หมดแล้ว น่าจะได้ 230 ที่นั่ง”
และ หากผลการเลือกตั้งเพื่อไทยได้คะแนนมากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ประมาณ 50 ที่นั่ง นักจัดรายการชื่อดัง ตอบแบบชัดๆว่า เพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลแน่นอน ซึ่งมีตัวแปร เพื่อไทยจะที่นั่งได้มากน้อยเพียงใด อยู่ที่ “พรรคภูมิใจไทย” จะกวาดที่นั่งในภาคอีสานได้เท่าไหร่
พร้อม กับชี้ให้เห็น "รูรั่วซึม" ของเพื่อไทย อยู่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนประชาธิปัตย์ ภาคใต้ ที่จังหวัดภูเก็ต และในกรุงเทพฯ จะมีรั่วซึม
กรณีที่พรรคภูมิใจไทยที่คุยไว้ว่าจะได้ 70 ที่นั่งนั้น "วีระ" บอกให้ราคาเต็มที่ แบบซื้อหนึ่งแถมสอง จัดชุดใหญ่ น่าจะได้แค่ 40 ที่นั่ง นี่จึงเป็นเหตุให้หลายคนไปอยู่พรรคชาติไทยพัฒนา เพราะคิดว่าได้เป็นรัฐบาลแน่ ซึ่งขณะนี้พรรคที่ร่วมรัฐบาลแน่ๆ มี 2 พรรค คือ ชาติไทยพัฒนา และชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน ขณะที่กิจสังคม หากโชคดีก็ได้เป็นรัฐบาลพรรคที่สาม
ไม่มีพรรคการเมือง ใช้ธรรมหาเสียง
ทั้ง นี้ ยังมีข้อสังเกตการหาเสียงของพรรคการเมืองต่างๆ ครั้งนี้ จากนักจัดรายการวิทยุชื่อดังว่า ไม่มีพรรคการเมืองใดหาเสียงด้วยธรรมเลย ไม่มีนโยบายต่อศาสนาแม้แต่พรรคเดียว
เขาจึงอนุมานได้ว่า “มันคงไม่มีธรรมหลังการเลือกตั้ง” และ ก่อนเลือกตั้ง ซึ่งหากภาพประเทศไทยเป็นแบบที่คาดเดามาก่อนหน้านี้ หลังการเลือกตั้ง หากพรรคที่ได้ที่ 1 ก็ตั้งรัฐบาล อยู่ที่ว่าจะดึงพรรคไหนร่วม และหากไม่ผิดฝาผิดตัว ก็คาดว่าจะไม่มีเรื่อง
“แต่หากพรรคได้คะแนนมากที่สุด ไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ เราก็ต้องยอมรับ การรวมกันเกินกึ่งหนึ่งเป็นรัฐบาล เรียกว่า รัฐบาลเสียงข้างมาก แต่ ผมว่า ไม่ว่า เพื่อไทยหรือประชาธิปัตย์จะได้จัดตั้งรัฐบาล ก็เป็นนิมิตหมายอันดีว่า ประเทศไทยจะมีฝ่ายค้านที่เข็มแข็ง มีการตรวจสอบเข็มข้นทุกเม็ด” นายวีระ สวมบทโหร ทำนายการเมืองไทย อย่างเมามัน ก่อนจะทิ้งท้ายไว้ว่า หากมีการตั้งรัฐบาลมาแล้ว ก็ขึ้นอยู่กับว่า รัฐบาลนั้นเป็นรัฐบาลไหน มีระยะฮันนีมูนโดยทั่วๆ ไป 3-4 เดือน มีกรณียกเว้นเมื่อเข้ามาแล้ว ทำอะไรแบบที่ เขาคิดว่าคุณจะทำทันที อย่างนั้นก็เป็นความ “โง่” ไม่ได้เป็นความฉลาด ซึ่งก็จบ เชื่อว่าจะมีการประท้วงกันอีก
ถามไทยจะอยู่จุดไหนในเวทีโลก
มองในมุมต่างประเทศบ้าง นายทนง ขันทอง บรรณาธิการ น.ส.พ. The Nation และ บรรณาธิการ Asian’s TV วิเคราะห์การเลือกตั้งของไทย โดยเปรียบเทียบให้เห็น บริบทโลก ว่า ทำไมเราถึงต้องทำความเข้าใจระบบโลก จากโลกปัจจุบันไปสู่โลกใหม่
ด้วยเพราะโลกปัจจุบันนั้นเดินต่อไปไม่ได้แล้ว อำนาจการต่อรองของโลกเริ่มเปลี่ยน
ดังนั้นเราต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่โลก "ไร้สมดุล" ทางเศรษฐกิจและแบ่งออกเป็นสองขั้ว
ระหว่าง กลุ่มประเทศโซนยุโรป อเมริกา อังกฤษซึ่งเป็นประเทศที่มีการนำเข้าเพื่อการบริโภคเป็นหลัก กับกลุ่มประเทศเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งประกอบด้วยบราซิล รัสเซีย จีน อินเดีย ให้ได้ถึงจะอยู่รอด
“สหรัฐอเมริกา อังกฤษเริ่มจะถูกท้าทาย และถูกต่อรองอำนาจจากอินเดีย จีน ซึ่งอาจทำให้ระเบียบของโลกเปลี่ยนไป แต่ประเทศไทยกลับไม่เคยมีการตั้งคำถามว่า จะอยู่อย่างไร จะจับขั้วกับฝ่ายไหน” นายทนง กล่าวด้วยท่าทางที่นิ่งๆ
โหน่ง a day ให้คำจำกัดความเลือกตั้ง
ส่วนนายวงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ หรือ โหน่ง a day กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดย์ โพเอทส์ จำกัด ถ่ายทอดอุณหภูมิของคนรุ่นใหม่ที่มีต่อการเลือกตั้งที่ใกล้มาถึง โดยให้คำจำกัดความการเลือกตั้งไว้ว่า ซับซ้อน สับสน ตื่นตัว และเต็มไปด้วยความคาดหวัง (ที่ยากจะคาดเดา)
เขาขยายความเพิ่มเติม เพื่อให้เข้าใจคำว่า "ซับซ้อน"
"ช่วง 2-4 ปีที่ผ่านมา เป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านทางการเมืองที่สำคัญ และแปลกประหลาด มีสภาวะ สภาพที่คาดไม่ถึงว่าจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะ Connection Relationship ของผู้นำทางการเมืองมีการเคลื่อนย้ายเปลี่ยนขั้วกันอย่างมาก เกิดภาวะของการแตกคอ และ กอดคอ ที่ไม่น่าเชื่อ เช่น ผมเห็นภาพพันธมิตรฯ แตกคอกับพรรคการเมืองใหม่ ผมประหลาดใจมาก ซึ่งหากนึกย้อนไป 2 ปีที่แล้ว เราคาดไม่ถึงจะเดินมาถึงจุดนี้
หรือย้อยไปเมื่อ 2 ปี ใครจะนึกว่า พันธมิตรฯ แตกคอกับประชาธิปัตย์ ให้นึกย้อนไกลหน่อย ใครจะเชื่อว่า เนวิน แตกคอทักษิณ ใครจะเชื่อสนธิ แตกคอทักษิณ นี่คือสภาพ Relationship ของผู้นำทางการเมือง ที่ผมคิดว่า มันกำลังอยู่ในช่วงจับคู่ แตกคู่”
สภาพเช่นนี้เอง....ได้นำไปสู่ความสับสนของคนที่เป็นผู้ตาม
ไม่ จะเป็นคนที่อยู่ในสีแดง เหลือง น้ำเงิน จำนวนมากเกิดภาวะที่ค่อนข้างไม่แน่ใจ สิ่งที่ตนยึดถือจะใช้หรือไม่ กระทั่งมีคนจำนวนมาก ตัดสินใจเปลี่ยนสี เป็นสลิ่ม สบายใจดี
ฉะนั้น ช่วงเวลานับจากนี้ นักเขียนชื่อดัง จึงมองว่า การเลือกตั้ง 3 กรกฎาคมนี้ นับว่ามีนัยยะสำคัญมากๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง รวมถึงวิถีชีวิตของคนในสังคม อีกทั้งยังเป็นที่จับตาของคนทั้งในและต่างประเทศ เนื่องจากเป็นการเลือกตั้งที่บอกถึงใบหน้า โฉมหน้าของเมืองไทยในอนาคต
หาเสียงเหมือนฉีดสเตียรอยด์เข้าร่างกาย
"วงศ์ทนง" ย้อนกลับมาตั้งข้อสังเกตถึงรูปแบบการหาเสียงปัจจุบันนี้ว่า เกิดภาวะของการเกทับ บรัฟแหลก ซึ่งเขา เห็นว่า เป็นนโยบายประชานิยมแบบ "ไร้สติ"
เปรียบ ไปก็เหมือนกับการฉีดสเตียรอยด์เข้าไปในร่างกาย แรกๆ ตัวก็จะโตใหญ่ แต่ไม่ช้าก็จะตาย เหล่านี้เป็นรูปแบบการหาเสียงที่แปลกมาก โดยที่ กกต.ไม่ออกมาแอคชั่นในเรื่องนี้เลย
“กกต.ควรร่วมมือกับ สคบ.ให้มีดอกจันที่ป้ายหาเสียง และบอกด้วยว่า สามารถทำได้ในชาตินี้หรือชาติไหน ซึ่งก็ไม่แปลกใจเพราะการเลือกตั้งครั้งนี้สำคัญมาก ทุกพรรคต่างหวังจะต้องเอาชนะให้ได้ วิธีง่าย คือ วาดวิมานในอากาศให้สวยงาม น่าซื้อที่สุด ดึงดูดใจที่สุด ลด แลก แจก แถมกันไป” โหน่ง a day นำเสนอมุมมอง ก่อนจะแสงความเป็นห่วงใย ความสนใจทางการเมืองของวัยรุ่นขณะนี้ที่ค่อนข้างจะเบาบาง และตื้นเขิน เนื่องจากพบว่า วัยรุ่นจำนวนหนึ่งคิดจะเลือก ส.ส. เพราะความมัน โดยไม่ได้ดูผลงานที่ผ่านมา....
ที่มา ประชาไท
หน่วย 171 กองทัพสหรัฐว้า UWSA ซึ่งมีที่ตั้งบริเวณชายแดนไทยทางภาคเหนือ เรียกระดมกำลังพลในสังกัดเพื่อซ้อมรบและฝึกการใช้อาวุธเพื่อเพิ่มความชำนาญ
มี รายงานจากแหล่งข่าวชายแดนแจ้งว่า เมื่อวันที่ 6-7 มิ.ย. ที่ผ่านมา หน่วย 171 ของกองทัพสหรัฐว้า UWSA ซึ่งมีพื้นที่เคลื่อนไหวตามแนวชายแดนไทยทางภาคเหนือ มีคำสั่งเรียกระดมพลหน่วยต่างๆ ทั้งทหารใหม่และหน่วยอาสาสมัครพลเรือนในพื้นที่เมืองสาด และเมืองโต๋น รัฐฉานภาคตะวันออก โดยให้ไปรวมตัวกันที่บ้านห้วยอ้อ อยู่ตรงข้ามบ้านอรุโณทัย อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เพื่อทำการซ้อมรบและฝึกการใช้อาวุธต่างๆ ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 10 มิ.ย. นี้
โดยตลอดช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา มีทหารและหน่วยอาสาสมัครพลเรือนได้ไปรวมตัวกันที่บ้านห้วยอ้อแล้วราว 300 – 400 นาย ในจำนวนนี้มีทั้งทหารใหม่และกำลังพลอาสาสมัครพลเรือน โดยทางกองทัพว้า UWSA จะมีการสาธิตการใช้อาวุธทั้งปืนเล็ก ปืนกล ไปจนถึงการยิงปืนใหญ่ชนิดต่างๆ ทั้งนี้ เพื่อให้กำลังพลได้มีความชำนาญในการรบและการใช้อาวุธ
สำหรับหน่วย 171 กองทัพสหรัฐว้า UWSA มีกำลังพล 5 กองพลน้อย เคลื่อนไหวในพื้นที่ตามแนวชายแดนไทย ฝั่งรัฐฉาน ตั้งแต่จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน ประกอบด้วยกองพลน้อยที่ 778 รับผิดชอบพื้นที่ บ้านคายโหลง บ้านตากแดด และน้ำกั๊ด ตรงข้ามจังหวัดแม่ฮ่องสอน, กองพลน้อยที่ 775 รับผิดชอบพื้นที่บ้านห้วยอ้อ บ้านปุ่งป่าแขม ตรงข้ามอ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่, กองพลน้อยที่ 772 รับผิดชอบพื้นที่เมืองเต๊าะ เมืองทา และเมืองจ๊อด ตรงข้ามอ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่, กองพลน้อยที่ 518 รับผิดชอบพื้นที่เมืองยอน ตรงข้าม อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ และกองพลน้อยที่ 248 รับผิดชอบพื้นที่บ้านหัวป่าง บ้านหัวยอด ตรงข้าม อ.ฝาง จ.เชียงใหม่
ชมภาพ / อ่านข่าวย้อนหลังได้ที่
http://www.khonkhurtai.org/
"คน เครือไท" เป็นศูนย์ข่าวภาคภาษาไทยเครือข่ายสำนักข่าวอิสระไทใหญ่ หรือ สำนักข่าวฉาน (SHAN – Shan Herald Agency for News) มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในรัฐฉาน สหภาพพม่า ตลอดจนตามแนวชายแดนไทย ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับองค์กรการเมือง / การทหารกลุ่มใด สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ shan_th@cm.ksc.co.th หรือ ติดตามอ่านข่าวสารภาคภาษาอังกฤษได้ที่ www.shanland.org ภาคภาษาไทใหญ่ที่ www.mongloi.org และภาคภาษาไทยที่ www.khonkhurtai.org
ข่าวสารเกี่ยวกับประเทศไทยที่คุณไม่อาจหาอ่านได้จากสื่อ
"ปกติการต่อสู้ทางการเมืองที่เกิดขึ้น จนมีการเปลี่ยนแปลงการเมืองครั้งสำคัญไปทั่วโลก ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เกิดจากการต่อสู้ทางอุดมการณ์และการไม่ได้รับความยุติธรรมทั้งสิ้น ความไม่ยุติธรรมนี่แหละ เป็นเหตุแห่งการที่ประชาชนต้องมารวมตัวกันต่อสู้ เพื่อให้ความยุติธรรมกลับมาสู่สังคมของเขา"
ทักษิณ ชินวัตร
1 พ.ย. 51